MUJI ร่วมมือกับ Honda เปิดตัวจักรยานไฟฟ้า สไตล์มินิมอล

MUJI ร่วมมือกับ Honda เปิดตัวจักรยานไฟฟ้า วิ่งไกลสุด 65 […] More

from:https://www.iphonemod.net/muji_honda_ms01_electric_bike.html

Apple Watch Extreme Sports จอใหญ่ เรือนโลหะ แบตอึด ลืดเปิดตัวปีนี้!

ข่าวลือ Apple Watch รุ่นขาลุย “Extreme SportsR […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-watch-extreme-sports-version.html

ชำแหละ Xiaomi 12S Ultra เผยส่วนประกอบโมดูลกล้องและเซนเซอร์ IMX989 ขนาด 1 นิ้ว

Xiaomi เพิ่งเปิดตัวมือถือ Xiaomi 12S Series ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งมือถือรุ่นท็อปอย่าง Xiaomi 12s Ultra ถูกจับตามองอย่างมากเพราะเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่าง Xiaomi และ LEICA แถมยังเป็นมือถือรุ่นแรกที่ได้ใช้เซ็นเซอร์กล้อง IMX989 ขนาดใหญ่เบิ้มถึง 1 นิ้วด้วย ซึ่งล่าสุดได้มีการชำแหละเครื่องมือถือรุ่นดังกล่าวให้ได้เห็นกันแบบชัด ๆ ไปเลยว่ากล้องของ Xiaomi 12s Ultra มีอะไรซ่อนเอาไว้บ้าง

WekiHome ซึ่งเป็นช่องนึงใน YouTube ที่มักจะนำเอามือถือ แทบเล็ต หรือโน้ตบุ๊ครุ่นต่าง ๆ มาชำแหละเครื่องในให้ดูกัน และได้นำเอา Xiaomi 12S Ultra มาชำแหละให้ทุกคนได้ดูกันว่าชิ้นส่วนข้างในมันเป็นยังไงบ้าง รวมถึงส่วนสำคัญอย่างกล้องหลังที่ไปจับมือกันพัฒนากับ LEICA และใช้เซนเซอร์กล้อง IMX989 ว่ามันมีขนาดใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับเซนเซอร์กล้องของมือถือรุ่นอื่น

เมื่อถอดฝาหลังออกมาแล้วจะเห็นได้ว่าพื้นที่บริเวณด้านบนของเครื่องเกินครึ่ง ถูกอัดกันแน่นไปด้วยกล้องทั้ง 3 ตัว คือกล้อง Telephoto เลนส์ Periscope (กล้องสี่เหลี่ยมด้านล่าง), กล้อง Ultra-Wide 48MP (กล้องด้านขวา) และกล้องหลักที่มีขนาดใหญ่สุด (ด้านซ้าย) ส่วนที่เหลือคือพื้นที่สำหรับวางเมนบอร์ดและอื่น ๆ ไม่มากนัก เพราะพื้นที่ด้านล่างส่วนใหญ่ก็ต้องเอาไว้ใส่แบตเตอรี่ขนาด 4,860 mAh เหมือนกัน

วิธีการแก้ปัญหานี้คือการเอา PCB หรือแผ่นวงจรมาซ้อนกันสองชั้น เพื่อให้พื้นที่พอสำหรับการวางชิ้นส่วนทั้งหมด ส่วน RAM กับ ROM แผ่นระบายความร้อน แผ่นทองแดง และระบบระบายความร้อนด้วยไอน้ำ (Vapor Chamber) จะอยู่ทางด้านล่าง

คราวนี้กลับมาดูที่โมดูลกล้องหลักกันบ้าง จะเห็นว่าทั้งตัวโมดูลนับไปจนถึงตัวเลนส์กล้องหลักมันมีความหนาถึง 11.06 มม. เนื่องจากชิ้นเลนส์ต้องมีขนาดใหญ่มากจนสามารถครอบเซ็นเซอร์ IMX989 ได้ทั้งหมด แถมยังเป็นเลนส์แบบ 8 ชิ้นซะด้วย ก็เลยทำให้หนาขึ้นไปอีก

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเซ็นเซอร์กล้องขนาด 1 นิ้วเนี่ย จริง ๆ ตัวเซนเซอร์มันไม่ได้มีความยาวแนวทแยงเท่ากับ 1 นิ้วเป๊ะ ๆ นะครับ แต่มันจะนับรวมไปถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ด้วย และเมื่อนำเอาเซนเซอร์ IMX989 ไปเปรียบเทียบกับเซนเซอร์รุ่นอื่นแล้วจะเห็นความแตกต่างของขนาดได้ชัดเลย

ภาพเทียบระหว่างเซนเซอร์ Samsung GNV ขนาด 1/1.28 นิ้ว กับ Sony IMX989 ขนาด 1 นิ้ว

แค่นี้ก็น่าจะเห็นกันแล้วว่า Xiaomi 12s Ultra เป็นมือถือที่เน้นเรื่องกล้องแบบสุด ๆ ไปเลย เพราะจากการแงะส่วนประกอบเครื่องทั้งหมดออกมาแบบนี้แล้ว ก็เห็นกันแบบเต็ม ๆ ว่าแค่โมดูลกล้องก็กินพื้นที่ตัวเครื่องไปเกือบจะครึ่งนึงเลยทีเดียวครับ

ที่มา : gsmarena

from:https://droidsans.com/disassembly-video-reveals-size-of-xiaomi-12s-ultras-camera/

ชำแหละ Xiaomi 12S Ultra เผยส่วนประกอบโมดูลกล้องและเซนเซอร์ IMX989 ขนาด 1 นิ้ว

Xiaomi เพิ่งเปิดตัวมือถือ Xiaomi 12S Series ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งมือถือรุ่นท็อปอย่าง Xiaomi 12s Ultra ถูกจับตามองอย่างมากเพราะเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่าง Xiaomi และ LEICA แถมยังเป็นมือถือรุ่นแรกที่ได้ใช้เซ็นเซอร์กล้อง IMX989 ขนาดใหญ่เบิ้มถึง 1 นิ้วด้วย ซึ่งล่าสุดได้มีการชำแหละเครื่องมือถือรุ่นดังกล่าวให้ได้เห็นกันแบบชัด ๆ ไปเลยว่ากล้องของ Xiaomi 12s Ultra มีอะไรซ่อนเอาไว้บ้าง

WekiHome ซึ่งเป็นช่องนึงใน YouTube ที่มักจะนำเอามือถือ แทบเล็ต หรือโน้ตบุ๊ครุ่นต่าง ๆ มาชำแหละเครื่องในให้ดูกัน และได้นำเอา Xiaomi 12S Ultra มาชำแหละให้ทุกคนได้ดูกันว่าชิ้นส่วนข้างในมันเป็นยังไงบ้าง รวมถึงส่วนสำคัญอย่างกล้องหลังที่ไปจับมือกันพัฒนากับ LEICA และใช้เซนเซอร์กล้อง IMX989 ว่ามันมีขนาดใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับเซนเซอร์กล้องของมือถือรุ่นอื่น

เมื่อถอดฝาหลังออกมาแล้วจะเห็นได้ว่าพื้นที่บริเวณด้านบนของเครื่องเกินครึ่ง ถูกอัดกันแน่นไปด้วยกล้องทั้ง 3 ตัว คือกล้อง Telephoto เลนส์ Periscope (กล้องสี่เหลี่ยมด้านล่าง), กล้อง Ultra-Wide 48MP (กล้องด้านขวา) และกล้องหลักที่มีขนาดใหญ่สุด (ด้านซ้าย) ส่วนที่เหลือคือพื้นที่สำหรับวางเมนบอร์ดและอื่น ๆ ไม่มากนัก เพราะพื้นที่ด้านล่างส่วนใหญ่ก็ต้องเอาไว้ใส่แบตเตอรี่ขนาด 4,860 mAh เหมือนกัน

วิธีการแก้ปัญหานี้คือการเอา PCB หรือแผ่นวงจรมาซ้อนกันสองชั้น เพื่อให้พื้นที่พอสำหรับการวางชิ้นส่วนทั้งหมด ส่วน RAM กับ ROM แผ่นระบายความร้อน แผ่นทองแดง และระบบระบายความร้อนด้วยไอน้ำ (Vapor Chamber) จะอยู่ทางด้านล่าง

คราวนี้กลับมาดูที่โมดูลกล้องหลักกันบ้าง จะเห็นว่าทั้งตัวโมดูลนับไปจนถึงตัวเลนส์กล้องหลักมันมีความหนาถึง 11.06 มม. เนื่องจากชิ้นเลนส์ต้องมีขนาดใหญ่มากจนสามารถครอบเซ็นเซอร์ IMX989 ได้ทั้งหมด แถมยังเป็นเลนส์แบบ 8 ชิ้นซะด้วย ก็เลยทำให้หนาขึ้นไปอีก

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเซ็นเซอร์กล้องขนาด 1 นิ้วเนี่ย จริง ๆ ตัวเซนเซอร์มันไม่ได้มีความยาวแนวทแยงเท่ากับ 1 นิ้วเป๊ะ ๆ นะครับ แต่มันจะนับรวมไปถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ด้วย และเมื่อนำเอาเซนเซอร์ IMX989 ไปเปรียบเทียบกับเซนเซอร์รุ่นอื่นแล้วจะเห็นความแตกต่างของขนาดได้ชัดเลย

ภาพเทียบระหว่างเซนเซอร์ Samsung GNV ขนาด 1/1.28 นิ้ว กับ Sony IMX989 ขนาด 1 นิ้ว

แค่นี้ก็น่าจะเห็นกันแล้วว่า Xiaomi 12s Ultra เป็นมือถือที่เน้นเรื่องกล้องแบบสุด ๆ ไปเลย เพราะจากการแงะส่วนประกอบเครื่องทั้งหมดออกมาแบบนี้แล้ว ก็เห็นกันแบบเต็ม ๆ ว่าแค่โมดูลกล้องก็กินพื้นที่ตัวเครื่องไปเกือบจะครึ่งนึงเลยทีเดียวครับ

ที่มา : gsmarena

from:https://droidsans.com/disassembly-video-reveals-the-bonkers-size-of-xiaomi-12s-ultras-imx989-camera-module/

สหรัฐฯจี้ FTC ให้ตรวจสอบ TikTok เพิ่มด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ท่าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสำหรับแอป TikTok ที่ก่อนหน้านี้โดนแฉว่าส่งข้อมูลของผู้ใช้งานกลับไปที่จีน จนทางกรรมาธิการ FCC ก็เขียนจดหมายถึงทั้ง Google และ Apple ให้ถอดแอป TikTok ออกจากสโตร์ของตัวเอง แถมล่าสุดทางวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ยังได้เรียกร้องให้ FTC หรือคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ เข้าตรวจสอบ TikTok ด้านการดำเนินการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพิ่มเติม

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯได้เขียนจดหมายเรียกร้องให้ Lina Khan ประธานการค้าแห่งสหพันธรัฐ หรือ FTC (Federal Trade Commission) ดำเนินการเกี่ยวกับ TikTok โดยในจดหมายกล่าวว่า “TikTok ได้ปิดบังความจริงเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการกำกับดูแลกิจการมาหลายครั้งแล้ว เราจึงขอแนะนำให้ FTC ดำเนินการในเรื่องนี้ทันที”

การเรียกร้องในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่า TikTok ส่งข้อมูลของผู้ใช้งานชาวอเมริกันกลับไปที่จีน ซึ่ง Brendan Carr กรรมาธิการ FCC หรือ กสทช. ของสหรัฐฯ ก็ออกมาเรียกร้องให้ Google และ Apple นำแอป TikTok ออกจากสโตร์ของตัวเองภายในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ และบอกว่าถ้าไม่นำออกก็ให้แจ้งเหตุผลมาด้วย

แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน Shou Zi Chew ซีอีโอของ TikTok ก็ออกมาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ในจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลของสหรัฐฯได้จริง แต่ก็ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยหลายขั้นตอนจากทางสหรัฐฯ ก่อน และทางรัฐบาลจีนก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ด้วย และยังอธิบายต่อว่า TikTok กำลังจะนำข้อมูลบนเซิฟเวอร์มาเก็บบนคลาวน์ของ Oracle ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกาเร็ว ๆ นี้

และในงานแถลงข่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Mark Warner วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ TikTok ยืนยันกับฝ่ายนิติบัญญัติว่าข้อมูลของผู้ใช้งานแอป TikTok และการดำเนินการทั้งหมดถูกปกป้องอย่างดีจากจีน” และยังเสริมต่อว่า “คงเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมากถ้าแอปที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารเจ้าใหญ่จะต้องตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเผด็จการ”

ดูเหมือนเรื่องนี้น่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปกันง่าย ๆ ว่า TikTok จะถูกแบนอีกครั้งหรือเปล่า หลังจากที่เคยถูกแบนไปแล้วรอบหนึ่งในสมัยที่ Donald Trump เป็นประธานาธิปดี และถูกปลดแบนในสมัยของ Joe Biden นี่เอง และหากว่ามีความคืบหน้ายังไง เราจะรีบนำมาเสนอให้ทุกคนกันเรื่อย ๆ แน่นอนครับ

 

ที่มา : theverge

from:https://droidsans.com/senators-call-on-ftc-chair-khan-to-investigate-tiktoks-data-security-practices/

Robinhood เตรียมเปิดตัวบริการใหม่ Robinhood Mart ภายในเดือนสิงหาคมนี้

Robinhood เตรียมเข้าสู่การเป็น Super App หรือแอปที่ให้บริการแบบครบวงจร และเตรียมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง Robinhood Mart หรือบริการซื้อสินค้าจากร้านค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมทั้งเปิดให้ร้านค่าต่าง ๆ สามารถซื้อโฆษณาบนหน้าแอปได้แล้ว

ในงานแถลงข่าว Super App Rise and Thrive ทาง Robinhood เปิดเผยออกมาว่าจะมีการขยายการให้บริการทั้ง Robinhood Mart ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งก็คือบริการซื้อสินค้าจากร้านค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ บริการ Robinhood Express หรือบริการส่งของในช่วงไตรมาสที่ 3 และบริการ Ride Hailing หรือบริการเรียกรถรับ – ส่งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังเล็งที่จะให้แอป Robinhood เป็นแอปแบบ All-in-one Travel Service หรือการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่บริการจองโรงแรมซึ่งเปิดตัวไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเล็งจะขยายการให้บริการทัวร์กับบริการเช่ารถในช่วงไตรมาสที่ 3 และบริการจองเที่ยวบินในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ทาง Robinhood ก็ยังเปิดให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจสามารถซื้อโฆษณาผ่านตัวแทนเอเจนซี่ทั้ง 3 บริษัทอย่าง Group M, Dentsu และ Entravision ได้ ซึ่งตัวโฆษณาเหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบของแบนเนอร์ที่แทรกอยู่ในหน้าแอป นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะให้ซื้อโฆษณาในรูปแบบของการ Search หาร้านค้าอีกด้วย

เอาเป็นว่าหากใครกำลังใช้บริการต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ ทาง Robinhood ก็อยากจะบอกว่าแอปฯ Robinhood ก็เตรียมจะให้บริการอยู่เหมือนกันนะ และหากใครสนใจก็สามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชันต่าง ๆ จากทาง Robinhood ได้เลยครับ

from:https://droidsans.com/robinhood-new-service-will-launch-in-august/

สรุปเทรนด์ Network Cabling ปี 2022: เตรียมอัปเกรดจาก 10GbE สู่ 400GbE และรองรับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้อย่างยั่งยืน

ในงานสัมมนา CommScope Connected ซึ่งเป็นงาน Thailand Partner Conference ครั้งใหญ่ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทาง CommScope ได้ออกมาสรุปถึงเทรนด์ด้านการเดินสายสื่อสารสำหรับการวางระบบเครือข่ายในภาคธุรกิจองค์กร 10 ปีต่อจากนี้ ที่จะมุ่งเน้นถึงประเด็นด้านความยั่งยืนทั้งในเชิงเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการลงทุนเป็นหลัก
 

ภายในบทความนี้ ทีมงาน TechTalkThai จึงขอหยิบยกนำประเด็นที่น่าสนใจจากงานสัมมนาครั้งนี้มาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

Data Center Networking Trends 2022: เดินสาย Fiber รองรับการอัปเกรดความเร็วจาก 10GbE สู่ 400GbE โดยไม่ต้องเดินสายใหม่ในอนาคต
 
ด้วย Workload ใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งบนระบบ Cloud, 5G, IoT, AI, MR/AR/VR, e-Commerce, Video และ Social Network ทำให้ปริมาณของ Traffic ที่เกิดขึ้นในฝั่ง Data Center นั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาสั้นๆ อีกทั้งกระแสของการทำ Digital Transformation ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่หลายปีก่อน ก็ทำให้ธุรกิจองค์กรต้องเร่งปรับตัวเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
 
การเติบโตของปริมาณ Traffic นี้เองได้กลายเป็นตัวเร่งให้การพัฒนามาตรฐานความเร็วในการรับส่งข้อมูลในระดับที่สูงขึ้นได้รับความสำคัญ ตั้งแต่มาตรฐาน 400Gbps ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปี 2017, 800Gbps ในปี 2021 และมาตรฐานในอนาคตอย่าง 1.6Tbps หรือ 3.2Tbps ที่คาดว่าจะเปิดตัวในตัวในปี 2023 และ 2025 ตามลำดับ โดยจากการคาดการณ์นั้นเชื่อว่าในปี 2030 ก็มีแนวโน้มที่เราจะได้เห็นมาตรฐานระบบเครือข่ายที่ความเร็ว 12.8Tbps กันเลยทีเดียว
 

ส่วนในแง่ของการนำมาตรฐานเหล่านี้ไปใช้งาน จากการศึกษาของ 650 Group เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ก็พบว่าในอดีตก่อนหน้าปี 2020 มาตรฐานหลักยังคงเป็นความเร็วในช่วง 10 – 40 Gbps แต่ในช่วงปี 2020-2022 นี้ มาตรฐานความเร็ว 100Gbps ก็ได้กลายเป็นมาตรฐานหลักที่ธุรกิจองค์กรใช้งานกันแทน ส่วนในอนาคตหลังจากปี 2022 เป็นต้นไป ถึงแม้การใช้งานมาตรฐาน 100Gbps จะยังคงมีอยู่ แต่ความเร็วที่ระดับ 25Gbps, 400Gbps และ 800Gbps ขึ้นไปจะเติบโตมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน

นอกเหนือจากประเด็นด้านความเร็วของระบบเครือข่ายแล้ว ประเด็นด้านการใช้พลังงานเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมาอัตราส่วนการใช้พลังงานของระบบเครือข่ายภายใน Data Center นั้นนับเป็น 30% ของการใช้พลังงานทั้งหมดเลยทีเดียว แต่จุดที่น่าสนใจก็สัดส่วนระหว่างความเร็วที่ได้กับพลังงานที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหากนับจากช่วงปี 2010 ที่เรายังใช้ความเร็ว 1Gbps บน Switch ที่ชิปประสิทธิภาพ 640Gbps เทียบกับในปี 2022 ที่ความเร็วเพิ่มมาเป็นระดับ 100 – 400Gbps บน Switch ที่ประสิทธิภาพ 51.2Tbps แล้ว จะเห็นได้ว่าที่ความเร็วเพิ่มขึ้นในระดับ 80 เท่า ปริมาณการใช้พลังงานกลับเพิ่มขึ้นเพียงราวๆ 22 เท่าเท่านั้น ดังนั้นการเลือกลงทุนในเทคโนโลยีระบบเครือข่ายด้วยความเร็วที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมความคุ้มค่าในการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี

ด้วยข้อมูลสถิติดังกล่าวนี้ แนวโน้มในอนาคตจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การอัปเกรดระบบเครือข่ายไปสู่สายที่มีความเร็วสูงขึ้นเท่านั้น แต่การออกแบบหรือเลือกใช้งานอุปกรณ์ Switch จึงเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เราเคยต้องใช้ Switch หลายชุดมาทำงานร่วมกันแบบ Leaf-Spine เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและปริมาณ Port ที่ต้องการ ก็มาสู่การใช้ Switch ชุดเดียวที่มี 400GbE Port แทน ทำให้สามารถลดได้ทั้งจำนวนการเดินสาย, พลังงานที่ต้องใช้, จำนวนอุปกรณ์ที่ต้องลงทุน และยังลดความซับซ้อนในระบบเครือข่ายลงไปอีกด้วย
 
CommScope Propel: วางระบบเครือข่าย Data Center เผื่ออนาคตอีก 10 ปีอย่างคุ้มค่าสูงสุด
 
จากแนวโน้มดังกล่าวข้างต้น CommScope ในฐานะของผู้นำด้านระบบ Network Infrastructure ระดับโลก จึงได้นำเสนอโซลูชัน CommScope Propel ที่ได้นำเสนอแนวคิดในการเลือกใช้มาตรฐานและอุปกรณ์สำหรับวางระบบ Cabling ภายใน Data Center ให้มีความยั่งยืน รองรับความเร็วของระบบเครือข่ายได้ตั้งแต่ 10GbE และสามารถอัปเกรดไปถึง 400GbE ได้โดยที่ไม่ต้องเดินสายใหม่
 
ประการแรกก็คือการเลือกสาย Fiber และ Connector ให้รองรับจำนวน Core ที่พอดีกัน และยังอัปเกรดต่อเนื่องในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ทุกการลงทุนนั้นได้เกิดความสูญเปล่าภายในระบบน้อยที่สุด เช่น หากมีแผนที่จะใช้ 400GBase-SR8, 800GBase-DR8 หรือ 800GBase-SR8 ก็สามารถใช้ Connector แบบ MPO16 ก็จะคุ้มค่ากว่าการใช้ MPO24 ในขณะที่หากมีแผนสำหรับ 400GBase-DR4 หรือ 400GBase-SR4.2  ก็อาจเลือกใช้ Connector แบบ MPO8, 4xSN หรือ 4xMDC ก็จะคุ้มค่าที่สุด และยังสามารถอัปเกรดไปสู่ 800G ในอนาคตได้
 
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานด้านมาตรฐานแต่ละแบบ และสามารถวางแผนระยะยาวในเชิงกลยุทธ์เพื่อให้สามารถใช้อุปกรณ์เดิมและรองรับการอัปเกรดจากความเร็วในระดับปัจจุบันไปถึงอนาคตได้ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวของธุรกิจลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งถึงแม้เรื่องนี้จะมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ทีมงาน CommScope ในประเทศไทยก็พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาช่วยวางแผนออกแบบการลงทุนในระบบ Fiber ของธุรกิจให้ทั้งหมด เพื่อที่ผู้ดูแลระบบ IT และ IT Manager เองจะได้สามารถวางแผนลงทุนได้อย่างมั่นใจ
 
ประการถัดมาที่น่าสนใจนั้นก็คือการเลือกใช้หัว Connector ในแบบ Angled Physical Contact (APC) ที่ค่า Return Loss ที่ดีกว่าแบบ UPC ทั้งบนสาย Singlemode และ Multimode เพื่อให้รองรับความเร็วที่สูงขึ้นได้ในอนาคต ก็จะเป็นอีกทางเลือกให้กับการวางแผนออกแบบระบบได้ อีกทั้งยังมี VSFF Connector ใหม่สำหรับสาย Breakout แบ่ง 400G ออกเป็น 100GbE หรือ 200GbE นั้น การใช้หัว Connector แบบ SN และ MDC ก็เป็นทางเลือกใหม่ในการวางระบบสายสำหรับการเชื่อมต่อ Switch แบบ Leaf-Spine ที่ดี ทั้งด้วยขนาดที่เล็กลง, ความง่ายในการติดตั้งใช้งาน และความเสถียรที่สูงขึ้น

เพื่อให้การวางแผนออกแบบ ไปจนถึงการติดตั้งใช้งานและการบริหารจัดการระบบ Cabling เพื่อรองรับอนาคตในอีก 10 ปีหลังจากนี้มีความยืดหยุ่นและง่ายดาย ทาง CommScope จึงมี Component ที่หลากหลายในโซลูชัน Propel ให้เลือกใช้งาน ดังนี้

  • Panel สามารถเลือกใช้ได้ทั้งขนาด 1U, 2U และ 4U ในแบบ Sliding รองรับ 72 Duplex LC/MPO ต่อ 1RU และ 288 SN ต่อ 1RU
  • Blade ในแต่ละ Panel จะมีการแบ่งพื้นที่โดยมีลักษณะเป็น Blade ที่สามารถติดตั้ง Fiber Module ได้ตามต้องการ ทำให้การออกแบบมีความยืดหยุ่นตามรูปแบบการใช้งานได้
  • Module/Cassette มีให้เลือกใช้ได้ทั้งแบบ 8/12/16/24 Fiber Module ที่รองรับ Connector ได้ทั้ง MPO, LC และ SN ตามต้องการ โดยสามารถติดตั้งได้ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง รวมถึงใช้ Method B Enhanced Polarity ที่สนับสนุน OS2, OM4 และ OM5 ในระดับ Ultra-Low Loss
  • Adapter Pack มี 4 ขนาดเหมือน Module/Cassette เลือกใช้ตาม Connector แบบที่ต้องการจาก MPO, LC และ SN
  • Cable Assembly เลือกใช้ได้ทั้ง MPO8, MPO12, MPO16, MPO24, SN, และ LC
รายละเอียดหนึ่งที่ CommScope ให้ความใส่ใจนั้นก็คือการมี QR Code ที่สามารถแสดง Serial Number ได้ในอุปกรณ์ทุกชิ้น ดังนั้นในการติดตั้ง ก็สามารถทำการตรวจสอบชนิด, การใช้งาน และประสิทธิภาพได้ทันที หรือถ้าหากอุปกรณ์ชิ้นใดมีปัญหา ผู้ดูแลระบบก็สามารถทำการตรวจสอบ Serial Number ที่หน้างานและทำการแจ้งรับซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย
 
 
Campus Networking Trends 2022: เดินสาย Category 6A รองรับทั้งความเร็วที่สูงขึ้น และระบบ IoT ที่กำลังเติบโต
 
การมาของ Smart Building ที่กำลังกลายเป็นที่แพร่หลายในฐานะของแนวคิดการนำอุปกรณ์ IoT และ Network จำนวนมากมาใช้งานภายในอาคารเพื่อให้ผู้ที่ใช้งานหรืออาศัยภายในอาคารสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ สำหรับยกระดับคุณภาพชีวิตและการทำงานได้ ส่งผลให้ประเด็นด้านการเดินสาย Ethernet ภายในอาคารกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจองค์กรต้องคำนึงถึงเพื่อที่จะไม่ต้องเดินสายใหม่บ่อยๆ ในอนาคต
 
จากข้อมูลของ BSRIA ระบุว่าการลงทุนด้านระบบสาย Copper Cabling ทั่วโลกนั้น จะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา การใช้งานสายแบบ Category 5e และ Category 6 นั้นกำลังค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่การใช้สายแบบ Category 6A กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ Category 7, 7A และ 8 นั้นยังมีสัดส่วนการใช้งานที่น้อยมาก
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะด้วยการออกแบบมาตรฐานของ Category 6A ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากๆ ทั้งในเชิงของเทคโนโลยี, การใช้งาน และการลงทุน โดยหากวิเคราะห์แยกรายมาตรฐานแล้วจะมีเหตุผลดังนี้
 
  • Cat 5e เป็นมาตรฐานที่กำลังจะเลิกใช้งาน โดยมีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 11.4% มี Bandwidth 100MHz ด้วยความเร็วสูงสุดที่รองรับได้เพียง 1Gbps ในระยะทาง 100 เมตรเท่านั้น ใช้หัวเชื่อมต่อ RJ-45
  • Cat 6 ยังคงเป็นมาตรฐานที่ยังมีการใช้งานอยู่ โดยมีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 49.1% มี Bandwidth 250MHz โดยสามารถรองรับความเร็ว 1Gbps ได้ที่ระยะ 100 เมตร และ 10Gbps ได้ที่ระยะ 37 เมตร ใช้หัวเชื่อมต่อ RJ-45
  • Cat 6A เป็นมาตรฐานที่กำลังเติบโต โดยมีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 36.2% มี Bandwidth 500MHz โดยสามารถรองรับความเร็ว 1Gbps ไปจนถึง 10Gbps ได้ที่ระยะ 100 เมตร ใช้หัวเชื่อมต่อ RJ-45
  • Cat 7 เป็นมาตรฐานที่ยังไม่มีการใช้งานมากนัก โดยมีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 2.6% มี Bandwidth 600MHz โดยสามารถรองรับความเร็ว 1Gbps ไปจนถึง 10Gbps ได้ที่ระยะ 100 เมตร ใช้หัวเชื่อมต่อ GG-45/Tera
  • Cat 7A เป็นมาตรฐานที่ยังไม่มีการใช้งานมากนัก โดยมีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 0.5% มี Bandwidth 1000MHz โดยสามารถรองรับความเร็ว 1Gbps ไปจนถึง 10Gbps ได้ที่ระยะ 100 เมตร และความเร็ว 40Gbps ได้ที่ระยะ 50 เมตร ใช้หัวเชื่อมต่อ GG-45/Tera
  • Cat 8 เป็นมาตรฐานที่ยังไม่มีการใช้งานมากนัก โดยมีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ 0.2% มี Bandwidth 2000MHz โดยสามารถรองรับความเร็ว 1Gbps ไปจนถึง 10Gbps ได้ที่ระยะ 100 เมตร และความเร็ว 40Gbps ได้ที่ระยะ 30-36 เมตร ใช้หัวเชื่อมต่อ RJ-45/GG-45/Tera
จะเห็นได้ว่าแม้จะมีมาตรฐานใหม่อย่าง Cat 7, Cat 7A ออกมา แต่ด้วยการรองรับหัวเชื่อมต่อแบบ GG-45/Tera ที่ยังไม่แพร่หลาย ก็ทำให้มาตรฐานทั้งสองนี้ไม่ได้ถูกใช้งานเท่าที่ควร ส่วนสาย Cat 8 เองถึงแม้จะกลับมารองรับ RJ-45 ได้ แต่ด้วยตลาดปัจจุบันที่ความเร็วระดับ 10Gbps ในการเชื่อมต่อระดับ Campus ยังถือว่าเพียงพอ และความเร็ว 40Gbps นั้นใช้ Fiber ตอบโจทย์ได้ยืดหยุ่นกว่า ก็ทำให้การใช้งาน Cat 8 ไม่ได้รับความนิยมเช่นกัน ภาพรวมตลาดส่วนใหญ่ Cat 6A จึงยังตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม คุ้มค่า และยังคงเป็นมาตรฐานที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกเลือกใช้งานเป็นหลักกันต่อไป
 
สาย Category 6A นี้กลายเป็นหัวใจสำคัญสำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการจะอัปเกรดระบบ Wi-Fi มาสู่มาตรฐาน Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax ที่มีความเร็วสูงสุด 6.77Gbps อีกทั้งยังรองรับการใช้งาน Power over Ethernet หรือ PoE ได้ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนเดินสายใหม่เป็น Category 6A กันมากขึ้นทั่วโลก
 
CommScope Cat6A Solution: เลือกใช้งานได้ทั้งสาย Unshielded และ Shielded
 
เพื่อรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ในทุกสถานการณ์ ทาง CommScope จึงมีทั้งโซลูชัน CommScope SYSTIMAX ซึ่งเป็นโซลูชันสาย Cat6A แบบ Unshielded สำหรับใช้ทั่วไป และโซลูชัน CommScope NETCONNECT ซึ่งเป็นโซลูชันสาย Cat6A แบบ Shielded สำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีสัญญาณรบกวนหรือการใช้ไฟฟ้ามากเป็นพิเศษ โดยมีทั้งสายขนาด 23AWG, 24AWG และ Patch Cord แบบ 28AWG ให้เลือกใช้งาน
ร่วมอบรมปูพื้นฐานและอัปเดตความรู้ด้านระบบ Cabling ได้ฟรีกับ CommScope
 
สำหรับผู้ดูแลระบบ IT มือใหม่ หรือผู้ที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว สามารถทำการเรียนรู้และอัปเดตความรู้เทคโนโลยีด้าน Cabling ได้ฟรีๆ ทันทีกับ CommScope ได้ในช่องทางออนไลน์ดังนี้
 
  • CommScope Technical Family (CTF): ติดตาม Webinar ที่อัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดด้านระบบ Cabling  https://www.commscope.com/ctf
  • CommScope Training: คอร์สออนไลน์สอนพื้นฐานด้านเทคโนโลยี Cabling และ Wireless ครอบคลุมครบทุกประเด็นสำคัญ https://www.commscopetraining.com/
สนใจโซลูชันระบบ Fiber และ Copper Cable ติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันที
 
สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ Fiber และ Copper Cable สามารถติดต่อทีมงาน Commscope ได้ทันทีที่คุณสุรีพร หงษ์คุณากร อีเมลล์ Sureeporn.Ho@commscope.com โทร 02-059-7555

from:https://www.techtalkthai.com/trend-network-cabling-2022-year-upgrade-from-10gbe-to-400gbe-support-iot-end-to-end/

เชิญผู้สนใจรับชม Live SoftDe’Talk EP.1 ในหัวข้อ “เทคนิคการเลือก Domain Name อย่างไรให้เหมาะสมกับธุรกิจองค์กร พร้อมแนะนำวิธีการจดทะเบียน Domain Name และ SSL มาตรฐานความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลสำหรับเว็บไซต์” 8 ก.ค. 2022 เวลา 10.00น.

พบกับรายการใหม่ SoftDe’Talk by VSM365 | Softde’but ที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับเทรนด์ด้าน IT อัปเดตความรู้กับสินค้าซอฟต์แวร์, ระบบอีเมล, ระบบ Cloud รวมไปถึงสินค้า Hardware (ฮาร์ดแวร์) และ Gadget ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ กับ คุณนุ่น วรินทร์ธาร จรัสสิริกุลชัย (Assistant Vice President – Softde’ but ) และคุณโรจน์ วิโรจน์ วัชรวิวรรณ (Sale Supervisor – Softde’ but) ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ 10.00 – 12.00 น. เริ่มศุกร์ที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นไป ผ่านช่องทาง Live Facebook และ YouTube VSM365

ผู้ดำเนินรายการ

  • คุณวรินทร์ธาร จรัสสิริกุลชัย (Assistant Vice President – Softde’ but)
  • คุณวิโรจน์ วัชรวิวรรณ (Sale Supervisor – VSM365)

การบรรยายภาค : ภาษาไทย (Thai Speaker)

เข้าร่วมรับชม Live SoftDe’Talk ผ่านช่องทาง 

Facebook VSM365 – MIS Solution Software Shop  

YouTube VSM365 – VSM365 – Software Online Shop

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

www.vsm365.com

Line OA : @vsm365

from:https://www.techtalkthai.com/live-softdetalk-ep-1-2022-07-08/

God of War Ragnarök แพ็กเกจสำหรับนักสะสม มีแผ่นเสียงในชุด แต่ไม่มีแผ่นเกมมาให้

เป็นธรรมดาของวงการเกมยุคนี้ ที่ออกแพ็กเกจกล่องเกมแบบ Special Edition หรือ Collector’s Edition สำหรับแฟนๆ ที่เพิ่มของสะสมอย่างพวกสมุดภาพ ฟิกเกอร์ หรือไอเทมพิเศษบางอย่างมาขายในราคาที่แพงขึ้น

กรณีของเกม God of War Ragnarök ที่เพิ่งประกาศวันวางขาย 9 พ.ย. 2022 ก็ไม่ต่างกัน มีแพ็กเกจพิเศษ 2 แบบคือชุดกลาง Collector’s Edition กับชุดใหญ่ Jötnar Edition ที่มีของที่ระลึกมากมาย มีกล่องเกมลายพิเศษ (steelbook) แต่ก็พิเศษจริงๆ ตรงที่ไม่มีแผ่นดิสก์ตัวเกมมาให้ด้วย ต้องเอาโค้ดไปดาวน์โหลดแบบดิจิทัลแทน (กรณีของ Jötnar Edition ยิ่งน่าสนใจตรงที่มีแผ่นเสียงไวนีลบันทึกเพลงในเกม แต่ไม่มีแผ่นดิสก์ตัวเกม)

ถึงแม้เหตุผลที่ผู้ผลิตไม่แถมแผ่นเกมมาให้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะผู้ซื้อแพ็กเกจเหล่านี้ซื้อมาเก็บสะสมจริงๆ แล้วไปเล่นเกมผ่านช่องทางดิจิทัลกันอยู่แล้ว แต่การไม่มีตัวเกมที่เป็นสินค้าหลักให้มาในชุด ก็อาจยังทำให้หลายคนรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี

Kotaku ชี้ว่า God of War Ragnarök ไม่ใช่เกมแรกที่ใช้แนวทางนี้ เพราะเกม Horizon Forbidden ที่ออกเมื่อต้นปีก็เคยทำมาก่อน ส่วนค่าย Ubisoft ก็เคยออกแพ็กเกจเกม Far Cry 6, Assassin’s Creed Valhalla, Watch Dogs: Legion (บน Xbox) ที่ไม่มีแผ่นเกมมาแล้ว แต่จำกัดเฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

No Description

No Description

ที่มา – PlayStation Blog, Kotaku

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129269

AIS x ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ 8 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งเป้าปกป้องลูกค้าและประชาชนจากมิจฉาชีพ!

AIS สานพลัง ตำรวจไซเบอร์ เข้าจับกุมมิจฉาชีพ ทลายแก๊งคอล […] More

from:https://www.iphonemod.net/ais-cyber-police-catch-criminals-call-center-gangs.html

for feed news app

%d bloggers like this: