คลังเก็บหมวดหมู่: zolkorn

Activision เปิดตัว Call of Duty: Black Ops – Cold War อย่างเป็นทางการ

ในปี 2019 จากที่ Infinity Ward ได้นำซีรี่ย์ Call of Duty ยอดนิยมอย่าง Modern Warfare นำมาปัดฝุ่นรีบูตใหม่ โดยนำตัวละครหน้าเดิมที่ผู้เล่นชื่นชอบและคุ้นเคย เพิ่มเติมคือการรีเซตเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็สำเร็จในด้านของยอดขายและจำนวนผู้เล่นไปอย่างงดงาม
มาในปีนี้ก็ถึงคิวของทีมผู้พัฒนาอย่าง Treyarch ที่อยู่เบื้องหลังเกมภาค 3,World at War และซีรี่ย์ Black Ops ทั้ง 4 ภาค ก็ได้เวลาปล่อยของของตนเสียที กับ Call of Duty ประจำปี 2020 ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Black Ops Cold War โดยเนื้อเรื่องหลักในภาคนี้จะเป็นเรื่องราวที่สานต่อจากภาค Black Ops ที่ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2010 โดยเนื้อเรื่องในเกมนั้น จะอยู่เซตไว้ในปี 1981 ซึ่งฟังแล้วดูเข้าท่ากว่า ภาคเนื้อเรื่องที่อิงอนาคตที่ไร้รสชาติที่เราเห็นกันใน Black Ops 3 และ Infinite Warfare

จากย่อหน้าที่แล้วที่ผมพูดถึง Black Ops Cold War ที่จะดำเนินเนื้อเรื่องหลักของเกมจะอยู่ในสงครามเย็นในช่วงปี 1981 ซึ่งใน Trailer ก็แสดงให้เราเห็นว่ามีบางส่วนของตัวเกมที่พาเราย้อนอดีตไปในช่วงสงครามเวียดนาม *และจะสังเกตเห็นว่าตัวเกมภาค Cold War นี้จะไปมีเนื้อเรื่องที่ทับซ้อนภาค Black Ops 2 ที่ดำเนินเนื้อเรื่องบางส่วนในช่วงเวลาเดียวกัน (Call of Duty: Black Ops II ถูกวางจำหน่ายในปี 2012 ตัวเกมถูกเซตให้มีเนื้อเรื่อง 2 ส่วนที่ตัดสลับกันไปมาระหว่างเกม โดนเนื้อเรื่องในปี 1980s ผู้เล่นจะถูกสวมบทบาทเป็น Alex Mason และ Frank Woods สองตัวเอกจากเกมภาคแรก และในส่วนเนื้อเรื่องปี 2025 ผู้เล่นจะถูกสวมบทบาทเป็น David ผู้เป็นลูกชายของ Alex Mason)
จากข้อข้องใจดังกล่าว ก็ถูกตอบโดยทีมผู้พัฒนา Raven ซึ่งเป็นทีมงานหลักที่ดูแลในส่วนของ Campaign โดยตรง ซึ่งทางทีมงานก็ตอบเป็นนัยว่า เกมภาค Cold War จะสานต่อเนื้อเรื่องจาก Black Ops ภาคแรกเท่านั้น อย่าคาดหวังว่ามันจะเกี่ยวของกับภาคต่ออื่นๆที่ผ่านมา

และจากตัวละครหน้าเก่าที่เราต่างคุ้นหน้าคร่าตากัน ทางก็ได้นำเสนอตัวละครใหม่ ที่เราคาดว่าเขาน่าจะมีบทบาทอย่างมากในภาคนี้นั่นก็คือ Russell Adler สายลัยพิเศษของ CIA ที่เป็นผู้นำทีมตามล่าสายลับของโซเวียตที่มีโค๊ดเนมว่า “เพอร์ซิอัส” จากที่ดูลักษณะท่าทางแล้ว รู้สึกว่า เขามีความโหดเหี้ยมพอตัวเลยทีเดียว
ฟีเจอร์อีกอย่างที่ดูน่าสนใจในภาคนี้ก็คือ ผู้เล่นสามารถเลือกสีผิดและเพศให้ตัวละครหลักได้ โดยตัวเลือกจะมีทั้งหมด 3 ตัวเลือกคือ Male, Female, และ Classified,

และฟีเจอร์ที่คล้ายกับ Black Ops 2 ก็คือ Cold War Campaign มีบางช่วงเวลาที่เกมจะให้ผู้เล่นเลือกซึ่งมันจะนำพาไปสู่ ภารกิจเสริมที่แตกต่างกันตามตัวเลือกต่างๆ ซึ่งมันจะส่งผลต่อฉากจบที่ผู้เล่นจะได้รับอีกด้วย
ทิ้งท้ายผู้พัฒนาย้ำว่าในภาคนี้จะมี Mission ที่มีสไตล์การเล่นคล้ายกับ Liberation ใน Call of Duty WW2 แต่จะมีความโหดสัสรัสเซียกว่าแน่นอน

ในส่วนของโหมด Multiplayer นั้นจะสนับสนุน Crossplay และ Cross-generation นั่นก็หมายความว่า ผู้เล่นเครื่อง PC, PS4, Xbox One, PS5, และ Xbox Series X จะสามารถเล่นด้วยกันทั้งหมด และในส่วนของโหมดซอมบี้ก็ได้รับการยืนยันจากทาง Activision แล้วว่าจะกลับมาอย่างแน่นอนและจะเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดต่างๆในวันที่ 9 กันยายน

สำหรับที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือโหมดแบทเทิลรอยัลสปินออฟ อย่าง Warzone ซึ่งสำหรับผู้ที่ซื้อเกมภาค Cold War นั้นตัวเกมจะ มีฟีเจอร์แชร์ค่า progression ซึ่งรวมไปถึง inventory items ระหว่างทั้งสองเกมอีกด้วย  Call of Duty: Black Ops – Cold War กำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 13 พฤศจิกายน สำหรับเครื่อง PC, PS4, and Xbox One ส่วนเครื่อง PS5 and Xbox Series X ทาง Activision ได้เพียงให้ข้อมูลไว้ว่า “วันหยุด 2020” เท่านั้น

AoTKnighT Says : สำหรับผลงานของ Treyarch นั้นในส่วนของโหมด  Multiplayer ต้องขอบอกว่างานดีกว่าทีมผู้พัฒนาทีมอื่นแน่นอน และผมขอทิ้งท้ายกับความความประทับใจ Trailer Call of Duty: Black Ops – Cold War ที่เปิดตัวมากับเพลง“Run Through the Jungle” ของวงร๊อคสุดโปรดของผมอย่าง Creedence Clearwater Revival – CCR พร้อมกับเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์รุ่น UH-1 ที่ให้อารมณ์เหมือนหลุดไปในหนังสงครามเวียดนามคลาสิคหลายๆเรื่อง ส่วนครึ่งหลังของตัวTrailer จะบรรเลงด้วยเพลงของ Blue Monday – New Order ที่ฉากตอนโชว์โลโก้ของเกม ตรงนั้นก็ให้อารมณ์เหมือนดูรายการทีวีในช่วงสมัยยุค 80-90 เช่นกัน


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/dAipglU462M/

CPU Intel Core i5 Non-K 10th Gen จะมี 2 Stepping ที่แตกต่างกัน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก Steppings ทั้ง 2แบบนั่นก็คือ Q0 และ G1


-สำหรับ Q0 stepping คือ Core i5 ที่เป็นพื้นฐานมาจากชิป Comet Lake-S 10 core ที่มาขนาดของ die 200 mm²(ชิปเดียวกับ Corei9 – i7 แต่ถูกปิดการใช้งานคอร์ที่ไม่สมบรูณ์แล้วนำมาขายเป็น i5) โดยตัว CPU มาพร้อมกับกระดองที่บางลงและบัดกรี Dieและกระดองเข้ากัน(STIM)
-ส่วน G1 stepping นับว่าแตกต่างจากแบบแรกโดนสิ้นเชิง โดยตัวชิปจะเป็นพื้นฐาน Comet Lake-S 6 core ซึ่งจะคล้ายกับชิป Coffee Lake 6-core โดยตัว G1-stepping นั้นจะไม่ได้รับการบัดกรีใต้กระดองมาและใช้ซิลิโคนใต้กระดองแทน
สำหรับ Q0 และ G1 จะมีรหัส SPEC ที่แตกต่างกัน สำหรับCore i5-10400F รุ่น Q0 จะมีรหัส “SRH79” และ G1 จะมีรหัส “SRH3D” ส่วน i5 10500 และ i5 10600 จะมีเฉพาะรุ่น G1 เท่านั้น สำหรับรายละเอียดอื่นๆ สามารถดูได้จากตารางด้านล่าง

AoTKnighT Says :  สำหรับผู้ที่กำลังเลือกซื้อ CPU Intel i5 Non-K Gen10 อยู่นั้น ณ เวลานี้เราไม่สามารถจำแนกหรือเลือกได้เลยว่าi5-10400F และi5-10400 ที่เรากำลังเลือกซื้ออยู่นั้นจะเป็นi5 ในแบบsteppingไหนเพราะรหัสSPEC ที่ว่ามาในตารางนั้นไม่ได้เขียนไว้ที่กล่องบรรจุภัณฑ์ แต่มันถูกเขียนบนกระดอง CPU (IHS)เท่านั้น โดยจากรายงานระบุ CPU Core i5 ทั้ง 2 stepping ถูกวางจำหน่ายในจำนวนพอๆ กันแต่ในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานนับว่าไม่มีความแตกต่างกันเลยสำหรับทั้ง 2 stepping แต่อาจจะแตกต่างกันที่การระบายความร้อนเท่านั้น

สอดคล้องกับในวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาทาง Intel ได้เปลี่ยนสถานะของโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อป core i รุ่นที่ 8 รวมไปถึง Pentium Gold และ Celeron รวมไปถึงชิปในแบบ OEM ด้วย ซึ่งอยู่ในพื้นฐาน Coffee Lake 14 nm ทั้งหมด ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น discontinuation โดยจะถูกยกเลิกสายการผลิต ในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และสำหรับลูกค้าในตลาด OEM สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โดยกำหนดไว้ว่าผลิตภัณฑ์ล๊อตสุดท้ายจะถูกจัดส่งได้ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2564
ซึ่งคิดเล่นๆได้ว่าทางIntel อาจจะย้ายสายการผลิตของ Gen8 ที่เป็นชิป6 Core ไปผลิตให้กับ Core i5 Non-K 10th Gen ใน stepping G1 แทน

 

 


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/UO6tCMw6Q_o/

ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงไปกับเมนบอร์ด MSI 400 Series

(ไทเป, ไต้หวัน) MSI ในฐานะผู้นำในการผลิตเมนบอร์ดระดับโลก ภูมิใจที่จะเปิดตัวเมนบอร์ด Intel 400 series สำหรับทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง Intel 10th gen Core processors ใน Socket 1200 ที่มีคอร์ประมวลผลสูงสุดถึง 10 คอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทั้ง CPU และหน่วยความจำ โดยมีทั้งซีรี่ส์ MEG, MPG และ MAG เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทุกกลุ่ม ตั้งแต่เกมเมอร์ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับโปรเกมเมอร์

จุดเด่นของ Intel 400 Series
เพื่อที่จะทำงานร่วมกับ Intel 10th gen processors ได้อย่างราบรื่น เมนบอร์ด MSI 400 series จึงได้ออกแบบและใช้เทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้น โดยปรับปรุงระบบระบายความร้อนใหม่ทั้งเพื่อให้ควบคุมความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต Z490 ทุกรุ่นที่มาพร้อมฟีเจอร์ M.2 Shield Frozr นอกจากนี้เมนบอร์ด MSI Z490 ทุกรุ่นยังได้รับการพัฒนาเรื่องการระบายความร้อนและประสิทธิภาพในการ Overclock ด้วยการเพิ่มชั้น PCB จากเดิม 6 ชั้น เพิ่มเป็น 10 ชั้น โดยจำนวนชั้น PCB ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพให้กับวงจรไฟฟ้ารวมถึงการเพิ่ม 2.5G Ethernet LAN และ Wi-Fi 6 AX เพื่อการรับส่งข้อมูลไร้สายได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองทุกความต้องการของชีวิตออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น เมนบอร์ด 400 series ทุกรุ่นรองรับไฟ RGB LED ด้วยฟีเจอร์ใหม่ EZ LED Control สำหรับควบคุมการ เปิด/ปิด ไฟ LED ได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงแค่ปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพเท่านั้น เมนบอร์ดเกมมิ่ง MSI 400 series ยังมี การติดตั้งแผ่น I/O shielding ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกับระบบระบายความร้อนของ MSI อีกด้วย

MEG SERIES
สินค้าในกลุ่มเรือธง MEG ซีรี่ส์ ถูกสร้างมาโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีระบบระบายความร้อนที่ดีที่สุด และมีฟีเจอร์ล้ำยุคที่ช่วยให้เมนบอร์ดกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้น
เมนบอร์ด MEG ซีรี่ส์ มาพร้อมระบบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้น : Frozr Heatsink Design พร้อมพัดลมแบบ double ball bearings, เทคโนโลยี Zero Frozr และแผ่น I/O shielding ที่ระบายความร้อนได้ดี MEG Z490 GODLIKE นั้นมีระบบระบายความร้อนที่ยิ่งกว่าทรงพลัง ทั้ง Stacked Fin Array, heat-pipe และ MOSFET Baseplate ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการ overclocking ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สล็อต M.2 ทั้ง 3 สล็อตนั้นได้รับการติดตั้ง M.2 Shield Frozr โดยเมนบอร์ด MEG Z490 GODLIKE มีระบบระบายความร้อน M.2 แบบ double side M.2 thermal solution ที่จดสิทธิบัตรเฉพาะสำหรับ MSI เท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าความร้อนจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

Mirrored Power Arrangement
เมื่อเทียบกับเมนบอร์ดรุ่นอื่นๆ เมนบอร์ดในซีรี่ส์ MEG ได้มีการติดตั้งระบบ Mirrored Power Arrangement ที่ใช้ ISL Phases controllers เพื่อเพิ่มเฟสเป็น 2 เท่า 16x 90A Smart Power Stage Design พร้อมทั้ง 16x Titanium Choke III ทำให้มั่นใจได้ถึงความเสถียรในการจ่ายไฟให้กับ 10th Gen Intel Core Processors

ฟีเจอร์พิเศษเฉพาะสำหรับเมนบอร์ด MEG ซีรี่ส์
MEG Z490 GODLIKE และ MEG Z490 ACE จะมีการติดตั้ง Chest Plate แผ่นโลหะสำหรับป้องกันไม่ให้เมนบอร์ดบิดงอในขณะกำลังติดตั้งเมนบอร์ด

ระบบ Audio Boots HD ที่ใช้ชิปประมวลผลเสียง ALC 1220 ทำงานร่วมกับ ESS Audio DAC และภาคขยายเสียงสำหรับหูฟังเพื่อช่วยถ่ายทอดคุณภาพเสียงระดับมืออาชีพ

MEG Z490 GODLIKE ยังมีฟีเจอร์เฉพาะตัวที่ล้ำหน้าอย่าง Dynamic Dashboard II ที่ได้รับการอัพเกรดขึ้นมาใช้จอ OLED สีสันสดใสสำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ 10G Super LAN และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Thunderbolt 3 เพื่อการรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมี M.2 XPANDER-Z GEN 4S ที่มาพร้อมกับ Smart Fan Function

MPG SERIES
สำหรับเกมเมอร์ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับประสิทธิภาพ เมนบอร์ดในซีรี่ส์ MPG ยังคงเป็นตัวเลือกแรกๆที่ครองใจเกมเมอร์มาอย่างยาวนาน ด้วยภาพลักษณ์และสัมผัสที่บ่งบอกตัวตนของคุณได้ดีที่สุด เมนบอร์ดในซีรี่ส์ MPG ทุกรุ่นได้รับการติดตั้งไฟ Mystic Light LED ที่สามารถแสดงสีสันได้ถึง 16.8 ล้านสี มีเอฟเฟคให้เลือกมาถึง 29 แบบ สามารถควบคุมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วย MSI’s exclusive Dragon Center

Premium Duet Rail Power Solution ช่วยเพิ่มความเสถียรให้การจ่ายไฟสำหรับ CPU ที่มีคอร์จำนวนมาก มีการปรับปรุงระบบระบายความร้อนใหดีขึ้น โดย MPG Z490 GAMING CARBON WIFI จะมี chipset heatsink และ heat-pipe ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รุ่น MPG Z490 GAMING EDGE WIFI และ MPG Z490M GAMING EDGE WIFI จะได้รับการติดตั้ง Aluminum Cover เพื่อช่วยระบายความร้อน ส่วนรุ่น MPG Z490 GAMING PLUS ได้รับการติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบ Extended Heatsink Design ทำให้เมนบอร์ดทุกรุ่นสามารถจัดการความร้อนได้เป็นอย่างดี

ทุกวันนี้ การรับ-ส่งข้อมูลไร้สายด้วยระบบเครือข่าย Internet และ Intranet จะยิ่งเพิ่มความสำคัญสำหรับเกมเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงติดตั้ง 2.5G LAN พร้อมทั้ง LAN Manager และ Wi-Fi 6 AX ที่เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัยที่สุด Lightning USB 20G สำหรับ MPG Z490 GAMING CARBON WIFI และ MPG Z490 GAMING EDGE WIFI มีการใช้ ASMedia 3241 controller chip เพื่อการเชื่อมต่อด้วย Type-C connector ที่รับ-ส่งข้อมูลได้รวดเร็วถึง 20Gbps

MAG SERIES
ด้วยความดุดันในแบบยุทโธปกรณ์และภาพลักษณ์ที่เข้มแข็ง MAG เป็นซีรี่ส์ที่เน้นประสิทธิภาพ พร้อมฟังก์ชันที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ MAG Z490 TOMAHAWK มาพร้อม Aluminum Cover และ MAG B460 TOMAHAWK ได้รับการติดตั้ง Extended Heatsink Design เพื่อการระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สล็อต M.2 ทั้งหมดได้รับการติดตั้ง M.2 Shield Frozr เพื่อจัดการปัญหาความร้อน ภาคจ่ายไฟแบบ 12+1+1 Duet Rail Power System พร้อมทั้ง Digital PWM ที่ช่วยการจ่ายไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

MAG Z490 TOMAHAWK ได้รับการติดตั้ง Dual LAN ที่ประกอบด้วย 2.5G LAN และ Gigabit LAN เพื่อช่วยลดภาระของ CPU เพิ่มความเสถียรของระบบเน็ตเวิร์คในระยะยาว

MSI ยังได้วางจำหน่ายเมนบอร์ด MAG ที่ใช้ชิปเซ็ต B460 ประกอบไปด้วย TOMAHAWK, MORTAR และ BAZOOKA โดยเมนบอร์ดทุกรุ่นมีภาคจ่ายไฟแบบ 12+1+1 Duet Rail Power System เพื่อการจ่ายไฟที่เสถียรและมีประสิทธิภาพสำหรับเกมเมอร์

PRO SERIES
PRO series ออกแบบมาสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ Z490-A Pro มีจุดเด่นที่ความเสถียรและงานประกอบคุณภาพสูง ตอบโจทย์การทำงานระดับมืออาชีพ มีการติดตั้ง Extended Heatsink Design, M.2 Shield Frozr, Digital PWM พร้อมทั้ง 12 Duet Rail Power System เพื่อการทำงานได้อย่างราบลื่น มีการอัพเกรดระบบเครือข่ายขึ้นไปเป็น 2.5G LAN สำหรับทำงานบนระบบเน็ตเวิร์คได้อย่างรวดเร็ว

สามารถดูข้อมูลเมนบอร์ด MSI เพิ่มเติมได้ที่ https://www.msi.com/Landing/intel-z490-motherboard


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/WIiKn81-yjE/

สงครามก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ที่คาดไม่ถึงได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่สงครามโรคโควิดก็ไม่แพ้กัน !

หลายวันก่อนนายกอังกฤษประกาศว่า ประเทศเราตกอยู่ในภาวะสงคราม(โรค) สั่งให้โรลรอยด์ช่วยผลิตเครื่องช่วยหายใจให้อังกฤษหน่อย ล่าสุดกลุ่มนักวิจัย oxford เผยตัวอย่างเครื่องช่วยหายใจแบบง่าย ๆ ที่เรียกได้ว่า Back to basic หรือ Low tech engineer แต่ใช้งานได้จริง และ Sony บอกว่าสามารถผลิตได้ทันที 5,000 เครื่องต่อสัปดาห์

นี่คือหนึ่งตัวอย่างการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ เมื่อคับขันก็จะต้องหาหนทางเพื่อให้รอดพ้น สามารถทำบางอย่างที่คิดว่ายาก ไม่น่าจะทำได้ ก็สามารถทำได้ ตรงนี้ผมมองว่า หลังจากนี้ไปเครื่องช่วยหายใจราคาน่าจะลดลงมาก และบริษัทใหญ่ ๆ ที่เคยทำแบบแลดูซับซ้อน ดู High-tech มีราคาแพงก็คงต้องคิดใหม่ หรือเจ็บตัวแน่นอน

ผลจากตรงนี้มันก็จะกลายเป็นผลดีต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศยากจน สามารถมีระบบมีเครื่องมือทางสาธารณะสุขที่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าอีกด้านของความเลวร้าย มันยังมีสิ่งที่ดีอยู่หากว่าสนใจหรือเลือกที่จะมอง แต่ส่วนมากมักจะเลือกมองเพียงด้านเดียว


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/MTPe8T4lUto/

ลือ! Alder Lake-S CPU intel ในเจเนอเรชั่นที่ 12 อาจจะเดินตามแนวทางของ ARM

สำหรับข้อมูลที่หลุดออกมาเกี่ยวกับ intel ในเจเนอเรชั่นที่ 12 (ปี2021-2022)แพลตฟอร์ม Alder Lake-S สามารถบอกกับเราได้ว่า intel กำลังจะพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายกับ big.LITTLE ในสถาปัตยกรรม ARM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในตลาดสมาร์ทโฟน กำลังจะถูกนำมาใช้ในตลาด Desktop และ Laptop โดยสำหรับข้อมูลชิปในตลาด Desktop ที่หลุดมานั้นจะเป็นชิปในแบบ 16 cores และมีค่า TDP 80 ถึง 150W มาพร้อมด้วยการสนับสนุน PCIe Gen4 และ Socket ใหม่ในชื่อ LGA 1700 และมีแนวโน้มที่จะถูกผลิตในกระบวนการผลิต 10nm++

สำหรับ ARM’s big.LITTLE นั้นถูกออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์พกพา ให้มีคุณสมบัติประหยัดแบตเตอรี่ โดยจะมีคอร์ที่ประหยัด(LITTLE) จะถูกใช้ในงานที่เฉพาะหรือมี workload น้อยๆ เท่านั้น เช่นการใช้แอปพื้นหลังหรือแอปที่ใช้พลังงานน้อย และคอร์ที่ค่อนข้างทรงพลังและใช้พลังงานมากกว่า(big) จะถูกใช้ในงานทั่วไปหรืองานที่มีworkload สูงๆ

และสำหรับข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า Alder Lake-S ในส่วนของ Big cores จะเป็นในส่วนของสถาปัตยกรรม Golden Cove หรือ Willow Cove เช่นเดียวกับ Rocket Lake S เจเนอเรชั่นที่ 11กันแน่? ส่วนในเรื่อง Socket ใหม่ที่ชื่อ LGA 1700 นั่นหมายถึง LGA1200/1159 ที่กำลังจะถูกใช้ใน Comet Lake S เจเนอเรชั่นที่ 10 และอาจะถูกใช้ใน Rocket Lake S เจเนอเรชั่นที่ 11 ด้วยนั้น ผู้ใช้งานทั้ง 2 เจนที่ต้องการอัปเกรดจะต้องเปลี่ยน Socket ใหม่ แต่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปแล้วนั้นนับว่าเป็นเรื่องปกติของintel CPU ในตลาด Desktop Mainstream ที่ Socket หนึ่งจะถูกใช้เพียง 2 เจนเท่านั้น

มาดูในส่วนของค่าTDP ของ Alder Lake S เท่าที่หลุดมาในสไลด์สำหรับ(8+8+1) จะอยู่ที่ 125W และยังมีโน๊ต 150W TDP ที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า 150W จะเป็นค่าสำหรับรุ่น 8+8+1 หรืออาจจะเป็นรุ่นที่มีจำนวนคอร์มากกว่ากันแน่

AoTKnighT Says : ณ เวลานี้นับว่ายังเร็วเกินไป ที่จะฟันธงได้ว่า intel มีแผนจะทำอะไรกับ Alder Lake-S และการแบ่ง CPU Cores เป็นสองชุดนั้นจะทำงานเหมือนกับสถาปัตยกรรม ARM ในอุปกรณ์พกพาต่างๆ หรือไม่เพราะตอนนี้กระผมเองก็ยังไม่เป็นประโยชน์การแบ่ง CPU Cores เป็นสองชุดกับตลาด Desktop ที่เน้นความแรงและไม่ต้องสนใจการประหยัดพลังงานมากนัก แต่กลับมองว่าเทคโนโลยีนี้เหมาะสมกับตลาด laptop มากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Surface Pro ของ Microsoft (ซึ่งตัว Microsoft เองก็ได้ให้คำจำกัดความว่า “tablet ที่สามารถแทนที่ laptop ของคุณ”)
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงวิสัยทัศน์ในเวลานี้เท่านั้น ในอนาคตยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะมีเทคโนโลยีหรือเทรนด์อะไรใหม่ๆ มาให้เราได้แปลกใจกันอีก


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/kNYMUOQ9QtM/

ลือ RTX 2080 Ti SUPER ด้วยขุมพลัง TU102 เต็มๆพร้อมด้วยแรม GDDR6 16 Gbps

NVIDIA อาจจะนำเสนอการ์ดเรือธงรุ่นที่ใหญ่ขึ้นอย่าง GeForce RTX 2080 Ti SUPER จากข้อมูลวางแผนที่จะวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 และจากข่าวลือล่าสุดเราก็ได้รายละเอียดสเปคของตัวการ์ด
โดย RTX 2080 Ti SUPER จะใช้งานขุมพลังชิป TU102 ที่มาพร้อมกับ Cuda 4608 cores (ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นสเปคชิปเต็มๆของ TU102 ก็ว่าได้เพราะชิป TU102 ที่ใช้ใน RTX 2080 Ti นั้นถูกลดทอน Cuda ให้เหลือ 4352 Cores) และแรมชนิด GDDR6 ความเร็ว 16 Gbps แต่ในส่วนของความจุนั้นยังไม่มีแหล่งข่าวยืนยันแต่จากข้อมูลเป็นไปได้สองทางคือ ขนาด 12 GB 384-bit bus หรือ 11 GB 352-bit bus เช่นเดียวกับ RTX 2080 Ti

สำหรับส่วนประกอบอื่นๆ อย่าง tensor 576 cores RT 72 cores 288 texture unitsและ 96 ROPs โดยตัวการ์ดจะทำงานที่เบสคล๊อค 1350 MHz และบูสที่ 1635 MHz ซึ่งเมื่อเทียบกับการ์ด Titan RTX ที่ใช้ชิป TU102 เต็มเหมือนกัน จะมีค่าเบสคล๊อคเท่ากันแต่จะบูสสูงกว่าที่ 1770 MHz.
แต่ในการใช้งานจริงเราอาจจะได้เห็นการบูสของ RTX 2080 Ti SUPER จะอยู่ในช่วง1700 MHz+

ในส่วนเรื่องของราคามีความเป็นไปได้ที่ทาง NVIDIA จะทำสิ่งที่พวกเขาเคยทำกับไลน์ SUPER ตัวอื่นๆที่ผ่านมาคือ นำ RTX 2080 Ti SUPER มาแทน RTX 2080 Ti ที่มีราคาอยู่ที่ 999 USD และจะเปิดตัวในงาน CES 2020 แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น

AoTKnighT Says : จากข่าวลือทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีมูลเหมือนกัน สืบเนื่องมาจากมีข่าว AMD เองก็จะมีการเปิดตัวการ์ดจอรุ่นใหม่ซึ่งเป็น Navi ในสถาปัตยกรรม rDNA เจนเรชั่นที่ 2 แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ ตัวการ์ดรองรับ Ray Tracing ในระดับฮาร์ดแวร์ซึ่งนับว่าเป็นการปิดจุดอ่อนของการ์ดค่าย AMD ไปในตัวเลยก็ว่าได้เพราะในปัจจุบันเริ่มมีเกมใหม่ๆรองรับคุณสมบัตินี้อย่างแพร่หลายแล้ว ในส่วนของหน่วยความจำก็จะมีรุ่น GDDR6 และ HBM2 ผสมกันไป ซึ่ง AMD ตั้งเป้าว่าจะเปิดตัวในงาน CES 2020 เหมือนกัน ซึ่งก็คาดกันว่า Nvidia เองก็เตรียมไม้เด็ดอย่าง RTX 2080 Ti SUPER ไว้ต่อกรกับการ์ดรุ่นใหม่ของ AMD ไว้เหมือนกัน


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/8F8zBHNtdtc/

ROG Crosshair VIII Impact – พรีวิว+แกลเลอรี่

ตรงนี้คงจะไม่ได้มีเนื้อหาอะไรมากมายนัก เพราะต้องการเขียนให้กระชับ เป็นเพียงภาคเสริมจากตัววิดีโออันบ๊อกเท่านั้น เผื่อไว้สำหรับใครที่อาจจะไม่สะดวกรับชมผ่านวิดีโอ แต่อยากจะอ่านแทน ซึ่งหลัก ๆ ก็เป็นพรีวิวและเน้นที่รูปภาพมากกว่า สำหรับเมนบอร์ดที่จะมาว่ากันตรงนี้ก็คือ ASUS ROG Crosshair VIII Impact ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโมเดลเด็ดไซด์เล็กจากตระกูล ROG และสายพันธ์ดังอย่าง Impact ที่หายไปนาน

การกลับมาคราวนี้กลับมาบนแพลทฟอร์ม AMD ซะด้วย ซึ่งมันมาพร้อมกับชิบเซ็ตตัวท็อปในเวลานี้อย่าง AMD X570 ส่วนตัวเมนบอร์ดนั้นแม้ว่าจะเป็นไซด์เล็กแต่ก็ไม่ใช่ Mini-ITX หากแต่เป็น Mini-DTX แทน ซึ่งขนาดตัวของมันจะใหญ่กว่า Mini-ITX เล็กน้อย นึกง่าย ๆ ด้านยาวจะยาวกว่าประมาณ 1 นิ้วจาก ITX ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งทาง ASUS เลือกที่จะออกแบบตัวติดตั้ง SSD ในแบบ M.2 ให้เป็นชุดแยกส่วนคล้าย ๆ กับเมนบอร์ดในตระกูล APEX โดยการเลือกใช้สล๊อตแรมในแบบ So-DIMM เป็นตัวรับส่งข้อมูล และมีการ์ดสำหรับติดตั้ง M.2 SSD ที่ใช้ได้ทั้ง M.2 NVMe และ M.2 SATA ส่วนที่จะขาดหายไปบ้างก็คือ SATA พอร์ทที่จะมีมาให้ได้ใช้งานเพียง 4 ช่องและรวมทั้งสล๊อต PCI Express ที่จะมีให้ใช้งานเพียงช่องเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติหรือข้อจำกัดของเมนบอร์ดในขนาด Mini-ITX เดิม

กับการใช้งาน CPU นั้นแน่นอนว่ามันสามารถใช้งานร่วมกับ AMD RYZEN ที่เป็น AM4 ได้ทุกเจนเนเรชัน โดยในส่วนของ RYZEN 3, 5, และ 7 จะได้เฉพาะ Gen 2 และ Gen 3 ส่วนหากเป็น Gen 1 จะได้งานได้เฉพาะที่เป็น Ryzen G-Series เท่านั้น และหากถามว่ามันจะสามารถใช้งานร่วมกับ AMD RYZEN 9 3900X ไหวหรือเปล่า คำตอบคือได้แน่นอน เพราะทาง ASUS จัดชุดภาคจ่ายไฟมาให้แบบเน้น ๆ เต็ม ๆ 8+2 เฟส ด้วยชุดภาคจ่ายไฟในแบบ Dr.MoS

ส่วนเรื่องของแรมนั้นแม้ว่าจะมีมาเพียง 2 สล๊อต แต่ก็ออกแบบให้มันสามารถรองรับกับแรมที่มีความจุแต่แถวในระดับ 32GB ได้ นั่นก็เท่ากับว่าเมนบอร์ดตัวนี้สามารถรองรับความจุแรมสูงสุดได้มากถึง 64GB นั่นเอง ด้านของความเร็วสูงสุดที่รองรับทาง ASUS เคลมมาว่าสามารถโอเวอร์คล๊อกได้สูงสุดมากกว่า 4800MHz เลยทีเดียว(สำหรับครชอบท่อดัง!)


























สำหรับรายละเอียดหลัก ๆ หรือในจุดเด่นที่น่าสนใจของเจ้า ASUS ROG Crosshair VIII Impact ก็คงตามที่ได้บอกเล่าไปด้านบนนั่นละครับ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นข้อมูลพื้นฐานในความเป็นเมนบอร์ดทั่ว ๆ ไป หรือหากว่าใครที่ต้องการข้อมูลแบบทุกซอกทุกมุม ก็สามารถเข้าไปรับชมได้จากวิดีโออันบ๊อก ซึ่งอาจจะใช้เวลาเล็กน้อย แต่ก็จัดให้เต็ม ๆ เน้น ๆ เช่นกัน ส่วนเรื่องราวของบททดสอบแบบเต็ม ๆ แบบจัดหนักนั้น จะสามารถรับชมได้จาก Live (ถ่ายทอดสด) ซึ่งสามารถเลือกรับชมได้ 3 ช่องทางตามความสะดวกของแต่ละท่านคือ Youtube, Facebook และ Twitch ในแชลแนล ZoLKoRn หรือตามลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ

ติดตามผ่าน Youtube : https://www.youtube.com/ZoLKoRn
ติดตามผ่าน Facebook : https://www.facebook.com/ZoLKoRn
ติดตามผ่าน Twitch : https://www.twitch.tv/ZoLKoRn


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/9hCSUH6rQcs/

เผยความต้องการของระบบของเกม Red Dead Redemption 2 และ Modern Warfare 2019

จากที่วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมากทางทีมงาน Rockstar ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าเกมRed Dead Redemption 2 จะทำการวางจำหน่ายบน PC หลังจากที่ปล่อยในเกมเมอร์ชาวคอนโซลได้สวมบทบาทคาวบอยในดินแดงตะวันตกสุดเถื่อนมาพักใหญ่ พร้อมทั้งเปิดเผยวันที่เกมเมอร์สามารถทำการพรีออเดอร์ในวันที่ 9 ตุลาคมผ่านทาง Rockstar Games Launcher ,23 ตุลาคมผ่านท่าง Epic Games Store และสำหรับ Steam จะเปิดขายในช่วงเดือนธันวาคม โดยวันวางจำหน่ายจริงๆของตัวเกมนั้นจะอยู่ที่ 5 พฤศจิกายน

โดยในวันนี้ทาง Rockstar เองก็ได้เผยรารยละเอียดของความต้องการของระบบของเกมโดยมีรายละเอียดดังนี้
ขั้นต่ำ:
OS: Windows 7 – Service Pack 1 (6.1.7601)
Processor: Intel Core i5-2500K / AMD FX-6300
Memory: 8GB
Graphics Card: Nvidia GeForce GTX 770 2GB / AMD Radeon R9 280 3GB HDD
Space: 150GB
Sound Card: DirectX compatible
แนะนำ:
OS: Windows 10 – April 2018 Update (v1803)
Processor: Intel Core i7-4770K / AMD Ryzen 5 1500X
Memory: 12GB
Graphics Card: Nvidia GeForce GTX 1060 6GB / AMD Radeon RX 480 4GB HDD Space: 150GB
Sound Card: DirectX compatible

มาถึง Call of Duty: Modern Warfare 2019 ที่จะออกว่างจำหน่ายในวันที่ 25 ตุลาคมนี้จากที่ช่วงเปิดให้เล่นในเวอร์ชั่น Beta ที่ผ่านมาได้ผลตอบรับอย่างล้นหลามจากเกมเมอร์ ล่าสุดทางทีมงานอินฟินิตี้ วอร์ด ก็ได้เผยความต้องการของระบบของตัวเกมโดยที่น่าสนใจก็คือ ตัวเกมภาคนี้ต้องการพื้นที่ในการติดตั้งถึง 175 GB! ซึ่งนับเป็นใช้พื้นที่เยอะมากเลยทีเดียวถ้าเทียบกับเกมในปัจจุบัน และถ้าเปรียบเทียบกับ Call of Duty: Infinite Warfare Legacy Edition ที่เป็นเวอร์ชั่นที่แพคคู่กับ Call of Duty Modern Warfare Remastered มาอีกเกมยังใช้พื้นที่เพียง 130 GB เท่านั้น โดยในส่วนของ CPU ทางตัวเกมแนะนำเพียง i5-2500K คู่กับ R5 1600X เท่านั้นซึ่งก็สอดคล้องในช่วง Beta ที่กะผมได้ทดสอบตัวเกมและสังเกตุได้ว่าตัวเกมในภาคนี้ใช้ทรัพยากร CPU น้อยกว่าภาค BLACK OPS 4 อยู่พอสมควร

ขั้นต่ำ:
Operating System: Windows® 7 64-bit (SP1) or Windows® 10 64-bit
Processor: Intel® Core™ i3-4340 or AMD FX-6300
Video: NVIDIA® GeForce® GTX 670 / NVIDIA® GeForce® GTX 1650 or AMD Radeon™ HD 7950 – DirectX 12.0 compatible system
Memory: 8GB RAM
Storage: 175 GB available hard drive space
Internet: Broadband Internet connection

แนะนำ:
Operating System:Windows® 10 64-bit latest update
Processor: Intel® Core™ i5-2500K or AMD Ryzen™ R5 1600X
Video: NVIDIA® GeForce® GTX 970 / NVIDIA® GeForce® GTX 1660 or AMD Radeon™ R9 390 / AMD Radeon™ RX 580 – DirectX 12.0 compatible system
Memory: 12 GB RAM
Storage: 175 GB available hard drive space
Internet: Broadband Internet connection

AoTKnighT Says : สำหรับใครที่จะมีแผลนจะเล่นทั้งสองเกมนี้ ก็ต้องเตรียมพื้นที่ในการติดตั้งไว้ประมาณ 325 GB ไว้ด้วยนะครับ และในช่วงนี้ตลาด Storage น่าจะคึกคักเป็นพิเศษ


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/tNrrqK3lCmM/

ลือ! AMD Ryzen 9 3950X กับ CPU 16 Core เกมมิ่งตัวแรกของโลก

 

จากข้อมูลล่าสุด AMD จะทำการเปิดตัว Ryzen 9 3950X ที่ถือว่าเป็น CPU 16 Core ในตลาดระดับ Mainstream ตัวแรกของโลก โลกจากสไลด์ที่หลุดออกมายืนยันได้ว่ายังมี Ryzen 3000 ที่ไม่ได้รับการเปิดตัวที่งาน Computex ที่ผ่านมา


โดยที่ AMD Ryzen 9 3950X นั้นจะเป็นรุ่นเปิดใช้งานทุกคอร์ในระหว่าง 2 CCX (สำหรับสถาปัตยกรรม Zen2 นั้นจะมีจำนวนคอร์ต่อ CCX จำนวนสูงสุด 8 คอร์ ซึ่งแตกต่างจากสถาปัตยกรรม Zen เวอร์ขั่นแรกที่มีจำนวนคอร์ต่อ CCX จำนวนสูงสุดเพียง 4 คอร์เท่านั้น) โดยยังคงรักษาระดับค่า TDP เท่ากับรุ่น Ryzen 9 3900X ซึ่งเป็นรุ่นชิป 12 คอร์ และมีค่า Base clock ที่ต่ำกว่าโดยค่า TDP จะอยู่ที่ 105W
สำหรับรายละเอียดของ Ryzen 9 3950X ในตอนนี้รู้แต่ว่ามีค่า Boost clock ที่ 4.7 GHz ซึ่งนับว่าเป็นค่า Boost ที่สูงสุดในตระกูล Ryzen 3000 !

AoTKnighT Says : ก็ยังถือว่าข้อมูลดังกล่าวยังเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจริงหรือเท็จกันแน่แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าในตระกูล Ryzen 3000 นั้น AMD น่าจะทำรุ่น 16 คอร์ซึ่งเป็นรุ่นที่ไม่ได้ถูกปิดคอร์ในทั้งสอง CCX เลยลงมาทำตลาดแน่นอน แต่ไม่คิดว่าจะทำการเปิดตัวเร็วขนาดนี้ ยกตัวอย่าง Ryzen 7 3800X ซึ่งเป็นรุ่น 8 Core 16 Thread แต่ชิปรุ่นนี้ก็ยังคงเป็นชิปแบบ 2 CCX โดยแต่ล่ะ CCX จะถูกปิดคอร์ไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งทำให้เหลือทำงานจริงๆเป็น CCX ล่ะ 4 คอร์


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/_NuPmUMQtuE/

Call of Duty: Modern Warfare 2019 เตรียมออกวางจำหน่าย 25 ตุลาคม

 

ข่าวลือที่เป็นจริง!! Call of Duty ภาคต่อไปคือ Call of Duty: Modern Warfare แต่ท่านผู้อ่านก็อย่าพึ่งตกใจกันไปในเมื่อในปี 2017 ที่ผ่านมาเราได้เห็นเกมภาค Modern Warfare Remaster ซึ่งถูกขายรวมกับ Call of Duty Infinite Warfare Legacy Edition and Digital Legacy Edition ที่เป็นการนำเกมฉบับปี 2007 นำมาปรับเปลี่ยน Engine ให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น แต่จะแตกต่างไปจากภาคนี้ซึ่งจะเป็นการเล่นเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยจากข้อมูลจากทีมงาน Infinity Ward เผยว่า โหมด Singleplayer Campaign จะกลับมาอีกครั้ง (หลังจากถูกตัดไปในภาค Black ops 4อย่างน่าเสียดาย) โดยตัวเกมภาคนี้จะมุ่งเน้นไปในแนว “ความยุ่งยากในสภาพที่แท้จริงของสงคราม” และเรื่องราวที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึก “ฉีกจากพาดหัวเรื่อง” ซึ่งในภาคนี้ ไม่เพียงแต่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นทหารแนวหน้าหรือหน่วยรบพิเศษเท่านั้น แต่ในภาคนี้ผู้เล่นยังได้รับบทเป็นกบฏนักสู้เพื่ออิสรภาพผู้ใช้อาวุธรบแบบพื้นๆและยุทธวิธีการรบแบบกองโจร อีกทั้งตัวเกมยังเอาใจแฟนๆซีรี่ย์โดยการนำตัวละครอย่าง Captain Price กลับมาโลดแล่นในเกมอีกด้วย


นอกจากนี้ โหมด Singleplayer campaign และ โหมด classic multiplayer ตัวเกมจะมีโหมด co-op missions มาให้ด้วย (โหมด battle royale ถูกตัดทิ้ง) โดยตัวเกมจะถูกพัฒนาโดยทีมงาน Infinity Ward เจ้าเก่าที่ฝากผลงานเกมในซีรี่ย์ Call of Duty นับสิบภาค และถูกสนับสนุนโดยทีม Raven Software และ Beenox
Call of Duty: Modern Warfare จะวางจำหน่ายในวันที่ 25 ตุลาคม 2019 โดยตัวเกมจะออกให้กับ PC ,PS4,Xbox one

AoTKnighT Says : หลังจากไม่ได้ Says กันมานาน จากการเปิดตัวของเกม Call of Duty ภาคใหม่ล่าสุดที่ชื่อ Modern Warfare ซึ่งก็น่าจะสร้างความสับสนให้กับคนที่รอเล่นเกมซีรี่ย์นี้อยู่ไม่น้อยว่าตัวเกมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องของตัวเกมที่มีชื่อภาคเหมือนกันที่ีได้ออกวางจำหน่ายในปี 2007 และถูกรีมาสเตอร์ในปี 2017 ไหม ?  คำตอบก็คือไม่ครับ ตัวเกมในภาคนี้จะเป็นการรีบูตจักรวาลใหม่หมดและเล่่าเรื่องใหม่ทั้งหมดโดยในตอนนี้ตัวเกมได้เปิดเผยตัวละครที่เราคุ้ยเคยอย่าง Captain Price มาแล้วแต่ที่น่าตื่นเต้นไปกล่าวนั้นก็คือในช่วงท้ายของ Trailer มีเสียงพูดคุยโต้ตอบกับทำนองว่า “ทีมของคุณล่ะ?” และเสียงที่โต้ตอบเสียงนั้นน่าจะเป็น Captain Price ได้ตอบกลับว่า “ก็สหายเก่าบางคนไง” โดยเพียงสองประโยคข้างต้นทำให้เหล่าแฟนได้ตั้งความหวังไว้ว่า แบบนี้ตัวละครมหาชนอย่าง Simon “Ghost” Riley ก็มีโอกาสได้กลับมาให้เรายลโฉมอีกครั้ง


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/HhUHKe1y_k4/