คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

GET ประกาศรีแบรนด์ ใช้ชื่อ ‘Gojek’ เสริมกลยุทธ์ธุรกิจในระยะยาว

แบรนด์ GET(เก็ท) ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะรวมแอปพลิเคชั่นและแบรนด์ GET เข้าภายใต้ Gojek (โกเจ็ก) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจระยะยาวของบริษัท

โดยบริษัทระบุว่าเป็นการต่อยอดความสำหรับหลัง GET เปิดตัวในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้บริการไปแล้วกว่า 20 ล้านออเดอร์ และได้มอบโอกาสในการสร้างรายได้ให้คนไทยจำนวนนับแสนราย

โดยแอปพลิเคชั่น Gojek จะเปิดตัวในประเทศไทยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการทั้งใน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “ทีมบริหารชุดเดิมของไทยที่ได้พัฒนาและก่อตั้ง GET จะยังคงนำทีมบริหารและดำเนินธุรกิจของ Gojek ในประเทศไทยต่อไป พร้อมกับวางกรอบการพัฒนาโปรดักส์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการต่างๆ ของตลาดประเทศไทยที่มีการแข่งขันสูง โดยขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำจุดแข็งและศักยภาพของ Gojek มาขับเคลื่อนให้เราสามารถขยายธุรกิจและคงจุดยืนในฐานะบริษัทชั้นนำต่อไป”

แอนดรูว์ ลี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ (Group Head of International) ของ Gojek กล่าวว่า “GET ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในระยะเวลาอันสั้น และเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นบันไดนำเราไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น”

ทั้งนี้ GET มีพาร์ทเนอร์คนขับมากกว่า 50,000 คน และร้านอาหารอีกกว่า 30,000 แห่ง การรีแบรนด์เป็น Gojek จะเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทย

อย่างไรก็ตาม  ผู้ใช้งาน GET ในปัจจุบัน รวมทั้งคนขับและร้านพาร์ทเนอร์ต่างๆ ยังคงสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น GET ได้ตามปกติ สำหรับรายละเอียดของแอปพลิเคชั่น Gojek จะประกาศให้ทราบอีกครั้งเร็วๆ นี้

 

from:https://www.thumbsup.in.th/get-rebrand-to-gojek?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=get-rebrand-to-gojek

6 ข้อผิดพลาดของ Content Marketing ที่นักการตลาดควรหลีกเลี่ยง

Content Marketing คือการทำคอนเทนต์ที่หวังผลทางการตลาด ดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการจำจดสินค้าและบริการของแบรนด์ เป็นหนึ่งในการลงทุนของแบรนด์ธุรกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การสร้างคอนเทนต์ก็เป็นความท้าทายหนึ่งสำหรับนักการตลาด ความผิดพลาดจะทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย

จากผลสำรวจพบว่า 92% ของนักการตลาดระบุว่า คอนเทนต์ถือเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง นักการตลาดต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า (ROI)

Thumbsup จึงได้รวบรวม 6 ข้อผิดพลาดของ Content Marketing ที่นักการตลาดควรหลีกเลี่ยง เพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งผ่านแคมเปญต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่สร้างเนื้อหาที่ใช้ซ้ำได้

เนื้อหาที่มีคุณภาพต้องใช้เวลาและทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักการตลาดจะต้องมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละครั้ง การใช้เนื้อหาซ้ำก็ไม่ควรเหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในแต่ละแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างเช่นสร้างคอนเทนต์แบบภาพชุดใน Facebook ปรับเปลี่ยนเป็นบทความในเว็บไซต์ ลงสรุปเป็นภาพเดี่ยวใน Twitter เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในช่องทางอื่นๆ เป็นต้น

ไม่ได้คำนึงถึงการขาย

ลูกค้ามีทั้งกระบวนการรับรู้ การตัดสินใจ การขายและอื่นๆ ยิบย่อยอีกมากมาย หากนักการตลาดให้ความสำคัญกับเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้ามากกเกินไป โดยไม่คำนึงถึงกระบวนการที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือบริการ ก็จะพลาดโอกาสในการขายไป

นักการตลาดควรสร้างคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งการสร้างกระบวนการรับรู้ การตัดสินใจ และการขายเพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละคอนเทนต์

การมองข้าม User-generated content

User-generated content คือเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เป็นเนื้อหาที่ไม่ต้องจ่ายเงินซึ่งมีทั้งรูปภาพ วิดีโอ การรีวิว และบทความ

จากผลสำรวจพบว่า 70% ของลูกค้าเชื่อมั่นในรูปภาพที่มาจากลูกค้าด้วยกันเองมากกว่ารูปภาพที่มาจากแบรนด์ นักการตลาดที่มองข้าม user-generated content จะพลาดโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถประหยัดได้ทั้งเวลาและงบประมาณ

ที่สำคัญนักการตลาดควรค้นหาว่าเนื้อหาแบบไหนที่ทำให้ลูกค้าสร้างสรรค์เนื้อหาและมีส่วนร่วมกับแคมเปญ การใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, TikTok ก็เป็นช่องทางที่ดีในการสร้างแคมเปญเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า

ไม่มีขั้นตอนอนุมัติคอนเทนต์

การมีกระบวนการตรวจสอบจากเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าจะช่วยปรับเนื้อหาและแก้ไขก่อนที่จะเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจว่ารายละเอียดของคอนเทนต์ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

นักการตลาดควรทำให้มั่นใจว่าคอนเทนต์ผ่านกระบวนการอนุมัติ แม้อาจจะใช้เวลาในกระบวนการมากกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลดีต่อแบรนด์มากกว่าที่จะเกิดสื่อสารที่ผิดพลาดขึ้น

ไม่รีวิวประสิทธิภาพของคอนเทนต์

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของนักการตลาดคือการไม่ใช้เวลาทบทวนประสิทธิภาพของคอนเทนต์ ไม่ดูข้อมูลเชิงลึกของข้อมูลว่าดีหรือแย่ ทำไมถึงมีประสิทธิภาพดี และตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

การสร้างคอนเทนต์เป็นโจทย์ที่กว้าง เนื้อหามีหลายประเภท บางประเภทลูกค้าอาจสนใจ บางประเภทลูกค้าก็ไม่สนใจ การตรวจสอบประสิทธิภาพจะช่วยให้เรียนรู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ลูกค้าชอบ ก็สามารถนำผลไปพัฒนาแคมเปญการตลาดให้ดียิ่งขึ้น

โปรโมทคอนเทนต์ไม่พอ

คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งไม่ได้สิ้นสุดที่ขั้นตอน Publish นักการตลาดควรจะใช้เครื่องมือของแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้เนื้อหาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนจากการทำคอนเทนต์มีมากยิ่งขึ้น

แนวคิดหนึ่งที่นักการตลาดสามารถนำไปปรับใช้คือ กฎ 80/20 ใช้เวลา 20% ในการสร้างสรรค์เนื้อหา และใช้อีก 80% ในการโปรโมทผ่านช่องทางต่างๆ ทั้ง โซเชียลมีเดีย บล็อก อีเมล และอื่นๆ

ด้วยการคำนึงถึงข้อผิดพลาดต่างๆ จะช่วยให้นักการตลาดสร้างคอนเทนต์และแคมเปญได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งการสร้างคอนเทนต์ การอนุมัติคอนเทนต์ เนื้อหาของลูกค้า และการตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนต์ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้คอนเทนต์สร้างผลตอบแทนให้กับการลงทุนของแบรนด์

อ้างอิง socialmediatoday, Reevoo

from:https://www.thumbsup.in.th/6-content-marketing-to-avoid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-content-marketing-to-avoid

‘ธนาคารโลก’ คาดเศรษฐกิจไทยหดตัว 5% ใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อย 2 ปี

ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงาน “Thailand Economic Monitor June 2020: Thailand in the Time of COVID-19” หรือ “เศรษฐกิจไทยในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” ซึ่งคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยจะหดตัวลงราว 5% ในปี 2020 นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจหดตัวลงมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยธนาคารโลกได้สำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา รายงานระบุว่า มาตรการควบคุมโรคได้ส่งกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของไทย จากการที่ห่วงโซ่อุปทานและภาคการส่งออกทั่วโลกชะลอตัว ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 15% ของจีดีพีไทยก็หยุดชะงัก

ที่สำคัญการจำกัดการเดินทางภายในประเทศส่งผลให้การใช้จ่ายของครัวเรือนลดลง ภาคค้าปลีกและบริการได้กระทบอย่างรุนแรง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง

มาตรการรับมือผลกระทบของไทย

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจชุมชนคิดเป็น 5.9% ของจีดีพี มาตรการรักษาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนคิดเป็น 2.4% ของจีดีพี และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคเอสเอ็มอีราว 2.9% ของจีดีพี นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดภาษีและปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบและมาตรการรับมือ ธนาคารโลกคาดว่าผู้มีรายได้ต่ำ (ต่ำกว่า 170 บาทต่อวัน) จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 4.7 ล้านคนในไตรมาส 1/2020 เป็น 9.7 ล้านคนในไตรมาส 2/2020 ก่อนที่จะค่อย ๆ ลดลงสู่ระดับ 7.8 ล้านคนในไตรมาส 3/2020

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ธนาคารโลกคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาราว 2 ปี จึงจะฟื้นตัวกลับมาในระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยการฟื้นตัวต้องอาศัยมาตรการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนที่เปราะบางอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนในระยะยาวควรมีนโยบายเพิ่มทักษะในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงใช้งบประมาณให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีความพร้อมในการรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

อ้างอิง World Bank

from:https://www.thumbsup.in.th/worldbank-expect-thailand-gdp?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=worldbank-expect-thailand-gdp

เจ้าของเฟรนไชน์ Pizza Hut และ Wendy’s ยื่นล้มละลายในสหรัฐแล้ว

บริษัท NPC International ผู้ดำเนินกิจการธุรกิจเฟรนไชน์ของ Pizza Hut และ Wendy’s ในสหรัฐอเมริกาได้ยื่นขอล้มละลาย หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

จากรายงานของ CNN ระบุว่า เฟรนไชน์ทั้งสองไม่สามารถเปิดบริการได้ในช่วงที่เกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สะสมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ยื่นล้มละลาย Chapter 11 เป็นที่เรียบร้อย

โดยบริษัทระบุว่า Pizza Hut เผชิญปัญหาด้านค่าแรงและต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือดกับคู่แข่งอย่าง Domino’s Pizza Inc. และ Papa John’s International Inc. ตัดราคา ซึ่งแม้ว่าบริษัทจะพยายามหารายได้เพิ่มอย่างการขยายตลาดสู่บริการ Delivery ก็ไม่อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การยื่นศาลล้มละลายของ Pizza Hut และ Wendy’s ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกกิจการ เพียงแต่เป็นการขอเจรจากับเจ้าหนี้ ขอพักชำระหนี้เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อ Pizza Hut และ Wendy’s อื่นๆ ที่มีเจ้าของเฟรนไชน์คนละเจ้า

ทั้งนี้ NPC ก่อตั้งเมื่อปี 2505 ดำเนินธุรกิจ Pizza Hut กว่า 1,227 สาขา และ Wendy’s อีก 393 ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป็นบริษัทสหรัฐล่าสุดที่ยื่นล้มละลายต่อจาก Chuck E. Cheese , GNC, 24 Hour Fitness, Neiman Marcus, J. Crew ที่ยื่นล้มละลายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

อ้างอิง CNN, Japantimes

from:https://www.thumbsup.in.th/pizza-hut-wendy-bankruptcy?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=pizza-hut-wendy-bankruptcy

ไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โป 2020 กับการจัดงานแบบไฮบริด พร้อมโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้จ่ายคุ้มกว่าเดิม

เป็นอีกหนึ่งการปรับตัวของธุรกิจเพื่อสอดรับกับภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลเรื่องความกังวลด้านการติดเชื้อทั่วโลก โดยผู้จัดงานอย่าง เอ็มวิชั่น ได้มีความพยายามในการปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบไฮบริดมากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้การใช้จ่ายยังคงเป็นไปแบบปกติใหม่ที่สุด และกระทบกับความต้องการซื้อของลูกค้าน้อยที่สุด

คุณโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเอ็มวีพี ผู้จัดงานโมบายเอ็กซ์โป กล่าวว่า การจัดงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปครั้งที่ 23 ถือว่าเป็นงานนิทรรศการแสดงเทคโนโลยีขนาดใหญ่งานแรกของประเทศไทย หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมการจัดงานน่าจะได้รับการตอบรับที่ แม้ว่าผู้ออกงานบางส่วนจะยังไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นความพร้อมก่อนการเริ่มงานพบว่าทุกแบรนด์มีการเตรียมตัวที่จริงจัง มีความพร้อมอย่างเต็มที่

แม้ว่าการจัดงานในครั้งนี้จะไม่ได้ใช้พื้นที่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนทุกครั้ง เนื่องจากไม่สามารถจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดบางอย่างได้ และต้องปฎิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด บริษัทได้ใช้เวลาเตรียมงาน 2 สัปดาห์ เพื่อปลดล็อกปัญหาต่างๆ ให้เร็วที่สุด รวมทั้งมีการเลื่อนวันจัดงานจากช่วงเวลาเดิมที่จัดช่วงมิถุนายนมาเป็นกรกฏาคม

การตั้งเป้าทั้งคนมาเดินและเงินสะพัดคงทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะอย่างที่ทราบว่าเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการติดเชื้อ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานหลายอย่าง หากต้องคาดการณ์เราคิดว่าคนมาร่วมงานคงต้องลดลงกว่าครึ่ง เพราะด้วยกฏการเว้นระยะห่างทำให้การเข้ารับชมงานต้องแบ่งเป็นช่วงเวลาจำกัดช่วงละ 2 ชั่วโมงต่อ 4,000 คน และถึงจะมีคนเดินทางมาเยอะเราก็ต้องป้องกันและกระจายผู้เข้าชมงานไม่ให้หนาแน่นเพื่อลดความเสี่ยง”

นอกจากนี้ ทางบริษัทมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานออนไลน์อยู่บ้าง ด้วยพฤติกรรมของคนที่มาเดินงานเปลี่ยนไป แต่โควิดก็มาทำให้เราต้องลงมือเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ทำให้การออกแบบงานครั้งนี้ ถือเป็นการทดลองจัดงานแบบไฮบริด ด้วยการผสมผสานการทำการตลาดออนไลน์กับออฟไลน์ โดยพันธมิตรผู้ค้าออนไลน์อย่างลาซาดาและช็อปปี้ ที่เข้ามาร่วมกันส่งเสริมการตลาดไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ผู้ที่ร่วมออกบูทภายในงานจะได้หน้าร้านออฟฟิเชียลขายผ่านช่องทางออนไลน์ของทั้งสองค่ายร่วมกับเรา เพื่อให้ได้ส่วนลดที่เพิ่มมากขึ้น จากแค่การได้ส่วนลดเดียว แต่ถ้าซื้อผ่านช่องทางออฟฟิเชียลของเอ็มพีวีจะสามารถใส่ส่วนลดได้ถึง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดพิเศษของพาร์ทเนอร์ ส่วนลดค่าส่งฟรี รวมทั้งคูปองและส่วนลดเพื่อให้สแกนส่วนลดเพิ่มในการเข้ามาซื้อสินค้าภายในงาน ถือว่าเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างดีทั้งสองช่องทาง

ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนอย่าง iphone SE จะขายดีมาก เพราะราคาถูกกว่าท้องตลาดรวมทั้งการจัดโปรโมชั่นของแต่ละค่ายที่มากขึ้น ส่วนกำลังซื้อเฉลี่ยจะอยู่ที่มูลค่า 10,000 บาท เพราะคนที่กำลังรอซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ อยากได้คุณสมบัติท่ีดีและใช้งานได้ตอบโจทย์กว่าเดิม จึงไม่ได้กังวลว่าเครื่องจะต้องถูกมากหรือน้อย แต่เน้นความสามารถในการทำงานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อมั่นว่า งานแสดงเทคโนโลยีขายสินค้าออนไลน์อาจจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่ยังไม่น่าจะแทนที่งานแสดงเทคโนโลยีขายสินค้าปกติได้ทั้งหมด เพราะจินตนาการกับประสบการณ์ทดแทนกันไม่ได้ เราเชื่อว่าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต้องอยู่ด้วยกัน พฤติกรรมบางอย่างที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยังแทนกันไม่ได้ทั้งหมด

from:https://www.thumbsup.in.th/thailand-mobile-expo-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thailand-mobile-expo-2020

Tesla แซง Toyota ขึ้นแท่นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

หุ้นของเทสล่า (Tesla) สร้างสถิติใหม่แตะระดับ 1,134 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในเช้าวันพุธ (2 ก.ค.) มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 209.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 6.28 ล้านล้านบาท มากกว่า โตโยต้า (Toyota) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

ตั้งแต่ต้นปี 2020 หุ้นของเทสล่าพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทสามารถสร้างกำไรได้ 3 ไตรมาสติดต่อกัน และสามารถคงคาดการณ์รายได้ไว้เหมือนแม้ว่าจะเกิดวิกฤตโควิด-19

อย่างไรก็ตาม โตโยต้ายังเป็นบริษัทรถยนต์ที่สามารถสร้างยอดขายได้มากที่สุด โดยตั้งแต่ต้นปีขายรถยนต์ไปแล้วกว่า 10.46 ล้านคัน สร้างรายได้มากถึง 281.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 8,717 พันล้านบาท ขณะที่ตลอดทั้งปี 2019 เทสล่าขายรถยนต์ไปเพียง 367,200 คัน ทำยอดขายไป 24.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 762.6 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ยอดขายก็ไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าของบริษัทแต่เป็นอนาคตของธุรกิจและความคาดหวังของนักลงทุน นักวิเคราะห์หุ้นระบุว่า “เทสล่าล้ำหน้ากว่าคู่แข่งทั้งในแง่ของกำลังผลิตและเทคโนโลยี”  มูลค่าบริษัทเทสล่าจึงมากกว่า GM และ Ford รวมกันถึง 3 เท่าตัว

อ้างอิง BBC, CNN

from:https://www.thumbsup.in.th/tesla-over-toyota-2?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tesla-over-toyota-2

การแบนโฆษณากระทบเฟซบุ๊กแค่ไหน? เมื่อแพลตฟอร์มไม่ได้หมุนรอบตัวแบรนด์

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มประกาศแบนการลงโฆษณากับเฟซบุ๊ก (Facebook) เพื่อประท้วงแพลตฟอร์มถึงปัญหาการจัดการและควบคุมเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชัง ภายในสัปดาห์เดียวทั้ง Adidas, Coca-Cola, PepsiCo, Starbucks, Honda, Ford, The North Face, Unilever, HP และอื่นๆ อีกมากมายก็เข้าร่วมแคมเปญ

วันนี้ Thumbsup ขอพาสำรวจว่าแคมเปญ #StopHateforProfit ที่บริษัทต่างๆ เข้าร่วมแบนการลงโฆษณากับเฟซบุ๊กนั้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและรายได้ของเฟซบุ๊กแค่ไหน แล้วหลังจากนี้น่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

รายได้หลักจากการโฆษณา.

แม้ว่าการเข้าร่วมแคมเปญ #StopHateforProfit ของบริษัทต่างๆ จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือลงเฟซบุ๊กลดลง ราคาหุ้นของ Facebook ลดลงกว่า 8% มูลค่าบริษัทลดลงกว่า 56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 1.68 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ทรัพย์สินของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ก็ลดลง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 2.16 แสนล้านบาท
แต่เรามาดูข้อมูลในปี 2019 กันก่อน เฟซบุ๊กมีรายได้จากการโฆษณาทั้งหมด 69.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นรายได้กว่า 98% ของบริษัท ซึ่งรายได้จากการโฆษณาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบริษัทใหญ่อย่าง Starbucks หรือ Coca-Cola แต่มาจากธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs) ซึ่งใช้แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กในการสร้างแบรนด์บนโลกออนไลน์
มีผู้ใช้งานกว่า 8 ล้านรายที่โฆษณาบนเฟซบุ๊กในปีที่ผ่านมา แต่แบรนด์ที่ใช้จ่ายมากที่สุด 100 อันดับแรกมีมูลค่าการใช้จ่ายเพียง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 6% ของรายได้ทั้งหมดของแพลตฟอร์ม และตั้งแต่เริ่มปี 2020 นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แบรนด์ก็มีการลดค่าใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น แม้เฟซบุ๊กจะถูกแบนการลงโฆษณาจากบริษัทต่างๆ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็อาจมองได้ว่าบริษัทที่เข้าร่วมแคมเปญถือโอกาสในการประหยัดงบประมาณโฆษณาและเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปในตัว ในขณะเดียวกันจึงเกิดคำถามว่าบริษัทผู้ลงโฆษณารายใหญ่และรายเล็กจะสามารถดำเนินธุรกิจโดยไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดได้อีกนานแค่ไหน

การพึ่งพาโฆษณาในเฟซบุ๊ก

เฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานมากถึง 2.6 พันล้านคนต่อเดือนและอีก 1 พันล้านคนต่อเดือนในอินสตาแกรม (Instagram) กลายเป็นช่องทางในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการกำหนด เพศ อายุ พื้นที่ และความสนใจ ที่สำคัญสามารถติดตามประสิทธิภาพได้แบบเรียลไทม์
ในยุคก่อนแบรนด์ใหญ่ๆ เท่านั้นที่สามารถลงโฆษณาใน TV จึงสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและธุรกิจเติบโตยิ่งกว่าเดิม แต่การมาของเฟซบุ๊กและกูเกิลได้พลิกอุตสาหกรรมโฆษณา แม้แต่ผู้ประกอบการรายเล็กก็สามารถสร้างโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำโดยทั้ง 2 บริษัทครองส่วนแบ่งรายได้จากการโฆษณามากกว่าครึ่งนึง ขณะที่ TV ลดลงเหลือ 29% ในช่วงปี 2009 ถึง 2019
ด้วยความนิยมทั้งในแง่ของการใช้งานและธุรกิจทำให้ ‘เฟซบุ๊ก’ กลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลก จึงเกิดปัญหาด้านการคุ้มครองความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดก็เกิดปัญหาการจัดการและควบคุมเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง การที่บริษัทต่างๆ ออกมาประกาศแบนโฆษณาในเฟซบุ๊กอาจฟังดูง่าย แต่ความทรงพลังของเฟซบุ๊กก็ยังดำเนินต่อไป

สรุป

หากมาวิเคราะห์กันจริงๆ แล้วจะเห็นว่าทุกบริษัทที่ประกาศแบนเฟซบุ๊ก ไม่มีบริษัทไหนที่ประกาศจะยกเลิกการลงโฆษณากับเฟซบุ๊กแบบถาวร หลายบริษัทระบุว่าจะหยุดโฆษณาบนแพลตฟอร์มถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม บางบริษัทยกเลิกเพียงเฟซบุ๊กแต่ไม่ได้ระบุว่าจะแบนอินสตาแกรมด้วย
นอกจากนี้รายได้ส่วนใหญ่ของเฟซบุ๊กก็ไม่ได้มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ แต่มาจากธุรกิจขนาดกลางและเล็กมากกว่า และหากมองในระยะยาวบริษัทเองอาจเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเสียเอง

อ้างอิง BBC, CNN, CNET

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-business-boycott?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-business-boycott

TEDxBangkok กลับมาอีกครั้ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Awake’ พร้อมชวนแฟน TED ออกเดินทางค้นหาตัวตนด้วยกันสิงหาคมนี้

กลับมาอีกครั้งสำหรับ TEDxBangkok แพลตฟอร์มต่อยอด “ไอเดียที่ควรค่าแก่การเผยแพร่” จากเวทีระดับนานาชาติ สู่กรุงเทพฯ โดยปี 2020 นี้ TEDxBangkok จะกลับมาภายใต้ชื่อว่า TEDxBangkok 2020 “Awake” Into the New Destination พร้อมกับสปีกเกอร์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์จำนวน 6 ท่าน และการแสดงสุดพิเศษอีก 2 ชุด ที่จะพาแฟน ๆ TED ออกเดินทางสู่การค้นหาตัวตนและพบคำตอบที่หลายคนกำลังตามหาในประเด็นต่าง ๆ พร้อมกิจกรรม ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ยาวนานถึง 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-29 สิงหาคม นี้ โดยนายพิริยะ กุลกาญจนาชีวิน License Holder ของงาน TEDxBangkok กล่าวว่า

“TEDx เป็นโครงการที่ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของ TED ที่เชื่อว่าความคิดดี ๆ ควรถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง งาน TEDx จะถูกจัดขึ้นอย่างอิสระโดยอาสาสมัครในชุมชนหรือเมืองนั้น ๆ เพื่อให้ผู้คนในชุมชนได้มีโอกาสรับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับงาน TED ให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา TEDxBangkok เราจัดกันมาตั้งแต่ปี 2015 2016 และ 2017 โดยปีนี้เราก็กลับมาอีกครั้งภายใต้แนวคิด “AWAKE” หรือการ “ตื่นรู้” หรือมีชื่อเต็มว่า TEDxBangkok 2020 “Awake” Into the New Destination ซึ่งหมายถึง การเดินทางออกไปสำรวจตัวตน ตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว และลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง

ในขณะเดียวกัน นางสาวณิชา ศิรินันท์ Co-organizer ก็ให้รายละเอียดของงานเพิ่มเติมว่า

“TEDxBangkok 2020 “Awake” Into the New Destination ในปีนี้ ถือว่าแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะผู้เข้าร่วมจะได้รับชมทอล์กและทำกิจกรรมร่วมกันแบบ Virtual หรือแบบเสมือนจริง ที่สำคัญ ทอล์กและกิจกรรมที่คัดสรรมานั้น ล้วนกระตุ้นให้เกิดการต่อยอดไอเดียและเปิดโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เข้าร่วมงาน ครบถ้วนทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธุรกิจ สังคม ศิลปะ และการศึกษา ประกอบด้วย

  • Departure Day พบปะกันครั้งแรกทางออนไลน์ และรับฟังรายละเอียดงาน ในวันที่ 15 สิงหาคม
  • Transit Day รับชมทอล์กและการแสดงทั้งหมดผ่านช่องทางออนไลน์ในวันที่ 22 สิงหาคม กับประเด็นหลากหลายรอบด้าน
  • การจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยภายใต้รูปแบบของ Leisure Center ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมอาสาสมัคร เปรียบได้กับจุดพักผ่อนบนขบวนรถไฟระหว่างการเดินทาง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เข้าร่วมได้ตามความสนใจ
  • Arrival Day งานเฉลิมฉลองส่งท้าย ณ มิวเซียมสยาม ในวันที่ 29 สิงหาคม

นอกจากนี้เรายังจัดทำสิ่งที่เรียกว่า ‘Briefcase’ ซึ่งจะเป็นกล่องบรรจุอุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรม ส่งตรงให้คุณถึงบ้าน เพื่อให้ทุกคนพร้อมออกเดินทางไปด้วยกัน โดยเราจะยังไม่ขอบอกในตอนนี้ว่ามันคืออะไร อยากให้เป็นความสนุกที่แฟน ๆ TEDxBangkok จะได้รับ”

“พวกเราในนามอาสาสมัครของ TEDxBangkok จึงอยากขอเชิญชวนทุกคนร่วมรับชมและออกเดินทางครั้งนี้ไปกับพวกเรา เพื่อต่อยอดและส่งต่อไอเดียเหล่านี้ไปด้วยกัน ผ่านการสมัครเข้าร่วมเป็นผู้ชมกับเรา ตั้งแต่วันที่ 3-18 กรกฎาคม 2020 ราคาบัตรที่ 1,000 บาท

ติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tedxbangkok.com และ Facebook: TEDxBangkok และร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมไปกับเราผ่านทาง Hashtag อย่างเป็นทางการของเรา #TEDxBangkok

เกี่ยวกับ TEDxBangkok: TEDxBangkok เป็นแพลตฟอร์มที่ต่อยอด “ไอเดียที่ควรค่าแก่การเผยแพร่” จากระดับนานาชาติสู่กรุงเทพฯ จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2015 โดยการรวมทีมของอาสาสมัครผู้ที่หลงใหลใน TED Talks โดยเฉพาะ TEDx organizers และสมาชิก TED Open Translation Project ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความคิดที่หลากหลาย และเชื่อว่าเนื้อหาความรู้และความคิดใหม่ ๆ จะเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศข้างหน้า TEDxBangkok เป็นการจัดงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรและดำเนินการโดยอาสาสมัครเป็นหลัก รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกทบไปใช้จัดงานในครั้งต่อ ๆ ไป

ผู้สนับสนุนงาน TEDxBangkok ในปีนี้:
Visionary Partner
– Livestream Supported by Voovam live your LIVE
– Venue Supported by Thailand eSports Arena

Leader Partner
– Kerry Express (Thailand) Co., Ltd.
– GQ (Supara Company Limited)

Ideator Partner
– BASE Playhouse Co., Ltd.

 

from:https://www.thumbsup.in.th/tedxbangkok-awake?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tedxbangkok-awake

กรุงศรีส่ง Kept ช่วยใช้-จ่าย-เก็บ หมดปัญหาคนรุ่นใหม่ไม่มีเงินออม

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทราบว่าคนเจนวายตั้งแต่อายุ 24-40 ปีนั้น เป็นกลุ่มเสี่ยงมีหนี้เร็ว ใช้จ่ายเกินตัว และยังไม่รู้จักเรื่องการเก็บเงินที่ดีนัก ยิ่งสถานการณ์วิกฤตทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้จ่ายก็เป็นสังคมไร้เงินสดมากขึ้นและนั่นส่งผลให้เป็นหนี้แบบไม่มีกำลังจ่ายจนกลายเป็นภาระหนี้ครัวเรือนสูง แต่อัตราการออมเงินต่ำ

นอกจากนี้ ประชากรไทยอายุ 30 ปีมีสัดส่วนการเป็นหนี้ถึง 50% ซึ่ง 1 ใน 5 ของคนกลุ่มอายุ 29 ปีขึ้นไปเป็นหนี้เสีย จากภาพรวมบัญชีเงินฝากทั้งหมด 102 ล้านบัญชี ยอดรวมเงินกว่า 15 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ยอดเฉลี่ยเงินฝากที่มีน้อยกว่า 5,000 บาทต่อบัญชีนั้น มีสัดส่วนสูงถึง 86.6% กลุ่มคนที่มีบัญชีเงินฝากต่ำกว่า 50,000 บาท อยู่ที่ 88 ล้านบัญชี ส่วนคนที่มีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท มีจำนวนอยู่ที่ 1.4 แสนบัญชี มีเพียง 0.1%

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่มีเงินออมน้อย เป็นเพราะความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนต่ำ ทำให้การมองถึงความสำคัญในการออมเงินก็น้อยไปด้วย สิ่งที่ธนาคารกรุงศรีเร่งทำการสื่อสารคือ สร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้การออมเป็นเรื่องสนุกและบริหารการใช้จ่ายของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

คุณพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Kept คือ นวัตกรรมบริหารเงินแพลตฟอร์มใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนไทยที่มีปัญหาด้านการเก็บออมและการบริหารจัดการเงิน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือให้สามารถออมเงินได้จริงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2562 เผยว่า หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาที่ 79.5% ของ GDP มีภาระหนี้สูงและนาน นอกจากนี้ยังมีอัตราการออมที่อยู่ในระดับต่ำ

การส่งเสริมการมีเงินออมจะเข้ามาช่วยลดโอกาสหรือตัดวงจรการเป็นหนี้ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับคนไทย

โดย Kept พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายด้านการออมเงิน แต่พบว่าการออมเงินเป็นเรื่องยากและไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ รวมทั้งจะเข้ามาช่วยสร้างวินัยในการออม ทำให้ไปถึงเป้าหมายการออมเงินได้สำเร็จอย่างมีความสุขตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง

ภายใต้แนวคิด small change for BIG FUTURE #ปรับนิดชีวิตเปลี่ยน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่ ด้วยมหัศจรรย์ของการออมเงินทุกวัน มาพร้อมฟีเจอร์ชาญฉลาดออมเงินอัตโนมัติ ให้การออมเงินเป็นเรื่องง่ายและสนุก ผ่าน 3 บัญชี Kept, Grow และ Fun

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าว่าภายใน 12 เดือนจะมีลูกค้าดาวน์โหลดแอปไปใช้งาน 2 แสนราย เฉลี่ยมีเงินฝากอยู่ที่ 4,000-5,000 บาท/บัญชี

อย่างไรก็ตามเงินออมขั้นต่ำในบัญชีนั้น ถ้าเงินที่อยู่ในกระปุกของเดือนนั้นๆ มียอดน้อยกว่า 5,000 บาท ก็ยังได้รับสิทธิ์ดอกเบี้ยเงินฝาก 1.6% เพียงแต่เงินสะสมที่ตั้งไว้ให้ตัดยอดบัญชีต้องมีเงินไม่น้อยกว่า 5,000 บาท

ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ออมเงินง่ายขึ้น

ทางด้านฟีเจอร์ของบริการออมเงินนั้น จะแบ่งเป็น 3 หน้าที่หลักคือ

บัญชี Kept – เปรียบเสมือนกระเป๋าสตางค์แยกเงินไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สามารถโอนเงินเข้ากระเป๋า Kept และทำการตั้งยอดเงินที่อยากจะเก็บไว้ใช้จ่าย  พอสิ้นวัน ระบบจะช่วยโอนเงินส่วนที่เหลือไปเก็บไว้ให้เป็นก้อนที่บัญชี Grow ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า  แต่ถ้าเมื่อไรที่อยากใช้เงินมากกว่าเงินที่มีในกระเป๋า Kept ก็ไม่ต้องกังวล เพราะระบบจะช่วยหยิบเงินส่วนที่ขาดมาจากกระปุก Grow มาให้ใช้ได้อัตโนมัติเช่นกัน ลูกค้าสามารถโอน เงินเข้า-ออกบัญชี Kept ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

บัญชี Grow – เปรียบเสมือนกระปุกเงินเพื่อเก็บเงินก้อน

กระปุกเงินเพื่อเก็บเงินก้อนที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงในปีแรก และสูงกว่าในปีที่ 2 คิดดอกเบี้ยทุกวัน จ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 28 ของเดือน ซึ่งในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.6% และ 1.8% ตามลำดับ โดยเงินจะถูกนำมาใส่ในกระปุกนี้ให้อัตโนมัติทุกสิ้นวัน เมื่อเงินในกระเป๋า Kept มีมากกว่ายอดเงินที่ตั้งไว้ว่าจะใช้จ่าย (โดยมีขั้นต่ำ 5,000 บาท ต่อรายการ)

บัญชี Fun – เปรียบเสมือนกระปุกเงินสำหรับการเก็บเล็กผสมน้อยที่สามารถทำได้ทุกวัน

มาพร้อม 2 ฟีเจอร์เด็ดที่ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องสนุก

  • ฟีเจอร์แรกเหมาะกับขาช้อปที่เก็บเงินไม่ค่อยได้ คือฟีเจอร์แอบเก็บที่ช่วยเก็บเงินให้ทุกครั้งที่โอนออกหรือสแกนจ่ายด้วย QR code สามารถเลือกแอบเก็บได้หลายวิธี
  • ฟีเจอร์สั่งเก็บให้เก็บเงินเมื่อไรและจำนวนเท่าใดก็ได้ ช่วยให้มีเงินออมสม่ำเสมอโดยไม่ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เมื่อต้องการใช้เงินในกระปุกนี้ก็สามารถโอนเข้ากระเป๋า Kept ได้

วิธีเริ่มต้นการออมเงินเพื่ออนาคตทำได้ไม่ยาก เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ‘Kept’ ทั้งระบบ iOS และ Android โดยสามารถเปิดบัญชีผ่านระบบยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID – NDID) ไม่ต้องมาที่สาขา หรือยืนยันตัวตนผ่านช่องทาง Krungsri i-CONFIRM  ซึ่งเป็นจุดบริการยืนยันตัวตน ณ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขาทั่วประเทศ  

from:https://www.thumbsup.in.th/krungsri-kept-for-gen-y?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=krungsri-kept-for-gen-y

Facebook ออกแคมเปญป้องกัน Fake news หลังถูกแบนจากบริษัทยักษ์ใหญ่

เฟซบุ๊ก (Facebook) ออกแคมเปญเตือนผู้ใช้งานเกี่ยวกับข่าวลวง (Fake news) หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ออกมาแบนการลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก เนื่องจากต้องการให้แพลตฟอร์มจัดการเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องและคำพูดถึงแสดงถึงความเกลียดชัง (Hate speech)

เฟซบุ๊กระบุในแถลงการณ์ว่า “เราต้องการให้ผู้ใช้มีเครื่องมือในการตัดสินความถูกต้องของข้อมูลในออนไลน์และรู้ที่มาของข้อมูล”

Steve hatch รองประธานของ Facebook กล่าวว่า “แคมเปญนี้คือการตั้งคำถามง่ายๆ สามข้อเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูลและเนื้อหาที่กำลังอ่าน เพื่อให้ได้รับความถูกต้องมากขึ้น”

ทุกคนสามารถหยุดการแพร่กระจายของข้อมูลที่เป็นอันตรายได้ การสละเวลาสักครู่ในการพิจารณาช่วยป้องกันการเข้าใจผิดปกป้องคนใกล้ตัว เพื่อน และครอบครัวได้

ที่มา Socialmediatoday

3 คำถามเพื่อตรวจสอบ

Facebook ได้กำหนด 3 ปัจจัยในการระบุความถูกต้องของข้อมูล ดังนี้

1. ข้อมูลมาจากที่ไหน? (Where’s is from?) ยึดจากความเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ให้ค้นหาว่าข้อมูลมาจากที่ไหน

2. อะไรหายไป? (What’s missing?) เข้าถึงเรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่เพียงหัวข้อ รูปภาพอาจตกแต่งขึ้นมา ตรวจสอบว่าผู้ใช้คนอื่นตอบสนองอย่างไร

3. คุณรู้สึกอย่างไร? (How do you feel?) ผู้ที่สร้างเนื้อหาปลอมมักจะเล่นกับความรู้สึก เนื้อหาดูดีเกินกว่าที่จะเป็นความจริง

การที่ผู้ใช้วิเคราะห์เนื้อหาจากปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและรายงานเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเนื้อหาที่ไม่ถูก

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กได้ระบุคำเตือนในเนื้อหากว่า 50 ล้านชิ้นที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และบทความประมาณ 7,500 บทความ โดยพาร์ทเนอร์ด้าน Fact-checking

อ้างอิง BBC, Campaignlive

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-campaign-spot-false-news?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-campaign-spot-false-news