คลังเก็บป้ายกำกับ: รถยนต์

เบอร์หนึ่งยังสั่งไม่ได้ ซีอีโอ Ford ทวีต อยากเห็นรถฝั่งยุโรปมาขายในอเมริกา

เป็นประเด็นถกเถียงกันในวงการรถยนต์อเมริกันอยู่พอสมควร หลัง Jim Farley ซีอีโอคนใหม่ของ Ford Motor ที่เพิ่งรับตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2020 โพสต์ข้อความทวิตเตอร์ ชื่นชมรถยนต์รุ่น Ford Puma ST รุ่นที่ขายในอังกฤษ โดยบอกว่าอยากให้รถรุ่นนี้เข้ามาขายในอเมริกาเหนือและประเทศอื่นๆ ด้วย

Ford Puma เป็นรถยนต์ระดับ subcompact crossover SUV ขนาดเล็กที่วางขายเฉพาะในยุโรปเท่านั้น โดยผลิตที่โรงงานของ Ford ในประเทศโรมาเนีย ตัวเครื่องยนต์ใช้ EcoBoost ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Ford Fiesta แบบที่มาทำตลาดในบ้านเรา

หากเป็นแฟนๆ รถบางรุ่นมาเรียกร้องลักษณะนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก แต่ Farley คือซีอีโอใหญ่ของ Ford ผู้มีอิทธิพลสูงสุดขององค์กร ก็เลยเกิดคำถามขึ้นตามมาทันทีว่า คนระดับซีอีโอยังไม่สามารถทำให้รถบางรุ่นเข้ามาขายในประเทศแม่ได้เลยงั้นหรือ

ช่วงหลัง Ford ประสบปัญหามากมายจนต้องเปลี่ยนตัวซีอีโออยู่บ่อยครั้ง ในปี 2017 เพิ่งเปลี่ยนตัว Mark Felt มาเป็น Jim Hackett และล่าสุดคือปี 2020 เปลี่ยนมาเป็น Jim Farley อีกรอบ ซึ่งเขาก็ประกาศว่าจะพลิกสถานการณ์กลับมาทำกำไรโดยเร็ว

ford
Jim Farley ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ Ford

ที่มา – The Truth About Cars

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เบอร์หนึ่งยังสั่งไม่ได้ ซีอีโอ Ford ทวีต อยากเห็นรถฝั่งยุโรปมาขายในอเมริกา first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ford-puma-jim-farley/

เมียนมารัฐประหาร กระทบอุตสาหกรรมรถยนต์ภายใน ไทยได้อนิสงค์ส่งออกเพิ่ม 2-4%

การยึดอำนาจในเมียนมา กระทบความเชื่อมั่น นักลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ตัดสินใจชะลอการลงทุนหันมานำเข้ารถแทน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ไทยอาจได้อานิสงค์ส่งออกรถยนต์เพิ่ม 2-4%

protest Myanmar coup เมียนมา
ภาพจาก Shutterstock

การยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศเมียนมาสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นใจของนักลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและค่ายรถยนต์ที่เข้าไปลงทุนสร้างฐานการผลิตประกอบรถยนต์และทำการตลาดในเมียนมาที่เริ่มตัดสินใจชะลอการลงทุนเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเสี่ยงจากการยึดอำนาจของกองทัพ

ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมรถยนต์ในเมียนมาอยู่ในช่วงขยายตัวและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไปลงทุนอย่างมากเนื่องจากการผลักดันนโยบายในประเทศให้เอื้อต่อการประกอบรถยนต์ของรัฐบาลทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในเมียนมาเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้รถยนต์ในประเทศกว่า 1 ล้านคันเป็นรถเก่าใกล้หมดสภาพที่ต้องการรถยนต์ใหม่มาทดแทนและเมื่อพิจารณาร่วมกับจำนวนประชากรชนชนกลางที่มีกำลังซื้อในเมียนมาเกือบ 10 ล้านคนทำให้ตลาดรถยนต์ในเมียนมามีโอกาสเติบโตอีกค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตามการเข้ายึดอำนาจของกองทัพเมียนมาส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องหยุดชะงักเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงนโยบายการทำตลาดรถยนต์ในประเทศ ส่งผลให้การลงทุนมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นและกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาวทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์เมียนมาในปัจจุบันตัดสินใช้ชะลอการลงทุนและลดความเสี่ยงโดยการนำเข้ารถยนต์เข้าไปขายแทน

ยานยนต์ ไทย รถยนต์ ส่งออก เมียนมา
ภาพจาก Shutterstock

การที่นักลงทุนชะลอการลงทุนในการสร้างฐานการผลิตในประเทศเมียนมาส่งผลให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาดเนื่องจากศักยภาพการผลิตในปัจจุบันยังมีอยู่ค่อยข้างจำกัด ทำให้นักลงทุนต้องหันมานำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศเพื่อทดแทนความต้องการและลดความเสี่ยงจากการลงทุนแทน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การนำเข้ารถยนต์ของเมียนมาในครั้งนี้ไทยอาจได้อนิสงค์ส่งออกรถยนต์ไปเมียนมาเพิ่มขึ้น 2-4% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 86.5-88.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังได้ประโยชน์จากการที่เมียนมาปรับลดอัตราภาษีจดทะเบียนรถยนต์นำเข้าลงในช่วงเดือนสิงหาคม 2563

อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะมีโอกาสส่งออกได้มากขึ้นแต่ก็ยังต้องเผชิญกับอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้นจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศอื่นๆ อย่าง

  • เกาหลีใต้และชาติตะวันตก ที่ได้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าลง 10% เหลือ 20-30% ทำให้สามารถลดราคาลงมาแข่งขันได้มากขึ้น
  • จีน ที่ได้รับการลดภาษี FTA อาเซียน-จีน ลง 30% เหลือ 5%
  • อินโดนีเซีย ที่เป็นคู่แข่งรถยนต์ MPV ที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดเพราะสามารถบรรทุกคนได้มาก

สรุป

อุตสาหกรรมรถยนต์เมียนมาได้รับผลกระทบจากการยึดอำนาจของกองทัพทำให้นักลงทุนตัดสินใจชะลอการลงทุนในฐานการผลิตรถยนต์และหันมานำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศแทน ไทยอาจได้รับอานิสงค์จากการนำเข้านี้ทำให้ส่งออกรถยนต์ไปเมียนมาได้เพิ่มขึ้น 2-4% จากปี 63 แต่ก็ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่าง เกาหลีใต้ จีน ชาติตะวันตกอื่นๆ และประเทศที่รถยนต์นำเข้าได้รับความนิยมอย่างอินโดนีเซีย

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมียนมารัฐประหาร กระทบอุตสาหกรรมรถยนต์ภายใน ไทยได้อนิสงค์ส่งออกเพิ่ม 2-4% first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/myanmar-vihecle-industry-decrease-after-junta/

ชะตากรรม Chrysler ที่ไม่สดใส ภายใต้บริษัทใหม่ Stellantis

Stellantis บริษัทรถยนต์หน้าใหม่ที่เกิดจากการควบรวมของ 2 ยักษ์ใหญ่คือ Fiat Chrysler Automobiles (FCA) ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกัน-อิตาลี และ Groupe PSA จากฝรั่งเศส (Peugeot/Citroen) ในอัตราส่วน 50:50 เท่ากัน เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2021 โดย Carlos Tavares ซีอีโอของ Groupe PSA จะรับหน้าที่เป็นซีอีโอของบริษัทใหม่

Stellantis จดทะเบียนบริษัทในเนเธอร์แลนด์ แต่จะขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 3 แห่งคือ นิวยอร์ก มิลาน ปารีส ถือเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

การควบรวมกันของสองยักษ์ใหญ่ทำให้ Stellantis มีแบรนด์รถยนต์ใหญ่ในมือมากถึง 14 แบรนด์ ได้แก่

FCA เดิม

  1. Jeep (Chrysler เดิม)
  2. Ram (Chrysler เดิม)
  3. Dodge (Chrysler เดิม)
  4. Chrysler (Chrysler เดิม)
  5. Alfa Romeo (Fiat เดิม)
  6. Fiat (Fiat เดิม)
  7. Maserati (Fiat เดิม)
  8. Lancia (Fiat เดิม)
  9. Abath (Fiat เดิม)

Groupe PSA เดิม

  1. Peugeot
  2. Citroen
  3. DS Autos
  4. Opel (ซื้อจาก GM ปี 2017)
  5. Vauxhall (ซื้อจาก GM ปี 2017)

แบรนด์รถยนต์จำนวน 14 แบรนด์อาจถือว่ามากเกินไปจนบริหารจัดการยาก และซีอีโอ Carlos Tavares ก็เคยมีประวัติ “ฆ่า” แบรนด์ที่ไม่ทำเงินมาก่อนแล้ว

เว็บไซต์รถยนต์ MotorTrend ประเมินว่าในฝั่งของ FCA เดิม แบรนด์ที่มีความเสี่ยงสูงสุดกลับเป็น Chrysler แบรนด์ที่เป็นชื่อบริษัทซะเอง และ Dodge ที่ยอดขายในประเทศแม่คือสหรัฐอเมริกาก็ยังถือว่าน้อย โดย Chrysler มียอดขายปี 2020 เพียง 1.1 แสนคัน และมีรถขายอยู่เพียง 2 รุ่นหลักๆ คือ Chrysler Pacifica กับ Chrysler 300 เท่านั้น

รถยนต์รุ่นที่ขายบนหน้าเว็บ Chrysler ณ เดือนมกราคม 2021

ส่วน Dodge ดีกว่ากันขึ้นมาหน่อยด้วยยอดขาย 2. 7 แสคันในสหรัฐ แต่จำนวนรถยนต์ที่ขายก็น้อยลงเช่นกัน แบรนด์ที่กลับแข็งแกร่งและทำกำไรได้ดีคือ Jeep และ Ram ที่มียอดขายเติบโตขึ้นด้วย

แบรนด์ฝั่งอิตาลี (Fiat เดิม) ที่ทำยอดขายได้แย่ในอเมริกาคือ Fiat, Alfa Romeo, Maserati ซึ่งก็ไม่น่าจะทำผลงานได้ดีกว่านี้มากนักในอนาคตอันใกล้

Chrysler ถือเป็นอดีตบริษัทรถยนต์ Big Three ของสหรัฐมายาวนาน (เคียงคู่กับ GM และ Ford) แต่ผลงานกลับแย่ที่สุดในบรรดาทั้งสามบริษัท ต้องผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง เคยควบรวมกับ Daimler (Mercedes) เป็น Daimler-Chrysler อยู่ช่วงหนึ่งระหว่างปี 1998-2007 แล้วถูกขายทิ้งออกมาเป็นบริษัทอิสระ และล้มละลายในปี 2009 จากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

Chrysler กลับมาคืนชีพด้วยเงินกู้พิเศษของรัฐบาลสหรัฐ (เช่นเดียวกับ GM ที่ล้มละลายในรอบเดียวกัน) แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนถูก Fiat เข้ามาซื้อกิจการในปี 2014 กลายเป็นบริษัทลูกของ Fiat ไปอย่างสมบูรณ์ (ภายใต้ชื่อ Fiat Chrysler)

เมื่อ Fiat ควบกิจการอีกครั้งกลับกลุ่ม Groupe PSA ในปี 2021 แบรนด์ Chrysler ที่เคยยืนยงมายาวนาน อาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้

ที่มา – MotorTrend

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ชะตากรรม Chrysler ที่ไม่สดใส ภายใต้บริษัทใหม่ Stellantis first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/chrysler-after-stellantis/

ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ตลาดกลับมาเติบโตเพราะวัคซีน และอากาศที่อบอุ่น

ในช่วงกลางปี 2563 ตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาเพราะ COVID-19 แต่พอเข้าสู่ปลายปีทุกอย่างเริ่มฟื้นตัว และ GM รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นมองว่าตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2564 ทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นอีก

chevrolet
eCOPO Camaro

ตลาดรถยนต์ที่ฟื้นตัวจากวัคซีน และความอบอุ่น

รายงานข่าวแจ้งว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาจะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นไป (มี.ค.-มิ.ค. 2564) เนื่องจากกระแสของวัคซีนที่เริ่มถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมใช้งานจริงในอีกไม่ช้านี้ รวมถึงความอบอุ่นของอากาศทำให้หลากหลายธุรกิจกลับมาเดินหน้าเหมือนเดิม

“เมื่ออากาศอบอุ่น ผู้บริโภค และองค์กรต่างๆ จะทำให้ภาพรวมตลาดรถยนต์ในสหรัฐฯ ดีขึ้น ผนวกกับบริการทางการเงินที่เข้ามาช่วยเหลือให้ซื้อรถยนต์ได้ง่ายขึ้น และการเกิดขึ้นของวัคซีน ดังนั้นในปี 2564 ภาพรวมตลาดรถยนต์ในสหรัฐฯ จะใกล้เคียงกับช่วงก่อน COVID-19” Elaine Buckberg ประธานบริหารด้านเศรษฐกิจของ GM กล่าว

ทั้งนี้ในช่วงสิ้นปี 2563 ทาง GM รายงานยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 4.8% เช่นเดียวกับ Toyota และ Volkswagen ที่เพิ่มขึ้น 9.4% และ 10.8% ตามลำดับ แต่ถึงจะเพิ่มขึ้น ภาพรวมยอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ จะปิดที่ 14.5-14.6 ล้านคัน น้อยกว่าปี 2562 ที่ทำได้ 17.1 ล้านคัน

อย่างไรก็ตามเมื่อกระแสการจับจ่ายรถยนต์ดีขึ้น ภาพรวมยอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ ของปี 2564 จะเติบโตเช่นกัน โดย Toyota คาดว่ายอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ จะปิดที่ 16 ล้านคัน ส่วน Volkswagen ปิดที่ 15.6 ล้านคัน โดยผู้บริโภคจะซื้อรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์เป็นหลัก และยอมซื้อเพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค COVID-19 ด้วย

สรุป

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวกลับมา เพราะการระบาดของโรค COVID-19 ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่การที่หลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์มองแบบนี้ ส่วนตัวเชื่อว่ามาจากความหวังเรื่องความปลอดภัย และผู้บริโภคต้องกล้าที่จะจ่ายกับสิ่งนี้

อ้างอิง // Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ตลาดกลับมาเติบโตเพราะวัคซีน และอากาศที่อบอุ่น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/carmaker-in-us/

ตลาดรถยนต์ 2564: โตจากปีก่อน 7-11% รถยนต์ไฟฟ้าล้วนทยอยทำตลาด-แบรนด์จีนบุกไทยเต็มกำลัง

กระแสรถยนต์ไฟฟ้ายังไหลเข้าประเทศไทยไม่หยุด ประกอบกับ Great Wall Motors (GWM) แบรนด์จีนหน้าใหม่ที่เตรียมบุกไทยเต็มกำลัง ตลาดรถยนต์ พ.ศ.2564 จึงน่าจะกลับมาเติบโต 7-11%

ตลาดรถยนต์

รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องมีมากขึ้น

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) ยังไม่แพร่หลายมากนัก อาจเพราะราคายังค่อนข้างสูง และมีตัวเลือกน้อย แต่ในปี 2564 ทุกอย่างน่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น กล่าวคือราคาถูกลง และมีแบรนด์ต่างๆ ส่งรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมาให้เลือกเยอะกว่าเดิม

สำหรับราคาที่ถูกลงหลักๆ จะมาจากการไร้ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนจากประเทศจีน ทำให้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ เลือกลดราคารถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ทำตลาดอยู่ตอนนี้เพื่อระบายสต๊อก และเตรียมนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนจากจีนมาจำหน่ายแทน เพราะผู้ผลิตรถยนต์หลายรายมีโรงงานอยู่ที่จีนระยะหนึ่งแล้ว

mg hs phev

ส่วนตัวเลือกที่มีมากขึ้น จะมาจากกระแสการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะสถานีชาร์จโดยบริษัทเอกชนที่มีมากขึ้น ดังนั้นเมื่อมีทั้งการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่าเดิม ก็ไม่แปลกที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จะกล้านำรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเข้ามาทำตลาด

แบรนด์จีนบุกไทยเต็มกำลัง

ถัดจากการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า อีกกระแสที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในตลาดรถยนต์ไทยคือ แบรนด์รถยนต์จากจีนจะเดินหน้าทำตลาดเต็มกำลัง จากเดิมที่มีเพียง MG ที่สู้ในตลาดนี้ด้วยนวัตกรรมใหม่ และราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งหน้าใหม่ในไทยอย่าง Great Wall Motors ที่ซื้อโรงงาน Chevrolet จะใช้กลยุทธ์เดียวกันหรือไม่ อันนี้ต้องติดตามกัน

Great Wall Motors
การผลิตรถยนต์ของ Great Wall Motors

แต่การที่ Great Wall Motors เข้ามาทำตลาดจะส่งผลกับตลาดรถยนต์ SUV ในไทยแน่นอน เพราะ Great Wall Motors มีแบรนด์ย่อยที่ชื่อว่า Haval ทำตลาดแต่ SUV เท่านั้น ทั้งยังมีหลากหลายขนาด ทำให้ตอบโจทย์ได้ตั้งแต่ผู้ต้องการ SUV ขนาดเล็ก, ดูคล่องตัวแบบ Crossover หรืออยากโดยสารเยอะๆ อย่าง Full-size SUV ก็มี

นอกจากนี้ Great Wall Motors ยังมีแบรนด์ย่อยรถยนต์ไฟฟ้าล้วน Ora, SUV หรูอย่าง Wey และรถกระบะ GMW Pickup ทำให้ครอบคลุมความต้องการได้หลากหลาย และน่าจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ MG รวมถึงแบรนด์เจ้าตลาดในประเทศไทยเช่นกัน

motor expo 2020
ภาพจาก Motor Expo

ตลาดรถยนต์ฟื้นตัวจากปีก่อน 7-11%

จากปัจจัยข้างต้น รวมถึงสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดรถยนต์ในปี 2564 ถูกคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาพรวมยอดขายรถยนต์จะเติบโต 7-11% คิดเป็นจำนวน 8.25-8.55 แสนคัน แบ่งเป็นรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน 7.73-8 แสนคัน ที่เหลือเป็นรถยนต์ที่มีไฟฟ้าเป็นส่วนขับเคลื่อน

หากเจาะไปที่กลุ่มรถยนต์ที่มีไฟฟ้าเป็นส่วนขับเคลื่อนจะพบว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid จะมียอดขายทั้งหมด 48,000-50,000 คัน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าล้วนจะมียอดขาย 4,000-5,000 คัน โดยรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมีอัตราเติบโตถึง 176-245% เมื่อเทียบกับปี 2562

mercedes benz
อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ Mercedes-Benz

แต่เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเติบโตได้มากกว่าเดิม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ประเทศไทยต้องขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าจะปัจจุบันที่มีเพียง 647 แห่ง (1,974 หัวจ่าย) หรือคิดเป็นสัดส่วนสถานีชาร์จ 1 แห่งต่อพื้นที่ 793 ตร.กม. เท่านั้น

เทคโนโลยีล้ำๆ อาจถูกใส่เข้ามามากขึ้น

สุดท้ายคือเทคโนโลยีรถยนต์หลากหลายแง่มุม ไล่ตั้งแต่การขับเคลื่อน, ความปลอดภัย, ความบันเทิง หรืออื่นๆ จะถูกใส่เข้ามาในรถยนต์แบรนด์ตลาดมากขึ้น จากเดิมที่สิ่งเหล่านี้มักพบในกลุ่มแบรนด์หรู เพราะต้นทุนเทคโนโลยีเหล่านั้นถูกลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น

isuzu mu x

กรณีที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นจริงคือการติดตั้งระบบความปลอดภัยจำนวนมากในรถยนต์ SUV รุ่น MU-X ของ Isuzu แสดงให้เห็นถึงแบรนด์เจ้าตลาดเริ่มเอาจริงมากขึ้น จากเดิมที่กั๊กๆ Option ก็ยังทำกำไรได้ ต่างจากแบรนด์รองที่ต้องแถม Option จำนวนมากเพื่อจูงใจผู้ซื้อ

ส่วนในฝั่งแบรนด์หรูเองต้องจับตาการแข่งขันของ Mercedes-Benz และ BMW ว่าจะอัดแคมเปญ และทำตลาดเชิงรุกมากแค่ไหน เพราะแบรนด์แรกถูกชิงเบอร์หนึ่งรถหรูไปครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ส่วน BMW ก็คงอยากครองตำแหน่งผู้นำไว้นานๆ ที่สำคัญแบรนด์รองกว่านั้นทั้ง Audi, Volvo และอื่นๆ ก็พยายามทำตลาดเพื่อชิงแชร์เช่นกัน

สรุป

ตลาดรถยนต์ปี 2564 ยังแข่งขันกันดุเดือด เพราะทุกเจ้าต่างพยายามทำยอดขายให้กลับมาเพื่อชดเชยสิ่งที่หายไปจากปี 2563 ส่วนตัวจึงเชื่อว่าจะมีโปรโมชั่น และแคมเปญต่างๆ รวมถึงรถยนต์หลากหลายรุ่นเปิดตัวในปีนี้เพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ตลาดรถยนต์ 2564: โตจากปีก่อน 7-11% รถยนต์ไฟฟ้าล้วนทยอยทำตลาด-แบรนด์จีนบุกไทยเต็มกำลัง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thailand-car-market-2021/

ภาพรวมตลาดรถยนต์ 2563: ยอดขาย 7.7 แสนคันคือคำตอบ เพิ่มเติมคือรถยนต์ไฟฟ้าที่มากกว่าเดิม

ภาพรวมตลาดรถยนต์เจอ COVID-19 เล่นงานอย่างหนัก เพราะยอดขายลดลงเหลือ 7.7 แสนคัน น้อยกว่าปี 2562 ถึง 23.6% แต่ในความย่ำแย่นั่นก็มีอะไรที่น่าดีใจ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์หันมาขายรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

ตลาดรถยนต์

เปิดต้นปีด้วยการปิดตัวของ Chevrolet

ภาพรวมตลาดรถยนต์ปีนี้เริ่มด้วยความหวังของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่คาดการณ์ว่าตลาดจะฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ เพราะผู้ซื้อได้หลุดพ้นจากพันธะนโยบายรถคันแรกแล้ว แต่ Chevrolet กลับถอดใจจากตลาดนี้ ผ่านการขายโรงงานให้กับ Great Wall Motors (GMW) ผู้ผลิตจากจีน พร้อมเทกระจาดรถยนต์ในสต๊อกด้วยการลดราคาครั้งใหญ่

ถือเป็นการปิดฉากแบรนด์ Chevrolet อย่างเป็นทางการ เพราะก่อนหน้านี้ทางแบรนด์ได้ลดการทำตลาดเหลือแค่กลุ่มรถกระบะ และ PPV จากเดิมที่มีกลุ่มรถเก๋ง เหมือนกับ Ford ที่เดินกลยุทธ์นี้เช่นกัน แต่ทางแบรนด์ยังกัดฟันทำตลาดในไทยต่อไป

Chevrolet
Chevrolet Trailblazer

สำหรับกรณีของ Chevrolet แสดงให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ไทยจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะอยู่แบรนด์รถยนต์อันดับต้นๆ ของโลกยังประกาศเลิกทำตลาดโดยที่ดีลเลอร์ และผู้ซื้อไม่รู้สัญญาณใดๆ ดังนั้นคงต้องจับตาว่า ค่ายรถยนต์แบรนด์รองจะมีกลยุทธ์เช่นนี้ด้วยหรือไม่

COVID-19 ระบาดทำตลาดรถยนต์ป่วน

หลังจากนั้นไม่นานการระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างผลกระทบตั้งแต่งาน Motor Show ที่ต้องประกาศเลื่อนออกไปจากปกติต้องจัดต้นปี ก็กลายเป็นจัดเดือนก.ค. 2563 รวมถึงการผลิตรถยนต์ และการขายรถยนต์หน้าโชว์รูมแทบจะทำไม่ได้

toyota
โรงงานผลิตของ Toyota

ไม่ว่าจะเป็น Toyota, Honda, Nissan หรือ Isuzu ก็ต่างปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 บางรายกินเวลาเกือบ 1 เดือน และกว่าทุกเจ้าจะกลับมาผลิตก็ต้องรอถึงเดือนพ.ค. ส่วนการขายรถยนต์ผ่านหน้าโชว์รูม รวมถึงการซ่อมบำรุงก็มีการพยายามทำมาโดยตลอด บ้างก็ทำผ่านออนไลน์ หรือส่งเจ้าหน้าที่ไปหา

ที่มันป่วน และทำให้เป้ายอดขายรถยนต์ของแต่ละค่ายมีปัญหาก็คือ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่หยุดชะงักไปด้วย ทำให้ถึงจะเปิดตัวรุ่นใหม่ หรือพยายามทำโปรโมชั่น ยอดขายก็เดินไม่ได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ปี 2563 จะปิดที่ 7.7 แสนคัน น้อยกว่าปี 2562 ที่มียอดขายราว 1 ล้านคันถึง 23.6%

SUV
SUV ของ Honda รุ่นต่างๆ

กระแส SUV ที่ยังแรง และเป็นที่ต้องการ

เมื่อภาพรวมตลาดรถยนต์เริ่มฟื้นตัวกลับมาจากวิกฤต COVID-19 (แม้จะไม่ได้ฟื้นเต็มที่) ตลาดรถยนต์เริ่มมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในกลุ่มรถยนต์ SUV ทั้งฝั่งรถตลาด และรถหรู โดยกลุ่มรถตลาดมีทั้ง Toyota ที่เปิดตัว Corolla Cross ตัว Subcompact SUV ที่เป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่อยากวัยรุ่นแบบ C-HR

รวมถึง Nissan Kicks รถยนต์ Subcompact SUV ที่มากับเครื่องยนต์ e-POWER, Mazda CX-3 กับ CX-30 และ MG ZS (Minorchange) ทั้งยังมีฝั่ง Mini MPV ที่ทำการยกสูงเพื่อมาแข่งในตลาดนี้อีกเช่น Mitsubishi Xpander Cross และ Suzuki XL7 เรียกว่าแข่งกันจูงใจผู้บริโภคกันดุเดือด

Mercedes-Benz GLB
Mercedes-Benz GLB

ฝั่งรถหรูก็ไม่แพ้กัน เพราะทุกเจ้าพยายามนำรถยนต์ SUV เข้ามาทำตลาดทุกขนาด ทั้งยังกดราคาให้เอื้อมถึงง่ายกว่าเดิม เช่น Mercedes-Benz GLA ที่เพิ่มงบเล็กน้อยจาก Compact SUV ทั้ง Honda CR-V, Mazda CX-5 หรือ Subaru Forester ก็ครอบครองได้แล้ว จึงอยู่ที่ว่าผู้ซื้อจะยอมหรูแต่ได้ขนาดที่เล็กลงหรือไม่

แบรนด์เจ้าตลาดไม่กั๊ก-รถยนต์ไฟฟ้ามาเต็ม

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือแบรนด์รถยนต์เจ้าตลาดที่เริ่มส่งสัญญาณว่าหลังจากนี้จะเอาจริงผ่านการไม่กั๊ก Option เหมือนในอดีต โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Isuzu ที่จัดเต็มสมรรถนะ และ Option ความปลอดภัยต่างๆ มาเต็มที่ทั้งฝั่งกระบะ D-MAX และตัว MU-X ดังนั้นต้องดูกันว่าเมื่อเจ้าตลาดจัดเต็มอย่างนี้แล้วคู่แข่งจะเดินเกมอย่างไร

mg ep

สุดท้ายของตลาดรถยนต์ปี 2563 คือกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากขึ้น ผ่านการหันมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของหลากหลายแบรนด์ เช่น MG ที่ขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่น MG EP ในราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท หรือจะเป็นการแข่งขันในกลุ่ม Plug-in Hybrid ที่ MG และ Mitsubishi เริ่มเอาเข้ามาขายในประเทศไทย

ส่วนในกลุ่มรถหรู กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามีมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะทุกเจ้าพยายามทำตลาด Plug-in Hybrid ในรถยนต์ทุกขนาดเท่าที่จะทำได้ ที่น่าเสียดายคงเป็นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ Mercedes-Benz เดิมทีจะมาผลิตในประเทศไทย แต่สุดท้ายแล้วเจรจากันไม่ลงตัวจนทุกอย่างล้มไม่เป็นท่า

รถยนต์ไฟฟ้า
แพ็คแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า // ภาพ shutterstock

สรุป

ตลาดรถยนต์ปี 2563 คือหายนะของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทุกอย่างแทบจะถูกแช่แข็งเอาไว้ และถึงจะปลดล็อคออกมาได้บ้าง แต่การฟื้นตัวก็กลับมาได้ไม่เต็มที่ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าก็ต้องรอดูมาตรการต่างๆ หลังจากนี้ จึงเชื่อว่าทุกค่ายผู้ผลิตรถยนต์น่าจะมองข้ามปี 2563 ไปนานแล้ว และหันมาโฟกัสปี 2564 ดีกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ภาพรวมตลาดรถยนต์ 2563: ยอดขาย 7.7 แสนคันคือคำตอบ เพิ่มเติมคือรถยนต์ไฟฟ้าที่มากกว่าเดิม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thailand-car-market-2020/

Robotaxi รถแท็กซี่ไร้คนขับจากบริษัท Zoox ในเครือ Amazon

บริษัทด้านยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในสังกัดของ Amazon อย่าง Zoox ได้ฤกษ์เปิดตัวรถแท็กซี่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองรุ่นแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยอยู่ในรูปรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับสำหรับขนส่งผู้โดยสาร ลักษณะเหมือน “รถม้า” ชื่อว่า Robotaxi

ซึ่งผู้โดยสารจะนั่งหันหน้าเข้าหากัน ไม่ได้มีที่นั่งว่างสำหรับคนขับ ไม่มีพวงมาลัยบังคับรถ รับคนนั่งได้สูงสุด 4 คน สำหรับสตาร์ทอัพเจ้านี้ที่ทำธุรกิจมานานกว่า 6 ปี ทางแอมะซอนได้ซื้อกิจการมาเมื่อเดือนมิถุนายนโดยยังไม่เปิดเผยว่าจะนำเทคโนโลยีของ Zoox มาทำอะไร

ก่อนหน้านี้ซีอีโอของ Amazon เจฟ เบซอส ได้เคยแสดงความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับวงการยานยนต์ ซึ่งต่อมาก็ได้นำรถกระบะแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองมาใช้ขนถ่ายสินค้ามาแล้ว คาดว่ายานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Zoox ก็น่าจะเติมเต็มเครือข่ายขนส่งสินค้าของแอมะซอนได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะการส่งถึงมือลูกค้าที่จะทำให้ได้ราคาถูกและส่งได้เร็วขึ้นมาก ทั้งนี้ ตัวแท็กซี่หุ่นยนต์หรือ robotaxi มีความสามารถบางอย่างที่ต่างจากคู่แข่งอย่าง Waymo ของ Alphabet, Cruise ของ GM รวมทั้งของ Uber และ Tesla ตรงที่สามารถขับเคลื่อนได้สองทิศทางโดยทั้ง 4 ล้อ เปลี่ยนทิศได้โดยไม่ต้องกลับรถ

ที่มา : CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/robotaxi-zoox-amazon/

Great Wall Motor งัดกลยุทธ์ Customer Centric ตีตลาดรถยนต์ไทย หวังซื้อใจผู้บริโภค

Great Wall Motor บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากจีนงัดกลยุทธ์ Customer-Centric เดินหน้าศึกษาตลาดยานยนต์ไทย เพื่อทำความเข้าใจความต้องการและการใช้งานของผู้บริโภคหลังเคยใช้กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในจีน

ภาพโรงงานผลิตรถยนต์ จังหวัดระยอง จาก GWM Thailand

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “Get to KNOW THAI CONSUMERS” มุ่งหน้าศึกษาพฤติกรรมการใช้รถยนต์ของกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยผ่านการลงพื้นในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ รวมถึงทำการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคร่วมกับนิด้าโพลเพื่อเรียนรู้ความต้องการ ประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์ และการใช้งานในด้านต่างๆ ของผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมออนไลน์ “Get to KNOW THAI CONSUMERS” ผ่านแฟนเพจ Facebook ของ GWM Thailand ในวันที่ 1-10 ธันวาคม 2563 โดยหวังใช้กลยุทธ์ Customer – centric ในการเข้าถึงและครองใจผู้บริโภคชาวไทยหลังจากที่กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศจีน

จาง เจียหมิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย

จาง เจียหมิง ประธานเกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า ผู้บริโภคนับเป็นหัวใจสำคัญในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ กลยุทธ์ Consumer Centric จึงเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทยึดถือในการบริหารงานเสมอมา เราเปิดโอกาสให้ผู้บริโภค มีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ และทุกๆ เสียงตอบรับจากผู้บริโภค ช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้าง ความพึงพอใจให้กับลูกค้าสูงสุด ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ

โดยก่อนหน้านี้ Great Wall Motor เคยใช้กลยุทธ์ Customer – centric มาแล้วในประเทศจีนโดยการเปิดให้ผู้บริโภคร่วมกันโหวตตั้งชื่อรถยนต์รุ่น HAVAL Big Dog หรือ ต้าโก่ว ผ่านแอปพลิเคชั่น WeChat และมีการเปิดให้โหวตสีและชื่อชุดสีของรถ ORA Good Cat ผ่าน WeChat และ Weibo จนทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นในจีน

Great Wall Motor หวังว่าแคมเปญ “Get to KNOW THAI CONSUMERS” ที่จัดขึ้นจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/great-wall-motor-customer-centric/

“ถ้าเปรียบเป็นร้านอาหาร Tesla ก็มีแค่เชฟกับสูตร ยังไม่ใช่ร้านอาหารจริงๆ ที่ขายได้”ทายาท Toyota กล่าว

TOKYO, JAPAN – MARCH 13: (L-R) President and CEO of Toyota Motor Corporation, Akio Toyoda speaks to the media during a news conference at the Imperial Hotel on March 13, 2015 in Tokyo, Japan. Toyota Motor Co. signed with IOC to join The Olympic Partner Programme (TOP). (Photo by Chris McGrath/Getty Images)

Toyota vs. Tesla

Akio Toyoda ประธานและทายาทของผู้ก่อตั้ง Toyota บอกว่า ถ้าเปรียบธุรกิจผลิตรถยนต์เป็นร้านอาหาร สิ่งที่ Toyota ทำคือการทำร้านอาหารเต็มรูปแบบ ในขณะที่ Tesla มีแค่เชฟและสูตรอาหารเท่านั้น

“ธุรกิจของ Tesla ถ้าให้เทียบกับร้านอาหาร ตอนนี้ก็มีแค่ ‘ครัว’ กับ ‘เชฟ’ ซึ่งทั้งครัวและเชฟนั้นยังไม่ได้สร้างธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้ สิ่งที่ Tesla ทำคือการนำเสนอสูตรอาหาร ส่วนตัวเชฟก็พยายามพูดว่า สูตรของเรานั้นจะกลายเป็นมาตรฐานของโลกในอนาคต ผมคิดว่านั่นคือภาพของธุรกิจที่ Tesla กำลังทำอยู่”

ความแตกต่างของ Toyota และ Tesla คือหน่วยย่อยในการผลิต (units in operation) ซึ่งหมายถึง Toyota มีโรงงานและสายการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง โดยในทุกวันนี้ Toyota มีรถยนต์ที่ขายได้จริงและผลิตออกสู่ตลาดหลายร้อยล้านคัน

ในปีนี้ Tesla ผลิตรถยนต์ได้ทั้งหมด 500,000 คัน ส่วน Toyota มียอดขายรถยนต์ในปีที่ผ่านมา 10 ล้านคันทั่วโลก

นอกจากนั้น Toyoda ยังบอกด้วยว่า ถ้ามองไปที่มูลค่าของ Tesla ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามูลค่าของ Tesla สูงกว่า Toyota แต่ถ้าดูในแง่ของไลน์สินค้า Toyota มีครบเพื่อให้ลูกค้าเลือกมากกว่า

Tesla
Tesla

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/toyota-president-on-tesla/

เฉดสีเรียบๆ ยังเป็นที่นิยมในตลาดรถยนต์มากที่สด

แม้ตอนนี้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จะทำตลาดรถยนต์หลากหลายสีสันมากขึ้น แต่จากผลสำรวจล่าสุดยังพบว่า Grayscale หรือสีโทนขาว-ดำ ยังเป็นที่นิยมมากที่สุด และน่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกระยะหนึ่ง

mr2
MR2 รุ่นแรก // ภาพจาก Toyota

ทำตลาดอย่างปลอดภัย และยั่งยืน

จากผลการสำรวจการจำหน่ายรถยนต์บนเว็บไซต์ iSeeCars.com พบว่า รถยนต์โฉมปี 2014-2018 ที่จำหน่ายบนเว็บไซต์ดังกล่าวมีสีขาวกินสัดส่วนมากที่สุด รองลงมาเป็นสีดำในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน และต่อด้วยสีเทา กับสีเงิน ซึ่งสีกลุ่ม Grayscale นี้กินสัดส่วนถึง 77.1% ของการสำรวจดังกล่าว

อย่างไรก็ตามต่อจากสีโทนดังกล่าว “สีแดง” ติดเข้ามาเป็นอันดับที่ 5 ของการสำรวจนี้ ผ่านการกินส่วนแบ่งราว 10% และถัดมาคือสีน้ำเงิน 9% ส่วนหลังจากนั้นเป็นโทนสีสดใสที่จะคละๆ กัน แสดงให้เห็นถึงความนิยมของรถยนต์สีสันสดใสที่แทบไม่มีที่ยืนในตลาดนี้

ขณะเดียวกันเมื่อนำผลสำรวจจากเว็บไซต์ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับข้อมูลการขายรถยนต์ในประเทศอื่นๆ ยังพบว่ามีคำตอบออกมาค่อนข้างคล้ายกัน นั่นคือรถยนต์สี Grayscale เป็นที่นิยมกว่ารถยนต์สีสันสดใส แม้ว่าค่ายผู้ผลิตรถยนต์จะพยายามผลักดันมากแค่ไหนก็ตาม

สำหรับเหตุผลที่รถยนต์สี Grayscale เป็นที่นิยมกว่ารถยนต์สีสันสดใส เพราะค่ายผู้ผลิตรถยนต์ยังเน้นทำตลาดรถยนต์สีสันเหล่านี้อยู่เช่นเดิม ประกอบกับผู้บริโภคยังคงชื่นชอบรถยนต์สีใน Grayscale มากกว่า โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการขายต่อที่สีเรียบๆ จะขายได้ง่ายกว่าสีสันสดใส

สรุป

การทำตลาดรถยนต์ เรื่องสีเป็นอีกเครื่องมือจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า แต่หากเป็นสีที่มีความจัดจ้านจนเกินไป ฝั่งลูกค้าก็ยังเลือกรถยนต์โทรสีเรียบๆ อยู่เหมือนเดิม และส่วนตัวเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน เพราะความคิดเรื่องสีเรียบๆ เป็นทางออกที่ดีกว่า ยังคงไม่หายไปจากการตัดสินใจได้ง่ายๆ

อ้างอิง // Autoblog

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/grayscale-in-car-market/