คลังเก็บหมวดหมู่: zolkorn

เงิน 15,000 บาทกับ RTX 2060 vs GTX 1080 Ti มือสอง เลือกอะไรดี ? – Vlog EP#4

Vlog เทปนี้ จะเป็นการมาตอบคำถามคำถามหนึ่งที่มีเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ ในช่วงเวลานี้ กับคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจะซื้อการ์ดจอระหว่าง GTX 1080 Ti มือสองดีหรือเอา RTX 2060 มือหนึ่งดีกว่า ? อย่างไหนน่าซื้อกว่า ? ทำไมน่าซื้อกว่า ทำไมไม่น่าซื้อ มันเพราะอะไร อย่างไร ยังไง ?

สำหรับตัวคลิปนั้น จะมีการพูดถึงตั้งแต่เรื่องของความแรงของตัวการ์ดทั้งสองโมเดลว่า ทั้งคู่ในปัจจุบันนี้มันจะมีความแรงประมาณไหน ทั้งในแบบพลังดิบ คือไม่เปิดใช้งาน DXR/DLSS และกับพลังที่เปิดใช้งาน DXR เพราะทาง NVIDIA ก็เพิ่งจะปล่อย Driver ให้เราสามารถเปิดใช้งาน DXR กับการ์ดในตระกูล GTX 10 ได้ สำหรับการ์ดในโมเดล GTX 1060 6GB ขึ้นไป และไม่เพียงแต่จะมาพูดปากเปล่า แต่ยังมีผลการทดสอบในลักษณะของการเปรียบเทียบ Side by Side ให้ชมกันด้วย โดยการทดสอบจะประกอบด้วย

Battlefield V – DXR Enable / 1080p / Ultra preset
Battlefield V – DXR Disable / 1080p / Ultra preset
PUBG – Very Low Preset / 1080p

ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะเลือกตัวไหนดีระหว่าง GTX 1080 Ti มือสอง ที่มันมีราคาพอ ๆ กันกับ RTX 2060 มือหนึ่ง ก็ลองรับชมกันดูนะครับ ซึ่งคิดว่าเมื่อรับชมจนจบ ด้วยระยะเวลาประมาณ 20 นาทีตรงนี้ ผมเชื่อเลยว่า น่าจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีอย่างแน่นอนว่า การ์ดตัวไหน ใบไหน คือการ์ดที่ใช่สำหรับเรา

วิดีโอทดสอบ GALAX RTX 2060 1-Click OC 

ติดตามผลงานของเรา…

ติดตามผ่าน Facebook ได้ที่ : https://www.facebook.com/ZoLKoRn
ติดตามผ่าน Twitch : https://www.twitch.tv/ZoLKoRn
ติดตามผ่าน Twitter ได้ที่ : https://twitter.com/ZoLKoRn
ติดต่อเรา : https://www.zolkorn.com/contact


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/UID-VDhG-_4/

โฆษณา

ASUS ได้รับรางวัล CES 2019 Innovation Awards ในกลุ่ม gaming และ Computer Peripherals

ROG Strix XG438Q

ASUS ได้รับรางวัล CES 2019 Innovation Awards เพิ่มอีก 2 รุ่น คือ ZenBeam LED Portable Projector S2 ในกลุ่ม Computer Peripherals และ ROG Strix Gaming Monitor (XG438Q) ในกลุ่ม gaming จากการออกแบบและนวัตกรรมที่โดดเด่น ซึ่งมีคณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกจากหลายสาขาอาชีพ ได้แก่ นักออกแบบ วิศกร และตัวแทนจากสื่อสารมวลชนด้านเทคโนโลยี โดยมีการให้คะแนนจากการออกแบบ การใช้งาน ความดึงดูดใจ วิศวกรรม และความสามารถในการแข่งขัน

ASUS ZenBeam Projector S2 มีขนาดเพียง 4.72” x 4.72” x 1.38” และมีน้ำหนักเพียง 0.99 ปอนด์ ทำให้เป็นโปรเจ็คเตอร์ที่มีความล่องตัวสูงและน้ำหนักเบา มีประสิทธิภาพความสว่างสูงสุด 500 ลูเมนและความละเอียด 720p แต่ความท้าทายที่สำคัญของทีมวิศวกรรมของ ASUS คือ การระบายความร้อนออกจากภายนในให้เร็วที่สุดและไม่มีเสียงรบกวนในขณะที่เครื่องทำงานอยู่ในสภาวะfull load นอกจากนี้ ZenBeam Projector S2 ยังมีแบตเตอรี่ขนาด 6000 mAh ในตัว สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 3.5 ชั่วโมงและยังใช้เป็นแบตสำรองได้ด้วย และเทคโนโลยี DLP ทำให้สามารถแสดงผลภาพด้วยสีที่สดใสที่ขนาดใหญ่ถึง 80 นิ้ว ในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตร นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น USB Type-C™, HDMI หรือการเชื่อมต่อมิเรอร์แบบไร้สาย และปรับแต่งคุณภาพเสียงด้วยเทคโนโลยี SonicMaster

ROG Strix XG438Q เป็นจอเกมใหม่ขนาด 43 นิ้ว ที่จะมาเปิดประสบการณ์การเล่นเกมในอีกระดับด้วยความละเอียด 4K ที่อัตรารีเฟรชเรต 120 Hz และเทคโนโลยี HDR FreeSync 2 ที่จะช่วยลดการฉีกขาดและการกระตุกของภาพ ซึ่งสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการเล่นเกม

FreeSync 2 HDR ที่ทำให้การเล่นเกมสมูทและลื่นไหลกว่าโดยใช้คุณสมบัติที่เรียกว่าการชดเชยอัตราเฟรมเรทต่ำ ซึ่งจะมีอัลกอริทึมที่เรียกว่า LFC ตรวจสอบประสิทธิภาพและแทรกเฟรมเพื่อรักษาการเคลื่อนไหวของภาพให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะเห็นการทำงานของ LFC ได้อย่างชัดเจนในความละเอียดระดับ 4K

แต่เดิมการหน่วงของสัญญาณระหว่างอินพุตเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับจอส่วนใหญ่ที่ต้องแสดงผลภาพในอัตราเฟรมเรทที่สูง เอซุสจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยี GameFast Input เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และทำให้หน้าจอตอบสนองได้เร็วขึ้น ทำให้เหล่าเกมเมอร์สามารถเห็นและตอบสนองได้เร็วกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ ROG Strix XG438Q ยังมีฟังก์ชัน HDR ซึ่งสามารถประมวลผลได้โดยตรงสู่หน้าจอ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ Mapping ที่จะทำให้การประมวลผลภาพหน่วงลง และอีกหนึ่งเทคโนโลยีพิเศษจาก Asus อย่าง GamePlus ที่ช่วยให้คุณเล่นเกมได้สนุกมากขึ้น เช่น ระบบเป้ายิง, ระบบช่วยระบุตำแหน่งของคู่แข่งด้วยเสียง, การตรวจสอบอัตราเฟรมเรต, และเครื่องมือในการช่วยตั้งค่าสำหรับการเชื่อมต่อหลายหน้าจอ

XG438Q ได้ผ่านมาตรฐาน VESA DisplayHDR 600 พร้อมการประมวลผลภาพ 10 บิตและความสว่างสูงสุด 600 cd/m² และผ่านการรับรองการถนอมสายตาจาก TÜV Rheinland ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการปล่อยแสงสีน้ำเงินต่ำและปราศจากการสั่นไหวของภาพ นอกจากนี้ XG438Q ยังมาพร้อมกับพอร์ต HDMI 2.0 จำนวน 3 ช่อง และ Display port 1 ช่อง พร้อม รองรับทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องเกมคอนโซล และลำโพงขนาด 10W ที่ให้เสียงที่มีคุณภาพสูง

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ที่
www.asus.com/th/News
www.facebook.com/ASUSTHAILAND
www.facebook.com/ASUSROG.TH


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/JuA5V2PeCHw/

Asus เปิดตัวนวัตกรรมเพื่อการเล่นเกมและการใช้งานขั้นสูงในงาน CES 2019

ProArt PA32UCX

ในงาน CES 2019 ณ ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ASUS ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาร่วมโชว์ในงาน ซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานและสื่อมวลชน เช่น เมนบอร์ด ASUS Prime X-299 Deluxe II, จอภาพ ProArt PA34VC และ ProArt PA329C, มอนิเตอร์ขนาดพกพา ZenScreen GO MB16AHP, โปรเจคเตอร์ ZenBeam S2 และ F1 LED Projector, Mini PC PN30 และ PB50 ที่เป็น Mini PC เครื่องแรกที่ติดตั้งโปรเซสเซอร์ AMD, เวิร์กสเตชัน E900 G4, AiMesh Router AX6100 (RT-AX92U 2 แพ็ค), ASUS Lyra Voice และอีกมากมาย และยังมีการเปิดตัว TUF Gaming ในกลุ่ม Gaming peripheral 3 รุ่นพร้อมกัน นั่นคือคีย์บอร์ด TUF Gaming K7, แผ่นรองเมาส์ TUF Gaming P3 และกระเป๋าเป้ TUF Gaming BP2700 ซึ่งมีผลติภัณฑ์ที่น่าสนใจดังนี้

ASUS เปิดตัว ProArt PA32UCX จอภาพขนาด 32 นิ้ว 4K ตัวแรกของโลกที่มี Mini LED backlighting ขนาดเล็กและสามารถทำ local dimming ได้มากกว่า 1000 โซน ด้วยระบบสี 10 บิตครอบคลุมพื้นที่สี DCI-P3 มากถึง 97% และพอร์ต I/O ที่หลากหลายรวมถึง dual ThunderBolt™ 3, DisplayPort และพอร์ต HDMI 2.0 จำนวน 3 พอร์ต จึงเป็นจอที่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพการแสดงผลที่ยอดเยี่ยมและความแม่นยำของสี

ASUS Mini PC ProArt PA90 มีโปรเซสเซอร์ Intel Core ™ i9 และ Core i7 processors*, กราฟิก NVIDIA Quadro และการสนับสนุนสำหรับ Intel Optane Technology ที่ช่วยเร่งความเร็วในการอ่านข้อมูลของระบบ จึงเป็นนิยามใหม่ของเวิร์คสเตชั่นระดับมืออาชีพที่มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพอันทรงพลัง การทำงานที่เงียบ และการออกแบบที่กะทัดรัด

ในส่วนของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Network ASUS มุ่งเน้นที่การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับมาตรฐาน Wi-Fi6 (802.11ax) เพื่อมอบประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับอุปกรณ์หลายเครื่องพร้อมกันและการเชื่อมต่อที่เสถียร ซึ่งในงาน CES 2019 ASUS ได้เปิดตัว RT-AX58U ที่รองรับมาตรฐาน WiFi6 2×2 dual-band ที่มีแบนด์วิดธ์ 160MHz และ 1024-QAM เป็น Gigabit Wi-Fi ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 3000Mbps ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OFDMA และเทคโนโลยี MU-MIMO ทำให้มีประสิทธิภาพ Wi-Fi ที่เร็วและเสถียร RT-AX58U รองรับการใช้งาน AiMesh ดังนั้นคุณสามารถใช้ RT-AX58U สร้างระบบโครงข่าย Wi-Fi ภายในบ้านของคุณ หรือใช้ร่วมกับเราเตอร์ AiMesh ที่มีอยู่แล้วก็ได้ นอกจากนี้ยังมี AiProtection Pro โดย Trend Micro™ ที่เป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายของคุณและอุปกรณ์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อในเครือข่าย ที่สำคัญคือสามารถอัปเดตได้ตลอดอายุการใช้

TUF Gaming ออกแบบมาสำหรับนักเล่นเกมที่ต้องการความเสถียรและประสิทธิภาพในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ซึ่งจุดเด่นของ TUF Gaming คือความทนทาน ที่ได้สร้างชื่อเสียงมาแล้วในกลุ่มเมนบอร์ด ที่ผ่านมา TUF Gaming ได้ขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเกมมากขึ้นอย่าง TUF Gaming M5, TUF Gaming P3 mouse pad, TUF Gaming K5 keyboard, TUF Gaming H5 headset, TUF Gaming GT501 case and TUF Gaming FX10CP desktop ซึ่งในงาน CES 2019 TUF Gaming ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ คีย์บอร์ด TUF Gaming K7 เป็นคีย์บอร์ดแรกที่ใช้สวิตช์แบบ optical – mech ทำให้มีการตอบสนองได้เร็วขึ้น TUF Gaming K7 ใช้แผ่นด้านบนทำจากอลูมิเนียม5052 ทำให้มีความทนทานเป็นพิเศษ นอกจากนี้แป้นพิมพ์ยังมีมาตรฐานการกันน้ำระดับ IP56 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดสำหรับแป้นพิมพ์ในปัจจุบัน
TUF Gaming P3 เป็นแผ่นรองเม้าส์ที่ทนทานพร้อมพื้นผิวผ้าที่ปรับให้เหมาะกับการเล่นเกมเพื่อการควบคุมที่แม่นยำและตอบสนองได้รวดเร็ว ปิดท้ายด้วยการเย็บขอบเพื่อและมียางกันลื่นด้านล่าง

*รุ่นของหน่วยประมวลผลอาจแตกต่างกันในบางประเทศ กรุณาติดต่อตัวแทนจำหน่ายหรือเจ้าหน้าที่เอซุสในประเทศนั้น ๆ

ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ที่
www.asus.com/th/News
www.facebook.com/ASUSTHAILAND
www.facebook.com/ASUSROG.TH


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/n4OLn8he1zM/

Elgato เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน CES 2019 ร่วมผลักดันนักพัฒนาคอนเทนท์

Elgato CES

แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ Elgato Key Light, Screen Link, Stream Deck SDK และ Thunderbolt 3™ Pro dock CES2019, Las Vegas, NV, วันที่ 7 มกราคม 2019 – Elgato ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับนักพัฒนาคอนเทนท์ วันนี้ได้เปิดตัวคาราวานผลิตภัณฑ์เพื่อเอาใจสตีมเมอร์ ได้แก่ Elgato Key Light, Screen Link, Stream Deck SDK และ Thunderbolt 3™ Pro Dock รวมกันเป็นประวัติการ กับงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เพื่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาล่าสุด ไปจนถึงเทคโนโลยีสตรีมมิ่งผ่านอุปกรณ์โมบาย ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงซอฟต์แวร์ Elgato วันนี้ได้ทำให้งานอย่างการถ่ายทอดสดวีดีโอคุณภาพสูงระดับมืออาชีพเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคยเป็นมา

Elgato Key Light เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกที่จะได้กล่าวถึง Key Light เป็นแผงไฟ LED ที่พัฒนามาสำหรับนักสร้างคอนเทนท์ยุคใหม่โดยเฉพาะ โดย Key Light นั้นสามารถหนีบติดตั้งเข้ากับโต๊ะทำงานของคุณในขณะที่จะช่วยเพิ่มแสงสว่าง สร้างบรรยากาศแสงไฟแบบมืออาชีพได้อย่างง่ายดาย โดยกินพื้นที่เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชุดโคมไฟสตูดิโอ หรือกล่องไฟแบบดั้งเดิม Key Light นั้นสามารถเชื่อมต่อและควบคุมแสงสว่าง และโทนสีได้ผ่านการเชื่อมต่อไร้สาย สั่งการผ่านเครื่องพีซี หรือแมค ด้วยซอฟต์แวร์คอนโทรลเซ็นเตอร์ หรือกดผ่านปุ่ม Stream Deck โดย Key Light นั้นสร้างขึ้นจากหลอด LED คุณภาพระดับพรีเมียมจาก OSRAM 80 ตัว และให้แสงสว่าง 2500 ลูเมน และไม่ก่อให้เกิดความร้อนในระหว่างการใช้งาน

Elgato Screen Link เป็นแอพใหม่สำหรับอุปกรณ์ iOS ที่จะช่วยให้นักสร้างคอนเทนท์สามารถแชร์หน้าจอเกมหรือกล้องบนอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย Screen Link ใช้เทคโนโลยีไร้สายในการส่งสัญญาณภาพจากหน้าจอ หรือกล้องของอุปกรณ์ iOS ไปยังคอมพิวเตอร์ เพื่อการบันทึก หรือทำการถ่ายทอดสดได้ด้วยเพียงการแตะสัมผัสหน้าจอเพียงสองครั้ง Screen Link นั้นช่วยทำให้การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์พกพากับสตูดิโอแบบเดสก์ท็อปเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับแอพยอดนิยมอย่าง OBS Studio และ Streamlabs OBS ไม่ว่าคุณจะถ่ายทอดสดการเล่นเกมบนอุปกรณ์มือถือ หรือถ่ายทอดประสบการณ์แบบ full AR บนแอพมือถือ หรือจะใช้โทรศัพท์เป็นกล้องไร้สายเพื่อให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวมากกว่าที่เคย วันนี้ Screen Link นั้นพร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีแล้ว และสามารถสตรีมภาพได้สูงสุด 50 นาทีต่อเซสชั่น และมีออพชั่นให้อัพเกรดเป็นแบบไม่จำกัดฟังก์ชั่นด้วยการจ่ายเงินซื้อเพียงครั้งเดียวด้วยราคา 9.99 USD ในเร็ว ๆ วันนี้

ตั้งแต่การเปิดตัว Elgato Stream Deck ในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2017 ที่ผ่านมา วันนี้ SDK ที่จะทำให้ Elgato Stream Deck ทำงานได้อย่างเต็มพลังที่ทุกคนต่างรอคอย ได้เปิดตัวแล้ว โดย Elgato ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเพิ่มจำนวนแอพ และแพลทฟอร์มที่มีเพิ่มขึ้นในทุกวันลงไปในซอฟต์แวร์ แต่อย่างไรก็ดี การที่มี SDK ของ Stream Deck เปิดตัวออกมาในวันนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาและการเชื่อมต่อที่ไม่มีที่สิ้นสุด โดย SDK นี้จะเป็นส่วนหนึ่งอยู่ใน Stream Deck 4.0 free update ทำให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์คำสั่งต่างๆ ให้ Stream Deck และ Stream Deck Mini ได้เกินความคาดหมายของวงการ โดย Elgato ภูมิใจเสนอ เปิดตัว Stream Deck SDK ร่วมกับพาร์ทเนอร์ 5 ได้แก่ NewBlueFX, Voicemod, StreamElements, Soundflow และ vMix โดยผู้ใช้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดปลักอินที่พัฒนาโดยพาร์ทเนอร์เหล่านี้ได้แล้วนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และยังมีพาร์ทเนอร์อีกหลายเจ้า ที่กำลังเร่งพัฒนาอยู่

Elgato Thunderbolt 3 Pro Dock จะทำให้คุณได้ใช้ศักยภาพของพอร์ท Thunderbolt 3 บนเครื่องแมค หรือพีซีของคุณได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยทำให้คุณสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดของคุณอย่างเต็มกำลังได้พร้อมๆ กัน ด้วยสายเคเบิลเพียงเส้นเดียว ด้วยอัตราการรับส่งข้อมูลเร็วสุด 40Gb/s Thunderbolt 3 Pro Dock นั้นมาพร้อมกับพอร์ท USB 3.1 Gen 2 Type C จำนวน 2 พอร์ท USB3.1 Gen 1 Type A จำนวนอีก 2 พอร์ท Thunderbolt 3 อีก 3 พอร์ท และ DisplayPort 1.2 รวมไปถึง Gigabit Ethernet, 3.5mm headset และยังมีการ์ดรีดเดอร์สำหรับ SD/micro SD ที่ตอบสนองความต้องการต่อนักสร้างคอนเทนท์ที่ใช้กล้องเป็นหลัก ไม่ว่าจะใช้งานเพื่อสร้างผลงานสร้างสรรค์ หรือจะใช้เพื่องานเกมมิ่ง Elgato Thunderbolt 3 Pro Dock นั้นก็พร้อมที่จะเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดของคุณได้ด้วยสายเพียงเส้นเดียว

การจัดจำหน่าย การรับประกัน และราคา
Elgato Key Light และ Elgato Thunderbolt 3 Pro Dock มีวางจำหน่ายแล้วผ่านทางตัวแทนจำหน่ายและตัวแทนกระจายสินค้าของ Elgato ทั่วโลก Elgato Screen Link มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ผ่านทาง Apple App Store ส่วน Elgato Stream Deck SDK นั้นมีพร้อมให้ใช้งานผ่านอัพเดตฟรีของ Elgato Stream Deck 4.0
Elgato Key Light และ Elgato Thunderbolt 3 Pro Dock มาพร้อมกับการรับประกันสองปีเต็มพร้อมบริการสนับสนุนด้านเทคนิคและบริการหลังการขายผ่านทางเครือข่ายของ CORSAIR & Elgato ทั่วโลก
สำหรับราคาและผลิตภัณฑ์ล่าสุด กรุณาเข้าชมเว็บไซต์ของ Elgato หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ขายหรือพีอาร์ประจำภูมิภาคของท่าน

หน้าเว็บ
Elgato Key Light
https://elgato.com/key-light
Elgato Screen Link
https://elgato.com/screen-link
Elgato Stream Deck SDK
https://developer.elgato.com/documentation/stream-deck/sdk/overview/
Elgato Thunderbolt 3 Pro Dock
https://www.elgato.com/thunderbolt-3-pro-dock

วีดีโอเปิดตัว Elgato Key Light
https://brandfolder.com/s/pjw4zf-856od4-483hcd

ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์
ภาพความละเอียดสูงของ Elgato Key Light สามารถเข้าชมได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
https://brandfolder.com/elgato-key-light
ภาพความละเอียดสูงของ Elgato Screen Link สามารถเข้าชมได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
https://brandfolder.com/elgato-screen-link
ภาพความละเอียดสูงของ Elgato Thunderbolt 3 Pro Dock สามารถเข้าชมได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
https://brandfolder.com/elgato-thunderbolt-3-pro-dock

เกี่ยวกับ CORSAIR
CORSAIR ก่อตั้งในปี 1994 เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตDRAMสมรรถนะสูง และก้าวเข้ามาสู่ตลาดอุปกรณ์ PC ประสิทธิภาพสูง CORSAIR มีผลิตภัณฑ์มากมายสำหรับกลุ่ม gamer, enthusiasts และนักกีฬา e-sports ได้แก่ คีย์บอร์ด mechanical, แผ่นรองเมาส์เกมมิ่งความแม่นยำสูง, หูฟังไร้สาย, อุปกรณ์และชิ้นส่วนประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้ประกอบชุดคอมพิวเตอร์ระดับเทพสำหรับเกมเมอร์ และ CORSAIR ONE fully-integrated gaming PC ด้วยความมุ่งมั่นในการออกแบบ นวัตกรรม ฟีเจอร์ สู่ความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพและประสิทธิภาพที่สูง ผลิตภัณฑ์ จาก CORSAIR ได้รับรางวัลจากสื่อต่างๆมากมาย เป็นที่ชื่นชอบของเกมเมอร์ ทุกผลิตภัณฑ์ของ CORSAIR ถูกพัฒนาโดยทีมที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมภายใต้สิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการใช้งานเช่นกัน

ในปี 2018 CORSAIR ควบกิจการ Elgato ผู้นำฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ content creator ด้วยประสบการณ์นับทศวรรษในเทคโนโลยี video, Elgato มีผลิตภัณฑ์ premium capture card, studio controller และ accessories ที่ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสรรค์ content สำหรับผู้ชมทั่วโลกบน Twitch, YouTube, Mixer และ Facebook ทั้ง CORSAIR และ Elgato มีผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยและตอบโจทย์สำหรับ gamer และ content creator อย่างแท้จริง

สงวนสิทธิ์ © 2018 CORSAIR Components, Inc. โลโก้เรือใบ เครื่องหมายการค้า Vengeance เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ CORSAIR ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่น ๆ ชื่อบริษัท ชื่อสินค้า เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนคุณสมบัติ ราคา หรือการจัดจำหน่าย หรือรายละเอียดทางเทคนิคได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/ITiSe070RVc/

CORSAIR เปิดตัวเมาส์เกมมิ่งใหม่ 3 รุ่น รัวๆ !! มาพร้อมกับเทคโนโลยีไร้สายล่าสุด CORSAIR SLIPSTREAM

CORSAIR SLIPSTREAM

วันนี้ CORSAIR ขอแนะนำ HARPOON RGB WIRELESS, IRONCLAW RGB และ M65 RGB ELITE

CES2019, Las Vegas, NV, 17 มกราคม 2019 – CORSAIR ผู้นำด้านอุปกรณ์เกมมิ่ง อุปกรณ์ต่อพ่วงพีซีสำหรับผู้คลั่งไคล้ในการประกอบเครื่องพีซีและเกมมิ่ง วันนี้ได้เปิดตัวเมาส์เกมมิ่งสมรรถนะสูงสามรุ่น HARPOON RGB WIRELESS, IRONCLAW RGB และ M65 RGB ELITE การเปิดตัว HARPOON RGB WIRELESS นี้เป็นการนำเอาเทคโนโลยีไร้สายสมรรถนะสูง SLIPSTREAM CORSAIR WIRELESS TECHNOLOGY โดยให้ค่าหน่วงเวลาต่ำสุดระดับต่ำกว่า 1ms ระหว่างตัวรับสัญญาณกับตัวเมาส์ และรวดเร็วกว่าระบบเมาส์ไร้สายที่เคยมีมาในตลาด SLIPSTREAM WIRELESS นั้นจะถูกวางให้เป็นเทคโนโลยีในยุคหน้าของอุปกรณ์เล่นเกมไร้สายของ CORSAIR เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกมเมอร์ที่จะเปลี่ยนมาใช้งานอุปกรณ์ไร้สาย

HARPOON RGB WIRELESS นั้นเป็นการนำเอาเมาส์ยอดนิยมของ CORSAIR มาตัดสายออก และเชื่อมต่อเข้ากับเทคโนโลยีไร้สาย SLIPSTREAM เพื่อคงสมรรถนะให้ดีเยี่ยมเช่นเดียวกับการเชื่อมต่อผ่านสายปกติ โดย SLIPSTREAM นั้นจะใช้การเชื่อมต่อไร้สายผ่านคลื่นความถี่ 2.4GHz เกรดเกมมิ่งความเร็วสูง ซึ่งสามารถส่งแพคเก็ตได้เป็นจำนวนมากกว่าเทคโนโลยียุคเก่าถึงสองเท่า และทนทานต่อการรบกวนของสัญญาณไร้สายอื่น ๆ แม้กระทั่งในสภาวะที่คลื่นความถี่มีความคับคั่ง ด้วยเทคโนโลยี Intelligent Frequency Shift (IFS) ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เทคโนโลยีไร้สายนี้เป็นเทคโนโลยีที่ทรงประสิทธิภาพ และพร้อมสำหรับการแข่งขันเกม และเอื้อเฟื้อให้เกิดความสะดวกสบายด้วยระยะทำการไหลกว่า 33 ฟุต ทำให้ไม่ว่าจะเล่นเกมอยู่บนโต๊ะทำงาน หรือนั่งอยู่บนโซฟา

HARPOON RGB WIRELESS นั้นไม่ได้หยุดแค่เพียงเทคโนโลยี SLIPSTREAM เท่านั้น แต่เกมเมอร์ยังสามารถเลือกใช้การเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็นบลูทูธแบบความหน่วงต่ำ หรือจะผ่านการเชื่อมต่อแบบ USB ทำให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเกมมิ่งพีซี หรือแล็ปท็อปได้ทุกเครื่อง รวมไปถึงอุปกรณ์โมบายต่าง ๆ อีกด้วย ด้วยน้ำหนักที่เบากระทัดรัดเพียง 99 กรัม HARPOON RGB WIRELESS มาพร้อมกับแบตเตอร์รี่เธียมพอลิเมอร์ในตัว ที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 60 ชั่วโมง เซ็นเซอร์ 10,000 DPI ปุ่มโปรแกรมได้ 6 ปุ่ม และระบบไฟ RGB ควบคุมผ่านซอฟท์แวร์ CORSAIR iCUE ด้วยเทคโนโลยีไร้สายล่าสุด พร้อมฟีเจอร์เกมแบบเต็มพิกัด ทำให้ HARPOON RGB WIRELESS นั้นเป็นเมาส์ที่ให้ความอิสระในการใช้งานแบบเมาส์ไร้สาย พร้อมสมรรถนะเช่นเดียวกับเมาส์มีสาย

IRONCLAW RGB เป็นเมาส์ที่ออกแบบมาเพื่อคนที่มีอุ้งมือใหญ่ โดยจะเป็นเมาส์ที่เป็นผู้พลิกเกมสำหรับนักเล่นเกมที่พบว่าเมาส์ทั่วไปในท้องตลาดมีขนาดเล็กเกินไป โดย IRONCLAW มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ออฟติคัลความละเอียด native ปรับได้สูงสุด 18,000 DPI โดยสามารถปรับจูนความละเอียดได้ทีละ 1 DPI ปรับ tracking ได้อิสระ และมาพร้อมปุ่มตั้งโปรแกรมได้ 7 ปุ่ม ระบบไฟ RGB แบบสองโซน และหน่วยความจำโปรไฟล์บนตัวเมาส์ ด้วยน้ำหนักเพียง 105 กรัม เท่านั้น IRONCLAW RGB จะทำให้ชัยชนะอยู่ในมือได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ในงาน CES นั้นยังมี M65 RGB ELITE ที่มาช่วยเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์ของ CORSAIR โดย M65 RGB ELITE นั้นถือเป็นการอัพเกรดครั้งสำคัญของเมาส์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีมาก่อนนี้อย่าง CORSAIR M65 ด้วยการปรับปรุงโดยนำเอาข้อติชมของผู้ใช้เมาส์ M65 กว่าหนึ่งพันคำติชม โดยในรุ่นใหม่นี้จะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ออพติคัลความละเอียด 18,000 DPI เช่นเดียวกับ IRONCLAW RGB โดย M65 RGB ELITE จะเป็นเมาส์ที่แม่นยำและเที่ยงตรงกว่าที่เคยมีมาตลอดกาล ด้วยความสามารถในการปรับค่าความละเอียดได้สเต็ปละ 1 DPI ตัวเมาส์สร้างขึ้นจากโครงอะลูมินัม ทำให้น้ำหนักนั้นเบาลงมาจากรุ่นเดิถึง 15% เหลือเพียง 97 กรัมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์จูนน้ำหนักให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่นด้วยตุ้มน้ำหนักได้สูงสุด 115 กรัม และปรับจุดศูนย์ถ่วงของตัวเมาส์ให้เหมาะกับท่วงท่าในการเล่นของแต่ละคนได้ ปุ่มด้านข้างดีไซน์ใหม่ให้เหมาะกับการใช้เป็นปุ่มสำหรับพลซุ่มยิงมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อกดปุ่ม ระบบจะช่วยลดความไวในการตอบสนองของเคอร์เซอร์เองโดยอัตโนมัติ เพื่อการเล็งเป้าที่แม่นยำ นอกจากนี้ยังมีระบบไฟ RGB แบบสองโซน สวิทช์ปุ่มจาก Omron ที่สร้างมาให้ผ่านมาตรฐานการคลิกขั้นต่ำกว่า 50 ล้านครั้ง และยังมีหน่วยความจำในตัวสำหรับเก็บค่าโปรไฟล์ของผู้ใช้ M65 RGB ELITE นั้นเป็นการอัพเกรดเมาส์ยอดนิยมของ CORSAIR ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมาส์จากตระกูล CORSAIR
ไม่ว่ามือของคุณจะมีขนาดใหญ่ เล็ก หรืออยากได้เมาส์ไร้สาย หรือชอบเล่นเกมแนวไหนก็ตาม เมาส์เกมมิ่งใหม่ทั้งสามรุ่นนี้ จะสามารถตอบสนองผู้เล่นที่กำลังมองหาเมาส์เกมมิ่งจาก CORSAIR ให้เหมาะกับพวกเขาได้อย่างแน่นอน

การจัดจำหน่าย การรับประกัน และราคา
HARPOON RGB WIRELESS, IRONCLAW RGB และ M65 RGB ELITE นั้นมีวางจำหน่ายผ่านทางผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ CORSAIR ทั่วโลก
HARPOON RGB WIRELESS, IRONCLAW RGB และ M65 RGB ELITE มาพร้อมกับการรับประกันคุณภาพ 2 ปีเต็ม พร้อมบริการสนับสนุนลูกค้าผ่านเครือข่ายสนับสนุนด้านเทคนิคของ CORSAIR
สำหรับราคา กรุณาเข้าชม เว็บไซท์ของ CORSAIR หรือติดต่อผ่านทางเซลส์ หรือตัวแทน PR ในพื้นที่ของท่าน

หน้าเว็บ
HARPOON RGB WIRELESS: https://www.corsair.com/p/CH-9311011-NA
IRONCLAW RGB: https://www.corsair.com/p/CH-9307011-NA
M65 RGB ELITE: https://www.corsair.com/p/CH-9309011-NA

วีดีโอเปิดตัวของเมาส์ทั้งสามรุ่น
HARPOON RGB WIRELESS: https://youtu.be/hJZh-mx4e4U
IRONCLAW RGB: https://youtu.be/GJmp9EiYMGM
M65 RGB ELITE: https://youtu.be/4GW3TXAuUtE

ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์
HARPOON RGB WIRELESS: https://corsair.sharefile.com/d-s7b597efa88f4a039
IRONCLAW RGB: https://corsair.sharefile.com/d-s6c1a54aa7a748e4a
M65 RGB ELITE: https://corsair.sharefile.com/d-sd2f8ce2fba24d94a

เกี่ยวกับ CORSAIR
CORSAIR ก่อตั้งในปี 1994 เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตDRAMสมรรถนะสูง และก้าวเข้ามาสู่ตลาดอุปกรณ์ PC ประสิทธิภาพสูง CORSAIR มีผลิตภัณฑ์มากมายสำหรับกลุ่ม gamer, enthusiasts และนักกีฬา e-sports ได้แก่ คีย์บอร์ด mechanical, แผ่นรองเมาส์เกมมิ่งความแม่นยำสูง, หูฟังไร้สาย, อุปกรณ์และชิ้นส่วนประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้ประกอบชุดคอมพิวเตอร์ระดับเทพสำหรับเกมเมอร์ และ CORSAIR ONE fully-integrated gaming PC ด้วยความมุ่งมั่นในการออกแบบ นวัตกรรม ฟีเจอร์ สู่ความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพและประสิทธิภาพที่สูง ผลิตภัณฑ์ จาก CORSAIR ได้รับรางวัลจากสื่อต่างๆมากมาย เป็นที่ชื่นชอบของเกมเมอร์ ทุกผลิตภัณฑ์ของ CORSAIR ถูกพัฒนาโดยทีมที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมภายใต้สิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการใช้งานเช่นกัน

ในปี 2018 CORSAIR ควบกิจการ Elgato ผู้นำฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ content creator ด้วยประสบการณ์นับทศวรรษในเทคโนโลยี video, Elgato มีผลิตภัณฑ์ premium capture card, studio controller และ accessories ที่ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสรรค์ content สำหรับผู้ชมทั่วโลกบน Twitch, YouTube, Mixer และ Facebook ทั้ง CORSAIR และ Elgato มีผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยและตอบโจทย์สำหรับ gamer และ content creator อย่างแท้จริง

สงวนสิทธิ์ © 2018 CORSAIR Components, Inc. โลโก้เรือใบ เครื่องหมายการค้า Vengeance เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ CORSAIR ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่น ๆ ชื่อบริษัท ชื่อสินค้า เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนคุณสมบัติ ราคา หรือการจัดจำหน่าย หรือรายละเอียดทางเทคนิคได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/BBCNZ0xFU8Q/

เบื้องต้นของ AMD RYZEN 3000 Series และ AMD RADEON VII อย่างเป็นทางการ

AMD RYZEN 3000 and RADEON VII

คงจะพอทราบกันไปเป็นที่เรียบร้อยบ้างแล้วสำหรับข้อมูลเบื้องต้นอย่างเป็นทางการของ CPU/GPU ในเจเนเรชันต่อไปจากทาง AMD หลังจากที่ตกเป็นข่าวหลุด ข่าวลือมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน ในที่สุดเราก็ได้รับคำตอบแบบชัดเจนเสียที กับคำตอบของทาง AMD โดยตรงจากปากของ CEO, Dr. Lisa Su ที่ได้ออกมาให้ข้อมูลจากในงานแถลงข่าวที่ผ่าน ซึ่งแม้ว่ามันจะยังเป็นการแถลงข่าวเปิดตัวในแบบเบื้องต้น ยังไม่มีของลงตลาดจริง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เรามองเห็นทิศทางในอนาคตได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าจะดำเนินไปในรูปแบบใด

สำหรับข้อมูลที่ทาง AMD ได้นำออกมาเปิดเผยในงานแถลงข่าวด้วยระยะเวลากว่า 1 ชั่วโมงซึ่งอาจจะดูว่าค่อนข้างยืดเยื้อพอสมควร ซึ่งทางเราเองก็ได้มีการนำเสนอในแบบไลฟ์สด สรุปไปสด ๆ พร้อม ๆ กันด้วย แต่ทว่าบางท่านก็อาจจะไม่มีเวลามากมายมานั่งชมย้อนหลังแบบเต็ม ๆ ดังนั้นตรงนี้ผมจะมาสรุปให้ได้อ่านกันแบบรวบรัด ตัดเอามาแต่เนื้อ ๆ โดยจะเน้นไปที่สองประเด็นใหญ่ที่พวกเราส่วนใหญ่เฝ้าติดตามข้อมูลกันมาโดยตลอดก็คือในส่วนของ AMD RYZEN 3000 หรือ Ryzen 3rd Gen และในส่วนของการ์ดจอซึ่งในเวลานี้เราก็ทราบแล้วว่าทาง AMD จะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า RADEON VII จะไม่เป็น RADEON VEGA II ตามข่าวหลุดแต่อย่างใด ส่วนข้อมูลปลีกย่อยอื่น ๆ ที่น่าสนใจจะขอกล่าวถึงในแบบภาพรวมสำหรับเรื่องของฝั่งโมบายและซีพียูในระดับองค์กรสำหรับ EPYC เพื่อไม่ให้มันยืดยาวจนเกินไป

3rd Gen AMD RYZEN Desktop Processor

เริ่มกันที่ตัว CPU กันเลยนะครับ สำหรับ RYZEN ในเจเนเรชันที่ 3 หรือ 3rd Gen RYZEN หลังจากเราอยู่กับข่าวหลุดที่ยังไม่ชัดเจนว่ามันจะเป็น ZEN 2 (สถาปัตยกรรม) หรือเปล่าหรือจะยังเป็นเพียงแค่ ZEN 1 Refresh เพียงแต่ลดกระบวนการผลิตจาก 12nm มาเป็น 7nm ซึ่งบทสรุปที่ชัดเจนของเรื่องนี้ก็คือ RYZEN 3000 Series หรือ 3rd GEN นั้นทาง AMD จะทำการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเป็น ZEN 2 ซึ่งมาพร้อมกับกระบวนการผลิตในขนาด 7nm โดยในเบื้องต้นสิ่งที่เรารู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนระหว่าง ZEN 1 ไปเป็น ZEN 2 ก็คือ ตัวซีพียู DIE จะถูกแยกออกเป็นสองส่วนคือ ในส่วนของตัว CPU และ I/O DIE แยกจากกัน


สำหรับ I/O Die ก็จะเป็นส่วนของการควบคุมการเข้าออกของข้อมูลที่เป็นช่องทางข้อมูลความเร็วสูงต่าง ๆ อาทิ PCI Express แต่ทั้งนี้ทาง AMD ก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างภายในว่ายังมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีกบ้างในเรื่องของการออกแบบบอกเพียงแค่ว่า PCI Express ที่มาพร้อมกับ RYZEN 3rd Gen จะเป็น PCI Express 4.0 เท่านั้นเอง

ด้านรายละเอียดอื่น ๆ ของ RYZEN 3rd Gen อย่างเช่นสเป็คการทำงาน จำนวนคอร์ของซีพียู รวมทั้งอื่น ๆ ทั้งหมดก็ยังไม่มีการระบุที่ชัดเจน แต่อย่างน้อย ๆ ทาง AMD ก็มีตัวจริงที่เสร็จแล้วมาให้ชมกันแม้ว่าจะยังคงเป็นตัวกึ่งต้นแบบหรือตัว Engineering Sample ซึ่งก็ไม่เพียงแค่เอาซีพียูมายืนถือโชว์ภายในงานทาง AMD ยังได้มีการสาธิตการเล่นเกมด้วย CPU เจเนเรชันใหม่ของตนเองและรวมทั้งมีการทดสอบ CINEBENCH R15 ให้ได้รับชมกันเล็ก ๆ น้อยเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย ซึ่งมีการระบุเพียงว่า CPU ที่นำมาทดสอบให้ชมนั้นเป็น RYZEN Gen 3 ในแบบ 8 คอร์ 16 เทรด ส่วนความเร็วที่ทำงานยังไม่ใช่ความเร็วจริงในเวอร์ชันสุดท้ายสำหรับขายจริง โดยการทดสอบได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบกับกับซีพียูในโมเดล Core i9-9900K ที่มีจำนวนคอร์และเทรดเท่ากันคือ 8/16 ส่วนความเร็วสูงสุดในช่วงบู๊ตทุกคอร์ตามที่เราทราบกันก็คือ 4.7GHz และผลที่ออกมานั้น…

ผลที่ได้คือ RYZEN 3rd Gen ที่เรายังไม่ทราบความเร็ว สามารถทดสอบ CINEBENCH R15 ได้เร็วกว่า 9900K เล็กน้อย และผลคะแนนที่ออกมา RYZEN ได้ 2057 CB และ 9900K ได้ 2040 CB และในส่วนของระดับการใช้พลังงานโดยรวม(ทั้งระบบ) RYZEN สูงสุดที่ 133.4W ส่วน 9900K สูงสุดที่ 179.9W กับผลที่ปรากฏให้เห็นตรงนี้ เราก็พอที่จะประเมินอะไรได้มากพอสมควรเลยทีเดียว กับเบื้องต้นที่ทราบว่าคอร์เทรดเท่ากัน แต่ยังไม่ทราบความเร็ว แต่มันสามารถให้ความแรงได้เหนือกว่าหรือเทียบเท่ากับ 9900K ที่มีความเร็ว 4.7GHz ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราพอจะสามารถประเมินได้จากจุดนี้คือ

  1. หากมีความเร็วเท่ากันในระดับ 4.7GHz ก็แสดงว่า RYZEN 3rd Gen มีพลังของ IPC เทียบเท่ากับ INTEL หรือเหนือกว่าได้แล้ว
  2. หากความเร็วของ RYZEN สูงกว่า แต่ให้คะแนนออกมาเท่า ๆ กัน แม้พลังของ IPC จะยังตามหลัง แต่ก็ยอมรับได้เพราะด้วยระดับการใช้พลังงานที่ต่ำกว่า
  3. หากความเร็วสูงกว่า รันได้เร็วกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า ก็แสดงว่ามีอุณหภูมิการทำงานที่ไม่สูงมาก
  4. หากความเร็วน้อยกว่า แต่ด้วยคอร์เทรดเท่ากัน ก็จะหมายความว่า ZEN 2 มีพลังของ IPC เหนือกว่า Intel

จากทั้งสี่ข้อข้างต้นตามที่ผมได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ มันก็สามารถเป็นไปได้ทุกด้าน เพราะในเวลานี้เรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสเป็ครวมทั้งโครงสร้างสถาปัตยกรรมใด ๆ ของตัว CPU ซึ่งเราก็คงยังจะต้องรอดูกันต่อไปว่าในเวอร์ชันสำเร็จหรือตัวขายจริงนั้น ผลจะทำออกมาได้ดีกว่าที่เห็นตรงนี้หรือไม่ แต่ก็หวังว่าน่าจะทำได้ดีกว่าที่เห็นอีกเล็กน้อย

สรุปในส่วนของ CPU เบื้องต้นยังไม่ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับสเป็คใด ๆ ทั้งสิ้น ยังไม่มีการพูดถึงว่าจะมี RYZEN 3, 5, 7, 9 ตามข่าวลือหรือไม่ จะมีการเพิ่มจำนวนคอร์เทรดให้มากขึ้นตามข่าวหลุดหรือเปล่า ที่เรารู้ในเวลานี้ก็คือ RYZEN 3000 Series หรือ 3rd Gen…

  • RYZEN 3rd Gen จะมาพร้อมกับกระบวนการผลิตในระดับ 7nm
  • RYZEN 3rd Gen จะใช้สถาปัตยกรรมใหม่ที่เป็น ZEN 2
  • RYZEN 3rd Gen จะมาพร้อมกับ PCI Express 4.0 (ยังไม่ระบุว่ากี่เลนกี่ X และเร็วเท่าไหร่)
  • ความแรงเบื้องต้นที่ 8c/16t เทียบเท่ากับ 9900K
  • RYZEN 3rd Gen จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปีนี้

และนี่ก็คือบทสรุปทั้งหมดเกี่ยวกับ RYZEN 3000 Series หรือ 3rd Gen RYZEN CPU จากทาง AMD ที่เราจะได้เจอกันในปีนี้ ส่วนต่อไปเราก็จะไปว่ากันที่เรื่องของการ์ดจอกันบ้างนะครับ ซึ่งตัวการ์ดจอนั้นเราจะได้เจอกันหรือจะได้ควักกระเป๋าเร็วกว่า CPU เพราะทาง AMD มีการประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่าจะได้เจอกันวันไหน เมื่อไหร่

AMD RADEON VII

เอ่ยถึงกราฟิกการ์ดหรือการ์ดจอแล้วนั้น ก่อนหน้าที่จะมีข้อมูลอย่างเป็นทางการออกมาเรามองกันว่าทาง AMD น่าจะมีการใช้ชื่อว่า RADEON VEGA II แต่ทว่ามันไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเพราะชื่ออย่างเป็นทางการจริงที่ทาง AMD ใช้กับการ์ดจอในโมเดลใหม่ของตนเองจะมาในชื่อว่า “AMD RADEON VII” ซึ่งที่มาของคำว่า “VII” หรือ 7 ตรงนี้แม้ทาง AMD จะไม่ได้ขยายความอะไร แต่เราก็คงพอจะเดาได้บ้างละครับว่า มันคงจะเป็นการที่ RADEON VII มันจะมาพร้อมกับชิป GPU ที่ใช้กระบวนการผลิตในระดับ 7nm นั่นเอง

สำหรับข้อมูลที่ทาง AMD หรือ Dr. Lisa Su ได้นำมาเปิดเผยจากภายในงานนั้น จะยังไม่ได้บอกเล่าโดยละเอียดแต่อย่างใด ยังไม่ได้มีการบอกถึงข้อมูลทางเทคนิคโดยทั้งหมด แต่ก็บอกเล่าถึงข้อมูลในส่วนสำคัญ ๆ ให้ได้รับทราบกัน และรวมทั้งมีการ์ดตัวเป็น ๆ ที่พร้อมใช้งานมาแสดงตัวให้ชมด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าพร้อมแล้วจริง ๆ โดยข้อมูลสเป็คในเบื้องต้นที่มีออกมาในเวลานี้ก็คือ ตัว GPU จะยังเป้นสถาปัตยกรรม VEGA ที่ใช้กระบวนการผลิตในขนาด 7nm มีจำนวน Compute Unit หรือชุดประมวลผลกราฟิก 60 ชุดหรือถ้ามองเป็น Stream Processor ก็จะมีจำนวนทั้งสิ้น 3840SP ส่วนแรมนั้นก็จะยังคงมาพร้อมกับแรมในแบบ HBM2 กับความจุที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับ VEGA 64 อันเป็นผลให้ RADEON VII ให้แบนด์วิดท์รวมมากถึง 1TB/s เลยทีเดียว และจากข้อมูลสเป็คตรงนี้ทาง AMD ยังระบุอีกด้วยว่ามันจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจาก VEGA 64 มากถึง 25% ในขณะที่ระดับการใช้พลังงานยังคงเท่าเดิม

ไม่เพียงแค่เรื่องของสเป็คหรือประสิทธิภาพในแบบภาพรวมทเท่านั้นทาง AMD ยังมีผลการทดสอบภายในเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานทั้งทางด้านของกลุ่มคนทำงาน (Creator) และในฝั่งของเกมมิ่งมาให้ชมเช่นกัน โดยในส่วนของ Content creation หรือการใช้งานสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานหรือพูดง่าย ๆ เกี่ยวกับกลุ่มคนทำงาน RADEON VII ให้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นราว 27-29% และมากกว่า 62% สำหรับการใช้งานของ OpenCL เมื่อเปรียบเทียบกับ VEGA 64 ส่วนประสิทธิภาพในการเล่นเกมนั้นกับเกมยอดนิยมในเวลานี้อย่าง Battlefield V กับการทดสอบบน DirectX 12 มันให้ความแรงที่เพิ่มขึ้นราว 35%, Frontnite ดีขึ้น 25% และ Strange Bridge ดีขึ้น 42% กับการเปรียบเทียบด้วย VEGA 64 เช่นกัน โดยรวมแล้วนั้นก็ถือว่าเป็นผลงานที่ทำได้น่าสนใจเลยทีเดียว แต่ทว่าสิ่งที่คอเกมส่วนใหญ่ข้องใจสงสัยกันมากกว่า ก็คงจะหนีไม่พ้นว่ามันจะแรงกว่าฝั่งคู่แข่งขนาดไหน เทียบเท่ากับการ์ดในโมเดลอะไรทาง AMD ก็มีมาให้ชมเช่นกัน


โดยผลการทดสอบภายในของทาง AMD ได้ทำการทดสอบ RADEON VII เปรียบเทียบกับ GeForce RTX 2080 ซึ่งผลที่ออกมานั้นทำได้ในระดับเดียวกันเลยก็ว่าได้ ยกเว้นเกม Strange Bridge ที่มีการทำงานบน API Vulkan ซึ่งผลของ RADEON VII ทำได้เหนือกว่าพอสมควร จากจุดนี้ก็ทำให้เราสามารถประเมินได้คร่าว ๆ แล้วว่า AMD RADEON VII นั้นจะมีประสิทธิภาพในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกับ RTX 2080 จากทาง NVIDIA แต่หากจะถามถึงสิ่งที่ด้อยกว่าในเวลานี้ก็คงจะเป็นเรื่องของ DXR หรือ Ray Tracing เพราะ RADEON VII จะยังไม่รองรับ(ไม่ได้มีการพูดถึง) แต่หากว่าไม่ได้สนใจในเรื่องของ DXR สนใจเพียงประสิทธิภาพดิบก็ตามที่เห็นละครับ

จากเรื่องของความแรงที่ได้รู้กันแล้วว่ามันอยู่ในช่วงระดับเดียวกันหรือเทียบเท่ากับ RTX 2080 จุดต่อมาที่น่าจะอยากทราบมากกว่ากันก็คงจะเป็นเรื่องของราคาค่าตัวและวันเวลาที่จะได้ควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อเป็นเจ้าของ สำหรับในเรื่องของราคานั้นทาง AMD ได้ประกาศราคากลางหรือราคาเปิดตัวออกมาที่ $699USD หรือตกเป็นเงินไทยประมาณ 23,000 บาท หากเราอิงจากราคาดังกล่าวนี้ก็สามารถมองได้เลยว่า RADEON VII จะให้ความคุ้มค่ากว่า RTX 2080 กับความแรงที่ได้รับ(ถ้าไม่นับ Ray) เพราะมันมีราคาค่าตัวที่ถูกกว่ามากพอสมควร ส่วนวันปล่อยลงตลาดอย่างเป็นทางการก็รอไม่นานละครับอีกเพียงประมาณหนึ่งเดือนนับจากนี้ไปคือในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ศกนี้

นอกจากนี้ทาง AMD ก็ยังจะมาพร้อมกับโปรโมชันพิเศษในช่วงเปิดตัว สำหรับใครที่ซื้อ AMD RADEOn VII ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับเกมใหม่มาเล่นฟรีมากถึง 3 เกมกันเลยทีเดียวคือ Devil MayCry 5, Resident Evil 2 และ The Division 2 ซึ่งรวม ๆ แล้วก็น่าจะกว่า 5 พันบาทเลยทีเดียว

บทสรุปของ AMD RADEON VII นั้น ณ เวลานี้เราอาจจะยังไม่สามารถพูดถึงเรื่องของความแรงเรื่องของประสิทธิภาพในแบบเต็ม ๆ ได้ เพราะเรายังไม่เห็นผลการทดสอบในแบบเป็นเรื่องเป็นราว มีเพียงผลการทดสอบภายในของทาง AMD และตัวอย่างการเล่นเกม Devil MayCry 5 ให้ชมจากภายในงาน ที่เคลมเอาไว้ว่าเป็นการเล่นที่ความละเอียดในระดับ 4K และค่าเฟรมเรตที่เราเห็นกันก็อยู่ในช่วงประมาณ 90-100FPS+ ตลอดเวลา ส่วนเกมอื่น ๆ ยังไม่มีความชัดเจน และกับสิ่งที่เราได้รับรู้กัน ณ เวลานี้ก็คือ…

  1. AMD RADEON VII จะมาพร้อมกับ GPU ที่ใช้กระบวนการผลิต 7nm สถาปัตยกรรม VEGA
  2. AMD RADEOn VII มาพร้อมกับแรม HBM2 ความจุ 16GB ให้แบนด์วิดท์สูงสุด 1TB/s
  3. AMD RADEON VII จะมีความแรงมากกว่า VEGA 64 ราว 25% หรือมากกว่าที่ระดับการใช้พลังงานเท่ากัน
  4. AMD RADEON VII จะพร้อมเปิดตัววางขายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้
  5. AMD RADEON VII สนนราคาเปิดตัวที่ #699USD หรือราว 23,000 บาทไทย
  6. AMD RADEON VII จะแถมเกม 3 เกมในช่วงเปิดตัว
  7. AMD RADEON VII จะมีความแรงโดยรวมเทียบเท่าหรือใกล้เคียง RTX 2080 (ไม่นับรวม Ray)

ท้ายที่สุดเกี่ยวกับ RADEON VII ตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะมีข้อสงสัยอยู่ในหัวอย่างแน่นอนว่า ตัวการ์ดจะมีระดับการใช้พลังงานมากน้อยขนาดไหน ซึ่งหากเรามองกันจากตัวฮาร์ดแวร์ที่เราสามารถเห็นได้ว่าตัวการ์ดมาพร้อมกับขั้วจ่ายไฟ 8 พิน 2 ชุด ดังนั้นก็สามารถประเมินได้คร่าว ๆ ว่าตัวการ์ดจะมีระดับการใช้พลังงานทั้งหมดไม่น่าจะเกิน 300W สำหรับเดิม ๆ ตามสเป็คของตัวการ์ด และหากถามกันว่าอุณหภูมิการทำงานจะเป็นอย่างไรบ้าง มันจะร้อนหรือเย็นกว่า VEGA 64 หรือเปล่า ในจุดนี้หากคาดเดาจากสิ่งที่เราเห็น กับระบบระบายความร้อนที่ทาง AMD ออกแบบมาคงพอจะบอกได้บ้างว่า ตัวการ์ดน่าจะมีอุณหภูมิทำงานที่ต่ำกว่า VEGA 64 และให้เสียงรบกวนที่น้อยกว่า แต่ก็ไม่น่าจะเย็นไปมากกว่ามากนัก ซึ่งถ้าสังเกตจากสิ่งที่ AMD ระบุว่ามาว่าแรงขึ้นราว 25% จาก VEGA 64 ที่ระดับการใช้พลังงานเท่ากัน ดังนั้นมันก็คงจะไม่ได้เย็นอะไรมากมาย แต่ก็ไม่น่าจะร้อนจัดเหมือน VEGA 64 Ref อย่างแน่นอน ซึ่งก็คงต้องรอดูกันต่อไป อีกเพียงแค่ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนี้ไปเท่านั้น เราก็จะได้รับคำตอบทุกอย่างแบบชัดเจนอย่างแน่นอน

2nd AMD RYZEN Mobility & EPYC

ภายในงานที่ผ่านมา สำหรับพวกเราหรือคอเกมทั้งหลายประเด็นสำคัญหรือไฮไลต์ก็คงจะเป็นเรื่องของ Desktop CPU และ VGA Card ที่ได้มีการบอกเล่าไปแล้วข้างต้น แต่สำหรับในอีกกลุ่มของผู้ใช้งานที่ไม่ได้มีเพียงชาว Desktop เพียงอย่างเดียวในตลาดซึ่งทาง AMD เองก็มีของใหม่ออกมาให้ได้เลือกใช้งานครบทุกตลาดในปีนี้

สำหรับในฝั่งของ Mobile หรือกลุ่มตลาด Notebook นั้นทาง AMD ได้ประกาศเปิดตัวซีพียูที่เป็น 2nd RYZEN Mobility โดยที่ตัวซีพียูจะยังคงเป็น ZEN 1 หรือ ZEN+ ที่ใช้กระบวนการผลิต 12nm เท่านั้น ยังไม่ได้เป็น CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรมใหม่ ZEN 2 เช่นเดียวกับฝั่ง Desktop แต่ถึงแม้ว่าจะยังเป็นแค่ Ryzen Gen 2 แต่มันก็สามารถสร้างความแตกต่างในเรื่องของความแรงที่เพิ่มขึ้นได้พอสมควรอย่างแน่นอน เพราะทาง AMD ได้เคลมว่า Notebook ที่เป็น RYZEN นั้นความแรงจะทำได้ในระดับที่เทียบเท่ากับ Desktop เลยทีเดียว และจะยังคงเน้นในเรื่องของการประหยัดพลังงานเพื่อให้สามารถเปิดใช้งานได้อย่างยาวนานที่สุด




อีกจุดหนึ่งที่ถือเป็นการเปิดตัวของใหม่แท้ ๆ อย่างเป็นทางการสำหรับชาว Notebook ก็คือในส่วนของ Driver ที่คราวนี้มันจะมี RYZEN Mobile Driver สำหรับ Notebook โดยเฉพาะ เหมือน ๆ กับที่มี Driver สำหรับการ์ดจอในฝั่ง Desktop อย่างเช่น Adrenalin เป็นต้น ซึ่งระบุมาว่าจะเริ่มปล่อยออกมาให้ใช้งานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

สุดท้ายกับในส่วนของฝั่ง High Performance หรือสำหรับกลุ่มองค์กรกับซีพียูในตระกูล EPYC หรือซีพียูสำหรับ Server, Datacenter เป็นต้น ในปีนี้ทาง AMD ก็มีของใหม่ออกมาให้เลือกใช้งานเช่นกัน ซึ่งก็เหมือนกันกับฝั่งของ Desktop ที่ตัวซีพียูจะมีการปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเป็น ZEN 2 ที่ใช้กระบวนการผลิตในระดับ 7nm และมีจำนวนคอร์เทรดเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปัจจุบันคือ EPYC Gen 2 จะเป็นซีพียูที่มีคอร์เทรดมากถึง 64 คอร์ 128 เทรด นั่นก็เท่ากับว่ามันจะมีความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้น 2 เท่าต่อซ็อคเก็ตและให้พลังในส่วนของ Floating เพิ่มขึ้นมากถึง 4 เท่า และที่สำคัญมันจะยังคงสามารถใช้งานกับเมนบอร์ดเดิมได้ทันที ยังไม่มีการเปลี่ยนซ็อคเก็ตแต่ประการใด

ภายในงานทาง AMD ก็มี Demo ผลการทดสอบพลังของ EPYC ตัวใหม่ให้ชมคร่าว ๆ เช่นกัน โดยการทดสอบเปรียบเทียบกับ Intel Xeon 8180 จำนวน 2 ตัวในแบบ Dual Socket ในขณะที่ EPYC เพียงแค่ตัวเดียว ซึ่งหากมองจากจำนวนเทรดทั้งหมดนั้น Dual Xeon 8180 จะมีเทรดรวม 112 เทรด ขณะที่ AMD EPYC ตัวเดียวจะมีเทรดทั้งสิ้น 128 เทรด และผลที่ออกมา EPYC สามารถประมวลผลการจำลองเกี่ยวกับ Atom ได้รวดเร็วกว่า

Conclusion

ถึงตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสรุปอะไรมากแล้วละครับ เพราะได้แยกสรุปแบบส่วน ๆ ไปแล้วสำหรับประเด็นหลัก ประเด็นเด็ดที่พวกเราให้ความสนใจกันสำหรับ Desktop CPU และ GPU ดังนั้นตรงนี้ก็ขอพูดเสริมในส่วนที่อาจจะยังข้องใจกันบ้างในหลาย ๆ คนเพราะทาง AMD ไม่มีการระบุออกมาอย่างชัดเจนหรือไม่พูดถึงเลย สำหรับเรื่องของตัวเมนบอร์ดหรือตัวซ็อคเก็ตของ CPU ในเจเนเรชันที่ 3 ว่ามันจะยังใช้งานกับเมนบอร์ดเดิมได้หรือเปล่า ? ตรงนี้ผมขอตอบเองเลยละกันนะครับว่า มันจะยังสามารถใช้งานได้ RYZEN 3000 Series จะยังคงเป็น AM4 สามารถนำมาใช้งานร่วมกับเมนบอร์ดในยุคปัจจุบันนี้ได้ เพียงแค่รอการอัพเดท BIOS เท่านั้น เพราะข้อมูลในส่วนนี้ทาง AMD ได้เคยระบุเอาไว้ชัดเจนเมื่อตอนเปิดตัว RYZEN 2000 Series ว่า CPU ในเจเนเรชันต่อไปจะยังเป็น AM4 และจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงซ็อคเก็ตไปจนถึงปี 2020

แต่หากถามกลับมาว่าแล้วมันจะได้กับเมนบอร์ดทุกตัวหรือเปล่า ตรงนี้ผมเองก้คงให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ เราจะต้องรอดูกันอีกครั้ง เพราะหากว่าซีพียูที่ปล่อยออกมามีการเพิ่มจำนวนคอร์เทรดให้มากขึ้นตามที่เป็นข่าวลือจริง นั่นก็หมายความว่าตัวซีพียูจำเป็นจะต้องมีระดับการเรียกใช้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นชุดภาคจ่ายไฟของเมนบอร์ดในบางโมเดลก็อาจจะรับไม่ไหว ก็เท่ากับว่าแม้มันจะยังรองรับ มันจะยังเป็น AM4 แต่ก็ต้องมองกันเป็นตัว ๆ ไปว่ามันรองรับได้สูงสุดถึงโมเดลอะไร หรือเมนบอร์ดของเรารองรับ TDP ได้สูงสุดระดับไหน

ส่วนเรื่องของการ์ดจอนั้น อย่าเพิ่งตั้งข้อสงสัยกันมากนัก หรืออย่าเพิ่งมโนอะไรกันไปมากนัก เพราะสิ่งที่เราเห็นตรงนี้กับสิ่งที่จะได้เห็นจริง ๆ หลังเปิดตัวอาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และจากระยะเวลาอีกเพียงประมาณหนึ่งเดือนหากไม่เจอโรคเลื่อน เราก็จะได้เห็นพลังที่แท้จริงกันแล้ว หรืออย่างน้อย ๆ ยิ่งใกล้เปิดตัว เราก็น่าจะเริ่มเห็นผลหลุดออกมามากขึ้น ไว้ถึงเวลานั้นเราค่อยมาตัดสินกันอีกครั้งว่าตกลงแล้วมันแรงไม่แรง น่าสนใจไม่น่าสนใจ ส่วนในโมเดลรอง ๆ ลงมาจาก RADEON VII เราน่าจะได้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงกลางปีนี้หรืออาจจะก่อนหน้านั้น ไม่แน่ว่าในช่วงเดือนมีนาคมนี้ที่จะมีงาน GDC 2019 ทาง AMD ก็อาจจะออกมาให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เพราะถึงเวลานั้น RADEON VII มันก็เปิดตัวไปแล้ว

สุดท้ายนี้กับการเริ่มต้นปี 2019 ของทาง AMD ในปีนี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะหากมองจากสิ่งที่เราได้เห็นหรือจากที่ทาง AMD นำมาบอกเล่าในเบื้องต้นแล้วนั้นมันแลดูมีอนาคตเป็นอย่างมากจากทุกกลุ่มตลาด ตั้งแต่ระดับองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มคนทำงาน คอเกม หรือแม้แต่กลุ่มผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็หวังว่าเมื่อทุกอย่างปล่อยออกสู่ตลาดจริง มันจะเป็นไปตามที่เราได้คาดหวังเอาไว้หรือเป็นไปตามที่ทาง AMD ได้วาดฝันให้เราไว้ ซึ่ง ณ เวลานี้สิ่งเดียวที่เราจะทำได้คือ รอ… รอดูกันว่าเมื่อวันนั้นมาถึง ผลที่ออกมามันจะออกมาในทิศทางใด ?


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/m4rfqJDrq4w/

CES 2019: HyperX โชว์ไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมและความสบายที่มากขึ้น

QuadCast

ไมโครโฟน HyperX Quadcast, เมาส์สำหรับเล่นเกม Pulsefire Raid RGB และหน่วยความจำ Predator DDR4 RGB 16GB เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมในทุกระดับ

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 8 มกราคม 2562 – HyperX แผนเกมส่วนหนึ่งของ Kingston Technology Company, Inc. วันนี้ได้ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล ด้วยไมโครโฟนรุ่นใหม่ HyperX Quadcast, เมาส์สำหรับเล่นเกม Pulsefire Raid RGB และ หน่วยความจำ Predator DDR4 RGB 16GB นอกจากนี้ HyperX ยังเปิดตัวชุดหูฟัง Cloud Alpha รุ่นสีม่วง ในงาน CES 2019 อีกด้วย

“ไม่มีอะไรที่เหมือน CES ที่ให้ความสำคัญกับความมุ่งมั่นของ HyperX ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์การเล่นเกมที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับเกมเมอร์ทุกระดับ” HyperX กล่าว “ไม่ว่าคุณจะดื่มด่ำกับเกม Battle Royale, ต่อสู้กับเพื่อนในขณะที่เล่นบาสเกตบอลออนไลน์ หรือทิ้งตัวลงนอนแล้วเล่นเกมต่อสู้บน Nintendo Switch อยู่บนโซฟา, PlayStation, หรือ Xbox, ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงของ HyperX จะช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมของคุณ”

ไลน์ผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ HyperX เพิ่มระดับใหม่เพื่อความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพและการควบคุม อีกทั้งยังถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการเล่นเกมสำหรับเกมเมอร์ในทุกแบบ

  • ไมโครโฟนแบบสแตนด์อโลน HyperX Quadcast: Quadcast ของ HyperX เป็นไมโครโฟนแบบสแตนด์อโลนที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิถีพิถันบนคอมพิวเตอร์, PlayStation 4 และ Mac professional หรือนักสตรีมเมอร์ QuadCast โดดเด่นด้วยการติดตั้งระบบป้องกันการสั่นสะเทือน, การปรับระดับการควบคุมการรับสัญญาณเสียงที่เข้าถึงได้ง่าย, รูปแบบการรับสัญญาณเสียงที่เลือกได้จะมีสี่แบบ, และฟังก์ชันการแตะเพื่อปิดเสียง พร้อมด้วยไฟ LED ที่สะดวกในการระบุสถานะการออกอากาศ ด้วยการจับเสียงที่คมชัดของ Quadcast พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกับผู้ชมได้อย่างที่ไม่เคยมาก่อน
  • HyperX Pulsefire Raid RGB เมาส์สำหรับเล่นเกม: เมาส์ Pulsefire Raid RGB ของ HyperX ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการปุ่มเพิ่มเติมสำหรับการกำหนดปุ่มลัด (key binding) หรือเพื่อเลือกใช้คำสั่งได้อย่างหลากหลายHyperX Pulsefire Raid มาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ ปุ่มที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ถึง 11 ปุ่มและออกแบบโดยใช้เซนเซอร์ Pixart 3389 เพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว ตั้งค่าได้สูงถึง 16,000 DPI การปรับตั้งค่า DPI ในแบบ Native ทำให้เกมเมอร์สามารถตรวจสอบการตั้งค่าได้จากไฟ LED นอกจากนี้เมาส์ยังมีสวิตช์ Omron ที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยการคลิกได้มากกว่า 20 ล้านครั้ง โดยที่ Pulsefire Raid ออกแบบมาสำหรับตอบสนองการติดตามที่แม่นยำและลื่นไหล โดยไม่จำเป็นต้องเร่งความเร็ว
  • HyperX Cloud MIX: Cloud MIX โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Dual Chamber ของ HyperX และไดรเวอร์ขนาด 40มม. ที่ให้เสียงสดใสและแม่นยำ และออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการเชื่อมต่อแบบใช้สายสำหรับการเล่นเกมบนคอนโซลและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และตัวเลือกบลูทูธสำหรับความบันเทิงระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองเสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio) และตรงตามข้อกำหนดเสียงความละเอียดสูงถึง 40,000KHz หูฟังมีสายถักแบบถอดออกได้และสามารถใช้งานในโหมดใช้สายกับแพลตฟอร์มด้วยพอร์ตขนาด 3.5 มม. และทำงานร่วมกันในโหมดไร้สายด้วยอุปกรณ์บลูทูธ อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้นานถึง 20 ชั่วโมง เมื่อถอดปลั๊กและจับคู่กับโทรศัพท์หรืออุปกรณ์บลูทูธ Cloud MIX เป็นชุดหูฟังที่พร้อมสำหรับไลฟ์สไตล์
  • HyperX Cloud Alpha รุ่นสีม่วง: Cloud Alpha รุ่นสีม่วง โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Dual Chamber ของ HyperX เพื่อให้เสียงเกมที่แม่นยำด้วยช่วงและโทนเสียงอันน่าทึ่ง ไดรเวอร์ขนาด 50 มม., dual chambers tune และการแยกเสียงเบสจากเสียงกลางและเสียงสูง, สร้างเสียงแบบไดนามิกที่ทำให้การเล่นเกม, เพลงและภาพยนตร์น่าดื่มด่ำ Cloud Alpha ออกแบบมาเพื่อส่งมอบความสะดวกสบายขั้นสูงสุดสำหรับการเล่นเกมนานหลายชั่วโมงด้วยเมมโมรี่โฟมที่เป็นเอกลักษณ์ระดับพรีเมียมของ HyperX, แถบคาดศีรษะแบบขยายที่นุ่มขึ้น, หนังสังเคราะห์ที่เพิ่มความยืดหยุ่น, และกรอบอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบาและทนทาน หูฟังโดดเด่นด้วยสายที่ถอดออกได้ พร้อมกับชุดควบคุมเสียงในสาย ทำให้คอนโซลเกมเมอร์สามารถปรับระดับเสียงและปิดเสียงไมโครโฟนได้โดยตรงบนสาย อีกทั้งเข้ากันได้กับหลายแพลตฟอร์ม

HyperX Predator DDR4 RGB 16GB: HyperX Predator DDR4 RGB พร้อมแล้วในเวลานี้ด้วยโมดูล 16GBความเร็ว 3000MHz และ 3200MHz ของแต่ละโมดูล และชุดคิทแบบ 2 และ 4 โมดูลสูงสุดถึง 64GB Predator DDR4 RGB มาพร้อมกับระบบไฟซิงโครไนซ์ RGB และ HyperX Infrared Sync technology ช่วยให้หลายโมดูลซิงก์แสง LED และทำให้เกิดสีและรูปแบบการแสดงผลที่ยอดเยี่ยม ใช้พลังงานโดยตรงจากเมนบอร์ด, เทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนี้จะให้ประสบการณ์ในการรับชมภาพที่เหนือกว่า ด้วยหน่วยความจำ RGB สำหรับการเล่นเกม, การโอเวอร์ล็อกพีซีและการสร้างระบบด้วยตนเอง

HyperX Predator DDR4 RGB 16GB Module Specifications

หมายเลขผลิตภัณฑ์ ความถี่สัญญาณ ไทม์มิ่ง แรงดันไฟ ความจุ
HX430C15PB3A/16 3000MHz 15-17-17 1.35V 16GB
HX430C15PB3AK2/32 3000MHz 15-17-17 1.35V 32GB (Kit of 2)
HX430C15PB3AK4/64 3000MHz 15-17-17 1.35V 64GB (Kit of 4)
HX432C16PB3A/16 3200MHz 16-18-18 1.35V 16GB
HX432C16PB3AK2/32 3200MHz 16-18-18 1.35V 32GB (Kit of 2)
HX432C16PB3AK2/64 3200MHz 16-18-18 1.35V 64GB (Kit of 4)

 

เกียวกับ HyperX
HyperX คือผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงจาก Kingston Technology ผู้ผลิตหน่วยความจำอิสระรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเสนอนักเล่นเกม ผู้ผลิตเครื่องพีซีและผู้ใช้งานพาวเวอร์ด้วยชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพสูง ตลอดระยะเวลา 16 ปี ภารกิจของ HyperX คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกมสำหรับเกมเมอร์ เช่น หน่วยความจำที่มีความเร็วสูง โซลิดสเตทไดรฟ์ หูฟัง คีย์บอร์ด ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์และแผ่นรองเม้าส์สำหรับนักเล่นเกมและอื่นๆ แบรนด์ HyperX ที่ได้รับรางวัลมีชื่อมาจากการเป็นผู้นำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความสะดวกสบาย มีความสุนทรี มีประสิทธิภาพและความน่าไว้วางใจ ผลิตภัณฑ์ของ HyperX คือตัวเลือกของเกมเมอร์ชั้นนำ ผู้ที่สนใจทางด้านเทคโนโลยีและนักโอเวอร์คล็อกทั่วโลกเพราะมีคุณสมบัติ เป็นไปตามมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เข้มงวดที่สุดและได้รับการผลิตด้วยชิ้นส่วนที่ดีที่สุด หูฟังของ HyperX กว่า 5 ล้านตัวถูกจัดส่งไปทั่วโลก

ไม่ว่าคุณจะมีความชำนาญระดับไหน ไม่ว่าคุณจะเล่นอะไร เรามอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมทุกที่ด้วยความเชื่อหลักของเราคือ -We’re All Gamers

YouTube: http://www.youtube.com/hyperx
Facebook: https://www.facebook.com/hyperxapac

Kingston, โลโก้ Kingston และ HyperX เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Kingston Technology Corporation สงวนลิขสิทธิ์ เครื่องหมายอื่นๆ เป็นทรัพย์สินของผู้ถือกรรมสิทธิ์ดังกล่าว


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/oJkT6nsmLm8/