คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

ตามมาอีกราย! กสิกรไทยเปิดให้ถอนเงินโดยใช้ QR Code ของ K PLUS ที่ 7-Eleven แล้ว

หลายธนาคารดันทั้งการลงทุน การตลาด และนวัตกรรมกันอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดตัว Drive-Thru หรือตู้กดเงินสดที่ให้ลูกค้าสามารถขับรถเข้าไปกดเงินได้ทันทีที่ PPT Station สาขาถนนบรมราชชนนีแล้ว ตอนนีเปิดให้ลูกค้า KBank ถอนเงินด้วย QR Code ผ่าน 7-Eleven ได้แล้ว

ล่าสุดข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ทางธนาคารเปิดให้บริการถอนเงินสดด้วย QR Code บนแอปพลิเคชัน K PLUS ได้ทั้งที่สาขาธนาคารและ KBank Service ที่ร้านเซเว่น อีแล้ว เพิ่มทางเลือกและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าถอนเงินสดได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม ไม่ต้องพกสมุดบัญชี และทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยที่สาขาสามารถถอนได้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่จำกัดวงเงินการถอนต่อวัน มีค่าธรรมเนียมเฉพาะธุรกรรมข้ามเขต และใช้บัตรประชาชนประกอบการทำรายการ ในกรณีที่ถอนเงินมากกว่า 300,000 บาท และที่เซเว่น อีเลฟเว่น ถอนได้ 50-5,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 20,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 15 บาทต่อรายการ

การถอนดังกล่าวต้องใช้บัตรประชาชนประกอบการทำรายการทุกครั้ง จากนั้นก็สามารถทำรายการถอนเงินบน K PLUS แล้วนำ QR Code หรือ Barcode ที่ปรากฎบนโทรศัพท์ส่งให้พนักงานสแกนก็รับเงินสดได้ทันที

ทั้งนี้ ธนาคารมีแผนจะขยายการให้บริการถอนเงินสดด้วย QR Code ผ่าน K PLUS ที่ Big C และไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการ K PLUS จะสามารถถอนเงินสดด้วย QR Code ได้ง่ายและครอบคลุมทุกช่องทาง ได้แก่ ตู้เอทีเอ็ม สาขาธนาคาร และเคแบงก์เซอร์วิสที่ให้บริการทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/kplus-qr-code-withdraw-via-kbank-service-7-eleven/

โฆษณา

ค่ายมือถือสิงคโปร์ห่วงใยคุณ แจกเน็ต 3 GB ต่อเดือน เมื่อในแต่ละวัน เดิน-วิ่งครบ 1 หมื่นก้าว

ค่ายมือถือสิงคโปร์อย่าง Singtel ปิ๊งไอเดียใหม่! ชวนคนออกกำลังกายด้วยการเปลี่ยนจำนวนก้าวเดินให้มาเป็น point เพื่อนำไปแลกเป็นอินเทอร์เน็ตได้มากถึง 3 GB ต่อเดือน (แม้จะดูน้อยสำหรับคนไทยก็ตามที) แต่ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจเลยทีเดียว

บริษัท Singtel ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสิงคโปร์ออกแคมเปญใหม่ กระตุ้นให้คนรักสุขภาพมากขึ้น โดยร่วมมือกับกลุ่มบริษัทประกันภัยอย่าง AIA ออกแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Singtel StepUp ให้แก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบรายเดือน โดยเปลี่ยนจำนวนก้าวจากการเดินหรือวิ่ง มาเป็นคะแนนหรือ point สำหรับสะสมได้แลกเป็นสิ่งของต่างๆ ได้

แอปดังกล่าวเปิดให้ผู้ใช้สามารถสะสมแต้มเมื่อเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายถึงเป้าหมาย ซึ่งระบบกำหนดให้ทำคะแนนได้สูงสุด 100 points ต่อวัน หรือเดินสูงสุด 10,000 ก้าวต่อวัน โดย

  • เดินได้ 2,500 ก้าวต่อวัน รับเพิ่ม 10 points
  • เดินได้ 5,000 ก้าวต่อวัน รับเพิ่มอีก 20 points (ได้รวม 30 points)
  • เดินได้ 7,500 ก้าวต่อวัน รับเพิ่มอีก 30 points (ได้รวม 60 points)
  • เดินได้ 10,000 ก้าวต่อวัน รับเพิ่มอีก 40 points (ได้รวม 100 points)

ซึ่งทุกๆ 1,000 points ที่สะสม สามารถนำคะแนนมาแลกเป็นอินเทอร์เน็ต 1 GB ในรอบบิลถัดเดือนถัดไปได้ และถ้าเดินได้ครบ 1 หมื่นก้าวในแต่ละวัน สิ้นเดือนก็จะได้เน็ต 3 GB  อีกด้วย

โดย point ในแอป Singtel StepUp ยังนำไปแลกเป็นส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม, ส่วนลดเรียกรถผ่านบริการ Ride-hailing, ส่วนลดตั๋วหนัง รวมถึงสามารถนำมาใช้กับโปรแกรม AIA Vitality Challenge ได้อีกด้วย

กระตุ้นคนสิงคโปร์ขยับร่างกาย

CEO ของ AIA สิงคโปร์ อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ข้อมูลดังกล่าวพบว่า 1 ใน 3 ของประชากรสิงคโปร์ไม่ได้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายมากนัก

โดยพบว่าชาวสิงคโปร์ทั้งชายและหญิงมีเวลาค่าเฉลี่ยในการออกกำลังกายต่ำกว่าปกติ ซึ่งปกติแล้ว WHO ระบุว่าผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายอย่างเบา 75 นาทีต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายแบบจริงจัง 150 นาทีต่อสัปดาห์

ซึ่งชายชาวสิงคโปร์ 34 เปอร์เซ็นต์ และหญิงชาวสิงคโปร์ 39 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถทำตามเป้าดังกล่าวได้เลย นอกจากนี้ชายทั่วโลก 25 เปอร์เซ็นต์ และหญิงทั่วโลก 33 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่สามารถออกกำลังได้ตามเป้าดังกล่าวอีกเช่นกัน

ดูแล้วเมืองไทยก็น่าลองออกแคมเปญแบบนี้ออกมาบ้าง อาจจะช่วยให้คนไทยที่มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือและ Social Media สูง กลับมาใส่ใจการออกกำลังกายมากขึ้นก็เป็นได้

ที่มา: Business Insider และ The Straits Times

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/singtel-gives-free-mobile-data-every-month-when-walks-10k-steps/

social media manager ควรดู!! วิดีโอล่าสุดจาก 2 นักแสดงสุดฮาผู้ล้อเลียน “วัฒนธรรมดิจิทัล”

Nick Ciarelli และ Brad Evans เป็นนักเขียนและนักแสดงที่ถูกยกให้เป็นผู้ย่ำยีวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตสุดตลกโปกฮา ล่าสุดทั้งคู่กำลังก้าวไปไกลกว่าการสร้างวิดีโอออนไลน์เพื่อทำให้มุกตลกของ 2 หนุ่มกลายเป็นเสียงบอกต่อในโลกออฟไลน์

เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans ปล่อยวิดีโอล้อเลียนบัญชี Twitter ขององค์กร ด้วยการหยิบสำนวนข้อความของระบบโซเชียลอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์มากมาย งานนี้ทั้งคู่เลือกแบรนด์เก๋ไก๋มาเป็นตุ๊กตาเรียกเสียงฮา ได้แก่ Otter Pops ขนมน้ำหวานในหลอดพลาสติกสำหรับแช่แข็งแล้วรับประทานเป็นไอศกรีมซึ่งมีวางจำหน่ายจริง และ Pine Breeze Urinal Cakes ลูกเหม็นดับกลิ่นสำหรับติดโถปัสสาวะชายที่ไม่ใช่สินค้าจำหน่ายจริง

ความฮาของวิดีโอนี้อยู่ที่การสะท้อนความเสแสร้งแกล้งทำที่โลกเคยเห็นบนโซเชียล ในวิดีโอนี้ Nick Ciarelli และ Brad Evans สวมบทเป็นผู้จัดการสื่อโซเชียลสำหรับแบรนด์ใหญ่ที่เชื่อว่าการเลือกเนื้อหามาพูดในนามแบรนด์ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ต้องปั่นโพสต์ที่พูดถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังโพสต์ถึง

กัดเจ็บปนทะลึ่ง

ทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans เลือกสถานการณ์ล้อเลียนได้อย่างถึงพริกถึงขิง ในวิดีโอ 2 หนุ่มยกตัวอย่างหัวเรื่องที่มีการโพสต์ถึงมากที่สุดลนโซเชียล ว่าประกอบด้วยคำว่า fucking, having depression และ fucking while having depression ซึ่งแปลว่าการร่วมเพศ, ภาวะหดหู่ และการร่วมเพศในขณะที่มีภาวะหดหู่ ความตลกจึงเริ่มขึ้นเมื่อแบรนด์ทั้ง Pine Breeze Urinal Cakes Cake และ Otter Pops ผลัดกันพูดถึง Topic นี้แบบที่หลายคนเผลอหัวเราะออกมา

บทสรุปที่ไม่ธรรมดาจากวิดีโอนี้ คือทั้งคู่เลือกสร้างตัวตนให้แบรนด์สมมติอย่าง Pine Breeze Urinal Cakes Cake ให้มีตัวตนบนโลกออนไลน์ต่อไป แถมยังมีการโต้ตอบกับแฟนคลับของแบรนด์ที่ยังติดใจมุกตลก และสานต่อเจตนารมณ์ของทั้งคู่ที่เสนอว่าจะส่งลูกเหม็นที่สามารถ “รักษาโรคซึมเศร้าหดหู่ใจ” ไปให้ฟรีหากทวีตของทั้ง 2 ที่กล่าวถึงแบรนด์นั้นถูกส่งต่อทะลุ 500 RT

ข้อเสนอนี้บรรลุผลในเวลาไม่ถึง 6 ชั่วโมง และทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans จึงไปซื้อลูกเหม็นมาทำตามที่พูดไว้

โชคชะตาพามาพบ

Nick Ciarelli และ Brad Evans มีเคมีที่ลงตัวผ่านน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันหัวข้อ และการเข้าถึงวัฒนธรรมดิจิตัลยุคใหม่ได้เร็วและกว้างทำให้ Ciarelli และ Evans สามารถล้อเลียนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลได้อย่างถึงใจ กลายเป็น memes ออนไลน์ที่ถูกแชร์อย่างชื่นชม

ก่อนจะมาเป็น Nick Ciarelli และ Brad Evans ทั้งคู่เป็นนักเขียนที่มาพบกันครั้งแรกเมื่อถูกสุ่มมาร่วมทีมร่างโครงการ UCB ทีมเดียวกันเมื่อปี 2013 หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งปีในการเขียนโครงร่างร่วมกัน Ciarelli และ Evans ก็กลายเป็นเพื่อนร่วมห้องและเริ่มต้นโครงการแสดงแบบยาวหรือ longform ครั้งแรก โดยเขียนเป็นบทพูดหรือสคริปต์สำหรับการแสดงสั้นแบบสดชื่อ Sex & Drugs & Rock & Roll

จากนั้นทั้ง 2 ก็มีผลงานเรียกเสียงฮาออกมาต่อเนื่องหลายตอน สะท้อนความขี้เล่นซึ่งกลายเป็นลายเซ็นของ Ciarelli และ Evans ที่ล้อเลียนสังคมออนไลน์วันนี้ จิกกัดพฤติกรรมคนดูวิดีโอสตรีมมิ่งยุคปัจจุบันได้แบบที่โลกจดจำ.

ที่มา: : FastCompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/social-media-manager-vdo-from-digital-culture/

สัมภาษณ์ ‘ลืมป่วย’ เพจที่จากความไม่ตั้งใจ แต่แจ้งเกิดในฐานะเพจเพื่อสุขภาพ

พีช-พีรวัส ธีระปัญญารัตน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท ลืมป่วย จำกัด จากอดีตชายหนุ่มที่เรียนจบด้านโภชนาการ และมีความชอบเกี่ยวกับเรื่องการตลาด เขาได้นำสองอย่างนี้มารวมกันเพื่อเปิดเป็นชุมชนสุขภาพที่ชื่อว่าเพจ ‘ลืมป่วย’ เพจที่คอยให้ความรู้ด้านสุขภาพ และต่อยอดไปทำธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพด้วย ลองมาดูกันว่าในยุคออนไลน์แบบนี้การขายผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

ชุมชนสุขภาพที่ชื่อว่า ‘ลืมป่วย’ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

พีรวัส : ในตอนแรกเพจนี้ไม่ได้เกิดมาจากความตั้งใจ เพราะมาจากการที่เราเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้ลูกค้า แล้วรับทำเพจด้วย ซึ่งก็มีลูกค้ามาจ้างทำเพจนี้ขึ้นมา

แต่พอทำไปสักพักนึงเราก็คุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง เพราะเราก็มีคอนเซปต์ที่วางไว้ แต่ลูกค้าจะมีคอนเซปต์ของเขาที่เขาอยากได้ เลยทำให้มุมมองไม่ตรงกัน ทำให้ในที่สุดแล้วทางเราก็เลยตัดสินใจคืนเงินเขาไป

แล้วนำเพจมาทำเองจึงได้เกิดเพจลืมป่วยขึ้นมา ซึ่งเบื้องต้นเพื่อจะให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ แต่ต่อมาก็เริ่มมองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าดูแลสุขภาพ

พีช-พีรวัส ธีระปัญญารัตน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท ลืมป่วย จำกัด

ทำไมวันนั้นเราถึงคิดไม่ตรงกันกับลูกค้า ?

พีรวัส : ลูกค้าเขาเป็นพยาบาล เขาอยากมีเพจสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีเพจหนึ่ง ที่เป็นเพจเกี่ยวกับสุขภาพเหมือนกันและเป็นลูกค้าเราเหมือนกัน ชื่อเพจว่าเลิกป่วย ซึ่งเป็นแนวเดียวกัน โดยลูกค้าคนนี้เห็นและอยากให้ทำเหมือนเขาเลยต่างกันตรงชื่อจากเลิกป่วยเป็นลืมป่วย

ซึ่งเราบอกว่าอย่าไปทำเหมือนเขาเลยอยากให้แยกออกมาต่างหาก จึงทำให้เวลาคุยกันมันเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งลูกค้าต้องการทำเพจให้โต แต่ลูกค้าจะมีความคิดของเขามันเลยไปกันไม่ได้

ทำอย่างไรให้เพจมีผู้ติดตามเยอะๆ ?

พีรวัส : แรกๆ เราทำแบบลองผิดลองถูกเลย และยิ่งทำยิ่งจับทางได้เองโดยพยายามทำเรื่องที่มันเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ ยิ่งเราเจาะปัญหาคนส่วนใหญ่เยอะเพจยิ่งโตไว

มองว่าอย่างแรกเราต้องรู้เลยว่าคนต้องการอะไร เหมือนกับการทำการตลาด ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ความรู้แนวไหน และทำคอนเทนต์ให้มันใช้ภาษาง่ายๆ

เพราะบางทีผู้อ่านเริ่มจากไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้น จึงจำเป็นต้องให้ใช้ภาษาง่ายๆ ด้วยการแปลภาษาวิชาการให้เป็นภาษาบ้านๆ เพื่อให้อ่านง่ายๆ ทำให้คนทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง ให้แม้แต่เด็กประถมมาอ่านก็เข้าใจจะทำให้เข้าถึงคนได้ง่าย

ที่จริงการทำเพจทุกแนวมันเหมือนกันหมด เพราะเวลาเราทำเพจอะไร เราต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร หรือกลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร เพราะว่าก่อนหน้านี้ทำเพจเกี่ยวกับแนวทั่วไปเป็นแนวความรัก ชื่อเพจว่า ‘คืนความสุข’ เป็นเพจคำคมและให้ข้อคิด อันนี้มันก็โตจนมีผู้ติดตามหลายแสนเหมือนกัน

ซึ่งเรามองว่าเน้นในทางธุรกิจดีกว่า ผ่านการสะสมฐานคนก่อน แต่อย่าพึ่งเน้นหากำไรในช่วงแรก คือต้องทำให้เขารู้สึกก่อนว่าเรามาทำเพื่อเขา คือต้องให้ประโยชน์แก่เขาให้มากที่สุดก่อน แล้วสักวันเขาจะตอบแทนเราเอง

ต่อยอดจนมาเป็นพื้นที่สำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพได้อย่างไร ?

พีรวัส : มันมีทั้งการขายของโดยตรงในเพจ โดยการยิงโฆษณาขาย เพื่อเอามาขายของ เรามองว่าเพจนี้มีวัตถุประสงค์เอาไว้เก็บ Data เหมือนว่าวันนี้เรามีสินค้าเกี่ยวกับโรคความดัน เบาหวาน เราขายเพจอื่นนะ แต่เราจะลงคอนเทนต์คนเป็นเบาหวานเป็นวิดีโอ เพื่อเก็บ Audience กลุ่มนี้ไว้ในอนาคตแล้วก็นำมายิงโฆษณาเพื่อขาย มันก็จะตรงกลุ่ม

ซึ่งคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพในเพจเรามีตั้งแต่วัยทำงานถึงวัยสูงอายุ ตอนนี้เลยเลือกเจาะเพจแยกออกมา เพื่อขายของแต่ละประเภท เพราะอย่างตัวที่ขายดีๆ ตอนนี้เป็นกาแฟที่บำรุงข้อกระดูก ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทก็ตัวนี้

คุณมีเพจสุขภาพอื่นๆ ที่แยกออกมาด้วย ?

พีรวัส : สินค้าบางอย่างถ้านำไปขายในเพจคอนเซปต์มันไม่ค่อยตรงเท่าไร แต่มันขายได้ เลยเลือกที่จะทำเพจแยกออกมาดีกว่า เพื่อดึงคนที่ เหมือนเราคิดว่าเพจเป็นเหมือนกับบ่อน้ำบ่อหนึ่ง คือถ้าเราอยากได้คนกลุ่มนี้

เนื่องจากสุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน ข้อเข่าเสื่อม เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตัน ลูกค้ามีความต้องการไม่เหมือนกันเลย เราจึงจำเป็นต้องแยกเพจออกมาเพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มมาเลย โดยแยกออกจากกัน แต่ใช้เพจลืมป่วยเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากเพจลืมป่วยมันใหญ่แล้ว เวลามีคอนเทนต์อะไรขึ้นมาเราก็แชร์ลงในนี้

ทำไมต้องทำเนื้อหาให้มีคุณภาพอยู่เสมอ ?

พีรวัส : เพราะว่า Facebook จะมีระบบให้คะแนนเพจแต่ละเพจ ถ้าเพจไหนที่ลงคอนเทนต์คุณภาพเยอะๆ และคนมา Engage เยอะๆ มันจะมีคะแนนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพจมีคุณภาพ แต่เพจไหน เวลาลงแล้วคนไม่สนใจยิ่งลงเยอะๆ สักวันคนจะเห็นน้อยลงเรื่อยๆ

เนื่องจาก Facebook ค่อนข้างแคร์คนที่เล่นกับ Facebook ดังนั้นถ้าเราเข้าใจ Facebook ว่าเขาแคร์คนเล่น เพราะว่ามันเป็นลูกค้าเขา

ถ้าวันนึงเขาปล่อยคอนเทนต์ที่ไม่มีคุณภาพเยอะๆ คนเขาก็จะเลิกเล่นเพราะเขารำคาญ พอลูกค้าที่เป็น User หายไป รายได้หลักของ Facebook จากโฆษณาก็จะหายไปด้วย

เพราะว่าถ้าไม่มีคนเล่น Facebook ก็จะไม่มีใครมาลงโฆษณากับ Facebook เขาจึงพยายามรักษาสมดุลในจุดนี้ เมื่อเราเข้าใจ Facebook เราก็พยายามทำสื่อให้เป็นมิตรกับคนที่อยู่ใน Facebook คือเป็นสิ่งที่คนอ่านอยากอ่าน

ทำเนื้อหาเรื่องสุขภาพอย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ ?

พีรวัส : มองว่าเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของเพจลืมป่วย น่าจะเป็นเรื่องคอนเทนต์ที่ได้เสพง่าย เป็นเพจสุขภาพที่ไม่ไกลตัวเกินไป เพราะว่าเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพมันค่อนข้างดูวิชาการ ถ้าเราทำมันง่าย ซึ่งมันขึ้นอยู่ที่การนำเสนอของเราจะทำยังไงให้คนเข้าใจ อย่างร้าน Jone Salad เขาทำเป็นรูปการ์ตูนเป็นเรื่องวิชาการที่อ่านสนุก

และหากสังเกตเพจโตๆ เขาเสพง่าย เช่น หมอแล็บแพนด้า เขาก็เป็นวิชาการแต่เขาก็เป็นความบันเทิง แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ง่ายนั้น มันต้องเป็นเรื่องที่ง่ายแต่ชัวร์

นอกจากนั้นเนื้อหาที่คนอินเยอะๆ ก็ยอดดี อย่างเช่น เรื่องการกิน ที่ทุกคนต้องกินหมด หรือเรื่องยาลดน้ำหนัก ทุกคนอยากลดน้ำหนักกัน แต่พอเราเจาะลึกไปเป็นโรคๆ คนเริ่มสนใจเริ่มน้อยแล้ว เพราะทุกคนไม่ได้เป็นโรคเดียวเหมือนกันหมด

แต่มันก็มีสลับกันบ้างเราจะเจาะเรื่องโรคเฉพาะอย่างความดัน เบาหวานที่คนเป็นเยอะ แต่จำพวกโรคเก๊าท์ อะไรอย่างนี้คนไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกคน เราจึงต้องเลือกสิ่งที่มันทัชกับกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหลัก เน้นสิ่งที่มันเข้าถึงง่ายเป็นหลัก

“ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เข้ามาในเพจรู้จักเราเขาจะต้องสุขภาพดีขึ้น”

คัดสินค้ามาลงเพจอย่างไร ?

พีรวัส : ส่วนใหญ่ค่อนข้างเจอสินค้าที่ดีอยู่แล้ว เพราะว่าเราเป็นที่ปรึกษาในเรื่องออนไลน์ สอนการตลาด Online จะมีลูกศิษย์เยอะและลูกศิษย์เราเป็นเจ้าของแบรนด์ทั้งนั้น เราก็เลยมีสิทธิ์เลือกว่าแบรนด์ไหนดีแบรนด์ไหนไม่ดี เพราะว่าแบรนด์เราไม่ใช่แบรนด์ตลาดดัง แต่เน้นดูสารสกัดที่เขาใส่

อย่างหนึ่งเลยเรารู้จักเจ้าของแบรนด์ซึ่งเป็นลูกศิษย์เรา เราจึงเชื่อใจระดับหนึ่ง และเรารู้จักกับโรงงานที่ผลิตซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เค้าผลิตกาแฟให้เรา กาแฟตัวที่ขายดี จึงมั่นใจว่าสินค้านี้โอเคเลยเอามาขาย

เพราะว่าเราก็มีเพื่อนอยู่ในวงการขายพวกส่วนผสมต่างๆ ให้ทางโรงงาน ที่เราสามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานนี้เป็นยังไง สารสกัดเขาโอเคไหม แต่สุดท้ายต้องดูผลลัพธ์ลูกค้าว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

สินค้าที่ขายดีมักเป็นสินค้าที่ซื้อซ้ำ ?

พีรวัส : ซึ่งปกติถ้าเป็นแบรนด์ลดน้ำหนักเราจะไม่จับเลย เพราะว่าหนึ่งตลาดมันแข่งขันสูงและก็ผลลัพธ์มันไม่ได้ทุกคนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงเน้นอะไรที่มันอยู่ยาวๆ เพราะว่าลูกค้าสามารถซื้อซ้ำต่อเนื่องได้

ตอนนี้ที่ซื้อซ้ำเยอะๆ ที่ขายดีมี 2 ตัว คือ ตัวแรกคือ กาแฟบำรุงข้อและกระดูก สำหรับคนที่ปวดข้อ ปวดกระดูก เขากินทุกวันวันละแก้วและเขากินแล้วหายปวด อีกอย่างมันเป็นกาแฟซึ่งเขากินกาแฟทุกวันอยู่แล้วก็กินแทนกาแฟปกติ

และเมื่อกินแล้วเขาเห็นผลลัพธ์ เขาก็ไปบอกเพื่อนบ้าง ถือเป็นการขายต่อให้เราโดยอัตโนมัติเยอะมากๆ

ก้าวต่อไปในอนาคตของ ‘ลืมป่วย’ เป็นอย่างไร

พีรวัส : ในอนาคตเราตั้งใจจะเปิดร้านออฟไลน์ที่เป็นเหมือนเฟรนไชส์ที่ชื่อว่า ‘ลืมป่วย’ เพราะมองว่าโลกในอนาคตทั้งออนไลน์และออฟไลน์มันต้องเชื่อมโยงกันแล้ว คุณเข้ามาดูเพจแล้วสนใจ อยากได้สินค้า นอกจากการสั่งซื้อออนไลน์ก็ยังเดินออกไปปากซอยเพื่อเข้าร้านเราแล้วซื้อสินค้าได้เลยเหมือนกัน มองว่ามันต้องเป็นแบบนั้น

พีรวัส บอกเราตอนท้ายว่า สำหรับเพจลืมป่วยของเราตอนนี้ความต้องการของเขาคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เข้ามาในเพจรู้จักเราเขาจะต้องสุขภาพดีขึ้น” ไม่ว่าเขาจะมาเสพคอนเทนต์ของเรา หรือว่าซื้อสินค้าเราไปทานต้องช่วยทำให้สุขภาพเขาดีขึ้นจริง เหมือนกับการขาย แต่ต้องได้รับประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/forget-sick-interview/

4 แง่คิดธุรกิจจากชีวิต Ferdinand Porsche ในวันไร้เงา Volkswagen Beetle

รถเต่า Volkswagen Beetle คันสุดท้ายได้ฤกษ์แล่นออกจากสายการผลิตในเมือง Puebla เม็กซิโกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การตัดสินใจเบนเข็มสู่นวัตกรรมอื่นของ Volkswagen ทำให้โลกหันมารำลึกถึงต้นกำเนิด The Beetle ผ่านชื่อของ Ferdinand Porsche ผู้ซึ่งมีแง่มุมนักคิดนักสร้างที่สามารถหยิบมาใช้ในโลกธุรกิจได้หลายทาง

รถเต่า The Beetle เกิดที่ประเทศเยอรมนีในปี 1938 ภายใต้สถานะต่ำต้อยเพราะถูกออกแบบให้เป็นรถยนต์เอื้ออาทรราคาประหยัดขนาด 2 ประตู เครื่องยนต์ 25 แรงม้าที่ติดตั้งด้านหลังสามารถแล่นเร็วเพียงประมาณ 100 กม. / ชม. ซึ่งแทนที่จะตั้งชื่อเป็นเรื่องเป็นราว ต้นสังกัดอย่าง Volkswagen เรียกรถโค้งมนรุ่นนี้แบบไม่เสียเวลาคิดว่า “Type 1”

เวลาตกฟากของ Type 1 คือช่วงเวลาสงครามที่มืดมนสุดขีดในประวัติศาสตร์โลก Ferdinand Porsche ผู้ที่ถือว่าเป็นบิดาให้กำเนิด The Beetle นั้นเป็นวิศวกรที่ใกล้ชิดกับทางการเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเวลานั้น ผู้นำนาซีอย่าง Adolf Hitler ปิ๊งไอเดียสร้าง Beetle ให้เป็น “รถยนต์ของประชาชน” ซึ่งแปลเป็นภาษาเยอรมันได้ว่า Volkswagen จุดยืนคือการเป็นรถเรียบง่ายราคาประหยัดสำหรับทุกคนในประเทศ

หากจะวิเคราะห์ความสำเร็จของรถ The Beetle ต้องยกเครดิตให้หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของ VW อย่าง Ferdinand Porsche ที่ให้กำเนิดรูปร่างเอกลักษณ์ของ Beetle เมื่อรวมกับความน่าเชื่อถือที่เรียบง่าย รถคันนี้จึงได้ใจของผู้คนนับล้านในที่สุด

1. อาจต้องทนถูกตราหน้า

ก่อนหน้านี้ The Beetle เกือบจะปิดฉากลงในช่วงสงคราม หลังจากเริ่มมีการผลิต The Beetle ราว 2-3 รุ่นในช่วงสงคราม Volkswagen ก็หันไปผลิตยานพาหนะทางทหาร จนเมื่อฝ่ายพันธมิตรเข้ายึดครองเยอรมนี โรงงาน VW ถูกรื้อถอนและส่งออกไปต่างประเทศเพื่อเสนอให้กับผู้ประกอบการรายอื่นเช่น Ford ที่ได้รับเสนอให้รับไปแบบฟรีๆ ซึ่ง Ford และบริษัทอื่นไม่มีใครยอมรับ โดยให้เหตุผลว่ายานยนต์นี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางเทคนิคพื้นฐานของรถยนต์ ยังมีรายงานจากทางการอังกฤษที่ตราหน้าว่ารถ Volkswagen “ค่อนข้างไม่น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อทั่วไป” การสร้างรถ Volkswagen เพื่อการพาณิชย์จะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจแน่นอน

แม้จะไม่ได้กล่าวถึงกรณีนี้โดยตรง แต่ Ferdinand Porsche เคยบอกว่าคณะกรรมการวิชาการหรือผู้บริหาร (Committees) มักจะเน้นความปลอดภัยเรื่องการลงทุนด้วยการดูเฉพาะตัวเลข คนกลุ่มนี้จะพยายามอยู่รอดแบบไม่เสี่ยง โดยไม่อยากก้าวไปข้างหน้าแบบอิสระ คำพูดนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดที่อาจทำให้ธุรกิจพลาดโอกาส ซึ่งกรณีของ The Beetle เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ดี

เพื่อช่วยสร้างประเทศเยอรมนีให้สงบ กองทัพอังกฤษเริ่มกลับคำพูดและสั่งซื้อรถยนต์ 20,000 คันในช่วงปี 1946 ภายใน 3 ปี รถยนต์สำหรับส่งออกรุ่นแรกจึงถูกสร้างขึ้นและขยายการจำหน่ายไปยัง 29 ประเทศในปี 1951 ช่วงเวลานี้เองที่รถ Beetle มีชื่อเล่นเต็มตัวว่า Ladybug (coccinelle) ซึ่งนิยมกันมากในประเทศฝรั่งเศส แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ยังถูกเรียกว่า Bug ธรรมดา

รถ Beetle ฮอตฮิตติดลมในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่กลุ่มฮิปปี้ไปจนถึงแม่บ้าน รถ Beetle กว่า 5 ล้านคันถูกขายในสหรัฐอเมริกาและ 21.5 ล้านคนทั่วโลกในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ส่งให้ Beetle เป็นรถที่วิ่งได้ยาวนานที่สุดบนแพลตฟอร์มเดียว ก่อนจะมีการพัฒนาเป็นรถบัส “Type 2” ในปี 1950 ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับฮิปปี้ในช่วงฤดูร้อนเพื่อการเดินทางทั้งครอบครัว

2. ระหว่างทางต้องเรียนรู้

Ferdinand Porsche บอกว่าชีวิตคือการแข่งขัน เพราะมีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ในระหว่างการแข่งขัน และวิธีที่มนุษย์เราจะใช้มัน วิธีเหล่านี้จะกำหนดว่าการมีส่วนร่วมของเรามีคุณค่าเป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งหากเราเรียนรู้จากความสำเร็จแต่ละครั้ง และความล้มเหลวแต่ละครั้ง แล้วพัฒนาตนเองผ่านกระบวนการนี้ ในที่สุด เราก็จะเติมเต็มศักยภาพและปฏิบัติงานได้ดี

ระหว่างทางของ Beetle นั้นถือว่าไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะแทนที่จะปล่อยตัวให้เป็นรถคนแก่ ในปี 1998 จาก Bug ถูกแจ้งเกิดเป็น New Beetle ซึ่งพัฒนารูปลักษณ์เดิมให้มีความสมัยใหม่ จนได้รับความนิยมในหมู่ Millennials และ Boomers คาดว่าดีไซน์ใหม่ทำยอดขายได้มากกว่า 1.2 ล้านคันในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

3. คิดใหม่ทำใหม่

“หากปราศจากความเป็นอิสระ, ปราศจากเสรีภาพทางความคิดใหม่ ๆ เพื่อพยายาม เพื่อล้มเหลว และเพื่อประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด โลกเราก็จะไม่ก้าวไปข้างหน้า แต่จะมีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัวต่อศักยภาพของคนบนโลก” Ferdinand Porsche เคยกล่าวไว้ แสดงว่าความกล้าในการคิดใหม่ทำใหม่นั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากในการขับเคลื่อนธุรกิจและโลกให้ก้าวไปข้างหน้า

ตัว Beetle เองแม้จะแทบไม่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์หลักหลังจากเวลาผ่านไปกว่า 80 ปีแล้ว แต่ส่วนประกอบทั้งภายนอกและภายในก็ถูกปรับแต่งให้เข้ากับรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค ทำให้รถโด่งดังและเป็นกระแสจนในปี 1999 รถ Beetle ได้รับรางวัลรถยนต์นำเข้าแห่งปีของสำนัก Motor Trend กลายเป็นรถอันดับ 4 ตามหลังรถอย่าง Ford Model T, Mini และ Citroën DS19

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รถ Beetle ถูกพบด้วยสีเคลือบภายนอกที่แตกต่างกัน 23 สี การตกแต่งภายในรถ 32 แบบ การปรับแต่งเครื่องยนต์ 13 แบบ ยังมีรุ่นพิเศษอีกไม่น้อยกว่า 19 แบบ

4. คีย์หลักอยู่ที่การออกแบบ

ชัดเจนว่าความสำเร็จของรถ Beetle อยู่ที่การออกแบบ ซึ่งตัวของ Ferdinand Porsche ก็เน้นมากในเรื่องนี้ คำพูดของเจ้าพ่ออาชญากรสงครามที่ต้องไปเข้าร่วมพัฒนารถ Volkswagen ในฝรั่งเศสเป็นการชดเชยค่าเสียหายจากสงครามที่เยอรมนีก่อขึ้น ระบุว่าการออกแบบจะต้องเน้นเรื่องการใช้งาน และฟังก์ชันการใช้งานนี้จะต้องถูกแปลเป็นภาพที่สวยงามโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกเล่นหรือองค์ประกอบอื่นที่ต้องมานั่งอธิบายทีหลัง

คำพูดนี้ของ Dr.Ferdinand Porsche กลายเป็นแนวคิดการออกแบบที่โลกธุรกิจปัจจุบันยังหยิบมาใช้ได้ดีไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โลกเสียดายการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด

ลาก่อนนะ Beetle

ที่มา: : AZQ, Quartz

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/volkswagens-beetle-ferdinand-porsche/

[วิเคราะห์] ผ่านมาครึ่งปีกับธุรกิจธนาคาร คึกคักหรือซบเซาอย่างไรกันบ้าง

เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปีกุน ที่ภาคธุรกิจไม่ค่อยมีความคึกคักมากนักเหมือนปีที่ผ่านมา โดยช่วงปลายปี 2561 ก่อนเข้าสู่ 2562 ทุกคนค่อนข้างมีความกังวลในเรื่องของ Brexit แต่มาถึงวันนี้ก็ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในเอเชีย เท่ากับเหตุการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐฯและจีน ซึ่งแม้จะจบลงด้วยดีเช่นกัน แต่ก็สร้างความสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ การที่ EIC ปรับลดประมาณการเศรฐกิจไทยปี 2562 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% โดยมีสาเหตุหลักจากภาคการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ก็ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก และการที่สหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% ทำให้กระทบกับจีนและเกิดการตอบโต้กลับด้วยอัตราภาษีเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกหดตัวลงที่ -1.6% 

ทุกค่าย Go to Digital

ปีนี้คงเรียกได้เต็มปากแล้วว่าทุกธนาคารอัพเดทระบบออนไลน์กันทุกค่าย เพราะไม่มีใครยอมตกขบวนเรื่องการทำดิจิทัล จะมากจะน้อยก็ต้องแล้วแต่วิสัยทัศน์ของนายใหญ่ที่จะมอง ซึ่งแต่ละรายต่างก็มีการพัฒนาในเรื่องของแอพพลิเคชั่น ระบบออนไลน์ บิ๊กดาต้าหลังบ้าน เพื่อนำข้อมูลลูกค้ามาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้โดนใจทุกคนมากขึ้น

โดย Kbank ถือว่าเป็นบริษัทที่จริงจังเรื่องการเดินหน้าเทคโนโลยีบ้างที่สุด ทั้งการฟอร์มบริษัทใหม่อย่าง KBTG หรือผลักดันสตาร์ทอัพด้วยทีมที่ปรึกษาอย่าง Katalyst แต่ปีนี้ก็ไม่ได้มีดีลใหญ่ที่สร้างความคึกโครมให้ตลาดจับตามองมากนัก อาจเพราะช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 มีการจับมือร่วมกับพาร์ทเนอร์ไปมากมาย ตอนนี้คือการอยู่ในช่วงรอรายได้กลับคืนมา

ส่วน SCB และ KMA เอง ก็ไม่น้อยหน้า เร่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าและโปรโมทฟีเจอร์ใหม่มากมาย อย่างเช่น KMA หรือธนาคารกรุงศรีอยุธยาในช่องทางออนไลน์เราจะเห็นโฆษณาของ 3 พรีเซนเตอร์วัยใกล้กัน ที่ใช้การเล่าเรื่องว่าผู้ชายสองคนที่เปรียบเสมือนเป็นธนาคารนั้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้หญิงอย่างไรบ้าง โดยเล่าเป็นเรื่องสั้นหลายตอนซึ่งทำให้คนดูรู้สึกว่าการใช้งานแอพไม่ใช่เรื่องยาก

ทางด้านของ SCB ก็ใช่เล่น นอกจากจะมีการโปรโมทแม่มณีสำหรับร้านค้าแล้ว ยังตามมาด้วย SCB EASY ที่ทำให้ทุกการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังตามมาด้วยการทำโฆษณาสั้นบน Youtube จำนวน 22 ชิ้น ที่โฆษณาจะตรวจจับด้วยระบบ AI ของทาง Youtube ระบบจะจับข้อมูลและส่งโฆษณาแต่ละชิ้นให้ตรงกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เรียกว่าแต่ละคนจะเห็นโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป

ตลาดประกันคึกคัก

สำหรับกลุ่มประกันถือว่ามีความคึกคักมากกว่า อาจเพราะเป็นช่วงกำลังปรับตัวรับยุคดิจิทัล โดยในสายงานนี้มีการเปิดแผนประกันในรูปแบบใหม่ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้ลูกค้าที่สนใจซื้อผ่านออนไลน์มากกว่าการซื้อผ่านตัวแทน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจำนวนตัวแทนจะลดลง แค่เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารที่สะดวกขึ้น

เพราะถึงอย่างไรการเคลมหรือการติดต่อซื้อขาย ก็ยังต้องใช้ตัวแทนหรือเอเย่นต์ในการพูดคุยเรื่องรายละเอียด ส่วนบริการดิจิทัลจะเข้ามาช่วยเรื่องการยื่นเอกสารหรือให้รายละเอียดที่ดีขึ้น เคลมประกันโดยการกรอกเอกสารออนไลน์และยื่นเรื่องไม่ต้องรอกระบวนการกระดาษเท่านั้น รวมทั้งมีข้อเสนอที่ดีกว่าสำหรับลูกค้าที่สมัครผ่านช่องทางออนไลน์ ถือว่าเป็นการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจประกันที่น่าสนใจ

ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงกลางปีนี้ เรียกได้ว่า กลุ่มธุรกิจประกันพยายามชูความทันสมัย เพื่อแข่งขันกับกลุ่มสตาร์ทอัพที่เข้ามาเป็นผู้เล่นในกลุ่มประกันมากมายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีดีลใหญ่ท่ีน่าสนใจของ FWD ที่ให้ความสนใจในการที่จะเป็นผู้ถือส่วนแบ่งตลาดหลักในกลุ่มธุรกิจประกันชีวิต โดยมีการเข้าไปถือหุ้นในหลายบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมองว่าภูมิภาคนี้มีโอกาสที่ดีมาก และต้องการเป็นเจ้าตลาดในภูมิภาคนี้

 

จับมือสตาร์ทอัพกันคึกคัก

แม้กลุ่มธุรกิจธนาคารจะเรียกได้ว่าเจอปัญหา Disrupt โดดเด่นที่สุด ทั้งจากสตาร์ทอัพ Fintech เอง สตาร์ทอัพด้านขนส่งที่มีบริการจ่ายเงินผ่านช่องทางตนเอง หรือวอลเลตต่างๆ แต่ธนาคารในไทยก็เรียกว่าปรับตัวและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดเช่นกัน อย่างเช่น การจับมือร่วมกับ GRAB ของ KBANK ในการเป็นเกตเวย์ในการชำระค่าบริการ นำเสนอรูปแบบประกันและมีโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พาร์ทเนอร์ร่วมขับ

ทาง SCB เองก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการไปร่วมมือกับ GET บริษัทลูกของ GOJEK ที่จะมีความร่วมมือกันด้านการชำระเงินและบริการพิเศษต่างๆ แน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือการขยายฐานลูกค้าให้เข้าไปสู่กลุ่มผู้ขับขี่และร้านค้าที่ใช้งานแอพพลิเคชั่น GET สามารถใช้เกตเวย์ในการรับเงินและชำระเงินผ่านช่องทางของ SCB

ตามมาด้วยการนำเสนอรูปแบบประกันที่เจาะกลุ่มเฉพาะผู้ขับขี่ และเงินกู้สำหรับร้านค้าในระบบที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน แม้ว่าก่อนหน้านี้ทาง GET จะใช้รูปแบบการประกันผู้ขับขี่และเงินทุนจากทางพาร์ทเนอร์ของบริษัทแม่ แต่ SCB ที่เลือกเข้าไปลงทุนใน GOJEK ก็เพื่อดึงความร่วมมือทางการเงินของ GET กลับมาไว้ที่ตนเอง

ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยาเองก็มีความสัมพันธ์อันดีในการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ขับ LALAMOVE ด้วยสินเชื่อแบบใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยการนำฐานข้อมูลของผู้ขับขี่มาพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อเพื่อความสะดวกในการอนุมัติเงินแบบไม่ต้องมีหลักค้ำประกันให้วุ่นวาย

 

สรุปรายได้ธนาคาร

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 นั้น ทั้ง 5 ธนาคารที่ทีมงาน Thumbsup ได้เก็บข้อมูลมานั้น พบว่ามีทิศทางรายได้ไปในทางบวก แม้ว่าตัวเลขการเติบโตจะแตกต่างกันจากรูปแบบการทำงาน แต่ทุกค่ายหลังจากลงทุนด้านบริการการเงินผ่านช่องทางออนไลน์และแอพพลิเคชั่นแล้ว ช่วงนี้ก็เป็นจังหวะของการรอดูผลตอบรับจากลูกค้า และบริหารจัดการไม่ให้ระบบล่มในช่วงสิ้นเดือน

โดยทาง ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB นั้น ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 มีกำไรสุทธิ 9,157 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้นับรวมรายได้ใหม่ที่มาจากการเข้ามาซื้อหุ้นของทาง FWD ในกลุ่มธุรกิจประกันที่มีมูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท

ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ที่มีผลประกอบการเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 พบว่า มีตัวเลขรายได้สูงถึง 21,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้านี้ถึง 2,946 ล้านบาท หรือ 15.89% แต่ก็มีการใช้จ่ายในส่วนของค่าใช้จ่ายทางการตลาด และรายได้ที่เกิดจากประกันภัยลดลง ทำให้ภาพรวมมีเม็ดเงินลดลง

ทางด้านของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ KMA ก็ประกาศความแข็งแกร่งของกำไรในไตรมาส 1/2562 ด้วยตัวเลข 12,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าไตรมาสที่ 1/2561 ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากปัจจัยของการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ภายหลังจากการขายหุ้นในบริษัทเงินติดล้อให้กับพันธมิตร ถึงแม้จะไม่รวมรายได้ในส่วนนี้ ธนาคารก็ยังมีกำลังสูงถึง 6,900 ล้านบาทเช่นกัน

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพ หรือ Bangkok Bank ก็ยังมีทิศทางที่ดี คือมีกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.3% ทำให้มีเม็ดเงินรวม 9,028 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2561 โดยรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง

สุดท้ายกับธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai ที่ไตรมาส 1/2561 มีกำไรสุทธิของธนาคารเท่ากับ 7,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รายได้รวมจากการดำเนินงานเท่ากับ 33,572 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.7%

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/conclude-bank-mid-year/

“ไม่ชอบแต่ก็ร้องได้” เทคนิคทำ Music Marketing สู่ Viral Content

“ชิปกับเดลมีสองพี่น้องขายของในคลอง” คุ้นหูกันใช่มั้ยคะกับท่อนเพลงสุด Viral จากดิสนีย์ ที่ถ้าใครร้องท่อนนี้ขึ้นมาล่ะก็ จะต้องเผลอพูดอีกหลายๆ ครั้งต่อวันแน่นอน ท่อนเพลงที่ติดหูนี้ก็เหมือนกับการฝังความหลอนให้กับกลุ่มเป้าหมาย ถึงแม้จะไม่ชอบแต่ก็ร้องได้ 

หรือจะเป็นเพลงแร็ปล่าสุด Gucci Belt จาก Dimond MQT กับเพลงแร็ปท่อนฮิตที่ติดปากกันอยู่ช่วงใหญ่กับท่อนเริ่มต้นว่า ” Gucci Belt งูมันเลื้อยขึ้นมาอยู่ที่เอว ” ซึ่งถ้าถามความหมายหลายคนก็คงงงๆ กัน แต่ถามว่าร้องท่อนนี้ได้มั้ยก็ร้องได้  

เมื่อ Music Marketing เติบโตในยุคนี้ และโดดเด่นมากๆ ในปี 2019 งั้นเรามาวิเคราะห์กลยุทธ์อะไรที่ถูกซ่อนในเพลง และสามารถหลอนประสาทจนจำได้ขนาดนี้กันค่ะ

 

ใส่ Key Message รัวๆ 

จริงๆ แล้ว การที่เราจะซื้อสินค้าอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นเสมอไปว่าเราต้องรักแบรนด์นั้น แค่รู้จัก นึกถึง และเมื่อถึงจุดตัดสินใจ ต่อให้ไม่รักแต่จำคุณประโยชน์ได้ ก็สามารถกดสั่งซื้อได้ ขณะเดียวกันการทำเพลงให้กับแบรนด์ถือว่ามีราคาที่สูงมากๆ บางแบรนด์จึงเลือกที่จะให้เพลงมีแค่ Key Message เท่านั้น เหมือนกับโยเกิร์ตเมจิรสองุ่น ที่ทั้งเพลงมีแค่คำว่า เนื้อนุ่มแน่นๆ กว่า 30 ประโยคที่ฟังเพลง

ขอบคุณรูปภาพจากเพจ Meiji Yoghurt

ถามว่าคนดูชอบมั้ย ไม่ชอบเพราะมีเนื้อร้องแค่ท่อนเดียว แต่ถามว่าจำได้มั้ยก็จำได้ จำได้ว่าโยเกิร์ตรสองุ่นใหม่ เนื้อวุ้นนุ่มแน่น เพราะทั้งเพลงมีแค่นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องการ คุณไม่ต้องชอบเพลงแต่จำเพลงได้ก็พอ เพราะถ้าจำเพลงได้แสดงว่าจำ Key Message ได้

 

ยิ่งร้องซ้ำ ยิ่งฝังหัว

ย้อนกลับไปปีที่แล้วที่เรียกว่าเป็นปีของ Shopee เพราะจัดโปรโมชั่นกระหน่ำพร้อมกับยืนหยัดว่า Shopee ส่งฟรีทั่วไทย สั่ง Shopee เลย โดยในเพลงจะลงท้ายด้วยสระอีเพื่อให้คล้องกับชื่อแบรนด์

 

“ในช้อปปี้ๆๆๆๆ เสื้อผ้าดีๆๆๆๆ ทุกอย่างมีๆๆๆๆ ที่ช้อปปี้” ถึงจะเป็นเพลงที่สั้นแต่ทั้งเพลงก็มีแค่ท่อนแนวนี้ พ่วงกับพลัง Media ที่ลงหนักทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ชนิดที่ว่าต่อให้ไม่ชอบเพลง ก็ร้องเพลงได้ เพราะเพลงได้ถูกฝังเข้ามาในหัวของเราแล้ว

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพลงนี้ พ่วงไปกับกระแสเพลง Baby Shark ที่มีการร้องแบบไวรัลในหมู่ศิลปินเกาหลีและชาวติ่งเกาหลี เซเลบของไทยก็นำมาร้อง พอมีการสื่อสารเพลงนี้ผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ยิ่งทำให้กระแสเพลงโด่งดังอย่างรวดเร็ว

จริงๆ การได้ยินอะไรซ้ำๆ จะเป็นที่จดจำได้ดีทีสุด ก็เหมือนกันกับการอ่านหนังสือ ยิ่งอ่านหลายรอบก็ยิ่งเข้าใจ หรือการท่องศัพท์ที่ใช้เพลงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เทคนิคนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบันมาก 

 

ไม่ต้องกลัวการกด Skip

ข้อดีสำคัญของเทคนิคนี้คือไม่ต้องกลัวการกด Skip เพราะสามวินาทีแรกของเพลงก็หลอนเข้าไปในประสาทเรียบร้อย และเต็มไปด้วย Key Message หลบเลี่ยงยังไงก็คงไม่พ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่นักการตลาดส่วนใหญ่ปวดหัว

เนื่องจากลงทุนเสียเงินค่า Ads สูงมาก แต่รีเทิร์นกลับมาได้น้อย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่กด Skip กันแบบรวดเร็ว แต่ยังไงแล้วการลงทุนกับ Music Marketing ก็มีต้นทุนที่สูงมากเริ่มตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทเป็นต้นไป ขึ้นอยู่กับความดังของนักร้องท่านนั้น จึงต้องดูจังหวะเเละไทม์ไลน์หลายอย่างทำให้ยังไม่เห็นแบรนด์ใหญ่ทำเพลงสไตล์นี้มากนัก จะเน้นไปที่ Tiein คุณประโยชน์ในเพลงมากกว่า

อย่างเช่น โฆษณาของ PEPSI ที่ดึงเอานักร้อง 4 สไตล์มารวมกันในเพลงเดียว และเนื้อหาของเพลงก็ดึงดูดใจคนฟังจนติดหูได้แบบง่ายๆ ยิ่งขึ้นในทุก Feed ของโฆษณาออนไลน์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เพลงนี้โด่งดังไปพร้อมกับแบรนด์เป๊ปซี่

จริงๆ แล้ววิธีการแต่งเพลงแนวนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เผลอๆ จะแต่งง่ายกว่าเพลงปกติด้วยซ้ำ แต่การจะทำให้เพลงแนวนี้เป็น Viral จำเป็นต้องใช้พลังของ Media ค่อนข้างเยอะทั้งออนไลน์และออฟไลน์เลย ต้นทุนต่อแคมเปญจึงสูงกว่าแคมเปญทั่วไป นักการตลาดท่านใดสนใจต้องรีบทำก่อนที่ปีหน้าจะมีเทรนด์ใหม่เข้ามา ไม่อย่างนั้นวิธีนี้อาจะไม่ได้ผลแล้วก็เป็นได้

 

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/music-marketing-viral-content/