คลังเก็บป้ายกำกับ: ชาคริต_จันทร์รุ่งสกุล

คุยกับ Wecosystem: การปรับตัวสู้วิกฤตครั้งใหญ่ของคนทำ Digital Transformation

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation คือหนึ่งในกลยุทธ์การทำธุรกิจที่กำลังได้รับการพูดถึงมากขึ้นในยุคนี้ เพื่อปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ พี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem โรงเรียนของผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาคนทำธุรกิจ Start up ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนทำธุรกิจ จากประสบการณ์การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำ Digital Transformation ให้กับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย

ผู้อยู่เบื้องหลัง Digital Transformation ขององค์กรไทย

พี่ไวท์ เริ่มต้นด้วยการเล่าจุดเริ่มต้นของ Wecosystem ว่าเริ่มต้นจาก FireOneOne ซึ่งเป็นบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการทำ Digital Transformation ขององค์กรใหญ่ๆ หลายแห่งในประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน Consult Transformaton ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เพื่อช่วยทำ Digital Transformation ในองค์กร ทั้งการเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยน Mindset ของคน

แต่เดิมบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้าน Digital Transformation กับองค์กรต่างๆ ยังมีเพียงบริษัทต่างชาติ ไม่ค่อยมีบริษัทไทย พี่ไวท์จึงคิดว่าบริษัทประเภทนี้จึงเป็นเหมือนตลาด “Blue Ocean” เพราะบริษัทไทยหลายๆ แห่ง ก็อยากเปลี่ยนจากการจ้างบริษัทต่างชาติ มาเป็นบริษัทของคนไทย

จากการช่วยบริษัท สู่การช่วยผู้ประกอบการ คนทำธุรกิจ

เป้าหมายต่อไป คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการ คนทำธุรกิจทั้ง SME และ Start up ซึ่งกลายเป็นที่มาของ Wecosystem โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ และคนทำธุรกิจ “โลกกำลังเปลี่ยน ทุกคนต้องเปลี่ยนตาม การ Transform ประเทศ ทุกๆ อย่างต้องไปพร้อมกัน”

พี่ไวท์ อธิบายความแตกต่างในการทำธุรกิจขององค์กร กับคนทำธุรกิจขนาดเล็กทั่วๆ ไป หรือ SME ว่ามีความน่ากลัวที่แตกต่างกัน คือ องค์กรทำธุรกิจได้อย่างไม่น่ากลัว เพราะมีเงินที่พร้อมสำหรับการลงทุนทำธุรกิจ และมี “คน” ที่พร้อมจะทำงาน แต่คนทำธุรกิจทั่วๆ ไป หรือ SME มีความน่ากลัวกว่า คือ ไม่มีทั้งเงิน และ คน

สาเหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่ไวท์ เริ่มต้นเปิดคลาสเรียนเล็กๆ โดยมีเป้าหมายไปที่ “คนที่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองเป็น SME หรือ Start up แต่มีไอเดียอยากทำธุรกิจ” เพราะที่ผ่านมา คำว่าผู้ประกอบการ ยังไม่มีหลักสูตรที่สอนอย่างชัดเจน

เป็นผู้ประกอบการแค่ Passion อยากทำไม่พอ

คอร์สเรียนของ Wecosystem จึงต้องเริ่มตั้งแต่การสร้าง Mindset ความเป็นผู้ประกอบการ เข้าใจความลำบากของผู้ประกอบการ ว่าการทำธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องเท่ห์ แต่มีความเสี่ยง ทั้งเรื่องเงิน และเรื่องชีวิต ที่ต้องแบกรับเอาไว้ ต้องรู้หลักการทำธุรกิจเบื้องต้นอย่างการทำ Business Model Canvas ดังนั้นจะมีเพียง Passion อยากทำไม่พอ ต้องมี Mindset และ Skillset ของผู้ประกอบการด้วย

“การเป็นผู้ประกอบการไม่สบาย ทำงานเรียกว่า 7×24 คือทุกวันและตลอดเวลา ดังนั้นต้องปรับ Mindset เลิกคิดเรื่องวันหยุด เลิกคิดเรื่องพักร้อนได้เลย นี่แค่จุดเริ่มต้น ความลำบากอื่นๆ ยังมีอีกเยอะ”

แม้ว่า Wecosystem จะเป็นโรงเรียนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ประกอบการหลายๆ คน แต่ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ย่อมส่งผลต่อการทำธุรกิจของ Wecosystem เหมือนกัน

โดยพี่ไวท์ เริ่มมองสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยเริ่มมองเห็นว่า ผลไม้ไทยจะไม่สามารถส่งไปขายที่ประเทศจีนได้ เพราะในช่วงนั้นล้งจีน ไม่สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้ และจะส่งผลกระทบต่อชาวสวนทั้งหมด ซึ่งมีผลต่อ GDP และเศรษฐกิจในประเทศ

ยิ่งมาช่วงต้นปีภาพทุกอย่างยิ่งชัดเจนมากขึ้น จีนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทาง Wecosystem จะทำการสำรวจเพื่อคาดการณ์อนาคตสำหรับเตือนผู้ประกอบการที่อยู่ในคอร์สอบรม แต่ต้องยอมรับว่าก็ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ตัวอย่างคอร์สเรียนของ Wecosystem

ปรับกลยุทธ์: กำหนดราคา-ออกแบบคอร์สใหม่

ตอนแรกสำนักงานของ Wecosystem อยู่ที่เกษร ด้วยค่าเช่าประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่า ย้ายสำนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเปลี่ยนจากการเช่าสถานที่เพื่อสอน เป็นสอนออนไลน์เต็มตัว เพราะมองว่าการเปิดคอร์สเรียนออนไลน์ คือ สิ่งที่ได้ผล

ปัจจุบัน มีคอร์สออนไลน์เปิดเป็นจำนวนมาก ปัญหาคือผู้บริโภคเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกเรียนคอร์สไหนดี อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและนำไปใช้ได้จริง Wecosystem เชื่อว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ได้

ปรับราคาคอร์สเรียน เหมาจ่ายครั้งเดียว เรียนได้ทั้งปี

แต่เดิมคอร์สเรียนออนไลน์ของ Wecosystem จะขายแยกเป็นรายคอร์ส ในราคา 5,000-30,000 บาท แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการก็ลำบาก คงไม่มีเงินมาจ่ายเพื่อซื้อคอร์สเรียน จึงมีการปรับกลยุทธ์การตั้งราคาใหม่ เปลี่ยนเป็นจ่าย 8,000 บาท ราคาเดียว เรียนได้ทุกๆ คอร์สแทนผ่านทางออนไลน์

อย่างไรก็ตาม การเปิดคอร์สออนไลน์ ไม่ได้ง่ายไปทั้งหมด เพราะอุปสรรคสำคัญของการเรียนออนไลน์คือ สมาธิของผู้เรียนจะน้อยกว่าการเรียนแบบปกติ ขาดปฎิสัมพันธ์กับคนเรียน ไม่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน และระดมความคิดกันไม่ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาคือ ต้องจัดคอร์สเรียนใหม่ทั้งหมด แยกคอร์สออกมาเป็นส่วนๆ แล้วออกแบบการสอนใหม่ จะได้รู้ว่าจะตอบโต้กับผู้เรียนตอนไหนได้บ้าง

พี่ไวท์ บอกว่า การเรียนออนไลน์ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งมีอีกหลายส่วนที่ยังไม่รู้ว่าอะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ต้องไม่ใช่แค่การเปิดวิดีโอแน่นอน และ Wecosystem ก็กำลังศึกษา เรียนรู้และทดลอง เพื่อพัฒนาหลักสูตรอยู่ตลอด

ส่วนคอร์สเรียนแบบออฟไลน์ Wecosystem มีแผนที่จะเปิดอีกครั้งในอนาคตในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งต้องรอดูกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-wecosystem-adapt-during-covid-19-crisis/

คุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องเท่ห์แต่ต้องมี Mindset ผู้ประกอบการ

ยุคนี้การทำธุรกิจแบบ Start up กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยจำนวนมาก ที่มีความฝันอยากจะเริ่มต้นใช้แนวคิด และ Passion ของตัวเอง มาสร้างเป็นธุรกิจแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน

ภาพจาก Shutterstock

ความจริงแล้วการเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Start up ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่หลายๆ คนคิดเสมอไป ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ Start up ได้ สิ่งสำคัญที่ควรมีอันดับแรกๆ คือ ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

Brand Inside ได้มีโอกาสไปคุยกับ พี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาทั้ง Start up และธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ว่าผู้ประกอบการธุรกิจในยุคนี้ จะต้องรู้ทักษะอะไร และจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem

อยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion

พี่ไวท์ เริ่มต้นเล่าว่า สิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการหรือคนทำธุรกิจต้องมี คือ Mindset โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คืออะไร ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ความเท่ห์ แต่มีทั้งความลำบากและความเสี่ยง

ผู้ประกอบการบางคนทำธุรกิจ โดยเอาบ้าน เอารถยนต์ตัวเองไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาใช้กับบริษัท แต่พี่ไวท์เสริมว่า “คนเป็นผู้ประกอบการจะไม่รู้จักความเสี่ยง เพราะคนที่กลัวก็จะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ”

Business Model Canvas ภาพจาก Shutterstock

อย่างที่ 2 ที่คนเป็นผู้ประกอบการควรรู้ คือ Business Model Canvas คนทำธุรกิจบางคนไม่รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจว่าแค่กรอก Business Model Canvas ให้ครบ 9 ช่อง แต่ไม่รู้ว่าแผนธุรกิจจะใช้ได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะขายใคร จะได้กำไรเท่าไหร่

ตัวอย่าง Business Model Canvas ในการทำธุรกิจที่เห็นได้ชัดคือ Starbucks เพราะ Starbuck ทำธุรกิจ โดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ ลองจินตนาการว่า เราเดินเข้าไปในร้าน Starbucks เราสามารถสั่งกาแฟตามที่เราต้องการได้ เช่น กาแฟเอสเพรสโซ่ แต่ไม่ใส่ฟองนม หรือ จะสั่งกาแฟลาเต้เย็น แต่เปลี่ยนจากนมวัวธรรมดา เป็นนมถั่วเหลืองก็ได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าไม่สามารถหาบริการแบบนี้ได้จากร้านอื่นๆ

เพราะ Starbucks ทำธุรกิจโดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ พนักงานให้ได้รับการฝึกมาให้บริการทุกความต้องการของลูกค้า โดยที่ไม่หงุดหงิด รวมถึง Starbucks ยังมีสูตรการทำกาแฟเป็นขั้นตอนเป็นของตัวเอง เหมือนกับร้านอาหาร Fast Food ที่มีคู่มือการทำงาน

ส่วนอย่างสุดท้ายที่พี่ไวท์แนะนำคือ คนทำธุรกิจ จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Passion อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีทั้ง Skill Set และ Mind Set ของผู้ประกอบการ

ช่วงเวลาวิกฤต ต้องรู้จักคิดปรับตัว

หลังจากคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจ Start up หรือธุรกิจขนาดเล็ก รู้แล้วว่าอยากต้องการจะเริ่มทำธุรกิจต้องทำอย่างไรแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด ในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

พอพูดถึงการปรับตัว การไม่ยอมแพ้คือสิ่งแรกที่พี่ไวท์พูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมาจะพูดกันอยู่ตลอดว่าคนเป็นผู้ประกอบการ ต้องไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเจอสถานการณ์จริงแบบทุกวันนี้ พี่ไวท์เสริมว่า ถ้าล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว จะอิดออดไม่ได้ แม้ว่าจะมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นแสงสว่างแต่ก็ต้องลุกขึ้นมา “ต้องรู้จักจุดไฟในตัวเอง แม้จะไม่มีความหวัง แต่ต้องจุดไฟให้ได้”

นอกจากการไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำหรับการปรับตัวทำธุรกิจในยุคนี้เช่นกัน ถ้ามีเรื่องไหนที่ยังไม่รู้ ก็แค่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพราะปัจจุบันมีทั้ง Google, YouTube และ Facebook ให้เรียนรู้ ข้อมูลหาได้เร็ว แล้วนำไปใช้ ไม่มีอะไรให้เสีย ต้องลงมือทำ ซึ่งพี่ไวท์คิดว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดเป็น Skillset ใหม่ๆ เป็นการนำศาสตร์ทุกๆ ศาสตร์ ไปใช้กับการทำธุรกิจ

สรุป

คนไทยหลายๆ คนมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร การมี Mindset และ Skillset จะช่วยเพิ่มความเข้าใจการทำธุรกิจมากขึ้น ว่าการเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion เพียงอย่างเดียว ส่วนในช่วงวิกฤต การปรับตัวก็สำคัญ ต้องเรียนรู้ให้เร็ว ต้องไม่ยอมแพ้ แม้จะไม่เห็นหนทางที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/doing-business-is-not-about-passion-but-mind-set/

Bank, ISP และ Telecom ธุรกิจความเสี่ยงสูงหากประกาศใช้ ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่

วินาทีนี้เรื่องที่กำลังร้อนแรง (แบบเงียบๆ) ในกลุ่มคนออนไลน์ คือการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ วาระที่ 3 ของร่าง พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ … พ.ศ. … ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งจะมีการพิจารณากันวันที่ 15 ธ.ค. และทาง สนช. ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ คนดีไม่เดือดร้อน ที่จะมีปัญหาคือคนที่ทำผิดเท่านั้น

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาวาระ 1 และ 2 มาได้อย่างรวดเร็ว อยู่ๆ ก็มาโผล่วาระ 3 และหากไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะผ่านการพิจารณาและประกาศใช้ได้ แต่ยังมีความกังวลอยู่ว่า ร่างกฎหมายนี้จะไม่กระทบถึง “คนดี” จริงหรือ?

Brand Inside ขอนำเสนอในมุมมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ หากมีการประกาศใช้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เผื่อว่าใครที่อาจจะยังมองไม่ออก ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยได้มีโอกาสพูดคุยกับ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล แห่ง FireOneOne ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการสตาร์ทอัพ และวงการธุรกิจ จะมาชี้ให้เห็นจุดบกพร่องที่น่ากังวลใจ และน่าจะชะลอการพิจารณาเพื่อให้มีการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล

ธุรกิจ Cloud ในไทยรับผลกระทบก่อนเพื่อน

ชาคริต เริ่มต้นเล่าว่า น่าแปลกใจที่ภาคธุรกิจซึ่งจะได้รับผลกระทบก่อนใครจาก ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับนี้ ยังเงียบและไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นสักเท่าไร โดยกลุ่มธุรกิจแรกที่จะได้รับผลกระทบแน่นอนคือ ผู้ให้บริการ Cloud ได้แก่ ISP (ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) และ IDC (ผู้ให้บริการ ดาต้าเซ็นเตอร์)

เพราะกฎหมายนี้ให้อำนาจกับ “เจ้าหน้าที่” อย่างเต็มที่ หากมี “ข้อสงสัย” สามารถเข้าถึงและทำอะไรกับข้อมูลได้โดยทันที ไม่ต้องขอหมายศาล ไม่มีการบันทึก และไม่สามารถขอตรวจสอบย้อนหลังได้ แปลว่า มีอำนาจดำเนินการได้ทันที ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล การจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลต้องมีหมายศาลก่อนเท่านั้น

ผลที่ตามมาคือ ISP และ IDC ในประเทศไทย จะไม่สามารถรักษาข้อมูลของลูกค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะภาครัฐมีอำนาจเต็ม หาก “สงสัย” สามารถขอเข้าดูและดำเนินการใดๆ ก็ได้ตลอดเวลา ดังนั้น ทางออกของบริษัทต่างๆ ที่เก็บข้อมูลไว้กับ ISP หรือ IDC ในไทย ก็คือย้ายไปใช้บริการ IDC ในต่างประเทศ ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล

เท่ากับว่า สนับสนุนบริการในต่างประเทศ ตัดโอกาสบริการในไทย และเป็นกฎหมายที่ขัดกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

รูปจาก Pixabay.com

Bank, Telecom เตรียมรับมือ ข้อมูลอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

อีกธุรกิจหนึ่งที่อยู่ในความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลคือ ธนาคาร และสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ถูกกำหนดให้ต้องจัดเก็บข้อมูลเอาไว้เอง ข้อมูลสำคัญไม่สามารถเก็บไว้กับ Cloud ทั้งในไทยและต่างประเทศได้ หากเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องการข้อมูลทางการเงินของบริษัท ห้าง ร้าน หรือบุคคลใด ที่อยู่กับธนาคาร สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องขอหมายศาล

แปลว่าข้อมูลทางการเงิน การลงทุน ซึ่งปกติเป็นเรื่องส่วนบุคคล จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป

จะย้ายข้อมูลไปเก็บไว้กับ Cloud ต่างประเทศก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายห้ามไว้ ซึ่งเรื่องนี้อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย เพราะเดิม ธนาคาร สามารถปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้ แต่ถ้าใช้ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับใหม่ หากเจ้าหน้าที่ “สงสัย” มีสิทธิเข้าถึงได้ทันที (โดยไม่ต้องมีการบันทึก และไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง)

เช่นเดียวกับกรณี Telecom Operator หรือผู้ให้บริการมือถือ ที่มีสถานะเดียวกับผู้ให้บริการ Cloud ดังนั้นข้อมูลการโทร การแชท การใช้งานมือถือ เหมือนที่เคยเป็นข่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะขอเข้าดูข้อมูลการใช้ของผู้ใช้มือถือ (ซึ่งเดิมเคยปฏิเสธได้ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ยกเว้นมีหมายศาล) ต่อไปก็สามารถเข้าดูได้ทันที

รูปจาก Pixabay.com

บีบโครงสร้างพื้นฐานระบบเศรษฐกิจไหลไปต่างประเทศ

ชาคริต บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับนี้มีผลโดยตรงกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ต้องการใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนประเทศ แต่กลับบีบให้องค์กรธุรกิจต่างๆ โอนถ่าย “ข้อมูล” สำคัญ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจให้ไหลไปอยู่ต่างประเทศ (ยกเว้นธนาคารที่ทำไม่ได้)

สำหรับองค์กรขนาดเล็ก หรือ สตาร์ทอัพ อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะข้อมูลและบริการอยู่บน Cloud ในต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ต่อไปองค์กรขนาดกลางและใหญ่ ก็จะค่อยๆ ส่งข้อมูลที่มีออกไปอยู่ Cloud ต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์, ฮ่องกง ทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ไปอยู่ต่างประเทศหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าตรวจสอบ (โดยไม่มีหมายศาล) ของเจ้าหน้าที่รัฐ แน่นอนว่า บริการต่างๆ ยังอยู่ในไทย แต่เบื้องหลังทั้งหมดอยู่ต่างประเทศ เหมือนกับมี ตู้ ATM ที่เบิกเงินได้ แต่เงินสดทั้งหมดอยู่ต่างประเทศ

“โลกกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่กฎหมายของไทยกำลังผลักให้ข้อมูลไปอยู่ต่างประเทศ และยังเป็นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยตรง”

รูปจาก Pixabay.com

อำนาจที่มากเกินไป ทำลายความเชื่อมั่นที่มีให้กัน

การที่กฎหมายให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่มากจนเกินไป ทำให้ไม่รู้ว่า อำนาจมีขอบเขตอย่างไร เข้าไปทำอะไรกับข้อมูลได้บ้าง หรือจะเอาข้อมูลไปทำอะไร แม้จะมองในมุมด้านความมั่นคง แต่ต้องคำนึงถึงมุมมองทางเศรษฐกิจด้วย เช่น หากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่มีหมายศาล ซึ่งเปรียบเสมือนการคัดกรองในด่านแรก ถ้าเกิดความเสียหายขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

เทียบกับในต่างประเทศ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีความผิด แล้วการเข้าตรวจสอบทำให้ธุรกิจเสียหาย ผู้ถูกตรวจสอบสามารถฟ้องร้องกลับเรียกค่าเสียหายได้เต็มจำนวน เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องป้องกันทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีความรอบคอบในการเข้าดำเนินการทางกฎหมาย แต่ใน ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ไม่มีกำหนดไว้ และยังมีคำถามต่ออีกว่า เจ้าหน้าที่ 5 คนตามที่กฎหมายกำหนด สามารถไว้วางใจได้แค่ไหน และจะมีทีมงานอีกกี่คน

ชาคริต บอกว่า ประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อกังวลจาก ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับนี้จะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะค่อยๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีจากนี้ และจะเกิดกับองค์กรใหญ่ๆ จึงอาจทำให้ประชาชนทั่วไปไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบ แต่ต้องไม่ลืมว่า ข้อมูลทั้งหมด ก็คือ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไปด้วย

รูปจาก Pixabay.com

สรุป

ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ที่กำลังจะได้รับการพิจารณาวาระที่ 3 ถือว่ามีประเด็นที่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนอยู่พอสมควร แต่กลับมีคนออกมาพูดอย่างจริงจังและเป็นทางการอย่างจำกัด ซึ่งต้องไม่ลืมว่ากฎหมายนี้ถ้าผ่านแล้วจะได้ใช้กันไปอีกนาน และต้องไม่ลืมด้วยว่า หากจบรัฐบาลชุดปัจจุบัน จบ สนช. ชุดนี้ไป กฎหมายนี้ก็ยังมีผลบังคับใช้ เป็นอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลชุดต่อๆ ไปด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/computer-law-risk-for-business/