คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

ถอดรหัส เลือกทำไมระหว่าง “งานที่ใช่” กับ “เงินที่ชอบ”

“อยากทำสิ่งที่รักแต่ได้เงินไม่พอใช้ ควรทำอยู่ไหมครับ”

นี่เป็นคำถามที่น้องๆ ถามผมมากที่สุด ทั้งตอนที่ทำงานในบริษัทและตอนขยับขยายมาทำงานสอน

ช่วงแรกผมมักตอบพวกเขาไปว่า “ทำสิ่งที่รักแล้วเดี๋ยวเงินจะตามมาเอง” แต่มาคิดดูก็รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่โลกสวยและดูเหมือนไม่รับผิดชอบไปหน่อย ลองคิดดูว่าถ้าน้องอยากเป็นนักดนตรีแล้วผมแนะนำว่าให้ทำตามฝันดูสิ แน่นอนว่ามีนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จดังเป็นพลุแตกและได้เงินจากการสิ่งที่ตัวเองรักมหาศาล แต่นักดนตรีเหล่านั้นมีเพียงหยิบมือเทียบไม่ได้กับเด็กๆ ที่ต้องผิดหวังหลายพันหลายหมื่น แล้วอะไรจะการันตีว่าน้องที่เราแนะนำจะกลายเป็นหนึ่งในหยิบมือนั้นได้จริงๆ

ครั้นจะแนะนำว่า “เอาเงินเป็นตัวตั้งดีกว่า” ก็แย้งกับตัวเองชอบกลเพราะเราเองก็ไม่เคยเลือกเงินเป็นแก่นสารหลักเวลาทำงานเหมือนกัน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งต้องมานั่งกร่นด่าตัวเองว่าทำไมเลือกงานได้เงินน้อยขนาดนี้ (วะ)

แต่จะว่าไป “สูตร” การเลือกงานทั้งสองสูตรนี้มาจากไหนกัน เกิดขึ้นอย่างไร และใครได้ประโยชน์จากสูตรเหล่านี้ วันนี้เราอยากชวนคุณมาสำรวจกันสักหน่อยครับ

ความหมายของการทำงาน

ถ้าอยากเข้าใจ “สูตร” การเลือกงานทั้งสองแบบอย่างถ่องแท้ เราคงต้องย้อนกลับไปยังรากเหง้าคือการนิยามความหมายของการทำงาน เพราะเอาเข้าจริงการทำงานสำหรับมนุษย์นั้นมีความหมายที่ลื่นไหลมาโดยตลอด

เมื่อครั้งโบราณการทำงานไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่ากิจกรรมเพื่อความอยู่รอด มนุษย์ออกล่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร ปลูกผักปลูกพืชไว้เลี้ยงชีพ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มนุษย์จึงต้องแบ่งงานกันทำเพื่อให้คนแต่ล่ะคนสามารถขัดเกลาฝีมือจนสามารถใช้ทรัพยากรต่ำสุดแต่ได้ผลผลิตสูงสุด และด้วยระบบการเผยแพร่ความรู้ในอดีตที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ ตระกูลแต่ล่ะตระกูลต่างยึดครองความรู้บางอย่างไว้เป็นเอกสิทธิ์ เช่น ตระกูลช่างไม้ ตระกูลช่างเหล็ก เมื่อทายาทของแต่ล่ะตระกูลเกิดมาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสืบทอดอาชีพและสารพัดความรู้ของบรรพบุรุษไปโดยปริยาย

มิตินี้เราจะเห็นว่าการทำงานสำหรับผู้คนในอดีตเป็นภาคบังคับ หรือคือคอนเซปต์ของ “การทำงานเพื่อเงิน” นั้นแหละ ซึ่งเงินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงความร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความมั่นคง ความปลอดภัย ความแน่นอน แถม “เงิน” ยังละเลยไปบ่งชี้ถึงชนชั้นทางสังคมของมนุษย์ พูดอย่างง่ายที่สุดคือการทำงานเพื่อเงินนั้นไม่ได้มองว่า “งาน” ที่เราทำนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง หากแต่ “เงิน” ซึ่งได้จากการทำงานต่างหากที่มีค่าเพราะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็น “ความสุข” ต่างๆ ในชีวิตต่อไปได้ และยิ่งคุณมี “เงิน” มากก็แสดงว่าชีวิตมีฐานะดีมากเท่านั้น

หากเรามองในมุมมองของรัฐผู้มีอำนาจจะเห็นได้ว่าคอนเซปต์ “ทำงานเพื่อเงิน” นั้นเอื้อให้เกิดการควบคุมและบริหารประชากรอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพราะประชากรแต่ล่ะกลุ่ม (ซึ่งต่อมาก่อรูปก่อร่างเป็นสถาบันต่างๆ) ล้วนแล้วแต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองประดุจแขนขา โดยไม่ลุกขึ้นมาย้ายงานย้ายถิ่นกันวุ่นวาย ไม่ต่อสู้ต่อรองเพื่อขยับฐานะทางสังคม ทุกคนล้วนแล้วแต่ทำตามหน้าที่ของตัวเองเพื่อแลกกับ “เงิน” เพื่อไปซื้อ “ความสุข” ต่อไป

แต่โลกนี้ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเพราะเมื่อการปฎิวัติวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมให้กำเนิดงานใหม่ๆ มากมายเพื่อตอบสนองระบบทุนนิยม และเมื่อในโลกนี้ไม่เคยมีใครถนัดซ่อมเครื่องจักร ถนัดสร้างโรงงาน ระบบทุนนิยมจึงต้องสร้างสรรค์ระบบการศึกษาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสั่งสอนและเสริมสร้างทักษะต่างๆ ให้แก่พลเมืองจนสามารถเข้ามาเป็นฟันเฟืองการผลิตของระบบได้

ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนทางความหมายของ “การทำงาน” น่าจะอยู่ตรงนี้เพราะเมื่อระบบการศึกษาและอุตสาหกรรมพามนุษย์ไปพบเจอกับอาชีพใหม่ๆ มากมายมหาศาล มนุษย์จึงเพิ่งถึงบางอ้อว่าเรา “มีทางเลือก” ที่ไม่ต้องเป็นนายพราน เป็นพ่อครัว ตามรอยครอบครัวเท่านั้น แต่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อขัดเกลาตัวเองไปสู่อาชีพในฝันต่างๆ ยุคที่อุตสาหกรรมและการศึกษาถือกำเนิดขึ้นจึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ “เลือกงานในฝัน” มากกว่าต้อง “เลือกเงิน” เท่านั้น

แต่ที่น่าสนใจคือแม้เราจะมีโอกาสเลือกงานในฝันแล้ว แต่กลับมีเพียงกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกเพราะพวกเขามีโอกาส มีเส้นสาย และมีทักษะเพียงพอ ชนชั้นล่างที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาและโอกาสสมัครงานดีๆ ก็ยังคงต้องทำงานเพื่อเงินกันต่อไป ดังนั้นความคิดเรื่องการ “เลือกงานในฝัน” จึงแพร่หลายในกลุ่มชนชั้นกลางเพราะนอกจากจะเข้ากับชนชั้นกลางที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางอาชีพจากครอบครัวมากแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกตัวเองออกจากชนชั้นล่างและพยายามถีบตัวเองให้ทัดเทียมชนชั้นสูงอีกด้วย

และเมื่อมองจากมุมมองรัฐ การเลือก “งานในฝัน” นั้นช่างวุ่นวายเพราะ “งานในฝัน” ต้องอาศัยทักษะใหม่ๆ ที่ประชาชนไม่เคยมีมาก่อนจึงต้องพึ่งพาระบบการศึกษาอย่างหนักหน่วง หรืออีกทีก็ต้องเสียเวลาปล่อยให้แรงงานสะสมทักษะด้วยตัวเอง นอกจากนั้นรัฐยังไม่มีความสามารถในการเข้าใจงานแปลกใหม่เหล่านั้นส่งผลให้คิดระบบเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และงานใหม่ๆ ก็ไม่มั่นคงและเสี่ยงมีโอกาสล้มเหลวได้เยอะ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่รัฐจะไม่สนับสนุนให้ประชากรเลือก “งานในฝัน” แต่เน้นสนับสนุน “งานที่สร้างความมั่งคั่ง” ให้แก่ประเทศมากที่สุด

บทสรุปของการเลือกงานที่ใช่หรือเงินที่ชอบ

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วคุณจะเลือกแบบไหนก็คงไม่มีใครว่าแต่ขอให้รู้ไว้ว่าทุกทางเลือกมี “ราคาที่ต้องจ่าย” ขึ้นกับว่าคุณชอบที่จะจ่ายแบบไหนและเอ็นจอยผลลัพธ์แบบไหน

เพราะจะเลือกงานหรือเลือกเงิน สิ่งสำคัญคือคุณรู้ตัวว่ามีทางเลือก…

from:https://www.thumbsup.in.th/like-work-like-money

ใครคือสุดยอดครีเอเตอร์ในใจคุณ RAiNMaker ทำสรุปภาพรวมครีเอเตอร์ไทยที่ได้รับความนิยมตลอดปี 2019

RAiNMaker เว็บไซต์สำหรับครีเอเตอร์ไทย ได้ประกาศสุดยอดครีเอเตอร์ไทย ให้แก่นักสร้างสรรค์และพัฒนาคอนเทนต์ได้โดนใจผู้ชมมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น เพจบ้านกูเอง Zbling เดียร์ลอง ดีเจวิว เฌอปราง RoamAlone เด็กเซาะกราว เป็นต้น

สามารถดูอันดับอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

รับชมคลิปสรุปจากทางทีมงาน RAiNMaker ได้ที่นี่

ส่วนปีหน้า จะมีใครเป็นสุดยอดครีเอเตอร์ในใจคุณ มารอลุ้นกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/the-best-creator-rainmaker

สรุปภาพรวมวงการรถยนต์ 2019 อีโคคาร์หลบไป รถหรูไฮเอนด์กำลังครองถนนใครว่าประเทศไทยจน!!!

ภาพรวมวงการรถยนต์ในปีที่ผ่านมา ยังคงเรียกได้ว่ามีการแข่งขันอย่างต่อเนื่องในกลุ่มของท็อปแบรนด์เจ้าตลาด แม้ว่าช่วงครึ่งปีหลังเม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มยานยนต์จะลดลง แต่การอัดงบช่วงครึ่งปีแรกทำให้ภาพรวมทั้งปี 2019 มีเงินสะพัดที่ดีอยู่ ถึงแม้ว่ารถยนต์ Eco Car เฟส 1 จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พอมาช่วงปลายปี 2019 ก็มีการเปิดเฟส 2 อย่างรวดเร็วแต่ก็ยังต้องรอลุ้นว่าจะรอดหรือไม่

แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือ กลุ่มรถยนต์พรีเมียมในบ้านเรานั้นคึกคักมาก เห็นได้จากจำนวนรุ่นของ Benz และ BMW มีมากกว่า 20 รุ่นไปแล้ว ทำให้ปีนี้มีความคึกคักและจำนวนรถหรูบนท้องถนนบ้านเรามีเพิ่มอย่างน่าสนใจ และในปี 2020 นั้น ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ยังคงมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง

ทางด้านของภาพรวมยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2019 นั้น แบรนด์ที่ยังคงเป็นเจ้าตลาดของไทยก็ยังคงเป็นของ Toyota Isuzu และ Honda ตามลำดับ เพราะยังคงเป็นแบรนด์ที่มีรถยนต์ตอบสนองการใช้งานมากที่สุด และเมื่อเฉลี่ยย่อยออกมาเป็นประเภทกลุ่มต่างๆ ก็จะเป็นไปตามภาพเลยค่ะ

ตามมาด้วยกลุ่มรถกระบะ ที่ยังคงได้รับความนิยมมากในประเทศไทยสำหรับกลุ่มผู้ขายที่ต้องใช้ในการแบกสินค้าไปขายหรือขนของในที่ต่างๆ Toyota ก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่คนไว้วางใจและใช้งานมากที่สุดไม่แพ้กัน

ช่วงโค้งสุดท้ายของปลายปี 2019 หากเทียบกับแบบปีต่อปีจะพบว่าแต่ละแบรนด์ยังคงมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่าง Mercedes Benz และ BMW ที่ส่งรุ่นรถมาวางขายในตลาดไม่น้อยกว่า 20 รุ่น ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ทั้งสองแบรนด์นี้ขยับขึ้นมาสูสีกัน

แต่เมื่อเทียบกันระหว่างปียังคงเห็นว่าแม้รุ่นจะเยอะแต่ยอดขายก็ยังน้อยกว่าปีที่ผ่านมา อาจเพราะสภาพเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก ทำให้ทุกค่ายยอดขายลดลงอย่างชัดเจน ก็หวังว่าในเดือนธันวาคมยาวไปจนถึงต้นปี 2020 จะมียอดขายที่ฟื้นกลับมาดีขึ้นเช่นเดิม

เทรนด์เทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ในปี 2020 นั้น นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ทั้งหลายยังคาดหวังให้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีความชาญฉลาดและเชื่อมต่อ สั่งงาน ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น พร้อมทั้งคาดหวังว่ารถยนต์สำหรับอนาคตจะเก่งกาญแบบในภาพยนตร์จนเราแทบไม่ต้องขับรถเองแล้ว

 

นอกจากนี้ ทีมงาน thumbsup ได้สัมภาษณ์ คุณจิมมี่ธนเทพ ธเนศนิรัตศัย จากเว็บไซต์ Headlightmag ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์มานานกว่า 10 ปีมาสรุปภาพรวมวงการรถยนต์ปี 2019 ที่ยังคงให้ข้อมูลและสรุปสิ่งที่น่าสนใจทั้งปีได้อย่างน่าสนใจ

เล่าถึงภาพรวมการทำรถยนต์ในปีนี้ ?

คุณจิมมี่ :  เรียกได้ว่าค่อนข้างจะดุเดือดสำหรับวงการรถยนต์ในปี 2019 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเลยว่าตลาดรถยนต์นั้นมีการหดตัวร่วมกันทั่วโลก แต่ว่าสำหรับในตลาดบ้านเรานั้นแม้ว่าทุกฝ่ายจะมองว่ามีการหดตัวตามแนวโน้มตามทิศทางการตลาดโลก แต่ว่ามันยังมีกลุ่มตลาดซึ่งเป็นกลุ่มตลาดหลักๆ ของประเทศไทยที่ยังคงมีการเติบโตแล้วก็มีแนวโน้มของยอดขายที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

กลุ่มแรกก็จะเป็นกลุ่มของรถยนต์ Sub-Compact B-Segment แล้วก็จะ Merges เอากับกลุ่ม Ecocar เข้าไปด้วยเลย เพราะว่าต้องบอกก่อนว่ากลุ่มนี้มันเป็นกลุ่มของรถยนต์นั่งที่สำคัญที่สุดของประเทศนี้เพราะว่าเป็นกลุ่มรถยนต์นั่งตั้งแต่ขนาดพิกัด 1000 cc ลากไปจนถึง 1500 cc กลุ่มนี้เมื่อก่อนมันถูกจับแยกออกจากกันก็คือ B-Segment ก็เป็น 1300-1500 cc ไป แล้วก็จะเป็นกลุ่ม Ecocar ก็คือต่ำกว่า 300 cc ไป

แต่ทีนี้ในเมื่อล่าสุดตอนนี้ทาง BOI ก็กำหนดเส้นตายมาว่าทุกบริษัทจะต้องเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะยื่นขอรับสิทธิพิเศษการลงทุนในกลุ่ม Ecocar เฟตสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2019 ดังนั้นนั่นหมายความว่าทุกเจ้าก็จะเร่งเปิดตัวรถยนต์ใหม่กันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ตุลาคมพฤศจิกายน ในช่วงของ Motor Expo เพราะนี่คือเป็นช่วงเวลาหากินช่วงที่สองประจำปีของบริษัทรถยนต์

ดังนั้น ไม่แปลกใจว่าช่วงนี้คุณจะเห็นรถยนต์ Ecocar รุ่นใหม่ๆ เปิดตัวหนาตามาก ไม่ว่าจะเป็น Nissan Almera,Honda city,Toyota yaris,Yaris Ativ,Yaris cross ไปจนกระทั่งถึง Mitsubishi Mirage,Attrage,Mazda2 Minorchange หรือแม้กระทั่งยังมี Suzuki Swift GL Sport ก็มีให้ดูได้เช่นเดียวกัน

อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือกลุ่มของรถยนต์พรีเมี่ยม เพราะว่ากลุ่มของรถยนต์พรีเมี่ยมนี่ไม่รู่ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ว่า Mercedes-Benz,BMW, Audi แล้วก็ Volvo 4 เจ้าหลักและอาจจะแถมพวก Lexus พวกอีกเจ้านึง พากันถล่มตลาดในประเทศไทยตลอดปี 2019 รถยนต์รุ่นใหม่สารพัดรุ่น และสารพัดรุ่นที่ว่านั้นมีต่างราคากันตั้งแต่ราคาระดับประมาณ 2 ล้านบาท ลากกันไปจนกระทั่งถึง 15-16 ล้านบาทก็มี มีทางเลือกให้ได้ซื้อกันอย่างหลากหลายมากๆ

แต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นรถยนต์ประเภท SUV แลก็จะเป็นรถยนต์กลุ่ม High performance จะเป็นตระกูล Mercedes ANG จะเป็นตระกูล BMW M ก็ตามแต่ เอาง่ายๆ อย่าง Mercedes-Benz ปีนี้ถือว่ากระหน่ำเปิดตัวรถยนต์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขาเลยทีเดียว ตอนนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปริมาณของรุ่นรถยนต์ของ Mercedes-Benz ที่มีขายอยู่ในประเทศไทยของเรานั้นมีมากถึง 72 รุ่นย่อย มากถึงขนาดว่าคุณต้องแยกใบราคาออกมาเป็นสองแผ่น ซึ่งถือว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ทางด้านของ BMW ก็ไม่เเพ้กัน มีรุ่นรถยนต์ให้เลือกค่อนข้างจะหนาตาเพิ่มมากขึ้นและ Audi เองหลังจากที่เปลี่ยนผู้จำหน่ายเป็นรายล่าสุด ก็พยายามจะบุกเข้าหากลุ่มเป้าหมายมากขึ้นแล้วก็พยายามทำตลาดให้ได้มากขึ้นจนตอนนี้ยอดขายของพวกเขาดีขึ้น ก็มีแคมเปญออกมากันเยอะขึ้น รวมทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ตามออกมาเยอะขึ้น Volvo ก็เช่นเดียวกัน Volvo ในระยะหลังๆ เขาก็พยายามแก้ไขปัญหาภายในของเขาอยู่พอสมควร แต่ว่าหลังๆ นี้ด้วยรูปแบบของรถยนต์รุ่นใหม่ที่มันถูกใจ ถูกตาผู้คนมากขึ้น และก็กลุ่มพลัง Hybrid ของเขาก็เรียกว่าให้สมรรถนะค่อนข้างแรง ดังนั้นก็ดึงดูดใจผู้บริโภคได้พอสมควร

อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกลุ่มของรถกระบะตัวเตี้ย ต้องบอกก่อนว่ากลุ่มรถกระบะตัวเตี้ยในประเทศไทยนั้นทยอยลดความสำคัญลงมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร ช่วงประมาณปี 2011 เป็นต้นมา ยอดขายรถกระบะยกสูงมันขายดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่จู่ๆ ในระยะหลังๆ มีรถกระบะรุ่นใหม่ๆ ออกมาหลายๆ ค่ายก็พยายามที่จะเน้นการทำตลาดรถกระบะตัวเตี้ยกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Toyota,Mitsubishi จะเป็น Isuzu หรือแม้กระทั่งหลายๆ ค่ายเลยก็พยายามเน้นตัวเตี้ยมากขึ้น

เพราะว่ารถกระบะตัวเตี้ยจริงๆ แล้วมันเป็นยอดขายหลักของกลุ่มรถกระบะในระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาในประเทศไทย เพราะกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อเพื่อที่จะใช้งานในลักษณะอเนกประสงค์ คือใช้ทั้งทำงาน แล้วก็ใช้เพื่อการพักผ่อนของครอบครัวด้วย ไปดูในตลาดไทยก็ได้ว่ารถกระบะในประเทศนี้คุณก็จะเห็นว่าครึ่งคันหลังเสริมแหนบกันแบบ ตับแหนบกันหนาเป็นคอนโด แล้วก็มีโครงสร้างเป็นโครงเหล็กแบกบรรทุกกันเกินพิกัดอัตราที่รถมันจะไหว

ก็คือรถกระบะเขาบรรทุกให้ 1 ตัน ล่อเข้าไปสี่ตัน แต่ว่าครึ่งคันหน้านั้นจัดเครื่องเสียงมาเต็มพิกัด โหลดเตี้ย หน้าทิ่ม หลังเชิด บรรดาทีมวิศวกรของบริษัทรถยนต์ที่เมืองนอกที่เขามาดู มา Survey ตลาดบ้านเราต่างพากันตกอกตกใจกันใหญ่คนไทยใช้รถกระบะกันอย่างนี้เลยเหรอ นั่นคือกลุ่มหลักๆ

และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่ม SUV ซึ่ง SUV ยังไงก็ตามมันเป็นกลุ่มที่ความนิยมต่อเนื่องมาจากกระแสของต่างประเทศ รวมทั้งในคนรุ่นปัจจุบันนี้ที่เป็นครอบครัวยุคใหม่ก็เริ่มจะหันมาใช้รถยนต์ประเภทนี้มากขึ้น เหตุผลส่วนหนึ่งมันมาจากการที่ว่ารถมันยกสูง ซึ่งเมือ่ยกสูงความรู้สึกของผู้คนก็เลยมองว่าการเห็นถนนจากระยะที่สูงขึ้นนั้นมันน่าจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่าแค่นั้นเอง

ว่ามันเหมือนจะปลอดภัยกว่าแต่จริงๆ มันไม่ใช่นะ มันเป็นแค่ระยะของการมองของตาเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมันก็มีส่วนทำให้ยอดขายของรถยนต์กลุ่ม D-Segment ก็คือพวก Camry,Accord,Teana พวกนี้มันจะค่อยๆ ดรอปลงไป ก็คือลูกค้ากลุ่มนั้นก็จะมาซื้อรถยนต์ที่เป็น SUV มากขึ้น SUV ที่ว่านั้นมันไม่ใช่แค่กลุ่มพวก CRV พวก X-Trial พวก Saga พวกนั้น

มันยังรวมถึงรถยนประเภทที่เป็นสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถกระบะ อย่างเช่นพวกที่เป็น Fortuner พวก Pajero Sport MU-X,Everest อะไรพวกนั้นด้วยเช่นเดียวกัน อันนี้ก็เป็นภาพรวมของตลาดในปี 2019 ที่ผ่านมานี่คือกลุ่มที่ได้รับความนิยม

 

การใช้รถของคนรุ่นนี้ที่เป็น New Gen มันมีความเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนชอบ Attrage แต่ตอนนี้ชอบ Sedan มากกว่า ?

คุณจิมมี่ :  เทรนด์ของลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ในปัจจุบันนี้มีความเปลี่ยนแปลง ข้อแรกก็คือว่าเขาไม่ยึดติดกับแบรนด์เดิมๆ สมมุติว่าพ่อแม่อยากจะซื้อรถ Toyota ให้ลูก ลูกบอกไม่เอา ฉันจะไปซื้อ Honda Civic ไม่งั้นก็เป็น Mazda 3 หรือ Mazda 2 คุณลองไปดูได้ตามมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไปเลย ไม่ใช่เเค่ในกรุงเทพนะ ในเขตในต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่หลายๆ คนจะเป็นแบบนั้น

ในขณะเดียวกัน พอเป็นรถของ Toyota ก็จะกลายเป็นคนรุ่นที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นคนซื้อไปใช้แทนอย่างนั้น จะกลายเป็นอย่างนั้นไป แล้วก็ความนิยมของคนรุ่นใหม่ในการซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยังคงที่อยู่ เพราะว่าจะมีกระแสที่บอกว่าคนรุ่นใหม่เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในเวลานี้เริ่มไม่ค่อยสนใจจะซื้อรถยนต์กันแล้ว

ซึ่งนั่นผมมองว่ามันเป็นการสำรวจที่มองและกระทำโดยที่ไม่ได้รอบคอบนัก เพราะถ้าลองไปถามเด็กวัยรุ่นยุคใหม่จำนวนไม่น้อยยังอยากจะมีรถยนต์อยู่ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือว่าความสะดวกในการใช้งาน ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ยกเว้นแต่ว่าคือกลุ่มที่อยู่หอพักนักศึกษาอยู่แล้ว อันนั้นจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งเพราะฉะนั้นเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ เพราะฉะนั้นผมมองว่าเทรนด์ตรงนี้ยังไม่เปลี่ยนอะไรมากนัก เทรนด์นี้น่าจะยังคงต่อเนื่องไปอีกสักพักใหญ่ๆ

 

แบรนด์ไหนที่มองว่ามันเริ่มดับไป หรือยอดขายไม่ค่อยดีในปีนี้ ?

คุณจิมมี่ :  ถ้าถามเรื่องของเเบรนด์ถ้าแยกเป็นแบรนด์ๆ มันคงจะตอบกันได้ค่อนข้างลำบาก เพราะว่าจริงๆ แล้วมันต้องว่าตาม Segment ของรถก็คือประเภทของรถ รูปแบบของรถมากกว่า แต่ถ้าจะให้สรุปแบรนด์จริงๆ แล้วตอนนี้ในแง่ของความนิยมนั้น Toyota เองนั้นก็ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่ยังคงต้องซื้อรถเพื่อใช้งาน

ถ้าซื้อรถเพื่อใช้งานก็ซื้อรถด้วยการตัดสินใจแบบเหตุผล เอาเรื่องของศูนย์บริการเป็นตัวตั้ง เอาเรื่องของปริมาณประชากรของรถบนท้องถนน แล้วก็เรื่องของราคาอะไหล่ที่เขายังเชื่อกันว่าถูก ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ถูกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แน่นอน Toyota ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มของที่เป็นรถกระบะ ในกลุ่มที่เป็นรถตู้อย่าง Hiace กับ Majesty ตัวใหม่ ถือว่าสร้างกระเเสได้ดีจนเกินคาดคิดเลยทีเดียว

เล่นเอา Hyundai H1 ก็ถึงกับตกใจว่าในฐานะที่เขาอยู่มานาน H1 เองก็หาทางรับมืออยู่เหมือนกัน Majesty นี่ค่อนข้างมาแรง แต่ว่าถ้าในกลุ่มของรถเก๋งแล้วหากเป็นตัว Camry ใหม่ถือว่ายอดขายไปได้ดีกว่าที่คิด ถือว่าอยู่ในระดับประครองตัวต่อเนื่องไปได้จนน่าจะหมดอายุตลาดไปได้ค่อนข้างดี

ส่วนที่เป็นรถยนต์ประเภท Crossover-SUV อย่างเช่นพวก CSR ยอดขายก็ถือว่าทรงตัวค่อนข้างดี แต่ถ้าเป็นรถยนต์ต่ำกว่าพวก C-Segment พวก Corolla Altis ลงหรือจะเป็นพวก Yaris,Yaris Ativ พวกนั้น ยอดขายไม่ค่อยเดินเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเพราะตัวรถออกแบบมาได้ยังไม่ค่อยโดนใจกับวัยรุ่นเท่าไรนัก แล้วที่สำคัญคืองานวิศวกรรมอะไรต่างๆ มันเป็นงานวิศวกรรมของรถในยุคก่อนหน้านี้

ก่อนหน้าที่จะมีแพลตฟอร์มของ TNGA ซึ่งแพลตฟอร์ม TNGA มันทำให้รถขับดีขึ้นลูกค้าก็คาดหวังว่าเมื่อไรที่รถ Toyota ในราคาถูกๆ เหล่านั้นมีแพลตฟอร์ม TNGA มาลูกค้าน่าจะย้อนกลับมาอุดหนุนอีกครั้งนึง แต่ทีนี้ในส่วนของ Corolla Altis ซึ่งมีแพลตฟอร์ม TNGA มาใช้แล้วกลับกลายเป็นว่าดีไซน์ของตัวรถนั้นเมื่อเจอ Mazda3 เข้าไป

เมื่อเจอ Honda Civic เข้าไป กลายเป็นว่าดีไซน์ของเขาจะดูแก่กว่าคู่แข่ง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำใจเพราะว่า Corolla ทีมวิศวกรที่ทำนั้นก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการจะหัวขาด ต่อการที่จะเก้าอี้ล่วงมาก เพราะนั่นคือรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกถ้าคุณไม่นับ Volkswagen Golf และ Ford Model T เพราะฉะนั้นคนทำ Corolla มันมีความเสี่ยง

ดังนั้นการทำ Corolla ออกมาแต่ละรุ่นนั้นมันเลยต้องมีอาการเพลย์เซฟของทีมวิศวกรเขาอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดีไซน์ที่ออกมาอย่างที่เราเห็นกันนั้นก็คือเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ เขาทำออกมาได้ดีที่สุดของเขาด้วยข้อจำกัดต่างๆ ของเขาแล้ว ส่วนของ Honda บอกเลยว่า Honda ความนิยมของคนทั่วๆ ไปนั้น ที่ผ่านมาคนไทยมองว่าเป็น BMW Japan มาตลอด คือเป็นฮอนด้าที่ดูมีภาพลักษณ์ ดูหรู ดูมีความพรีเมี่ยม ตั้งราคาขายแพงกว่าชาวบ้านต่างๆ นาๆ แต่พักหลังคือราคาอะไหล่ถูกลงมาแล้ว

แต่ที่น่าเป็นห่วงของฮอนด้าอย่างนึงคือเรื่องของศูนย์บริการ เพราะศูนย์บริการของฮอนด้าในระยะหลังๆ มานี้ ในแง่ของการรับรสการดูแลลูกค้าดีอยู่ แต่ว่าในความเก่งของการซ่อมบำรุง แล้วก็การที่จะมีปัญหาหลังจากการซ่อมต่างๆ รวมทั้งเรื่องของการประกอบ แล้วก็รวมทั้งเรื่องของการควบคุมคุณภาพในระยะยาว รวมทั้งเรื่องของสนิมในรถบางรุ่นด้วย

ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเกิดในรถยนต์ในยุคสมัยนี้ ก็ยังมีมาโผล่กันบ้างอยู่เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นนึงที่ทำให้ฮอนด้านั้นเริ่มจะมีลูกค้าบางส่วนเริ่มจะถอยห่างออกมาแล้วบ้างเหมือนกัน แต่ว่ายังคงจะครองความนิยมในหมู่ลูกค้าชาวไทยกันต่อไป เพราะว่ามันเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างจะดีมากศูนย์บริการก็มีกันทั่วไทย

แบรนด์ที่ดีขึ้นมาอีกแบรนด์นึง แบรนด์ที่กำลังรุ่งขึ้นมาอีกคือ Mazda มาสด้านี่ต้องยอมรับเลยว่าการพลิกแบรนด์จากแบรนด์ปกติธรรมดามาเป็นแบรนด์ซูมซูม แล้วก็กำลังจะมาเป็น 3.57 Fill the Drive ในปัจจุบันนี้ ต้องบอกเลยว่าเขามีทิศทางที่จะพาตัวเองไปเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นหนังโฆษณาที่ออกมา แคตตาล็อกที่ออกมา Print Ad หรือแม้กระทั่ง Billboard ต่างๆ ที่ออกมานั้นสังเกตดีๆ ว่ามันไม่เหมือนกับรถญี่ปุ่นทั่วๆ ไป

มันเหมือนกับภาพงานโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมจากอิตาลีหรือยุโรปเลยที่เดียวถ้าดูกันดีๆ แม้กระทั่งการวาง Layout การวางภาพต่างๆ นาๆ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่ารถจะสวย จะโดนใจวัยรุ่น จะโดนใจคนรุ่นใหม่ยังไงก็ตาม แต่ปัญหาบริการหลังการขายก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ายังคงฉลอการตัดสินใจซื้อ และยิ่งโดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่ยังคงมีปัญหาเรื่องอาการน้ำดัน ได้ยินว่าล่าสุด CS5 ใหม่ก็มี

แต่ว่ามาสด้าเองนั้นเขาก็พยายามที่จะปรับ ในเรื่องของมาตรฐานไอเสียของเขาอาจจะต้องปรับดรอปลงมาให้เท่ากันกับมาตรฐานของประเทศตอนนี้ยังเป็น Euro4 เพราะว่ารถมาสด้าเดิมเอามาขายบ้านเราเป็น Euro6 หมดเลย และมันก็เลยมีปัญหา แก้ปัญหาด้วยการปรับมันลงมาให้เป็น Euro4 เท่าๆ กันกับรถยนต์ที่ขายในประเทศไทยคันอื่นๆ ไป ก็ไม่รู่ว่าปัญหานี้จะลดน้อยลงหรือเปล่าก็คงต้องรอดูกันต่อไปในระยะยาว

อีกแบรนด์นึงที่น่าสนใจคือ Mitsubishi เขาพยายามจะทำตลาดเฉพาะกลุ่ม ก็คือกลุ่มคนที่ซื้อรถกระบะ และกลุ่มคนที่ซื้อ SUV PPV และเขาพยายามทำ Marketing ได้ค่อนข้างน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการเล่นสื่อออนไลน์ของเขาปีที่ผ่านมานี่ถือว่าทำได้ค่อนข้างจะดีมาก แล้วก็การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ การปรับงานดีไซน์เป็น Dynamic Shield มันช่วยทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยปันใจจากค่ายเจ้าตลาดมาซื้อ Mitsubishi กันพอสมควรเลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน อย่างแบรนด์อย่างเช่น Ford นี่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าเขายังคงอยู่ในตำแหน่งที่สามของตลาดรถกระบะของประเทศไทยอยู่ Ford นั้นยังคงมีรถกระบะที่สวยงามอย่างเช่น Ranger เป็นตัวชูโรง แม้ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเรนเจอร์ด้วยเหตุผลมันสวยและมันใหญ่ นั่นคือเหตุผลที่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเรนเจอร์กัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพวกเขาก็จะไปเจอกับศูนย์บริการที่ค่อนข้างจะไม่ดีเท่าไร

พักหลังมานี้ Ford พยายามที่จะปรับปรุงศูนย์บริการขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อจะพยายามหนีให้พ้นจากตำแหน่งล่างๆ ของรายการศูนย์บริการยอดแย่ ตอนนี้ Ford กำลังที่จะพยายามแก้ปัญหานี้อยู่แล้วก็ดูมีแนวโน้มว่าเสียงบ่นเสียงด่าของลูกค้านั้นจะเริ่มน้อยลงไปบ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งที่น้อยลงก็เพราะว่า Ford เลิกขายรถเก๋งไปแล้วนั่นเอง และเสียงกร่นด่าของลูกค้าส่วนใหญ่มาจากรถเก๋งพวก Fiesta กับ Focus ที่มีปัญหาเรื่องเกียร์ Powershift ชุดนั้น ซึ่งตอนนี้ได้ยินว่าปัญหาในต่างประเทศยังไม่จบ นั่นคือเรื่องของ Ford

ส่วนเชฟโรเลตเองนั้นในฐานะที่เป็นแบรนด์ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างความพยายามในการจะกอบกู้ขึ้นมา จากภาพลักษณ์ที่เสียไปอย่างพังพินาศช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น เรื่องของศูนย์บริการหลายๆ เจ้านั้นเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตัวรถเอง Colorado ก็ถือว่ามีจุดขายอยู่ในระดับปานกลาง Trailblazer SUV PPV ของเขาก็มีจุดเด่นอยู่ในระดับปานกลางก็คือไม่มีจุดเด่นที่เด่นไปกว่าชาวบ้านนัก แต่มันเป็นตรงที่ซื้อได้แล้วศูนย์บริการค่อนข้างจะดีขึ้นจากสมัยก่อนพอสมควร

เพราะฉะนั้นก็คือเชฟโรเลตอยู่ในลักษณะที่เราจะต้องเฝ้าจับตามองว่ามันจะดีขึ้นหรือว่าล่วงลงไปมากกว่านี้ เพราะภาพลักษณ์ที่ผ่านมาเสียหายไปอย่างหนักมากจากกรณีเกียร์ของ Cruze แล้วก็กรณีของศูนย์บริการที่เอารถเก่ามาย้อมแมวขายรถใหม่ก็มีหลายเคสเหมือนกัน ส่วน Nissan แบรนด์เจ้าตลาดอีกเจ้านึงซึ่งตอนนี้ก็คือดรอปลงไปเยอะนั้น ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา Marketing เองก็ไม่เก่ง

แต่ว่าถ้าจะบอกว่า Marketing ไม่เก่งผมว่าไม่ใช่ ปัญหาสำคัญของ Nissan อยู่ที่องค์กรข้างในของเขาต่างหาก โดยเฉพาะการตัดสินใจเข้ามาทำการตลาด การปล่อยให้รถที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันนั้นอายุมันเชยไปกว่าคู่แข่งพอสมควร นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Nissan เองนั้นกำลังประสบปัญหาต่างๆ อยู่ขณะนี้ ทุกอย่างนั้นกำลังอยู่ในระหว่างความพยายามในการแก้ไขปัญหา

ซึ่งเอาง่ายๆ ว่า Nissan Almera นี่จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกในกลุ่มที่กำลังจะเริ่มเปิดตัวหลังจากนี้ เราคาดกันว่า Nissan จะมีรถยนต์ที่สวยๆ พอดึงดูดลูกค้าให้เดินกลับเข้ามาได้ในโชว์รูมสักที เพราะว่าบริการหลังการขายของ Nissan อยู่ในระดับปานกลางคือไม่ได้ดีและไม่ได้แย่จนเกินไปก็พอรับได้ เพียงแต่ว่าด้วยเทคโนโลยีของเรโนนั้นก็ทำให้ช่างในสมัยนี้ก็ซ่อมค่อนข้างจะยากนิดนึง

เพราะว่ารถ Nissan ส่วนใหญ่หลายๆ รุ่นปัจจุบันนี้ใช้เครื่องยนต์และก็ระบบงานวิศวกรรมต่างๆ ร่วมกับเรโนฝรั่งเศส แต่ว่าอนาคตของ Nissan จะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับ Almera ตัวนี้เพราะถือว่าเป็นเหมือนกับที่คนในเน็ตเขาพูดกันคือมันคือความหวังของหมู่บ้านบางสองธง คือถ้าคันนี้ไม่รุ่งก็ดับ

ส่วนแบรนด์พรีเมี่ยมทั้งหลายต่างๆ นาๆ อย่างเช่น Mercedes-Benz อันนั้นไม่ต้องห่วงยังไงเขาก็ขายได้ Mercedes-Benz ก็ยังคงจะครองอันดับหนึ่งในประเทศไทยในกลุ่มรถยนต์พรีเมี่ยมต่อไป้วยยอดขายค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15000 คันต่อปี ทีนี้ Mercedes-Benz ไทยแลนด์ก็ต้องพยายามที่จะเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นไปกว่านี้เพื่อที่ว่าจะดึงเอาโครงการต่างๆ รวมทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ

แล้วก็เทคโนโลยีต่างๆ ลงมาให้กับคนไทยได้ใช้กันมากขึ้น ซึ่งเขาก็จะตั้งเป้าของเขาแน่นอนเหมือนกันว่าถ้าสามารถขายได้ถึงระดับประมาณสัก 2-3 หมื่นคันต่อปีได้มันเห็นภาพอะไรต่างๆ ที่ทัดเทียมกันกับนานาอารยประเทศกันมากขึ้น แต่ว่าในขณะเดียวกัน Mercedes-Benz เองตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องบริการหลังขาย

ที่เอาพูดกันตรงๆ ว่ามันเริ่มแย่ลงไปในระดับเดียวกันกับ Ford หรือว่า MG กันเลยทีเดียวนะ เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลานานในการแก้ปัญหาตรงนี้กันอีกสักพักหนึ่ง ส่วนของ BMW นั้นกลับกลายเป็นว่าตอนนี้บริการหลังการขายดีขึ้น ทำให้ตอนนี้ลูกค้าเริ่มกลับคืนมา เริ่มตีจาก Mercedes-Benz มาแล้วก็ลองหันมาเปิดใจลอง BMW มากขึ้น

เพราะว่าสไตล์ของรถนั้นมันเริ่มใกล้เคียงกันและ จากที่เมื่อก่อน Mercedes-Benz มันจะไปในแบบแนวรถนุ่นๆ ก็จะเริ่มสปอร์ตขึ้น ในขณะที่ BMW ที่เคยเน้นความเป็นสปอร์ตมันก็จะนุ่นขึ้น โลกมันก็กลับตาลปัตรกันดีเนาะเยอรมนีสองเจ้านี้ แล้วก็ในขณะเดียวกันอย่าง Audi ก็อย่างที่บอกคือบริการหลังการขายตอนนี้เขาชูว่าจุดเด่นของเขาราคาอะไหล่ศูนย์ถูกกว่าอู่นอกอันนี้ก็เลยดึงลูกค้ามาได้พอสมควร แล้วก็มีลูกค้าที่ปันใจจาก Mercedes-Benz และ BMW กระโดดเข้ามาเล่น Audi กันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

เพราะว่าจากความมั่นใจของตัวผู้จำหน่ายเองแล้วก็แม้ว่าศูนย์บริการจะยังค่อนข้างน้อยอยู่แต่ตอนนี้ก็เริ่มทยอยเปิดตามหัวเมืองต่างๆ อีกพอสมควร Volvo เองอย่างที่บอกคือ Volvo มีรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาแน่นอนยังมีลูกค้าที่ยังรักใน Volvo แต่ว่ายังกลัวเเละเข็ดขยาดกับราคาขายต่อ คือถ้าใครก็ตามที่คิดจะซื้อรถมาแล้วจะขายต่อในระยะเวลาอันสั้น Volvo ยังคงเป็นคำตอบที่ดี

แต่ถ้ากะจะใช้ยาวๆ แล้วค่อยขายต่อ Volvo ไม่ใช่คำตอบที่ดีแน่นอน ราคาอะไหล่ของ Volvo ยังคงจะสูงอยู่แต่ว่าก็ถือว่าดรอปลงมาในหลายๆ ชิ้นนะ ดรอปลงมาพอสมควรและยกเว้นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพวก Powertrain ระบบ Hybrid อันนั้นก็ยังถือว่าแพงกว่าในระดับเดียวกันกับชาวบ้านชาวช่องอยู่

คุณจิมมี่ :  MG อันนี้ไม่พูดไม่ได้ เพราะว่า MG นี่ก็เป็นแบรนด์จีน คือใครก็ตามที่บอกว่าเป็นแบรนด์อังกฤษ อังกฤษมันเป็นแค่ Heritage ของมันที่เคยเป็นมา ปัจจุบันนี้ MG นั้นอยู่ในการดูแลของ SAIC Shanghai Automotive International Corporation ก็คืออยู่ในมือของจีนแล้ว แต่ก็ใช่ว่ารถของเขาจะดูด้อยค่าอะไรขนาดนั้น มันก็ไม่ใช่เพราะว่าจริงๆ แล้ว MG ถือว่าเขาพยายามจะสร้างแบรนด์ เขาพยายามที่จะทำแบรนด์ของเขาออกมาเพื่อให้ดูดีในสายตาคนไทยพอสมควร

แต่ว่าตัวรถของเขานั้นปัญหาด้านคุณภาพการประกอบ ปัญหาเรื่องบริการหลังการขาย ปัญหาเรื่องการเซอร์วิสต่างๆ นั้นยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง และรถ MG หลายๆ รุ่นนั้นมักจะเสียในเรื่องที่ชาวบ้านเขาไม่เสียกัน มักจะมี Defect ในเรื่องที่ชาวบ้านเขาไม่มี Defect กัน ในเรื่องพื้นฐานของความเป็นรถยนต์นั้นชาวบ้านเขาไม่มีปัญหากันแล้ว แต่ MG ยังมีปัญหาหลุดรอดมาให้เราเห็นกันอยู่บ้างตามเพจต่างๆ นาๆ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ MG จะต้องแก้ไขกันต่อไปถ้าอยากจะขยายยอดขายให้มันสูงไปกว่านี้ ถามว่ามาแรงไหม มาแรง แต่ความน่าหวั่นใจยังคงมีอยู่สำหรับ MG

เหตุผลที่ MG เขาแรงไม่ใช่แค่ราคาถูกคือเขามองเอาเรื่องความคุ้มค่าไง เครื่องยนต์ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญของเขาอยู่แล้วว่าจีนเขาทำเครื่องยนต์ไม่เก่ง วิธีแก้ของเขาคืออัดออฟชั่นให้เต็ม แล้วก็เน้นขายในราคาที่กดต่ำกว่าชาวบ้าน แล้วอย่าง MGz SCV ที่เป็นรถไฟฟ้าก็ถือว่าได้ใจลูกค้าไปเยอะมาก เพราะว่ามันกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุดในตลาดคือ 1 ล้านสองแสนบาท

อันนี้ลองนับเป็นรถยนต์ Passenger car ไฟฟ้า เราไม่นับพวกรถฟอร์มพวกนั้นเราไม่นับนะ ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าใครก็ตามที่อยากจะลองใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ในชีวิตดูแต่ไม่อยากจะจ่ายแพงนัก  MGz SCV ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็ไม่รู้ว่าในระยะยาวเรื่องคุณภาพของรถมันจะมีปัญหาโผล่มาให้เราเห็นตอนไหนหรือเปล่า อันนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังเป็นปริศนากันอยู่

รถยนต์ไฟฟ้าภาพรวมปีนี้แล้วก็ปีหน้า ?

คุณจิมมี่ :  รถยนต์ไฟฟ้าถ้าจะถามถึงเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นคือ แน่นอนถ้าทั้งโลกจะไปรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น แต่คำว่าไฟฟ้าตรงนี้มันไม่ได้หมายความว่าจะเป็น PUX หรือ EV อย่างเดียวแต่มันจะรวมถึงพวกตระกูลไฮบริดกับปลั๊กอินไฮบริดด้วย และจะรวมลากกันไปถึงรถเป็น Fuel cell ที่เติม Hydrogen ลงมาแล้วก็เกิดเป็นเซลล์เชื้อเพลิง แล้วก็ปั่นขึ้นมาเป็นไฟฟ้า มาปั่นที่มอเตอร์อันนั้นเรารวมกันมาทั้งหมด รถในกลุ่มนี้มันจะมีแนวโน้มการเจริญเติบโตขึ้นในระดับโลก

แต่มันเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ของสื่อมวลชนมากกว่ายอดขายจริง นั่นคือสิ่งที่คนไทยและคนจำนวนมากๆ ต่างพากันเชื่อและหลงผิดจากการเสพสื่อในต่างประเทศว่ารถไฟฟ้ากำลังจะมา รถไฟฟ้ากำลังจะมา แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่อยากจะบอกก็คือมันมีแค่ Scandinavien ก็คือสวีเดนแล้วก็นอร์เวย์ที่มียอดขายรถไฟฟ้าอยู่ในระดับที่สูงมากๆ

เพราะอย่างในนอร์เวย์ตอนนี้ 60% ของรถยนต์ที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์ใหม่นั้นเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าหรือจะเป็นไฮบริดก็ตามแต่ Whatever จะเป็นแบบนั้น สวีเดนก็เช่นเดียวกัน แต่ในเยอรมนี ฝรั่งเศสในโปตุเกส อิตาลี หรือสเปน เขายังไม่ได้สนใจรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขนาดนั้น

เนื่องจากปัญหาสำคัญก็คือ แบตเตอรี่ ยังสามารถจะชาร์จไฟแล้วได้ความจุได้แค่ประมาณหนึ่ง แต่ระยะทางที่แล่นมันน้อยลง มันน้อยลงกว่ารถยนต์เก๋งที่เป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาบทั่วไป ถ้าเมื่อไรก็ตามที่แบตเตอรี่สามารถจะจุไฟได้เยอะแล้วก็รถแล่นได้ไกลขึ้นเมื่อนั้นแหละรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะกลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นกว่านี้

ส่วนในสหรัฐอเมริกานั้นถามว่าทำไม Tesla ได้รับความนิยม ง่ายนิดเดียวสังเกตดูดีๆ ว่าคนที่ซื้อรถส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนประเภท ทำงานสายไอทีอาจจะเป็นเนิร์ดไอที กิ๊กไอที อาจจะเป็นคนกลุ่มสายพวก Creative หรือคนที่มีความรู้สึกว่าฉันจะเป็นคนที่อยากจะให้ชาวบ้านชาวช่องเขาดูว่าฉันเป็นคนเทรนด์ใหม่ ฉันเท่นะ ฉันเจ๋งนะ แล้วฉันยี้กับเครื่องยนต์สันดาบ ฉันยี้กับน้ำมันนะ จริงๆ มันเป็นแฟชั่นอยู่ประมาณหนึ่ง

แต่ว่าถ้าลองดูดีๆ แล้ว รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาตอนนี้มันยังคงเป็นรถกระบะ Full-Size อย่างเช่น Ford F150 Chevrolet Colorado รวมทั้งรถเก๋งอย่าง Toyota Camry ซึ่งทั้งหมดนั้นยังคงเป็นรถน้ำมัน ถามว่าเเนวโน้มคนอเมริกันจะหนีไปใช้รถยนตืไฟฟ้าเยอะไหม ก็จะเหมือนกับยุโรปก็คือ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ถ้าเมื่อไรก็ตามถ้าแบตเตอรี่ที่เขาชาร์จอยู่นั้นสามรถจะเพิ่มระยะทางการแล่นออกไปให้ไกลเทียบเท่ากับที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาบให้อยู่ในปัจจุบันนี้

คุณจิมมี่ :  ส่วนของในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจะยังเข้าไปถึงได้ช้ากว่า เนื่องจากว่ามันมีเรื่องของค่าใช้จ่าย เรื่องของ Infrastructure การส่งเสริมจากภาครัฐบาล แล้วก็รวมถึงเรื่องของนโยบายของภาครัฐบาลต่างๆ นาๆ ด้วย แล้วก็จะรวมถึงเรื่องของความทนทานต่อสภาพอากาศของตัวรถ เพราะว่าอย่างนึงที่ทุกคนลืมคิดไปก็คือว่าแบตเตอรี่นั้นมันจะมีผลต่อเรื่องความกดอากาศของความสูงแล้วก็การขึ้นทางชันต่างๆ นาๆ พวกนี้มีผล

เพราะว่าเอาง่ายๆ ว่าอย่างที่เคยมีการทดสอบมาแค่รถไฮบริดนะ เชื่อไหมว่า Toyota Prius Made in Japan นั้นขึ้นดอยอินทนนท์ ขึ้นดอยอ่างขาง บ้านเราไม่ได้จอดตายคาเนินเลย เเต่ถ้าเป็นรถที่ปรับมาเป็นสเปกเวอชั่นไทยขึ้นได้ แต่ขึ้นได้คุณก็ต้องกดคันเร่งเต็มตีนรถถึงจะค่อยๆ คานขึ้นไปอันนี้เจอมากับตัวเอง นั่นคือสิ่งที่คนไม่รู้มาอีกเยอะ

อันนี้เอาแค่รถไฮบริดนะยังไม่นับรถไฟฟ้านะ แต่รถยนต์ไฟฟ้าทุกวันนี้มันไปได้มากกว่านั้น เทคโนโลยีไฟฟ้ายังไงมันจะค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาแต่มันจะยังไม่ถึงขั้นที่คนทั้งประเทศไทยใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไม่มีทาง อย่างน้อยๆ เราก็ต้องว่าอีก 30 ปีจากนี้ไม่ใช่ใน 5-10 ปีนี้แน่นอน อย่าลืมว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศนี้ 60-70 เปอร์เซ็นต์นั้นยังคงเป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์

นั่นคือรถกระบะ รถปิคอัพ แม้ว่าในอนาคตอาจจะมีรถกระบะไฮบริด หรือ SU PPV ไฮบริดออกมาซึ่งมันจะมาแน่ๆ แต่มันจะยังไม่ถึงขั้นที่เป็นปลั๊คเสียบแบบไฟฟ้า PHVV แบบนั้นยังใจเย็นๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนให้รถยนต์ในประเทศไทยนั้นเป็นไฟฟ้า เพียวรี100% นั้น บอกได้เลยว่าพวกเราทุกคนในประเทศไทยจะต้องเสียชีวิตกันไปหมดก่อนเท่านั้น

คุณจิมมี่ :  เอาง่ายๆ ลองคิดดูเล่นๆ แล้วกัน โตโยต้าเปิดตัว Prius รถยนต์ไฮบริดคันแรกของโลกในปี 1997 เอามาขายในประเทศไทยครั้งแรกเป็น Camry ไฮบริด ในปี 2009 มาถึงปัจจุบันนี้ 10 ปีคุณเห็นปริมาณรถยนต์ไฮบริดบนท้องถนนเยอะขึ้นใช่ แต่มันถึงขั้นเยอะเทียบเท่าระดับครึ่งนึงของทั้งปริมาณที่คุณเห็นทั้งกรุงเทพหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ทุกอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมีเวลาของมัน

มันจะต้องมีระยะเวลายอมรับทางเทคโนโลยีของคนทั่วๆ ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องรถ มันจะต้องมีระยะเวลาที่จะเรียนรู้ แล้วก็การ Transfer ของเทคโนโลยีให้กับคนที่ต้องซ่อมมัน รวมทั้งคนที่ต้องทำงานในสายของอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งการให้ความรู้ของคนทั่วๆ ไปต่างๆ ต้องมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีเข้ามาประกอบกันด้วย รถยนต์ประเภทที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหลายเหล่านี้จึงค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

ธุรกิจรถยนต์ในอนาคตจะเป็นยังไง เพราะทุกคนก็มองว่าเศรษฐกิจซบเซา คนก็ไม่ค่อยซื้อรถกันแล้ว?

คุณจิมมี่ :  คนไม่ค่อยซื้อรถกันแล้วผมว่าไม่จริง ถ้าคนไม่ค่อยซื้อรถกันแล้วเนี่ย คำถามคือทุกวันนี้ยอดขายรถยนต์ของประเทศไทยยังป้วนเปี้ยนอยู่บวกลบหนึ่งล้านคัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ค่อนข้างจะสูงอยู่นะ อย่างนึงผมยังเชื่อว่าคนไทยยังจำนวนไม่น้อยยังจะจำเป็นต้องใช้รถยนต์อยู่ อย่างน้อยๆ อีกประมาณ 5-6 ปีข้างหน้า ยอดขายรถยนต์อาจจะป้วนเปี้ยนขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาพเศรษฐกิจ

แต่ไม่ใช่ว่าคนจะเลิกใช้รถยนต์ ตราบใดก็ตามที่ระบบขนส่งมวลชนของประเทศยังคงพิกลพิการกันอยู่อย่างนี้ ความรู้สึกของคนที่อยากจะซื้อรถยนต์ต่อไปก็ยังคงมี แต่ถ้าถามว่าอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบเศรษฐกิจที่ดี และรวมทั้งมีระบบขนส่งมวลชนที่ค่อนข้างจะโอเค คนอาจจะไม่ต้องใช้รถยนต์ก็จริงอยู่ แต่ยอดขายรถยนต์ของเขาอยู่ในระดับ 5 ล้านคันต่อปี และมันก็ตันอยู่ที่ระดับนั้นมานานแล้ว

แต่สังเกตไหมว่าพวกเขาก็ยังซื้อรถ ยังซื้อขายรถกันอยู่ พวกเขายังคงทำรถยนต์ขายกันอยู่ มันจะยังไม่ตายใน 10 ปี ในช่วง 20 ปีนี้นะครับ ส่วนของฝั่งยุโรปเอง อันนี้อาจจะน่าเป็นห่วงนิดนึง พวกเขาถึงจะต้องเร่งทำรถแนว High Performance ออกมาเพื่อให้มันเป็น Toys Car มากขึ้น ส่วนใครก็ตามที่ทำรถออกมาแล้วขายได้ดีอยู่ต่อไป เขาก็คงต้อง Maintain ต่อไป

สิ่งที่เราเห็นต่อไปนี้คือผู้ผลิตฝั่งยุโรป ผู้ผลิตฝั่งญี่ปุ่น ฝั่งอเมริกา หรืออะไรก็ตาม จะมีการ Merge การควบกิจการมากขึ้น เพื่อที่จะอยู่ให้รอดในสภาพการณ์ที่ทุกคนกำลังกลัวว่ามันจะเริ่มตกต่ำและซบเซาลงหลังจากนี้ นี่คือข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง เงินที่เขาใช้ในการพัฒนารถยนต์ เทคโนโลยีใหม่ พวกไฟฟ้า พวก BEV พวก Fill Cell อะไรพวกนี้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นการ Merge กันของแต่ละบริษัทนั้นมีผลทำให้ต้นทุนต่างๆ มันถูกลง เมื่อต้นทุนต่างๆ มันถูกลง พวกเขาจะยังคงสามารถทำรถเหล่านั้นออกมาขายได้ในราคาที่พวกเขาพอจะแสวงหากำไรได้บ้าง นั่นคือในช่วงระยะสั้น ระยะในยะยาวนั้น การเข้ามาของเทคโนโลยี Autonomous Drive นะครับ น่าจะมีส่วนที่จะพลิกวงการรถยนต์กันไปได้ในระดับหนึ่ง แต่จะค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่าอย่างเช่นเดียวกันกับเทคโนโลยี BEV พวกรถยนต์ไฟฟ้า คือยังไงก็ตามคนยังจำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ และทำความคุ้นชินกับเทคโนโลยีนี้เข้ามา

คุณจิมมี่ :  โดยเฉพาะระบบขับขี่อัตโนมัตินั้น มันเป็นการก้าวขึ้นไปอีกสเต็ปนึงที่เหนือกว่ารถยนต์ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า คือเทคโนโลยีพวกนี้มันจะต้องถูกจับเอามารวมกันอยู่ในรถยนต์คันเดียวอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้คนมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีเหล่านั้นได้เร็วขึ้น คือถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ๆ เขาคุ้นชินได้เร็ว แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเรา รุ่นตั้งแต่สักประมาณ 30 ขึ้นไป อันนี้ยังคงจะทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ค่อนข้างช้ากว่าเด็กรุ่นหลังๆ จากนี้ไป

ซึ่งอันนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องไปศึกษาวิธีการกันต่อไป เชื่ออย่างหนึ่งว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มันยังไม่ตายหรอก แต่มันจะต้องถูกควบรวมกับกิจการในรูปแบบอื่น เช่น ในเรื่องเกี่ยวข้องกับพวกแบบดิจิทัล รวมทั้งในเรื่องของการให้บริการด้านของการขนส่งโลจิสติก รวมทั้งเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของ Connected ต่างๆ นะครับ เรื่องของไอที

ต่อไปรถยนต์ที่ทางฝั่งยุโรป และทางฝั่งอเมริกาอะไรก็ตาม ที่บรรดา Nerd IT Gig ไอทีทั้งหลาย เขามองกันคือ เขามองว่ารถยนต์จะถูกกลืนกลายไปเป็น Gadget อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าสำหรับประเทศเหล่านั้นล่ะก็มันเป็นไปได้ แต่ถ้าสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายและประเทศส่วนใหญ่ในโลกล่ะก็ อีกนานครับ

อยากให้วิเคราะห์ปีหน้าว่ามีเหตุการณ์ เรื่องราวอะไรที่น่าสนใจบ้างในวงการรถยนต์ ?

คุณจิมมี่ :  วงการรถยนต์ในปีหน้านี้นะครับ บอกเลยว่ามันจะเจอทั้งความผันผวนจากทางสภาพเศรษฐกิจ ก็คือทุกๆ คนก็จะพากันกลัวว่าเศรษฐกิจนั้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก็จะเริ่มไม่ดีบ้างล่ะ จะเริ่มอะไรต่างๆ นานาบ้างล่ะ แล้วก็ทำให้แผนการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะมาขายในประเทศไทยนั้น มันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรเลยเหมือนกัน

อย่างไรก็ตามนะครับสิ่งที่จะเกิดขึ้นช่วงครึ่งแรกของปีหน้า เราจะได้เห็นพาเหรดของบรรดา SUV ระดับราคาต่ำกว่า 1,500,000 บาท กรีธาทัพลงตลาดอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Toyota CSUV ก็คือให้นึกถึง CSR เอาไว้นี่แหละครับ ทั้งเครื่องยนต์ ทั้งงานวิศวกรรมต่างๆ แต่มาในรูปทรงที่เป็น SUV มากขึ้น รวมทั้ง Mazda CX-30 ซึ่งคันจริงบอกเลยว่าให้นึกถึง Mazda 3 CX ตัวปัจจุบัน

แต่ต่อพื้นที่ด้านหลังให้มันยาวขึ้นและนั่งสบายขึ้น และมีพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังให้มันเยอะขึ้น รวมทั้ง Nissan kicks ซึ่งได้ยินว่า Nissan kicks จะมาเป็นกลุ่มพลัง Hybrid e-POWER เท่านั้นนะฮะ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนฝรั่งเศสของนิสสันเขาคิดอะไรของเขาอยู่ ที่จะไม่มีเครื่องยนต์สันดาปมาให้เลือกกันเลย

ทั้งๆ ที่เขาก็ลืมนึกไปเลยว่าลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ในกลุ่มราคานี้เนี่ย Price Sensitive พอสมควรนะครับ อันนี้ก็เป็นในกลุ่มของ SUV ซึ่งเดี๋ยวจะกำลังทยอยๆ เข้ามาในประเทศไทย อีกกลุ่มนึง คือ กลุ่ม SUVPPV ซึ่งในปีหน้าไม่ว่าจะเป็น Toyota Fortuner หรือแม้กระทั่ง Isuzu MU-X นั้น จะต้องมีการปรับโฉม จะต้องมีการเปลี่ยนโฉมด้วยเช่นเดียวกันนะครับ

ในขณะเดียวกันตลาดรถกระบะปีหน้าก็จะยังทรงๆ ตัว อาจจะมีแค่การปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ ของผู้เล่นในตลาด และอาจจะมีรถยนต์รุ่นใหม่อย่างของ Mazda BT-50 เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับ Isuzu D-MAX นั่นแหละครับ ก็คงจะตามเข้ามา แต่ว่าก็ยังไม่ได้หวือหวาอะไร ส่วนบรรดารถยนต์พรีเมียมนั้นก็จะทยอยกรีธาทัพเข้ามาอีกล็อตใหญ่ๆ พอสมควร

เพราะฉะนั้นปีหน้าผมมองว่ามันน่าจะเป็นปีของ SUV มากกว่า ในขณะที่ในส่วนของรถยนต์เก๋งต่างๆ นานานั้น มันทยอยเปิดตัวกันไปในปีนี้หมดแล้ว แล้วก็มีอีกหลายๆ รุ่นที่ถูกเก็บเอาไว้รอเล่นสนุกกันในปี 2021 กันพอสมควรนะครับ ดังนั้นตลาดปีหน้านั้นผมถือว่าความหวือหวาต่างๆ น่าจะลดทอนลงมาจากปีนี้นิดหน่อย แล้วก็เน้นไปที่ตลาด SUV ค่อนข้างจะเยอะ แล้วก็เป็น SUV ตั้งแต่หลากระดับราคา แต่เน้นไปที่ SUV ราคาต่ำกว่า 1,500,000 บาทลงไปนะครับ

อันนี้คือภาพรวมของตลาดในปีหน้าที่เราจะได้เห็นกัน ในส่วนของรถยนต์พลังไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริดต่างๆ นั้นก็จะเข้ามาเปิดตลาดในบ้านเราเยอะขึ้น แต่ไม่ได้มาแบบถล่มตู้มมาทีเดียว ไม่ใช่ แต่ค่อยๆ มาแบบเรื่อยๆ นะครับ อย่างน้อยๆ ในปีหน้าคุณจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้า SUV Mercedes-Benz EQC เข้ามาเปิดตัวที่ประเทศไทยเราสักที หลังจากที่ยังมีการยักแย่ยักยันกันอยู่ระหว่างทาง Mercedes-Benz Thailand กับทางรัฐบาลไทยนะครับ ในเรื่องของโควตาการนำเข้าในล็อตแรกตรงนั้น ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นที่เขายังหาข้อยุติกันยังไม่เจอนะฮะ แล้วก็นอกเหนือจากนี้จะมีเทคโนโลยีไฮบริดแล้วก็ไฟฟ้าต่างๆ ทยอยมาที่เมืองไทยอีกหลายๆ รุ่นเหมือนกันนะครับ อันนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

Eco Car Phase 2 ของปีหน้า ?

Eco Car Phase 2 ของปีหน้าคือทุกเจ้ามาเปิดตัวไปจบแล้วในปีนี้ แล้วก็จะเริ่มส่งมอบกันในตั้งแต่ช่วงประมาณธันวาคม มกรานี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็น Eco Car Phase 2 อะไรก็ตามที่เป็น Subcompact หลังจากนี้เนี่ย ก็คือจะขายแต่ในสิ่งที่มันมีกัน และเปิดตัวกันไปหมดอยู่แล้วในตลาดนะครับ ถ้าจะมีความเคลื่อนไหวกันอย่างจริงจังอีกครั้งสำหรับรถยนต์ในกลุ่ม Eco Car นั้นเนี่ย คิดว่าน่าจะประมาณเป็นปี 2022 เป็นต้นไป

เพราะนั่นจะถึงเวลาที่ทุกค่ายต้องปรับโฉม Master Change หรือจะมีการเปลี่ยนโฉม Full-Model Change และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Toyota พวกเขาจะต้องมี Yaris Full-Model Change เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างวิศวกรรมพื้นฐานร่วมกับทาง Daihatsu นะครับ ก็คือเป็น TNGA และก็ DNGA น่าจะเปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในโลกได้ในช่วงประมาณปี 2022 อันนั้นคือตัวที่น่าจะจับตามองว่า Toyota จะแก้ปัญหาเรื่องการทับซ้อนระหว่าง Vios กับ Yaris ที่เกิดขึ้นในตลาดเมืองไทย และก็รวมทั้งเรื่องของ Strategy ของรถยนต์ขนาดเล็ก Subcompact ในกลุ่มตลาด E-Merge Market ของเขาได้อย่างไร อันนี้เป็นตัวที่น่าจับตามองที่สุดแล้วครับผม

 

from:https://www.thumbsup.in.th/car-economy-2019

บริหารเงินให้ธุรกิจ SMEs อย่างไรให้อยู่รอด กับคำแนะนำดีๆ ของโค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์

เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องยาก แต่การบริหารเงินให้มีกำไรงอกเงยต่างหากที่ยากกว่า ดังนั้น เราจึงเห็นเจ้าของธุรกิจหลายรายที่ไปไม่รอด เพราะไม่วางแผนด้านการเงินที่ดี แม้กลยุทธ์ที่วางจะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่วางแผนทางการเงินควบคู่ไปด้วยก็อาจหมดเงินไปกับการทุ่มใช้กับกลยุทธ์ด้านการตลาดได้ง่ายๆ

ท่านผู้อ่านทุกคนที่ติดตามเพจด้านการเงิน อาจจะเคยได้ยินชื่อของ โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เจ้าของเพจ THE MONEY COACH และโค้ชการเงินส่วนบุคคล ผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินที่ดีผ่าน Podcast ที่ชื่อว่า Money Case by Money Coach และจะให้ข้อแนะนำกับธุรกิจ SMEs เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินให้มั่นคงเพื่ออนาคต

ทั้งนี้ การมีกลยุทธ์ที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำธุรกิจ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดในการนำพาธุรกิจให้อยู่รอดปลอดภัย กำไรหรือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ใช่สิ่งชี้วัดว่าธุรกิจจะเติบโต เพราะหากธุรกิจบริหารจัดการเงินไม่เป็น ไม่สามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ ระบบการเงินก็เหมือนถังน้ำที่มีรูรั่ว ทำให้ขาดสภาพคล่อง ธุรกิจสะดุด ซ้ำร้ายอาจถึงขั้นล้มละลายปิดกิจการไปในที่สุด

เงินคือปัจจัยสำคัญของคนทำธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมือใหม่ ที่ยังบริหารจัดการเรื่องเงินอย่างหละหลวมย่อมมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง

มีคนเข้าใจผิดเยอะมากว่า มีเงินหนึ่งก้อนก็สามารถทำธุรกิจได้ แท้จริงแล้ว การมีเงินก้อนหนึ่งทำให้เราเริ่มต้นทำธุรกิจได้ก็จริง ซึ่งการบริหารเงินแบบฉบับเอสเอ็มอี ต้องให้ความสำคัญ

‘5 เรื่องสำคัญการบริหารเงินให้ธุรกิจไปรอด’ 

สิ่งที่หลายคนกังวลเรื่อง “การเงิน” คือจะบริหารอย่างไรให้ธุรกิจยังอยู่ได้ ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่ที่การวางแผนใช้เงินอย่างเหมาะสม แต่จะบริหารและวางแผนอย่างไร ลองดูข้อแนะนำนี้กันค่ะ

เงินทุนหมุนเวียน ต้องเตรียมเท่าไหร่

โค้ชหนุ่ม แนะนำในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน หรือเงินทุนสำรอง คือความมั่นคงพื้นฐานของธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรพิจารณา คือ ต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ต้องการกระแสเงินสดที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องประเมินสภาพคล่องธุรกิจว่า ในหนึ่งเดือนใช้เงินเท่าไหร่ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ แรงงาน ค่าขั้นตอนปฏิบัติงานต่างๆ ควรเผื่อเงินสำรองไว้ 3 เดือนเพื่อความคล่องตัวของธุรกิจ

กรณีธุรกิจมีการให้เครดิตเทอม หรือเครดิตการค้าที่ใช้เวลาในการวางบิลเก็บเงินนาน ในขณะที่ต้องมีการชำระค่าใช้จ่ายเป็นเงินสด ธุรกิจลักษณะนี้อาจต้องเตรียมเงินทุนสำรองถึง 6 เดือนเพื่อความอุ่นใจ

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทราบอีกอย่างหนึ่งคือ เงินสำรองมีน้อยก็เสี่ยง มีมากเกินไปก็ไม่ดี เพราะอาจเสียโอกาสที่จะนำเงินไปสร้างผลตอบแทนในด้านอื่น ดังนั้นจึงต้องประเมินอย่างเหมาะสม

 

วางแผนบริหารกระแสเงินสด

ในการจัดการเรื่องเงินให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไปรอดลำดับต่อมาคือ การวางแผนบริหารจัดการกระแสเงินสด ปัญหาสำคัญคือ เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ารายได้ที่เข้ามานั้นเป็นเงินที่มีภาระอะไรบ้าง เช่น รายจ่ายที่จำเป็น หนี้สินธุรกิจที่ต้องชำระ หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบริษัท ทำให้ไม่ทราบตัวเลขกระแสเงินสดที่ปลอดภาระอย่างแท้จริงมีผลทำให้การตัดสินใจใช้เงินค่อนข้างยาก และอาจผิดพลาดได้

ฉะนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรทำคือ บริหารจัดการกระแสเงินสด จะเข้ามาจากไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ประมาณการรายจ่ายเท่าไหร่ และเมื่อไหร่บ้าง มีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ถ้าไม่พอเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไร เพราะหากผิดพลาดหรือล่าช้าเพียงไม่กี่วัน อาจกระทบกับสภาพคล่องของธุรกิจ หรือความเชื่อมั่นของคู่ค้าได้ ดังนั้นประมาณการกระแสเงินสดไหลเข้าออก ต้องแม่นยำเพื่อสามารถวางแผนบริหารจัดการเงินได้อย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกันการบริหารเครดิตเทอม หรือเทอมการค้าที่ยืดหยุ่นให้กับลูกค้าบางราย หรือลูกค้าใหม่ ควรปรับไปตามสถานการณ์ โดยพยายามบริหารเงินให้ธุรกิจได้ประโยชน์มากที่สุด อาทิ บางรายให้เครดิต บางรายเก็บเงินสด ก็เป็นอีกเทคนิคการจัดการเงินเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการใหม่

 

แยกกระเป๋า เงินเรา เงินบริษัท

เมื่อวางแผนจัดการกระแสเงินสดได้แล้ว ผู้ประกอบการก็จะได้ทราบตัวเลขเงินที่ปลอดภาระแต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ ผู้ประกอบการมักใช้เงินปะปนกันระหว่างเงินของตัวเองกับเงินของธุรกิจ เรื่องนี้เจ้าของธุรกิจมักคิดว่ายังไงก็เงินเรา แต่จริง แล้วไม่ถูกต้อง เพราะหากมองในแง่มุมการทำธุรกิจ การเสียภาษีของบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลนั้นใช้คนละฐานภาษีกัน

ดังนั้น การใช้จ่ายเงินส่วนตัว กับรายได้จากธุรกิจควรแยกกระเป๋าให้ชัดเจน หากไม่แยก เจ้าของธุรกิจจะไม่ทราบเลยว่าจริง แล้วธุรกิจมีกำไรหรือขาดทุน เพราะช่วงที่ธุรกิจขาดเงินก็ใช้เงินส่วนตัวจ่าย ช่วงที่เก็บเงินได้ก็นำไปใช้ส่วนตัว การใช้เงินปะปนกันไปหมด หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุน ควรนำไปลงทุนในธุรกิจ หรือนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรใช้เงินสดจนขาดสภาพคล่อง

 

วางแผนขอสินเชื่อ และการหาหุ้นส่วน

ในช่วงที่ธุรกิจต้องการใช้เงินจำนวนมาก อาทิ นำไปจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อขยายการผลิต ลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจ หรือประมาณการเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดความฉุกละหุก จึงควรวางแผนหาแหล่งเงินสำรอง ไม่ควรรอให้เงินขาดมือแล้วค่อยมองหาช่องทาง

สินเชื่อธุรกิจ เป็นหนทางในการเข้าถึงแหล่งเงินได้ดีที่สุด เราควรวางแผนขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งมวล และการขอสินเชื่อแต่ละครั้งควรระบุประเภทของสินเชื่อให้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ 

อีกรูปแบบหนึ่งในการเข้าถึงแหล่งเงิน คือการหาหุ้นส่วนมาร่วมลงทุน หรือกิจการร่วมค้า แต่แนะนำว่าให้ผู้ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินก่อน เพราะการหาหุ้นส่วน มีประเด็นที่ต้องพิจารณามากมาย เปรียบเทียบง่ายๆ ขอสินเชื่อสถาบันการเงิน อาจมีภาระชำระหนี้ 5-10 ปี เป็นภาระสั้นๆ แต่การมีหุ้นส่วนคือการอยู่ร่วมกันระยะยาว  จึงต้องพิจารณาและประเมินให้ดี

 

ให้ความสำคัญกับงบการเงิน 

ทุกองค์กรควรกำหนดผู้ทำหน้าที่ติดตามรายการรับจ่ายเงิน บันทึกข้อมูลทางบัญชีเพื่อจัดทำประมาณการกระแสเงินสด และจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้ได้ตัวเลขที่ถูกต้อง ซึ่งก็คืองบการเงินที่เป็นหัวใจสำคัญ

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า งบการเงินไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์เพื่อนำส่งสรรพากรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงบแสดงสถานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ถ้าผู้ประกอบการทำตัวเลขถูกต้อง จะสามารถนำมาใช้บริหารจัดการ หรือช่วยตัดสินใจในธุรกิจได้

และที่สำคัญ กรณีมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม และประสงค์ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการที่ส่งงบการเงินที่ถูกต้องประกอบการขอสินเชื่อย่อมส่งผลดี เพราะเจ้าหน้าที่สินเชื่อจะสามารถประเมินศักยภาพของธุรกิจ ความจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ของงบการเงินที่ผู้ประกอบการมองข้าม

สุดท้าย มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ธุรกิจโตเพราะการตลาด ขายดีเพราะการจัดการ แต่ส่วนใหญ่ที่เจ๊ง บอกได้เลยว่า เป็นเพราะเรื่องการเงิน ดังนั้นธุรกิจที่เฝ้าระวังตลอดเวลา มีข้อมูลบริหารจัดการเงินที่ดี และถูกต้อง ธุรกิจเหล่านี้จะเติบโต สร้างกำไร และความมั่งคั่งให้กับกิจการ

 

ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่นี่

from:https://www.thumbsup.in.th/money-coach-for-sme

ทำงานอย่างไรไม่ให้มี ‘ดราม่า’ เคล็ดลับการร่วมงานกับคนหลากหลายในองค์กร

บริษัทคือแหล่งรวมความหลากหลายของนิสัยเพื่อนร่วมงานที่เยอะที่สุด เป็นปกติที่จะเจอคนที่เราถูกใจหรือไม่ถูกใจบ้าง แต่ก็จะมีบางคนที่ขอเน้นตัวโตๆ ว่าอย่าได้ติดต่องานกันอีกเลย T^T ซึ่งคงไม่มีฝ่ายใดผิดหรอกนะคะ แต่มองว่าเป็นเรื่องของนิสัยที่เข้ากันไม่ได้แต่ต้องทำงานร่วมกันมากกว่า วันนี้เราเลยอยากบอกวิธีรับมือเมื่อต้องทำงานกับคนที่เรารู้สึกว่ารับมือค่อนข้างยาก เพื่อให้ทำงานออกมาได้อย่างดี

สำหรับการสื่อสารที่ดีนั้น ไม่ได้หมายถึงการพูดสิ่งที่ต้องการอย่างเดียว แต่คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง โดยที่ทั้งคู่ต่างเข้าใจความต้องการกันและกันชัดเจน แต่การทำงานในองค์กรคือการคุยกับคนหลากหลายประเภท ดีบ้างร้ายบ้าง แต่เราจะสื่อสารยังไงกับคนทุกประเภทในองค์กร มาดูวิธีเหล่านี้กันค่ะ

ใช้การคุยกันผ่านอีเมลล์เป็นหลัก 

ปัญหาส่วนใหญ่ที่คนทำงานต้องเจอก็คือการสื่อสารไม่ชัดเจน หรือคุยกันผ่านไลน์ บอกจะเอานั่นนี่แต่ก็ไม่มีระบุแบบเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคนแบบนี้มักเป็นที่มองบนของคนในบริษัทเสมอเพราะทำงานด้วยยาก ทำให้การทำงานมีโอกาสยุ่งเหยิงสูง เพราะฉะนั้นขั้นแรกแนะนำว่าควรคุยเนื้องานกันผ่านอีเมลล์ดีกว่า

ใช้น้ำเสียงที่อ่อนหวานในการคุยกัน

คนทำงานด้วยกันจะคุยผ่านอีเมลล์อย่างเดียวก็คงไม่ใช่ ยังไงก็ต้องได้เจอหน้ากันสักวัน วิธีลดแรงปะทะได้ดีที่สุดก็คือการเลือกใช้น้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟัง เพราะเสียงห้วนๆ จะทำให้เกิดเรื่องขุ่นมัวใจกันได้ง่ายๆ หรืออาจจะมีคอมเมนต์ตามมาว่าทำไมคุยกับพี่แล้วชอบทำเสียงเหวี่ยงๆ ด้วยนะฉะนั้นใช้สำเสียงอ่อนหวานจะช่วลดแรงปะทะไปได้เยอะเลยทีเดียว

อย่าลืมทำทุกอย่างให้มีหลักฐาน

อีกปัญหาที่ทำให้คนในบริษัทอาจจะมีเรื่องขัดแย้งกันได้ง่ายที่สุด ก็คือการทำอะไรไม่มีหลักฐาน ต้องส่งงานลูกค้าวันไหนก็ไม่รู้ ซึ่งพอคนหนึ่งเริ่มทำงานรวนไม่ตามไทม์ไลน์ ก็จะส่งผลให้คนทำงานที่รับไม้ต่อจากนั้นเกิดรวนตาม จากงานปกติก็กลายเป็นงานร้อนที่ส่งต่อกันมาเรื่อยๆ หรือบางครั้งสื่อสารกันไม่ดี แต่สิ่งเดียวที่จะช่วยได้เสมอก็คือ ‘หลักฐาน’ และควรต้องเป็นทางการด้วย เพราะจะแคปหน้าจอแชทไลน์ไปบอกก็ดูไม่ดี เราจึงขอแนะนำเป็นอีเมล์ดีที่สุด เพื่อป้องกันการจำผิดนั่นเอง

อย่าแสดง ‘สีหน้าไม่ดีกับอีกฝั่ง

สำหรับปัญหานี้มักจะเกิดบ่อยกับคนหน้าที่สีเหวี่ยง หรือไม่ค่อยชอบยิ้ม จนบางครั้งก็เกิดเป็นปัญหาขุ่นข้องหมองใจกัน เมื่อวลาสื่อสารด้วยกันแล้วเผลอชักสีหน้าไม่พอใจว่าทำไมงานด่วนแบบนี้ หรือก็เกิดเรื่องอีกแล้ว เพราะฉะนั้นวิธีแก้ง่ายที่สุดคือยิ้มตอนคุย แล้วแสดงความเป็นมืออาชีพออกมาแนะนำว่าแม้จะทำงานกับใครที่ไม่ชอบแค่ไหน ก็ควรยิ้มเอาไว้ก่อนแล้วทุกอย่างจะดีเอง เพราะการทำงานมืออาชีพนั้นไม่จำเป็นต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดที่อยู่ในใจออกมาเสมอไป

เน้นคุยกันที่เรื่อง ‘งาน’

วิธีตัดปัญหาเวลาต้องทำงานกับอสรพิษร้ายก็คือคุยกันแค่งานก็พอ ไม่ใช่เรื่องงานขอไม่คุยด้วย หรือเวลาบรีฟงานมาพยายามโฟกัสแต่เนื้องาน เพราะบางทีจะมีคำบ่นมากมายกว่าจะได้งานก็เสียเวลาไปเยอะละ หรือใช้ประโยคที่เข้าประเด็น เช่น ให้พี่ทำอะไรบ้างนะคะ, ลูกค้าอยากแก้ตรงไหนเพิ่มเติมบ้างเอ่ย ง่ายๆ (ด้วยน้ำเสียงที่ดี) เพราะถ้ายิ่งคุยยาวไม่เข้าประเด็นก็จะทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกดูดพลังงานได้

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีรับมือพื้นฐานให้เราทำงานร่วมกับทุกๆ คนได้อย่างไม่เกิดปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ แม้ว่าลึกๆ เราจะชอบหรือไม่ชอบคนตรงหน้าแค่ไหน แต่ถ้าต้องทำงานร่วมกันก็ต้องทำให้เต็มที่ไม่มีอารมณ์ส่วนตัวมาเกี่ยว และหวังว่าบทความนี้จะช่วยรับมือเวลาทำงานกับคนหมู่มากได้ดียิ่งขึ้นนะคะ 😀

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-communicate-in-work

8 ข้อเรียกร้องจากเหล่าสตาร์ทอัพ ที่อยากให้รัฐช่วยหนุนระบบนิเวศ เพื่อผลักดันให้เกิดยูนิคอร์นในไทย

 

กลายเป็นข่าวดังในวันคริสต์มาสที่ผ่านมา (25 ธ.ค.2562) เมื่อตัวแทนจากสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ หรือ TTSA ยื่นเอกสารเพื่อหารือกับคณะกรรมการการสื่อสารโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยสามารถแข่งขันได้เท่าเทียมกับสตาร์ทอัพต่างประเทศ ที่รัฐบาลมีกฎเกณฑ์สนับสนุนให้เข้ามาในประเทศไทย ก่อนที่กลุ่มคนมีความสามารถเหล่านี้จะไหลออกไปเป็นธุรกิจหลักของประเทศอื่น

สำหรับตัวแทนที่เข้าไปร่วมยื่นเอกสารในครั้งนี้ ประกอบด้วย ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมฯ ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ นายกิตตินันท์ อนุพันธ์ นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ นายธนกฤษณ์ เสริมสุขสัน โดยมี น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย  ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะมาร่วมรับฟัง พร้อมทั้งมีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์กุล รองประธานคณะกรรมาธิการ ฯ เป็นผู้รับหนังสือ ที่รัฐสภา

ทางด้านเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกนั้น จะประกอบไปด้วยข้อเสนอด้านนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ดังนี้

ปัจจุบันต้องยอมรับว่านโยบายการสนับสนุนสตาร์ทอัพ (Startup) ไทย ไม่ตอบโจทย์การเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยี ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้สตาร์ทอัพไทย ไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติภายในประเทศของตนเองได้

เพราะจากแพลตฟอร์มและการบริการรายใหญ่ในประเทศไทยเป็นบริการจากต่างชาติ ส่งผลให้ทรัพยากรในประเทศรั่วไหลเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงข้อมูล (Data) ของคนไทย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าอย่างยิ่งต่อภาครัฐและเอกชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงได้หารือร่วมกับสตาร์ทอัพไทย และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย เพื่อป้องกันเอกราชทางดิจิทัลของไทยเป็นการด่วน ดังนี้

นโยบายกระตุ้นการใช้บริการสตาร์ทอัพไทย (Revenue Boost)

เนื่องจากค่านิยมของคนไทย ที่บริโภคสินค้าและบริการของต่างชาติหรือแบรนด์ระดับโลก ทำให้การประกอบกิจการในประเทศไทย โดยคนไทยเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างชาติทั้งหลาย ได้เริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนภายในการประกอบกิจการในประเทศจนสำเร็จ แล้วจึงขยายออกไปนอกประเทศจนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกทั้งสิ้น ทางสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอแนะให้เกิดการรณรงค์ให้เกิดนโยบาย “กินของไทย ใช้ของไทย” สำหรับสตาร์ทอัพ ประกอบด้วย

1.ชิม ช้อป ใช้ สตาร์ทอัพ

เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้การบริการของสตาร์ทอัพไทย โดยมีนโยบายการประชาสัมพันธ์ที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนและประชาชนสามารถขอ discount คืน ในรูปแบบของเงินผ่านกระบวนการ ชิม ช้อป ใช้ หรือใกล้เคียงได้

2. หนึ่งกระทรวง หนึ่งสตาร์ทอัพ

  • สนับสนุนให้ทุกกระทรวง มีนโยบายในการสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย อย่างน้อยกระทรวงละ 1 โครงการ หรืออาจเป็นนโยบาย “หนึ่งหน่วยงาน หนึ่งสตาร์ทอัพ” โดยทางสมาคมฯ มี Catalogue ที่สามารถทำการแนะนำ สตาร์ทอัพไทย ที่น่าจะเหมาะกับหน่วยงานให้ได้เบื้องต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ ในรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์อาจเป็นเชิง
  • ใช้บริการ สตาร์ทอัพ ทั้งด้านการพัฒนา Product/Service ร่วมกันเพื่อประชาชน และ Investment Deal โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยี ลดความเสี่ยง และกระตุ้นรายได้ให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ ในประเทศไทย

3. Matching ‘สตาร์ทอัพไทย’ กับ ‘บริษัทเอกชน’

เอกชนควรมีส่วนร่วมในการสนันสนุนการเจริญเติบโตของสตาร์ทอัพและนวัตกรรมในประเทศไทย โดยรัฐบาลมีส่วนช่วยในการ Force Deal ให้เกิดขึ้นในรูปแบบใดก็ได้ เช่น Revenue หรือ Investment ผ่านนโยบายต่างๆ โดยอาจเป็นรูปแบบของ Facilitator ที่ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรม Business Matching ให้ และอาจมีแรงจูงใจ (Incentive) ให้แก่ผู้เข้าร่วม

4. Open API

  • การเปิด Open API Platform เพื่อให้สตาร์ทอัพไทย สามารถใช้ Infrastructure นี้ ในการดำเนินธุรกิจ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาและเสียต้นทุนในการใช้ Gateway platform อื่นๆ
  • ทำให้เงิน Flow ผ่าน Digital มากที่สุด เพราะ Digital Economy เป็นระบบเศรษฐกิจที่เร็วและตรวจสอบได้ โดยทางรัฐบาลจะได้ข้อมูลสำหรับการพัฒนานโยบายต่อไปอีกด้วย
  • NDID ไม่ควรคิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้ เพื่อให้ภาครัฐสามารถ Acquire ผู้ใช้งานได้เร็วและมากที่สุดโดยที่สามารถตรวจสอบได้ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ Digital Economy ได้เร็วขึ้น

5. Startup SandBox

ปัจจุบัน Innovation มักมาไม่พร้อมกับกฎหมาย และการอนุญาต Startup SandBox จะเน้นให้เกิดพื้นที่การทดลองนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นจริง เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยสามารถทดลอง และพัฒนาธุรกิจและเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลกับข้อกฏหมาย (ค่อยๆ ทำการพัฒนากฏหมายตามมา)

6. Startup Matching Fund

รัฐสามารถกระตุ้นการลงทุน โดยสนับสนุนให้เกิด Matching Fund เพื่อกระตุ้นให้มีการลงทุนจากนักลงทุนมืออาชีพ ที่ไม่ต้องลงทุนเองโดยตรง อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมเฉพาะได้เป็นพิเศษ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยเฉพาะได้ เช่น กระตุ้น EdTech Startup ในอัตราการลงทุนแบบ Matching Fund 2:1 เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องในการเพิ่มข้อได้เปรียบทางด้านภาษี (TAX) ให้แก่สตาร์ทอัพไทย ดังนี้

7. เรียกเก็บภาษีจาก Service ต่างประเทศ และลดภาษีของ Startup Service ในประเทศ

เนื่องจากมีหลายบริการจากต่างประเทศเข้ามาในไทยและได้เปรียบในเรื่องของการยกเว้นภาษีตัวอย่าเช่น การเก็บภาษี กับ Platform ต่างประเทศอย่าง Alibaba ที่เข้ามาให้บริการใน EEC และลดภาษีให้กับ Startup ไทยในเรื่องของ VAT (อาจดำเนินการผ่าน BOI) หากภาครัฐไม่สามารถเรียกเก็บภาษีจาก platform ต่างประเทศได้ ก็ต้องงดเว้น Platform ของไทยเช่นกัน เพื่อให้อัตราการแข่งขันเท่ากันและลดต้นทุนของสตาร์ทอัพไทย

8. ลดภาษีสำหรับสตาร์ทอัพ ที่ดึงรายได้เข้าประเทศจากต่างประเทศได้

การเพิ่มมาตรการสนับสนุนสตาร์ทอัพ ในการเปิดตลาดต่างประเทศ เช่นการทำ Service ในการจด Trademark ในประเทศอื่นๆ ให้ หรือ กองทุนให้กู้ยืมในการไปจดทะเบียนในต่างประเทศ (บางประเทศ จะต้องมีเงินทุนเพื่อการเปิดบริษัทในกรณีที่เป็น บริษัทต่างชาติ) จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยมีโอกาสในการขยายธุรกิจไปในระดับโลกมากขึ้น

ข้อสรุปหลังการหารือ

ทางด้านของ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมฯ ได้เปิดเผยหลังเข้าพบคณะกรรมาธิการว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถมีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์นได้ เพราะอย่างหลายประเทศที่มียูนิคอร์นอย่าง จีน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือเวียดนามเอง ประชาชนเขาก็สนับสนุนสตาร์ทอัพของเขาเองจนประสบความสำเร็จ และทางภาครัฐก็มีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้าง Supply เรื่องนี้อย่างจริงจัง จนถึงได้เห็นสตาร์ทอัพเติบโตและเข้าไปดำเนินการในหลายประเทศ

สำหรับประเด็นการสนับสนุนเรื่องของภาษี (TAX) เป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ยาก เนื่องจากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยสามารถที่จะทำได้ตอนนี้ คือ มาช่วยกันสร้างระบบนิเวศสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น

สิ่งที่คิดว่าทำได้ก่อนคือ รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบบนิเวศและช่วยผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยออกมาเชิงนโยบาย โดยเริ่มจากการทำให้คนไทยรู้สึกชินและเทียบเคียงกับสิ่งที่ประชาชนเข้าใจในรูปแบบเศรษฐกิจดิจิทัลจริงๆ (Digital Economy)

เพราะอดีตที่ผ่านมาเราคุ้นชินต่อการทำธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องกู้เงินมาลงทุนเท่านั้น และสิ่งที่ทางสมาคมได้ยื่นข้อเสนอไปคือพอจะเทียบเคียงให้สร้างระบบนิเวศได้ง่าย จากสิ่งที่คนไทยเริ่มเห็น เช่น การใช้มาตรการชิมช้อปใช้จากสตาร์ทอัพในการใช้เงินในรูปแบบดิจิทัล หรือ 1 กระทรวง 1 สตาร์ทอัพ เพราะอย่างน้อยก็จะช่วยค่อยๆ เริ่มสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไป

ทางด้าน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์กุล รองประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า พร้อมที่จะนำเรื่องที่ได้รับการเสนอมาไปศึกษาต่ออย่างจริงจัง และคาดว่าจะต้องมีการหารือกับทางสมาคมต่อไป

งานนี้ก็ต้องรอดูผลการดำเนินงานต่อไปว่าภาครัฐจะผลักดันเงื่อนไขในรายละเอียดต่างๆ ตามข้อเสนอทั้ง 8 ข้อให้เกิดประโยชน์ในทางที่ดีแก่กลุ่มสตาร์ทอัพมากน้อยแค่ไหน เพราะการทำงานร่วมกับภาครัฐจะต้องผ่านกระบวนการร่วมกับหลายหน่วยงานที่อาจทับซ้อนกัน ก็ได้แต่ให้กำลังใจทุกฝ่ายหาข้อสรุปที่เหมาะสมร่วมกันได้

 

ที่มา : Stockradars

from:https://www.thumbsup.in.th/8-ecosystem-for-startup

กลุ่ม Gen Z ชอบหาประสบการณ์ใหม่ ยอดการใช้งาน Airbnb ในไทยพุ่งกว่า 228%

 

Airbnb เผยเทรนด์ล่าสุดเกี่ยวกับผู้ใช้งานพบกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z เป็นกลุ่มที่มีการจองเข้าร่วมประสบการณ์ใหม่ๆ ในไทยสูงสุด โดยภาพรวมปี 2019 คนกลุ่มนี้มียอดการเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 228% หรือ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยประสบการณ์ที่คนกลุ่มนี้ชอบมากที่สุด ได้แก่ การทำอาหาร และกิจกรรมเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม

คุณพาริน เมห์ตา กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายประสบการณ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Airbnb เปิดเผยว่า Airbnb จัดหาประสบการณ์ไว้รองรับนักเดินทางในปัจจุบันที่ต้องการความไม่เหมือนใครและเป็นที่น่าจดจำ โดยยอดจองประสบการณ์ Airbnb ในกลุ่ม Gen Z ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นแสวงหาการเดินทางในรูปแบบที่แตกต่าง

และสิ่งที่เราสังเกตเห็นชัดเจนมีอยู่ 3 ประการ สิ่งแรกก็คือ โลกเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ใช้ประสบการณ์เป็นตัวนำ ช่วยผลักดันกลุ่ม Gen Z ให้เห็นถึงความสำคัญของประสบการณ์มากกว่าการเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ นักเดินทางกลุ่มนี้ยังเดินทางมากกว่าคนรุ่นก่อน และค้นหาวิธีการเดินทางที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ สุดท้ายคือ ความเข้าใจอย่างท่องแท้ว่าเทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนวิถีการเดินทางได้ และรู้จักที่จะใช้แพลตฟอร์ม Airbnb เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่แท้จริงและไม่เหมือนใครตามต้องการ

ทั้งนี้จากข้อมูลภายในล่าสุดของ Airbnb (เดือนธันวาคม 2561-2562) ระบุว่า กลุ่มเจเนอเรชั่นซี (อายุ 24 ปีหรือต่ำกว่า) เป็นกลุ่มผู้เข้าร่วมประสบการณ์ Airbnb ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก โดยยอดจองประสบการณ์ในประเทศไทยเติบโตกว่า 228% หรือกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

สำหรับประสบการณ์ 3 อันดับยอดนิยมในประเทศไทยปี 2562 ได้แก่

นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงให้เห็นอีกว่า ประสบการณ์ที่กลุ่ม Gen Z ให้ความสนใจและมีการจองมากที่สุดจะเกี่ยวกับการทำอาหาร รวมทั้งประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม ปัจจุบันนักเดินทางมาเยือนเมืองไทยต่างอยากท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่นและสถานที่ที่อาจไม่ค่อยมีคนรู้จัก จึงทำให้กิจกรรมปั่นจักรยานและชิมอาหาร Must-Try: Hidden BKK Bike andFoodTourได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทยและเป็นที่นิยมอันดับ10 ของภูมิภาค

นอกจากนั้น บาหลี, โตเกียว, เกียวโต, โซล และซิดนีย์ เป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประสบการณ์ที่ติด 5 อันดับ ยอดนิยมในกลุ่มนักเดินทาง Gen Z ซึ่งปัจจุบัน Airbnb มีกว่า 40,000 ประสบการณ์ทั่วโลก โดยในเอเชียแปซิฟิกมีกว่า 8,000 รายการ และในปีนี้ Airbnb ได้เปิดตัวประสบการณ์ใหม่ 3 ประเภท ซึ่งเป็นการขยายคอลเล็คชั่นประสบการณ์ พิเศษที่ไม่เหมือนใครด้วย การผจญภัย Airbnb ประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์ Airbnb และ ประสบการณ์ทำอาหาร Airbnb

สำหรับประเภทประสบการณ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มของคน Gen Z ในระดับเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ กีฬาและธรรมชาติ, ประสบการณ์การทำอาหาร และเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม, ประสบการณ์ความบันเทิง และ ประสบการณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรม

Airbnb ได้มีการเปิดตัวประสบการณ์ตามฤดูกาลและประสบการณ์อินเทรนด์ที่หลากหลายนอกเหนือจากประเภทใหม่ในปีนี้ อาทิ ร่วมกิจกรรมเกาหลีสุดฮอตในช่วงฤดูร้อนนี้ด้วย การเปิดตัวประสบการณ์เค-ป็อปและเค-บิวตี้ เมื่อเดือนสิงหาคม และประสบการณ์ธีมซากุระที่ไม่เหมือนใครในฤดูดอกซากุระบานที่โตเกียวและเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ในช่วงฤดูกาลที่สำคัญเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับคนที่คุณรัก Airbnb มีรายการประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็น Gen Z หรือไม่ก็ตามก็สามารถจะได้เพลิดเพลินในช่วงวันคริสต์มาสและวันส่งท้ายปีเก่าที่กำลังจะมาถึงนี้

  • ปาร์ตี้ทำขนมโมจิในวันส่งท้ายปีเก่า(โอซาก้า ญี่ปุ่น) อิซเซจะพาคุณเข้าร่วมงานปาร์ตี้ทำขนมโมจิในวันปีใหม่ที่เรือนรับรองสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมเฮฮาปาร์ตี้กัน ทั้งเพื่อนเก่า และเพื่อนใหม่
  • ทำเค้กข้าวสไตล์เกาหลีในแบบของคุณ (โซล เกาหลี) มอบซงพย็อนโฮมเมด (เค้กข้าวสไตล์เกาหลี) เป็นของขวัญแด่ คนที่คุณรักในวันคริสต์มาสนี้กันเถอะ! เรียนรู้วิธีทำซงพย็อนทุกขั้นตอนกับ El ตั้งแต่การนวดแป้งไปจนถึง การเพิ่มส่วน ผสมที่คุณชื่นชอบ
  • เวิร์คช็อปการทำช่อดอกไม้คริสต์มาส (บริสเบน ออสเตรเลีย) เรียนรู้วิธีการทำช่อดอกไม้ที่เหมาะกับการตกแต่งด้วย ใบไม้สด และลูกสนในเวิร์คช็อปภาคปฏิบัติของเฮเลน
  • นั่งรถลากชมไฟประดับคริสต์มาสในเพิร์ท(เพิร์ท ออสเตรเลีย) เมื่อไคล์พาคุณนั่งรถลากชมไฟประดับคริสต์มาสที่สวยที่สุด ในเมือง ก็มาสำรวจความงดงามของเมืองเพิร์ทยามค่ำคืนกัน
  • ประดิษฐ์ไฟประดับต้นคริสต์มาสในแบบของคุณ (เซี่ยงไฮ้ จีน) สนใจเรียนการทำไฟประดับต้นคริสต์มาสสำหรับ ช่วงเทศกาลในแบบของคุณที่ร้านดอกไม้ของซินเทียสักหน่อยไหม
  • ฉลองส่งท้ายปีเก่าใต้แสงดาว (ชิมลา อินเดีย) ผจญภัยไปสัมผัสความงดงามของอินเดียตอนเหนือกับนาวีทใน 2 วัน สนุกกันให้สุดกับการล่องแพ เล่นซิปไลน์ แล้วเดินเท้าไปยังภูมิภาคที่สูงที่สุดใน Neldehra เพื่อรับแสงอาทิตย์สุดท้าย ในคืนวันส่งท้ายปีเก่านี้กันได้เลย!

from:https://www.thumbsup.in.th/airbnb-gen-z-like-new-experience