คลังเก็บป้ายกำกับ: ซิสโก้

ซิสโก้มองไกล ! ลงทุนในบริษัท IoT ด้านเกษตรของออสเตรเลีย

บริษัท IoT ด้านการเกษตรสัญชาติออสเตรเลียชื่อ “Titan Class” เพิ่งได้รับเงินลงทุนที่ไม่เปิดเผยจำนวนจากทางซิสโก้ เพื่อร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีภาคการเกษตร โดยทั้งซิสโก้และ Titan Class ได้สร้างแพลตฟอร์มช่วยตัดสินใจโดยใช้ IoT

ซึ่งระบบที่ช่วยเกษตรกรนี้มีชื่อว่า eXtensible Decision Platform เป็นทูลคิตไมโครเซอร์วิสแบบโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาเป็นพิเศษสำหรับบริการ IoT เปิดให้เกษตรกรสามารถใช้เซ็นเซอร์เป็นพันตัวได้โดยไม่มีข้อจำกัด

ทั้งนี้ทางซิสโก้ให้สัมภาษณ์ว่า เซ็นเซอร์เหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบบนฟาร์มทดลองแล้วว่าสามารถสื่อสารได้อย่างมีเสถียรภาพเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรจากหอคอยสื่อสารอย่างง่ายกลางฟาร์ม และแต่ละเซ็นเซอร์ใช้แบตเตอรี่ราคาย่อมเยาที่ให้พลังงานได้นานหลายปี

ด้านการเกษตรนี้เป็นอีกด้านที่มีศักยภาพในการพัฒนามากมาย มีนักวิจัยพัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยที่ซิสโก้ร่วมมือด้วยได้จัดตั้งตำแหน่งใหม่ในชื่อ Cisco Chair of the IoT ด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-extensible-decision-platform/

ตะลึง! ซิสโก้เผย เกือบ 45% ขององค์กรต่างๆ ได้รับแจ้งเตือนภัยกว่า 50,000 ครั้งต่อวัน

ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ว่า 29 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในไทยประสบปัญหาระบบหยุดทำงานนาน 24 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น หลังการละเมิดความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รุนแรงที่สุดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และค่าเฉลี่ยสำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอยู่ที่ 23 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2561 ซึ่งในตอนนั้นมีองค์กรธุรกิจในไทยเพียงแค่ 11 เปอร์เซ็นต์ที่ประสบปัญหาระบบหยุดทำงานนาน 24 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

ผลการศึกษานี้อ้างอิงการสำรวจความคิดเห็นของบุคลากรฝ่ายรักษาความปลอดภัยเกือบ 2,000 คนทั่วภูมิภาค ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบุคลากรฝ่ายรักษาความปลอดภัยในไทยมีภาระด้านการรักษาความปลอดภัยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยผลการศึกษาระบุว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามรายงานว่าองค์กรของตนได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยคุกคามมากกว่า 50,000 ครั้งต่อวัน ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 23 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปัจจุบันจำนวนภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความท้าทายที่สำคัญจึงอยู่ที่การดำเนินการที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการแจ้งเตือน เช่น มีการแจ้งเตือนกี่รายการที่ได้รับการตรวจสอบ และมีการแจ้งเตือนกี่รายที่พบว่ามีปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และได้รับการแก้ไขในท้ายที่สุด

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และอินโดจีนของซิสโก้ กล่าวว่า “ปัจจุบันมีการพัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างกว้างขวางมากขึ้นในประเทศไทย มีผู้ใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กรต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้มีช่องทางการโจมตีเครือข่ายเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และทำให้องค์กรธุรกิจได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามและความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยจึงไม่ใช่ส่วนประกอบเพิ่มเติมที่ติดตั้งในภายหลังอีกต่อไป แต่ต้องเป็น “รากฐาน” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินงานผ่านดิจิทัล”

ผลการศึกษายังเน้นย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีจากผู้ขายหลายรายจะก่อให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นต่อบุคลากรฝ่ายรักษาความปลอดภัย โดยผลการศึกษาพบว่า 54 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในไทยใช้เทคโนโลยีจากผู้ขายมากกว่า 10 ราย เปรียบเทียบกับ 39 เปอร์เซ็นต์จากทั่วโลก ตัวเลขดังกล่าวของไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งในตอนนั้นมีบริษัทเพียง 51 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้เทคโนโลยีจากผู้ขายมากกว่า 10 ราย

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-cybersecurity-report/

ทำความรู้จัก “Planetcomm” ผู้เชี่ยวชาญระบบประชุมทางไกลแบบครบวงจร

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) หรือการประชุมทางไกลด้วยภาพและเสียง ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายขององค์กรในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

นั่นเพราะเราสามารถประชุมได้จากทุกที่ ทุกเวลา แม้ในชั่วโมงที่เร่งรีบ อยู่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด อยู่นอกสถานที่ หรือแม้แต่อยู่คนละซีกโลก ก็สามารถนัดประชุมทางไกลได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาประชุม

ครบเครื่องโซลูชันการประชุมทางไกลจากซิสโก้
ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Cisco เป็นผู้ผลิตระบบสื่อสาร (Network System) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) และระบบประชุมทางไกล (Video Conference) รายใหญ่ที่สุดของโลก อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคลากรทั้งในและนอกองค์ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งมีเทคโนโลยีล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ประกอบด้วยโซลูชันต่างๆ ได้แก่

Webex Room Series: ระบบภายในห้อง ประกอบด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้งานง่ายในทุกพื้นที่ มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ ลงตัวทุกขนาดห้องประชุมและการใช้งาน
Webex Board: อุปกรณ์แบบ All-in-One สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นทั้งกระดานไวท์บอร์ดอัจฉริยะ สามารถเขียนโต้ตอบกันได้ อุปกรณ์ประชุมทางไกลทั้งภาพและเสียง จอภาพแสดงผลแบบไร้สาย รวมกันในหนึ่งเดียว
Video Desktop: อุปกรณ์เพื่อการประชุมและทำงานร่วมกัน ให้ภาพวิดีโอ คมชัดระดับ HD พร้อมติดตั้งและใช้งานได้ทันทีที่โต๊ะทำงานของคุณ
IP Phone: โทรศัพท์ระบบ VoIP ที่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาพและเสียง เพื่อตอบสนองความต้องการหลากหลายรูปแบบ
Webex Meetings: แพลตฟอร์มเพื่อการประชุมทางไกล ที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น ยกระดับการประชุมทางไกลให้เหนือกว่าที่คุณได้รับมาในอดีต เพราะการประชุมยุคดิจิทัล เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเจอกันอีกต่อไป

Planetcomm เป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี
Planetcomm เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบประชุมทางไกลของ Cisco อย่างเป็นทางการและเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมให้บริการโซลูชันวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของซิสโก้แบบครบวงจร และมีศูนย์ซ่อมที่มีเครื่องมือทดสอบและอะไหล่ให้บริการได้ทันที ซึ่งครบคลุมด้วยบริการต่างๆ ได้แก่

ออกแบบ (Design)
ทีมวิศวกรของ PlanetComm มีความเชี่ยวชาญ ช่วยลูกค้าออกแบบระบบประชุมทางไกลและการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมตามความต้องการ คุ้มค่าการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ติดตั้ง (Install)
PlanetComm ให้บริการติดตั้งระบบอุปกรณ์ประชุมทางไกลและอุปกรณ์การเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างจุดต่อจุด และทำการทดสอบการทำงานของระบบ โดยวิศวกรที่ได้รับการอบรมและหนังสือรับรองจาก Cisco มั่นใจได้ในคุณภาพ

อบรม (Training)
PlanetComm จัดอบรมการใช้งานระบบประชุมทางไกลโดยวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกวิธีจัดประชุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เซอร์วิสเซ็นเตอร์ (Service Center)
ศูนย์บริการของ PlanetComm มีความพร้อมให้บริการหลังการขายให้แก่ลูกค้าอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย

รับประกันสินค้า (Warranty)
อุปกรณ์สำรอง (SWAP): มีอุปกรณ์สำรองไปเปลี่ยนทดแทนให้ใช้งาน เพื่อให้สามารถใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด
การบำรุงรักษาตามระยะเวลา (Maintenance) เพื่อให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลาและอย่างต่อเนื่อง
การเข้าแก้ไขเมื่ออุปกรณ์ชำรุดหรือขัดข้อง(Corrective) โดยวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมการบำรุงรักษาจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในอุปกรณ์ประชุมทางไกล พร้อมเครื่องมือทดสอบและอะไหล่คุณภาพสูง

ทั้งหมดนี้เป็นความมุ่งมั่นของเรา เพื่อนำเทคโนโลยีระบบประชุมทางไกล เสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับองค์กรในยุคดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปพร้อมๆ กัน

ด้วยโซลูชันที่คุ้มค่าแก่การลงทุน เราพร้อมให้คำปรึกษาจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสรรสร้างเทคโนโลยีที่ลงตัวกับทุกความต้องการของคุณ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :
บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)
โทร. 02 792 2400 Contact Center: 02 792 2300
อีเมล: marketing@planetcomm.com
เว็บไซต์www.planetcomm.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/planetcomm-cisco-vdo-conference/

ซิสโก้ ! ออกตัวอัพเดทด้านความปลอดภัย สำหรับอุดช่องโหว่ร้ายแรง!

ซิสโก้ ออกตัวอัพเดทด้านความปลอดภัยสำหรับอุดช่องโหว่ร้ายแรงที่เปิดให้ก้าวข้ามขั้นตอนการยืนยันตน ที่อยู่ในคอนเทนเนอร์เวอร์ช่วลเซอร์วิสของ API ของ Cisco REST สำหรับซอฟต์แวร์ Cisco IOS XE ซึ่งทำให้แฮ็กเกอร์เข้าโจมตีจากระยะไกลได้

โดยสามารถเปิดให้เข้าถึงแบบข้ามขั้นตอนการยืนยันตนบนอุปกรณ์ซิสโก้ที่อยู่ภายใต้การจัดการได้ ทั้งนี้ Cisco IOS XE เป็นระบบปฏิบัติการบนเน็ตเวิร์กที่มักนำมาติดตั้งบนเราเตอร์รุ่น Cisco ARS ซีรี่ย์ 1000 รวมทั้งสวิตช์ Catalystด้วย

สวิตช์ที่ได้รับผลกระทบอย่างเช่นรุ่น 3850 นิยมใช้ในองค์กรสำหรับการเข้าถึงทั้งแบบใช้สายและไร้สาย ไปจนถึงลำดับชั้นเครือข่ายแบบ Aggregation และ Core ไปจนถึงเครือข่าย WAN ด้วย ช่องโหว่ที่ก้าวข้ามขั้นตอนยืนยันตนนี้กระทบกับ Cisco IOS XE

เนื่องจากระบบที่ไม่ได้ตรวจสอบโค้ดจัดการบริการยืนยันตนของ REST API อย่างเหมาะสม โดย Cisco REST API เป็นแอพพลิเคชั่นที่รันบนคอนเทนเนอร์ที่เป็นเซอร์วิสแบบเวอร์ช่วล ที่อยู่บนสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ช่วลบนอุปกรณ์อีกทีหนึ่ง

from:https://www.enterpriseitpro.net/authentication-bypass-vulnerability-in-cisco-rest-api-let-hackers-take-control-of-cisco-routers-remotely/

ม.มหิดลกับพัฒนาการใหม่ เพื่อก้าวสู่ “Digital Convergence University”

มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศที่ก่อตั้งมายาวนานมากกว่า 130 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเรียนการสอนยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีที่ดี รวมถึงมีโซลูชันเพื่อช่วยให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขต ซึ่งการนำเทคโนโลยีการประชุมทางไกลด้วยภาพมาประยุกต์ใช้งานถือเป็นหนึ่งในจิกซอว์สำคัญของมหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาทั้งคุณภาพคนและคุณภาพการศึกษา ที่สอดคล้องกับวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก การพัฒนาประเทศ ตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่ และตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี นอกเหนือจากการสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิชาการแล้ว การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อนการเรียนการสอน ก็ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยเช่นกัน

ความท้าทายของมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

“ทุกวันนี้โลกแคบลงเรื่อยๆ และกลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดน สิ่งที่เราต้องทำคือต้องตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ทัน นั่นจึงเป็นที่มาของนโนบายเพื่อก้าวสู่ความเป็นต้นแบบแห่ง “Digital Convergence University” โดยมุ่งไปที่เป้าหมาย 7 ด้าน ซึ่งถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันเพื่อผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เป็นจริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธัชวีร์ ลีละวัฒน์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและวิทยาเขตกาญจนบุรี กล่าว

แนวนโยบายเพื่อมุ่งสู่การเป็น “Digital Convergence University” ของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย

– IT Development Ownership การสร้างระบบสารสนเทศสนับสนุนการดำเนินการ ประกอบด้วย การเรียนการสอน การวิจัยและการบริการวิชาการ
– Digital Analytic การสร้างมีระบบสารสนเทศวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
– IT for Diversity การสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
– IT Infrastructure for Communication and Collaboration การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการทำงานร่วมกัน
– IT Supports for Workforce Mo bility การสร้างระบบไอทีสนับสนุนการเรียนการสอนได้จากทุกที่ทุกเวลา
– Digital Expert การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลบุคลากรและนักศึกษา
– Innovation การพัฒนาด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์และงานวิจัย

ในส่วนของระบบไอทีเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Workforce Mobility ในภารกิจการเรียนการสอนนั้น มหาวิทยาลัยมองว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกันได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธัชวีร์ กล่าวเสริมว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลมีหลายวิทยาเขต อยู่ในพื้นที่ที่หลากหลายทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา บางกอกน้อย พญาไท วิทยาเขตกาญจนบุรี วิทยาเขตนครสวรรค์และวิทยาเขตอำนาจเจริญ เป็นต้น

จะทำอย่างไรให้ทุกวิทยาเขตได้รับสิ่งต่างๆ พร้อมกัน นั่นหมายความว่าต้องจัดการกับอุปสรรคทางด้านระยะทางทิ้งไปให้ได้ ตัวอย่างเช่น หากมหาวิทยาลัยได้วิทยากรเก่งๆ สักคนหนึ่งมาบรรยาย ก็ต้องหาทางกระจายเนื้อหาในการบรรยายออกไปให้กว้างที่สุด ซึ่งโครงการสมาร์ทคลาสรูม (Smart Classroom) จึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ตั้งแต่ต้น”

แนวทางการดำเนินงาน

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การศึกษาที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านการศึกษาและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมการเรียนการสอนและการเรียนรู้ยุคดิจิทัล ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาและ e-Learning ผ่านบทเรียนออนไลน์แบบ SPOC (Small Private Online Course) และรายวิชาออนไลน์แบบ MOOC (Massive Open Online Course) อันเป็นระบบตั้งต้นของการเรียนการสอนยุคดิจิทัล ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการสร้างห้องสมาร์ทคลาสรูมก็เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนได้จากทุกเวลาและทุกสถานที่

“เรามองว่า สมาร์ทคลาสรูมไม่ใช่แค่เป็นการให้คนออกไปพูดแล้วคนอื่นๆ สามารถมองเห็นได้ทั่วถึงเท่านั้น แต่ยังมองในแง่ของการวางโครงสร้างและติดตั้งอุปกรณ์อย่างไรเพื่อให้เกิดการโต้ตอบกันได้ดีที่สุด เพราะเรากำลังเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนจากการเรียนแบบ Passive Learning ไปสู่ Active Learning ซึ่งโซลูชันสมาร์ทคลาสรูมที่เรานำมาใช้งานก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่เรามีอยู่ได้ด้วย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธัชวีร์ กล่าว

“เราเริ่มต้นจากการคุยแผนงานกันก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะต้องมีการเตรียมอะไรกันบ้าง เนื่องจากจะมีเรื่องของการวางโครงสร้างพื้นฐานเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นเราต้องมีขั้นตอนเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมก่อน ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายหลักด้านไอทีของมหาวิทยาลัยมหิดลคือจะต้องสามารถใช้งานเครือข่ายไร้สายในสถานที่ที่มีการเรียนการสอนให้ครอบคลุมพื้นที่ 100% ทำให้ต้องมีการขยายแบนด์วิดท์อินเทอร์เน็ต ปรับปรุงอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายสื่อสารในระดับส่วนงาน รวมถึงปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยด้านไอทีควบคู่กันไป จากนั้นในส่วนของสมาร์ทคลาสรูมก็จะตามมาอีกขั้นตอนหนึ่ง เรามีการวางแผนไว้แล้วว่าจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง จากนั้นก็ค่อยๆ อิมพลีเมนต์ไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในแผนงาน”

เลือกโซลูชันที่ใช้

กระบวนการคัดเลือกโซลูชันที่จะนำมาใช้ในการติดตั้งสมาร์ทคลาสรูมนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลมองว่าคงไม่ใช่การเอาอุปกรณ์มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่มองโซลูชันที่จะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถออกแบบแพลตฟอร์มทางด้านการศึกษา ที่สามารถสนองตอบต่อการเรียนการสอนยุคใหม่ได้

สิ่งที่มหาวิทยาลัยใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกโซลูชันประกอบด้วย

– ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ
– ต้องเป็นโซลูชันที่สามารถขยายและเติบโตไปด้วยกันได้ เพราะมหาวิทยาลัยต้องการโซลูชันทางด้านการศึกษา ที่สามารถทำงาน- ร่วมกันได้กับระบบที่มีอยู่เดิมให้ได้มากที่สุด
– จะทำอย่างไรเพื่อให้การสอนเป็นแบบ Active Learning มีการตอบโต้กันระหว่างผู้สอนกับนักศึกษาทั้งภายในและภายนอกห้อง
– ต้องมีความเป็นมิตรกับผู้ใช้ เรียนรู้และใช้งานง่าย เพราะแม้จะมีระบบแล้ว แต่ไม่เอื้อต่อการใช้งาน หรือใช้งานยาก ก็จะไม่มีคนใช้

“ด้วยปัจจัยข้างต้น ทำให้เราตัดสินใจเลือกโซลูชันจากซิสโก้ เป็นอุปกรณ์หลักภายในห้อง โดยโครงการติดตั้งระบบสมาร์ทคลาสรูมเริ่มต้นเมื่อกลางปี 2561 ในระยะแรกมีการติดตั้งพร้อมกัน 4 ห้อง โดยมีการติดตั้งแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน จากนั้นก็มีการตรวจสอบระบบทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นระบบต้นแบบของมหิดล จากนั้นเราก็ได้มีการสำรวจทุกหน่วยงานที่มีการเรียนการสอน เพื่อวางแผนติดตั้งระบบสมาร์ทคลาสรูมระยะต่อไปในอนาคต

โดยยึดเอา 4 ห้องแรกเป็นโครงการนำร่อง ทำให้ทีมไอทีมีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบและรู้วิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” ดร. ธัชวีร์ กล่าวเสริม “โชคดีที่เราได้พันธมิตรที่แข็งแรงอย่างธนาคารไทยพานิชย์และซิสโก้ เข้ามาสนับสนุนและให้คำปรึกษา จึงทำให้เราสามารถติดตั้งใช้งาน รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว”

ปัจจุบันมีการติดตั้งห้องสมาร์ทคลาสรูมไปแล้ว 4 ห้อง ใน 4 วิทยาเขต คือ

มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อาคารศูนย์การเรียนรู้ ชั้น 2 ห้องมินิเธียเตอร์ (MU Cyber Club) ความจุ 30 ที่นั่ง
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี อาคารเรียนรวม ห้องประชุมนิลกาญจน์ ความจุ 120 ที่นั่ง
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ อาคารเรียนรวม ห้อง 2260 ความจุ 64 ที่นั่ง
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ อาคารวิทยาศาสตร์ อเนกประสงค์ อาคารที่ 6 ชั้น 2 ห้อง Smart Classroom ความจุ 40 ที่นั่ง

โดยเป้าหมายของมหาวิทยาลัยคือทุกหน่วยงานที่มีการเรียนการสอนจะต้องมีสมาร์ทคลาสรูมทั้งหมด จากการประเมินเบื้องต้นจะมีจำนวนห้องที่ต้องดำเนินการติดตั้งมากกว่า 30 ห้อง

โซลูชันที่ใช้งาน

ห้องสมาร์ทคลาสรูมเป็นการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์ จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนธรรมดา แต่มีการถ่ายทอดสดภาพและเสียงเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียนไปยังผู้เรียนที่อยู่นอกห้องเรียนหรือในห้องเรียนที่ต่างสถานที่ผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ติดต่อสื่อสารแบบพกพาก็ได้ และผู้สอนสามารถพูดโต้ตอบกับผู้เรียนได้แบบเรียลไทม์ แชร์เอกสารการสอนได้

ระบบที่ใช้ในห้องสมาร์ทคลาสรูมเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นชุดอุปกรณ์

Cisco Webex Room Kit Pro ประกอบด้วย กล้องวิดีโอ Cisco TelePresence Precision 60, ลำโพง Cisco TelePresence Speaker Track และไมโครโฟนความไวสูงแบบติดบนเพดาน

ชุดอุปกรณ์ระบบ TelePresence ซึ่งทางมหิดลติดตั้งไว้ในห้องประชุมมีระบบภาพคมชัดคุณภาพสูงระดับ HD บนจอแสดงภาพขนาดใหญ่ และใช้แบนด์วิดท์ในการติดต่อสื่อสาร 5 – 10 เมกะบิต

นอกเหนือจากองค์ประกอบด้านฮาร์ดแวร์แล้ว แอปพลิเคชันก็เป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับห้องสมาร์ทคลาสรูม ประกอบด้วย

Cisco WebEx Meeting : โปรแกรมที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการประชุมทางไกล การเรียนการสอนทางไกล การจัดอบรมออนไลน์ การสัมมนาออนไลน์ ในองค์กร ให้สะดวกมากขึ้น โดยใช้การเรียนการสอนทางไกล ผ่านทางหน้าเว็บหรือผ่านอุปกรณ์โมบายต่างๆ โดยไม่จําเป็นต้องเดินทางเข้ามาในห้องเรียน

Cisco Jabber Video for TelePresence : โปรแกรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประชุมทางไกลบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้ทั้งระบบปฎิบัติการ Windows และ Mac สามารถเข้าถึง Instant Messaging (IM) ระบบเสียง ระบบวิดีโอ ระบบเสียง ระบบ Desktop Sharing และการประชุมร่วมกันในเวลาเดียวกันด้วย

นอกเหนือจากการใช้เพื่อการเรียนการสอนแล้ว มหาวิทยาลัยยังนำระบบดังกล่าวมาใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารทางไกลผ่านวิดีโอหรือระบบ Video Conference เพื่อการประชุมข้ามวิทยาเขต/ข้ามหน่วยงาน และการสอบวิทยานิพนธ์ข้ามประเทศ ซึ่งอยู่ต่างสถานที่กันในหลายจุด สามารถดำเนินกิจกรรมได้เสมือนอยู่ในห้องเดียวกันในลักษณะของการโต้ตอบกันตามเวลาจริง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ความพึงพอใจในการใช้งาน

หลังจากใช้งานมาได้ระยะหนึ่ง นักศึกษา และอาจารย์ก็มีความพึงพอใจในระบบ สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น เนื่องจากทางมหิดลมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีกลุ่มผู้ใช้งานก็จะเป็นอาจารย์ และนักศึกษาเป็นหลัก ส่วนในอนาคตมีแผนที่จะหาผู้บรรยายที่มีชื่อเสียงมาบรรยาย และมีการเผยแพร่ออกไปให้นักศึกษาในทุกวิทยาเขตได้มีโอกาสได้ดูและรับฟังไปพร้อมๆ กันอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ บางครั้งยังมีการใช้ระบบสมาร์ทคลาสรูมในการประชุมต่างๆ ด้วย

“การติดตั้งและการใช้งานระบบไอทีต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างกองเทคโนโลยีสารสนเทศและบริษัทผู้ขายหรือติดตั้งผลิตภัณฑ์ เพื่อร่วมกันวางแผนอย่างรอบด้าน อันจะทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ต้องเชื่อมโยงกับอะไร มีหน่วยงานไหนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องพบกับอุปสรรคอะไรบ้าง และสามารถขยายไปในทิศทางใด เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างของโครงการสมาร์ทคลาสรูม เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กองเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารไทยพานิชย์ และซิสโก้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพื่อการสร้างห้องที่ประกอบด้วยระบบการประชุมทางไกลเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Education Platform ที่มีความมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมต่อยอดสู่ภารกิจการเรียนการสอนต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้อย่างลงตัว”

โครงการในอนาคต

เป้าหมายของมหาวิทยาลัยคือทุกหน่วยงานที่มีการเรียนการสอนจะต้องมีห้องสมาร์ทคลาสรูม เพราะในอนาคตการเรียนการสอนอาจจะไม่ใช่การเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีระบบเสริมอย่างเช่น หลักสูตรออนไลน์ หรือบางคณะก็มีการสอนจากต่างประเทศ เพราะหลายหน่วยงานมีความร่วมมือกับต่างประเทศหลายๆ ประเทศ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องการผลักดันในส่วนนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องมีในส่วนนี้ ซึ่งทางมหาวิยาลัยจะให้การสนับสนุน และโชคดีที่ได้ธนาคารไทยพาณิชย์และซิสโก้เข้ามาร่วมช่วยผลักดัน

“เราตั้งเป้าว่า ทุกส่วนงานที่มีการเรียนการสอนจะต้องมีห้องสมาร์ทคลาสรูม ซึ่งโครงการนี้จะต้องเสร็จสมบูรณ์ภายใน 2 ปีนี้ เพราะหลังจากนั้นก็จะต้องมีโครงการต่อยอดอื่นๆ ตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสตูดิโอเพิ่มเติม การขอใบรับรองสำหรับการเรียนการสอนด้านต่างๆ เป็นต้น”

from:https://www.enterpriseitpro.net/digital-convergence-university-mahidol/

สัมภาษณ์พิเศษ “วัตสัน ถิรภัทรพงศ์” โครงการนวัตกรรมไอทีเพื่อชาวไทย

Cisco ได้จัดโครงการที่มีชื่อว่า Innovation Challenge 2019 เป็นโครงการที่สืบเนื่องจากการที่โครงการระดับโลกอย่าง Cisco Global Problem Solver Challenge ที่มุ่งเน้นหาผู้ที่สามารถคิดค้นและพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา แต่ทว่าโครงการดังกล่าวนั้นแทบจะไม่มีชาวไทยเข้าร่วมแข่งขันเลย

ทีมงาน Enterprise ITPro ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน โดยเขาชี้ให้เห็นว่าคนไทยค่อนข้างมีความคิดริเริ่มที่ดี แต่ขาดความกล้าในการนำเสนอ ซึ่งซิสโก้เองจึงเข้าไปช่วยในการสร้างเวทีให้พวกเขามีที่ที่แสดงออก และที่สำคัญสามารถต่อยอดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเอง หรือเข้าสู่ในตลาดอาชีพได้ในอนาคต

สำหรับการแข่งขัน “Cisco Innovation Challenge 2019” เปิดให้ผู้สนใจทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวด ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม มีผู้ผ่านเข้ารอบมา 10 ทีม จนมาแข่งขันเหลือผู้ชนะเพียง 3 ทีม โดย ผู้ชนะเลิศคือทีม ทีม Ricult กับผลงาน “แพล็ตฟอร์มดิจิทัลช่วยชาวนาตัดสินใจจาก Data-Driven” รองชนะเลิศคือทีม Captain Thai-Nichi จากผลงาน การควบคุมฟาร์มนกนางแอ่น และลำดับที่สามคือทีม Parkspace จากผลงาน Parking Space Application

from:https://www.enterpriseitpro.net/interview-cisco-innovation-challenge-2019/

ซิสโก้ยอมจ่ายค่าปรับกว่า 8.6 ล้านเหรียญฯ เพื่อจบคดีเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ความปลอดภัย

ซิสโก้ยินยอมที่จะจ่ายเงินกว่า 8.6 ล้านเหรียญฯ เพื่อปิดคดีที่โดนกล่าวหาว่าบริษัทเคยจำหน่ายซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยที่มีช่องโหว่ ที่ทำให้หน่วยงานราชการทั้งระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับประเทศเสี่ยงต่อการโดนแฮ็กเกอร์เล่นงาน

จากข้อตกลงประนีประนอมดังกล่าว ซิสโก้จะต้องจ่ายเงินกว่า 2.6 ล้านดอลลาร์ฯ แก่หน่วยงานราชการของประเทศ และอีก 6 ล้านดอลลาร์ฯ แก่รัฐกว่า 15 รัฐเมืองอื่นๆ ไปจนถึงหน่วยงานเอกชนที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหา สำหรับรัฐที่ได้รับการชดเชยจากซิสโก้ได้แก่ California, Delaware, Florida, Hawaii, Illinois, Indiana, Minnesota, Nevada, New Jersey, New Mexico, New York, North Carolina, Tennessee, Massachusetts, และ Virginia

ทางซิสโก้ระบุว่า ซอฟต์แวร์ดังกล่าวที่เคยจำหน่ยในช่วงปี 2008 ถึง 2014 ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Broadware ซึ่งถูกซิสโก้ซื้อกิจการตั้งแต่ปี 2007 เพื่อซื้อเทคโนโลยีด้านกล้องวงจรปิด และเปลี่ยนชื่อซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็น Video Surveillance Manager

แต่ทว่าทาง Broadware เจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมแบบเปิดเพื่อให้สามารถปรับแต่งแอพพลิเคชั่นและโซลูชั่นด้านความปลอดภัยที่จะติดตั้งได้ ซึ่งการใช้สถาปัตยกรรมแบบเปิดนั้น ทำให้ฟีดวิดีโอเสี่ยงที่จะถูกแฮ็ก

แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเคยมีระบบความปลอดภัยของลูกค้ารายใดเกิดข้อมูลรั่วไหลก็ตาม รวมทั้งทง Mark Chandler รองประธานบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมาย และที่ปรึกษาทั่วไปของซิสโก้จะออกมากล่าวว่า ซิสโก้เคยออกคู่มือแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดเมื่อ 2009 แล้วก็ตาม

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-pays-8-6m-to-settle-security-software-whistleblower-lawsuit/

ซิสโก้ยกระดับเทคโนโลยีออพติคัลด้วยการซื้อ Acacia เป็นเงิน 2.6 พันล้านเหรียญฯ

ซิสโก้ ออกมาประกาศว่า กำลังมีแผนที่จะซื้อกิจการของ Acacia Communications ด้วยมูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเติมเต็มสายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มระบบออพติคัล ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่ามากที่สุดของซิสโก้ถ้าไม่นับการซื้อ AppDynamics ด้วยมูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ฯ เมื่อปี 2017

Acadia เป็นผู้พัฒนา ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อใยแก้วนำแสงแบบ Coherent ที่ออกแบบมาสำหรับพัฒนาระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อในดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และในกลุ่มผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งซิสโกเองคุ้นเคยกับ Acacia ในฐานะลูกค้า “รายสำคัญ” มากว่า 5 ปีแล้ว

ลูกค้ารายอื่นของ Acaciaได้แก่ Nokia Oyj, Huawei , และ ZTEโดยรายได้จากซิสโก้คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่18% อ้างอิงจากข้อมูลวิเคราะห์ซัพพลายเชนของ Bloomberg ทั้งนี้David Goeckelerรองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มธุรกิจเครือข่ายและระบบความปลอดภัยของ Ciscoกล่าวว่า

“ด้วยความต้องการแบนด์วิธในยุคมัลติคลาวด์นี้ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อผ่านใยแก้วนำแสงหรือออพติคัลนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง การควบรวมกิจการกับ Acacia จะทำให้เราสามารถสร้างความแข็งแกร่งด้านเน็ตเวิร์กทั้งสวิตชิ่ง เราท์ติ้ง และระบบสายไฟเบอร์ได้เป็นอย่างดี”

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-goes-deeper-into-photonic-optical/

ม.อ. ทุ่มงบกว่า 130 ล้านผุดโครงการ Smart City วางซิสโก้เป็นแพลตฟอร์ม

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของยักษ์ใหญ่ด้านเน็ตเวิร์ก “ซิสโก้” ตามแนวคิดของพวกเขาคือ Connected Cities ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของผู้คนเป็นไปในทางที่ดีและสะดวกสบายมากขึ้น

และในครั้งนี้ซิสโก้เองได้โยกเอาความคิดดังกล่าวไปสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง โดยได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับทาง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นความร่วมมือที่น่าสนใจ โดยซิสโก้ได้เข้าไปมีส่วนสำคัญที่เกรียกว่า Digital Network Architecture for Cities ซึ่งซิสโก้ยังเข้าไปมีส่วนในการช่วยในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยนำเอาระบบ AI , Hyperconverged แพลตฟอร์ม IoT เข้ามาใช้ในการทำงาน เป็นต้น

ด้าน ม.อ. นั้นภารกิจนี้ถือเป็นวาระที่สำคัญไม่ใช่แค่พัฒนาเมืองอัจฉริยะเพื่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่พวกเขากำลังกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของภาคใต้เลยก็เรียกได้ว่าไม่เกินไปนัก มีโครงการหลายๆ อย่างที่กลายเป็นต้นแบบและนำไปใช้ในภาคของประชาชนแล้ว ดังนั้นการลงทุนในการพัฒนา Smart City ของ ม.อ. จึงได้รับการสนับสนุนเป็นเม็ดเงินมหาศาลกว่า 130 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย

ทาง Enterprise ITPro ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมที่ ม.อ. เกี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่ ม.อ. ได้พัฒนาและทางซิสโก้ที่มีส่วนอย่างยิ่งในการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับกับ Smart City ที่เกิดขึ้น โดยโซลูชันของซิสโก้ ไม่ว่าจะเป็น เน็ตเวิร์กหลัก (core network) แพลตฟอร์มไอโอที (IoT) ที่ใช้เทคโนโลยีซิสโก้เป็นฐานหลักโดยระบบที่เราได้เห็นกันจริงๆ อาทิ

ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ
มีระบบรักษาความปลอดภัยให้กับบุคลากรและนักศึกษาภายในวิทยาเขต ผ่านระบบ ไม้กั้น ที่ตรวจสอบ RFID long range ที่ถูกใช้เป็นบัตรของบุคลากร เพื่อตรวจสอบการเข้าออกมหาวิทยาลัย ร่วมกับระบบกล้อง จับป้ายทะเบียน และการติดตาม เฝ้าระวังรถต้องสงสัยแบบ Real-time analytic and warning system ซึ่งเป็นการตอบโจทย์กับพื้นที่เสี่ยงภัยในส่วนของภาคใต้ตอนล่างนี้

ระบบฟาร์มอัจฉริยะ
ระบบฟาร์มอัจฉริยะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ ในครั้งนี้ทาง ม.อ. ได้นำระบบ IoT มาใช้ในการบริหารจัดกาและเพาะเลี้ยง Melon ที่สามารถรองรับการสั่งตัดความหวาน และขนาดของผล ทราบระยะเวลาของการเลี้ยง การตัดผลผลิต และขนส่งให้พอดีกับความอร่อยที่ลูกค้าต้องการ โดยผนวกเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ ปัจจุบันก็มีเกษตรกรท้องถิ่นมาขอดูตัวอย่างงาน

เสาไฟอัจฉริยะ
ตามจุดบางจุด ม.อ. เราได้เห็นเสาไฟอัจฉริยะที่ประกอบด้วยสิ่งจำเป็นสำหรับการเป็นโครงสร้างพื้นฐานบนท้องถนนในอนาคตประกอบด้วย WiFi, Signage, Camera, Weather sensors, Dust sensors, EV Charger และ Emergency button ที่เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้าง Smart City

ระบบการใช้พลังงานอัฉริยะ
ในครั้งนี้เราได้มีโอกาสนั่งรถ EV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Smart City ของ ม.อ. เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการใช้งานสะอาด อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับ ระบบ smart transportation ที่สามารถแสดงตำแหน่งของรถโดยสาร EV ทำให้นักศึกษาสามารถทราบเวลาของรถที่จะมาถึงจุดจอดได้แบบเรียลไทม์ทันที

ระบบการควบคุมอัจฉริยะ
หัวใจสำคัญของ Smart City ของ ม.อ. จะอยู่ที่ศูนย์บัญชาการและควบคุมกลาง Intelligent Operating Centre (IoC) โดยเชื่อมระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อคอยติดตามและสั่งการ ซึ่งความสามารถของศูนย์บัญชาการยังเหนือขั้นไปอีกด้วยการ เชื่อมต่อข้อมูลจากหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ เข้าสู่ City Data Platform ทำให้สามารถเชื่อมข้อมูลในระบบเดิม และระบบใหม่เข้าด้วยกัน และรองรับการวิเคราะห์ ประมวลผลสำหรับเมืองในอนาคต ได้แก่ นำไปใช้ในการวางผังเมือง การวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ของเมืองได้ด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่า “ทางมหาวิทยาลัยฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ซิสโก้มาเป็นพันธมิตรช่วยผลักดันและร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานและเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อการพัฒนาต่อยอดการสร้างสมาร์ทโซลูชั่นต่างๆ โดยหนึ่งในวาระเร่งด่วนคือการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไปทั่วประเทศทั้งกลุ่มเมืองเดิมที่ต้องปรับปรุงให้น่าอยู่ และอัจฉริยะมากขึ้น

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของซิสโก้ กล่าวว่า “ซิสโก้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในหลายๆ ประเทศ เรามีความเชื่อมั่นในการนำเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานหรือ Core Network และดาต้าเซ็นเตอร์ที่ออกแบบเพื่อการใช้งาน AI ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาต่อยอดสมาร์ทโซลูชั่นและแอปพลิเคชันต่างๆ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์มาช่วยในการตอบโจทย์การสร้างสมาร์ทซิตี้อย่างสมบูรณ์”

ที่มา : ทีมข่าว Enterprise ITPro เรียบเรียง

from:https://www.enterpriseitpro.net/psu-cisco-smart-city/

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกระดับระบบเครือข่ายไร้สาย เลือกใช้ซิสโก้!

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ไม่ยอมหยุดนิ่งในการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาช่วยขยายโลกการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการเรียนการสอนของนิสิตและคณาจารย์ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัย สอดรับกับแนวคิดของการปรับโฉมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่การเป็น “Digital Lifestyle University” ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทุกแพลตฟอร์มของมหาวิทยาลัยเข้าไว้ด้วยกัน และจะทำให้ไลฟ์สไตล์ของนิสิต คณาจารย์ และบุคลากร มีความสะดวกสบายขึ้น สามารถเติมเต็มศักยภาพในการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบได้ทุกวันทั้งขณะอยู่ในและนอกรั้วมหาวิทยาลัย

ความท้าทาย

สถาบันการศึกษาในยุคดิจิทัลต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมายเช่นเดียวกับธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากการเรียนการสอนภายในห้องเรียนของอาจารย์และนิสิต สู่โลกออนไลน์ที่มีการทำกิจกรรม มีการโต้ตอบกัน มีการทำงานกลุ่ม เพื่อที่จะเสริมทักษะอื่นที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากนิสิตสามารถค้นหาข้อมูลและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภายในห้องเรียนเหล่านั้นได้จากอินเทอร์เน็ต และสามารถเรียนรู้ทางออนไลน์ได้จากทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้การเชื่อมต่อและสื่อสารไร้สายกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่สำคัญสำหรับการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลของทุกมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม จุฬาฯ ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการให้บริการเครือข่ายไร้สายเช่นเดียวกับสถานศึกษาขนาดใหญ่ทั่วไปก็คือ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีการให้บริการเครือข่ายไร้สายภายใต้ชื่อ Chula WiFi ให้บริการครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 600 ไร่ 150 อาคาร 750 ชั้น และมีจำนวนผู้ใช้รวมกว่า 50,000 คน แต่เนื่องจากรูปแบบการลงทุนทางด้านไอทีของมหาวิทยาลัยมีลักษณะเป็นแบบ “กระจายศูนย์” แยกกันซื้อ แยกกันลงทุน แยกกันบริหารจัดการ ซึ่งคณะหรือหน่วยงานผู้ดูแลรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่จะวางแผน จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายต่างๆ ด้วยตนเอง ทำให้ระบบเครือข่ายไร้สายในมหาวิทยาลัยมีลักษณะเป็น Silo-Based เมื่อการลงทุนเป็นไปในลักษณะของต่างคนต่างซื้อ ต่างคนต่างดูแล ปัญหาที่ตามมาก็คือคุณภาพและบริการของระบบเครือข่ายไร้สายแต่ละคณะไม่เท่าเทียมกัน โดยขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและความรู้ความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ไอทีในแต่ละคณะ

คุณรุ่งโรจน์ กิตติถาวรกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ด้วยรูปแบบการจัดสรรงบประมาณ และลงทุนทางด้านไอทีกันเองของแต่ละคณะ แต่ละหน่วยงาน จึงไม่แปลกเลยว่าที่ผ่านมาการให้บริการเครือข่ายไร้สายภายในมหาวิทยาลัยมีปัญหาตามมามากมาย ทั้งคุณภาพสัญญาณที่ไม่ดีทั้งในแง่ความครอบคลุมพื้นที่และความเร็วในการเชื่อมต่อ ขณะเดียวกันประสิทธิภาพการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สายของแต่ละคณะก็ไม่เท่ากัน

คุณรุ่งโรจน์ กิตติถาวรกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณรุ่งโรจน์ชี้ให้เห็นถึงอีกปัญหาหนึ่ง มาจากบางคณะมีการติดตั้งจุดแอ็กเซสพอยนต์ที่ไม่สอดคล้องกับการสภาพพื้นที่และไม่สมดุลกับจำนวนผู้ใช้งาน โดยคณะส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการให้บริการเครือข่ายไร้สายเฉพาะในห้องเรียนเป็นหลัก ขณะที่โถงใต้อาคารเรียนหรือลานกิจกรรมกลับใช้บริการเครือข่ายไร้สายไม่ค่อยได้ ทำให้เวลานิสิตออกมาอยู่นอกพื้นที่การเรียนการสอนก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการใช้บริการเครือข่ายไร้สาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดินออกนอกคณะ หากเกิดปัญหาการใช้บริการเครือข่ายไร้สายก็ไม่รู้จะไปติดต่อใครดี จะเป็นของคณะ หรือส่วนกลาง” การรวมศูนย์เครือข่ายไร้สายที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใช้งานได้ในทุกที่ทุกเวลา จึงถือเป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัย

แนวทางการดำเนินงาน

เนื่องจากบริบทด้านการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไป มหาวิทยาลัยจึงมีการปรับปรุงห้องเรียนให้มีความทันสมัยและขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นพื้นที่การให้บริการเครือข่ายไร้สายก็จะไม่เพียงพอ เราก็ต้องมีการวางแผนปรับปรุงระบบเครือข่ายไร้สายทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยก็เห็นประโยชน์ในจุดนี้ พร้อมทั้งให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านการลงทุนก็มีการปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากแบบต่างคนต่างลงทุนกันเองมาเป็นการลงทุนร่วมกัน รวมทั้งมีการวางแผนงบประมาณในระยะยาว 5 ปี อดีตที่ผ่านมาจะเป็นในลักษณะการวางแผนงบประมาณแบบปีต่อปี ซึ่งงบประมาณทางด้านไอทีที่ได้รับการจัดสรรก็มีอย่างจำกัด ในแต่ละปีจะมีงบประมาณในการลงทุนติดตั้งแอ็กเซสพอยนต์ใหม่และทดแทนแอ็กเซสพอยนต์เดิมที่หมดอายุได้มากสุดปีละไม่เกิน 100 ตัวเท่านั้น

ซึ่งคุณรุ่งโรจน์ประเมินว่าในปีแรกของการดำเนินงานจำเป็นต้องใช้แอ็กเซสพอยนต์กว่า 2,000 ตัว ในการปรับปรุงระบบเครือข่ายไร้สายทั้งมหาวิทยาลัย จึงจะสามารถเปลี่ยนการให้บริการเครือข่ายไร้สายในมหาวิทยาลัยให้ดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ในระยะเวลาสั้นๆ ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยมีโครงการ CU Transformation ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกภาคส่วน โดยจะมีการนำระบบไอทีมาประยุกต์ใช้งานกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานทางด้านระบบเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สายของเราไม่แข็งแรงพอ ก็ไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้

หลังจากชี้แจงให้ผู้บริหารทราบและเข้าใจถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่จะได้รับจากการรวมศูนย์เครือข่ายไร้สายแล้ว ก็เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทีมงานไอทีที่กระจัดกระจายอยู่ตามคณะและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีอยู่กว่า 100 ชีวิต ให้มีความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น บริหารจัดการระบบเครือข่ายไร้สายได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

หลักเกณฑ์ในการเลือกโซลูชัน

คุณรุ่งโรจน์เล่าถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาและคัดสรรโซลูชันสำหรับโครงการดังกล่าวนี้ว่า เราเริ่มต้นคิดและประเมินจาก Why ซึ่งเป็นแก่นแท้ของโจทย์ในการดำเนินโครงการนี้ก่อนเป็นลำดับแรก แล้วตามด้วย How วิเคราะห์และวางแนวทางในการดำเนินโครงการ สุดท้ายคือ What พิจารณาถึงเทคโนโลยีและโซลูชันที่จะมาตอบโจทย์และแนวทางการดำเนินโครงการที่วางไว้ โดยได้เลือกเอาซิสโก้มาเป็นพาร์เนอร์หลัก  “ซิสโก้ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรด้านระบบเครือข่ายที่สำคัญของมหาวิทยาลัย มีการทำงานและความร่วมมือผ่านโครงการต่างๆกับมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง ให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค และถ่ายทอดองค์ความรู้สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้อยู่เสมอ รวมทั้งการให้บริการอย่างมืออาชีพ” เขากล่าว

ผลลัพธ์ที่ได้จากการวมศูนย์ระบบเครือข่ายไร้สาย

สัญญาณเครือข่ายไร้สายสามารถครอบคลุมและเพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งพื้นที่ภายในห้องเรียนและพื้นที่ภายนอกห้องเรียน สามารถเชื่อมต่อและใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายแบบไร้รอยต่อได้จากทุกพื้นที่และทุกเวลา รวมถึง นิสิต คณาจารย์ และบุคลากร สามารถใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายไร้สายในด้านการเรียนการสอน และการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญสามารถบริหารจัดการและให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายทั่วทั้งมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถต่อยอดการให้บริการใหม่ๆ ในอนาคตได้ง่ายขึ้น

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/chula-cisco-wifi-ap/