Dell ขายธุรกิจ Boomi มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หันมาเจาะตลาด “ที่สำคัญกว่า”

ยักษ์ใหญ่อย่าง Dell Technologies ได้ปฏิวัติตัวเองอีกครั้งหนึ่งด้วยการขายธุรกิจคลาวด์ของตัวเอง Boomi แก่บริษัทหลักทรัพย์เอกชนเป็นมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อย้ายไปให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ “มีความสำคัญสูง” โดยเฉพาะการหันไปเน้นงานขายแบบ as-a-Service

ข่าวเกี่ยวกับการขาย Boomi นี้มาก่อนหน้าหลายสัปดาห์แล้วหลังกรณีที่ Dell ยืนยันว่าจะขายหุ้นส่วนใหญ่ของ VMware เสร็จภายในปลายปีนี้ ซึ่งก่อนหน้าประมาณ 15 เดือนก่อน Dell ก็ขายธุรกิจความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่าง RSA เป็นมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ ไปแล้วด้วย

Jeff Clarke รองประธานและซีโอโอของ Dell Technologies กล่าวว่า “เราต้องการมุ่งเน้นไปที่การเติบโตและการพัฒนาของธุรกิจระบบโครงสร้างพื้นฐานและพีซีที่เป็นธุรกิจหลัก รวมถึงขยายไปถึงกลุ่มไฮบริดจ์และไพรเวทคลาวด์, Edge, โทรคมนาคม, และส่วนของ Apex ด้วย”

เขาย้ำด้วยว่า “ความพยายามเหล่านี้ทำเพื่อสนับสนุนให้องค์กรทั้งหลายก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องสามารถทำงานได้จากทุกที่” เรียกได้ว่ายักษ์ใหญ่เจ้านี้พยายามอย่างหนักในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการด้านไอทีผ่านคลาวด์ในรูป as-a-Service แบบสมัครสมาชิกอย่าง Project Apex นี้

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-boomi-%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2-4-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89/

รีวิวเปรียบเทียบ realme 8 5G – Vivo Y72 5G – Galaxy A32 5G สเปคเหมือนหรือต่างกันตรงไหน ใช้งานแบบนี้ ซื้อรุ่นไหนดี?

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนราคาพันปลาย ๆ ไปจนถึงหมื่นต้น ๆ ถือว่ามีหลากหลายรุ่นให้เลือกซื้อกันแบบเยอะมาก ๆ ซึ่งวันนี้ DroidSans ก็ขอมาเล่าประสบการณ์การใช้งาน realme 8 5G, Vivo Y72 5G และ Galaxy A32 5G กันแบบเจาะลึกว่าเป็นยังไง แต่ละรุ่นมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร หลังจากใช้งานช่วง WFH แบบเต็ม ๆ มาอยู่หลายสัปดาห์

หน้าจอแสดงผล

realme 8 5G ถือเป็นรุ่นเดียวในนี้ ที่ใส่รีเฟรชเรทมาให้สูงสุดถึง 90Hz ซึ่งแน่นอนว่าพอถึงเวลาใช้งานจริง ๆ ประสบการณ์ที่ได้รับจาก realme 8 5G จะมีความละมุนและลื่นนิ้วกว่าประสบการณ์เวลาใช้ Vivo Y72 5G หรือ Galaxy A32 5G อยู่พอตัวเลย คือไม่ใช่ว่าจอ 60Hz มันไม่ดี แต่ 90Hz ดีกว่าเยอะมาก ๆ

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องอัตรารีเฟรชสูง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการใช้จอรีเฟรชเรท 60Hz อยากเน้นไปที่การประหยัดพลังงานตัวเครื่องมากกว่า ตรงนี้ realme 8 5G ก็มีตัวเลือกให้กลับไปใช้แบบ 60Hz หรือว่าตั้ง Auto ไว้ ให้ระบบตัดสินใจเองว่าตอนไหนควรใช้รีเฟรชเรทเท่าไหร่ ซึ่งสามารถปรับได้สองระยะ คือ 60Hz และ 90Hz นั่นเอง

สองพี่น้องแบรนด์จีนอย่าง realme 8 5G และ Vivo Y72 5G ต่างเลือกใช้หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ เหมือนกัน ส่วน Galaxy A32 5G หนึ่งเดียวจากเกาหลีใต้ กลับยังใช้จอแบบ TFT LCD อยู่ซะงั้น ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างจอทั้งสองประเภทนี้คือ TFT LCD จะให้มุมมองที่แคบ แสดงผลสีได้ไม่ค่อยสดเท่าที่ควร รวมไปถึงดันความสว่างจอได้ไม่สูงเท่า

หน้าจอของทั้งสาม ถ้าเจอแดดจ้า ๆ ก็ลำบากเหมือนกัน 

แต่รวม ๆ หน้าจอของ Galaxy A32 5G ถือว่าใช้งานได้ตามปกติ จอ TFT LCD ไม่ได้แย่ การตอบสนองทุกอย่างทำออกมาได้น่าพอใจ คือถ้าไม่ได้เอาไปเปรียบเทียบแบบตัวต่อตัวกับมือถือจอ IPS LCD ก็แทบไม่ได้รู้สึกเลยว่าจอมันแย่

NETFLIX

สมาร์ทโฟนที่ผมนำมารีวิวเปรียบเทียบในครั้งนี้ ไม่ว่าจะ realme 8 5G, Vivo Y72 5G และ Galaxy A32 5G ต่างรองรับการเข้ารหัส Widevine ระดับ L1 ด้วยกันทั้งสิ้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือสามารถดู Netflix ได้ที่ความละเอียดสูงสุดแบบ High Definition หรือ HD นั่นเอง

การใช้งานทั่วไป

ในแง่การใช้งานทั่วไป ทั้งสามสมาร์ทโฟนถือว่าสอบผ่าน ไม่มีอะไรต้องติ หน้าตา UI ค่อนข้างเป็นมิตร ใช้งานง่าย ต่อให้ไม่เคยใช้งานมาก่อน ก็น่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก

ภาพตัวอย่าง realme UI



 

ภาพตัวอย่าง Funtouch OS



 

ภาพตัวอย่าง One UI 



มาถึงเรื่องของการจัดการทรัพยากร RAM กันบ้าง โดยสมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกับ RAM ขนาด 8GB เหมือนกันหมด ซึ่งนั่นหมายความว่า ทั้งสามรุ่นสามารถเปิดแอปทิ้งไว้ 10 – 15 แอปได้แบบไม่ต้องกังวลว่าตัวเครื่องจะมีความช้าลง ประมวลผลนานขึ้นหรือเปล่า เพราะ RAM ขนาดนั้น น่าจะจัดการอยู่ได้แบบไม่ยาก

แต่จากที่ใช้งานมา พบว่าทั้งสามยังมีการแอบ Kill Background Process หรือปิดแอปทิ้งเองอยู่บ้างเป็นครั้งคราว โดยที่เป็นหนักสุดก็คือ Vivo Y72 5G ที่แอปใน RAM แอบมีโหลดใหม่อยู่หลายรอบ

ประสิทธิภาพตัวเครื่อง

ชิปเซ็ตที่ใช้ขับเคลื่อนสมาร์ทโฟนทั้งสาม ต่างเป็นของ MediaTek ซีรีส์ Dimensity ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตรของ TSMC ด้วยกันทั้งหมด จะต่างตรงที่ชิปของ Galaxy A72 5G เป็น Dimensity 720 ส่วน realme 8 5G และ Vivo Y72 5G ใช้เป็นตัวของ Dimensity 700 แทน ซึ่งหากกางสเปคออกมาดูจริง ๆ แม้ว่าตัวเลขจะน้อยกว่า แต่ชิป Dimensity 700 กลับมีประสิทธิภาพความแรงที่ดีกว่าเล็กน้อยซะงั้น

แต่พอเอาไปใช้งานจริง ๆ ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่าถึงความแตกต่างนะ ซึ่งผลคะแนน Benchmark จากแอปต่าง ๆ อาจจะมีการเฉื่อนคะแนนกันเล็กน้อย

เรียงจากซ้ายไปขวา: realme 8 5G – Vivo Y72 5G – Galaxy A32 5G 






 

ทั้งสามสามารถนำไปเล่นเกมแบบปรับกราฟิก Default ค่าเริ่มต้นได้แบบสบาย ๆ ซึ่งจริง ๆ จะดันกราฟิกให้สูงกว่านี้ก็ได้ แต่อาจจะทำให้เครื่องร้อน และมีอาการกระตุกมาถามหาบ้างประปราย



กล้องถ่ายภาพ

มาถึงเรื่องการถ่ายภาพกันบ้าง โดยสเปคกล้องของทั้งสามรุ่น ถือว่าค่อนข้างใส่มาให้แบบจัดเต็มอยู่เหมือนกัน ใช้เซ็นเซอร์หลักความละเอียดสูง 48 – 64MP ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในส่วนนี้เหมือน realme 8 5G จะเสียเปรียบอยู่เล็กน้อย เพราะในขณะที่คนอื่นเขามีกล้อง Ultra-Wide กัน สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวกลับไม่มี เลือกใส่เป็นกล้อง Macro และ Depth มาแทน ซึ่งภาพที่ได้จากกล้องหลังของ realme 8 5G จัดว่าไม่ขี้เหร่เลยนะ สีค่อนข้างสด ไดนามิกเรนจ์กว้าง รายละเอียดยิบย่อยต่าง ๆ ก็ยังอยู่









 

ขณะที่ Vivo Y72 5G นั้น อัดสเปคกล้องมาแบบแทบจะไม่กั๊ก มีอะไรใส่หมด ขาดเพียงแค่กล้อง Telephoto เท่านั้น ถ่ายภาพออกมาโอเค แต่เหมือนว่าบางจังหวะ ภาพที่ได้จะออกมาโทนมืด ๆ กว่าสภาพแสงจริงไปนิดนึง










 

ปิดท้ายที่ Galaxy A32 5G ที่แม้ว่าสเปคในด้านอื่น ๆ จะด้อยกว่าสองรุ่นก่อนหน้ามาโดยตลอด แต่พอเป็นเรื่องกล้องแล้ว รุ่นนี้ถือว่าแทบจะอัดฮาร์ดแวร์มาได้เหนือกว่าอยู่พอสมควรเลย ใส่กล้องมาให้เกือบครบทุกระยะ ขาดแต่ Telephoto เหมือนกัน ซึ่งภาพที่ได้จาก Galaxy A32 5G ก็ถือว่าสวยงามตามท้องเรื่อง ลงโซเชียลได้แบบไม่ต้องแต่งอะไรมาก










 

สรุปคือ ทั้ง realme 8 5G, Vivo Y72 5G และ Galaxy A32 5G ต่างถ่ายภาพออกมาได้ดีเหมือนกันทั้งหมด แทบไม่มีอะไรเป็นที่น่าสังเกตเลย ยกเว้นการไม่มีกล้อง Ultra-Wide ของ realme 8 5G นี่แหละ คือกล้องอื่น ๆ ถ่ายออกมาสวยนะ บางช็อตรายละเอียดครบกว่ากล้องจาก Vivo Y72 5G หรือ Galaxy A32 5G ซะอีก เสียดาย ถ้ามีกล้อง Ultra-Wide (รวมถึง Telephoto) ก็น่าจะทำให้ realme 8 5G ครบเครื่องกว่านี้

ป.ล. ต้องขออภัยด้วยที่ภาพตัวอย่างมีแต่มุมซ้ำ ๆ ตอนนี้ผู้เขียนยังอยู่ในช่วงกักตัวอยู่ 😭😭 

แบตเตอรี่

สมาร์ทโฟนทั้งสาม ที่ผู้เขียนจับมารีวิวเปรียบเทียบในครั้งนี้ ต่างมาพร้อมกับแบตเตอรี่ 5000 mAh เหมือนกัน ซึ่งจากที่ลองใช้งานเปิด YouTube ฟังเรื่องผี ดูหนังบน Netflix เพลิน ๆ ระหว่างวัน (แบบเชื่อมต่อหูฟัง TWS ไปด้วย) ก็พบว่า มือถือเหล่านี้สามารถใช้งานเต็มวันได้แบบสบาย ๆ ไม่มีใครเด่นหรือด้อยไปกว่ากัน วันไหนใช้งานหนัก ๆ คุยแชทเยอะ แก้งานบ่อย ตกดึกแบตจะเหลือประมาณ 20 – 30%

ทั้งสามให้พอร์ตชาร์จมาเป็นแบบ USB-C หรือพูดง่าย ๆ คือ เราสามารถนำที่ชาร์จโน้ตบุ๊คมาเสียบชาร์จกับมือถือได้ ไม่ต้องเสียบปลั๊กอะไรเยอะแยะให้เปลืองพื้นที่ปลั๊กพ่วง โดย realme 8 5G ถือว่าเด่นสุด ๆ เพราะหัวชาร์จที่แถมมาจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 18W ขณะที่สองรุ่นที่เหลือจ่ายไฟแค่ 15W เท่านั้น

สัมผัสจับถือ

ปิดท้ายกันที่หัวข้อสัมผัสจับมืองานประกอบของแต่ละรุ่นกันดีกว่า โดยความรู้สึกแรกที่แว๊บเข้ามาในหัวหลังจากได้ถือเจ้า realme 8 5G อยู่ในมือก็คือ ตัวเครื่องมีน้ำหนักค่อนข้างเบา ทั้งเมื่อเทียบกับอีกสองรุ่นที่เหลือ และรุ่นอื่น ๆ ในตลาด คือชั่งแล้วได้น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 180 กรัมนิด ๆ ถือว่ารอบนี้ realme ทำการบ้านมาดีมาก ๆ เพราะการใส่แบต 5000 mAh มาให้ แต่น้ำหนักตัวเครื่องไม่เพิ่มสูงขึ้นจนแตะหลัก 200 กรัม จัดว่าเป็นอะไรที่ดีงาม และสมควรได้รับคำชมมาก ๆ

ในส่วนของ Vivo Y72 5G จะแตกต่างกับ realme 8 5G เล็กน้อย ตรงที่แอบหนักไปนิดนึง แต่ก็แลกมาด้วยงานประกอบตัวเครื่องที่ดูแน่นหนา ไม่กิ๊กก๊อก ตัวเครื่องเรียว ๆ มน ๆ จับถือถนัดมือสุด ๆ และไฮไลท์สำคัญของรุ่นนี้ก็คือฝาหลังที่พอโดนแสงตกสะท้อนแล้วสวยงามแบบสุด ๆ

ขณะที่ Galaxy A32 5G จะมากับดีไซน์แปลกแหวกแนวเล็กน้อย คือกล้องไม่ได้อยู่ในกรอบเหลี่ยม ๆ เหมือนกับทั้งสองรุ่นข้างต้น แต่ข้อสังเกตคือ รุ่นนี้หนักมาก ๆ ชั่งแล้วเกิน 200 กรัมเลย

อีกหนึ่งจุดของสังเกตของ Galaxy A32 5G คือ ฝาหลังที่ให้มาเป็นแบบเงามันวาว มองผ่าน ๆ แล้วสวยงาม ใช้เป็นกระจกขัดตาทัพได้ แต่สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจสุด ๆ คือมันเป็นรอยนิ้วมือง่าย และเห็นชัดมาก ๆ

ตารางเปรียบเทียบสเปค realme 8 5G – Galaxy A32 5G – Vivo Y72 5G

realme 8 5G Vivo Y72 5G Galaxy A32 5G
หน้าจอ
IPS LCD 6.5″ FHD+
TFT LCD 6.5″ HD+
รีเฟรชเรท 90Hz 60Hz
ชิปเซ็ต Dimensity 700 Dimensity 720
RAM 8GB
ความจุ 128GB
microSD Card 2TB (Triple Slot) 256GB (Hybrid Slot) 1TB (Hybrid Slot)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
ข้างตัวเครื่องฝังกับปุ่ม Power
5G รองรับ
การเชื่อมต่อ
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
Bluetooth 5.1 5.0
แบตเตอรี่ 5000 mAh
ระบบชาร์จไว 18W 15W

สรุปซื้อรุ่นไหนดีกว่ากัน

หลังจากใช้งานทั้ง realme 8 5G, Vivo Y72 5G และ Galaxy A32 5G มาแบบพร้อม ๆ กันเป็นระยะเวลาสัปดาห์นิด ๆ ก็สามารถสรุปได้สั้น ๆ ว่า มือถือทั้งสาม สามารถนำมาใช้งานทั่วไป หรือนำไปเล่นเกม ปรับกราฟิกสูง ๆ ได้แบบสบาย ๆ มากับกล้องหลังที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะถ่ายรูปออกมาให้จบหลังกล้อง ไม่ต้องแต่งเพิ่มเติมอะไรมากนัก แบตเตอรี่อึด ๆ รองรับชาร์จไว คือแทบจะครบเครื่องของการใช้งานพื้นฐานแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนที่ผมนำมารีวิวเทียบในครั้งนี้

คือในบรรดาสามรุ่นนี้ ซื้อรุ่นไหนก็ได้ แทบจะไม่มีความแตกต่างแบบมีนัยยะสำคัญ ประสิทธิภาพความแรงใกล้เคียงกันสุด ๆ แต่ถ้าอยากได้มือถือสวย ๆ คงต้องมองไปที่ realme 8 5G หรือไม่ก็ Vivo Y72 5G โดยเฉพาะรุ่นหลังที่บอกเลยว่าฝาหลังสะท้อนแสงได้สวยงามสุด ๆ ยอมไม่ใส่เคสเลย มันสวยแบบสวยมากจริง ๆ

ส่วน realme 8 5G นอกจากภายนอกจะสวยแล้ว ภายในยังอัดสเปคมาแบบเต็ม ๆ จอรีเฟรชเรท 90Hz นี่ลื่นจริง คือหลายคนอาจจะบอกว่า 60Hz กับ 90Hz ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ส่วนตัว ถ้าทุกอย่างใกล้เคียงเกือบเท่ากันหมด แต่อีกรุ่นจอรีเฟรชเรทสูงกว่า ผมก็ไปจิ้มไปที่รุ่นที่มีจอรีเฟรชเรทสูงกว่าแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย มันยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้นจริง ๆ

ส่วน Galaxy A32 5G แม้ว่าสเปครวม ๆ จะด้อยกว่าสองรุ่นก่อนหน้าอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าพูดถึงในแง่การใช้งานทั่ว ๆ ไป ก็ต้องบอกว่ารุ่นนี้ให้ประสบการณ์ที่ไม่ต่างกันเลยนะ โซเชียลได้ เล่นเกมดี แถมยังได้ชื่อเสียง Samsung และบริการหลังการขายมาอีก

นี่น่าจะเป็นการรีวิวเปรียบเทียบที่หนักใจที่สุดสำหรับผมแล้ว เพราะมันเลือกยากจริง ๆ แต่ถ้าให้สรุปข้อดี – ข้อสังเกตของทั้งสามรุ่น ก็จะออกมาเป็นดังนี้

realme 8 5G

ข้อดี 

  • ดีไซน์สวย งานประกอบแน่น น้ำหนักเบา
  • จอรีเฟรชเรท 90Hz ลื่นจริงอะไรจริง
  • ถ่ายรูปสวย ลงโซเชียลได้เลย ไม่ต้องแต่งมาก
  • แบตอึด พอร์ตชาร์จ USB-C มีชาร์จไว

ข้อสังเกต

  • สเปคถูกดาวน์เกรดลงจากรุ่นก่อน
  • ไม่มีกล้อง Ultra-Wide

​Vivo Y72 5G

ข้อดี 

  • ดีไซน์ฝาหลังสวย ขอบจอล่างบาง
  • กล้องให้มาเกือบครบทุกระยะ
  • แบตอึด พอร์ตชาร์จ USB-C

ข้อสังเกต

  • ติ่งค่อนข้างใหญ่
  • ภาพที่ได้บางทีแอบมืด ๆ

Galaxy A32 5G

ข้อดี 

  • กล้องสวย สีสันดีกว่าสองรุ่นบน
  • Ultra-Wide มุมกว้าง สีสด
  • แบตอึด พอร์ตชาร์จ USB-C

ข้อสังเกต 

  • จอ TFT ความละเอียด HD+
  • ฝาหลังเป็นรอยนิ้วมือง่าย
  • ประสิทธิภาพชิปเซ็ตแรงน้อยกว่า

from:https://droidsans.com/review-realme-8-5g-vivo-y-72-5g-galaxy-a32-5g-specs-compare/

AIS จับมือ 5 ฟู้ดเดลิเวอรี่ช่วยให้ร้านอาหารรอดได้ในยุคโควิด

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังน่ากังวล สิ่งที่คนไทยจะมีส่วนร่วมรับมือกับสถานการณ์นี้ได้คือ การอยู่บ้าน เพื่อลดการติดต่อสัมผัสแพร่เชื้อ  ดังนั้น 1 ในความต้องการที่จำเป็นระหว่างการอยู่บ้าน คือ เมนูอาหารที่หลากหลาย ในราคาที่คุ้มค่า จากร้านค้าที่เชื่อถือได้ นี่จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง AIS กับผู้นำบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 5 ราย คือ  Grab, foodpanda, LINE MAN Wongnai, Gojek และ Robinhood 

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยงานธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ AIS กล่าวว่า เพื่อให้ลูกค้าอิ่มอร่อยอยู่ที่บ้าน AIS จึงมอบสิทธิพิเศษจากเมนูอร่อยให้แก่ลูกค้า เมื่อสั่งอาหารจาก ทั้ง 5 ราย ที่มีร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 300,000 ร้านค้าทั่วประเทศ เพียงใช้  AIS Points แลกรับส่วนลดสูงสุด 60 บาท โดยลูกค้าสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่าน Application myAIS ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“สำหรับแคมเปญ “ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน กับ เอไอเอส พอยท์ ถือเป็นเพียงรายเดียวที่ร่วมมือกับฟู้ดเดลิเวรี่ทั้ง 5 แบรนด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกระหว่างอยู่บ้านของคนไทยท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ได้ร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารทุกกลุ่มที่อาจไม่สามารถเปิดให้เข้าไปนั่งกินในร้านได้ รวมไปถึงพนักงานส่งอาหาร หรือ ไรเดอร์ของฟู้ดเดลิเวรี่แต่ละแบรนด์ ที่เสมือนหนึ่งฮีโร่ที่ส่งอาหารอร่อยหลากหลายเมนู ให้คนไทยอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย

นอกจาก เอไอเอส จะสนับสนุนให้คนอยู่บ้านแล้ว แต่ก็ยังสามารถ Stay Connect กับญาติพี่น้อง เพื่อน หรือคนที่รัก ได้ง่ายๆอีกด้วย เพียงสั่ง Food Delivery มาส่งที่บ้าน แล้ว VDO Call ทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน นับเป็นวิถี New Normal ที่ช่วยให้อยู่บ้านไม่มีเหงา แถมอิ่มฟินยิ่งขึ้นด้วยการใช้ AIS Points แลกส่วนลดค่าอาหารได้สูงสุดถึง 60 บาท ผ่านทาง myAIS ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางช่วงเวลายากลำบาก

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้บริการฟู้ดเดลิเวอร์รี่มีแน้วโน้มเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่กักตัวและรักษาระยะห่างทางสังคม ซึ่งแกร็บ ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการรับ-ส่งอาหารผ่านบริการแกร็บฟู้ด (GrabFood) มีความมุ่งมั่นที่อยากช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวต่อข้างหน้า พาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้ายังคงมีรายได้

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ซึ่งสอดคล้องไปกับพันธกิจหลักของแกร็บอย่าง “GrabForGood” หรือ แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ในยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยีในการช่วยสร้างรายได้ โดยความร่วมมือกับ AIS 5G ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือพาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าแต่ยังช่วยสนับสนุนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการเข้าถึงบริการรับ-ส่งอาหาร

นายพีรพล สง่าเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ ฟู้ดแพนด้า ประเทศไทย กล่าวว่า foodpanda เล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือกับเอไอเอส ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไร้เงินสด และลดสัมผัส สนองตอบทุกภาคส่วนในการช่วยลดความเสี่ยงการติดโควิด และกระตุ้นให้ลูกค้าได้อยู่บ้าน  และด้วยพื้นที่ให้บริการส่งอาหาร และของกินของใช้ ที่ครอบคลุมมากถึง 77 จังหวัดทั่วไทย ในราคาค่าส่งประหยัด จึงเป็นส่วนสำคัญให้คนไทยได้เข้าถึงบริการ และสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายวุฒิชัย น้ำใจประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ AIS 5G ในครั้งนี้เป็นการเสริมแกร่งวิสัยทัศน์สู่การเป็น Ecommerce Platform for Services ของ LINE MAN Wongnai ที่เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการมากมายสำหรับลูกค้าคนพิเศษที่ชอบการสั่งเดลิเวอรีด้วยตัวเลือกร้านอาหารมากที่สุดกว่า 300,000 ร้านตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดไปจนถึงร้านหรู และยังมีแคมเปญพิเศษเฉพาะลูกค้า AIS 5G ซึ่งจะทำให้ลูกค้า AIS 5G จะได้สัมผัสประสบการณ์กับมื้อพิเศษผ่าน LINE MAN แล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอื่นๆ อีกมากมายด้วย”

นางสาว เมธิณี โรจนปัญญากุล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิพ Gojek Thailand กล่าวว่า “Gojek ยินดีที่ได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจชั้นนำ ของ AIS ในการขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในช่วงเวลาเช่นนี้ และพร้อมส่งมอบมื้ออร่อยให้ผู้ใช้บริการทุกคนอย่างปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ที่ต้องเว้นระยะห่างผ่านบริการแบบ contactless delivery และการจ่ายเงินแบบออนไลน์ โดยความร่วมมือครั้งนี้ผู้ใช้บริการจะได้รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GoFood นอกจากนั้นตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ภายในแอป Gojek เองยังมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% และสิทธิพิเศษอื่นอีกมากมายเพื่อความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าทุกท่านอีกด้วย”

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการ โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย กล่าวว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 ที่กำลังทวีความเข้มข้น โรบินฮู้ดขอยืนหยัดในการเป็นตัวกลางสนับสนุนร้านอาหารด้วยการยึดมั่นในหลักการของแพลตฟอร์มที่ไม่เก็บค่า GP แม้แต่บาทเดียว และเรามีนโยบายที่จะไม่เก็บตลอดไป เพื่อมุ่งช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ และสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับร้านค้า โดยร้านค้าจะได้รับเงินจากการขายภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ร้านค้ามีเงินหมุนเวียนในการพยุงธุรกิจต่อไปได้ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์ท่ามกลางการว่างงานที่ดีดตัวสูงขึ้น โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับ  เอไอเอส เพื่อมอบส่วนลดให้กับลูกค้าในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความสุขเล็ก ๆ ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยอย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงในการเดินทางออกนอกบ้านเพื่อร่วมกันป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19”

นางบุษยา กล่าวในตอนท้ายว่า “นอกจากความร่วมมือในแคมเปญ ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน กับ เอไอเอสพอยท์ ที่เป็นแคมเปญที่จัดขึ้นตลอดปี 2564 แล้ว  AIS 5G ยังร่วมกับ ซูเปอร์ฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง  5 ราย สนับสนุนเงินให้แก่โครงการ “เรื่องเล่าแบ่งปัน” ของช่อง 3 และแนะนำร้านอาหารที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Food Delivery ทั้ง 5 ราย เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มน้ำใจ ช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งผู้เดือดร้อนในชุมชน และร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ อันจะเป็นสะพานบุญ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ สามประสาน ระหว่างชุมชน ร้านค้า ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงทีในช่วงวิกฤตนี้ โดยต้องขอขอบคุณและชื่นชมพาร์ทเนอร์ที่มาร่วมเป็นพลังที่แข็งแกร่งจากภาคเอกชนในการร่วมกันฟื้นฟูประเทศไทยไปด้วยกันจากวันนี้เป็นต้นไป”

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-food-delivery-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-food-delivery-covid

ธุรกิจของแจ๊ค หม่า ที่รัฐบาลจีนจะเล่นงานต่อคือ “ธุรกิจสื่อ” | BI Opinion

อย่าคิดว่ารัฐบาลจีนจะจบง่ายๆ กับแจ๊ค หม่า

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะจัดการเรื่องการผูกขาดธุรกิจของ Alibaba ด้วยการปรับเงินไปกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท นับเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทจีน

แต่ทว่า Alibaba ไม่ได้มีแค่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจการเงิน

อาณาจักรแจ๊ค หม่า ยิ่งใหญ่กว่าที่เรารู้

Alibaba มีธุรกิจทั้งหมด 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

  1. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: นอกจาก Lazada ที่คุ้นเคยกันดีในบ้านเรา อีคอมเมิร์ซในจีนมี Taobao และ Tmall รวมถึง AliExpress อีคอมเมิร์ซที่เชื่อมต่อกับหลายประเทศทั่วโลก
  2. ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง: Alibaba Cloud ที่ในปัจจุบันเริ่มเข้ามาแย่งตลาดคลาวด์กับยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ครองตลาดมานานอย่าง AWS (Amazon), Azure (Microsoft) และ Google Cloud
  3. ธุรกิจสื่อและความบันเทิง: สำนักข่าว South China Morning Post, แพลตฟอร์มวิดีโอ YouKu (YouTube เมืองจีน) ฯลฯ
  4. ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม: Ant Group (ที่โดนเบรก IPO), แอพแชท DingTalk ฯลฯ

อ่านบทความขนาดยาวเพื่อทำความเข้าใจอาณาจักรของ Alibaba

Jack Ma
Jack Ma Photo: Getty Images

ถัดจากการเงิน-อีคอมเมิร์ซ รัฐบาลจีนเตรียมเล่นงานธุรกิจสื่อของ Alibaba

ช่วงกลางเดือนมีนาคม รายงานของ Wall Street Journal อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดแต่ไม่ระบุตัวตน ระบุว่า รัฐบาลจีนขอให้ Alibaba ขายหุ้นในธุรกิจสื่อบางส่วนออกไป โดยไม่ได้ระบุว่าคือธุรกิจสื่ออะไร ประเภทใดกันแน่

คำถามคือ ธุรกิจสื่อที่ Alibaba เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นอยู่ มีอะไรบ้าง

  • หนังสือพิมพ์ South China Morning Post: Alibaba ถือหุ้น 100%
  • แพลตฟอร์มวิดีโอ YouKu (YouTube เมืองจีน): Alibaba ถือหุ้น 100%
  • ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ Alibaba Pictures: Alibaba ถือหุ้น 100%
  • แพลตฟอร์ม Social Media ชื่อดัง Weibo: Alibaba ถือหุ้น 30%
  • บริษัทข่าวการเงิน Yicai Media Group: Alibaba ถือหุ้น 30%
  • บริษัทข่าวไอทีออนไลน์ 36Kr: Ant Group ถือหุ้น 16.2%
  • บริษัทข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com: Ant Group ถือหุ้น 14.9%
  • แพลตฟอร์มวิดีโอ Bilibili: Alibaba ถือหุ้น 6.7%
  • บริษัทโฆษณา Focus Media: Alibaba ถือหุ้น 5.28%
  • บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ Mango Excellent Media: Alibaba ถือหุ้น 5.26%
Smartphone with logo of newspaper South China Morning Post (Hongkong) on screen in front of company web page.

Alibaba เป็นเจ้าของและถือหุ้นสื่อหลากหลายประเภท แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า “สื่อ” ที่รัฐบาลจีนหมายถึงคือ “South China Morning Post”

South China Morning Post คือหนังสือพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้นในฮ่งกงมาตั้งแต่ค.ศ. 1903 สมัยฮ่องกงยังเป็นอาณานิคมอังกฤษ อายุกิจการยาวนานกว่า 118 ปี

ต่อมาในปี 2015 แจ๊ค หม่าเข้าซื้อกิจการของ South China Morning Post ด้วยมูลค่ากว่า 8,200 ล้านบาท และสัญญากับกองบรรณาธิการว่า จะให้เสรีภาพในการทำสื่ออย่างเต็มที่ ไม่มีอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาครอบงำ แต่อย่างไรก็ดี หลังจากที่เกิดการเข้าซื้อกิจการ มีการตั้งคำถามว่า ถึงที่สุดแล้ว South China Morning Post ก็จะมีหน้าที่ในการนำเสนอ Soft Power และปรับโฉมหน้าของจีนให้ดูดีขึ้นในสายตาชาวโลก

แต่จนถึงวันนี้ทั้ง Alibaba และสื่อในมืออย่าง South China Morning Post แม้จะโดนแรงงกดดันจากรัฐบาล แต่ก็ยังคงปกติดี ประเด็นการกดดันให้ขายหุ้นยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นทางการ

ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่า South China Morning Post อยู่ในสายตาของชาวโลก ก็เป็นได้

เว็บไซต์ข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com
เว็บไซต์ข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com

แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูปลายปี 2020 เหตุการณ์เกิดในจีน โดย Huxiu บริษัทข่าวธุรกิจออนไลน์ที่ Ant Group มีหุ้นอยู่ในนั้นได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนถึงการที่หุ้น IPO ของ Ant Group ถูกสั่งเบรกว่า “การกระทำนี้เป็นการหยุดยั้งไม่ให้บริษัทอินเทอร์เน็ตในจีนเติบโต และเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจจีน”

ไม่นานหลังจากนั้น บทความชิ้นดังกล่าวของ Huxiu ก็ถูกถอดออกจากเว็บไซต์ ที่หนักกว่านั้นคือเว็บไซต์ของ Huxiu ไม่มีคอนเทนต์ใหม่ตีพิมพ์และเผยแพร่ร่วมเดือน มีประกาศแจ้งผู้อ่านเพียงว่า “enter maintenance mode” หรือหยุดพักชั่วคราวเพื่อเข้าโหมดซ่อมบำรุง

หรืออีกหนึ่งกรณี ช่วงปลายปี 2020 ในโซเชียลมีเดียจีน Weibo ที่ Alibaba ถือหุ้นอยู่ ถูกสั่งลบโพสต์และการแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีเนื้อหาที่ซุบซิบถึงผู้บริหารระดับสูงของ Alibaba

ทั้งกรณี Huxiu และ Weibo ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้เซ็นเซอร์เนื้อหาข้อมูล แค่คาดว่าน่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองของ Alibaba เนื่องจากมีหุ้นอยู่ในทั้ง 2 บริษัท

Presidnet Xi Jinping Meets Visiting Armenian President Serzh Sargsyan
Chinese President Xi Jinping (L) meets Armenian President Serzh Sargsyan (R) at the Great Hall of the People on March 25, 2015 in Beijing, China. (Photo by Feng Li – Pool/Getty Images)

ไม่มีใครใหญ่กว่ารัฐบาลจีน

ประเด็นเรื่องอิทธิพลทางความคิดสำคัญมากในจีน 

ในแต่ละปี รัฐบาลจีนทุ่มเงินหลายพันล้านเพื่อควบคุมความเห็นสาธารณะ (public opinion) โดยทำโครงการสอดส่องประชาชน ผ่านระบบความปลอดภัย เครื่องมือเซ็นเซอร์ และตำรวจไซเบอร์

ในปี 2018 มูลนิธิ Jamestown สถาบันวิจัยของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า รัฐบาลจีนใช้เงินประมาณ 1.24 ล้านล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยเกือบ 6 ล้านล้านบาท (เทียบได้กับงบประมาณแผ่นดินไทย 2 ปีรวมกัน) เพื่อทำโปรแกรมสอดส่องประชาชน (surveillance) อย่างเป็นระบบ 

หรือแม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ข่าวการหายตัวไปจากหน้าสื่อและพื้นสาธารณะของแจ๊ค หม่า ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการรายงานข่าวสารในจีน ทางการจีนบอกว่า หากสื่อมวลชนรายใดในประเทศจะรายงานประเด็นข่าวเรื่องการสืบสวนสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีจีนในการผูกขาดตลาด และรวมไปถึงเรื่องของแจ๊ค หม่า จะต้องทำการขออนุญาตจากทางรัฐบาลจีนเสียก่อน

Brand Inside TALK เคยวิเคราะห์ถึงประเด็นการหายตัวไปของแจ๊ค หม่า โดยชี้ว่า “เป็นประเด็นทางการเมือง”

ไม่นานมานี้ ต้นปี 2021 โรงเรียนสอนธุรกิจ Jack Ma Academy ถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามรับนักเรียนใหม่ ซึ่งแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่าเป็นเพราะรัฐบาลจีนมองว่า มหาวิทยาลัยของแจ๊ค หม่าอาจไม่ได้สอนสิ่งที่เป็นไปตามแนวทางพรรคคอมนิวนิสต์จีน “ซึ่งนั่นถือเป็นข้อต้องห้าม”

สรุป

จากข่าวแจ๊ค หม่าหายตัว การสั่งเบรกธุรกิจการเงินของ Alibaba การกำกับและสั่งปรับ Alibaba ในข้อหาผูกขาดตลาด มาจนถึงประเด็นเรื่องธุรกิจสื่อ ทั้งหมดนี้คือสัญญาณจากรัฐบาลจีนที่ชัดเจนว่า

ในผืนแผ่นดินจีน ใครมีสิทธิในการพูด ใครมีสิทธิในการควบคุมความคิดสาธารณะ

สิทธินั้นเป็นของพรรคคอมนิสต์จีนแต่เพียงผู้เดียว

อ้างอิง – WSJ, Bloomberg, Nikkei Asia, NYT, Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ธุรกิจของแจ๊ค หม่า ที่รัฐบาลจีนจะเล่นงานต่อคือ “ธุรกิจสื่อ” | BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-next-crackdown-on-jack-ma-is-media-business/

Google เปิดตัว Entertainment Space อินเทอร์เฟซใหม่สำหรับแท็บเล็ต Android

Google เปิดตัว Entertainment Space หน้าแสดงผลคอนเทนต์ด้านความบันเทิงแบบครบวงจรสำหรับแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Android ประกอบด้วย ภาพยนตร์ รายการทีวี วิดีโอ เกม และหนังสือต่าง ๆ ทั้งหมดมัดรวมกันอยู่ในที่เดียว เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ โดยไม่ต้องสลับแอปบ่อย ๆ ให้วุ่นวาย

การออกแบบ Entertainment Space นี้จะค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Google TV และอินเทอร์เฟซใหม่ของ Android TV คือ แท็บเมนูหลัก ๆ จะอยู่ที่ด้านบนทั้งหมด มีด้วยกัน 3 รายการ ได้แก่ Watch, Games และ Read พอไถหน้าจอลงมาก็จะเป็นการแสดงผลเนื้อหาต่าง ๆ ในแต่ละหมวดหมู่ ซึ่งได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคนตามพฤติกรรมและความสนใจ

Entertainment Space จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2564 นี้ ซึ่งแท็บเล็ต Android ที่ออกมาหลังจากนั้นอาจมาพร้อมกับอินเทอร์เฟซนี้ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง แต่ Walmart จะได้ประเดิมใช้งานเป็นเจ้าแรกกับแท็บเล็ต onn. ของตัวเอง ส่วนพวกแท็บเล็ตที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันอาจได้รับอัปเดตในอนาคตจากผู้ผลิต เบื้องต้นที่มีการเปิดเผยคือ Lenovo กับ Sharp

นอกจากนี้ Google ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ผู้ใช้งานแท็บเล็ต Android มีจำนวนมากขึ้นถึง 30% หากเทียบกับปี 2563 แต่ถึงกระนั้น สถิติจาก IDC บ่งชี้ว่า ยอดขายในภาพรวมยังตามหลัง Apple อยู่อีกมาก โดย iPad มียอดส่งมอบทั่วโลกคิดเป็น 32.5% ของตลาด Samsung กับ HUAWEI ไล่มาห่าง ๆ ที่ 19.1% และ 9.8% ตามลำดับ

 

ที่มา : Google | IDC

from:https://droidsans.com/google-entertainment-space/

Lenovo เปิดตัว Xiaoxin Pad Pro 2021 ชิป Snapdragon 870 จอ OLED 90Hz

Lenovo เปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหม่รูปทรงคล้ายกับ iPad Pro ชื่อ Xiaoxin Pad Pro 2021 ในประเทศจีน ซึ่งชื่อนี้อาจจะเป็นชื่อที่ใช้เฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น และอาจมีเวอร์ชั่นโกลบอลตามมาในอนาคต ที่ใช้ชื่อตระกูล Yoga Tab หรือ Lenovo Tab อื่น ตัวแท็บเล็ตใช้ชิป Snapdragon 870 ที่เป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดจาก Snapdragon 865+ ทำให้น่าจะเป็นแท็บเล็ตรุ่นเกือบเรือธงของ Lenovo แต่ยังไม่มีรายละเอียดสเปกภายในอื่นๆ

หน้าจอยังไม่ระบุขนาด แต่เป็นจอ OLED อัตรารีเฟรช 90Hz ความละเอียด 2,560 x 1,600 พิกเซล ความสว่างสูงสุด 600 nits อัตราส่วน 16:10 คอนทราสต์ 800,000:1 รองรับ Dolby Vision, ผ่านมาตรฐานถนอมสายตา TÜV Rheinland และรองรับ HDR 10 ส่วนลำโพงเป็นแบบ quad สี่ช่อง

ราคาและวันวางจำหน่ายของ Xiaoxin Pad Pro 2021 ยังไม่เปิดเผย คงต้องติดตามรายละเอียดเมื่อใกล้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการต่อไป

ที่มา – Notebookcheck

No DescriptionNo Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122541

แบงก์ชาติเผยตัวเลขพร้อมเพย์ 56.7 ล้านเลขหมาย ธุรกรรมต่อวันพุ่ง 22.3 ล้านรายการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการเชื่อมต่อระหว่าง PayNow และพร้อมเพย์ มีอัพเดตเกี่ยวกับพร้อมเพย์ไทยด้วย

ตัวเลขล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า คนไทยลงทะเบียนหมายเลขพร้อมเพย์แล้ว 56.7 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 34.3 ล้านเลข, โทรศัพท์มือถือ 21.4 ล้านหมายเลข และช่องทางอื่นๆ อีก 1 ล้านหมายเลข ด้านปริมาณธุรกรรมต่อวัน พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 22.3 ล้านรายการ โดยปริมาณธุรกรรมสูงสุดต่อวันที่พบคือ 27.1 ล้านรายการ

ตัวเลขพร้อมเพย์ในเดือนมีนาคม ปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงระบาดใหม่ๆ พบว่ามีผู้ใช้งานลงทะเบียนเป็น 51 ล้านหมายเลข ใช้งานสูงสุด 15.3 ล้านรายการต่อวัน

No Description

ด้านรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการเชื่อต่อกับ PayNow ในสิงคโปร์ มีการตรึงราคาค่าธรรมเนียมการโอนไว้ที่ 150 บาทต่อรายการ โดยช่วงโปรโมชั่นตรึงราคาที่ 75 บาทไปจนถึง 31 กรกฎาคม และยังมีการพูดคุยกับธนาคารในมาเลเซียและอินโดนีเซียถึงการเชื่อมระบบ Fast Payment System แบบเดียวกับสิงคโปร์ด้วย

ด้านภาพรวมการเชื่อมโยงระบบโอนเงินในต่างประเทศ ตอนนี้ไทยสามารถโอน QR ไปยังประเทศต่างๆ ได้ คือ ลาว เวียดนาม กัมพูชา ญี่ปุ่น และมีสิงคโปร์ที่เป็นระบบ Fast Payment System หรือโอนเรียลไทม์

No Description

ที่มา – งานแถลงข่าว

from:https://www.blognone.com/node/122540

Pyston โครงการภาษาไพธอนประสิทธิภาพสูง เปิดเป็นโอเพนซอร์สแล้ว

Pyston โครงการภาษาไพธอนประสิทธิภาพสูงที่เริ่มต้นโครงการโดย Dropbox เมื่อปี 2014 กลับมาพัฒนาและเปิดซอร์สอีกครั้งในเวอร์ชั่น 2.2 หลังจากทาง Dropbox ทิ้งโครงการไปเมื่อปี 2017 ทีมงานตัดสินใจออกมาตั้งบริษัทแยกเพื่อให้บริการซัพพอร์ตในปี 2020

Pyston เป็นรันไทม์ไพธอนที่มี C API เข้ากันได้กับโครงการหลัก ทำให้สามารถใช้แพ็กเกจหลักๆ ได้ทันทีผ่านทางคำสั่ง pip-pyston3 ตัวโครงการรองรับภาษาไพธอนเวอร์ชั่น 3.8

แนวทางการเร่งความเร็วของ Pyston อาศัยการคอมไพล์โค้ดด้วย DynASM ของโครงการ Lua และลบโค้ดต่างๆ ที่ใช้งานน้อยออกไป ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า Pyston ประสิทธิภาพดีกว่าโครงการหลักเป็นส่วนใหญ่ กรณีสำคัญๆ เช่นการใช้เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นประสิทธิภาพดีขึ้นถึง 30%

ตอนนี้โครงการหลักปล่อยซอร์สโค้ดออกมาแล้ว พร้อมแพ็กเกจ deb สำหรับ Ubuntu 16.04/18.04/20.04

ที่มา – Pyston Blog

No Description

ภาพโค้ดภาษา Python โดย JohnsonMartin

from:https://www.blognone.com/node/122539

หลุดภาพเรนเดอร์ Samsung Galaxy S7+ Lite พร้อม Book Cover มีที่เก็บ S Pen เหมือนรุ่นพี่

ดูเหมือนว่าเร็ว ๆ นี้เราน่าจะได้เห็นแท็บเล็ตรุ่นใหม่จาก Samsung เปิดตัวมาอีก 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น Galaxy Tab A7 Lite และ Galaxy Tab S7+ Lite ที่มีข้อมูลทยอยหลุดออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งล่าสุดก็ได้ภาพเรนเดอร์ของ Galaxy Tab S7+ Lite ออกมาให้เห็นกันแล้ว โดยทั้งตัวเครื่องและเคส Book Cover เรียกว่ารูปร่างหน้าตาแทบจะเหมือนกับรุ่นพี่ Galaxy Tab S7 และ S7+ เป๊ะ ๆ เลยทีเดียว

ภาพเรนเดอร์ของ Galaxy Tab S7+ Lite ได้เผยดีไซน์ตัวเครื่องทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง จะเห็นว่าทั้งตัวเครื่องและปากกา S Pen มีความคล้ายคลึงกับรุ่นพี่ Tab S7 และ Tab S7+ มากเลย ไม่ว่าจะเป็นขอบเครื่องสไตล์เหลี่ยม ๆ, กล้องหลัง 2 ตัว อยู่มุมบนขวามือ (วางเครื่องแนวนอน) และตำแหน่งในการชาร์จปากกา S Pen หลังเครื่อง แต่จะแตกต่างอยู่นิดหน่อยตรงบริเวณที่ชาร์จปากกาไม่มีแถบสีเทา กับกล้องหลังที่ไม่มีแฟลชมาให้ด้วย

ส่วนภาพเรนเดอร์อีกชุดเป็นอุปกรณ์เสริม Book Cover ที่มีหน้าตาเหมือนของรุ่นพี่อีกแล้ว เพราะมีที่เก็บปากกา S Pen อยู่บริเวณบานพับด้านใน และเคสด้านหลังก็เว้นที่เอาไว้ให้สำหรับแปะชาร์จปากกาได้ นอกจากนี้เคสยังมีให้เลือกถึง 5 สี คือสีดำ สีน้ำเงิน สีขาว สีเขียวอ่อน และสีชมพู


สำหรับสเปคของ Galaxy S7+ Lite ที่เคยหลุดออกมาก่อนหน้านี้บอกว่ามันจะมีหน้าจอขนาด 12.4 นิ้ว, ใช้ชิป Snapdragon 750G, RAM 4GB และมีรุ่นที่รองรับ 5G ด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าฟีเจอร์เด่นอย่างหน้าจอรีเฟรชเรท 120Hz จะมาด้วยหรือไม่

มีการคาดการณ์ว่า Samsung น่าจะเปิดตัว Galaxy Tab S7 Lite Series ในเดือนมิถุนายน 2564 ส่วน Galaxy Tab A7 Lite มีข่าวว่าอาจจะเปิดตัวภายในเดือนพฤษภาคมนี้ก็ได้ เพราะผ่านการรับรองจาก กสทช. มาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้วนั่นเองครับ

 

ที่มา : XDA-Developers, Evan Blass (Twitter)

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s7-lite-book-cover-renders-leaked/

AIS 5G จับมือ 5 ซูเปอร์ฟู้ดเดลิเวอรี่ สู้โควิด ใช้ AIS Points แลกรับส่วนลดสูงสุด 60 บาท

AIS 5G ห่วงใยคนไทยในช่วงโควิด พร้อมเป็นคนกลางเชื่อมต่อ […] More

from:https://www.iphonemod.net/ais-5g-x-5-food-delivery.html

for feed news app

%d bloggers like this: