คลังเก็บป้ายกำกับ: ข่าวพีอาร์

ซินเน็คฯ สร้างความอุ่นใจให้พนักงานและชุมชน จัดบริการหน่วยตรวจโควิดฟรี

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เร่งทำงานในเชิงรุก จัดบริการหน่วยตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 เคลื่อนที่ โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลเวิร์ลเมดิคอล สำนักงานเขตลาดพร้าว และศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร

ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค เข้ามาตรวจคัดกรองเชิงรุกเชื้อโควิด-19 ให้กับพนักงาน ตลอดจนภาคธุรกิจโดยรอบสำนักงานใหญ่ สามารถเข้าใช้บริการตรวจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยการตระหนักถึงความเสี่ยงของสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของประเทศไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 64 หวังสร้างความอุ่นใจ ให้พนักงานทุกคน รวมไปถึงลดภาระให้แก่โรงพยาบาลที่มีผู้เข้ามารับการตรวจเชื้อจำนวนมาก ทั้งนี้ ซินเน็คฯ ขอแสดงความห่วงใยต่อคนไทยทุกคน และจะปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด

from:https://www.enterpriseitpro.net/synnex-protect-covid-19/

ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงถึง 58% พบปัญหาความล้มเหลวในการสำรองข้อมูล

ความท้าทายในการป้องกันข้อมูลกำลังบั่นทอนความสามารถขององค์กรทั่วโลกในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation, DX) อ้างอิงผลการสำรวจในรายงาน Veeam® Data Protection Report 2021 พบว่าองค์กรถึง 58% ไม่สามารถสำรองข้อมูลได้สำเร็จหรือปล่อยข้อมูลไว้โดยไม่ได้รับการป้องกัน รายงานการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย Veeam Software ผู้นำด้านโซลูชั่นสำรองข้อมูลในรูปแบบการจัดการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ Cloud Data Management™ ซึ่งพบว่า หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรถึง 40% ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนจากนี้ ระบบการป้องกันข้อมูลที่ไม่แข็งแกร่ง ผนวกกับความท้าทายเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ได้กลายมาเป็นความกังวลที่แพร่ไปในหลายองค์กร จนถึงขั้นที่จำเป็นต้องเลือกที่จะชะลอกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไว้ก่อน

Veeam Data Protection Report 2021 นี้เป็นรายงานการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจากองค์กรทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการป้องกันและจัดการข้อมูลในองค์กร และเรียนรู้รูปแบบการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายต่อระบบไอทีที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงขีดความสามารถในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยหรือสถานการณ์ เช่น COVID-19 ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบไอที และกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรและธุรกิจในการก้าวสู่โลกดิจิทัล

“ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงต่างต้องเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในการดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กรให้แข็งแกร่งได้เช่นเดิมท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในปัจจุบัน” แดนนี อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานอาวุโสด้านกลยุทธผลิตภัณฑ์จากบริษัท Veeam กล่าวว่า “เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นขององค์กรธุรกิจ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่างเร่งเดินหน้าเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล เพื่อให้ทันกับความต้องการของธุรกิจ อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการและป้องกันข้อมูลนั้นยังคงเป็นจุดอ่อน เพราะหลายองค์กรยังติดอยู่กับระบบไอทีเดิม และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ล้าสมัย แถมด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและเงินทุนที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง อย่าง COVID-19 ต้องรอให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขก่อน จึงจะดำเนินการสู่ Digital Transformation ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.veeam.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/veeam-data-protection-report-2021/

Fluke Networks เปิดตัว LinkIQ™ อุปกรณ์ที่ผสานเทคโนโลยีตรวจวัดสายและสวิตช์ในหนึ่งเดียว

Fluke Networks ได้ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์ทดสอบชื่อ LinkIQ™ Cable+Network ที่รวมฟีเจอร์การตรวจสอบสวิตช์เข้ากับเทคโนโลยีตรวจวัดสายเคเบิลที่ได้การยอมรับเป็นอย่างดีของทางบริษัท ผลิตภัณฑ์นี้จะให้รายงานผลการทดสอบผ่าน/ไม่ผ่านที่ดูได้ง่ายผ่านซอฟต์แวร์ LinkWare ของทาง Fluke รวมทั้งสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของสวิตช์ โดยเฉพาะรุ่นที่เปิดใช้ Power over Ethernet ได้ด้วย

“เทคโนโลยีใหม่อย่างอีเธอร์เน็ตระดับ 10 Gb/s และ Power over Ethernet มาตรฐานใหม่ล่าสุดนั้นได้กลายเป็นแกนหลักของเครือข่ายปัจจุบันแล้ว” Walter Hock รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Fluke Networks กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตั้งที่ต้องการความมั่นใจในการดำเนินการและทำเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหาอุปกรณ์ชั้นสูงต่างๆ ก็ล้วนต้องการเครื่องมือที่ผสานการรองรับเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งหลายในปัจจุบัน ที่ใช้งานด้านง่าย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เหมาะกับการนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย”

LinkIQ นี้ใช้วิธีวัดแบบครั้งเดียวจบ ที่ให้ค่าการตรวจวัดในรูปแบบที่เหมาะสมอย่างอัตโนมัติโดยพิจารณาจากข้อมูลที่ปลายสายเคเบิลอีกด้านหนึ่ง อย่างเช่นกรณีสายเปลือยด้านเดียวก็จะแสดงความยาวสายและการจับคู่สายให้ หรือถ้าสายต่อเข้ากับเต้าเสียบอีกฝั่ง ก็จะแสดงอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่สายเคเบิลเส้นดังกล่าวรองรับได้ โดยแสดงได้สูงถึง 10 Gb/s และกรณีที่สายเคเบิลเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตของสวิตช์ ตัว LinkIQ ก็จะแสดงชื่อของสวิตช์พร้อมกับชื่อพอร์ต, ความเร็ว, และประเภทดูเพล็กซ์ให้ รวมไปถึงถ้าเปิดใช้งาน PoE ก็จะแสดงค่ากำลังไฟฟ้าและคลาส (แสดงได้สูงถึง 90 วัตต์หรือคลาส 8) และตรวจสอบให้ด้วยว่าสวิตช์ดังกล่าวสามารถจ่ายไฟได้หรือไม่

อุปกรณ์ LinkIQ ใชข้ซอฟต์แวร์รายงานผล LinkWare™ PC ของทาง Fluke Networks ที่รองรับอุปกรณ์ทดสอบหลากหลายแบบย้อนกลับไปถึงรุ่นสมัย 20 ปีก่อนได้ และได้กลายเป็นเหมือนโซลูชั่นมาตรฐานด้านการทำรายงานข้อมูลในวงการนี้ไปแล้วโดยพฤตินัยด้วยจำนวนผู้ใช้ปัจจุบันรวมกว่าหลายแสนคน LinkWare รุ่นที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรีนี้ถือเป็นวิธีที่สะดวกมากที่สุดในการจัดการข้อมูลรายงานต่างๆ โดยสามารถจัดเก็บและเปิดการเข้าถึงผลการทดสอบที่ได้จากอุปกรณ์ของ Fluke หลายรุ่นได้ รวมทั้งสร้างรายงานในรูปของไฟล์ PDF จากซอฟต์แวร์นี้ได้ด้วย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LinkIQ สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.flukenetworks.com/MeetLinkIQ

from:https://www.enterpriseitpro.net/fluke-networks-linkiq/

วีเอ็มแวร์ เปิดตัว VMware Cloud ช่วยลูกค้าใช้ประโยชน์จากมัลติคลาวด์

วีเอ็มแวร์ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม VMware Cloud เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมัลติคลาวด์ และนำเสนอโมเดิร์นแอปพลิเคชันภายในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

VMware Cloud เป็นแพลตฟอร์มมัลติคลาวด์แบบกระจาย (Distributed) อันจะช่วยให้การทำ application modernization ขององค์กรสามารถทำได้เร็วขึ้น โดยครอบคลุมทั้งในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วน Edge ของเครือข่าย และระบบคลาวด์ใด ๆ ก็ตาม มันสามารเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา โดยช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ทุกประเภท ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบให้กับทั้งนักพัฒนาและฝ่ายไอทีไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนแต่ก่อน แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานให้ทันสมัย โดยมีความเสี่ยงน้อยกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า พร้อมทั้งเปิดตัวแพลตฟอร์ม VMware Cloud กับบริการใหม่ๆ ที่จะมอบประสบการณ์แบบครบวงจรให้แก่ลูกค้า

นายรากู รากูราม ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ ฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “VMware Cloud เป็นโซลูชันคลาวด์เพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบันที่ลูกค้าสามารถใช้งานได้ในดาต้าเซ็นเตอร์และบนระบบคลาวด์ทุกประเภท อันช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการเปลี่ยนย้ายไปสู่โมเดิร์นแอปพลิเคชัน และด้วยบริการ VMware Cloud Universal ลูกค้าเพียงทำการซื้อครั้งเดียว ก็สามารถติดตั้งใช้งานแอปได้ในทุกสภาพแวดล้อม และสามารถโยกย้ายได้อย่างง่ายดายเมื่อความต้องการทางธุรกิจหรือความต้องการใช้งานเปลี่ยนไป”

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-cloud/

ดีแทคคว้ารางวัล สุดยอดนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย 4 รางวัล

ดีแทคคว้ารางวัลสุดยอดนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2564 รวม 4 รางวัล (Thailand Best Employer Brand Awards 2021) จัดโดยสถาบันการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (World HRD Congress), CHRO Asia และ Employee Branding Institute เพื่อยกย่ององค์กรไทยที่ประสบความสำเร็จในการบริหารทรัพยากรบุคคล

ทั้ง 4 รางวัลประกอบด้วย รางวัลการพัฒนาอาชีพยอดเยี่ยม รางวัลด้านการอบรมยอดเยี่ยม รางวัลกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลยอดเยี่ยม และรางวัลการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานยอดเยี่ยม รางวัลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความเป็นผู้นำของดีแทคในความทุ่มเทดูแลให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ด้วยแพลตฟอร์มที่พนักงานสามารถเลือกวางแผนการเติบโตในวิชาชีพได้เอง นโยบายการทำงานจากที่บ้าน ที่กำหนดชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังและเป้าหมายต่างๆ โดยให้อำนาจและอิสระในการทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้อย่างยืดหยุ่น ในขณะเดียวกันก็ชัดเจนในเรื่องการวัดผล ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารงานแบบ ‘tight-loose-tight’

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “รางวัลนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ปี 2564 ทั้ง 4 รางวัลเป็นการการันตี ถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้าของดีแทค จากพนักงานที่ส่งมอบบริการให้เข้าถึงลูกค้าอย่างใส่ใจ ดีแทคได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์ม ที่ให้พนักงานสามารถออกแบบบทบาทการทำงานของตนเองได้ในอนาคต และสามารถทำงานจากข้างนอกสำนักงานได้ ด้วยหลักการแบบ ‘tight-loose-tight’ ด้วยการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน และเรายังให้พนักงานได้ทำงานอย่างมีอิสระด้วยความกระตือรือร้นที่จะสร้างผลงานที่ดีที่สุด สุดท้ายเราวัดผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าและพนักงานมีความสุขมากขึ้น

from:https://www.enterpriseitpro.net/dtac-thailand-best-employer-brand-awards-2021/

หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Smart Modular Data Center

หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชันโมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อัจฉริยะ (Smart Modular Data Center) 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับการประมวลผลขนาดเล็กและการประมวลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing) ได้แก่ FusionModule500, FusionModule800 และ FusionModule2000 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ภายใต้พันธสัญญา “ทำทุกพื้นที่ให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์” โดยมีผู้นำและพันธมิตรรายใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมไอซีทีจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกร่วมในงานเปิดตัวทางออนไลน์

ในการกล่าวเปิดงาน นายแบรนดอน อู๋ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย เอเชียแปซิฟิก ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทำงานที่มีความยืดหยุ่นให้ทุกอุตสาหกรรมมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก นายอู๋ ยังได้พูดถึงเทรนด์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจากการใช้การประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

อันที่จริง การคาดการณ์ของตลาดชี้ให้เห็นว่า ภายใน 4 ปีข้างหน้า ร้อยละ 75 ของข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรจะเป็นการประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง ความต้องการในการติดต่อสื่อสารแบบเรียลไทม์จะผลักดันธุรกิจให้หาวิธีการที่จะสามารถประมวลผลข้อมูลได้ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือ เอดจ์ ดาตาเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก จึงได้รับความนิยมมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมและรูปแบบการใช้งาน

นายมาเอช โชวดารี่ สถาปนิกโซลูชันด้านผลิตภัณฑ์ แผนก Digital Power ของหัวเว่ย ได้แนะนำโซลูชันใหม่ที่ส่งตรงจาก Digital Power Innovation Experience Center ของหัวเว่ย นำเสนอการใช้งานจริงให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชม ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วย SmartLi Inside ซึ่งเป็นระบบสำรองไฟ (UPS) แบตเตอรี่ลิเธี่ยมอัจฉริยะของหัวเว่ย ที่ทำให้ห้องหรือพื้นที่ใด ๆ สามารถกลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ โดยหัวเว่ย โมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบให้มีพื้นยกระดับแบบเก่า ลดข้อจำกัดเดิมที่จะต้องวางในห้องที่มีเพดานสูง โดยให้ท่อแอร์ สายไฟฟ้า สายสื่อสาร มาจากด้านบนลงล่าง ทำให้อุปกรณ์สามารถใช้ได้กับห้องที่มีเพดานสูงเพียง 2.6 เมตร ซึ่งน้อยกว่าข้อจำกัดความสูงขั้นต่ำ 3 เมตรของดาต้าเซ็นเตอร์แบบเก่า

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87huawei-smart-modular-data-center/

เอไอเอส ชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 700 MHz

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz (733 – 738 / 788 -793 MHz ) ในมูลค่ารวม 17,154 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 1 จำนวน 1,835,478,000.00 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นแปดพันบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายสมชัย กล่าวว่า “นอกจากคลื่นความถี่ 700 MHz ที่เอไอเอสได้รับการจัดสรรเมื่อปี 2562 และได้ชำระเงินค่าคลื่นความถี่นี้ไปแล้ว 1 งวด ในการประมูลคลื่น 5G เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เรายังมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในประมูลคลื่น 700 MHz เพิ่มเติม เพื่อนำมาให้บริการ 5G โดยเป็นคลื่น 5G แบบเต็ม Block ตามมาตรฐานเทคโนโลยี 5G ระดับโลก ซึ่งเป็นจำนวนที่จะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อให้คลื่นความถี่ที่เอไอเอสมี ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz (ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ) ที่จะนำมาสร้างประโยชน์ในการฟื้นฟูประเทศ ผ่านการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมหลักต่างๆและลูกค้าทุกกลุ่มต่อไป”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-700-mhz-2/

เออาร์ไอพี จัดงาน “COMMART Crazy Offer !!” 25 – 28 มีนาคม 2564 ณ ไบเทค

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำ แถลงความพร้อมจัดงานมหกรรมสินค้าไอซีทีสุดยิ่งใหญ่ ประเดิมต้นปีกับงาน COMMART ภายใต้แนวคิด “CRAZY OFFER” จัดเต็มด้วยโปรโมชั่นพิเศษ ลด แลก แจก แถม จากทุกแบรนด์ทุกค่าย และช้อปคุ้มยิ่งกว่านอกงานด้วย Commart Crazy Surprise แจก voucher สนั่นตลอดการจัดงาน 4 วัน แถมยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่จาก Commart Big Bonus มูลค่ากว่า 2 แสนบาท ห้ามพลาด! 25 – 28 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

from:https://www.enterpriseitpro.net/commart-crazy-offer/

เอปสันตั้งเป้าโตเกิน 10% ดันแผนดิสรัปท์ธุรกิจพรินเตอร์สู่โมเดลบริการเต็มรูปแบบ

เอปสัน ประเทศไทย เร่งเครื่องพลิกปี 64 โตเกิน 10% พร้อมเดินหน้าดิสรัปท์โมเดลธุรกิจกลุ่มอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ สู่บริการด้านงานพิมพ์สำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจเต็มตัว โดยเปิดตัวบริการล่าสุด ‘Epson EasyCare 360 เหมา เหมา’

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ในปี 2563 ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่จีดีพี -6.1% เพราะได้รับผลกระทบหนักจากโรคโควิด-19 ทำให้การอุปโภคบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนหดตัว ธุรกิจห้างร้านมากมายปิดตัวลง ระบบซัพพลายเชนที่ต้องพึ่งการนำเข้าในหลายธุรกิจหยุดชะงัก แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์ดังกล่าวก็ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเร็วขึ้น ทำให้มีปัจจัยบวกและโอกาสใหม่ที่สนับสนุนธุรกิจของเอปสัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ลดลงจากการใช้แพลทฟอร์มการขายออนไลน์ ขณะที่โรงงานในภาคการผลิตลงทุนใช้เทคโนโลยีเอไอและระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตมากขึ้น ภาคธุรกิจหันมาใช้โรงงานผลิตและระบบซัพพลายเชนภายในประเทศ โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนเริ่มใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในขั้นตอนการให้บริการ เช่น การพิมพ์ฉลากยาสี รวมถึงการเกิดใหม่ของธุรกิจบุคคลหรือฟรีแลนซ์จำนวนมาก เช่น การรับจ้างพิมพ์ภาพ ซึ่งทำให้ยอดขายของบริษัทฯ ได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก”

“กลุ่มสินค้าของเอปสันที่ทำผลงานได้ดีในปีที่ผ่านมาได้แก่ หุ่นยนต์แขนกล พรินเตอร์ฉลาก พรินเตอร์อเนกประสงค์ สำหรับธุรกิจรุ่น T-Series เครื่องถ่ายเอกสารอิงค์เจ็ท และพรินเตอร์สำหรับธุรกิจมินิแล็บ ขณะที่พรินเตอร์ใบเสร็จ โปรเจคเตอร์ และพรินเตอร์ดอทเมทริกซ์ ที่มีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มองค์กรธุรกิจ สถาบันศึกษา โรงแรม และธุรกิจค้าปลีก มียอดขายลดลง เพราะลูกค้าต้องหยุดกิจการหรืองดให้บริการชั่วคราว ในส่วนตลาดอิงค์แท็งค์พรินเตอร์ เอปสันยังครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 43% ซึ่งทำยอดขายจากช่องทางออนไลน์ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2562 เช่นเดียวกับตลาดโปรเจคเตอร์ที่ยังคงรักษาตำแหน่งเจ้าตลาดไว้ได้ด้วยส่วนแบ่งตลาด 33% ในขณะที่ตลาดโดยรวมหดตัวลง 22%”

“ถึงแม้จะเป็นปีที่ไม่ง่าย เอปสันก็ยังคงทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งปี เพื่อกระตุ้นยอดขายและรักษาระดับการรับรู้ต่อแบรนด์เอปสัน รวมแล้วมากกว่า 200 กิจกรรม ทั้งการสัมมนาออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการขายทางเว็บไซต์และช่องทางโซเชียลของเอปสัน และแพลทฟอร์มออนไลน์มาร์เก็ตเพลสต่างๆ กิจกรรมซีเอสอาร์ การโร้ดโชว์สินค้า การสนับสนุนกิจกรรมของพาร์ทเนอร์ โปรแกรมทดลองใช้สินค้าของเอปสันฟรีนาน 1 เดือน รวมไปถึงการผลิตและเผยแพร่โฆษณาสินค้าและโปรโมชั่นตามช่องทางต่างๆ ของคู่ค้า” นายยรรยง กล่าว

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2564 นายยรรยง กล่าวว่า “ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อธุรกิจของเอปสันยังคงเป็นสถานการณ์ทางการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดี คนไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนต้านโควิด-19 ได้อย่างทั่วถึง จีดีพีของประเทศก็น่าจะกลับมาบวก และได้เห็นการลงทุนของภาครัฐกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง รวม ถึงภาคการท่องเที่ยวก็จะเริ่มฟื้นตัวได้ดี สถาบันศึกษากลับมาเปิดทำการ ซึ่งเอปสันก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์เพื่อรุกตลาด B2B โดยภายหลังได้ปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างและกระบวนการทำงานภายในองค์กร พัฒนาศักยภาพของเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย และเพิ่มคุณค่าในส่วนต่างๆ ซึ่งช่วยยกระดับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า โดยตั้งเป้าว่าบริษัทฯ จะกลับมาเติบโตได้ในระดับที่มากกว่า 10% ในปีนี้”

from:https://www.enterpriseitpro.net/epson-growth-next-year-10-percent/

ดีแทคเปิดโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ช่วยผู้ค้ารายย่อย

ดีแทคประกาศช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ด้วยโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” มุ่งติดปีกความรู้การทำธุรกิจยุคดิจิทัล ปรับวิกฤตสู่โอกาส สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ และเปลี่ยนผ่านโอกาสค้าขายจากตลาดสดสู่ตลาดออนไลน์ บนหลักคิดลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สร้างสังคมออนไลน์ที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสเท่าเทียมกัน หรือ Digital Inclusion มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติข้อที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในอัตราเร่ง และกำลังสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อันเป็นผลมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital divide) โดยประชากรในกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล อันเนื่องมาจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถทางการเงินในการเข้าถึง หรือเข้าถึงแต่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากกรอบความคิดที่ปิดกั้นและทักษะความสามารถในการใช้งาน”

DIGITAL INCLUSION กลยุทธ์ดีแทคที่มุ่งสร้างเน็ตเวิร์คเพื่อทุกคนและติดอาวุธทักษะดิจิทัลในกลุ่มเปราะบาง

ดีแทค เชื่ออย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีการสื่อสารและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดการเติบโตทั้งในระดับปัจเจกบุคคล สังคมและประเทศ แต่การเติบโตนั้นจะเกิดขึ้นจะต้องอาศัย 2 ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Digital infrastructure) และ ปัจจัยด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) ซึ่งทั้งสองปัจจัยนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขยายโอกาสให้ทุกคนในประเทศเข้าถึงอย่างทั่วถึง ซึ่งเรียกว่า Digital Inclusion

“Digital Inclusion คือกลยุทธ์สำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และดิจิทัลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพยายามของดีแทคในการมีส่วนร่วมต่อประชาคมโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs Goal ข้อที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities)” นายชารัด กล่าว

 “ดีแทค เน็ตทำกิน” ภารกิจสร้าง #คนจะรวยเน็ตช่วยได้

โครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ถูกยกระดับมาจากโครงการ “ดีแทคเน็ตอาสา” ซึ่งทำงานบริการสังคม สอนผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการใช้งานสมาร์ทโฟน บริการดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิต ภายใต้ภารกิจใหม่ของ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ทีมผู้สอนจะช่วยติดอาวุธทักษะทางดิจิทัลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ดีแทคจะเปิดรับผู้เข้าร่วมโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” เพื่อเข้ารับการอบรมและคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะสามารถประกอบธุรกิจค้าขายได้บนพื้นที่ออนไลน์ ผ่านความรู้ 6 หัวข้อสำคัญ

  1. พื้นฐานการตลาดยุคดิจิทัล ครอบคลุมตั้งแต่การตลาดในปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภค กระบวนการตัดสินใจซื้อ และเครื่องมือการทำการตลาดต่างๆ
  2. เรียนรู้แพลทฟอร์มสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ เพราะสินค้าดีแค่ไหน แต่นำเสนอผิดที่ ก็เหมือนเลือกรองเท้าผิดข้าง มาเรียนรู้แพลทฟอร์มการตลาดให้เข้ากับสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line, Instagram, YouTube ฯลฯ เพิ่มยอดขายให้ปังกว่าเดิม
  3. การถ่ายภาพเบื้องต้นสำหรับการตลาดออนไลน์ เคล็ดลับควรรู้ก่อนถ่ายภาพ เทคนิคการจัดวางองค์ประกอบเบื้องต้น เทคนิคการถ่ายภาพอาหารและสินค้าสำหรับการขายออนไลน์
  4. การสร้างคอนเทนท์และจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มความน่าสนใจให้สินค้าด้วยกลยุทธ์การสร้างสรรค์คอนเทนท์เพื่อการสื่อสาร โดยดีแทคได้ร่วมมือกับ “เพจอีจัน” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคอนเทนต์ และบริหารเพจตลาดขายสินค้าชื่อดังอย่าง “เพจอีจันตลาดแตก” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 11 ล้านราย
  5. ปักหมุดธุรกิจติดดาว ครอบคลุมตั้งแต่การโปรโมทร้านด้วยการปักหมุดบน Google Maps และการใช้ Google Business เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างการรับรู้ ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการสร้างตัวตนบนโลกดิจิทัล (Digital presence)
  6. คำแนะนำด้านธุรกิจ การปรับปรุงคุณภาพและแพ็กเกจการนำเสนอสินค้าให้ยิ่งขายดียิ่งขึ้น รวมไปถึง ความรู้สำคัญเกี่ยวกับระบบภาษีการค้าขายอี-คอมเมิร์ซ การบริหารการเงินและวิธีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต และขั้นตอนการขอมาตรฐานรับรองคุณภาพอาหารและบริการ

รายละเอียดการเข้าร่วม “ดีแทค เน็ตทำกิน” #คนจะรวยเน็ตช่วยได้

โครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” จะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ 100 ราย จากทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการอบรมและบริการพี่เลี้ยงจนกว่าจะสามารถค้าขายออนไลน์ได้ประสบความสำเร็จเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน นอกจากนี้ ดีแทคยังจะช่วยโปรโมทร้านผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของดีแทค พร้อมร่วมเป็นร้านค้ารับสิทธิพิเศษกับดีแทครีวอร์ด และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ผู้สมัครร่วมโครงการจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. เป็นผู้ประกอบการไทย หัวใจสู้เกินร้อย ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และรักการเรียนรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา
  2. มีสินค้าและบริการที่ดี ถูกกฎหมาย และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
  3. ต้องการให้สินค้าประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์
  4. ไม่จำกัดเพศ อายุ และการศึกษา
  5. มีอุปกรณ์สำหรับการสื่อสารออนไลน์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์

ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครร่วมโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ https://dtac.co.th/dtacNetforLiving แล้วเราจะรอดไปด้วยกัน

รับชมวิดีโอ ดีแทค เน็ตทำกินได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=K3dS5LdH1oQ&feature=youtu.be

from:https://www.enterpriseitpro.net/dtac-net-for-life/