คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

ใครว่ากัญชาเป็นเรื่องผิด Kathy Ireland นางแบบที่หันมาขายสินค้าเพื่อสุขภาพ


Kathy Ireland เป็นนักธุรกิจอดีตนางแบบวัย 55 ปีที่ปลุกปั้นแบรนด์ค้าปลีกของตัวเองจนชาวอเมริกันรู้จักดี วันนี้หลายคนชื่นชอบผ้าม่านที่ติดชื่อ Kathy Ireland ทำให้นักธุรกิจนางแบบและบริษัทมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญของเธอวาดหวังว่าอีกหลายคนเตรียมจะซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่ม CBD หรือกัญชาเพื่อสุขภาพของเธอด้วย

ส่วนผสมที่ทำให้ Kathy Ireland ดูดีน่าเชื่อถือคือท่าทาง เสื้อผ้า หน้าผมที่สมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นสาวใหญ่แต่ Kathy Ireland ก็ยังดูพร้อมกระโดดขึ้นเวทีไปเดินแบบได้เสมอ หนึ่งในผลงานโดดเด่นของเธอคือรายการทีวีของเธอเองคือ Modern Living และรายการ Worldwide Business ในช่วงหลังการถ่ายทำรายการเหล่านี้ ซูเปอร์โมเดลอย่าง Kathy Ireland ก็หันมาทำธุรกิจร่วมกับผู้ชาย 15 คนเพื่อวางกลยุทธ์สำหรับกิจการค้าปลีกล่าสุดของเธอ

ธุรกิจใหม่ของ Kathy Ireland ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ใหม่สำหรับห้องนั่งเล่น หรือผลิตภัณฑ์ความงามที่แข็งแกร่งของเธอ แต่มันเป็นผลิตภัณฑ์จากกัญชา หรือจะพูดให้ชัดคือสารสกัด CBD หรือ cannabidiol

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง

แนวคิดของ Kathy Ireland เกี่ยวกับน้ำมัน CBD oil นั้นน่าสนใจ เธอมองว่า CBD oil นั้นถูกนำมาใช้หลายปีแล้วในทางการแพทย์ ตั้งแต่การบรรเทาอาการปวดข้ออักเสบ ไปจนถึงการบรรเทาความวิตกกังวล และการรักษาอาการนอนไม่หลับ แถม CBD ยังไม่มีคุณสมบัติทางจิตเหมือน THC ซึ่งเป็นสารประกอบในกัญชาที่ออกฤทธิ์หลอนประสาททำให้คนเสพรู้สึกล่องลอย ทั้งหมดนี้ทำให้เธอมองว่าสินค้า CBD oil ไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะในร้านขายยา แต่ควรถูกนำมาทำตลาดวงกว้าง บนกลุ่มเป้าหมายเดียวกับสินค้ากลุ่มผ้าม่าน เครื่องนอน โคมไฟ และผ้าขนหนูแบรนด์ Kathy Ireland

Kathy Ireland จึงเริ่มประสานกับบริษัท Isodiol International Inc ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ CBD รายใหญ่ วิสัยทัศน์ของเธอคือนำ CBD ไปสู่คนกลุ่มเดียวกันที่ใช้งานสินค้าแบรนด์ Kathy Ireland Home ของเธอ โดยเธอตัดสินใจร่วมทุนและสร้างแบรนด์ชื่อ kathy ireland Health & Wellness ซึ่งจะเป็นบริษัทย่อยของ kathy ireland Worldwide บริษัทแม่ที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์

Kathy Ireland (ขวา) และ Christopher Hussey (ซ้าย) ผู้บริหารบริษัท Isodiol International Inc

kathy ireland Health & Wellness จงใจใช้ตัวพิมพ์เล็กกับชื่อและนามสกุลของ Kathy Ireland เพราะต้องการให้สินค้าแบรนด์นี้เกี่ยวข้องกับลูกค้ามากกว่าตัว Kathy Ireland เอง

Kathy Ireland กล่าวกับสื่อมวลชนว่าการเปิดตัว kathy ireland Health & Wellness จะเป็นโอกาสในการทำความดี ทั้งการช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ทรมานจากอาการปวดเรื้อรัง และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับประโยชน์ของ CBD รวมถึงการส่งเสริมให้โลกเห็นประโยชน์ของ CBD แบบไม่ต้องอาย

Kathy Ireland เชื่อว่าชื่อเสียแง่ลบของกัญชานั้นไม่มีเหตุผล และนอกเหนือจากการจัดการความเจ็บปวด CBD ยังสามารถช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว และพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชาไม่ควรถูกผลักไสไล่ส่งไปเฉพาะที่ร้านขายยาหรือการจำกัดเฉพาะวงการอีกต่อไป แต่ควรไปวางขายในร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Walgreens

สวยมีสมอง

นางแบบชื่อดังก่อตั้งบริษัท kathy ireland Worldwide (kiWW) ในปี 1993 จากธุรกิจชุดว่ายน้ำ Kathy Ireland รู้สึกเบื่อหน่ายกับอุตสาหกรรมแฟชั่นและต้องการเปิดตลาดใหม่ จุดนี้ Kathy Ireland ให้สัมภาษณ์กับ FastCompany ว่าตัวเธอเคยมาจากงานนางแบบที่ถูกกำหนดให้ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น เรียกว่าจงเงียบแล้วโพสต์ท่าไป

“นี่จึงเป็นสิ่งที่ฉันปฏิเสธในวันนี้” Kathy Ireland ระบุ ทำให้เธอไม่สนใจบริษัทจำนวนมากที่เสนอดีลนำแบรนด์ของเธอไปติดบนสินค้าแล้วให้ส่วนแบ่งแทน จุดนี้เธอบอกว่าดีลไม่มีอะไรผิดไปจากการยืมชื่อเท่านั้น “มันจึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับฉัน”

Kathy Ireland นั้นต้องการควบคุมเส้นทางของเธอเองตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เธอกลายเป็นเด็กผู้หญิงที่ไปสมัครงานในโฆษณาที่ระบุว่ารับเฉพาะเด็กชายเท่านั้น เธอสามารถลบคำสบประมาทได้สำเร็จเพราะสามารถทำงานของเด็กผู้ชายได้ดีจนได้รับรางวัล

ยังมีช่วงที่เธอทำงานเป็นนางแบบ ด้วยวัย 17 ปี มีช่างภาพรายหนึ่งพยายามกดดันให้นางแบบถ่ายภาพเปลือยท่อนบน จุดนี้ Kathy Ireland ใช้คำพูดว่า “So I decked him,” เพื่อสะท้อนว่าเธอสามารถเปลี่ยนความคิดเขาได้

เริ่มต้นด้วยถุงเท้า

Kathy Ireland เริ่มธุรกิจจากจุดเล็กๆอย่างถุงเท้า จุดเด่นของถุงเท้าคือการใช้วัสดุจากป่านทอ แม้ที่ที่ปรึกษาจะพยายามพาเธอกลับไปยังสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนางแบบของเธอ เช่น ชุดบิกินี่และผลิตภัณฑ์ความงาม แต่ Kathy Ireland ก็ยังมุ่งมั่น เพราะวิสัยทัศน์ที่มองว่าถ้าเธอสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคด้วยสินค้าธรรมดาอย่างถุงเท้า เธอก็จะได้รับความไว้วางใจจากผลิตภัณฑ์อื่นเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Kathy Ireland ทำยอดขายถุงเท้าได้มากกว่า 100 ล้านคู่ ทำให้แบรนด์ค้าปลีกอย่าง Kmart เสนอความร่วมมือด้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งคู่ยกเลิกการเป็นพันธมิตรกันในปี 2003 ในขณะที่ Kathy Ireland ขยายตลาดไปสู่หลายสินค้าสำหรับบ้าน ซึ่ง CBD คือกรณีล่าสุดที่ Kathy Ireland วางเดิมพันไว้.

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/kathy-ireland-green-business/

โฆษณา

AP ฟันธง!! เผยแนวโน้มอสังหาไทยยังไงก็ไปรอด

ทีมงาน thumbsup ได้มีโอกาสคุยกับ วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน). ซึ่งเป็นบริษัทอสังหารายใหญ่ของเมืองไทย  ถึงภาพรวมอสังหาไทยในปี 2019 และทิศทางต่อไปในอนาคตที่น่าสนใจ

ตลาดสังหาไตรมาส 2 เป็นแบบไหน

ไตรมาสสองโดยเฉลี่ยแล้วที่ผ่านมาเป็นไตรมาสที่อาจจะเบาบางที่สุด  ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่นๆ  สาเหตุหลักก็คือเรื่องเกี่ยวกับ Long Weekend  เดือนเมษาที่คนจะเริ่มลากันแทบทั้งเดือน  จนเรียกได้ว่าลาหัวลาท้ายกันเลยทีเดียว  ประกอบกับเดือนพฤษภาคมที่จะมีวันแรงงานแห่งชาติ  แล้วจากนั้นก็จะเป็นวันหยุดยาว

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า ไตรมาสนี้จะเป็นไตรมาสที่จะยอดโดยรวมลดลง  จากนั้นจะไปสูงขึ้นตอนไตรมาสสาม  แล้วก็ดีที่สุดในไตรมาสสี่  ซึ่งจะเป็นวงจรแบบนี้ตลอดเวลา

แต่หากมองที่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะพบว่ามีความต้องการซื้อเกิดขึ้นตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นอสังหายังคงไปได้เรื่อยๆ  แต่อีกสิ่งที่สำคัญคือวงจรของธุรกิจทุกธุรกิจในโลกนี้  ซึ่งมันจะมีช่วงดีที่สุดและต่ำที่สุด

แล้วคนยังอยากซื้ออสังหากันอยู่ไหม

วันนี้ต้องยอมรับว่าของเราเนี่ยมันก็ขึ้นมาถึงจุดพีคแล้วแล้วมันก็อาจจะต้องมีการปรับฐานปรับฐาน  จากนั้นมันก็จะสูงขึ้นต่อไปอีก  จะเห็นว่าธุรกิจอสังหามันโตขึ้นทุกปีเติบโตขึ้นมาในตลอด 10 ปี  ซึ่งเรียกได้ว่าเติบโตขึ้นทุกปี  แต่มันจะมีโตช้ากับโตเร็วสลับกันเพียงเท่านั้น

มาตรการ LTV ส่งผลกระทบอะไรบ้าง

แน่นอนผู้ซื้อก็ต้องเตรียมเงินมากขึ้น  หรือว่าผู้ซื้อก็ต้องคิดให้มากขึ้นว่าจะซื้อไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  แล้วต้องคิดเรื่องของความสามารถในการที่จะซื้อ  หรือการที่มีเงินออมการที่ต้องผ่อนชำระ  แต่ว่าสำหรับทางผู้ขายเองเราก็ต้องพยายามที่จะผลักดันให้คนสามารถที่จะกู้เงินให้ได้ด้วยวิธีต่างๆ

เพราะเราไม่อยากให้คนที่กู้มาแล้วต้องทิ้ง  เราก็ทำงานร่วมกันกับธนาคารหลายๆ ที่  โดยธนาคารก็จะเป็นผู้พิจารณา  แล้วก็จะบอกมาว่าอัตราการผ่อนเป็นเท่าไร

เมื่อเทียบสถิติที่ผ่านมาเขาจะผ่อนได้ไม่ได้อย่างไร  หลังจากนั้นเองก็ถึงเวลาโอน  เราก็จะมีการประสานงานกับธนาคารให้ลูกค้าก็จะได้ดอกเบี้ยที่ดี

AP มองเทรนด์ Smart Home เป็นแบบไหน

คือการที่เราจะเดินไปหาบริษัท Smart Home บริษัทหนึ่งแล้วซื้อของเข้ามามันไม่ได้ยากมาก  แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องการทำมากกว่าคือให้มันตรงจุดกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

เราก็พยายามที่จะดำเนินการเรื่องพวกนี้เข้ามา  ผมยกตัวอย่างเช่นที่เราเริ่มทำไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็คือเรื่องของการส่งพัสดุ  ปัจจุบันนี้จะมีการส่งพัสดุมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเราก็ค้นพบว่าคนเขาส่งของแล้วสั่งของเยอะมาก  ทำให้ของไปกองอยู่ที่นิติมากมายมาศาล

เราก็ทำเป็น Digital Mailbox แล้วสิ่งหนึ่งที่เราเห็น  แล้วมันก็เป็นอย่างที่เราคิดจริงๆ  โดยเราได้ทำวิจัยไปลูกค้าจะมารับของตอนประมาณสองทุ่มถึงสามทุ่ม  ซึ่งในเวลานั้นนิติปิดอยู่แล้ว

ทำให้เห็นว่านี่แหละคือสิ่งที่เราคิดมาจริงๆ ในแบบไม่ใช่ว่าเรามีอะไรก็เอามาใส่  โดยคำว่า Smart Home นั้นมีองค์ประกอบเยอะ

แต่ที่ผมพยายามจะไม่เล่าก็คือเดินเข้าไปไฟเปิดได้ ควบคุมไฟได้ ควบคุมแอร์ได้  ซึ่งจริงๆ มันเป็นอุปกรณ์ที่เราซื้อมาติดก็ได้เลย

ลูกค้าต่างชาติยังซื้ออสังหาไทยไหม

ทุกคนก็คงก็คงได้ยินข่าวว่าเริ่มที่จะห่างหายออกไป  แต่จริงๆ แล้วลูกค้าต่างชาติมีการเจาะจงเป็นทำเล  และความต้องการซื้อสำหรับคนจีนเองก็ยังมีอยู่  เพียงแต่วันนี้ก็จะเฉพาะเจาะจงทำเลมากขึ้นลูกค้าจะมองเรื่องทำเลเป็นหลัก

เพราะฉะนั้นการซื้อที่ดินจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งของบริษัท เรียกได้ว่าต้องเลือกซื้อให้ถูกไม่ใช่ที่ดินอะไรก็ได้ในการพัฒนาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา  ที่คิดกันว่าโครงการซื้อตรงไหนก็พัฒนาก็มีโอกาสที่จะมีคนซื้อ  เพราะ ‘ทำเล’ จะเป็นตัวตัดอันหนึ่งที่สำคัญมากๆ

มองว่าตลาดอสังหาถึง ‘จุดเฟ้อ’ แล้วหรือยัง

ถ้าตราบใดที่ประชากรไทยยังคงมีการย้ายที่อยู่อาศัย  ซึ่งในปัจจุบันนี้คนมีการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยกันตลอดเวลา  แน่นอนว่าตลาดอสังหาจะยังไปได้เสมอและทุกคนก็อยากจะมีบ้าน  ไปพร้อมๆ กับการที่ทุกคนก็อยากมีบ้านที่ดีขึ้น

ทั้งหมดคือมุมมองของอสังหาเจ้าใหญ่ที่มีต่อวงการอสังหาไทยในปัจจุบัน  ซึ่งก็ต้องมาจับตาดูกันว่าในปีนี้จะมีปรากฏการณ์น่าสนใจใดเกิดขึ้นอีกบ้าง

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/ap-thailand-interview/

กรณีศึกษา บริหาร Group ใน Facebook อย่างไรไม่ให้เจอปัญหาโป๊ะแตก!

คุณมี Group ในเฟสบุคกันหรือยังคะ มีหลายแบรนด์ธุรกิจที่ต้องการสร้าง Group ขึ้นมาเพื่อหวังสร้างฐานแฟนให้เหนียวแน่น หลายคนเชื่อว่าการมีกรุ๊ปจะสร้างโอกาสให้คนบนโลกออนไลน์เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมไปถึงสร้างโอกาสทางการขายระยะยาว แน่นอนว่ารวมไปถึง Publisher ที่ต้องการคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็สร้างกรุ๊ปเพื่อพูดคุยกันด้วย

แอดมินต้องชัดเจนพอ

ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่เหมาะกับการสร้างกรุ๊ปนะคะ จริงอยู่ว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือรีวิว จะเป็นเรื่องที่สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณได้ แต่ต้องคิดให้รอบคอบก่อนว่าคุณจะสามารถรับมือกับปัญหาหรือคอมเม้นท์ได้ดีพอหรือเปล่า

ภาพประกอบจาก Leila_Amulets Group

จากกรณีศึกษาที่ร้อนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของ #ไลลาโป๊ะแตก เรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นจากการพูดคุย รีวิวสินค้า ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ซึ่งเหตุการณ์จะไม่บานปลายจนกลายเป็นเรื่องแฉ หากคนดูแลกรุ๊ปสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

หากใครติดตามกระแส #ไลลาโป๊ะแตก มาตลอดจะรู้ว่า ไม่ใช่ความผิดของผู้ดูแลเพจไปเสียทั้งหมด แต่อาจเป็นเพราะวิธีการแก้ปัญหาที่ดูรุนแรงและสอดส่องไม่ทั่วถึงพอ เพราะ Leila มีทั้ง Instagram, Facebook Page, Group เพื่อให้คนแลกเปลี่ยนข้อมูล แจ้งรายชื่อสินค้าและบทสวด ซึ่งหากเข้าไปดูข้อมูลใน Page และ Instagram จะเห็นว่ามีคอมเม้นท์ที่ต้องการส่งต่อ และรับหิ้ว ค่อนข้างมากกว่าลูกค้าที่ต้องการซื้อ

และปัญหาจะไม่เกิดขึ้นหากผู้ดูแลเพจไม่ให้ความสนใจที่มากเกินพอดี อย่างเช่นการกดไลค์คนรับหิ้ว หรือให้เครดิตคนที่ส่งต่อมากจนเกินพอดี เมื่อมีปัญหาการโกงเกิดขึ้น แน่นอนว่ากระทบกับภาพรวมของแบรนด์ในทันที ดังนั้น คนที่เป็นแอดมินจะต้องวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างใคร แม้ว่าจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวหรือเป็นพนักงานภายในร้านก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจรายย่อยมักจะไม่ได้จ้างทีมผู้เชี่ยวชาญในการดูแลเพจ แต่จะใช้พนักงานหรือคนในร้านช่วยกันตอบข้อความลูกค้า ซึ่งหากคุณยังเป็นรายย่อยที่ต้นทุนไม่ได้สูงนัก การใช้พนักงานหรือคนในบริษัทย่อมรับมือได้กับปัญหาเหล่านี้ แต่ธุรกิจเริ่มแข็งแรงหรือขยายตัว บางครั้งก็จำเป็นต้องมองหาผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่า

 

ช่วยกันสอดส่อง

ส่วนกรุ๊ปที่รับมือกับดราม่าได้อย่างดีเยี่ยมนั้น ทางผู้เขียนยอมรับว่ายังไม่มีกรุ๊ปไหนที่โด่งดังและแก้ปัญหาได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่หนึ่งในกรุ๊ปที่ทางทีมงานเข้าไปตามศึกษาข้อมูลและพบว่าทีมแอดมินสามารถบริหารจัดการได้ดี คือ “กรุ๊ป BNK48 Mall กลุ่ม ซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน” ซึ่งเป็นกรุ๊ปที่เอาไว้สำหรับแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้าเกี่ยวกับ BNK48 แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง

หากใครที่เข้าไปสมาชิกกรุ๊ปนี้ได้นั้น จะต้องมีการยืนยันตัวตนที่ชัดเจนและตอบคำถามของแอดมินให้ได้ก่อนที่จะเข้าร่วมกลุ่มได้ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้ามาปั่นราคาหรือปล่อยสินค้าของปลอม ซึ่งทางแอดมินจะมีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ขายทุกครั้ง ด้วยการให้ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนเพื่อป้องกันการหลอกขาย และก่อนการประกาศขายในหน้าโพสต์ได้นั้น ทางแอดมินจะเช็ครายละเอียดทั้งหมดก่อนและค่อยปล่อยให้แสดงผลให้หน้ากรุ๊ปได้

 

นอกจากนี้ ผู้ขายยังต้องกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายให้ชัดเจนด้วย เช่น ชื่อสินค้าที่ต้องการขาย ราคาเริ่มต้น-ราคาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการปั่นราคาที่สูงจนเกินไป รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการขาย และเฟสบุคที่สมัครเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนจะต้องเป็นของบุคคลจริง ไม่ใช่แอคหลุม

ไม่ใช่แค่ผู้โพสต์เท่านั้น แต่เงื่อนไขทั้งหมดสำหรับคนที่สนใจประมูลก็จะถูกคัดกรองเบื้องต้นก่อนเช่นกัน ว่าเข้ามาประมูลเพราะต้องการสินค้าชิ้นนั้นจริงๆ หรือว่าเข้ามาเพื่อปั่นราคา หากพบว่ามีการทุจริตหรือมีแนวโน้มว่าจะหลอกลวง สร้างปัญหาให้แก่คนในกรุ๊ปทางแอดมินจะจัดการลบคอมเม้นท์นั้นและแบนบัญชีผู้ใช้งานนั้นทันที เพื่อรักษาบรรยากาศโดยรวมของกรุ๊ปไม่ให้เกิดปัญหาลุกลาม

แน่นอนว่า ทุกการซื้อขายย่อมมีการหลอกลวง บางเคสในกรุ๊ปนี้ก็เคยมีเรื่องหลอกลวง ปลอมบัญชี หลอกเอาเงินฟรีเช่นกัน แต่แอดมินและสมาชิกก็ต้องหูตาไว คอยช่วยกันสอดส่องว่าใครมีโอกาสสุ่มเสี่ยงว่าจะเข้ามาหลอกลวง เพราะสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามาบางคนอาจจะไม่ทราบและถูกหลอกลวงได้ง่าย หากตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้าชิ้นใด ลองโพสต์สอบถามเครดิตของผู้ขายก่อนตัดสินใจหรือเช็คแบล็คลิสต์ที่ทางแอดมินรวบรวมไว้ให้เรียบร้อยก่อนกดสั่งซื้อ และอย่าเพิ่งโอนเงินทันทีควรนัดรับสินค้ากันเพื่อป้องกันการโอนเงินแล้วหายเงียบ

 

ขั้นตอนสำคัญในการรับมือกับ Crisis

สำหรับวิธีแก้ปัญหานั้น ทาง Thumbsup เคยได้รับเกียรติสัมภาษณ์ คุณบี-สโรจ เลาหศิริ Chief Marketing Officer ของ Rabbit Digital Group ไว้ (อ่านข้อมูลทั้งหมด) เกี่ยวกับการแก้ปัญหากับแบรนด์ ซึ่งแอดมินเพจหรือกรุ๊ปสามารถนับไปปรับใช้ได้ตามขั้นตอน ดังนี้

 

ขั้นตอนแรก : Track Crisis บางคนใช้ Tools มาช่วย เช่น Social Listening Tools ต่างๆ  แต่ต้องจำไว้ว่า  ไม่มีเครื่องมือไหนที่จัดการกับ Crisis ได้ดีกว่ามนุษย์อดนอน การมีแอดมินเข้ามาสอดส่อง ตรวจเช็ค และอ่านทุกโซเชียลมีเดียทั้งของเราเองและคู่แข่ง ที่บางครั้งเรายังไม่เกิดปัญหาแต่อาจมีบางคอมเม้นท์กระทบมาถึงแบรนด์ของเราได้ ย่อมตรวจสอบและแก้ไขได้เร็วกว่า

 

ขั้นตอนที่ 2 : Holding Statement เมื่อเกิดปัญหาดราม่าขึ้นมาสิ่งที่แอดมินเพจควรทำสิ่งแรกคือ ตอบรับหรือรับทราบถึงปัญหาก่อน ในขณะเดียวกันยังไม่ควรเถียงหรือแก้ตัวทันทีแม้เราจะทราบเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว เพราะช่วงแรกทุกอย่างจะร้อนแรง แต่ก็ไม่ควรรอนานจนกลายเป็นเพิกเฉย อย่างน้อยต้องมีการตอบรับภายใน 24 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา “ขุด” ที่มากขึ้นและจะแก้ไขปัญหาที่ลุกลามไม่ทัน

 

ขั้นตอนที่ 3 : Handle the Crisis คือ ‘การสืบหาความจริง’ เมื่อเกิดปัญหาสิ่งที่แบรนด์หรือแอดมินต้องทำคือค้นหาความจริงให้รอบด้านว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากอะไร แล้วจุดที่ลุกลามเป็นเพราะอะไร พยายามหาคำตอบให้เร็วที่สุด หากเป็นแบรนด์ชั้นนำอาจมีเครื่องมือมาช่วยเสริมให้การค้นหาเร็วขึ้น จากนั้นหากค้นพบว่าผิดจริงก็ต้องยอมรับและรีบแก้ไขปัญหาโดยไว ใช้ข่าวดีกลบข่าวเสีย แต่ถ้าไม่ผิดก็ต้องมีรายละเอียดมายืนยันก่อนว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่ทำ CSR เพื่อสร้างภาพ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเรายอมรับความผิด

ซึ่งสมาชิกในกรุ๊ปเขาค่อนข้างมีความเชื่อใจแบรนด์ของคุณอยู่แล้ว และพวกเขายอมรับฟังในเหตุผล หากการอธิบายนั้นสมเหตุสมผลพอและยืนยันได้ว่าความผิดนั้นไม่ได้มาจากเจ้าของแบรนด์ ปัญหาต่างๆ จะลดลงและหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ขั้นตอนที่ 4 : Monitor & Recover เมื่อลงมือแก้ปัญหาแล้ว สิ่งที่แอดมินควรทำต่อก็คือก็เช็คคอมเม้นต์และสอดส่องเป็นประจำว่ามีโพสต์ไหนที่จะก่อปัญหาขึ้นมาอีกหรือไม่ เพราะบางปัญหาอาจไม่ได้จบแค่ในกรุ๊ป แต่มีการนำไปแฉต่อในโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่อาจดัดแปลงหรือไม่ใส่รายละเอียดครบ คนภายนอกก็จะไม่ทราบว่าปัญหาได้รับการแก้ไขหรือยังจึงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง อย่าทิ้งปัญหาไว้ใต้พรม เพราะถ้ามีการไปแชร์หรือแซะต่อบน Twitter แน่นอนว่าคุณจะกลายเป็น Trend Twitter แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

 

การเป็นแอดมินเพจหรือกรุ๊ปนั้นไม่ใช่เรื่องยากนะคะ ขอแค่รับมือได้และแก้ไขปัญหาให้ถูกทางย่อมสร้างโอกาสทางการขายและความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาวได้อย่างแข็งแรงแน่นอน

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/casestudy-manage-group-in-facebook/

คู่แข่งดุ!! Amazon ม้วนเสื่อ ปิดธุรกิจ domestic e-commerce marketplace ในจีน

ไม่ทนแล้ว Amazon ยกธงปิดตลาด domestic e-commerce marketplace เลิกขายสินค้าจีนในประเทศจีน ถือเป็นการยกธงหลังจากฝืนสู้มานาน 15 ปีในฐานะบริษัทที่ไม่ทิ้งตลาดจีน แต่ในที่สุด แหล่งข่าวก็ระบุว่า Amazon กำลังเตรียมโบกมือลาอย่างเป็นทางการในช่วง 90 วันนับจากนี้

หากเป็นไปตามกำหนดการจริง Amazon จะขีดเส้นปิดบริการ marketplace และปิดศูนย์คลังสินค้าในช่วงกลางปี 2019 นี้ โดยลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้อ่าน Kindle หรือเครื่องอ่านอีบุ๊ก รวมถึงเนื้อหาออนไลน์อื่นของ Amazon จะยังสามารถใช้งานได้เช่นเดิม

คู่แข่งดุมาก

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่าคู่แข่งอีคอมเมิร์ซที่เติบโตในบ้าน ทั้ง Alibaba และ JD นั้นทำให้ Amazon รู้สึกยากที่จะขยายธุรกิจในแดนมังกร ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับหลายบริษัทต่างชาติที่ไม่สามารถยืนหยัดสู้ศึกได้

สำหรับตลาดค้าปลีกออนไลน์ของจีน สถิติย้ำว่ามีขนาดใหญ่จนคิดเป็นมูลค่าเกิน 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ข้อมูลจากบริษัท eMarketer) โดยตลาดสหรัฐฯนั้นถูกประเมินว่ามีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของมูลค่านี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ครองส่วนแบ่งใหญ่ในตลาดคือ Alibaba และ JD.com ซึ่งกวาดเรียบเกินครึ่งของทรานเซคชันรวม

Berlin, Germany – May 28, 2016: Apple iPhone 6s screen with internet shopping e-commerce applications eBay, Amazon, AliExpress, Groupon, PayPal etc.

ในขณะที่ Amazon ยังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ Ben Cavender นักวิเคราะห์บริษัท China Market Research Group มองว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะจีนเป็นตลาดที่มีคู่แข่งในบ้านดุเดือดมาก

ขณะเดียวกัน Amazon ก็ไม่สามารถสร้างแบรนด์ให้คนจีนรู้จักได้เท่า Tmall หรือ JD.com เหตุผลนี้ทำให้ Amazon ไม่สามารถสู้คู่แข่งที่เทเงินทำแคมเปญจนผูกใจลูกค้าจีนได้อยู่หมัด

อย่างไรก็ตาม Amazon ไม่เห็นด้วย และบอกว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถพัฒนาธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในจีน มาเน้นการขายสินค้าต่างชาติหรือ cross-border sales มากขึ้น ทำให้บริษัทได้เห็นการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าชาวจีน จุดนี้ทำให้ Amazon ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจตามเทรนด์ที่เกิดขึ้น

นอกจากบริการอีบุ๊กและเนื้อหาอื่น Amazon จะยังรักษาบริการคลาวด์เพื่อเจาะตลาดจีนต่อไป.

ที่มา: : CNN

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/amazon-closes-china/

รู้จักกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมภาพรวมตลาดปี 2019

ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ผู้อ่าน Thumbsup จะได้พบกับคอลัมน์บทความ-บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์ในไทย” เราได้เตรียมเนื้อหาที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น

  • AP ฟันธง!! อสังหาฯ ไทยยังไงก็ไปรอด
  • คอนโดติดดอย แนะทางรอดสำหรับนักลงทุนมือใหม่
  • รอวันฟ้าเปิด กฎหมายไทยยังไม่คลอด-เอื้อประโยชน์ Airbnb
  • และ วิเคราะห์: ทำไม Proptech ประเทศไทยยังไม่เกิด

รับรองว่าบทความ-บทสัมภาษณ์ของเราร้อนแรง รอบด้าน และทันเทรนด์ธุรกิจอย่างแน่นอน

แต่ตอนนี้เราขอปล่อยเกริ่นนำเรียกน้ำย่อยเพื่อปูพื้นเรื่อง “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ผ่านข้อมูล-ภาพที่เราเตรียมมาให้กันก่อนนะครับ

ความหมายของ “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”?

อสังหาริมทรัพย์ ในทางกฎหมาย ประกอบด้วย

  • สินทรัพย์ที่เป็นที่ดิน (Land) ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ เกาะ ชายหาด
  • สินทรัพย์ที่ติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบอยู่กับที่ดินเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะเห็นว่าทั้งสองอย่างนี้เป็น

ส่วน “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ หรือมีการจัดสรรที่ดิน หรือก่อสร้างอาคารขึ้นมาแบ่งเป็นห้องชุด หรือแบ่งให้เช่าเป็นส่วนๆ เพื่อการค้า นั้นมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่างไร

ประเภทของอสังหาริมทรัพย์

การประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบ่งแยกเป็น 5 กลุ่มหลักๆ ตามลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้

  1. อสังหาริมทรัพย์เพี่อการเกษตร เช่น สวนเกษตร หรือการจัดสรรที่ดินเพื่อการทำการเกษตรเป็นหลัก
  2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น โครงการที่อยู่อาศัย ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารชุด อพาร์ตเมนต์ให้เช่า ฯลฯ
  3. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น มินิออฟฟิศ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม ตลาดสด อาคารจอดรถให้เช่า ฯลฯ
  4. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น มินิแฟคตอรี่ สวน อุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม (พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่พัฒนาโดยภาคเอกชน) นิคมอุตสาหกรรม (พื้นที่โรงงานพัฒนาโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือร่วมกับภาคเอกชนดำเนินการ) ฯลฯ
  5. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน เช่น โรงแรมตามอากาศ รีสอร์ตอาคารชุดตากอากาศ ฯลฯ

ลักษณะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีหลายรูปแบบ ลักษณะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เราสามารถแยก ออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ดังนี้

1.การซื้อขายทั่วไป

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นการซื้อขายที่มีลักษณะคล้ายกับการซื้อขายในธุรกิจอื่นๆทั่วไป เช่น การซื้อมาแล้วขายไป ผลตอบแทนหรือส่วนต่างที่ได้คือกำไร ต่างกันที่การซื้อขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในทางกฎหมายกำหนดให้ต้องทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น โฉนดที่ดินเป็นเอกสารสิทธิที่แสดงตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

2. การปล่อยเช่า

การปล่อยเช่าเป็นช่องทางการลงทุนขั้นพื้นฐาน แบบมีอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว เช่น คอนโด บ้าน ที่ดิน โกดัง ซึ่งสามารถเอามาปล่อยให้คนอื่นเช่าได้ การเช่าส่วนใหญ่เป็นแบบรายเดือนและมีการทำสัญญาเช่าที่ชัดเจน ถ้าทำเลปล่อยเช่าดี จะสร้างกำไรได้สูงมาก เช่น ที่อยู่อาศัยก็ต้องอยู่ใกล้รถไฟฟ้า-ป้ายรถเมล์-ใกล้ทางด่วน ทำให้เดินทางสะดวก รวมถึงมีอาหารการกินเยอะหาง่าย เป็นต้น

3. การเป็นนายหน้าซื้อขายหรือเช่า

การเป็นนายหน้า การเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ก็เหมือนการจับเสือมือเปล่า เราไม่ต้องมีที่ดินเอง เพียงแค่จับคนที่ต้องการขาย และคนที่ต้องการซื้อมา Match กันให้ได้เราก็จะได้เปอร์เซ็นต์จากการเป็นตัวกลางดำเนินการ รายได้จากการเป็นนายหน้าอยู่ที่ 2-4 เปอร์เซ็นต์จากราคาขาย และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้ทำสัญญาไว้ด้วย

4. การลงทุนแบบเก็งกำไร

การลงทุนแบบเก็งกำไรมีหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การซื้อคอนโดในระหว่างการสร้างหรือช่วงซื้อใบจอง เมื่อคอนโดใกล้จะสร้างเสร็จยิ่งมีคนเข้ามาดูเรื่อยๆ และถ้าลูกค้าสนใจห้องที่เราเป็นเจ้าของก็มีโอกาสขายได้สูง แต่การลงทุนแบบเก็งกำไรนี้ก็มีเทคนิคมากมาย จึงควรหาความรู้เพิ่มเติมด้วยจะทำให้เรามีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น

5. การประมูลจากกรมบังคับคดี

การซื้ออสังหาริมทรัพย์จากกรมบังคับคดีจะทำให้เราได้ของราคาถูกกว่าท้องตลาด โครงสร้างมีสภาพดีใช้ได้ เหตุผลเนื่องจากส่วนใหญ่เจ้าของร้อนเงินทำให้เราได้ต้นทุนมาในราคาถูก เมื่อได้มาแล้วเราอาจ Renovate ใหม่เพื่อให้เช่า หรือขายต่อก็ได้

เทียบรายได้อสังหาฯ เจ้าใหญ่

หากลองเทียบรายได้จากอสังหาแต่ละเจ้าแล้วจะพบว่ามีสัดส่วนรายได้-กำไร ที่ต่างกันเยอะ ลองมาดูกันว่าแต่ละเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง

รายได้ ปี 2017

  • เอพี (AP) 22,851.09 ล้านบาท
  • แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) 9,037.99 ล้านบาท
  • แสนสิริ (SIRI) 31,799.68 ล้านบาท
  • อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์(ANAN) 12,950.16 ล้านบาท
  • แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) 9,655.14 ล้านบาท

รายได้ 2018

  • เอพี (AP) 28,890.09 ล้านบาท : เพิ่มขี้น (+) จากปีก่อน 26.43 เปอร์เซ็นต์
  • แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) 10,049.00 ล้านบาท : เพิ่มขี้น (+) จากปีก่อน 11.19 เปอร์เซ็นต์
  • แสนสิริ (SIRI) 27,590.09 ล้านบาท : ลดลง (-) จากปีก่อน 13.24 เปอร์เซ็นต์
  • อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) 12,896.02 ล้านบาท : ลดลง (-) จากปีก่อน 0.42 เปอร์เซ็นต์
  • แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) 11,301.89 ล้านบาท : เพิ่มขี้น (+) จากปีก่อน 17.06 เปอร์เซ็นต์

กำไรสุทธิปี 2017

  • เอพี (AP) 3,157.10 ล้านบาท
  • แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) 2,313.88 ล้านบาท
  • แสนสิริ (SIRI) 2,824.71 ล้านบาท
  • อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) 1,328.45 ล้านบาท
  • แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์(LPN) 1,062.32 ล้านบาท

กำไรสุทธิปี 2018

  • เอพี (AP) 3,865.41 ล้านบาท : เพิ่มขี้น (+) จากปีก่อน 22.42 เปอร์เซ็นต์
  • แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) 2,271.25 ล้านบาท : ลดลง (-) จากปีก่อน 1.84 เปอร์เซ็นต์
  • แสนสิริ (SIRI) 2,045.98 ล้านบาท :  ลดลง (-) จากปีก่อน 27.57 เปอร์เซ็นต์
  • อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) 2,419.43 ล้านบาท : เพิ่มขี้น (+) จากปีก่อน 82.12 เปอร์เซ็นต์
  • แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) 1,367.27 ล้านบาท : เพิ่มขี้น (+) จากปีก่อน 28.71 เปอร์เซ็นต์

แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2019

ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) ของธนาคารทหารไทย เผยผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดที่อสังหาริมทรัพย์ปี 2562 โดยคาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะขยายตัว 2-3 เปอร์เซ็นต์

ส่วนปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2562 เช่น นโยบายบ้านล้านหลังที่จะมากระตุ้นที่ตลาดอยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อต่ำ รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และแผนพัฒนา EEC บริเวณภาคตะวันออก

ส่วนปัจจัยลบที่ส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2562 เช่น การชะลอการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามนโยบาย 1.75% นโยบายเพิ่มเงินดาวน์บ้านหลังที่ 2-3 และอัตราหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เป็นต้น

อุปสงค์-อุปทานของอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ

อุปสงค์-อุปทานค่าเช่าของพื้นที่ห้าง

ข้อมูลการสำรวจของ Nexus ระบุว่า ตลาดศูนย์การค้ายังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตลาดศูนย์การค้านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การบริโภคของภาคเอกชน รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ส่วนราคาค่าเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าในย่านศูนย์กลางทางการค้าอย่างบริเวณถนนพระราม 1 และพร้อมพงษ์ ที่มีการแข่งขันสูงนั้น ทำให้อัตราค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3,900 บาท/ตารางเมตร/เดือน ในขณะที่ราคาเสนอให้เช่าพื้นที่สูงที่สุดของย่านนี้สูงทะลุถึง 5,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน จากการเสนอราคาพื้นที่บริเวณชั้น G ของห้างสยามพารากอน

นอกจากนี้โซนนอกศูนย์กลางการค้าอย่างไอคอนสยามซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีราคาเสนอเช่าพื้นที่ที่สูงเช่นเดียวกัน โดยสูงมากกว่า 5,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน นับว่าเป็นสถิติใหม่ของอัตราค่าเช่าพื้นที่สำหรับตลาดศูนย์การค้าในกรุงเทพ

การสำรวจของเน็กซัสฯ พบว่าพื้นที่ศูนย์การค้าให้เช่าที่เกิดขึ้นใหม่ของไตรมาสนี้ มาจากไอคอนสยามและเกตเวย์ แอท บางซื่อ ที่เพิ่งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และคาดว่าจำนวนพื้นที่ของศูนย์กลางการค้าให้เช่าในปีหน้าจะมีมากถึง 240,000 ตารางเมตร

จากการคาดการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและการท่องเที่ยวในปีหน้านั้นยังคงมองเป็นปัจจัยบวก โดยทางสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ณ สิ้นปี 2561 จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 5.08% หรือคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 37.2 ล้านคน

เนื่องจากลักษณะนิสัยของคนไทยที่นิยมไปซื้อของที่ร้านค้าด้วยตัวเองและสภาพอากาศที่ร้อน ทำให้ศูนย์การค้าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนไทย

แต่สำหรับตลาดในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ให้สามารถดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น เช่น การออกแบบ ไลฟ์สไตล์ สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และแพลตฟอร์ม จะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้

อุปสงค์-อุปทาน-ยอดขายคอนโดฯ

ข้อมูลของ Nexus ระบุว่า ในปี 2561 ราคาขายคอนโดมิเนียมเฉลี่ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น 7.6% จาก 130,600 บาทต่อตารางเมตร เป็น 140,600 บาทต่อตารางเมตร โดยตลาดใจกลางเมืองปรับตัวเพิ่มสูงสุดอยู่ที่ 10% ไปอยู่ที่ 231,000 บาทต่อตารางเมตร ตลาดรอบใจกลางเมือง 7% ไปอยู่ในระดับราคา 113,200 บาทต่อตารางเมตร

ในขณะที่ตลาดรอบนอกปรับราคาเพิ่มเฉลี่ยเพียง 1% เป็น 73,500 บาทต่อตารางเมตร เท่านั้น สำหรับแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นในอัตราที่ลดลงบ้าง ซึ่งก็น่าจะเกิดจากการที่ผู้ประกอบการเริ่มเห็นแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงมากในตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เช่นในปี 2561 ทำเลหลังสวนปทุมวัน ราคาปรับขึ้นเพียง 3% หรือในโซนธนบุรี เพชรเกษมเองซึ่งเป็นทำเลที่มีขอบเขตค่อนข้างกว้างมาก ราคาก็ปรับเพิ่มเพียง 1%

แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าคุณภาพดีขึ้นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้นั้นราคาจะไม่มีโอกาสขยับตัวสูงขึ้นได้ ในตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ

สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2562 นั้น เชื่อว่าในส่วนของอุปทานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 น่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับตัวเลขเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาที่ประมาณ 53,000 หน่วย

ในขณะที่ความต้องการยังคงอยู่ในช่วงระหว่าง 50,000-55,000 หน่วย จากตัวเลขประมาณการดังกล่าว อัตราการขายรวมและห้องเหลือในตลาดก็น่าจะอยู่ในปริมาณใกล้เคียงกับตัวเลขปีนี้

สำหรับรูปแบบของการพัฒนาสินค้าก็จะปรับให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายย่อยมากขึ้น เช่นคอนโดสำหรับคนรักการออกกำลังกาย สำหรับผู้สูงอายุ หรือ คนรักสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ คอนโดมิเนียมเช่าสิทธิระยะยาวในทำเลที่ดีก็จะมีออกมาในตลาดเพิ่มขึ้น

รวมถึงโครงการ mixed used ที่ผสมผสานคอนโดมิเนียมเข้ากับพื้นที่เชิงพาณิชย์ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายก็จะเปิดตัวมากขึ้นเช่นกัน

อุปสงค์-อุปทาน-ค่าเช่าของสำนักงานในกรุงเทพฯ

ข้อมูลของ Nexus ระบุว่า  ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า เกรด เอ และ เกรดบี ในกรุงเทพ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4.1 ล้านตารางเมตร โดยพบว่า ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของราคาค่าเช่าที่มีการปรับตัวสูงขึ้นและอัตราว่างของพื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำ

จากข้อมูลในไตรมาส 4 ปีนี้ เห็นได้ว่าอุปทานของอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพ ลดลงเล็กน้อย เนื่องมาจากมีบางอาคารอยู่ระหว่างการปิดปรับปรุงให้มีความทันสมัย ปลอดภัย สะอาด และสะดวกสบายมากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้เช่าในตลาด

สำหรับตลาดพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่านั้นยังคงมีความต้องการสูงจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำงานร่วม (co-working space) และสำนักงานพร้อมบริการ (serviced-office) ที่กำลังได้รับความนิยม ทำให้อัตราว่างของพื้นที่เช่าในช่วงไตรมาสนี้ลดลงเหลือเพียง 4% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสำนักงานเกรดเอใหม่ๆ จะได้รับความสนใจจากผู้เช่าเป็นอย่างมาก

ในส่วนของราคาค่าเช่าอาคารสำนักงานในกรุงเทพ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800 บาท/ตารางเมตร/เดือน แต่หากพิจารณาเฉพาะอาคารสำนักงานเกรดเอที่อยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจเท่านั้น พบว่า ค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่า 1,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน นับเป็นสถิติใหม่ในตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าของกรุงเทพ

ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับบางอาคารที่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุหรือเพลินจิต อย่างเช่น อาคารเกษร ทาวเวอร์ และปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ที่สามารถทำราคาค่าเช่าได้สูงถึง 1,500 บาท/ตารางเมตร/เดือน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุด ณ ขณะนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีพื้นที่อาคารสำนักงานใหม่ให้เช่าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ล้านตารางเมตร หรือประมาณ 25% ของพื้นที่ที่มีอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบัน อาจส่งผลให้มีอัตราว่างของพื้นที่ให้เช่าสูงขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า โดยจะมีอัตราว่างของพื้นที่ประมาณ 10% จากเดิมที่มีเพียง 4-5% เท่านั้น ถือว่าเป็นอัตราว่างที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี และอาจส่งผลให้อัตราการขึ้นราคาค่าเช่ามีการปรับตัวช้าลงอีกด้วย

หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพ จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นอย่างแน่นอน อาจส่งผลให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยจำนวนอุปทานที่มีมากขึ้นในตลาดจะทำให้ผู้เช่ามีอำนาจในการต่อรองที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าอัตราว่างของพื้นที่เช่าจะสูงถึง 10% ก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดอุปทานล้นตลาด เนื่องจากอัตราว่างของพื้นที่ประมาณ 10% ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองสำคัญอื่นๆ ทั่วโลก

จากการสำรวจของ Cushman & Wakefield ซึ่งเป็นบริษัทพันธมิตรของเน็กซัสฯ พบว่า ในประเทศกลุ่ม APAC มีอัตราว่างของพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10% หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ยังมีอัตราว่างของพื้นที่ถึง 13.3% ดังนั้น หากกรุงเทพมีอัตราว่างของพื้นที่ให้เช่าที่ประมาณ 10% ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ปกติ

เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการเรื่องการปล่อยสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความเปราะบางและส่งสัญญาณที่ไม่ดีออกมา และได้บังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา

การวางดาวน์ซื้ออสังหาริมทรัพท์ที่ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท

  • ที่อยู่อาศัยหลังที่ 1 วางดาวน์ 0-10 เปอร์เซ็นต์ (ไม่เปลี่ยนแปลง)
  • ที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 (กรณียังผ่อนสัญญาแรก) วางดาวน์ 10 เปอร์เซ็นต์ (กรณีผ่อนสัญญาแรกมาแล้ว 3 ปีขึ้นไป) และ 20 เปอร์เซ็นต์ (กรณีผ่อนสัญญาแรกไม่ถึง 3 ปี)
  • ที่อยู่อาศัยหลังที่ 3++ วางดาวน์ 30 เปอร์เซ็นต์ (กรณีผ่อนสัญญาอื่นๆ ยังไม่หมด)

การวางดาวน์ซื้ออสังหาริมทรัพท์ที่ราคา 10 ล้านบาท ขึ้นไป

  • ที่อยู่อาศัยหลังที่ 1-2 วางดาวน์ 20 เปอร์เซ็นต์
  • ที่อยู่อาศัยหลังที่ 3 วางดาวน์ 30 เปอร์เซ็นต์

* ใช้กับสินเชื่อที่มีการทำสัญญากู้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 62 ขึ้นไป และยกเว้นให้กับกรณีทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือผ่อนดาวน์ก่อน 15 ต.ค. 61

โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่กระทบประชาชนที่กู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท และจะไม่บังคับใช้กับการกู้เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง รวมทั้งจะไม่กระทบการรีไฟแนนซ์สำหรับผู้กู้ที่มีภาระผ่อนเพียงหนึ่งหลัง ทั้งนี้การรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยในทุกกรณีให้ใช้ราคาประเมินใหม่เพื่อสะท้อนมูลค่าปัจจุบัน

ที่มา : Greed is Goods, Thumbsup, DDproperty, Nexus, โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย (TREBS) และศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics)

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/thailand-real-estate-2019/

Linkedin จัดอันดับ Alibaba เป็นบริษัทที่คนจีนอยากทำงานด้วยที่สุด

Linkedin จัดอันดับให้ Alibaba Group เป็นบริษัทที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุดในประเทศจีน โดยนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีนได้รับการจัดอันดับโดย Linkedin

นอกจากนั้นบริษัทในเครืออย่าง Ant Financial ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 25 บริษัท  ซึ่ง Linkedin ได้รวบรวมรายชื่อทั้งหมดมาจากการสำรวจบริษัทที่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนหางานและต้องการที่จะทำงานให้กับบริษัทนั้นๆ ในระยะยาว

ปัจจัยที่ใช้ในการศึกษา

กองบรรณาธิการและนักวิเคราะห์ข้อมูลของ Linkedin ได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ชาวจีน 4 รูปแบบดังต่อไปนี้

  • ระดับความสนใจในตัวบริษัท: อัตราการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทโดยผู้ที่ไม่ใช่พนักงาน
  • ปฏิสัมพันธ์กับพนักงานบริษัท: จำนวนการเข้าไปดูโปรไฟล์ของพนักงานบริษัทโดยผู้ที่ไม่ใช่พนักงาน
  • ความต้องการในตำแหน่งงาน: เปอร์เซ็นต์ของผู้เห็นโฆษณาแล้วสมัคร ทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและฟรี
  • อัตราการคงอยู่ของพนักงาน: จำนวนพนักงานที่ทำงานกับบริษัทเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

* Linkedin ทำการสำรวจจากบริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 500 ราย และบริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากขึ้น หรืเท่าเดิมในระยะเวลา 1 ปี  ซึ่งการวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่าง 1 กุมภาพันธ์ 2561ถึง 31 มกราคม 2562

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/linkedin-alibaba/