คลังเก็บป้ายกำกับ: นักพัฒนา

นักพัฒนาแอพบน iOS ยื่นฟ้องแอปเปิ้ล ประเด็น “ผูกขาดทางการค้า”

นักพัฒนาแอพบน iOS สองรายยื่นฟ้อง Apple พร้อมเรียกร้องการจัดการอย่างเร่งด่วน โดยกล่าวหาว่าทางแอปเปิ้ลใช้สิทธิ์ผูกขาดทางการค้าในตลาดสหรัฐฯ สำหรับการจำหน่ายแอพสำหรับ iOS ด้วยการกีดกันคู่แข่ง

แน่นอนว่าแอปเปิ้ลอนุญาตเฉพาะแอพสำหรับ iOS ที่จะติดตั้งบน iPhone และ iPad จาก App Store ของแอปเปิ้ลเองเท่านั้น พร้อมคิดค่านายหน้าจากยอดขายของนักพัฒนามาโดยตลอด สำหรับการยื่นฟ้องครั้งนี้ระบุเหตุผลว่า ค่านายหน้าของแอปเปิ้ลที่คิด 30 เปอร์เซ็นต์นั้น “แพงมากเกินไป”

นอกจากนี้ การคิดค่าสมาชิกรายปีกับนักพัฒนาแอพเป็นเงิน 99 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นเป็นการ “ตัดความสามารถอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” ในการหารายได้ของนักพัฒนาแอพ โดยนักพัฒนาทั้งสองนี้ยังระบุว่าเป็นเพราะแอพสโตร์เป็นแค่แหล่งเดียวที่สามารถจำหน่ายแอพบน iOS ได้ ทำให้ต้องลงไปแข่งกับแอพของเจ้าอื่นจำนวนมากกว่า 2 ล้านแอพ

พร้อมมองว่าถ้าแอปเปิ้ลไม่ได้ปิดกั้นคู่แข่งไม่ให้เข้าถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้ iOS แล้ว ก็จะมีสโตร์เจ้าอื่นที่สามารถวางจำหน่ายแอพได้มากขึ้น โดยเฉพาะสโตร์ที่จำเพาะกับแอพแต่ละประเภท สำหรับนักพัฒนาสองรายนี้เป็นผู้พัฒนาแอพเกี่ยวกับการเล่นกีฬาบาสเก็ตบอล และแอพตั้งชื่อเด็กทารก

ที่มา : Zdnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/ios-developers-sue-apple-app-store-is-a-monopoly/

โฆษณา

นักพัฒนาแอพบน iOS ยื่นฟ้องแอปเปิ้ล ประเด็น “ผูกขาดทางการค้า”

นักพัฒนาแอพบน iOS สองรายยื่นฟ้อง Apple พร้อมเรียกร้องการจัดการอย่างเร่งด่วน โดยกล่าวหาว่าทางแอปเปิ้ลใช้สิทธิ์ผูกขาดทางการค้าในตลาดสหรัฐฯ สำหรับการจำหน่ายแอพสำหรับ iOS ด้วยการกีดกันคู่แข่ง

แน่นอนว่าแอปเปิ้ลอนุญาตเฉพาะแอพสำหรับ iOS ที่จะติดตั้งบน iPhone และ iPad จาก App Store ของแอปเปิ้ลเองเท่านั้น พร้อมคิดค่านายหน้าจากยอดขายของนักพัฒนามาโดยตลอด สำหรับการยื่นฟ้องครั้งนี้ระบุเหตุผลว่า ค่านายหน้าของแอปเปิ้ลที่คิด 30 เปอร์เซ็นต์นั้น “แพงมากเกินไป”

นอกจากนี้ การคิดค่าสมาชิกรายปีกับนักพัฒนาแอพเป็นเงิน 99 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นเป็นการ “ตัดความสามารถอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” ในการหารายได้ของนักพัฒนาแอพ โดยนักพัฒนาทั้งสองนี้ยังระบุว่าเป็นเพราะแอพสโตร์เป็นแค่แหล่งเดียวที่สามารถจำหน่ายแอพบน iOS ได้ ทำให้ต้องลงไปแข่งกับแอพของเจ้าอื่นจำนวนมากกว่า 2 ล้านแอพ

พร้อมมองว่าถ้าแอปเปิ้ลไม่ได้ปิดกั้นคู่แข่งไม่ให้เข้าถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้ iOS แล้ว ก็จะมีสโตร์เจ้าอื่นที่สามารถวางจำหน่ายแอพได้มากขึ้น โดยเฉพาะสโตร์ที่จำเพาะกับแอพแต่ละประเภท สำหรับนักพัฒนาสองรายนี้เป็นผู้พัฒนาแอพเกี่ยวกับการเล่นกีฬาบาสเก็ตบอล และแอพตั้งชื่อเด็กทารก

ที่มา : Zdnet

from:http://www.enterpriseitpro.net/ios-developers-sue-apple-app-store-is-a-monopoly/

5 ทูลฟรี! ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของทั้งโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนา

งานเขียนโปรแกรมนับเป็นงานที่ใช้เวลาเป็นอย่างมาก จนทำให้บ่อยครั้งที่โปรแกรมเมอร์หลายคนเสียสมาธิขณะที่เขียนโค้ด ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนักเขียนหรือพัฒนาโปรแกรมดังกล่าว ย่อมเคยผ่านประสบการณ์ปั่นงานให้ทันเดดไลน์ ท่ามกลางอุปสรรคที่หลากหลายที่คอยขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงานช่วงเส้นตาย

แต่ปัจจุบัน มีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาโปรแกรม โดยทาง Technotification.com ได้รวมเอา 5 ทูลที่ดีที่สุด และโหลดมาใช้งานได้ฟรีดังต่อไปนี้

Clockify

เริ่มที่ Clockify เป็นซอฟต์แวร์ตรวจสอบเวลาที่ให้ใช้ฟรี ช่วยให้คุณตรวจสอบเวลาที่ใช้กับโปรเจ็กต์ที่แตกต่างกัน เพียงแค่ป้อนข้อมูลงานที่จะทำพร้อมกดเริ่มจับเวลา เมื่อคุณกลับมาหยุดตัวจับเวลาอีกครั้ง ก็จะมีการเพิ่มเวลาของการทำงานแต่ละอย่างที่เกี่ยวกับการเขียนโค้ดมารวมอยู่ในรายการเดียวกันให้แบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังแสดงข้อมูลเปรียบเทียบว่าตนเองมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน (ทั้งแบบต่อสัปดาห์, ต่อเดือน, และต่อปี) เช่นเดียวกับการคำนวณชั่วโมงการทำงานที่นำไปคิดเวลาจ้างงานได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีลักษณะเหมือนเกมที่ท้าทายความเร็วในการทำงานตามเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้าด้วย

Habitica

ทูลต่อมา Habitica ช่วยให้สร้างรายการงานประจำวัน งานที่ต้องทำ และกิจวัตรที่ต้องการ ซึ่งทูลนี้แตกต่างจากแอพทูดูลิสต์ทั่วไปตรงที่ ทำให้การตรวจสอบความคืบหน้าของงานต่างๆ สนุกมากขึ้นในรูปของเกม RPG ที่อัพเลเวลาได้ด้วยการทำงานไปเรื่อยๆ พร้อมสะสมสัตว์เลี้ยง เหรียญ และอุปกรณ์เพิ่มเพื่อจูงใจ

musicForPrograming

ทูลที่สาม musicForPrograming จากการทดลองของ Middle State Tennessee Universityพบว่าเพลงคลาสสิกช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น เว็บนี้จึงใช้เล่นเพลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเขียนโค้ดโดยเฉพาะ

The Silver Searcher

ทูลที่สี่ The Silver Searcher เป็นหนึ่งในทูลค้นหาข้อมูลในโค้ดที่ดีที่สุด มีชื่อเสียงตรงที่ความเร็ว รู้จักกันในชื่อย่อๆ ว่า Ag ทำงานเร็วกว่าฟีเจอร์อย่าง Ack มากถึง 34 เท่า

MantisBT

ทูลตัวสุดท้าย MantisBT เป็นระบบตรวจสอบบั๊กผ่านหน้าเว็บแบบโอเพ่นซอร์ส ถือเป็นทูลที่ทำงานข้ามแพลตฟอร์มที่ส่งข่าวอัพเดทให้ทีมงานทุกคนเกี่ยวกับการตรวจสอบปัญหาผ่านอีเมล์ โดยสามารถระบุประเภทและความร้ายแรงของแต่ละปัญหาได้

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-best-free-productivity-tools/

บทสรุปปัญหา 8 ประการที่ชาว DevOps กำลังเผชิญในปัจจุบันนี้

แนวทางแบบ DevOps ถูกนำมาใช้ในองค์กรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมๆ กับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งถ้าคุณเป็นผู้นำในองค์กรด้านไอทีแล้ว ย่อมหนีไม่พ้นการได้ยินเรื่องของ DevOps รวมถึงเคยทดลองใช้เทคนิคดังกล่าว

ซึ่งจากรายงานสถานการณ์นำ DevOps ไปใช้งานของ Interop ประจำปี 2018 พบแค่ 3% จาก 150 ผู้มีอำนาจตัดสินใจในกลุ่มธุรกิจไอทีที่ระบุว่าตัวเองไม่คุ้นเคยกับคำนี้เลย ขณะที่รายงานจาก Harvard Business Review ระบุว่าแม้จะมีการนำ DevOps ไปใช้ในองค์กรอย่างแพร่หลาย แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญด้วยเช่นกัน

โดยจากผู้อ่าน HBR จำนวน 654 ราย ต่างเห็นตรงกันว่า DevOps ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด (70%), ความสามารถในการผลิต (67%), การตอบโจทย์ลูกค้า (67%), นวัตกรรม (66%), คุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ (64%), ความพึงพอใจของพนักงาน (57%), และการลดต้นทุน (54%)

และยังรายงานถึงความขุ่นข้องหมองใจที่ผู้นำองค์กรไอทีเคยพบเจอระหว่างการนำแนวทาง DevOps มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการที่บริษัทยังไม่ตระหนักอย่างแท้จริงถึงประโยชน์ที่ได้รับ จนทำให้ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จในการใช้แนวทางนี้เมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยเฉพาะอุปสรรคด้านวัฒนธรรมองค์กร

ซึ่งโดยสรุปแล้วองค์กรต่างๆ มักเผชิญกับปัญหาใหญ่ระหว่างการนำ DevOps ไปใช้ 8 ประการดังต่อไปนี้

1. การนำไปใช้งานได้ช้า

สาเหตุสำคัญที่หลายบริษัทอยากเอา DevOps ไปใช้ก็เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานของตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนาซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด โดยกว่า 86% ของผู้รับการสำรวจต่างระบุว่าเห็นความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รวดเร็วมากขึ้น ขณะที่มีแค่ 10% ที่ระบุว่าตนเองประสบความสำเร็จตามเป้าหมายดังกล่าว จนมองว่า DevOps ไม่ได้ทำให้บริษัททำงานได้เร็วขึ้นตามที่ตั้งเป้าไว้ แม้จะทำให้เร็วขึ้นจริงก็ตาม

2. การไม่ได้ตามที่คาดหวัง

ขณะที่องค์กรที่นำ DevOps ไปใช้กว่า 10% รายงานว่าได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายด้าน แต่องค์กรส่วนใหญ่กลับระบุสิ่งที่ได้รับน้อยกว่ากลุ่มท็อป 10% นี้มาก ซึ่งสาเหตุมักมาจากความล่าช้าในการเปลี่ยนแปลงจนไม่ได้ผลเร็วตามที่คาดหวัง

3. การถูกตั้งความหวัง

จากการเปลี่ยนแปลงจากตัวผู้บริหารเองที่ดันตั้งความหวังจาก DevOps ไว้สูงเกินไป เช่น บางองค์กรได้กล่าวกับพนักงานว่า การนำ DevOps มาใช้จะต้องสามารถยกระดับนวัตกรรมและความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้ โดยมองข้ามการวัดผลพื้นฐานอย่างความสามารถในการผลิตหรือการลดต้นทุน

4. ความปลอดภัย

องค์กรทั้งหลายต่างรายงานอย่างต่อเนื่องว่า การที่ต้องคอยสร้างความมั่นใจทั้งด้านความปลอดภัยและการสอดคล้องตามกฎหมายนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

5. เรื่องของพรมแดน

การแบ่งฝักฝ่ายในองค์กรหรือ Siloโดยเฉพาะในองค์กรที่แยกทีมงานเพื่อทำเรื่องเฉพาะด้านออกจากกันอย่างชัดเจน กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ได้รับการสำรวจต่างระบุว่าการแบ่งแยกในองค์กรได้สกัดกั้นความเร็วในการพัฒนา

6. เทคโนโลยีที่ล้าสมัย

แม้จะเป็นอุปสรรคมากกว่าการแบ่งแยกฝักฝ่ายหรือ Silo เพียงเล็กน้อย แต่ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 49% ต่างระบุว่าการฝืนใช้เทคโนโลยีเก่าก็ถือเป็นปัญหาสำคัญต่อการหันมาใช้ DevOps เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้มักมาคู่กับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างคลาวด์คอมพิวติง, ออโตเมชั่น, หรือแม้แต่การทำคอนเทนเนอร์

7. ขาดการอบรม

มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ดังนั้นการจัดการเรื่องการอบรมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จากรายงานพบว่า 65% ของบริษัทส่วนใหญ่ต่างมีผู้บริหารที่เข้าใจเรื่องหลักการและความหมายของ DevOps อย่างถ่องแท้ ซึ่งพวกเขาต่างระบุว่าได้จัดให้มีการอบรม DevOps เชิงปฏิบัติอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการสอนงานแบบประกบใกล้ชิดกับทีมงานด้านผลิตภัณฑ์

8. การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

เป็นธรรมดาของทุกการเปลี่ยนแปลงบนโลกของคนที่ชอบความสงบสุข ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนมาใช้ DevOps และแนวโน้มการต่อต้านโดยรวมก็ยังไม่ดีขึ้นแม้จะมีการใช้ DevOps อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน จนทำให้ขั้นตอนการเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการเดิมๆ ที่เคยถูกปลูกฝังกันมานานกลายเป็นสิ่งที่ยากมากที่สุดในขั้นตอนการเปลี่ยนมาใช้ DevOps ซึ่งนอกจากการใช้เทคโนโลยีแล้ว ผู้บริหารยังจำเป็นต้องใช้จิตวิทยาให้เหมาะสมด้วย

ที่มา : InformationWeek

from:https://www.enterpriseitpro.net/8-challenges-devops-faces-today/

5 ทักษะด้านไอทีที่จำเป็น ช่วยทำให้คุณเป็นนักพัฒนาด้าน Blockchain ที่ดีได้

บล็อกเชน เป็นชุดข้อมูลถาวรที่มีการบันทึกเวลาประกอบ และถูกจัดการผ่านกลุ่มคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกัน ไม่ได้มีเครื่องไหนหรือองค์กรกลางใดเป็นเจ้าของข้อมูลดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ทำให้มีคุณสมบัติของการต้านทางการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยไม่ถูกต้อง และอำนวยความสะดวกในการแบ่งปัน

ข้อมูลที่อยู่ในรูปบล็อกเชนนี้ถือเป็นสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ละบล็อกข้อมูลจะได้รับการปกป้องและเชื่อมต่อกับบล็อกอื่นด้วยหลักการเข้ารหัส เช่น การร้อยเข้ากันเป็นลูกโซ่หรือ Chain เทคโนโลยีนี้เริ่มดังเป็นพลุแตกตั้งแต่ ซาโตชิ นากาโมโต้เอามาใช้เปิดตัวบิทคอยน์

แต่ปัจจุบันก็มีการใช้งานที่หลากหลายกว่าการทำเป็นเงินสกุลดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวตนทางดิจิตอล, ใช้ตรวจสอบซัพพลายเชน, ติดตามทรัพย์สินที่มีค่าอย่างเครื่องประดับ ฯลฯ จนยักษ์ใหญ่อย่าง IBM และซัมซุงกำลังพัฒนาบล็อกเชนให้เป็นนวัตกรรมใหม่ และคาดว่างานด้านนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 33 เท่า

สำหรับผู้ที่ตั้งมั่นจะเป็นนักพัฒนาบล็อกเชนนั้น ควรมีทักษะที่เกี่ยวข้อง 5 ประการดังต่อไปนี้ ได้แก่ ด้านโครงสร้างข้อมูล, ด้านระบบและเครือข่ายแบบกระจายหรือ Distributed, ด้านการเข้ารหัสหรือ Cryptography, ด้านเศรษฐศาสตร์คริปโตหรือ Cryptonomics เช่น Game Theory, และด้านระบบ Smart Contract

1. โครงสร้างข้อมูล

ถือเป็นสิ่งแรกที่ต้องเข้าใจอย่างถ่อแท้ เพราะบล็อกเชนนั้นมีลักษณะค่อนข้างซับซ้อน จากการที่ต้องกระจายข้อมูลบนเครือข่ายเพื่อทำซ้ำฐานข้อมูลจัดเก็บในรูปบล็อกด้วยการใช้เทคนิคเข้ารหัสชั้นสูงเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลยังรักษาความถูกต้องเวลาที่มีบล็อกข้อมูลใหม่เพิ่มเข้ามา ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างข้อมูลที่จำเป็นได้แก่ รายการเชื่อมต่อ (Linked List), ทรีสำหรับค้นหาแบบไบนารี, Hash Map, กราฟต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งควรเรียนรู้ภาษาโปรแกรมมิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยอย่างเช่น Python, Java, C++ เป็นต้น

2. ระบบและเครือข่ายแบบ Distribute

เนื่องจากเทคโนโลยีบล็อกเชนอาศัยการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์อยู่เบื้องหลังการทำงาน ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Distributed Ledger, เครือข่ายแบบ Perr-to-Peer, แผนผังเครือข่ายหรือ Topologies, และเรื่องเราท์ติ้งจึงสำคัญมากด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการบันทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องหรือ Byzantine fault-tolerant consensus

3. เทคโนโลยีเข้ารหัส หรือ Cryptography

เป็นรากฐานสำคัญของบล็อกเชน ตัวอย่างเช่นบิทคอยน์ที่ใช้การเข้ารหัสแบบ Public-key เพื่อสร้างลายเซ็นดิจิตอลและฟังก์ชั่นแฮช ดังนั้นถ้าต้องการเป็นนักพัฒนาด้านบล็อกเชนแล้ว ก็ควรมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์อย่างดีด้วย นอกจากนี้เรื่องของการเข้ารหัสยังรวมถึงการเข้ารหัสแบบยืนยันตน, การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล, ตัว Block Cipher, และ Hash Function ที่เป็นฟีเจอร์สำคัญของการเข้ารหัสในบล็อกเชน รวมทั้งยังควรศึกษาเกี่ยวกับ RSA (Rivest–Shamir–Adleman) และ ECDSA (elliptic curve cryptography) ด้วย

4. Cryptonomics

เนื่องจากสกุลเงินคริปโตทั้งหลายไม่ได้มีธนาคารกลางมาคอยตรวจสอบธุรกรรม ดังนั้น การที่จะสามารถตรวจเช็คการทำงานของบริษัทด้านคริปโตได้นั้น ก็จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องของเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ทฤษฎีเกม (Game Theory), การตีมูลค่าสกุลเงิน, และนโยบายด้านการคลังหลากหลายแบบที่เกี่ยวกับเงินคริปโต ซึ่งสามารถศึกษาได้จากหนังสืออย่าง The Business Blockchain: Promise, Practice and Application of the Next Internet Technology, Blockchain: Blueprint for the New Economyเป็นต้น

5. Smart Contract

เป็นโปรแกรมที่รันบนบล็อกเชนหลังจากที่ธุรกรรมสำเร็จแล้ว ซึ่งแม้ชื่อจะบอกว่าเป็นสัญญา แต่ก็ไม่ได้มีพิธีกรรมทางกฎหมายอะไรมาบังคับ หรือจำเป็นต้องให้ทนายความเข้ามาตรวจสอบเหมือนสัญญาจริง ตัวสัญญาอัจฉริยะนี้เป็นระบบที่รันแบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับความสามารถของตัวบล็อกเชน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีนักพัฒนาจำนวนน้อยมากที่เข้าใจหรือสามารถออดิทสมาร์ทคอนแทรกต์นี้ได้ ยิ่งสัญญาอัจฉริยะนี้มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนที่ทำงานด้านนี้ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการทำงานมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/how-to-become-a-blockchain-developer/

Apple ประกาศจัดงาน WWDC 2019 เตรียมเปิดตัว iOS 13 วันที่ 3-7 มิถุนายน นี้

Wwdc 2019 Coverได้รับการยืนยันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าทาง Apple จะจัดงาน WWDC 2019 ในวันที่ วันที่ 3-7 มิถุนายนนี้ โดยจัดขึ้นที่ McEnery Convention Center ในเมือง San Jose ในสหรัฐอเมริกา Apple ประกาศจัดงาน WWDC 2019 เตรียมเปิดตัว iOS 13 วันที่ 3-7 มิถุนายน นี้ “WWDC คืองานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Apple นักพัฒนาที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่นในการทำงานที่สุดหลายพันคนและวิศวกรของ Apple กว่าพันคนจะมารวมตัวกันเพื่อพบปะพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มด้านนวัตกรรมชิ้นล่าสุด” นักพัฒนาสามารถสมัครขอรับบัตรเข้างานได้ที่ เว็บไซต์ของ WWDC ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 มีนาคม เวลา 7.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ระบบจะสุ่มเลือกออกบัตรให้กับผู้เข้างาน พร้อมแจ้งสถานะการสมัครขอรับบัตรเข้างานให้นักพัฒนาได้ทราบภายในวันที่ 21 มีนาคม เวลา 7.00 น. ของวันถัดไปตามเวลาในประเทศไทย นักพัฒนาและผู้ที่ชื่นชอบ Apple จากทั่วโลกสามารถชมถ่ายทอดสดการประชุมผ่านทางแอพ WWDC app บน […]

from:https://www.iphonemod.net/wwdc-2019-june-3rd.html

ส่อง 5 ภาษาโปรแกรมมิ่งที่เกิดมาเพื่อพัฒนาแอพบนโมบายล์

ยุคนี้แอพบนมือถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับวงการไหนก็ตามต่างก็มีแอพบนสมาร์ทโฟนที่จำเป็นและช่วยอำนวยความสะดวกด้วยกันทั้งสิ้น จนเรียกว่าใครไม่ยอมตามเทรนด์ก็จะโดนทิ้งขว้างอยู่ข้างหลังอย่างใยดีเลยทีเดียว

ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสทองสำหรับโปรแกรมเมอร์ที่ต้องการก้าวเข้ามาตักตวงความสำเร็จจากโลกของการพัฒนาโมบายล์แอพ ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องมองหาภาษาเขียนโปรแกรมที่ต้องการเอาดีในสายอาชีพระยะยาว แต่ก่อนหน้านั้นสิ่งที่ต้องเลือกก่อนได้แก่ ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์พกพาที่ต้องการพัฒนาแอพ ที่ตอนนี้ก็มีเจ้าใหญ่อยู่แค่สองค่ายได้แก่ แอนดรอยด์ และ iOS

แต่ละโอเอสต่างก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งภาษาโปรแกรมมิ่งที่รองรับ, เฟรมเวิร์ก, และเครื่องมือที่ใช้พัฒนาแอพ แต่อย่างไรก็ดี มีภาษาโปรแกรมมิ่งยอดนิยมอยู่หลายตัวที่เหมาะกับการพัฒนาแอพไม่ว่าจะทำงานบนโอเอสค่ายไหนก็ตาม ที่ควรค่าแก่การพิจารณา ดังนี้

1. Java

เป็นภาษาที่มีอายุยาวนาน ใช้พัฒนาได้ทั้งบนแอนดรอยด์และ iOS (แม้อย่างหลังต้องใช้เฟรมเวิร์กพิเศษโดยเฉพาะ) แม้จะเก่าแต่ก็ยังได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมี IDE ยอดนิยมสำหรับพัฒนาแอพบนแอนดรอยด์มารองรับโดยเฉพาะอย่าง Android Studio และ Eclipse

2. Swift

พัฒนาขึ้นโดยแอปเปิ้ลเองเมื่อปี 2014 เพื่อพัฒนาแอพบนโอเอสของตนเองทั้งหลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับ Objective-C รวมทั้งแก้ไขปัญหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่เคยเกิดกับภาษาอื่นๆ ได้ด้วย ถือเป็นภาษาหัวใจของผู้ที่จะเอาดีบน iOS เลยทีเดียว

3. Kotlin

เป็นภาษาที่กูเกิ้ลประกาศว่าเป็นภาษาทางการสำหรับพัฒนาแอพบนแอนดรอยด์ตั้งแต่เมื่อปี 2017 นี้เอง ซึ่งก่อนหน้านี้ผ่านการพัฒนาปรับปรุงจนกระทั่งก้าวข้ามจุดบอดทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นกับภาษาจาวาเดิม รวมทั้งคอมไพล์กับทั้งจาวาสคริปต์และโค้ดบนเครื่องได้พร้อมกันบนสภาพแวดล้อมการทำงานหลักที่เรียกว่า Java Virtual Machine

4. JavaScript

แม้จะหน้าตาคล้ายภาษาจาวาหลัก และเคยถูกมองว่าเป็นภาษาสำหรับพัฒนาเว็บฝั่งฟร้อนเอนด์อย่างเดียวมาก่อน แต่ปัจจุบันเริ่มนิยมนำมาใช้พัฒนาแอพ จนถึงแบ๊กเอนด์เบื้องหลังเว็บไซต์อย่างตัว Node.js ด้วย ซึ่งภาษานี้สามารถพัฒนาแอพที่เป็นไฮบริดจ์ รันข้ามโอเอสกันได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น iOS, แอนดรอยด์, วินโดวส์, หรือแม้แต่ลีนุกซ์

5. Objective-C

เคยเป็นภาษายอดนิยมสำหรับชาวแอปเปิ้ลก่อนหน้าที่จะมี Swift แต่ถึงตอนนี้ก็ยังมีโปรแกรมมิ่งหลายคนใช้ภาษาเดิมนี้อยู่ ด้วยความเข้ากันได้กับการทำงานของทั้ง OS X และ iOS รวมไปถึง API ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ Cocoa และ Cocoa Touch อีกทั้งยังใกล้เคียงกับภาษาซีดั้งเดิมจนเรียกได้ว่าเป็นเอ็กซ์เทนชั่นของภาษาซีอย่างนึงได้ด้วย

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/programming-languages-for-mobile-apps/