คลังเก็บป้ายกำกับ: ปัญญาประดิษฐ์

บิล เกตส์: “ถ้าก่อตั้งบริษัทวันนี้ จะสร้าง AI ให้อ่านหนังสือเป็น มันจะได้เข้าใจความรู้ทั้งโลก”

“ถ้าก่อตั้งบริษัทวันนี้ จะสร้าง AI ให้อ่านหนังสือเป็น มันจะได้เข้าใจความรู้ทั้งโลก”

Bill Gates
Bill Gates

บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีและเจ้าพ่อรีวิวหนังสือตัวยง บอกในงาน Economic Club ที่วอชิงตันว่า ถ้าเขาต้องก่อตั้งบริษัทในวันนี้ เขาจะสร้างบริษัทที่สร้าง AI ให้อ่านหนังสือเป็น

  • “ถ้าต้องก่อตั้งบริษัทในวันนี้ จะทำบริษัทที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สอนคอมพิวเตอร์ให้อ่านหนังสือเป็น เพราะมันจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้และเข้าใจความรู้ที่เป็นลายลักษณ์อักษร (written knowledge) ได้ทั้งโลก และนี่คือสิ่งที่ AI ในปัจจุบันยังทำไม่ได้ แต่หากทำได้มันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก”

การที่เกตส์สนใจเรื่อง AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ลงทุนใน Luminous บริษัทที่ทำเกี่ยวกับเรื่อง AI หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่เขาได้ทวิตในช่วงงานรับปริญญาว่า “ถ้าเรียนจบวันนี้ จะทำงานด้าน AI” นอกจากนั้นเขาก็สนใจในเทคโนโลยี AR (augmented reality) เกตส์บอกว่า ตอนที่เขาได้ไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ให้กับลูกสาวสมัยที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้วพบว่ามีอุปสรรคอยู่มาก โดยเขาเชื่อว่าถ้าใช้เทคโนโลยี AR เข้ามาในส่วนนี้จะช่วยได้เยอะ เพราะจะทำให้รู้ได้เลยว่าเฟอร์นิเจอร์ตัวไหนเหมาะสมกับพื้นที่ของห้องมากที่สุด

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bill-gates-on-ai-company/

โฆษณา

เชิญร่วมงานสัมมนา AI & Big Data ประจำปี 2019 ที่จะเปิดประสบการณ์ของคุณ

งานสัมมนา 2 วัน ที่จะทำให้คุณเข้าใจพลังมหาศาลของ AI และ Big Data ในองค์กรเห็นตัวอย่างจริง ของการทำ AI แบบง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยี ที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจคุณ

หัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation คือการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาประยุกต์ใช้ในองค์กร และองค์ประกอบสำคัญของ AI ก็คือการที่จะต้องมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) แล้วใช้ Machine Learning มาเป็นอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งความถูกต้องของ AI อยู่ที่การมีข้อมูลที่มากพอ และการใช้อัลกอริทึมอย่าง Deep Learning ที่สามารถจำลองโมเดลของ Neural Networks ที่ใหญ่ขึ้นได้ (โดยต้องมีระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น) ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะสามารถพัฒนาโมเดลที่ซับซ้อนขึ้น แต่หากยังขาดข้อมูลที่ไม่มากพอหรือไม่มีระบบประมวลขนาดใหญ่ ก็ยากที่จะได้ AI ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม

AI คืออะไร จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นองค์กรแบบ AI ได้อย่างไร มาหาคำตอบกันได้ในงานสัมมนาเชิงปฎิบัติการครั้งนี้ ที่มีรูปแบบการสัมมนาที่แตกต่างกับงานทั่วๆไป โดยผู้ร่วมสัมมนาจะได้ฟังการบรรยายในวันแรกที่จะเน้นเรื่องราววิวัฒนาการของ AI ความหมายของ AI ประโยชน์ของ AI และความสัมพันธ์กับ Big Data รวมถึงแนวทางการเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการบรรยาย กึ่งอบรม พร้อมทั้งมีการสาธิตระบบ AI ต่างๆประกอบ จากนั้นในวันที่สองจะแบ่งเป็น 2 ห้องโดยห้องแรกจะเป็นการบรรยายในหัวข้อต่างๆทั้งด้าน AI และ Big Data และห้องที่สองจะเป็นการบรรยายกึ่งปฎิบัติการในการสร้างระบบ AIต่างๆในองค์กร ที่จะแสดงให้เห็นว่าการทำ AI ในปัจจุบันง่ายมากๆจนใครๆ ก็ทำได้

สุดท้ายผู้เข้าอบรมยังสามารถจะสัมผัสและทดลองกับระบบ AI จริงที่นำมาแสดงในงาน อาทิเช่น Smart Speaker, Smart Home, ChatBotหรือ Smart Vision

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.imcinstitute.com/ai2019

from:https://www.enterpriseitpro.net/seminar-ai-and-bigdata-2019/

ในอีก 5 ปี วงการการเงินเตรียมเลิกใช้ Password กันแล้ว!!

วีซ่า เชื่อว่าอุตสาหกรรมการชำระเงินสามารถเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตนเป็นวิธีอื่นนอกจากพาสส์เวิร์ดได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ความก้าวหน้าในการตรวจสอบการยืนยันตัวตน และเทคโนโลยีในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลได้ทำให้ขั้นตอนในการระบุตัวตนของผู้ถือบัตร (หรือ cardholder verification methods: CVM) อาทิ ลายเซ็น และ PIN เป็นทางเลือกสำหรับร้านค้าและผู้ออกบัตรในบางสถานการณ์ และเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 ลายเซ็นกลายเป็นเพียงตัวเลือกในการระบุตัวตนสำหรับร้านค้าในเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่าที่รองรับบัตร ชิป EMV® ความสามารถในการักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้นด้วยชิปที่ฝังอยู่ในบัตร

นอกจากนั้นสถาบันการเงินและร้านค้าต่างๆ สามารถแชร์ข้อมูลกันได้มากกว่าเดิมถึงสิบเท่าเพื่อเข้าสู่การตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรที่ทำการซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยไม่ต้องให้ผู้บริโภคทำการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ยังช่วยป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงบัตรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เพราะผู้บริโภคมีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยของการชำระเงินมากยิ่งขึ้น

จากการที่ระบบนิเวศมีวิวัฒนาการความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้วีซ่าเล็งเห็นความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะสามารถลดหรือข้ามขั้นตอนการตรวจสอบในรูปแบบเดิม ๆได้ ผ่านการบูรณาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และไบโอเมตริกซ์

จากผลสำรวจของวีซ่าใน พ.ศ. 2561 เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีที่จะใช้ไบโอเมตริกซ์ เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้พาสส์เวิร์ด โดย 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคที่ทำแบบสำรวจสนใจที่จะลองใช้ไบโอเมตริกซ์เพื่อยืนยันตัวตนหรือทำการชำระเงิน นอกจากนี้มากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบสำรวจมีความคุ้นเคยกับการใช้ไบโอเมตริกซ์ ประกอบกับความก้าวหน้าในอุปกรณ์มือถือที่ส่งผลให้การแสกนลายนิ้วมือนั้นมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และการใช้เสียงเพื่อยืนยันตัวตนมีความแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันอาจถึงเวลาแล้วที่จะนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์มาใช้ในแอพพลิเคชั่นของธนาคารเพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า

สำหรับบุคคลที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ผู้ผลิตอุปกรณ์มือถือได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการขโมยข้อมูลไบโอเมตริกซ์ โดยได้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องของผู้ใช้แทนที่จะเก็บไว้ในคลาวด์ และเข้ารหัสแม่แบบไบโอเมตริกซ์ ด้วยการแทนคุณลักษณะไบโอเมตริกซ์จริงด้วยอัลกอริทึม วิธีการนี้จะช่วยให้แต่ละบุคคลสามารถเลือกที่จะจัดเก็บข้อมูลหรือลบข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ ความแม่นยำในการยืนยันตัวตน ยังถูกเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการตรวจจับแบบ liveness ที่ใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือและซอฟต์แวร์ที่สามารถแยกแยะได้ว่าลายนิ้วมือนั้นถูกคัดลอกมาหรือไม่ หรือการสแกนใบหน้าเป็นหน้ากากหรือใบหน้าของบุคคลจริง

เป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปีที่สมาร์ทโฟนได้ทำเทคโนโลยีแสกนลายนิ้วมือมาใช้ และด้วยช่วงเวลาสั้นๆ นี่เองผู้บริโภคกลับมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการยืนยันตัวตนที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นนั้น จะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของสินค้าและบริการในระบบดิจิตอล และความอดทนของผู้บริโภคที่ต้องจดจำพาสส์เวิร์ดสำหรับทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการที่จะยกเลิกการใช้พาสส์เวิร์ดแล้วเปลี่ยนเป็นวิธีการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์นอกจากจะเป็นสิ่งที่จำเป็นแล้ว และยังสามารถเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/visa-say-5-years-no-password/

Cortex ระบบวิเคราะห์แบบ Ai ต่อกรกับภัยคุกคามยุคใหม่ ภายใต้ร่มเงา Palo Alto

เมื่ออาชญกรทางไซเบอร์มีความฉลาดมากขึ้น รวมทั้งเครื่องมือที่นำมาใช้งานนั้นอัจฉริยะมากขึ้น ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องหาโซลูชั่นที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความชาญฉลาดของเหล่าร้ายในโลกไซเบอร์ นั่นจึงเป็นที่มาของการเปิดตัว Cortex เป็นเซอร์วิสในการให้บริการป้องกันแบบ Ai ที่คิดค้นโดยทาง Palo Alto Networks (พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์)

พาโล อัลโต ได้จัดงานเชิญกลุ่มสื่อไอที เพื่อมาเข้าร่วมฟังข้อมูลจากทางผู้บริหารหญิง คุณธิติรัตน์ ทองถาวร ผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดจีน และ คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการฝ่าย Systems Engineer ประจำภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งทั้งสองท่านนั้นมีดีกรีและคร่ำหวอดในวการซีเคียวริตี้ในระดับเอ็นเทอร์ไพรส์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณคงศักดิ์ เรียกได้ว่าเป็นกูรูด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เลยก็กว่าได้

คุณธิติรัตน์ ทองถาวร

ก่อนที่เข้าสู่เซสชันการแนะนำ Cortex อย่างเป็นทางการนั้น คุณธิติรัตน์ มาเล่าให้พวกเราฟังว่า ภัยคุกคามเติบโตขึ้นมากกว่าอดีต และมีมาในหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นการเอามัลแวร์มาฝังตัวไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของเราเป็นเวลานานๆ จนกระทั่งได้เวลาสักระยะหนึ่งผู้โจมตีค่อยสั่งให้มัลแวร์ทำงาน บางทีก็ทำให้เซิร์ฟเวอร์ล่ม บางทีก็อาจจะแอบใช้ทรัพยากรของเครื่องในการขุดเงินดิจิตอล และยังมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงระดับประเทศที่เกิดขึ้น เช่นในกรณีที่แฮ็กเกอร์มาฝังม้ลแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐในไทย แล้วทำตัวเป็นฐานการโจมตีหรือส่ง DDoS ไปยังประเทศอื่น ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยเสื่อมเสีย เป็นต้น และประการสุดท้ายก็คือเรื่องที่องค์กรในไทยส่วนใหญ่ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุและปัจจัยดังกล่าวจึงเกิดเป็นโซลูชั่น Cortex ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ประเด็นตรงนี้

“Cortex ถือเป็นเซอร์วิสที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่มีลักษณะเป็นแบบ Pro-Active และ Predictive” คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล กล่าว พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่าคนในอุตสาหกรรมด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้พยายามอย่างยิ่งในการที่จะสร้างระบบที่เป็นแบบ Re-Active ให้กลายเป็น Pro-Active และกลายไปเป็น Predictive ที่สามารถเข้าใจและรู้ปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้น! แต่ทว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากและใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูงมากรวมถึงเทคโนโลยีในอดีตยังไม่เอื้ออำนวยให้สามารถกระทำได้ แต่ในปัจจุบันนี้คุณคงศักดิ์กล่าวว่า “ทำได้แล้ว” ผ่านทางโซลูชั่นอย่าง Cortex ที่ใช้ระบบ Ai และ Machine Leaning บนคลาวด์ โดยอาศัยบิ๊กดาต้าและการทำ Analytics ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถคาดเดาสิ่งที่อาจจะเป็นภัยร้ายต่อระบบได้ในอนาคต

คุณคงศักดิ์กล่าวต่อว่า ไม่มีโซลูชั่นไหนสามารถป้องกันภัยได้ 100% อาจจะสูงแค่ 99% แต่ 1% นั้นเราสามารถที่จะป้องกันด้วยระบบการทำ IR หรือ Incident Response โดยหลายองค์กรได้ตั้งทีม IR ขึ้นมาเฉพาะ และทำการจำลองเหตุการณ์ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นมา เพื่อวางหมากกลยุทธ์ในการป้องกันภัยที่คาดจะเกิดขึ้นดังกล่าวนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามทีมงาน IR เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะแบบแมนนวล ทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานและส่งผลต่อเหตุที่จะเกิดขึ้น รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ล็อกความปลอดภัยก็ขาดแคลน ทำให้จำเป็นต้องลงทุนอีกมหาศาลในการซื้อพวก Log Management มากมาย ซึ่งบางครั้งก็เก็บล็อกมั่วไปหมดอีกต่างหาก ในความหมายคือ Log Management แต่ละตัวที่องค์กรลงทุนไปนั่น ต่างคนต่างเก็บข้อมูล และไม่ยอมมา Sync กัน ส่งผลทำให้องค์กรยังมองไม่ออกว่าเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวโยงกันมากน้อยเพียงใด

คุณคงศักดิ์บอกต่อไปว่า Cortex จะเข้ามาทำงานร่วมกับตัวไฟร์วอลล์ ของพาโล อัลโต ซึ่งก่อนหน้านั้นคุณหญิงบอกว่าไฟร์วอลล์เหล่านี้จะทำตัวเป็นเซนเซอร์อัจฉริยะในการส่งข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ กลับมารวมกันเป็นข้อมูลกลาง – พาโล อัลโต มองว่าอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ถูกติดตั้งในองค์กรและเครื่องเอ็นด์พอยท์รวมถึงคลาวด์นั้น จะกำหนดให้เป็นเซ็นเซอร์ในการส่งข้อมูลและ Incident หรือ Log กลับมาในถังดาต้าที่เรียกว่า Cortex Data Lake เพื่อให้ตัว Ai ของ Cortex ทำการประมวลผลและสั่งปฏิบัติการป้องกันต่อไป – สิ่งนี้ช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาของระบบการจัดการ Log Management แบบเดิม กล่าวคือ เมื่อ Cortex ได้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ทั้ง 3 จุด ที่รวมมาไว้ในถังข้อมูล Cortex สามารถประเมินเหตุการณ์ต่างๆ ได้ว่า มีพฤติการณ์แปลกและสัมพันธ์กันมากน้อยขนาดไหน ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยให้องค์กรสามารถ Predictive ได้อย่างง่ายดาย

คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล

แต่อย่างไรก็ตามจุดที่น่าสังเกตุของ Cortex ก็คือ การที่จะต้องเก็บปริมาณของ Log เป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเกือบทุก Log ที่เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ มันเลยอาจจะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ในการเก็บ Log ดังกล่าวด้วย นอกจากนั้นแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ Cortex ยังทำงานในส่วนไฟร์วอลล์ของพาโล อัลโต ก่อน แต่สำหรับไฟร์วอลล์ตัวอื่นหรือยี่ห้ออื่นอาจจะต้องใช้แบบแมนนวลไปก่อน

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%89cortex-ai-palo-alto-cyber-security/

Cortex ระบบวิเคราะห์แบบ Ai ต่อกรกับภัยคุกคามยุคใหม่ ภายใต้ร่มเงา Palo Alto

เมื่ออาชญกรทางไซเบอร์มีความฉลาดมากขึ้น รวมทั้งเครื่องมือที่นำมาใช้งานนั้นอัจฉริยะมากขึ้น ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องหาโซลูชั่นที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความชาญฉลาดของเหล่าร้ายในโลกไซเบอร์ นั่นจึงเป็นที่มาของการเปิดตัว Cortex เป็นเซอร์วิสในการให้บริการป้องกันแบบ Ai ที่คิดค้นโดยทาง Palo Alto Networks (พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์)

พาโล อัลโต ได้จัดงานเชิญกลุ่มสื่อไอที เพื่อมาเข้าร่วมฟังข้อมูลจากทางผู้บริหารหญิง คุณธิติรัตน์ ทองถาวร ผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดจีน และ คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการฝ่าย Systems Engineer ประจำภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งทั้งสองท่านนั้นมีดีกรีและคร่ำหวอดในวการซีเคียวริตี้ในระดับเอ็นเทอร์ไพรส์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณคงศักดิ์ เรียกได้ว่าเป็นกูรูด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เลยก็กว่าได้

คุณธิติรัตน์ ทองถาวร

ก่อนที่เข้าสู่เซสชันการแนะนำ Cortex อย่างเป็นทางการนั้น คุณธิติรัตน์ มาเล่าให้พวกเราฟังว่า ภัยคุกคามเติบโตขึ้นมากกว่าอดีต และมีมาในหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นการเอามัลแวร์มาฝังตัวไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของเราเป็นเวลานานๆ จนกระทั่งได้เวลาสักระยะหนึ่งผู้โจมตีค่อยสั่งให้มัลแวร์ทำงาน บางทีก็ทำให้เซิร์ฟเวอร์ล่ม บางทีก็อาจจะแอบใช้ทรัพยากรของเครื่องในการขุดเงินดิจิตอล และยังมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงระดับประเทศที่เกิดขึ้น เช่นในกรณีที่แฮ็กเกอร์มาฝังม้ลแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐในไทย แล้วทำตัวเป็นฐานการโจมตีหรือส่ง DDoS ไปยังประเทศอื่น ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยเสื่อมเสีย เป็นต้น และประการสุดท้ายก็คือเรื่องที่องค์กรในไทยส่วนใหญ่ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุและปัจจัยดังกล่าวจึงเกิดเป็นโซลูชั่น Cortex ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ประเด็นตรงนี้

“Cortex ถือเป็นเซอร์วิสที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่มีลักษณะเป็นแบบ Pro-Active และ Predictive” คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล กล่าว พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่าคนในอุตสาหกรรมด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้พยายามอย่างยิ่งในการที่จะสร้างระบบที่เป็นแบบ Re-Active ให้กลายเป็น Pro-Active และกลายไปเป็น Predictive ที่สามารถเข้าใจและรู้ปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้น! แต่ทว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่แสนยากและใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูงมากรวมถึงเทคโนโลยีในอดีตยังไม่เอื้ออำนวยให้สามารถกระทำได้ แต่ในปัจจุบันนี้คุณคงศักดิ์กล่าวว่า “ทำได้แล้ว” ผ่านทางโซลูชั่นอย่าง Cortex ที่ใช้ระบบ Ai และ Machine Leaning บนคลาวด์ โดยอาศัยบิ๊กดาต้าและการทำ Analytics ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถคาดเดาสิ่งที่อาจจะเป็นภัยร้ายต่อระบบได้ในอนาคต

คุณคงศักดิ์กล่าวต่อว่า ไม่มีโซลูชั่นไหนสามารถป้องกันภัยได้ 100% อาจจะสูงแค่ 99% แต่ 1% นั้นเราสามารถที่จะป้องกันด้วยระบบการทำ IR หรือ Incident Response โดยหลายองค์กรได้ตั้งทีม IR ขึ้นมาเฉพาะ และทำการจำลองเหตุการณ์ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นมา เพื่อวางหมากกลยุทธ์ในการป้องกันภัยที่คาดจะเกิดขึ้นดังกล่าวนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามทีมงาน IR เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะแบบแมนนวล ทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานและส่งผลต่อเหตุที่จะเกิดขึ้น รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ล็อกความปลอดภัยก็ขาดแคลน ทำให้จำเป็นต้องลงทุนอีกมหาศาลในการซื้อพวก Log Management มากมาย ซึ่งบางครั้งก็เก็บล็อกมั่วไปหมดอีกต่างหาก ในความหมายคือ Log Management แต่ละตัวที่องค์กรลงทุนไปนั่น ต่างคนต่างเก็บข้อมูล และไม่ยอมมา Sync กัน ส่งผลทำให้องค์กรยังมองไม่ออกว่าเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวโยงกันมากน้อยเพียงใด

คุณคงศักดิ์บอกต่อไปว่า Cortex จะเข้ามาทำงานร่วมกับตัวไฟร์วอลล์ ของพาโล อัลโต ซึ่งก่อนหน้านั้นคุณหญิงบอกว่าไฟร์วอลล์เหล่านี้จะทำตัวเป็นเซนเซอร์อัจฉริยะในการส่งข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ กลับมารวมกันเป็นข้อมูลกลาง – พาโล อัลโต มองว่าอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ถูกติดตั้งในองค์กรและเครื่องเอ็นด์พอยท์รวมถึงคลาวด์นั้น จะกำหนดให้เป็นเซ็นเซอร์ในการส่งข้อมูลและ Incident หรือ Log กลับมาในถังดาต้าที่เรียกว่า Cortex Data Lake เพื่อให้ตัว Ai ของ Cortex ทำการประมวลผลและสั่งปฏิบัติการป้องกันต่อไป – สิ่งนี้ช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาของระบบการจัดการ Log Management แบบเดิม กล่าวคือ เมื่อ Cortex ได้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ทั้ง 3 จุด ที่รวมมาไว้ในถังข้อมูล Cortex สามารถประเมินเหตุการณ์ต่างๆ ได้ว่า มีพฤติการณ์แปลกและสัมพันธ์กันมากน้อยขนาดไหน ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยให้องค์กรสามารถ Predictive ได้อย่างง่ายดาย

คุณคงศักดิ์ ก่อตระกูล

แต่อย่างไรก็ตามจุดที่น่าสังเกตุของ Cortex ก็คือ การที่จะต้องเก็บปริมาณของ Log เป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเกือบทุก Log ที่เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ มันเลยอาจจะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ในการเก็บ Log ดังกล่าวด้วย นอกจากนั้นแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ Cortex ยังทำงานในส่วนไฟร์วอลล์ของพาโล อัลโต ก่อน แต่สำหรับไฟร์วอลล์ตัวอื่นหรือยี่ห้ออื่นอาจจะต้องใช้แบบแมนนวลไปก่อน

from:https://www.enterpriseitpro.net/cortex-ai-palo-alto-cyber-security/

ใกล้หมดยุคแอดมินเพจ เมื่อ AIS ประกาศนำเอา AI เข้ามาใช้ตอบแชทบนโซเชียลมีเดียแบบเต็มตัว

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS
บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS

พัฒนา AI จาก Big Data เพื่อมาตอบแชทลูกค้า

หลังจากที่ AIS ได้ซุ่มพัฒนา AI สำหรับการแชทเพื่อบริการลูกค้าอยู่เกือบ 1 ปีเต็ม บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS เล่าให้ฟังว่า “วันนี้ถึงเวลาแล้ว ที่เรามีความพร้อมเปิดตัว AI สำหรับการแชทแบบเต็มตัว”

หัวเรือใหญ่สายงานบริการลูกค้า บอกว่า AIS ได้ปล่อย AI หรือปัญญาประดิษฐ์เพื่อตอบคำถามลูกค้าบนโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว “ผลตอบรับที่ได้ถือว่าดีมาก เพราะ AI ของเราสามารถตอบคำถามลูกค้าได้รวดเร็ว และแม่นยำถึง 80% เราภูมิใจมาก เพราะนี่คือผลของการพัฒนา AI มาตลอดตั้งแต่การเก็บข้อมูลผ่าน Big Data บนโซเชียลมีเดีย และการเก็บข้อมูลจากแอพพลิเคชั่น my AIS ผ่านการถาม Ask Aunjai นั่นเอง”

อย่างไรก็ตาม อีก 20% ที่ AI อาจตอบไม่ได้ หรือตอบไม่ตรง เนื่องจากคำถามอยู่นอกเหนือข้อมูลที่มีอยู่ หรืออาจเป็นคำถามที่ซับซ้อนเกินไป AIS บอกว่า จะมีพนักงานคอยรับเรื่องต่อเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า แต่ถึงอย่างไรก็เชื่อว่า AI ในการตอบแชทของ AIS จะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความแม่นยำมากขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS
บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS

ส่วนคำถามต่อมาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อ AI ตอบแชทมาแล้ว จะทำให้เกิดการจ้างแรงงานคนน้อยลงไหม?

เรื่องนี้ AIS บอกอย่างชัดเจนว่า ถึงที่สุดแล้ว ระบบอัตโนมัติจะมาทดแทนแรงงานคนในส่วนนี้อย่างแน่นอน แต่แรงงานคนไม่ได้หายไปไหน เพราะสิ่งที่ AIS ทำ คือการพัฒนาทักษะแรงงานคนให้สูงขึ้น เพื่อไปทำงานอื่นที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS
บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management ของ AIS

แต่งานบางชนิด หุ่นยนต์ก็ทดแทนไม่ได้

งาน Contact Center หรือที่เราเรียกกันว่า Call Canter ถือเป็นหนึ่งในงานที่ต้องแก้ปัญหาให้กับลูกค้า รวมถึงต้องช่วยเหลือลูกค้าอยู่เสมอ

AIS บอกว่าแม้โดยภาพรวมแล้ว ระบบอัตโนมัติอาจมาทดแทนได้ แต่งานบางส่วนก็ไม่สามารถใช้หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติได้ และยังจำเป็นต้องการแรงงานคนที่มี “หัวใจ” บริการในส่วนนี้อยู่ นั่นก็คือ การตั้งทีมขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ใช้งานกลุ่มสูงอายุที่ต้องการตามโลกแห่งความไฮเทค แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ยังคงต้องการแรงงานคนมาช่วยในส่วนนี้อยู่

ทึมของ Contact Center ของ AIS ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกลุ่มผู้สูงวัยไฮเทคได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ใครที่สนใจอ่านบทความของ Brand Inside ที่เคยสัมภาษณ์หนึ่งในทีมงาน เจาะใจพนักงาน AIS Contact Center กว่าจะมาเป็น Angel Team นางฟ้าผู้ช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มสูงวัยไฮเทค

งาน AIS 360
งาน AIS 360

การดูแลลูกค้าต้อง 360 ครบทุกมิติชีวิต

นอกจากส่วนงานบริการแล้ว ในส่วนงานดูแลลูกค้า AIS บอกว่า ปีนี้ก็ทุ่มงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อมัดใจลูกค้า โดยงบนี้จะแบ่งเป็น 50% แรกนำไปจัดการกับเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหลาย ส่วนอีก 50% จะแบ่งไปจัดการส่วนงานดูแลลูกค้าด้วยสิทธิพิเศษมากมาย

AIS บอกว่า สิทธิพิเศษที่ลูกค้าได้รับจะเน้นแบบ 360 องศา คือครอบคลุมในทุกมิติชีวิต ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน แต่ถ้าให้แบ่งตามประเภท ก็ต้องบอกว่า “เรื่องการกิน” เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด เพราะการกินถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนไทย

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากสถิติการใช้สิทธิพิเศษของลูกค้า พบว่า มีการใช้ในเรื่องการกินสูงที่สุดอยู่ที่ประมาณ 60 – 70% รองลงมาเป็นความบันเทิง เช่น ส่วนลดชมภาพยนตร์ หรือเที่ยวสวนสัตว์ 15% ตามมาด้วยการช้อปปิ้ง 10% และอื่นๆ อีก 5-8% ดังนั้นในปีนี้ AIS จึงจะขยายร้านค้าอาหารที่มีสิทธิพิเศษกับ AIS จาก 25,000 เป็น 28,000 เพื่อความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

งาน AIS 360
งาน AIS 360

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-360-ai-full-service-digitization/

3 ทักษะที่เจ้านายและพนักงานต้องรู้ เพื่อปรับตัวอยู่รอด ในยุคที่หุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงาน

กระแสหุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานไม่ใช่เรื่องใหม่ บริษัทที่ปรึกษาอย่าง McKinsey บอกไว้นานแล้วว่า ในปี 2030 หุ่นยนต์จะทำให้คนไทยตกงานประมาณ 6 ล้านคน ส่วนในระดับโลกคาดว่าจะตกงานถึง 800 ล้านคน

แน่นอนว่า ข้อมูลด้านบนนี้ อาจมีข้อถกเถียงได้ว่า แม้หุ่นยนต์เข้ามา คนจะตกงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่หุ่นยนต์เข้ามา ก็สร้างรูปแบบงานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

  • อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้จะไม่เข้าไปปะทะกับข้อถกเถียงดังกล่าว แต่จะเสนอว่า ไม่ว่ามุมมองของคุณต่อเรื่องงานในอนาคต (Future of Work) จะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราน่าจะเห็นตรงกันแน่คือ “ทักษะงาน” ในอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไป ส่วนจะมีทักษะอะไรบ้าง เราอ้างอิงงานวิจัยของ Microsoft มาให้ได้อ่านกันแล้วด้านล่างนี้
พนักงานออฟฟิศ งาน พนักงาน Work
พนักงานออฟฟิศ Photo: Shutterstock

จากรายงานการศึกษาล่าสุดของ Microsoft ร่วมกับ International Data Corporation โดยเข้าไปศึกษาบริษัทในเอเชียแปซิฟิก พบว่า มีบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการทางธุรกิจเพียง 41% เท่านั้น (ไม่ถึงครึ่ง) พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

Ralph Haupter ประธานของ Microsoft ในเอเชีย บอกว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ทำให้บริษัทในเอเชียแปซิฟิกปรับตัวช้าคือ “การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ”

  • ตรงนี้สำคัญ คำว่าขาดแคลนทักษะที่มีแรงงาน ปกติเรามักจะใช้กันในความหมายที่เอาไว้บอกคนในระดับลูกจ้างหรือพนักงานทั่วไป แต่งานศึกษาในครั้งนี้บอกชัดว่า ไม่ใช่แค่ลูกจ้างหรือพนักงานเท่านั้น เพราะคนในระดับหัว หรือเจ้านายก็ต้องปรับตัวให้อยู่รอดด้วยเช่นกัน

3 ทักษะที่จำเป็นต่องานในอนาคต อ้างอิงโดย Microsoft

ทักษะที่ 1 คือ ทักษะดิจิทัล (Digital skills)

ทักษะดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี หรืออินเทอร์เน็ตเท่านั้น เพราะทักษะดิจิทัลมีมิติที่ลุ่มลึก เช่น การเข้าใจและรู้เท่าทันถึงความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และอินเทอร์เน็ต หรือถ้ามองในภาพของบริษัท ทักษะดิจิทัลก็หมายถึงการใช้ดิจิทัลเพื่อมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรด้วย

ทักษะที่ 2 คือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Analytical abilities)

ทักษะในการคิดและวิเคราะห์จะยิ่งทวีคูณความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่หุ่นยนต์สามารถทำงานอัตโนมัติแทนแรงงานมนุษย์ได้อย่าง(เกือบ)สมบูรณ์ เหตุผลเพราะความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรียกร้องความสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาสูงมาก หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้(อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้) แรงงานมนุษย์ยังทำได้ดีกว่า ดังนั้นจึงต้องปรับตัวและเพิ่มพูนทักษะในส่วนนี้

ทักษะที่ 3 คือ ความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous learning capabilities)

หลายคนอาจเรียกทักษะนี้ว่า “ความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต” เพราะในโลกยุคใหม่ความรู้ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือในห้องสมุด แต่ความรู้อยู่ทั่วไปหมดทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ และที่สำคัญความรู้ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างดี ในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจสำคัญน้อยลงหรือไม่สำคัญในตลาดแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นทักษะในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงสำคัญและจำเป็นมาก

สำคัญ: จงพาตัวเองไปรายล้อมกับเพื่อนพนักงานที่อยากเพิ่มพูนทักษะอยู่เสมอ

Kevin Wo กรรมการผู้จัดการของ Microsoft ในสิงคโปร์ บอกว่า ทักษะ 3 ข้อที่เสนอในรายงาน เน้นไปที่เจ้านายมากกว่าลูกน้อง เพราะเจ้านายเป็นส่วนสำคัญในการวางทิศทางขับเคลื่อนองค์กร

ส่วนในระดับพนักงาน เสนอว่า สิ่งที่ควรมีคือความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่ควรทำต่อมาคือ จงพาตัวเองไปรายล้อมอยู่กับเพื่อนพนักงานที่อยากเพิ่มทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ จงหากลุ่มเพื่อนพนักงานที่มีความคิดอยากพัฒนาหรือเปลี่ยนแลงไปในทางที่ดีขึ้น แล้วทำร่วมกัน และผลสุดท้ายจะทำให้บริษัทเกิดความคิดและวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่อยากเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ข้อมูล – CNBC [1][2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/3-skills-for-tomorrow/