คลังเก็บป้ายกำกับ: การศึกษา

UN เผย โควิด-19 สร้างวิกฤตการศึกษา เด็ก 24 ล้านคน อาจหลุดจากวงจรการศึกษาอย่างถาวร

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะส่งผลต่อการสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานแล้ว ยังส่งผลต่อสถานการณ์ด้านการศึกษาด้วย

ภาพจาก Shutterstock

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อโรงเรียนใน 192 ประเทศทั่วโลก ต้องปิดการเรียนการสอน กระทบต่อนักเรียน 1.6 พันล้านคนทั่วโลก ต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แม้แต่ในขณะนี้ก็ยังมีนักเรียนอีกกว่า 870 ล้านคน ใน 51 ประเทศ ยังไม่สามารถกลับไปเรียนในโรงเรียนได้ตามปกติ

นักเรียน 24 ล้านคนทั่วโลก อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาถาวร

Henrietta Fore ผู้อำนวยการกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดวิกฤตด้านการศึกษา นักเรียนกว่า 24 ล้านคน อาจต้องหลุดจากระบบการศึกษาอย่างถาวร เพราะยิ่งนักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนได้นานมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากเท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการเปิดโรงเรียนเมื่อมาตรการต่างๆ มีการผ่อนปรนลง

นอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาแล้ว โรงเรียนยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งโภชนาการด้านอาหารให้กับเด็กนักเรียน

ภาพจาก Shutterstock

นักเรียน 460 ล้านคน ยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต

แม้ว่าทางออกของวิกฤตการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 คือการเรียนออนไลน์ แต่ความจริงแล้วการเรียนออนไลน์ก็ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้ และอย่าลืมว่ามีนักเรียนอีกกว่า 460 ล้านคนทั่วโลก ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต หรือไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือไว้ใช้สำหรับเรียนออนไลน์

การไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อนักเรียน นั่นคือ เพิ่มความเสี่ยงที่นักเรียนจะเจอกับสถานการณ์ความรุนแรงทั้งด้านร่างกาย และอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อสุภาพจิต รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่เด็กๆ จะต้องเจอกับปัญหาด้านการใช้แรงงานเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้

การตัดสินใจเปิดโรงเรียนดูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี Donald  Trump มีความพยายามที่จะเปิดโรงเรียนอีกครั้ง แม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังคงมีความรุนแรงอยู่ เพราะที่ผ่านมาคนที่มีอายุน้อย มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคโควิด-19 น้อยกว่าผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการศึกษาว่าในระยะยาวโควิด-19 จะกระทบกับคนอายุน้อยอย่างไร

ซึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา UNESCO, UNICEF และ WHO ได้ออกคำแนะนำการเปิดโรงเรียนในช่วงที่มีโรคระบาด โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้คำแนะนำกับชุมชน โรงเรียน ห้องเรียน และนักเรียนแต่ละคนว่า เมื่อไหร่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงหากนักเรียนคนใดรู้สึกไม่สบาย ก็จะมีคำแนะนำให้นักเรียนคนนั้นหยุดอยู่ที่บ้าน ส่วนโรงเรียนก็ต้องมีการจัดห้องเรียนที่มีการระบายอากาศที่ดี

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/un-say-at-least-24-million-students-will-drop-out-of-school-because-of-covid-19/

ผลวิจัยชี้ โควิดระบาด ทำให้เด็กไม่ได้กลับเข้าเรียน จะทำลายเศรษฐกิจอังกฤษไปอีก 65 ปี

โรคระบาดก็น่ากลัว แต่ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจกำลังดิสรัปกระบวนการเรียน การศึกษาของเด็กมากขึ้น ทำลายชีวิตและเศรษฐกิจไม่พอ มันยังทำลายทักษะที่จะสามารถพัฒนาเพื่อเป็นแรงงานในอนาคตอีกด้วย

Photo by NeONBRAND on Unsplash

กลุ่มวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge และ Bristol ระบุว่า เด็กนักเรียนต้องสูญเสียระยะเวลาในการเรียนอย่างมาก และยังสร้างต้นทุนมหาศาลในการลดอัตราการเติบโต 

ผลการศึกษาชี้ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ให้นักเรียนได้กลับเข้าเรียน  รายงานจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายกลุ่มโดยราชสมาคมแห่งลอนดอน (Royal Society) เนื้อหาระบุว่า หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นคือการเชื่อมโยงทางการศึกษาและทักษะต่างๆ และการสูญเสียเวลาอย่างมากในโรงเรียนจะส่งผลลบทางเศรษฐกิจต่อไป 

Simon Burgess ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Bristol ระบุว่า เรารู้ว่า การที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้เขาพลาดโอกาสมากมายเพียงใด ขณะที่เราพยายามทำทุกทางที่จะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากโรคระบาด เราก็จำเป็นต้องหาทางให้เด็กๆ ได้กลับไปเรียนด้วย 

การทำลายล้างเศรษฐกิจนี้ไม่ได้มีแค่เชื้อไวรัสจากโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วเท่านั้น แต่มันส่งผลต่อเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่พยายามจะศึกษาเล่าเรียนจากในบ้านมากกว่าจะได้เรียนแบบที่พบหน้าครูผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนในคลาสเรียน 

เด็กๆ ที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในครอบครัวที่ขาดแคลนทรัพยากรที่จะเข้าถึงความรู้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของพื้นที่ในการเรียนในบ้านที่จะส่งเสริมบรรยากาศการเรียน อุปกรณ์การศึกษาที่จะซัพพอร์ทการเรียนทางไกล เหล่านี้ตัดโอกาสเด็กที่มีความสามารถในการเข้าถึงการเรียนทางไกลได้น้อยให้แย่ลงไปอีก

ที่มา – BBC, Royal Society

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/covid-impact-on-inequality-of-children-from-low-income/

“ถ้าเทียบกับประเทศอื่น คนรุ่นใหม่ของเราโชคดี เพราะการศึกษาของเราออกแบบมาดี” รมต. อาวุโสสิงคโปร์กล่าว

Singapore Student
Photo: Shutterstock

สอนคนรุ่นใหม่ให้ยืดหยุ่น มีทักษะ พร้อมรับอนาคตทุกรูปแบบ

ในโลกยุคหลังโควิดที่งานหายากขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัว รูปแบบของงานเปลี่ยนไป งานเก่าๆ บางอย่างอาจถูกละทิ้ง แต่ในขณะเดียวกันงานใหม่ๆ หรืองานที่เป็นที่ต้องการของตลาดย่อมต้องเกิดมีขึ้นอย่างแน่นอน

Teo Chee Hean รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์ กล่าวใน Facebook LIVE โดยระบุว่า ในยุคที่ตลาดแรงงานผกผันและเปลี่ยนแปลงสูง สิ่งที่ระบบการศึกษาของสิงคโปร์ทำ คือการสร้างความยืดหยุ่น (flexibility) คุณค่า (values) และทักษะต่างๆ (skills) ที่จะเตรียมกำลังของชาติให้พร้อมกับ “งาน” ในทุกรูปแบบ

“คนรุ่นใหม่ในประเทศของเราโชคดี ถ้าเทียบกับคนรุ่นใหม่ในประเทศอื่นๆ นั่นก็เป็นเพราะเราทุ่มเทออกแบบระบบการศึกษาอย่างหนัก … ในระบบการศึกษาของเรา เราทำให้ภาคการศึกษายังมีความสำคัญต่อคนรุ่นใหม่ ทำให้พวกเขามีความพร้อมทั้งต่องานและต่อโลกเมื่อเขาจบการศึกษาออกไป” รัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์กล่าว

สิ่งที่ระบบการศึกษาสิงคโปร์ให้ความสำคัญ สรุปโดยย่อได้ดังนี้ เช่น ทักษะด้านดิจิทัล, ทักษะด้านการสื่อสาร, การเชื่อมโยงความรู้ และความยืดหยุ่นเพื่อพร้อมรับมือกับงานและอนาคตที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์ กล่าวด้วยว่า “ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ของเรามีทักษะทุกอย่างที่ว่ามา และรวมถึงวิธีคิดเหล่านี้ด้วย”

ที่มา – Channelnewsasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-education-flexibility/

เกาหลีใต้ ให้โรงเรียนระดับประถม-มัธยม เปลี่ยนมาสอนแบบออนไลน์แก้ปัญหาโควิด-19

การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวงการการศึกษาอย่างชัดเจน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างปิดทำการ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนต้องมารวมตัวกันจำนวนมาก มหาวิทยาลัยทั่วโลก รวมทั้งในไทยปรับไปทำการเรียนการสอนออนไลน์แทน ซึ่งอาจทำได้ในระดับอุดมศึกษา แต่ระดับมัธยมกับประถมศึกษาจะทำอย่างไร? เกาหลีใต้เลือกเดินหน้าออนไลน์แล้ว

PAJU, SOUTH KOREA – APRIL 24: South Korean children take a class at the Taesungdong elementary school on April 24, 2018 in Paju, South Korea. Taesungdong is the only civilian habitation within the southern side of the DMZ, located 1 km northeast of Panmunjom where the inter-Korean summit is scheduled on April 27, 2018. The individuals who have lived in the village since before the Korean War, or their descendants are only allowed to live in the village. (Photo by Chung Sung-Jun/Getty Images)

โดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้ ได้ประกาศว่าภาคการศึกษาใหม่ จะเริ่มต้นในวันที่ 9 เมษายนนี้ทั่วประเทศ ซึ่งเลื่อนจากกำหนดเดิมคือ 2 มีนาคม พร้อมกำหนดให้โรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งหมด เปลี่ยนไปทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ แทนระบบห้องเรียนแบบเดิม

ทดสอบการเปลี่ยนผ่านทีละสัปดาห์

Yoo Eun-hae รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวนั้นเพื่อให้ชัดเจนว่าการเรียนการสอน ต้องเปลี่ยนเป็นแบบออนไลน์ทันที เพราะสถานการณ์ตอนนี้ตอบได้ยากว่าการระบาดของโรคจะสิ้นสุดเมื่อใด

ลองนึกภาพการเปลี่ยนมาเป็นออนไลน์พร้อมกันทั้งโรงเรียนก็น่าจะลำบากทีเดียว กระทรวงฯ จึงกำหนดให้ระดับชั้น ม.3 และ ม.6 (เทียบเท่ากับของไทย) เป็นกลุ่มแรกที่เริ่มเรียนแบบออนไลน์ก่อน จากนั้นสัปดาห์ถัดมาจึงให้ระดับชั้นมัธยมศึกษาที่เหลือ รวมทั้งประถมศึกษาตอนปลาย เริ่มเข้าระบบการเรียนออนไลน์ ส่วนประถมศึกษาตอนต้น ค่อยตามมาในอีกหนึ่งสัปดาห์

สำหรับระดับชั้นอนุบาลนั้น กระทรวงฯ กำหนดให้เลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปไม่มีกำหนด ส่วนระดับมหาวิทยาลัยนั้นเปลี่ยนเป็นออนไลน์ไปก่อนหน้าแล้ว

พ่อแม่เห็นด้วย แต่ความพร้อมของทุกฝ่ายยังเป็นคำถาม

ผลสำรวจโดย Realmeter พบว่าพ่อแม่เด็ก 72% เห็นด้วยที่ให้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพราะกังวลหากลูกต้องไปโรงเรียนตามกำหนดเปิดภาคการศึกษา อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าโรงเรียนเองมีอุปกรณ์และเครื่องมือพร้อมแค่ไหน เพราะข้อมูลนั้นพบว่ามีโรงเรียนถึง 3,600 แห่ง จากทั้งหมด 8,999 แห่ง ที่ไม่มีการติดตั้ง Wireless Network สำหรับให้ครูใช้ถ่ายทอดสดการสอนจากในห้องด้วยซ้ำ

การเข้าถึงการเรียนสำหรับนักเรียนก็เป็นปัญหาเช่นกัน ข้อมูลระบุว่าครอบครัวเกาหลีใต้ 3 ใน 10 ครอบครัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่แท็บเล็ต อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีชุดอุปกรณ์สำหรับใช้ยืมเพื่อการเรียนตอนนี้

เลือกวิธีการสอนที่เหมาะสม

ปัญหาหนึ่งคือครูเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งมีบรรยากาศและการควบคุมที่แตกต่างจากห้องเรียนปกติ กระทรวงศึกษาธิการให้แนวทางจัดการสอน 3 รูปแบบ แบบแรกคือโต้ตอบกันเรียลไทม์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แบบที่สอง ให้อัดวิดีโอแล้วเผยแพร่เพื่อให้นักเรียนมาดูภายหลัง และแบบที่สาม ใช้การมอบหมายงานเป็นโปรเจกต์ให้ทำหรือส่งรายงาน โดยให้แต่ละโรงเรียนเลือกวิธีที่เหมาะสมเอง

ผู้ปกครองรายหนึ่งกล่าวว่า หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอเพียงลำพัง เขาก็ไม่แน่ใจว่าการเรียนจะมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ทางออกที่คิดกันคือรวมกลุ่มในบ้านใกล้เคียง จัดห้องเรียนในบ้าน แล้วให้พ่อแม่ผลัดกันมาดูแล ซึ่งน่าจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนได้ดีมากขึ้น

ที่มา: The Strait Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/korea-education-elementary-higher-move-online/

อีลอน มัสก์บอก มหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่แห่งการเรียนรู้ มันควรเป็นพื้นที่แห่งความสนุกสนานต่างหาก

Elon Musk
WASHINGTON, DC – MARCH 09: Elon Musk, founder and chief engineer of SpaceX speaks at the 2020 Satellite Conference and Exhibition March 9, 2020 in Washington, DC. Musk answered a range of questions relating to SpaceX projects during his appearance at the conference. (Photo by Win McNamee/Getty Images)

“ระดับการศึกษา ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ความสามารถ”

อีลอน มัสก์ เจ้าพ่อแห่งวงการไอทีและเป็นเจ้าของผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX เปิดเผยมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาในงานประชุม The Satellite 2020

  • “ผมคิดว่าโดยพื้นฐานแล้ว โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยควรจะเป็นพื้นที่แห่งความสนุกสนานและช่วยพิสูจน์ได้ว่าคุณสามารถทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ ผมไม่คิดว่ามันจะต้องเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ด้วยซ้ำ”มัสก์ ระบุ

มัสก์ บอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะ “เรียนรู้” สิ่งใหม่ๆ เพราะความรู้พื้นฐานหลายเรื่องในยุคนี้เข้าถึงได้ฟรี เอาเข้าจริง สถานศึกษาเป็นพื้นที่ของการสั่งการบ้านที่แสนน่าเบื่อต่างหากล่ะ

“ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆ ของการไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็คือการไปทดลองใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มีอายุใกล้ๆ กันก่อนที่จะเข้าสู่โลกของการทำงานจริงมากกว่า” มัสก์ กล่าว

สำหรับบริษัทของเขาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะ Tesla หรือ SpaceX เขาบอกเลยว่า ไม่สนใบปริญญา ไม่ต้องจบสูงเป็นด็อกเตอร์ ถ้ามีความสามารถ ดีกรีระดับมัธยมก็รับเข้าทำงานได้

  • “ผมไม่คิดว่าการเข้าเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจะเรียกได้ว่าคนๆ นั้นมี ความสามารถพิเศษที่โดดเด่น เพราะลองดูหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาหยุดพักการศึกษา แล้วออกมาทำอะไรสักอย่างกันทั้งนั้น ดูอย่าง Bill Gates หรือ Steve Jobs และอีกหลายๆ คนก็ได้ … คุณคิดว่า Shakespeare เข้าเรียนในสถานศึกษาหรือเปล่าล่ะ? ผมคิดว่าน่าจะไม่” มัสก์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มัสก์ บอกว่าถึงที่สุดแล้ว ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจควรทำให้ “การศึกษา” เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีสถานะทางสังคมด้อยกว่า ทุกภาคส่วนต้องทำให้พวกเขาเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการการศึกษาที่ดีอย่างทัดเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคมเช่นกัน

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/elon-musk-college-is-basically-for-fun/

แจ๊ค หม่าทำอะไรหลังเกษียณ: ผลักดันเรื่องการศึกษา มอบเงินช่วยเหลือครูและนักเรียนในชนบทจีน

แจ๊ค หม่าทำตามสัญญา เพราะก่อนหน้าที่จะเกษียณบอกว่าจะออกไปทำเรื่องการศึกษา ล่าสุด มอบเงินให้กับภาคการศึกษาในชนบทจีนกว่า 87 ล้านบาท

Jack Ma
Jack Ma Photo: GettyImages

ระบบการศึกษาต้องได้รับการปฏิรูป

แจ๊ค หม่าในนามของ Jack Ma Foudation มูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นในชื่อของเขาโดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและผลักดันเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะในชนบทจีน

ล่าสุด แจ๊ค หม่ามอบเงินให้กับครูใหญ่ 20 คนและคุณครูในโรงเรียนชนบทกว่า 20 ล้านหยวน (ประมาณ 87 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนทางการเงินให้กับการศึกษาในชนบท รวมถึงต้องการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในชทบทจีน เช่น ส่งให้ไปดูงานและศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศเพื่อเพิ่มทักษะ เป็นต้น

“การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เป็นความท้าทายระดับชาติเท่านั้น แต่มันคือความท้าทายของคนทุกคนในฐานะปัจเจกด้วยเช่นกัน” แจ๊ค หม่ากล่าว

แจ๊ค หม่ามองว่าการจะพัฒนาการศึกษาในชนบท สิ่งแรกที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ “เทรนเหล่าคุณครู” ให้เก่งเสียก่อน ซึ่งในชนบทจีนมีครูใหญ่ (Headmaster) กว่า 2 แสนคน โดยต้องดูแลเด็กๆ ในชนบทจีนกว่า 6 ล้านคน

“สมัยที่ผมเป็นคุณครู ผมคิดเสมอว่าผมคือนักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ ผมเชื่อว่าครูใหญ่ก็คือซีอีโอของโรงเรียนนั้นๆ ครูใหญ่ก็คือนักธุรกิจ/ผู้ประกอบการทางการศึกษานั่นเอง” แจ๊ค หม่าระบุ

ในปี 2019 ที่ผ่านมา มูลนิธิแจ๊ค หม่าได้เปิดโอกาสให้นักการศึกษาในชนบทจีนได้ออกไปศึกษาในต่างประเทศแล้วไม่น้อยกว่า 930 คน รวมถึงช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านการศึกษาทางไกลผ่านระบบออนไลน์สตรีมมิ่งอีกด้วย

Jack Ma
Jack Ma Photo: Alizila Alibaba

ที่มา – Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-life-after-retirement/

Bar B Q Plaza เปลี่ยนป้ายหน้าร้าน กับแคมเปญลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

Bar B Q Plaza เปิดแคมเปญใหม่กับ Limited Education เป็นการสร้างความตระหนักเรื่องความเลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย เปลี่ยนป้ายหน้าร้านเป็น “บาบีคิ้วพาซ่า” พร้อมเมนูของหวานที่มีส่วนช่วยสนับสนุน

ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์ Bar B Q Plaza แคมเปญต่างๆ ที่ออกมามักสร้างเรียกเสียงว้าวในสังคมได้มากพอสมควร และล่าสุดเมื่อร้านได้ถึงกับเปลี่ยนป้ายชื่อแบรนด์เป็น “บาบีคิ้วพาซ่า” สร้างความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อมาเจาะถึงรายละเอียดของแคมเปญนี้ จริงๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Bar B Q Plaza X Limited Education ซึ่งมีจุดประสงค์ในการลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย เล่นกับคำที่ว่า Limited Edition เป็น Education

กิมมิกของแคมเปญนี้คือการเล่นกับภาษาไทย มีการเอาคำมาดัดแปลงให้เป็นเขียนผิดเขียนถูก เพื่อสื่อถึงการศึกษาของเด็กไทยที่ไม่ได้เข้าถึงทั่วประเทศ เด็กบางคนอาจจะเขียนไม่ถูกเพราะไม่ได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่

การเปลี่ยนชื่อหน้าร้านก็เพื่อต้องการสร้างความรับรู้ให้มากที่สุด เป็นสาขาที่เซ็นทรัลพระราม 9 ขึ้นชื่อว่าเป็นสาขาที่มีคนใช้บริการติด Top 5 ของแบรนด์เลยก็ว่าได้

นอกจากนี้ในแคมเปญยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก โดยถ้าลูกค้าสั่งเมนูของหวาน 3 เมนู ได้แก่ ไอศครีมบัวลอยไข่เค็ม (ไอติมบัวลอยไข่เค็ม) ชาเย็นโฟลต (ชาเย็นโฟ๊ด) และเยลลี่กาแฟ (เย็นลี่กาแฟ) หรือซื้อกระเป๋าพี่ก้อน (กาเป๋าพี่ก้อน) ก็มีส่วนช่วยในการบริจาคเข้าโครงการ Limited Education ของมูลนิธิเครือข่ายพลังการศึกษา เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิ http://www.limitededucation.org

ซึ่ง Limited Education เป็นแคมเปญเพื่อการศึกษาที่อยากเล่าปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านแบรนด์สินค้าและบริการต่างๆ ก่อนหน้านี้ได้เคยร่วมงานกับแบรนด์ดังๆ ทั้ง After You และ Grey Hound สินค้าที่คุ้นเคยก็คงจะเป็น “ขนมปังเนยโสด” นั่นก็เป็นผลผลิตจากแคมเปญนี้นี่เอ

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bar-b-q-plaza-limited-education/

แจ๊ค หม่า: อนาคตของเศรษฐกิจจีน คือการพัฒนาการศึกษาในชนบทให้แข็งแกร่ง

ก่อนที่จะวางตำแหน่งในปีนี้ สุนทรพจน์ล่าสุดของแจ๊ค หม่า คือการพูดเรื่องการศึกษาในชนบทจีน โดยบอกว่า ถ้าจีนจะเป็นชาติที่แข็งแกร่งกว่านี้ ต้องพัฒนาการศึกษาในชนบทอย่างจริงจัง

Jack Ma
Jack Ma Photo: Getty Images

อนาคตที่ดีของจีน คือระบบการศึกษาท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง

แจ๊ค หม่า ขึ้นพูดในงานพิธีสำเร็จการอบรมของครูท้องถิ่นจีนที่ได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิแจ๊ค หม่า โดยระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 30 – 40 ปีที่ผ่านมา มีรากฐานมาจากระบบการศึกษาที่ดี และที่สำคัญระบบการศึกษาในท้องถิ่นที่เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนในอนาคต

  • “ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ถ้าระบบการศึกษาในท้องถิ่นจีนได้รับการพัฒนา จีนจะกลายเป็นชาติที่แข็งแกร่งมากกว่านี้ การศึกษาในท้องถิ่นเป็นทั้งความหวังและอนาคตของจีน” หม่ากล่าว

แม้จีนจะได้รับการพัฒนาไปมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ท้องถิ่นจีนยังเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับพัฒนาอีกมาก เพราะถ้าดูจากจำนวนประชากรในท้องถิ่นจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 41% มีมากกว่า 577 คนล้านคน ส่วนครูในท้องถิ่นจีนมีสูงถึง 2.9 ล้านคน ดังนั้นด้วยความที่หม่าที่มีพื้นฐานอาชีพจากการเป็นครูมาก่อนจึงเล็งเห็นความสำคัญนี้

แต่ไม่ใช่แค่หม่าเท่านั้น เพราะรัฐบาลก็มองเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในภาคท้องถิ่นเช่นกัน ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการของจีนและรัฐบาลท้องถิ่นจีนได้ทุ่มเงินไปกว่า 5.42 แสนล้านหยวนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถานศึกษาในท้องถิ่น

  • “ผมต้องการให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือการเรียนรู้ที่จะสร้างสัญญาที่ไว้ใจได้ การทำงานเป็นทีม และมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา” หม่าพูดพร้อมทั้งบอกด้วยว่า”ระบบการศึกษาจีนต้องมุ่งไปที่การสร้างตัวตนของเด็ก ไม่ใช่แค่ทักษะทางวิชาการเท่านั้น”

ที่มา – Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-on-rural-education-in-china/

แนะนำเครื่องมือฟรีสอน “เด็กอายุ 4 -18 ปี” รู้จักการเขียนโปรแกรม คิดเชิงคำนวณ สร้างทักษะแห่งอนาคต

ผมคงไม่ต้องสาธยายกันแล้วว่าทักษะการคิดเชิงคำนวณและความคิดสร้างสรรค์ เป็นทักษะที่อนาคตต้องการ ด้วยเหตุนี้ทำให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างเช่น Facebook ไมโครซอฟท์ และ Google ต่างพยายามที่จะแนะนำและสร้างเครื่องมือในการทำให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับความต้องการกำลังคนที่มีทักษะเหล่านี้ในอนาคต ในบทความนี้ผมจะมาแนะนำเครื่องมือที่องค์กรเหล่านี้สร้างขึ้นมาให้เราใช้กันฟรี!! นะครับ โดยจะเน้นที่การนำไปใช้สอนเด็ก ๆ ในระดับประถมศึกษา ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะยังไม่เน้นการเขียน Code แต่จะสอนให้เด็กคิดเป็นระบบผ่านการเล่นเกมและเครื่องมือส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงคำนวณต่าง ๆ โดยเครื่องมือเหล่านี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 4-18 ปี เลยครับ

เครื่องมือที่ผมจะแนะนำวันนี้มี 2 ตัว ตัวแรกเป็นเว็บไซต์ที่เกิดจากความร่วมมือ จากบริษัทและองค์กรด้านเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงถึง 400 องค์กร ตัวอย่างเช่น Facebook, Google, Amazon และอีกมากมาย ซึ่งรองรับภาษาไทยด้วยนะ ส่วนเครื่องมือตัวที่สอน อันนี้มาเป็นชุดคลิปวิดีภาษาไทยสอนวิทยาการคำนวณเลยครับ เหมาะสำหรบเด็ก ๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง พ่อแม่ ครู เรียนรู้เพื่อไปสอนเด็กต่ออีกทีนึง ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากครับ เราไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องเขียน Code อะไร อันนี้ไม่มี Code ให้เห็นเลย เรียนเหมือนเล่นมากกว่าครับ

1.เว็บไซต์ Code.org เว็บไซต์ฟรี เรียนรู้ผ่านเครื่องมือที่สามารถจูงใจเด็ก ๆ ได้ดี

เมื่อเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่างประเทศ หลายคนอาจกังวลเรื่องภาษา สำหรับ Code.org ไม่ต้องกังวลครับ เพราะสามารถเลือกเมนูเป็นภาษาไทยได้ เมื่อเข้ามาขั้นแรกก็ศึกษาดูครับว่าเว็บไซต์นี้มีเครื่องมือและรูปแบบการเรียนรู้เป็นอย่างไรบ้าง? ลำดับต่อมาให้เราคลิกไปที่เมนู “นักเรียน” หรือลิงค์ตรงไปที่ https://studio.code.org/courses เมื่อเข้าไปแล้วเว็บไซต์จะให้เราเลือกคอร์สเรียนที่ตรงกับอายุของผู้เรียน(ดังรูป) เราก็เลือกตามความเหมาะสมได้เลย มีทั้งหมด 4 คอร์ส ได้แก่ อายุ 4-6 ปี อายุ 6 ปีขึ้นไป อายุ 8-18 ปี และอายุ 10-18 ปี ซึ่งแต่ละคอร์สจะมีเงื่อนไขและคำแนะนำให้เราสามารถเลือกคอร์สได้ตามความเหมาะสม ลองเข้าไปศึกษาดูได้นะครับ

 

เมื่อคลิกเข้าไปแล้ว ก็จะมีเกมให้เราเล่น เราในฐานะผู้ปกครองอาจลองเล่นดูก่อนที่จะให้ลูกเข้ามาใช้งานก็ได้นะครับ ซึ่งเป็นเกมไม่ยาก ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณ พัฒนาตรรกะ และความคิดสร้างสรรค์ได้ดีมาก

 

 

2.คลิปการสอนเรื่องวิทยาการคำนวณ โดย ดร.สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)

เครื่องมือนี้ไม่มีอะไรมาก เป็นคลิปการสอนวิทยาการคำนวณ เหมาะสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ที่จะไปสอนเด็ก ๆ หรือแม้แต่ตัวเด็กเองก็เรียนรู้เข้ามาเรียนรู้ได้ครับ ซึ่งมีคลิปดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความนี้เอามาฝากแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้บทความต่อไปจะมาแนะนำ Code.org แบบลงลึกและเทคนิคในการเรียนรู้ รวมทั้งแนะนำเครื่องมืออื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วยครับ

 

ข่าว: แนะนำเครื่องมือฟรีสอน “เด็กอายุ 4 -18 ปี” รู้จักการเขียนโปรแกรม คิดเชิงคำนวณ สร้างทักษะแห่งอนาคต มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/05/03/code-learning-kid-thailand.html

ทำไม Bill Gates จึงบอกว่า “หนังสือเรียน (textbook) กำลังจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัย” แล้วอะไรจะมาแทน?

Bill Gates มหาเศรษฐีและหนอนหนังสือตัวยง บอกว่า หนังสือเรียน/ตำราเรียนแบบที่เราเคยใช้ในโรงเรียนและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยแล้ว

Bill Gtaes บิล เกตส์
Bill Gtaes Photo: Bill Gtaes

ซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา คือสิ่งที่จะมาแทนตำราเรียน

Bill Gates เขียนในจดหมายประจำปี 2019 บนเว็บไซต์ของตนเองว่า “หนังสือเรียน (textbook) กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย”

คำถามก็คือ เหตุใด Gates จึงบอกแบบนี้?

แน่นอน ถ้าบอกว่าเป็นเพราะหนังสือเรียนส่วนใหญ่ทั้ง “หนัก” และ​มีราคา “แพง” หลายคนย่อมเห็นด้วย และแม้เหตุผลเหล่านี้จะเป็นความจริง แต่เหตุผลแค่นี้ไม่เพียงพอแน่ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

  • เหตุผลของ Gates ต่อเรื่องนี้คือ เอาเข้าจริงแล้ว-หนังสือหรือตำราเรียนในรูปแบบเล่มไม่สามารถสะท้อนให้เห็นได้ว่า นักเรียนมีปัญหาหรือพัฒนาการอย่างไรต่อหนังสือเรียนที่กำลังอ่าน​(หรืออ่านจบไปแล้ว) เนื่องจากหนังสือในรูปแบบตัวอักษรไม่สามารถเก็บข้อมูลการอ่านของนักเรียนได้ สิ่งนี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการศึกษา เพราะแม้คุณครูอยากที่จะช่วยแก้ไขจุดบกพร่อง หรือจะช่วยพัฒนาจุดแข็งของเด็กนักเรียนตรงส่วนไหน ก็ย่อมทำได้ไม่ง่ายนัก

Gates เสนอว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ เทคโนโลยี (Gates ใช้คำว่า “ซอฟต์แวร์”) และนอกจากการบอกเพียงว่าหนังสือ/ตำราเรียนกำลังจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย-เป็นโลกเก่าของการศึกษา Gates ยังได้ยกตัวอย่างให้เห็นด้วยว่า หากนำเอาหนังสือ/ตำราเรียน หรือแม้กระทั่งแบบฝึกหัดขึ้นไปอยู่บนออนไลน์ทั้งหมด คุณครูก็จะสามารถเห็นการตอบสนองต่อการเรียนของทั้งเรียนอย่างแท้จริง เช่น รู้ว่านักเรียนอ่านหนังสือถึงไหนแล้ว รวมถึงรู้ได้ว่านักเรียนมีวิธีอย่างไรในการแก้โจทย์ปัญหาหรือตอบคำถาม

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันลอยๆ เพราะมีการนำมาใช้จริงแล้ว

การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างในขณะนี้มีโรงเรียนกว่า 3,000 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่นำเอาดิจิทัลคอร์สไปใช้ในการเรียนการสอนเรียบร้อยแล้ว ภายใต้ทุนสนับสนุนกองทุน Big History (ของ Bill Gates)

Gates บอกว่าหลังจากนี้รูปแบบการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน แต่ถึงที่สุดการเปลี่ยนแปลงรอบ (cycle) ของมันอยู่ สิ่งที่พอจะทำได้ตอนนี้ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านคือ การเก็บเสียงตอบรับ (feedback) จากซอฟต์แวร์ที่ใช้มาพัฒนา รวมถึงเก็บข้อมูลเพื่อทำให้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาดีขึ้น ที่สำคัญคือดีขึ้นจนใครก็ไม่ปฏิเสธถึงความสำคัญของการศึกษารูปแบบใหม่ไม่ได้ และโดยเฉพาะ “สำนักพิมพ์หนังสือเรียน” ทั้งหลายที่ในอนาคตจะต้องทบทวนถึงวิธีการดำเนินธุรกิจเพื่อปรับตัวไปสู่ยุคใหม่ของการศึกษา

อย่างไรก็ตาม อันที่จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Bill Gates เสียเท่าไหร่ เพราะเขาเคยพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1995 หรือเกือบ 25 ปีมาแล้ว โดยเขาเคยพูดไว้ว่าต้องการสร้างโปรแกรมการศึกษาที่ทำให้ครูและนักเรียนตอบสนองกันได้อย่างทันทีทันใด พร้อมทั้งมีการนำแอนิเมชั่นและเกมมาสร้างความบันเทิงในการศึกษา

ข้อมูล – Gatesnotes, SlashdotGeekwire

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bill-gates-on-textbook-is-the-past/