ภาพคอนเซ็ปท์ iPhone 5S มาพร้อมหน้าจอ 4.3 นิ้ว รัน iOS 7

มีข่าวเกี่ยวกับ iPhone ตัวใหม่ออกมาเรื่อยๆ ล่าสุดก็พึ่งมีข่าวลือออกมาว่า iPhone 5S จะเปิดตัวในวันที่ 20 มุถุนายนนี้ (รายละเอียด)

แม้แอปเปิลพึ่งจะเปิดตัว iPhone 5 ไปได้ยังไม่ครบปี แต่ในเวลานี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ มีตัวอย่าง iPad ให้เห็นกันไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนคงไม่ได้อยู่ที่จะออกรุ่นใหม่ตอนไหน แต่มันคือออกมาแล้วจะโดดเด่นสู้คู่แข็งฝั่งแอนดรอยด์ได้มากน้อยแค่ไหน

แม้ iPhone 5S จะยังเป็นเพียงข่าวลือ ที่สำคัญเรายังไม่รู้ว่าไอโฟนรุ่นต่อไปจะชื่อ iPhone 5S หรือไม่ แต่…..ล่าสุดมีแอปเปิลแฟนบอยทำภาพคอนเซ็ปท์ของ iPhone 5S ออกมาเป็นที่เรียบร้อย

ภาพคอนเซ็ปท์ที่นำมาให้ชมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับแอปเปิลเลย เป็นเพียงภาพที่ถูกทำขึ้นมาโดยนักออกแบบเท่านั้น ซึ่งหน้าตาก็เหมือนกับ iPhone 5 แต่หน้าจอยาวขึ้นเป็น 4.3 นิ้ว

ที่มา Viral Phone

ภาพคอนเซ็ปท์ iPhone 5S มาพร้อมหน้าจอ 4.3 นิ้ว รัน iOS 7

from:http://www.mobiledista.net/concept-image-with-iphone-5s-4-3-inch-screen-running-ios-7/

โฆษณา

10 ความผิดพลาดง่ายๆ จากการดูแลช่องทางโซเชียลมีเดียที่พบได้เป็นประจำ

Social-Media-Mistake-IT-Insider

ภาพจาก ihavenet.com

โซเชียลมีเดีย กลายเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวสาร, นำเสนอข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการ รวมทั้งเป็น Customer Service ไปแล้วในยุคนี้ เพราะเป็นช่องทางที่ติดต่อได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งสามารถที่จะตรวจสอบข้อความได้อย่างทันท่วงที แต่การที่จะบริหารและทำให้ช่องทางนี้ได้ดีและเป็นที่พึงพอใจกับทั้งเจ้าของแบรนด์และคุณลูกค้านั้นก็ต้องอาศัยผู้ที่ดูแลไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ Facebook Page, Twitter เป็นตัวขับเคลื่อนให้ไปได้ด้วยดี

สำหรับการทำให้ดีนั้นต่างคนก็มีวิธีที่ต่างกันไป และเราก็ได้บอกในส่วนของ How To กันไปก็พอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่เราเจอในด้านความผิดพลาดนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มักเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ บทความแปลนี้ถือเป็นสิ่งที่จะคอยเตือนใจให้กับผู้ดูแลช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้ที่ติดตามบนโซเชียลมีเดียให้ระมัดระวังการใช้งานโดยให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ครับ

1. เน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ

บ่อยครั้งที่เราต้องการปริมาณให้มากเข้าว่า โดยลืมสิ่งที่เราต้องการจะเน้นหรือโฟกัส ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา, คุณภาพ และบทสนทนาที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ควรเน้นและให้ความสำคัญมากกว่าปริมาณ

2. ไม่พยายามสร้างสิ่งที่จะทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์

การตอบกลับจากคำถามที่ได้รับ รวมทั้งกล่าวคำขอบคุณนั้นเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติอยู่แล้วในการดูแลโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าคุณทำแค่สองสิ่งนี้ถือว่าไม่สมบูรณ์แบบซะทีเดียว สิ่งที่ข้อนี้ต้องการจะบอกก็คือเราเป็นผู้เริ่มการสนทนาหรือสร้างบทสนทนาที่เกี่ยวกับเนื้อหานั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเป็นการสื่อให้คนอ่านข้อความได้รู้ว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น รวมทั้งได้รู้ความรู้สึกนึกคิดจากความคิดเห็นของคนที่เข้ามาให้ความเห็นด้วย

3. โพสต์ข้อความไปโดยไร้กลยุทธ์และไร้การวางแผน

การที่ก้มหน้าก้มตาโพสต์หรือเขียนข้อความโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (อย่างมาก) ดังนั้นเราควรที่จะให้เวลาเพื่อคิดเป้าหมาย(Goal) ของสิ่งที่จะทำการเขียนข้อความ โดยดูว่าที่เราเขียนไปว่าสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารคืออะไร, สิ่งที่เราจะได้รับคืออะไร, ตรงตามกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ โดยเป้าหมายเหล่านั้นจะถูกเอามารวมกับแผนการตลาดโดยรวม รวมทั้งการแตกงานย่อยๆ ในแต่ละวัน เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เราต้องการสื่อสารนั้นตรงตามเป้าหมายนั่นเอง

4. ตั้งระบบตอบกลับข้อความอัตโนมัติ

เคยได้ยินหลายคนบอกว่า คนที่ดูแลเรื่องออนไลน์นั้นเหมือนทำงาน 24*7 หรือทำงานแทบทุกวันไม่มีวันหยุดใดๆ เพราะในแง่ธุรกิจนั้นการตอบสนองที่เร็วย่อมเป็นสิ่งที่จะทำให้ได้เปรียบอยู่เสมอ ดังนั้นเราเป็นมนุษย์จึงมีการคิดค้นสิ่งที่จะช่วยทำแทนเราอัตโนมัติ อย่างเช่น ทำระบบตอบกลับข้อความขอบคุณสำหรับทุกคนที่มาติดตาม หรือ Follow หรือเป็นข้อความอื่นๆ ที่จะแนะนำสินค้า ซึ่งข้อความนี้นอกจากจะทำให้คิดเป็นการส่งข้อความสแปมแล้ว ยังทำให้การสร้างการสนทนาและปฏิสัมพันธ์ในภายภาคหน้าถูกปิดกั้นไปด้วย

ดังนั้นแล้วการส่งข้อความประเภทนี้ควรจะส่งด้วยตัวเองตามกำลังความสามารถ และให้กับคนที่คุณต้องการเท่านั้น

5. เขียนข้อความโดยไม่ตรวจทาน

ผมเองเข้าใจครับว่าการเขียนข้อความใดๆ นั้น เราอยากที่จะนำเสนอสิ่งที่ใช่และรวดเร็วที่สุด แต่การสะกดผิดหรือข้อความที่สำคัญนั้นตกหล่นหายไป ก็ย่อมทำให้สารถูกตีความเข้าใจผิดก็เป็นได้ และอาจสายเกินจะแก้ไขได้ เพราะโซเชียลมีเดียนั้นขึ้นชื่อความไวในการส่งต่อข้อความ

ทางที่ดีนั้น ควรให้เวลา 2-3 นาทีในการตรวจทานข้อความทั้งหมดที่จะทำการเขียนขึ้นไม่ว่าจะช่องทางใดๆ หรือถ้าให้แนะนำอีกวิธีคือให้เขียนข้อความที่ต้องการใส่ไว้บนโปรแกรม Notepad, Excel เพื่อที่จะตรวจทานข้อความทั้งหมด รวมทั้งไปสนับสนุนข้อที่ 3 คือช่วยในการวางแผนข้อความที่จะโพสต์ได้อีกด้วย

6. โพสต์ข้อความในขณะที่เหนื่อยไม่มีกะจิตกะใจทำ

บ่อยครั้งที่เรากลับเข้ามาตรวจดูข้อความแล้วไปเจอกับบางข้อความที่อ่านแล้วรู้สึกไม่ดี หรือรู้สึกโกรธในสภาวะจิตใจของเราที่ไม่ค่อยจะดีด้วยสิ่งแวดล้อมที่เจอ การที่ไปโต้ตอบในทันทีทันควันในช่วยที่มีภาวะจิตใจที่ไม่ดีนั้นอาจส่งผลให้ข้อความที่จะช่วยทำให้ดีขึ้นกลับเลวร้ายลง

ดังนั้นหากเกิดภาวะเช่นนี้ อย่าหุนหันพลันแล่นที่จะตอบทันที ให้กลับมาลองทบทวนก่อนที่จะโพสต์ข้อความหรือทางที่ดี ปิดทุกสิ่งอย่างแล้วไปพักผ่อน ทำใจให้สบายแล้วค่อยกลับมาอ่านและตอบอีกครั้งครับ

7. ช่วย RT หน่อยนะ / ฝากแชร์ด้วยนะ…ตลอดเวลา

สำหรับคนที่ใช้งาน Twitter อยู่เป็นประจำคงเคยได้เห็นข้อความต่อท้ายแบบเป็นมาตรฐานว่า “รบกวน RT”, “ช่วย RT” ซึ่งก็คือการช่วยส่งต่อข้อความไปยังผู้ที่ติดตาม อันที่จริงก็ไม่ได้มีกฎหรือกติกาใดๆ ว่าห้ามทำแบบนี้แต่อย่างใด แต่การใช้แบบพร่ำเพรือหรือตลอดเวลาก็คงดูน่ารำคาญหรือดูไม่ดีนัก การที่จะทำให้คนมา Retweet ข้อความ หรือส่งต่อข้อความนั้น อยู่ที่เนื้อหาหรือ Content ที่เรานำมาเสนอว่าถูกใจและโดนใจมากน้อยขนาดไหน ถ้าเขาถูกใจ ไม่ต้องมีข้อความขอร้องอะไรก็ถูก Retweet ไปง่ายๆ แล้วครับ และนี่คือการสนับสนุนข้อแรกคือ ให้เราเน้นคุณภาพของเนื้อหาเป็นหลัก

8. ส่งข้อความสแปมไปยังคนที่ติดตามหรือเพื่อนของคุณ

จากข้อที่ 4 ที่บอกว่าให้หลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมเพื่อส่งข้อความอัตโนมัติไปยังกลุ่มคนที่ติดตามเรา ในข้อนี้จะแตกต่างไปนิดเพราะเป็นการจงใจที่จะส่งข้อความในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียกร้องความสนใจในบางอย่าง เช่น การยิงโปรโมชันต่างๆ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้ได้รับสารนอกจากจะไม่ได้รับรู้สาระที่แท้จริงว่ามันคืออะไรแล้ว พาลจะทำให้รำคาญและเลิกติดตามไปในที่สุด ดังนั้นพึงหลีกเลี่ยงครับ

9. ให้ความกลัวฉุดรั้งความคิดและทุกสิ่งอย่างของคุณไว้

ข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความกลัว อย่ากลัวที่จะยืนยันสิ่งที่เราพูดออกไปในโซเชียลมีเดีย ความกลัวคืออุปสรรคที่จะทำให้เราไม่กล้าพูดหรือลังเลที่จะบอกในสิ่งที่เราอยากสื่อสารออกไป, เมื่อไหร่ที่ควรจะเขียนข้อความ และควรหรือไม่ควรจะบอกออกไป

ข้อนี้ไม่ได้ตั้งใจจะบอกให้คุณเลิกกลัวแบบ 100% แต่อยากจะให้เพียงแค่หาวิธีการใหม่ๆ เพื่อลดความกลัวนั้นไปจากความคิดของเรา เพื่อให้สร้างให้เรากล้าคิดและกล้านำเสนอสิ่งที่อยากจะบอกออกไป

10. แต่งเรื่องสั้น, บรรยายยาวๆมันทุกโพสต์

ในบางครั้งแล้วการเขียนข้อความที่ยาวๆ นั้นอาจจะทำให้ดูน่าเบื่อ หรือกลายเป็นบรรยายโวหารไป ด้วยข้อจำกัดของ Twitter ที่สามารถใช้ตัวอักษรได้สูงสุุด 140 ตัวอักษร จึงเป็นที่มาของข้อนี้คือ ให้เราพยายามย่อหรือสรุปใจความสำคัญที่ชวนติดตามหรือคลิกเพื่ออ่านต่อหลังจากที่อ่านประโยคนั้นจบ ซึ่งการที่จะทำให้อ่านได้ง่ายและเข้าใจ อาจต้องใช้เวลารวมทั้งความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ ด้วยครับ

—————————————————————————————————————————————————————————–

ทั้ง 10 ข้อนี้คือสิ่งเป็นข้อผิดพลาดจากการใช้งานโซเชียลมีเดียที่พบเห็นได้อย่างง่ายๆ (โดยเฉพาะข้อ 7 ฮ่า…) เจตนาอย่างที่บอกไปครับว่าต้องการให้เห็นถึงตัวอย่างและระลึกถึงที่ไม่ควรเอาไปปฏิบัติตาม โดยหากหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว ผมก็เชื่อได้ว่าไม่ว่าสิ่งใดเข้ามา คุณก็จะระลึกถึงการได้ประโยชน์จากลูกค้าด้วยความถูกต้องและเหมาะสมของข้อมูลครับ

ที่มา: 12Most

from:http://thumbsup.in.th/2013/04/10-simple-mistakes-in-social-media/

Ingress เพิ่ม Power Cube ไอเท็มสำหรับเติม XM

นอกจากวันนี้กูเกิลจะปรับให้ผู้เล่น level 2 ขึ้นไปสามารถแจก invite ให้กับเพื่อนๆ ได้แล้ว ยังมีผู้เล่นบางคนได้ไอเท็มชิ้นใหม่ที่ชื่อว่า “Power Cube” อีกด้วย

ตัว Power Cube มีรายละเอียดบอกว่าจุ XM เป็นปริมาณเท่ากับ level คูณด้วย 1,000 XM ดูแล้วน่าจะเป็นไอเท็มสำหรับกดเพื่อเติม XM ได้ในทันที

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสามารถเก็บไอเท็มชิ้นนี้ได้แล้ว แต่ก็จะยังไม่สามารถใช้ได้จนกว่า Ingress จะอัพเดตรอบหน้า ส่วนหน้าตาของ Power Cube สามารถดูได้ท้ายข่าวครับ

ที่มา – Decode Ingress

Ingress, Games, Google,

from:http://www.blognone.com/node/42866

ผลสำรวจเผย เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คมากๆ เป็นผลดีต่อบริษัท?

social-mediaApp

มนุษย์ออฟฟิศอย่างเราๆ หลายคนคงประสบปัญหาอย่างการห้ามเล่น Facebook หรือโซเชียลเน็ตเวิร์กทั่วไปในเวลาทำงาน ด้วยเหตุผลว่าทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง วันนี้เรามีผลการศึกษาที่คุณอาจเอาไปแย้งกับหัวหน้าได้

บริษัทวิเคราะห์การตลาด Evolv ได้ทำการวิเคราะห์บริษัทที่ติดอันดับ 500 บริษัทชั้นนำของนิตยสาร Fortune (Fortune 500) ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเมื่อดูจากตัวเลขสถิติ พบว่าพนักงานที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก มีแน้วโน้มที่จะทำยอดขายได้มากกว่า และตอบสนองต่อลูกค้าได้ดีกว่า

ผลการศึกษาอธิบายว่าพนักงานรายชั่วโมงที่เป็นสมาชิกใช้งานเครือข่ายสังคม 1-4 แห่ง จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กเลย นอกจากนี้พนักงานกลุ่มนี้มีแน้วโน้มที่จะทำงานให้บริษัทนานกว่าอีกด้วย โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าพนักงานที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กทำงานให้กับบริษัทเฉลี่ยที่ 94 วัน ในขณะที่พนักงานกลุ่มที่ไม่ใช้ ทำงานให้กับบริษัทเฉลี่ยเพียง 83 วัน

สำหรับพนักงานที่มีเครือข่ายโซเชียลมากกว่า 5 แห่งขึ้นไป ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าพนักงานกลุ่มนี้ทำงานได้ดีกว่าคนที่มี 4 เครือข่าย 1.5% และดีกว่าคนที่มีเครือข่ายน้อยกว่า 4 เครือข่าย 2.8% แต่ระยะเวลาทำงานให้กับบริษัทจะน้อยกว่านิดหน่อยที่ 92 วัน

อย่างไรก็ตามทาง Evolv ได้กล่าวว่าสาเหตุที่ผลลัพท์ออกมาแบบนี้ เพราะว่าคนที่ใช้งานเครือข่ายโซเชียลถี่มากจะเป็นคนที่”เข้าสังคมได้ดี” ทำให้เข้ากับลูกค้าได้ และสร้างยอดขายได้มากกว่า นอกจากนี้คนกลุ่มนี้มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้กับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพอใจมากที่สุด

สำหรับใครที่อยากจะลองเอาบทความนี้ไปเสนอเจ้านาย อย่าลืมตรวจสอบก่อนนะว่าเราทำงานดีแล้วหรือยัง ถ้าไม่อย่างนั้น ก็เล่นโซเชียลให้พอเหมาะน่าจะดีกว่า

ที่มา: Mashable

from:http://thumbsup.in.th/2013/04/social-networks-workplace-study/

Google+ ไม่จำกัดขนาดของรูปภาพที่อัพโหลดแล้ว

Google+ อนุญาตให้ผู้ใช้อัพโหลดรูปภาพที่มีขนาดด้านใดด้านหนึ่งยาวกว่า 2,048 พิกเซลแล้ว โดยผู้ใช้ต้องเปิดตัวเลือกนี้เองใน Settings > Photos > Upload my photos at full size

ก่อนหน้านี้ Google อนุญาตให้อัพรูปที่ใหญ่กว่า 2,048 พิกเซล เฉพาะผ่านฟีเจอร์ Instant Upload ของ Android เท่านั้น ผู้ใช้ผ่านหน้าเว็บไม่สามารถอัพโหลดได้เองโดยตรง

การอัพโหลดภาพขนาดใหญ่น่าจะช่วยให้กลุ่มนักถ่ายภาพสะดวกมากขึ้น แต่ก็มีผลต่อพื้นที่ฟรี 5GB ที่ Google นับรวมระหว่าง Google+ และ Google Drive ด้วยนะครับ

ที่มา: blognone

from:http://www.itinlife.com/news/4870

Twitter อัพเดตแอพบน Android ให้หน้าตาเรียบกว่าเดิม

Twitter ประกาศอัพเดตแอพบน Android ใช้หน้าตาแบบใหม่ที่ดูเรียบกว่าเดิม สอดคล้องกับธีม Holo ของ Android 4.x

  • ลดความลึกและแสงเงาของปุ่มลง เปลี่ยนมาใช้เป็นแถบสีเรียบๆ แนว Metro
  • ตัดข้อความใต้ปุ่มทั้ง 4 ออกเหลือแต่ไอคอน เพื่อขยายพื้นที่ของ Timeline ในแนวตั้งมากขึ้น
  • นำขอบสีเทาด้านข้างของ Timeline ออกไป และขยายพื้นที่แนวนอนของ Timeline ให้ติดขอบจอ
  • สามารถ swipe ด้านข้างเพื่อสลับระหว่างแท็บทั้ง 4 ได้แล้ว
  • เพิ่ม suggestion ชื่อผู้ใช้และ hashtag ขณะพิมพ์ข้อความเลย
  • รองรับฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่งประกาศ App Installs และ Deep-Linking

นอกจากนี้ แอพบน iPhone และ mobile.twitter.com ยังอัพเดตย่อย เพิ่มชนิดของเนื้อหาที่แสดงในโหมด expanded tweet ด้วย

Twitter for Android New Design

ที่มา: blognone

from:http://www.itinlife.com/news/4865

ศึกชนช้าง Windows Phone 8: ATIV S ปะทะ Lumia 920 ตอนที่ 2 – กล้องใครจะแน่กว่ากัน

ผ่านตอนแรกเราได้รีวิวคร่าวๆ กับตัวเครื่องกันไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของการทดสอบกล้อง หนึ่งในเหตุผลที่หลายคนเลือกซื้อสมาร์ทโฟนไปเสียแล้ว จากเดิมที่เคยทดสอบกันแบบพื้นๆ คราวนี้ก็มาลองลงรายละเอียดกันมากขึ้น โดยจะทดสอบในสภาพแวดล้อมต่างกันไป ทั้งแบบใน-นอกสถานที่ เน้นหลักๆ ไปที่เรื่องสีสันของภาพ ความสว่าง ความคม การถ่ายในที่มืดแบบไม่ใช้แฟลชครับ

พูดถึงสเปคกล้องแต่ละตัวกันก่อนเทียบภาพ ATIV S ใช้เซนเซอร์ขนาด 8 เมกะพิกเซล รูรับแสงกว้างสุดที่ f/2.6 วางกล้องไว้ด้านบนสุดของเครื่อง เหมาะแก่การใช้งานในแนวตั้งมากกว่า รวมถึงมุมรับภาพกว้างกว่า Lumia 920 (ทางยาวโฟกัสที่ 3.7 มม. แบบไม่ได้เทียบเป็นฟิล์ม 35 มม.)

ทางฝั่ง Lumia 920 ใช้เซนเซอร์ความละเอียดมากกว่านิดหน่อยที่ 8.7 เมกะพิกเซล รูรับแสงกว้างสุด f/2.0 วางกล้องไว้ตรงกลางเครื่อง จึงเหมาะแก่การถือถ่ายแนวนอนมากกว่าครับ



พูดถึงสเปคกันพอเป็นน้ำจิ้มแล้ว ก็มาเริ่มเทียบภาพของแต่ละรุ่นกันครับ เริ่มต้นที่อย่างแรกคือสีของภาพ ประเด็นหลักๆ จะพูดถึงความเที่ยงตรงของสี ความสด และความคาดเคลื่อนเวลาเปิดแฟลชช่วยครับ (ภาพของ ATIV S จะอยู่ข้างบน ส่วน Lumia 920 จะอยู่ข้างล่าง ทุกภาพถ่ายในโหมดอัตโนมัติ ไม่มีการปรับแต่งเพิ่ม สามารถกดเพื่อดูภาพขนาดใหญ่ขึ้นได้ครับ)

เปรียบเทียบสี

WP_20130226_002WP_20130226_002

ดูจากภาพจะเห็นชัดเจนว่าภาพจากกล้องของ Lumia 920 นั้นสว่าง และสีสดกว่า แต่เมื่อเทียบกับสีวัตถุจริงแล้ว สีจากกล้องของ ATIV S นั้นตรงกว่ามาก และยังมีรายละเอียดจากตัวแบบครบถ้วนกว่า ถ้าลองสังเกตภาพของ Lumia 920 ตรงจุดที่สีจัดๆ จะพบว่ารายละเอียดส่วนนั้นแทบจะกลายเป็นวุ้นไปเลย

เปรียบเทียบสี แบบเปิดแฟลช

WP_20130226_004WP_20130226_005

พอเปิดแฟลชแล้ว ทางฝั่ง ATIV S จะสีสดขึ้นทันที แต่โดยรวมแล้วสียังไม่เพี้ยนออกไปจากภาพแรกมากนัก สมดุลแสงยังทำงานได้แม่นยำดี ส่วนทางฝั่ง Lumia 920 พอเปิดแฟลชถ่ายแล้วจะมีปัญหาทันที เพราะภาพจะออกโทนฟ้าจัด ทำให้สีเพี้ยนไปจากความเป็นจริงพอสมควร

เทียบระยะแฟลช

ต่อจากการเทียบเรื่องสี เราก็มาลองเทียบการใช้งานแฟลชกันต่อ เริ่มต้นกันด้วยภาพฐานก่อนเปิดแฟลชของทั้งสองรุ่นกันเลยครับ

WP_20130226_009WP_20130226_009

พอเปิดแฟลชถ่ายแล้วได้ผลออกมาดังนี้ครับ

WP_20130226_010WP_20130226_010

ด้วยความที่แฟลชของ ATIV S เป็น LED ขนาดใหญ่แบบเดี่ยว แสงที่ได้จึงสว่างกว่าและกระจุกอยู่ตรงกลาง ประกอบกับตัวระบบเร่งความเร็วชัตเตอร์ไปสูงถึง 1/265 วินาที ฉากหลังจึงมืดไป แต่ตัวแบบยังชัดเจน และสีตรงอยู่ครับ

ส่วนทางฝั่ง Lumia 920 ดูเหมือนจะมีปัญหากับการถ่ายภาพพร้อมเปิดแฟลชจริงๆ นอกจากภาพจะออกโทนฟ้าอมม่วงแล้ว ตัวระบบยังใช้ความเร็วชัตเตอร์ค่อนข้างต่ำ (1/28 วินาที) ข้อดีคือได้ภาพสว่างไปถึงฉากหลัง แต่ความคมชัดก็ด้อยลงไปมาก

เทียบความคมชัด

WP_20130226_012WP_20130226_012

WP_20130226_013WP_20130226_013

เทียบความคมชัดแล้ว ทั้งสองรุ่นทำได้ดีพอกัน แต่ระยะความชัดของ ATIV S เหนือกว่าเล็กน้อยเนื่องจากรูรับแสงแคบกว่า (f/2.6) ส่วน Lumia 920 ก็ยังได้เปรียบในเรื่องของความสว่างจากรูรับแสงที่กว้างกว่าเช่นเคย ฟันธงว่าทั้งสองรุ่นนี้ใช้ถ่ายเอกสารมาไว้อ่านได้สบายครับ 😀


ถ่ายในสถานที่ไปเยอะแล้ว ก็ได้ลองหยิบเครื่องไปนอกห้องลองถ่ายนอกสถานที่กันบ้าง แต่จะเน้นหลักๆ ไปที่การถ่ายกลางคืนแบบไม่ใช้แฟลช เพราะว่าทั้งสองรุ่นนี้ถ่ายในแสงปกติเช้า กลางวัน บ่ายได้ดีมากพอกันจนแยกแทบไม่ได้ แต่พอถ่ายกลางคืนแล้วเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดเจนครับ

เทียบภาพถ่ายในที่แสงน้อย: มีตัวแบบในภาพ

WP_20130228_008WP_20130228_007

ภาพแรกของการถ่ายเทียบในสภาวะแสงน้อยออกมาค่อนข้างสูสีกัน แต่ละรุ่นมีข้อดีต่างกันไป ทางฝั่ง ATIV S ได้รายละเอียดของภาพ และโทนสีที่แม่นกว่า ส่วน Lumia 920 จะได้ภาพที่เนียน และสว่างกว่าพอสมควร

เทียบถ่ายในที่แสงน้อย: ภาพวิว สิ่งก่อสร้าง

WP_20130228_011WP_20130228_022

ภาพนี้ถ่ายบริเวณสยามเซนเตอร์ตอนใกล้เที่ยงคืน แหล่งกำเนิดแสงในภาพมีแค่บริเวณบันใด กับแสงสะท้อนจากถนนแค่นั้น ค่อนข้างแปลกที่เวลามีแสงหลายสีอยู่ในภาพเมื่อไร สีจากภาพของ ATIV S จะซีดลงพอสมควร ส่วนทาง Lumia 920 ก็วัดแสงออกมาสว่างเกินจริงไปหลายจุด แต่ก็ยังให้สีของภาพมาได้ดีกว่า ส่วนความคมชัดยังเป็นรอง ATIV S อยู่ดี

ต่อกันด้วยภาพแสงน้อยที่สาม กับการถ่ายคอนโดฯ ที่แทบไม่มีแสงเลย (เวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว) ผลก็ออกมาดังนี้ครับ

WP_20130228_013WP_20130228_023

ยิ่งถ่ายโดยที่แสงน้อยลงเท่าไร ภาพของทั้งสองก็จะยิ่งต่างกันเรื่อยๆ จากภาพนี้จะเห็นว่า Lumia 920 ภาพสว่างกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันก็ถ่ายยากกว่ามาก เพราะระบบลดความเร็วชัตเตอร์ลงไปเหลือเพียง 1/3 วินาที (ภาพนี้ถ่ายประมาณ 10 รอบได้) ส่วนทาง ATIV S แม้ภาพจะมืดกว่า แต่ถ่ายง่ายกว่ามาก ความเร็วชัตเตอร์ยังอยู่ราวๆ 1/15-1/20 วินาที กำลังดีสำหรับการถ่ายในที่ที่ไม่มีแสงเลย

เนื่องจากฟีเจอร์ของกล้องทั้งสองรุ่นนั้นเหมือนกัน เพราะว่าใช้ Windows Phone 8 ทั้งคู่ ความแตกต่างหลักๆ จะอยู่ที่คุณภาพของภาพเป็นส่วนใหญ่ ไล่เป็นข้อทั้งจุดดี และจุดด้อยได้แบบนี้ครับ

ATIV S

  • กล้องสีตรง ให้รายละเอียดครบถ้วน
  • ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ ความเร็วชัตเตอร์ค่อนข้างคงที่
  • แฟลชใช้งานได้จริง ไม่ทำให้สีเพี้ยน
  • ถ่ายตอนกลางคืนไม่เปิดแฟลชยังไม่ดีนัก
  • ถ่ายในแนวนอนต้องคอยระวังไม่ให้มือซ้ายบังเลนส์ที่อยู่ชิดขอบบนมากๆ

Lumia 920

  • กล้องสีสด สว่าง
  • ถ่ายกลางคืนโดยไม่ใช้แฟลชได้จริง แต่ต้องถ่ายหลายครั้งหน่อยเพราะได้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ
  • ซอฟต์แวร์ในเครื่องช่วยประมวลผลภาพให้เนียน แต่ก็ทำให้เสียรายละเอียดไป
  • ภาพส่วนมากติดโทนฟ้า ยิ่งแสงน้อยเท่าไหร่ยิ่งอมฟ้ามากขึ้นเท่านั้น
  • ถ้าเปิดแฟลชถ่าย ภาพจะออกมาแย่มาก
  • ถ่ายในแนวตั้งลำบาก เพราะนิ้วชี้จะบังเลนส์ ถ้าถือต่ำๆ เพื่อไม่ให้บังเลนส์ก็อาจทำเครื่องตกได้ง่ายเพราะตัวเครื่องค่อนข้างหนัก

สรุป

ถ้าหากให้เลือกซักรุ่นแล้ว คนที่ใช้กล้องถ่ายภาพทั่วไป เน้นความคล่องตัวเป็นหลัก ATIV S นั้นเหมาะกว่ามาก เพราะสามารถถ่ายในหลายสภาวะแสง โดยที่ไม่ต้องปรับตัวใดๆ และยังมีของแถมเป็นหน้าจอที่ใหญ่ และสดกว่า รวมถึงแบตที่ทนกว่าไปด้วย

แต่สำหรับคนที่คิดว่าจะใช้งานถ่ายภาพกลางคืนเป็นหลัก Lumia 920 จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่า ยิ่งถ้ามีอุปกรณ์เสริมอย่างขาตั้ง และไฟส่องมาช่วยอีกจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก ไม่อย่างนั้นก็คงต้องตั้งมือนิ่งๆ ก่อนถ่ายแทนครับ

Advertorial, ATIV S, Lumia, Mobile, Nokia, Review, Samsung, Camera

from:http://www.blognone.com/node/42859

โฆษณา

for feed news app

%d bloggers like this: