คลังเก็บหมวดหมู่: zolkorn

เปิดลงทะเบียนแล้ว ! กิจกรรม Unlocked Performance Workshop ณ บางกอก [Powered by Intel] with ZoLKoRn

ถึงคราพี่น้องชาวบางกอกเสียที หลังจากที่มีเสียงเรียกร้องกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องสำหรับกิจกรรม Unlocked Performance Workshop Powered by Intel with ZoLKoRn กับจุดเริ่มต้น D หาดใหญ่ ต่อด้วย ตี๊ เชียงใหม่ และปิดท้ายปีนี้ด้วย ณ บางกอก โดยกิจกรรมดังกล่าวนี้ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ที่รักหรือสนใจในเรื่องของการปรับแต่งคอมพิวเตอร์ของตนเอง ให้มีความแรงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ว่าการโอเวอร์คล๊อกนั้นเอง สำหรับใครที่มีความสนใจ อยากจะเรียนรู้ ต้องการเพิ่มทักษะในเรื่องของการโอเวอร์คล๊อก งานนี้เราเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีหรือไม่มีพื้นฐานใด ๆ ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ไม่ต้องเขินไม่ต้องอาย เรามาร่วมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

ภายในงานนอกจากจะเป็นการเรียนรู้เพิ่มเสริมทักษะการปรับแต่งคอมพิวเตอร์แล้วนั้น ยังจะมีกิจกรรมการแข่งขันโอเวอร์คล๊อกย่อม ๆ หรือ Mini Overclocking Competition ให้ได้ร่วมสนุกร่วมลุ้นเช่นกัน และคุณยังจะได้พบกระทบไหล่เนตไอดอลที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น นายอั๊ยซ์ (ThxCom), มนัส (บังนัส), ดิว (Audigy – Clock’em Up) และแขกพิเศษอีกหนึ่งท่าน (จะเป็นใครนั้นมาลุ้นกันเอาเอง) บอกเลยว่า งานนี้ใครไม่มา เสียใจแน่นอน

“เอ่ยถึงคำว่า Overclock หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยิน หลายท่านอาจจะเคยลอง เคยเล่น แต่หลายท่านอาจจะยังไม่เคยลอง อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ? หรืออาจจะกลัวว่าทำให้เกิดความเสียหายกับเครื่องคอมพิวเตอร์สุดรักของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิดกัน หากว่ามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนั้นสำหรับใครที่มีความสนใจอยากจะมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการโอเวอร์คล๊อกอย่างถูกต้อง อย่างปลอดภัย รวมทั้งเรื่องราวของการเลือกซื้ออุปกรณ์ให้มีความเหมาะสม ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดกับกิจจกรรมดังกล่าวนี้”

สำหรับกิจกรรม Unlocked Performance Workshop Powered by Intel with ZoLKoRn จะมีขึ้นในวัน เสาร์ ที่ 1 ธันวาคม 2561 ณ โรงแรม แกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ โฮเทล เทอมินอล 21 ตั้งแต่เวลา 09:30 น. ถึง 17:00 น. รับจำนวนจำกัดเพียง 100 ที่นั่งเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ทันที ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ลงทะเบียน

Unlocked Performance Workshop Powered by INTEL

Subject:*

Name:*

Phone Number:*

Email:*

Badges:*

What you see | ที่คุณเห็นคือ*

/* Placeholder Style – WebKit browsers – Safari, Chrome */
::-webkit-input-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Mozilla Firefox 4 – 18 */
:-moz-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Mozilla Firefox 19+ */
::-moz-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Internet Explorer 10+ */
:-ms-input-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

*หมายเหตุ. หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย จะมี email ตอบรับส่งไปยัง email ที่ใช้ลงทะเบียน หากไม่ปรากฏใน inbox ของท่าน ภายใน 5-10 นาที ลองตรวจสอบในห้อง spam (สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากคอมเมนต์ด้านล่างได้เช่นกัน)

รายละเอียดกิจกรรมโดยคร่าว

รอบเช้าจะเป็นการเรียนรู้พื้นฐานรายละเอียดของฮาร์ดแวร์และการปรับแต่งเพื่อการโอเวอร์คล๊อก โดยจะมีเครื่องให้ได้ลองเล่นและเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน รอบบ่ายจะเป็นการแข่งขันการโอเวอร์คล๊อกชิงรางวัล(เล็กน้อย ๆ)จากผู้สนับสนุน

แผนที่ แกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ โฮเทล เทอมินอล 21

สนับสนุนการเรียนรู้โดย

Partner

บรรยากาศ Unlocked Performance Workshop ตี๊ เชียงใหม่






























 


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/M-GXXj14jcU/

Advertisements

เปิดลงทะเบียนแล้ว ! กิจกรรม Unlocked Performance Workshop ณ บางกอก [Powered by Intel] with ZoLKoRn

ถึงคราพี่น้องชาวบางกอกเสียที หลังจากที่มีเสียงเรียกร้องกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องสำหรับกิจกรรม Unlocked Performance Workshop Powered by Intel with ZoLKoRn กับจุดเริ่มต้น D หาดใหญ่ ต่อด้วย ตี๊ เชียงใหม่ และปิดท้ายปีนี้ด้วย ณ บางกอก โดยกิจกรรมดังกล่าวนี้ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ที่รักหรือสนใจในเรื่องของการปรับแต่งคอมพิวเตอร์ของตนเอง ให้มีความแรงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ว่าการโอเวอร์คล๊อกนั้นเอง สำหรับใครที่มีความสนใจ อยากจะเรียนรู้ ต้องการเพิ่มทักษะในเรื่องของการโอเวอร์คล๊อก งานนี้เราเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีหรือไม่มีพื้นฐานใด ๆ ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ไม่ต้องเขินไม่ต้องอาย เรามาร่วมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

ภายในงานนอกจากจะเป็นการเรียนรู้เพิ่มเสริมทักษะการปรับแต่งคอมพิวเตอร์แล้วนั้น ยังจะมีกิจกรรมการแข่งขันโอเวอร์คล๊อกย่อม ๆ หรือ Mini Overclocking Competition ให้ได้ร่วมสนุกร่วมลุ้นเช่นกัน และคุณยังจะได้พบกระทบไหล่เนตไอดอลที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น นายอั๊ยซ์ (ThxCom), มนัส (บังนัส), ดิว (Audigy – Clock’em Up) และแขกพิเศษอีกหนึ่งท่าน (จะเป็นใครนั้นมาลุ้นกันเอาเอง) บอกเลยว่า งานนี้ใครไม่มา เสียใจแน่นอน

“เอ่ยถึงคำว่า Overclock หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยิน หลายท่านอาจจะเคยลอง เคยเล่น แต่หลายท่านอาจจะยังไม่เคยลอง อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ? หรืออาจจะกลัวว่าทำให้เกิดความเสียหายกับเครื่องคอมพิวเตอร์สุดรักของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิดกัน หากว่ามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนั้นสำหรับใครที่มีความสนใจอยากจะมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการโอเวอร์คล๊อกอย่างถูกต้อง อย่างปลอดภัย รวมทั้งเรื่องราวของการเลือกซื้ออุปกรณ์ให้มีความเหมาะสม ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดกับกิจจกรรมดังกล่าวนี้”

สำหรับกิจกรรม Unlocked Performance Workshop Powered by Intel with ZoLKoRn จะมีขึ้นในวัน เสาร์ ที่ 1 ธันวาคม 2561 ณ โรงแรม แกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ โฮเทล เทอมินอล 21 ตั้งแต่เวลา 09:30 น. ถึง 17:00 น. รับจำนวนจำกัดเพียง 100 ที่นั่งเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ทันที ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ลงทะเบียน

Unlocked Performance Workshop Powered by INTEL

Subject:*

Name:*

Phone Number:*

Email:*

Badges:*

What you see | ที่คุณเห็นคือ*

/* Placeholder Style – WebKit browsers – Safari, Chrome */
::-webkit-input-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Mozilla Firefox 4 – 18 */
:-moz-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Mozilla Firefox 19+ */
::-moz-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Internet Explorer 10+ */
:-ms-input-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

*หมายเหตุ. หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย จะมี email ตอบรับส่งไปยัง email ที่ใช้ลงทะเบียน หากไม่ปรากฏใน inbox ของท่าน ภายใน 5-10 นาที ลองตรวจสอบในห้อง spam (สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากคอมเมนต์ด้านล่างได้เช่นกัน)

รายละเอียดกิจกรรมโดยคร่าว

รอบเช้าจะเป็นการเรียนรู้พื้นฐานรายละเอียดของฮาร์ดแวร์และการปรับแต่งเพื่อการโอเวอร์คล๊อก โดยจะมีเครื่องให้ได้ลองเล่นและเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน รอบบ่ายจะเป็นการแข่งขันการโอเวอร์คล๊อกชิงรางวัล(เล็กน้อย ๆ)จากผู้สนับสนุน

แผนที่ แกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ โฮเทล เทอมินอล 21

สนับสนุนการเรียนรู้โดย

Partner

บรรยากาศ Unlocked Performance Workshop ตี๊ เชียงใหม่






























 


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/smzBocFU7Mk/

ASUS Incredible Intelligence 2018 : เผยผลิตภัณฑ์ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ทิ้งท้ายปี 2018

25 ตุลาคมที่ผ่านมาทางบริษัทเอซุสเทคจำกัด (AsusTek Computer Inc.) ได้มีการจัดงาน ASUS Incredible Intelligence 2018 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานดังกล่าวนี้ โดยตัวงานนั้นจะเป็นงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของทาง ASUS ซึ่งจะไม่เพียงแค่เฉพาะในส่วนของเมนบอร์ดหรืออุปกรณ์ในกลุ่ม DIY เท่านั้น หากแต่จะได้ร่วมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทั้งหมดจากจากทาง ASUS ด้วยเช่นกัน ซึ่งทาง ASUS ได้มีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

  • Business (กลุ่มองค์กรธุรกิจ)
  • Home (กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป)
  • Gaming (ตลาดเกมมิ่ง)

ในงานนี้เราได้รับเกียรติจาก Mr. Jacky Hsu กล่าวเปิดงานทักทายและให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นมาของบริษัท ASUS ถึงความสำเร็จตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยจุดเริ่มต้นของ ASUS นั้นทาง Jacky Hsu กล่าวว่า เราได้เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตเมนบอร์ดและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้เราเป็นบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 15,000 คน และเรามีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมายสำหรับทุกกลุ่มผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป และตลาดเกมมิ่ง และสิ่งสำคัญที่เรายังคงมุ่งมั่นและสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรก็คือ เรามีความโดดเด่นในเรื่องของประสิทธิภาพ จนทำให้ผลิตภัณฑ์จากทาง ASUS ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายจากทั่วโลกกว่า 4,511 รางวัล ทั้งในเรื่องของการออกแบบและประสิทธิภาพ และการที่จะทำให้ชิ้นงานออกมามีประสิทธิภาพมีคุณภาพมันก็ต้องสร้างความโดดเด่นหรือให้ความมุ่งเน้นจากสามส่วนสำคัญได้แก่ ตัวผลิตภัณฑ์ การทำงานเป็นทีม และคู่ค้าที่มีประสิทธิภาพ โดยในงานนี้คู่ค้าหรือพาร์ทเนอร์สำคัญของเราก็คือ Intel


ด้าน Intel เองในงานนี้ก็ได้รับเกียรติจาก Mr. David McCloskey ในตำแหน่ง Vice president, sales and marketing group. general manager, client computing group and ecosystem sales Intel (หลายเก้าอี้มาก) ขึ้นมาให้ข้อมูลแบบสั้น ๆ เกี่ยวกับ CPU ในเจเนเรชันล่าสุดของตนเองสำหรับ Intel 9th Gen ว่า ณ เวลานี้กับการมาของ Gen 9 นั้นทาง Intel มี CPU ตระกูล XEON ตัวใหม่ที่มาพร้อมกับแกนประมวลผลที่มากถึง 28 แกน 56 เทรด

Business

สำหรับภาพรวมทั้งหมดของงานนี้ จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากทั้งสามกลุ่มมาเปิดตัวให้ชมกัน โดยไม่มีการเน้นหนักไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ดูว่าน่าจะเป็นไฮไลต์หากมองถึงภาพกว้างในความเป็น ASUS ก็คงจะเป็นการแนะนำหุ่นยนต์ที่ใช้ชื่อว่า Zenbo Junior ที่มันไม่ได้เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ธรรมดาตัวเล็ก ๆ แต่ทาง ASUS ได้สร้างสรรค์มันขึ้นมาเพื่อช่วยให้นักพัฒนา นักพัฒนาระบบ หรือแม้แต่กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้หุ่ยนต์เพื่อช่วยเหลือเกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง ด้วยการพัฒนาหรือแนวทางการใช้ App เพื่อให้ลูกค้าในกลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงหรือมีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้มันยังสามารถใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้สำหรับนักษึกษาหรือแม้แต่บุคคลทั่วไป ที่ต้องการจะเรียนรู้เกี่ยวกับหุ่นยนต์ เกี่ยวกับระบบของ AI ที่สามารถตอบสนองหรือโต้ตอบได้

สำหรับ Zenbo นั้นจะไม่ได้มีเพียงแค่ตัวหุ่นเท่านั้น แต่มันยังจะมาพร้อมกับสื่อการเรียนรู้ ที่จะมาในรูปของห้องเรียน ซึ่งจะมีระบบการจัดการ มีเครื่องมือสำหรับสร้าง App เพื่อใช้สำหรับเรียนรู็หรือทดลองสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การใช้งานทางธุรกิจต่อไป

อีกหนึ่งชิ้นที่น่าสนใจสำหรับฝั่งของกลุ่ม Business ก็คือ ASUS Mini PC ProART PA90 ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ในแบบสำเร็จรูปที่มีขนาดเล็ก และแม้ว่าจะจะไม่ได้เล็กมากมายนัก แต่ด้วยความทรงพลังของมันก็ทำให้มองได้ว่าเล็กไปเลย ซึ่งเจ้า Mini PC ดังกล่าวนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อการใช้งานในระดับ Workstation หรือในกลุ่มที่เรียกว่า Professional content creators หรือพูดง่าย ๆ ว่ากลุ่มคนทำงานในระดับมืออาชีพ

ตัว ProART PA90 นั้นจะอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล่าสุดพร้อมด้วยการออกแบบที่แลดูทันสมัยและสวยงาม ตัวสเป็คหลัก ๆ แล้วจะประกอบไปด้วย CPU จากค่าย Intel ในเจเนเรชันล่าสุดหรือ Intel 9th Gen และแน่นอนว่ามันคือ Core i9-9900K พร้อมด้วยเมนบอร์ดชิบเซ็ต Z390 แรม DDR4 ความจุกว่า 64GB ด้านพลังของกราฟิกนั้นจะขับเคลื่อนด้วย NVIDIA Quadro P4000 และที่ดูจะเป็นทีเด็ดที่สุดก็คงจะเป็นระบบระบายความร้อน ซึ่งทาง ASUS ระบุว่า มันจะมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ


ด้านการออกแบบจุดที่ดูมีความน่าสนใจก็เห็นจะเป็นบริเวณด้านบนของตัวเครื่อง ที่มันจะสามารถยกตัวขึ้นเล็กน้อย เมื่อมีการเปิดใช้งาม การยกตัวตรงนี้ก้เพื่อเป็นช่องทางในการระบายความร้อนหรือให้อากาศสามารถไหลเวียนได้ แต่เมื่อมีการปิดเครื่องไม่ได้ใช้งาน ฝาด้านบนดังกล่าวนี้จะปิดลงมา ซึ่งเหตุผลที่ออกแบบให้มีการยกขึ้นหรือปิดลงได้นั้น ก็เพื่อช่วยลดฝุ่นหรือป้องกันสัตว์หรือแมลงตัวเล็ก ๆ เข้าไปภายในตัวเครื่องในขณะที่เราไม่ได้ใช้งานอยู่นั่นเอง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียวที่ไม่เลวเลยทีเดียว

ไม่เพียงแต่จะมีเครื่องพีซีขนาดเล็กที่ทรงพลังสำหรับคนทำงานในระดับมืออาชีพเท่านั้น เพราะหากมีเพียงแค่ตัวเครื่องแต่ขาดจอที่เหมาะสมการทำงานก็มิอาจจะทำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งทาง ASUS ก็มีจอภาพในระดับมืออาชีพมาให้เลือกใช้งานเช่นกัน สำหรับ ProArt PA34V กับจอภาพในแบบ Ultra width (21:9) มีความละเอียด 3440x1440pixel ด้วยพาแนล IPS ที่ให้สีสันสดใสสวยงามสมจริงและมีมุมมองที่กว้างถึง 178° ทั้งแนวดิ่งและแนวนอน แต่สิ่งที่ดูจะสำคัญไปกว่าความสดใสก้คงจะเป้นการรองรับความกว้างของสีที่รับรองมาในระดับ 100% sRGB รองรับเฉดสีกว่า 1078 ล้านสี ด้านพอร์ทเชื่อมต่อใช้งานก็มีมาให้ครบครัน ซึ่งประกอบไปด้วย Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ท (เข้า 1 ออก 1) DP 1.2, HDMI 2.0, Audio jack และ USB 3.0

สำหรับใครที่ต้องการความสะดวกไปอีกขั้นไม่ว่าจะเป้นเรื่องของพื้นที่ในการวาง การพกพา และพื้นที่การใช้งานบนหน้าจอทาง ASUS ก็ยังมีจอภาพในแบบพกพาที่เคลมว่าเป็นจอพกพาตัวแรกของโลกที่มาพร้อมกับความละเอียดในระดับ 4K และยังใช้พาแนลในแบบ OLED อีกด้วย ดังนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องของสีสันเรื่องของอัตราการตอบสนองใด ๆ ให้มากความ โดยตัวจอจะมีขนาด 21.6 นิ้ว ใช้พอร์ทเชื่อมต่อในแบบ USB-C(DP alt Mode) และ Micro HDMI อีกสองช่อง


ทั้งนี้ในฝั่งของ Business นั้นยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการประชุมผ่านสายหรือวิดีโอคอนเฟอร์เรนต์ เครื่องโปรเจคเตอร์ Mini PC สำหรับธุรกิจต่าง ๆ  และก็รวมไปถึงเมนบอร์ดสำหรับงานอุตสาหกรรม ซึ่งมันก็จะควบรวมเข้ากับเมนบอร์ดในตระกูล Prime








Home

สำหรับในกลุ่ม Home user หรือกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปตามบ้านเรือนนั้นไฮไลต์หลักจะตกอยู่ที่ระบบเน็ตเวิร์คหรือตัวเราเตอร์ โดยในงานนี้ทาง ASUS ได้มีการเปิดตัวเราเตอร์ตัวแรกของโลกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี 802.11ax ซึ่งมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงถึง 10Gbps ผ่านระบบ WiFi หรือไร้สาย และอีกหนึ่งชิ้นที่เป็นตัวแรกของโลกเช่นกันก็คือ ZenScreen กับจอภาพในแบบพกพาที่มาพร้อมกับแบตเตอร์รี่ในตัว สามารถเปิดใช้งานได้ทุกที่ เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และการเชื่อมต่อก็สะดวกสะบายด้วย USB-C ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ หรือโดยเฉพาะกับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย

802.11ax

WiFi เราเตอร์ตัวแรง ตัวแรกของโลกที่มาบนเทคโนโลยี 802.11ax ซึ่งตามข้อมูลที่ทาง ASUS กล่าวอ้างนั้นจะสามารถรับส่งข้อมูลได้สูงสุดมากถึง 10.53Gbps และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อม ๆ กันได้มากกว่า 50 ชิ้นในเวลาเดียว โดยเราเตอร์ตัวแรกจะเป็น RT-AX88U ส่วนอีกหนึ่งโมเดลที่เปิดตัวในงานนี้ก็จะเป็นระบบ Mesh ที่มาในแบบแพ็คคู่กับ AiMesh AX6100 Wi-Fi System ซึ่งมันก็รองรับ 802.11ax เช่นกัน

ไม่เพียงแต่ในกลุ่มของ home เท่านั้นที่มี WiFi ในระบบ 802.11ax ให้ใช้งาน ในกลุ่มของ Gaming หรือ ROG เองก็มีตัวเลือกใหม่ออกมาเช่นกันสำหรับ ROG Rapture GT-AX11000 ซึ่งมันไม่เพียงแต่จะมาพร้อมกับความเร็วในการรับส่งข้อมูลในระดับ 10Gbps เท่านั้น แต่ทาง ASUS ยังระบุว่ามีการออกแบบเพื่อลดอัตราลาเทนซีละไปราว 1 ใน 4 ที่จะช่วยให้การรับส่งข้อมูลเร็วขึ้นกว่า 2.53 เท่าจากในแบบปรกติ


นอกจากนี้มันยังจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีพิเศษเฉพาะตัวของทาง ASUS อาทิ GameFirst V. GameFirst V และ Game Boost เพื่อเอาใจคอเกมโดยเฉพาะ ด้วยการจัดการกับระบบ ping ช่วยลดระยะเวลาการ ping ลงไปราว 33% และมันยังจะมีเทคโนโลยี wtfast optimizes ที่จะช่วยจัดการเกี่ยวกับการเชื่อมต่อไปยังเกมเซิฟเวอร์ ลดระยะเวลาการเชื่อมต่อหรือลด ping ได้มากกว่า 90% ช่วยให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบเรียบที่สุดอีกด้วย

Portable Monitor

จากกลุ่มธุรกิจที่เราน่าจะได้เห็นไปแล้วว่าทาง ASUS มีจอภาพแบบพกพาในระดับมืออาชีพ มาพร้อมความละเอียดในระดับ 4K และเป็น OLED สำหรับในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปก็มีให้เลือกใช้งานเช่นกันกับ ZenScreen ซึ่งความโดดเด่นของ ZenScreen นั้นก็คงเป็นการที่มันมีแบตเตอรรี่ในตัว ทำให้สามารถเปิดใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมองหาปลั๊กไฟใด ๆ ทั้งสิ้น ตัวจอสามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งพีซีและอุปกรณ์ในกลุ่ม Android เชื่อมต่อผ่าน USB-C (DP alt mode) หรือ USB 3.0

ในส่วนของแบตเตอร์รี่นั้นมีขนาดความจุ 7800mAh ทำให้ใช้งานได้ทันทีและยังช่วยให้ไม่ลดระยะเวลาการใช้งานของอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออีกด้วย ด้านขนาดตัวก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันได้รับการออกแบบมาเพื่อพกพา จึงทำให้มันมีขนาดความหนาเพียง 8mm เท่านั้นเอง ถือได้ว่าบางมาก ๆ เลยทีเดียว และนำหนักตัวเพียง 0.85kg เท่านั้น ส่วนขนาดของหน้าจอจะมาในขนาด 15.6 นิ้ว ด้วยความละเอียดในระดับ Full HD (1920x1080p) และใช้พาแนลในแบบ IPS

Gaming (ROG)

ตลาดเกมมิ่งหรือเซ็คชั่น ROG น่าจะเป็นกลุ่มตลาดที่ใกล้ตัวพวกเราตรงนี้มากที่สุด และในงานนี้ทาง ASUS เองก็มีผลิตภัณฑ์จากกลุ่ม ROG มาเปิดเผยเปิดตัวเพื่อเรียกเงินจากกระเป๋าคอเกมมากมายหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งหากมองกันถึงไฮไลต์แล้วนั้นก็คงจะเป็น Motherboard หรือที่เราเรียกกันว่าเมนบอร์ด กับสองโมเดลจี๊ดที่ใครหลาย ๆ คนรอคอยกันสำหรับ ASUS MAXIMUS XI APEX และ ASUS MAXIMUS XI GENE ซึ่งในโมเดลหลังนั้นน่าจะถือว่าเป็นโมเดลที่ใครหลาย ๆ คนน่าจะคิดถึง เพราะมันหายไปจากตลาดช่วงระยะเวลาหนึ่ง นอกจากในส่วนของเมนบอร์ดแล้ว ยังจะมีอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ใหม่ ๆ ออกมาเช่นกัน เริ่มจากจอภาพในแบบ Ultra width ในตระกูล ROG STRIX กับ XG49VQ ซึ่งเป็นจอภาพในขนาด 49 นิ้ว อัตราส่วน 32:9 มีอัตรารีเฟรตเรตในระดับ 144Hz รองรับเทคโนโลยี FreeSync 2 และ HDR ในระดับ 125% sRGB นอกจาก Gaming monitor ก็ยังมีเมาส์ ROG Gladius II wireless, แผ่นรองเมาส์ ROG Bal Teus QI ที่รองรับระบบการชาร์จไร้สายหรือ QI Charge ได้ในตัว สุดท้ายก็จะเป็นหูฟังเกมมิ่ง ROG DELTA Gaming หูฟังที่มาพร้อมกับ Quad-DAC ซึ่งก็เป็นฟูฟังตัวแรกของโลกที่ใช้ Quad-DAC อีกด้วย และทั้งสามชิ้นที่ได้กล่าวถึงไปตรงนี้สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ เรื่องของแสงสีในแบบ RGB หรือเทคโนโลยี Aura Sync ของทาง ASUS นั่นเอง

Motherboard

สำหรับประเด็นหลักของเมนบอร์ดจากในงานนี้ ไม่ได้เป็นการมาพูดถึงรายละเอียดของตัวเมนบอร์ดหรือเจาะลึกกันแบบรุ่นต่อรุนแต่อย่างใด หากแต่เป็นการพูดถึงภาพรวมของเมนบอร์ดในตระกูล ROG ยุคที่ 11 หรือ XI และในส่วนของสองโมเดลหลักที่กำลังจะลงตลาดทั้งในส่วนของ MAXIMUS XI APEX และ MAXIMUS XI GENE นั้นก้เป็นเพียงการพูดถึงความสามารถในการโอเวอร์คล๊อก พูดถึงการทุบสถิติโลกมากมาย กับการมาของ Intel 9th GEN และ Z390 Series โดยตัวเมนบอร์ดในโมเดล MAXIMUS XI APEX ยังไม่มีการระบวันเวลาที่ชัดเจนว่าจะลงตลาดเมื่อไหร่ บอกเพียงแค่ว่า Soon หรือเร็ว ๆ นี้เท่านั้น แต่สำหรับในโมเดล MAXIMUS XI GENE พร้อมลงตลาดเป็นที่เรียบร้อย

สิ่งที่ทาง ASUS ในกลุ่ม ROG ได้เน้นจากการนำเสนอในงานนี้ก็เห็นจะเป็นในส่วนของ AI Overclocking ที่ได้มีการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนถึงในเวลานี้กับในยุคของ Z390 นั้น เมนบอรืดในตระกูล ROG จะมีฟีเจอร์พิเศษเฉพาะตัวเพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิม ก็คือในส่วนของ AI Prediction โดยที่ฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ มันจะทำการครวจสอบตัว CPU ที่เราติดตั้งใช้งานลงไป ซึ่งสิ่งที่มันจะทำการตรวจสอบก็คือ คุณภาพของตัวซิลิกอน ว่าซีพียูตัวนั้น ๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน ระบุออกมาในรูปของเปอร์เซนต์ เช่น 95%, 97% จากนั้นมันยังจะทำการประเมินถึงประสิทธิภาพของระบบระบายความร้อนที่เราใช้งาน ให้ผลออกมาในรูปของคะแนน และสุดท้ายก็จะมีค่าประมาณออกมาว่า CPU ตัวนั้น ๆ จะมีความสามารถในการโอเวอร์คลีอกได้มากน้อยขนาดไหน ความเร็วของของ Core Speed จะทำได้สูงหรือลากไกลเพียงไร ความเร็วของ Uncore Clock จะทำได้ในระดับใด ซึ่งค่าความน่าเชื่อถือของ AI Prediction ตรงนี้ จากที่ผมได้โอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับหัวหน้าแผนก ROG คำตอบที่ได้คือ มากเกินกว่า 90% เลยทีเดียว ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์หรือลูกเล่นที่จะช่วยให้การโอเวอร์คล๊อกเป็นไปได้อย่างง่ายขึ้นหรือสะดวกมากยิ่งขึ้นในระดับหนึ่ง

ASUS MAXIMUS XI GENE

จุดเด่นหลักของ MAXIMUS XI GENE ก็คงจะเป็นเรื่องของขนาดตัว ที่มันจะเป็นเมนบอร์ดในขนาด Micro-ATX แต่ก็จะยังคงจัดเต็มและอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ ไม่แพ้เมนบอร์ดในขนาดมาตราฐาน ATX หากมองจากภาพกว้างจากสิ่งที่เราเห็นตรงหน้าตรงนี้ จะเห้นได้ว่ามันได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการโอเวอร์คล็อกอย่างเต็มรูปแบบ มีเต้ารับไฟเลี้ยงสำหรับภาคจ่ายไฟ CPU ในแบบ 8 พินจำนวนสองชุด มีภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ สล๊อตแรมเพียงแค่ 2 แถวไม่แตกต่างไปจาก APEX ความเร็วสูงสุดในการโอเวอร์คลีอกระบุมาที่ DDR4-4700MHz และจะยังมีฟีเจอร์ที่เอื้อต่อการโอเวอร์คล๊อกในแบบ Extreme อย่างครบถ้วนเพื่อรองรับการการโอเวอร์คล๊อกด้วย LN2




ในความเป็น GENE ตรงนี้หากมองจากฟีเจอร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกับด้านการโอเวอร์คล๊อกแล้วนั้น เราอาจจะพูดได้ว่า MAXIMUS XI GENE มันก็คือ MAXIMUS XI APEX ในไซด์เล็กก็ว่าได้ เพราะจากเดิมในอดีตหากมองถึง GENE มันก็คือ EXTREME ไซด์เล็กนั่นเอง

ROG DELTA Gaming

สำหรับหูฟังเกมมิ่งตัวใหม่จากค่าย ASUS นั้นนอกจากเรื่องของแสงสีในระดับ RGB ที่ทุกวันนี้ถือเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว มันจะมีฟีเจอร์ใหม่หรือเทคโนโลยีเด็ดที่เป็นเจ้าแรกของโลก กับการเลือกใช้ Quad DAC หรือมี DAC มากถึง 4 ตัวซึ่งเป็น DAC Hi-Res ESS ES9218 เพื่อให้ได้เสียงที่ใสสะอาดและมีความสมจริงมากที่สุด ด้านการออกแบบนั้น ตัวครอบหูฟังจากมาในรูปที่เรียกว่า D type หรือเป็นทรงตัว D ที่ไม่กลมหรือรี เพื่อให้มันเข้ากับลักษณะของใบหูมากที่สุด ออกแบบให้มีน้ำหนักเบา เพื่อความสบายในการสวมใส่ระยะเวลานาน ๆ และยังมีเทคโนโลยีพิเศษที่เรียกว่า Airtight Chamber และ ASUS Essence driver ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อช่วยความสมจริงให้กับเสียงเบสหรือเสียงในย่านความถี่ต่ำ


ROG Balteus Qi

แผ่นรองเมาส์อาจจะไม่มีเทคโนโลยีพิเศษอะไรมากมาย เพราะด้วยตัวมันเองที่ไม่รู้ว่าจะสร้างความพิเศษให้แตกต่างไปจากปรกติได้อย่างไร ? แต่สิ่งที่ทาง ASUS รังสรรค์ขึ้นมาในครั้งนี้กับในความเป็น ROG ก็คงจะเป็นเรื่องของแสงสีในระดับ RGB สามารถปรับเปลี่ยนแสงสีได้ในแบบ on-the-fly และยังสามารถซิงก์ผ่านเทคโนโลยี AuraSync ของตนเองได้เช่นกัน ส่วนจุดที่ดูจะเป็นฟีเจอร์เด็ดหรือจุดเด่นของมันก็จะเป็นในส่วนของระบบการชาร์จแบบไร้สายหรือ QI Charge ที่ช่วยให้คอเกมสามารถวางสมาร์ทโฟนของตนเองเพื่อชาร์จแบตเตอร์รีได้ทันที สุดท้ายกับ USB 2.0 Hub ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ต้องการ

ROG Gladius II Wireless

สำหรับตัวเมาส์เรื่องของหน้าตาการออกแบบ ประเด็นนี้คงต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่า ออกแบบได้สวยงามมากน้อยขนาดไหน และจะเข้ามือหรือเปล่าอันนี้คงต้องลองดูกันเอง แต่สิ่งที่ ASUS ออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเด่นให้กับเมาส์ในโมเดลดังกล่าวนี้ก็เป็นในส่วนของรูปแบบการเชื่อมต่อ ที่มันจะเป็นเมาส์ไร้สายที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง WiFi 2.4G และ Bluetooth ในแบบ Low Latency โดยทาง ASUS กล่าวว่าความเร็วในการตอบสนองนั้นจะสามารถทำได้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเมาส์ในแบบสาย ด้วยความเร็วในการตอบสนองด้วยระยะเวลาเพียง 1ms เท่านั้น จุดที่น่าจะเป็นที่ถูกใจคอเกมก็คงตะเป็นการออกแบบให้สามารถถอดเปลี่ยนสวิทช์ได้ด้วยตนเอง ส่วนตัวเซ็นเซอร์จะเป็นในแบบ Optical ด้วยความละเอียดสูงสุด 16,000dpi

ROG Strix XG49VQ

มุมมองที่กว้างขึ้นเป็นอะไรที่คอเกมต้องการ และทาง ASUS ก็มีตัวเลือกออกมาเช่นกันกับจอโค้งในขนาด 49 นิ้ว รองรับ HDR, FreeSync 2, 144Hz, PIP(x3) กับความละเอียด 3840x1080pixel สำหรับเทคโนโลยีพิเศษหรือฟีเจอร์เแพาะตัวประกอบไปด้วย ASUS Shadow Boost, GameVisual, App Sync, และ blue light filter


ในภาพรวมของจอตัวนี้ อารมณ์ที่ได้ก็จะเสมือนกับว่ามันคือจอในขนาด Full HD ที่เป็น 16:9 จำนวนสองตัวมาวางเรียงกันนั่นเอง แต่มันจะมีข้อดีตรงที่ไม่มีรอยต่อของขอบจอ ส่วนเทคโนโลยี PIP (Pic in Pic) นั้นมันจะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อม ๆ กันได้มากถึง 3 อุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน

Others…


สำหรับสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ จากในงานจะเป็นในส่วนของข้อมูลบางอย่างที่หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน อาทิเช่นอัตราการเติบโตของตลาดเกมมิ่ง ซึ่งจากปีที่ผ่านมาตลาดเกมมิ่งบนระบบพีซีมีอัตราที่เติบโตมากถึง 60% เติบโตมากกว่าตลาดสมาร์ทโฟนเกือบเท่าตัว ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้คงจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ตลาดพีซีจะยังคงอยู่กับเราไปอีกนานอย่างแน่นอน และกับความคิดที่เคยมองกันว่าพีซีตายไปแล้ว กำลังจะตาย จะโดนโมเดลบายหรือสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ คงจะต้องคิดใหม่ และหากใครที่ยังคงมองว่าต้องมีสักวัน กับประเด็นนี้ผมยังมีข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจมาให้ได้ติดตามกัน กับบทสัมภาษณ์พิเศษของบอร์ดบริหารหรือ Mr. Jackie Hsu ในตำแหน่งประธานบริษัทและผู้จัดการฝ่ายขายตลาดแพลทฟอร์มของ ASUS และจะยังรวมถึงผู้จัดการเกมมิ่งเกียร์และอุปกรณ์เสริม หรือพูดง่าย ๆ ว่าผู้จัดการแผนก ROG นั่นละครับ

คงจะได้เห็นกันแล้วนะครับว่า ในช่วงปลายปีนี้ทาง ASUS มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาให้ได้ใช้งานกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอเกม จะเป็นคนทำงานหรือการทำงานในระดับองค์กร เรียกได้ว่า ASUS มีแทบจะทุกอย่างแล้วจริง ๆ เราคงไม่ต้องมองกันให้ไกลตัวมากนัก เอาแค่สิ่งที่ใกล้ตัวพวกเราชาวพีซีที่อยู่ในตลาด DIY หรือกลุ่มตลาดเกมมิ่ง เราก็น่าจะพอทราบกันบ้างแล้วว่าล่าสุดทาง ASUS ก็เพิ่งจะมีการเปิดตัว พาวเวอร์ซัพพลาย และชุดระบายความร้อนด้วยน้ำในแบบ AIO ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับแฟน ๆ ASUS โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแฟน ROG ซึ่งหากเวลานี้อยากจะประกอบคอมพิวเตอร์สักเครื่องไว้เล่นเกม และต้องการความเป็น ASUS แล้วนั้นได้ครบทุกชิ้นแน่นอน จะขาดก็เพียงแค่ CPU, RAM, SSD และเคสเท่านั้นเอง

สำหรับตรงนี้กับบรรยากาศภาพรวมและรายละเอียดที่เป็นจุดที่น่าสนใจก็น่าจะมีอะไรแต่เพียงเท่านี้ แต่สำหรับเรื่องราวของงาน ASUS Incredible Intelligence 2018 จะยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะตามที่ได้บอกไปบ้างแล้วว่า ผมยังจะมีบทสัมภาษณ์พิเศษของบอร์ดบริหารประธานบริษัทมาให้ได้ติดตามชมกันอีกหนึ่งตอน ซึ่งเนื้อหานั้นถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว กับข้อมูลที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะเคยสงสัย อาจจะเคยถกเถียงกัน และกับข้อมูลที่ได้ยินแล้วต้องทำให้ทึ่งหรือตะลึง และน่าจะช่วยให้หายแปลกใจว่า เหตุใดทาง ASUS ถึงมีผลิตภัณฑ์แปลก ๆ มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใครออกมารีดเงินจากกระเป๋าของเรา ๆ ท่าน ๆ ได้อย่างไม่ขาดสายและสามารถชนะใจผู้ใช้งานทั่วโลกมาอย่างยาวนาน และท้ายที่สุดตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณบริษัท เอซุสเทค(ประเทศไทย)จำกัด ที่หยิบยื่นโอกาสให้ได้ร่วมงานดังกล่าวนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/ghr0INV7jH4/

เปิดลงทะเบียนแล้ว ! กิจกรรม Unlocked Performance Workshop ตี้เชียงใหม่ [Powered by Intel] with ZoLKoRn

Unlocked Performance Workshop Chiangmai

การรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว ถึงคิวพี่น้องชาวภาคเหนือบ้าง กับกิจกรรม Unlocked Performance Workshop powered by Intel with ZoLKoRn  ขอเรียนเชิญพี่น้องชาวเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความสนใจในเรื่องของการ Overclock มาร่วมเรียนรู้ เสริมทักษะ ในการโอเวอร์คล๊อกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความแรงให้กับคอมพิวเตอร์สุดรักของตนเอง งานนี้เปิดกว้างสำหรับทุกท่าน ไม่มีจะมีพื้นฐานหรือไม่มีพื้นฐานใด ๆ เลยก็ตาม สามารถมาร่วมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย ภายในงานนอกจากจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการโอเวอร์คล๊อกที่ถูกต้อง ทักษะการปรับแต่งแล้วนั้น ยังจะมีกิจกรรม Mini Overclocking Competition (แข่งขันการโอเวอร์คล๊อก) ยังไม่พอคุณยังจะได้กระทบไหล่เนตไอดอลที่คุณชื่นชอบ นายอั๊ยซ์ (ThxCom), มนัส (บังนัส) และ ดิว (Audigy – Clock’em Up) ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

“เอ่ยถึงคำว่า Overclock หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยิน หลายท่านอาจจะเคยลอง เคยเล่น แต่หลายท่านอาจจะยังไม่เคยลอง อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ? หรืออาจจะกลัวว่าทำให้เกิดความเสียหายกับเครื่องคอมพิวเตอร์สุดรักของตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิดกัน หากว่ามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนั้นสำหรับใครที่มีความสนใจอยากจะมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการโอเวอร์คล๊อกอย่างถูกต้อง อย่างปลอดภัย รวมทั้งเรื่องราวของการเลือกซื้ออุปกรณ์ให้มีความเหมาะสม ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดกับกิจจกรรมดังกล่าวนี้”

สำหรับกิจกรรม Unlocked Performance Workshop ตี้เชียงใหม่ powered by Intel with ZoLKoRn จะมีขึ้นในวัน เสาร์ ที่ 8 กันยายน 2561 ณ โรงแรม Chiangmai Grand View (เชียงใหม่แกรนด์วิว) ตั้งแต่เวลา 09:30 น. ถึง 17:00 น. รับจำนวนจำกัดเพียง 50 ที่นั่งเท่านั้น ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถร่วมลงทะเบียนร่วมงานได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ลงทะเบียนร่วมงาน

Unlocked Performance Workshop Powered by INTEL

Subject:*

Name:*

Phone Number:*

Email:*

Badges:*

What you see | ที่คุณเห็นคือ*

/* Placeholder Style – WebKit browsers – Safari, Chrome */
::-webkit-input-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Mozilla Firefox 4 – 18 */
:-moz-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Mozilla Firefox 19+ */
::-moz-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

/* Placeholder Style – Internet Explorer 10+ */
:-ms-input-placeholder { opacity:0.6; color:#333333; }

*หมายเหตุ. หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย จะมี email ตอบรับส่งไปยัง email ที่ใช้ลงทะเบียน หากไม่ปรากฏใน inbox ของท่าน ลองตรวจสอบในห้อง spam (สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากคอมเมนต์ด้านล่าง)

รายละเอียดกิจกรรมโดยคร่าว

รอบเช้าจะเป็นการเรียนรู้พื้นฐานรายละเอียดของฮาร์ดแวร์และการปรับแต่งเพื่อการโอเวอร์คล๊อก โดยจะมีเครื่องให้ได้ลองเล่นและเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน รอบบ่ายจะเป็นการแข่งขันการโอเวอร์คล๊อกชิงรางวัล(เล็กน้อย ๆ)จากผู้สนับสนุน

แผนที่ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว

สนับสนุนการเรียนรู้โดย

Partner

บรรยากาศ Unlocked Performance Workshop D Hat Yai













from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/WZxsfjC-yCk/

ภาพรวม NVIDIA GEFORCE RTX 20 Series – RTX 2080 Ti, RTX 2080, RTX 2070 เจอกัน 20 กันยาฯ

NVIDIA RTX 20 Series

ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลงเสียที สำหรับการมาของการ์ดจอตระกูลใหม่จากทาง NVIDIA หลังจากที่ตกเป็นข่าวหลุดข่าวลือมานาน ซึ่งการมาของการืดตระกูลใหม่จากทาง NVIDIA ในครั้งนี้ มันได้รับความสนใจจากคอเกมทั่วโลกมากเป็นพิเศษ เพราะด้วยที่ว่านับตั้งแต่ทาง NVIDIA เปิดตัวการ์ดในตระกูล GTX 10 Series ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2017 หรือให้ข้อมูลเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2016 จนถึงเวลานี้ก็ล่วงเลยมาแล้วกว่า 2 ปีเต็ม ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการเว้นช่วงของการปล่อย GPU ตัวใหม่ที่นานมากเลยทีเดียว เพราะในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้มักจะมีการเปิดตัวใหม่แบบปีต่อปีเสมอ และจากการที่ปล่อยให้คอเกมรอนานกว่าสองปีเต็ม ๆ ก่อนที่ทาง NVIDIA จะมีการออกมาเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการของการ์ดในตระกูล RTX 20 Series นั้น ก็มีข่าวหลุดข่าวลือมากมายโดยในช่วงแรก ๆ ก็มีการปล่อยข่าวออกมาบ้างแล้วว่าทาง NVIDIA จะใช้ชื่อว่า GTX 20 Series เป็นตระกูลต่อจาก GTX 10 Series แต่ทว่าจู่ ๆ ก็มีข่าวหลุดออกมาใหม่ว่าจะมีการใช้รหัส GTX 11 Series แทน และก็มีการพูดกันว่าเป็น GTX 11 เรื่อยมาจนกระทั่งในช่วงโค้งสุดท้าย ประมาณหนึ่งเดือนก่อนการเปิดตัว จึงเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่าทาง NVIDIA จะยังคงใช้รหัส 20 Series แต่จะมีการเปลี่ยนจากรหัส GTX ไปเป็น RTX แทน ซึ่งที่สุดแล้วเมื่อวานนี้ในช่วงเวลาประมาณ 23.30 น. ตามเวลาในประเทศไทยทาง
NVIDIA ก็ได้มีการออกมาให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการของ GPU ตัวใหม่ และเราต่างก็ได้รับข้อมูลจริงที่ถูกต้องเสียที โดยข้อมูลที่มีการออกมาเปิดเผยในครั้งนี้จะยังคงเป็นเพียงข้อมูลโดยเบื้องต้นเท่านั้น แต่ทว่ามันก็มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว และมันจะมีความน่าสนใจขนาดไหน มีอะไรใหม่ มีอะไรเด็ดบ้างนั้น ลองมาติดตามกันดูนะครับ กับบทสรุปภาพรวมของ NVIDIA GeForce RTX 20 Series

GeForce GTX 20 Series

สำหรับการ์ดจอเพื่อคอเกมตระกูลใหม่จากทาง NVIDIA จะมีการใช้ชื่อเรียกใหม่ “GeForce RTX 20 Series” ซึ่งจะมาพร้อมกับ GPU ภายใต้รหัสพัฒนาที่ชื่อว่า “NVIDIA TURING” ซึ่งจะเป็น GPU ที่เป็นสถาปัตยกรรมใหม่ มีความแตกต่างไปจาก Pascal (GTX 10 Series) อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะโครงสร้างภายในของตัว GPU, จำนวนทรานซิสเตอร์ และขนาดของกระบวนการผลิต โดย NVIDIA TURING จะมาพร้อมกับชิบประมวลผลที่มีจำนวนทรานซิสเตอร์มากถึง 18,600 ล้านตัว มีขนาดพื้นที่ของ DIE ใหญ่โตถึง 754 mm² ซึ่งทาง NVIDIA ระบุว่าเป็นชิบที่ใหญ่ที่สุดและมีจำนวนทรานซิสเตอร์มากที่สุดเป็นลำดับที่สองจากชิบทั้งหมดที่เคยมีมา ซึ่งหากทำการเปรียบเทียบกับ Pascal นั้นตัวชิบจะมีจำนวนทรานซิสเตอร์เพียง 11,800 ล้านตัวและมีขนาดพื้นที่เพียง 471 mm² เท่านั้น เรียกว่าใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว และสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันสามารถบรรจุจำนวนของทรานซิสเตอร์ได้มากขึ้น ทำงานด้วยความเร็วที่สูงขึ้นก็คือขนาดของกระบวนการผลิตที่ TURING จะมาพร้อมกับกระบวนการผลิตในขนาด 12nm+ นั่นเอง


นอกจากจำนวนของทรานซิสเตอร์จะมากขึ้น กระบวนการผลิตที่เล็กลง ในส่วนของโครงสร้างชิบเองก็มีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เช่นกัน และไฮไลท์ของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะตกอยู่ที่รูปแบบการทำงานแบบใหม่ที่ทาง NVIDIA มีการแบ่งส่วนของ GPU ออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่

  • Tensor Core
  • RT Core
  • Shader | Compute

Ray Tracing (RT Core or RTX Technology)

สำหรับในจุดที่ดูเหมือนว่าทาง NVIDIA จะใช้เป็นตัวชูโรงหรือพระเอกหลักของ TURING GPU ก็คือในส่วนของ RT Core หรือ Ray Tracing ซึ่งในส่วนนี้มันจะทำหน้าที่ ที่ขยายความง่าย ๆ ได้ว่ามันคือส่วนของ GPU ที่ทำหน้าที่ในการประมวลผล แสง-เงา โดยเฉพาะ และจากในงานแถลงข่าวทาง NVIDIA ก็ได้ระบุว่า มันจะทำหน้าที่ประมวลผลเรื่องของแสงตกกระทบให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น มีความใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ทำให้วัตถุมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ได้มิติมากยิ่งขึ้น และสำหรับความสามารถของเจ้า RT Core ตรงนี้หากเปรียบเทียบกับ Pascal GPU หรือ GTX 1080 Ti สำหรับการ์ดโมเดลท็อปในเวลานี้มันจะมีความสามารถในการประมวลผลแสงเงาได้เพียง 1.21 GigaRay เท่านั้น ในขณะที่ TURING GPU ที่มี RT Core เสริมทัพเข้ามา มันจะมีความสามารถในการประมวลผลแสงเงาได้มากถึง 10 GigaRay เลยทีเดียวหรือเทียบเป็นสัดส่วนเกือบ 10 เท่าตัวเลยทีเดียว และหากเปรียบเทียบกับ GTX Titan XP นั้น GTX 2080 Ti มีความสามารถที่เหนือกว่ามากถึง 5 เท่าตัว สำหรับในส่วนของความสามารถของเจ้า Ray Tracker หรือ RT Core ตรงนี้ทาง NVIDIA ก็มี DEMO มาให้ได้ชมกัน ซึ่งสามารถรับชมได้จากคลิปวิดีโอด้านล่างเลยนะครับ

จากที่บอกไปว่า RT Core หรือ Ray Tracing มันคือการประมวลผลแสงเงานั้น มันจะยังมีความเหนือชั้นตรงที่ว่า มันจะสามารถทำการตรวจสอบและประมวลผลเรื่องของแสงบนพื้นผิว เรื่องการตกกระทบของเงาบนพื้นผิวได้ในระดับ Real Time หรือตลอดเวลาอีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ NVIDIA ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ เลยละครับ เพราะมันจะทำให้การเล่นเกมได้อัถรสมากยิ่งขึ้น มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น และตัวอย่างที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็นเกมใหม่ที่หลาย ๆ คนกำลังรอคอยอย่าง Battlefield V ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเกมฟอร์มยักษ์ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี RTX Technology จากทาง NVIDIA

ไม่เพียงแค่เแพาะเกมใหม่ที่ยังไม่เปิดตัวหรือเกมฟอร์มยักษ์อย่าง BF5 เท่านั้น แต่ยังมีเกมอื่น ๆ อีกมากมายหลายเกมที่จะพร้อมรองรับเทคโนโลยี RTX ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึง PUBG เกมยอดฮิตในเวลานี้ด้วยเช่นกัน

Tensor Core

สำหรับตัว Tensor Core ในตัว GPU นั้นเป็นการยืมหรือนำเทคโนโลยีขั้นสูงจาก GPU ในตระกูล Volta มาใช้งาน โดยตัว Tensor Core สามารถพูดง่าย ๆ ได้ว่ามันคือ AI (Artificial intelligence) และ Neural networking ซึ่งมันจะมีหน้าที่หรือทำหน้าที่คอยเรียนรู้การทำงานกระบวนการของการเรนเดอร์เพื่อทำการปรับปรุงว่าจะต้องทำอย่างไรให้การเรนเดอร์ให้ภาพออกมาดูดีที่สุด เหมือน ๆ กับที่มีใช้งานอยู่ใน Supercomputer นอกจากนี้ทาง NVIDIA หรือ CEO ของ NVIDIA ยังกล่าวอีกด้วยว่า มันจะยังทำหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างชิ้นงานในภาพได้อีกด้วย โดยได้มีการยกตัวอย่างว่า หากตัวชิ้นงานในภาพถูกแบ่งงานออกเป็น 10 ส่วนหรือ 10 ลังและในแต่ละลังมีลังย่อยอีก 10 ลังเล็ก และเจ้า Tensor Core จะเข้าไปตรวจสอบชิ้นงานจากลังใดลังหนึ่ง โดยที่อีก 9 ลังที่เหลือไม่จำเป็นต้องดูก็ได้ เพราะด้วยความเป็น Ai มันจะสามารถคาดเดาหรือวิเคราะห์ได้เองว่า ชิ้นส่วนประกอบของภาพหรือชิ้นงานที่เหลือจะเป็นอย่างไร ต้องมีอะไรมาต่อรวมกันถึงจะกลายเป็นชิ้นงานตามหน้าตาที่ต้องการ

Shader | Compute

ในส่วนของชุด Shader Engine และ Compute unit นั้นทาง NVIDIA ไม่ได้มีการเน้นถึงข้อมูลในส่วนนี้มากนักว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ อะไรบ้าง ซึ่งหากดูจากความสามารถในการประมวลผลนั้นมันก็จะสามารถทำได้ดีกว่า Pascal เล็กน้อยเท่านั้นเอง โดยที่ Pascal มีความสามารถประมวลผลได้สูงสุด 13 TFlops ขณะที่ TURING ประมวลผลได้ที่ 16 TFlops

New Memory – GDDR6

ไม่เพียงแค่ตัว GPU เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของตัวแรมของการ์ดเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดย NVIDIA GeForce RTX 2080 Ti, RTX 2080 และ RTX 2070 มันจะมาพร้อมกับแรมในแบบ GDDR6 ในขนาดความจุ 11GB 352-bit ด้วยความเร็ว 14Gbps สามารถให้แบนด์วิดท์สูงสุดได้มากถึง 616 GB/s ส่วนในโมเดล RTX 2080 และ 2070 จะมาพร้อมกับแรมในขนาด 8GB 256-bit ความเร็ว 14Gbps เช่นเดียวกัน และให้ผลรวมของแบนด์วิดท์ทั้งหมดสูงสุดที่ 448GB/s ทั้งนี้ในส่วนของรายละเอียดโครงสร้างและความพิเศษเกี่ยวกับความเป็น GDDR6 ยังไม่มีการให้ข้อมูลเชิงลึกใด ๆ คงต้องรอชมกันอีกครั้งในวันปล่อยการืดออกสู่ตลาดในวันที่ 20 กันยายนนี้

8K@60Hz HDR & USB Type-C port

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ GeForce RTX 20 Series มีความน่าสนใจไม่แพ้กับพลังความแรงของตัว GPU ที่มีความทรงพลังขึ้นก็เห็นจะเป็นความสามารถในการรองรับความละเอียดของการแสดงผล โดยที่ตัวการ์ดจะมาพร้อมกับ DisplayPort มาตรฐานล่าสุดสำหรับ DisplayPort 1.4 ทำให้การ์ดในตระกูล RTX 20 Series สามารถรองรับการแสดงผลได้ด้วยความละเอียดในระดับ 8K 60Hz HDR ด้วยการใช้สายต่อจอเพียงเส้นเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ทาง NVIDIA ยังมีการเพิ่มพอร์ทแสดงผลที่เป็น USB Type-C ให้ได้ใช้งานด้วยเช่นกัน

สำหรับพอร์ท USB Type-C ที่เพิ่มเข้ามาตรงนี้ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการให้ข้อมูลในเชิงลึกมากนัก แต่ถ้าหากมองจากข้อมูลตามที่ทาง NVIDIA แจ้งมานั้น หลัก ๆ แล้วเป็นการใส่เพิ่มเข้ามาเพื่อรองรับกับมาตรฐานการเชื่อมต่อในอนาคตที่เรียกว่า VirtualLink ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดที่อยู่ในขั้นของการพัฒนาเพื่อให้สามารถจ่ายพลังงานได้มากพอ, แสดงผลได้ในระดับที่ต้องการและมีแบนด์วิดท์ที่มากพอ สำหรับการใช้งานร่วมกับแว่น VR ในเจเนเรชันถัดไปที่จะมีการเชื่อมต่อผ่าน USB Type-C เพียงเส้นเดียว และถ้าหากมองถึง ณ ปัจจุบันนี้ตัวจอภาพเองเราก็เริ่มพบเห็นบ้างแล้วว่า มีจอที่มาพร้อมกับพอร์ท USB Type-C สำหรับโหมดแสดงผลบ้างแล้วเช่นกัน ซึ่งในจุดนี้เราคงต้องรอดูข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

GeForce GTX 20 Series Spec

RTX 2080 Ti FE RTX 2080 Ti RTX 2080 FE RTX 2080 RTX 2070 FE RTX 2070
GPU Spec
CUDA Cores 4352 4352 2944 2944 2304 2304
Boot Clock(MHz) 1635 1545 1800 1710 1710 1620
Base Clock(MHz) 1350 1350 1515 1515 1410 1410
Memory Spec
Memory Speed 14Gbps 14Gbps 14Gbps 14Gbps 14Gbps 14Gbps
Memory Config 11GB GDDR6 11GB GDDR6 8GB GDDR6 8GB GDDR6 8GB GDDR6 8GB GDDR6
Bus width 352-bit 352-bit 352-bit 352-bit 352-bit 352-bit
Bandwidth (GB/s) 616GB/s 616GB/s 616GB/s 616GB/s 616GB/s 616GB/s
Card Power (W) 260W 250W 225W 215W 185W 175W
Power Connect 8+8pin 8+8pin 8+6pin 8+6pin 8pin 8pin
Price (USD) $1,199 $999 $799 $699 $599 $499

 

สำหรับตัวสเป็คโดยคร่าวของการ์ดในตระกูล RTX 20 Series ที่มีออกมาให้ได้เลือกจับจองเป็นเจ้าของในเวลานี้จะมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 3 โมเดลคือ RTX 2080 Ti, RTX 2080 และ RTX 2070 และนอกจากนี้ทาง NVIDIA เองก็จะมีให้ได้เลือกใช้งานสองรูปแบบด้วยกันคือ ในแบบโอเวอร์คล๊อกจากโรงงานและในแบบเดิม ๆ ซึ่งการ์ดในเวอร์ชันโอเวอร์คล๊อกจะมีชื่อเรียกแบบเป็นทางการว่า Founder Edition นั่นเอง แตกต่างไปจากการมาของ GTX 10 Series ที่ความหมายของ FE หรือ Founder Edition คือการ์ด Ref หรือการ์ดมาตรฐานจากโรงงาน แต่ในครั้งนี้จะกลายเป็นว่าหากมาในรหัส FE มันคือ “Overclock Edition” แทน สำหรับตัวสเป็คหรือความเร็วในการทำงานของตัว GPU ก็จะมีความแตกต่างกันตามที่ปรากฏอยู่ในตารางข้างต้น รวมทั้งค่าระดับการใช้พลังงานสูงสุด ที่คราวนี้ทาง NVIDIA ไม่ได้มีการระบุมาในลักษณะของ TDP อีกต่อไป หากแต่มาในรูปของระดับการใช้พลังงานรวมของการ์ดทั้งใบแทน และเมื่อมองจากระดับของการใช้พลังงานแล้วนั้นถือว่ามีความใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับ GTX 10 Series ในระดับเดียวกันเลยละครับ

Price : ราคา

ในส่วนของราคาค่าตัวนั้น ตรงนี้สร้างความสับสนให้กับคอเกมและรวมถึงตัวผมเองพอสมควร เนื่องจากว่าทาง NVIDIA จะมีตัวเลือกที่แตกต่างกันระหว่าง FE และ Ref ซึ่งตามที่ทาง NVIDIA ประกาศออกมาผ่านทางหน้าเว็บไซด์ของตนเอง และมีการเปิดให้สั่งจองล่วงหน้านั้น จะเป็นการ์ดในเวอร์ชัน Founder Edition โดยการ์ดในแต่รุ่นจะมีรายละเอียดของราคาตามในภาพด้านล่าง

ทั้งนี้สำหรับราคาที่เห็นด้านบนคือราคาของการ์ดในเวอร์ชัน FE หรือ Overclock Edition และหากเป็นการ์ดในเเวอร์ชัน Reference หรือ Ref จะมีราคาเริ่มต้นที่ $499US เท่านั้นสำหรับ RTX 2070 ซึ่งราคาข้างต้นที่ระบุว่าเริ่มต้น $499US หรือหากคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ช่วงประมาณ 16,xxx บาทนั้นเป็นเพียงราคาแนะนำหรือ SRP จากทาง NVIDIA เท่านั้นและเป็นราคาใน USA นะครับ ไม่ใช่ราคาจำหน่ายจริงในตลาดบ้านเรา


หากสรุปราคาโดยประมาณที่คาดว่าน่าจะเป็นราคาที่เราคงจะได้เห็นกันจริง ๆ ในตลาดบ้านเรานั้น คงจะมีราคาพอ ๆ กันกับการ์ดในเวอร์ชัน FE หรือ Overclock Edition และบางทีอาจจะมีราคาค่าตัวที่สูงกว่าด้วยซ้ำ เพราะจากข้อมูลของผู้ผลิตรายต่าง ๆ ได้ทำการอัพเดทผ่านหน้าเว็บไซด์ของตนเองนั้น ยังไม่ปรากฏให้เห็นการ์ดในแบบ Reference Design หรือ Ref เลยมีแต่ในแบบ non-Ref ทั้งหมด

RTX 20 Series Release date – วางจำหน่าย

วันเปิดตัวหรือวันปล่อยตัวออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการของ GeForce RTX 20 Series ทั้งสามรุ่นทาง NVIDIA ได้มีการแจ้งเอาไว้ชัดเจนว่าทั้งหมดจะได้พบกันในวันที่ 20 กันยนยนศกนี้ ซึ่งก็จะรวมถึงผู้ที่ได้ทำการสั่งจองล่วงหน้าเอาไว้เช่นเดียวกัน

Conclusion – บทสรุป

จากข้อมูลทั้งหมดตามที่ทาง NVIDIA ได้ออกมาเปิดเผยในครั้งนี้ หรือกับการออกมาเปิดตัวในเวอร์ชันเพาเวอร์พอยด์แต่ยังไม่มีการเผยข้อมูลเกี่ยวกับความแรงหรือบททดสอบใด ๆ ให้เห็น มีเพียงตัวอย่างเกมที่เล่นให้ดูในระดับ 4K และสามารถเลี้ยงเฟรมเรตเอาไว้ได้ในระดับ 60FPS ตลอดเวลา และจากข้อมูลที่ได้รับ โดยรวมแล้วถือว่าการมาของ TURING GPU จากทาง NVIDIA ในครั้งนี้มีความน่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทคโนโลยีใหม่ที่มีการคิดค้นและพัฒนามมายาวนานกว่า 10 ปี สำหรับ Ray Tracing หรือ RTX ซึ่งกลายเป็นที่มาของการเปลี่ยนจาก GTX สู่ RTX ในครั้งนี้อีกด้วย และจากที่มีการบรรยายขยายความเอาไว้ในแบบสั้น ๆ จากข้างต้น ว่ามันคือส่วนของการประมวลผลเกี่ยวกับแสง เงา ที่สามารถวิเคราะห์ได้ในระดับ Real-Time ในเรื่องของแสงตกกระทบกับพื้นผิวของวัตถุ ที่จะช่วยให้ได้ภาพสวยงามสมจริงมากยิ่งขึ้น และยังรวมถึง Tensor Core ที่เป็นการผนวกเอาความสามารถด้าน AI เข้ามาไว้ในชิปกราฟิกเพื่อช่วยในการประมวลผลและเรียบรู้เพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุงการทำงาของตัว GPU ให้มีความสามารถดียิ่งขึ้น และจากสองจุดนี้ทาง NVIDIA ก็บอกเพียงแค่ว่ามันสามารถทำงานได้ดีกว่า GTX 1080 Ti มากเกือบ 10 เท่า แต่ยังไม่มีการพูดถึงว่ามันจะแรงกว่า GTX 1080 Ti กี่เปอร์เซ็นต์ในแบบความแรงสุทธิที่ปลายทาง ซึ่งความแรงตรงนี้มากกว่าที่คอเกมอยากรู้

จะอย่างไรก็ตามหากมองถึงลูกเล่นทางเทคโนโลยีที่มีการเพิ่มมีการเสริมความสามารถให้กับตัว GPU ที่จะมาช่วยสร้างความสวยงามในรายละเอียดของเกม ให้มีความใกล้เคียงหรือมีความสมจริงมากที่สุด จนอาจจะกล่าวในอีกมุมได้ว่าทาง NVIDIA กำลังทำให้เกมในอนาคตอาจจะมีความสวยงามเทียบเท่าหรือมีความใกล้เคียงกับภาพยนต์ที่มีการใช้ CG มากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของเฟรมเรตนั้นหากให้ประเมินจากความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว เมื่อดูจากจำนวนของ CUDA Cores ความเร็วการทำงานของ GPU และการใช้แรมในแบบ GDDR6 มันก็ยากที่จะเดาเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าเจ้า RTX 2080 Ti น่าจะมีความแรงมากกว่า GTX 1080 Ti ค่อนข้างมากเลยละครับ อาจจะเกือบ 50% เลยก็เป็นได้หรืออย่างน้อย ๆ แล้วต้องได้ 25%+ อย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่ 5 เท่าตามข่าวลือแน่นอน นอกจากจุดที่ได้กล่าวไปแล้วอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ส่วนตัวคิดว่ามันจะแรงขึ้นอีกเกือบ ๆ 50% เพราะเมื่อดูจากระดับของการใช้พลังงานที่ทาง NVIDIA ไม่ได้ปรับลดให้มันต่ำลงไปจากการ์ดในตระกูล Pascal แต่ยังเลี้ยงไว้ในระดับเดิม ๆ ดังนั้นจึงทำให้มันน่าจะแรงขึ้นแบบก้าวกระโดดพอสมควร และอีกหนึ่งจุดสุดท้ายที่ใช้ประเมินก็คือ เมื่อมองจากตัวอย่างที่มีการเล่นเกมในระดับ 4K และบอกว่ามันทำเฟรมเรตได้ในช่วงประมาณ 87FPS ตรงนี้ดู ๆ แล้วก็เหมือนกับว่ามันดีขึ้นจาก GTX 1080 Ti ในระดับ 50% เพราะโดยมากจากเกมในยุคนี้หากใช้ 1080 Ti เล่นเกมในระดับ 4K เฟรมเรตที่ออกมาจะอยู่ในช่วงประมาณ 40-50FPS เป็นหลัก มีเพียงบางเกมเท่านั้นที่สามารถทำได้เกินกว่า 60FPS แต่จะอย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ผมเอ่ยไปตรงนี้เป็นเพียงการประเมินหรือการคาดเดาเท่านั้น เรายังจะต้องรอดูของจริงกันต่อไป ซึ่งเราจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็หลังจากวันที่ 20 กันยายนนี้นั่นเอง ยังไงแล้วใครที่รอจะเป็นเจ้าของกันอยู่ก็อดทนรออีกหน่อยละกันครับ อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นเอง

สุดท้ายกับเรื่องของราคานั้น เบื้องต้นจาก Live vdo ที่ผมได้ทำการนำเสนอไปในช่วงเปิดตัว ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยเลยนะครับที่มีความสับสนเล็กน้อยจากข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากว่าฟังไม่ถนัดและไม่ได้มีสมาธิกับตัววิดีโอของทาง NVIDIA แบบเต็ม 100% ซึ่งหากถามว่าราคาการ์ดที่ทาง CEO แจ้งมาบนสไลด์ว่าเริ่มต้นที่ $499USD สำหรับ RTX 2070 มันก็ถูกต้องแน่นอน แต่ทว่ามันจะเป็นราคาของการ์ดในแบบ Ref จากทาง NVIDIA และไม่ใช่เวอร์ชัน FE เพียงแต่มีหน้าตาเหมือนกัน หากเป็นเวอร์ชัน FE จะมีราคาที่สูงกว่า $100US ซึ่งเป็นการ์ดในเวอร์ชัน Overclock จากโรงงาน ส่วนในตลาดจะมี Ref ออกจำหน่ายด้วยหรือไม่ จะมีเจ้าไหนนำการ์ด Ref ตัวไม่ OC มาขายด้วยหรือเปล่า อันนี้คงต้องรอลุ้นกันเอง แต่ถ้าหากเป็นการ์ดในแบบ Non-Ref จากผู้ผลิตรายต่าง ๆ นั้นเราคงไม่ได้เห็นตัวเลข $499US หรือประมาณ 16,xxx บาทแน่นอน หากมองจากที่เคยเป็นมา เพราะอย่างไรแล้ว Non-Ref จากคู่ค้าของทาง NVIDIA ก็จะมีราคาสูงกว่าการ์ด Ref เสมอ ๆ ดังนั้นสำหรับราคาขายจริงในบ้านเราจะออกมาในรูปไหน จะบวกไปอีกเท่าไหร่ ประเด็นนี้ก็คงจะต้องลุ้นกันต่อไปเช่นกัน ส่วนวิดีโอนำเสนอในช่วงเปิดตัวสามารถรับชมย้อนหลังได้ด้านล่างเลยนะครับ


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/Qyr_9ZELMoc/

ดูเหมือนการ์ดค่าย AMD จะทรงพลังกว่า NVIDIA สำหรับการเล่น Battlefield V

Battlefield V

แหม่ ๆ จะหว่าไปแล้วหนทางก็ยังอีกยาวไกลเลยทีเดียว เพราะว่า ณ เวลานี้เมื่อเอ่ยถึง Battlefield V นั้นมันยังอยู่ในช่วงหรือขั้นของการพัฒนาเท่านั้นเอง แต่ทว่ากับผลการทดสอบเบื้องต้นตามที่ทาง Guru3d นำเสนอให้ชมกันนั้น ดูเหมือนว่าการ์ดจากค่าย AMD จะยังคงให้พลังในการเล่น Battlefield V ได้ดีกว่าการ์ดจากทาง NVIDIA มากพอสมควรเลยทีเดียว กับการจับเอาการ์ดในโมเดล Radeon RX 580 8GB มาชนกับ GeForce GTX 1060 6GB โดยจากผลที่ออกมาของการทดสอบในเบื้องต้นตรงนี้ RX 580 ให้พลังความแรงมากกว่า GTX 1060 กว่า 30% เลยทีเดียว ทั้งการเล่นในระดับความละเอียด Full HD (1080p) และในแบบ QHD (1440p) โดยผลการทดสอบตรงนี้เป็นการเผยออกมาโดยทาง PCGamesN

ทั้งนี้ทั้งนั้น จากผลที่เราได้เห็นกันไปข้างต้น ว่ากันจริง ๆ แล้วก็ยังคงไม่สามารถบอกอะไรเราได้ชัดเจน เพราะอย่าลืมว่าตัวเกมที่ใช้ทดสอบจะยังคงเป็นเวอร์ดชัน Alpha เท่านั้นเอง เป็นเกมที่ยังอยู่ในขั้นของการพัฒนา และตัว Driver ก็ยังไม่ได้มีการออปติไมซ์ หรือพูดง่าย ๆ ว่า Driver ยังไม่พร้อม แต่สิ่งที่น่าสนใจ ตามที่ทาง Guru3d ได้กล่าวถึงก็คือ การมาของ Battlefield V เที่ยวนี้ ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่าตัวเกมหรือค่ายเกมจะจับมือกับค่ายไหน จะเป็น AMD เหมือนที่ผ่าน ๆ มาหรือจะเป็น NVIDIA

ZoLKoRn Says: จากสิ่งที่ทาง Guru3D พูดเอาไว้นั้น ผมว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องของพาร์ทเนอร์ค่ายเกม ว่าเที่ยวนี้ DICE ต้นสังกันหรือเจ้าของเกม Battlefield จะไปจับมือกับฝั่งไหน หากมองจากอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะจับมือกับทาง AMD แต่กับ Battlefield V นั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สิ่งที่ผมมองว่ามันน่าสนใจก็คือ หากว่ารอบนี้ทาง DICE หันไปจับมือกับทาง NVIDIA หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีโลโก NVIDIA ในเกม แต่หากว่าพอปล่อยเวอร์ชันเต็มออกมาแล้วนั้น ผลจากการเล่นแล้วเกิดการ์ดจากทาง AMD ทำได้ดีกว่า ก็คิดว่าน่าจะมีดราม่าเล็ก ๆ หรือดราม่าในมุมมองขบขันให้แฟน ๆ การ์ดทั้งสองค่ายได้ตอบโต้กันอีกประเด็นหนึ่งแน่นอน เพราะหากมองจากที่ผ่าน ๆ มา สำหรับ Battlefield การ์ดจากทาง AMD มักจะทำได้ดีกว่าเสมอ ๆ แต่ถ้าหากมองจากผลที่เผยออกมาตรงนี้ กับเกมในเวอร์ชัน Alpha มันก็ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ ต้องรอดูกันต่อไปในเวอร์ชันเต็ม เราจึงจะได้คำตอบว่า การ์ดจากค่ายไหนจะเล่น Battlefield ตัวใหม่ได้ดีกว่ากัน

from:https://www.zolkorn.com/news/radeon-shows-strong-performance-on-battlefield-v/

ดูเหมือนการ์ดค่าย AMD จะทรงพลังกว่า NVIDIA สำหรับการเล่น Battlefield V

Battlefield V

แหม่ ๆ จะหว่าไปแล้วหนทางก็ยังอีกยาวไกลเลยทีเดียว เพราะว่า ณ เวลานี้เมื่อเอ่ยถึง Battlefield V นั้นมันยังอยู่ในช่วงหรือขั้นของการพัฒนาเท่านั้นเอง แต่ทว่ากับผลการทดสอบเบื้องต้นตามที่ทาง Guru3d นำเสนอให้ชมกันนั้น ดูเหมือนว่าการ์ดจากค่าย AMD จะยังคงให้พลังในการเล่น Battlefield V ได้ดีกว่าการ์ดจากทาง NVIDIA มากพอสมควรเลยทีเดียว กับการจับเอาการ์ดในโมเดล Radeon RX 580 8GB มาชนกับ GeForce GTX 1060 6GB โดยจากผลที่ออกมาของการทดสอบในเบื้องต้นตรงนี้ RX 580 ให้พลังความแรงมากกว่า GTX 1060 กว่า 30% เลยทีเดียว ทั้งการเล่นในระดับความละเอียด Full HD (1080p) และในแบบ QHD (1440p) โดยผลการทดสอบตรงนี้เป็นการเผยออกมาโดยทาง PCGamesN

ทั้งนี้ทั้งนั้น จากผลที่เราได้เห็นกันไปข้างต้น ว่ากันจริง ๆ แล้วก็ยังคงไม่สามารถบอกอะไรเราได้ชัดเจน เพราะอย่าลืมว่าตัวเกมที่ใช้ทดสอบจะยังคงเป็นเวอร์ดชัน Alpha เท่านั้นเอง เป็นเกมที่ยังอยู่ในขั้นของการพัฒนา และตัว Driver ก็ยังไม่ได้มีการออปติไมซ์ หรือพูดง่าย ๆ ว่า Driver ยังไม่พร้อม แต่สิ่งที่น่าสนใจ ตามที่ทาง Guru3d ได้กล่าวถึงก็คือ การมาของ Battlefield V เที่ยวนี้ ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่าตัวเกมหรือค่ายเกมจะจับมือกับค่ายไหน จะเป็น AMD เหมือนที่ผ่าน ๆ มาหรือจะเป็น NVIDIA

ZoLKoRn Says: จากสิ่งที่ทาง Guru3D พูดเอาไว้นั้น ผมว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องของพาร์ทเนอร์ค่ายเกม ว่าเที่ยวนี้ DICE ต้นสังกันหรือเจ้าของเกม Battlefield จะไปจับมือกับฝั่งไหน หากมองจากอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะจับมือกับทาง AMD แต่กับ Battlefield V นั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สิ่งที่ผมมองว่ามันน่าสนใจก็คือ หากว่ารอบนี้ทาง DICE หันไปจับมือกับทาง NVIDIA หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีโลโก NVIDIA ในเกม แต่หากว่าพอปล่อยเวอร์ชันเต็มออกมาแล้วนั้น ผลจากการเล่นแล้วเกิดการ์ดจากทาง AMD ทำได้ดีกว่า ก็คิดว่าน่าจะมีดราม่าเล็ก ๆ หรือดราม่าในมุมมองขบขันให้แฟน ๆ การ์ดทั้งสองค่ายได้ตอบโต้กันอีกประเด็นหนึ่งแน่นอน เพราะหากมองจากที่ผ่าน ๆ มา สำหรับ Battlefield การ์ดจากทาง AMD มักจะทำได้ดีกว่าเสมอ ๆ แต่ถ้าหากมองจากผลที่เผยออกมาตรงนี้ กับเกมในเวอร์ชัน Alpha มันก็ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ ต้องรอดูกันต่อไปในเวอร์ชันเต็ม เราจึงจะได้คำตอบว่า การ์ดจากค่ายไหนจะเล่น Battlefield ตัวใหม่ได้ดีกว่ากัน


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/FBK5UmLm_TI/