Facebook เตรียมจัดงานแถลงข่าว, อาจจะเปิดตัว Facebook Phone !

Facebook ได้ออกการ์ดเชิญผู้สื่อข่าวให้มาร่วมงานแถลงข่าวในวันที่ 4 เมษายนนี้ ซึ่งในการ์ดเชิญนั้นมีข้อความระบุว่า “Come See Our New Home on Android“  หรือ “มาดูบ้านใหม่ของเราบนระบบปฏิบัติการแอนดรอย์กัน” โดยจากการจั่วหัวการ์ดเชิญแบบนี้ ก็ทำให้คิดไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการเปิดตัว Facebook Phone หรือสมาร์ทโฟนในแบรนด์ของ Facebook นั่นเอง ที่คาดว่าจะผลิตโดย HTC และใช้ระบบปฏิบัติการ Android ที่ปรับแต่งมาเองโดยเฉพาะ ซึ่งข่าวลือเกี่ยวกับ Facebook Phone ก็มีมาเป็นระยะๆ อยู่สักพักแล้ว

การ์ดเชิญสื่อ

หรือว่าจะเป็นการเปิดตัว Facebook Phone ?

…ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Facebook เอาเป็นว่ารอติดตามชมกันวันที่ 4 เลยทีเดียวครับ 🙂

ที่มา – TechCrunch

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:http://www.9tana.com/node/facebook-htc-event/

ศึกชนช้าง Windows Phone 8: ATIV S ปะทะ Lumia 920 ตอนที่ 1 – เทียบสเปคและการใช้งานจริง

ในที่สุดผู้เล่นในตลาด Windows Phone 8 ของประเทศไทยก็เข้าสู่สนามครบทุกรายแล้ว หลังจากที่รายล่าสุดอย่าง ATIV S เพิ่งวางขายได้ไม่นาน ทางซัมซุงประเทศไทยก็ได้ส่งเจ้า ATIV S มาให้รีวิว โดยจับมาเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกันอย่าง Lumia 920 จากโนเกียกันเลย

หมายเหตุ: รีวิวนี้จะได้รับการสนับสนุนจากซัมซุง แต่ก็เป็นการเทียบกันตามฟีเจอร์ และการใช้งานจริง ไม่ได้เซนเซอร์แต่อย่างใดครับ

ฮาร์ดแวร์

ด้วยความที่ไมโครซอฟท์กำหนดสเปคของ Windows Phone 8 มาค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นสเปคภายในของแต่ละเครื่องจะคล้ายกัน จะต่างกันไปตรงรายละเอียดปลีกย่อยอย่างหน้าจอ ตำแหน่งปุ่ม และวัสดุตัวเครื่องมากกว่าครับ ว่าแล้วก็มาลองจับสองรุ่นนี้เทียบกันดูเลย

กระจกด้านหน้าของทั้งสองรุ่นเป็นกระจกแบบเรียบ ขอบมนบริเวณที่มุมทั้งสี่ด้าน ตำแหน่งวางกล้องหน้าของทั้งสองรุ่นอยู่จุดเดียวกันคือมุมขวาบน จุดต่างเพียงจุดเดียวคือ ATIV S เลือกใช้ปุ่มโฮมเป็นปุ่มจริงตามแนวทางของซัมซุงเสมอมา ส่วน Lumia 920 เป็นปุ่มแบบสัมผัสทุกปุ่ม

มองดูจากด้านหน้าจะเห็นว่าตัวเครื่องขนาดใกล้เคียงกันมาก แม้ว่าตัว Lumia 920 จะหน้าจอเล็กกว่าพอสมควร (4.5”) แต่เป็นหน้าจอสเกล 16:10 จึงกว้างพอๆ กับ ATIV S ที่หน้าจอ 4.8” แต่เป็นสเกล 16:9 นั่นเอง

การวางปุ่ม และพอร์ตของทั้งสองรุ่นต่างกันเล็กน้อย ถ้าไม่นับพอร์ต micro USB และพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ที่ถูกวางไว้ขอบล่าง และบนตามมาตรฐานแล้ว Nokia เลือกวางปุ่มต่างๆ ไว้ที่ด้านขวาทั้งหมด ไล่จากบนมาล่างจะเป็นปุ่มปรับเสียง ปุ่มเปิดเครื่อง และปุ่มชัตเตอร์ตามลำดับ ส่วน ATIV S จะวางปุ่มเปิดเครื่อง และปุ่มชัตเตอร์ไว้ด้านขวา และแยกปุ่มปรับเสียงไปไว้ด้านซ้ายเหมือนกับสมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy


ความบางของตัวเครื่องต่างกันชัดเจนมาก ATIV S นั้นบางเพียง 8.7 มม. ส่วน Lumia 920 นั้นหนากว่านิดหน่อย ไปอยู่ที่ 10.7 มม. ส่วนความสูงตัวเครื่อง ATIV S จะยาวกว่าเล็กน้อยเนื่องจากสเกลหน้าจอเป็น 16:9 และยังมีหน้าจอใหญ่กว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

พลิกมาดูด้านหลังตัวเครื่อง ATIV S ใช้พลาสติกขัดลายอลูมิเนียมเป็นฝาหลัง วัสดุที่ใช้ใกล้เคียงกับที่เคยเจอใน Galaxy S III ที่บาง แต่ก็ยืดหยุ่นมาก ส่วน Lumia 920 สีแดงจะเป็นพลาสติกผิวมัน ตำแหน่งกล้องของทั้งสองรุ่นต่างกันไป ATIV S วางไว้ด้านบน ส่วน Lumia 920 วางไว้ตรงกลาง ซึ่งเราจะมาพูดถึงข้อดีข้อเสียของตำแหน่งวางกล้องอีกทีครับ

ฝาหลังของ ATIV S นั้นถอดออกมาได้ เมื่อเปิดฝาหลังจะพบกับแบตเตอรี่ขนาด 2300 mAh พร้อมสล็อตสำหรับใส่ micro SD เพิ่มหน่วยความจำที่ด้านซ้ายของฝาหลัง (ด้านขวาเป็นถาดใส่ซิม) ส่วน Lumia 920 นั้นถอดฝาหลังไม่ได้ ใส่ micro SD เพิ่มไมได้ และแบตเตอรี่จุน้อยกว่าที่ 2000 mAh

การถือใช้งาน

เปรียบเทียบการใช้งานมือถือด้วยมือถือเดียว และในอิริยาบทต่างๆ ATIV S สามารถใช้งานสะดวกทั้งมือซ้าย และมือขวา เนื่องจากแยกปุ่มไว้คนละฝั่งกัน เวลาถือมือขวาจะวางนิ้วโป้งไว้ที่ปุ่มเปิดเครื่อง และใช้นิ้วชี้/กลางวางไว่ที่ปุ่มปรับเสียง (มือซ้ายก็แค่สลับกัน) เนื่องจากจอใหญ่ ความกว้างของจอทำให้ผู้ใช้มือขวาเอื้อมไปกดปุ่มย้อนกลับที่ใช้ค่อนข้างบ่อยได้ลำบากหน่อย

การถือ ATIV S เพื่อถ่ายรูป ในท่าปกติแนวตั้งการกดชัตเตอร์ผ่านหน้าจอจะสะดวกกว่ากดปุ่มชัตเตอร์แยกมากๆ เพราะตำแหน่งของปุ่มมักจะอยู่บริเวณอุ้งมือ หรือนิ้วก้อย กดค่อนข้างลำบาก การถือถ่ายในแนวนอน (แบบกล้องคอมแพค) จะสะดวกกว่าถ้าใช้มือขวาเพียงอย่างเดียว ถ้าใช้สองมือจะมีโอกาสบังกล้องสูงมาก

ส่วน Lumia 920 ด้วยความที่ความกว้างพอกันจะประสบปัญหาเอื้อมไปกดปุ่มตรงข้ามลำบากเช่นเดียวกัน ด้วยการที่วางปุ่มไว้ทางด้านขวาทั้งหมด ถ้าหากใช้งานด้วยมือขวาจะลำบากมาก เพราะปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่ตรงอุ้งมือพอดี

การถือถ่ายรูปแบบปกติต้องระวังไม่ให้นิ้วไปบังกล้อง เพราะตำแหน่งกล้องอยู่ตรงกลางตัวเครื่อง ส่วนการถ่ายภาพแบบแนวนอนทำได้สะดวกทั้งมือเดียว และสองมือ โดยไม่ต้องห่วงว่าอีกมือจะไปบังกล้องแต่อย่างใด

การถือใช้งานทั่วไป ATIV S ทำได้ดีกว่า ด้วยฝาหลังที่เป็นพลาสติกขัดลาย ช่วยให้ถือได้มั่นคงขึ้น ส่วน Lumia 920 ที่วัสดุเป็นพลาสติกผิวมันนั้นจะค่อนข้างลื่นมือมาก โดยเฉพาะในที่อากาศแห้งๆ เมื่อรวมกับน้ำหนักของ Lumia 920 ที่หนักกว่ามาตรฐาน (185 กรัม) ใช้งานมือเดียวนานๆ จะรู้สึกเมื่อยได้เลย เมื่อลองเปลี่ยนมาถือ ATIV S จะสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่เบากว่ามากๆ (135 กรัม)

หน้าจอ

เทียบกันตามสเปค หน้าจอของทั้งสองรุ่นนี้ต่างกันมาก ATIV S ใช้หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 4.8” ความละเอียด 1280×720 พิกเซล ส่วน Lumia 920 ใช้หน้าจอ LCD IPS ขนาด 4.5” ความละเอียด 1280×768 พิกเซล พอลองจับมาเปิดภาพมาตรฐานในตัวเครื่องเทียบกัน เปิดความสว่างสูงสุด จะได้ผลดังนี้

สรุปตามภาพตัวอย่าง หน้าจอของ Lumia 920 จะสีออกอมแดง และจอความสว่างมากกว่า ส่วน ATIV S จะอมฟ้าเล็กน้อย แต่คอนทราสต์ดีกว่า ซึ่งถ้าเปิดโหมดปรับแสงอัตโนมัติ ในสภาพหน้าจอความสว่างไม่สูงสุด Lumia 920 จะสีซีดลงมาก เมื่อเทียบหน้าโฮมสกรีนสีเดียวกันจะพบว่า ATIV S นั้นสีสดกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน บางโทนสียิ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แบตเตอรี่

จากการทดสอบการใช้งานทั้งสองเครื่องในรูปแบบคล้ายกัน (ลงแอพเหมือนกัน ต่อ Wi-Fi ทั้งวัน เปิดโหมดปรับแสงอัตโนมัติ และโหมดประหยัดไฟ) ผลปรากฎว่า อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของ ATIV S อึดกว่าพอสมควร เทียบจากการใช้งานสลับกันตลอด 7-8 ชั่วโมงแบบไม่หนักมาก ATIV S แบตลดลงไปประมาณ 40% ส่วน Lumia 920 นั้นลดลงไปต่ำกว่าครึ่งแล้ว และตัวเครื่องยังร้อนไวกว่าด้วย

การจับตำแหน่งด้วย GPS

ความเร็วในการจับสัญญาณดาวเทียมของทั้งสองเครื่องเรียกได้ว่าเร็วพอๆ กัน ดังนั้นความต่างจะตกไปอย่กับการใช้งานจริงร่วมกับแอพแผนที่ ซึ่งจุดนี้ ATIV S ได้เปรียบตรงที่สามารถเรียกแอพขึ้นมาใช้งานได้เร็วกว่า (เปิดปุ๊ปติดปั๊ป จับตำแหน่งทันที) ส่วน Lumia 920 จะต้องรอเวลาเปิดแอพเล็กน้อย จึงใช้เวลาในนานกว่าในการจับตำแหน่ง แต่ก็ได้เปรียบตรงฟีเจอร์ที่มากกว่าเมื่อรวมกับ Nokia Drive ที่แถมมาในตัวด้วย

คุณภาพเสียง และการใช้งานโทรศัพท์

เรื่องเสียงลำโพงในตัวเครื่องจากการเปิดเพลงเทียบกันพบว่าเสียงของ Lumia 920 นั้นดังกว่าพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวางลำโพงไว้ตรงด้านล่างของตัวเครื่อง จึงไม่ถูกบังเวลาวางตัวเครื่องไว้กับที่ ต่างกับ ATIV S ที่วางไว้ด้านหลัง บวกกับเสียงที่เบากว่าอยู่ที่แล้วยิ่งทำให้เสียงเบาลงไปอีก ส่วนมิติของทั้งสองเครื่องนั้นคุณภาพกลางๆ ไม่ได้โดดเด่นมากเป็นพิเศษทั้งคู่

การใช้งานโทรศัพท์ ATIV S ทำได้ตามมาตรฐาน แม้ว่าเสียงจากคู่สายจะเบาไปหน่อย แต่สนทนาได้ชัดเจนดี ส่วน Lumia 920 จะมีปัญหาเวลาโทรบางครั้ง อย่างการได้ยินเสียงตัวเองก้องๆ ตอนรอฝั่งตรงข้ามรับสาย บางครั้งถึงกับได้ยินเสียงตัวเองสะท้อนกลับมาระหว่างคุยอยู่ และยังไม่รู้ว่าอาการที่ว่าเกิดจากอะไรครับ – -“

ปัญหาที่พบ

หลังจากใช้งานมาได้ราวหนึ่งสัปดาห์ก็พบว่าทั้งสองรุ่นมีปัญหาต่างๆ กันออกไป แบ่งตามรุ่นได้แบบนี้ครับ

ATIV S

  • ถ้าเข้าโหมดสลีปไปได้ซักระยะ บางครั้งจะตัดการเชื่อมต่อ Wi-Fi (อาจเป็นจุดที่ทำให้แบตอึดขึ้นก็ได้)
  • หลายๆ ครั้งปรับความสว่างหน้าจอต่ำเกินไป ในโหมดอัตโนมัติ
  • เสียงเบาทั้งลำโพงเครื่อง และลำโพงเวลาคุยโทรศัพท์

Lumia920

  • ถ้าต่อ Wi-Fi แบตจะลดลงเร็วจนผิดสังเกต
  • เสียงก้องก่อนคุย เสียงสะท้อนเวลาคุย
  • ถ้าปล่อยให้เครื่องแบตหมด อาจทำให้เกิดอาการ soft brick ชาร์จเข้า แต่เปิดเครื่องไม่ติด ต้องทำการ soft reset ด้วยการกดปุ่มลดเสียง และปุ่มเปิดเครื่องพร้อมกัน บางครั้งอาการหนักมากอาจต้อง hard reset ด้วยปุ่มลดเสียง ปุ่มชัตเตอร์ และปุ่มเปิดเครื่องพร้อมกัน

เทียบแอพเอ็กคลูซีฟ

แม้ว่าจะเปิดตัวมาได้พักใหญ่แล้ว แต่จนถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่า Windows Phone 8 ยังมีแอพไม่เพียงพอต่อการใช้งานของผู้ใช้อยู่ดี ภาระทั้งหลายจึงตกไปอยู่กับผู้ผลิตที่ต้องหาแอพเอ็กคลูซีฟมาเติมเต็มความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งทั้งซัมซุง และโนเกียก็ทำการบ้านตรงนี้มาทั้งคู่ครับ

แอพเอ็กคูลซีฟของแต่ละค่าย สามารถหาได้จากหน้าแรกของ Store โดยของซัมซุงจะเรียกว่า Samsung Zone ส่วนโนเกียจะเรียกว่า Nokia Collection โดยฝั่งซัมซุงจะเน้นหนักไปทางแอพที่พัฒนาขึ้นมาเองอย่าง ChatON แอพแชทบนมือถือ, MiniDiary แอพจนโน้ตฟังก์ชันครบครัน หรือแอพแต่งภาพสไตล์เมโทรอย่าง Photo Editor

ทางฝั่งโนเกียนอกจากแอพพัฒนาเองอย่างพวก Nokia Maps หรือ Nokia Drive แล้วยังมีแอพ และเกมที่เอ็กคลูซีฟไว้เฉพาะ Lumia ด้วยอย่างเช่น Angry Birds จาก Rovio หรือ Word with Friends จาก Zynga เทียบปริมาณแอพในหมวดนี้แล้วโนเกียจัดมาให้เยอะกว่าพอสมควร

นอกจากนี้โนเกียยังแพคแอพ App Highlight สำหรับที่รวบรวมแอพเอ็กคลูซีฟของตัวเอง และแอพสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน ที่น่าสนใจคือมีแอพไทยโดยเฉพาะรวมมาให้ไว้ด้วย

ปิดท้ายตอนแรกกันด้วยการเปรียบเทียบจุดเด่นของทั้งสองรุ่นนี้ ว่าแต่ละรุ่นใครเหนือกว่าตรงไหนอย่างไรบ้าง

จุดเด่น ATIV S

  • หน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่กว่า (4.7”) สีสันสดใสกว่า
  • ตัวเครื่องเบากว่า อยู่ที่ราว 135 กรัม และบางกว่ามาก
  • ใส่ micro SD เพิ่มได้
  • แบตเตอรี่ความจุสูงกว่าที่ 2300 mAh และถอดเปลี่ยนได้

จุดด้อย ATIV S

  • ความจุเริ่มต้นน้อยกว่าที่ 16GB
  • เสียงลำโพง และไมค์สนทนาค่อนข้างเบา
  • หน้าจอความหนาแน่นต่ำกว่า (305PPI)

จุดเด่น Lumia 920

  • หน้าจอสว่างกว่า ความหนาแน่นสูงกว่า (331PPI)
  • ความจุเริ่มต้นมากกว่า 32GB
  • ลำโพงเสียงดังกว่า และวางตำแหน่งไว้ไม่ให้โดนบังง่ายๆ

จุดด้อย Lumia 920

  • ใส่ micro SD ไม่ได้
  • ตัวเครื่องค่อนข้างหนัก
  • วางปุ่มไว้กระจุกที่ฝั่งขวา ปุ่มเปิดเครื่องกดยากมาก
  • หน้าจอสีค่อนข้างซีด
  • แบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนไม่ได้ และมีปัญหาเครื่องดับไปเองเป็นระยะๆ

สำหรับตอนที่ 2 เราจะพาเจาะลึกเรื่องกล้องของทั้งสองรุ่นนี้แบบถึงพริกถึงขิง ว่าเอาเข้าจริงแล้วกล้องรุ่นไหนจะเจ๋งกว่ากันครับ

Advertorial, ATIV S, Lumia, Mobile, Nokia, Review, Samsung

from:http://www.blognone.com/node/42605

งานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ “ความสมดุลระหว่างเสรีภาพ กับความมั่นคงปลอดภัย”

ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2550 มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ถึงเวลาแล้วที่พระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีความทันสมัยและเหมาะสม โดยสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพ กับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งคุณสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ นำไปประกอบการผลักดันเพื่อปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
ในวันที่ 3 เมษายน 2556 ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท
เวลา 8.30-12.30 น.

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา และร่วมแสดงความคิดเห็น

from:http://www.blognone.com/node/42604

OUYA ประกาศวันวางขายปลีกในสหรัฐ 4 มิถุนายน

เครื่องเกมคอนโซล OUYA ประกาศวันวางขายปลีกตามร้านค้าทั่วไปในสหรัฐ 4 มิถุนายน โดยชุดคอนโซลราคา 99 ดอลลาร์ จะมีตัวเครื่อง จอยหนึ่งจอย สายไฟ สาย HDMI และแบตเตอรี่ AA สองก้อนสำหรับใส่จอย

สำหรับผู้ที่จ่ายเงินสนับสนุนผ่านโครงการ KickStarter จะเริ่มได้รับเครื่องตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ซึ่งทาง OUYA เองก็ระบุว่าจะนำความเห็นและข้อมูลของผู้ใช้กลุ่มแรกๆ นี้ไปปรับปรุงซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องเวอร์ชันวางขายปลีกด้วย

ถ้าแถวนี้มีคนได้เครื่องก่อน อยากรีวิวก่อนก็เขียนเข้ามาได้ครับ

ที่มา – Engadget

OUYA, Games

from:http://www.blognone.com/node/42603

[Infographic] วิวัฒนาการล้ำๆ ของมือถือ Galaxy S ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นที่ 4

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy S มือถือ Android ตัวแรกของค่ายในปี 2010 ปีต่อมาเปิดตัว Galaxy S II  และ Galaxy S III เปิดตัวในปี 2012 รุ่นล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ นั้นก็คือ Galaxy S4 อย่างที่ทราบกันตระกูล Galaxy S คือตัวท็อปของแต่ละปี แต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นของตัวเอง

ในบทความนี้ผมมี Infographic วิวัฒนาการของมือถือ Galaxy S แต่ละตัว ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นที่ 4 มาดูกันเลย

[Infographic] วิวัฒนาการล้ำๆ ของมือถือ Galaxy S ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นที่ 4

ที่มา: MXPhone

from:http://www.mobiledista.net/infographic-emergence-of-innovative-mobile-galaxy-s/

Facebook เชิญสื่อร่วมงานแถลงข่าว 4 เม.ย.นี้เกี่ยวกับ Android,หรือว่าจะเป็น Facebook Phone?

Facebook  เชิญสื่อร่วมงานแถลงข่าว 4 เม.ย.นี้เกี่ยวกับ Android,หรือว่าจะเป็น Facebook Phone?

Facebook ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวเกี่ยวกับการเปิดตัวอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับระบบปฎิบัติการ Android
โดยมีหัวข้อว่า “Come See Our New Home on Android ” หลายเว็บไซต์ต่างประเทศคาดเดากันว่าอาจจะเป็นการเปิดตัว Facebook Phone  ที่ลือกันว่าร่วมกับ HTC ในการผลิตขึ้นมา จะเป็นจริงอย่างที่เดากันหรือไม่ 4 เมษายนนี้เดี๋ยวรู้ครับ

Facebook  เชิญสื่อร่วมงานแถลงข่าว 4 เม.ย.นี้เกี่ยวกับ Android,หรือว่าจะเป็น Facebook Phone?

ที่มา : techcrunch

from:http://www.mobiledista.net/facebook-says-come-see-new-home-on-android-on-april-4/

5 สิ่งที่ไม่ควรทำในการนำเสนองาน พร้อมวิธีแก้ไข

ภาพจาก http://blog.mbabasecamp.com

ภาพจาก http://blog.mbabasecamp.com

เดี๋ยวนี้เรามักจะพบเห็นได้กับการสัมมนาหรือนำเสนอผลงานต่างๆ ที่มีงานให้เข้าฟังอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด (ซึ่งก็รวมกับของทาง thumbsup เองด้วยกับงาน Start it up) แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เราอยากจะฟังสิ่งแรกนั่นก็คือหัวข้อที่เราจะนำเสนอ เมื่อจูงคนที่จะเข้ามาฟังได้แล้วขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็คือการนำเสนอเนื้อหาตามหัวข้อให้กับผู้ฟังให้ได้น่าสนใจ ซึ่งที่เจอมักจะตกม้าตายกันตรงนี้กันเยอะ บทความแปลนี้่เลยจะเป็นการแนะนำไม่ควรทำทั้งก่อนและระหว่างการนำเสนอ รวมทั้งบอกวิธีป้องกันและแก้ไขไว้ให้ด้วยครับ

อย่างที่ผมบอกไปว่า สิ่งที่พบเจออยู่แบบบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคือความผิดพลาดในการวางแผนจากการเตรียมตัวและนำเสนอเนื้อหาโดยผู้พูด 5 ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องระลึกถึงและควรที่จะทำอยู่เสมอเมื่อมีการนำเสนองานต่างๆ ลองมาดูกันครับ

ข้อที่ 1 อาขยาน อ่านกระจุย

การขึ้นไปอ่าน (อาขยาน) ตามเนื้อหาที่มีบน PowerPoint หรือ Keynote เหมือนหุ่นยนต์ นี่เป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้อยู่อย่างสม่ำเสมอ (ถ้าพูดถึงก็คือติดอันดับ 1 ตลอดกาล) จากการนำเสนองานของมือใหม่หัดนำเสนอหรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่มือใหม่แล้ว ก็ยังเลือกการนำเสนอแบบนี้ ซึ่งถ้าจะพูดไปแล้วก็ไม่ต่างกับการพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดมาให้ผู้ฟังเอากลับบ้านไปอ่าน

วิธีแก้ไข

ควรต้องศึกษาเนื้อหาหรือสิ่งที่เราจะนำเสนอให้ดีและถ่องแท้เสียก่อน เนื้อหาบน PowerPoint หรือ Keynote เป็นเพียง Guide นำทางเพื่อเข้าสู่เนื้อหาที่แท้จริงที่เราจะเป็นคนนำเสนอ และเพื่อดึงความสนใจให้กับผู้ฟัง แทนที่

ข้อที่ 2 อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคอมฯ (และอุปกรณ์ทั้งหลาย)

อย่าไปไว้ใจกับอุปกรณ์ที่จะใช้นำเสนอที่แม้เราจะเป็นคนเตรียมเองก็ตาม เพราะเรามักจะเจอกับปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ของเรา หรือแม้กระทั่งเครื่องคอมพิวเตอร์เราเองอาจจะม่องเท่งในเวลานั้นไปดื้อๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น

วิธีแก้ไข

ให้เวลากับอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการซักซ้อมก่อนที่จะขึ้นไปนำเสนองาน โดยหากสามารถไปที่ห้องที่ใช้ในการนำเสนอได้ก่อนสัก 1 วันล่วงหน้าก็ให้ไปทดสอบอุปกรณ์ก่อนเลย แต่ถ้าไม่สามารถไปที่ห้องนั้นได้ก่อนวันจริง ให้ใช้เวลาก่อนสัก 10-30 นาทีเพื่อที่จะได้ทดสอบเครื่องและหากมีปัญหาจะยังพอมีเวลาในการคิดแผนสองรองรับไว้

ถ้าผมจะแนะนำเพิ่ม สำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับไฟล์ อยากให้เก็บไฟล์ไว้ด้วยการส่งเข้าเมล์ตัวเองหรือเก็บไว้บน Cloud ครับ เผื่อป้องกันว่าหากมีเหตุที่ไม่สามารถใช้เครื่องของเราเองได้ ยังสามารถเข้าไปเปิดไฟล์ด้วยเครื่องอื่นๆ ได้ครับ

ข้อที่ 3 อย่านอกเรื่องไปไกล

การที่จะนำเสนองานได้นั้น พื้นฐานสำหรับบางคนก็คือการเป็นคนชอบพูดชอบคุย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้คนดูไม่น่าเบื่อ แต่สิ่งที่อาจจะคาดไม่ถึงนั่นคือการหลุดจากสิ่งที่จะนำเสนอจริงๆ หรือพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งเอาไว้มากจนเกินไป จนอาจทำให้คนที่ตั้งใจจะมาฟังสิ่งที่เขาต้องการนั้นผิดหวัง แถมยังอาจหมดเวลาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้พูดไม่ได้พูดสิ่งที่เป็นสาระสำคัญได้ทัน

C11982590-30

วิธีแก้ไข

ระลึกอยู่เสมอว่าเรามีหัวข้อในการพูดที่ต้องการจะเน้นหรือ Focus ไว้เป็นที่ตั้ง การพูดให้ชัดเจนในหัวข้อตั้งแต่การปูเริ่มต้นเล่าเรื่อง, แก่นของเรื่อง จนถึงสรุปสุดท้ายของเรื่องว่าเป็นอย่างไร จะช่วยให้คนฟังสามารถเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อได้อย่างง่ายๆ รวมทั้งการคำนวณเวลาในการพูดแต่ละหัวข้อว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ด้วยครับ

ข้อที่ 4 อย่าเยอะ!

ฟังชื่อข้อที่ผมตั้งเองแล้วอาจจะดูทันสมัยไปเสียหน่อย ที่ผมหมายถึงก็คือในบางครั้งข้อมูลของผู้พูดเองนั้นมีปริมาณค่อนข้างมาก (ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้ที่จะมาพูดก็ต้องมีความเจ๋งในระดับที่เหนือกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว) และก็เข้าใจว่าผู้พูดก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้หรือเตรียมตัวให้กับผู้ฟัง เนื่องด้วยปริมาณข้อมูลที่ป้อนหรือถ่ายทอดออกไปนั้นอาจมีมากจนเกินไป หรือคนฟังเองไม่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ ผลที่ตามมาก็คือประเด็นที่สำคัญที่สุดนั้นอาจถูกกลืนจมหายไปกับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่วิ่งเข้าไปถาโถมผู้พูด

วิธีแก้ไข

ถ่ายทอดข้อมูลต่างๆ ให้ออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายที่สุด ด้วยการใช้คำพูดและประโยคที่สามารถอ่านเพียงครั้งเดียวแล้วเข้าใจได้โดยทันที ซึ่งสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับศาสตร์และเทคนิคในการนำเสนอของผู้พูด ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นภาพชัดที่สุดก็คงเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของทาง Apple ผ่านทาง Keynote ที่เขามักจะดึงเอาข้อความเด็ดๆ มาเพียงไม่กี่คำหรือไม่กี่ประโยคมาบรรยายสิ่งที่เขาอยากจะสื่อ โดยทำให้ทุกคนเข้าใจไปในทางเดียวกันแทบจะทั้งหมด

สำหรับข้อมูลในส่วนที่เป็นส่วนเสริมที่มีความสำคัญรองลงมาจากใจความหลัก ให้เก็บเพื่อนำไปขยายความไว้ในช่วงถามตอบ (Q&A) น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดครับ

ข้อที่ 5 ใช้ตัวอักษรบนหน้าสไลด์ให้น้อยที่สุด

ข้อนี้จะใกล้เคียงกับข้อแรกและข้อที่ 4 คราวนี้มาดูในด้านของการนำเสนอบน Powerpoint หรือ Keynote เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยนำให้ทั้งผู้นำเสนอและผู้ฟังได้รับรู้ว่าจะมีเรื่องราวอะไรถูกพูดถึงบ้าง ซึ่งสิ่งที่เจอในบางครั้งนั้น มีตัวอักษรเต็มไปหมด ก็เข้าใจว่าผู้พูดนั้นอยากจะบอกสรรพคุณหรือบอกสิ่งต่างๆ ที่อยากให้คนอื่นรู้ ซึ่งนี่จะทำให้เกิดปัญหาว่าผู้พูดจะถูกสไลด์ที่มีแต่ตัวอักษรกลืนไปแบบไม่รู้ตัว เพราะผู้ฟังจะเอาแต่สนใจตัวอักษรที่มีอยู่ล้นทะลักในหน้าสไลด์ไปโดยปริยาย…

ลองนึกสภาพแค่ 20 สไลด์ที่ประกอบด้วยตัวอักษรล้วนๆ แค่คิดก็สยองแล้ว…

วิธีแก้ไข

ลดการใช้ตัวอักษร แต่ให้เล่าเรื่องราวหรือแทนคำต่างๆ ด้วยรูปภาพที่สื่อความหมายและเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการเป็นตัวช่วย วิธีนี้จะช่วยให้สื่อสารกับคนที่ฟังได้ง่ายขึ้น แต่รูปภาพอย่างเดียวก็คงสื่อความหมายของตัวเลขหรือหัวข้อแต่ละอย่างไม่ได้แน่ๆ ดังนั้นโดยส่วนใหญ่เราจะเห็นการใช้รูปภาพประกอบกับเนื้อหาที่เป็นแก่นสารควบคู่กันไป

ตัวอย่างการใช้รูปภาพประกอบกับข้อมูลครับ


applewwdc2012liveblog3737-582x387iPhone-5-A6-Chip-Has-1GB-of-1066MHz-RAM-2

—————————————————————————————————————-

ทั้งหมดคือ 5 ข้อดูแล้วคงเป็นสิ่งเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะต้องทำการนำเสนอผลงานของตนที่มีอยู่ หรือใช้ในการสอนหรือการพูดในที่ต่างๆ ได้ สำหรับตัวผมเองก็ต้องยอมรับว่าผมยังทำทั้ง 5 ข้อนี้ได้ไม่ถึง 70% เลย ซึ่งของพวกนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์ในการพูดและการจัดการครับ

สำหรับใครที่มีเคล็ดลับอื่นๆ ที่อยากจะร่วมแชร์ กล่องแสดงความเห็นด้านล่างยังว่างสำหรับทุกท่านครับ…

ที่มา: Propoint Graphics

from:http://thumbsup.in.th/2013/03/5-do-and-donot-in-presentation/

ขอเชิญร่วมงาน Wizard of Apps : 1st Check Point

image001

วันนี้มีข่าวฝากจากโครงการ dtac Accelerate นั่นก็คือ dtac ขอชวนเหล่าพ่อมด Startup และผู้สนใจสมัครร่วมโครงการ dtac Accelerate มาพบปะ สอบถามทุกข้อสงสัย และร่วมกิจกรรม อ่านเพิ่มเติม ขอเชิญร่วมงาน Wizard of Apps : 1st Check Point

นักการตลาดเฮรับ 2 คุณสมบัติโฆษณาใหม่บนแอพมือถือจาก Facebook

facebookAd
ยักษ์ใหญ่เครือข่ายสังคม Facebook เปิดตัว 2 คุณสมบัติใหม่เพื่อให้นักการตลาดสามารถโฆษณาบนแอพพลิเคชั่น Facebook เวอร์ชั่นมือถือได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่สามารถเลือกได้เลยว่าต้องการโฆษณาให้โฆษณาไปปรากฏที่ผู้ใช้ Android หรือ iOS

คุณสมบัติแรกถูกเรียกว่า Enhanced device targeting ผลคือนักการตลาดสามารถระบุชัดเจนให้โฆษณาไปปรากฏบนอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ Android หรือ iOS เวอร์ชั่นใด ขณะเดียวกันก็สามารถกำหนดได้ว่าอุปกรณ์นั้นกำลังเชื่อมต่อกับ Wi-Fi อย่างเดียวหรือ 3G

ผลคือนักการตลาดจะสามารถสร้างโฆษณาเพื่อส่งตรงถึงผู้ใช้ Facebook ที่มีเครื่อง Jelly Bean 4.2 หรือ iOS 5.0 ขึ้นไปด้วยข้อความที่ต่างกัน แถมยังสามารถเสนอบริการที่เหมาะสมกับผู้ใช้ iPad ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi อย่างเดียว หรือเสนอบริการที่เหมาะกับผู้ใช้ iPad ที่เชื่อมต่อกับ 3G อยู่

facebookAd2

คุณสมบัติที่ 2 ถูกการันตีว่าเป็น Easier ways to create ads หรือหนทางสร้างโฆษณาที่ง่ายขึ้น วันนี้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นจะสามารถซื้อและสร้างโฆษณาสำหรับติดตั้งในแอพพลิเคชั่นผ่านเครื่องมือชื่อ Ads Create Tool ของ Facebook ซึ่งให้บริการนักพัฒนาหลายพันคนในขณะนี้ ผลคือนักพัฒนาทั่วไปจะสามารถเข้าถึง Ads Create Tool เพื่อบริหารจัดการแคมเปญรวมถึงบริการด้านโฆษณาอื่นๆ ของ Facebook ได้ซึ่งจะทำให้มีปุ่มติดตั้งในคลิกเดียวหรือ one-click install button ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

เหตุผลที่ทำให้ Facebook สร้างสรรค์คุณสมบัตินี้คือ อัตราการเติบโตของการติดโฆษณาในแอพพลิเคชั่นหลายประเภทตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา จุดนี้ Facebook ย้ำว่ายอดการลงโฆษณาในแอพพลิเคชั่นที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในช่วงเวลาดังกล่าวประกอบด้วยโฆษณาบริการค้าปลีก, อีคอมเมิร์ซ, เกม และบริการทางการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่นักพัฒนาจะสามารถทำประโยชน์ได้จาก Facebook

สิ่งที่น่าสนใจคือการลงโฆษณาเกมบนแอพพลิเคชั่นนั้นเป็นทิศทางที่มาแรงชัดเจน ล่าสุด Facebook ระบุว่าจำนวนผู้ที่ยอมชำระเงินเพื่อเล่นเกมนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบจากปีที่แล้ว โดยยอดผู้เล่นเกมบน Facebook นั้นมีจำนวนราว 250 ล้านคนในขณะนี้ เพิ่มขึ้นจาก 235 ล้านคนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เบ็ดเสร็จแล้ว Facebook ระบุว่าได้ชำระเงินทั้งค่าโฆษณาและส่วนแบ่งรายได้ให้นักพัฒนาเกมรวม 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลอดปี 2012

ที่มา: Facebook

from:http://thumbsup.in.th/2013/03/news-facebook-launches-mobile-app-install-ads/

เว็บกระทรวงศึกษาฯ โดนแฮก (อีกแล้ว) …เรียกร้องให้ปฏิรูปการสอน

หากใครยังจำกันได้เมื่อปีที่แล้วมีข่าวฮือฮาที่เว็บกระทรวงศึกษาธิการโดนแฮก ซึ่งภายหลังพบว่าผู้กระทำเป็นเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่ทางกระทรวงก็ขอตัวเด็กมาช่วยงาน (อ่านเตือนความจำ)

ล่าสุดวันนี้มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วเว็บสังคมออนไลน์เว็บกระทรวงศึกษาเว็บเดิม (moe.go.th) ก็โดนมือดีแฮกทำการเปลี่ยนภาพแบนเนอร์อีกแล้ว  ซึ่งคราวนี้ในแบนเนอร์ดังกล่าวมีข้อความว่า “พวกเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ กรุณาสอนในเรื่องที่ต้องใช้ในอนาคต ไม่ใช่สอนเอาไปแค่สอบแข่งขัน” โดยตรงมุมล่างขวามีชื่อว่า “MRHOP3R” กำกับอยู่ (ดังภาพด้านล่าง) และเมื่อคลิกที่ตัวแบนเนอร์ จะส่งลิงก์ไปยัง Google.com

ซึ่งจากที่ผมได้สังเกตุด้วยสายตาเบื้องต้น ยังไม่พบความเสียหายอื่นๆ นอกจากการเปลี่ยนแบนเนอร์ดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานคงมีคนจากทางกระทรวงฯ มาให้ข่าวอีกเป็นแน่ครับ

…ว่าแต่ คราวที่แล้วก็โดนแฮกในแบบเดียวกันนี้ ครั้งนี้ทำไมผู้ดูแลยังปล่อยให้โดนแบบเดิมได้ !!!

ภาพที่มีการโดนแฮกเมื่อปีที่แล้ว (คล้ายของวันนี้เปี๊ยบ)

หากมีข่าวอัพเดทอย่างไรผมจะมาแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมครับ

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:http://www.9tana.com/node/moe-hack-2013/

for feed news app

%d bloggers like this: