คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

“ทำไมต้องพัฒนาตนเอง” รวมคอร์สสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มขีดจำกัดในตัวเอง

บางคนอาจจะอยากไปให้ถึงเป้าหมายโดยไว ในขณะที่บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป้าหมายในชีวิตของตนเองคืออะไร และการที่จะเติบโตหรือก้าวขึ้นไปอยู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม เขาจำเป็นต้องพัฒนาอะไรกันบ้าง วันนี้ thumbsup ได้รวบรวมมาให้อ่านกัน

iCreator Workshop : เพราะคอนเทนต์บนโลกออนไลน์เป็นโอกาสสำคัญทางการขาย หลักสูตรการสร้างคอนเทนต์ และการทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโดยทีมผู้จัดงาน iCreator Conference งานสัมมนาเกี่ยวกับคนสร้างคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และวิทยากรชั้นนำของไทยที่จะมาร่วมแชร์ความรู้กัน

By Pichawee : คอร์สออนไลน์และหลักสูตรอบรมด้านจิตวิทยา ที่จะช่วยให้ค้นหาตัวเอง พัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์ รักตัวเองและพัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีความสุข โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากวงการธุรกิจมาให้ความรู้ในแง่ของคอร์สอย่างน่าสนใจ

Trainer : รวมหลักสูตรการพัฒนาตนเอง การบริหาร การขาย-การตลาด บัญชี การผลิต เรียกว่ารวมหลักสูตรการพัฒนาบุคคลิกภาพ แนวคิดและกระบวนการทำงานที่หลากหลายและยังมีความสามารถที่ครอบคลุมการทำงานหลายรูปแบบ

Charismatic Plus+ : คอร์สพัฒนาบุคลิกภาพที่จะช่วยเสริมเสน่ห์และสร้างบุคลิกภาพของคุณให้ดีขึ้นเพื่อเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในหลายรูปแบบ เพื่อสร้างความประทับใจต่อคนรอบข้างมากขึ้น

Brand Me : คอร์สพัฒนาบุคลิกภาพจาก John Robert Power ที่จะมาช่วยสร้างแบรนด์ให้คุณแบบครบทุกด้าน ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่น่าค้นหาดึงดูดให้ใครๆ ก็สนใจ เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่การสร้างตัวตน การวางตัว การสื่อสาร ไปจนถึงการดูแลตนเอง

ตลาดปัญญา : คอร์สพัฒนาตนเองหลากหลายด้าน ทั้งการดูแลบุคลิกภาพภายนอก การสร้างความรู้พัฒนาสมอง การถ่ายภาพ และการดูแลสุขภาพ เรียกว่าจะช่วยเปลี่ยนให้คุณเป็นคนใหม่ที่ดูดีในหลายแง่มุม

Yournextyou : การเรียนรู้สร้างโอกาสได้มากกว่า ดังนั้นไม่ควรหยุดความก้าวหน้าไว้กับที่ หลักสูตรการพัฒนาตนเองของ SEAC ที่จะช่วยปั้นคุณคนใหม่ ให้มีความพร้อมทั้งบุคลิกภาพ รู้จักจุดเด่นจุดด้อยของตนเอง รวมถึงพัฒนาความสัมพันธ์กับคนในองค์กรได้ดีขึ้น

ยังมีคอร์สพัฒนาตนเองที่น่าสนใจอีกมากมายเลยนะคะ หากสนใจหากความรู้ในแง่มุมไหนก็ออกไปค้นหาตัวเองกันได้

 

from:https://www.thumbsup.in.th/develops-yourself?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=develops-yourself

ถึงเวลาต้องรีแบรนด์ (Rebranding) รวมสัญญาณที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง

ผู้ประกอบหลายคนอาจคิดว่าแบรนด์เป็นแค่ชื่อกับโลโก้ แต่แบรนด์คือสิ่งที่ทำให้คนจดจำธุรกิจได้ ดังนั้นแบรนด์จึงเป็นมากยิ่งกว่านั้น

แบรนด์ คือผลรวมประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ โลโก้ ผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร รวมถึงภาพลักษณ์ที่จะเข้าไปสร้างภาพจำในใจคน

แต่เมื่อธุรกิจดำเนินมาถึงระยะหนึ่ง ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเติบโต และทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำอยู่เสมอ การรีแบรนด์ (Rebranding) จึงกลายเป็นอีกทางออกสำหรับหลายธุรกิจ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องรีแบรนด์แล้ว ควรพิจารณาอะไร ปัจจัยไหนบ้าง วันนี้ขอพาไปดูกรณีศึกษาแต่ละเคสกันครับ

เปลี่ยนให้ทันสมัย

กรณีนี้ขอยกตัวอย่างแบรนด์ ‘ศรีจันทร์’ เมื่อแบรนด์เก่าเกินกว่าที่จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนรุ่นใหม่ ก็ต้องถึงเวลาต้องเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์แต่ไม่เปลี่ยนเอกลักษณ์

เปลี่ยนทั้งโลโก้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือคนที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน รวมถึงก้าวไปไกลถึงต่างประเทศในชื่อ ‘SRICHAND’

พร้อมกันการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างรอบด้าน นำมาสู่ความสำเร็จในการเป็นที่จดจำในลูกค้าด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เปลี่ยนกลยุทธ์

แบรนด์ที่ไม่สามารถหากลุ่มเป้าหมายใหม่ได้ การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรูปแบบธุรกิจ เพิ่มไลน์สินค้า ขยายตลาดทางธุรกิจ

ยกตัวอย่างเช่น ‘ดอยคำ’ เดิมมีภาพลักษณ์ที่เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่รักสุขภาพเท่านั้น จึงมีการรับรู้ในวงแคบ ต่อมาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สดใสมากขึ้น วัยรุ่นมากขึ้น ทำให้ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำผลไม้ได้อย่างมาก

เปลี่ยนเพื่อแตกต่าง

ในอุตสาหกรรมหนึ่งมีหลายธุรกิจที่เข้ามาแข่งขันกัน ส่วนผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมายให้เลือกซื้อเลือกใช้ แต่จะทำอย่างไรให้แบรนด์โดดเด่นขึ้นมา

ยกตัวอย่าง ‘เงินติดล้อ’ ที่ก่อนหน้านี้คือ ‘ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ’ แต่ลูกค้ายังคงสับสนกับ ‘ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ’ ซึ่งเป็นธุรกิจสินเชื่อบ้าน จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘เงินติดล้อ’

ช่วยแก้ปัญหาความเข้าใจผิดของลูกค้า และสามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก

เปลี่ยนโครงสร้าง

มีหลายแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต การควบรวมกิจการเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ธุรกิจสามารถขยายบริการ สร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทใหม่ และต่อยอดได้มากยิ่งกว่าเดิม

ยกตัวอย่างกรณี ‘LINE MAN Wongnai’ เป็นการควบรวมระหว่างไลน์แมนผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี เรียกรถ และส่งของ กับ วงใน แพลตฟอร์มรีวิวและค้นหาร้านอาหาร ที่มีฐานข้อมูลร้านอาหารกว่า 400,000 ทั่วประเทศไทย

ซึ่งนอกจะเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตแล้วยังสามารถต่อยอดบริการอื่นๆ ได้อีกมากมายในอนาคต

อ้างอิง Entrepreneur

from:https://www.thumbsup.in.th/when-to-rebranding?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=when-to-rebranding

CMMU จัดทำผลวิจัย COVID-19 กระทบกับภาคธุรกิจมากแค่ไหน

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เปิดตัววัคซีนการตลาดครั้งแรกของประเทศไทย จากข้อมูลงานวิจัย “กลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ” (VACCINES Strategy) เพื่อเสนอแนวทางการทำการตลาดในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ประกอบไปด้วย

  • NE(V)ER NORMAL รู้การรอดในโลกใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม
  • DAT(A) DRIVEN ใช้ดาต้า หาทางรอด
  • (C)OLLABORATION รวมกัน เราอยู่
  • (C)ONTENT สื่อสารให้คลิก พลิกด้วยคอนเทนต์
  • NEW BUS(I)NESS รู้ รับ ปรับท่าใหม่
  • RESILIE(N)CE ยืดหยุ่น พร้อมปรับ
  • T(E)CH ADOPTION ขับเคลื่อน ด้วยเทคโนโลยี
  • GROWTH MIND(S)ET เติบโต แบบคิดต่าง

นอกจากนี้ ยังพบว่า 78% ของผู้ประกอบการ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งในจำนวนนี้ เกือบทั้งหมดได้รับผลกระทบเรื่องยอดขายมีรายได้ลดลงและมีเพียง 5% ที่ไม่กระทบเรื่องยอดขาย

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร ผู้ช่วยคณบดี ด้านสื่อสารองค์กร และหัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการมหิดล ได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้ประกอบการตัวอย่าง 450 ราย ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการจำนวน 78% หรือจำนวน 350 ราย ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจจากพิษโควิด-19 โดยในจำนวนนี้ 74% มีรายได้ลดลง

ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงสุด 6 อันดับแรกคือ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีรายได้ลดลง 73% 2. ธุรกิจบันเทิง ลดลง 59% 3. ธุรกิจรับจ้าง บริการ 44% 4. ธุรกิจการผลิต 42% 5. ธุรกิจอาหาร 41% และสุดท้ายลำดับที่ 6 ลดลง 38% คือ ธุรกิจค้าขาย ปลีกส่ง และธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจเกษตร ขนส่ง ซ่อมอะไหล่ เอเจนซี่ และนำเข้าสินค้า ซึ่งผลกระทบดังกล่าว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อภาคธุรกิจ แบ่งเป็น 70% ของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 18% ดำเนินการปกติ 6% ลดขนาดธุรกิจ 4% เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น และอีก 2% เลิกกิจการ

นอกจากนี้ หนึ่งตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ประเทศจีน มีการเติบโตสวนกระแสดังนี้ 1. การศึกษาออนไลน์ 2. ระบบทำงานออนไลน์ 3. ธุรกิจส่งสินค้าอุปโภคบริโภค 4. ธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 5G ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การแพทย์/ทำงานทางไกล และการรักษาความปลอดภัย และ 5. ซุปเปอร์แอปฯ อย่าง วีแชท (WeChat) บริการหลากหลายที่จบในแพลตฟอร์มเดียว

อย่างไรก็ตาม จากวิกฤติดังกล่าวส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก เกิดพฤติกรรมของผู้บริโภค “4 NO” อันนำไปสู่การตลาดที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (Never Normal Marketing) ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัส (No Touching) ออกจากบ้านลดลงและซื้อสินค้าออนไลน์ (No Moving) ทำกิจกรรมร่วมกันน้อยลง (No Sharing) และ ลดค่านิยมการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย (No Brand)

ด้าน นางสาวลักษมณ เตชะสิริวิชัย หัวหน้าทีมการนำเสนองานวิจัย Never Normal Marketing และนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า จากการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยเครื่องมือแบบสอบถามออนไลน์ ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นวัคซีน “กลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ” หรือ “VACCINES Strategy” กลยุทธ์การตลาดสำหรับผู้ประกอบการไทย ในการบริหารธุรกิจในภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากเดิม ประกอบไปด้วย

  • NE(V)ER NORMAL รอดในโลกใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม ทุกธุรกิจต้องพร้อมในการปรับ-เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เมื่อวิกฤตที่คาดไม่ถึง ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในทางตรงและทางอ้อม
  • DAT(A) DRIVEN ใช้ดาต้า หาทางรอด ธุรกิจต้องเก็บข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างคลังข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงหาทางออกที่ดีที่สุดในการรับมือภาวะวิกฤต
  • (C)OLLABORATION รวมกัน เราอยู่ การทำพาร์ทเนอร์ชิพ มาร์เก็ตติ้ง สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี จะช่วยเสริมความรู้เกี่ยวกับภาคธุรกิจอื่น ๆ และคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน
  • (C)ONTENT สื่อสารให้คลิก พลิกด้วยคอนเทนต์ เนื้อหาที่น่าสนใจเพื่อใช้สื่อสารกับผู้บริโภค ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการตลาด ที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ เพราะเนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยสร้างการรับรู้และความเข้าใจของผู้บริโภคไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับดึงดูดความสนใจผู้บริโภค
  • NEW BUS(I)NESS รู้ รับ ปรับท่าใหม่ ทุกธุรกิจต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยการปฏิรูปธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ และผลิตภัณฑ์ รวมทั้งปรับปรุงกลยุทธ์ขององค์กร ผ่านการวิเคราะห์องค์กร และสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้ วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ ศึกษาโอกาสและอุปสรรคในสังคมหรือเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ (SWOT) วางแผนการขยายธุรกิจ (Ansoff’s Matrix) วิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย (Target Analysis) รวมถึงการสร้างคุณค่าให้ธุรกิจผ่านการพัฒนา และสื่อสารความแตกต่างจากธุรกิจอื่น กับผู้บริโภคให้เข้าใจ (Build Value)

  • RESILIE(N)CE ยืดหยุ่น พร้อมปรับ ธุรกิจในยุคนี้ต้องมีโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น เช่นโครงสร้างองค์กรแบบแบนราบที่ลดลำดับชั้นในการบริหาร และเพิ่มอิสระในการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ อีกทั้งมีแผนในการดำเนินงานระยะยาว มีความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้สูงขึ้น
  • T(E)CH ADOPTION ขับเคลื่อน ด้วยเทคโนโลยี การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินงาน จะสามารถช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและเกิดความยั่งยืนในอนาคตต่อไป
  • GROWTH MIND(S)ET เติบโต แบบคิดต่าง ธุรกิจควรมองว่าวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเหมือนโอกาสให้ธุรกิจได้พัฒนา ผ่านการปฏิรูปการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการปรับโมเดลธุรกิจ

กลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

เจ้าของธุรกิจแต่ละคนจะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน การปรับตัวใช้งานทั้งออนไลน์และออฟไลน์จะช่วยให้หลายธุรกิจที่ปรับตัวอยู่แล้ว มีโอกาสทางการขายมากขึ้น เช่น อาจจะพัฒนาโปรดักซ์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ไม่ยึดติดกับกลุ่มลูกค้าฐานเดิม หรือสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลายขึ้น

โลกหลังจบเรื่องโควิดนั้น ไม่อาจบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ที่ทราบคือการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างถาวร เช่น การหันมาช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น ระวังเรื่องความปลอดภัยจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ มากขึ้น ทุกเจนเนอเรชั่นจะคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีง่ายๆ เช่น สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ จ่ายเงินออนไลน์ อาจเรียกว่าเป็นการใช้ชีวิตแบบลูกผสมซึ่งจะเป็นแนวโน้มในระยะยาว

ช่วงที่ลงมือเก็บข้อมูลตลอด 3 เดือนหลังเกิดโควิด-19 มาได้สักพักนึงนั้น โดยเลือกสัมภาษณ์ธุรกิจที่เริ่มหาทางรอดให้ธุรกิจตัวเองได้แล้ว ซึ่งหลายธุรกิจที่ได้เข้าไปคุยก็ทำให้ทราบว่าการรับมือกับปัญหานี้ไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากหากจะลงมือทำ

เช่น โมเดลร้านอาหารที่ทำแบบ Subscription เพื่อให้คนนึกถึงแบรนด์เราก่อนเมื่อต้องการที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบ แบบที่เพนกวินชาบู หรือ บาร์บีคิวพลาซ่า อย่างน้อยก็มีเงินทุนหมุนเวียนให้กับลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่าในการจ่ายมากขึ้น

หรือธุรกิจโรงแรมเองที่เคยรับแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็อาจจะต้องปรับโมเดลที่เอื้อประโยชน์แก่ลูกค้าชาวไทยที่พอมีกำลังซื้อให้เขาได้มาใช้บริการบ้าง อาจจะทำเป็นคอร์สเมนูอาหารตามโรงแรมที่ลูกค้าเป็นคนทำเองได้ หรือมีสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าไทยที่เช่าห้องระยะยาวในการเดินทางมาพักที่กรุงเทพ เป็นต้น

การทำตลาดของธุรกิจที่ปรับตัว

อย่างไรก็ตาม ออนไลน์ก็อาจจะไม่ใช่ทางออกทั้งหมด สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรที่จะต้องทำคือปรับผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ดูความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคชาวไทยว่าเขาต้องการสินค้าหรือบริการแบบไหนและหาโอกาสมากขึ้น

ธุรกิจที่อาจจะปรับตัวยาก อย่างเช่น กลุ่มลักชัวรี่แบรนด์อาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อของลูกค้าภายในประเทศ แต่ธุรกิจเรื่องสุขภาพน่าจะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้มากที่สุด เพราะมีนายแพทย์หลายคนวิเคราะห์ว่าเรื่องเชื้อโรคหรือโรคภัยไข้เจ็บ จะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่จะวนกลับมาทุกสิบปีร้อยปี คีย์หลักคือทุกคนต้องตื่นตัว สัมผัสต่อกันน้อยลง เทรนด์ความปลอดภัยด้านสุขภาพเยอะขึ้น ธุรกิจต้องเรียกความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้ดีพอ

นางสาวลักษมณ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากวัคซีน “กลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ” หรือ “VACCINES Strategy” พบว่าปัจจุบันมีธุรกิจไทยได้นำวัคซีนไปใช้แล้วและสามารถในการปรับตัวที่เท่าทันสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ หัวกลม (HUA-GLOM) ธุรกิจบันเทิง ที่เน้นการทำงานร่วมกับศิลปิน จนเกิดเป็นกระแสปากต่อปาก ควบคู่กับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพาร์ทเนอร์ในหลากมิติ

อาทิ ผู้ให้บริการทางออนไลน์ และนายทุน เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น อีเว้นท์ ป็อป (Event POP) สตาร์ทอัพจัดงานอีเว้นท์ มุ่งทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งเพื่อดึงดูดลูกค้า ด้วยการเพิ่มความเร็วและความถี่ ในการโพสต์เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) พร้อมเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อนำไปปรับแผนธุรกิจในอนาคต

คลาวด์คอมเมิร์ซ (CloudCommerce) สตาร์ทอัพที่ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร ผ่านการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น ค้นหาสินค้าที่ได้รับความนิยมในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาจำหน่าย และสร้างแพลตฟอร์มรีวิวสินค้าเพื่อติดตามความพึงพอใจผู้บริโภคหลังทดลองใช้สินค้า

รวมถึง อีมาร์เก็ตเพลสขายดี (Kaidee) แพลตฟอร์มซื้อ-ขายสินค้ามือสอง ที่ใช้กลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าง “รถขายดี” (rod.kaidee.com) และ “บ้านขายดี” (baan.kaidee.com) ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

from:https://www.thumbsup.in.th/cmmu-survey-covid-19-for-business?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cmmu-survey-covid-19-for-business

ทำความรู้จัก ‘จง ซานซาน’ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ผู้มั่งคั่งจากธุรกิจน้ำดื่ม

‘จง ซานซาน (Zhong shanshan)’ เจ้าของผู้ก่อตั้งบริษัทน้ำดื่มหนงฟูซานเฉวียนหรือ Nongfu Spring รวยแซงหน้า ‘แจ็ค หม่า (Jack Ma)’ กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน

โดยข้อมูลจากดัชนีมหาเศรษฐีพันล้านบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index)  ระบุว่า ‘จง’ มีมูลค่าทรัพย์สิน 58.7 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 1.8 ล้านล้านบาท

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ‘จง’ เป็นมหาเศรษฐี 1เดียวใน 5 อันดับแรกของจีนที่ไม่ได้ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี และนอกจากธุรกิจน้ำดื่มแล้วยังมีธุรกิจผลิตวัคซีน รวมถึงบริษัทผลิตยาชั้นนำ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเขาอย่างมากในปีนี้

ในปี 2562 บริษัทหนงฟู เป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศจีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 26.5% ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่า 208.4 พันล้านหยวนหรือราว 9 แสนล้านบาท

อันดับล่าสุดของ ‘จง’ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากนายมูเกช อัมบานี มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ซึ่งล่าสุดอยู่อันดับ 5 ของโลก ส่วน ‘จง’ อยู่อันดับที่ 17 ของโลก

ทั้งนี้ จง ซานซาน เคยประกอบอาชีพกรรมกรก่อสร้างและอดีตผู้สื่อข่าว จากนั้นก่อตั้งบริษัทหนงฟูซานเฉวียน ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดน้ำดื่มในประเทศจีนเพิ่งเริ่มต้น

อ้างอิง CNN, Statista

from:https://www.thumbsup.in.th/zhong-shanshan-nongfu-spring?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=zhong-shanshan-nongfu-spring

จ่ายแพ็คเกจรายเดือน “ฟู้ดแพสชั่น” เปิดโมเดล Supscription กินได้ 4 แบรนด์ในเครือ

ครั้งแรกของธุรกิจอาหาร “ฟู้ดแพชชั่น” บริษัทแม่ของ 5 แบรนด์ดัง บาร์บีคิวพลาซ่า, จุ่มแซ่บฮัท, ฌานา, สเปซ คิว และโภชา เปิดตัว “GONGANGFLIX” กับโมเดล Supscription จ่ายค่าอาหารแบบแพ็คเกจเดือนละ 600 บาท เฟสแรกรับสมัคร 1,000 คน

บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างโอกาสทางการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหารฟู้ดแพชชั่น เปิดเผยว่าบริษัทได้นำข้อมูลการใช้บริการของลูกค้า มาพัฒนาเป็น GONGANGFLIX ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalize ให้กับลูกค้าที่มารับประทานอย่างสม่ำเสมอ

โดยสมัครสมาชิกรายเดือน 600 บาท เพื่อรับ E-voucher  ทาง GON Gang LINE Official Account มูลค่าที่ได้รับแบ่งเป็น เดือนที่ 1, 2, 3 จะได้รับ E-voucher มูลค่า 700, 800, 900 บาท และเดือนที่ 4 – 6 ได้รับ E-voucher มูลค่า 1,000 บาทต่อเดือน

สามารถใช้รับประทานอาหาร 4 แบรนด์ในเครือฟู้ดแพสชั่น ทุกเมนู ทุกสาขา นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ส่วนลดค่าจัดส่งอาหาร Gon Gang Delivery โดยสมาชิกสามารถยกเลิกแพ็กเกจ ได้ก่อนการหักค่าสมาชิกในเดือนถัดไป โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เฟสแรก GONGANGFLIX เปิดให้สมัคร 1,000 คนเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการส่งคำเชิญให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่มก่อน ด้วยการส่ง LINE Message ทาง GON Gang LINE Official Account

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามสิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นได้ที่ GON Gang หรือคลิก https://lin.ee/fruh2ld

 

from:https://www.thumbsup.in.th/gon-gang-flix-supscription?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gon-gang-flix-supscription

นักการตลาดต้องรู้! ทำความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ในปัจจุบันข้อมูล (Data) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในภาคธุรกิจ ตัวตนในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล รวมถึงธุรกรรมออนไลน์และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ

โดยนำไปวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อการโฆษณา การตลาด รวมถึงการส่งต่อข้อมูลให้กับบุคคลที่สาม ปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้จึงกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากยิ่งขึ้น

โจทย์สำคัญของนักการตลาดคือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าการยอมรับให้เข้าถึงข้อมูลนั้นจะถูกนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าหรือบริโภคให้ดียิ่งขึ้น และผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่เข้าถึงข้อมูลนั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมาโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

เจ้าของข้อมูลต้องให้ความยินยอม (Consent) ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล 

ยกตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันสั่งเดลิเวอรีต้องการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้า ต้องมีข้อความให้ลูกค้ากดยืนยันเพื่อยินยอม และต้องแจ้งวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนในการเก็บข้อมูลและใช้ข้อมูลด้วย เมื่อลูกค้ากดยินยอมแล้ว ก็ถือว่าได้มอบ Consent ให้แอปพลิเคชันนั้น ๆ ใช้ข้อมูลบัตรเครดิตได้

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีระบบ วิธีในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ต้องมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมู​ล เช่น การเก็บข้อมูลผู้ป่วย การเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน หากข้อมูลเกิดรั่วไหลต้องแจ้งให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูส่วนบุคคลทราบภายใน 72 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ทราบเหตุ และต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลโดยทันที

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของตนเอง 

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิถอนความยินยอม ขอให้ยกเลิก หรือทำลายข้อมูลเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เก็บข้อมูลไม่สามารถปฏิเสธได้

บทลงโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางปกครอง

หากมีการฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจหรือนักการตลาดเองก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ดี ให้ความสำคัญกับการเก็บและการใช้ข้อมูลให้มากขึ้น และสุดท้ายคือนำข้อมูลไปใช้โดยคำนึงถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด

อ้างอิง HBR, ราชกิจจานุเบกษา

from:https://www.thumbsup.in.th/data-privacy-for-business?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=data-privacy-for-business

แคสเปอร์สกี้กระตุ้น SMB ไทยให้ความสำคัญความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับดิจิทัลไลเซชั่นยุคโควิด

เรื่องของการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย การไม่อัพเดทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่ใช้ในการทำงาน จนส่งผลกระทบให้เกิดการขโมยข้อมูลหรือติดไวรัส จนถูกเรียกค่าไถ่ หรือการกดลิ้งที่ไม่ปลอดภัย ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจรายย่อยในไทย ที่มีการปรับตัวใช้งานเทคโนโลยีแต่กลับไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันปัญหาอย่างแท้จริง

คุณเบญจมาศ จูฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แนะนำว่า กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบีที่มีพนักงานตั้งแต่ 10 – 999 คนถือว่าเป็นฐานใหญ่ของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบี แต่กลุ่มที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 – 250 คนนั้นจะเป็นกลุ่มที่บริษัทจะเข้าไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น

ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจที่ยังไม่พร้อมปรับตัวในการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยอาจจะมองว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองลงทุนนั้น ใช้งานมานานแล้ว ยังตอบโจทย์การใช้งานได้ดีและไม่ต้องการที่จะเสียเงินเรื่องการลงทุนใหม่ๆ จึงยังใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ต่อไป

แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนฮาร์ดแวร์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจเดิมหรือกลุ่มธุรกิจที่ยังใช้ Window XP นั้น มีสัดส่วนที่น้อยมากๆ เพียงแต่กลุ่มธุรกิจที่เปลี่ยนชุดคอมพิวเตอร์ใหม่ ก็ไม่ใช่กลุ่มที่เลือกใช้ซอฟต์แวร์แท้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์และไม่ได้ใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ

“แม้ธุรกิจจะมีการลงทุนระบบปฏิบัติการณ์ของแท้ แต่ก็อาจไม่ได้ลงทุนโซลูชั่นด้านความปลอดภัยที่ดีพอ ทั้งที่ต้องเชื่อมต่อเครือข่ายหรือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระบบทางการเงินที่ปลอดภัยนั่นจึงเป็นความเสี่ยงในการเจอปัญหาแฮคเกอร์”

ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บางธุรกิจที่ต้องระวังแต่เป็นทุกธุรกิจที่ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็น แคชเชียร์ร้านอาหาร ฝ่ายบัญชีของร้านค้า หรือแม้แต่แม่ค้าออนไลน์ที่มีระบบบัญชีและข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ต่างก็จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย

ข้อแนะนำสำหรับธุรกิจที่เจอแฮคเกอร์

จากเคสโรงพยาบาลสระบุรีเจอปัญหาขโมยข้อมูลทางแคสเปอร์สกี้ได้ให้คำแนะนำ ดังนี้

  1. อย่าจ่ายเงินให้แฮคเกอร์ เพราะไม่สามารถการันตีว่าการจ่ายเงินจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ควรลองลงโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือก่อนว่าจะสามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้มากน้อยแค่ไหน
  2. หากมีการเก็บข้อมูล (Back up) ไว้ทั้งบนฮาร์ดไดร์ฟหรือคลาวด์ การจะนำกลับมาใช้อีกครั้งจะต้องสแกนไวรัสจากระบบรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือก่อนใส่ข้อมูลกลับมาในเครื่องอีกครั้ง และต้องไม่ลืมสแกนไวรัสเพื่อตรวจจับอุปกรณ์สื่อสารทุกเครื่องที่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยด้วย
  3. ให้ความรู้แก่พนักงานทุกระดับ และมีการแจ้งเตือนบ่อยๆ เกี่ยวกับการเข้าใช้งานระบบ การไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การไม่คลิกล้ิงค์ที่ไม่น่าเชื่อถือในทุกช่องทาง
  4. อัพเดทแพทช์และระบบปฏิบัติการณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งลงทุนใช้งานซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกกฏหมายด้วยเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ผลสำรวจเกี่ยวกับการลงทุนความปลอดภัย

จากการสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยแคสเปอร์สกี้ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก พบว่าก่อนที่จะมีมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจาก COVID-19 ผู้ใช้ในประเทศไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 5 นาทีทุกวัน สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 56 นาที ทั้งนี้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ระยะเวลาที่ใช้ท่องเวิลด์ไวด์เว็บเพิ่มขึ้นอีก 2-5 ชั่วโมงต่อวัน

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจกลุ่มผู้บริโภค 250 คนที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างน้อยสองเครื่องในครัวเรือนในประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 69% ชอบช้อปปิ้งออนไลน์และ 59% ทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้อินเทอร์เน็ต

แม้ว่ากระบวนการใช้ข้อมูลที่เป็นดิจิทัลเพื่อประโยชน์สูงสุด หรือ Digitalisation จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ก็ยังเปิดช่องโหว่ที่อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้งานได้ ข้อมูลจากแคสเปอร์สกี้ได้เปิดเผยว่า บริษัทขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่ตกเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สำคัญสามประการ ฟิชชิ่ง แรนซัมแวร์ และไมนิ่ง

รูปแบบการโจมตีแต่ละประเภท

ฟิชชิ่ง (Phishing)

ฟิชชิ่งเป็นการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคมประเภทหนึ่งที่ยืดหยุ่นที่สุด อาชญากรไซเบอร์มักใส่หัวข้อยอดนิยมที่เป็นกระแสไว้ในเนื้อหา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเปิดลิ้งก์ที่ติดไวรัสหรือไฟล์แนบที่เป็นอันตราย ความเสียหายของอาชญากรรมออนไลน์นี้มีตั้งแต่เครือข่ายของบริษัทถูกแฮ็ก ไปจนถึงข้อมูลที่เป็นความลับถูกขโมย ข้อมูลระบุตัวบุคคล ข้อมูลประจำตัวทางการเงิน และแม้แต่ความลับขององค์กร

สถิติล่าสุดจาก Anti-Phishing System ของแคสเปอร์สกี้ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 มีตัวเลขการป้องกันการพยายามโจมตีบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพนักงาน 50-250 คน ด้วยฟิชชิ่งจำนวน 767,530 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 24.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 600,000 ครั้ง ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 103,378 ครั้ง ติดอันดับสี่ในภูมิภาค

แรนซัมแวร์ (Ransomware)

แรนซัมแวร์กลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลายองค์กร แม้ว่าจากมุมมองทางเทคนิค แรนซัมแวร์จะไม่ใช่ภัยคุกคามขั้นสูงสุด แต่ก็ทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถปิดกั้นการดำเนินธุรกิจและรีดไถเงินได้

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โซลูชั่นของแคสเปอร์สกี้ได้บล็อกการพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั้งหมด 235,100 ครั้งต่อ SMB ในภูมิภาค สถิตินี้แสดงให้เห็นว่าแรนซัมแวร์มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามนี้ได้กลายเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว

จากการวิจัยล่าสุดของแคสเปอร์สกี้ พบว่าการโจมตีของแรนซัมแวร์ในปัจจุบันจำนวนหนึ่งในสามมีเป้าหมายเป็นผู้ใช้ทางธุรกิจ ดังนั้นแม้ว่าจำนวนการพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั้งหมดที่ตรวจพบในภูมิภาคนี้ลดลง 58.69% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ความเสี่ยงของ SMB และองค์กรที่สูญเสียข้อมูลและเงินสดเนื่องจากภัยคุกคามนี้ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 28,791 ครั้ง ติดอันดับสามในภูมิภาค

ไมนิ่ง (Mining)

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลและแรนซัมแวร์ดูเหมือนจะเป็นความกังวลของบริษัทส่วนใหญ่ในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม สถิติจากแคสเปอร์สกี้เปิดเผยว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ฟิชชิ่งหรือแรนซัมแวร์ หากแต่เป็นไมนิ่ง

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ติดเชื้อแล้ว ผู้ก่อภัยไมนิ่งจะควบคุมการประมวลผลของเครื่องเพื่อจุดประสงค์ที่ชั่วร้ายของตนเอง อาการและผลที่เกิดจากไมนิ่งที่เป็นอันตรายนั้นไม่ชัดเจนและไม่เกิดขึ้นทันทีเหมือนอย่างการโจมตีแบบแรนซัมแวร์และฟิชชิ่ง แต่ผลที่ตามมานั้นมีค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว

จากสถิติไตรมาส 2 ปี 2020 ของแคสเปอร์สกี้พบว่า มีความพยายามโจมตีด้วยไมนิ่งจำนวน 662,622 ครั้ง ซึ่งมีจำนวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์ เนื่องจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซียนั้นติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศทั่วโลกที่ถูกโจมตีมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 79,741 ครั้ง อยู่ในอันดับที่สี่ในภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไตรมาส 2 2020
ฟิชชิ่ง แรนซัมแวร์ ไมนิ่ง
ประเทศ จำนวนที่ตรวจจับได้ อันดับระดับโลก จำนวนที่ตรวจจับได้ อันดับระดับโลก จำนวนที่ตรวจจับได้ อันดับระดับโลก
อินโดนีเซีย 213,638 21 136,222 4 238,356 4
มาเลเซีย 137,427 35 1,730 45 117,732 8
ฟิลิปปินส์ 48,995 58 2,490 41 4,475 44
สิงคโปร์ 44,439 60 132 54 2,413 49
ไทย 103,378 42 28,791 19 797,41 11
เวียดนาม 219,653 19 65,735 8 219,905 5

 

คุณเบญจมาศ  “การโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบันนั้นถูกและง่ายกว่าที่เคย ธุรกิจ SMB จึงพบว่าตัวเองตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์โดยเฉพาะ และเพื่อสนับสนุนธุรกิจในระหว่างการฟื้นตัวจากช่วงโรคระบาดนี้ แคสเปอร์สกี้มีโซลูชั่นที่ครอบคลุมหลายประการสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อย่างปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งรวมถึงโซลูชั่น Kaspersky Endpoint Detection and Response Optimum ที่จะสร้างการป้องกันเชิงลึกอย่างแท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยโดยใช้การตอบสนองอัตโนมัติและการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง”

เพื่อช่วยให้ SMB ฝึกอบรมพนักงานเพื่อพร้อมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ แคสเปอร์สกี้ขอเสนอการฝึกอบรมการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยอัตโนมัติฟรี 3 เดือน (Automated Security Awareness Training) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ SMB ปรับปรุงข้อมูลและข้อปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัท โปรแกรมนี้มีให้บริการจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2020 และใช้ได้กับผู้ใช้มากถึง 500 คน เจ้าของธุรกิจที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้โดยไปที่ลิ้งก์นี้ www.k-asap.com

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ยังตระหนักถึงความท้าทายที่กลุ่มธุรกิจ SMB ต้องเผชิญ ดังนั้นจึงขอเสนอโปรโมชั่นซื้อไลเซ่นส์ 1 ปี รับสิทธิ์การใช้งานเพิ่มฟรีอีก 1 ปี สำหรับสำหรับโซลูชั่นเอ็นพอยต์ต่างๆ ประกอบด้วย

  • Kaspersky Endpoint Security for Business
  • Kaspersky Endpoint Security for Cloud and Cloud Plus
  • Kaspersky Security for Microsoft Office 365
  • Kaspersky Hybrid Cloud Security

ท่านสามารถดูโปรโมชั่นเพิ่มเติมของภูมิภาคนี้ได้ที่ https://go.kaspersky.com/KESB_new_prospect_SEA.html

ตัวเลขที่น่าสนใจของไตรมาส 2 ปี 2020 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฟิชชิ่ง

  • พบความพยายามโจมตีด้วยฟิชชิ่ง 767,530 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • เพิ่มขึ้น 30% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (617,461 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของภูมิภาค และอันดับ 42 ของโลก

แรนซัมแวร์

  • พบความพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ 235,100 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • น้อยลง 69% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (569,145 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของภูมิภาค และอันดับ 19 ของโลก

ไมนิ่ง

  • พบความพยายามโจมตีด้วยไมนิ่ง 662,622 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • น้อยลง 30% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (1,757,808 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของภูมิภาค และอันดับ 11 ของโลก

from:https://www.thumbsup.in.th/kaspersky-smb-thai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kaspersky-smb-thai

Facebook และ YouTube ยินยอมให้องค์กรภายนอก เข้ามาตรวจสอบการจัดการเนื้อหา Hate Speech

Facebook, YouTube และ Twitter ตกลงยินยอมให้องค์กรภายนอกเข้ามาตรวจสอบการจัดการเนื้อหาที่อันตรายอย่าง Hate Speech หลังบริษัทยักษ์ใหญ่แบนการลงโฆษณาในแพลตฟอร์ม

สมาพันธ์โฆษณาโลก หรือ The World Federation of Advertisers (WFA) ประกาศข้อตกลงร่วมกับแพลตฟอร์มในการจำกัดความและมาตรฐานของคำว่า “เนื้อหาที่อันตราย (harmful content)”

โดยข้อตกลงดังกล่าวทำให้แพลตฟอร์มจะต้องถูกตรวจสอบการจัดหมวดหมู่ การรายงาน และการกำจัดเนื้อหาที่อันตราย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการตรวจสอบและนำไปใช้ภายในสิ้นปีนี้

“ในระบบนิเวศของโลกออนไลน์ ผู้ลงโฆษณามีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีและเราได้บรรลุข้อตกลงกับแพลตฟอร์มในการลงมือและวางแผน” Stephan Loerke ประธาน WFA กล่าวในแถลงการณ์

ที่มาของข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากความล้มเหลวในการควบคุมและจัดการการเผยแพร่เนื้อหาเหยียดเชื้อชาติและเนื้อหาอันตรายบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, YouTube และ Twitter

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์จอร์จ ฟรอยด์ กลายเป็นชนวนการประท้วงคตินิยมเชื้อชาติ ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ไม่มีการควบคุมและจัดการปัญหานี้

อ้างอิง CNN

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-youtube-accept-audit?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-youtube-accept-audit

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” ควักงบกว่า 100 ลบ.อัด 3 โปรโมชั่นตอบแทนลูกค้าส่งท้ายปลายปี


​“แฟลช เอ็กซ์เพรส” ตอบแทนลูกค้าครั้งใหญ่ส่งท้ายปลายปี ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท อัด 3 โปรโมชั่น “ปรับฐานราคาใหม่เริ่มต้น 18 บาท – เสาร์-อาทิตย์ เริ่มต้น 9.9 บาท ,ปรับวิธีคำนวณค่าส่งใหม่ช่วยให้ประหยัดถึง 70%” หวังยอดส่งพัสดุเพิ่มทะลุ 2 ล้านชิ้นต่อวันเพื่อขึ้นสู่ขนส่งเอกชนเบอร์ 1 ของตลาด

คุณคมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทยแบบครบวงจร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 2 ปี ในการให้บริการ เราอยากขอบคุณคนไทยทั้งประเทศที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจใน แฟลช เอ็กซ์เพรส มาโดยตลอด และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าบริษัทฯ จึงได้ทุ่มงบการตลาดมากกว่า 100 ล้านบาท จัดโปรโมชั่นส่งท้ายปลายปี และยังเป็นการต้อนรับเทศกาลอีคอมเมิร์ซที่จะมาถึง เพื่อให้ลูกค้าได้มีความสุขกับการช้อปปิ้งออนไลน์

ซึ่งในส่วนของโปรโมชั่นที่ แฟลช เอ็กซ์เพรส เตรียมส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าแบบจัดเต็มพร้อมกันทั่วประเทศ มีตั้งแต่ การปรับฐานราคาค่าจัดส่งพัสดุใหม่สุดคุ้มทุกวัน เริ่มต้นเพียง 18 บาท เมื่อส่งพัสดุในจังหวัดเดียวกันทั่วไทย เริ่มตั้งแต่​ 1 กันยายนที่ผ่านมา, การส่งพัสดุสุดคุ้มX2​ เพียง​ 9.9​ บาท​ ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 1 พ.ย. 2020 และการปรับวิธีคิดคำนวนอัตราค่าบริการแบบใหม่ช่วยขยายความคุ้มค่าในการจัดส่งพัสดุเริ่มต้นที่ 0-3 กก.ลดสูงสุด 70% โดยพัสดุไซส์​เล็กก็จะเป็นการคิดคำนวณจากน้ำหนักพัสดุอย่างเดียว

ทั้งนี้ แฟลช เอ็กซ์เพรส ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นผู้ให้บริการขนส่งเจ้าแรกเพียงเจ้าเดียวที่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับต้นทุนการทำบริการที่สูงแค่ไหน บริษัทฯ จะยังคงนโยบาย “การเข้ารับพัสดุฟรีถึงหน้าบ้านตั้งแต่ชิ้นแรก (Door to door service) ตลอด 365 วัน ไม่บวกเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำ และไม่มีวันหยุด” และรับรองว่าไม่มีขนส่งเจ้าไหนกล้าทำอย่างแน่นอน

จากสถิติที่บริษัทฯได้รบรวมไว้พบว่าบริการรับฟรีถึงบ้านตั้งแต่ชิ้นแรกที่แฟลช เป็นผู้ริเริ่มสามารถช่วยให้ลูกค้าลดค่าเดินทางได้เฉลี่ย 30 บาท และยังประหยัดเวลาในการใช้ชีวิตได้กว่า 65 นาที จากการที่ไม่ต้องไปเข้าคิวส่งของ อย่างไรก็ดีบริษัทฯ จะยังคงรักษามาตรฐานเพื่อสร้างบริการที่ดี และไม่หยุดที่จะพัฒนาการบริการของเราให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และในเร็วๆนี้บริษัทฯ เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงวงการขนส่งไทย ตลอดจนการคิดค้น และพัฒนา Platform การใช้งานในฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จะสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยได้อย่างครอบคลุมในระยะยาวต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/flash-express-promotion?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=flash-express-promotion

“ประกันสังคม” สิทธิประโยชน์ที่คนทำงานต้องรู้

สิทธิประกันสังคม เป็นการออมเงินภาคบังคับผ่านกองทุนของรัฐบาลสำหรับประชาชนวัยทำงานเพื่อเป็นหลักประกันแก่ผู้ที่อยู่ในระบบว่าจะได้รับประโยชน์ทดแทน มีความมั่นคง มีเงินเก็บยามชราและเป็นหลักประกันในยามที่ลูกจ้างต้องประสบปัญหาจากภาวะอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพหรือตาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำงานจะสามารถมีเงินสำรองในการใช้ชีวิตต่อไปได้

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนประกันสังคมนั้น มี 3 กลุ่มคือ ผู้ประกันตน นายจ้างและรัฐบาล โดยกลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ได้รับสิทธิ์ประกันตน ต้องเป็นพนักงานเอกชน มนุษย์เงินเดือนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยลูกจ้างจะเป็นผู้ส่งเงินสมทบเดือนละ 5% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 750 บาท

ผู้ประกันตนมาตรา 39 คือ ผู้ที่เคยทำงานประจำตามมาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 1 ปีแต่ลาออกจากงาน ไม่ได้ทำงานประจำแล้วแต่ยังต้องการจ่ายเงินสมทบตามกฏหมาย หรือเป็นผู้ที่สมัครใจเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เพื่อรักษาสิทธิประกันสังคม

ผู้ประกันตน มาตรา 40 คือบุคคลทั่วไปที่ทำอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ เช่น พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ก่อสร้าง ฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ เป็นต้น และกลุ่มคนเหล่านี้จะต้องไม่เป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 หรือ 39 แต่สมัครใจเข้าระบบประกันสังคมเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ

สิทธิประโยชน์หลักที่ได้จากการเป็นผู้ประกันตน

    1. เจ็บป่วยเบิกได้ชัวร์ : หลายโรงพยาบาลได้จัดโซนพิเศษสำหรับผู้ประกันตนให้รักษาได้ฟรี โดยเราสามารถเลือกใช้สิทธิ์นี้ ร่วมกับบัตรประกันสุขภาพอื่นๆ ที่ทำร่วมกับบริษัทประกันชีวิตได้ โดยจะเป็นการเบิกสมทบเพิ่มเติม ทำให้ได้สิทธิ์คุ้มครองมากขึ้นกว่าเดิม
    2. กรณีเบิกผู้ป่วยใน ค่าห้องและค่าอาหารโรงพยาบาลรัฐบาล เบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท โรงพยาบาลเอกชน เบิกได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท (ห้องไอซียู 4,500 บาท/วัน)
    3. ทำฟัน เช่น ฟันผุ อุดฟัน ขูดหินปูน เบิกได้ 900 บาท/ครั้ง/ปี
    4. หากเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนทุพพลภาพ จะได้รับเงินทดแทนขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต
    5. กรณีเสียชีวิต รับค่าทำศพ 40,000 บาท เงินสงเคราะห์เสียชีวิตเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 2 เท่าของเงินเดือน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการส่งเงินสมทบ)

ตั้งครรภ์-เกษียณ ก็ได้รับสิทธิ์

      1. หากจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 5 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนคลอดบุตร สามารถเบิกค่าคลอดบุตรได้ 13,000 บาท/ครั้ง (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) ผู้ประกันตนหญิงจะได้รับเงินสงเคราะห์จากการลาคลอดเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของเงินเดือนเป็นระยะเวลา 90 วัน (เฉพาะบุตรคนที่ 1 และ 2 เท่านั้น)
      2. สำหรับบุตรที่อายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีจะได้รับเงินสงเคราะห์เดือนละ 600 บาท (สูงสุด 3 คน/ครั้ง)
      3. กรณีว่างงาน (ที่ไม่ใช่การถูกเลิกจ้างในการทุจริตหรือจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย) จะได้รับเงินชดเชย 50% ของเงินเดือน (สูงสุดไม่เกิน 180 วัน คำนวณจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท) กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินชดเชย 30% ของเงินเดือน (สูงสุดไม่เกิน 90 วัน คำนวณจากฐานเงินเดือน 15,000 บาท)
      4. กรณีบำนาญชราภาพ ต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะได้รับเงิน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ประมาณ 3,000 บาท/เดือน) แต่ถ้าจ่ายเกิน 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 สำหรับระยะเวลาที่จ่ายสมทบเกิน 180 เดือนทุกๆ 12 เดือน
      5. บำเหน็จชราภาพ ถ้าจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบพร้อมทั้งผลประโยชน์ตอบแทนที่สำนักประกันสังคมประกาศกำหนด ในกรณีที่ผู้รับเงินบำนาญเสียชีวิตภายใน 60 เดือน นับตั้งแต่ได้รับสิทธิ์บำนาญชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์หรือการลดหย่อนในแต่ละปีมักจะมีปรับเปลี่ยนให้ตามสถานการณ์ เช่น วิกฤตโควิด-19 ก็จะมีการลดการจ่ายเบี้ยประกันและเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการตรวจเช็คโควิด ดังนั้นควรติดตามข่าวและการอัพเดทสิทธิ์ที่ให้ใช้ประโยชน์กันเรื่อยๆ ทุกปีนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/social-security-for-worker?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-security-for-worker