Google จะสร้างหนังสือเสียงให้อัตโนมัติ แม้หนังสือนั้นจะไม่มีเวอร์ชั่น audio เปิดใช้งานต้นปี 2021

Google อัพเดตความสามารถใหม่ของแอนดรอยด์หลายอย่าง เช่น Nearby Share, ให้บริการ Android Auto เพิ่มอีก 36 ประเทศรวมไทย

พร้อมกันนี้ยังเพิ่มการอ่านหนังสือบน Google Play Books โดยระบบจะสร้างคำบรรยายอัตโนมัติสำหรับหนังสือที่ไม่มีเวอร์ชันเสียง โดย Google ร่วมกับสำนักพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเพื่อเพิ่มหนังสือลงใน Google Play Books ปัจจุบันยังเป็นสถานะเบต้า และจะเปิดให้บริการแก่สำนักพิมพ์อื่นๆ ในต้นปี 2021

ผู้ใช้งานสามารถเลือกลักษณะเวียงที่จะอ่านหนังสือให้ฟังได้ กด play กด ย้อนหลังได้ตามปกติ

No Description

ที่มา – Google Blog

from:https://www.blognone.com/node/119953

Apple เล็งเปิด Apple Store เพิ่มอีก 2 สาขาในเกาหลีใต้ หวังตัดยอด Samsung

แน่นอนว่าเบอร์หนึ่งของตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศเกาหลีใต้ เบอร์หนึ่งคงหนีไม่พ้น Samsung เจ้าบ้านเป็นแน่ แต่ล่าสุดเหมือนว่าในรอบหน้าๆ จะเจองานช้างเข้าแล้ว เพราะ Apple วางแผนที่จะเปิดตัว Apple Store ในเกาหลีใต้เพิ่มอีก 1 – 2 สาขา หวังมาตัดก้อนเค้กส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share กับ Samsung

เมื่อไตรมาส 2 ของปี 2020 ที่ผ่านมา Samsung ได้กวาดส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟนที่ประเทศเกาหลีใต้ไปมากถึง 67% ขณะที่ Apple ก็มีผลงานกระเตื้องขึ้นมา คว้า Market Share ไป 19% โดยในส่วนนี้มือถือที่ขายดีสุดในเกาหลี กลับไม่ใช่ Samsung แต่เป็น iPhone SE มือถือสเปคเทพราคาประหยัดของทาง Apple นั่นเอง

พอเป็นแบบนี้ Apple เหมือนจะเล็งเห็นโอกาส เตรียมเปิด Apple Store ขึ้นมาอีก หลังจากเพิ่งเปิดตัว Apple Store แห่งแรกไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2018 ในย่านคนรวยของกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังลือๆ กันอีกว่า Apple อาจจะเตรียมเปิดสาขาสามในย่าน Myeong-dong ในกรุงโซล ที่เป็นพลุกพล่านของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

สำหรับเหตุผลของการเปิด Apple Store เพิ่มหลายๆ สาขาในเกาหลีใต้ของ Apple ก็น่าจะมาจากการที่เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกของโลกที่มีคลื่น 5G ใช้งาน แถมยังครอบคลุมเกือบทั่วประเทศอีกด้วย เพราะตอนนี้ iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่น ก็รองรับการใช้งาน 5G ทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น สื่อเกาหลีก็ออกมารายงานว่า Apple ได้ขาย iPhone 12 Series ไปเกือบๆ 6 แสนเครื่อง ซึ่งมากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับยอดขายของ iPhone 11 ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ราวๆ 30% เลยทีเดียว

การเปิดสาขาเพิ่มของ Apple Store ในครั้งนี้ น่าจะทำให้หลายๆ คนเปลี่ยนมาใช้ iPhone กันมากขึ้น แถมพอมีร้านค้าแล้ว การให้บริการหลังการขายก็จะดีขึ้นกว่าเดิมและทำได้ง่ายอีกด้วย

 

ที่มา: sammobile

from:https://droidsans.com/apple-to-open-more-stores-in-south-korea/

[Guest Post] เลอโนโว ส่งท้ายปีเก่าแบบโดน ๆ ด้วยแคมเปญ 12.12 GREAT SALE นำทัพแล็ปท็อปรุ่นดังมากมาย มาลดออนท็อปสูงสุด 12%

เลอโนโว บริษัทผู้นำด้านคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก ผุดแคมเปญ 12.12 GREAT SALE ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขนแล็ปท็อปรุ่นดัง อย่าง IdeaPad, Legion, ThinkBook และ ThinkPad มาลดราคาคืนกำไรให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน เกมเมอร์ ผู้ประกอบธุรกิจ หรือองค์กรทั่วประเทศ โดยแคมเปญจะมี ตั้งแต่วันที่ 7 – 16 ธันวาคม 2563

 

รายละเอียดแคมเปญ

  • ลดออนท็อปสูงสุด 12% ทันที! กับโค้ด LNV12 ตลอด 10 วันของแคมเปญ
  • พิเศษ! วันที่ 12 เดือน 12 มีสินค้าลดพิเศษ 50% ถึง 7 รุ่น ที่เว็บไซต์ https://lnv.gy/3mvl9Bi 
    • ThinkPad X1 Carbon Gen 8 (20U9S00R00)
    • ThinkBook 13s (20R900E7TA)
    • ThinkBook Plus (20TG004HTA)
    • ThinkBook Plus (20TG004GTA)
    • ThinkPad T15 (Intel) (20S6S00N00)
    • ThinkBook Plus (20TG005DTA)
    • ThinkCentre M75n (11BSS01U00)
    • ThinkCentre M720 SFF (10SUSF6400)
  • แล็ปท็อปทุกรุ่นสามารถปรับแต่งสเปคได้ตามความต้องการก่อนกดสั่งซื้อ เช่น ต้องการตัวเลือกหน้าจอสูงสุด หรือต้องการตัวจัดเก็บข้อมูลที่จุได้มากขึ้น
  • สามารถใช้สิทธิ์ ช้อปดีมีคืนได้ : เมื่อช้อปผลิตภัณฑ์จุใจแล้ว ได้ทั้งแล็ปท็อปใหม่ ทั้งเงินภาษีคืน 2 ต่อแบบนี้ ไม่ควรพลาด!
  • สามารถผ่อน 0% ได้สูงสุดถึง 10 เดือน! กับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบัตรกรุงไทย

 

เลอโนโวยังคงส่งมอบเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอันชาญฉลาดให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยบริการ การขับเคลื่อนสังคมทั่วโลกให้เข้าถึงโอกาสที่ดีกว่า และการเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน

 

ไฮไลท์แล็ปท็อปที่ร่วมโปรโมชัน

  • ThinkPad X1 Carbon Gen 8 แล็ปท็อปพรีเมียมบางเบาเพื่องานธุรกิจ มาพร้อมโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยในตัวอย่าง ชุดโปรแกรม ThinkShield อัพเดทใหม่ล่าสุด หมดห่วงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานและเก็บข้อมูล ระบบลำโพง Dolby Atmos ช่วยสร้างประสบการณ์เสียงอันเยี่ยมยอด และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับ military grade 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ
  • โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5
  • กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620
  • หน่วยความจำ: 8GB
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: 1TB SSD
  • จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge
  • ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home

 

  • ThinkPad X1 Carbon Gen 7 แล็ปท็อประดับโปรสำหรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา มาพร้อมฝาหลังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ความบางเพียง 14.9 มม. ระบบสแกนลายนิ้วมือไบโอเมตริกซ์ ให้การเข้าใช้งานเครื่องเป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และตัวเลือกการ์ด LTE-A คู่กับเทคโนโลยี WWAN ออนไลน์ได้เหมือนใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ
  • โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุด 10th Gen Intel® Core™ i7
  • กราฟิก: Integrated Intel® UHD Graphics 620
  • หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 16GB LPDDR3
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB SSD PCIe
  • จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด 4K in-plane switching พร้อม Dolby Vision HDR400, ความสว่าง 500 nits, 10 bit
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 18 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge
  • ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro

 

  • ThinkBook ขนาด 15 นิ้ว แล็ปท็อปประสิทธิภาพระดับองค์กร แต่ราคาระดับ mid-range มาพร้อมบานพับโลหะผสมที่ใช้เทคโนโลยี Powdere-Metal ทนทานต่อการเปิด-ปิดกว่า 25,000 รอบ ขอบจอสุดบาง จอมีสัดส่วนพื้นที่การมองมากถึง 83% เมื่อเทียบกับขนาด และพอร์ต USB 1 ช่วยให้ผู้ใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ตลอดเวลา แม้เครื่องปิดอยู่ และการรับรองว่าผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งทนทานระดับทหาร 12 ขั้นตอน รวมถึงการทดสอบคุณภาพระดับสูงถึง 200 รูปแบบ
  • โปรเซสเซอร์: 10th Gen Intel® Core™ i5
  • กราฟิก: Intel UHD หรือตัวเลือกกราฟิกแยก AMD Radeon™ 620
  • หน่วยความจำ: 8GB
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: ตัวเลือกสูงสุด 2TB แบบ HDD หรือ 1TB แบบ 2 PCIe SSD หรือตัวเลือก Intel® Optane™ Memory H10 + 512GB SSD
  • จอ: 6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge
  • ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro

 

  • IdeaPad L340 Gaming แล็ปท็อปเร็วแรงคู่กายสายเกม มาพร้อมคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ที่มีไฟพื้นหลังสีฟ้าเสริมบรรยากาศ ระบบเสียง Dolby Audio™ พลังที่แท้จริงของเทคโนโลยีเสียงขั้นสูง การเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 2 และ Wi-Fi 5 ยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมแบบพกพา และซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจเช็กสเปคตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น รวมถึงเชื่อมต่อปรับจูนกับเกมที่ติดตั้งไว้ได้ด้วย
  • โปรเซสเซอร์: 9th Gen Intel® Core™ i7
  • กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด NVIDIA® GeForce® GTX 1650
  • หน่วยความจำ: ตัวเลือกสูงสุด 24GB DDR4
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 256GB SSD + 1TB
  • จอ: 6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching กันแสงสะท้อน
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง มีระบบ Rapid Charge
  • ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home

 

  • Legion 5 (AMD) แล็ปท็อปขั้นเทพเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง มาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ และระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 0 ควบคุมอุณหภูมิเครื่องได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี Q Control 3.0 ผู้ใช้สามารถเลือกปรับโหมดได้ด้วยตนเอง ระหว่าง Quiet, Balance และ Performance รีเฟรชเรทที่ 144Hz เล่นเกมได้ลื่นไหลต่อเนื่อง และระบบลำโพง 2W Harman Kardon คู่กับ Dolby Atmos
  • โปรเซสเซอร์: ตัวเลือกสูงสุดโปรเซสเซอร์โมบายล์ AMD Ryzen™ 7 4800H
  • กราฟิก: ตัวเลือกสูงสุด AMD Radeon™ 620 สูงสุด NVIDIA® GeForce® RTX™ 2060
  • หน่วยความจำ: 8GB
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD
  • จอ: 6 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 300 nits 100% sRGB Dolby Vision
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง
  • ระบบปฏิบัติการ: Windows 10 Home

 

  • ThinkPad T14s แล็ปท็อปทรงพลังพกพาสะดวกสำหรับการทำงาน มาพร้อมฟีเจอร์ที่ทันสมัยอย่าง Modern Standby เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ภายในหนึ่งวินาที และ Wake On Voice รับฟังคำสั่งของผู้ใช้ได้จากทุกมุมห้อง เมื่อเปิดฝาจอเครื่องไว้ เพิ่มความคล่องตัวให้งานทุกประเภท โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยครบวงจร ThinkShield การ์ด LTE-A WWAN อุปกรณ์เสริมช่วยให้ผู้ใช้งานออนไลน์ได้ทุกที่ และ AMD Memory Guard เข้ารหัสหน่วยความจำเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น
  • โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro
  • กราฟิก: AMD Radeon™ Vega
  • หน่วยความจำ: 8GB
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB
  • จอ: 14 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard Touchscreen
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 16 ชั่วโมง
  • ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro

 

  • ThinkPad X13 (AMD) แล็ปท็อปที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับธุรกิจ มาพร้อม ThinkShutter สำหรับปิดเว็บแคม และหน้าจอ PrivacyGuard with PrivacyAlert ป้องกันไม่ให้คนแอบดูหน้าจอจากข้างหลังผู้ใช้ ทั้งสองเป็นฟีเจอร์ของ ThinkShield ชุดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม การเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 เพื่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบไม่ติดขัด และฟังก์ชันใหม่บนปุ่ม F9-F11 ให้ผู้ใช้โทรออก รับสาย หรือวางสายโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดาย
  • โปรเซสเซอร์: AMD Ryzen™ 5 Pro
  • กราฟิก: AMD Radeon™ Vega
  • หน่วยความจำ: 8GB
  • ตัวจัดเก็บข้อมูล: HDD 512GB SSD
  • จอ: 13.3 นิ้ว ตัวเลือกสูงสุด FHD in-plane switching ความสว่าง 500 nits PrivacyGuard
  • แบตเตอรี่: ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 13 ชั่วโมง
  • ระบบปฏิบัติการ: ตัวเลือกสูงสุด Windows 10 Pro

 

 

เกี่ยวกับ เลอโนโว

เลอโนโว (HKSE: 992) (ADR: LNVGY) มีมูลค่าธุรกิจ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนึ่งในบริษัท Fortune 500 ที่มีพนักงานมากกว่า 63,000 คนใน 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะเพื่อรองรับการเปลี่ยนถ่ายของเทคโนโลยียุคใหม่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกให้ได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ รวมไปถึงตอบสนองต่อการใช้งานแบบยั่งยืนในสังคมยุคดิจิทัลได้ เลอโนโวยังเป็นผู้นำในด้านการเปลี่ยนแปลงอัจฉริยะ ด้วยการดีไซน์และสร้างสรรค์หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การใช้งาน และโอกาสในการพัฒนาให้กับลูกค้าทั่วโลก

ร่วมติดตามเราบน LinkedIn, Facebook, Twitter, YouTube, Instagram, Weibo หรือไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ https://www.lenovo.com/th

 

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-12-12-great-sale/

เปิดตัว Kaset Go แพลตฟอร์มชุมชนดิจิทัลสำหรับเกษตรกร ถามตอบข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตร แลกเปลื่ยนความรู้

dtac จับมือกับแบรนด์ปุ๋ยไนโตรเจนยารา (Yara) ให้กำเนิดแพลตฟอร์ม Kaset Go เครือข่ายดิจิทัลซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางในการรวบรวมเกษตรกรกับผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศไทยเข้าหากันเพื่อแลกเปลื่ยนความรู้ และแบ่งปันความคิดเห็น ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพืชพันธุ์ หรือข้อมูลการเกษตรต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย เหมาะกับเกษตรกรมือใหม่ไปจนถึงระดับมืออาชีพ

Kaset Go จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูการเกษตรของประเทศไทย

ในงานเปิดตัวแพลตฟอร์ม Kaset Go ได้มีการให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการเกษตรกรรมในประเทศไทยว่า  1 ใน 3 ของแรงงานประเทศไทยล้วนทำการเกษตร แต่ค่า GDP ที่มาจากการเกษตรนั้นมีอยู่แค่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น แถมผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ก็กลับน้อยกว่าหลาย ๆ ประเทศในแถบอาเซียนอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่บอกได้เลยว่าประสิทธิภาพของการเกษตรประเทศไทยกำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากขาดการใช้เทคโนโลยี และความรู้บวกกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งจุดนี้นี่เองที่จะทำให้ Kaset Go เข้ามาเป็นเหมือนสะพานเชื่อมให้เหล่าเกษตรกร และผู้เชี่ยวชาญในด้านเกษตรกรรม จากพื้นที่ต่าง ๆ สามารถพูดคุย แลกเปลื่ยนความรู้กันได้ง่ายขึ้น และสะดวกสบายขึ้น

ภาพกราฟแสดงให้เห็นค่า GDP ของเกษตรกรที่สวนทางกับจำนวนแรงงาน

Kaset Go คืออะไร?

ให้พูดง่าย ๆ ก็น่าจะพอบอกได้ว่า Kaset Go เปรียบเสมือนแพลตฟอร์ม Social Media ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเกษตรกรในประเทศไทยโดยเฉพาะ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการเกษตรที่มีความน่าเชื่อถือจากเกษตรกรท่านอื่น ๆ ที่อยู่ใน Kaset Go ด้วย แถมยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยเข้ามายืนยันข้อมูลพร้อมทั้งให้คำแนะนำเพิ่มเติม อย่างเช่นการใช้ปุ๋ย การรดน้ำที่ถูกต้อง การใช้ดินประเภทต่าง ๆ ในการปลูกผัก เป็นต้น

อีกทั้งสิ่งที่น่าสนใจคือหน้าตา UX/UI ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถใช้งานง่าย และเข้าใจง่าย ซึ่งแม้แต่เกษตรกรที่อาจไม่คุ้นชินกับการใช้เทคโลยี ก็ยังสามารถใช้งานได้

ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ

เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะมีปัญหาเวลาค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตแต่อ่านแล้วก็ยังสองจิตสองใจไม่รู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือได้หรือเปล่า แต่ในแอป Kaset Go จะไม่มีปัญหานี้แน่นอนเพราะภายในแอปจะมีผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรคอยตามเช็คข้อมูลที่มีการโพสต์ถาม-ตอบในแพลตฟอร์มว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แถมยังมีการแนะนำให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วย หมดห่วงเรื่องข้อมูลมั่ว ๆ ไปได้เลย

แพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมต่อและแบ่งปันความรู้

ด้วยความที่ Kaset Go มีการทำงานหลัก ๆ เหมือนกับเป็นแอป Social Media ให้ผู้ใช้งานสามารถเลื่อนดูข้อมูล และโพสต์รูปภาพเพื่อถามข้อมูลต่าง ๆ ได้เหมือนกับ Facebook ทำให้เป็นแอปที่เหมาะกับการค้นหาข้อมูลตอบถามเกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่ตัวเองปลูกได้ ซึ่งก่อนเราจะเริ่มใช้แอปพลิเคชั่นเราสามารถลงข้อมูลถึงพืชหลักที่เราปลูก เพื่อที่ตัวแอปจะได้เลือกโพสต์ที่เหมาะสมมาให้เราอ่านได้นั่นเอง

คอนเท้นต์ที่มีประโยชน์สำหรับเกษตรกร

นอกจากข้อมูลต่าง ๆ ที่คนในชุมชนสามารถแชร์กันได้แล้ว แอป Kaset Go ก็ยังได้มีการรวบรวมข้อมูลน่าสนใจต่าง ๆ รวมมาทำเป็นคอนเท้นต์สั้น ๆ มีประโยชน์เพื่อให้เกษตรกรได้อ่านกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศรายสัปดาห์ของแต่ละพื้นที่ทั่วไทย ไปจนถึงข้อมูลการเกษตรทั่วไปที่รวบรวมโดยทีมงาน Kaset Go อีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการเกษตรกรรม เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว หรือมีญาติพี่น้องคนรู้จักที่เป็นเกษตรกร ก็สามารถแชร์แอปพลิเคชั่นดี ๆ แบบนี้ให้ใช้กันได้เลยครับ แถม Kaset Go ยังเปิดให้สามารถโหลดใช้ได้ฟรี ๆแล้วไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยทั้งในมือถือ Android และ iOS วันนี้ครับ

The app was not found in the store. 🙁

‎Kaset Go (Free, App Store) →


from:https://droidsans.com/kaset-go-agricultural-platform-for-thai-farmers/

Asia Cab เสนอบริการแท็กซี่ระดับ VIP ในราคาที่เข้าถึงได้อย่างมั่นใจ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางด้วยเทคโนโลยี

การส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าและพนักงานนั้นถือเป็นเทรนด์หลักของการทำธุรกิจสมัยใหม่ในปี 2020 เลยทีเดียว และ Asia Cab ผู้ให้กำเนิด CABB บริการแท็กซี่ระดับ VIP เองก็ถือเป็นที่น่าจับตามองไม่น้อยจากการนำเสนอบริการมาตรฐานระดับสูงพร้อมเอกลักษณ์ที่โดดเด่น อีกทั้งยังมีการผสานเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเดินทางสำหรับผู้โดยสารและผู้ขับขี่

ในบทความนี้เราจะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ CABB กันอย่างเจาะลึก พร้อมเล่าถึงหัวใจสำคัญในรถยนต์ของ CABB ทุกคันอย่าง Samsung Galaxy Tab Active 2 ที่ช่วยเป็นศูนย์กลางในการส่งมอบเทคโนโลยีสู่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างครบวงจรในอุปกรณ์เดียว เพื่อให้ผู้ที่กำลังมองหา Tablet สำหรับใช้งานในธุรกิจได้พิจารณาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งกันครับ

รู้จัก CABB บริการแท็กซี่ VIP จาก Asia Cab ที่เน้นการออกแบบประสบการณ์ที่ดีแก่การเดินทาง ตั้งแต่การผลิตรถแท็กซี่และพัฒนาเทคโนโลยีเสริมด้วยตนเอง

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมานี้ หลายๆ คนคงอาจได้เห็นการรีวิว CABB บริการแท็กซี่ VIP จาก Asia Cab จากเหล่าสื่อและบล็อกเกอร์กันหลากหลายที่มาเล่าเป็นเสียงเดียวกันถึงประสบการณ์ความประทับใจในการนั่งรถแท็กซี่ระดับ VIP ที่นอกจากรถจะมีความเก๋ไก๋ด้วยดีไซน์แบบลอนดอนแท็กซี่แล้ว การขับขี่และการให้บริการก็ยังสุภาพ รวมถึงภายในตัวรถยนต์เองก็ยังมีการออกแบบและเสริมเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปเพื่อให้การเดินทางนั้นเป็นไปด้วยประสบการณ์ที่ดี

CABB นั้นเป็นบริการที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ของการเดินทางอย่างประทับใจด้วยมาตรฐานการให้บริการระดับสากล ตั้งแต่รถยนต์ที่มีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีให้ผู้โดยสารมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย การคัดเลือกและอบรมพนักงานขับขี่เพื่อให้มั่นใจในความสุภาพ โดยมีราคาที่เข้าถึงได้

อย่างไรก็ดี ไฮไลท์เด่นที่สุดของ CABB นั้นก็คือการที่ Asia Cab ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Geely ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกสัญชาติจีน โดยมีการซื้อลิขสิทธิ์การผลิตรถโมเดลลอนดอนแท็กซี่อันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อนำมาผลิตรถยนต์ด้วยตนเองในไทยให้มีต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมเสริมการออกแบบและเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปภายในรถแท็กซี่คันนี้โดยตรง เพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ Asia Cab ออกแบบเพื่อลูกค้าในเมืองไทยได้ ทำให้มีความแตกต่างจากรถแท็กซี่อื่นๆ อย่างชัดเจน

สำหรับเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานที่รถของ CABB ได้เสริมเข้าไปเพื่อตอบโจทย์ของไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันนั้นมีด้วยกันหลากหลาย ตั้งแต่ห้องโดยสารที่รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 5 คนพร้อมเข็มขัดนิรภัย, การติดตั้งฉากกั้นใสที่กันเสียงได้ระหว่างห้องคนขับและห้องโดยสารเพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว พร้อมระบบสื่อสาร Intercom สำหรับสื่อสารกับผู้ขับขี่, การออกแบบรถให้รองรับต่อผู้โดยสารที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้ใช้ไม้ค้ำยัน ไปจนถึงผู้บกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบด้วยแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย ให้ความสำคัญกับในทุกประเด็น

แน่นอนว่าระหว่างการเดินทางเอง ผู้โดยสารก็สามารถเพลิดเพลินไปกับบริการ Free WiFi และพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์ Gadget ที่ใช้งาน รวมถึงยังมีปุ่ม SOS และกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยบนรถยนต์ และรองรับการจ่ายเงินได้อย่างสะดวกแบบ Cashless ผ่านบัตรเดบิต บัตรเครดิต และ Mobile Banking

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วบางคนอาจยังไม่เห็นภาพ ก็สามารถลองรับชมรีวิวการใช้งานที่น่าสนใจจาก The Standard, Grand Prix Online, 2MadamesTV เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นกันได้เลยครับ

สำหรับผู้ที่รับชมรีวิวแล้วสนใจทดลองใช้งาน CABB สามารถเรียกใช้บริการได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

  • เรียกใช้บริการผ่าน CABB Stand ที่เดอะมอลล์ทุกสาขาทั่วกรุงเทพฯ, ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์, สยามพารากอน, ไอคอนสยาม, สยามดิสคัฟเวอรี่⁣, เซ็นทรัลเวิลด์, ซีคอนสแควร์, รพ.สมิติเวช, รพ.กรุงเทพ และ รพ.พญาไทนวมินทร์

  • เรียกรถทันทีหรือจองรถล่วงหน้าผ่านทาง Application CABB บน iOS และ Android ที่สามารถติดตั้งใช้งานได้ฟรี

  • จองรถล่วงหน้าผ่านทาง CABB Call Center ที่เบอร์ 02-026-8888 ตั้งแต่เวลา  5:00 – 24:00 น. (ปิดการจองล่วงหน้า 22.00 น.)

จะเห็นได้ว่า Asia Cab นี้ออกแบบบริการ CABB มาได้อย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่ประสบการณ์ในการเดินทางที่ดี การคัดเลือกผู้ขับขี่ที่ดี และการพัฒนาเทคโนโลยีระบบหลังบ้านเพื่อให้บริการลูกค้าได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่ามีการคิดถึง User Experience ในทุกจังหวะของการใช้งานอย่างแท้จริง

Asia Cab ใช้ Samsung Galaxy Tab Active 2 เป็นศูนย์กลางเชื่อมผสานระหว่างผู้โดยสาร ผู้ขับขี่ และระบบเบื้องหลังของ CABB

Credit: Asia Cab

แน่นอนว่าการให้บริการ CABB นี้ ความท้าทายสำคัญหนึ่งก็คือการนำเทคโนโลยีจำนวนมากมาให้บริการภายในรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นบริการ Free WiFi, การรองรับการจ่ายเงินแบบ Cashless ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับบริการของ CABB ผ่าน Mobile Application อยู่ตลอดเวลา

การจะรองรับความสามารถเหล่านี้ให้ได้ทั้งหมดนั้น โดยทั่วไปแล้วหาก CABB จะเลือกติดตั้ง Hardware หลายชิ้นเพื่อให้รองรับความสามารถเหล่านี้ให้ได้อย่างครบถ้วนก็สามารถทำได้ แต่ก็จะแลกมากับการมีอุปกรณ์จำนวนมากบนรถแท็กซี่ทำให้ดูไม่ดีต่อผู้โดยสาร และยังดูแลรักษาบริหารจัดการยากในระยะยาว

CABB ตัดสินใจเลือกใช้ Samsung Galaxy Tab Active 2 ซึ่งเป็น Rugged Tablet รุ่นทำงานจาก Samsung สำหรับตอบโจทย์เหล่านี้ทั้งหมดในอุปกรณ์เดียว โดยตัวอุปกรณ์นั้นถูกใช้เพื่อเชื่อมต่อกับ App ของ CABB อยู่ตลอดเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการเดินทางได้, สามารถแชร์ WiFi Hotspot จากตัวอุปกรณ์เพื่อให้บริการผู้โดยสารได้โดยตรง และยังสามารถเชื่อมต่อกับ Electronic Data Capture (EDC) หรือเครื่องรูดบัตรเครดิตได้ ทำให้สามารถตอบโจทย์เชิงฟังก์ชันที่ CABB ต้องการได้ทั้งหมด

นอกเหนือจากนั้น Samsung Galaxy Tab Active 2 เองก็ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานโดยเฉพาะ จึงมีความทนทานในการใช้งานที่สูง สามารถทนความร้อนจากเครื่องยนต์และการเดินทางกลางท้องถนนได้เป็นอย่างดี และทนต่อการตกกระแทกได้ดีกว่า Tablet ทั่วไปเป็นอย่างมาก (รับชมรีวิวการใช้งาน Smartphone และ Tablet รุ่นทำงานจาก Samsung ได้ที่นี่)

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Samsung Galaxy Tab Active 2 นี้เหมาะสมกับการใช้งานสำหรับ CABB ก็คือ Samsung Knox ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มากับตัวอุปกรณ์ ซึ่งทำให้ทีมงานของ Asia Cab สามารถตรวจสอบการทำงาน, ติดตั้งและอัปเดต Software ใหม่ๆ ไปจนถึงการควบคุมให้ Samsung Galaxy Tab Active 2 นี้ไม่สามารถถูกติดตั้ง App อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการได้ ทำให้มั่นใจได้ว่ารถของ CABB จะเชื่อมต่อกับ App อยู่ตลอดและให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญห้องหนึ่งของ CABB เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อบริการในเชิงเทคโนโลยีทั้งหมดบนรถแท็กซี่ของ CABB นั้นต้องขึ้นอยู่กับ Samsung Galaxy Tab Active 2 แล้ว การบริหารจัดการเพื่อให้ Samsung Galaxy Tab Active 2 สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องมั่นคงอยู่ตลอดเวลานั้นก็จะไม่ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก และให้บริการลูกค้าได้ด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจอยู่เสมอ

เปิดตัว Samsung Galaxy Tab Active 3 อุปกรณ์ Rugged Tablet ทำงานรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพและความทนทาน

Credit: Samsung

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2020 ที่ผ่านมานี้ ทาง Samsung ก็ได้ทำการเปิดตัว Samsung Galaxy Tab Active 3 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยนอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลให้สูงขึ้นและเพิ่มความมั่นคงทนทานแล้ว ตัวอุปกรณ์เองก็ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์โดดเด่นที่เคยมีใน Samsung Galaxy Tab Active 2 ทั้งหมด และเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจเข้ามาดังนี้

  • รองรับมาตรฐาน MIL-STD-810H สำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง ผ่านการทดสอบการตกกระแทกจากความสูง 1.5 เมตร และกันฝุ่นได้ในระดับ IP68

  • สามารถชาร์จไฟได้ผ่านทาง USB และ POGO เพื่อให้สะดวกต่อการนำไปใช้งานได้หลายรูปแบบ และมีแบตเตอรี่ทนทานถึง 5050 mAh รวมถึงสามารถทำงานแบบตู้ Kiosk โดยต่อไฟตรงแบบไม่มีแบตเตอรี่ได้

  • มี Samsung DeX ในตัว สามารถใช้งานแทน PC ด้วยการเชื่อมต่อกับ Monitor, Keyboard, Mouse ได้ทันที

  • กล้องหลังความละเอียด 13 ล้าน Pixel และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้าน Pixel สำหรับใช้ถ่ายรูปในการทำงาน

  • รองรับการทำ Augmented Reality (AR) ได้ด้วย Google ARCore ตอบโจทย์การประยุกต์การใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ เช่นการฝึกอบรมผ่านระบบ AR หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับสาธิตสินค้าผ่านระบบ AR ได้

  • มีปุ่มพิเศษที่เรียกว่า Active Key ซึ่งสามารถตั้งค่าการทำงานเองได้ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้สะดวกขึ้น

  • สามารถ Scan Barcode ผ่านกล้องได้, เชื่อมต่อ EDC ได้ และรองรับ NFC (EMV ระดับ 1) สำหรับระบบชำระเงินได้

  • มีความสามารถ Touch Sensitivity สามารถทำการสัมผัสหน้าจอได้แม้ใส่ถุงมือ เหมาะสำหรับงานหลายรูปแบบ

  • มีปากกา S Pen รุ่นความทนทานสูง และกันฝุ่นได้ที่มาตรฐาน IP68

Credit: Samsung

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้งาน Samsung Galaxy Tab Active 3 นี้ได้อย่างยาวนานและคุ้มค่า ทาง Samsung จึงรับประกันว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะรองรับการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ Android ได้ถึง 3 รุ่น และสามารถทำงานร่วมกับ Samsung Knox เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัย และบริหารจัดการอุปกรณ์จากศูนย์กลางได้อย่างง่ายดาย

Galaxy Tab Active3 ใหม่ จำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 21,900 บาท โดยสำหรับผู้ที่สนใจ Smartphone หรือ Tablet สำหรับการใช้งานเพื่อธุรกิจ หรือระบบบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัยและกำหนดค่าการใช้งานต่างๆ ได้จากศูนย์กลาง สามารถติดต่อทีมงาน Samsung Business ได้ที่โทร 02-118-1000 อีเมล์ b2b_thailand@samsung.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Samsung Business ได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/

from:https://www.techtalkthai.com/asia-cab-cabb-samsung-galaxy-tab-active-tablet/

สื่อรายงานพบข้อมูลใน AppleCare เผย อาจมีบางสิ่งเผยโฉม 8 ธ.ค. นี้

ช่วงก่อนวันหยุดปลายปีนี้อาจมีสิ่งใหม่มาให้เราเห็นอีก เม […] More

from:https://www.iphonemod.net/hardware-announcement-8-dec-2020-report.html

คนไทย 88% พร้อมรับบริการวัคซีนโควิด-19 แต่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย-ประสิทธิภาพวัคซีน

AstraZeneca COVID-19 Vaccine วัคซีนโควิด-19
ภาพจาก Shutterstock

Marketbuzzz ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนไทยทั่วประเทศ จำนวน 1,000 คน ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2563 ในหัวข้อความพร้อมของไทยกับวัคซีนโควิด-19 หากมีวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 ที่พร้อมให้บริการในวันนี้พบว่า 88% ของคนไทยมีความต้องการที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยในกลุ่มดังกล่าวนี้ 50% ยังกังวลถึงผลข้างเคียง ในขณะที่อีก 42% กังวลว่าจะต้องออกเงินส่วนตัวเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน    

ถึงแม้การทดลองและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในตอนนี้ ยังอยู่ในขั้นของการทดลองทางคลินิกในระยะสุดท้าย จากผลการสำรวจพบว่า 29% ของผู้ที่มีความต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีน แสดงความคิดเห็นว่าพวกเขามีความพร้อมที่จะรับวัคซีนในทันทีทันใดหากมีการผลิตวัคซีนนี้ออกมาจำหน่าย ขณะที่ 65% ของผู้ที่ต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ ยังคงต้องการที่จะรอดูผลการทำงานของวัคซีนก่อนที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน

ผู้ที่พร้อมจะรับวัคซีนในรายแรกๆ นั้นมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับวัคซีนน้อยกว่า และมีความมั่นใจต่อการวิจัยและขั้นตอนของการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้พวกเขายังเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อรับวัคซีนอีกด้วย

สำหรับกลุ่มคนที่ยังต้องการรอดูผลการทำงานของวัคซีนก่อนที่จะรับการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่นั้น จะพิจารณาถึงความจำเป็นในการเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังมีความกังวลถึงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการฉีดวัคซีนที่จะเกิดขึ้น

ความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและความมั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีน เป็นเหตุผลสำคัญที่คนไทยบางส่วนมีความคิดว่าจะยังไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนหากมีวัคซีนพร้อมให้บริการแล้วก็ตาม นอกจากนี้พวกเขายังกังวลถึงจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายสำหรับวัคซีนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ผลสำรวจได้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยยังตระหนักถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในกระบวนการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตวัคซีน ซึ่งอาจเป็นผลจากความรวดเร็วในการคิดค้นและผลิตวัคซีนของบริษัทวิจัยและพัฒนายาระดับโลกซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโดยทั่วไป

ที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยจะต้องมีความพร้อมทั้งในด้านของการมีวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอ และราคาของวัคซีนจะจำหน่าย จากการสำรวจของมาร์เก็ตบัซซพบว่า ความสามารถในการจ่ายค่าวัคซีนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก และราคาของวัคซีนที่ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ 34% เต็มใจที่จะจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 100-300 บาท

แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์เก็ตบัซซ กล่าวว่า ประการแรก การสำรวจในครั้งนี้ได้ออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของการกำหนดราคาวัคซีนโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เป็นที่แน่ชัดว่าการกำหนดราคาวัคซีนที่เหมาะสมกับทุกคนนั้นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มที่มีรายได้น้อย ที่มีความกังวลว่าราคาวัคซีนจะสูง ประการที่สอง อีกองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับวัคซีนในประเทศไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ในขณะที่การทดลองทางคลินิกเป็นไปในทิศทางที่ดี การพัฒนาวัคซีนอาจเป็นที่น่าเสียดายหากมีเพียงกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มที่เชื่อมั่นที่จะรับการฉีดวัคซีน

ผลการสำรวจพบว่า คนไทยจำนวนมากยอมรับที่จะรับการฉีดวัคซีน แม้ว่าอาจจะยังไม่เข้ารับวัคซีนนี้ในทันทีทันใด การสร้างความมั่นใจในวัคซีนควรเริ่มจากกระบวนการกำกับดูแลที่มีความชัดเจนและมีความน่าเชื่อถือโดยการสื่อสารและให้ความรู้จากหน่วยงานในระดับประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับวัคซีนและมีข้อมูลมากพอที่จะใช้ประกอบการตัดสินใจ

ดังนั้น การเตรียมความพร้อม การประสานงาน และการวางแผนในการแจกจำหน่ายวัคซีนจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ภาครัฐและผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนต่อวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ให้บริการด้านสุขภาพเนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลวัคซีนที่มีความสำคัยและน่าเชื่อถือที่สุด

โชคดีที่เรากำลังจะมีวัคซีนให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่คำถามคือ เรามีความพร้อมเพียงไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-people-and-vaccine-covid-19/

นักวิจัยจีนเผยบรรลุ Quantum Supremacy แล้ว คำนวณงานที่ Supercomputer ต้องใช้เวลา 2,000 ล้านปีได้สำเร็จใน 3 นาที

ทีมนักวิจัยชาวจีนจาก University of Science and Technology of China ได้ออกมาเผยถึงการบรรลุ Quantum Supremacy หรือความเร็วในการประมวลผลระดับที่ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้ และต้องใช้ Quantum Computer เท่านั้นแล้ว

งานวิจัยนี้ถูกประกาศในวารสาร Science (https://science.sciencemag.org/lookup/doi/10.1126/science.abe8770) โดยทีมวิจัยได้ใช้ระบบ Quantum Computer ที่มีชื่อว่า Jiuzhang ในการประมวลผลของงานที่ต้องใช้เวลา 2,000 ล้านปีหากใช้ระบบ Supercomputer ที่มีความเร็วสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในการประมวลผล

สถาปัตยกรรม Quantum ของระบบ Jiuzhang นี้ใช้ Photon ในการทำงานเป็นหลัก โดยแต่ละ Photon ที่ใช้นั้นก็เทียบเคียงได้กับ Qubit ซึ่งภายในระบบนี้สามารถตรวจวัด Photon ที่ใช้งานได้สูงสุดถึง 76 Photon แต่ในการทำงานนั้นจะมีการใช้งานโดยเฉลี่ยที่ 43 Photon

ในการทดสอบการประมวลผล Jiuzhang ใช้เวลาเพียงแค่ 3 นาทีในการทำงาน แต่เมื่อนำโค้ดสำหรับจำลองการทำงานรูปแบบเดียวกันไปทำงานบนเครื่อง Sunway TaihuLight ซึ่งเป็น Supercomputer ที่เร็วที่สุดของจีนและเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก ทีมวิจัยก็ประเมินว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2,000 ล้านปีจึงจะประมวลผลสำเร็จ

ข้อเสียของการใช้ Photon ภายในระบบนี้ก็คือการที่ระบบ Quantum Computer ดังกล่าสวจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานหรือการประมวลผลได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับการประมวลผลอื่นๆ ได้มากนัก เรียกได้ว่ามีการ Hard Code ลงไปถึงระดับวงจรเลยก็ไม่ผิดนัก ซึ่งก็ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจของการพัฒนาศาสตร์ทางด้าน Quantum Computer ต่อไปในอนาคต ที่ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าสุดท้ายแล้วเทคโนโลยี Quantum Computer แบบใดที่จะกลายเป็นแนวทางหลักของโลกในอนาคตหลังจากนี้

ที่มา: https://www.wired.com/story/china-stakes-claim-quantum-supremacy/

from:https://www.techtalkthai.com/chienese-researchers-claim-to-reach-quantum-supremacy/

บริหารจัดการโรงงานด้วย Kaizen ในแบบ Digital ด้วย Lumada Manufacturing Insights (MfI) จาก Hitachi Asia (Thailand) Co., Ltd.

หนึ่งในธุรกิจที่ต้องเร่งปรับตัวกันมากที่สุดในปี 2020 ที่ผ่านมานี้ก็คือธุรกิจโรงงานและการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดโดยตรงต่อทั้งสายการผลิต, Supply Chain ไปจนถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล การนำเทคโนโลยี Digital เข้ามาใช้ในการผลิตจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ และในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Hitachi Lumada Manufacturing Insights (MfI) ที่จะช่วยให้การผลิตนั้นสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตามหลักการของ Kaizen

ปัญหาของการบริหารจัดการโรงงานที่ยังไม่มีการใช้งานเทคโนโลยี Digital

ธุรกิจโรงงานและการผลิตทั่วโลกนั้นมักมีแนวโน้มหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน คือการที่ธุรกิจโรงงานและการผลิตขนาดใหญ่หลายแห่งนั้นยังคงไม่ก้าวสู่การนำเทคโนโลยี Digital มาปรับใช้ในการผลิต เพราะคุ้นชินกับการทำงานแบบเดิม อีกทั้งธุรกิจเองนั้นก็มีขนาดใหญ่ และขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะมาช่วยปรับปรุงในส่วนนี้จนยากที่จะปรับนำเทคโนโลยี Digital มาใช้งาน

อย่างไรก็ดี ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความท้าทายของธุรกิจโรงงานและการผลิตเองนั้นมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสการทำ Digital Transformation และ Industry 4.0 ในทุกวันนี้ รวมถึงการมาของภัยโรคระบาดในปี 2020 นี้ที่ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าและการทำงานที่ต้องคำนึงถึงนโยบายการทำ Social Distancing

ปัจจัยเหล่านี้เองได้สร้างความท้าทาย 3 ประการต่อธุรกิจโรงงานและการผลิต ได้แก่

  1. การที่ความต้องการของลูกค้ามีหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตต้องปรับสายการผลิตให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ได้
  2. การแข่งขันในระดับโลกที่สร้างความกดดันอย่างมหาศาล ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ทำให้ประเด็นด้านคุณภาพและราคานั้นส่งผลเป็นอย่างมากต่อการตัดสินใจของลูกค้า
  3. การเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ที่กำลังค่อยๆ เกษียณไปทีละราย ในขณะที่คนรุ่นใหม่เองก็ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจโรงงานและการผลิตน้อยลงเรื่อยๆ

ความท้าทายเหล่านี้ได้ส่งผลให้การผลิตในโรงงานนั้นมีความซับซ้อนและยุ่งเหยิงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการที่เอกสารหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งยังคงเป็นแบบกระดาษนั้นทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานสูง และทำให้กระบวนการทำงานนั้นมีความเชื่องช้า, การที่ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาหรือวางแผนปรับปรุงสายการผลิตอย่างชัดเจน ไปจนถึงการขาดผู้เชี่ยวชาญที่ค่อยๆ เกษียณอายุไป ทำให้สายการผลิตนั้นขาดความมั่นคง

ด้วยเหตุเหล่านี้ การตัดสินใจนำเทคโนโลยี Digital เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้ทุกกระบวนการขั้นตอนนั้นมีข้อมูลอย่างครบถ้วน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงได้กลายเป็น Priority หลักของหลายธุรกิจโรงงานทั่วโลก และถือโอกาสในช่วงที่สายการผลิตต้องหยุดชะงักจากวิกฤตโรคระบาดนี้ในการปรับนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตกันมากขึ้นนั่นเอง

เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิต ด้วย Lumada Manufacturing Insights (MfI)

Lumada Manufacturing Insights หรือ MfI นี้ เป็นโซลูชัน Digital สำหรับช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตโดยเฉพาะ เพื่อเปลี่ยนให้การผลิตนั้นกลายเป็นแบบ Digital ซึ่งมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและช่วยปรับปรุงแก้ไขปัญหาเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องตามหลัก Kaizen ในสายการผลิต โดยมีกระบวนการ 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. Collect Data รวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นในสายการผลิตโดยอัตโนมัติจากเครื่องจักรและระบบควบคุมต่างๆ ผ่านทาง PLC และ IoT Gateway โดยครอบคลุมข้อมูล 4M ได้แก่ huMan, Machine, Material และ Method
  2. Visualize นำข้อมูลสถานะการผลิตที่กำลังเกิดขึ้นมาแสดงผลแบบ Real-Time เพื่อให้สามารถตรวจสอบ ติดตาม และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมีข้อมูลย้อนหลังเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงสายการผลิตได้อย่างแม่นยำตรงจุด
  3. Kaizen in the Shop Floor ทำการวัดคุณภาพและปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมวัดผลหลังจากการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ติดตามผลลัพธ์ได้อยู่ตลอด

ทั้ง 3 กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ถูกนำมาออกแบบเป็นระบบย่อยภายใน MfI เพื่อให้ผู้ที่ทำงานในสายการผลิตตั้งแต่ระดับของผู้บริหารไปจนถึงปฏิบัติการนั้นสามารถทำงานด้วยข้อมูลแบบ Data-Driven ได้อย่างครบถ้วน ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการ 4 ส่วน ได้แก่

  1. Factory KPI สำหรับให้ Factory Manager ทำการติดตามสถานะการผลิตและติดตามค่า KPI ของการทำงานในแง่มุมต่างๆ เช่น การผลิตสินค้าได้ทันเวลา ไปจนถึงการที่สายการผลิตสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก
  2. Equipment สำหรับผู้ดูแลเครื่องจักรใช้ในการติดตามสถานะการทำงานของเครื่องจักรแต่ละเครื่อง และสัญญาณผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน เพื่อให้สามารถวางแผนปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือตรวจสอบแนวโน้มการเกิดปัญหาได้ ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับสายการผลิต
  3. Process สำหรับ Production Manager ใช้ในการติดตามการผลิตและตรวจสอบปัจจัยที่เป็นต้นเหตุให้เกิดคอขวดในการผลิต รวมถึงติดตามสถานะจากข้อมูล 4M เพื่อให้สามารถระบุถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในสายการผลิตได้อย่างแม่นยำ
  4. Quality สำหรับ Quality Assurance Manager ใช้ในการติดตามสถิติการเกิดของเสียในสายการผลิต และตรวจสอบหาสาเหตุเพื่อแก้ไขสายการผลิตให้มีคุณภาพในการผลิตมากขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่า MfI นี้จะช่วยให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตสามารถตรวจสอบสถานะของการผลิต, เครื่องจักร และพนักงานได้อยู่เสมอ รวมถึงถ้าหากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในการผลิต MfI ก็จะสามารถนำเสนอข้อมูลสำหรับการแก้ไขปัญหาและวางแผนป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้สามารถนำมาสะท้อนเป็น KPI ของสายการผลิตเพื่อวัดผลการทำงานได้อย่างครอบคลุม นำไปสู่การควบคุมคุณภาพ, การลดค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าจากสายการผลิตให้แก่ธุรกิจโรงงานได้

จุดเด่นที่ทำให้ MfI ได้รับความนิยมในธุรกิจโรงงานและการผลิตนั้น ก็คือความง่ายดายในการติดตั้งใช้งานที่สามารถผสานระบบให้ทำงานร่วมกับเครื่องจักรรูปแบบต่างๆ, ระบบ ERP/MES ที่มีอยู่, ระบบ RFID/Barcode/QR Code และกระบวนการในการผลิตที่หลากหลายได้ และการเลือกเริ่มต้นใช้งานเฉพาะบางส่วนและค่อยๆ เพิ่มขยายในอนาคตได้ ในขณะที่ CFO ของโรงงานเองนั้นก็จะให้ความสำคัญกับการที่ MfI คิดค่าใช้จ่ายในแบบ Subscription-based ทำให้ไม่ต้องเกิดการลงทุนเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ไปแต่แรก และเห็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ชัดเจน

พร้อมให้บริการในประเทศไทย ด้วย Lumada Center ที่เปิดให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตเข้าไปสัมผัสเทคโนโลยีจริงได้ด้วยตนเอง

Hitachi Asia  (Thailand) Co., Ltd. นั้นตั้งใจขยายตลาด MfI ในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญอยู่มากมายอย่างเต็มที่ จึงได้มีการเปิด Lumada Center ด้วยกันถึง 2 แห่งในกรุงเทพมหานครและชลบุรี เพื่อให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตนั้นสามารถเข้ามาสัมผัสกับเทคโนโลยี Digital สำหรับการผลิตโดยเฉพาะได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้บริหารและผู้จัดการของโรงงานนั้นเข้าใจในเทคโนโลยีมากขึ้น และมองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปปรับใช้ในโรงงานของตนเองได้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

สนใจติดต่อ Hitachi Asia (Thailand) Co., Ltd. ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชัน MfI สามารถติดต่อทีมงาน Hitachi Asia  (Thailand) Co., Ltd. ในประเทศไทยได้ทันทีที่อีเมล์ hasth.dx-sales.yq@hitachi.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ https://www.hitachi.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/digitalize-your-factory-as-kaizen-with-lumada-manyafacturing-insights-by-hitachi-asia/

[Guest Post] “Cloud Economy” พลิกเกมโลกการเงิน เปิดโอกาสการเติบโตให้ผู้ประกอบการทุกขนาด

Cloud Economy” พลิกเกมโลกการเงิน เปิดโอกาสการเติบโตให้ผู้ประกอบการทุกขนาด  โดย สุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการเงิน บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

แค่มองไปรอบตัว ไม่ว่าในหน้าสื่อหรือในที่ทำงานของคุณเอง คนส่วนใหญ่คงพูดได้เต็มปากว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบที่เราใช้ชีวิตและทำงานกันจริง ๆ แต่ขณะเดียวกัน คนทำงานในบางสายก็อาจไม่ได้รู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นใหญ่โตอะไรนัก งานด้านการเงินก็เป็นหนึ่งในสายงานที่เข้าข่ายนี้ เพราะหลายคนคงรู้สึกว่างานที่ทำอยู่เปลี่ยนไปแค่เครื่องมือที่ใช้งาน แต่ยังคงมีจุดประสงค์และแนวทางเหมือนเดิม ซึ่งก็คือการสร้างระบบ จัดระเบียบการเงินของบริษัทให้สนับสนุนการทำงานตามเป้าหมายขององค์กรได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ถึงหัวใจสำคัญนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ที่จริงแล้ว ปัจจัยที่คนสายการเงินต้องพิจารณาได้เปลี่ยนไปอยู่ไม่น้อย เพราะเทคโนโลยีอย่างคลาวด์ได้เข้ามาเพิ่มมิติใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการด้านการเงิน พร้อมเปิดประตูให้เงินลงทุนของบริษัทสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นอย่างมหาศาล

 

จาก CAPEX สู่ OPEX ลดเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพิ่มความคล่องตัวและการเติบโต

พลิกกระดานให้บางองค์กรสามารถเปลี่ยนลำดับความสำคัญในการลงทุน จากเดิมที่จำเป็นต้องทุ่มทุนไปกับสินทรัพย์ถาวรขององค์กร หรือ CAPEX เพื่อให้บริษัทมีรากฐานรองรับการเติบโต กลายมาเป็นการเน้น OPEX หรือเม็ดเงินที่หมุนเวียนให้เกิดผลในการทำงานจริงแบบวันต่อวันแทน จนเกิดเป็นมุมมองใหม่ทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่เรียกได้ว่า “Cloud Economy” หรือ “เศรษฐกิจแบบคลาวด์”

หากมองจากในเชิงการเงินล้วน ๆ การเปลี่ยนให้องค์กรหันมาใช้คลาวด์จะลดภาระในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีไปอย่างมหาศาล เหลือเพียงแค่ค่าใช้บริการที่ชำระตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งนอกจากมูลค่าตัวเงินที่ไหลออกจากองค์กรจะลดลงอย่างมากแล้ว ยังตัดประเด็นเรื่องค่าเสื่อมราคาออกไปให้พ้นสารบบ ทั้งยังปรับเพิ่ม-ลดค่าใช้จ่ายได้ตามสถานการณ์และความจำเป็น

 

เพิ่มมูลค่าให้ข้อมูล เปลี่ยนรายงานแห้ง ๆ ให้กลายเป็นขุมความรู้ขององค์กร

นอกจากจะเพิ่มความยืดหยุ่นในการคุมรายจ่ายแล้ว คลาวด์ยังเปิดประตูให้ทุกองค์กรสามารถใช้ข้อมูลทางการเงินให้เป็นประโยชน์มากขึ้น อย่างในกรณีของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งรายหนึ่ง ที่นำข้อมูลยอดขายอาหารสดมาวิเคราะห์จนตีโจทย์แตกว่าธุรกิจกลุ่มร้านหมูกระทะนับเป็นฐานลูกค้ารายใหญ่ในแผนกนี้ จึงปรับกลยุทธ์การสต็อกและจัดแสดงสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งก็ช่วยให้ยอดขายสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้วยแนวคิดนี้ ข้อมูลทางการเงินของบริษัทจึงมีคุณค่ามากกว่าแค่การบันทึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในองค์กร เปิดโอกาสให้ได้วิเคราะห์หาเหตุผลเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ไปจนถึงคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแนะแนวทางว่าเราควรปรับตัวอย่างไรให้รับมือกับอนาคตนั้นได้ดีที่สุด

 

ปลดล็อกศักยภาพบุคลากร ยกระดับทักษะจากงานวันต่อวันสู่การขับเคลื่อนธุรกิจ

การเปิดโอกาสให้บุคลากร ไม่ว่าจะเป็นในฝ่ายการเงินหรือแผนกอื่น ๆ ได้ขยายขอบเขต ลดภาระงานธุรการ หันไปทำงานเชิงวิเคราะห์และกลยุทธ์ที่มีคุณค่ากับองค์กรมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของคุณค้นพบลู่ทางใหม่ ๆ ในการเติบโตก็เป็นได้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระ-เพิ่มศักยภาพให้แก่บุคลากรตรงนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งของ “Cloud Economy” หรือ “เศรษฐกิจแบบคลาวด์”

 

สิรินันท์ จิรดิลก ผู้อำนวยการอาวุโส Head of Digital Engagement & FinTech Innovation (ที่สามจากซ้าย) , เอกวิชญ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Enterprise Banking Head-commercial banking (ที่สองจากซ้าย), และ พีระ จิตประไพ ผู้อำนวยการอาวุโส Head of cash management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (ซ้ายมือ) , และสุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการเงิน บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่สามจากขวา) ร่วมกันจัดงานสัมมนาถึงความสำคัญของ Digital Transformation ที่มีความชัดเจนมากขึ้นหลังโลกต้องเผชิญหน้ากับ COVID-19 ที่ผู้บริหารการเงินยุคใหม่จะต้องปรับตัว มองหาแนวทางดิจิทัลมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า

 

ที่สำคัญการทำให้ผู้บริหารและบุคลากรสายการเงินได้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากประสบการณ์จริงคงจะเป็นบทพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือและจับต้องได้ดีกว่าการบอกเล่าผ่านตัวหนังสือ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “Digital CFO: บทบาทผู้บริหารในยุค Digital Transformation” ที่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้ร่วมกับธนาคารยูโอบี ประเทศไทยจัดขึ้น โดยได้เชิญผู้บริหารและบุคลากรสายการเงินของลูกค้าองค์กร มาร่วมฟังและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลไปปรับใช้ในทุกส่วนงานของธุรกิจเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะดิจิทัลที่จะช่วยขับเคลื่อนในเรื่องการเงิน ในครั้งนี้ได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งหนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับภาคธุรกิจไทยคือการได้ฟังที่มาวิธีคิดของเจ้าของกิจการ บริษัท เพอร์เฟ็ค เปเปอร์ จำกัด ซึ่งกำลังเติบโตอย่างสวยงาม ได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ Smart Business Transformation ที่ดำเนินการโดยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และ เดอะ ฟินแล็บ เพื่อเรียนรู้ที่จะนำดิจิทัลโซลูชันไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและยั่งยืน

 

คุณศรินทร พันธุ์โสภา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพอร์เฟ็ค เปเปอร์ จำกัด ที่ทำธุรกิจรับซื้อและจำหน่ายเศษกระดาษเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมกระดาษ นับตั้งแต่การผลิตกระดาษทิชชูไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ หรือแม้แต่ฉนวนกันความร้อนและไม้ฝา ได้เล่าให้ทุกคนฟังว่าเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในบริษัทคือการเปิดโอกาสให้พนักงานได้สัมผัสกับการวิเคราะห์ข้อมูลโดยตรง แทนที่จะเสียเวลามากมายไปกับการนั่งรวบรวมข้อมูลมาให้คนอื่นวิเคราะห์ และด้วยเครื่องมือบนคลาวด์อย่างระบบวิเคราะห์ข้อมูล Power BI และบริการ Dynamics 365 ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติด้าน ERP ครบครัน คุณศรินทรและทีมงานของเพอร์เฟ็ค เปเปอร์ ก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ของบริษัทได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการเงิน โลจิสติกส์ และการตลาด โดยจากข้อมูลเหล่านี้ คุณศรินทรคาดว่าจะสามารถช่วยลดรายจ่ายของบริษัทลงได้ไม่ต่ำกว่า 15% และอาจสามารถเพิ่มยอดขายได้สูงถึงเท่าตัวจากโอกาสที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

เรื่องราวของคุณศรินทรและเพอร์เฟ็ค เปเปอร์ ตอกย้ำให้เห็นว่าไม่ว่าธุรกิจของคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน มีขนาดเท่าใด ก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีไม่ต่างกัน และการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรจะต้องทำเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขัน และเปิดประตูสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า

 

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ 

บริษัท ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @Microsoft) ผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการที่มุ่งเสริมประสิทธิภาพการสร้างสรรค์ในโลกยุคโมบายและคลาวด์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วโลกให้บรรลุผลสำเร็จทีดียิ่งกว่า 

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2536  มีความมุ่งมั่นในการช่วยให้คุณภาพชีวิตคนไทย 70 ล้านคน ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์   ไมโครซอฟท์ ส่งเสริมให้คนไทยและภาคธุรกิจได้ตระหนักถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มเปี่ยมผ่านการใช้เทคโนโลยี  เทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ในการทำงาน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร  ไมโครซอฟท์ให้บริการซอฟต์แวร์ บริการ และดีไวซ์ ที่สามารถก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  มีความสะดวกทันสมัย  และช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ไมโครซอฟท์ ไม่หยุดนิ่งในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร อย่างต่อเนื่องในการนำพลังของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหรือติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ทางศูนย์ข่าวสารประเทศไทย (http://news.microsoft.com/th-th/) และทวิตเตอร์ @MicrosoftTH 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-cloud-economy/

for feed news app

%d bloggers like this: