[Guest Post] Case Study : “โรงพยาบาลหนองคาย” แชร์ประสบการณ์ใช้งาน HIS Application บนแพลตฟอร์ม Sangfor HCI

บทความนี้เราจะพามาดูกันว่าหลังจาก “โรงพยาบาลหนองคาย” เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี Sangfor HCI ทำให้โรงพยาบาลได้ประโยชน์อย่างไรบ้างในการบริหารจัดการ IT Infrastructure

เกี่ยวกับโรงพยาบาลหนองคาย

โรงพยาบาลหนองคายเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 38 ไร่ 3 งาน เปิดบริการครั้งแรกวันที่ 19 มกราคม 2478 เป็นโรงพยาบาลชายแดนแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ในภาคอีสาน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จ.หนองคาย ให้บริการประชาชน ในเขตจังหวัดและบริเวณโดยรอบแม่น้ำโขง มีขนาด 350 เตียง มีประชากรในจังหวัดหนองคายรวมทั้งสิ้น 522,311 คน รับผิดชอบพื้นที่เขตอำเภอเมืองมีประชากรรวม 147,373 คน ประกอบด้วย 16 ตำบล 194 ชุมชน/หมู่บ้าน มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) / ศูนย์สุขภาพชุมชนในเครือข่าย 19 แห่ง จำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่ยใน 2562 เฉลี่ยวันละ 1,802 ราย/วัน มีบุคลากร 1,084 คน

โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น โรงพยาบาลคุณภาพระดับชาติ เพื่อให้บริการสุขภาพรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2564 มีพันธกิจร่วมกันในการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมครอบคลุมทุกระดับอย่างมีคุณภาพ บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย บริหารจัดการและสนับสนุนระบบบริการให้มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพบุคลากร ภายใต้ ค่านิยมของโรงพยาบาลคือ MOPH ยึดถืออัตลักษณ์คือ รับผิดชอบหน้าที่ มารยาทดี มีน้ำใจ มีแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา มีการพัฒนาศักยภาพการรักษา มีความทันสมัยของเทคโนโลยี เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน โดยปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตอบให้บริการทางการแพทย์ และใช้เทคโนโลยี Smart Hospital ในการขับเคลื่อนบริการ

ความท้าทายที่เกิดขึ้นจาก Data Center แบบเดิม

ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนระบบ Infrastructure ในโรงพยาบาล นพ.กฤษฎา ศรีกุลวงศ์ (ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) และทีมงาน ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ Server จำนวนมากในห้อง Data Center ที่มีความซับซ้อน และต้องสามารถให้บริการบุคลากรทางการแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นกับทีมงานตลอดระยะเวลา

เนื่องด้วยระบบแอพพลิเคชั่นหลักขององค์กรอย่าง Hospital Information System (HIS) และแฟ้มประวัติคนไข้ (EMR/Image Server) ที่ใช้งานอยู่ ถูกติดตั้งอยู่บนระบบ Server แบบดั้งเดิม ทำให้มักจะประสบปัญหาด้าน Performance ในช่วงที่มีการให้บริการผู้ใช้จำนวนมาก จนทำให้บางครั้งระบบไม่สามารถตอบสนองการใช้งานของบุคคลากรทางการแพทย์ได้ทันท่วงที รวมทั้งการขยับขยายระบบที่ค่อนข้างลำบาก, ปัญหาการสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ล้วนส่งผลต่อการให้บริการกับคนไข้และผู้ดูแลระบบต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้น

หลังจากนำเทคโนโลยี Hyper-converged มาใช้งาน ผลตอบรับที่ดีขึ้น

จากประสบการณ์ใช้งานกว่า 3 ปี ที่ทางโรงพยาบาลได้เปลี่ยนเป็นระบบ Sangfor HCI เพื่อให้รันแอพพลิเคชั่น HIS (HOSxP) และระบบสำคัญทั้งหมดในโรงพยาบาล พบประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจาก feedback ของคุณหมอหลายๆท่านเมื่อเปรียบเทียบกันก่อนที่จะนำระบบมาใช้งาน

ด้านประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ (User Experience) จากผลลัพธ์ที่ได้จากคุณหมอและผู้ให้บริการทางการแพทย์หลายๆท่านเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นและข้อมูลคนไข้ได้รวดเร็ว โดยไม่ติดปัญหาคอขวดในขณะช่วงเวลา peak hour เมื่อตอนคนไข้ OPD มาใช้บริการจำนวนมาก
ด้านการบริหารจัดการ (Management) สามารถมอนิเตอร์และจัดสรรทรัพย์กรได้อย่างอิสระ เวลาระบบมีปัญหาสามารถจัดการได้สะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่ค่อนข้างครบถ้วน, มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Microsegment ช่วยให้แอพพลิเคชั่นปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิด Ransomware ได้
ด้านดำเนินงาน (Operation) จากประสบการณ์ของผู้ดูแลระบบ ช่วยให้การดึงข้อมูลรายงาน (43 แฟ้ม) ทำงานได้ไวขึ้นถึง 3 เท่า โดยที่ระบบไม่ล่มในเวลางาน, การสำรองข้อมูลที่ทำได้โดยง่าย จากเดิมที่ต้องทำแบบ Manual จำนวนหลายๆไฟล์ สามารถ Backup จากระบบ HCI ได้โดยตรง และระยะเวลาที่ใช้ในการกู้ระบบน้อยกว่ามาก จากเดิมต้องในเวลานาน 12-13 ชม. เป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที

นอกจากนี้ทางทีมงานยังได้แชร์ประสบการณ์ในการให้บริการที่รวดเร็วจากทาง Distributor (IT Green) และ Sangfor โดยระบบมีความเสถียรค่อนข้างสูง

แผนรองรับการให้บริการผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า

เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีแผนรองรับเพื่อให้บริการคนไข้จำนวนที่เพิ่มขึ้น โดยจะเปิดอาคารสำหรับผู้ป่วยในขนาด 10 ชั้น ทำให้ระบบ IT Infrastructure ที่จะมารองรับต้องสามารถให้บริการกับ work load ที่จะเพิ่มสูงขึ้นมาได้ในอนาคต โดย Sangfor HCI สามารถเพิ่มขยายขีดความสามารถแบบ Scale Up/Out ได้ และการทำงานเพื่อตอบโจทย์ด้าน Business Continuity โดยการสำรองข้อมูลไปยังศูนย์ข้อมูลสำรอง (DR Site) ที่อยู่อีกอาคารนึงได้

สนใจนำเทคโนโลยี HCI ไปใช้ในองค์กร สามารถติดต่อได้ที่ คุณ รัตสกานต์ ศรีสวัสดิ์ เบอร์โทรศัพท์ 089-7800584 หรือ กรอกแบบฟอร์ม เพื่อให้ทางทีมงานติดต่อกลับ หรือช่องทางออนไลน์ https://www.facebook.com/SangforThailand

เกี่ยวกับ Sangfor Technologies

ผู้ให้บริการโซลูชัน IT แบบครบวงจร (Total Solution) ด้วยเทคโนโลยี Cloud Computing (HCI), Next Generation Firewall, Internet Access Management, SD-WAN และ Virtual Desktop Infrastructure สำหรับองค์กรภาคธุรกิจ ให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านทรัพยากร IT ในปัจจุบัน

https://www.sangfor.com/

from:https://www.techtalkthai.com/nongkhai-hospital-chooses-sangfor-hci-as-infrastructure/

[Guest Post] Case Study : “โรงพยาบาลหนองคาย” แชร์ประสบการณ์ใช้งาน HIS Application บนแพลตฟอร์ม Sangfor HCI

บทความนี้เราจะพามาดูกันว่า หลังจาก “โรงพยาบาลหนองคาย” เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี Sangfor HCI ทำให้โรงพยาบาลได้ประโยชน์อย่างไรบ้างในการบริหารจัดการ IT Infrastructure

เกี่ยวกับโรงพยาบาลหนองคาย

โรงพยาบาลหนองคายเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 38 ไร่ 3 งาน เปิดบริการครั้งแรกวันที่ 19 มกราคม 2478 เป็นโรงพยาบาลชายแดนแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ในภาคอีสาน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จ.หนองคาย ให้บริการประชาชน ในเขตจังหวัดและบริเวณโดยรอบแม่น้ำโขง มีขนาด 350 เตียง มีประชากรในจังหวัดหนองคายรวมทั้งสิ้น 522,311 คน รับผิดชอบพื้นที่เขตอำเภอเมืองมีประชากรรวม 147,373 คน ประกอบด้วย 16 ตำบล 194 ชุมชน/หมู่บ้าน มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) / ศูนย์สุขภาพชุมชนในเครือข่าย 19 แห่ง จำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่ยใน 2562 เฉลี่ยวันละ 1,802 ราย/วัน มีบุคลากร 1,084 คน

โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น โรงพยาบาลคุณภาพระดับชาติ เพื่อให้บริการสุขภาพรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2564 มีพันธกิจร่วมกันในการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมครอบคลุมทุกระดับอย่างมีคุณภาพ บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย บริหารจัดการและสนับสนุนระบบบริการให้มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพบุคลากร ภายใต้ ค่านิยมของโรงพยาบาลคือ MOPH ยึดถืออัตลักษณ์คือ รับผิดชอบหน้าที่ มารยาทดี มีน้ำใจ มีแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา มีการพัฒนาศักยภาพการรักษา มีความทันสมัยของเทคโนโลยี เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน โดยปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตอบให้บริการทางการแพทย์ และใช้เทคโนโลยี Smart Hospital ในการขับเคลื่อนบริการ

ความท้าทายที่เกิดขึ้นจาก Data Center แบบเดิม

ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนระบบ Infrastructure ในโรงพยาบาล นพ.กฤษฎา ศรีกุลวงศ์ (ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) และทีมงาน ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ Server จำนวนมากในห้อง Data Center ที่มีความซับซ้อน และต้องสามารถให้บริการบุคลากรทางการแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นกับทีมงานตลอดระยะเวลา

เนื่องด้วยระบบแอพพลิเคชั่นหลักขององค์กรอย่าง Hospital Information System (HIS) และแฟ้มประวัติคนไข้ (EMR/Image Server) ที่ใช้งานอยู่ ถูกติดตั้งอยู่บนระบบ Server แบบดั้งเดิม ทำให้มักจะประสบปัญหาด้าน Performance ในช่วงที่มีการให้บริการผู้ใช้จำนวนมาก จนทำให้บางครั้งระบบไม่สามารถตอบสนองการใช้งานของบุคคลากรทางการแพทย์ได้ทันท่วงที รวมทั้งการขยับขยายระบบที่ค่อนข้างลำบาก, ปัญหาการสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ล้วนส่งผลต่อการให้บริการกับคนไข้และผู้ดูแลระบบต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้น

หลังจากนำเทคโนโลยี Hyper-converged มาใช้งาน ผลตอบลับที่ดีขึ้น

จากประสบการณ์ใช้งานกว่า 3 ปี ที่ทางโรงพยาบาลได้เปลี่ยนเป็นระบบ Sangfor HCI เพื่อให้รันแอพพลิเคชั่น HIS (HOSxP) และระบบสำคัญทั้งหมดในโรงพยาบาล พบประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจาก feedback ของคุณหมอหลายๆท่านเมื่อเปรียบเทียบกันก่อนที่จะนำระบบมาใช้งาน

  • ด้านประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ (User Experience) จากผลลัพธ์ที่ได้จากคุณหมอและผู้ให้บริการทางการแพทย์หลายๆท่านเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นและข้อมูลคนไข้ได้รวดเร็ว และไม่ติดปัญหาคอขวดในขณะช่วงเวลา peak hour เมื่อตอนคนไข้ OPD มาใช้บริการจำนวนมาก
  • ด้านการบริหารจัดการ (Management) สามารถมอนิเตอร์และจัดสรรทรัพย์กรได้อย่างอิสระ เวลาระบบมีปัญหาสามารถจัดการได้สะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่ค่อนข้างครบถ้วน, มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Microsegment ช่วยให้แอพพลิเคชั่นปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิด Ransomware ได้
  • ด้านดำเนินงาน (Operation) จากประสบการณ์ของผู้ดูแลระบบ ช่วยให้การดึงข้อมูลรายงาน (43 แฟ้ม) ทำงานได้ไวขึ้นถึง 3 เท่า โดยที่ระบบไม่ล่มในเวลางาน, การสำรองข้อมูลที่ทำได้โดยง่าย จากเดิมที่ต้องทำแบบ Manual จำนวนหลายๆไฟล์ สามารถ Backup จากระบบ HCI ได้โดยตรง และระยะเวลาที่ใช้ในการกู้ระบบน้อยกว่ามาก จากเดิมต้องในเวลานาน 12-13 ชม. เป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที

นอกจากนี้ทางทีมงานยังได้แชร์ประสบการณ์ในการให้บริการที่รวดเร็วจากทาง Distributor (IT Green) และ Sangfor โดยระบบมีความเสถียรค่อนข้างสูง

แผนรองรับการให้บริการผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า

เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีแผนรองรับเพื่อให้บริการคนไข้จำนวนที่เพิ่มขึ้น โดยจะเปิดอาคารสำหรับผู้ป่วยในขนาด 10 ชั้น ทำให้ระบบ IT Infrastructure ที่จะมารองรับต้องสามารถให้บริการกับ work load ที่จะเพิ่มสูงขึ้นมาได้ในอนาคต โดย Sangfor HCI สามารถเพิ่มขยายขีดความสามารถแบบ Scale Up/Out ได้ และการทำงานเพื่อตอบโจทย์ด้าน Business Continuity โดยการสำรองข้อมูลไปยังศูนย์ข้อมูลสำรอง (DR Site) ที่อยู่อีกอาคารนึงได้

ผู้สนใจสามารถติดตามทีมงานเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท : Sangfor Technologies(Thailand)

Email : thailand@sangfor.com

Tel : (+66) 2-251-7700

from:https://www.techtalkthai.com/nongkai-hospital-chooses-sangfor-hci-as-infrastructure/

[Guest Post] AI ตัวช่วยสำคัญ กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจยุค New Normal

AI ตัวช่วยสำคัญ กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจยุค New Normal  ชุดโซลูชันการบริหารข้อมูล ทั้งด้านทรัพยากร ห่วงโซ่อุปทาน และแรงงานเพื่อการสร้างผลกำไร พร้อมเสริมศักยภาพธุรกิจให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้ในอนาคต 

            มร.ลารส์ เฟเอสต์ หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ออราเคิล ประเทศไทย

 

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินธุรกิจทุกประเภท รวมไปถึงระบบคลาวด์ (Cloud) ในปัจจุบันระบบคลาวด์ไม่ใช่แค่แหล่งจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ที่มีความปลอดภัยสูงเท่านั้น แต่ยังมีการนำปัญญาประดิษฐ์และซอฟต์แวร์การบริหารจัดการมาปรับใช้อีกด้วย

อีกทั้งข้อมูลถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน ข้อมูลต่างๆในองค์กรนั้นจึงเป็นส่วนช่วยในขั้นตอนการตัดสินใจของพนักงานและผู้บริหารโดยตรง  และยังแสดงให้เห็นถึงสภาวะขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน รายการสินค้าคงคลัง แรงงาน และลูกค้า ฯลฯ รวมไปถึงระบบการทำงานในทุกภาคส่วนขององค์กร ทำให้สามารถการเพิ่มผลกำไร และวางแผนสร้างความเติบโตในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ออราเคิล (Oracle) บริษัทผู้พัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก นำเสนอบริการโครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์พร้อมโซลูชันการทำงานที่ครอบคลุม ซึ่งมีทั้งระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติบนพื้นฐานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการทำงานเลียนแบบเครื่องกล (Machine Learning) ซึ่งมีทั้งซอฟต์แวร์การวางแผนทรัพยากรแรงงาน การเงิน และห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร โดยออราเคิลมุ่งมั่นออกแบบโซลูชันการทำงานเฉพาะด้านให้แก่ลูกค้าเฉพาะราย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาการทำงานได้อย่างตรงจุด สร้างผลลัพธ์ในการดำเนินงานที่พึงประสงค์ และสามารถปรับเปลี่ยนโซลูชันใหม่ๆ เข้ากับระบบการทำงานเดิมของบริษัทลูกค้าได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ 

โซลูชันเพื่อการประกอบกิจการของออราเคิลจะทำงานผ่านระบบคลาวด์เต็มรูปแบบ ซึ่งมีทั้งการวางแผนทรัพยากรเพื่อวิสาหกิจ (Enterprise Resource Planning: ERP) การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management: SCM) การบริหารจัการทุนทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Management: HCM) และอื่น ๆ โดยเมื่อติดตั้งและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการทำงานเลียนแบบเครื่องกล จะทำให้โซลูชันเหล่านี้สามารถสร้างข้อมูลสถิติเชิงลึกและการวิเคราะห์ที่แม่นยำได้  ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถบริหารปัจจัยต่าง ๆ เช่น รายการสินค้า และการสร้างมูลค่าได้อย่างถูกต้องแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจพบปัญหา ดำเนินการแก้ไข และตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ  ได้อย่างถูกต้องและฉับไวทันต่อเหตุการณ์

การใช้แอปพลิเคชันผ่านระบบคลาวด์ยังทำให้การบริหารข้อมูลมีความโปร่งใสและทุกฝ่ายในองค์กร (ซึ่งอาจรวมถึงพันธมิตรคู่ค้า ซึ่งสามารถตั้งค่าการเข้าถึงเฉพาะส่วนได้) สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้พร้อมกันเพื่อร่วมหารือถึงโอกาสทางธุรกิจ โดยพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกที่เกิดจากการวิเคราะห์โดย AI และ Machine  Learning เพื่อนำองค์กรไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง และบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ หากเกิดปัญหาขึ้นในกระบวนการทำงาน ทุกฝ่ายจะสามารถตรวจพบได้ในทันทีว่าเกิดความขัดข้องในขั้นตอนใด และสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยจำกัดขอบเขตความเสียหายได้อย่างมาก

การใช้ระบบคลาวด์มีประสิทธิภาพกว่าเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท

ในอดีตบริษัทต่าง ๆ  มักจัดเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงหากต้องทำงานนอกสถานที่ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่เพียงจัดเก็บข้อมูลและแสดงผลข้อมูลเบื้องต้นได้เท่านั้น ข้อเสียหลักของระบบเซิร์ฟเวอร์คือการลงทุนที่สูงทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งบริษัทต้องลงทุนเองทั้งหมด ตั้งแต่การจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์พื้นฐาน โซลูชัน ซอฟต์แวร์ และระบบการขับเคลื่อนต่าง ๆ ตลอดจนต้องมีพนักงานฝ่ายไอทีคอยดูแล ซ่อมแซม และอัพเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปกป้องเซิร์ฟเวอร์จากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร สิ่งนี้ต้องอาศัยงบประมาณมหาศาลและยังมีความเสี่ยงสูงที่บริษัทจะถูกแฮ็คข้อมูล

โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ของออราเคิล ใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning ในการขับเคลื่อนการทำงานด้วยตัวเอง ทั้งรักษาความปลอดภัย และซ่อมแซมตัวเองได้ ถือเป็นการทำงานแบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์แบบ ทำให้เกิดประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงปลอดภัยที่มากกว่าระบบเซิร์ฟเวอร์ปกติของบริษัท เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามและสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นสูงได้พร้อมกัน ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการระบบคลาวด์ของออราเคิลมั่นใจได้ว่าจะมีผู้คอยดูแลความปลอดภัยของข้อมูล และบริษัทจะมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดในโลกใช้งานอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีการลงทุนมากมายแต่อย่างใด

องค์กรชั้นนำใช้ระบบคลาวด์เพื่อฝ่าฟันวิกฤตและยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ

หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรธุรกิจที่หันมาใช้งานและได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากโซลูชันคลาวด์คือ บริษัทเงินติดล้อ ผู้นำด้านธุรกรรมการเงินรายย่อยในประเทศไทยซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้โซลูชันด้านการเงินแบบติดตั้งฐานข้อมูลในองค์กรของออราเคิลมาเป็นเวลานาน ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้โซลูชันการวางแผนทรัพยากรองค์กรบนระบบคลาวด์ของออราเคิล (Oracle Fusion Cloud ERP) ซึ่งทำให้บริษัทมีฟีเจอร์การทำงานใหม่มากมาย พร้อมความสามารถขั้นสูงในการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าที่สมบูรณ์แบบบนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวมได้อย่างดีเยี่ยม

อีกตัวอย่างหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โซลูชันของออราเคิลในการเพิ่มความยืดหยุ่นของการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบัน คือกรณีของ FedEx Services บริษัทขนส่งชั้นนำ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเสียสมดุลด้านทรัพยากร (ห่วงโซ่อุปทาน) ด้านการขนส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกระทันหันในขณะที่พนักงานขับรถไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทกำลังเปลี่ยนโครงสร้างทางการเงินให้ทำงานผ่านระบบคลาวด์ แทนที่แผนการจะถูกระงับ บริษัทกลับสามารถใช้แอปพลิเคชันของออราเคิล เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงระบบให้เร็วขึ้น พนักงานจำนวนมากกว่า 30,000 คน สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผ่านระบบคลาวด์เพื่อตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในขั้นตอนการทำงาน และใช้ระบบอัตโนมัติสะสางงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความผันผวนด้านทรัพยากร (ห่วงโซ่อุปทาน) มาได้อย่างราบรื่น

มร.ลารส์ เฟเอสต์ หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ออราเคิล ประเทศไทย กล่าวว่า “เหตุการณ์โควิด-19 ไม่ใช่วิกฤตการณ์ครั้งสุดท้ายที่เจ้าของธุรกิจจะต้องเผชิญ ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกรายจึงควรประเมินและสร้างรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การลงทุนกับเทคโนโลยีคลาวด์ถือเป็นการปูพื้นฐานการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเตรียมรับมือกับความต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

 

เกี่ยวกับ ออราเคิล

ระบบคลาวด์ของออราเคิล นำเสนอชุดแอปพลิเคชันครบวงจรแบบบูรณาการทั้งสำหรับธุรกิจการขาย ธุรกิจบริการ การตลาด ทรัพยากรบุคคล การเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่ทำงานแบบอัตโนมัติและมีความมั่นคงปลอดภัยสูงรุ่นที่ 2 ซึ่งใช้ระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติ (Oracle Autonomous Database) ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับออราเคิล (NYSE:ORCL) ได้ที่เว็บไซต์ www.oracle.com   

 

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-solution-new-normal/

สารพัดคำถามเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

หลังจากเปิดผลทดสอบของ Geforce RTX 3080 ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มักจะมีหลายคำถามของหลายท่านตามมาต่างๆน่าๆเช่น ใช้ซีพียูรุ่นใหนดี ใช้ PSU ขนาดเท่าไรจะเหมาะ มีตัวไหนขายบ้าง และมันจะของขาดแบบนี้อีกนานไหม สาระพัดคำถามที่ทีมงานขอมาไขคำตอบให้

ก่อนอ่านอยากให้เพื่อนๆได้อ่านรีวิว NVIDIA GeForce RTX 3080 การ์ดจอแห่งอนาคต ให้เห็นถึงประสิทธิภาพความแรงกันก่อน และทีมงานจะพาไปพบกับคำตอบที่หลายท่านสงสัยเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

Power Supply ที่แนะนำ

Geforce RTX 3080 กินไฟสูงสุดตามสเปคที่ 320W แล้ว เพราะฉะนั้น PSU ที่แนะนำไม่ควรต่ำกว่า 650W หรือถ้ามากกว่าได้ก็ดี ยิ่งสเปคแรงยิ่งต้องใช้ PSU มากขึ้น อย่างชุดที่ทีมงานทดสอบเป็น Core i9-10900K + RAM 32 GB 2 แถว ,SSD 2 ลูก พัดลมอีก 2 ตัว ระบายความร้อนให้ซีพียู ทีมงานใช้ PSU ขนาด 850W ก็ยังถือว่าเหลือๆสบายๆ

จากการประเมิณผมแนะนำว่าสัก 750W กำลังดี ไม่มากไปไม่น้อยไป เผื่ออุปกรณ์อื่นเช่นพัดลมชุดน้ำได้อยู่ แต่ถ้าเป็นชุดน้ำเปิดพัดลมหลายตัว หรือไฟ RGB มากมาย ผมแนะนำ 850W ขึ้นไปจะดีกว่า

ซีพียูที่แนะนำ

ทีมงานทดสอบกับซีพียู Core i9-10900K การ์ดจอทำงาน 100% ซีพียูจะแกว่งอยู่ราวๆ 40 – 60% เพราะฉะนั้นถ้าลดซีพียูลงเป็น Core i7 หรือ Ryzen 7 ก็ขับได้สบายๆ หรือจะลดลงไปอีกเป็น Core i5 หรือ Ryzen 5 ผมแนะนำเป็นพวกรหัส X หรือ K แบบอันคล๊อคจะสามารถทำงานร่วมกันได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นรุ่นปรกติคิดว่าพอขับไหว แต่เกรงว่าซีพียูอาจจะทำงานหนักจนเกินไป

ความแรงที่แท้จริง

NVIDIA เคลมความแรงของ Geforce RTX 3080 สูงกว่ารุ่นก่อนถึงราว 90% แต่เมื่อทีมงานทดสอบแล้ว เน้นเฉพาะการเล่นเกม Geforce RTX 3080 จะมีเฟรมเรทที่สูงกว่า RTX 2080 Ti อยู่ราวๆ 30 – 40% หรือบางเกมอาจจะทำเฟรมได้สูงถึง 3-4 เท่าเลย และเื่อเทียบกับ RTX 2080 จะอยู่ที่ราว 60-70% แต่ด้วยราคาค่าตัวที่เปิดมาเท่า RTX 2080 แต่แรงกว่า RTX 2080Ti แม้จะไม่เท่าที่คุยไว้ แต่ผมว่าแค่นี้มันก็แรงเกินคุ้มแล้ว

Geforce RTX 3080 Founders Edition จะมีขายในบ้านเราไหม

เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การ์ดแบบ Founders Edition ที่ NVIDIA ผลิตจะวางจำหน่ายในบ้านเรา ส่วนหนึ่งมาจากกำลังการผลิตที่ไม่สูงมาก เน้นขายแค่ในบางประเทศ และที่สำคัญเลยคือไม่อยากเข้ามาตีกับผู้ผลิตอื่นๆ เพราะเป้าหมายของ NVIDIA คือการผลิตชิปขาย ไม่ได้ต้องการขายการ์ดจอเองเสียทีเดียว (การ์ดแบบ Founders Edition เหมือนเป็นแนวทางการพัฒนาให้ผู้ผลิตอื่นๆมากกว่า เช่นลดขนาดการ์ดลง หรือภาคจ่ายไฟแบบใหม่)

DLSS 2.0 ช่วยได้จริงไหม

ต้องยอมรับว่า Geforce RTX 3080 เหมือนการ์ดซีรีย์ RTX ที่ผลิตมาเสร็จแล้ว เพราะออปชั่นหลายอย่างในรุ่นแรกที่อาจจะใช้ไม่ได้เต็มประสิทะิภาพนัก แต่มาใน Geforce RTX 3080 สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่าง DLSS 2.0 ฟังค์ชั่น AI ที่ NVIDIA พัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 2 ช่วยให้เกมสามารถทำเฟรมเรทได้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากปรกติอยู่ที่ 100 FPS เมื่อเปิดโหมด Performance สามารถทำไปได้ถึง 160 FPS หรือในโหมด Quality ก็ยังสามารถรีดเฟรมได้ถึงระดับ 130 FPS และยังช่วยเพิ่มความคมชัดภายในเกมอีกด้วย แต่ต้องเป็นเกมที่รองรับเท่านั้น พร้อมความละเอียด 4K ด้วยนะ

เล่นที่ Full HD หรือ 4K แบบไหนคุ้มกว่า

ถ้าคุณต้องการเล่นเกมที่ความละเอียดสูงถึงระดับ 4K เน้นความละเอียดสูง Geforce RTX 3080 คือคำตอบ บอกได้เลยว่าปรับสุด 4K ได้ทุกเกม ลื่นๆ เนียนๆ เป็นการ์ดจอเล่นเกมเพื่อ 4K ที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าไม่ได้เล่นถึงความละเอียด 4K อาจจะแค่ Full HD ผมว่า Geforce RTX 3080 อาจจะเกินความจำเป็นไปหน่อย เพราะแม้จะรีดเฟรมเรทได้สูง แต่มันก็เกินที่เราจะรู้สึกได้ไปแล้ว (ยกเว้นจะเอาไปขิงเพื่อนอะนะ) อาจจะลดสเปคลงไปเล่นพวก RTX 2070 ,2080 หรือเอาเงินไปลงส่วนอื่นก่อนรอการมาถึงของ RTX 3070 จะดูคุ้มค่ากว่านะ

ของขาดอีกนานไหม

Geforce RTX 3080 ทั้งการ์ด FE ในต่างประเทศ และการ์ด Custom ทั่วโลกของขาดหนักมาก ที่มาจากปัยหาหลายส่วนแต่หลักๆมาจากกำลังการผิตชิปของ NVIDIA ที่ยังไม่สามารถผลิตออกมาได้เต็มที่นัก ความต้องการของทั้งโลกที่มีอยู่สูงมีเท่าไรก็ซื้อกันหมด เพราะผลทดสอบแสดงให้เห็นว่ามันแรงกว่ารุ่นก่อนจริง คาดการว่าช่วงกลางเดือนหน้าหลังกำหนดการวางขายของ RTX 3070 น่าจะเริ่มดีขึ้น (เพราะคนรอ RTX 3070 มากกว่า 5555) เอาเป็นว่าใจเย็นๆนะครับ เดี๋ยวมีเข้ามาอีกเรื่อยๆแน่นอน

“เพื่อนๆท่านไหนมีคำถามเพิ่ม สงสัยอะไร สอบถามกันเข้ามาได้เลย เดี๋ยวทีมงานจะหาคำตอบมาให้อีกจ้า”

from:https://notebookspec.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-geforce-rtx-3080/537654/

ยกระดับการสื่อสารผ่าน Video Call ไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยี AR จาก Vuforia Chalk

Video Call เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติอย่างในขณะนี้ แม้การคุยผ่านวิดีโอจะช่วยให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับสารเข้าใจกันได้ง่ายยิ่งขึ้น PTC ผู้ให้บริการนวัตกรรม IT สำหรับอุตสาหกรรมได้ยกระดับการสื่อสารนี้ไปอีกขั้น ด้วยการผสานเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) เข้าไป ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารให้เหลือน้อยที่สุด ตอบโจทย์การสื่อสารที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำสูงอย่างการตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงานจากระยะไกล หรือการฝึกสอนงานออนไลน์ เป็นต้น

Video Call ยังไม่ใช่เทคโนโลยีการสื่อสารระยะไกลที่ดีที่สุด

ในช่วงสถานการณ์ที่เชื้อ COVID-19 แพร่ระบาดไปทั่วโรคอยู่ในขณะนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะซึ่งหน้าเป็นมาตรการที่ดีที่สุดที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรค เพื่อให้พนักงานงานยังคงทำงานและติดต่อสื่อสารหากันได้อย่างไม่ติดขัด หลายองค์กรจึงนำเทคโนโลยี Video Conference หรือ Video Call ซึ่งเป็นการสื่อสารผ่านทางวิดีโอเข้ามาใช้ การสื่อสารรูปแบบนี้ นอกจากจะช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังแล้ว ยังช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารลงอีกด้วย เนื่องจากการเห็นหน้าตาอีกฝ่ายและการใช้ภาษาภาย ทำให้การสื่ออารมณ์และส่งความหมายมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

แม้ว่า Video Call จะเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการติดต่อสื่อสารหรือประชุมออนไลน์สำหรับหลายๆ องค์กร แต่ภายใต้การสื่อสารบางประเภทที่ต้องการความแม่นยำและความถูกต้องที่สูง เช่น การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หรือการดูแลเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สิน การเห็นภาพวิดีโออย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ถ้าผู้ส่งและผู้รับสามารถแชร์วิดีโอและขีดเขียนลงบนวิดีโอเพื่อให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ได้ ย่อมช่วยเพิ่มความชัดเจนในการสื่อสารให้ถึงขีดสุด จึงเป็นที่มาของการที่ PTC นำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) เข้าไปผสานรวมกับโซลูชัน Video Call

Vuforia Chalk: ยกระดับ Video Call ไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยี AR

Vuforia Chalk คือ โซลูชัน Video Call ของ PTC ที่ต่อยอดด้วยการผสานเทคโนโลยี AR เข้าไป รองรับการติดต่อสื่อสารพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาหรือการโทรผ่านวิดีโอ เช่นเดียวกับ Collaboration Tools ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในองค์กรอย่าง Zoom, Microsoft Teams หรือ Cisco Webex แต่จะเน้นใช้งานบนอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตเป็นหลัก เนื่องจากต้องการความสะดวกในการเคลื่อนที่และต้องใช้หน้าจอแบบทัชสกรีนในการขีดเขียนเพื่อสร้างวัตถุลงบนวิดีโอที่แชร์ระหว่างกันอีกด้วย

ขั้นตอนการสื่อสารผ่าน Video Call และใช้เทคโนโลยี AR

1. เริ่มต้นการสื่อสารด้วยการสร้างเซสชัน ผู้รับสามารถเข้าร่วมเซสชันได้ผ่านทางการกรอกโค้ดหรือเปิดลิงค์เชิญที่ส่งมายังอีเมล

2. หลังจากที่เข้ามาในเซสชันแล้ว สามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้แชร์วิดีโอ จากนั้นระบบจะให้เจ้าของวิดีโอเลื่อนสมาร์ตโฟน (หรือแท็บเล็ต) เข้าออกตรงตำแหน่งที่ต้องการเริ่มใช้เทคโนโลยี AR เพื่อเก็บข้อมูลตำแหน่งต่างๆ บนวิดีโอ

3. ทั้งสองฝ่ายสามารถขีดเขียน วาดรูป หรือทำสัญลักษณ์ลงบนวิดีโอที่แชร์ได้ทันที (สิ่งที่วาดลงไปจะมีสีที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่าง สีเหลืองจะเป็นของผู้ใช้ท่านหนึ่ง และสีฟ้าจะเป็นของผู้ใช้อีกท่านหนึ่ง) สิ่งที่วาดลงบนวิดีโอจะผูกติดกับวัตถุจริง แม้จะเลื่อนกล้องวิดีโอ สิ่งที่วาดก็ยังคงผูกติดกับวัตถุ ไม่เลื่อนตามไปด้วย ในกรณีที่เลื่อนกล้องวิดีโอจนหลุดกรอบ จะแสดงลูกศรเพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่วาดอยู่ตำแหน่งด้านไหนของหน้าจอวิดีโอ

4. ทุกการวาดรูปบนวิดีโอ จะถูกทำ Snapshot เก็บไว้เพื่อดูเป็นรายงานย้อนหลังได้ว่าเริ่มต้นอย่างไรและจบลงอย่างไร

ดูวิดีโอขั้นตอนการใช้งานด้านล่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คุณสมบัติเด่นของ Vuforia Chalk ได้แก่

  • เทคโนโลยี AR ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพื่อให้การสื่อสารจากระยะไกลมีความถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด
  • เป็นโซลูชันแบบ Cloud-based เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงบนอุปกรณ์พกพาก็เริ่มใช้งานได้ทันที
  • รองรับการใช้งานบน Apple iOS และ Android
  • การสื่อสารผ่าน Video Call และ AR ใช้ Bandwidth ต่ำ โดยเฉลี่ยเพียง 800 Kbps เท่านั้น
  • เข้ารหัสการสื่อสารแบบ End-to-end เพื่อป้องกันการถูกดักฟัง
  • โทรหาพนักงานด้วยกันได้ง่ายเพียงแค่กดเลขรหัสของพนักงาน หรือเข้าร่วมประชุมผ่านโค้ด/ลิงค์ที่ส่งมายังอีเมล

ลดความคลาดเคลื่อนในการซัพพอร์ตและฝึกสอนด้วย Video Call ให้เหลือน้อยที่สุด

Use Case #1: การตรวจสอบและซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงาน

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ขณะนี้ การเดินทางข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก การตรวจสอบ ดูแล และซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่แต่ก่อนสามารถเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาที่โรงงานได้ ตอนนี้กลับต้องใช้วิธีคุยผ่าน Video Call แทน ด้วยเทคโนโลยี AR ของ Vuforia Chalk ที่ทำให้ช่างสามารถขีดเขียนและวาดรูปลงบนวิดีโอได้ จะช่วยเพิ่มความถูกต้องและแม่นยำในการปฏิบัติงานของผู้ที่ดำเนินงานแทน ที่สำคัญคือช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานอีกด้วย

Use Case #2: การอบรมหรือฝึกสอนออนไลน์

การเรียนรู้ให้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เกิดจากความเข้าใจที่ชัดเจนและการได้ลงมือปฏิบัติ เทคโนโลยี AR บนการอบรมหรือฝึกสอนออนไลน์ผ่าน Video Conference ของ Vuforia Chalk ช่วยให้ผู้สอนสามารถถ่ายทอดความรู้และแสดงตัวอย่างการทำงานได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ผู้เรียนก็สามารถวาดรูปหรือขีดเขียนเพื่ออธิบายสิ่งที่ตนเข้าใจให้ผู้สอนทราบได้ง่ายยิ่งขึ้นเช่นกัน ทำให้การเรียนรู้ผ่านการจำลองการปฏิบัติงานแบบเสมือนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Use Case #3: การออกแบบผลิตภัณฑ์

แน่นอนว่า Video Conference เป็นเครื่องมือสำคัญในการพูดคุยหรือประชุมเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบออนไลน์ เพราะสามารถเลื่อนกล้องไปมาให้เห็นตัวผลิตภัณฑ์ได้ครบ 360 องศา เทคโนโลยี AR ของ Vuforia Chalk ช่วยให้การคอมเมนต์ต่างๆ บนผลิตภัณฑ์ทำได้ง่ายผ่านการวาดรูปลงบนวิดีโอที่แสดงตัวผลิตภัณฑ์เลย ทำให้มั่นใจว่าการสื่อสารจะไม่ผิดพลาด และผลิตภัณฑ์จะได้รับการปรับแก้อย่างถูกต้องตรงจุด

นอกจากนี้ ในอนาคต Vuforia Chalk จะรองรับการใช้งานร่วมกับ RealWear HMT-1 Headset ซึ่งเป็นแท็บเล็ตแบบ Hand Free ที่ใช้สวมศีรษะ เพื่อให้มือทั้งสองของผู้ใช้มีอิสระอย่างแท้จริง เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการทำงานมากยิ่งขึ้น

ทดลองใช้ Vuforia Chalk ฟรี 3 เดือน ไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกมัดใดๆ

ACA Pacific Group Co.,Ltd. เป็นผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน Vuforia Chalk ของ PTC อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ออกโปรโมชันพิเศษสำหรับองค์กรที่สนใจใช้งาน Vuforia Chalk สามารถลงทะเบียนเพื่อขอทดลองใช้งานได้ฟรี 3 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกมัดใดๆ

พิเศษ!! ผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อขอทดลองใช้งาน 30 ท่านแรก รับบัตร Starbucks มูลค่า 100 บาททันที

ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Vuforia Chalk ติดต่อ ACA Pacific (Thailand) ได้ที่อีเมล sales@acagroup.com หรือโทร 02-760-2500

from:https://www.techtalkthai.com/vuforia-chalk-augmented-reality-remote-assistance-by-aca-pacific/

วิธีใหม่ เปลี่ยนมุมมองแอปแบบไอคอนหรือรายการในหน้าโฮมบน Apple Watch ใน watchOS 7

จากการที่ Apple ได้ตัด Force Touch ออกจาก Apple Watch ห […] More

from:https://www.iphonemod.net/how-to-change-home-app-view-apple-watch-watchos-7.html

อุปสรรคที่ทำให้เกม PS5 ยังไปไม่สุด คือฐานผู้เล่น PS4 ที่ใหญ่จน Sony ทิ้งไปไม่ได้

ช่วงแรก PS5 ทำการตลาดว่าจะเป็นเครื่องคอนโซลยุคใหม่อย่างแท้จริง แต่หลัง Sony ประกาศว่า Spider-Man: Miles Morales และ Horizon: Forbidden West จะลง PS4 ด้วย แฟน PlayStation จึงผิดหวังพอสมควร เพราะคิดว่าฮาร์ดแวร์อายุ 7 ปีของ PS4 จะเป็นตัวถ่วงที่ทำให้นักพัฒนาไม่สามารถจัดเต็มในด้านกราฟิกของเกมอย่างที่ผู้เล่นคาดหวังได้

Jim Ryan ซีอีโอของ Sony Interactive Entertainment เคยให้สัมภาษณ์กับ DualShockers ว่าเขาเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนรุ่นของคอนโซล และพูดไว้ว่า “คอนโซลรุ่นใหม่ควรมีฟีเจอร์ที่เครื่องรุ่นก่อนไม่มี และผู้พัฒนาควรสร้างเกมที่ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ใหม่ๆ มากที่สุด”

จากการสัมภาษณ์นั้น ทำให้แฟนๆ ตีความไปว่า Ryan เชื่อในเกมที่พัฒนาเพื่อเครื่องรุ่นใหม่โดยเฉพาะ จนหลายคนถึงกับบอกว่า Sony ทำการตลาดหลอกลวงผู้บริโภคเลยทีเดียว ทั้งที่ Ryan อาจหมายถึงจอย DualSense หรือระบบ 3D audio แบบใหม่ก็เป็นได้

เว็บไซต์ DualShockers ชี้ว่าจุดแข็งของ Sony ที่เน้นสร้างเกมเล่นคนเดียวที่มีเนื้อเรื่องโดดเด่น เช่น God of War หรือ The Last of Us กำลังกลายเป็นปัญหา เพราะเกมเหล่านี้ต้องใช้ทุนสร้างสูงขึ้นเรื่อยๆ และแฟนๆ มีความคาดหวังสูง ถ้าจะทำออกมา ก็ต้องขายได้ถล่มทลายจึงจะคุ้มทุนสร้าง ทำให้ Sony ไม่สามารถทิ้งยอดขายจากฐานผู้เล่น PS4 กว่า 100 ล้านเครื่องบนโลกไปได้ อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงแรกของ PS5

หากคุณต้องการเล่นเกมที่สร้างขึ้นเพื่อ PS5 จริงๆ โดยไม่ต้องถูกถ่วงโดยฮาร์ดแวร์ของ PS4 อาจต้องรอสักพัก ให้ผู้เล่นเริ่มย้ายมาบนคอนโซลรุ่นใหม่ก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาพอสมควร และอาจยังไม่ควรรีบพรีออเดอร์ PS5 นัก โดยเฉพาะถ้ามี PS4 อยู่แล้ว

ที่มา – DualShockers

)

from:https://www.blognone.com/node/118552

เปิดตัว OPPO Reno 4 SE 5G มือถือสุดบางน้ำหนักเบา กล้องหลัง 3 ตัว 48MP รองรับชาร์จไว 65W เคาะเริ่มต้นหมื่นนิดๆ

อีกหนึ่งมือถือ 5G ราคาประหยัดมาเปิดตัวอีกรุ่นแล้ว เพราะล่าสุดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา OPPO China ได้เปิดตัว OPPO Reno 4 SE 5G มือถือสเปคแน่น มากับชิป Dimensity 720, หน้าจอ AMOLED รองรับการแสดงผลสี sRGB 100% มี Touch Sampling 180Hz, กล้องหลัง Triple Camera และระบบชาร์จไว SuperVOOC 2.0 65W ทั้งหมดนี้ในราคาเริ่มต้น 2,499 หยวน หรือแปลงเป็นเงินไทยจะอยู่เพียงแค่ราวๆ 11,500 บาทเท่านั้น

SuperVOOC 2.0 65W ชาร์จไวสะใจ 37 นาทีเต็ม

OPPO Reno 4 SE 5G มากับระบบชาร์จไว SuperVOOC 2.0 แบบเดียวกับรุ่นพี่ OPPO Find X2 | X2 Pro โดยทางบริษัทเคลมว่าชาร์จทิ้งไว้แค่ 5 นาที ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวๆ ถึง 4 ชั่วโมง หรือใครอยากชาร์จให้เต็ม 100% เลย ก็เสียบทิ้งไว้อีกซัก 30 นาทีนิดๆ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว สำหรับแบตเตอรี่ OPPO Reno 4 SE 5G จะใส่มาให้เป็นตัวความจุ 4300 มิลลิแอมป์

นอกจากนี้ยังมี Super Power-Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงาน ที่แม้ว่าแบตจะเหลือแค่ 10% แต่ก็สามารถลากใช้คุย WeChat หรือแอปแชทอื่นๆ ได้ต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง

เครื่องบางเบา

OPPO Reno 4 SE 5G มากับฝาหลังที่เมื่อกระทบกับแสงแดด หรือแสงไฟต่างๆ จะได้ลวดลายออกมาแบบสวยสดงมงาม ตัวเครื่องมีความบางเพียงแค่ 7.85 มม. และน้ำหนักรวมๆ ที่ 169 กรัม เรียกว่าเบามากๆ หากเทียบกับมาตรฐานน้ำหนักของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน จะมือเล็กมือใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็สามารถจับถือ OPPO Reno 4 SE 5G ได้แบบถนัดมือ

รองรับ 5G ทั้งแบบ SA และ NSA

มากับชิป Dimensity 720 ที่มีความสามารถในการใช้งาน 5G ทั้งแบบ Standalone (SA) และ Non Standalone (NSA) มีเสารับสัญญาณติดตั้งไว้รอบทิศทาง ดาวน์โหลดเกม King Glory ที่มีขนาดใหญ่เกือบๆ 2GB ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 32 วินาทีเท่านั้น 

หน้าจอ OLED 6.43 นิ้ว รองรับ Touch-Sampling 180Hz

หน้าจอจะใช้เป็นแบบ OLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 บนสัดส่วนจอ 20:9 มีอัตราหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงมากๆ ที่ 90.8% หน้าจอสว่างมากพอที่จะใช้งานกลางแจ้งได้แบบไม่มีปัญหา มีค่ารีเฟรชเรท และ Touch-Sampling อยู่ที่ 60Hz และ 180Hz ตามลำดับ รองรับ Dirac 2.0 ที่จะเข้ามาเพิ่มมิติเสียงให้สมจริงกว่าเดิม

กล้องหน้า-หลัง 4 ตัว มีฟีเจอร์ถ่ายรูปเพียบ

กล้องหน้าของ OPPO Reno 4 SE 5G มีความละเอียด 32MP มีโหมดบิวตี้ที่จะเข้ามาช่วยให้ผิวหน้าเนียน ลบรอยสิว ฯลฯ

ขณะที่กล้องหลังจะใส่มาให้ 3 ตัว ประกอบด้วยเซ็นเซอร์หลัก 48MP รองรับ Autofocus, กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8MP มุมกว้าง 119 องศา และกล้อง Macro ความละเอียด 2MP มีฟีเจอร์เพียบไม่ว่าจะเป็น Professional Mode, Portrait Mode, Panorama, Nigh Scene Mode และมีระบบกันสั่นแบบ EIS

แถมยังมีฟีเจอร์ AI Fix ที่สามารถแก้ไขรูปภาพเก่าๆ ในความทรงจำจากเบลอๆ ให้กลับสดเหมือนตอนล้างรูปใหม่ๆ ด้วย

สเปค OPPO Reno 4 SE 5G

  • หน้าจอ OLED 6.43 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080
  • ชิปเซ็ต Dimensity 720
  • RAM 8GB (LPDDR4x)
  • ความจุ 128GB / 256GB (UFS 2.0) ไม่รองรับ microSD Card
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Wide: 48MP ค่ารูรับแสง f/1.7 เลนส์ 6 ชิ้น รองรับ Autofocus
    • Ultra-Wide: 8MP ค่ารูรับแสง f/2.2 เลนส์ 5 ชิ้น มุมกว้าง 119 องศา
    • Macro: 2MP ค่ารูรับแสง f/2.4 เลนส์ 3 ชิ้น
  • กล้องหน้า 32MP ค่ารูรับแสง f/2.4 เลนส์ 5 ชิ้น
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • WiFi 2.4G, WiFi 5G, BT 5.1
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ 4300 mAh รองรับชาร์จไว 65W
  • ระบบปฏิบัติการ ColorOS 7.2 บนพื้นฐาน Android 10

OPPO Reno 4 SE 5G จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว Super Flash White, สีดำ Super Flash Black และสีน้ำเงิน Super Flash Blue โดยราคาจะแบ่งตามรุ่นความจุ ดังนี้

  • รุ่นความจุ 128GB ราคา 2,499 หยวน หรือประมาณ 11,500 บาท
  • รุ่นความจุ 256GB ราคา 2,799 หยวน หรือประมาณ 12,900 บาท

วางจำหน่ายวันแรกที่ประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนเป็นต้นไป ส่วนจะทำตลาดแบบ Global รวมถึงจะเข้าไทยหรือไม่ อันนี้ก็ต้องรอติดตามข่าวกันต่อไปครับ

 

ที่มา: OPPO 

from:https://droidsans.com/oppo-reno-4-se-5g-official-unveiled/

เปิดตัว การ์ดจอเกมมิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Nvidia ในรุ่น ROG-STRIX-RTX3090-24G-GAMING

สำหรับสเปคการ์ดจอตัวนี้

Core Clock :

OC Mode – 1725 MHz (Boost Clock)
Gaming Mode – 1695 MHz (Boost Clock)

Memory Clock : 19.5  Gbps

Memory Size : 24GB (GDDR6X)

CUDA Core : 10496

PCI Express 4.0 384-bit

และยังมาพร้อมเทคโนโลยี

Technology :

AXIAL-TECH UPGRADES

New Directions

MaxContact

2.7-Slot Design

ในส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็จะมี

Port :
HDMI Output : Yes x 2 (Native) (HDMI 2.1)
Display Port : Yes x 3 (Native) (DisplayPort 1.4a)
HDCP Support : Yes (2.3)

power : 750W (3 x 8-pin)

 

ROG-STRIX-RTX3090-24G-GAMING ราคา – บาท

***ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง***

from:https://www.it-reborn.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-8/

Leadership Vision: วางกลยุทธ์ Work from Home อย่างมั่นคงปลอดภัย ต้องใส่ใจเรื่องการคุ้มครองข้อมูล

ในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างในขณะนี้ หลายองค์กรทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย ต่างเปิดให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home ได้ ส่งผลให้อาชญากรไซเบอร์เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากการพุ่งเป้าโจมตีระบบขององค์กรมาเป็นโจมตีอุปกรณ์ปลายทางและตัวพนักงานแทน เมื่อไม่มีกลไกรักษาความมั่นคงปลอดภัยอันเข้มงวดขององค์กรคอยปกป้อง ทำให้พนักงานกลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์ได้ง่าย

องค์กรควรคำนึงถึงประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยอะไรบ้างขณะเปิดให้ Work from Home? และองค์กรควรมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรเพื่อคุ้มครองพนักงานและข้อมูลสำคัญให้มั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามไซเบอร์? ร่วมหาคำตอบเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: วางกลยุทธ์ Work from Home อย่างมั่นคงปลอดภัย ต้องใส่ใจเรื่องการคุ้มครองข้อมูล โดยคุณยุวลักษณ์ แซ่งุ่ย ผู้จัดการประจำประเทศไทย จาก Check Point Technologies

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณยุวลักษณ์ แซ่งุ่ย
บริษัท: Check Point Software Technologies
ตำแหน่ง: ผู้จัดการประจำประเทศไทย

ประวัติโดยย่อ:

คุณยุวลักษณ์ เป็นผู้นำในการผลักดันการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชันต่างๆ ของบริษัท Check Point Software Technologies ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะการรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนอุปกรณ์พกพาและระบบคลาวด์ ก่อนที่จะเข้าร่วมงานกับ Check Point คุณยุวลักษณ์ได้สั่งสมประสบการณ์มานานกว่าทศวรรษ โดยผ่านงานด้านการบริหารจัดการการขายในประเทศไทยมาแล้วหลายแห่ง อีกทั้งยังมีลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งในอุตสาหกรรมด้านบริการโทรคมนาคมและบริการทางการเงิน

เกี่ยวกับ Check Point Software Technologies:

Check Point Software Technologies เป็นผู้ให้บริการระดับชั้นนำด้านโซลูชันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบไซเบอร์ โดยให้บริการแก่ภาครัฐและองค์กรธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก โซลูชันของ Check Point จะให้ความคุ้มครองลูกค้าจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ด้วยความสามารถในการการตรวจจับมัลแวร์ แรนซัมแวร์และการโจมตีประเภทอื่นๆ ในระดับชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม Check Point ให้บริการสถาปัตยกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยหลายระดับ ซึ่งปกป้องข้อมูลที่อยู่ในระบบคลาวด์ เครือข่าย และอุปกรณ์พกพาขององค์กร รวมถึงมีระบบจัดการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบรวมศูนย์ที่ครอบคลุมและใช้งานได้สะดวกมากที่สุด ปัจจุบันนี้ Check Point ให้ความคุ้มครององค์กรทุกขนาดมากกว่า 100,000 แห่งทั่วโลก

ช่องทางการติดต่อ:

เว็บไซต์: www.checkpoint.com
อีเมล: southasia_marketing@checkpoint.com


Q: โรคโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในภาพรวมอย่างไรบ้าง และส่งผลกระทบต่อรูปแบบการทำงานของเราอย่างไร

โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเราให้ต่างจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และแผ่กระจายจนครอบคลุมทุกภาคส่วน จึงส่งผลกดดันให้มูลค่าสินค้าและบริการด้าน IT นับหลายๆปีต้องเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่สัปดาห์

  • การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) กลายเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่หรือ ‘New Normal’ เนื่องจากรัฐบาลได้บังคับใช้มาตรการปิดพื้นที่ องค์กรต่างๆ จึงต้องกำหนดให้พนักงานปรับรูปแบบการทำงานให้เปลี่ยนไปทำจากที่บ้านแทน และเข้าใช้งานแอปพลิเคชันและข้อมูลขององค์กรผ่านระบบการเข้าใช้งานจากระยะไกลที่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัย เมื่อไม่นานนี้ การสำรวจข้อมูลของ CFO โดย Gartner พบว่า 74% ของบริษัทที่ร่วมการสำรวจระบุว่าได้กำหนดแผนให้พนักงานเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้านเป็นการถาวร
  • การนำเครื่องมือการทำงานร่วมกัน (Collaboration Tools) มาใช้กำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเนื่องจากองค์กรต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือเหล่านี้ เช่น Zoom, Teams และ Slack มากขึ้นกว่าเดิม ในเดือน ธ.. ปี 2019 มีผู้ประชุมโดยใช้แอปพลิเคชัน Zoom เพียง 10 ล้านคนในแต่ละวัน แต่ในเดือน เม.. ปี 2020 กลับมีการรายงานว่า มีผู้ใช้งานพุ่งสูงถึง 300 ล้านคน
  • การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) และการเปลี่ยนมาใช้งานระบบคลาวด์ เนื่องจากองค์กรต่างๆ ต้องปรับโครงสร้างใหม่ให้ระบบ IT แบบข้ามคืน จึงส่งผลให้เกิดช่องโหว่ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์

Q: ความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัยจากการนำกลยุทธ์การทำงานจากระยะไกล (Work from Home) มาใช้มีอะไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตรูปแบบใหม่แบบ New Normal ตามที่อธิบายไว้ข้างต้นส่งผลให้เกิดปัจจัยต่างๆซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานะด้านความเสี่ยงและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร

  • การโจมตีแบบวิศวกรรมสังคม (Social Engineered Attacks) แสวงประโยชน์จากความกลัว ความไม่มั่นใจ และความอยากรู้อยากเห็น การสำรวจข้อมูลโดย Check Point แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ กำลังถูกโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเครือข่าย และแนวทางปฏิบัติงานของพนักงานในช่วงเวลาที่โรคโควิด-19 ยังแพร่ระบาดไปทั่วโลก 
    • 71% ของผู้ร่วมการสำรวจได้รายงานว่า มีการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2020
    • 95% ระบุว่า ได้เผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ระบบ IT โดยต้องควบคุมดูแลการเข้าใช้งานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนสูงขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องจัดการกับปัญหา Shadow IT อีกด้วย
  • ช่องทางของการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เนื่องจากความเร่งรีบในการเปิดใช้งาน เพื่อรองรับการทำงานจากระยะไกล บริษัทส่วนใหญ่จึงอนุญาตให้มีการเชื่อมต่อจากเครื่อง PC ในบ้านที่ปราศจากการควบคุม และมักจะบกพร่องในด้านแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต้นที่จำเป็น (Cyber-Hygiene) เช่น การอัปเดตแพตช์ล่าสุด การใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์ เป็นต้น นอกจากนี้ อุปกรณ์พกพาส่วนบุคคลก็ยังได้รับอนุญาตให้เข้าใช้งานระบบเครือข่าย ในขณะที่ทีมงาน Infosec และ DevOps จำนวนมากที่กระตือรือร้นต้องการเปลี่ยนมาใช้งานระบบคลาวด์ต่างก็ไม่ได้ปรับเพิ่มความสามารถของกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้อยู่ในระดับเดียวกับ Data Center ที่มีอยู่เดิม
    • ขณะที่ 65% ของผู้ร่วมการสำรวจระบุว่า บริษัทได้ทำการบล็อกการใช้งานเครื่อง PC ที่ปราศจากมาตรการควบคุมจาก VPN ขององค์กร ผู้ร่วมการสำรวจเพียง 29% ระบุว่าได้นำระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้อุปกรณ์ปลายทางมาใช้กับเครื่อง PC ในบ้านของพนักงาน และเพียง 35% เท่านั้นที่ระบุว่าได้ทำการตรวจสอบการใช้งานตามกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ
  • ในปัจจุบัน พนักงานต้องทำหน้าที่เป็น CISO ของตัวเองเนื่องจากการอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้านซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจึงต้องยอมรับความจริงที่ว่าในตอนนี้ห้องนั่งเล่นของเราได้กลายเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในอาณาเขตของบริษัทในปัจจุบันทุกบริษัทต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงานแต่ละคนในการปกป้องดูแลข้อมูลและข้อมูลประจำตัวที่สำคัญของเครือข่ายในบริษัท
    • 75% ของผู้ร่วมการสำรวจระบุว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าหลังจากยุติมาตรการปิดกั้นพื้นที่ นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูก Phishing และการโจมตีด้วย Social Engineering
    • 51% ระบุว่า ปัญหาเกี่ยวกับการโจมตีจะเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ปลายทางในบ้านที่ปราศจากมาตรการควบคุม 

Q: ในการทำงานจากระยะไกลมีประเด็นใดที่เราต้องให้ความสำคัญ ในมุมมองด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

แนวทางที่พึงปฏิบัติสำหรับพนักงาน

  • ใส่ใจรหัสผ่าน: วิธีการที่ดีวิธีการหนึ่ง คือ การตรวจสอบและตั้งรหัสผ่านที่คุณใช้เข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานทรัพยากรต่างๆ จากระยะไกล เช่น อีเมลและแอปพลิเคชันในการทำงาน ให้คาดเดาได้ยาก
  • ระมัดระวังการถูก Phishing: ระมัดระวังในการคลิกลิงก์ต่างๆ ที่น่าสงสัยในทุกกรณี และดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้เท่านั้น โปรดระลึกไว้ว่ารูปแบบของการถูก Phishing เป็นการโจมตีแบบ Social Engineering รูปแบบหนึ่ง ดังนั้นหากคุณได้รับอีเมลที่มีการร้องขอในลักษณะผิดปกติ โปรดตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดของผู้ส่งให้ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลที่คุณกำลังติดต่ออยู่นั้นเป็นเพื่อนร่วมงานจริง ไม่ใช่อาชญากรไซเบอร์ ทีมวิจัยของเราตรวจพบว่า โดเมนที่เกี่ยวข้องกับโคโรนาไวรัสถึง 50% มักจะเป็นโดเมนที่เป็นอันตราย ดังนั้นโปรดเฝ้าสังเกตสิ่งผิดปกติที่ส่งเข้ามาในกล่องอีเมลของคุณ
  • เลือกใช้อุปกรณ์ของคุณด้วยความระมัดระวัง: พนักงานจำนวนมากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊กของบริษัทเพื่อใช้งานส่วนตัว อุปกรณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยได้ ความเสี่ยงนี้มักจะรุนแรงขึ้นเมื่อคุณใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในการทำงาน หากคุณจำเป็นต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านในการทำงานจริงๆ ควรปรึกษาทีมงานระบบ IT ของคุณถึงวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ตัวอย่างเช่น การติดตั้งชุดโปรแกรมป้องกันมัลแวร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติมลงในอุปกรณ์ที่คุณใช้งานอยู่
  • มีใครแอบใช้งานอยู่หรือไม่ เครือข่าย Wi-Fi ในบ้านของคุณใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก หรือไม่ได้กำหนดรหัสใช้งานหรือไม่ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครือข่าย Wi-Fi ในบ้านของคุณได้รับการปกป้องจากการลักลอบใช้งานโดยบุคคลอื่นที่อยู่ในระยะที่สามารถเข้าใช้งาน และเชื่อมต่อกับเครือข่ายของคุณได้ คุณสามารถใช้หลักการเดียวกันนี้ในการทำงานในร้านกาแฟหรือโรงแรม ทั้งนี้โปรดใช้ความระมัดระวังเมื่อต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายสาธารณะ เครือข่ายที่ไม่มีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะเป็นช่องทางที่อาชญากรไซเบอร์จะเข้าใช้งานอีเมลและรหัสผ่านได้อย่างสะดวก

แนวทางที่พึงปฏิบัติสำหรับนายจ้าง

แนวทางที่พึงปฏิบัตินี้ควรกำหนดให้เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานสำหรับองค์กร ไม่ว่าแอปพลิเคชันและข้อมูลขององค์กรจะเก็บไว้ใน Data Center ระบบคลาวด์สาธารณะ หรือภายในแอปพลิเคชัน SaaS ก็ตาม

  • อย่าไว้ใจใครแผนรองรับสำหรับการเข้าใช้งานจากระยะไกลทั้งหมดของคุณต้องจัดทำขึ้นโดยอาศัยแนวคิดเรื่อง Zero-Trust ที่ระบุว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้รับการตรวจสอบ และไม่ควรด่วนสรุปว่าน่าเชื่อถือด้วยตัวเอง ตรวจสอบให้แน่ใจว่า คุณรับทราบดีว่าใครสามารถเข้าใช้งานข้อมูลใดได้บ้าง โดยการแบ่งกลุ่มผู้ใช้ของคุณ และตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ใช้ด้วย Multi-Factor Authentication นอกจากนี้ ในภาวะปัจจุบันยังเป็นเวลาที่ควรสร้างเสริมความรู้ใหม่ๆ ให้ทีมงานของคุณ เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลและวิธีการในการเข้าใช้งานข้อมูลจากระยะไกลได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
  • ใส่ใจตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมดโดยส่วนใหญ่แล้ว พนักงานจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขององค์กรอยู่ในสำนักงาน เมื่อต้องทำงานแบบ Work from Home ก็ไม่ได้นำคอมพิวเตอร์เหล่านี้กลับบ้านไปด้วย ทำให้ตอนนี้คุณมีอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักเป็นจำนวนมาก (อุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงานที่เชื่อมต่อจากที่บ้าน) พยายามเข้าถึงข้อมูลองค์กรของคุณ คุณต้องวางแผนล่วงหน้าถึงวิธีการรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลสู่ภายนอก การโจมตีที่แพร่กระจายจากอุปกรณ์ส่วนตัวสู่เครือข่ายของคุณ และคุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า มีกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเพียงพอสำหรับอุปกรณ์เหล่านั้น
  • ทำ Stress-Test ให้โครงสร้างพื้นฐานของคุณเมื่อต้องการนำเครื่องมือสำหรับเข้าใช้งานจากระยะไกลอย่างมั่นคงปลอดภัยมาทำงานร่วมกันตามลำดับงานของคุณ ระบบโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องมี VPN หรือ SDP (Software-defined Perimter) ที่มีเสถียรภาพ และผ่านการทดสอบ Stress-Test เพื่อให้มั่นใจว่า โครงสร้างพื้นฐานนั้นสามารถรองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมากเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปเป็น Work from Home แทน
  • กำหนดขอบเขตให้ข้อมูลของคุณใช้เวลาในการพิสูจน์ยืนยัน ระบุ และทำ Label กำกับข้อมูลสำคัญของคุณ เพื่อจัดเตรียมทำนโยบายซึ่งจะช่วยตรวจสอบให้แน่ใจว่า เฉพาะบุคคลที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะสามารถเข้าข้อมูลเหล่านี้ได้ อย่าด่วนสรุปว่าการจัดการข้อมูลก่อนหน้านี้มีความน่าเชื่อถือ และใช้แนวทางการวิเคราะห์แบบลงรายละเอียด (Granular Approach) ซึ่งจะช่วยเหลือคุณได้เป็นอย่างดี เมื่อต้องเปิดใช้งานการเข้าถึงจากระยะไกลแบบเต็มรูปแบบ ไม่มีใครต้องการให้ทั้งองค์กรสามารถเข้าใช้งานทรัพยากรบุคคลโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • แบ่งกลุ่มพนักงานของคุณทำการตรวจสอบนโยบายปัจจุบันของคุณซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าใช้งานและการแบ่งปันข้อมูลประเภทต่างๆ ประเมินผลซ้ำทั้งนโยบายขององค์กรและการแบ่งกลุ่มทีมงานภายในองค์กรของคุณ เพื่อให้คุณมั่นใจว่า คุณมีระดับในการเข้าใช้งานที่แตกต่างกัน และสอดคล้องกับความสำคัญของข้อมูลในระดับต่างๆ
  • องค์ประกอบสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าใช้งานจากระยะไกลเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถคุ้มครองข้อมูลและเครือข่ายขององค์กรจากภัยคุกคามและการลักลอบดักฟังข้อมูลที่ส่วนปลายทางทั้งสองของการเชื่อมต่อได้ดียิ่งขึ้น

Q: เทคโนโลยีหรือโซลูชันใดที่เข้ามาตอบโจทย์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้พนักงานที่ทำงานแบบ Work from Home ได้

Check Point มีโซลูชันด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ครบวงจร และการเชื่อมต่อที่ดีเยี่ยมสำหรับการทำงานจากระยะไกล เพื่อช่วยให้พนักงานยังคงมีประสิทธิภาพในทำงานให้ได้มากที่สุด โซลูชันเหล่านี้ ได้แก่ Remote Access VPN Software, Endpoint Threat Prevention, Mobile Security และ Mobile Secure Workspace โดยโซลูชันทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้แนวทางปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พนักงานที่ทำงานจากระยะไกล SandBlast Agent ของ Check Point มีระบบป้องกันภัยคุกคามให้อุปกรณ์ปลายทางแบบครบวงจรจากการโจมตีแบบ Zero-Day โดยมีอัตราการบล็อกภัยคุกคามที่ไม่รู้จักสูงถึง 100% โดยที่ไม่มี False Positive เลย


Q: คำแนะนำสำหรับผู้บริหารระดับ C-suite ในการวางกลยุทธ์เพื่อเสริมความความมั่นคงปลอดภัยให้ธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อมีการยกระดับมาตรการการปิดกั้นพื้นที่ องค์กรต่างๆ ก็ต้องปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัย และรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เครือข่ายขององค์กร ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้านและอุปกรณ์พกพาของพนักงาน ไปจนถึง Data Center ขององค์กรด้วยสถาปัตยกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบบูรณาการ ได้แก่

  • การป้องกันภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ในเรื่องโรคภัยนั้นการสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันย่อมดีกว่าการเยียวยารักษาการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบไซเบอร์ก็เช่นเดียวกันการป้องกันภัยคุกคามในแบบเรียลไทม์ก่อนที่ภัยคุกคามจะบุกรุกเข้ามาในเครือข่ายเป็นกลไกสำคัญที่จะปิดกั้นการโจมตีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  • รักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ทุกสิ่งทุกอย่างของคุณ วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในแบบ New Normal กำหนดให้องค์กรต่างๆ ต้องทบทวนและตรวจสอบระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย รวมทั้งความสอดคล้องกันของโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย กระบวนการ การปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของอุปกรณ์พกพาและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่ รวมไปถึงอุปกรณ์ IoT เป็นต้น เมื่อมีการใช้งานระบบคลาวด์เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าการรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ต้องขยายไปสู่คลาวด์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีซึ่งรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้พนักงาน Container และ Serverless Apps ในสภาพแวดล้อมระบบคลาวด์แบบไฮบริดและแบบมัลติคลาวด์
  • เพิ่มประสิทธิผลในการเรียกดูข้อมูล การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทขณะนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษในการตรวจสอบการลงทุนด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การเรียกดูข้อมูลในระดับสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมข้อมูลจะช่วยยืนยันประสิทธิผลในการทำงานได้ดีที่สุด 

Q: ในระยะยาว ปัจจัยใดเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการลงทุนด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

องค์กรต่างๆ อยู่ในสภาวะที่มีความกดดันเพิ่มขึ้นในการใช้เหตุผล เพื่อสนับสนุนการลงทุนใช้จ่ายในด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบ IT การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในทุกภาคส่วน (Digital Transformation) ต้องอาศัยการลงทุนครั้งใหญ่ด้านแอปพลิเคชัน ซึ่งบริษัทต่างๆ ก็มักเสียค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้ไปกับการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ในทางกลับกัน ทุกคนล้วนเข้าใจถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย แต่ในขณะที่ความต้องการในการพัฒนาการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น งบลงทุนด้านนี้เมื่อคิดเป็นสัดส่วนร้อยละของงบประมาณด้านระบบ IT ทั้งหมดกลับไม่เพิ่มสูงขึ้นตาม

แรงกดดันที่ส่งผลต่องบประมาณด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยมาจากหลายปัจจัย ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่ สถาปัตยกรรมใหม่ที่เกี่ยวกับแอปพลิเคชัน ระบบคลาวด์แบบไฮบริด และข้อบังคับที่กำหนดขึ้นใหม่เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสิ่งต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งล้วนก่อให้เกิดภารกิจและความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นตามมา ปัจจัยเหล่านี้กำลังกดดันให้ CISO ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเงินทุนและงบประมาณค่าใช้จ่ายโดยต้องพิจารณาว่าจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

ในฐานะผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร Check Point จึงได้ตระหนักมาอย่างยาวนานถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในด้านประสิทธิผลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการใช้งานทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สถาปัตยกรรม Infinity ของ Check Point สามารถรักษาจุดมุ่งหมายทั้งสองประการนี้ไว้ได้อย่างสมดุล

Check Point เชื่อมาโดยตลอดว่าการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบรวมศูนย์ Infinity ของ Check Point มาใช้เป็นสถาปัตยกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ระบบไซเบอร์แบบรวมศูนย์ ซึ่งสามารถคุ้มครองธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไอทีจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งรุนแรงในยุคที่ 5 ได้ตลอดทั้งเครือข่าย อุปกรณ์ปลายทาง ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์พกพาทั้งหมด สถาปัตยกรรมแบบ Infinity ประกอบด้วย:

  • ระบบป้องกันภัยคุกคามขั้นสูง (Advanced Threat Prevention): คือ ชุดคุณลักษณะการป้องกันระดับชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้นำมาใช้ในเครือข่าย ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์พกพา
  • ระบบ Shared Threat Intelligence: คือ ThreatCloud ของ Check Point ซึ่งรวบรวมและเผยแพร่ระบบคลังข้อมูลภัยคุกคามและข้อมูลอัปเดตของระบบป้องกันในแบบเรียลไทม์
  • ระบบการจัดการแบบรวมศูนย์ (Consolidated Management): คือ อินเทอร์เฟสการจัดการแบบรวมศูนย์ซึ่งช่วยให้นโยบายด้านความเสี่ยงที่มุ่งเน้นสำหรับธุรกิจสามารถดำเนินการในระบบป้องกันเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัย โดยมี API สำหรับใช้ในการทำงานร่วมกันกับโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบ IT และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

Q: เทคโนโลยี/นวัตกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ประเภทใดที่ควรจับตามองในขณะนี้

เมื่อกล่าวถึงประเภทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งองค์กรควรให้ความใส่ใจ ก่อนอื่นควรพิจารณาแนวโน้มปัจจุบันบางประการในอุตสาหกรรม ข้อมูลด้านล่างเป็นตัวอย่างแนวโน้มที่เราได้สำรวจในช่วงครึ่งแรกของปี 2020

  • การโจมตีแบบขู่กรรโชกซ้ำ (Double-Extortion Attacks): ในปี 2020 ได้มีการนำรูปแบบใหม่ของการโจมตีโดยแรนซัมแวร์มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งผู้โจมตีได้ลักลอบจารกรรมข้อมูลจำนวนมากไปจากระบบก่อนที่จะทำการเข้ารหัสลับข้อมูลนั้น บรรดาเหยื่อที่ไม่ยอมจ่ายค่าไถ่ก็จะถูกคุกคามจากการทำให้ข้อมูลรั่วไหล และสร้างแรงกดดันมากขึ้น เพื่อให้ทำตามข้อเรียกร้องของอาชญากรไซเบอร์ โซลูชันด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้อุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint Security Solution) ของ Checkpoint คือ SandBlast Agent ประกอบด้วยระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพด้วยโปรแกรมป้องกันแรนซัมแวร์ คุณสมบัตินี้จะช่วยคุ้มครององค์กรจากการถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ที่มีความซับซ้อน ที่สามารถหลบเลี่ยงเครือข่ายตามปกติ และโซลูชันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยพื้นฐานของอุปกรณ์ปลายทางได้
  • การโจมตีช่องโหว่บนอุปกรณ์พกพาผู้คุกคามต่างกำลังแสวงหาช่องทางใหม่ๆ สำหรับใช้เจาะระบบของอุปกรณ์พกพา โดยทำการปรับปรุงเทคนิคเพื่อหลบเลี่ยงกลไกลการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการตรวจสอบต่างๆ ใน App Stores การโจมตีรูปแบบใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง ผู้คุกคามจะใช้ระบบ Mobile Device Management (MDM) ขององค์กรขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมัลแวร์ไปยังอุปกรณ์พกพาซึ่งมีการควบคุมมากกว่า 75% SandBlast Mobile มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้อุปกรณ์พกพาสำหรับองค์กรเหล่านั้น ซึ่งช่วยป้องกันภัยคุกคามจากการโจมตีระบบปฏิบัติการ (OS) แอปพลิเคชัน และเครือข่ายได้อย่างครอบคลุม
  • การโจมตีผ่านระบบคลาวด์: การหันไปใช้งานระบบคลาวด์สาธารณะกันมากขึ้นในช่วงโควิด-19 นี้ได้ส่งผลให้เกิดการโจมตีเพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งเป้าการโจมตีไปที่ Workload และข้อมูลที่มีความสำคัญในระบบคลาวด์ อาชญากรไซเบอร์ยังใช้โครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์ เพื่อจัดเก็บส่วนข้อมูลที่เป็นอันตราย (Payload) และใช้ในการโจมตีด้วยมัลแวร์อีกด้วย ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักวิจัยของ Check Point ได้ตรวจพบ ช่องโหว่ที่เป็นอันตรายร้ายแรงด้านความมั่นคงปลอดภัย เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมบน Microsoft Azure ซึ่งส่งผลให้แฮกเกอร์สามารถจารกรรมข้อมูลและแอปพลิเคชันต่างๆ ของลูกค้ารายอื่นๆ บน Azure ได้ แสดงให้เห็นว่าระบบคลาวด์สาธารณะไม่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริง CloudGuard ของ Check Point มีระบบป้องกันเชิงรุก รองรับการใช้งานกับข้อมูล Workload เครือข่าย และแอปพลิเคชันในระบบคลาวด์ โดยมีรูปแบบการทำงานที่ครอบคลุม และสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากมายของระบบคลาวด์ได้อย่างยอดเยี่ยม เพื่อให้บริการในระบบคลาวด์ทั้งหมดของคุณได้รับการคุ้มครองในทันที และปลอดจากการโจมตีทางไซเบอร์ในยุคที่ 5 ที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-secure-your-data-when-working-from-home-by-check-point/

for feed news app

%d bloggers like this: