คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

เมื่อ Word of mouth กลับมามีพลังอีกครั้ง นักการตลาดต้องปรับแผนอย่างไรบ้าง

word of mouth ก็คือการพูดปากต่อปาก ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของเพื่อนบอกต่อให้เพื่อนทราบ หรือ คนที่เรายอมรับเขาเป็นคนบอกต่อเราก็เชื่อได้โดยง่าย ซึ่งในปีนี้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ รวมถึงการแข่งขันของ Influencer ที่มากขึ้น จนกลายเป็นล้นตลาด

ส่วนแบรนด์เองก็โปรโมทผ่าน Influencer เยอะเกินไป จนคนเชื่อถือ Influencer น้อยลง ทำให้ word of mouth กลับมามีพลังอีกครั้ง แล้วแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไรกันอีก ลองมาติดตามกันค่ะ 

สร้าง Group Facebook

วิธีนี้เพจใหญ่ๆ จะนิยมใช้งานกันเพื่อหนีความวุ่นวายของอัลกอริทึม เพราะ Group Facebook จะไม่ค่อยโดนปัญหาการปรับเปลี่ยนเท่าไหร่ ทำให้เพจใหญ่เริ่มมาเปิดกรุ๊ปเพื่อสร้าง Community ระหว่างแบรนด์กับแฟนให้เหนียวแน่นมากขึ้น รวมทั้งได้กลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะสนใจคอนเทนต์ที่เราลงในทุกวัน รวมถึงเป็นแหล่งข้อมูลขั้นดีที่ทำให้รู้จักพฤติกรรมของลูกเพจ แถมยังประหยัดเวลาโปรโมทหรือทำคอนเทนต์ด้วย เพราะทุกคนอยากจะสร้างคอนเทนต์เองทั้งนั้น ทำให้เกิด word of mouth ที่มีคุณภาพมากไปโดยปริยาย

 

ใช้ Micro Influencer บน Twitter

การโปรโมทแคมเปญบนทวิตเตอร์ยังไม่ใช่จุดที่แบรนด์จะลงไปเล่นเองแล้วประสบความสำเร็จ เพราะแพลตฟอร์มนี้ ยังต้องการคนที่พูดความจริง ไม่โกหก และไม่ได้เข้ามาเล่นเพื่อหนีปัญหาใน Facebook มา ทำให้คอนเทนต์ที่ดูตั้งใจทำเกินไปจะไม่ค่อยได้ผล

แต่สิ่งที่เติบโตดีมากๆ คือ Micro Influencer เพราะมีการสื่อสารกับผู้ติดตามตลอดเวลา บ่นอะไรคนติดตามก็เข้ามามีส่วนร่วมได้ตลอด เรียกว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ได้มีกำแพงกั้นระหว่างเจ้าของบัญชีกับผู้ติดตามมากนัก ทำให้เป็นจุดสำคัญที่แบรนด์สามารถมาเล่นได้ ช่วยกระจายคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มและใกล้ตัวกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าแบรนด์โปรโมทเองอีกด้วย

 

งดความฮาร์ดเซลเกินไป

เพราะฮาร์ดเซลนี่ล่ะที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากซื้อ ถือว่าเป็นปัญหาที่แบรนด์ต้องรู้จุดตรงกลางของกลุ่มเป้าหมายว่าจะใช้จังหวะในการโปรโมทอย่างไร ที่จะช่วยให้ลูกค้ายอมรับฟังข้อมูลของเราต่อ ไม่ใช่ส่งข้อมูลเยอะๆ ไปตั้งแต่รอบแรก การขายสินค้ามากเกินไปอาจจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าไม่ต้องรีบซื้อก็ได้ เพราะยังไงก็มีขายตลอด ภาพลักษณ์ไม่ได้สร้างความมีคุณค่าของแบรนด์เท่าไหร่นัก ย่อมส่งผลแง่ลบในระยะยาว

การขายของแบบไม่รู้สึกว่าขาย คือ ทำให้ลูกค้าอยากจะพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับแบรนด์ของเรามากขึ้น เช่น ให้ข้อมูลแค่ 5% เพื่อให้ลูกค้าอยากรู้อีก 95% แทนที่จะบอกทั้งหมดก็ให้ไปหาข้อมูลจากช่องทางอื่นๆ บ้าง เพื่อสร้างความน่าสนใจ ซึ่งวิธีนี้ใช้กับแบรนด์ที่สื่อสารเองกับลูกค้านะคะ ส่วนถ้าเป็นข้อมูลจำนวนมากก็ส่งให้มีเดียอื่นๆ ช่วยโปรโมทโดยเน้นบอกแค่วัตถุประสงค์สำคัญพอ แต่ลึกลับมากไป ค้นหายากก็อาจเจอความไม่น่าเชื่อถือหรือหลอกลวงได้นะคะ ดังนั้น จึงต้องปรับใช้ให้เหมาะสมค่ะ 

 

เพิ่มคอนเทนต์เชิงพูดคุย

แบรนด์ไหนที่สามารถสร้าง Community ได้ ถือว่าชนะเลิศมากในยุคนี้ เพราะการสื่อสารกับลูกค้าในยุคโซเชียลไม่ควรมีกำแพงมากั้น แต่ควรทำให้ลูกค้ากับแบรนด์สื่อสารอะไรก็ง่าย รู้สึกเหมือนเขาเป็นเจ้าของธุรกิจและตอบคำถามแทนเราได้ แต่การจะสร้าง Community ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการพูดคุยกันให้เข้าใจชัดเจน ทั้งรูปแบบของแบรนด์พูดเองและลูกค้าพูดกันเอง 

สำหรับข้อแนะนำในการทำคอนเทนต์แนวเปิดนี้ ตัวอย่างเช่น ครีมรองพื้นที่ปังที่สุดของคุณคือแบรนด์ไหน หรือ สินค้าอะไรที่ควรซื้อซ้ำ  โดยการเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เจาะข้อมูลเชิงลึกหรืออินไซต์ของลูกค้าไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งเดาว่าแบรนด์เลิฟของเขาคือใคร ถือว่าได้ประโยชน์มากกว่าการทำ Keyword บน search engine อีกนะคะ 

 

word of mouth ถือว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ในการสื่อสารแบรนด์ของปีหน้า ที่จะทำอย่างไรให้เกิดการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็มีวิธีที่ไม่เหมือนกัน แนะนำว่าให้สำรวจแบรนด์สินค้าที่เขาขายของคล้ายกับเรา ใช้กลยุทธ์เหมือนเราได้สำเร็จแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้ได้รู้ทิศทางว่าควรไปในทางไหน และนำมาปรับใช้กับแบรนด์เราค่ะ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/word-of-mouth

“ชิม-ช้อป-ใช้” สุดยอดคำค้นหาประจำปี 2562 บน Google

เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ แน่นอนว่า เป็นปีแห่งภาพสรุปการค้นหาของเว็บไซต์ Search Engine ชื่อดังอย่าง Google ที่ได้ประกาศสุดยอดคำค้นหาประจำปี 2562 โดยแสดงให้เห็นถึงภาพรวมของทั้งปีที่ผ่านมา ผ่านสายตาและการค้นหาของผู้คนในประเทศไทย พร้อมนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นของปีนี้จากเหตุการณ์สำคัญมากมายที่เกิดขึ้นไปจนถึงเทรนด์การค้นหาที่มาแรงในประเทศไทย

แน่นอนว่าการค้นหาส่วนใหญ่นั้น ยังคงมาจากเรื่องของสวัสดิการพิเศษของรัฐบาลอย่างโครงการชิม-ช้อป-ใช้ ที่รัฐบาลจะให้เงิน 1,000 บาทผ่านระบบวอลเลต เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวพร้อมกับเรียนรู้การเข้าสู่ยุค Cashless Society ในกลุ่มคนที่ไม่เคยใช้งานวอลเลตมาก่อน ส่วนในด้านของละคร “กรงกรรม เมียน้อย ใบไม้ที่ปลิดปลิวและหัวใจศิลา” ยังคงเป็นสุดยอดละครที่คนไทยนิยมกันมาก

 

 

นอกจากนี้ ยังมีการแยกเป็นหมวดหมู่อีกมากมาย มีคำค้นหาใดที่น่าสนใจกันบ้างลองมาดูกัน

เริ่มต้นกันที่หมวดข่าวในประเทศ ซึ่งปี 2019 นี้ผู้คนให้ความสนใจเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลกันมาก จึงทำให้ 9 ใน 10 ของคำค้นหายอดนิยมในหมวดนี้เป็นคำค้นหาชื่อบุคคลทั้งสิ้น โดยเฉพาะกรณีการเสียชีวิตของพริตตี้สาว “ลัลลาเบล” ที่ได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศจนติดอันดับ 1 รวมทั้งข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของนักร้องและนักแสดงสาว “น้ำตาล เดอะสตาร์” ที่เกิดจากภัยเงียบแบบไม่ทั้นตั้งตัว นอกจากนี้ยังมีข่าว “ระเบิด” ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั่วกรุงกับเหตุการณ์ระเบิด 4 จุดในกรุงเทพ รวมทั้งข่าวแชร์ลูกโซ่ของ “แม่มณี” ที่ยังต้องต่อสู้เรื่องคดีกันต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข่าวต่างประเทศที่คนไทยให้ความสนใจค้นหาเป็นอันดับ 1 คือ “ข่าวพายุเข้าญี่ปุ่น” ที่โลกต่างเรียกว่าเป็นปัญหาครั้งใหญ่ที่ภาครัฐเตรียมรับมืออย่างจริงจัง จนผ่านไปได้ด้วยดีในระยะเวลาไม่นาน ตามมาด้วย “ข่าวฮ่องกง” ที่ยังค้นหากันอย่างต่อเนื่องจนติดอันดับ 5 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว 2 ประเทศนี้เป็นจำนวนมากนอกจากนี้ทั้ง 2 ประเทศยังติดโผ 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศของปีนี้ด้วย  ตามมาด้วยข่าวศิลปินเกาหลีที่เรียกว่าปีนี้มีทั้งเรื่องการฟ้องร้องของซึงรี การฆ่าตัวตายของซอลลี่ ที่เป็นเรื่องน่าเศร้าในปีที่ผ่านมา 

 

 

 

แต่ทั้งนี้ความบันเทิงก็ยังคงอยู่ในความสนใจของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจาก 6 ใน 10 อันดับของคำค้นหายอดนิยมเป็นละคร โดยมีผลการค้นหาที่มาแรงเป็นอันดับ 2 ได้แก่ “กรงกรรม” ละครดังที่ออกอากาศทางช่อง 3 ด้านละคร “เมียน้อย” ช่อง GMM25 รั้งอันดับ 3 และในปีนี้ทางช่อง one31 มีละครติดอันดับถึง 3 เรื่อง ได้แก่ “ใบไม้ที่ปลิดปลิว”, “หัวใจศิลา” และ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” ฝั่งช่อง 7 ติดโผอันดับ 9 ด้วยละครเรื่อง “มธุรสโลกันตร์” 

โดยตอนจบของกรงกรรม เรียกว่าแตะเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกของละครช่อง 3 คือ 11.1 เช่นเดียวกับมธุรสโลกันตร์ที่ตอนจบก็ทำเรตติ้งได้ 11.1 เรียกว่าละครสองเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

 

 

ทางด้านของหมวดเพลง แน่นอนว่า “รักติดไซเรน” ยังคงทุบสถิติเพลงของทุกช่องทางที่มีการโคฟเวอร์มากที่สุดเข้าถึงทุกเพศและวัยจนกลายเป็นเพลงดังแห่งปีก็คงจะใช่ เพราะทั้งร้องทั้งเต้นกันได้แทบทุกคน ส่วนเพลงลูกทุ่งก็ยังคงมาแรงไม่แพ้กัน “ชอบแบบนี้ งัดถั่งงัด และแก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร” ยังคงเป็นเพลงที่คนนิยมค้นหา ซึ่ง Kill this Love กลายเป็นเพลงเกาหลีเพลงเดียวที่เข้ามาติดอันดับสุดยอดการค้นหาด้วย

 

 

 

 

และในหมวดสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ปรากฏว่าในปีนี้ผู้คนให้ความสนใจค้นหาสถานที่ในเมืองรองอย่าง “กาญจนบุรี” ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศอันดับ 1 ของคำค้นหายอดนิยม ในขณะที่ “เชียงใหม่” และ “สุราษฎร์ธานี” ยังครองความนิยมไว้ดังเดิม ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอื่น ๆ ที่ติด 10 อันดับในปีนี้  ได้แก่ “จันทบุรี”, “ชุมพร”, “สุพรรณบุรี”, “ระยอง” และ “สมุทรปราการ”  ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางไปพักผ่อนได้ตลอดทั้งปี 

 

สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวต่างประเทศ “จอร์เจีย” กลายมาเป็นประเทศที่คนค้นหามากที่สุดจนเข้ามาติดโผอันดับ 1 เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ “อินเดีย” และ “ตุรกี” ก็ติดใน 10 อันดับด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าแปลกใจมากที่คนไทยเริ่มค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ แถบเอเชียและตะวันออกกลางกันมากขึ้น ไม่รู้ว่ามาจากเหตุผลด้านความสวยงามหรือราคาที่ไม่แรงมาก แต่อย่างไรก็ตามคนไทยก็ยังคงให้ความนิยมท่องเที่ยวประเทศในแถบเอเชียอย่างต่อเนื่องเช่น “สิงคโปร์”, “ฮ่องกง”, “ญี่ปุ่น”, “ไต้หวัน” และ “เวียดนาม” อยู่เช่นเดิม

 

คนไทยให้การตอบรับกับโครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่รัฐบาลแจกเงิน 1,000 บาท สำหรับประชาชนที่มาลงทะเบียนรับสิทธิ์นำไปใช้จ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ทำให้การค้นหาคำ “ชิมช้อปใช้” ขึ้นแท่นอันดับ 1 นอกจากนี้ คนไทยยังคงให้ความสนใจติดตามกระแสข่าวการเมือง โดย “ผลการเลือกตั้ง 2562” ติดอยู่ในโผด้วยเช่นกัน

 

 

หมวด “ร้านค้า” ปีนี้คนไทยยังให้ความสนใจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหารเช่นเดิม โดย “ร้านหน่องริมคลอง” ติดโผอันดับ 1 ส่วน “ร้านกาแฟชายทุ่ง”, “ร้านป้าบุญล้อม” และร้าน “ปูเป็น” ยังคงครองความนิยมต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และปรากฏการณ์ใหม่ของปีนี้คือผู้คนให้ความสนใจค้นหาข้อมูลร้านค้าธงฟ้า ได้แก่ “ร้านเก๋เก๋เมืองทอง ตึก C1”  ซึ่งติดในโผ 10 อันดับเป็นปีแรกเช่นกัน

 

from:https://www.thumbsup.in.th/google-trend-of-wording-2019

“หูฟังขายดีสุด” ในเทศกาล 12.12 ของลาซาด้า

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลส่งท้ายปีที่นักช้อปกำลังรอคอยกันมากที่สุด ซึ่งในสถิติของลาซาด้าของเทศกาล 12.12 ปีนี้ สินค้ากลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ “หูฟัง” ที่ทุบสถิติยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 3 เท่าในชั่วโมงแรก เรียกได้ว่าทุบสินค้ากลุ่มอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึง

ทาง ลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ซแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ สร้างสถิติใหม่อีกครั้งจากแคมเปญ “Lazada 12.12 Grand Year End Sale แกรนด์เซล ส่งท้ายปี” ทุบสถิติยอดคำสั่งซื้อในชั่วโมงแรกโตกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับแคมเปญ 12.12 เมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนหูฟังเป็นสินค้ายอดฮิตบนแพลทฟอร์มลาซาด้าที่สร้างยอดขายสูงสุดในชั่วโมงแรก

 

สถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในชั่วโมงแรกของแคมเปญ 12.12 ประเทศไทย  (00.00-01.00 น.)

  • ประเภทสินค้าที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่

o   เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

o   สินค้าไลฟ์สไตล์

o   โทรศัพท์มือถือ

 

  • ประเภทสินค้าที่มีจำนวนออเดอร์สูงสุด ได้แก่

o   สุขภาพและความงาม

o   แฟชั่น

o   สินค้าไลฟ์สไตล์

 

  • สินค้า 3 อันดับที่มียอดขายสูงสุดบนลาซาด้า

o   Apple AirPods (2019 edition)

o   Apple iPhone 7 Plus (32 GB)

o   หูฟัง Sennheiser Momentum True Wireless

from:https://www.thumbsup.in.th/campaign-lazada-shopping

“หูฟังขายดีสุด” ในเทศกาล 12.12 ของลาซาด้า

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลส่งท้ายปีที่นักช้อปกำลังรอคอยกันมากที่สุด ซึ่งในสถิติของลาซาด้าของเทศกาล 12.12 ปีนี้ สินค้ากลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ “หูฟัง” ที่ทุบสถิติยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 3 เท่าในชั่วโมงแรก เรียกได้ว่าทุบสินค้ากลุ่มอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึง

ทาง ลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ซแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ สร้างสถิติใหม่อีกครั้งจากแคมเปญ “Lazada 12.12 Grand Year End Sale แกรนด์เซล ส่งท้ายปี” ทุบสถิติยอดคำสั่งซื้อในชั่วโมงแรกโตกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับแคมเปญ 12.12 เมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนหูฟังเป็นสินค้ายอดฮิตบนแพลทฟอร์มลาซาด้าที่สร้างยอดขายสูงสุดในชั่วโมงแรก

 

สถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในชั่วโมงแรกของแคมเปญ 12.12 ประเทศไทย  (00.00-01.00 น.)

  • ประเภทสินค้าที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่

o   เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

o   สินค้าไลฟ์สไตล์

o   โทรศัพท์มือถือ

 

  • ประเภทสินค้าที่มีจำนวนออเดอร์สูงสุด ได้แก่

o   สุขภาพและความงาม

o   แฟชั่น

o   สินค้าไลฟ์สไตล์

 

  • สินค้า 3 อันดับที่มียอดขายสูงสุดบนลาซาด้า

o   Apple AirPods (2019 edition)

o   Apple iPhone 7 Plus (32 GB)

o   หูฟัง Sennheiser Momentum True Wireless

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5-12-12

ทิศทางนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ผลสำรวจล่าสุดจากธนาคารกรุงไทย โอกาสสำคัญที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม

ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย วิเคราะห์ใน 10 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.9% ตามกำลังซื้อและสัดส่วนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไทยยังสามารถรักษาสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่ 7% ยอดนักท่องเที่ยวจีนในไทยจะแตะ 23 ล้านคน ในปี 2030 ด้านความงดงามตามธรรมชาติ เอกลักษณ์และวัฒนธรรม ทำให้ไทยเป็นปลายทางแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจีน แนะผู้ประกอบการทำการตลาดบนสื่อโซเชียลมีเดียจีน เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว

 

กำลังซื้อดีคนอยากเที่ยว

 

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมีความสำคัญอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยและทั่วโลก ธนาคารกรุงไทยจึงได้จัดทำบทวิจัยเรื่อง “เกาะติดทิศทางนักท่องเที่ยวจีน” พบว่าใน 10 ปีข้างหน้า การท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.9% จาก 160 ล้านคน ในปี 2019 เป็น 334 ล้านคน ในปี 2030 เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังเพิ่มขึ้น

แม้เพิ่มในอัตราที่ชะลอลงบ้างตามทิศทางเศรษฐกิจ แต่ชาวจีนที่รวยขึ้นอยู่ในลักษณะของการกระจายตัวตามมณฑลต่างๆ โดยสัดส่วนชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้นจนเกือบเป็นครึ่งหนึ่งของครัวเรือนจีน  นอกจากนี้ จีนยังมีแผนขยายสนามบินและเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มสนามบินใหม่อีกกว่า 200 แห่ง ปรับโครงสร้างพื้นฐานสนามบินเดิม นอกจากนี้ มาตรการผ่อนคลายด้านวีซ่าของประเทศต่างๆ หนุนให้ชาวจีนเที่ยวนอกได้ง่ายขึ้น

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะสร้างนักท่องเที่ยวจีนหน้าใหม่ราว 33 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 35  ปี สามารถเข้าถึงข้อมูลในโลกออนไลน์และสามารถท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง

ซึ่งเริ่มมองหาแหล่งท่องเที่ยวประเภท Unseen รวมถึงเมืองรองทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น โดยเวียดนาม เมียนมาและกัมพูชา เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาแรงในสายตาของนักท่องเที่ยวจีน

ทั้งนี้ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเที่ยวนอกและช้อปปิ้งของชาวจีนสูงมาก ดังนั้นธุรกิจและองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั่วโลก จึงใช้โซเชียลมีเดียจีนนำเสนอข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวจีน

 

จีนยังชอบเที่ยวไทย ญี่ปุ่นและเวียดนาม

นายณัฐพร ศรีทอง ผู้ร่วมทำวิจัยกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันไทยยังเป็นปลายทางแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีน รองลงมาคือญี่ปุ่นและเวียดนาม ซึ่งในอนาคต Krungthai Compass ประเมินแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนออกเป็น 2 กรณี โดยกรณีแรก คือ หากไทยสามารถรักษาสัดส่วน 7% ของชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยือนไทยมีโอกาสแตะ 23 ล้านคน ในปี 2030

จากขณะนี้ที่มีจำนวน 11.1 ล้านคน และกรณีที่สอง คือ หากการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเติบโตเพียง 5.5% หรืออยู่ที่ 20 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้า

 ซึ่งไทยต้องแข่งขันด้วยการรักษาจุดแข็งด้านความงดงามทางธรรมชาติ ความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานบริการด้านการท่องเที่ยว การขนส่งทางอากาศและราคา เพิ่มความหลากหลายและความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยเฉพาะเมืองรอง เช่น จังหวัด เชียงราย สุโขทัย ตราด ตรัง และแม่ฮ่องสอน  ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย

“ที่สำคัญผู้ประกอบการไทยควรทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียจีนมากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวจีนที่เชื่อถือข้อมูลบนโซเชียลมีเดียสูงมาก ซึ่งการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จีนนั้น อาจมีความท้าทายจากกฎระเบียบของประเทศจีน ผู้ประกอบการไทยจึงอาจเลือกใช้บริการจากเอเจนซีผู้เชี่ยวชาญในการทำการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มของจีนแทน”

ซึ่งมีทั้งบริษัทคนไทยและบริษัทร่วมทุน โดยสามารถจัดทำเป็นบทความภาษาจีนที่น่าสนใจ เพื่อเผยแพร่ในรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การส่งแบนเนอร์ของธุรกิจไปยังหน้าจอ WeChat ตลอดจนการใช้บุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดของชาวจีน (Key Opinion Leaders) ที่มีอยู่มากมายช่วยรีวิวสินค้าและบริการ

from:https://www.thumbsup.in.th/research-china-tourist-by-ktb

Carsome ระดมทุนซีรีส์ ซี 1,500 ล้านบาท เตรียมรุกหนักตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Carsome แพลตฟอร์มขายรถมือสองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยยอดขายมากกว่า 40,000 คันต่อปี ซึ่งนับเป็น 1% ของตลาดรถมือสอง เฉลี่ยแล้วมีรถขายผ่านแพลตฟอร์มของคาร์ซัม คันในทุกๆ 10 นาที

การลงทุนเป็นส่วนผสมของการร่วมทุน และตราสารหนี้ ด้วยวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นนักลงทุนกลยุทธ์ระดับโลก ประกอบด้วย เอ็มยูเอฟจี อินโนเวชั่น พาร์ตเนอร์สไดวะ พีไอ พาร์ตเนอร์ส และกลุ่มทุนกลุ่มใหม่ คือ โกบิ พาร์ตเนอร์ส และคอนเวอร์เจนซ์ เวนเจอร์ส โดยเงินลงทุนก้อนใหม่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการขึ้นเป็นผู้นำในตลาดรถมือสอง ผ่านความรร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งมีบริการเสริม เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ การบริการการเงินสำหรับดีลเลอร์ การประกันรถและประกันชีวิต 

การอัดฉีดเงินทุนในครั้งนี้จะช่วยเร่งการเติบโตให้กับคาร์ซัมในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงด้วยความร่วมมือกับเครือข่ายดีลเลอร์ ตลอดจนกระทั่งถึงการจัดการและการว่าจ้างนักเทคโนโลยี

คาร์ซัม (Carsomeแพลตฟอร์มขายรถมือสองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบซีรีส์ ซี ด้วยวงเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 ล้านบาท การระดมทุนรอบนี้ มีนักลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามา ประกอบด้วย  บริษัท เอ็มยูเอฟจี อินโนเวชั่น พาร์ตเนอร์ (MUFG Innovation Partners Co., Ltd. (MUIP) เป็นกลุ่มนักลงทุนองค์กร ภายใต้กลุ่มการเงินของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ อิงค์ (MUFG) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลก  ไดวะ พีไอ พาร์ตเนอร์ (Daiwa PI Partners)  กลุ่มร่วมทุนภายใต้ไดวะ ซิเคียวริตี้ กรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เอนเดฟเวอร์ แคตาไลส์ และออนไดน แคปิตอล  การระดมทุนรอบซีรีส์ ซี ของคาร์ซัมในรอบนี้ มีกลุ่มนักลงทุนรายเดิมเข้าร่วมด้วย คือ  โกบิ พาร์ตเนอร์ส (Gobi Partners)  และ คอนเวอร์เจนซ์ เวนเจอร์ (Convergence Ventures)

แพลตฟอร์มขายรถที่แข็งแรง

คาร์ซัม ก่อตั้งขึ้นจากการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มขายรถมือสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีตลาดที่แข็งแกร่งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย มียอดขายมากกว่า 40,000 คันต่อปีด้วยมูลค่ามากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่นับรวมเงินกู้และการทำสัญญาเช่าซื้อ การระดมทุนในครั้งนี้จะเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำตลาดของคาร์ซัมในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย และขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเร่งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับดีลเลอร์และผู้บริโภค ในหลายประเทศที่เปิดตัวออกมาในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คาร์ซัม ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจากพอร์ตเงินกู้ในช่วงปีที่ผ่านมา และพร้อมที่จะขยายตัวในการร่วมงานกับพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ รวมถึงธนาคารในภูมิภาค และสถาบันการเงินอื่นๆ

เป็นวันสต็อปโซลูชั่นสำหรับผู้ที่ต้องการขายรถ และดีลเลอร์ขายรถ ให้บริการนับตั้งแต่ การดูรถในเบื้องต้น ไปจนกระทั่งถึงการโอนเป็นเจ้าของ ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก จ่ายเงินทันทีพร้อมการดำเนินการด้านเอกสาร  ลูกค้าสามารถนัดหมายตรวจสภาพและประเมินราคารถยนต์ในศูนย์บริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ลูกค้าสามารถรับการประเมินราคาพร้อมข้อเสนอ จากเครื่องมือและโครงสร้างราคาที่เชื่อถือได้ ต่อจากนั้น รถจะถูกเปิดประมูลให้กับดีลเลอร์รถมือสองในเครือข่ายทั้งหมด

เมื่อลูกค้ารับข้อเสนอราคา ขบวนการขั้นตอนทางเอกสารจะจัดการโดยคาร์ซัม และขั้นตอนการจ่ายเงินจะโอนให้กับลูกค้าทางออนไลน์ในทันทีที่การรับมอบกรรมสิทธิ์เรียบร้อย ปัจจุบัน คาร์ซัมมีดีลเลอร์รถในเครือข่ายมากกว่า 6,000 แห่งใน 50 เมือง ทั้งในมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้ารับการบริการมากกว่า 12,000 รายต่อเดือน ในศูนย์บริการต่างๆของคาร์ซัมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทีมงานรองรับลูกค้า

คาร์ซัมมีพนักงานมากกว่า 700 คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผลการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถสร้างผลกำไรได้ในมาเลเซีย และตลาดในประเทศอื่นๆ คาดว่าจะสามารถสร้างกำไรได้ภายในปี 2563 นี้ 

นายอีริค เชง ผู้ร่วมก่อตั้ง และซีอีโอของคาร์ซัม กล่าวว่า “จากปริมาณการซื้อขายรถยนต์มือสองที่มีมากกว่า ล้านครั้งต่อปีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาร์ซัม มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ในตลาดรถมือสองในภูมิภาค พวกเราได้ช่วยเหลือดีลเลอร์มากกว่า 6,000 ราย ในการขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ และกลายเป็นคู่ค้าที่แน่นแฟ้นกัน เราได้ให้บริการลูกค้ามากกว่าหนึ่งล้านราย พร้อมให้ประสบการณ์ใหม่ในการขายรถที่โปร่งใส สะดวกสบาย และรวดเร็วที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกัน

นายอิริค กล่าวเสริมว่า “พวกเราดีใจ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนทั่วโลกในรอบซีรีส์ ซี นี้ เพราะกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ได้แบ่งปันประสบการณ์และความรู้ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมตลาดรถมือสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการก่อตั้งและส่งเสริมการรับประกันคุณภาพภายใต้มาตรฐานใหม่ รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการซื้อขายรถยนต์มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราตั้งเป้าหมายในการใช้เครือข่ายวีซ่าและมาสเตอร์การ์ดในการทำธุรกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจยานยนต์ และสร้างระบบนิเวศน์ในด้านความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ เพื่อสร้างบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ คาร์ซัมได้จับมือกับเอ็มยูเอฟจี (MUFG) และบริษัทในเครือของเอ็มยูเอฟจีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของคาร์ซัมในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยการให้บริการการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับดีลเลอร์และผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มของคาร์ซัม เอ็มยูเอฟจี เป็นเจ้าของธนาคารสองแห่งคือ พีที แบงก์ ดานามอน อินโดนีเซีย และทีบีเค ซึ่งดานามอน เป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดและผู้นำสถาบันการเงินในตลาดรถมือสองในอินโดนีเซีย และธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด มหาชน (กรุงศรีธนาคารใหญ่อันดับห้าในแง่ของเงินกู้และเงินฝาก จากความร่วมมือนี้ เอ็มยูเอฟจีและบริษัทในเครือจะสามารถให้บริการการเงินแบบ B2B และB2C บนแพลตฟอร์มของคาร์ซัม โดยใช้ฐานข้อมูลการทำธุรกรรมการซื้อขายรถยนต์ของคาร์ซัม และความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับให้คาร์ซัมเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถมือสองในระดับภูมิภาค

นายโนบุตาเกะ ซูซูกิ ประธานและซีอีโอของ เอ็มยูไอพี กล่าวว่า เอ็มยูไอพี รู้สึกภูมิใจ ที่ได้เข้าร่วมลงทุนกับคาร์ซัมในรอบนี้ เรายินดีที่จะได้เป็นพันธมิตรกับอีริค และทีมของเขา เทคโนโลยีของคาร์ซัมสามารถแก้ไขปัญหาที่หนักหนาที่สุดของอุตสาหกรรมรถมือสอง นั่นคือ ต้องรอเซลล์ขายรถเป็นระยะเวลานาน และขาดความโปร่งใสในขบวนการซื้อรถ รวมถึงงบประมาณ ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบคาร์ซัม และเป็นเรื่องที่กลุ่มเอสเอ็มอีและผู้ซื้อรถทั่วไปกังวล

นายอีริคเชง ผู้ร่วมก่อตั้ง และซีอีโอของคาร์ซัม Eric Cheng, Co-Founder and CEO of Carsome

พวกเราเชื่อมั่นมากว่าคาร์ซัมอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการเป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง โดยการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการและดีลเลอร์ ตลอดจนกระทั่งถึงซัพพลายเชนรถ เอ็มยูไอพีจะทำงานร่วมกับสถาบันการเงินพันธมิตรของคาร์ซัม ทั้ง ดานามอน กรุงศรี ในการร่วมมือกับคาร์ซัมเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ในการเติบโต ในขณะเดียวกันสถาบันการเงินเหล่านี้ ยังสามารถช่วยนำเสนอนวัตกรรมต่างๆ เพื่อมาปรับใช้และสนับสนุนวิสัยทัศน์ในระยะยาว

นายโธมัส เสา ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งของ โกบิ พาร์ตเนอร์ กล่าวว่า คาร์ซัมกำลังสร้างโซลูชั่นที่เอื้อสำหรับเจ้าของรถที่เป็นคนรุ่นใหม่และดีลเลอร์รถในแต่ละท้องถิ่น ในช่วงไม่ถึงห้าปี คาร์ซัมได้สร้างนิยามและหมวดหมู่ธุรกิจขึ้นมาใหม่ และเปิดตัวแพลตฟอร์มระดับเวิล์ดคลาส ซึ่งมีดีลเลอร์รถมือสองเข้าร่วมมากกว่า 6,000 แห่ง และมีมูลค่าธุรกรรมเกิดขึ้นมากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พวกเรายินดีในการสนับสนุนคาร์ซัมต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและเปลี่ยนแปลงอนาคตของกลุ่มลูกค้าในเอเชีย

นายฮิเดกิ อารากิ ประธาน ไดวา พีไอ พาร์ตเนอร์ กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวเราชื่นชมกับนวัตกรรมและความรวดเร็วที่อิริค และทีมของเขาได้นำมาสู่ตลาดรถมือสอง การผสมผสานการลงทุนของพวกเรากับเทคโนโลยีของคาร์ซัม ความชำนาญด้านดิจิทัล และความสัมพันธ์กับดีลเลอร์ ช่วยเร่ง ให้คาร์ซัมสามารถแข่งขันได้ และครองความเป็นผู้นำในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย

ในเดือนมีนาคม 2561 คาร์ซัม ระดมทุนรอบซีรีส์ บี ได้รับเงินทุน 19 ล้านเหรียญสหรัฐ จากกลุ่มทุนต่างๆ นำโดย เบอร์ดา พรินซิเปิ้ล อินเวสท์เม้นท์ ตามมาด้วย โกบิ พาร์ตเนอร์สคอร์นเวอร์เจนซ์ เวนเจอร์อินโดเกน แคปปิตัลอินโนเวน แคปปิตัล และลูเมี่ย แคปปิตัล ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2561 คาร์ซัมได้รับเงินทุนเพิ่มเติม ล้านเหรียญสหรัฐ นำโดยกลุ่มออฟฟิศครอบครัวของ โจ ฮิราโอ๊ะ ผู้ก่อตั้งบริษัทซิกเอ็กซ์เอ็น (ZIGExN) เมื่อเร็วๆ นี้ คาร์ซัมได้ว่าจ้างนักวางกลยุทธ์หลักอาวุโสนายเดนนี่ ชิน ลูกหม้อซีเอ็มโอของเรดวัน (redONE) มาเป็นซีเอ็มโอ และนายเชษ ซิน อดีตหัวหน้าฝ่ายไอทีของเอฟดับบลิวดี อินชัวเร้นท์ มาเป็นซีทีโอ 

from:https://www.thumbsup.in.th/carsome-startup-raise-fund-for-sea

NetApp แชร์การใช้งาน ‘AI’ ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต โทรคมนาคม และการแพทย์

โมเดล Deep Learning (DL) ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับรูปแบบการประยุกต์ใช้งานข้อมูลเชิงลึกในสถานการณ์จริงและในชีวิตประจำวัน  ก่อนหน้านี้โมเดล Deep Learning ถูกใช้งานอย่างจำกัดเฉพาะในแวดวงวิทยาศาสตร์และการวิจัย แต่เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมหาศาล อีกทั้งพลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์สามารถรองรับการประมวลผลแบบคู่ขนานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น มีเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์และโมเดลต่างๆ ดังนั้นบริษัททั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จึงหันมาปรับใช้เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) กันอย่างกว้างขวาง เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ในการปรับปรุงและขยายธุรกิจให้เติบโต

 

กรณีการใช้งาน AI ในอุตสาหกรรมการผลิต

การพบเจอกันของ Internet of Things (IoT) และ AI ส่งผลให้เกิดแนวคิดเรื่องระบบการผลิตแบบอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing ที่มีการใช้เทคโนโลยีด้านการรู้คิดของคอมพิวเตอร์ปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านต่างๆ เช่น การจัดการสินทรัพย์ การจัดการซัพพลายเชน การจัดการการขนส่ง และการตรวจสอบติดตามคำสั่งซื้อ

กรณีการใช้งาน AI ที่พบเห็นอย่างแพร่หลายในภาคการผลิต

  • การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์: ความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอุปกรณ์และเครื่องจักรจะเสียหรือหยุดทำงานช่วยปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และประสิทธิภาพการทำงาน โดยครอบคลุมถึงการรับรู้และการพยากรณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์จะช่วยลดระยะเวลาหยุดทำงานของอุปกรณ์และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ
    • ตัวอย่าง: ‘Predix’ เป็นแพลตฟอร์ม IOT สำหรับภาคอุตสาหกรรม (ซึ่งใช้ AI) จาก GE สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดยใช้เซ็นเซอร์เพื่อบันทึกขั้นตอนของกระบวนการทั้งหมด และตรวจสอบดูแลเครื่องจักรที่ซับซ้อน  แพลตฟอร์มนี้ประกอบด้วยการประมวลผลเหตุการณ์ที่ซับซ้อนกับเทคโนโลยี Machine Learning (ML) ที่อยู่บนอุปกรณ์ปลายทาง (egde)

  • การปรับปรุงผลผลิต: การลดข้อบกพร่องที่ทำให้ต้องกำจัดผลิตภัณฑ์จะส่งผลดีโดยตรงต่อผลกำไรขององค์กร  ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การสูญเสียผลผลิตในกระบวนการผลิตคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากในต้นทุนการผลิตทั้งหมด  ด้วยการใช้เอนจิ้น AI บริษัทต่างๆ จะสามารถระบุปัญหาที่ทำให้เกิดการสูญเสียผลผลิต รวมถึงสาเหตุ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต
  • การทดสอบและปรับปรุงคุณภาพ: ยิ่งสินค้าผ่านการคัดกรองคุณภาพได้เร็วขึ้นเท่าไร บริษัทก็จะยิ่งขายสินค้าได้มากขึ้นเท่านั้น  การตรวจสอบสินค้าโดยใช้ AI มีความแม่นยำกว่าการตรวจสอบโดยใช้แรงงานคน ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า  อัลกอริธึมเหล่านี้พึ่งพาการเรียนรู้ภายใต้การกำกับดูแลเพื่อตรวจจับข้อบกพร่องของสินค้าที่รู้จักก่อนหน้านี้ รวมถึงเทคนิคการเรียนรู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมบางส่วนเพื่อระบุประเภทของข้อบกพร่องที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
  • การปรับปรุงในส่วนของการจัดการสินค้าคงคลัง การคาดการณ์ความต้องการ และการจัดการซัพพลายเชน เป็นอีกหนึ่งแง่มุมสำคัญที่มีการปรับใช้เทคโนโลยี AI
    • ตัวอย่าง: Honeywell ใช้โมเดลการคาดการณ์ความต้องการโดยอาศัย AI โดยใช้ความแตกต่างและอัตราส่วนของดัชนีราคาน้ำมันดิบเป็นข้อมูลสำหรับการประมวลผล โดยบริษัทฯ ใช้โมเดลดังกล่าวสำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดหาเชิงกลยุทธ์ และการจัดการต้นทุน

กรณีการใช้งาน AI ในธุรกิจโทรคมนาคม

ในระดับที่สูงขึ้นไป สองปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการใช้งาน AI ในธุรกิจโทรคมนาคม ได้แก่ การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยอาศัยระบบงานอัตโนมัติ และการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า  ข้อมูลจาก Tractica ชี้ว่าการลงทุนด้านโทรคมนาคมในเทคโนโลยี AI คาดว่าจะแตะระดับ 36.7 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2568  กรณีการใช้งาน AI ที่สำคัญในภาคธุรกิจโทรคมนาคมคาดว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบและจัดการการดำเนินงานเกี่ยวกับเครือข่าย โดยครองสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้าน AI สูงที่สุดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว  ส่วนกรณีการใช้งาน AI ที่สำคัญอื่นๆ เกี่ยวข้องกับโปรแกรมผู้ช่วยเสมือนจริงสำหรับบริการลูกค้า, ระบบ CRM อัจฉริยะ และไซเบอร์ซีเคียวริตี้


กรณีการใช้งาน AI ที่ได้รับความนิยมในธุรกิจโทรคมนาคม

  • การปรับปรุงเครือข่ายใช้ AI เพื่อทำนายการเชื่อมต่อที่เหมาะสมสำหรับเครือข่ายโทรคมนาคม ขับเคลื่อนการวิเคราะห์เครือข่ายและการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อน และการวางแผนเกี่ยวกับเครือข่ายอัจฉริยะ และผลักดันให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • แชทบอท: โปรแกรมแชทแบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับตอบข้อซักถามของลูกค้า โอนการติดต่อของลูกค้าไปยังเจ้าหน้าที่ในแผนกที่เกี่ยวข้อง และโอนลูกค้าเป้าหมายไปยังทีมงานฝ่ายขาย ถือว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินงาน
    • ตัวอย่าง: Spectrum ใช้โปรแกรมผู้ช่วยเสมือนจริง ‘Ask Spectrum’ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยเหลือลูกค้าสำหรับการแก้ไขปัญหา การตรวจสอบข้อมูลบัญชี และการตอบคำถามทั่วไป
    • ตัวอย่าง: CenturyLink ได้ปรับใช้โปรแกรมผู้ช่วยเสมือนจริง ‘Angie’ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI สำหรับงานขายและการตลาด โดยทำหน้าที่ส่งอีเมล 30,000 ฉบับต่อเดือน และตีความการตอบกลับเพื่อระบุลูกค้าเป้าหมาย
  • บริการสั่งงานด้วยเสียง: ผู้ให้บริการพยายามที่จะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์รีโมทคอนโทรลให้มีความสามารถในการจดจำเสียงพูด เพื่อให้สามารถขายคอนเทนต์และบริการในลักษณะที่เป็นแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น
    • ตัวอย่าง: ‘XI Talking Guide’ คือเครื่องมือ AI ที่สั่งงานด้วยเสียงพูดจาก Comcast โดยสามารถพูด แสดงชื่อรายการ ช่อง และช่วงเวลา
  • การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์: แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (หอส่งสัญญาณ สายไฟ ฯลฯ) ก่อนที่จะเสีย รวมทั้งตรวจจับสัญญาณและจุดเปลี่ยนที่มักจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการทำงาน เช่น การใช้โดรนเพื่อตรวจสอบเสาสัญญาณโทรศัพท์

 

กรณีการใช้งาน AI ในแวดวงการแพทย์

การดำเนินการทางการแพทย์ต้องอาศัยกระบวนการต่างๆ อย่างมาก จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการในส่วนที่ยังเข้าไม่ถึง และรองรับการทำงานซ้ำๆ โดยอัตโนมัติ ทั้งในส่วนของการวิจัยและพัฒนา (R&D) การดูแลรักษาผู้ป่วย การถ่ายภาพทางการแพทย์ และงานด้านการบริหารจัดการ  ผลการศึกษาของ Accenture ชี้ว่า ภายในปี 2569 การประยุกต์ใช้งาน AI ในด้านการแพทย์จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 150 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

กรณีการใช้งาน AI ที่ได้รับความนิยมในแวดวงการแพทย์

  • การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์: เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงการวิเคราะห์ข้อมูลจากเวชระเบียนก่อนการผ่าตัด แนะนำเครื่องมือในแบบเรียลไทม์ในระหว่างการผ่าตัด ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์การผ่าตัดจริงเพื่อนำเสนอเทคนิคการผ่าตัดใหม่ๆ  ประโยชน์ที่ได้รับคือ การลดข้อผิดพลาด และลดระยะเวลาพักฟื้นของผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัด
    • ตัวอย่าง: Mazor Robotics ใช้ AI เพื่อช่วยเหลือในกระบวนการผ่าตัดแบบส่องกล้อง
  • ความช่วยเหลือของพยาบาลเสมือนจริง: แอพที่สั่งงานด้วยเสียงและข้อความได้รับการฝึกฝนเพื่อให้สามารถถามและจัดการคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพ โดยรองรับการตรวจสุขภาพผ่านการสั่งงานด้วยเสียงพูดและ AI ลดการเดินทางไปยังโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ประเมินอาการ และส่งผู้ป่วยไปยังแผนกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  เป้าหมายของแอพนี้คือ เพื่อลดระยะเวลาที่พยาบาลต้องใช้ในการให้บริการแก่ผู้ป่วย
    • ตัวอย่าง: Sensely นำเสนอตัวละครพยาบาล ‘Molly’ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งรับฟังและตอบคำถามของผู้ใช้
  • การวินิจฉัย: ด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีการรู้คิดเพื่อปลดล็อคข้อมูลเวชระเบียนจำนวนมหาศาล ระบบ AI จะให้คุณประโยชน์มากมายในการจดจำแบบแผนของภาพสแกนหลายล้านชุดภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว และมีความแม่นยำสูงมาก โดยเป้าหมายหลักคือการค้นคว้าวิจัยด้านมะเร็งและรังสีวิทยา
  • การบริหารจัดการ: บุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียเวลามากมายไปกับกิจกรรมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีการใช้แอพแปลงเสียงพูดเป็นข้อความเพื่อลดระยะเวลาสำหรับงานเอกสาร ปรับปรุงการรายงานเรื่องคุณภาพ และวิเคราะห์รายงานทางการแพทย์หลายพันฉบับโดยใช้ NLP ในการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับแผนการรักษาพยาบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้บุคลากรสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

กรณีศึกษาสำหรับ ONTAP AI ในแวดวงการแพทย์

นอกเหนือจากกรณีศึกษาเกี่ยวกับกรณีการใช้งาน AI ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆแล้ว เรามาลองดูตัวอย่างบางส่วนของการนำแพลตฟอร์ม ONTAP AI ไปใช้งานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดังต่อนี้

สำหรับกรณีการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ มีการนำแพลตฟอร์มไปใช้ในการคัดแยกภาพถ่ายเนื้องอกมะเร็งเต้านม  เราใช้ชุดข้อมูลของภาพเซลล์จาก University of Wisconsin รวมไปถึงโมเดล CNN พร้อมด้วยเลเยอร์แบบคอนโวลูชัน 3 เลเยอร์ และเลเยอร์แบบเชื่อมต่ออย่างทั่วถึง 2 เลเยอร์ โดยทั้งหมดนี้อยู่บนระบบ DGX-1, AFF A800, TensorFlow โดยมีการจัดเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยี FlexGroup Volumes

เราสามารถฝึกสอนโมเดลดังกล่าวให้มีความแม่นยำ 79% ในการระบุเซลล์ที่เป็นเนื้องอกธรรมดา และมีความแม่นยำถึง 92% ในการระบุเซลล์ที่เป็นเนื้อร้ายภายในชุดข้อมูลที่ทดสอบ  แน่นอนว่าความแม่นยำดังกล่าวถูกจำกัดด้วยชุดข้อมูลขนาดเล็กที่ใช้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้งาน AI และ ONTAP AI

การประยุกต์ใช้งาน AI ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยการจัดเก็บข้อมูลที่สอดประสานกันระหว่างอุปกรณ์ปลายทาง (edge) ศูนย์คอมพิวเตอร์หลัก (core) และระบบคลาวด์ ดังนั้นการจัดการข้อมูลอย่างไร้รอยต่อจึงมีความสำคัญ  องค์กรต่างๆ สามารถเลือกที่จะพัฒนาแอพพลิเคชั่น AI บนระบบคลาวด์สาธารณะหรือระบบที่ติดตั้งภายในองค์กรก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล ขนาดของชุดข้อมูล และต้นทุนค่าใช้จ่าย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากเน็ตแอพได้ที่ www.netapp.com/ai #AI #ONTAPAI

from:https://www.thumbsup.in.th/netapp-ai-industry