คลังเก็บป้ายกำกับ: ธนาคารไทยพาณิชย์

SCB สินเชื่อเพื่อ “ผู้ค้าออนไลน์” เริ่มต้น 10,000 ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB เปิดให้บริการสินเชื่อเพื่อ “ผู้ค้าออนไลน์” โดยเป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เป็นสินเชื่อที่สำหรับผู้ค้าออนไลน์ที่มีการเดินบัญชีผ่านธนาคารไทยพาณิชย์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยวงเงินกู้รวมของสินเชื่อสำหรับ เมื่อรวมวงเงินอเนกประสงค์และวงเงินกู้ไม่มีหลักประกันอื่น ๆ ต้องไม่เกินข้อกำหนดในการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร

ข้อกำหนดและเงื่อนไขสินเชื่อ

  • บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อม ที่ใช้บริการเครื่องรูดบัตร (EDC) หรือรับชำระเงินผ่าน QR Code มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน และมีรายการเงินเข้า (Cash Inflow) ต่อเนื่องทุกเดือนในรอบ 3 เดือนล่าสุด
  • วงเงินสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 10,000 – 300,000 บาทต่อราย
  • ผ่อนชำระนานสูงสุด 18 เดือน
  • ค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อ 3% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
  • ค่าธรรมเนียมชำระเงินกู้ยืมคืนก่อนกำหนด 3% ของจำนวนเงินที่ชำระคืนก่อนกำหนด
  • ระยะเวลาในการสมัครตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563
  • เงื่อนไขและหลักเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ขั้นตอนในการสมัครสินเชื่อ

ค่าบริการในการสมัครสินเชื่อ

  • Front End Fee : ค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อ 3% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
  • ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่หน่วยงานภายนอกหรือบุคคลอื่น : ค่าใช้จ่ายในการชําระเงิน ชําระโดยหักบัญชีธนาคาร ไม่เรียกเก็บ
  • ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ 100 บาท/รอบบัญชี
  • ค่าธรรมเนียมการชําระหนี้คืนก่อนกําหนด (Prepayment Fee): กรณีที่ลูกค้าจะไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกําหนด ธนาคารจะเรียกเก็บอัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ของยอดเงินคงค้าง ณ วันที่ชําระคืนก่อนกําหนด

ข้อควรระวังหากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้

  • อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้ : ร้อยละ 27.75 ต่อปี ของยอดคงค้างทั้งหมด
  • ข้อติดตามทวงถามหนี้ 100 บาท/รอบบัญชี
  • กรณีที่ท่านไม่ชำระหนี้ กับธนาคาร ธนาคารมีสิทธิหักเงินจากบัญชีฝากทุกประเภท หรือเงินอื่นใดก็ตามที่มีอยู่กับธนาคาร เพื่อชำระหนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้
  • หากท่านผิดนัดชำระหนี้ ใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์หรือคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ธนาคารอาจจำเป็นต้อง บอกเลิกสัญญาและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ที่มา SCB(1), SCB(2)

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-apply-scb-easy-for-online-business

SCB EASY เตรียมหยุดให้บริการใน Android, iOS รุ่นเก่า และมือถือที่ผ่านการ Root, Jailbreak วันที่ 1 พฤษภาคมนี้

หลังจากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทย ได้ออกมาประกาศแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าแอป K PLUS จะไม่สามารถใช้งานบนมือถือ Android หรือ iOS เวอร์ชั่นเก่าได้ ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็เป็นอีกหนึ่งเจ้าที่ออกมาประกาศเตรียมหยุดให้บริการแอป SCB EASY ของพวกเขากับ Android และ iOS รุ่นเก่า นอกจากนี้ ยังรวมถึงมือถือที่ Root หรือ Jailbreak อีกด้วย

โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป แอป SCB EASY ของธนาคารไทยพาณิชย์ จะไม่สามารถใช้งานบนมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่นต่ำกว่า 6.0 และระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชั่นต่ำกว่า 10.3.4 ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการ และเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์นั่นเอง นอกจากนี้ หากใครที่ได้ทำการ Root หรือ Jailbreak สมาร์ทโฟนของตัวเอง ก็จะไม่สามารถเข้าใช้งานแอป SCB EASY ได้ด้วยเช่นกัน 

วิธีการตรวจสอบเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่

ระบบปฏิบัติการ iOS

  • เข้า Setting(การตั้งค่า) > เลือก General(ทั่วไป) > เลือก About(เกี่ยวกับ)


 

ระบบปฏิบัติการ Android

  • เข้า Setting (การตั้งค่า)> เลือก About Phone (เกี่ยวกับโทรศัพท์)

 


 

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากใครที่ได้ทำรายการคำสั่งโอนเงิน หรือชำระเงินไว้ล่วงหน้าในแอป SCB EASY ทางธนาคารก็จะดำเนินการตามรายการคำสั่งล่วงหน้าต่อไป จนกว่าจะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวผ่านแอป SCB EASY หรือวิธีการอื่นๆ ที่ธนาคารกำหนดไว้ครับ

สำหรับใครที่ใช้มือถือระบบปฏิบัติการที่ต่ำกว่า Android 6.0 หรือ iOS 10.3.4 อยู่ล่ะก็ ก็รีบเช็คเลยนะว่ามือถือที่เราใช้อยู่สามารถอัพเดทเป็นเวอร์ชั่นที่สูงกว่านี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็อาจจะต้องเล็งๆ หาซื้อมือถือใหม่ได้เลย ซึ่งเดี๋ยวนี้ จ่ายเงินไม่กี่พันบาท ก็ได้รุ่นที่สเปคดีๆ ลื่นๆ มาใช้งานกันแล้ว ส่วนใครที่ Root หรือ Jailbreak เครื่อง ก็ต้องไปยกเลิกก่อนนะ ไม่งั้นใช้งานแอป SCB EASY ไม่ได้

 

อ่านเพิ่มเติม: SCB EASY 

from:https://droidsans.com/smartphones-with-older-version-of-android-ios-cannot-get-access-to-scb-easy-starting-this-may/

SCB ออกมาตรการ “ดีจัง แบ่งชำระรายเดือน” ช่วยลูกค้าบัตรเครดิต ผ่อน 48 เดือน ดอกเบี้ย 12%

ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารที่ได้รับผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยมาตรการเสริม “ดีจัง แบ่งชำระรายเดือน” อัตราดอกเบี้ย 12% ระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน

อภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ภาพจากธนาคารไทยพาณิชย์

อภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารมีความห่วงใยลูกค้าที่ได้รับกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบัตรเครดิตมาแล้ว ได้แก่

  • มาตรการปรับลดอัตราผ่อนชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจากเดิม 10% เหลือ 5% ในปี 2563–2564 8% ในปี 2565 และปรับกลับมาเป็น 10% อีกครั้งในปี 2566 ซึ่งมีผลกับลูกค้าทุกคนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป โดยไม่ต้องติดต่อเพื่อขอปรับอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำกับทางธนาคาร
  • มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย นานสูงสุด 6 เดือน ซึ่งลูกค้าที่ต้องการใช้มาตรการความช่วยเหลือนี้ ต้องติดต่อธนาคารก่อน ทาง Call Center, แอปพลิเคชัน SCB Easy หรือสาขาของธนาคาร

ส่วนมาตรการล่าสุดที่ออกมาเพิ่ม คือมาตรการเสริมดีจัง แบ่งชำระรายเดือน ลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้ในระยะเวลา 48 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี ผ่านทางแอปพลิเคชัน SCB Easy ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2563 โดยแบ่งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม

ที่มา – ธนาคารไทยพาณิชย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-policy-help-credit-card-customer/

ไทยพาณิชย์เตรียมลุยตลาดเมียนมา ตั้งเป้าวงเงินสินเชื่อ 7 พันล้านบาทใน 5 ปีแรก

เมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยสูงกว่า 6-7% ต่อปี ทำให้นักลงทุนชาวไทยต่างให้ความสนใจ และใช้เมียนมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเพื่อป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดโลก

SCB Bank Thailand
ธนาคารไทยพาณิชย์ ภาพจาก Shutterstock

จากข้อได้เปรียบข้างต้นของเมียนมาทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์ มีความต้องการที่จะเข้าไปดำเนินกิจการธนาคารในเมียนมา ซึ่งในขณะนี้ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารลูก (Subsidiary Bank) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าในขณะนี้มีมูลค่าการลงทุนตรงจากประเทศไทย (FDI) ที่ลงทุนในเมียนมากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ลงทุนในเมียนมามากที่สุด รองจาก ประเทศจีน และประเทศสิงคโปร์เท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ด้วยมูลค่าการค้ากว่า 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.4 แสนล้านบาท

ที่ผ่านมาธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มให้บริการในเมียนมาผ่านสำนักงานผู้แทนธนาคารมาตั้งปี 2555 โดยหลังจากที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารลูกแล้ว ธนาคารไทยพาณิชย์วางแผนให้บริการอย่างครบวงจร ทั้งสินเชื่อ อัตราแลกเปลี่ยน ธุรกรรมการค้า และการบริหารเงินสด แก่นักลงทุนชาวไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนที่ให้ความสนใจใช้บริการกับธนาคารแล้วกว่า 100 ราย นอกจากนี้ยังวางแผนให้บริการสินเชื่อด้วยวงเงินกว่า 7,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินการ

ซึ่งการได้รับอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารลูกของธนาคารไทยพาณิชย์ในประเทศเมียนมา จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านบริการทางการเงินในกลุ่มประเทศ CLMV+2 ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน และสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังทำให้สามารถให้บริการได้เหมือนธนาคารในท้องถิ่นรายอื่นๆ โดยสามารถเปิดสาขาได้สูงสุดถึง 10 สาขา ซึ่งในอนาคตธนาคารไทยพาณิชย์วางแผนว่าจะให้บริการลูกค้าบุคคลชาวเมียนมาด้วยเช่นกัน

ที่มา – ธนาคารไทยพาณิชย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-expand-business-to-myanmar/

มาตรการของสถาบันการเงิน ช่วยเหลือและเยียวยาลูกหนี้ในช่วงที่โควิด-19 ยังระบาดและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญกับมรสุมรอบด้าน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ค่าเงินบาทแข็ง สงครามราคาน้ำมัน รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในอย่างความผันผวนของค่าเงินบาท การอนุมัติงบประมาณล่าช้า ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนอย่างมาก

สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ใช้บริการสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเพื่อธุรกิจระหว่างประเทศ และสินเชื่อเช่าซื้อ รวมถึงการช่วยเหลือพนักงานและลูกจ้างของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อบัตรเครดิต

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สรุปมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนี้

ธนาคารกรุงเทพ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/39dHA6m

ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารกรุงไทย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3adcflO

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3dm9OiC

ธนาคารยูโอบี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/2WCVIno

ธนาคารทิสโก้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/2wkYYZS

ธนาคารธนชาต

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3bnv8CN

ธนาคารออมสิน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/2wy2JuX

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรการเกษตร (ธ.ก.ส.)

ธนาคารเกียรตินาคิน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/33BzF1M

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

from:https://www.thumbsup.in.th/bank-of-thailand-debt

มาตรการของสถาบันการเงิน ช่วยเหลือและเยียวยาลูกหนี้ในช่วงที่โควิด-19 ยังระบาดและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญกับมรสุมรอบด้าน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ค่าเงินบาทแข็ง สงครามราคาน้ำมัน รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในอย่างความผันผวนของค่าเงินบาท การอนุมัติงบประมาณล่าช้า ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนอย่างมาก

สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ใช้บริการสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเพื่อธุรกิจระหว่างประเทศ และสินเชื่อเช่าซื้อ รวมถึงการช่วยเหลือพนักงานและลูกจ้างของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อบัตรเครดิต

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สรุปมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนี้

ธนาคารกรุงเทพ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/39dHA6m

ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารกรุงไทย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3adcflO

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3dm9OiC

ธนาคารยูโอบี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/2WCVIno

ธนาคารทิสโก้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/2wkYYZS

ธนาคารธนชาต

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3bnv8CN

ธนาคารออมสิน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/2wy2JuX

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรการเกษตร (ธ.ก.ส.)

ธนาคารเกียรตินาคิน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/33BzF1M

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

from:https://www.thumbsup.in.th/bank-of-thailand-to-help-debtors

SCB ปล่อยกู้ซอฟต์โลนให้ SME สู้ไวรัส วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท ดอกเบี้ย 2%

ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมโครงการปล่อยกู้สินเชื่อจากภาครัฐดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ตามนโยบายรัฐบาล ช่วยสนับสนุน SME ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19

แพ็กเกจซอฟต์โลนของ SCB ให้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาปล่อยกู้ไม่เกิน 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ยกเว้นค่าธรรมเนียมเงินกู้ 1% และยังเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินให้นาน 1 ปี

นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจ SME ธนาคารไทยพาณิชย์  กลาวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์คาดว่าจะมี SME เข้ามาขอซอฟต์โลนประมาณ 1,300 ราย เป็นวงเงินรวม 2-3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามสินเชื่อซอฟต์โลนครั้งนี้ไม่สามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้จากธนาคารอื่น (รีไฟแนนซ์)

ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์ https://scbsme.scb.co.th

ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก่อนแล้ว เช่น พักชำระเงินต้น 6 เดือน-1 ปี หรือขยายระยะเวลาวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-soft-loan-covid-sme/

ไม่ต้องไปสาขา! ลูกค้าใหม่เปิดบัญชีเงินฝาก SCB ได้ง่ายๆ เพียงแค่ยืนยันตัวตนผ่าน 7-Eleven

ลูกค้าใหม่ของ SCB ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเปิดบัญชีที่สาขาแล้ว เพียงแค่ไปยืนยันตัวตนผ่าน 7-Eleven และเปิดบัญชีธนาคารผ่าน SCB EASY ได้เลย โดยธนาคารหวังต่อยอดบริการด้านอื่นๆ ในอนาคต

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ร่วมกับ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ได้เปิดตัวให้บริการ “ยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส” ในเซเว่นอีเลฟเว่น โดยนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาใช้ สำหรับลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการของไทยพาณิชย์มาก่อน เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุดบัญชีของธนาคารได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมา SCB ได้ให้บริการ การฝาก-ถอน แบบดิจิทัล คือ การฝาก-ถอน เงินสดจากบัญชีเงินฝากด้วย QR Code ในแอพพลิเคชั่น SCB Easy ช่วยลูกค้าที่ต้องการทำธุรกรรมเงินสดหลังเวลาทำการปกติ เข้าถึงบริการของธนาคารได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง และรวมไปถึงบริการฝากถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสด้วย

บริการเปิดบัญชีเงินฝากของ SCB โดยการยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั้ง 2 ฝ่ายมองว่าสามารถตอบโจทย์และรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าให้มีความคล่องตัว เข้าถึงธนาคารได้ง่ายขึ้นด้วยจุดบริการลูกค้าผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ลดข้อจำกัดของสาขาธนาคารลง

สำหรับขั้นตอนการยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นของ SCB เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุดสำหรับลูกค้าใหม่ ขั้นตอนประกอบไปด้วย

  1. แจ้งพนักงานและเสียบบัตรประชาชนที่เครื่อง EDC
  2. ถ่ายภาพเพื่อยืนยันตัวตน
  3. กดเบอร์โทรศัพท์และรหัสส่วนตัว
  4. ยอมรับเงื่อนไขและกดยืนยัน
  5. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SCB EASY กรอกข้อมูลตามขั้นตอน เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด

ในปี 2562 ที่ผ่านมามีผู้ใช้งานบริการฝากถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสอยู่ประมาณ 250,000 ราย ในส่วนของปริมาณการฝากถอนอยู่ที่ 31,875 ล้านบาท แบ่งเป็นการฝากเงินจำนวน 31,776 ล้านบาท ถอนจำนวน 99.46 ล้านบาท เฉลี่ยปริมาณธุรกรรมฝากถอนต่อวันอยู่ที่ 185.3 ล้านบาท 

SCB คาดว่าหลังเปิดให้บริการจะสามารถขยายฐานเพิ่มลูกค้าใหม่ของธนาคารจากช่องทางนี้ได้กว่า 1 ล้านราย นอกภายในสิ้นปี เนื่องจากธนาคารมองว่ายังมีประชาชนไทยที่ยังไม่มีบัญชีเงินฝากอีกมาก นอกจากนี้ธนาคารเองยังคาดว่าเมื่อลูกค้าใหม่ของธนาคารเปิดบัญชีเงินฝากแล้วจะต่อยอดใช้บริการอื่นๆ ของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็น การสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต กองทุนรวม ประกันชีวิต ผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-scb-customer-can-verify-yourself-at-7-eleven-to-open-new-scb-account-no-more-to-go-branches-anymore/

เจาะลึกยุทธศาสตร์การตั้งบริษัท SCB 10X การจัดทัพดิจิทัลครั้งใหม่ของ SCB

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการธนาคารไทยช่วงต้นปี 2020 เริ่มจาก ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศตั้งบริษัทลูก SCB 10X เพื่อรวบหน่วยงานด้านดิจิทัลทั้งหมดของตัวเองมาไว้ที่เดียวกัน และตั้ง อารักษ์ สุธีวงศ์ หนึ่งใน 3 ผู้จัดการใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ มานั่งเป็นซีอีโอของ SCB 10X ควบอีกตำแหน่ง

ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

SCB 10X การจัดทัพใหม่ของ SCB เพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล

หากย้อนดูความเคลื่อนไหวของ SCB ในรอบ 2-3 ปีผ่านมา จะเห็นว่ามีโครงการด้านดิจิทัล-นวัตกรรมหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่การตั้งบริษัทลูก Digital Ventures (DV) ช่วงปี 2016 เพื่อทำงานด้านสตาร์ตอัพ (accelerator) และการลงทุน (venture capital) ตามด้วยบริษัทลูกแห่งที่สอง SCB Abacus ที่ทำเรื่อง Big Data และ AI ในปี 2017

จากนั้นในปี 2018 ก็เปิดตัว SCB 10X ที่มีสถานะเป็นฝ่ายใหม่ของธนาคาร (ไม่ได้เป็นบริษัทลูก) ที่เน้นทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่าง Digital Lending โดยเป็นทีมที่แยกจาก DV และ Abacus

จะเห็นว่าแนวทางของ SCB ที่ผ่านมาดูค่อนข้างกระจัดกระจาย และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ประกาศรอบล่าสุดที่แยก SCB 10X เป็นบริษัทลูก แล้วโยกการถือหุ้นของ SCB DV และ SCB Abacus มาอยู่ใต้ SCB 10X แทนธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นโดยตรง จึงเปรียบเสมือน “การจัดทัพใหม่” ของธนาคารต้อนรับปี 2020

ความจริงจังของการตั้ง SCB 10X เป็นกิจลักษณะครั้งนี้ สะท้อนจากการส่ง “อารักษ์” ในฐานะ 1 ใน 3 ผู้จัดการใหญ่ของแบงค์ และมีประสบการณ์ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีในต่างประเทศ (อารักษ์เคยทำงานในบริษัทผลิตชิป Qualcomm ที่สหรัฐอเมริกา) มานั่งเป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการ SCB 10X เพื่อเตรียมพร้อมลุยศึกในอนาคต ที่เทคโนโลยีจะเป็นแกนกลางสำคัญ

โครงสร้างความสัมพันธ์ของ SCB, SCB 10X และบริษัทในเครือ รวมถึงบริษัทที่เข้าไปลงทุนด้วย

เรียนรู้จากความผิดพลาด นวัตกรรมเกิดไม่ได้ใต้โครงสร้างแบงค์เดิมๆ

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว SCB 10X เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Brand Inside มีโอกาสพูดคุยกับทั้ง อารักษ์ สุธีวงศ์ ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพดิจิทัลของ SCB และ ธนา เธียรอัจฉริยะ แม่ทัพฝ่ายการตลาดของ SCB ซึ่งเคยเป็นหัวหอกด้านดิจิทัลมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง SCB DV ก่อนผันตัวเองไปดูแลด้านการตลาดเพียงอย่างเดียว

SCB เลือกแถลงข่าวเปิดตัว SCB 10X ที่ตึกเก่าของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเคยใช้สำนักงานใหญ่แห่งแรกของธนาคารเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน โดยธนากล่าวในงานว่า “ทุกครั้งที่ธนาคารมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ก็มักย้อนกลับมาที่อดีตสำนักงานใหญ่แห่งนี้” แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของ SCB ต่อ 10X เป็นอย่างดี

ธนา เล่าว่าการจัดทัพใหม่ของ SCB 10X ครั้งนี้เป็นการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นับจากการก่อตั้ง Digital Ventures ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าโครงการคนแรก

ในการนำเสนอของ ดร.อารักษ์ ยอมรับว่า SCB ล้มเหลวหลายเรื่อง แต่ก็เรียนรู้จากมัน

บทเรียนสำคัญอย่างแรกที่ SCB เรียนรู้คือ อย่าพยายามนำธุรกิจใหม่ๆ ไปอยู่ใต้โครงสร้างของแบงค์ เพราะธรรมชาติของธุรกิจเป็นคนละชนิดกัน รูปแบบธุรกิจของแบงค์เน้นการสร้างรายได้ สร้างกำไร จากธุรกิจเดิมที่สืบทอดกันมายาวนาน ในขณะที่งานเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ เน้นการลองผิดลองถูกเพื่อหาโมเดลที่ใช้ก่อน จากนั้นค่อยสเกลธุรกิจขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น exponential growth ซึ่งไม่มีทางทำกำไรได้เลยในช่วงแรกๆ

ดังนั้น การสร้างบริษัทนวัตกรรมภายใต้โครงสร้างของแบงค์แบบเดิมๆ จึงเกิดได้ยาก เพราะคนของแบงค์มีวิธีคิด มีกระบวนการทำงานที่ต่างจากสตาร์ตอัพรุ่นใหม่มาก งานแบงค์ไม่สามารถทำผิดพลาดได้ ในขณะที่สตาร์ตอัพเน้นล้มให้เร็ว (fail fast) เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรที่ไม่เวิร์ค ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ล่าสุด SCB จึงตัดสินใจแยก SCB 10X ออกมาอย่างเป็นเอกเทศ

สเกลเป็นเรื่องสำคัญ จาก VC ขยายสู่ Venture Builder

บทเรียนที่สองที่ SCB เรียนรู้จากยุค Digital Ventures ช่วงแรกๆ คือ งานที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ (impact) ต้องมีสเกลที่ใหญ่พอ

ยุคแรกๆ ของ Digital Ventures หันไปสนใจเรื่องการปั้นสตาร์ตอัพโดยเริ่มจากศูนย์ ลงทุนทำโครงการ accelerator โดยธนาคารเข้าไปช่วยถือหุ้นเล็กน้อย แต่ก็เรียนรู้ว่าวิธีการนี้ไม่เวิร์ค เพราะธนาคารถือหุ้นเพียงนิดเดียว ไม่มีแรงจูงใจไปช่วยปั้นธุรกิจมากนัก

ในขณะที่บริษัทลูกของธนาคารกลับดูไปได้สวยกว่า ทั้ง SCB DV ยุคใหม่ภายใต้การนำของ อรพงศ์ เทียนเงิน อดีตกรรมการผู้จัดการ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ที่เปลี่ยนโฟกัสมาที่การสร้างผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีบล็อคเชน เน้นกลุ่มลูกค้าด้านการจัดซื้อจัดจ้าง (SCB จับมือ SCG พัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างผ่าน Blockchain) และ SCB Abacus ที่ได้ สุทธาภา อมรวิวัฒน์ มาคุมทีม ซึ่งเริ่มมีผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อดิจิทัลกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ร่วมกับพาร์ทเนอร์หลายราย

อรพงศ์ เทียนเงิน อดีตผู้จัดการใหญ่ SCB ที่ย้ายตัวเองมาเป็นซีอีโอของ Digital Ventures เต็มตัว

อารักษ์ บอกว่าสิ่งที่ธนาคารเรียนรู้คือธุรกิจที่ไปได้ อาจไม่ใช่สตาร์ตอัพรายเล็กๆ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่เป็นธุรกิจที่สร้างโดย “มืออาชีพ” อย่างอรพงศ์หรือสุทธาภา ที่มีประสบการณ์ มีคอนเนคชันเพียบพร้อม เมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคาร ก็สามารถเดินหน้าสร้างธุรกิจใหม่ๆ ได้ทันที

กรณีของอรพงศ์ ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะเขาเคยนั่งในตำแหน่งใหญ่ๆ ของแบงค์มาแล้ว ทั้งการเป็นบอร์ดและเป็นผู้จัดการใหญ่ของ SCB แต่ก็ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งที่มั่นคงมีหน้ามีตา หันมาขับเรือเล็กอย่าง SCB DV เต็มตัว เนื่องจาก “เห็นโอกาส” ที่จะสร้างธุรกิจใหม่นั่นเอง

สุทธาภา อมรวิวัฒน์ อดีตผู้บริหาร SCB ที่ย้ายมาเป็นซีอีโอของ SCB Abacus

นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ SCB 10X ในยุคของ “อารักษ์” หันมาเน้นเรื่องการทำ Venture Builder หรือการช่วยสร้างธุรกิจไปด้วยกัน (ธนา ให้คำนิยาม Venture Builder เป็นภาษาไทยว่า “ลงทุนร่วมสร้าง เคียงข้างร่วมฝัน”) โดยธนาคารจะถือหุ้นในสัดส่วนที่สูง (60-80%) ซึ่งโมเดลแตกต่างจากการลงทุนแบบ VC ที่เข้าไปถือหุ้นเสียงส่วนน้อย

แนวคิดของ Venture Builder คือหาผู้บริหารที่มีไอเดียและประสบการณ์เข้ามาก่อตั้งธุรกิจร่วมกัน โดยธนาคารจะช่วยสนับสนุนทั้งในด้านเทคนิค (หาทีมโปรแกรมเมอร์มาสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ) และด้านธุรกิจ (บัญชี ภาษี ทรัพยากรบุคคล) เมื่อสร้างผลิตภัณฑ์และหาลูกค้าได้ในระดับหนึ่งแล้วก็จะ spin off ออกมาเป็นบริษัทลูก จากนั้นจะออกไประดมทุนจาก VC ข้างนอกในระยะถัดไป

งานด้าน Venture Builder จะได้ กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร อดีตหัวหน้าทีมของ SCB 10X และคอลัมนิสต์ชื่อดังเจ้าของเพจ “8 บรรทัดครึ่ง” มาดูแลโดยตรง

3 ผู้บริหารของ SCB 10X ยุคใหม่ จากซ้าย นางปิติพร พนาภัทร์ Chief Business Development and Financial Officer, นางมุขยา พานิช
Chief Venture and Investment Officer, นายกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Head of Venture Builder

เตรียมปั้นบริษัทเพิ่ม ดึงผู้บริหารคนไทยมาร่วมสร้างธุรกิจ

ตอนนี้ทั้ง DV และ Abacus ถือว่าเติบโตพอสมควรแล้ว ขั้นถัดไปคือจะเริ่มออกไประดมทุนจาก VC ทั่วโลกในปี 2020 นี้

นอกจากนี้ SCB 10X ยังประกาศตั้งบริษัทลูกแห่งที่สามคือ Monix (อ่านว่า มันนิกซ์) โดยเป็นการร่วมทุน (joint venture) กับบริษัท Abakus Group จากประเทศจีน เพื่อนำเทคโนโลยีด้าน Digital Lending มาทำตลาดในประเทศไทยและอาเซียน ส่วนผู้บริหารจะเป็น ถิรนันท์ อรุณวัฒนกูล อดีตหัวหน้าทีม SCB 10X อีกคนหนึ่ง มานั่งเป็นซีโอโอ เริ่มปั้นธุรกิจเพื่อเดินตามรอยของ DV และ Abacus ต่อไป

อารักษ์ บอกว่าต้องการผลิตซ้ำโมเดลของ DV และ Abacus โดยเขามองว่ามีคนไทยเก่งๆ จำนวนมากทำงานอยู่ในองค์กรข้ามชาติ คนเหล่านี้อาจไม่พร้อมเสี่ยงลงมาทำสตาร์ตอัพเต็มตัว เพราะเริ่มมีครอบครัวต้องดูแล แต่ถ้าเป็นโมเดลการสร้างธุรกิจร่วมกับธนาคาร ธนาคารค้ำประกันความเสี่ยงให้จากการถือหุ้น มีผลตอบแทนที่ดีมากพอ และมีโอกาสทำเงินได้จากหุ้นของบริษัทในอนาคต ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนกลุ่มนี้ ถือเป็นทางออกตรงกลางระหว่างการออกมาเปิดสตาร์ตอัพเอง กับการเป็นลูกจ้างทั่วไป

ยุทธศาสตร์ 3 ด้านของ SCB 10X

ยังไม่ทิ้งงานด้านลงทุน-หาพาร์ทเนอร์

นอกจากงานด้าน Venture Builder แล้ว SCB 10X ยังไม่ทิ้งงานด้านการลงทุนในสตาร์ตอัพที่ทำมาตั้งแต่ยุค DV โดยมีพอร์ตโฟลิโอที่เข้าไปลงทุนใน Ripple, 1QBit, Go-jek และกองทุนด้านฟินเทคทั่วโลกอยู่แล้ว แต่จะปรับตัวด้วยการดึงเอา นางมุขยา พานิช ที่มีประสบการณ์ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีต่างประเทศ (เคยเป็น Portfolio Manager ให้กับ Pictet Asset Management ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์) มานั่งเป็น Chief Venture and Investment Officer

SCB 10X ยังได้ นางปิติพร พนาภัทร์ รองผู้จัดการใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เคยดูแลงานด้านพาร์ทเนอร์ชิป และสายงานด้านบัตรเครดิต ข้ามจากแบงค์มาเป็น Chief Business Development and Financial Officer ดูแลด้านพาร์ทเนอร์ มองหาโอกาสร่วมทำธุรกิจกับพาร์ทเนอร์หน้าใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ซีอีโอของธนาคารไทยพาณิชย์ และประธานกรรมการของ SCB 10X ได้ยกตัวอย่างโมเดลที่ SCB อยากเป็นคือบริษัทประกันภัยผิงอัน (Ping An) ของประเทศจีน ที่ธุรกิจประกันภัยเดิมก็ยังทำต่อไป แต่ในอีกด้านก็หันไปทำบริษัทใหม่ๆ อย่าง Lufax หรือ Good Doctor ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละบริษัทก็ประสบความสำเร็จในธุรกิจของตัวเองเช่นกัน

ภาพรวมของ SCB 10X ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน “วิวัฒนาการ” รอบที่สองของ SCB ที่ลองผิดลองถูกและมีประสบการณ์กับโลกดิจิทัลมาแล้วในระดับหนึ่ง เริ่มที่จะรู้ว่าควรต้องสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาอย่างไร ภายใต้โครงสร้างของระบบธนาคารเดิม

เมื่อ SCB 10X จัดทัพได้เข้าที่และลงตัวแล้ว ความฝันของ SCB 10X คือการพาธุรกิจในเครือพุ่งทะยานแบบ Exponential Growth หรือโต 10 เท่า “10X” แบบชื่อที่ตั้งไว้นั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-10x-strategy/

SCB จับมือ J.I.B. ตอบโจทย์ลูกค้าดิจิทัลผ่าน SCB Easy Mall ครบเครื่องเรื่องช้อปออนไลน์ด้วย PayWise

ผู้บริโภคยุคใหม่เน้นการบริการที่ตอบสนองรวดเร็วทันใจมากขึ้น เพราะความต้องการของคนยุคนี้สำเร็จได้แค่ปลายนิ้วคลิก ธนาคารไทยพาณิชย์จึงพัฒนาแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ Easy Mall บนแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อตอบสนองโมเมนต์ Now ของลูกค้าให้ชอปปิ้งได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุด จับมือกับพันธมิตร บริษัท เจ.ไอ.บี คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (J.I.B.) ด้วย

สีหนาท ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Payment Product Solution and Management ธนาคารไทยพาณิชย์ (ซ้าย) สมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ. ไอ. บี คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (ขวา) ภาพจาก SCB

J.I.B. ถือเป็นผู้จัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีชั้นนำของไทย ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีความเชี่ยวชาญและชำนาญในเรื่องธุรกิจ E-Commerce 

ปี 2018 ที่ผ่านมา J.I.B. ทำรายได้สูงมากว่า 9,000 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 700 – 800 กว่าล้านบาท มี 150 สาขาทั่วไทย เปิดบริการออนไลน์ 24 ชั่วโมง ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งและสั่งซื้อออนไลน์และได้รับสินค้าเร็วที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง

สีหนาท ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Payment Product Solution and Management ธนาคารไทยพาณิชย์ ภาพจาก SCB

สีหนาท ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Payment Product Solution and Management ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่าแอปพลิเคชัน SCB EASY พยายามรักษาฐานลูกค้าที่ปัจจุบันทะลุ 10 ล้านราย รวมถึงการต่อยอดสร้างประสบการณ์ด้านการชำระเงิน ให้สามารถเข้าซื้อสินค้าผ่าน SCB EASY ได้แบบเรียลไทม์ผ่านฟีเจอร์น้องใหม่ Easy Mall 

นอกจากนี้ SCB ยังเปิดตัวระบบชำระเงินออนไลน์ที่เรียกว่า SCB PayWise ที่จะเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างร้านค้าและลูกค้าให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ด้วย ระบบการชำระเงินนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตัดเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สามารถ ชำระผ่านทางบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน หรือจะผ่อนชำระได้ทั้งบัตรเครดิต และบัตร Speedy Cash ของไทยพาณิชย์ได้อีกด้วย สำหรับช่วงเปิดตัวนี้ สินค้าส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ ตลอด 24 ชั่วโมง

สมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ภาพจาก SCB

ขณะที่สมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า J.I.B. ผลิตสินค้าไอทีเพื่อตอบสนองลูกค้า สินค้าหลักคือโน๊ตบุค เครื่องประกอบ ที่มีทั้งลูกค้าที่เป็นสายเกม และคนทำงานที่มีอาชีพหลักที่ต้องใช้อุปกรณ์ไอทีสเปคสูง เช่น งานตัดต่อ งานเขียนแบบ อุปกรณ์ประเภทเกมมิ่งเกียร์ เมาส์ คีย์บอร์ด ตัวละหมื่นบาทขึ้นไป ถือว่าลูกค้าระดับนี้อยู่กับเราในสัดส่วน 60% 

สมยศเล่าว่า 5 ปีที่ผ่านมา ให้บริการผ่านออนไลน์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถส่งสินค้าได้เร็วสุดภายใน 3 ชั่วโมง เมื่อไม่นานมานี้ และส่งสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง พฤติกรรมลูกค้าปัจจุบันเน้นซื้อตอนนี้ ต้องการรับสินค้าเดี๋ยวนี้ 

การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ภายในกรุงเทพฯ สามารถสั่งซื้อด้วยราคาขั้นต่ำที่ 3,000 บาท สามารถรับสินค้าได้ภายใน 3 ชั่วโมง ถ้าเป็นลูกค้าในพื้นที่ต่างจังหวัด จะได้ภายในวันถัดไป ลูกค้าของ J.I.B. แบ่งเป็นลูกค้าออนไลน์ประมาณ 100 ล้านบาท ขณะที่ออฟไลน์ประมาณ 700 ล้านบาท

อนาคต J.I.B. จะทำ warehouse กลางเมือง จากเดิมที่ออฟฟิศตั้งอยู่ย่านดอนเมือง คาดว่าจะทำเพิ่มกลางใจเมืองในอนาคตภายใน 6 เดือน และจะสามารถส่งสินค้าได้ภายใน 2 เดือน หลัง Warehouse  สร้างเสร็จเรียบร้อย สินค้ากลุ่มใหญ่ของ J.I.B. มีทั้งคน Gen Z เป็นสายเกมเมอร์ ซื้อเมาส์ตัวละหมื่น ซื้อการ์ดจอ 200,000 บาท 

ภาพจาก SCB

ด้าน SCB เองก็ปรับโฉมใหม่โมบายแบงกิ้งเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานี่เอง ในส่วนของผู้ใช้งานและการทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์นี้ พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ผู้ใช้งานในปี 2560 มีราว 5.3 ล้านคน เติบโตเป็น 8.4 ล้านคนในปี 2561 และ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2562 ตัวเลขลูกค้าทะยานแตะที่ 10.35 ล้านคน

ในส่วนของ Easy Mall นี้ ลูกค้าสามารถชอปปิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงแรกเปิดขายผลิตภัณฑ์ไอทีจาก เจ.ไอ.บี ก่อนขยายสู่ร้านค้าชั้นนำอื่นๆ ในหลายอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ตอนนี้มีพาร์ทเนอร์อยู่สองรายในปัจจุบัน คือ ไลน์ และ J.I.B. คิดว่าจะตั้งเป้าให้มีพาร์ทเนอร์เป็น 6 ราย ในหมวดหมู่ที่แตกต่างกันไป แบ่งเป็นกลุ่มไอที แฟชั่น อาหาร ค้าปลีก รถยนต์ กีฬาและเอนเตอร์เทนเมนท์ โดยจะพยายามเข้าไปในทุกไลฟ์สไตล์เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า SCB ให้มากที่สุด

ภาพจาก SCB

ขณะที่ SCB PayWise นั้น จะมาช่วยเชื่อมต่อประสบการณ์ด้านการชำระเงินออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่ ลูกค้าซื้อของต้องมีเงินในบัญชี ตัดเงินจากบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ SCB PayWise ตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่านั้น 

  • สามารถตัดบัญชีโดยตรงจากบัญชีเงินฝาก
ภาพจาก SCB
  • สามารถจ่ายเงินโดยตัดผ่านบัตรเครดิต ซึ่งมีทางเลือกให้หลากหลาย อาทิ
    • Full amount คือ จ่ายแบบเต็มจำนวน ผ่านบัตรเครดิตของ SCB ที่ผูกไว้กับ SCB EASY
    • Installment payment หรือ จ่ายแบบแบ่งชำระ ว่าจำนวนเดือนเท่าไร จ่ายวันที่เท่าไร เรียกได้ว่าลูกค้าสามารถออกแบบได้ว่าอยากจ่ายแบบไหน จ่ายอย่างไร เป็นการดีไซน์รูปแบบการชำระเงินให้ตรงกับความต้องการได้ด้วยตนเอง 
    • Speedy cash บัตรกดเงินสดที่สามารถให้สินเชื่อและยังอนุญาตให้ลูกค้าสามารถออกแบบการชำระค่าสินค้า/บริการ แบบ Installment payment ได้ยาวขึ้นมากกว่า 10 เดือนอีกด้วย
ภาพจาก SCB

สำหรับสิทธิพิเศษที่ลูกค้าจะได้เมื่อใช้บริการผ่านฟีเจอร์ Easy Mall ของ SCB จากการซื้อสินค้า J.I.B. คือ สามารถเลือกผ่อน 0% ได้ อย่างน้อย 10 เดือน ส่งฟรี รับสินค้าได้ในวันถัดไปโดยไม่มีลิมิตสำหรับราคาขั้นต่ำ ปกติสั่งสินค้า J.I.B. ต้องเริ่มต้นที่ 500 บาทถึงจะสามารถส่งฟรีและได้รับสินค้าในวันถัดไป

สาเหตุที่ SCB เลือก J.I.B. เป็นพาร์ทเนอร์เพราะตรงกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า มีทั้งสินค้าที่เฉพาะกลุ่มเหมาะกับลูกค้าที่ชอบใช้สินค้าเฉพาะทาง ไม่เหมือนใคร รวมถึงการให้บริการแบบเรียลไทม์ทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้แบบทันใจ

ขณะที่ J.I.B. นั้นมองว่าจุดเด่นของตัวเอง คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องของการให้บริการ และการให้บริการหลังการขาย เราเป็นเจ้าของคนเดียว ไม่ใช่แฟรนไชส์ มีทีมที่ดูแลให้ลูกค้าถึงที่บ้านในกรณีหลังการขาย ตอนนี้ J.I.B. มี 150 สาขาทั่วประเทศ MINE มี 12 สาขา ขายตั้งแต่ middle – high มีสัดส่วนการขายออนไลน์โตขึ้น 27% คิดว่าปีหน้าจะอยู่ที่ 25% ตามภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน บางครั้งสินค้าเฉพาะมีจำนวนน้อย J.I.B. สามารถคุยกับแบรนด์ว่าจะมาขายเจ้าเดียวเท่านั้นก็ได้ เช่นขายใน J.I.B. เท่านั้น

ภาพจาก SCB

SCB พูดถึง Easy Mall ว่าเป็นความท้าทาย เราไม่ได้แข่งกับ e-marketplace เราไม่ได้แข่งกับใคร เราทำเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ปีหน้าคาดว่าจะขยายฐานลูกค้าได้ถึง 12 ล้าน ปัจจุบันอยู่ที่ 10 ล้านกว่าแล้ว

ในอนาคต J.I.B. คิดว่าจะมีการส่งของ ที่จะใช้ Grab เข้ามาช่วย ลูกค้าจะสามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าตนเองอยู่สถานะไหนแล้ว เดินทางไปถึงจุดใดแล้ว ปัจจุบันเราแพคสินค้าให้ลูกค้าดูด้วย และยังมีหุ่นยนต์อีกกว่า 10 ตัวมาช่วยในส่วนของการจัดการสินค้าที่ warehouse 

ถ้ามีโปรโมชั่นแรงๆ บางช่วง จะสามารถขายสินค้าได้ทะลุ 20 ล้านบาทได้ ตอนนี้เราแยกกันระหว่าง warehouse หน้าร้าน และออนไลน์ สินค้าหลัก 3 อันดับแรกของเราคือ โน๊ตบุคเกมมิ่ง จอ และโน๊ตบุคธรรมดา ตลาดของ J.I.B. ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากรุงเทพฯ 65% ลูกค้าต่างจังหวัด 35% ตามหัวเมืองใหญ่ๆ 

ภาพจาก SCB

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-collaboration-with-jib-on-easy-mall-platform-by-scb-paywise/