Uber จับมือกับบริษัทแท็กซี่ เริ่มให้บริการรถโดยสารในโตเกียวแล้ว

Uber ประเทศญี่ปุ่น ประกาศเริ่มให้บริการเรียกรถโดยสารในเมืองหลวง โตเกียว แล้ว หลังเข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่น 6 ปี แต่ไม่สามารถให้บริการรถโดยสารแบบ Ride-Share ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาต จึงเน้นทำตลาดเมืองรองแทน ก่อนหน้านี้บริการของ Uber ในโตเกียวมีเพียงส่งอาหาร Uber Eats

บริการเรียกรถของ Uber ในโตเกียว ใช้วิธีเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับบริษัทรถแท็กซี่ 3 ราย ได้แก่ Hinomaru Limousine, Tokyo MK และ Ecosystem เรียกชื่อบริการว่า Uber Taxi

คู่แข่งของ Uber ในโตเกียว นอกจากบริการแท็กซี่ท้องถิ่นแล้ว ยังมี Didi Chuxing ที่ร่วมมือกับ SoftBank ให้บริการรถแท็กซี่อีกด้วย

ที่มา: Bloomberg และ Uber

alt="Uber Taxi Japan"

alt="Uber Taxi Japan 2"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117307

One Finger Death Punch II เปิดตัวใน iOS แล้ว ภาคต่อสุดมันของเกมต่อสู้สไตล์กังฟู

ล่าสุด ทางผู้ให้บริการอย่าง Doublethink Games ก็ได้นำเก […] More

from:https://www.iphonemod.net/one-finger-death-punch-2.html

[Video Webinar] ก้าวสู่อันตรายใหม่ – จาก DDoS สู่ Smart DDoS โดย Netscout

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Netscout Webinar “ก้าวสู่อันตรายใหม่ – จาก DDoS สู่ Smart DDoS” พร้อมอัปเดตเทรนด์การโจมตีแบบ DDoS ล่าสุดในปี 2020 ภายใต้วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรับมือ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ Narumol Somboon, Sales Engineering Manager, ASEAN, Netscout Systems

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบและเป้าหมายของการโจมตีแบบ DDoS ในยุคที่หลายองค์กรอนุญาตให้สามารถทำงานจากภายนอกสถานที่หรือ Work from Home ได้ รวมไปถึงผู้ให้บริการ ISP และองค์กรทั่วไปควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างไรให้สามารถรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ยุค New Normal ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • แนวโน้มและภาพรวมของการโจมตีแบบ DDoS ในปี 2020
  • การโจมตีและรูปแบบพฤติกรรมของทราฟฟิกในวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)
  •  แนวทางปฏิบัติทั่วไปที่ดีที่สุดในการป้องกัน DDoS สำหรับ ISP และองค์กรทั่วไป
  • ถามตอบประเด็นเกี่ยวกับ DDoS โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Netscout

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-the-journey-from-ddos-to-smart-ddos-by-netscout/

[Video Webinar] Maintaining Business Continuity During Times of Uncertainty by CrowdStrike

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Vintcom | CrowdStrink Webinar เรื่อง “Maintaining Business Continuity During Times of Uncertainty” เพื่อเรียนรู้การปกป้องอุปกรณ์ต่างๆ ทั้ง PC, ระบบ VDI/Desktop as a Service รวมไปถึง Cloud Workload และ Container ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณธัชพล บุญดำเนิน Security Consultant จาก Vintcom Technology

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุค Digital Transformation และการระบาดของไวรัส Covid-19 ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กรและคนทั่วทั้งโลก ตัวอย่างเช่น การทำงานจากระยะไกล การใช้งานบนระบบ Cloud และการประชุมออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการโจมตีได้มากขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องการการป้องกันบนอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน การใช้งานระบบ VDI หรือ Desktop as a Service และการใช้งาน Cloud Workload หรือ Container

CrowdStrike มีโซลูชันในการป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ ด้วย Cloud Threat Intelligence และ Single Lightweight Agent ซึ่งสามารถตรวจสอบการทำงานของระบบได้ในเชิงลึก ป้องกันการโจมตีแบบ Real-time ด้วยความสามารถของ AI, ML, IOAs และ Threat Hunting Service ที่มีเฉพาะในโซลูชันของ CrowdStrike เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

หัวข้อการบรรยาย

  • วิถีการทำงานใหม่ (New Normal) หลังยุค Covid-19
  • การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจเพื่อรองรับการทำงานจากภายนอกสถานที่
  • ความท้าทายในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่
  • แนะนำโซลูชันจาก CrowdStrike เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
  • สาธิตการใช้ CrowdStrike

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-maintaining-business-continuity-during-times-of-uncertainty-by-crowdstrike/

แซดทีอี ร่วมกับ GSMA จัดงานถ่ายทอดสดออนไลน์ 5G SA Summit2020 ภายใต้แนวคิด“เปิดยุคใหม่ของโลกธุรกิจ

แซดทีอี ร่วมกับ GSMA จัดงานถ่ายทอดสดออนไลน์  5G SA Summit 2020  ภายใต้แนวคิด “เปิดยุคใหม่ของโลกธุรกิจ” มั่นใจโซลูชั่นเครือข่าย SA กลยุทธ์เด็ดการพัฒนาธุรกิจในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในปี 63 รุกจับมือพันธมิตรกลุ่มอุตสาหกรรมไอทีและธุรกิจชั้นนำชี้เทรนด์ธุรกิจนำทีมผู้บริหารชั้นนำจาก ไชน่า เทเลคอม, ไชน่า โมบายล์, ไชน่า ยูนิคอม, ออเรนจ์, Deutsche Telekom, Ooredoo, GSMA และ เทนเซนต์   

มุ่งจัดงานถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ GSMA Thrive  เน้นปัจจัยการสร้างเครือข่าย 5G SA  เผยโครงสร้างพื้นฐาน 5G ศักยภาพเยี่ยม ด้านนวัตกรรมพร้อมรองรับธุรกิจยกระดับธุรกิจเชิงพาณิชย์ B2C และ B2B สู่ 5G SA

ZTE

นายจาง เจี้ยนเผิง รองประธานอาวุโสของแซดทีอี  เปิดเผยว่า “ สำหรับ 5G SA จะเป็นการสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ให้บริการในการพัฒนาธุรกิจ B2C  และ B2B แบบบูรณาการในยุคใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายหลายประการ ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมการใช้งาน 5G SA  ทั้งนี้ZTE ซึ่งเชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นend-to-end SA ที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน ได้ดำเนินการปรับใช้และตรวจสอบระบบดังกล่าวร่วมกับหุ้นส่วนธุรกิจหลายราย”

ด้านนายฮันส์ เนฟฟ์  CTO แซดทีอี  กล่าวต่อไปว่า “ การแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ 5G SA โดยเชื่อว่าระบบนิเวศ 5G SA จะส่งเสริมการติดตั้งและใช้งานในวงกว้าง แซดทีอีคาดว่าจะช่วยให้ผู้บริการทั่วโลกค้นพบศักยภาพ 5G อย่างเต็มรูปแบบโดยการใช้งานผลิตภัณฑ์ 5G SA ที่ทันสมัย และประสบการณ์ในการสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุม  ซึ่งในปี 2563 5G SA พร้อมแล้วสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบในเชิงพาณิชย์ทั้งในแง่ของมาตรฐานที่สมบูรณ์แบบ ชิปเซ็ต เครื่องปลายทาง และเครือข่าย ผู้ให้บริการรายใหญ่ทั่วโลกได้ตระหนักถึงศักยภาพและโอกาสอันสดใสของ 5G SA และเริ่มเดินหน้าส่งเสริมวิวัฒนาการการก้าวจาก 5G ไปสู่เครือข่าย SA นั่นเอง ”

ด้านนายหลิว ฮง  (Liu Hong)  หัวหน้าทีมเทคโนโลยีของจีเอสเอ็มเอ เกรทเทอร์ ไชน่า กล่าวว่า “ จากการคาดการณ์เทรนด์ในเรื่อง 5G SA  มองว่าการพัฒนา 5Gจะยังดำเนินต่อไปและแข็งแกร่งมากขึ้น การริเริ่ม 5G SA จะเป็นเหตุการณ์สำคัญในกระบวนการพัฒนา 5G

อีกทั้ง  นายเว่ย ลีปิง (Wei Leping) ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอำนวยการด้านเทคโนโลยีของไชน่า เทเลคอม กล่าวเพิ่มเติมว่า  “ ด้านความคืบหน้าล่าสุดของระบบนิเวศ 5G SA ไชน่า เทเลคอมเป็นผู้นำในการทดสอบความสามารถในการทำงานร่วมกันและการตรวจสอบการทำงานของระบบแบบครบวงจรของSA ด้วยการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากคลาวด์-เน็ตเวิร์ค-เอจ ไชน่า เทเลคอม ได้เร่งผลักดันการใช้งานในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง ซึ่งเป็นการโปรโมท 5G SA เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแนวดิ่ง  โดยไชน่า เทเลคอมมุ่งมั่นในการนำ 5G SAไปใช้ในอุตสาหกรรมที่เน้นเรื่องคุณภาพสูง โดยมุ่งเป้าที่อุตสาหกรรม การขนส่ง สื่อ การดูแลสุขภาพ และการศึกษา เป็นต้น

นอกจากนี้นางสาวหวง หยู่หง (Huang Yuhong ) รองประธานสถาบันวิจัยไชน่าโมบายล์ ของไชน่าโมบายล์  กล่าวเสริมว่า “ สถาบันวิจัยไชน่าโมบายล์ มีเป้าหมายการพัฒนาSA ได้สร้างเครือข่ายบีทูบีและบีทูซีแยกจากกันเพื่อการบรรจบกันของ 4G และ 5G  ซึ่งไชน่า โมบายล์มีเป้าหมายพัฒนาเครือข่าย 5G SA ที่ล้ำสมัยและขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยการประสานคลื่นความถี่ 700M, 2.6G และ 4.9 GHz และการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อ รวมทั้งการใช้คลื่นความถี่ 4.9G ในภาคอุตสาหกรรม”

from:https://www.mobileocta.com/ztte-joins-gsma-to-host-a-live-online-broadcast-of-5g-sa-summit2020/

AIS 5G Thailand Virtual Expo เผยยอดผู้เข้าชมงาน ตลอด 5 วัน กว่า 9.7 แสนคน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ

เอไอเอส ภาคภูมิใจ หลังการจัด AIS 5G Thailand Virtual Expo มหกรรมสินค้าโมบาย อาหาร และไลฟ์สไตล์ บนโลกออนไลน์เสมือนจริง มียอดผู้เข้าชมออนไลน์ ตลอด 5 วันของการจัดงาน รวมกว่า 9.7 แสนคน โดย 48% มาจากกรุงเทพมหานคร และ 52% จากแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสการขาย และเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างไร้พรมแดน

AIS 5G

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “ เอไอเอสยินดี และภูมิใจที่ได้มีโอกาสนำแพลตฟอร์ม Virtual Expo มาใช้ในการจัดงานเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ให้ระบบภาพและเสียงแบบมัลติมีเดีย อินเตอร์แอคทีฟ 360 องศา มอบประสบการณ์การช้อปที่แปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ ได้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในเอ็กซ์โปจริงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สอดคล้องกับ New Normal ที่เน้นดูแลสุขอนามัย ความปลอดภัย และรักษาระยะห่าง 

และที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกคนทั่วประเทศสามารถเข้าชมงาน และเข้าถึงสินค้าและบริการ โดยไม่ต้องเดินทางมายังสถานที่จริง การจัดงานครั้งนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพและถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการจัดงานในรูปแบบ Virtual Expo

เอไอเอส ขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งสมาร์ทดีไวซ์ SME และผู้ค้ารายย่อย กว่า 500 ร้านค้า ที่นำสินค้ามาร่วมจำหน่าย นอกจากช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า ดึงดูดความสนใจ และกระตุ้นการจับจ่ายให้กลับมาคึกคักแล้ว ยังช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจประเทศกลับมาสดใสอีกครั้ง ซึ่ง เอไอเอส จะมุ่งมั่นพัฒนา Virtual Platform ในยุค AIS 5G ให้มีศักยภาพสูงมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของผู้บริโภคได้อย่างโดนใจ”

from:https://www.mobileocta.com/ais-5g-thailand-virtual-expo-reveals-approximately-9-7-hundred-thousand-hits/

รวม 25 ฟิลเตอร์ Instagram สุดปัง ครบรสทั้งแนวหวาน สวย ตลก หรือออกหลอนๆ ก็มี

หลังจากที่แนะนำ 18 ฟิลเตอร์ Instagram สุดฮิต ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คาดว่าหลายๆคนคงได้ไปลองโหลดเล่นกันดูบ้างเเล้ว แต่ถ้ายังไม่สะใจ วันนี้เรามีฟิลเตอร์ใหม่ๆมาอัปเดตให้ทุกคนได้ไปลองโหลดกันอีกครั้ง บอกเลยไม่ผิดหวังแน่นอนสำหรับสาย IG Story เพราะว่าเรามีทั้งแนวสวยหวาน เกาหลี ละมุน วิ้งวับ เฟียส หลอน ตลก หรือ จะพวก Q&A ไว้เล่นพลินๆ ก็มีมาให้ ไม่ต้องตามหากันให้เสียเวลา เอาเป็นว่าไปดูกันดีกว่า ว่ามีฟิลเตอร์อะไรบ้าง

ปกติแล้วเวลาเราเจอ Filter ที่ชอบแล้วอยาก Save ไว้เนี่ย ก็จะเข้าไปดาวน์โหลดเพื่อใช้งานกันได้ตาม Story ที่เราดูอยู่ หรือ เข้าไปที่แอคเคาท์ของเจ้าของ Filter เลย แต่ถ้าหากใครที่ยังนึกภาพไม่ออก หรือยังไม่เข้าใจวิธีการดาวน์ก็สามารถเข้าไปดูแบบละเต็มๆได้ที่ วิธีโหลด Instagram Filter ได้ค่ะ

ตัวอย่างดาวน์โหลดฟิลเตอร์จาก IG : please.b.goodd 

Filter โทนสีหวาน  

ขอประเดิมเซ็ตแรกกันด้วยฟิลเตอร์สีหวานๆแล้วกันค่ะ เพราะน่าจะเป็นแนวที่ใช้บ่อยที่สุดในการถ่ายรูปในชีวิตประจำวันแล้ว และขอการันตีเลยว่าต้องเป็นที่ถูกใจทั้งสายหวาน สายเซลฟี่ สายเกาหลีอย่างแน่นอน เพราะแต่ละอันที่เราคัดมาให้นั้น แสงสีดีงามทำให้ผิวหน้าเราฉ่ำวาว ประหนึ่งว่าชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสอากาศ 40 องศาของเมืองไทยเลยล่ะค่ะ

Milk*Four

ฟิลเตอร์กันตายอันดับ  1 ในดวงใจของใครหลายๆคน รวมทั้งอิชั้นด้วยค่ะ เพราะ ต่อให้หน้าสดจนดิบขนาดไหนก็รอด บอกเลย แค่เงยหน้าหาแสงและสาดฟิลเตอร์ Milk*Four เข้าไป ก็ได้ผิวขาวใสเปล่งประกายแล้ว จาก IG : ya.molli 

routine

อีกหนึ่งฟิลเตอร์ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเปิดไปใน Story ไหนก็มีให้เห็นตลอด ก็แน่ล่ะค่ะ เพราะว่าโทนสีของฟิลเตอร์นี้มีความซีเปียหน่อยๆ ประหนึ่งถ่ายจากกล้องฟีล์ม แถมมีตัวอักษรสวยๆเพิ่มความเก๋ ใส่มาให้ตรงกลางด้วยทั้งคำว่า Morning, Skincare, Beauty, night routine จาก IG : filpearantes 

CUTE DESSERT

สำหรับใครที่ขาดความหวานจนน้ำตาลลด ก็แนะนำให้ใช้ CUTE DESSERT เลยค่ะ มีไอคอนขนมหวานอย่าง ลูกอม คัพเค้ก โดนัท ฯลฯ ลอยออกมาเต็มไปหมด แถมยังน่ารักมากด้วย จาก IG : Kamnoyy 

Glossary

ฟิลเตอร์นี้บอกเลยว่าเก๋มากกก อีกทั้งกำลังฮิตอยู่ในช่วงนี้ด้วย น้อยแต่มาก เรียบแต่ชิคที่แท้จริง จาก IG : ekrulila  

Stories

ฟิลเตอร์เล่นสีอักษรขาวเหลือง ทำให้รู้สึกถึงความมินิมอล เรียบแต่เก๋ เหมือนถ่ายรูปในคาเฟ่ จาก IG : ftchann

Bright

ถ้าใครที่ชอบถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มต้องลองฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ เวลาภาพออกมาก็จะได้ภาพเหมือนใช้ฟิล์ม KODAK POTRA 400 เลยจาก IG : Kamnoyy 

Flower vibe

ฟิลเตอร์ลายดอกไม้สวยๆ ช่วยให้ดูมีความน่ารักและสดใสขึ้น ไม่เชื่อก็ลองดูที่ภาพได้ค่ะ ขนาดกุ้งชุบแป้งทอดยังออกมาดูน่ารักน่าทานเลย จาก IG : ya.molli

Viewfinder

ฟิลเตอร์นี้นอกจากถ่ายเป็นภาพนิ่งจะสวยแล้ว ถ่ายเป็นวิดีโอก็ดูเก๋ไม่น้อย มีความเป็นกล้องฟิล์มสำหรับถ่ายหนัง จาก IG : ya.molli

ShadowSunset

อยากถ่ายรูปกับแสงแดดชิคๆ แต่ช่วงนี้ฝนตก ทำยังไง?… ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ ถ้ามีฟิลเตอร์นี้ มีความเหมือนแสงแดดสาดส่องมาที่ห้องสุดๆ จาก IG: Shkoda.tanya 

Have a nice day

ฟิลเตอร์สีสันละมุนละไม จะถ่ายมุมไหนก็ดีไปหมด บวกกับมีตัวอักษรขึ้นให้ ทำให้ดูชิคมากกกก สามารถเลือกได้ทั้ง Have a nice day, good morning, ฯลฯ จาก IG : paolastapazzoli  

Shine

ถ้าใครที่ชอบอะไรวิบวับเนี่ย ก็ต้องฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ ให้ความรู้สึกเปล่งประกายสุดๆ จาก IG : Juliataskaeva

80’s Sunday

หากใครที่คิดถึงภาพในวันเก่าๆเหงาๆ ต้องฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ จาก IG :Philippheigel 

90-e by prequel

อีกฟิลเตอร์ดีงามที่อยากแนะนำสำหรับถ่ายภาพวิว หรือสิ่งของรอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ซึ่งฟิลเตอร์นี้จะคล้ายๆกับการใช้กล้องวิดีโอ VHS จาก IG : ya.molli

Cuteness~

ขอปิดท้ายฝั่งโทนสีหวานด้วย Cuteness Filter ฟิลเตอร์แสงสีดีงาม หน้าดูเนียนธรรมชาติ และเพิ่มความหวานด้วยสติกเกอร์รูปหัวใจโปรยลงมาจากหน้าจอ แถมยังใส่เสียงประกอบน่ารักๆมาให้ ไม่ Save ไม่ได้แล้วนะ จาก IG : cinnddyyyy

Filter แนวเฟียส

ถ้าใครเป็นสาย ฝ. หรือชอบการแต่งหน้าจัดเต็ม ขนตาฟูปังๆ ปากเบินๆ ต้องมาที่โซนของฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ

Paleta Angelical

ฟิลเตอร์นี้บอกเลยว่าเก๋ไม่หยุดจริงๆ มีความหน้าแน่นมาก จะถ่ายรูปก็เก๋ หรือจะถ่ายเป็น Boomerang ก็เริ่ด เวลากระพริบตาก็จะมีดาวปิ๊งๆออกมาด้วย แถมมีเทพเจ้ากรีกต่างๆโผล่มาเพิ่มสีสันบนหน้าอีก จาก IG : mxtheuso 

Butterfly

ถ้าฟิลเตอร์ที่แล้วมันดูเยอะไป ก็ลองใช้อันนี้แทนค่ะ มีความจมูกแก้มอมชมพูดูเป็นวัยรุ่นฝรั่งม๊าก แถมขนตาเดิ้นมากด้วยจ่ะ ต้องมีติด IG ไว้แล้วนะ จาก IG : popkapirozhka 

Butterfly

ถึงแม้จะชื่อ Butterfly เหมือนกัน แต่ว่าอันนี้จะให้ความรู้สึกที่น่ารักกว่า ฟุ้งฟริ้งกว่า และดูเป็นธรรมชาติกว่านั่นเองค่ะ จาก IG : tikadew_

 

Filter แนวหลอน

ถัดมาเป็นฟิลเตอร์แนวหลอนชวนนอนไม่หลับ ซึ่งแต่ละอันที่รวบรวมมา บอกเลยว่าเห็นแล้วภาพติดตามาก ซึ่งจะมีแบบไหนมาอัปเดตใหม่ ตามมาดูกันได้เลยค่ะ

Weirdest

มาที่ฟิลเตอร์แรก แปลกสมชื่อจริงๆค่ะ ให้ความรู้สึกว่ากำลังดูหน้าสัตว์ประหลาดในหนังเอเลี่ยนซักเรื่องนึงอยู่ จาก IG : viv_galinari 

TrEYEpophobia

ถ้าอันที่แล้วลูกตายังเยอะไม่หลอนสะใจ ก็ใช้อันนี้เลยค่ะ จาก IG : iamcraiglewis2

Boing Boing 2

อันนี้ไม่รู้เรียกว่าแนวอะไร แต่ดูแล้วหลอนดี จาก IG : Mitsukokubota

Eyeboys

อันนี้ก็หลอนมากกก ถ้าตาจะถลนออกมาขนาดนี้ จาก IG : Mitsukokubota 

 

Filter ฮาๆ

นอกจากจะมีฟิลเตอร์แปลกๆหลอนๆแล้วเนี่ย ฟิลเตอร์แนวฮาๆเราก็มีมาให้เหมือนกัน ซึ่งจะมีไรอัปเดตใหม่บ้างนั้น ไปชมกันเลย

YOUTOUBEURS

แกล้งๆรับบทเป็นยูทู้ปเบอร์กันซักนิดจาก IG : xsqueezie

Xfiles Meme

ปกติแค่เป็นมีมธรรมดาก็ฮาจนท้องแข็งแล้ว พอมีเป็นฟิลเตอร์มาให้บวกใส่เสียงประกอบไปอีก…บอกเลยว่าชาวมีมทั้งหลายห้ามพลาดจริงๆกับฟิลเตอร์ครุ่นคิดอันนี้ จาก IG : Teijaboo09

 

Filter แนว Q&A

เห็นว่าช่วงนี้ก็กำลังฮิตเช่นกันกับฟิลเตอร์แนวนี้ ซึ่งเป็นแนว Q&A รีวิวชีวิตตั่งต่างเก๋ๆ สนุกๆ โดยคำถามจะเป็นแบบสุ่มให้เราตอบเองเออเอง เล่นไปมาก็ว่าเพลินอยู่นะ

Ask me ชีวิตมหาลัย

รีวิวให้ตายก็ไม่หมด บอกเลยว่า มหากาพย์ค่ะ ทั้งสนุก มัน ระทึกขวัญมาครบ จาก IG : f_fahkao 

5 Facts EP1

รีวิวชีวิตตัวเองวนไปค่ะ บอกเลยว่าเพลิน โดยมีให้เลือก 5 คำถาม พอรีวิวเสร็จข้อนึง ก็กดไปเรื่อยๆจนจบ จาก IG : dingmintt 

และทั้งหมดนี้ ก็คือ 25 ฟิลเตอร์ IG ใหม่ ที่เราได้รวบรวมมาอัปเดตให้ทุกคนไปเซฟเล่นกันเพลินๆ ครบทุกสไตล์ จะเกาหลี ฮิปสเตอร์ มินิมอล คาเฟ่ ก็มีมาให้ ไม่ต้องแยกแอปแต่งภาพให้วุ่นวาย สามารถถ่ายละโพสลงใน Instagram ได้เลย เรียกได้ว่าถูกใจสาย IG Story แน่นอน ซึ่งถ้าใครชื่นชอบฟิลเตอร์ไหน หรือว่ามีฟิลเตอร์ใหม่เด็ดๆดีๆ ก็อย่าลืมมาร่วมแบ่งปันกันนะคะ

from:https://droidsans.com/25-instagram-filters-recommended/

GET เตรียมรีแบรนด์ใหม่ ยุบรวมกับ Gojek สตาร์ตอัประดับโลกจากอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ทาง GET แอปพลิเคชั่นให้บริการเรียกรถ ส่งคน ส่งของ และสั่งอาหารชื่อดังในไทย ได้ประกาศว่า จะทำการรีแบรนด์ใหม่ โดยยุบรวมทั้งแอปและชื่อแบรนด์ GET เข้ากับ Gojek ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปชื่อดังจากอินโดนีเซีย ภายใต้ทีมบริหารคนไทยชุดเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่การต่อยอดความสำเร็จจาก GET และเพื่อพัฒนาแอปให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

Gojek คืออะไร มาจากไหน ?

อันที่จริงแล้ว Gojek ก็เป็นผู้ร่วมลงทุนใน GET ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดย Gojek นั้น เป็นแอปผู้ให้บริการแบบออนดีมานด์ระดับโลก (แอปที่ให้บริการหลายอย่าง ตามความต้องการของผู้ใช้) จากประเทศอินโดนีเซีย ที่มีจุดเริ่มต้นจากบริการเรียกรถ (คล้าย ๆ กับ Uber หรือ Grab นั่นเอง) และ Gojek ก็ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้มีบริการอื่น ๆ อีกเยอะแยะ เช่น ส่งคน ส่งของทั้งเล็ก-ใหญ่ ซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อตั๋ว หรือแม้แต่ซื้อยาจากร้านขายยา (อย่างถูกต้อง) ซึ่ง Gojek นั้น เปิดให้บริการหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพาร์ตเนอร์ในระบบเป็นจำนวนกว่า 2 ล้านคน พาร์ตเนอร์ร้านอาหารอีกกว่า 500,000 ราย ในกว่า 200 เมืองเลยทีเดียว

จุดประสงค์ของการรีแบรนด์ในครั้งนี้คืออะไร ?

จากความสำเร็จของ GET ในปีที่ผ่านมา จนถึงเดือนมิถุนายน 2563 ทาง GET นั้นได้ให้บริการผู้ใช้ไปกว่า 20 ล้านออเดอร์แล้ว โดย GET ต้องการต่อยอดความสำเร็จต่อไป จึงยุบรวมเข้ากับ Gojek ในครั้งนี้ โดยเป็นกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาทั้งในด้านของตัวแอปและบริการนั่นเอง

จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก GET บ้าง ? แล้วจะได้ใช้เมื่อไหร่ ?

จากข้อมูลของทาง GET แจ้งว่า สิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนไป ก็คือตัวแอปจะมอบประสบการณ์การใช้งานใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น ให้แก่ผู้ใช้ นอกจากนี้ ตัวแอปใหม่ยังสามารถใช้งานได้ในหลายประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และแน่นอนว่า รวมถึงประเทศไทยด้วย ส่วนที่ว่าจะได้ใช้งานเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ก็คาดว่า จะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ครับ

ลูกค้า GET เดิมจะทำยังไง ? ต้องสมัครใหม่มั้ย ?

สำหรับลูกค้าเดิมที่ใช้บริการ GET และมีบัญชีอยู่ก่อนแล้ว ทาง GET แจ้งว่า ไม่ต้องทำการสมัครใหม่ สามารถใช้งาน Gojek ผ่านบัญชีเดิมได้ทันที หลังจากที่ตัวแอป Gojek เปิดให้ดาวน์โหลดผ่าน App Store และ Play Store ภายในอีกไม่นานนี้ครับ

เรียกได้ว่า เป็นการรีแบรนด์ใหม่ที่น่าจับตามองมากทีเดียว ต้องมาดูกันว่า Gojek ในไทย จะสามารถก้าวไปอยู่ระดับเดียวกับประเทศแม่อย่างอินโดนีเซียที่มันถูกขนานามว่า ‘ซูเปอร์แอป’ หรือเปล่า ทั้งนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ

 

ที่มา/อ้างอิง : ประชาชาติธุรกิจ, ผู้จัดการออนไลน์, BrandInside, GET, Gojek

from:https://droidsans.com/get-rebranding-collaborate-with-gojek/

แนะนำ HP Pavilion Gaming 16 โน้ตบุ๊คเล่นเกมจอ 16.1″ IPS 144Hz รุ่นแรกของโลก สเปก Core i7-10750H + 1650 Ti ราคา 34,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 34,900 บาท การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

หน้าตาการออกแบบของ HP Pavilion Gaming 16 สเปก Intel รุ่นกลางปี 2020 ยังคงดีไซน์ไว้เหมือนรุ่นปีก่อน ได้ปรับหน้าจอให้ใหญ่กว่า Gaming Notebook รุ่นมาตรฐานทั่วไป ที่ปกติแล้วเป็นขนาด 15.6″ แต่ HP Pavilion Gaming 16 เป็นขนาด 16.1″ เรียกได้ว่าใหญ่ที่ 0.5″ ซึ่งดูแล้วเป็นทิศทางของ Gaming Notebook ในตลาดหลังจากนี้ด้วย คาดว่าในอนาคตหลายๆ แบรนด์น่าจะทยอยขยับหน้าจอเป็น 16.1″ กันหมดก็เป็นไปได้ (เป็นเรื่องเทคนิคทางการผลิตที่อาจจะคุ้มค่ากว่า 15.6″)

ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีเขียว (ส่วนสีม่วงอาจจะตามมาภายหลัง) โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สะดุดตาให้ความมันวาวด้านบน ประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ แต่ได้มีการปรับดีไซน์ให้ใหญ่ขึ้นในทุกมิติแน่นอนว่าช่วยดูดลมเย็นได้ดีขึ้น

ส่วนดีไซน์อื่นๆ ของ HP Pavilion Gaming 16 ปี 2020 ก็ถือว่าน่าประทับใจเช่นเดียวกัน กับมิติที่ตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นถ้าเทียบกับรุ่นหน้าจอ 15.6″ ให้ความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร (หนาขึ้นมา 0.02 มิลลิเมตร) พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องเบาๆ ที่ 2.35 กิโลกรัม (หนักกว่าเดิม 100 กรัม) ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

คีย์บอร์ดตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำเข้ากับตัวเครื่อง โดยสกรีนตัวอักษรเป็นสีเขียวพร้อมฟอนต์ที่ดูเข้ากับตัวเครื่อง การใช้งานก็เด้งรับกันนิ้วเป็นอย่างดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด แน่นอนว่ามาพร้อมกับปุ่มชุดตัวเลข Numpad ด้านขวา ในส่วนของไฟ LED Backlit สีเขียวก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว เห็นได้ชัดว่าดูเป็นเกมมิ่งมากยิ่งขึ้น สำหรับปุ่ม Power อยู่มุมซ้ายบนเป็นสีเงินพร้อมมีไฟ LED แสดงสถานะการเปิดตัวเครื่อง ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง โดยมีสัมผัสที่หนืดเล็กน้อยกำลังดี ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบปุ่มซ่อนคลิกซ้ายขวา ทำให้ความรู้สึกในการกดที่ดี รองรับการใช้งานมัลติทัช

หน้าจอแสดงผลของ HP Pavilion Gaming 16 มีขนาด 16.1” ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare สำหรับการเล่นเกมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วย Refresh Rate สูงสุด 144Hz รองรับการแสดงค่าสีตามมาตรฐาน sRGB ที่ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% ให้ทุกการใช้งาน สมจริง ไร้อาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน ที่ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคมได้ปกติอยู่ ถือว่าดีกว่ามาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 ทั่วไปมากทีเดียว

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

ตอนนี้แอดมินโป้งได้เครื่องจริงมารีวิวแล้ว กำลังทำการติดตั้งโปรแกรมและทำการทดสอบอยู่ ยังไงรอชมติดตามรีวิวตัวเต็มของ HP Pavilion Gaming 16 กันได้เลย ในส่วนของสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ได้การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) แรมติดตั้งมาแล้วขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz (แนะนำให้อัพเกรดเป็น 16GB) ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่าหน้าจอเป็น 16.1″ Full HD IPS 144Hz สนนราคาที่ 34,900 บาท คาดว่าอีกไม่นานน่าจะมีสเปกอื่นๆ มาอัพเดทให้เลือกซื้ออีก

from:https://notebookspec.com/introduce-hp-pavilion-gaming-16-gaming-notebook-display-16-ips-144hz-spec-core-i7-10750h-1650-ti/527634/

Leadership Vision: AI for Business in the New Normal บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ IBM Thailand

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลกนี้ AI จะเข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างไร? และภาคธุรกิจจะคว้าโอกาสใหม่ๆ ด้วย AI ได้อย่างไรบ้าง? มาพบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “TechTalkThai Vision: AI for Business in the New Normal” บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณปฐมา จันทรักษ์

บริษัท: ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ตำแหน่ง: รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่

ประวัติโดยย่อ: คุณปฐมามีประสบการณ์กว่า 30 ปีในการทำงานร่วมกับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่าง Cloud, AI, Blockchain และ Analytics เข้าขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุค Digital Transformation คุณปฐมาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ปัจจุบัน คุณปฐมาดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจ ในกลุ่มประเทศอินโดจีนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ช่องทางการติดต่อ:

Q: ขอทราบข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับการลงทุนใน AI ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19

โลกกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยมี AI เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม

รายงานประจำปี 2561 โดย McKinsey Global Institute ระบุว่า AI จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 16 หรือประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2573 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.2 และคาดว่าในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจต่างๆ อาจพุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 80 หรืออาจสูงถึงร้อยละ 90

ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 คนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจและตื่นเต้นกับ AI แต่ในโลกธุรกิจนั้น อัตราการนำ AI มาใช้จนถึงปี 2019 มีปริมาณลดลง แม้ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่จะเชื่อว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ล่าสุดพบว่ามีการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ถึงร้อยละ 20 แต่เมื่อเข้าสู่ปีนี้ ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น “จุดเปลี่ยน” ของหลายองค์กร โดยเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนดิสรัปชันที่ทรงพลังและโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต้องสร้างธุรกิจและเครือข่ายให้ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อพร้อมรับความท้าทายที่คาดไม่ถึงจากผลกระทบโควิด-19 และหันมาพัฒนาโซลูชันใหม่ รูปแบบการทำงานใหม่ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและลูกค้า ไม่เพียงเฉพาะสำหรับวันนี้ แต่ยังยาวไปถึงอีกหลายปีข้างหน้าด้วย

วิกฤตการณ์ที่เรากำลังเผชิญทำให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ มีช่องโหว่อยู่หลายประการ และบริษัทหลายแห่งรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการนำ AI และสถาปัตยกรรม IT แบบไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมีความคล่องตัวและฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทก่อนจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 5G และ Edge Computing เข้ามาใช้ โดยไอบีเอ็มมองว่าบริษัททุกแห่งจะกลายเป็นองค์กรที่บริหารงานโดยใช้ AI ไม่ใช่เพราะว่าเป็นได้ แต่ต้องเป็น

Q: AI ช่วยให้สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างได้หรือไม่

ตลอด 109 ปีที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ลูกค้าทั่วโลกให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์หลายๆ ครั้งไปได้ และสำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ไอบีเอ็มก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่บริษัททั่วโลก ในการนำบุคลากรและขีดความสามารถในด้านต่างๆ เข้าให้บริการในทุกที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมา พนักงานไอบีเอ็มได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา คู่ค้า สถาบันวิชาการ องค์กรด้านสุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อทำสิ่งที่เราถนัดที่สุด นั่นก็คือ การนำข้อมูล ความรู้ พลังในการประมวลผล และข้อมูลเชิงลึกมาใช้แก้ปัญหาซับซ้อนเหล่านี้

ไอบีเอ็มอยู่เบื้องหลังระบบที่สำคัญที่สุดของโลกไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน โทรคมนาคม การเดินทาง การค้า การดูแลสุขภาพ หรือภาครัฐ และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบบ mission-critical เหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมที่จะช่วยองค์กรให้เร่งฟื้นตัวและรับมือกับความปกติใหม่

ในการรับมือกับโควิด-19 ไอบีเอ็มเน้นให้ความสำคัญกับ 3 ด้านได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าวิจัย เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ และการช่วยให้องค์กรปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น

  • Watson Assistant for Citizens ซึ่งเป็น virtual agent ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพ และสถาบันการศึกษา สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่เชื่อถือได้ให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยผนวกความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing หรือ NLP) จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เข้ากับความสามารถขั้นสูงของ Watson Discovery ที่สามารถเข้าใจเจตนาและประเด็นคำถามของผู้ถาม และเลือกประเภทของคำตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อาทิ อาการของโรค การป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ สถานที่ที่สามารถตรวจโรคโควิด-19 ได้ มาตรการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทาง หรือข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกําหนดฉุกเฉิน เป็นต้น

    การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสที่จะใช้ AI ในการตอบคำถามทั่วๆ ไปจากคนจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ contact center หันมาเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จริงๆ ได้ โดยที่ผ่านมา Virtual AI Assistant สามารถตอบคำถามกว่าร้อยละ 80 ได้โดยอัตโนมัติ

    Watson Assistant for Citizens automates responses to frequently asked questions about COVID-19 on topics such as symptoms, testing and protective measures. (Credit: IBM)
  • การระดมขีดความสามารถในการประมวลผลกว่า 360 เพตะพล็อปส์ให้แก่นักวิจัย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาแยกตามพื้นที่ผ่านทาง The Weather Channel รวมถึงใช้ AI ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโควิด-19 ผ่านแดชบอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อให้ข้อมูลเคสที่ได้รับการยืนยันแล้ว ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ด้วย โดยผู้ใช้สามารถดูข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปในระดับประเทศ ภูมิภาค และเมือง

  • การสนับสนุนหน่วยงานวิจัยพัฒนา สถาบันทางการแพทย์ ตลอดจนโรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังพัฒนายาต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โดยเปิดให้ใช้เครื่องมือ IBM Clinical Development (ICD) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมทำงานกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อเร่งการพัฒนาตัวยาสำหรับต้านไวรัส
  • การเปิดให้องค์กรไทยและผู้ที่ต้อง work from home เข้าใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ เทคโนโลยีรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ระดับ GB ที่แม้แต่เน็ตมือถือก็ไม่มีสะดุด เทคโนโลยีวิดีโอสตรีมมิงที่ใช้ความสามารถ text-to-speech และ image recognition ของ AI เข้ามาช่วย เทคโนโลยี MaaS360 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายขององค์กร ป้องกันความเสี่ยงด้านซิเคียวริตี้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

Q: ในการนำ AI มาใช้นั้น ธุรกิจควรเริ่มตรงไหนและควรเริ่มอย่างไร

ในประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่ระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต่างก็พูดถึงมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ขณะนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ สถานการณ์ดังกล่าวได้พลิกโฉมรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจและประเภทธุรกิจที่เราจะทำ มีบริษัทบางแห่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเช่น AI มาใช้ในช่วงก่อนการระบาดใหญ่ แต่บางแห่งไม่แน่ใจว่าควรใช้เทคโนโลยีดังกล่าวดีหรือไม่ ถ้ามองว่าการหันมาใช้ระบบดิจิทัลเป็นขั้นตอนหลักของการพลิกโฉมธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นทีละนิดเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นจนกลายเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ ช่วงเวลานี้จึงสำคัญที่สุดและเหมาะกับการที่ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มใช้ระบบดิจิทัลหรือแม้แต่ทำให้ระบบดิจิทัลกลายเป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรต่อไป

ในงาน THINK 2020 คุณอาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอของไอบีเอ็มได้กล่าวว่า “ไฮบริดคลาวด์และ AI จะเป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน”

ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นเวนเดอร์รายเดียวที่มีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการ AI ได้ ไม่ว่าข้อมูลขององค์กรจะได้รับการจัดเก็บไว้บน public cloud, private cloud, on premise หรือบนระบบ multicloud แบบไฮบริด

แม้บริษัทส่วนใหญ่จะมองว่า AI เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่การนำมาใช้จริงนั้นพบเห็นได้น้อย หลักๆ แล้วเป็นเพราะการขาดทักษะและบุคลากรด้าน AI และ data science รวมถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีปริมาณมากแต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องขีดความสามารถของ AI เช่น สงสัยว่าการตัดสินใจของ AI จะเชื่อถือได้หรือไม่ มีความเอนเอียงหรือไม่ มีเหตุผลรองรับหรือไม่ และมีความปลอดภัยหรือไม่ เป็นต้น

Q: ขอคำแนะนำว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจควรลงทุนใน AI อย่างไร

โควิด-19 ได้พลิกรูปแบบการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนหลายร้อยล้านทั่วโลก ทั้งยังผลักดันให้องค์กรทุกขนาดต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานแบบ remote ได้ การที่พนักงานทำงานนอกสถานที่มากขึ้นทำให้ IT infrastructure ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ผู้บริหารด้านไอทีจะพยายามตามให้ทันนวัตกรรมดิจิทัลในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหม่ๆ ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอย่างเช่นการเพิ่มปริมาณของข้อมูล การบริหารจัดการ multicloud การเพิ่มขีดความสามารถด้าน resiliency ให้กับองค์กร อาชญากรไซเบอร์ที่พัฒนาเทคนิคซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่ต้องทำหน้าที่ช่วยองค์กรของตนให้ฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอบีเอ็มได้เปิดตัว IBM Watson AIOps ซึ่งเป็นเครื่องมือและบริการที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติของระบบไอทีได้อัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์และทำการตอบสนองต่อปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยองค์กรหลีกเลี่ยงเหตุขัดข้องทางไอทีที่ไม่คาดคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในแง่รายได้และชื่อเสียง

Q: AI มีบทบาทอย่างไรต่อการเดินหน้าของธุรกิจ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าฝ่าวิกฤติโรคโควิด-19 พร้อมผลักดันเรื่อง digital economy การนำ AI เข้ามาใช้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลมหาศาล ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

ที่ผ่านมาได้มีองค์กรไทยหลายแห่งที่เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ อาทิ ในด้านการเกษตร ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับไอบีเอ็มและกลุ่มมิตรผล ในการนำร่องพัฒนาแดชบอร์ดอัจฉริยะและแอพพลิเคชันบนมือถือ เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและชาวไร่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพของอ้อย ความชื้นของดิน ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากโรคและศัตรูพืช การคาดการณ์ผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย (ซีซีเอส) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI, IoTและข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง ร่วมกับข้อมูลความสัมพันธ์เชิงเวลาและพื้นที่ (เช่น ภาพถ่ายพืชผลจากกล้องหลายช่วงคลื่นที่เก็บภาพมาจากดาวเทียมหลายตัว ข้อมูลดิน ข้อมูลแบบจำลองความสูงของภูมิประเทศในรูปแบบดิจิทัล) ร่วมกับข้อมูลทางการเกษตร (เช่น สุขภาพของอ้อย ระดับความชื้นของดิน พยากรณ์ความเสี่ยงโรคและศัตรูพืช ปริมาณผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย)

ด้านการผลิต ที่ต่างประเทศได้นำระบบ predictive maintenance เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ที่อุปกรณ์สำคัญๆ ในโรงแยกก๊าซทั้ง 6 แห่ง เช่น อุปกรณ์ gas turbine ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสูง เพื่อคาดการณ์โอกาสเสียหายหรือซ่อมบำรุงมากล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งทำให้ทางปตท. สามารถลดค่าเสียหายอันเกิดจากอุปกรณ์ชำรุดได้หลายร้อยล้านบาท

ในด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (SOC) เพื่อปกป้องข้อมูลผู้ป่วย 1.1 ล้านราย โดยการนำเทคโนโลยีตรวจจับภัยคุกคามอัจฉริยะระดับโลก ช่วยสอดส่องและตรวจจับภัยคุกคามทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้ทีมซิเคียวริตี้ของโรงพยาบาลสามารถจัดการและตอบสนองต่อเหตุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ลง รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมพร้อม ตอบสนอง และกู้ระบบ ในกรณีที่มีเหตุด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้เกิดขึ้น

IBM Cyber Security X-Force Command Center Cambridge, MA (John Mottern/Feature Photo Service for IBM)

หรือ INET ที่นำเทคโนโลยี IBM Visual Insights ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพนิ่งและไฟล์วิดีโอ มาใช้ในการแปลผลภาพเอ็กซเรย์ เพื่อช่วยรังสีแพทย์ในการตรวจหาวัณโรคจากภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก ช่วยให้ผู้ป่วยนับพันรายในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลนรังสีแพทย์และต้องส่งภาพเอ็กซเรย์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเพื่อแปลผลภาพเอ็กซเรย์ จนเป็นเหตุให้ต้องรอผลการวินิจฉัยนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจุบัน­มีการใช้งานแล้วในโรงพยาบาล 75 แห่งทั่วประเทศ

Q: ผู้บริหารและทีมงานฝ่ายไอทีควรมีทักษะใดบ้างจึงจะใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในบริษัทที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือไม่ได้เน้นการให้ความสำคัญกับข้อมูล การเลือกโครงการที่จะดำเนินการทั่วทั้งองค์กรมักจะพบปัญหาการขาดแคลนทักษะและบุคลากรด้าน AI เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกธุรกิจที่พยายามจะนำ AI เข้ามาใช้จะเริ่มถกเถียงกันว่าควร “สร้างหรือซื้อ”
ประเด็นนี้มักเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับบริษัทที่เห็นประโยชน์ของการนำ AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ แต่ไม่ทราบว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราพบว่าจำนวนองค์กรที่ขาดแคลนทักษะด้าน AI นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การตระหนักถึง AI และความคาดหวังต่อเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การวิจัยของไอบีเอ็มระบุว่า องค์กรร้อยละ 37 มีความเชี่ยวชาญหรือความรู้ด้าน AI ในปริมาณจำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก AI ถือว่าเป็นความรู้ที่ค่อนข้างใหม่ การจะดึงดูดให้พนักงานที่สามารถใช้ AI ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เข้ามาทำงานในองค์กร รวมถึงทำให้พนักงานดังกล่าวอยู่กับองค์กรไปนานๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ธุรกิจต้องทราบว่าตนกำลังจะจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลประเภทใด และจะประเมินชุดทักษะที่ต้องการได้อย่างไร

บริษัทที่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลหลายทีมอยู่ตามหน่วยธุรกิจต่างๆ มักจะพบว่าทีมเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของขนาด ความสามารถ และทักษะ บางทีมต้องการนำ AI มาใช้ บางทีมไม่ต้องการ มักมีเพียงไม่กี่ทีมที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความต้องการทักษะด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กร ถ้าเป็นองค์กรที่ “เป็นเจ้าของ AI” งานของผู้บริหารดังกล่าวคือ (1) ช่วยให้ทีมงานเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากกันและกัน และแชร์ความรู้ให้กันได้ และ (2) เพิ่มทักษะด้าน AI ให้ผู้ที่มีความสามารถ ในบางครั้งอาจต้องจ้างหรือเฟ้นหา แต่บางครั้งก็ต้องใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากภายนอกองค์กร ในสภาพแวดล้อมที่องค์กรขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI บริษัทหลายแห่งจะใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากที่อื่นๆ เช่น ห้องทดลองของมหาวิทยาลัย โอเพ่นซอร์สคอมมูนิตี้ งาน Hackathn ต่างๆ รวมถึงแหล่งเพาะธุรกิจและเร่งการเติบโตของธุรกิจ

IBM AI Skills Academy เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และคอยให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรที่ต้องการนำ AI มาใช้ ทั้งในแง่ขั้นตอนในการระบุถึงโอกาสจากการใช้ AI การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ที่จะทำโดยพิจารณาจากคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ หลักสูตรการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างในทักษะด้าน AI เป็นต้น

ในประเทศไทย ไอบีเอ็ม เอไอเอส ไมเนอร์ และกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT และ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิชาการ และเปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษาได้สัมผัสกับ ‘ตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา’ (new collar) ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการบริการ ในรูปแบบโปรแกรมการเรียน 5 ปี และเน้นการศึกษาในสายอาชีวศึกษา โดยนักศึกษาที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรขั้นสูงตามสาขาที่เรียน นักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากไอบีเอ็มและพันธมิตรภาคธุรกิจที่เข้าร่วม ทั้งในแง่การแนะแนวจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและด้านธุรกิจจากอุตสาหกรรมต่างๆ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเยี่ยมชมสถานที่ทำงานจริง และการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานโดยได้รับค่าตอบแทน โดยนักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้เรียนหลักสูตรต่างๆ ที่ครอบคลุมถึงทักษะที่จะเป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 อาทิ วิทยาศาสตร์ข้อมูล อนาไลติกส์ ดีไซน์ธิงค์กิง อไจล์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำ เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-ai-for-business-in-the-new-normal-by-patama-chantaruck-ibm-thailand/

for feed news app

%d bloggers like this: