Delivery ยังโตหรู! Lalamove เผยรายได้ 1,200 ล้านบาท

ตลาดโลจิสติกส์ หรือ Delivery ยังบูมจัด ผู้เล่นอย่าง Lalamove ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมาสามารถฟันรายได้ 1,200 ล้านบาท เติบโตถึง 123%

นำตลาดส่งของแบบ On-demand

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังคงสร้างแรงกระเพื้อมให้กับตลาดขนส่งโลจิสติกส์ โดยเฉพาะกลุ่ม On-demand Delivery ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น มีผู้เล่นหลายรายเข้ามาทำตลาดในไทย เจ้าหลักๆ คงหนีไม่พ้น “Lalamove”

ล่าสุด Lalamove ได้เผยรายได้ในปี 2561 พบว่ามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด 123% สร้างรายได้ 1,200 ล้านบาท แผนในปีนี้เตรียมเพิ่มไซส์รถส่งสินค้า และรุกตลาดทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย

ชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการ ลาล่ามูฟ ประเทศไทย เปิดเผยว่า

“ในปี 2561 ที่ผ่านมา Lalamove ประเทศไทย ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเปรียบเทียบจากอัตราการเติบโตของมูลค่าการทำธุรกรรม (Transaction Value) ใน 4 ปีที่ผ่านมา (2558 – 2561) เริ่มจากในปี 2558 – 2559 เติบโต 500% มูลค่ารวม 121 ล้านบาท ปี 2560 เติบโต 400% มูลค่ารวม 532 ล้านบาท และปี 2561 เติบโต 123% มูลค่าการทำธุรกรรมรวม 1,200 ล้านบาท นับรวมระยะทางการให้บริการแล้วกว่า 60 ล้านกิโลเมตร”

จุดเด่นที่ทำให้ Lalamove มีการเติบโตแบบต่อเนื่อง มีการพัฒนาการบริการในรูปแบบ On-demand ที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยการค้นหาพนักงานส่งสินค้าได้เร็วที่สุดภายใน 6 วินาที ถึงผู้ส่งเร็วสุด 18 นาที ถึงมือผู้รับเร็วที่สุด 20 นาที และรวมระยะเวลาในการให้บริการทั้งหมดเร็วที่สุด 38 นาที และมีพนักงานขับรถที่มากที่สุดในเมืองไทยรวม 80,000 คัน

แผนปี 62 นำเทคโนโลยีเชื่อมต่อ API

สำหรับในปี 2562 นี้ Lalamove ประเทศไทย ได้มีการวางแผนพัฒนาธุรกิจรวมถึงการขยายตัวการให้บริการที่เต็มรูปแบบมากขึ้น ได้แก่ การนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อ API เข้ามาเป็นตัวช่วยในการให้บริการสำหรับร้านค้า และคู่ค้าในการทำธุรกิจที่สร้างผลกำไรมากยิ่งขึ้น

โดยสามารถสร้างแพลตฟอร์มการสั่งและส่งสินค้าให้แก่ร้านค้าออนไลน์ได้เองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมไปถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่น และเวปไซต์​โฉมใหม่เพื่อตอบโจทย์และความสะดวก​สบาย​ให้กับลูกค้า

นอกจากนั้นยังมีแผนการขยายพื้นที่ให้บริการไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศ พร้อมเพิ่มรถขนาดใหญ่ (Large Vehicle)สำหรับขนส่งสินค้า รวมไปถึงการบริการส่งสินค้าแบบ LTL และบริการส่งสินค้าภายในวันเดียวกัน (Same Day Delivery)

ปัจจุบัน Lalamove มีการดำเนินธุรกิจอยู่ใน 10 เมืองหลักใน 8 ประเทศเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอีกกว่า 100 เมืองในประเทศจีน โดยในประเทศไทยมีผู้ดาวน์โหลดแล้วจำนวน 2,500,000 ราย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lalamove-delivery-fee-1200-mb-in-2018/

Advertisements

HMD Global เผยกำหนดการอัพเดท Android Pie ให้กับสมาร์ทโฟน Nokia ทั้งหมด 8 รุ่น

Juho Sarvikas ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ HMD Global ประกาศ Roadmap สำหรับปล่อยระบบปฏิบัติการ Android Pie ออกมาให้สมาร์ทโฟน Nokia ได้อัพเดทภายในไตรมาสที่ 1 – 2 ของปี 2019 โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม Nokia 8 และ Nokia 8 Sirocco เริ่มได้รับการอัพเดทไปแล้ว ส่วนรุ่นอื่นๆ จะได้รับตามช่วงเวลาต่อไปนี้

  • Nokia 5 – มกราคม 2019
  • Nokia 3.1 Plus – มกราคม 2019
  • Nokia 6 – ภายในไตรมาสที่ 1
  • Nokia 5.1 – ภายในไตรมาสที่ 1
  • Nokia 3.1 – ภายในไตรมาสที่ 1
  • Nokia 2.1 – ภายในไตรมาสที่ 1
  • Nokia 3 – ช่วงต้นของไตรมาสที่ 2
  • Nokia 1 – ช่วงต้นของไตรมาสที่ 2

ที่มา – Juho Sarvikas

from:http://www.flashfly.net/wp/240014

Amazon สั่งหยุดการขายนาฬิกาติดผนัง Echo Wall Clock ชั่วคราว หลังลูกค้ารายงานปัญหาการเชื่อมต่อ

Amazon เคยเปิดตัว Echo Wall Clock นาฬิกาติดผนังที่สั่งงานผ่าน Alexa ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ล่าสุดพบว่า Amazon ได้สั่งหยุดการขายสินค้าชิ้นนี้ชั่วคราว เนื่องจากมีลูกค้ารายงานปัญหาการเชื่อมต่อ ซึ่งทาง Amazon ก็ได้ยืนยันข่าวนี้แล้ว

โฆษกของ Amazon ระบุว่า ทางบริษัทรับทราบแล้วว่ามีลูกค้าจำนวนน้อยที่พบปัญหาการเชื่อมต่อ ตอนนี้ทางบริษัทกำลังเร่งแก้ปัญหาและวางแผนว่าจะขาย Echo Wall Clock ได้อีกครั้งในสัปดาห์หน้า

Echo Wall Clock เป็นนาฬิกาติดผนังที่ออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับบ้าน และผู้ใช้สามารถสั่งงานได้ผ่าน Alexa เพื่อให้ตั้งเตือนหรือนับถอยหลัง รวมถึงตัวนาฬิกาสามารถปรับตัวเองตามฤดูกาลได้ ใช้พลังงานจากถ่าน AA สี่ก้อน มี Wi-Fi และ Bluetooth ในตัว ซึ่งจากรีวิวนาฬิการะบุว่าตัวเครื่องมีปัญหาด้านการเชื่อมต่อจึงทำให้ Wi-Fi หลุดบ่อย

ที่มา – The Verge, TechCrunch

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107709

ปาดหน้า Vivo!! Meizu ชิงเปิดตัว Zero สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลก ที่ไร้พอร์ต ไร้ปุ่มกด

Vivo วางแผนเปิดตัว APEX 2019 ในวันที่ 24 มกราคมนี้ โดยคาดกันว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่ไม่มีปุ่มกด ไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อ และอาจไม่มีรูลำโพงด้วย แต่ Meizu ฉวยโอกาสเปิดตัวก่อนด้วยสมาร์ทโฟน Meizu Zero ซึ่ง Zero หรือ เลขศูนย์ ก็คือจำนวนรูของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้

Meizu Zero ได้รับการออกแบบมาให้ไม่มีรู ไม่ว่าจะเป็นช่องเสียบหูฟัง ตะแกรงลำโพง พอร์ตเชื่อมต่อหรือชาร์จแบตเตอรี่ และไม่มีช่องใส่ซิมการ์ด ทำให้ Meizu Zero สามารถต้านทานน้ำได้ในระดับ IP68

Meizu Zero มากับจอแสดงผล OLED ขนาด 5.99 นิ้ว พร้อมฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือลงบนจอแสดงผล ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 กล้องเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล กล้องคู่หลังใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX380 กับ IMX350

Meizu Zero ไม่มีปุ่มกดด้านข้างเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ใช้วิธีติดตั้งเซ็นเซอร์ Capacitive ไว้ที่ส่วนขอบ แบบเดียวกับ Edge Sense ของ HTC เพื่อทดแทนปุ่มเพาเวอร์กับปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนลำโพงใช้เทคโนโลยี Piezoelectric Transducers แบบเดียวกับ Xiaomi Mi MIX แต่ Meizu เรียกว่า mSound 2.0

Meizu Zero รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย ที่เรียกว่า Super mCharge รองรับชาร์จเร็ว 18W และเลือกใช้ eSIM แทนที่ซิมการ์ดแบบปกติ

ทั้งนี้ Meizu Zero ยังไม่ได้เปิดเผยราคาและกำหนดการวางจำหน่าย

ที่มา – Gizchina

from:http://www.flashfly.net/wp/240008

HaHa Taxi (ฮ่าฮ่า แท็กซี่) แอพเรียกแท็กซี่น้องใหม่ ปลอดภัย จ่ายเงินง่าย ไร้เงินสด

บริษัท โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (โฮวา) ผู้ให้บริการสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ ร่วมกับ มาสเตอร์การ์ด ประกาศเปิดตัว ‘HaHa Taxi App’ (ฮ่าฮ่า แท็กซี่) แอปพลิเคชันบนมือถือสำหรับเรียกรถแท็กซี่ ให้ผู้โดยสารเรียกรถแท็กซี่และชำระเงินได้สะดวกยิ่งกว่า HaHa Taxi App จะช่วยให้ผู้โดยสารในกรุงเทพฯ สามารถใช้บริการและชำระค่าโดยสารรถแท็กซี่ที่ลงทะเบียนและได้รับใบอนุญาตแล้ว ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันเดียว

ผู้โดยสารสามารถชำระค่าโดยสาร รวมถึงค่าบริการอื่นๆ เช่น ค่าทางด่วน ผ่าน HaHa Taxi App ที่มีฟีเจอร์มาสเตอร์พาส ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ (อีเพย์เมนต์) จากมาสเตอร์การ์ด ที่ให้ผู้ใช้สามารถจ่ายค่าโดยสารผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิตในการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดย โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ร่วมมือกับ MC Payments ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินสำหรับแอปพลิเคชันดังกล่าว ด้วยการคำนวนค่าโดยสารที่โปร่งใสและระบบการชำระเงินที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีชั้นนำจากมาสเตอร์การ์ด HaHa Taxi App จึงสามารถลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการใช้บริการรถแท็กซี่แบบเดิมๆ ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ใช้บริการอีกด้วย

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติยังสามารถเพิ่มบัตรมาสเตอร์การ์ดลงใน HaHa Taxi App เพื่อใช้ชำระค่าโดยสารขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ถือบัตรชาวไทยที่ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มาสเตอร์พาส ยังสามารถใช้โซลูชั่นชำระเงินออนไลน์กับร้านค้าที่รองรับมาสเตอร์พาสในประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HaHa Taxi App ได้ที่ https://www.howa.co.th/howa_holding/howaInternational/product/software/hahataxiapp.html

from:http://www.9tana.com/node/haha-taxi-app/

Adobe เข้าซื้อ Allegorithmic ผู้พัฒนาเครื่องมือทำรายละเอียดภาพสามมิติที่ใช้ในเกมและภาพยนตร์

Adobe ประกาศเข้าซื้อ Allegorithmic ผู้พัฒนาเครื่องมือ Substance สำหรับสร้างรายละเอียดแบบสามมิติซึ่งนิยมใช้ในงานเกมและวิดีโอ ซึ่ง Adobe ระบุว่าการเข้าซื้อ Allegorithmic นี้จะนำไปใช้เพื่อนำเครื่องมือสามมิติไปให้บริการในชุด Creative Cloud

Allegorithmic เป็นบริษัทในฝรั่งเศส มีลูกค้าเป็นบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เกม, ภาพยนตร์, รายการทีวี, อีคอมเมิร์ซ, ค้าปลีก, ยานยนต์, สถาปัตยกรรม, ออกแบบ และโฆษณา โดยลูกค้าชื่อดังได้แก่ Electronic Arts, Ubisoft, BMW, IKEA, Louis Vuitton เป็นต้น

ผลงานของ Allegorithmic เป็นที่นิยมใช้กันมากโดยเฉพาะในวงการเกมหรือภาพยนตร์ซึ่งจะต้องใช้ภาพสามมิติที่มีรายละเอียดดี โดยตอนนี้มีเกมที่ใช้งาน เช่น Call of Duty, Assasin’s Creed และ Forza ส่วนภาพยนตร์ที่ใช้งานเช่น Blade Runner 2049, Pacific Rim Uprising และ Tomb Raider

ปัจจุบัน Allegorithmic ให้บริการสมัครสมาชิกเพื่อใช้เครื่องมือเหล่านี้ทั้งกับผู้ใช้ระดับบุคคลและองค์กรอยู่แล้ว ในอนาคต Adobe จะโฟกัสไปที่การขยายการให้บริการเครื่องมือของ Allegorithmic ผ่านการสมัครสมาชิกให้มากขึ้น และในปีนี้ Adobe จะอัพเดตเครื่องมือเพิ่มเติมโดยจะนำเทคโนโลยีของ Allegorithmic มารวมกับเข้า Creative Cloud ด้วย

ที่มา – Adobe Blog, Adobe News

No Description
ภาพจาก Adobe

from:https://www.blognone.com/node/107708

เช็คราคา iPhone XS และ XR หลังจากนำ iPhone รุ่นเก่ามาแลกซื้อที่ Apple Iconsiam ประหยัดไปได้เยอะ!!

Apple Store สาขา Iconsiam เปิดโอกาสให้เจ้าของ iPhone รุ่นเก่า นำมาแลกซื้อรุ่นใหม่อย่าง iPhone XS และ iPhone XR ในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น เมื่อนำ iPhone 8 มาแลกซื้อ จะสามารถเป็นเจ้าของ iPhone XR ได้ในราคา 19,900 บาท หรือแลกซื้อ iPhone XS ในราคา 29,900 บาท

ราคา iPhone XS และ XR หลังจากนำ iPhone รุ่นเก่ามาแลกซื้อ

ทั้งนี้ มูลค่า iPhone รุ่นเก่าที่นำมาแลกซื้อ iPhone รุ่นใหม่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพและอายุการใช้งาน และสามารถนำ iPhone ไปแลกซื้อได้ที่ร้าน Apple Iconsiam เท่านั้น โดยเจ้าของ iPhone ที่นำไปแลกต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป (แสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นๆ ที่ออกให้โดยหน่วยงานราชการ)

สำหรับ iPhone รุ่นเก่ากว่า iPhone 6 ไม่สามารถนำมาแลกซื้อได้ แต่สามารถส่งให้ Apple นำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องได้ เพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์

ที่มา – Apple

from:http://www.flashfly.net/wp/240003

Advertisements

for feed news app

%d bloggers like this: