คลังเก็บป้ายกำกับ: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ เศรษฐกิจตกต่ำ ไทยควรใช้มาตรการ QE หรือไม่

ความไม่นอนแน่ทางเศรษฐกิจทำให้รัฐต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการคลังเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือให้ปรับลดได้อีกไม่มาก รัฐบาลไทยควรใช้มาตรการ QE เพื่อประคองเศรษฐกิจแบบประเทศอื่นหรือไม่

QE

ความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงไทยดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และยังมีการประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยการลดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินให้ต่ำลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ยังคงต้องใช้เวลาอีกสักพักและเหลือพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกไม่มาก (ปัจจุบันคงไว้ที่ 0.5%) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากไทยจะต้องมองหาทางเลือกเครื่องมือทางการเงินอื่นมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน มาตรการ QE ยังไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากโครงสร้างระบบการเงินไทยเป็นแบบ Bank-based economy การดำเนินนโยบายด้านสินเชื่อน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

QE
เงินบาท ภาพจาก Shutterstock

การบังคับใช้มาตรการ QE ในไทย

ที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยมีการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE มาก่อน แต่ถ้าสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแย่ลงจนเครื่องมือนโยบายทางการเงินปัจจุบันไม่เพียงพอและต้องใช้มาตรการ QE จะต้องทำภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ คือ

  • พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ว่าด้วยกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงิน และ
  • พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ว่าด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการพิมพ์เงิน

เนื่องจากกลไกของมาตรการ QE คือ การดำเนินนโยบายการเงินด้วยการซื้อตราสารทางการเงินและการพิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการบังคับใช้มาตรการ QE ในประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เนื่องจากการพิมพ์ธนบัตรหมุนเวียนในไทยต้องมีการหนุนหลังด้วยสินทรัพย์ต่างประเทศ 100% ทำให้ต่อให้ต้องการพิมพ์เงินเพื่อซื้อตราสารทางการเงินที่มีปัญหาก็จะยังทำไม่ได้ทันทีเพราะต้องทำตามเงื่อนไขการพิมพ์เงินใน พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 และต้องคำนึงถึงความเชื่อมั่น เสถียรภาพของค่าเงินบาท และความน่าเชื่อถือของธปท.หลังมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทุนสำรองเงินตราด้วย

Bangkok Face Mask 2020 กรุงเทพ คนใส่หน้ากาก
ภาพจาก Shutterstock

โครงสร้างระบบการเงินไทยไม่ช่วยรายย่อย

มาตรการ QE เป็นเครื่องมิอที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและลดต้นทุนการกู้เงินผ่านตลาดตราสารนี้ให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้การดำเนินมาตรการนี้ได้ผลลัพธ์ต่างกันตามโครงสร้างของระบบการเงิน ซึ่งประเทศที่มีตลาดตราสารหนี้ขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่นที่ตลาดตราสารหนี้มีสัดส่วนสูงกว่า 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจ การใช้มาตรการ QE จะส่งผลดีมากกว่าและถูกพิจารณาเป็นเครื่องหลักในการรับมือวิกฤต

ขณะที่ไทยมีลักษณะเป็น Bank-based economy ที่ตลาดสินเชื่อมีบทบาทหลักในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการในประเทศโดยเฉพาะ SMEs มีการพึ่งพาการกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินเป็นแหล่งเงินทุนหลัก ทำให้การออกมาตรการ QE ในไทยที่ถึงแม้จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินให้ต่ำลงได้ก็ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการปล่อยเงินกู้ของสถาบันการเงินกับลูกค้าหรือผู้ประกอบการรายย่อย

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การที่ประเทศมีลักษณะเป็น Bank-based economy ที่มีการพึ่งพาสินเชื่อเป็นหลัก การใช้มาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและมาตรการด้านสินเชื่อ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ บสย. การปล่อยกู้ผ่านโครงการสินเชื่อพิเศษของรัฐและสถาบันการเงินน่าจะมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมมากกว่าสำหรับบริบทและโครงสร้างระบบการเงินไทย

QE 2
ภาพจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

สรุป

การบังคับใช้มาตรการ QE ในไทยต้องพิจารณาการดำเนินนโยบายตามเงื่อนไข พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 และ พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ทำให้แม้จะทำมาตรการ QE ก็ไม่สามารถพิมพ์เงินออกมาได้ทันที และรูปแบบโครงสร้างระบบการเงินไทยเป็นแบบ Bank-based economy ที่พึ่งพาสินเชื่อเป็นหลัก การดำเนินนโยบายช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและสินเชื่อจะมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการ QE:

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ เศรษฐกิจตกต่ำ ไทยควรใช้มาตรการ QE หรือไม่ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbankresearch-thai-qe-maesure-analysis/

บ้านดีมีดาวน์ เริ่มลงทะเบียนวันนี้วันแรก ลดภาระผ่อนดาวน์ 50,000 บาทต่อราย 1 แสนคน

กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เริ่มลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” วันที่ 11 ธันวาคมนี้เป็นวันแรก ผ่านเว็บไซต์ http://www.บ้านดีมีดาวน์.com เริ่มลงทะเบียนเวลา 08.00น. ถึง 18.00น. ไม่เกิน 5 แสนราย ทั้งหมด 100,000 สิทธิ

บ้านดีมีดาวน์ ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

โครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นโครงการที่รัฐต้องการช่วยลดภาระให้คนอยากมีบ้าน 50,000 บาทต่อรายแก่ประชาชน 100,000 รายแรก

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ

  • มีตัวตนตามฐานข้อมูลของกรมการปกครอง
  • อยู่ในระบบฐานภาษี
  • มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน 
  • หรือมีรายได้ไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี
  • ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่จากผู้ประกอบการและได้รับอนุมัติสินเชื่อและจดทะเบียนนิติกรรมจำนองระหว่าง 27 พฤศจิกายน 2562-31 มีนาคม 2563
  • เป็นผู้กู้หรือผู้กู้หลักกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ
  • เป็นการยื่นกู้ใหม่ (ไม่ใช่ refinance)
  • การขอสินเชื่อต้องเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สร้างแล้วเสร็จ ไม่รวมบ้านมือสองและทรัพย์สินรอการขายของกรมบังคับคดี 
  • ซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้จัดสรรตามกฎหมายเท่านั้น 
ภาพจาก Pixabay

เงื่อนไขในการได้รับสิทธิ

  • เป็นผู้ที่ได้รับการยืนยันจากระบบกระทรวงการคลังว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ
  • ผู้ที่ลงทะเบียนและได้ผ่านการตรวจสอบสิทธิจากโครงการถูกต้องครบถ้วน มีข้อพิจารณา ดังนี้ 
    • โครงการได้รับข้อมูลจากสถาบันการเงินที่ท่านได้ทำธุรกรรมด้วย
    • ในกรณีที่สถาบันการเงินส่งข้อมูลมาวันเดียวกัน จะพิจารณาจากวันที่จดจำนอง
    • ในกรณีที่มีผู้เข้าข่ายได้รับสิทธิเกิน 1 แสนราย หากสถาบันการเงินส่งข้อมูลมาวันเดียวกัน และการจดจำนองเป็นวันเดียวกัน จะพิจารณาให้สิทธิจากผู้ที่ลงทะเบียนบนเว็บไซต์ก่อน
ขั้นตอนการรับสิทธิบ้านดีมีดาวน์ ภาพจาก http://www.บ้านดีมีดาวน์.com

ขั้นตอนการรับสิทธิ

  • ลงทะเบียนวันที่ 11 ธันวาคม 2562-31 มีนาคม 2563 เวลา 08.00น. ถึง 18.00น.
  • ได้รับ E-mail แจ้งผลการตรวจรอบแรกใน 3 วัน
  • สถาบันการเงินพิจารณาคำกู้ตามกระบวนการของธนาคาร และส่งข้อมูลของผู้กู้ที่เข้าร่วมโครงการให้กับระบบ
  • ระบบตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากสถาบันการเงินและแจ้งผลการตรวจสอบ
  • ธอส. ได้รับข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ์และโอนเงิน 50,000 บาท เข้าบัญชีที่สมัครพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้กู้หลัก 
  • ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินโอนเรียบร้อยแล้ว 

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าว “โครงการบ้านดีมีดาวน์เป็นโครงการที่ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ” 

“ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทจากผู้ประกอบการ ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาลมอบให้ เช่น การลดค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดจำนองเหลือเพียงประเภทละ 0.01% และสิทธิ์ได้รับมาตรการสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2.5% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรกของ ธอส.”

การดำเนินโครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัวต่อไป

บ้านดีมีดาวน์ ภาพจาก Pixabay

เช็ครายชื่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  5. ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
  6. ธนาคารซีไอเอ็มบี(ไทย) จำกัด (มหาชน)
  7. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  8. ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
  9. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  10. ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน)
  11. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
  12. ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
  13. ธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน)
  14. ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  15. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  16. ธนาคารออมสิน
  17. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-111-1144 หรือเว็บไซต์ www.บ้านดีมีดาวน์.com

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล, บ้านดีมีดาวน์ 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/baan-dee-mee-down-project-is-one-of-economic-stimulus-measures/

ครม. เห็นชอบ “บ้านดีมีดาวน์” ลดภาระผ่อนดาวน์ 50,000 บาท 1 แสนราย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 เรื่อง ทั้งการเพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจระดับฐานราก การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย 

อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (คนกลาง)ภาพจากกระทรวงการคลัง

โดยมาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” เพื่อลดภาระและสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง 

  • รัฐสนับสนุนเพื่อลดภาระการผ่อนดาวน์ (Cash Back) จำนวน 50,000 บาทต่อราย 
  • ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน หรือไม่เกิน 1.2 ล้านบาทต่อปี
  • เป็นผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีอากรของกรมสรรพากร จำนวน 100,000 ราย 
  • เป็นผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด 
  • ระยะเวลาโครงการ 27 พฤศจิกายน-31 มีนาคม 2563
บ้านดีมีดาวน์ ภาพจาก Pixabay

อยากร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” ต้องทำยังไง

ขั้นตอนที่ 1 ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ http://www.บ้านดีมีดาวน์.com วันที่ 11 ธันวาคม 2562-31 มีนาคม 2563 (กรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องและยินยอมให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติ) ตรวจสอบโดยกรมการปกครอง กรมสรรพากร NCB และ ITMX

ขั้นตอนที่ 2 ผู้ที่คุณสมบัติผ่าน จะได้รับ SMS แจ้งผลการตรวจสอบรอบแรก กรมการปกครอง จะตรวจสอบการมีตัวตนตามฐานข้อมูล กรมสรรพากร จะตรวจสอบว่าอยู่ในระบบฐานภาษีและมีรายได้ปีละไม่เกิน 1.2 ล้านบาท 

ขั้นตอนที่ 3 สถาบันการเงิน พิจารณาคำขอกู้ อนุมัติเงินกู้และดำเนินการจดจำนองให้แล้วเสร็จ โดยสถาบันการเงินต้องรับผิดชอบหากตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 4 ระบบตรวจสอบข้อมูลจากสถาบันการเงินของผู้เข้าร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” นี้ กับ NCB และ ITMX ตรวจสอบวัตถุประสงค์การกู้กับสถาบันการเงิน, ตรวจสอบวันจดจำนองกับ NCB, ตรวจสอบความถูกต้องของเลขที่ PROMPT PAY (ID card เท่านั้น) กับ ITMX

ขั้นตอนที่ 5 โอนเงิน 50,000 บาทเข้าบัญชี PROMPT PAY ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้กู้หลัก

ขั้นตอนที่ 6 ผู้เข้าร่วมโครงการที่ได้รับสิทธิ์ จะได้รับเงินโอน

สนใจติดต่อสอบถาม “มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย โทร 02-739 020 ต่อ 3234

ที่มา-ทำเนียบรัฐบาล 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/project-baan-dee-mee-down-decrease-down-payment-50-thousand-baht/

กระตุ้นเศรษฐกิจ เฟส 2: ชิมช้อปใช้ ลดภาระผู้ซื้อที่อยู่อาศัย – สินเชื่อ ธอส.

ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562 ระยะที่ 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจต่อจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ดังนี้

  1. มาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ “ชิมช้อปใช้”

กระทรวงการคลังจึงได้ออกแบบมาตรการส่งเสริมการบริโภคในประเทศ “ชิมช้อปใช้” หรือ “ชิมช้อปใช้ เฟส 2” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศผ่าน g-Wallet จะเปิดให้ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนเพิ่มจำนวน 3 ล้านคน ซึ่งนอกจากจะได้รับวงเงินสนับสนุน 1,000 บาท สำหรับการใช้จ่ายผ่าน g-Wallet 1 และเงินชดเชยร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท จากเงินของประชาชนเองผ่าน g-Wallet 2 

Photo : Shutterstock
  1. มาตรการลดภาระให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย (มาตรการลดภาระฯ) 

เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เหมาะสมกับศักยภาพของประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยรัฐบาลจะลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนอง ดังนี้

2.1 ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิมร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01

2.2 ลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิมร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01

ทั้งนี้ เฉพาะการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วยและการจดทะเบียนการโอน และการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน โดยมีระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 24 ธันวามคม 2563

ภาพจาก Pixabay
  1. มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) (มาตรการสินเชื่อฯ)

นอกจากการสนับสนุนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองแล้ว ธอส. จะสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย 

โดยการให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ราคาพิเศษและเงื่อนไขผ่อนปรน สำหรับมาตรการสินเชื่อจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ (22 ตุลาคม 2562) จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยมีวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 50,000 ล้านบาทอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.5 ในช่วง 3 ปีแรก

การกำหนดราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วยนั้น เนื่องจากเป็นระดับราคาที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมอยู่ ณ เดือนตุลาคม 2562 ที่ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 34,731 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 57 ของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จทั้งหมด 

คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในปี 2563 อีกประมาณ 145,269 หน่วย จึงมีที่อยู่อาศัยรวมกว่า 180,000 หน่วย ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าของได้

ภาพจาก Pixabay
  1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน (Front Load)

เพื่อให้มีเม็ดเงินสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อนลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 

โดยหน่วยรับงบประมาณเร่งรัดเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน สำหรับวงเงินนั้น ได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

  • มาตรการ “ชิมช้อปใช้” โทร 0 2273 9020 ต่อ 3510
  • มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยฯ โทร 0 2273 9020 ต่อ 3234
  • มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายฯ โทร 0 2739020 ต่อ 3536

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/stimulus-package-phase-2/