คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยองค์กรส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่าจะฟื้นฟูจากการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ได้

ผลสำรวจจากดัชนีด้านการปกป้องข้อมูลทั่วโลก ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ประจำปี 2021 (2021 Global Data Protection Index หรือ GDPI) เผยว่าองค์กรธุรกิจต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูลหลายประการที่เกิดจากการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์อย่างต่อเนื่อง และการใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างแอปพลิเคชันที่ทำงานบนคลาวด์ รวมถึง Kubernetes Containers และ AI

สอดคล้องตามผลสำรวจล่าสุดจาก IDC ที่ว่ามีองค์กรจำนวนหนึ่งในสามทั่วโลกเคยมีประสบการณ์จากการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์หรือช่วงโหว่ ที่ปิดกั้นการเข้าถึงระบบงานหรือข้อมูลภายในช่วง 12 เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งในการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และดูเหมือนเป็นปัญหาที่ยากจะหลีกเลี่ยง

เดลล์ เทคโนโลยีส์ จึงได้มีการแนะนำซอฟต์แวร์ และบริการใหม่เพื่อเร่งสร้างความพร้อมด้านการใช้งานข้อมูลสำรองบนเวอร์ชวลแมชชีน หรือ VM และช่วยให้บริหารจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน อีกทั้งยังช่วยรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ อีกทั้งช่วยลดการดำเนินการด้านการกู้คืนทางไซเบอร์ในทุกวันได้

นพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ในยุคที่มีภัยคุกคามไซเบอร์เกิดมากขึ้น เราเข้าใจดีว่ามีเดิมพันที่สูงขึ้น และความซับซ้อนก็เพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยเราได้ทำงานร่วมกับลูกค้าทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความท้าทายที่มากขึ้น ด้วยการนำกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภาพรวมพร้อมการปกป้องข้อมูล มาช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้มั่นใจถึงความยืดหยุ่นในการรับมือในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์อื่นๆ

ผลการศึกษา GDPI ฉบับใหม่ เผยให้เห็นความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในเรื่องการปกป้องข้อมูล

การจัดทำสำรวจ Dell Technologies GDPI ประจำปี 2021 กับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีทั่วโลกนับ 1,000 ราย โดย 250 รายมาจากเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้) แสดงให้เห็นว่าองค์กรมากมายกำลังต้องต่อสู้กับการเติบโตของข้อมูลอย่างต่อเนื่องและความซับซ้อนด้านการปกป้องข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

ผลการศึกษาพบว่าองค์กรทั่วโลกกำลังบริหารจัดการปริมาณข้อมูลที่เพิ่มจาก 5 ปีก่อนถึงกว่า 10 เท่า จากปริมาณข้อมูล 1.45 เพตะไบต์ ในปี 2016 เพิ่มเป็น 14.6 เพตะไบต์ในปี 2021

นอกจากนี้ ผู้ตอบการสำรวจ 82 เปอร์เซ็นต์ ในทั่วโลก และ 72 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีความกังวลว่าโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่ในองค์กรจะไม่สามารถรับมือกับความท้าทายด้านธุรกิจทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยพบว่าจากความกังวลเหล่านี้ 33 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรทั่วโลก และ 38 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียแปซิฟิก ได้มีการรายงานถึงการสูญหายของข้อมูลในปีที่ผ่านมา และ 45 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรทั่วโลก กับ 42 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียแปซิฟิก เคยมีประสบการณ์เรื่องการดาวน์ไทม์ของระบบแบบที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

ผลการศึกษา GDPI ยังรวมไปถึงประเด็นต่อไปนี้

  • 62 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และ 68 เปอร์เซ็นต์จากเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กังวลว่ามาตรการด้านการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับการโจมตีจากมัลแวร์ และแรนซัมแวร์ ในขณะที่ 74 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และ 72 เปอร์เซ็นต์จากเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เห็นพ้องต้องกันว่าอัตราการขยายตัวของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหายจากภัยคุกคามทั้งมัลแวร์และแรนซัมแวร์มากขึ้น
  • 67 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และ 67 เปอร์เซ็นต์จากเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ไม่มั่นใจว่าจะสามารถกู้คืนข้อมูลสำคัญทางธุรกิจทั้งหมดได้ ในกรณีที่เกิดการโจมตีทางไซเบอร์อย่างรุนแรง หรือข้อมูลสูญหาย
  • 63 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และ 64 เปอร์เซ็นต์จากเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เชื่อว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่นแอปพลิเคชันที่ทำงานบนคลาวด์ Kubernetes Containers รวมถีง AI และแมชชีนเลิร์นนิ่ง จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการปกป้องข้อมูล และการขาดโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีที่ใหม่ขึ้นก็เป็นหนึ่งในสามของความท้าทายหลักด้านการปกป้องข้อมูลสำหรับองค์กร
  • ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของการสูญหายของข้อมูลภายใน 12 เดือนที่ผ่านมาสูงขึ้นถึงสี่เท่าสำหรับองค์กรที่ใช้โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลจากผู้จำหน่ายหลายราย เมื่อเทียบกับองค์กรที่ใช้แนวทางจากผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว

การนำเสนอซอฟต์แวร์ใหม่ และบริการด้านการบริหารจัดการ มีดังต่อไปนี้

· Dell EMC PowerProtect Data Manager ที่เพิ่ม Transparent Snapshots เพื่อมอบแนวทางใหม่ที่แตกต่างให้กับองค์กรในการปกป้อง VMware VMs ได้อย่างครอบคลุม การลดความซับซ้อนและทำให้การแบ็คอัพข้อมูลในระดับรูปภาพของ VM ดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ อีกทั้งใช้ระบบโครงสร้างน้อยลง จึงทำให้ Transparent Snapshots สามารถแบ็คอัพได้เร็วขึ้นถึง 5 เท่าและลดความหน่วงของ VM ลงได้ถึง 5 เท่า ช่วยให้องค์กรมั่นใจเรื่องความพร้อมในการใช้ข้อมูล VM ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

· Dell EMC PowerProtect appliances ที่มาพร้อม Smart Scale ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการอุปกรณ์ปกป้องข้อมูลได้หลากหลายในระดับเอ็กซาไบต์ ช่วยให้บุคลากรด้านไอทีตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการเรื่องความจุข้อมูลและตามติดการเติบโตของข้อมูลได้ โดย Smart Scale ช่วยให้ลูกค้าสามารถตั้งค่าอุปกรณ์ได้หลากหลายเสมือนเป็นมาจากแหล่งเดียวกัน โดยให้ความสามารถในการมองเห็นและบริหารจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในหนึ่ง entity โดยจัดการอุปกรณ์ PowerProtect ได้มากถึง 32 ตัวและรองรับ logical capacity ได้มากกว่า 3 เอ็กซาไบต์ ทั้งนี้ องค์กรยังสามารถขยายการใช้ทรัพยากรได้สูงสุด และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการมอนิเตอร์ในเชิงรุกรวมถึงบริหารจัดการข้อมูลสำรองได้โดยเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

· Dell Technologies Managed Services สำหรับ Cyber Recovery Solution ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องและลดความเสี่ยงของข้อมูลสูญหายด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญจากเดลล์ ช่วยบริหารจัดการการดำเนินงานในส่วน Cyber Recovery Vault ในแต่ละวัน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมด้านการกู้คืน บริการด้านการบริหารจัดการเหล่านี้สร้างบนสายผลิตภัณฑ์ด้านการบริการของเดลล์ ทั้งการให้คำปรึกษา การปรับใช้งานและการสนับสนุน ซึ่งช่วยลูกค้าปกป้องและบริหารจัดการความจุสำหรับข้อมูลสำคัญทางธุรกิจได้

“เมื่อองค์กรใช้บริการจากผู้ให้บริการในการแบ็คอัพ การกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติ และบริการ Cyber Recovery as-as-Service องค์กรจะต้องมั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการสามารถมอบบริการได้อย่างครอบคลุมและแข่งขันได้ การเป็นพันธมิตรกับเดลล์ เทคโนโลยีส์ ผู้นำด้านการปกป้องข้อมูล ช่วยให้เรามั่นใจและมอบโซลูชันนวัตกรรมแก่ลูกค้าเพื่อช่วยให้ติดตามภาพรวมด้านดิจิทัลที่มีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ได้ทันท่วงที” แบร์รี่ ซิลิก ซีทีโอ ด้านคลาวด์ และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Macquarie Cloud Services กล่าว

“เราทำงานร่วมกับองค์กรทั่วโลกเพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรเหล่านี้ขับเคลื่อนการใช้งานด้านข้อมูลที่เชื่อมต่อกันในระบบดิจิทัลด้วยความปลอดภัย” นาธาน แวนเดนเบิร์ก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีทรานส์ฟอร์เมชัน ของ NTT กล่าว “ในทั่วโลกเราได้ตรวจพบเหตุการณ์คุกคามจากแรนซัมแวร์เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 2020 และการคุกคามอื่นๆ ที่เพิ่มเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ในปี 2021 และด้วยความต้องการด้านการปกป้องข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น การเปิดตัว Transparent Snapshots จึงเป็นนวัตกรรมจากเดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่เข้ามาถูกจังหวะ สิ่งสำคัญสำหรับองค์กรก็คือการมีมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินงานที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนและคุ้มค่าใช้จ่าย ในขณะที่ยังคงนำเทคนิคต่างๆ มาปรับใช้ในเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงพร้อมกับให้การปกป้องข้อมูล ซึ่งนั่นคือศักยภาพของ Transparent Snapshots”

“Transparent Snapshots ใน PowerProtect Data Manager ช่วยให้แบ็คอัพเวอร์ชวลแมชชีนได้อย่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อนโดยใช้ระบบโครงสร้างเพียงน้อยนิด และไม่เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน การตัดขั้นตอนในการใช้งานหรือจัดการพร็อกซี่เพื่อย้ายข้อมูล ทำให้สามารถแบ็คอัพเวอร์ชวลแมชชีนได้เร็วขึ้น จึงช่วยประหยัดเวลา” ดริว ฮิลลส์ นักวิเคราะห์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไอที ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของ USC Australia กล่าว

เทียน เบ็ง อึง รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายช่องทางของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น กล่าว “การจัดการงานในระบบงานแบบไฮบริดนำพาภัยคุกคามแบบใหม่ที่ทำให้แนวปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจในทุกขนาด การปฏิรูปด้านการรักษาความปลอดภัยได้สำเร็จขึ้นอยู่กับการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับระบบนิเวศที่กว้างขวางมากขึ้น

ด้วยการร่วมมือกับผู้จำหน่ายในการนำเสนอโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือกับภัยคุกคามพร้อมความรอบรู้ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งพันธมิตรด้านช่องทางของเราจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันนวัตกรรมใหม่ที่เรานำออกสู่ตลาด รวมถึงการนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ เช่น Transparent Snapshots และ Smart Scale ที่จะมอบความเร็วและความคล่องตัวมากขึ้นให้กับองค์กรได้เท่าทันเพื่อปกป้องระบบโครงสร้างแบบเวอร์ชวล”

“เนื่องจากแรนซัมแวร์ และการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบอื่นๆ ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องก้าวให้เร็วให้ทันภัยคุกคามเหล่านี้ด้วยการใช้นวัตกรรม” ฟิล กู้ดวิน รองประธานฝ่ายวิจัย IDC กล่าว “ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการบริการของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรต่างๆ เพิ่มความสามารถในการกู้คืนข้อมูลสำคัญทางธุรกิจจากการโจมตีทางไซเบอร์โดยที่เกิดการชะงักน้อยที่สุด”

การวางจำหน่าย

· Dell EMC PowerProtect Data Manager พร้อม Transparent Snapshots จะวางจำหน่ายทั่วโลกภายในไตรมาสนี้ โดยสำหรับลูกค้าที่มีสัญญา MA อยู่ในปัจจุบันจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

· อุปกรณ์ Dell EMC PowerProtect appliances พร้อม Smart Scale ปัจจุบันเปิดให้มีการพรีวิวเทคโนโลยีแล้ว และคาดว่าจะวางจำหน่ายทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรกของ 2022

· Dell Technologies Managed Services สำหรับโซลูชัน Cyber Recovery ปัจจุบันพร้อมวางจำหน่ายทั่วโลกแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/dells-technologies-ransomware?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dells-technologies-ransomware

The Great Resignation เทรนด์การลาออกยกแผง ที่พนักงานและองค์กรต่างก็ต้องวางแผน

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายแน่นอนว่าบริษัทที่มีพนักงานนั่งประจำออฟฟิศย่อมต้องวางแผนที่จะให้พนักงานกลับไปทำงานเช่นเดิม แต่ในต่างประเทศกลับเจอปัญหาพนักงานตัดสินใจลาออกแทนการกลับไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศ

ช่วงไตรมาสสองของปี 2021 ปัญหาที่องค์กรธุรกิจในสหรัฐกำลังประสบปัญหากัน นั่นก็คือการตบเท้ากันลาออกจำนวนกว่า 3.9 ล้านคนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจประเภทกลุ่มคนรายได้ต่ำ งานท่ีต้องสัมผัสกับคนจำนวนมาก อย่างเช่น กลุ่มร้านอาหาร โรงแรมและสถานบันเทิง เป็นต้น

สำหรับปัญหานี้ก็คือ The Great Resignation ปัญหานี้คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2530 ที่เรียกว่า The Great Retention โดย 39% ของพนักงานพร้อมลาออกหากต้องกลับไปทำงานออฟฟิศเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจัยตลาดหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าตัวเลขการลาออกจากงานนี้ จะเพิ่มขึ้นอีก 50% หากเจาะจงเก็บข้อมูลเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและเจน Z ซึ่งปัญหานี้กำลังลุกลามไปในหลายประเทศฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เนเธอแลนด์และฝรั่งเศส

ส่วนประเทศไทยนั้น ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ในอนาคตหากมีตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงและคนทำงานยุคใหม่ก็คุ้นชินกับการทำงานที่บ้านกันมากขึ้น อาจส่งผลให้การกลับไปทำงานที่ออฟฟิศลดลง และนิยมทำงานแบบ remote มากขึ้น

ต้นตอเทรนด์นี้มาจากไหน

การเกิดขึ้นของเทรนด์นี้ไม่ได้หมายความว่า คนทำงานรุ่นใหม่นั้นขี้เกียจหรือไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน คนรุ่นใหม่พวกนี้ยังคงต้องการงานอยู่ แต่พวกเขาก็ต้องการที่จะยืดหยุ่นเรื่องงานกับชีวิตความเป็นอยู่ไปพร้อมกัน

แม้คนรุ่นก่อนจะมองว่าการเริ่มต้นอัตราค่าแรงที่ 15,000 บาทนั้นสูงกว่าในสมัยก่อนที่เริ่มต้นรายได้ที่หลักพัน แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่ายุคสมัยนั้นปรับเปลี่ยนไปเยอะมาก

ค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าเดินทางไปกลับต่อวันต่อคนเริ่มต้นที่ 50 บาท/วัน ค่าอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 100 บาท/วัน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายยิบย่อยในการใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคม จึงเป็นเหตุผลให้คนรุ่นใหม่อยากประหยัดโดยลดการเกิดขึ้นของสิ่งเร้าจากสังคมรอบตัว

ขยายรายละเอียดความต้องการของพนักงานรุ่นใหม่

  • ความต้องการเรื่องค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น

สิ่งที่พนักงานรุ่นใหม่ต้องการอย่างเงิน ความยืดหยุ่นและความสุขในการทำงาน เป็นปัจจัยหลักที่คำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะการกลับไปใช้ชีวิตการทำงานแบบเดิม พนักงานอาจไม่สบายใจเรื่องการติดเชื้อที่ง่ายขึ้น การเดินทางที่อาจเผลอสัมผัสกับสิ่งสกปรกและอยากลดค่าใช้จ่ายจากการเดินทางไปช่วยเพิ่มเงินเก็บได้ดีขึ้น

รวมทั้งการที่ต้องทำงานที่บ้านเป็นเวลานานก็กังวลที่ต้องห่างจากลูกหลานที่ยังเรียนออนไลน์ หรือสัตว์เลี้ยงที่มาอยู่เป็นเพื่อนช่วงที่ work from home

  • ต้องการความหมายในชีวิตที่มากขึ้น

การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ช่วงโควิด-19 หลายคนได้ใช้ชีวิตกับตัวเองมากขึ้น ค้นพบความหมายในการใช้ชีวิต ทำให้พวกเขาพบเจอสิ่งที่ตนเองชอบ และอยากที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม

การทำงานที่บ้านเป็นระยะนานๆ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเห็นความหมายในการใช้ชีวิตและเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หลายอย่างไป เช่น การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ การเลี้ยงสัตว์ และพบว่าการทำงานไม่ใช่แค่หาเงินแต่ต้องการต้นทุนหรือเงินทุนไปใช้ในการตามหาความฝันและเดินหน้าทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้ด้วยเงินจากการทำงานนี้

  • หมดไฟในการทำงาน

ด้วยรูปแบบการทำงานออนไลน์ที่เหมือนจะสบายไม่ต้องเดินทาง แต่ช่วงแรกของการ WFH ที่มีการประชุมแบบไม่จำกัด และผู้บริหารกดดันเรื่องของเวลานั่งหน้าจอทำงานหนักมากทำให้พนักงานรู้สึกว่าหมดพลังในการทำงานแต่ละวันที่หนักจนไม่มีเวลาพัก ไม่สามารถแยกออกระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต

ดังนั้น หากผู้บริหารยังคิดว่าการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเพื่อรักษาวัฒนธรรมองค์กร ผู้บริหารจำเป็นต้องตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้ก่อนว่า

  • ระหว่าง WFH ประสิทธิภาพการทำงานของทีมลดลงหรือไม่
  • มีความจำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ 5 วัน/สัปดาห์เช่นเดิมหรือไม่
  • การยอมเสียพนักงานมือทองแลกกับการทำงานในออฟฟิศ คุ้มค่าจริงหรือไม่

ไม่ว่าทางเลือกที่ผู้บริหารองค์กรคือแนวทางใด สิ่งที่ผู้บริหารควรตะหนักก็คือ

  • คุณให้ความสำคัญกับ Passion และความตั้งใจในการทำงานมากกว่าเรื่องของเงิน
  • พนักงานรับผิดชอบกับงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นระบบไม่ใช่เจอภาระแทรกที่วุ่นวายกับงานจนคุณภาพลดลง
  • ตารางการทำงาน อาจไม่ใช่เข้างาน 9 โมงเช้า – 5 โมงเย็นแบบเดิม

พนักงานควรวางแผนชีวิตอย่างไร

  • พัฒนาตนเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดงาน : ไม่ใช่แค่เราในฐานะคนทำงานที่อยากได้องค์กรที่ดี องค์กรเองก็อยากได้พนักงานที่มีความสามารถที่ตอบโจทย์เช่นกัน ซึ่งทักษะหลักที่นายจ้างต้องการ ประกอบด้วย ทักษะด้านการสื่อสาร, ทักษะในการทำงานเป็นทีม, ทักษะในการแก้ไขปัญหา, ทักษะในการคิดริเริ่ม, ทักษะในการบริหารจัดการ และทักษะในการปรับตัว
  • วางแผนหลังตกงานให้รอบคอบ : ด้วยชีวิตหลังโควิด-19 หลายคนได้ปรับเปลี่ยนมุมมองและแนวทางกาาใช้ชีวิตมากมาย การออกมาเป็นเจ้านายตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก จึงควรวางแผนรายรับ-รายจ่ายให้ดี มองหาอาชีพเสริมที่จะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายหลัก รวมทั้งค้นหาความสามารถของตัวเอง
  • การเรียนรู้สิ่งใหม่ไม่มีวันจบสิ้น : การหาทักษะเสริมเรียนรู้ด้านต่างๆ ย่อมเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่หยุดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะเล็กๆ อย่างการตัดต่อคลิป ตัดแต่งภาพ เรียนถ่ายภาพ-ถ่ายวีดีโอ ไปจนถึงทักษะใหญ่ๆ อย่างการเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอกเพื่อนำวุฒิไปปรับใช้กับตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ควรทำทั้งสิ้น และเป็นการอัพเกรดเรซูเม่ของเราให้เป็นที่ต้องการกับตลาดงานด้วย
  • ปรับมุมมองด้านทักษะการทำงานให้มากกว่าเดิม : ไม่ว่าตอนอยู่ออฟฟิศเก่าคุณจะมีประวัติดีหรือไม่ในสายตาของ HR การเข้ามาสู่องค์กรใหม่คุณต้องปรับเปลี่ยนนิสัยเสียบางอย่างและกระหายการทำงานให้มากขึ้น เพราะการเป็นพนักงานใหม่ย่อมหมายถึงอยู่ในช่วงวัดประสิทธิภาพของคุณว่าจะอยู่รอดกับองค์กรหรือไม่ ดังนั้น การสื่อสารกับทีมให้มากขึ้น ควบคุมเวลาและจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดี ถือว่าเป็นแกนสำคัญที่องค์กรนำมาใช้ในการประเมินศักยภาพของคุณ

ที่มา :

The Secret Sauce

Forbes

Bloomberg

Jobthai

JobDB

Cigna

from:https://www.thumbsup.in.th/the-great-resignation-howto?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=the-great-resignation-howto

ปัญหาแฮคเกอร์ยังคงต้องเจอ กูรูเตือนคนไทยลดความไว้ใจออนไลน์ 100%

เรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์นั้น ยังคงเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายให้ความกังวล กรณีล่าสุดคงหนีไม่พ้นการขโมยข้อมูลผ่านระบบบัญชีธนาคารที่ยังไม่สามารถตามหาผู้กระทำความผิดได้ เพราะเป็นการขโมยเงินในยอดเงินที่ไม่สูงแต่มีผู้เสียหายแล้วกว่า 40,000 บัญชี

นายปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “เหตุการณ์แบบนี้เกิด 5-6 ปีแล้ว ปกติคนเราใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต ทั้งในเว็บไทยและต่างประเทศ ในการใช้ชีวิตและสั่งซื้อของออนไลน์ ปัจจุบันมีการรับสเตทเม้นออนไลน์ ไม่ได้เป็นจดหมายที่เป็นกระดาษเหมือนเดิม อาจทำให้ผู้ใช้หลงลืม ไม่ตรวจเช็คความผิดปกติของทรานเซ็คชั่นต่างๆ ทำให้ตัวเลขความเสียหายจะเกิดขึ้นครั้งละ 30-100 บาท มารู้ตัวทีหลังก็สูญเงินไปเป็นหลักพันบาท เเละต้องโทรไปที่ธนาคารเพื่อขอให้คัดยอดและต้องใช้เวลานาน ส่วนจะหลุดจากธนาคารได้หรือไม่ ก็ค่อนข้างยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้”

แนวทางแก้ปัญหาก็คือ ควรแยกบัญชีเพื่อซื้อของแบบออนไลน์ จะมีเพียง 1 บัญชีธนาคารเท่านั้น ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการซื้อของออนไลน์ต่างๆ ผูกกับบัญชีธนาคารเพื่อจ่ายเงินซื้อสินค้า และจำกัดวงเงิน หากมีเวลาก็ทำให้บัญชีมีวงเงินเป็นศูนย์ไว้ตลอดเมื่อจะซื้อสินค้าก็ค่อยทำการโอนเงินเข้าบัญชีให้ระบบตัดเงิน หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะได้ไม่กระทบกับเงินของเราทั้งหมด ส่วนบัตรเครดิตก็ใช้วิธีการล็อคหรือจำกัดวงเงินไว้

“ระบบป้องกันในประเทศไทยดีขึ้น แต่เราก็ต้องระวังว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซักวัน คิดว่าเราต้องอยู่กับมัน ยอมรับเสียหายได้แค่ไหน ก็จำกัดวงเงินอาไว้ หมั่นตรวจเช็คความผิดปกติของบัญชีการเงินอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเกิดเหตุจะได้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที”

แนวโน้มความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2022-2024 ประกอบด้วย

  1. Digital Inequality and Cyber Vaccination
  2. Supply Chain Cyber Attacks and CMMC
  3. Remote Working Challenge and Zero Trust

ทั้งนี้ ปัญหาของสิ่งที่ทุกคนยังคงเจอต่อไป ก็คือ อีเมล รูปแบบโซเชียลเอ็นจิเนียริ่งหรือฟิชชิ่ง โดยอาศัยความกลัวและความโลภของมนุษย์, แรนซัมแวร์ และ การโจมตีระบบองค์กร ที่ทำให้ระบบล่ม

ทั้ง 3 ประเด็นแนวโน้มได้เริ่มปรากฏขึ้นบ้างแล้ว และจะค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ที่มาเพิ่มเติม

ฐานเศรษฐกิจ

กรุงเทพธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/10-trend-cyber-security?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=10-trend-cyber-security

ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ชี้แจงความคืบหน้า กรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต

ตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สมาคมธนาคารไทย ได้ชี้แจงกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่ามิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากระบบธนาคาร โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มิจฉาชีพสุ่มข้อมูลบัตรและนำไปสวมรอยทำธุรกรรมผ่านร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศ ที่ไม่มีการใช้ One Time Password (OTP) โดยตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม มีบัตรที่มีการใช้งานผิดปกติจากเหตุข้างต้นจำนวน 10,700 ใบ โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นรายการใช้จากบัตรเดบิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการใช้งานส่วนใหญ่มีจำนวนเงินต่อรายการต่ำ เช่น 1 ดอลลาร์ สรอ. และมีการใช้เป็นจำนวนหลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้ ธนาคารมีระบบตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดเพดานและเงื่อนไขการใช้งานของบัตรตามลักษณะประเภทร้านค้าและประเภทสินค้าแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ ธปท. และ สมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ดังนี้

1. ยกระดับความเข้มข้นในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ ให้ครอบคลุมทั้งธุรกรรมที่มีจำนวนเงินต่ำและที่มีความถี่สูง หากพบธุรกรรมที่ผิดปกติ ธนาคารจะระงับการใช้บัตรทันทีและแจ้งลูกค้าในทุกช่องทาง รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังรายการธุรกรรมจากต่างประเทศเป็นพิเศษ

2. เพิ่มการแจ้งเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมทุกรายการ ตั้งแต่รายการแรกผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ระบบ Mobile banking อีเมล หรือ SMS

3. กรณีที่ตรวจสอบพบว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากการทุจริตตามข้างต้น กรณีบัตรเดบิต ลูกค้าจะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ ส่วนกรณีบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการดังกล่าว ลูกค้าไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ และจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย

4. ธปท. และสมาคมธนาคารไทยจะเร่งหารือกับผู้ให้บริการเครือข่ายบัตร เช่น Visa Mastercard เพื่อกำหนดให้มีการใช้การยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เช่น OTP กับบัตรเดบิตสำหรับร้านค้าออนไลน์

กรณีลูกค้าพบความผิดปกติของธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรตรวจสอบการทำธุรกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งระมัดระวังการผูกบัตรเดบิตในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยง เช่น เกมออนไลน์ แพลตฟอร์มที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งาน หรือไม่มี OTP ทั้งนี้ สำหรับบางธนาคาร ลูกค้ายังสามารถเปิด/ปิดการใช้งานของบัตร หรือเปลี่ยนแปลงวงเงินการใช้บัตร หรืออายัดบัตรได้ด้วยตัวเองผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคาร นอกเหนือจากการติดต่อกับธนาคาร

ธปท. และ สมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารมีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ธปท. และสถาบันการเงินจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับมาตรการและประสิทธิภาพการตรวจจับและตอบสนองต่อรายการผิดปกติ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว

from:https://www.thumbsup.in.th/bot-bank-thai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bot-bank-thai

Salesforce ต่อยอดความมุ่งมั่นในการส่งเสริมบุคลากรไทย เปิดตัวโครงการความร่วมมือระหว่าง Trailhead Academy และ depa จัดอบรมทักษะทางดิจิทัล เพื่อรองรับการทำงานยุคดิจิทัล

เซลส์ฟอร์ซชี้ระบบนิเวศพันธมิตรและคู่ค้าของเซลส์ฟอร์ซในประเทศไทยคาดว่าจะสร้างงานใหม่กว่า 31,200 ตำแหน่งและรายได้ทางธุรกิจใหม่ 5.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2026 Trailhead Academy โดย Salesforce ทุ่มทุน US$600,000 หรือราว 19 ล้านบาท เปิดตัวโปรแกรม “Salesforce depa Career Kickstarter” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งเสริมทักษะเชิงดิจิทัลให้ผู้เข้าร่วมโครงการ

เซลส์ฟอร์ซ (NYSE: CRM) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ประกาศผลสำรวจใหม่ล่าสุดจาก IDC ซึ่งเผยว่า เซลส์ฟอร์ซและพันธมิตรคู่ค้าทางธุรกิจในประเทศไทยจะมีส่วนในการสร้างตำแหน่งงานใหม่ถึง 31,200 ตำแหน่ง และสร้างรายได้ทางธุรกิจใหม่ราว 5.5 หมื่นล้านบาทให้แก่เศรษฐกิจของประเทศไทยภายในปี 2026 นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า การเติบโตอย่างมหาศาลในของเซลส์ฟอร์ซและพันธมิตรคู่ค้าในประเทศไทยจะส่งผลให้ภายในปี 2026 ทุก ๆ 1 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐที่เซลส์ฟอร์ซได้รับในประเทศไทย จะสร้างรายได้ให้แก่พันธมิตรและคู่ค้าจำนวน 6.28 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐหรือ 207.4 บาท

และเพื่อรองรับตำแหน่งงานจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย วันนี้ Trailhead Academy โดย Salesforce ได้ประกาศเปิดตัวโปรแกรม “Salesforce depa Career Kickstarter” ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ depa โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลและเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่เหล่านี้ภายใต้ระบบนิเวศของเซลส์ฟอร์ซหรือ Salesforce Ecosystem

การช่วยสร้างตำแหน่งงานเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศของเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce Economy)

คลาวด์คอมพิวติ้งกำลังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับองค์กรสมัยใหม่เพื่อปรับสู่ Digital Transformation ตอบรับกระแสการทำงานรูปแบบ Digital HQ ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การทำงานแบบรีโมต หรือ การเข้าถึงลูกค้าแบบไร้การสัมผัส (Contactless Customer Engagement) โดยความพยายามในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะยังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่ง IDC ได้คาดการณ์ว่าเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับคลาวด์จะเป็นส่วนหนึ่งในการปรับสู่ Digital Transformation ได้ถึง 27% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 37% ในปี 2026

ในภาคส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เซลส์ฟอร์ซได้วางแผนโครงการและความคิดริเริ่มมากมายร่วมกับสถาบันและพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อสร้างงานสำหรับอนาคตและเติมเต็มตำแหน่งเหล่านี้ด้วยผู้สมัครที่มีความสามารถและทักษะที่ครบครัน ซึ่งประเทศไทยนั้นมีโปรแกรม “Salesforce depa Career Kickstarter” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Trailhead Academy และ depa เพื่อช่วยเติมเต็มทักษะเชิงดิจิทัลให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการชาวไทยให้สามารถเข้าทำงานภายใต้ระบบนิเวศของเซลส์ฟอร์ซหรือ Salesforce Ecosystem ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ เซลส์ฟอร์ซยังมีแพลต์ฟอร์มการเรียนรู้รูปแบบออนไลน์ไม่มีค่าใช้จ่ายที่มีชื่อว่า Trailhead และ Trailblazer Community เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และสนับสนุนการเรียนทักษะดิจิทัลของเหล่า Trailblazers ให้รองรับกับ Salesforce Economy ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง Trailhead Academy มีหน้าที่ปูเส้นทางให้ผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อปลดล็อคโอกาสในการทำงานกับ Salesforce Economy ไปยันร่วมงานกับเซลส์ฟอร์ซโดยตรงด้วยเช่นกัน

โปรแกรม “Salesforce depa Career Kickstarter” โดย Trailhead Academy และ depa

เป้าหมายของการร่วมมือกันในครั้งนี้ คือการสร้างบุคลากรผู้มีทักษะทางดิจิทัลของเซลส์ฟอร์ซเพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการของธุรกิจซึ่งกำลังมองหาแรงงานที่เข้าใจการใช้แพลตฟอร์ม CRM ของเซลส์ฟอร์ซ ให้ได้รับทักษะ CRM โดยตรงจากเซลส์ฟอร์ซ เพื่อที่จะสามารถเข้าร่วมงานกับ Salesforce Ecosystem ได้ในอนาคต ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คนที่เปิดรับ จะต้องเข้าเรียนทั้งหมด 3 คอร์สเพื่อได้การรับรองเป็น Salesforce Administrators หรือ Developers หรือทั้งสองอย่าง

ซึ่งคอร์สทั้งหมดจะสอนเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยทางเซลส์ฟอร์ซจะทำการสอนและฝึกอบรมเพื่อให้สามารถสอนคอร์สได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ หลังจากผู้เข้าร่วมโปรแกรมจบคอร์สเรียน ทางเซลส์ฟอร์ซและ depa จะเป็นผู้ช่วยหาโอกาสร่วมงานกับองค์กรและบริษัทต่าง ๆ ที่เป็นลูกค้า พันธมิตรและคู่ค้า ซึ่งมีความต้องการบุคลากรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน บริษัทที่ปรึกษา ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/salesforce-depa-career-kickstarter?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=salesforce-depa-career-kickstarter

KBTG เปิดตัว KASIKORN X พร้อมเผยโฉม Coral แพลตฟอร์ม NFT Marketplace หนุนศิลปินเอเชียสู่ระดับโลก

KBTG เปิดตัวบริษัท KASIKORN X หรือ KX มุ่งผลิตสตาร์ทอัพด้านDecentralized Finance and Beyondออกสู่ตลาด พร้อมเปิดตัว Coral แพลตฟอร์ม NFT Marketplace หนุนศิลปินไทยและเอเชียขายผลงานศิลปะ NFT ไปทั่วโลก เริ่มให้บริการปลายปีนี้รวมถึงจับมือสยามพิวรรธน์ทำ NFT Innovation Digital Wall ให้ชมงานศิลปะ NFT ได้อย่างใกล้ชิด

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดเผยว่า KBTG ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ในกลุ่มเพิ่มอีก 1 บริษัทเพื่อรองรับธุรกิจในโลกดิจิทัลในอนาคต คือ บริษัท KASIKORN X จำกัด หรือ KX ทำหน้าที่เป็น Venture Builder หรือเสมือนโรงงานที่ผลิต Startup หรือธุรกิจใหม่ ๆ ที่ปฏิบัติการเป็นอิสระ (Autonomous Venture Builder) มีเป้าหมายในการผลิตธุรกิจด้านDecentralized Finance and Beyond สืบเนื่องจากที่ Decentralized Finance (DeFi) เป็นระบบการเงินแบบกระจายอำนาจผ่านบล็อกเชนที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ สามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารหรือสถาบันการเงิน

ดังนั้น KX จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ในด้านบริการทางการเงิน (Financial Service) และบริการอื่น ๆ (Non-Financial Service) ที่มีโอกาสได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในอนาคตอันใกล้นี้ ภารกิจหลักของ KX คือการ “Building Trust in the Trustless World” หรือสร้างความเชื่อมั่นในโลกที่ปราศจากความน่าเชื่อถือ

ภายใต้การนำของนายธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ Head of Venture Builder, KASIKORN X Co.,Ltd. และได้รับการสนับสนุนในการขยายธุรกิจไปสู่ระดับภูมิภาคเอเชียจากธนาคารกสิกรไทย (KBank)และKBTGในส่วนของกระบวนการทำงานKXจะใช้วิธีการบ่มเพาะไอเดียใหม่ๆ (Incubate) ขยายผล (Scale) และแยกตัวธุรกิจออกไปตั้งเป็นบริษัทใหม่ (Spin-off) เมื่อเห็นทิศทางและโอกาสทางธุรกิจในยุคต่อไปที่ชัดเจนแล้ว

นายธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ Head of Venture Builder, KASIKORN X Co.,Ltd.เปิดเผยว่าจุดเด่นคือKXจะมีความคล่องตัวในการบริหารงานและตัดสินใจสูง ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นอิสระจากธนาคารกสิกรไทย และ KBTG ในส่วนของการทำ Venture Building ของ KX นั้นถูกออกแบบให้คล้ายกับการสร้างธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ

โดยในทีมจะมีฝั่งเจ้าของธุรกิจ (Entrepreneur) และฝั่ง Builder หรือ Engineer มาทำงานร่วมกัน เหมือนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) ในด้านธุรกิจและเทคโนโลยีในโลกของสตาร์ทอัพ กับจุดมุ่งหมายคือศึกษา ทดลอง และออกผลิตภัณฑ์สู่ตลาดจริงด้วยความเร็วแบบสตาร์ทอัพ

ที่ผ่านมา KX ได้จัดตั้งบริษัทใหม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมาแล้วคือKubixที่ดำเนินธุรกิจICO Portalและในวันนี้พร้อมแล้วที่จะเปิดตัวธุรกิจที่สอง คือCoralแพลตฟอร์มNFT Marketplaceที่จะสร้างโอกาสไร้ขอบเขต (Limitless Opportunities) ให้แก่ศิลปินและนักสะสม โดยCoralจะเป็นแพลตฟอร์มNFT Marketplaceที่พัฒนาขึ้นจากความเข้าใจปัญหาของนักสะสม ศิลปิน และแบรนด์ จึงมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะสนับสนุนศิลปินไทยและเอเชียให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

“แพลตฟอร์มCoralจะทำให้การสร้างและการซื้อขายNFTเป็นเรื่องง่าย เสมือนกับการชอปปิ้งออนไลน์ทั่วไป แต่มีจุดที่แตกต่างคือลูกค้า Coral สามารถซื้องานศิลปะ NFT ด้วยสกุลเงินทั่วไป (Fiat money) อย่างเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ในขณะที่ลูกค้าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต้องแลกเหรียญสกุลคริปโตเพื่อนำมาซื้องานศิลปะอีกที ซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยาก ขณะนี้มีศิลปินไทยที่อยู่บนแพลตฟอร์ม Coral 9 ราย ได้แก่ ไป Lactobacillus, Tikkywow,ทรงศีล ทิวสมบุญ,เอกชัย มิลินทะภาส,ปัณฑิตา มีบุญสบาย, Benzilla, Pomme Chan, IllustraTU,และ Jiggy Bug

อย่างไรก็ตามยังคงเปิดรับศิลปินและพาร์ทเนอร์เพื่อเข้าร่วมแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://coralworld.co และคาดว่าจะเปิดให้บริการแก่นักสะสมภายในช่วงปลายปีนี้” นายธนะเมศฐ์กล่าว

พร้อมกันนี้ KX ได้เปิดตัวพันธมิตร Coral รายแรกคือ สยามพิวรรธน์ เพื่อร่วมกันสร้างศูนย์รวมและต่อยอดนวัตกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์ไตล์ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ให้แก่ลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศ

มร. อักเซล วินเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัดเปิดเผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับทีมงานระดับโลกจากKASIKORN X (KX)โดยเฉพาะการได้แลกเปลี่ยนแนวคิด ร่วมกันศึกษาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีทั้งในด้านออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งได้ร่วมสร้างคอมมูนิตี้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้คนจากทุกมุมโลก

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสสนับสนุน NFTs และร่วมก่อตั้ง Coral แพลตฟอร์มที่จะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดในด้านศิลปะ วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ สยามพิวรรธน์มีจุดยืนในการสนับสนุนศิลปิน และกิจกรรมที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ในทุกรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Co-creation”และ “Creating Shared Value”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ทำงานร่วมกับศิลปินไทย และศิลปินระดับโลก สร้างสรรค์ผลงานและแรงบันดาลใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา ได้มาใช้พื้นที่ในทุกโครงการ สร้างผลงานให้เกิดประโยชน์กับพวกเขาเหล่านั้น โดยเราได้เปิดพื้นที่ของสยามพารากอน และไอคอนสยามจัดNFT Innovation Digital Wallเพื่อให้ผู้ที่มาเยือนศูนย์การค้าได้เข้าชมNFT Artอย่างใกล้ชิด

เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่าง KX และ สยามพิวรรธน์จะเป็นก้าวแรกในการสร้างธุรกิจ และนวัตกรรมที่เชื่อมโลกคู่ขนานออนไลน์ – ออฟไลน์ โดยใช้DeFiซึ่งเป็นประตูโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานได้ไม่จำกัด รวมทั้งเข้าถึงสินค้า บริการ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในอนาคต”

นายเรืองโรจน์ กล่าวในตอนท้ายว่า ความร่วมมือระหว่างKXและสยามพิวรรธน์ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างธุรกิจและนวัตกรรมที่เชื่อมโลกปัจจุบันเข้ากับโลกดิจิทัล โดยDeFiจะทำหน้าที่เป็นประตูสู่การสร้างสรรค์โอกาสที่ไร้ขอบเขต ปูทางสู่สินค้า บริการและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในอนาคตให้แก่คนไทยและต่างประเทศจำนวนมาก

เมื่อนำความเชี่ยวชาญในด้าน DeFi และนวัตกรรมล้ำสมัยของ KX มาประกอบเข้ากับความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะ วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ ของสยามพิวรรธน์ที่มีสินทรัพย์มากมายในการเข้าถึงผู้บริโภค ทั้งรูปแบบที่จับต้องได้ (Physical) และดิจิทัล ความร่วมมือนี้จะเป็นแรงกระตุ้นครั้งใหญ่ในการสร้างโอกาสหรือธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาค

from:https://www.thumbsup.in.th/kbtg-open-kasikorn-x?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kbtg-open-kasikorn-x

ซิซซ์เล่อร์ มองเทรนด์การนั่งทานที่ร้านช่วงปลายปีจะเป็นโอกาสพลิกฟื้นของธุรกิจอีกครั้ง

เมื่อภาครัฐประกาศคลายล็อกดาวน์ ธุรกิจร้านอาหารย่อมมีความคาดหวังว่าสถานการณ์จะฟื้นกลับมาอีกครั้ง หลังต้องหันไปช่องทางเดลิเวอรี่สร้างโอกาสทางรายได้แทน ทำให้มีการเติบโตที่ดีขึ้นเฉลี่ย 3 เท่าต่อเดือน และเชื่อว่าหลังจากเปิดให้ทานที่หน้าร้านแบบเดิมจะมีโอกาสพลิกฟื้นได้อีกครั้ง

คุณกรีฑากร ศิริอัฐ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด ใน เครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ซิซซ์เล่อร์ กล่าวว่า ตลอดทั้ง 3 ไตรมาสของปี 2564 ถือเป็นอีกปีที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญกับความท้าทายของการให้บริการท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

ซิซซ์เล่อร์เป็นหนึ่งในธุรกิจร้านอาหารที่ได้มีการปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยตลอดทั้ง 3 ไตรมาสปี 2564 ซิซซ์เลอร์มียอดเดลิเวอรี่มีการเติบโตสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

อีกทั้งหลังคลายล็อคดาวน์เมื่อเดือนกันยายนจำนวนผู้บริโภคกลับมาใช้บริการที่ร้านเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมมีการเติบโตราว 20% โดยเติบโตเป็น 2 เท่าจากต้นปี และเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว

ตามปกติแล้ว ภาพรวมรายได้ของซิซซ์เล่อร์ในช่วงไตรมาสสี่ของทุกปีจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 40% แต่เพราะก่อนหน้านี้เจอการล็อกดาวน์ทำให้การนั่งทานในร้านการเติบโตลดลงและไปเติบโตด้านเดลิเวอรี่แทน

ทั้งนี้ การกระตุ้นโปรโมชั่น October Fest ช่วงปลายปี พร้อมกับมาตรการคลายล็อกดาวน์ก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กลับมาพยุงภาพรวมทั้งปีได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เซ็ทเมนูใหม่ครั้งนี้น่าจะช่วยตอบโจทย์ชาวไทยที่เดินทางไม่ได้ กับชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทยมานานคิดถึงอาหารยุโรป

ด้วยพฤติกรรมการรับประทานอาหารกับครอบครัวนั้น ซิซซ์เลอร์จะเป็นที่นิยมในการทานมื้อเย็น เดิมสัดส่วนการทานจะเป็น มื้อเย็น 60% มื้อกลางวัน 40% ช่วงที่ผ่านมาคนกลัวกลับบ้านไม่ทันเคอร์ฟิวจึงลดปริมาณการมาเป็นกลุ่มครอบครัวลง

สัดส่วนคนที่มานั่งทานจากเดิม อยู่ที่ 4-7 คน ตอนนี้คนมานั่งทานที่ร้านลดลงเหลือ 2-3 คน และยอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยอยู่ที่ 400 บาทต่อคน ซิซซ์เล่อร์ จึงมีการทำแพคราคาที่ไม่สูงมาก เพื่อจับตลาดผู้บริโภคระดับกลางและสูง

คุณนงชนก สถานานนท์ ผู้ช่วยรองประธานบริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด ใน เครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปหลังโควิด-19 ทำให้อายุของฐานลูกค้าเด็กลง จากเดิมฐานลูกค้าหลักเป็นครอบครัว แต่พอช่วงโควิด-19 ก็จะมีลูกค้าสั่งแบบเดลิเวอรี่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษา เฟิร์สจ็อบเบอร์ การสั่งแบบเดลิเวอรี่ จะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่อย่างละครึ่ง เพราะต้องการเมนูอาหารจานเดียวและสะดวกในการทานคนเดียวที่บ้าน ช่วงอายุผู้ใช้บริการจากเดิมอยู่ที่ 25-49 ปี ตอนนี้ลดลง 20 – 44 ปี

ดังนั้น ในช่องทางออนไลน์เราจึงมีการทำเมนูสำหรับทานคนเดียวมากขึ้น เช่น อาหารจานเดียว สลัดรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากทานคนเดียว แต่ก็มีการจัดเซ็ตสำหรับทานเป็นกลุ่มใหญ่เช่นกัน แต่ช่วงของราคาก็จะไม่สูงมาก เป็นช่วงราคาที่จับต้องได้ตั้งแต่ 100 – 700 บาท

อย่างไรก็ตาม ซิซซ์เลอร์ มีการทำแคมเปญเมนูอาหารใหม่ทุก ๆ 2 เดือน เพื่อสลับรสชาติใหม่ๆ ให้ลูกค้ารู้สึกแปลกใหม่ แต่ถ้าเมนูไหนได้รับความนิยมก็จะทิ้งไว้นานกว่าปกติแต่ก็ไม่เกิน 2.30 เดือน หากเมนูนั้นเป็นที่ชื่นชอบมาก ก็จะมีการเวียนกลับมาให้บริการซ้ำหรือบรรจุในเมนูหลักก็มีเช่น สเต็กเนื้อ หรือซี่โครงหมู ช่วงแรกเป็นเมนูโปรโมชั่นแต่ลูกค้าชอบมากเราก็นำมาบรรจุในเมนูหลัก

ในช่วงปลายปีแบบนี้ แม้ว่าจะมีความต้องการกลับมานั่งทานที่ร้านมากขึ้น แต่ซิซซ์เลอร์ก็ไม่ทำราคาที่สูงเกินไป เพราะช่วงนี้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง เราจึงทำราคาให้อยู่ในช่วง 299 – 799 บาท ซึ่งมีลูกค้าบางกลุ่มชอบสเต็กดีๆ ก็รับได้กับสินค้าราคาสูง แต่เฉลี่ยการรับประทานในร้านจะอยู่ที่คนละ 400 – 500 บาท แต่ช่วงก่อนหน้านี้ไปเน้นหนักที่เดลิเวอรี่ ค่าเฉลี่ยต่อหัวก็จะลดลงที่ 199 บาทหรือกลุ่มพรีเมียมก็จะเฉลี่ย 350 บาท เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าที่ทานคนเดียวมากขึ้น

ทั้งนี้ ลูกค้าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีพฤติกรรมแตกต่างกัน บางคนเพิ่งเข้ามาทานที่ร้านหรือเพิ่งรู้จักซิซซ์เลอร์ เราก็จะทำโปรโมชั่นให้จับต้องง่าย รูปแบบการใช้จ่ายหรือแคมเปญก็จะไม่เหมือนกัน เช่น บางสาขาจะสั่งเมนูแถมเครื่องดื่มรีฟิลฟรีเลย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับการเข้ามาทานครั้งแรก ซึ่งเรามีการศึกษาพฤติกรรมและความแตกต่างของลูกค้าแต่ละพื้นที่ก่อนการขยายสาขาหรือจัดแคมเปญ

ทางด้านของเมนูประเภท Plant Based ก็เริ่มมีความนิยมมากขึ้น ด้วยรสสัมผัสของแต่ละเมนูที่เราสร้างสรรค์เพื่อคนรักสุขภาพก็ช่วยปรับภาพลักษณ์การเป็นอาหารรสชาติจืด มาเป็นเมนูที่จัดจ้านถูกปาก เมื่อประกอบกับวัตถุดิบที่สดใหม่อย่างสลัดต่างๆ ทำให้ซิซซ์เลอร์เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ถือว่าตอบโจทย์ด้าน Positioning ของเราด้วย

นอกจากนี้ เรื่องวัตถุดิบที่เป็นสลัดและหลายๆ องค์ประกอบเราใช้การสั่งซื้อภายในประเทศแม้ช่วงที่ผ่านมาจะเจอปัญหาบ้าง แต่ก็ลดต้นทุนเรื่องการนำเข้าได้แต่ส่วนประกอบ หรือสารปรุงแต่งที่มีคุณภาพของผู้ผลิตในไทยก็มีมาตรฐานที่ดีทำให้เราเจอผลกระทบเรื่องซัพพลายเชนไม่เยอะและบริหารจัดการได้เช่นเดิมแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจว่า ธุรกิจของซิซซ์เลอร์ยังคงเป็น Top of Mine ของลูกค้าในกลุ่ม Western Food แบบ Dining เบอร์หนึ่งในใจของลูกค้าแน่นอน

from:https://www.thumbsup.in.th/sizzler-after-covid-lockdown?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sizzler-after-covid-lockdown

รวมเพจคอนเทนต์ที่น่ากดติดตาม และปรับใช้งานได้จริงๆ ด้วยนะ


การเติบโตของช่องทางออนไลน์ส่งผลให้คนรุ่นใหม่อยากทำคอนเทนต์ให้ดีขึ้น ทั้งรูปแบบการเขียนสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้ดึงดูดใจคนอ่าน หรือการเขียนคอนเทนต์ให้เกิดโอกาสทางการขาย เพราะโซเชียลมีเดียถือว่าเป็นช่องทางการขายแบบใหม่ที่เข้าถึงคนได้มากกว่าเดิม

วันนี้ Thumbsup จะมาแนะนำเพจที่น่าสนใจ มีข้อมูลดีๆ น่าติดตาม รวมทั้งมีคอร์สสอนเขียนคอนเทนท์ให้ปังด้วย มีเพจไหนบ้าง ลองดูกันค่ะ

สำหรับเพจและเว็บไซต์เหล่านี้ ถือว่าเป็นคลังข้อมูลที่คนทำคอนเทนต์และดูแลเพจสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานกันได้ตลอดเลยนะคะ

หากมีเพจหรือเว็บไซต์ไหนน่าสนใจ สามารถแนะนำกันเข้ามาได้เลยนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/content-page-social-media?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-page-social-media

แคสเปอร์สกี้จับตาการเคลื่อนไหวของเงินดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิก

การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และได้ช่วยส่งเสริมภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีแก่หลายพันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่มีการระบาดครั้งใหญ่ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นภูมิภาคที่สร้างรายได้จากการชำระเงินดิจิทัลมากที่สุดของโลก นักวิเคราะห์คาดว่าภูมิภาคนี้จะมีตัวเลขรายได้เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2022 หรือ 2023 นี้

การนำรูปแบบการชำระเงินดิจิทัลมาใช้อย่างรวดเร็วและแพร่หลาย ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศธุรกิจที่มีพลังและความคิดสร้างสรรค์นี้เร่งลงทุนและขยายรุกตลาดต่างๆ โดยตั้งเป้าการก้าวขึ้นครองตลาดจากการคลิกของผู้ใช้ในแต่ละครั้ง

แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ได้จัดการประชุมออนไลน์สำหรับสื่อมวลชนในหัวข้อ “Marking the money movement in APAC” เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องผู้ใช้การชำระเงินดิจิทัลในภูมิภาคและผลกระทบด้านความปลอดภัยของแนวโน้มนี้

นายคริส คอนเนลล์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “ความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่องการชำระเงินดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกรรมทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ธุรกิจต่างๆ ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานให้เป็นดิจิทัล เพื่อรับรายได้เพิ่มเติมผ่านการชำระเงินดิจิทัล ผู้บริโภคเองก็พึ่งพาการชำระเงินดิจิทัลนี้อย่างมากเพราะง่ายและสะดวก ชัดเจนว่าความต้องการประสบการณ์การชำระเงินที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนต่ำ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และเราเห็นว่านวัตกรรมนั้นได้เกิดขึ้นพร้อมกับการมาของการชำระเงินแบบเรียลไทม์”

นายวิทาลี คัมลัก หนึ่งในสุดยอดนักวิจัยของแคสเปอร์สกี้  ได้อธิบายถึงลักษณะ “การโจมตีทางการเงินยุคใหม่” เป็นการโจมตีทางการเงินแบบกำหนดเป้าหมาย ส่วนใครเป็นเป้าหมายหลัก และขนาดของการโจรกรรมนั้นมีขนาดใหญ่เพียงใด วิทาลี กล่าวถึง การปล้นธนาคารกลางบังคลาเทศอันโด่งดังซึ่งเป็นผลงานของกลุ่ม APT ชื่อ บลูโนรอฟฟ์ (BlueNoroff) โดยเชื่อว่ากลุ่มนี้เป็นแผนกย่อยด้านการเงินของกลุ่มลาซารัส (Lazarus) ที่ดำเนินการจารกรรมทางไซเบอร์แบบดั้งเดิม นอกจากนี้วิทาลียังขยายความถึงวิวัฒนาการของกลุ่มบลูโนรอฟฟ์ตั้งแต่การปล้นธนาคารครั้งใหญ่ และการมุ่งเน้นไปที่มูลค่าของสกุลเงินคริปโตที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

นายวิทาลี คัมลัก ผู้อำนวยการทีมวิเคราะห์และวิจัยของแคสเปอร์สกี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า แม้จะผ่านมาหลายปีหลังจากเหตุการณ์ปล้นธนาคารกลางบังคลาเทศ ปัจจุบันทั้ง SWIFT ธนาคารพาณิชย์ และอุตสาหกรรมการเงินอื่นๆ ก็ได้ติดตามกลุ่มบลูโนรอฟฟ์และการขโมยเงินจากธนาคารทั่วโลกที่มีการป้องกันน้อยกว่าอย่างระแวดระวัง การถูกจัดตามองเป็นเวลานานทำให้กลุ่มบลูโนรอฟฟ์ประสบความสำเร็จน้อยลงเรื่อยๆ และต้องใช้ความพยายามเพิ่มเติมอย่างมากในการฟอกเงินและปกปิดร่องรอย กลุ่มบลูโนรอฟฟ์จึงเริ่มหันมาสนใจเงินคริปโตที่มีราคาพุ่งขึ้นสูง”

นอกจากนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง “Mapping a secure path for the future of digital payments in APAC” ศึกษาปฏิสัมพันธ์และทัศนคติของผู้ใช้ในแต่ละประเทศต่อการชำระเงินออนไลน์ที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจัยต่าวๆ ในการจะขับเคลื่อนหรือหยุดการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งาน

ผลการวิจัยที่สำคัญประการหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวเอเชียส่วนใหญ่ (90%) ใช้แอปชำระเงินผ่านมือถืออย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันได้ว่าฟินเทคเฟื่องฟูในภูมิภาคนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนเกือบ 2 ใน 10 คน (15%) เพิ่งเริ่มใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ในช่วงการระบาดของโควิด

ฟิลิปปินส์มีสัดส่วนผู้ใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-cash รายใหม่สูงสุดที่ 37% รองลงมาคืออินเดีย (23%) ออสเตรเลีย (15%) เวียดนาม (14%) อินโดนีเซีย (13%) และไทย (13%) จำนวนผู้ใช้การชำระเงินออนไลน์ครั้งแรกต่ำที่สุดคือจีน (5%) เกาหลีใต้ (9%) และมาเลเซีย (9%)

ประเทศจีนเป็นผู้นำที่โดดเด่นด้านการชำระเงินผ่านมือถือในเอเชียแปซิฟิกตั้งแต่ก่อนการระบาดของโควิด แพลตฟอร์มภายในประเทศชั้นนำอย่าง Alipay และ WeChat Pay ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลาย และเป็นตัวอย่างที่น่าติดตามสำหรับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

นายคริส คอนเนลล์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “ข้อมูลการวิจัยล่าสุดของเราแสดงให้เห็นว่าเงินสดยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างน้อยก็ในตอนนี้ โดยผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิก 70% ยังคงใช้ธนบัตรจริงสำหรับการทำธุรกรรมในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการใช้แอปพลิเคชันการชำระเงินผ่านมือถือและธนาคารบนมือถือนั้นไม่ห่างกันมาก

โดยมีผู้ใช้ 58% และ 52% ที่ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อทำธุรกรรมการเงินอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งจนถึงวันละมากกว่าหนึ่งครั้ง จากสถิตินี้ เราสามารถอนุมานได้ว่าการระบาดของโควิดได้กระตุ้นให้คนจำนวนมากหันมาเป็นส่วนหนึ่งในเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอาจแซงการใช้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้”

ความปลอดภัยและความสะดวกสบายได้กระตุ้นให้ผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันมาใช้เทคโนโลยีทางการเงินมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งระบุว่าได้เริ่มใช้วิธีการชำระเงินดิจิทัลในช่วงโควิดระบาด เนื่องจากปลอดภัยและสะดวกกว่าการทำธุรกรรมแบบเห็นหน้ากัน

ผู้ตอบแบบสอบถามยังระบุด้วยว่าแพลตฟอร์มต่างๆ นี้อนุญาตให้ชำระเงินโดยปฏิบัติตาม Social Distancing (45%) และเป็นวิธีเดียวที่ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ในช่วงล็อกดาวน์ (36%) นอกจากนี้ ผู้ใช้ 29% ระบุว่าเกตเวย์ดิจิทัลในปัจจุบันมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิด และผู้ใช้ 29% ก็ชื่นชอบสิ่งจูงใจและรางวัลที่ผู้ให้บริการเสนอให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม

แม้จะเป็นเพียงจำนวนเล็กๆ แต่เพื่อนและญาติ (23%) ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้ใช้รายใหม่ เช่นเดียวกับรัฐบาลของแต่ละประเทศ (18%) ที่ส่งเสริมการใช้วิธีการชำระเงินดิจิทัล

ผู้ใช้โมบายแบงก์กิ้งและแอปชำระเงินครั้งแรกยอมรับความกลัว คือกลัวเสียเงินออนไลน์ (48%) และกลัวการจัดเก็บข้อมูลทางการเงินออนไลน์ (41%) ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนเกือบ 4 ใน 10 คนระบุว่าไม่ไว้วางใจความปลอดภัยของแพลตฟอร์มเหล่านี้

ผู้ใช้จำนวนมากกว่าหนึ่งในสี่ (26%) พบว่าเทคโนโลยีนี้ยุ่งยากเกินไป และต้องใช้รหัสผ่านหรือคำถามมากมาย ในขณะที่ ผู้ใช้ 25% ยอมรับว่าอุปกรณ์ส่วนตัวของตัวเองไม่ปลอดภัยเพียงพอ

“ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ปลอดภัย สิ่งสำคัญคือเราต้องทราบปัญหาของผู้ใช้และระบุช่องโหว่ที่เราต้องแก้ไขโดยด่วน เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สาธารณชนตระหนักถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทำธุรกรรมออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ นักพัฒนาและผู้ให้บริการแอปพลิเคชันการชำระเงินผ่านมือถือจึงควรมองหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในกระบวนการชำระเงินแต่ละขั้นตอน ใช้ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และมีแนวทางการออกแบบที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ใช้การชำระเงินดิจิทัลในปัจจุบันและในอานาคตไว้วางใจอย่างเต็มที่” นายคริสกล่าวเสริม

ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ขอแนะนำขั้นตอนเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ในเอเชียแปซิฟิกใช้เทคโนโลยีการชำระเงินดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย ดังนี้

  • ปลอดภัยก่อนดีกว่าเสียใจภายหลัง – ระวังการสื่อสารปลอม และระแวดระวังเมื่อต้องส่งข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลที่เป็นความลับทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการขอข้อมูลทางการเงินและรายละเอียดการชำระเงิน
  • ใช้คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของตัวเองเมื่อชำระเงินออนไลน์ ระมัดระวังการชำระเงินออนไลน์ เช่นเดียวกับการซื้อและจ่ายค่าสินค้าจากร้านที่เชื่อถือได้เท่านั้น คอมพิวเตอร์สาธารณะอาจมีสปายแวร์ทำงานอยู่ ซึ่งจะบันทึกทุกสิ่งที่พิมพ์บนคีย์บอร์ด หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะอาจถูกดักสกัดโดยอาชญากรที่รอการโจมตี
  • ไม่แชร์รหัสผ่าน หมายเลข PIN หรือรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) แก่ผู้อื่นแม้จะเป็นครอบครัวหรือเพื่อน ซึ่งอาจดูสะดวกดี แต่ก็อาจเป็นช่องทางสำหรับอาชญากรไซเบอร์เพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อรวบรวมข้อมูลธนาคาร ฉะนั้นจะต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็นข้อมูลส่วนตัวและปกป้องให้ดี
  • ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยแบบองค์รวม และปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยสามารถลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามและช่วยรักษาข้อมูลทางการเงินให้ปลอดภัย ใช้โซลูชันที่เชื่อถือได้เพื่อครอบคลุมการป้องกันจากภัยคุกคามที่หลากหลาย เช่น โซลูชั่น Kaspersky Internet Security, Kaspersky Fraud Prevention และใช้ Kaspersky Safe Money เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเว็บไซต์ธนาคาร ระบบการชำระเงิน และร้านค้าออนไลน์ที่เข้าใช้งานเพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย

from:https://www.thumbsup.in.th/kaspersky-digital-money?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kaspersky-digital-money

RDG เปิดตัวบริการใหม่ Rabbit Virtual Experience เจาะกลุ่มธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการงาน Live Streaming เต็มรูปแบบ

เมื่อการพบปะแบบรวมกลุ่มคนมากๆ เป็นเรื่องยากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้งานไลฟ์ที่ดีและเหมาะสมกับธุรกิจเพิ่มขึ้นมากในยุคนิวนอร์มอลนี้

Rabbit Digital Group ได้เปิดตัวบริการใหม่ “Rabbit Virtual Experience” Live Streaming รูปแบบใหม่ ให้บริการครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุค New Normal

นายสุนาถ ธนสารอักษร CEO of Rabbit Digital Group กล่าวว่า “Rabbit Virtual Experience เป็น Creative Live Solution ครบวงจร จากบริการของ Rabbit’s Tale เอเจนซี่ที่เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในด้านการสร้างสรรค์งาน Creative และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เราเข้าใจในกระบวนการสื่อสารครบถ้วน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในเครือ Rabbit Digital Group ที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใหม่นี้ ทั้ง Moonshot, Alchemist, Code & Craft และ The Zero Publishing”

ด้าน นายขจร เจียรนัยพานิชย์ Managing Director of The Zero Publishing กล่าวเสริมว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน เทรนด์การจัดอีเวนต์และพฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป ธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัว Rabbit Virtual Experience จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว

ด้วยบริการ Live Streaming ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนจนถึงขั้นตอนการ Live Streaming เพื่อให้ธุรกิจและแบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการ Live Broadcast ผลิต Live Streaming สำหรับงานอีเวนต์ออนไลน์ทุกรูปแบบ ได้แก่

  • Webinar & Press Conference
  • Online Workshop
  • Event & Concert
  • Live E-Commerce

นอกจากนี้ ยังมีบริการ Organizer ประสานงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ติดต่อพิธีกร-แขกรับเชิญ จัดหาสถานที่ ฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหมด ส่วนทางด้าน PR & Marketing Strategy จะคอยให้คำปรึกษาและวางแผนโปรโมตงานผ่าน Influencer และสื่อต่าง ๆ รวมถึงผลิต Real time content และบันทึกภาพบรรยากาศงานไปจนถึงภาพเบื้องหลังการทำงาน

ที่ผ่านมาแม้จะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ Rabbit Virtual Experience ก็ได้สร้างผลงาน Live Streaming ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากมาย เช่น

iCreator Conference ถ่ายทอดสดงาน iCreator Conference 2020 อีเวนต์สำหรับครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สามารถรับชมได้ทั้งในฮอลล์และที่บ้าน นำทีมโดย Speaker ชื่อดังในวงการ 35 ท่าน มีผู้เข้าร่วมรับชมผ่านเว็บไซต์กว่า 1,500 คน

TMRW Creators Camp 2021 เวิร์กช็อปออนไลน์เพื่อคนรุ่นใหม่ ที่มีใจฝันอยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เรียนรู้ทุกทักษะสำคัญจาก 11 ตัวท็อปแห่งวงการคอนเทนต์ตลอดทั้ง 4 สัปดาห์

BNK48 9th Single Senbatsu General Election ถ่ายทอดสดงานเลือกตั้ง BNK48 9th Single Senbatsu General Election ในรูปแบบ New Normal เนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid19 ทำให้ไม่สามารถจัดอีเวนต์ให้สมาชิก BNK48 มารวมตัวกันได้

TikTok LIVE : JAONAAY Journey Rabbit Virtual Experience ร่วมมือกับ TikTok Thailand จัดคอนเสิร์ตออนไลน์ในรูปแบบ Vertical View (แนวตั้ง) เป็นครั้งแรกในไทย โดยการปรับอุปกรณ์ถ่ายทำทั้งหมดให้สามารถถ่ายทอดภาพแนวตั้งออกมาอย่างมีคุณภาพ คมชัดทั้งภาพและเสียง

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ FACEBOOK Page Rabbit Digital Group หรือโทรสอบถามได้ที่
098-995-9784 และอีเมล sale@thezero.co.th

from:https://www.thumbsup.in.th/rdg-open-rabbit-virtual-experience?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rdg-open-rabbit-virtual-experience