คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

The Mall Group โชว์ล้ำ! เปิดกลยุทธ์ใหม่ใช้ AR Game ทำให้ลูกค้าช้อปสนุกขึ้น

หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ประกาศแผนโรดแมป 5 ปี Transform องค์กรครั้งใหญ่เพื่อมุ่งสู่การเป็น The Mall 4.0 ไปแล้วนั้น ล่าสุดเดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็ได้เปิดตัวแคมเปญที่มีสีสันช่วงกลางปีในชื่อ Get Lucky Midyear Sale ‘The Lucky Monsta Hunt’ ที่คราวนี้ไม่ได้มาแค่การลดราคาและสะสมคะแนนเท่านั้น

แต่แคมเปญครั้งนี้ ยังมีการนำเอา Gamification มาใช้ โดยเปิดตัวแอปพลิเคชันที่นำเอาคอนเซ็ปต์ของเกมมาประยุกต์ใช้ เพื่อการกระตุ้นและดึงความสนใจให้คนมาเข้าร่วม พร้อมกับนำเทคโนโลยี AR เข้าช่วยให้การเล่นเกมมีความสนุกสนานยิ่งขึ้น

ตัวแอปดังกล่าวมีชื่อว่า The Lucky Monsta Hunt ‘ล้อปแล้วช่า ล่าแล้วช้อป’ เปิดให้เราสามารถสะสมเหรียญไว้ใช้ซื้อไอเทมพิเศษ เพื่อนำไปล่าเหล่า Lucky Monsta ทั้ง 7 ตัว ดังภาพด้านล่างนี้

พร้อมรับของรางวัลเป็น Gift Voucher มูลค่าแตกต่างกันไป เพื่อนำไปช้อปปิ้งได้ต่อนั่นเอง

โดยเกมบนมือถือเปิดให้ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ทั้งระบบ iOS และ Android เมื่อติดตั้งแอพพลิเคชั่นแล้วสามารถร่วมสนุกได้ทันที

แคมเปญใหญ่ที่น่าจับตามอง

กลยุทธ์ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ใช้ครั้งนี้เป็นการนำเอา Retail และ Entertainment รวมกัน ทำให้เกิด Retailtainment ขึ้น โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้การช้อปปิ้งเกิดประสบการณ์ที่สนุกและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ 3E ได้แก่

1.Evolution – ปฏิวัติการช้อปปิ้งแบบจำเจ นำ Gamification เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำการตลาด เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมเล่นเกมออนไลน์บนมือถือมากขึ้น

2. Empowering Entertainment – เพิ่มประสบการณ์การช้อปปิ้งผ่านความบันเทิงอย่างตัว Lucky Monsta และการใช้ Music Marketing เพื่อให้ลูกค้าทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่จดจำได้เร็วขึ้น

3. Extraordinary Experience – การสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งไร้รอยต่อแบบ Offline-to-online: O2O ผสานทั้งการใช้งานเกมผ่านทางออนไลน์-มือถือ เข้ากับการทำกิจกรรมภายในห้างฯ เพื่อให้เกิดการรับรู้ ดึงลูกค้ามาทำกิจกรรม และเกิดการซื้อสินค้าในที่สุด

กลยุทธ์ห้างยุคนี้ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ข้อมูลจาก We Are Social และ Hootsuite ระบุว่ามีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก เล่นเกมออนไลน์ทุกเดือน และข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดีย 93.6 เปอร์เซ็นต์ และเกมออนไลน์ 41 เปอร์เซ็นต์

จากข้อมูลข้างต้น เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคยุคใหม่อย่าง Millennial (อายุประมาณ 23-39 ปี) และ Gen Z (อายุประมาณ 9-22 ปี) อยู่กับเกมออนไลน์และอินเทอร์เน็ตอย่างเห็นได้ชัด

ทำให้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ไม่รีรอ ตัดใจสินใจใช้เกมเข้ามากระตุ้นให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีขึ้น ซึ่งหากจะบอกว่าเป็นครั้งแรกของวงการค้าปลีกไทยก็ไม่ผิดนัก ที่เปิดโลกนักช้อปผ่านประสบการณ์การเล่นเกมบน AR

รวมถึงจะสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างลูกค้ากับห้างฯ ให้มีมากขึ้น โดยห้างฯ อาจใช้เกมดังกล่าวส่งเสริมให้คนเดิมไปยังโซนอื่นๆ ที่น่าสนใจได้อีก

ซึ่งทางเดอะมอลล์ กรุ๊ป คาดว่าแคมเปญดังกล่าวจะสามารถสร้างประสบการณ์ และได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมากและยังคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนคนเดินห้างในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/the-mall-group-mid-2019-campaign-strategy/

โฆษณา

8 รายการดีๆ สำหรับคนที่อยากเป็นเจ้าของกิจการ

หลายคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองและกำลังมองหาข้อมูลดีๆ เพื่อเป็นไอเดียใหม่ๆ ที่จะช่วยจุดประกายทางความคิด และสร้างไอเดียใหม่ๆ ทางทีมงาน Thumbsup จึงได้รวบรวมรายการที่ให้คำแนะนำและข้อคิดที่ดีสำหรับเหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ ที่กำลังมองหาบทความหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ลองมาดูกันว่ามีรายการไหนน่าสนใจกันบ้าง

อายุน้อยร้อยล้าน

รายการชื่อดัง “อายุน้อยร้อยล้าน” ของช่อง Workpoint TV ที่นำธุรกิจต่างๆ มาเล่าเรื่องราวการเริ่มต้นทำธุรกิจต่างๆ จนประสบความสำเร็จในที่สุด รายการนี้เริ่มต้นออกเทปแรกเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 ดำเนินรายการโดย ก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน ที่เป็นทั้งเจ้าของบริษัทเองด้วย อายุน้อยร้อยล้าน เป็นรายการสาระบันเทิงเชิงธุรกิจ ผลิตรายการโดย บริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น โดยก่อนหน้านี้ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ช่องเวิร์คพ้อยท์ ซึ่งฐานผู้ชมส่วนใหญ่จะอยู่ที่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจติดตามเช่นกัน

ชมคลิปในช่อง

Startyourway

เรียกว่าเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมแนวความคิดและถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้แก่คนรุ่นใหม่ที่อยากหาแรงบันดาลใจในการลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งคุณวินเจ้าของช่องเคยกล่าวไว้ว่า “เพราะการเรียนรู้เรื่อง “นายตัวเอง” ไม่มีสอนในระบบการศึกษาไทย ผมจึงขอทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้นั้นให้ประเทศไทยเอง” ทำให้รายการในของ Startyourway เต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการเริ่มประกอบธุรกิจ  และมุ่งสู่การมีอิสรภาพในการทำงาน

ชมคลิปในช่อง

Thai Franchise Center

ช่องรวมธุรกิจ SME และแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาธุรกิจเฟรนไชน์น่าสนใจ เพราะมีเนื้อหาน่าสนใจอัปเดทใหม่ๆ ทุกเดือน ซึ่งคนที่อยากหาข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำธุรกิจหรือบริหารกิจการของคุณให้ราบรื่น ด้วยการแชร์เทคนิคต่างๆ ต้องไม่พลาด

ชมคลิปในช่อง

Shark Tank Thailand

เวทีแข่งขันทางธุรกิจเพื่อขอเงินทุนจากเหล่าผู้ประกอบการ ออกอากาศทางช่อง 7 สำหรับรายการ “Shark Tank Thailand” นั้น เรียกได้ว่าเป็นรายการชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกาทางช่อง ABC เป็นรายการที่นำเอานักลงทุนจำนวน 5 คนมานั่งฟัง ผู้ประกอบการเล่าถึงฝันและการหาเงินทุนไปต่อยอดธุรกิจ ส่วนในประเทศไทยนั้น ก็ได้ดึง 6 ผู้บริหารชั้นนำ เฉลิมชัย มหากิจศิริ ซีอีโอของ พีเอ็ม กรุ๊ป, ชาริณี “แชนนอน” กัลยาณมิตร ผู้คร่ำหวอดในวงการสตาร์ทอัพมานาน 17 ปี และเป็นผู้บริหารกองทุน Gobi Ventures , รวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด, Nishita Shah กรรมการผู้จัดการ GP Group และเป็นทายาทรุ่น 3 ของนักธุรกิจชาวอินเดียที่เขามาทำกิจการในไทย และเป็นเศรษฐีไทยอันดับที่ 32 ในปี 2561, กฤษน์ ศรีชวาลา ซีอีโอ ฟิโก้ กรุ๊ป และ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ซีอีโอ บริษัท อุ๊กบี จำกัดและเป็นผู้บริหารกองทุน 500 tuktuk ด้วย โดยนักลงทุนทั้ง 6 คน ถือว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจและขายธุรกิจมาแล้ว จนมีเงินนับพันล้านบาทในปัจจุบัน สำหรับการเข้าร่วมแข่งขันนั้น เจ้าของธุรกิจ ต้องแลกเงินกับส่วนแบ่งที่ต้องให้แก่นักลงทุนเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งรายการนี้ถือว่าโด่งดังมากในต่างประเทศ

ชมคลิปในช่อง

 

Smart SME TV

สมาร์ทเอสเอ็มอี ทีวีชี้ช่องรวย เป็นช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี เริ่มออกอากาศวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 โดยมีคุณณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล เป็นผู้อำนวยการสถานี เรียกว่าเป็นช่องรายการเพื่อผู้ประกอบการ และคนที่สนใจอยากประกอบอาชีพเสริม เพราะนำเอาธุรกิจหลากหลายประเภทมานำเสนอ และความรู้รอบตัวของคนทำธุรกิจ

ชมคลิปในช่อง

 

หนุ่มเมืองจันท์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ เป็นคอลัมน์ยอดฮิตในมติชนสุดสัปดาห์ ของหนุ่มเมืองจันท์ พิมพ์รวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คครั้งแรกในปี 2540 ใช้ชื่อเดียวกับคอลัมน์ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจ เกร็ดความรู้ทางการตลาด มุมมองและแง่คิดต่างๆ ซึ่งได้จากการฟังมาโดยตรง หรือการสังเกตการณ์ เกร็ดธุรกิจง่ายๆ พร้อมแรงบันดาลใจดีๆ ในการใช้ชีวิต โดย “หนุ่มเมืองจันท์” หรือ สรกล อดุลยานนท์ คอลัมนิสต์มติชนสุดสัปดาห์, กรุงเทพธุรกิจ ที่ทำรายการสัมภาษณ์นักธุรกิจในหลากหลายประเด็นได้น่าติดตาม ออกอากาศทาง Workpoint TV

ชมคลิปในช่อง

K SME

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งธนาคารที่สนับสนุนให้ SME ไทย ปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยี รวมไปถึงเครื่องมือที่น่าสนใจ ซึ่งนำเสนอในรูปแบบคอนเทนต์ของธนาคารที่เปิดกว้างและได้นำเอาเคสธุรกิจดีๆ มาถ่ายทอดสู่คนในวงกว้างให้ได้รับชมกัน

ชมคลิปในช่อง

SME สร้างอาชีพ TV

SME สร้างอาชีพ TV รายการวาไรตี้ศูนย์รวมอาชีพและธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลก อัพเดทเทรนด์ธุรกิจมาใหม่มาแรง ช่องทางการสร้างอาชีพแบบ Realtime รายการดีๆ สำหรับทุกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ Start Up อาชีพเป็นของตนเองให้ตั้งตัน ต่อยอด ยั่งยืนในระยะยาว เพราะ SME สร้างอาชีพ Media อยากเห็นคนไทยมีอาชีพที่สามารถตั้งต้น ต่อยอด ได้อย่างยั่งยืนหนึ่งรายการที่ช่วยทลายกรอบความคิด และความเชื่อแบบเดิมๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ สู่การเพิ่มรายได้อีกทางให้กับตัวเอง และทลายกรอบความคิดกลายมาเป็นงานประจำ

ชมคลิปในช่อง

ทิ้งท้าย

น่าสนใจทุกรายการเลยใช่ไหมคะ โดยแต่ละช่องต่างก็นำเสนอคอนเทนต์เชิงธุรกิจที่น่าสนใจแตกต่างกัน วัตถุประสงค์ก็เพื่อคนรักการทำธุรกิจ เรียกได้ว่าเหมาะจะเป็นแหล่งข้อมูลดีๆ ในการใช้ต่อยอดทำธุรกิจต่อไปในอนาคต

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/business-tv-program-for-entrepreneurs/

AIS, dtac และ True เข้ารับใบอนุญาต 700 MHz ตามคาด

สรุปผลการเข้าร่วมขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz มีผู้เข้ารับการจัดสรรคลื่นจำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (True Move), บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) และ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (dtac Trinet) โดยการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ครั้งนี้ ไม่มีผู้ขอรับการจัดสรรคลื่นฯ เลือกชุดคลื่นความถี่ซ้ำกัน ผลที่ได้มีดังนี้

  1. True Move ได้รับคลื่นความถี่ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 703-713 MHz คู่กับ 758-768 MHz ราคาคลื่น 17,584 ล้านบาท ชำระจริง 18,814.898 ล้านบาท
  2. dtac Trinet ได้รับคลื่นความถี่ชุดที่ 2 ช่วงความถี่ 713-723 MHz คู่กับ 768-778 MHz ราคาคลื่น 17,584 ล้านบาท ชำระจริง 18,814.898 ล้านบาท
  3. AWN ได้รับคลื่นความถี่ชุดที่ 3 ช่วงความถี่ 723-733 MHz คู่กับ 778-788 MHz ราคาคลื่น 17,584 ล้านบาท ชำระจริง 18,814.898 ล้านบาท

โดยมีราคาการอนุญาตรวมทั้งสิ้น 52,752 ล้านบาท และมีรายได้จากการจัดสรรฯ เข้ารัฐรวมภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 56,444.64 ล้านบาท ซึ่งผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรคลื่นฯ ต้องนำเงินงวดแรกพร้อมหลักประกันมาชำระให้แก่ สำนักงาน กสทช. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 15 วัน

และสำนักงาน กสทช. จะมีหนังสือแจ้งวันเริ่มต้นการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน

AIS มองว่าคุ้ม เพราะเมื่อใช้กับ 5G จะทำให้ครอบคลุมได้ไกล

ข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยว่าว่า นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS  กล่าวว่า “ในวันที่ 19 มิถุนายน 2562 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ดำเนินการจัดสรรใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 700MHz และได้ประกาศให้ AWN เป็นผู้มีสิทธิในการได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 700MHz ชุดที่ 3 ช่วงความถี่วิทยุ 723-733MHz คู่กับ 778-788MHz (ความกว้าง 2 x 10MHz) ระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นการอนุญาตในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 หรือจนกว่า กสทช. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น ด้วยราคารวมทั้งสิ้น 17,584 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงวดการชำระเงินสิบงวดเท่าๆ กัน

นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการศึกษาร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก เกี่ยวกับประโยชน์และความเหมาะสมในการยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 700 MHz แล้ว พบว่า ตามมาตรฐานของเทคโนโลยี 5G การผสมผสานคลื่นความถี่ระหว่างย่านความถี่สูง (สูงกว่า 6 GHz) ย่านความถี่กลาง (ระหว่าง 2-6 GHz) และย่านความถี่ต่ำ (ต่ำกว่า 2 GHz) จะช่วยให้การให้บริการ 5G มีประสิทธิภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน โดยคลื่นความถี่ 700 MHz ถือเป็นคลื่นความถี่มาตรฐานของเทคโนโลยี 5G ในย่านความถี่ต่ำที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านความครอบคลุม (Coverage)

การได้คลื่นความถี่ 700 MHz มาในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความพร้อมสำหรับการให้บริการ 5G ที่จะเกิดขึ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงความพร้อมทั้งในเชิงอุปกรณ์โครงข่ายและเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมถึงบริการที่รองรับคลื่นความถี่ 700MHz ที่จะมีมากขึ้น โดยตัวอย่างบริการ 5G ที่อาจนำมาให้บริการจริง (commercial) ได้แก่ บริการเสมือนจริงต่างๆ (Virtual Reality/Augmented Reality) เช่น การเพิ่มประสบการณ์รับชมคอนเสิร์ตและกีฬา การเล่นเกม การให้บริการด้าน IoT (Internet of Things) รวมไปถึงการให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านแบบไร้สาย (Fixed Wireless Access) และเครือข่ายเฉพาะสำหรับลูกค้าองค์กร เป็นต้น ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญในธุรกิจโทรคมนาคม

นอกจากนี้ คลื่นความถี่ 700MHz หากนำมาผสมผสานในโครงข่ายปัจจุบัน ยังมีประโยชน์ในการขยายความจุ (Network Capacity) และความครอบคลุมของโครงข่ายที่มีอยู่ ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองการใช้งานของลูกค้าที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประหยัดเงินลงทุนที่ต้องใช้สำหรับการขยายสถานีฐานเพิ่มเติม ทำให้โครงข่ายโดยรวมมีประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานภายในอาคาร

ดังนั้น บริษัทจึงประเมินแล้วว่า เงื่อนไขของการจัดสรรคลื่นความถี่ 700MHz ก่อให้เกิดความคุ้มค่าทางการเงิน และช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัทในการเป็นผู้นำในตลาดโทรคมนาคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระหว่างนี้จนกว่าจะสามารถใช้งานคลื่นความถี่ 700MHz ได้ บริษัทจะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกสทช.ในการวิจัยและพัฒนาการให้บริการ 5G เพื่อวางแผนการลงทุนอย่างเหมาะสมต่อไป”

dtac ระบุขอรับคลื่น 700 MHz เพื่อให้บริการได้ครอบคลุมทั่วไป

ข่าวประชาสัมพันธ์ดีแทค (dtac) เปิดเผยว่า dtac พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตสู่อนาคต เสริมคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz สู่ชุดคลื่นความถี่ (Spectrum portfolio) เพื่อให้บริการลูกค้าครอบคลุมทั่วไทยด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น คลื่นใหม่ยังพร้อมต่อยอดสู่ 5G ทั้งนี้ ดีแทคได้เป็นผู้ให้บริการที่มีแบนด์วิดท์สำหรับดาวน์ลิงก์จำนวน 80 MHz ที่กว้างที่สุดในประเทศไทยจากคลื่นที่มีให้บริการทั้งหมด 130 MHz (รวมคลื่น 2300 MHz โรมมิ่งบนคลื่นทีโอที)

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เราจะไม่หยุดพัฒนาเพื่อลูกค้าของเรา ทั้งนี้ จากการที่ดีแทคได้รับการจัดสรรคลื่นย่าน 700 MHz จำนวน 2×10 MHz ซึ่งเป็นคลื่นย่านความถี่ต่ำ (low band) จากสำนักงาน กสทช. ดีแทคจะได้ขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่การครอบคลุมสัญญาณ และเพิ่มความจุของโครงข่าย ขณะนี้โครงข่ายของดีแทคสามารถครอบคลุม 94 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ และคลื่นความถี่ต่ำย่าน 700 MHz จะมาเสริมความแกร่งให้ดีแทคให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

True

ข่าวประชาสัมพันธ์กลุ่มทรู (True) เปิดเผยว่า นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร และ ดร.กิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทัพคณะผู้บริหารและพนักงานกลุ่มทรู เข้ารับการจัดสรรชุดคลื่นความถี่ย่าน 700MHz. จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 700 MHz ช่วงความถี่วิทยุ 703-713 MHz คู่กับ 758-768 MHz

พร้อมกันนี้ กลุ่มทรูประกาศมั่นใจเป็นผู้นำ “True 5G” ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยจะนำคลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรรมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม พร้อมร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรชั้นนำในการพัฒนา Use Case ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศ 5G เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าและภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เสริมสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/ais-true-dtac-receive-700-mhz-licenses/

3 สถิติมีความหมายต่อ “ฟินเทค” จากรายงานเทรนด์อินเทอร์เน็ตของ Mary Meeker ปี 2019

ทุก ๆ ปี Mary Meeker และทีมจะเผยแพร่รายงาน “แนวโน้มอินเทอร์เน็ต” จนได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลก จุดสำคัญของรายงานปีนี้แม้จะยังวนเวียนอยู่กับสถานะล่าสุดของโลกอินเทอร์เน็ต แต่ข้อมูลเชิงลึกนี้ยังน่าสนใจมากเพราะสามารถฉายอนาคตของ fintech หรือเทคโนโลยีด้านการเงินได้ดี

1 ใน 3 ประเด็นร้อนที่มีความหมายต่อ fintech คือหลากภาคส่วนยังต้องผลักดันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างจริงจังต่อไป เนื่องจากอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตยังเป็นส่วนผลักดันทราฟฟิกบริการดิจิทัลทางการเงินไม่เปลี่ยนแปลง แปลว่าเส้นทางการดันยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีภาคต่ออีกยาวไกล

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่าจะมีช่องทางใหม่จำนวนมากเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตในอนาคต เพื่อบุกตลาดใหม่ด้วยบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่นอกเหนือจากที่ผู้เล่นรายใหญ่มีในมือ ช่องทางใหม่นี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลายยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่สำคัญคือเทรนด์ฮิตอย่างการสมัครสมาชิกฟรี (freemium subscription model), เทรนด์การปรับตามผู้ใช้แต่ละคน (personalization) และเทรนด์การเน้นความเป็นส่วนตัว (privacy) จะเป็นส่วนที่หล่อหลอมลักษณะของสินค้าหรือบริการด้าน fitech ในอนาคตให้ต้องมีเกี่ยวข้องกับ 3 เทรนด์นี้

หนทางอีกยาวไกล

ตามรายงาน พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีจำนวนทะลุ 3,800 ล้านคนแล้ว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของฐานผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก สัดส่วนนี้ถูกมองว่าเป็นความท้าทายเพราะยังมีสัดส่วน 50% ที่เหลือเป็นการบ้านชิ้นโต ขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสโตบนเส้นทางอีกยาวไกลที่ fintec จะต้องฝ่าไปเช่นเดียวกับธุรกิจออนไลน์อื่น

คาดว่าการขยายฐานผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสัดส่วน 50% ที่เหลือจะทำได้ยากกว่า 50% แรกที่โลกมีแล้วในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม สถิติย้ำว่าทุกฝ่ายยังคงมีโอกาสรออยู่ เพราะลำพังเฉพาะเอเชียแปซิฟิก ก็พบว่ามีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตมากกว่า 53% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก และมีการใช้อินเทอร์เน็ต 48% ในภูมิภาค

การสำรวจยังพบว่าชาวจีนมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 21% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด โดยมากกว่าสหรัฐอเมริการาว 2.5 เท่าตัว สถิตินี้เป็นข้อมูลในการพิจารณาขอบเขตบริการ fintech ได้อีกทาง

ช่องทางใหม่โต บอกใบ้รูปร่างบริการอนาคต

บริการด้านการเงินดิจิทัลในยุคต่อไปถูกประเมินว่าจะมาพร้อมผู้ประกอบการรายเล็กลง ไม่ใช่แต่รายใหญ่อย่างเคย เห็นได้ชัดจาก Nubank ที่มีผู้ใช้มากกว่า 9 ล้านรายแล้วในขณะนี้ เมื่อขึ้นเท่าตัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแปลว่าลูกค้าจะพร้อมจะทำธุรกรรมกับใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่

ความสำเร็จของแบรนด์เล็กมักอยู่ที่การให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์หรือเฉพาะทาง ซึ่งจะเติบโตดีมากในตลาดเกิดใหม่ เห็นได้ชัดจากการขยายตัวของบริการอย่าง Mercado Libre และ Ant (บริษัทรับชำระเงินออนไลน์ในเครือ Alibaba) ซึ่งทำรายได้จากการรับชำระเงินเพิ่มขึ้นก่้าวกระโดด ปัจจุบัน Ant มีฐานผู้ใช้มากกว่า 1 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากที่เคยมีใน 2 ปีที่แล้ว ขณะที่ MercadoPago บริการรับชำระเงินในเครือ MercadoLibre มีทราฟฟิกใช้งานมากกว่า 400 ล้านทรานเซกชัน เพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 2 ปีห่อนเช่นกัน

ยังมี GrabPay บริการ fintech ที่เติบโตได้โดดเด่น โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชากรเพียง 27% เท่านั้นที่มีเลขที่บัญชีธนาคาร การให้บริการ GrabPay แก่ผู้ขับและผู้โดยสารบริการ Grab ส่งให้ฐานผู้ใช้หลายล้านรายสามารถเข้าใช้บริการ GrabPay ได้จนมีปริมาณการใช้งานพุ่งกระฉูด

แนวทางของบริการด้านการเงินดิจิทัลในยุคต่อไปอาจอยู่ที่แนวโน้มการใช้งานของคนออนไลน์วันนี้ เกณฑ์ปฏิบัติของ fintech ในอนาคตอาจประกอบด้วยเทรนด์การปรับตามบุคคลเป็นอย่างแรก เนื่องจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าลูกค้ากว่า 90% ต้องการแบรนด์ที่มีข้อเสนอแบบส่วนบุคคล ขณะที่กว่า 80% ยินดีที่จะแบ่งปันข้อมูลแบบแลกกันเพื่อประสบการณ์ส่วนตัว และกว่า 70% เต็มใจที่จะแบ่งปันข้อมูลเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน

นอกจาก personalized experiences fintech ในอนาคตจะต้องมีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวด้วย การสำรวจพบอีกว่าผู้คนมากกว่า 50% ยังกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ความน่าสนใจคือตัวเลขนี้ลดลงจาก 64% ในปี 2014

ที่มา: : Forbes

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/fintech-for-internet-trend/

ทำความรู้จัก Katie Jones ผู้หญิงไร้ตัวตน ที่ถูกสร้างขึ้นมาบน LinkedIn

ภาพของ Katie Jones พยายามสะท้อนว่าเธอเป็นผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดง เข้ากับตาสีน้ำตาลเข้มและริมฝีปากสีชมพูดูดี แต่จากการสืบสวนพบว่าเธอไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ แถมยังเป็นตัวอย่างที่เตือนให้โลกตื่นตัวกับภัย “deepfake” ซึ่งนักต้มตุ๋นหยิบ AI มาเป็นเครื่องมือเพื่อล่าเหยื่อบนเครือข่ายสังคมมืออาชีพอย่าง LinkedIn จนทำให้ LinkedIn ถูกมองเป็นเขตแดนใหม่สำหรับเหล่าสายลับยุคดิจิทัล

จุดเด่นของ Katie Jones ที่โลกควรรู้คือการเป็นโปรไฟล์ที่สร้างจากระบบ AI แบบเบ็ดเสร็จ ไล่ตั้งแต่ภาพที่หยิบรูปดิจิทัลหลากหลายที่มาผสมกันจนได้ภาพนางฟ้าจำแลงขึ้นมา ยังมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่จะช่วยให้การล่อเหยื่อทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงอีกหลายข้อมูลที่นักต้มตุ๋นพยายามตบตาเหยื่อให้ได้แนบเนียนที่สุด

สิ่งที่ “Katie Jones” ทำ คือการใช้ LinkedIn เชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและสถิติของรัฐบาลในวอชิงตัน รวมถึงผู้ช่วยวุฒิสมาชิก รองผู้ช่วยเลขานุการของรัฐ ทั้งหมดนี้ทำได้เพราะ Jones ขอการเชื่อมต่อและทั้งหมดก็ยอมรับเพราะความเป็น LinkedIn

พิมพ์นิยมสาวผิวขาว

บางคนอาจใช้ LinkedIn เพื่อแสดงความยินดีกับเพื่อนในวันครบรอบการทำงาน แต่เหล่าสายลับวันนี้กำลังใช้ LinkedIn เพื่อค้นหาข้อมูลได้อย่างมีศักยภาพ การสอบสวนพบว่าเหล่าสายลับอาจใช้โปรไฟล์ที่สร้างโดย AI เพื่อช่วยให้การสอดแนมทำได้แนบเนียน ซึ่งกรณีของ Katie Jones พบว่า AI สามารถสร้างภาพที่ค่อนข้างตรงตามมาตรฐานสำหรับ LinkedIn และยังเป็นไปตามค่านิยมส่วนใหญ่ที่มองว่าผู้หญิงผิวขาวดูน่าเชื่อถือ

รายงานจากสำนักข่าว FastCompany ขนานนามว่ารูปโปรไฟล์ปลอมของ Katie Jones งดงามเหมือน “LinkedIn Mona Lisa” หรือภาพโมนาลิซ่าเวอร์ชัน LinkedIn เพราะความลงตัวทุกอย่างที่ผสมผสานกันจนดูดีและน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม AP มีหลักฐานมากมายว่าภาพ Katie Jones นี้เป็นภาพที่ AI สร้างขึ้นมาจากเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่อง แม้จะมีร่องรอยที่บอบบาง แต่ก็ชัดเจนว่า Katie Jones มีใบหน้าที่ไม่สมมาตรเล็กน้อย มีต่างหูที่ดูเหมือนว่าจะละลายไปกับพื้นหลัง ยังมีเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่างผม หู และดวงตา ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้ไม่ว่าเธอจะร้องไห้ในห้องน้ำที่ทำงานมาก่อนก็ตาม

ความน่าสนใจของ Katie Jones คือการบอกได้ชัดเจนว่าทำไมทุกคนถึงต้องกังวลกับการใช้เทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่องจักรเพื่อสร้างรูปโปรไฟล์ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงผิวขาว นั่นคือเพราะการล่อลวงนี้ใช้งานดีและได้ผลมาก จากข้อมูลของ AP ชี้ว่า Katie Jones ใช้ LinkedIn เพื่อเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญของรัฐบาลและอีกหลายส่วนในระบบเศรษฐกิจสำคัญได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาว LinkedIn หลายคนที่เปิดกว้าง ยอมรับทุกคำขอเป็นเพื่อนที่ได้รับมาแบบไม่ได้ไตร่ตรองเป็นพิเศษ

ทำไมต้อง LinkedIn?

William Evanina ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวกรองและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ให้อธิบายกับ AP ว่าแทนที่จะส่งสายลับไปยังโรงจอดรถเพื่อสอดแนมเป้าหมาย ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคือการนั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์ในเซี่ยงไฮ้ และส่งคำขอเป็นเพื่อนออกไปถึงเหยื่อ การส่งคำขอนี้สามารถทำแบบหว่านแหเป็นหมื่น เป้าหมายในรอบเดียว

ชื่อของ Katie Jones จึงเป็นเพียง 1 ในหลายตัวอย่างของการเตือนชาว LinkedIn ว่าอย่ายอมรับคำขอเป็นเพื่อน แล้วติดต่อกับสาวผมบลอนด์ดูสวยง่ายดายนัก แม้ว่าหลายคนจะเถียงว่าไม่มีอะไรให้สอดแนม แต่อย่างน้อยก็สามารถเลี่ยงไม่ให้เกิดกรณีเผลอคลิก “แสดงความยินดีกับโปรไฟล์ที่เกิดจาก AI” ในวันครบรอบการทำงานแบบไม่ระแคะระคายใจ.

ที่มา: : Fastcompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/katie-jones-ai-on-linkedin/

“วู้ดดี้” แนะ 4 เคล็ดลับที่ทำให้เป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ (First Mover) ได้สำเร็จ

หากพูดถึงชื่อ “วุฒิธร มิลินทจินดา” ใครหลายคนคงอาจไม่รู้จัก แต่หากพูดถึงชื่อ “วู้ดดี้” หลายคนคงรู้จักแน่นอน เพราะเขาคือผู้ดำเนินรายการทางวิทยุและทีวีมาอย่างยาวนาน แต่หลังจากการทำรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” และ “ตื่นมาคุย” มาหลายปี เขาตัดสินใจย้ายมาสู่ออนไลน์ แต่ก็ยังประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เขามีนั่นคือ การเริ่มบางสิ่งก่อนคนอื่น (First Mover) แล้ววิถีการเป็น First Mover มีอะไรบ้างติดตามได้จากบทความนี้ครับ


ประวัติ ‘วู้ดดี้’ โดยย่อ

วุฒิธร มิลินทจินดา (วู้ดดี้) ถือเป็นผู้ดำเนินรายการทางวิทยุและทีวีมาอย่างยาวนาน ในยุคแรกของถือเป็นผู้จัดการรายการวิทยุ (DJ) ที่จัดรายการได้ 2 ภาษา ต่อมาก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินรายการทางทีวี หลังจากนั้นก็ผันตัวมาเป็นผู้จัดรายการพร้อมกับนั่งเป็นผู้ดำเนินรายการเอง

รายการแรกที่เขาทำ คือ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” เป็นรายการสัมภาษณ์แบบถามแรงและตรงประเด็น ซึ่งทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากนั้น เขาก็เริ่มทำรายการสดในช่วงเช้า ในชื่อ “เช้าดูวู้ดดี้-เกิดมาคุย” แต่ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างไร

แต่ในช่วงปี 2560 วู้ดดี้ตัดสินใจยุติผลิตรายการทางทีวีทั้งหมด เบนเข็มสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบ พร้อมกับตั้งราคาโฆษณาบนรายการที่เขาจัดบน Facebook Live สูงถึง 1 ล้านบาท แต่ก็มีคนลงโฆษณาอยู่ดี สร้างรายได้และยอดคนดูได้อย่างต่อเนื่อง

อะไรคือความสำเร็จของเขา เขาบอกที่งาน Techsauce Global Summit 2019 ในหัวข้อ Media Transformation : First Mover Habits ว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้ที่เริ่มทำบางสิ่งก่อนคนอื่น (First Mover) เพราะยุคนี้ใครเปลี่ยนแปลงไวจะได้เปรียบ แต่ก็ต้องมีแนวคิดหรือวิถีชีวิตที่ควรปรับเปลี่ยนด้วย

4 เคล็ดลับการเป็น First Mover

  1. Let it go: ควรปล่อยบางอย่างมันผ่านไป เช่น การจัดการรายการสดบางวัน อาจจะไม่เป็นดั่งใจ ดังนั้นจึงต้องรู้จักการ “ปล่อยวาง”
  2. Be Empty: ควรปล่อยให้ตัวเองหัวโล่งๆ ในเวลานั้น วู้ดดี้ตัดสินใจไปบวชหรือปฏิบัติธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง
  3. Create new standards: ควรสร้างมาตรฐานการทำงานด้านคอนเทนต์ใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยการสร้างคอนเทนต์ต้องมาพร้อมกับ
    1. Real : เล่นจริง ไม่ต้องเมค ไม่ต้องเซ็ต
    2. Rare : หาอ่าน หรือดูจากที่อื่นไม่ได้
    3. Right : เนื้อหาใช่ และตรงกับที่คนดูต้องการ
  4. See the possibilities and make it happen: การเป็นคนแรกที่เริ่มทำอะไรบางอย่าง เราต้องเข้มแข็งและมีความกล้าสูงมาก แต่ถ้าเราได้กลิ่นของอนาคตที่มันน่าจะดีเข้ามา จงอย่าปล่อยโอกาสนั้นและทำให้มันเกิดขึ้นมา

ที่สำคัญ: ทำแล้วต้องมีความสุข

คำถามสำคัญที่วู้ดดี้ได้องค์ทะไลลามะถามในระหว่างการสัมภาษณ์ คือ “เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราใช้ชีวิตถูกต้องแล้ว?” ท่านได้ตอบไว้ว่า

คุณก็แค่ทำในสิ่งที่ทำให้คุณหัวเราะได้ทุกวัน

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/4-first-mover-habits-by-woody/

eSports มีเดียใหม่ที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม

ผ่านไปแล้วสำหรับวันแรกของ Techsauce Global Summit 2019 ที่รวบรวม Speaker กับแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งไทยและต่างชาติ มาบรรยายทั้งในเรื่องของ Startup, AI, Data, หรือ Media ในหลากหลายแง่มุม

ทีมงาน Thumbsup มีโอกาสได้เข้าร่วมงานและร่วมรับฟังการบรรยายในหลาย ๆ หัวข้อ แต่สื่งหนึ่งที่จะยกมาบอกต่อคงหนีไม่พ้นเรื่องของ eSports ที่กำลังเป็นกระแสและเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist ของ Sea Group (ที่มีบริษัทย่อยอย่าง Garena, Shopee และ AirPay) ซึ่งผู้บรรยายได้ยกเคสตัวอย่าง พร้อมทั้งสถิติที่น่าสนใจ จากงาน Garena World 2019 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาให้ได้ทราบกัน

วันนี้ Thumbsup จึงนำข้อมูลมาทำเป็นสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับชมกันครับ

eSports is the new Media

ดร.สันติธาร ได้กล่าวไว้ว่า “ในปัจจุบัน eSports จัดว่าเป็น Media ใหม่อีก channel หนึ่งที่เชื่อมต่อกลุ่มคนที่มีความชอบ ความสนใจเหมือน ๆ กัน มารวมตัวกันได้อย่างมหาศาล” จากสถิติของงาน Garena World 2019 จะสังเกตได้ว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 270,000 คนในระยะเวลา 2 วัน ซึ่งก่อนงานจะเปิดก็ได้เกิดปรากฎการ ‘Camping’ โดยที่ดูจากจำนวนแล้ว ไม่ได้ต่างจากการนั่งรอซื้อบัตรคอนเสิร์ต หรือการรอซื้อของ Limited Edition ตามร้านค้าชื่อดังเลย

นอกจากตัวเลขของผู้ชม Offline แล้ว จำนวนผู้ชมผ่านทาง Online ยังมีจำนวนพุ่งสูงไปถึง 30 ล้าน views รวมถึงทีมนักกีฬาที่เข้าแข่งขันในงานก็มีมากถึง 81 ทีม จาก 13 ประเทศทั่วโลก โดย 16 ทีมจากทั้งหมดมาจากโซนลาตินอเมริกา

แสดงให้เห็นว่า eSports ไม่ได้สร้างแค่คอมมิวนิตี้ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมต่อเกมเมอร์ทั่วโลกให้มาพบกันได้

สถิติประชากรโลกของเกมเมอร์

ในปี 2019 เกมเมอร์ทั่วโลกมีจำนวนรวมกันประมาณ 2,400 ล้านคน นับเป็น 31% ของประชากรโลก โดย 450 ล้านคน ของชาวเกมเมอร์เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบและติดตามการแข่งขัน e-sports เรียกได้ว่ามีจำนวนมากกว่าแพลตฟอร์ม streaming online อย่าง Netflix หรือ HBO เสียอีก

ซึ่งหากเจาะลึกลงไปในสถิติส่วนนี้จะพบว่าเกมเมอร์ 193 ล้านคน มาจากกลุ่ม ASEAN (เป็นคนไทย 27 ล้านคน หรือมากกว่า 1/3 ของประชากรไทย) โดยที่ธุรกิจเกมใน ASEAN สามารถทำรายได้ถึง 3,800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (18% มาจากประเทศไทย)

ตอกย้ำความเป็น Generation ของตลาดมือถือ

Penetation rate ของสมาร์ทโฟนเติบโตขึ้นอย่างมากถึง 47% เทียบกับปี 2014 ที่มี Penetation rate เพียง 20% โดยในปัจจุบันมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากถึง 600+ ล้านคน และมากกว่า 50% ของผู้ใช้อยู่ในกลุ่ม Millennial (อายุประมาณ 23-39 ปี)

ตลาด eSports ใน ASEAN เติบโตอย่างต่อเนื่อง

จากในปี 2012 ประเทศไทยมีการจัด Tournament แข่งขันเกมรวมกันเพียง 9 ครั้งเท่านั้น ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมามีการจัดการแข่งขันเพิ่มขึ้นถึง 98 งาน โดยในปีเดียวกันที่ประเทศจีนก็มีการจัดการแข่งขันจำนวนมาก นับแค่ลีคทั่วไปของเกม League of Legend (LOL) ได้ถึง 200 ครั้ง/เดือน ใน 63 เขตทั่วประเทศ เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่มีอีเวนท์มากมายในกว่า 50 เมือง

ต่อยอดไปถึงการแข่งขัน SEA Games 2019 ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ก็จะมีการจัดการแข่งขัน eSports เช่นเดียวกัน โดยประกอบด้วยเกม อย่าง Dota 2, Starcraft II, Tekken7, Arena of Valor (ROV) และ Mobile Legends: Bang Bang

Free Fire เกมสัญชาติ ASEAN สู่กระแสความนิยมในตลาดโลก

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของการเติบโตของเกมในระดับโลก ก็ต้องบอกได้เลยว่ามีความยาก และท้าทายอย่างมาก แต่เกม Free Fire ก็ทำให้เห็นแล้วว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ จากสถิติความนิยมในการดาวน์โหลดที่พุ่งขึ้นเป็นอันดับ 2 ของเกมทั่วโลก และจำนวนผู้เล่นรายวันกว่า 50 ล้านคน โดยปัจจุบัน Free Fire ถือเป็นเกมที่ได้รับความนิยมที่สุด ที่มียอดดาวน์โหลดเป็นอันดับ 1 และทำรายได้สูงที่สุดในประเทศบราซิล

2 สิ่งที่พบจากการดำเนินธุรกิจ

คุณสันติธาร กล่าวว่า 2 สิ่งที่พบจากการดำเนินธุรกิจอย่าง Sea Group มีดังนี้

1. Sea Group บริษัทจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง Sea Group สามารถขยายตลาดเกมสู่ทั่วโลก จากเคสของเกม Free Fire

2. แต่ก็พบว่ามันไม่ง่าย เพราะต้องสรรหา Talent หรือบุคลากรที่มีความสามารถในหลายๆ ด้าน เช่น E-Commerce, Data Science หรือ AI เป็นต้น มาอีกจำนวนมากเพื่อมาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรขยายตัวหรือ scale ในระดับใหญ่ขึ้นได้ต่อ

ถือเป็นอีกบริษัทใน SEA ที่มาแรงและหลาย ๆ แบรนด์หันมาให้ความสนใจอย่างมาก

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/esports-new-media/