คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

“Awareness ดี ≠ ยอดขายดี” สิ่งที่ต้องระวังสำหรับ Digital Marketing

โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter หรือ Youtube ต่างก็สร้างพลัง Awareness หลักล้านได้อย่างสบายๆ แต่ Awareness เยอะแค่ไหน หากไม่กลับมาเป็นยอดขาย ก็ค่อนข้างจะเสียเปล่า วันนี้เราอยากให้ระวังเกี่ยวกับการที่นักการตลาดโฟกัส Awareness มากเกินไปจนลืมยอดขายที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

การรับรู้ไม่เท่ากับการซื้อ

การรับรู้ในแต่ละแพลตฟอร์มถึงแม้วินาทีที่คนจะเห็นเนื้อหาต่างกัน แต่ก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นถึงจะนับเป็นยอด View หรือ Reach ซึ่งการรับรู้เพียงไม่กี่วินาทีนั้น จะพูดว่าเห็นหรือรู้จักแบรนด์ของเราเลยก็คงไม่ได้ เพราะไม่กี่วินาทีก็ถือว่าวัดผลยากพอสมควร

ฉะนั้นการที่แบรนด์มียอด View หรือ Reach สูงๆ ก็ยังไม่ถูกนับว่าเป็นการรู้จักจนซื้อสินค้าได้ เพียงแค่มีโอกาสและแนวโน้มที่จะรับรู้แบรนด์ของเราเท่านั้น

 

รับรู้แล้วทำยังไงให้สนใจ

เมื่อรับรู้สินค้าแล้วขั้นตอนถัดมาคือการทำยังไงให้ลูกค้าสนใจแบรนด์เรา ถือว่าเป็นขั้นของการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ ในขั้นแรกเลย สมมุติว่าลูกค้ารู้จักเราผ่าน Ads ที่แสดงผลขึ้นมาและเขากดติดตามเพจแล้ว จากนั้นจะทำยังไงให้เขาซื้อสินค้า ซึ่ง Tools ต่างๆ ก็มีให้เลือกมากมาย เช่น Messenger Ads หรือ Google Ads ที่ปกติจะยิงไปหาผู้ติดตามเพจ (เพราะอยู่ในขั้นสนใจ)

หรือจะเป็นเทคนิค E-mail Marketing วิธีเบื้องต้นที่ใช้ได้ผลสำหรับธุรกิจแนว E-Commerce ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ Consumer Journey ที่แต่ละแบรนด์ได้ทำการรีเสิร์ชมาว่าพวกเขามีพฤติกรรมอย่างไร

 

สนใจยังไงให้ซื้อสินค้า

เมื่อลูกค้าให้ความสนใจที่จะซื้อสินค้าผ่านการโปรโมทต่างๆ ในข้อก่อนหน้าแล้ว การจะดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าซ้ำส่วนใหญ่จะตัดสินใจในเรื่องของราคาซะมากกว่า ยิ่งเศรษฐกิจตอนนี้ การลดราคาถือเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ทำให้ลูกค้ายินยอมที่จะจ่าย

คำว่า “ราคา” นี้ไม่ได้หมายถึงการลดราคาให้ต่ำลงเสมอไป แต่เป็นความคุ้มค่าที่ลูกค้ารู้สึกว่าเขาได้รับกลับมามากกว่าครั้งแรกที่ซื้อ เช่น ซื้อสองชิ้นแถมฟรีแก้วเซรามิค หรือลดราคาลงตามโปรโมชั่นดังในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาล 09.09 ลูกค้าจะได้รับความพิเศษจากการซื้อสินค้าเพียงวันเดียวเท่านั้นก็ได้ 

 

ซื้อแล้วทำไงให้ซื้ออีกรอบ

การจะซื้ออีกรอบถือเป็นความท้าทายที่นักการตลาดต้องเจอตลอดเวลา​ ซึ่งวิธีที่แบรนด์ส่วนใหญ่ทำในตอนนี้คือการให้ส่วนลดสำหรับซื้อครั้งถัดไป หรือส่วนลดการทำกิจกรรมในเครือธุรกิจ หรือเก็บแต้มสะสมเพื่อรับสิทธิพิเศษเมื่อครบกำหนด

ทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมการซื้อซ้ำที่ได้ผล หรือหากจัดแคมเปญจะเป็นการซื้อคู่ถูกกว่าก็ได้ เพราะถือว่าเป็นการซื้อสินค้าสองชิ้นไม่ต่างกันแค่ต่างวาระ เป้าหมายส่วนใหญ่ของแคมเปญก็คือสร้างยอดขายและกำไรอยู่แล้ว 

 

ทิ้งท้าย

แน่นอนว่า Awareness ที่สูงก็แลกมากับเม็ดเงินที่สูงตาม การจะหมุนเวียนให้กลับมาเป็นยอดขายที่ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับโซเชียลมีเดียต่างๆ ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ในตอนนี้ หลายแบรนด์จึงเลือกสร้างช่องทางของตัวเองให้มีพลังมากพอที่จะไม่ต้องพึ่งพามีเดียอื่นมากจนเกินไป

แต่หากเป็นสินค้าในเครือ FMCG ที่ต้องโปรโมททั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั่วประเทศ ก็ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากอยู่ แต่ทุกๆ กิจกรรมต้องถูกวัดผลได้เพื่อให้คิดถึงความ Effective สำหรับมีเดียที่ลงไปเสมอ

from:https://www.thumbsup.in.th/awareness-sales-value-digital-marketing

โฆษณา

สร้าง “พลังใจ” อย่างไรเพื่อให้ไปถึง “เป้าหมาย“ และชีวิต “ประสบความสำเร็จ“

ทุกวันนี้ไปที่ไหนเราได้ยินแต่คำว่าสตาร์ทอัพๆ เดี๋ยวเพื่อนคนนั้นก็ลาออกมาทำสตาร์ทอัพ เดี๋ยวเพื่อนคนนี้ก็จอยสตาร์ทอัพต่างชาติ เดี๋ยวรัฐบาลก็บอกว่าจะออกนโยบายสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย แหม่…คำว่าสตาร์ทอัพช่างมีมนต์ขลังจนหลายคนมองข้ามผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ที่ระบุว่าสตาร์ทอัพไทยกว่า 90% นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า

พูดง่ายๆ ว่าถ้าสตาร์ทอัพ 10 ราย 9 รายจะเจ๊ง ส่วนอีก 5% ไม่ตายแต่ไม่โต มีเพียง 5% ที่ไปได้รุ่งและกลายเป็นสตาร์ทอัพดาวเด่น แต่เราไม่ได้อยากโฟกัสที่ความล้มเหลว เราอยากถอดบทเรียนว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้สตาร์ทอัพ 5% อยู่รอดและไปรุ่งจนเป็นดาวค้างฟ้าแวดวงธุรกิจไทย

โชค เส้นสาย ฐานะทางบ้านแต่ตั้งต้น? … ก็ไม่เถียงครับแต่มันอาจมีผลเพียงเล็กน้อยเพราะงานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่าบรรดานักธุรกิจที่รวยจากสตาร์ทอัพนั้น 99% มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพลังใจ (willpower) หรือความสามารถในการควบคุมจิตใจและการกระทำของตัวเองเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย

พลังใจสู่ความสำเร็จ

Roy F. Baumeister และ John Tierney เขียนไว้ในหนังสือ Willpower: Rediscovering Our Greatest Strength เล่าความแตกต่างระหว่างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวว่าอยู่ที่ความสามารถในการบริหารพลังใจ (willpower) เป็นสำคัญ เพราะพลังใจเป็นเหมือนเข็มทิศวบคุมความคิด การกระทำ และทำให้คุณมีกำลังวังชาพอฝ่าฟันอุปสรรคยากๆ ได้สำเร็จ

ความลับคือพลังใจเหมือนกล้ามเนื้อ คุณต้องฝึกฝน ยกเวทใจกันทุกวันเพื่อสะสม “กล้ามเนื้อ” แห่งความมุ่งมั่นนี้ไปเรื่อยๆ คนที่มีพลังใจมากจะเป็นคนมีแรงจูงใจดี มีวินัย และชอบมองโลกแง่ดี เมื่อคุณมีอุปนิสัยเหล่านี้แล้วชีวิตทั้งส่วนตัวและการงานของคุณก็จะมีแต่ความสำเร็จ

พลังใจเกิดขึ้นยังไง

เอาเข้าใจจริงพลังใจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองเหมือนพลังมหัศจรรย์หรอกนะ มันต้องอาศัย “ออกกำลังใจ” อย่างต่อเนื่องซึ่งก็คือการเสริมสร้างอุปนิสัยด้านบวกอย่างเป็นกิจวัตร เช่น การตื่นเช้า การทำงานก่อนค่อยเล่นเกม การอ่านหนังสือทุกวัน การศึกษาหาความรู้ก่อนนอนทุกคืน เมื่อคุณทำสิ่งเหล่านี้จนเป็นนิสัยมันจะช่วยผลักดันชีวิตคุณให้ก้าวหน้าทีล่ะเล็กทีล่ะน้อย และสุดท้ายกลายเป็นเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ

ถ้าไม่เชื่อผมลองดูทีมขายของบริษัทดูนะครับ คนทั่วไปชอบคิดว่าเซลล์ที่เก่งคือคนพูดเก่ง ช่างเอาอกเอาใจ ช่างประจบ แต่จากประสบการณ์ ผมเห็นว่าเซลล์ที่เก่งคือคนมีวินัยและวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ เขาหรือเธอรู้ว่าจะต้องไปหาลูกค้าแต่ล่ะคนกี่โมง เตรียมตัวตอบคำถามที่ลูกค้าอยากรู้เหมือนเดาข้อสอบ ทำพรีเซนเตชั่นสวยงามดูเป็นมืออาชีพ และรู้จักวางแผนหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนเมื่อถูกลูกค้าเรียกร้องในสิ่งที่ให้ไม่ได้ เซลล์ที่เก่งจึงไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์แต่เกิดการวินัย การทำการบ้านและการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

สร้างพลังใจให้สำเร็จยังไง

แรงจูงใจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ คุณพ่อจะลดความอ้วนง่ายหากมีปัญหาสุขภาพแต่ยังอยากอยู่กับลูกๆ ไปนานๆ ผู้จัดการอยากแก้ปัญหาชีวิตหากเป็นธุรกิจที่ปลุกปั้นมากับมือ หรือฝ่ายขายอยากได้ค่าคอมมิชชั่นเยอะๆ เพื่อสร้างบ้านให้พ่อกับแม่

ขั้นแรกหาแรงจูงใจของคุณให้เจอะซะก่อน จดมันออกมาให้เห็นตรงหน้าเลยว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไรบ้าง จากนั้นเริ่มแตกงานออกมาว่าคุณต้องทำอะไรบ้างเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เช่น หากแรงจูงใจของคุณคือการสร้างบ้านราคา 10 ล้านภายใน 10 ปี งานของคุณคือต้องเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านต่อ 1 ปีเป็นอย่างต่ำ แล้วค่อยแตกออกมาว่าต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง ลดการกินอาหารนอกบ้าน เก็บเงินจากเงินเดือน ทำงานพิเศษเพิ่มเติม

ขั้นต่อมาคือการควบคุมตัวเองให้ทำตามกิจกรรมที่คุณกำหนดไว้ให้ได้ การควบคุมตัวเองเป็นพื้นฐานของคนประสบความสำเร็จทุกคนและการควบคุมตัวเองได้ทำให้เราไม่ทำพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและความสำเร็จระยะยาว

แต่ความสุขที่จะเกิดจากการควบคุมตัวเองนั้นเห็นผลช้าและคุณอาจหงุดหงิดมากๆ ถ้าจะรอนานมากกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง เทคนิคคือมองหาความสำเร็จเล็กๆ ในทุกๆ วัน เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายในแต่ล่ะวันไว้แล้วให้เปลี่ยนมุมมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นภาระแต่ให้มองมันเป็นความสำเร็จ เมื่อคุณรู้สึกสำเร็จทุกๆ วัน สมองก็จะรู้สึกเหมือนได้รับรางวัลทุกวันจากนั้นคุณก็จะอยากควบคุมตัวเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย การตื่นเช้า การอ่านหนังสือทุกวัน การหาความรู้เพิ่มเติมกลายเป็นเรื่องง่าย

เราอาจสรุปโมเดลของการสร้างพลังใจสู่ความสำเร็จดังนี้

แรงจูงใจ > การควบคุมตัวเอง > อุปนิสัย > พลังใจ > ความสำเร็จ

เทคนิคการเพิ่มพลังใจ

  • พยายามรักษาสุขภาพอยู่เสมอเพื่อพัฒนาจิตใจและความเชื่อมั่น หากคุณสุขภาพดี กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำคุณก็จะมีพลังงานไปทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • ทำงานน้อยแต่ทำอย่างฉลาด การพยายามทำงานเยอะๆ เสี่ยงต่อการ burn out และสุดท้ายจะทำให้คุณเข็ดไม่อยากทำงานยากๆ อีกเลย ต้องรอบคอบก่อนจะเริ่มทำงานต่างๆ
  • สำคัญสุดคือจงเป็นตัวของตัวเองและมีแรงจูงใจในสิ่งทำเสมอ ถ้าคุณรู้สึกว่างานตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบก็ยากมากที่คุณจะอยู่กับมันได้นาน

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-build-your-willpower

กันผูกขาด! เกาหลีใต้เตรียมห้ามฉายภาพยนตร์เกิน 50% ของจำนวนจอหนังทั่วประเทศ

รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้เตรียมออกกฎหมาย “ห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิน 50% ของจำนวนจอหนังที่มีอยู่ทั่วประเทศ” ระบุป้องกันการผูกขาดหน้าจอด้วย “หนังที่ได้รับความนิยม” (blockbuster film) ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

Photo: Doo Ho Kim

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่าจะมีการแก้ไขกฎหมาย “Promotion of the Motion Pictures and Video Products” ซึ่งหากกฎหมายนี้ผ่าน ข้อห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิน 50% ของจำนวนจอหนังที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยจะควบคุมการฉายของโรงภาพยนตร์ในช่วงเวลา 13.00-23.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีคนดูหนังมากที่สุด

กระทรวงวัฒนธรรมฯ ของเกาหลีใต้ พบว่าระหว่างปี 2559-2561 มี 12 ครั้งที่เกิดการฉายหนังบางเรื่องมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนโรงที่มีอยู่ (เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2556-2558) เช่น เมื่อเดือนเมษายน 2561 ภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Endgame เปิดฉาย 2,835 จอ หรือคิดเป็น 90% ของจำนวนจอทั่วประเทศที่มีอยู่ 3,128 จอ

ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์มากกว่า 90% ของเกาหลีใต้ 3 บริษัทที่เป็นเจ้าของอยู่ คือ CJ CGV, Lotte Cinema และ Megabox ซึ่ง 3 บริษัทเหล่านี้ยังทำธุรกิจจัดจำหน่ายภาพยนตร์เองด้วย และยกโรงภาพยนตร์ให้กับภาพยนตร์ของตัวเอง รวมถึงยังมีการ “ยกโรง” ให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูง (Blockbuster film) จากฮอลลีวู้ด มากกว่าภาพยนตร์จากผู้ผลิตอิสระอื่นๆ

ซึ่ง “การผูกขาดการฉายภาพยนตร์” เป็นสิ่งที่วงการหนังเกาหลีใต้กังวลมาพักใหญ่แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมฯ ยังเตรียมตั้ง ASEAN-Republic of Korea Film Organization ศูนย์กลางสำหรับสนับสนุนการทำงานร่วมงานระหว่างอุตสาหกรรมภาพยนต์ของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเตรียมตั้งกองทุนสำหรับสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์สำหรับการผลิตขนาดเล็ก-กลางอีกด้วย

ที่มา: Variety

from:https://www.thumbsup.in.th/korea-bans-monopoly-flim-releasing

กันผูกขาด! เกาหลีใต้เตรียมห้ามฉายภาพยนตร์เกิน 50% ของจำนวนจอหนังทั่วประเทศ

รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้เตรียมออกกฎหมาย “ห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิน 50% ของจำนวนจอหนังที่มีอยู่ทั่วประเทศ” ระบุป้องกันการผูกขาดหน้าจอด้วย “หนังที่ได้รับความนิยม” (blockbuster film) ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

Photo: Doo Ho Kim

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่าจะมีการแก้ไขกฎหมาย “Promotion of the Motion Pictures and Video Products” ซึ่งหากกฎหมายนี้ผ่าน ข้อห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิน 50% ของจำนวนจอหนังที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยจะควบคุมการฉายของโรงภาพยนตร์ในช่วงเวลา 13.00-23.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีคนดูหนังมากที่สุด

กระทรวงวัฒนธรรมฯ ของเกาหลีใต้ พบว่าระหว่างปี 2559-2561 มี 12 ครั้งที่เกิดการฉายหนังบางเรื่องมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนโรงที่มีอยู่ (เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2556-2558) เช่น เมื่อเดือนเมษายน 2561 ภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Endgame เปิดฉาย 2,835 จอ หรือคิดเป็น 90% ของจำนวนจอทั่วประเทศที่มีอยู่ 3,128 จอ

ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์มากกว่า 90% ของเกาหลีใต้ 3 บริษัทที่เป็นเจ้าของอยู่ คือ CJ CGV, Lotte Cinema และ Megabox ซึ่ง 3 บริษัทเหล่านี้ยังทำธุรกิจจัดจำหน่ายภาพยนตร์เองด้วย และยกโรงภาพยนตร์ให้กับภาพยนตร์ของตัวเอง รวมถึงยังมีการ “ยกโรง” ให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูง (Blockbuster film) จากฮอลลีวู้ด มากกว่าภาพยนตร์จากผู้ผลิตอิสระอื่นๆ

ซึ่ง “การผูกขาดการฉายภาพยนตร์” เป็นสิ่งที่วงการหนังเกาหลีใต้กังวลมาพักใหญ่แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมฯ ยังเตรียมตั้ง ASEAN-Republic of Korea Film Organization ศูนย์กลางสำหรับสนับสนุนการทำงานร่วมงานระหว่างอุตสาหกรรมภาพยนต์ของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเตรียมตั้งกองทุนสำหรับสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์สำหรับการผลิตขนาดเล็ก-กลางอีกด้วย

ที่มา: Variety

from:https://www.thumbsup.in.th/korea-will-ban-monopoly-flim-releasing

SCB ลุย Digital Lending ต่อ เปิดตัวฟีเจอร์ ‘มีตังค์’ ให้ “ยืมเงินล่วงหน้า” สำหรับพนักงานประจำ

ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็เปิดตัวบริการ Digital Lending บนแอปพลิเคชัน SCB EASY ไปเมื่อเดือนมกราคม 2561 ที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ SCB เปิดตัวฟีเจอร์ ‘มีตังค์’ บนแอป SCB EASY โดยให้บริการ “เบิกเงินเดือนล่วงหน้า” (On-Demand Access Wages) ระบุว่าเป็นธนาคารแรกในไทย ช่วยนายจ้างดูแลพนักงานด้วยทางออกสุดโดนใจมนุษย์เงินเดือน ผ่านแนวคิด “มีตังค์ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน” ให้เบิกเงินเดือนล่วงหน้าได้ผ่านแอป
ทางธนาคารระบุว่าการเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าว จะเป็นทางเลือกใหม่ช่วยปลดล็อคปัญหาเมื่อพนักงานต้องการใช้เงินฉุกเฉิน ให้สามารถวางแผนการเงินจากรายได้ประจำของตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ สอดคล้องกับนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ใช้เทคโนโลยีผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เศรษฐกิจและสังคม และหวังว่าจะมีส่วนช่วยปิดประตูหนี้นอกระบบ

“เชื่อว่าบริการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานบริษัท และจะช่วยแก้ปัญหาให้กับทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ลดความเสี่ยงในการเป็นหนี้นอกระบบของพนักงานกลุ่มเป้าหมาย และจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้”

นายอรพงศ์ เทียนเงิน ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว

ทั้งนี้ SCB ได้สำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัทผู้มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท พบว่า

  • 80% ของกลุ่มตัวอย่าง เคยกู้เงินนอกระบบ
  • 88% ของกลุ่มตัวอย่าง มียอดเงินกู้น้อยกว่า 15,000 บาท
  • 57% ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าปัญหาหนี้สินทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ในช่วงแรกของการทดสอบบริการ นายจ้างของบริษัทที่นำร่องการทดลอง (คือ วิลล่า มาร์เก็ท และ อำพลฟูดส์) จะคัดเลือกพนักงานกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้รับสิทธิ์นี้

โดยจะเบิกเงินเดือนได้เท่ากับจำนวนวันที่ได้ทำงานจริงมาแล้วในเดือนนั้นๆ สูงสุดไม่เกิน 50% ของเงินเดือน หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน (หรือตามที่นายจ้างกำหนด) ได้ผ่านแอป SCB EASY และธนาคารจะหักเงินคืนในการจ่ายเงินเดือนครั้งถัดไป และมีค่าธรรมเนียมการเบิกเงินล่วงหน้า 20 บาท ต่อการกู้เงิน 1,000 บาท (1,000 ละ 20 บาท)

พร้อมกันนี้ยืนยันว่าจะมีการจัดโครงการพิเศษสำหรับพนักงานบริษัทเพื่อให้ความรู้เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลอีกด้วย ซึ่งทาง SCB คาดว่าในปี 2562 นี้ จะเพิ่มจำนวนบัญชีเงินเดือนให้มีมากกว่า 20% จากปัจจุบันที่มีฐานจำนวนบัญชีเงินเดือนอยู่ที่ 2 ล้านบัญชี

from:https://www.thumbsup.in.th/metang-scb-digital-lending-for-salarymen

ฟีลกู้ด! ญี่ปุ่นรีทวิตชายถูกครอบครัวรังเกียจกว่าแสนครั้ง

สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว Twitter เป็นแฟลตฟอร์มฮอตฮิตยอดนิยมที่ไม่ใช่เพียงแฟลตฟอร์มที่เอาไว้ปล่อยคลิปสนุกๆ หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่สร้างเสริมกำลังใจให้กันและกันด้วย

เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้เกิดขึ้นหลังจากชายคนหนึ่งที่ใช้ชื่อไอดีว่า @shosho5557837 แชร์ประสบการณ์ว่าเขาถูกพ่อแม่และพี่ชายนินทาเสียๆ หายๆ ลับหลัง ถึงขั้นบอกว่าเป็น “เห็บที่น่ารำคาญ” ที่พีคมากคือเขารู้เรื่องนี้จากเทปวงจรปิดในรถที่เขาไปย้อนดูเพื่อหาทางช่วยเหลือพ่อแม่กับพี่ชายที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ (ระหว่างที่นินทาเขาอยู่)

“ผมไม่คิดเลยว่าพ่อแม่และพี่ชายจะรู้สึกว่าผมเป็นเห็บหมัด ที่เสียใจกว่านั้นคือดูเหมือนพวกเขาจะสนุกกับการล้อเลียนผมมากและคงทำกันเป็นประจำ”

เทคโนโลยีนำสิ่งดีๆ มากมายมาสู่ชีวิต เช่น หุ่นยนต์ โฮโลแกรม หรือวีดีโอน้องหมาน้องแมวน่ารักมากมาย แต่บางครั้งเทคโนโลยีก็ทำให้เราซึมเศร้า เช่น การรังแกบนโลกออนไลน์ หรือภาวะติดสมาร์ทโฟน กรณีของหนุ่มคนนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เทคโนโลยีทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว

ด้วยความเสียใจ เจ้าของไอดี @shosho5557837 จึงโพสต์ระบายความรู้สึกของเขาบนทวิตเตอร์โดยไม่ได้หวังว่าจะมีใครมาสนใจแต่ชาวเน็ตญี่ปุ่นกว่า 1 ไอดีกลับแชร์มันจนกลายเป็นไวรัล

“เสียใจด้วยนะ”

“คุณเป็นเหยื่อรายใหญ่ที่สุด”

“หวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ”

“ฉันไม่รู้ว่าจะพูดยังไง…รู้สึกอยากร้องไห้มาก”

“อยากรู้จริงๆ ว่าครอบครัวคุณจะทำยังไง หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนะ”

ถึงเราไม่รู้ว่าบทสรุปของเหตุการณ์นี้คืออะไร แต่มั่นใจได้ว่า @shosho5557837 คงหายเศร้าไปเยอะเพราะหลังจากมีคนรีทวิตนับแสน เขาเลยใช้โอกาสนี้โฆษณา Kyushu University Spider Symposium ซึ่งเป็นงานสัมมนาเรื่องแมงมุมที่เขาเป็นแม่งานอยู่ซะเลย หลายคนหลังไมค์ไปจองเก้าอี้สัมมนาเพื่อให้กำลังใจเขาและ @shosho5557837 ยังสัญญาว่าเขาจะสร้างกลุ่มพิเศษเพื่อสมาชิกที่หลังไมค์มาหาเขาอีกด้วย

ถึงจะโชคร้ายเจอความจริงที่น่าเจ็บปวดจากครอบครัวแต่อย่างน้อยก็ยังมีอะไรดีๆ เหลือล่ะนะ หวังว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์คนนี้จะกล้าพูดสิ่งที่เขาพบกับครอบครัวและกลับมาคืนดีกันได้โดยเร็วนะ เพราะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าครอบครัวที่ไม่ดูแลกัน

ที่มา : soranews24

from:https://www.thumbsup.in.th/japanese-twitter-rallies-around-user-who-was-betrayed

ล้มละลายแล้วไปไหน? ส่อง Timeline ค้าปลีกสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน

ในยุคที่ Disruption แผ่ขยายไปยังหลายภาคส่วน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบไปไม่น้อย หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคงหนีไม่พ้นธุรกิจ “ค้าปลีก” หรือ “Retail” ซึ่งในหลายๆ ประเทศต่างมีการปรับโครงสร้างองค์กร เปลี่ยนนโยบาย ลดสาขา และปลดพนักงานไปจำนวนมาก

วันนี้เราขอเล่าถึงเคสของค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา ที่เกิดต้องปิดกิจการและล้มละลายไปเป็นจำนวนมาก โดยสรุปเป็น Timeline ค้าปลีกสหรัฐฯ ในช่วงปี 2558-2562 (ค.ศ.2015-2019) แบบคร่าวๆ ให้ได้เข้าใจกันดังนี้

สรุป Timeline ในปี 2015

จากการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ทำให้แบรนด์ที่ไม่สามารถพัฒนาระบบให้สะดวก รวดเร็วได้เท่าแบรนด์อื่น หรือตัดสินใจเลือกทางเลือกใด ๆ ที่ผิดพลาด ต้องทำการยื่นล้มละลายเพื่อรักษาทรัพย์สินที่ยังเหลือของตนไว้

เช่น แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง Wet Seal ที่ยื่นล้มละลายจากแรงกดดันที่ไม่สามารถสู้กับคู่แข่งที่เป็น ‘Fast Fashion Brand’ อย่าง H&M และ Zara ได้ หรือ KARMALOOP ที่ขาดทุนไปกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการพยายามผันตัวจากออนไลน์เข้าไป Cross Platform กับโทรทัศน์ ทำให้เห็นว่าในยุคปัจจุบันทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งเดียวก็สามารถก่อหนี้ได้อย่างมหาศาล

หรือในกรณี Quiksilver ที่เราน่าจะคุ้นหูกันกับแบรนด์ Surfwear ยอดฮิตในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไป Surfwear ได้รับความนิยมลดลงมาก พร้อมกับการมาถึงของ Fast Fashion อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้สุดท้าย Quiksilver ต้องยื่นล้มละลายไปในปี 2015

สรุป Timeline ในปี 2016

ในปีนี้วิกฤติของ Retail หรือ ค้าปลีก เริ่มมีให้เห็นชัดเจนขึ้นกว่าปีก่อน จากการลดสาขาทั่วโลกของ Walmart ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากมียอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อ 3 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการยื่นล้มละลายของ Walmart ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าการผันตัวมาเสริมด้าน Online Store ของ Walmart จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าในอดีตบ้าง

แต่นอกจาก Walmart แล้ว จะเห็นได้ว่าแบรนด์อื่น ๆ ที่ยื่นล้มละลายในปีนี้เกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่น (นอกจากนั้นจะเป็นธุรกิจอุปกรณ์กีฬา) ซึ่งส่วนมากจะถูก disrupt โดยตรงจากแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Amazon เพราะแบรนด์ไม่สามารถสร้างระบบ e-commerce มาสู้ในตลาดปัจจุบันได้ และ แบรนด์ American Apparel ที่เพิ่งยื่นล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างภายในไปในปี 2015 ก็ต้องมีการยื่นล้มละลายอีกครั้งเนื่องจากไม่สามารถฟื้นฟูแบรนด์กลับมาได้

สรุป Timeline ในปี 2017

ในปี 2017 การยื่นล้มละลายส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเรื่องของปัญหาหนี้สิน และการ disrupt จากแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นเดียวกัน มีการลดสาขาลงอีกมากมายหลายร้อยสาขา แต่จะสังเกตได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะเริ่มรู้ตัว และปรับตัวอย่างรวดเร็ว และหากแบรนด์ไหนทำได้ก็จะทำให้การสามารถหลุดออกจากสถานะล้มละลายได้รวดเร็วยิงขึ้น

อย่างแบรนด์ Rue21 ที่ทำการปิดสาขากว่า 400 สาขาเพื่อลดหนี้หลังจากการยื่นล้มละลายในเดือนพฤษภาคม 2017 และทำการปรับปรุงระบบภายในครั้งใหญ่ได้โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน จนสามารถเติบโตต่อไปได้ในฐานะธุรกิจ e-commerce

ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Toy “R” Us ที่พ่ายแพ้ให้กับการ disrupt ของแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Amazon และร้านค้าออนไลน์อื่น ๆ จนต้องยื่นล้มละลายในเดือนกันยายน 2017 กลับเลือกที่จะปิดสาขาทั้งหมดในเดือนมีนาคม 2018 หลังจากได้รับผลตอบรับที่ไม่น่าพอใจจากช่วงลดราคาสินค้าในวันหยุด

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา ก็ได้มีข่าวว่า Toy “R” Us กลับมาอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ที่ไฮเทคกว่าเดิม พร้อมจัดเต็มแข่งขันกับ Amazon Walmart และ Target ที่เป็นเจ้าใหญ่ในอเมริกา (อ่านข่าวได้ที่นี่) ซึ่งก็อาจจะเป็นแผนที่ Toy “R” Us ไปซุ่มพัฒนาระบบออนไลน์ให้พร้อมรบก่อนจะกลับมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งก็เป็นได้

สรุป Timeline ในปี 2018

จะสังเกตได้ว่าในปี 2018 แม้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะเริ่มพยายามผันตัวเองให้เป็น e-commerce จากการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ในตลาด e-commerce ตอนนี้ก็มีคู่แข่งเยอะทั้งรายใหญ่และรายย่อยจนไม่สามารถสู้ไหว ทำให้แบรนด์ที่ยังมีหน้าร้าน และต้องลงทุนกับหน้าร้านที่มีสาขามากมาย ไม่สามารถนำรายได้จาก e-commerce ที่แม้จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มาทดแทนได้หมด

ส่งผลให้หลาย ๆ แบรนด์ยังคงต้องยื่นล้มละลายและลดสาขาลงหลาย 100 สาขา เพื่อเข้าสู้กระบวนการปรับปรุงระบบภายในใหม่ทั้งหมด เช่น Sears ที่ทำการลดสาขาลงจาก 1,672 สาขาในปี 2016 เหลือ 687 สาขาในปี 2018 จนถึงปัจจุบันเหลือเพียง 223 สาขา (และ Kmart อีก 202 สาขา) พร้อมกับหันมาพัฒนาด้าน Customer Experience และการใช้ประโยชน์จาก AI มากขึ้น จากการที่ e-commerce ในปัจจุบันมีความ Advance ขึ้นกว่าในปีก่อน ๆ อีกด้วย

สรุป Timeline ในปี 2019

ในปี 2019 แบรนด์ Payless ทำการยื่นล้มละลายเป็นครั้งที่สองจากครั้งแรกในปี 2017 โดยจะปิดสาขาทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 2,100 สาขาในอเมริกาและเปอร์โตริโก นับเป็นการปิดตัวครั้งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือแบรนด์ Forever 21 ที่เพิ่งยื่นล้มละลายไปเมื่อเดือนก่อนจนเป็นข่าวใหญ่อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าปัญหาของ Forever 21 ก็ไม่ต่างจากแบรนด์อื่นที่ต้องปรับโครงสร้าง ลดขนาดหน้าร้าน และโฟกัสกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตแบรนด์ Forever 21 อาจจะกลับมายืนขึ้นอย่างมั่นคงได้อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ ก็อาจจะต้องยื่นล้มละลายกันอีกมากมายเช่นเดียวกัน

ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลสรุปโดยย่อจาก Timeline ของ CBINSIGHT หากผู้อ่านต้องการรับชมข้อมูลแบบเต็ม ๆ ว่าแต่ละแบรนด์ต้องพบเจอกับปัญหาอะไรกันบ้าง สามารถตามเข้ามาอ่านต่อกันที่ ลิงก์นี้ ได้เลยครับ

ที่มา : CBINSIGHT, Marketing Oops, Vox

from:https://www.thumbsup.in.th/us-retail-bankruptcy-timeline