คลังเก็บป้ายกำกับ: ซิสโก้

Extreme Networks กำลังก้าวข้าม Cisco Meraki ด้วยการเน้นเครือข่ายสำหรับคลาวด์

Extreme Networks กำลังดำเนินยุทธศาสตร์ในการทำให้ระบบเครือข่ายยืดหยุ่นและ “ลดความยุ่งยาก” มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งทางประธานและซีอีโอ คุณ Ed Meyercord ย้ำว่าเป้าหมายเหล่าจะเป็นไปได้เฉพาะบนคลาวด์เท่านั้น

Rob Huff ประธานและหัวหน้าทีมด้านจัดหารายได้ของ StepCH ที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Extreme ระบุว่า ทาง Extreme ได้หันมาทุ่มให้กับด้านเน็ตเวิร์กบนคลาวด์ และเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งขั้นสูงจนทำให้ก้าวล้ำแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Cisco Meraki

เขายังกล่าวว่า “เรากำลังจะได้เห็น Extreme ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว” โดยทาง StepCG ได้เปลี่ยนจากโซลูชั่นของ Meraki หันมาใช้บริการของ Extreme ร่วมกับเธิร์ดปาร์ตี้อื่นเพื่อให้ได้โซลูชั่นเน็ตเวิร์กที่สมบูรณ์แบบ จัดการได้ดีกว่าแก่ลูกค้าปลายทางของตนเอง

Extreme พลิกมาแซงหน้าคู่แข่งได้จากการลงทุนด้านการพัฒนาและวิจัยอย่างมหาศาล จนเบียดคู่แข่งอย่าง Ubiquiti และ Meraki ตกเวทีได้ ทั้งนี้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทาง Extreme ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มครอบจักรวาลสำหรับระบบสวิตชิ่งและเครือข่ายไร้สายของตนเองด้วย

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/extreme-networks-leapfrogging-over-cisco/

ซิสโก้แจ้งเตือนช่องโหว่แบบ Zero-day บน IOS XR

ซิสโก้ได้ออกมาเตือนถึงช่องโหว่แบบ Zero-day ที่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีซอฟต์แวร์บนเราเตอร์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเปิดให้ผู้โจมตีที่ยืนยันตนจากระยะไกลสูบหน่วยความจำจนอุปกรณ์เป้าหมายไม่สามารถทำงานต่อได้

อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านี้ด้วยการส่งทราฟิก IGMP ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษไปยังอุปกรณ์เหยื่อ การโจมตีหน่วยความจำนี้จะทำให้โปรเซสการทำงานอื่นขาดเสถียรภาพ โดยเฉพาะงานของเราท็ติ้งโปรโตคอล

แม้ทางซิสโก้จะออกมาบอกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ากำลังจะออกตัวแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด แต่ก็ไม่ได้ระบุช่วงเวลาชัดเจนว่าจะพร้อมให้ติดตั้งแพตช์ได้วันไหน ทั้งนี้ซิสโก้ย้ำว่าเพิ่งได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่นี้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม

ช่องโหว่นี้อยู่ภายใต้รหัส CVE-2020-3566 โดยถูกจัดระดับความร้ายแรงอยู่ในระดับสูง ด้วยคะแนนตามระบบ Common Vulnerability Scoring System มากถึง 8.6 เต็ม 10 บั๊กนี้กระทบกับทุกอุปกรณ์ของซิสโก้ที่ใช้ซอฟต์แวร์ IOS XR

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/zero-day-ios-xr/

ซิสโก้ แนะเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจด้วยดิจิทัล ช่วยฟื้นฟู GDP ไทยให้ฟื้นในอีก 3 ปี

 

การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีในไทยจะเพิ่มมูลค่า 35,000 ถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับจีดีพีของไทย ภายในปี 2567 และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามผลการศึกษาความพร้อมทางด้านดิจิทัลของธุรกิจเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific SMB Digital Maturity Study) ประจำปี 2563

การศึกษาดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งดำเนินการโดย International Data Corporation (IDC) โดยได้รับมอบหมายจากซิสโก้  ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมทางด้านดิจิทัลมากกว่าจะได้รับประโยชน์สองเท่าในแง่ของรายได้ และผลผลิตเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล

ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของไทย  ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วน 85.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในไทย และสร้างมูลค่าให้จีดีพีถึง 43%  ด้วยเหตุนี้ เอสเอ็มอีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตหลังวิกฤตโควิด

ผลการศึกษาอ้างอิงผลการสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจเอสเอ็มอีชี้ว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในไทยมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล เพื่อสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ ขณะที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเอสเอ็มอี ตระหนักว่าคู่แข่งกำลังปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล และพวกเขาต้องก้าวตามให้ทัน ขณะที่อีก 23 เปอร์เซ็นต์กำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพราะลูกค้าต้องการ

นาย วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  อย่างไรก็ดี เอสเอ็มอีเหล่านี้ยังมีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ หนึ่งในวิธีที่เราเห็นมากในช่วงโควิดก็คือ เอสเอ็มอีมีการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นช่วงแพร่ระบาด

ขณะที่ประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและข้อจำกัดบางอย่าง และผู้บริโภคเริ่มหันมาจับจ่ายใช้สอยตามปกติอีกครั้ง การปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) ของเอสเอ็มอีจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นฟูธุรกิจ และช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของไทย ซิสโก้มุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจโดยอาศัยโซลูชั่นดิจิทัล และกลยุทธ์ที่เหมาะสม

ผลการศึกษาระบุว่า การจัดซื้อหรืออัพเกรดซอฟต์แวร์ไอที (20 เปอร์เซ็นต์) เป็นการลงทุนที่เอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญมากที่สุด ตามมาด้วยการจัดซื้อและอัพเกรดฮาร์ดแวร์ไอที (15 เปอร์เซ็นต์) และการลงทุนในคลาวด์ (11 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายเฉพาะหน้าในหลายๆ เรื่อง โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัลและการเข้าถึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ (20 เปอร์เซ็นต์) เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล รองลงมาได้แก่ การไม่มีโรดแมพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล (18 เปอร์เซ็นต์) และการขาดแคลนเทคโนโลยีที่จำเป็น (15 เปอร์เซ็นต์)

พิธาน รอย กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจขนาดเล็กประจำเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนของซิสโก้ กล่าวว่า ตอนนี้นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้ได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว ทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องเผชิญ ทั้งในส่วนของภาครัฐ สถานศึกษา บริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ได้โดยลำพัง

ที่ซิสโก้ เราภูมิใจที่เรามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล ในแง่ของการพัฒนาบุคลากร Cisco Networking Academy ได้ฝึกอบรมบุคลากรกว่า 2.5 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีที่หลากหลาย นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งสถาบัน  และในส่วนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่คัดสรรเป็นพิเศษสำหรับเอสเอ็มอีภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ Cisco Designed

สำหรับเอเชีย-แปซิฟิก การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีจะเพิ่มมูลค่า 2.6 – 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 80 – 100 ล้านล้านบาทให้กับจีดีพีของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกภายในปี 2567  ทั้งนี้ ข้อมูลคาดการณ์ของไอดีซีระบุว่า จีดีพีของเอเชีย-แปซิฟิกจะเติบโตประมาณ 10.6 – 14.6 ล้านล้านดอลลาร์ และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของการเติบโตดังกล่าว

ผลการศึกษาเน้นย้ำว่า เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเร่งการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19  นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 86 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจเพื่อสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ในอนาคตได้ ดังเช่นกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19

แม้ว่าจะมีปัญหาท้าทายต่างๆ แต่เอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้ยังคงมีความคืบหน้าในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล โดยผลการศึกษาชี้ว่า ปัจจุบัน 16 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้มีความพร้อมด้านดิจิทัลขั้นสูง (ขั้นที่ 3 และ 4) เปรียบเทียบกับ 11 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562  นอกจากนี้ เอสเอ็มอีมากกว่าครึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในระดับหนึ่ง และอยู่ในสถานะของ Digital Observer (ขั้นที่ 2) และมีเอสเอ็มอีเพียง 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังคงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเชิงรับ และแทบไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (ขั้นที่ 1)

ภายในภูมิภาคนี้ เอสเอ็มอีในสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่ม Digital Observer โดยการจัดอันดับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 2562  อย่างไรก็ตาม จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และไทยได้แซงหน้าเกาหลี ฮ่องกง และมาเลเซียตามลำดับ  นอกจากนี้ เอสเอ็มอีในอินโดนีเซียและเวียดนามมีความคืบหน้าในการดำเนินงานปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด

นายแดเนียล-โซอี จีเมเนซ ผู้ช่วยรองประธาน ฝ่ายวิจัยด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นและเอสเอ็มอีของไอดีซี กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัลถือเป็นภารกิจที่จำเป็นสำหรับเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต  สถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เอสเอ็มอีต้องเปลี่ยนย้ายไปสู่ระบบดิจิทัล โดยจำเป็นต้องปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น  ในการปรับเปลี่ยนระบบงานธุรกิจ การดำเนินงาน และการให้บริการแก่ลูกค้า

เอสเอ็มอีมักจะให้ความสำคัญกับบริการคลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับแรก และขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญมากขึ้นกับเรื่องประสบการณ์ของลูกค้า การประชุมทางไกลผ่านวิดีโอ และโซลูชั่น AI/ระบบวิเคราะห์ข้อมูล  เนื่องจากสภาพตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาอย่างฉับไว ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงควรทำงานกับพันธมิตรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี และประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล”

การศึกษาในปีนี้เป็นการติดตามผลจากรายงานดัชนีความพร้อมทางด้านดิจิทัลของเอสเอ็มอี (SMB Digital Maturity Index) ประจำปี 2562 ซึ่งสำรวจสถานะการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  ส่วนการศึกษาของปี 2563 มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการของเอสเอ็มอีสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล รวมถึงผลกระทบของการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การผลักดันกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติม

ความพร้อมด้านดิจิทัลมี 4 ขั้นดังต่อไปนี้

  • ขั้นที่ 1 – Digital Indifferent: บริษัทที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเชิงรับ และไม่มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล
  • ขั้นที่ 2 – Digital Observer: บริษัทที่เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล แต่ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น และเป็นโครงการขนาดเล็ก
  • ขั้นที่ 3 – Digital Challenger: บริษัทที่มีกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และตอบสนองต่อตลาดในลักษณะเชิงรุก
  • ขั้นที่ 4 – Digital Native: บริษัทที่มีกลยุทธ์ด้านการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร และมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

from:https://www.thumbsup.in.th/cisco-digital-smb?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cisco-digital-smb

(VDO) – บรรยายพิเศษเรื่อง Cisco Meraki for business

งานสัมมนานี้ เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Cisco Meraki ซึ่งเป็นโซลูชันระบบเครือข่ายอัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายของธุรกิจยุคดิจิทัล เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบเครือข่ายที่แข็งแกร่ง มีความปลอดภัยสูง และง่ายต่อการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ต้องพร้อมต่อยอดและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจอีกด้วย

ภายในงานจะเป็นการแนะนำ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จาก Cisco Meraki ไม่ว่าจะเป็น โซลูชันเครือข่ายไร้สาย SD-WAN และระบบรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์สวิตช์ โซลูชันการบริหารจัดการ Endpoint ประสิทธิภาพการทำงาน Meraki MV โซลูชันกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ที่มาพร้อมกับ และความเรียบง่ายของการบริหารจัดการอุปกรณ์ทั้งหมดผ่านแดชบอร์ดบนระบบคลาวด์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด
คุณรักษนิธิ์ แจ้งกระจ่าง
อีเมล : ruksani.j@dcs.premier.co.th
โทร : 02 684 8484

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-cisco-meraki-for-business/

ซิสโก้เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ

งาน CiscoLive! Digital ซึ่งเป็นอีเว้นท์เสมือนจริง (Virtual Event) ที่มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100,000 คน จากลูกค้า พาร์ทเนอร์ และประชาชนทั่วไป ซิสโก้ได้เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business Resiliency) เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  ท่ามกลางสภาวะที่ไม่แน่นอน การจัดการดูแลธุรกิจให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่นกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้บริหารองค์กรธุรกิจ  จากผลการสำรวจความคิดเห็น PwC COVID-19 CFO Pulse Survey ครั้งที่ 5 ผู้บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่าสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญสูงสุด(87%) คือ มาตรการและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของที่ทำงานเมื่อพนักงานเริ่มกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศตามปกติ นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารฝ่ายการเงินทั้งหมดระบุว่า บริษัทของตนจะทำให้รูปแบบการทำงานจากที่บ้านกลายเป็น “ทางเลือกถาวร” สำหรับบุคลากรในตำแหน่งงานที่เหมาะสม  โซลูชั่นใหม่ของซิสโก้จะช่วยแก้ไขปัญหาท้าทายที่สำคัญเหล่านี้ในอนาคต โดยจะช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือจากที่บ้านได้อย่างปลอดภัย และรองรับการสร้างสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานที่ไว้วางใจได้

ขณะที่องค์กรต่างๆ รับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส หลายๆ องค์กรได้ปรับใช้โซลูชั่นที่มุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยร่วมมือกับส่วนงาน Cisco Customer Experience (CX) และพาร์ทเนอร์ของซิสโก้ เพื่อจัดการดูแลให้องค์กรเหล่านี้ให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ ฉับไว สำหรับการรับมือกับการแพร่ระบาดในระยะถัดไป รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ ฝ่ายไอที และฝ่ายปฏิบัติการ ให้ความสำคัญกับการทำให้สภาพแวดล้อมไอทีที่สามารถปรับตัว และเรียนรู้จากบทเรียนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  ทั้งนี้ผู้บริหารฝ่ายการเงินส่วนใหญ่ (72%) ที่ตอบแบบสอบถามของ PwC คาดการณ์ว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสในครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น และความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ 49% ระบุว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีความพร้อม และความแข็งแกร่งมากขึ้นในระยะยาว

ชัค ร็อบบินส์ ประธานและซีอีโอของซิสโก้ กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและองค์กรต่างๆ มากมาย โดยทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  องค์กรธุรกิจที่เคยกำหนดกลยุทธ์ทางด้านดิจิทัลสำหรับระยะเวลา 1-3 ปี ตอนนี้กลับต้องปรับเปลี่ยนแผนงานและโครงการต่างๆ ภายในเวลาชั่วข้ามคืน  โซลูชั่นใหม่ของซิสโก้มุ่งเน้นการปรับปรุงความยืดหยุ่นของธุรกิจ ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจ และปรับใช้โซลูชั่นที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้น”

โซลูชั่นที่ช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่นของธุรกิจนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ของซิสโก้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าหลายพันรายตลอดช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน โดยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น สาธารณสุข และการศึกษา และมีโมเดลการใช้งานและบริการที่สะดวกง่ายดาย ช่วยให้ลูกค้าแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที  โซลูชั่นดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาต่อยอดเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการในด้านอื่นๆ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในสถานที่ทำงาน การติดต่อสื่อสารกับพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบเสมือนจริง และสถานพยาบาลขนาดเล็กที่อาศัยการเชื่อมต่อในการให้บริการ (pop-up connected clinics) จุดเด่นที่สำคัญของโซลูชั่นใหม่ของซิสโก้มีดังต่อไปนี้:

 

 

โซลูชั่นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม

โรงพยาบาลและสถานศึกษาได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ ส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงักงันทันที แต่ด้วยความช่วยเหลือของซิสโก้ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน หลายๆ องค์กรก็สามารถเปิดใช้งานระบบทางไกล และเปลี่ยนไปใช้ระบบธุรการแบบเสมือนจริง รวมถึงการให้บริการสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) ได้อย่างฉับไว  ซิสโก้มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้ลูกค้าปรับปรุงความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยโซลูชั่นใหม่ๆ ที่นำเสนอสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าวมีดังนี้:

  • การเรียนรู้ทางไกล – เทคโนโลยีที่รองรับการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัยและความเชี่ยวชาญของซิสโก้ช่วยให้เด็กและเยาวชนราว 2 พันล้านคนทั่วโลกสามารถเรียนรู้นอกห้องเรียนได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โซลูชั่นนี้ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายโดยสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น Babson College ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเส็ตต์
  • โรงพยาบาลภาคสนามที่ดำเนินการชั่วคราวโดยอาศัยการเชื่อมต่อเครือข่าย – ชุดโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบสำเร็จรูปที่สามารถติดตั้งและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 5 วัน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโรงพยาบาล หรือจัดหาศูนย์บริการทางการแพทย์ชั่วคราว โซลูชั่นนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายสำหรับการเข้าถึงข้อมูล เสียง และวิดีโอ พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรสำหรับเครือข่าย บริการช่วยเหลือและคำแนะนำสำหรับการติดตั้งใช้งาน  โซลูชั่นนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ของซิสโก้และพาร์ทเนอร์โดยตรงในการรองรับการดำเนินงานของโรงพยาบาลชั่วคราว เช่น โรงพยาบาลภาคสนาม NHS Nightingale ในประเทศอังกฤษ และ University of Maryland Medical System ในสหรัฐฯ

ดร. ฟิล คนูเทล รองอธิการบดีและผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงของ Babson College กล่าวว่า “Babson College ไว้วางใจเลือกใช้เทคโนโลยีของซิสโก้ ทั้งในส่วนของอุปกรณ์เครือข่าย และแพลตฟอร์ม Webex และ Teams ที่ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยเสถียรภาพ ช่วยให้เราสามารถโยกย้ายหลักสูตรทั้งหมด 650 หลักสูตร รวมไปถึงนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกคนไปสู่ระบบออนไลน์ได้อย่างตรงโจทย์ และมีประสิทธิภาพ”

โซลูชั่นสำหรับการทำงานนอกสถานที่อย่างปลอดภัย

ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด ลูกค้าได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากซิสโก้เพื่อจัดการให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยโซลูชั่นที่ปลอดภัยและการปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น โซลูชั่นดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงส่วนงานต่างๆได้ เช่น:

  • ศูนย์บริการระยะไกล – เทคโนโลยีและบริการติดตั้งที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บริการ (Contact Center) สามารถทำงานจากที่บ้านโดยใช้โซลูชั่นคลาวด์ หรือเข้าใช้งานระบบที่ติดตั้งไว้ภายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย
  • การเข้าถึงระยะไกลอย่างยืดหยุ่น – ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่จะช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงเครือข่าย อุปกรณ์ลูกข่ายที่รองรับการทำงานร่วมกัน และแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจ โซลูชั่นนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว สามารถเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่ได้ตามต้องการ
  • การทำงานจากที่บ้านอย่างปลอดภัย – รองรับการรักษาความปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงแบบระยะไกล (Remote Access) โดยใช้เครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ขีดความสามารถของ VPN กำหนดแผนการติดตั้งโดยใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยของซิสโก้ และดำเนินการวางแผน ออกแบบ และตั้งค่าเครือข่าย VPN เพื่อช่วยให้พนักงานเข้าถึงระบบผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลได้อย่างปลอดภัย

โซลูชั่นสถานที่ทำงานที่ไว้ใจได้

องค์กรธุรกิจต่างๆในปัจจุบัน พยายามที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ พร้อมทั้งรองรับ “การกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ” อย่างปลอดภัย และขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจและวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อให้พนักงานและลูกค้าได้รับความปลอดภัยสูงสุด  ซิสโก้สนับสนุนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วยการนำเสนอโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ เช่น:

  • ระบบเสมือนจริงสำหรับการเยี่ยมผู้ต้องขังในทัณฑสถาน –ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัยผ่านระบบวิดีโอ พร้อมระบบจัดการสำหรับผู้ใช้งาน ช่วยให้ญาติพี่น้อง ที่ปรึกษา แพทย์ และทนายความสามารถติดต่อพูดคุยกับผู้ต้องขังได้อย่างง่ายดาย ซิสโก้ช่วยอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย จัดการฝึกอบรม และให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้ใช้  ระบบเสมือนจริงสำหรับการเยี่ยมผู้ต้องขังนี้จะช่วยให้ทางทัณฑสถานสามารถปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง เปิดโอกาสให้มีการติดต่อพูดคุยกันมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย 
  • การเชื่อมต่อออฟฟิศระยะไกล– ขยายเครือข่ายขององค์กรไปยังสถานที่ตั้งใกล้เคียงและจุดที่อยู่ไกลออกไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สำหรับแบนด์วิธที่มากขึ้น การเชื่อมต่อที่รวดเร็วกว่า และความปลอดภัยที่เหนือกว่า บริการและเทคโนโลยีที่ซิสโก้นำเสนอจะช่วยให้ลูกค้าออกแบบ สร้าง และใช้งานโซลูชั่น Wireless LAN ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจได้อย่างปลอดภัย ด้วยประสบการณ์การเชื่อมต่อไร้สายที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
  • มีการตรวจสอบความหนาแน่นทางสังคม (Social Density) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก– โซลูชั่นนี้อาศัยความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่รองรับการเว้นระยะห่างทางสังคมในสถานที่ทำงาน โซลูชั่นนี้พัฒนาต่อยอดจาก DNA Spaces ของซิสโก้ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไร้สาย โดยทำหน้าที่หาข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกของพนักงานจากสถานที่หลายๆ แห่ง ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในที่ทำงาน โซลูชั่นนี้จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-virtual-event/

Webinar : ซิสโก้ และ เมโทรฯ จัดงานสัมมนา Cisco Zero Trust : Secure for All

เนื่องจากปัจจุบันพนักงานต้องสามารถทำงาน และเข้าถึงระบบไอทีและแอปพลิเคชัน จากทุกที่ทุกเวลา ทั้งจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขององค์กร รวมถึงมีการนำอุปกรณ์ส่วนตัวหรือ BYOD มาใช้งานมากขึ้น การใช้งานแอปปลิเคชันบน มัลติคลาวด์ เช่นเดียวกันปริมาณการใช้งานอุปกรณ์ IoT ที่มีจำนวนมากขึ้น จะมั่นใจได้อย่างไรว่าระบบไอที และพนักงจะได้รับการปกป้อง

Cisco ร่วมกับ MSC ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ อัพเดตข้อมูลเทคโนโลยี เพื่อก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของการดำเนินธุรกิจยุค New Normal ที่ทำให้พรมแดนการรักษาความปลอดภัยไอที ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในองค์กรอีกต่อไป โดยงานจะจัดขึ้นใน วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00-11.30 น มีรายละเอียดดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Cisco Zero Trust : Secure for All
ผู้บรรยาย: ทีมงาน Cisco และ MSC
วันเวลา: วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00-11.30 น
ช่องทางการบรรยาย: WebEX
ภาษา: ไทย

ด้วย Zero Trust แนวคิดด้านปลอดภัยจาก Cisco ที่จะตรวจสอบทุกการเข้าถึงจากบุคคลหรืออุปกรณ์ใด ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือนอกเครือข่าย ช่วยให้ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของธุรกิจยุคดิจิทัล งานนี้เหมาะสำหรับ ผู้บริหารและทีมงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ดูแลรับผิดชอบและดูแลรับผิดชอบระบบไอทีในด้านต่างๆ

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! https://forms.gle/jprXADHWWKm9keri9

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-zero-trust/

พบช่องโหว่ใน Cisco Webex Meetings บนวินโดวส์ที่ทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้

ช่องโหว่ในโปรแกรม Cisco Webex Meetings Desktop เวอร์ชั่นสำหรับวินโดวส์นี้ เปิดช่องให้ผู้โจมตีที่อยู่บนเครื่องปัจจุบันที่ผ่านการยืนยันตัวแล้ว สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับบนเครื่องได้

ช่องโหว่นี้อยู่ภายใต้รหัส CVE-2020-3347 โดยมีลักษณะของการใช้หน่วยความจำร่วมกันของแอพพลิเคชั่นที่ไม่ปลอดภัย จากข้อมูลของผู้ที่พบช่องโหว่นี้อย่าง Trustwave SpiderLabs Security พบว่าถ้าผู้ใช้ที่ลงทะเบียนเป็นไคลเอนต์ล็อกอินเข้าระบบแบบอัตโนมัติแล้วตัวไคลเอนต์จะมีไฟล์ที่สัมพันธ์กับหน่วยความจำบางไฟล์ที่ไม่ได้รับการป้องกันทั้งการเขียนและอ่านข้อมูล

ดังนั้น ผู้ใช้ที่ไม่หวังดีจึงสามารถเปิดและดูดข้อมูลในไฟล์ออกมาได้ถ้าพวกเขาสามารถล็อกอินเข้าเครื่องได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้ใช้รายอื่นจะสามารถเปิดเข้ามาในเซสชั่นเดิมเพื่อเข้ามาอ่าน และบันทึกคอนเท็นต์ภายในเซสชั่นนั้นๆ ได้

ช่องโหว่นี้เปิดช่องให้ผู้โจมตีที่สามารถเข้าถึงหน่วยความจำของระบบ โดยรันแอพพลิเคชั่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกัน

ที่มา : GBHackers

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-webex-meetings-for-windows-let-hackers/

ซิสโก้ ช่วยเหลือลูกค้าและคู่ค้าทางการเงินกว่า 225 ล้านดอลลาร์ สู้ Covid-19

ซิสโก้ เปิดตัว “โครงการให้ความเหลือทางการเงินเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจ” (Business Resiliency Program) โดยนำเสนอผ่านบริการทางการเงินของซิสโก้ หรือ Cisco Capital ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการให้บริการทางการเงินของซิสโก้ เพื่อช่วยบรรเทาความท้าทายทางด้านการเงินขององค์กรธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 ด้วยการสนับสนุนทางการเงิน 225 ล้านดอลลาร์ หรือ 7,000 ล้านบาท ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเข้าถึงโซลูชั่นที่ต้องการเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ รวมถึงความปลอดภัยของพนักงาน และการสนับสนุนชุมชนต่างๆในช่วงเวลาวิกฤตนี้

ชัค ร็อบบินส์ ประธานบริหารและซีอีโอของซิสโก้ กล่าวว่า “ลูกค้าและคู่ค้าของซิสโก้กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจของพวกเขาสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ซิสโก้ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือพวกเขาต่อสู้ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยี การเงิน หรือความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่องค์กรธุรกิจต้องการ”

โครงการนี้พร้อมให้การสนับสนุนแก่คู่ค้าในระบบธุรกิจของซิสโก้กว่า 60,000 ราย และช่วยให้คู่ค้าสามารถจัดหาโซลูชั่นเพิ่มเติมเพื่อการให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆที่ให้ผลกระทบต่อสภาพการเงินในสภาวะธุรกิจที่ท้าทายนี้ โครงการนี้จะช่วยเร่งรอบการขาย (sales cycles) และเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถเสนอโซลูชั่นการชำระเงินให้กับลูกค้าเพื่อช่วยจัดการสภาพคล่องทางการเงิน หรือกระแสเงินสดให้ดีขึ้นอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-capital-225-million-dollar/

ซิสโก้ซื้อ Fluidmesh Networks เพื่อเสริมทัพธุรกิจด้าน IoT ระดับอุตสาหกรรม

ซิสโก้ได้ประกาศแพลนที่จะซื้อกิจการของ Fluidmesh Networks ผู้ผลิตระบบสำรองการทำงานของดารสื่อสารไร้สายสำหรับระบบ Internet of Things เชิงอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขของดีลนี้

เทคโนโลยีของ Fluidmesh มีเป้าหมายเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายระหว่างสื่อสารขณะที่วัตถุอย่างรถไฟหรือรถใต้ดินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายของบริษัทนี้ถูกนำมาใช้ทั้งในด้านการรถไฟ การท่าเรือ และการขนส่งมวลชน ในบริเวณที่ความแรงของสัญญาณมักจะมีปัญหา

ทั้งนี้ ทางซิสโก้ระบุว่า Fluidmesh จะเข้ามาร่วมกับธุรกิจ IoT ของตนเอง เพื่อขยายขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ไวร์เลสระดับอุตสาหกรรมของซิสโก้ สำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ

รวมทั้งพาร์ทเนอร์ และผู้ใช้ปลายทางด้วย ยักษ์ใหญ่ด้านเน็ตเวิร์กยังจะใช้ประโยชน์จากทีมงานฝ่ายขายและความสัมพันธ์กับผู้วางระบบที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนี้ของ Fluidmesh ในการส่งเสริมธุรกิจด้าน IoT ระดับอุตสาหกรรมของซิสโก้ด้วย

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-to-acquire-fluidmesh-networks-to-bolster-industrial-iot-business/

พบบั๊ก 5 รายการใน Cisco SD-WAN ที่เปิดช่องให้ผู้โจมตียิงคำสั่งที่มีสิทธิ์ระดับ Root ได้

ทางซิสโก้ได้อุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจำนวน 5 รายการใน Cisco SD-WAN ที่เปิดให้ผู้โจมตีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบและรันคำสั่ง Arbitrary ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ซึ่งใน 5 รายการนี้มีอยู่ 3 รายการที่เป็นช่องโหว่ระดับร้ายแรง

ช่องโหว่เหล่านี้เกิดจากการที่ไม่ได้มีระบบตรวจสอบข้อมูลป้อนเข้าอย่างเพียงพอ ตั้งแต่ CVE-2020-3265 – Privilege Escalation ที่เป็นช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ Cisco SD-WAN Solution ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนเข้าไม่รัดกุมพอจนปล่อยให้ผู้โจมตีที่อยู่ในระบบเดียวกันยกระดับสิทธิ์ของตัวเองเป็น Root บนเครื่องที่มีช่องโหว่ บั๊กนี้กระทบกับผลิตภัณฑ์ของ Cisco ที่รันซอฟต์แวร์ Cisco SD-WAN Solution เวอร์ชั่นก่อนหน้า 19.2.2 ทั้งหมด

ต่อมาเป็นช่องโหว่ CVE-2020-3266 – Command Injection Vulnerability ที่ฝังตัวอยู่ในส่วน CLI ของซอฟต์แวร์ Cisco SD-WAN Solution ซึ่งเปิดให้ผู้โจมตีที่อยู่บนระบบสามารถยิงคำสั่งแบบ Arbitrary เข้ามาด้วยสิทธิ์ระดับ Root ได้ซึ่งช่องโหว่นี้ก็กระทบกับผลิตภัณฑ์ของซิสโก้ที่รันซอฟต์แวร์ Cisco SD-WAN Solution เวอร์ชั่นก่อนหน้า 19.2.2 ทั้งหมดด้วยเช่นกัน

ต่อมาช่องโหว่รายการที่สาม CVE-2020-3264 – Buffer Overflow Vulnerability เป็นช่องโหว่ที่อยู่บนซอฟต์แวร์ Cisco SD-WAN Solution ที่เปิดให้ผู้โจมตีที่อยู่บนระบบเดียวกันที่มีการยืนยันตัวตนแล้วสามารถทำให้เกิดภาวะบัฟเฟอร์เก็บข้อมูลล้นเกินขีดจำกัดบนอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ได้ กระทบกับทุกผลิตภัณฑ์ของซิสโก้เหมือนกับช่องโหว่รายการก่อนหน้า

อีก 2 ช่องโหว่ได้แก่ CVE-2019-16010 – Cross-Site Scripting Vulnerability และ CVE-2019-16012 – SQL Injection Vulnerability โดยช่องโหว่แรกจะอยู่ในส่วนของหน้าเว็บบนซอฟต์แวร์ Cisco SD-WAN vManage

ที่มา : GBHackers

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-bugs-in-cisco-sd-wan/