คลังเก็บป้ายกำกับ: ผู้ประกอบการ

คุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องเท่ห์แต่ต้องมี Mindset ผู้ประกอบการ

ยุคนี้การทำธุรกิจแบบ Start up กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยจำนวนมาก ที่มีความฝันอยากจะเริ่มต้นใช้แนวคิด และ Passion ของตัวเอง มาสร้างเป็นธุรกิจแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน

ภาพจาก Shutterstock

ความจริงแล้วการเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Start up ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่หลายๆ คนคิดเสมอไป ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ Start up ได้ สิ่งสำคัญที่ควรมีอันดับแรกๆ คือ ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

Brand Inside ได้มีโอกาสไปคุยกับ พี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาทั้ง Start up และธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ว่าผู้ประกอบการธุรกิจในยุคนี้ จะต้องรู้ทักษะอะไร และจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem

อยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion

พี่ไวท์ เริ่มต้นเล่าว่า สิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการหรือคนทำธุรกิจต้องมี คือ Mindset โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คืออะไร ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ความเท่ห์ แต่มีทั้งความลำบากและความเสี่ยง

ผู้ประกอบการบางคนทำธุรกิจ โดยเอาบ้าน เอารถยนต์ตัวเองไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาใช้กับบริษัท แต่พี่ไวท์เสริมว่า “คนเป็นผู้ประกอบการจะไม่รู้จักความเสี่ยง เพราะคนที่กลัวก็จะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ”

Business Model Canvas ภาพจาก Shutterstock

อย่างที่ 2 ที่คนเป็นผู้ประกอบการควรรู้ คือ Business Model Canvas คนทำธุรกิจบางคนไม่รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจว่าแค่กรอก Business Model Canvas ให้ครบ 9 ช่อง แต่ไม่รู้ว่าแผนธุรกิจจะใช้ได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะขายใคร จะได้กำไรเท่าไหร่

ตัวอย่าง Business Model Canvas ในการทำธุรกิจที่เห็นได้ชัดคือ Starbucks เพราะ Starbuck ทำธุรกิจ โดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ ลองจินตนาการว่า เราเดินเข้าไปในร้าน Starbucks เราสามารถสั่งกาแฟตามที่เราต้องการได้ เช่น กาแฟเอสเพรสโซ่ แต่ไม่ใส่ฟองนม หรือ จะสั่งกาแฟลาเต้เย็น แต่เปลี่ยนจากนมวัวธรรมดา เป็นนมถั่วเหลืองก็ได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าไม่สามารถหาบริการแบบนี้ได้จากร้านอื่นๆ

เพราะ Starbucks ทำธุรกิจโดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ พนักงานให้ได้รับการฝึกมาให้บริการทุกความต้องการของลูกค้า โดยที่ไม่หงุดหงิด รวมถึง Starbucks ยังมีสูตรการทำกาแฟเป็นขั้นตอนเป็นของตัวเอง เหมือนกับร้านอาหาร Fast Food ที่มีคู่มือการทำงาน

ส่วนอย่างสุดท้ายที่พี่ไวท์แนะนำคือ คนทำธุรกิจ จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Passion อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีทั้ง Skill Set และ Mind Set ของผู้ประกอบการ

ช่วงเวลาวิกฤต ต้องรู้จักคิดปรับตัว

หลังจากคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจ Start up หรือธุรกิจขนาดเล็ก รู้แล้วว่าอยากต้องการจะเริ่มทำธุรกิจต้องทำอย่างไรแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด ในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

พอพูดถึงการปรับตัว การไม่ยอมแพ้คือสิ่งแรกที่พี่ไวท์พูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมาจะพูดกันอยู่ตลอดว่าคนเป็นผู้ประกอบการ ต้องไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเจอสถานการณ์จริงแบบทุกวันนี้ พี่ไวท์เสริมว่า ถ้าล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว จะอิดออดไม่ได้ แม้ว่าจะมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นแสงสว่างแต่ก็ต้องลุกขึ้นมา “ต้องรู้จักจุดไฟในตัวเอง แม้จะไม่มีความหวัง แต่ต้องจุดไฟให้ได้”

นอกจากการไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำหรับการปรับตัวทำธุรกิจในยุคนี้เช่นกัน ถ้ามีเรื่องไหนที่ยังไม่รู้ ก็แค่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพราะปัจจุบันมีทั้ง Google, YouTube และ Facebook ให้เรียนรู้ ข้อมูลหาได้เร็ว แล้วนำไปใช้ ไม่มีอะไรให้เสีย ต้องลงมือทำ ซึ่งพี่ไวท์คิดว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดเป็น Skillset ใหม่ๆ เป็นการนำศาสตร์ทุกๆ ศาสตร์ ไปใช้กับการทำธุรกิจ

สรุป

คนไทยหลายๆ คนมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร การมี Mindset และ Skillset จะช่วยเพิ่มความเข้าใจการทำธุรกิจมากขึ้น ว่าการเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion เพียงอย่างเดียว ส่วนในช่วงวิกฤต การปรับตัวก็สำคัญ ต้องเรียนรู้ให้เร็ว ต้องไม่ยอมแพ้ แม้จะไม่เห็นหนทางที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/doing-business-is-not-about-passion-but-mind-set/

สรุปมาตรการดูแลและเยียวยา “ผู้ประกอบการ” ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ร่วมกันเปิดเผยถึงมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2  เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ขยายวงกว้างขึ้น

สรุปมาตรการดูแลและเยียวยา “ผู้ประกอบการ” ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ประกอบด้วย 7 มาตรการ

1. สินเชื่อรายย่อยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย

  • วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ซึ่งจะให้สินเชื่อต่อรายไม่เกิน 3 ล้านบาท
  • ดอกเบี้ย 3% ใน 2 ปีแรก

2. ยืดการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • โดยยื่น ภ.ง.ด. 50 จากเดิมภายในเดือนพฤษภาคม 2563 ออกไปเป็นภายใน 31 สิงหาคม 2563 และ ภ.ง.ด. 51 จากเดิมสิงหาคม 2563 เป็นภายใน 30 กันยายน 2563

3. ยืดการเสียภาษีสรรพากร

  • VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอื่น ๆ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษีทุกประเภท 1 เดือน

4. ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้กิจการสถานบริการออกไป 3 เดือน

  • ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2563 ให้เสียภาษี 15 กรกฎาคม 2563

5. ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

  • โดยเลื่อนการยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 10 วันเป็นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ระยะเวลา 3 เดือน)

6. ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษา Covid-19 เป็นเวลา 6 เดือนถึงช่วงกันยายน 2563

7. ยกเว้นภาษีและลดค่าธรรมเนียมจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

from:https://www.thumbsup.in.th/gov-unveils-credit-for-entrepreneur

เปิดช่วง #แจ๊คหม่าสอนน้อง เผย 5 ข้อที่คนเป็นผู้ประกอบการต้องรู้ ในสไตล์แจ๊ค หม่า

เชื่อว่าทั้งอ่านและทั้งฟังกันมาไม่น้อยแล้วกับ “เคล็ดลับที่คุณควรรู้สำหรับการทำธุรกิจ” หรือ “10 ข้อของผู้ประกอบการที่ดี” รอบนี้ลองมาอ่านของแจ๊ค หม่า เจ้าพ่อผู้ก่อตั้ง Alibaba กันบ้าง

Photo: flickr.com Asia Society

ด้านล่างนี้คือ 5 ข้อที่เป็นเคล็ดลับในการเป็นผู้ประกอบการของแจ๊ค หม่า

1. ผู้ประกอบการที่ดีต้องมองโลกแง่บวกเสมอ

แจ๊ค หม่า บอกว่า แม้จะได้รับความคิดที่เป็นลบมาอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ดีต้องมองโลกในแง่ดีเสมอ

“ผู้ประกอบการที่ดีต้องมองอนาคตในแง่ดี พร้อมทั้งแก้ปัญหาด้วยวิธีที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ถามตัวเองอยู่เสมอว่า คุณจะทำสิ่งเดียวกันกับที่คนอื่นทำให้ดีกว่าได้อย่างไร” 

2. คนรอบตัวเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างได้ : หาทีมที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน

“คุณต้องหาทีมที่อยากทำงานร่วมกันกับคุณ และต้องมีวิสัยทัศน์เดียวกัน หาคนที่มาร่วมงานด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเพราะเขาเห็นว่าความฝันของคุณ ภารกิจของคุณ และวิสัยทัศน์ของคุณ มันเป็นไปได้ “

  • คุณไม่จำเป็นต้องหาคนที่เก่งที่สุดในโลก เพราะคนที่ดีที่สุดอยู่ในทีมของคุณอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ คุณต้องสอนทีมของคุณ ทำงานร่วมกับทีมของคุณ แล้วทีมของคุณก็จะสอนคุณเองในท้ายที่สุด

3. ให้รู้ไว้ว่าคุณต้องเสียสละ

แจ๊ค หม่าเตือนว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมทั้งบอกว่า “อย่าคิดว่าคุณจะได้อะไร แต่ให้คิดว่าคุณจะให้อะไร” (Do not think what I will get, You have to ask what I will give)

อย่ามัวมานั่งถามว่า ฉันจะประสบความสำเร็จใน 3 ปี หรือ 10 ปี แต่ให้เตรียมพร้อมสำหรับ 10 ปีไปเลย เพราะถ้าคุณประสบความสำเร็จใน 1 ปี นั่นคือความโชคดี เพราะหลายคนไม่เป็นแบบนั้น

Photo: Alibaba

4. อย่าโฟกัสอะไรที่กำลังฮอตฮิต

ถ้าถามว่าทำไม Alibaba จึงประสบความสำเร็จ?

  • คำตอบของแจ๊ค หม่า คือ “ก็เพราะตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย”

แจ๊ค หม่า พูดถึงก้าวย่างก่อนการประสบความสำเร็จไว้ด้วยว่า “ตอนนั้นอีคอมเมิร์ซยังเป็นสิ่งที่ไม่มีคนสนใจ แต่พวกเรามีความเชื่อ เราไม่สนคำที่คนอื่นพูด เพราะเราคิดว่ามันมีอนาคต เราคิดว่ามันช่วยเหลือผู้คนได้ เราจึงเริ่มต้นทำมันขึ้นมา”

“เวลาที่คนอื่นพูดว่า ใช่! ธุรกิจนี้แหละ นั่นหมายความว่ามันไม่ใช่โอกาสสำหรับคุณแล้ว (เพราะเอาง่ายๆ ใครก็มองเห็น) ดังนั้นจงเป็นตัวของตัวเอง ใช้ความคิดของคุณเอง คิดไว้ว่าคุณต้องทำได้ดีกว่านั้น ทำอย่างไรคุณจะแตกต่างจากคนอื่นได้ ทำอย่างไรจะทำให้ธุรกิจคุณอยู่ไปอีก 10 ปี ในขณะที่คนอื่นๆ ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น”

5. อย่ารอให้ทุกสิ่งมันเพียบพร้อมไปเสียหมด

“เริ่มทำก่อนไม่พอ ต้องทำให้ไวด้วย” เป็นคำแนะนำของแจ๊ค หม่า เพราะคุณต้องอย่ารอให้ทุกอย่างมันเพียบพร้อมไปเสียหมด โอกาสสร้างได้ แต่ต้องรีบทำ

“อย่ารอให้สภาพแวดล้อมหรือนโยบายมันเพียบพร้อมเสร็จสิ้นไปเสียทุกอย่าง เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้น มันก็ไม่ใช่โอกาสสำหรับคุณแล้ว เพราะถ้ารัฐบาลมีแผนรองรับไว้สำหรับทุกอย่างแล้ว คุณควรไปหาอย่างอื่นทำ เพราะว่าไม่มีโอกาสสำหรับคุณในเรื่องนั้นแล้ว”

ที่มา – South China Mornig Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-tips-entrepreneurs-jack-ma/

อ่าน 4 เคล็ด(ไม่)ลับความสำเร็จของผู้ประกอบการฝั่งอาเซียน เงิน ตลาด ความสามารถ และเทคโนโลยี

คอนเทนต์สบายๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ ชวนไปอ่านเคล็ดลับความสำเร็จ 4 ข้อที่รวบรวมมาจากผู้ประกอบการฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนึ่งในการก้าวขึ้นไปเป็นผู้ประกอบการที่ดี หรือไม่ว่าจะทำอะไรสักสิ่งหนึ่ง คือการดูว่าคนที่สำเร็จมาก่อนหน้าเขาทำกันอย่างไร ถ้ามีประสบการณ์ตรงไม่ได้ การอ่านก็คือการช่วยย่นระยะความรู้ประสบการณ์ วันนี้มี 4 เคล็ดลับจากผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมธุรกิจเผยเคล็ดลับความสำเร็จบางประการ ที่น่าสนใจคือคำตอบของแต่ละคนไปในทิศทางเดียวกัน

1. ใช้เวลาในการนิยามตัวคุณเอง และเข้าใจตลาด

“ตลาดไม่ได้มาหาคุณ” ดังนั้น คุณต้องค้นหาเป้าหมายที่จะทำตลาดให้ชัดเจน แต่ก่อนที่จะหากตลาดให้ชัดเจน ต้องรู้ก่อนว่า “คุณกำลังทำอะไร?” จากนั้นเมื่อรู้แล้ว ก็มุ่งหน้าไปหาพวกเขาเหล่านั้น ส่งสินค้าไปให้ทดลองใช้ ให้พวกเขามีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์จากสินค้าของคุณ แต่สิ่งสำคัญที่จะเข้าใจตลาด เข้าใจลูกค้าได้ ต้องรับฟังเสียง แม้ว่าจะเป็นเสียงที่เล็กที่สุด แต่นั่นเองจะเป็นตัวที่ทำให้คุณคิดค้นนวัตกรรมหรือประยุกต์ความรู้ใหม่ๆ มาทำให้สินค้าหรือบริการดีขึ้น หรืออาจเลือกใช้ RSS feeds ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้การพูดถึงสินค้าและบริการของคุณจะขึ้นมาอยู่ในลำดับต้นๆ ในแวดวงธุรกิจ

2. ลงทุนในความสามารถ

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะคือหัวใจหลักของการพัฒนาธุรกิจ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ “อย่าทำคนเดียว” เป็นอันขาด เพราะคุณไม่สามารถรู้ทุกเรื่องได้ ต้องหาทีมที่มีความสามารถ และกล้าลงทุนในความสามารถของคนหรือทีมนั้นๆ ถ้าอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงก็คือการกล้าลงทุนในทีมที่คุณไว้ใจได้ และก้าวไปด้วยกัน

3. สำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

จำไว้เลยว่า โลกนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพราะการเมือง สังคม เศรษฐกิจเท่านั้น “เทคโนโลยี” คือสิ่งสำคัญในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ต้องใช้ให้เป็น เพราะเอาเข้าจริงธุรกิจเล็กๆ จะสู้กับธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้นั้น ถ้าไม่มีเทคโนโลยีมาลดช่องว่างลง เราคงไม่ได้เห็น Airbnb หรือ Uber กันอย่างในทุกวันนี้ แต่ประเด็นก็คือ “ใช้เทคโนโลยีให้ถูกที่” หรือเรียกอีกอย่างว่า “เกาให้ถูกที่คัน” อันนี้ไม่ง่ายเพราะต้องอาศัยดุลยพินิจกันสูง แต่ต้องไม่ลืมว่าหมั่นสำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ เพื่อเปิดความเป็นไปได้ในธุรกิจ

4. จับตาดูตัวเลข (เงิน) ให้ดี

ทำธุรกิจ ไม่พูดเรื่องการเงินจะได้อย่างไร จำเอาไว้ข้อหนึ่งว่า “จงลงทุนในสิ่งที่คุณพร้อมจะเสีย” ถ้าสักแต่จะทำในสิ่งที่รัก แต่ขาดทุน ก็ขอให้ว่าอย่าทำ เพราะวันหนึ่งก็ต้องเดินออกไปจากวงการธุรกิจ แต่ถ้าหาช่องทางทำกำไรได้ อันนี้ควรทำต่อ เพราะต้องไม่ลืมว่า เงินคือน้ำมันหล่อลื่นสำคัญที่จะทำให้เครื่องยนต์ (บริษัท) ของคุณเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำแนะนำของผู้ประกอบจากฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การนำไปปรับใช้ต้องคำนึงถึงบริบทสังคมและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมา

อ้างอิง – INC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-secret-successful-entrepreneur/

“ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้ประกอบการได้” Tony Robbins บอก “ส่วนใหญ่ล้มเหลวทั้งนั้น” แล้วทำอย่างไรจะสำเร็จ?

Tony Robbins Photo: Capture from the Video in Inc.com

ความสำเร็จมาจากจิตวิทยา 80% ทักษะ 20%

Tony Robbins นักเขียน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ไลฟ์โค้ชผู้โด่งดัง และเจ้าของกิจการ ในงานสัมมนาหนึ่ง เขาได้เล่าถึงประเด็นเรื่องความสำเร็จในการทำธุรกิจเอาไว้ว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้ประกอบการได้ ส่วนใหญ่ล้มเหลวทั้งนั้น”

หัวใจหลักของการทำธุรกิจคือ ความคิดในการเป็นเจ้าของธุรกิจ (owner mindset) การทำธุรกิจคือการทำให้ธุรกิจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้ว่าตัวคุณจะไม่อยู่ในที่นั้นๆ ในขณะปฏิบัติงาน อย่าลงมือทำธุรกิจในทุส่วนด้วยตัวเองทุกอย่าง ต้องสร้างความคิดการเป็นเจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการให้กับผู้นำในองค์กรและพนักงานในธุรกิจของคุณ

“ผมพบว่า [การประสบความสำเร็จในธุรกิจ] 80% คือจิตวิทยา ส่วนที่เหลืออีก 20% คือทักษะ มันคือจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกว่าทำได้ ประสบความสำเร็จได้ พัฒนาและไปได้ไกลมากกว่าที่เคยคิดไว้ คิดแต่ว่าต้องไปอะไร ธุรกิจจะไปอยู่ในจุดไหน แต่ไม่ได้คิดว่าควรจะระแวดระวังอะไรบ้าง”

Tony เล่าให้ฟังต่อว่า ความกลัวและความเครียดเป็นปัจจัยใหญ่ที่สำคัญในการทำธุรกิจ เพราะถ้าคุณวิ่งตามความเครียด สุดท้ายมันจะนำไปสู่ความกลัว สิ่งที่คุณต้องทำคือ ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ขอให้มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาด้วยความคิด สติปัญญา ความสร้างสรรค์ มันจะทำให้คุณมีพลัง และอย่าลงไปติดกับดักความกลัวและความเครียด

อย่าตกหลุมรักผลิตภัณฑ์ แต่จงหันมารักลูกค้า

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการประสบการความสำเร็จทางธุรกิจ Tony บอกว่า ถ้าคุณส่งผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างลงสู่ตลาด ทางที่ดีอย่าตกหลุมรักมัน เพราะในอีกไม่นานมันก็ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจคือ การตกหลุมรักลูกค้าต่างหาก ไม่ใช่สินค้า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จคือการปรับสมดุล สมดุลที่รู้ว่าวันนี้ต้องทำอะไร ส่งสินค้าอะไรลงสู่ตลาด หลังจากนั้นเมื่อมีรายได้ สมดุลต่อมาคือการคิดค้นสินค้าใหม่ๆ เพื่อตลาดในอนาคต

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็อย่างที่บอกมาตั้งแต่แรกว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้ประกอบการได้ ส่วนใหญ่ล้มเหลวทั้งนั้น”

ที่มา – INC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tony-robbins-entrepreneurship/

คนไทยมีช่องว่างหางานสูงมาก พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการ แต่ทั้งตลาดว่างงานเพิ่มเกือบแสนคน

ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง หลายสำนักก็จะบอกว่าดีขึ้น แต่ถ้าไปดูตัวเลขคนว่างงานทุกภาคส่วน จะพบว่าตกงานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 85,000 คน ในขณะที่ JobsDB.com ระบุว่า พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการของตลาด

Photo: Flickr.com by David Alexander Arnavat

หลายประเทศในอาเซียนซบเซา แต่เราเติบโต

แม้ว่าตัวเลขการคาดการณ์ของธนาคารโลกจะบอกว่า เศรษฐกิจไทยปี 2560 จะดีขึ้น GDP จะอยู่ที่ 3.5% ส่วนปีที่แล้วอยู่ 3.2% แต่ตัวเลขคนว่างงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ในเดือนกรกฎาคม 2560) ระบุว่า คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้น 476,000 คน เพิ่มจากปีที่แล้วกว่า 85,000 คน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งหมด ถ้าเจาะไปเฉพาะพนักงานออฟฟิศ (White Collar) จะพบว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เราพาไปดูผลสำรวจจาก JobsDB.com ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้

ก่อนอื่นผลสำรวจของ JobsDB.com นี้ ทำการศึกษาตัวแทนบริษัทกว่า 1,000 คนในอาเซียนและคนหางานอีก 5,000 คน โดยการสำรวจนี้จัดทำในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

ผลสำรวจไปในทิศทางใกล้กันคือ 50% ของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต้องการคนมาทดแทนตำแหน่งงานที่ว่างลง ส่วนอีก 22% ต้องการขยายกิจการเพิ่ม นั่นหมายความว่าต้องการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น โดย “ไทย” เป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่จะมีการจ้างงานเพิ่ม (ขอย้ำว่าในหมวดพนักงานออฟฟิศเท่านั้น) รองลงมาจากเวียดนามและฟิลิปปินส์

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว ไทยมีอัตราการจะจ้างงานสูงกว่า ส่วนหนึ่งมากจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกส่วนมาจากขยายธุรกิจของผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”

“แต่ปัญหาคือในไทย ช่องว่างในการหางานยังสูงมาก คือคนหางานกับผู้ประกอบการยังไม่สอดคล้องกัน” หรือพูดอีกแบบคือ ผู้ประกอบการมีความต้องการพนักงานมาเติมเต็มในธุรกิจและกิจการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ในด้านคนหางานยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือรับรู้ รวมทั้งยังมีทัศนคติที่แตกต่างออกไปค่อนข้างมาก

ช่องว่างหางานสูง ผู้ประกอบการ vs คนหางาน

จากการสำรวจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าเทียบการคาดการณ์ตลาดของฝั่ง “ผู้ประกอบการ” กับ “คนหางาน” จะชัดเจนมากขึ้น

เริ่มจากภาพรวมเฉลี่ยของตลาดที่ผู้ประกอบการให้คะแนนอยู่ที่ 4.3 ส่วนทางฝั่งคนหางานให้คะแนนเพียง 3.43 จาก 7 คะแนนเต็มทั้งคู่

ผลสำรวจระบุว่า ในด้านผู้ประกอบการไทยที่ให้คะแนนภาพรวมตลาดดีขึ้นเพราะมองเศรษฐกิจเป็นบวก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียนจะชัดเจนมาก เพราะไทยเป็นประเทศที่จะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มที่ 43% ส่วนค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียนอยู่ที่ 22% เท่านั้น

ส่วนในด้านคนหางานที่ให้คะแนนออกมาค่อนข้างต่ำ มาจากปัจจัยหลายประการด้วยกันคือ ความท้าทายจากการแข่งขันในสายงานที่เพิ่มมากขึ้น ตลาดงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น-ต้องการทักษะที่หลากหลาย และอีกอย่างคือธุรกิจสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้ดี ทำให้การทำงานในบริษัทเป็นเรื่องที่คนหางานมองว่าน่าจะมีความต้องการต่ำ

แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลสำรวจของ JobsDB.com ยืนยันว่าภาคธุรกิจยังต้องการพนักงานออฟฟิศเป็นจำนวนมาก (ดูได้จากตัวเลขผลสำรวจของไทยที่พุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน)

ธุรกิจสายสุขภาพ-ไอที มาแรง แต่คนไทยถูกผลิตน้อยเกินไป

ผลสำรวจยังบอกอีกว่า ธุรกิจที่จะมาแรงในอนาคต (ศึกษาจากทั้งมุมผู้ประกอบการและคนหางาน) คือธุรกิจสุขภาพและไอที

สำหรับธุรกิจสุขภาพ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการให้คะแนน 7 เต็ม 7 หมายความว่า ธุรกิจจะขยายตัวอย่างมาก ส่วนเหตุผลมาจากการที่ไทยเป็นฮับด้านสุขภาพ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี และราคาเหมาะสม ไม่แพงเกินไป ส่วนด้านคนหางานก็เช่นเดียวกัน ให้คะแนนถึง 6 เต็ม 7 แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ ยังผลิตคนเหล่านี้ออกมาไม่มากพอต่อความต้องการของตลาด ส่วนสายไอที เป็นเรื่องที่เข้าเห็นแนวโน้มอย่างดีในโลกยุคดิจิทัล แต่ไทยก็ยังผลิตไม่ทัน ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่

ทักษะที่สูงขึ้นคือสิ่งสำคัญของการหางานในอนาคต

ทักษะที่ตลาดต้องการจากคนหางานทั้งหลาย นอกจากความรู้ลึกๆ ในศาสตร์สาขานั้นแล้ว แต่การเปิดกว้างเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการต่อยอดทักษะได้อีกมาก แต่ทั้งนี้การเปิดกว้างต้องมาพร้อมกับทักษะภาษาอังกฤษที่สามารถสื่อสารได้ เพราะความรู้ในโลกยุคใหม่อยู่ในภาษาอังกฤษไม่น้อย การไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงหมายความว่า คุณจะไม่รู้ข้อมูลอีกมากที่เป็นประโยชน์ ส่วนอย่างสุดท้ายคือ การรู้จักเทคโนโลยี คือคุณต้องก้าวข้ามการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Office ไปแล้ว แต่ต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย และพร้อมจะรับไอทีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสายงานของคุณด้วย

สรุป

แม้ปีนี้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยจะตกงานเพิ่มขึ้น แต่ไทยก็เป็นประเทศที่จะมีการขยายการจ้างงานสำหรับ White Collar มากขึ้น ผู้ประกอบการให้ความเชื่อมั่นสูง นั่นหมายความว่า จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจำนวนมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ แต่ปัญหาคือคนหางานทั้งหลายยังเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้

ทางออกที่เป็นไปได้ในขั้นแรกคือ เหล่าผู้ประกอบการและบริษัทที่ต้องการจ้างงานทั้งหลายต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “Company Branding” มากกว่านี้ เพราะต่อให้คนรู้จักแบรนด์สินค้าของคุณ แต่ถ้าไม่รู้จักบริษัทของคุณ โอกาสที่จะดึงคนเก่งๆ เข้ามาในบริษัทก็จะเป็นเรื่องยาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-job-white-collar/

4 สิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรทำตั้งแต่สัปดาห์แรก ต้อนรับปีใหม่

ถ้าอยากเห็นบริษัทเติบโตไปอีกใน 12 เดือนข้างหน้า นี่คือสิ่งที่ควรต้องทำตั้งแต่สัปดาห์แรกของการทำงาน หลังจากกลับมาจากหยุดพักผ่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ นี่คือ 4 สิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรทำ เพื่อผลที่ดีในอีก 365 วันของปีนี้

1. แผน 100 วัน

นี่ไม่ใช่แผนธุรกิจ 1-3 ปี แต่เป็นเหมือนแผนระยะสั้นสำหรับปฏิบัติงานใน 100 วันจากนี้ กำหนดงานและหน้าที่ต่างๆ ซึ่งอาจต้องใช้การตัดสินใจเพื่อให้บรรลุผลทางธุรกิจ นอกจากนี้แผน 100 วันยังช่วยให้ผู้ประกอบการมีเวลาพิถีพิถันกับการทำงานมากขึ้น และเมื่อถึงกำหนดเวลาประมาณกลางเดือน เม.ย. ก็จะได้รู้กันว่า ผลที่ออกมาเป็นไปตามที่วางไว้ หรือต้องมีการปรับปรุงกันต่อไป

2. ปรับปรุงสำนักงานใหม่

ถ้าอยากจะปรับฮวงจุ้ยของสำนักงาน หรือถ้าใครไม่มีสำนักงาน จะปรับปรุงพื้นที่ทำงานของตัวเองใหม่ ให้มี Space ในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น มีบรรยากาศที่ดีขึ้นหลังจากผ่านความวุ่นวายมาตลอดทั้งปี ยิ่งออฟฟิศยุคใหม่ ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บด้วยระบบไอที บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ให้รกรุงรัง การปรับปรุงสำนักงานจะช่วยให้การทำงานปีนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาพสำนักงานของ WeWork ผู้ให้บริการ co-working space ในต่างประเทศ

3. ลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็น

ปัญหาเรื่องคน คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกออฟฟิศ แต่การทำธุรกิจ หลีกเลี่ยงการทำงานเป็นทีมได้ยาก ว่ากันตามความเป็นจริงของโลกนี้ พนักงานที่ไม่สามารถปรับตัว ไม่สามารถพัฒนาตัวเอง หรือไม่เหมาะกับงานของบริษัท ถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต เมื่อผ่านเวลาปีใหม่มาแล้ว ก็ได้เวลาลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็น มองในระยะยาวแล้ว สิ่งนี้ดีต่อทั้งผู้ประกอบการ และพนักงานด้วย

4. ได้เวลาขึ้นราคา

สัปดาห์แรกของปี เหมาะอย่างยิ่งที่จะทบทวนสินค้าและบริการต่างๆ พร้อมกับปรับขึ้นราคาตามความเหมาะสม บริษัทเล็กๆ หลายแห่งพยายามคิดราคาสินค้าและบริการให้ต่ำไว้ ซึ่งเป็นเรื่องผิดพลาด ความเป็นจริงแล้ว เมื่อทำงานมาครบ 1 ปี ควรมีการทบทวนเรื่องต่างๆ ถ้าจำเป็นก็ควรปรับขึ้นราคา พร้อมกับเพิ่มบริการที่ดีให้กับลูกค้าด้วย

หลังจากสนุกสนานกับวันหยุด ยังไงก็อย่าลืมมองย้อนกลับไปว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง พร้อมกับเตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ในปีที่จะมาถึง และหวังว่า 4 สิ่งข้างต้นนี้จะช่วยผู้ประกอบการให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นตลอดทั้งปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-things-entrepreneur-do-first-wekk/