คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

I (DON’T) HATE MY JOB : คุยกับมนุษย์เงินเดือนที่รักงานประจำ “บองเต่า” ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บองเต่า” นักเขียนและนักจัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับชีวิตการทำงานชื่อ “I HATE MY JOB”  จะมาเล่าเรื่องราวชีวิตการเป็นมนุษย์ออฟฟิศมายาวนาน  รวมไปถึงบทบาทใหม่ในการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท Alchemist บริษัทใหม่ล่าสุดของ Rabbit Digital Group

จุดเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

ไชยณัฐ : ตั้งแต่เรียนจบก็อยู่ฝั่งลูกค้ามาตลอด  เริ่มทำงานที่ SCG จากการเป็น Marketing จากนั้นก็ไปเรียนต่อ MBA ที่ INSEAD แล้วกลับมาทำด้าน Startygy ที่ SCG ต่อ  โดยอยู่ที่ SCG ทั้งหมด 12 ปี  ปัจจุบันเปลี่ยนมาจากฝั่งลูกค้ามาอยู่เอเจนซี่ที่ Rabbit Digital Group

นำ “การเดินทาง” ปรับใช้กับ “การทำงาน”

ไชยณัฐ : การได้ไปเห็นสิ่งใหม่ๆ ทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด  ที่ก็เอามาประยุกต์ใช้เป็น Reference ในงานได้เยอะ   อย่างแม้แต่เวลาเที่ยวจะชอบไปเดินซูเปอร์มาเก็ตมาก  เพราะพบว่าเป็นที่ๆ คนใช้ชีวิตกันจริงๆ  ได้เห็นว่าคนที่นั่นเขากินแบบนี้ ชอปปิงแบบนี้

Work Life Integration

ไชยณัฐ : ตอนนี้ “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว”ไม่ได้แยกเป็น 2 ก้อน อย่างชัดเจน  แบบแปดเช้าโมงถึงห้าโมงเย็น  แต่มันเป็นทำยังไงให้ทำงานแล้ว happy มากกว่า อย่างส่วนตัวเวลาไปเที่ยวก็รู้สึกโอเคกับการเอางานไปทำด้วย  ไม่ต้องถึงกับ Shut Down ไปเลย

เพราะเรารู้สึกว่าถึงจะ Shut Down ไปเลยแต่พอกลับมาทุกอย่างก็ทะลักกลับมาจนซึมเศร้า (หัวเราะ) กลายเป็นเวลาไปเที่ยวเราจะอ่านอีเมลแล้วแยกไว้ว่าอันไหนด่วน  ถ้าด่วนก็ค่อยกลับไปทำก็ไม่เสียหายอะไร  เพราะทุกวันนี้ “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว” มันผสมผสานกันไปแล้ว

เป็นมนุษย์เงินเดือนมันไม่เท่?

ไชยณัฐ : เรารู้สึกว่า “จริงๆ การเป็นมนุษย์เงินเดือนมันเท่ได้ ”  ด้วยการเก่งในสายงานของเราจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้  และรู้สึกว่าการทำงานในบริษัทใหญ่  ได้ทำโปรเจกต์ที่สนุกมากๆ เรากลับรู้สึกว่าถ้าเราต้องทำสิ่งนี้ในบริษัทตัวเองก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำก็ได้

ทำอย่างไรไม่ให้ “เบื่องาน”

ไชยณัฐ : สิ่งนี้เราเองก็ควบคุมแบบ 100% ไม่ได้  เพราะบริษัทก็ต้องช่วยเหมือนกัน  เพราะคนบางคนรู้สึกทำงานซ้ำๆ ในจุดเดิมทั้งหมดก็จะคิดว่าไม่มีอะไรเรียนรู้แล้ว  ซึ่งบริษัทก็อาจมีระบบหมุนไปทำอย่างอื่นบ้าง

แต่ที่สุดแล้วการจะเปลี่ยนงานต้องมองว่า “ชีวิตเราต้องการอะไร” เพราะสิ่งที่เคยใช่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะใช่ไปตลอด  เราจึงต้องถามตัวเองว่าตอนนี้เรายังใช่ หรือยังอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ไหม  เราไม่คิดว่าการอยู่ที่นี่แบบ 5 ปี 10 ปีจะทำให้ดูเป็นคนที่ดีกว่า  เพราะที่สุดแล้วก็ต้องถามตัวเอง

เด็กสมัยนี้มันไม่ทน VS ทนทำไมถ้ามันไม่ดี

ไชยณัฐ : จริงๆ มันก็คือเรื่องของ Generation Gap มันเหมือนเป็นช่องว่างว่าอันนี้คือยุค Gen X, Gen Y หรือ Millennium มองว่าถ้าเราไม่ตั้งแง่กันจะพบว่าสามารถเรียนรู้จากคนอีกฝั่งหนึ่งได้เยอะ

เพราะเด็กจะมีการทำงานนที่เรา มี Tools ที่น่าสนใจ  ส่วนผู้ใหญ่จะมีประสบการณ์  แล้วถ้าเกิดการแลกเปลี่ยนกันแบบไม่ตั้งอคติก็จะทำให้การทำงานไหลลื่น  ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่าง  แต่ปัญหาอยู่ที่ Attitude มากกว่า

ตอนจัดพอดแคสต์ “I hate my job” เราพบว่ารากของ “ปัญหา” นั้นอยู่ที่ “Attitude”  ซึ่งถ้าเรามาปรับที่ความคิดกันก่อน  ก็อาจทำให้ปัญหาที่ใหญ่เท่าภูเขาลดเหลือแค่นิดเดียวได้

“คนในองค์กร” คือพระเจ้า

ไชยณัฐ : องค์กรจะเล็กหรือจะใหญ่ “คน” สำคัญที่สุด  โดยคุณต้องเข้าใจก่อนว่าคนต้องการอะไร  เราต้องเข้าใจทีมที่มีว่าข้อดี-ข้อเสีย ของเขาคืออะไร  แล้วบริหารจัดการให้ได้ก่อน  เพราะยุคก่อนอาจจะรู้สึกว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” แต่จริงๆ แล้ว “คนในองค์กรคือพระเจ้า”

เรื่อง “เจ้านาย” กับคนทำงาน

ไชยณัฐ : จากการวิจัยพบว่าเหตุผลของคนลาออกนั้น “เจ้านาย” เป็นอันดับหนึ่ง  แต่จริงๆ เราต้องมาวิเคราะห์กันว่าปัญหาอยู่ที่ใคร  ว่าเราพร้อมที่จะปรับตัวหรือเปล่า  เพราะเจ้านายบางคนก็จะเก่งและมีประสบการณ์แน่นมาก  แต่เขาจะมีสไตล์ที่ชัดเจน  คำถามคือจะทำอย่างไรให้ทำงานกับเขาได้

อย่างบางคนรู้สึกว่าเจ้านายไม่ตัดสินใจอะไรกับปัญหาตรงหน้าเลย  แต่เรารู้ว่าปัญหาคืออะไร? และเสนอทางแก้คือ 1,2,3,4  ให้เขาเลือก  โดยเจ้านายพร้อมจิ้มว่าทางแก้อันนี้แหละดีที่สุด  ซึ่งเจ้านายบางคนก็เป็นแบบนี้นั้น  เราจึงเชื่อว่าถ้าเราค่อยๆ ศึกษาสไตล์เจ้านายดีๆ มันก็มีทางออก

แล้ว “เจ้านายที่ดี” เป็นแบบไหน

ไชยณัฐ :  “เจ้านายที่ดี” ไม่ใช่เจ้านายที่เก่งมากๆ เลย  แต่เป็นเจ้านายที่เราอยากคุย  ทั้งตอนที่ทำงานด้วยและตอนที่ไม่ไม่ได้ทำงาน  ซึ่งอาจจะไม่ต้องใก้คำปรึกษาก็ได้นะ  แต่แค่ลูกน้องอยากเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปทำอะไรมา  เพราะการทำงานมันเหมือนการใช้ชีวิตร่วมกันนอกเหนือเวลางาน

Alchemist อยู่ในเครือของบริษัท Rabbit Digital Group ดิจิทัลเอเจนซี่น้องใหม่ไฟแรง

ภาพจาก – Rabbit’s Tale

Alchemist บทบาทใหม่ที่ท้าทาย

ไชยณัฐ : การเปลี่ยนมาทำฝั่งเอเจนซี่ทำให้ต้องเปลี่ยน “วิธีคิด” แต่ประสบการณ์ของเรามันเป็นประโยชน์มาก  เพราะทำให้เข้าใจลูกค้าว่าอยากได้อะไร

บวกกับก่อนหน้านี้สนใจเรื่อง Data อยู่แล้ว  เพราะส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า “Big Data” กันเยอะ  ซึ่งทุกบริษัทที่เล็กหรือใหญ่ก็ต้องมีข้อมูล  และตรงนี้จะทำให้การทำงานของเอเจนซี่เปลี่ยนที่จากเดิมทุกอย่างจะมาจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด

เรื่องของ “Data Activation”

ไชยณัฐ : เราอยากทำ “Data Activation” คือการรวมและใช้ข้อมูล  โดยสิ่งที่เราใช้คือการเอามาสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า  ทำอย่างไรให้รู้สึกว่าแบรนด์ได้ข้อมูลเราไปเยอะแล้วจะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้นดีขึ้น

ยกตัวอย่าง LINE ที่รู้สึกว่าเป็นแค่แชตแพลตฟอร์ม   แต่เราจะพบว่าจริงๆ แล้วทุกวันนี้ LINE มันทำอะไรได้เยอะ  เพราะมันจะถูกเชื่อมต่อไปกับระบบหลังบ้าน  โดยเราสามารถทำอย่างไรให้ LINE มีฟีเจอร์ดีๆ  ที่ทางแบรนด์อยากให้ลูกค้าได้เยอะมาก

เช่น ทำให้กลายเป็นบัตรสมาชิกในการสะสมแต้ม ยิงโปรโมชั่นเฉพาะแบบ Personalized  แบบไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่  เพราะทุกวันนี้แอปที่ดีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโหลด  แต่คนไทยนั้นใช้ LINE กันแน่ๆ

สุดท้ายแล้วเขาบอกเราว่า Data มันเหมือน “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องเริ่มทำแล้ว  เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็จะโดนแซงไปไกลแล้ว  โดยมั่นใจว่า Alchemist จะเปรียบเหมือนกับอาวุธใหม่ที่น่าสนใจของ Rabbit Digital Group

ชมคลิปสัมภาษณ์ :  

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/i-dont-hate-my-job-with-bog-tao/

Advertisements

I (DON’T) HATE MY JOB : คุยกับมนุษย์เงินเดือนที่รักงานประจำ “บองเต่า” ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บองเต่า” นักเขียนและนักจัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับชีวิตการทำงานชื่อ “I HATE MY JOB”  จะมาเล่าเรื่องราวชีวิตการเป็นมนุษย์ออฟฟิศมายาวนาน  รวมไปถึงบทบาทใหม่ในการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท Alchemist บริษัทใหม่ล่าสุดของ Rabbit Digital Group

จุดเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

ไชยณัฐ : ตั้งแต่เรียนจบก็อยู่ฝั่งลูกค้ามาตลอด  เริ่มทำงานที่ SCG จากการเป็น Marketing จากนั้นก็ไปเรียนต่อ MBA ที่ INSEAD แล้วกลับมาทำด้าน Startygy ที่ SCG ต่อ  โดยอยู่ที่ SCG ทั้งหมด 12 ปี  ปัจจุบันเปลี่ยนมาจากฝั่งลูกค้ามาอยู่เอเจนซี่ที่ Rabbit Digital Group

นำ “การเดินทาง” ปรับใช้กับ “การทำงาน”

ไชยณัฐ : การได้ไปเห็นสิ่งใหม่ๆ ทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด  ที่ก็เอามาประยุกต์ใช้เป็น Reference ในงานได้เยอะ   อย่างแม้แต่เวลาเที่ยวจะชอบไปเดินซูเปอร์มาเก็ตมาก  เพราะพบว่าเป็นที่ๆ คนใช้ชีวิตกันจริงๆ  ได้เห็นว่าคนที่นั่นเขากินแบบนี้ ชอปปิงแบบนี้

Work Life Integration

ไชยณัฐ : ตอนนี้ “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว”ไม่ได้แยกเป็น 2 ก้อน อย่างชัดเจน  แบบแปดเช้าโมงถึงห้าโมงเย็น  แต่มันเป็นทำยังไงให้ทำงานแล้ว happy มากกว่า อย่างส่วนตัวเวลาไปเที่ยวก็รู้สึกโอเคกับการเอางานไปทำด้วย  ไม่ต้องถึงกับ Shut Down ไปเลย

เพราะเรารู้สึกว่าถึงจะ Shut Down ไปเลยแต่พอกลับมาทุกอย่างก็ทะลักกลับมาจนซึมเศร้า (หัวเราะ) กลายเป็นเวลาไปเที่ยวเราจะอ่านอีเมลแล้วแยกไว้ว่าอันไหนด่วน  ถ้าด่วนก็ค่อยกลับไปทำก็ไม่เสียหายอะไร  เพราะทุกวันนี้ “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว” มันผสมผสานกันไปแล้ว

เป็นมนุษย์เงินเดือนมันไม่เท่?

ไชยณัฐ : เรารู้สึกว่า “จริงๆ การเป็นมนุษย์เงินเดือนมันเท่ได้ ”  ด้วยการเก่งในสายงานของเราจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้  และรู้สึกว่าการทำงานในบริษัทใหญ่  ได้ทำโปรเจกต์ที่สนุกมากๆ เรากลับรู้สึกว่าถ้าเราต้องทำสิ่งนี้ในบริษัทตัวเองก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำก็ได้

ทำอย่างไรไม่ให้ “เบื่องาน”

ไชยณัฐ : สิ่งนี้เราเองก็ควบคุมแบบ 100% ไม่ได้  เพราะบริษัทก็ต้องช่วยเหมือนกัน  เพราะคนบางคนรู้สึกทำงานซ้ำๆ ในจุดเดิมทั้งหมดก็จะคิดว่าไม่มีอะไรเรียนรู้แล้ว  ซึ่งบริษัทก็อาจมีระบบหมุนไปทำอย่างอื่นบ้าง

แต่ที่สุดแล้วการจะเปลี่ยนงานต้องมองว่า “ชีวิตเราต้องการอะไร” เพราะสิ่งที่เคยใช่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะใช่ไปตลอด  เราจึงต้องถามตัวเองว่าตอนนี้เรายังใช่ หรือยังอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ไหม  เราไม่คิดว่าการอยู่ที่นี่แบบ 5 ปี 10 ปีจะทำให้ดูเป็นคนที่ดีกว่า  เพราะที่สุดแล้วก็ต้องถามตัวเอง

เด็กสมัยนี้มันไม่ทน VS ทนทำไมถ้ามันไม่ดี

ไชยณัฐ : จริงๆ มันก็คือเรื่องของ Generation Gap มันเหมือนเป็นช่องว่างว่าอันนี้คือยุค Gen X, Gen Y หรือ Millennium มองว่าถ้าเราไม่ตั้งแง่กันจะพบว่าสามารถเรียนรู้จากคนอีกฝั่งหนึ่งได้เยอะ

เพราะเด็กจะมีการทำงานนที่เรา มี Tools ที่น่าสนใจ  ส่วนผู้ใหญ่จะมีประสบการณ์  แล้วถ้าเกิดการแลกเปลี่ยนกันแบบไม่ตั้งอคติก็จะทำให้การทำงานไหลลื่น  ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่าง  แต่ปัญหาอยู่ที่ Attitude มากกว่า

ตอนจัดพอดแคสต์ “I hate my job” เราพบว่ารากของ “ปัญหา” นั้นอยู่ที่ “Attitude”  ซึ่งถ้าเรามาปรับที่ความคิดกันก่อน  ก็อาจทำให้ปัญหาที่ใหญ่เท่าภูเขาลดเหลือแค่นิดเดียวได้

“คนในองค์กร” คือพระเจ้า

ไชยณัฐ : องค์กรจะเล็กหรือจะใหญ่ “คน” สำคัญที่สุด  โดยคุณต้องเข้าใจก่อนว่าคนต้องการอะไร  เราต้องเข้าใจทีมที่มีว่าข้อดี-ข้อเสีย ของเขาคืออะไร  แล้วบริหารจัดการให้ได้ก่อน  เพราะยุคก่อนอาจจะรู้สึกว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” แต่จริงๆ แล้ว “คนในองค์กรคือพระเจ้า”

เรื่อง “เจ้านาย” กับคนทำงาน

ไชยณัฐ : จากการวิจัยพบว่าเหตุผลของคนลาออกนั้น “เจ้านาย” เป็นอันดับหนึ่ง  แต่จริงๆ เราต้องมาวิเคราะห์กันว่าปัญหาอยู่ที่ใคร  ว่าเราพร้อมที่จะปรับตัวหรือเปล่า  เพราะเจ้านายบางคนก็จะเก่งและมีประสบการณ์แน่นมาก  แต่เขาจะมีสไตล์ที่ชัดเจน  คำถามคือจะทำอย่างไรให้ทำงานกับเขาได้

อย่างบางคนรู้สึกว่าเจ้านายไม่ตัดสินใจอะไรกับปัญหาตรงหน้าเลย  แต่เรารู้ว่าปัญหาคืออะไร? และเสนอทางแก้คือ 1,2,3,4  ให้เขาเลือก  โดยเจ้านายพร้อมจิ้มว่าทางแก้อันนี้แหละดีที่สุด  ซึ่งเจ้านายบางคนก็เป็นแบบนี้นั้น  เราจึงเชื่อว่าถ้าเราค่อยๆ ศึกษาสไตล์เจ้านายดีๆ มันก็มีทางออก

แล้ว “เจ้านายที่ดี” เป็นแบบไหน

ไชยณัฐ :  “เจ้านายที่ดี” ไม่ใช่เจ้านายที่เก่งมากๆ เลย  แต่เป็นเจ้านายที่เราอยากคุย  ทั้งตอนที่ทำงานด้วยและตอนที่ไม่ไม่ได้ทำงาน  ซึ่งอาจจะไม่ต้องใก้คำปรึกษาก็ได้นะ  แต่แค่ลูกน้องอยากเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปทำอะไรมา  เพราะการทำงานมันเหมือนการใช้ชีวิตร่วมกันนอกเหนือเวลางาน

Alchemist อยู่ในเครือของบริษัท Rabbit Digital Group ดิจิทัลเอเจนซี่น้องใหม่ไฟแรง

ภาพจาก – Rabbit’s Tale

Alchemist บทบาทใหม่ที่ท้าทาย

ไชยณัฐ : การเปลี่ยนมาทำฝั่งเอเจนซี่ทำให้ต้องเปลี่ยน “วิธีคิด” แต่ประสบการณ์ของเรามันเป็นประโยชน์มาก  เพราะทำให้เข้าใจลูกค้าว่าอยากได้อะไร

บวกกับก่อนหน้านี้สนใจเรื่อง Data อยู่แล้ว  เพราะส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า “Big Data” กันเยอะ  ซึ่งทุกบริษัทที่เล็กหรือใหญ่ก็ต้องมีข้อมูล  และตรงนี้จะทำให้การทำงานของเอเจนซี่เปลี่ยนที่จากเดิมทุกอย่างจะมาจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด

เรื่องของ “Data Activation”

ไชยณัฐ : เราอยากทำ “Data Activation” คือการรวมและใช้ข้อมูล  โดยสิ่งที่เราใช้คือการเอามาสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า  ทำอย่างไรให้รู้สึกว่าแบรนด์ได้ข้อมูลเราไปเยอะแล้วจะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้นดีขึ้น

ยกตัวอย่าง LINE ที่รู้สึกว่าเป็นแค่แชตแพลตฟอร์ม   แต่เราจะพบว่าจริงๆ แล้วทุกวันนี้ LINE มันทำอะไรได้เยอะ  เพราะมันจะถูกเชื่อมต่อไปกับระบบหลังบ้าน  โดยเราสามารถทำอย่างไรให้ LINE มีฟีเจอร์ดีๆ  ที่ทางแบรนด์อยากให้ลูกค้าได้เยอะมาก

เช่น ทำให้กลายเป็นบัตรสมาชิกในการสะสมแต้ม ยิงโปรโมชั่นเฉพาะแบบ Personalized  แบบไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่  เพราะทุกวันนี้แอปที่ดีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโหลด  แต่คนไทยนั้นใช้ LINE กันแน่ๆ

สุดท้ายแล้วเขาบอกเราว่า Data มันเหมือน “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องเริ่มทำแล้ว  เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็จะโดนแซงไปไกลแล้ว  โดยมั่นใจว่า Alchemist จะเปรียบเหมือนกับอาวุธใหม่ที่น่าสนใจของ Rabbit Digital Group

ชมคลิปสัมภาษณ์ :  

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/i-dont-hate-my-job-with-bong-tao/

Realtime Content เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธสังหาร

การสร้าง Realtime Content  โจทย์ยากที่ Content Creative ต้องกุมขมับ เพราะต้องเค้นไอเดียเเบบด่วนจี๋  ให้กับกระเเสที่มาเเบบไม่ทันตั้งตัว

เเต่ความยากไม่ใช่เเค่คิดไอเดีย เเต่เป็น Process ระหว่างการทำมากกว่า ที่ต้องเร็วติดจรวดก็เพื่อชิงลงก่อนคู่เเข่ง ซึ่งคำว่าเร็วในที่นี้ บางทีเเค่ 10-15 นาทีเท่านั้น หรือถ้าเร่งกว่านี้อาจจะอยู่ที่วินาทีเลยด้วยซ้ำ

เเล้วเคยสังเกตกันไหมว่า  ทำไมหลายเพจถึงทำ Realtime Content ได้ทั้งเร็วเเละเฉียบ

อย่างเช่น ทีมออนไลน์ของ Major Group ที่เร็วทุกกระเเสเเละคมทุกมุก หรือ Tops Supermarket ที่นอกจากไอเดียดีเเล้ว

ภาพยังออกมาสวยมีสตอรี่เหมือนไม่ได้ทำภายใน 10 นาที ซึ่งความจริงก็คือพวกเขาไม่ได้ทำภายใน 10 นาทีไงล่ะ

เราจึงจะมาไขความลับว่า Realtime Content เจ๋งๆ เค้าเริ่มต้นทำกันยังไงเเละเเน่ใจหรือเปล่าว่าสิ่งที่ทำนั้น ส่งผลดีต่อเเบรนด์ได้จริงๆ

1. รู้ทันกระเเสที่กำลังจะฮิต

ถ้าไม่ติดตามกระเเสก็ต้องบ๊ายบายทันที ซึ่งทักษะสำคัญที่คนทำงานสายดิจิทัลควรมีคือการติดตามกระเเส  เพราะโซเชียลเปลี่ยนเร็วทุกเสี้ยววินาที (ไม่จำเป็นต้องตามตลอด) จึงไม่ควรตกเทรนด์กระเเสหลัก

เเต่ความลับคือการที่เราอัพเดทกระเเสไม่ใช่ให้เราอยู่ในกระเเส เเต่รู้เพื่อ “นำกระเเส” ต่างหาก เพราะเราจะต้องวางเเผนคิด Content  ไปลงในช่วงกระเเสนั้นเริ่มบูมทันที

เห็นตัวอย่างได้ชัดจาก Realtime Content ที่มาจากละครอย่าง เลือดข้นคนจางหรือบุพเพสันนิวาส ที่จะลงจังหวะก่อนหรือละครออนเเอร์พอดี เพื่อรับทราฟฟิคที่ละครได้สร้างไว้ให้เข้าเพจตัวเอง

ฉะนั้นเมื่อเราวางเเผนเเล้วว่าจะเล่น Realtime Content ให้ปักหมุดเลยว่า เดือนนี้มีวันสำคัญอะไรที่ คนจะอินบ้าง ละคร หนัง รายการ ที่กระเเสต้องมาเเน่ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ความสามารถการจับกระแสโซเชียลเราดีมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญที่คนทำงานสายดิจิทัลควรมี

2. ทำก่อน ชนะก่อน

เมื่อเราปักไว้เเล้วว่าจะมีกระเเสอะไร เข้ามาช่วงไหน ต่อมาคือการรีเสิร์ช เพื่อหาประเด็นที่น่าสนใจเเละน่าเล่น ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ทักษะจับกระแสค่อนข้างเยอะเเละอาศัยประสบการณ์ค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ยังต้องจับประเด็นเเละจับเทรนด์ให้ถูกต้องด้วย เพราะ Realtime Content ที่เจอปัญหายอดคนอ่านน้อยนั้นมีเป็นร้อย และหนึ่งในนั้นไม่ควรเป็นเพจเรา

ดังนั้น เราต้อง “เก็ต” ไอเดีย เพื่อปั้น Content ให้ได้ก่อนถึงวันที่เกิดกระเเส โดยเรามีเวลามากกว่า 10-15 นาที เพื่อส่งให้ลูกค้าปรู๊ฟ มีเวลาเเก้ไข เพื่อเป็น Realtime Content ที่สมบูรณ์ที่สุด

3. เกี่ยวกับเเบรนด์ไหม ?

อย่ามัวหลงกับยอด Like&Share เยอะๆ ถ้าคนที่ Engagement ไม่ใช่กลุ่ม Target ของเราหรือถ้าคิดว่าถึงไม่ใช่ Target เเต่ก็ทำให้ Content เราไปไกล ซึ่งจริงๆ เเล้วเหมือนเป็นการหวังน้ำบ่อหน้ามากกว่า

หากคนที่ Like&Share ไม่ใช่กลุ่ม Target ก็ยากที่คนรอบตัวเค้าจะเป็น Target เช่นกัน  

ดังนั้นจึงต้องตั้งเป้าหมายว่า Realtime Content ของเราตอบโจทย์อะไรให้กลุ่ม Target เเละเกี่ยวกับเเบรนด์มั้ย ถ้าไม่ก็ถอยทัพดีกว่า

อย่างเช่น กรณีหมูโสร่งจากละครบุพเพสันนิวาส ที่ร้านอาหารหลายเเบรนด์โปรโมทกันตรึม เเต่พอลูกค้าสนใจอยากสั่งกิน และเมื่อถามว่าในร้านมีเมนูนี้ไหม กลับไม่มีเสียอย่างนั้น ซึ่งกระแสแบบนี้อย่าเสี่ยงดีกว่า

นอกจากนี้ Reach เเละ Engagement ที่ดีต้องส่งผลต่อเเบรนด์เเละมีเเนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าเรา มากกว่ามียอด stat สูงๆ เเต่ยอดขายเป็น 0

ทั้งนี้ Realtime Content ถือว่าเป็นลูกเล่นที่ทำขึ้นเพื่อสร้างสีสันให้เพจเพียงชั่วข้ามคืน ไม่ใช่ Content หลักที่ควรจะนำมาเล่น หรือถ้าตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บทุก Realtime Content ก็ต้องเก็บทุกกระเเส

เเต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่า Target ของเราจะอินทุกกระเเสที่เราเล่นมั้ย ไม่อย่างนั้น Realtime Content ที่จะส่งผลดีต่อเพจจะกลายเป็นเครื่องมือสังหารเพจแทน

นอกจากเสียเวลาเก็บทราฟฟิคปลอมเเล้ว อาจจะทำให้เราหลงประเด็นการทำการสื่อสาร ติดอยู่กับดักโซเชียลเเทน

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/realtime-content/

เซ็นทรัล งัดกลยุทธ์ปิดไตรมาสสุดท้ายปี 2018 ตั้งเป้ายอดขายพันล้านบาท ใน 8 วัน!!

ใกล้ส่งท้ายปีเข้าไปทุกที แน่นอนว่าทุกห้างต่างก็งัดกลยุทธ์มาใช้ดึงลูกค้ากันอย่างเต็มที่ โดยทาง ห้างเซ็นทรัล/เซน ก็พร้อมเขย่าวงการค้าปลีก งัดกลยุทธ์ปิดไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 เดินหน้าจัดแคมเปญ “CENTRAL/ZEN MIDNIGHT SALE” งานเซลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี ปล่อยหมัดเด็ดกระชากใจนักช้อป ในคอนเซ็ปต์ “WORK HARD, SHOP HARDER” ชวนคนทำงาน มาช้อปปิ้งเป็นรางวัลให้กับตัวเองหรือคนที่คุณรักหลังจากทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่มาตลอดทั้งปี

นางสาวปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า บริษัททุ่มเงินกว่า 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับแคมเปญ CENTRAL/ZEN MIDNIGHT SALE ที่ลงทุนมากกว่าทุกครั้ง จำนวน 100 ล้านบาท และส่วนหนึ่งเป็นงบสำหรับจัดกิจกรรมการตลาดและประชาสัมพันธ์แคมเปญอื่นๆในเดือน พ.. – ..

ตั้งเป้าโต

โดยตั้งเป้ายอดขายสำหรับแคมเปญนี้ โต 10% (เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว) และจะปิดยอดขายในไตรมาส 4 นี้ กว่าหมื่นล้านบาทขึ้นไป และเนื่องจากแคมเปญนี้จัดในช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ลูกค้ากำลังมองหาของขวัญให้ตนเองหรือคนที่รัก จึงคาดว่าการจัดแคมเปญนี้จะกระตุ้นการใช้จ่ายของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่การจัดโปรโมชั่นที่ดีที่สุดมาให้ลูกค้า

แต่ทางห้างฯ ยังได้นำกลยุทธ์ Emotional Marketing กลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมากกับหนังสั้น เรื่อง Heartbeat…จังหวะจะรัก จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศสุดยอดโฆษณาบน YouTube ที่คนไทยชมมากที่สุดประจำปี 2560 ในปีที่แล้ว

ซึ่งครั้งนี้เราได้ทำ VDO Clip เรื่อง WORK WORK WORK ในคอนเซ็ปต์ WORK HARD, SHOP HARDER เพื่อเป็นกำลังใจให้คนทำงาน และสนับสนุนให้ทุกท่านไม่ลืมที่จะมอบของขวัญให้ตนเองหลังจากที่ทำงานกันมาอย่างเต็มที่ตลอดปี ฃ

ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงสาว 2 ท่าน คือ Victoria และ Tracee ที่เป็นตัวแทนคนทำงานยุคใหม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงาน และไม่ลืมที่จะให้รางวัลแก่ตนเองในช่วงเทศกาลแห่งความสุขหลังจากที่ทำงานมาอย่างเต็มที่ตลอดทั้งปี โดยสามารถติดตามได้ผ่านช่องทางต่างๆ

ทางด้านการติดตามบนโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามมากถึง 1,218,398 คน, Instagram  61,976 คน, Twitter 981,552 คน และ LINE 6,020,630 คน

ทั้งนี้ เหตุผลที่เลือกทำ VDO Clip สื่อสารกับลูกค้ากลุ่มคนทำงานนี้ เพราะด้วยฐานข้อมูลของบัตร The 1 ที่มีมากถึง 14.3 ล้านคน ซึ่งสะสมมาเป็นเวลานานเกือบ 12 ปี  แบ่งเป็น Central Customer 3.6 ล้านคน แบ่งเป็นผู้หญิง 75% (10.7M)  ผู้ชาย 25% (3.6M) จึงทราบว่าลูกค้ากลุ่มหลักคือผู้หญิงจึงเลือกสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก

แต่ก็ไม่พลาดที่จะศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละท่าน เพื่อส่งข้อมูลโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้า และทำคอมมูนิเคชั่นไดเร็กถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในแต่ละช่องทางที่เรามี รวมถึงช่องทางบริการใหม่ล่าสุดที่ห้างเซ็นทรัลทำเป็นห้างแรกของประเทศไทย อย่าง Central Chat & Shop  ช้อปปิ้งผ่านแอปพลิเคชั่น LINE ให้คุณสามารถแชทสอบถาม หรือสั่งซื้อสินค้าในห้างเซ็นทรัล กับพนักงานได้โดยตรง ราวกับมีผู้ช่วยส่วนตัวในการช้อปปิ้ง

ปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการ Central Chat & Shop ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าห้างเซ็นทรัลอยู่แล้ว แบ่งสัดส่วนเป็นลูกค้าใน กทม. 60% และต่างจังหวัด 40% โดยเป็นผู้หญิง 80% และผู้ชาย 20% สำหรับกลุ่มสินค้าที่คนนิยมซื้อผ่าน Central Chat & Shop มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สินค้าลักซ์ชัวร์รี่, เครื่องสำอาง,  นาฬิกา, สินค้าจากแผนกโฮม กลุ่ม Small Appliances และ ซานริโอ 

โดยตลอดการจัดแคมเปญลูกค้าที่ช้อปผ่าน Central Chat & Shop จะได้รับโปรโมชั่นเดียวกันกับหน้าร้าน และเมื่อเทียบยอดขายของ Central Chat & Shop  เดือน ก.. กับ เดือน ต.. พบว่า โตขึ้นถึง 169% ปัจจุบันนี้ ยอดขายของ Central Chat & Shop  ตั้งเป้าไว้เดือนละ 7 ล้านบาท ซึ่งในเดือน ต.. ปิดยอดขายไปที่ 10.22 ล้าน และสิ้นเดือน พ.. นี้ คาดว่าจะปิดยอดขายได้ที่ 16 ล้านบาทและด้วยเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จึงคาดว่าจะทำให้ยอดขายของบริษัทในปี 2018 นี้ ปิดที่ 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะโต 4% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้านี้

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/central-marketing-newyear/

“การตลาดกระจุก” ภัยอันตรายที่นักการตลาดไม่ควรทำ

“อะไรที่ดัง อย่าเพิ่งทำตาม” ในการทำการตลาดเเต่ละครั้ง นักการตลาดมักจะนำกระเเสเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะมีความเชื่อว่า เมื่ออยู่ในกระเเสเเสดงว่ามีคนรู้จักระดับหนึ่งถ้าผลิตสินค้าออกมา ก็ง่ายที่จะตีตลาด

ซึ่งมันไม่ผิดอะไร เเต่การ Target ให้ลูกค้ารู้จักสินค้าเเนวนี้ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะซื้อสินค้าของเราเช่นกันในเมื่อยิ่งมีกระเเสคู่เเข่งก็ยิ่งตรึม การเเข่งขันยิ่งสูง หรือเรียกง่ายๆ ว่า “การตลาดกระจุก”

การตลาดกระจุก คืออะไร

คำว่า “กระจุก” ในที่นี้หมายถึงการกระจุกตัวของเเบรนด์ทั้งหลายที่ผลิตสินค้าเพื่อตอบรับความต้องการกลุ่ม Target ที่มากเกินไป จนล้นจนเกร่อเต็มตลาดไปหมด

ซึ่งเหตุการณ์นี้มักจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดเทรนด์บางอย่างที่เป็นกระเเสหนักๆ มองไปทางไหนก็มีเเต่สิ่งนั้น เช่นเทรนด์ “มันม่วง” ที่มองไปทางไหนก็มีเเต่ความม่วงปกคลุม  ชาไทยก็คลุมด้วยสีส้ม ชาโคลก็คลุมด้วยสีดำ

ขอบคุณรูปภาพจาก travel.trueid

ซึ่งการตลาดกระจุกที่เห็นเยอะสุดตอนนี้คงหนีไม่พ้น “ชานมไข่มุก” ที่คัมเเบ็คการฟีเวอร์หนักจนน่าตกใจ ซึ่งกระเเสที่กลับมาอีกเกิดจากการโปรโมทการท่องเที่ยวที่ไต้หวัน ทำให้ชานมไข่มุกเมนูสุดฮิตไต้หวันกลับมาบูมอีกครั้งในไทย

ความฟีเวอร์ของไข่มุกนั้นได้ลามไปถึงอาหารคาวอย่างเช่น ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ จนเรียกว่าอยู่ทุกที่ ทุกจานไปเเล้ว

ซึ่งกระเเสไข่มุกตอนนี้ก็ยังไม่วี่แววว่ากระแสจะตกมากนัก ด้วยคุณภาพของร้านชานมไข่มุก การออกรสชาติใหม่ๆ มาตลอดนั้น ทำให้ยังคงรักษาความฟีเวอร์นี้ไว้ได้

อย่าอิน “กระแส” เกินไป

ปกติเเล้วกระเเสต่างๆ ที่กล่าวมาจะอยู่ในช่วง 1-2 เดือน ซึ่งระยะเวลานี้เพียงพอที่จะทำให้ร้านค้า ร้านขนม สร้างเมนูใหม่ในร้านเพื่อรับกับความต้องการในช่วงนั้น

เเต่กับเเบรนด์ที่กว่าจะสร้างสินค้าตัวใหม่ออกมา ต้องใช้เวลามากกว่า 1-2 เดือน เริ่มตั้งเเต่ทำรีเสิร์ช ซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงเพราะกระเเสเหมือนเป็นจุดเเกว่งอินไซต์ ทำให้ได้ผลรีเสิร์ชที่อาจคลาดเคลื่อนได้

ไหนจะขั้นตอนการออกเเบบ การโปรโมทในเเต่ละช่องทางอีก กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น กระเเสก็ได้หายไปเเล้ว เหมือนกับมางานเเต่งที่เสร็จพิธีเเล้ว กำลังเก็บโต๊ะเเขกหายกันไปหมด

เเละเมื่อตลาดวาย กระเเสดีๆ ที่เราอยากจะเก็บเกี่ยวก็หาย ซึ่งสินค้าที่ทำติดกับดักการตลาดกระจุกก็คือสินค้าที่เราเห็นเเล้วพูดว่า “ช้าเกิน ทำไมเพิ่งมาออก”

นักการตลาดจึงต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อกระเเสไป กระเเสใหม่ก็มาอีก เเละเมื่อของใหม่มาของเก่าก็ต้องโดนเมินเป็นวัฏจักร  

การที่เเบรนด์จะออกสินค้าใหม่ จึงไม่ควรอิงกระเเสมากนัก หรือถ้าอยากอิงก็ต้องเป๊ะธามไลน์ เเละรวดเร็วสุดๆ

ความพอดีคือสิ่งที่ดีที่สุด

การตลาดกระจุก ถ้าเปรียบกับหลักเศรษฐศาสตร์ก็คือการเกิด Excess Supply หรืออุปทานส่วนเกิน มีผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภคมากๆ ทำให้สินค้าราคาถูกลง ซึ่งในเเง่การตลาดก่อนที่สินค้าราคาจะถูกลง จะเกิดภาพลวงราคาที่ลูกค้าคิดว่าสินค้าเเพงเกิน

ซึ่งจริงๆ เกิดจากกระเเสหาย ราคาที่เราเคยจ่ายได้เเบบไร้ข้อกังขากลายเป็นราคาสูงทันที ถ้าให้ชัดคือตอนนี้เราซื้อชานมไข่มุกเเก้วละ 120 บาทได้ เเต่อีก 3 เดือนข้างหน้ากระเเสหาย ราคา 120 บาท ก็อาจจะเเพงจนลูกค้าไม่ยอมจ่ายเเล้วก็ได้

ไม่เพียงเเต่เเบรนด์เท่านั้นฝั่ง Content ก็สามารถติดกับดัก การตลาดกระจุกได้เช่นกัน ด้วยการสร้าง Realtime Content  เพื่อหวังเป็นไวรัล

เช่น ถ้าละครดังเรื่อยๆ ก็ทำ Realtime Content เรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

โดยเฉพาะเพจฝั่งเเบรนด์ เพราะลูกเพจติดตามเราเพราะตัวสินค้า การเล่นประเด็นซ้ำๆ ต่อให้คนละเนื้อหา ก็อาจสร้างความเบื่อหน่ายจนอันฟอลได้

ดังตัวอย่างละครฮิตที่พึ่งจบไปอย่าง เลือดข้นคนจาง ที่ชาตรามือได้สร้าง Realtime Content โดยการเอาสินค้ามาปรับเหมือนเป็นโปสเตอร์ละคร

ขอบคุณรูปภาพจาก prachachat

ซึ่งหลังจากนั้น ชาตรามือก็ไม่ได้สร้าง Realtime Content เกี่ยวกับละครเรื่องนี้อีกมากนักเพราะได้สร้างผลงานปังๆ ไว้เเล้ว อีกทั้งก็เล่นเรื่องเดิมซ้ำๆมากไปคนก็เบื่อได้

จริงๆ เเล้วการตลาดกระจุกไม่ได้อันตรายจนเกินไปเเต่เป็นเหมือนภัย ที่ควรระวังไม่ให้หลวมตัวไปกับสิ่งที่ผ่านมาเพียงชั่วคราว นักการตลาดจึงต้องคิดเเผนให้ครอบคลุม รัดกุม

เพื่อตอบสนองความต้องการจริงๆ ของกลุ่ม Target เเละกระเเสควรเล่นเเต่พอดี ไม่งั้นจะวกกลับมาทำร้ายเเบรนด์เองไป

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/market/

Infographic: 10 วิธีดึงผู้อ่านไม่ให้ออกจากเว็บไซต์

จำนวนการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ที่สูง อาจเป็นตัวเลขที่ไม่มีประโยชน์ถ้าผู้อ่านคลิกมองผ่านแวบเดียวแล้วรีบปิดออกไป เจ้าของเว็บไซต์ทั่วโลกจึงพยายามหาวิธีดึงรั้งไม่ให้ใครที่เข้ามาแล้วได้ออกจากเว็บไซต์ง่ายเกินไป แน่นอนว่าวิธีการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าความพยายาม

สถาบัน Red Website Design สรุป 10 เทคนิกที่จะช่วยลดการออกจากเว็บไซต์แบบเร็วเกินไป ว่า “เวลาในการโหลดที่ช้า” และ “เนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ” เป็นส่วนหนึ่งในเหตุผลหลักที่ผู้อ่านจะทนไม่ไหวแล้วหนีไปจากเส้นทางดิจิทัลที่เจ้าของเว็บไซต์เตรียมการไว้ให้ผู้ชมเปิดเมนูหรือฟีเจอร์ใดบ้าง

Infographic ของ Red Website Design ยังสรุปเนื้อหาจากวารสาร Search Engine Journal ว่าสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรทำคือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าการนำทางหรือเมนู navigation บนเว็บไซต์นั้นไม่ซับซ้อนเกินไป สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ก็ควรเพิ่มประสิทธิภาพ ให้แสดงผลได้ดีบนจออุปกรณ์เคลื่อนที่ ไม่ใช่ตัวเล็กเกินไปหรือเพี้ยนจนดูไม่มืออาชีพ

ที่สำคัญคือเนื้อหา เจ้าของเว็บไซต์ต้องกลั่นกรอง และบำรุงรักษาให้เนื้อหาในเว็บไซต์กระชับและแน่น หากเป็นบทความ แต่ละย่อหน้าไม่ควรเป็นประโยคยืดยาวอ่านยาก

ยังมีประเด็นของคีย์เวิร์ดที่ควรจะตรงกับเนื้อหา เนื่องจากหากไม่ตรง ผู้อ่านก็จะรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้ไม่ตอบโจทย์และรีบปิดเพื่อไปหาข้อมูลที่เว็บไซต์อื่น และที่ขาดไม่ได้คือการแนบลิงก์ภายในเว็บไซต์สำหรับการอ่านเพิ่มเติม โดยที่ควรแน่ใจว่า ลิงก์เหล่านี้จะเปิดในแท็บใหม่ ซึ่งเมื่อผู้อ่านปิดลิงก์ไป หน้าเว็บไซต์เดิมจะยังคงอยู่

Infographic แบบเต็ม สามารถศึกษาได้จากด้านล่าง :

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/infographic-reader-leaving-website/

บริหารเวลาแบบผู้ก่อตั้ง Slack ฟัง audiobook ความเร็ว 3x ระหว่างเดินไปทำงาน


แอบฟังวิธีบริหารเวลาแบบคนไม่มีเวลา Cal Henderson ผู้ก่อตั้งบริการดาวรุ่งอย่าง Slack ที่จัดการเวลาของตัวเองให้มีค่าทุกนาทีด้วย Slack หนึ่งในเคล็ดลับคือการเลือกฟังหนังสือเสียงหรือ audiobook ด้วยความเร็วสามเท่าหรือ 3x ในขณะที่เดินไปทำงานทุกวัน และพยายามใช้เวลาระหว่างวันให้คุ้มค่าโดยไม่รบกวนเวลาครอบครัว

Cal Henderson นั้นเป็นผู้บริหารที่ไม่ขับรถ แต่เลือก “เดินไปทำงาน” เกือบทุกวัน สิ่งที่ทำระหว่างเดินคือการฟังหนังสือเสียงแบบเร่งความเร็วสามเท่า วิธีนี้ทำให้สามารถรับรู้เรื่องราวในหนังสือ 1 เล่มจบใน 2-3 วัน ตัวอย่างหนังสือที่ชอบคือ Bad Blood [เขียนโดย John Carreyrou] ซึ่ง Cal Henderson บอกว่าดีมาก ทั้งสนุกและระทึกขวัญครบรสทีเดียว

ผู้บริหาร Slack ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ดำเนินชีวิตตามปฏิทินงานหรือ calendar แบบเต็มขั้น เมื่อตื่นเช้า ตารางงานของ Cal Henderson จะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยในและวัน ซึ่งไม่เพียงตารางงานในวัน แต่จะเป็นตารางงานตลอดสัปดาห์ซึ่งจะทำให้ทราบขอบเขตงานที่ต้องทำ

การมีตารางงานที่ชัดเจนทำให้ Cal Henderson สามารถย้อนทบทวนและถามตัวเองว่าการกำหนดเวลาแบบนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากต้องเข้าร่วมประชุมกับทีม ต้องสัมภาษณ์พนักงานใหม่ หรือต้องออกไปพรีเซนต์บริษัทกับบุคคลภายนอก Cal Henderson จะสามารถถามตัวเองได้ว่าสัดส่วนเวลาที่ต้องทำทั้ง 3 งานนี้ ถูกจัดเตรียมในเปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมกับเวลาที่มีแล้วหรือยัง

นอกจากนี้ Cal Henderson ระบุว่าไม่เคยแลกอีเมลกับใครที่เป็นพนักงาน Slack วิธีนี้ทำให้ปริมาณอีเมลในกล่องน้อยลงจนสามารถจัดเวลาอ่านอีเมลได้ 1 ครั้งต่อวัน จุดนี้ Cal Henderson สรุปว่าคุณสมบัติโดดเด่นบน Slack ที่เขามีส่วนพัฒนาขึ้นมานั้นเป็นผลจากการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่เขาเลือกอ่านเลือกชม ซึ่งหมายความว่า Cal Henderson จะไม่เข้าร่วมเรื่องที่ไม่สนใจ และคัดเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญกับตัวเองจริงๆ

Cal Henderson ย้ำว่าการมีทายาทคนที่ 2 ไม่เพียงเปลี่ยนตารางกิจวัตรประจำวันของเขาเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทัศนคติทุกด้านรวมถึงการบริหารเวลาทั้งหมด ตัวเขาต้องใส่ใจกับการบริหารเวลางานเป็นพิเศษ เพื่อให้ไม่รบกวนเวลาดูแลครอบครัวช่วงเช้าและเย็นของวัน

ประเด็นนี้ Cal Henderson ชี้ว่ายุคแห่งอุปกรณ์โมบายเช่นปัจจุบันทำให้ทุกคนทำงานได้ง่ายมากทุกที่ทุกเวลา หลังจากตื่นนอน 7 โมงเช้า สิ่งแรกที่จะทำในตอนเช้าคือการอ่านหัวข้อข่าวบนโทรศัพท์

ปรัชญาการทำงานของ Cal Henderson คือการทำ 3 สิ่งนี้เมื่อก่อตั้งบริษัท ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ การพัฒนาธุรกิจ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร จุดนี้ Cal Henderson ย้ำว่าการสร้างวัฒนธรรมที่ผู้ก่อตั้งต้องการ ถือเป็นส่วนสำคัญมากในการสร้าง productivity ขององค์กร

เมื่อมีเวลาว่าง 15 นาที Cal Henderson จะมองหาคนในองค์กรที่ไม่เคยพูดคุยด้วย แล้วใช้เวลา 15 นาทีนั้นวิเคราะห์คนกลุ่มนี้ว่าพวกเขาคิดอะไร เพราะเมื่อองค์กรใดเติบโตขึ้น ผู้ก่อตั้งมักจะไม่รู้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในองค์กร

อีกจุดที่สัมผัสได้จากวิธีการบริหารเวลาฉบับ Cal Henderson คือการไม่ตอบกลับข้อความอีเมล โดยเขาบอกว่าเคยส่งข้อความตอบกลับครั้งสุดท้ายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

สิ่งที่ทำตอนกลางคืนคือ Cal Henderson มักจะฟังหนังสือเสียงบางเล่มในช่วงครึ่งชั่วโมงก่อนนอน และเวลาขึ้นนอนของ Cal Henderson คือประมาณ 22:30 หรือ 23:00 น.

ที่มา: : Fast Company

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/cal-henderson-slack/