คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

มาเรียนรู้กับงาน Webinar “Market Insights Technology” เจาะลึกกลยุทธ์การหา Market Insights ด้วย MarTech อย่างมืออาชีพ

Content Shifu ร่วมกับ InsightEra ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้าน Market Insights & Analytics และผู้สร้างสรรค์ Marketing Technologies อีกมากมาย ได้จัดงานสัมมนาแชร์ความรู้ที่จะช่วยตอบโจทย์การวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด การวางแผนกลยุทธ์ ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่แม่นยำ เพิ่มขีดความสามารถในการทำการตลาดให้ธุรกิจของคุณ ด้วย Market Insight

Online Webinar เจาะลึกกลยุทธ์การหา Market Insights ด้วย MarTech อย่างมืออาชีพ ภายใต้หัวข้อ ‘Market Insights Technology: How to Research and Analyze Like a Pro’

เรียนรู้ทั้งเรื่องการทำ Customer Insights เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจลูกค้า การทำ Competitor Analysis เพื่อวิเคราะห์คู่แข่ง และการหา Insights ต่างๆ สำหรับหลากหลาย Business Use Cases จบจากงานนี้แล้วคุณจะได้รับทั้งแนวคิด การใช้เครื่องมือ และกรณีศึกษาดีๆ ในการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

Hot Topics ภายในงาน

The Power of Why Market Insights & MarTech is Important

บทบาทของ MarTech ในการทำ Market Insights และทำไม Market Insight หรือการทำ Market Research ถึงสำคัญ? มีเทรนด์และ Insight อะไรบ้างที่นักการตลาด เจ้าของธุรกิจควรจับตามองในช่วงนี้?

Customer Insights Research

เจาะลึกกระบวนการและกลยุทธ์การทำ Customer Insight ทำอย่างไรให้ออกมาเวิร์ก พร้อมแนะนำเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำการตลาดกับลูกค้าของคุณให้ดียิ่งขึ้น

Competitor Analysis

เอาชนะคู่แข่งด้วยการเรียนรู้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่วิธีการได้มาซึ่งข้อมูลไปจนถึงไปจนถึงเทคนิคและแนะนำเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยวิเคราะห์

Market Research for Business

แนะนำเครื่องมือ พร้อมเปิดเดโมฟีเจอร์ที่สำคัญเพื่อช่วยในการทำ Market Research สำหรับศึกษาแบรนด์หรือธุรกิจของตนเอง พร้อมเคสตัวอย่างจริง

Highlights ของ Webinar นี้ที่คุณจะได้รับ

Insightful Knowledge

เนื้อหาการบรรยายออกแบบมาเพื่อเน้นการให้ความรู้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถไปปรับใช้ได้ทันทีหลังจากเข้าร่วมงาน

Real-world Data & Case Studies

ผู้เชี่ยวชาญในงานจะมาพร้อมกับข้อมูลน่าสนใจที่ Exclusive พร้อมเล่ากรณีศึกษาจริงจากธุรกิจต่างๆ

Exclusive Q&A

ระหว่างสัมมนา เรามีทีมงานนักการตลาดที่จะคอยช่วยตอบคำถามของคุณ และในช่วงท้ายของสัมมนาเราจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถพูดคุยและถามคำถามที่สงสัยกับวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำ Marketing Technology ได้

Speaker ภายในงาน

คุณ นารีรัตน์ แซ่เตียว ตำแหน่ง Co-Founder & CEO, InsightEra

Speaker ที่มากไปด้วยประสบการณ์และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และการวางกลยุทธ์ด้านการตลาดให้กับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม มีประสบการณ์การสอนและการบรรยายให้กับทั้งภาคธุรกิจและภาคการศึกษา รวมทั้งมีประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันทั้งใน และต่างประเทศมามากมาย

วิธีลงทะเบียนเข้าร่วมงานและรายละเอียดงาน ดูรายละเอียดตารางและลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์: https://contentshifu.com/lp/webinar-market-insights-technology

ลงทะเบียนภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2022

วันที่จัดงาน: วันพฤหัสบดี 26 พฤษภาคม 2022

เวลาจัดงาน: 13.00 – 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย

ภาษาที่ใช้ดำเนินงาน: ภาษาไทย

จำนวนที่นั่งสำหรับเข้าร่วมงาน: จำนวนจำกัดเพียง 400 ที่นั่งเท่านั้น (ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 200 ที่นั่ง)

ลิงก์ลงทะเบียน: Webinar Registration (เข้าร่วมฟรี)

แนวคิดและกลยุทธ์การหา Market Insights ด้วย MarTech ที่คุณจะได้รับจากการเข้าร่วม Event นี้ เหมาะสำหรับ เจ้าของธุรกิจ นักการตลาดโดยเฉพาะ ต้องบอกเลยว่าคุณจะได้เรียนรู้กลยุทธ์ เทคนิคการใช้เครื่องมือสำคัญในการช่วยวิเคราะห์หา Insights พร้อม Insights ที่แน่นในหัวข้อน่าสนใจที่คุณสามารถเรียนรู้ภายในงาน Webinar นี้

from:https://www.thumbsup.in.th/webinar-market-insights-technology?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=webinar-market-insights-technology

Reskill – Upskill ทางรอดแรงงานไทยที่ยังพัฒนาไปไม่พร้อมกัน

การพัฒนาทักษะ (Reskilling-Upskilling) เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคยสำหรับแรงงานทุกคน แรงงานไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ที่รุนแรง คนจำนวนมากสูญเสียรายได้และความมั่นคงของงานไป อีกทั้ง การฟื้นตัวจากผลกระทบเหล่านั้นก็น่าจะไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วนักตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและยังมีปัจจัยลบรุมเร้าต่อเนื่อง โดยวิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษต่อกลุ่มแรงงานทักษะน้อย-รายได้น้อย

นอกจากนี้ ความต้องการแรงงานในอนาคตก็ยังมีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งจากภาคธุรกิจที่จะจ้างงานน้อยลง รวมถึงประเภทของงานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยี สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อแรงงานจำนวนมากที่บอบช้ำมาจากวิกฤต ทางออกสำคัญในระยะข้างหน้าสำหรับแรงงานในสภาพแวดล้อมดังกล่าว คือ การเร่งพัฒนาทักษะ ทั้งการปรับทักษะ (Reskilling) สำหรับแรงงานที่ทักษะเดิมเริ่มมีความต้องการลดลงและอาจสูญหายจากการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี และ การเพิ่มทักษะ (Upskilling) อันเป็นการต่อยอดทักษะเดิมให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น การพัฒนาทักษะจะช่วยให้แรงงานไทยสามารถฟื้นตัวได้จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญและสามารถรับมือได้กับโลกยุคปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลการสำรวจเกี่ยวกับทักษะและการทำงานของแรงงานปี 2021 ของ EIC (EIC Labor Survey 2021) พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจได้ทำการพัฒนาทักษะในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่มที่มีโอกาสเท่ากัน จากข้อมูลผลสำรวจ พบว่า 56% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ทำการพัฒนาทักษะในช่วงปีที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาทักษะด้วยตนเอง โดยเหตุผลหลักในการพัฒนาทักษะคือเพื่อสนับสนุนงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่ที่ได้ทำการพัฒนาทักษะมาแล้วนั้นเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงการพัฒนาทักษะของแรงงานแต่ละกลุ่มยังมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่

โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้น้อยที่มีสัดส่วนของคนที่ได้พัฒนาทักษะน้อยกว่าคนรายได้สูงอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้น้อยกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
มีสัดส่วนผู้ที่ได้ทำการพัฒนาทักษะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเพียง 40% ขณะที่กลุ่มผู้รายได้มากกว่านั้นจะมีสัดส่วนดังกล่าวที่สูงกว่า โดยกลุ่มคนที่เงินเดือนมากกว่า 1 แสนบาทมีสัดส่วนผู้ได้พัฒนาทักษะสูงสุดถึง 69%

นอกจากนี้ กลุ่มลูกจ้าง SMEs ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับโอกาสในการฝึกทักษะน้อยกว่ากลุ่มลูกจ้างบริษัทใหญ่หรือลูกจ้างภาครัฐอยู่มาก โดยมีเพียง 36% ของกลุ่มลูกจ้าง SMEs เท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาทักษะผ่านคอร์สที่นายจ้างจัดให้ ขณะที่สำหรับกลุ่มลูกจ้างบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และกลุ่มลูกจ้างภาครัฐ สัดส่วนดังกล่าวจะอยู่สูงถึงราว 69% ความไม่เท่าเทียมในแง่ของการได้รับการฝึกทักษะนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ภาครัฐอาจต้องมีมาตรการสนับสนุนสำหรับกลุ่มที่ขาดโอกาส เพราะคนกลุ่มนี้ก็มักจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ได้รับผลกระทบมากในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา การขาดซึ่งโอกาสในการพัฒนาทักษะเพื่อปรับตัวจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมากอยู่แล้ว

ในระยะข้างหน้า แรงงานไทยส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะ โดยทักษะด้านการเงิน-การลงทุนเป็นทักษะที่คนไทยสนใจมากที่สุด ขณะที่ช่องทางออนไลน์เป็นทางเลือกอันดับหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ข้อมูลผลสำรวจ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ถึง 87% สนใจที่จะพัฒนาทักษะของตนเองในช่วง 1 ปีข้างหน้า สำหรับทักษะที่คนไทยสนใจมากเป็นอันดับหนึ่งคือทักษะด้านการเงิน-การลงทุน ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านการทำธุรกิจ

โดยทั้ง 3 ทั้งทักษะนี้ เป็น Top 3 ในทุกกลุ่มอายุ ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี เช่น การเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างแอปพลิเคชัน ที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นมากในโลกยุคใหม่นั้นได้รับความนิยมอยู่ในระดับปานกลาง ในส่วนของช่องทางการพัฒนาทักษะ ผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจพัฒนาทักษะถึง 72% เลือกช่องทางออนไลน์ (เช่น คอร์สออนไลน์ Youtube หรือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ) เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง

พบว่าเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกช่วงวัย รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุด้วย ในด้านความพร้อมในการลงทุนกับการพัฒนาทักษะนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจพัฒนาทักษะถึง 45% มองว่าการพัฒนาทักษะนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ช่องทางออนไลน์ซึ่งมักไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสัดส่วนคนที่พร้อมจะใช้จ่ายในระดับสูง (มากกว่า 20% ของรายได้ต่อเดือนขึ้นไป) มีไม่มากเพียง 4% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจพัฒนาทักษะทั้งหมด ระดับความสนใจและระดับการลงทุนในการพัฒนาทักษะของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามทัศนคติต่องานและความสามารถของตนเอง

การวิเคราะห์ข้อมูลผลสำรวจพบว่าทัศนคติของแรงงาน เมื่อพิจารณาจากคำถามเกี่ยวกับความเพียงพอของความสามารถตนเอง (“ทักษะของคุณเพียงพอหรือไม่?”) และความมั่นคงของงานที่ทำอยู่ (“งานของคุณจะยังอยู่หรือไม่ในอีก 5 ปี?”) มักมีความแตกต่างที่นำไปสู่ความสนใจและพฤติกรรมการพัฒนาทักษะที่ต่างกัน โดยกลุ่มคนที่กังวลว่าตนเองมีความสามารถไม่เพียงพอและงานที่ทำอยู่ไม่มั่นคง มักมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาทักษะมากกว่า โดยจะมีสัดส่วนของคนที่สนใจที่จะพัฒนาทักษะมากกว่า ยอมจ่ายเงินในการฝึกทักษะมากกว่า และยังพร้อมที่จะใช้เวลาในการพัฒนาทักษะมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ในแง่มุมดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสังเกตคือ คนที่ตอบว่า “ไม่แน่ใจ” ในความสามารถตนเองหรือความมั่นคงของงาน จะเป็นกลุ่มที่แสดงความกระตือรือร้นในการพัฒนาทักษะน้อยที่สุด ซึ่งน้อยกว่าคนที่มั่นใจในงานและทักษะของตนเองด้วยซ้ำ ความแตกต่างจุดนี้บ่งชี้ถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลและการสร้างการรับรู้ (awareness) เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของแรงงานแต่ละคน อันเป็นจุดตั้งต้นของแรงผลักดันให้เกิดความต้องการที่จะพัฒนาทักษะของตนเอง

EIC มองว่าการพัฒนาทักษะของแรงงานไทยเป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคตของประเทศที่ต้องการการสนับสนุนอย่างรอบด้านและทั่วถึงอันประกอบไปด้วย 5 ด้านที่สำคัญ

(1) การให้ข้อมูลและคำแนะนำ

ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับความจำเป็นของการพัฒนาทักษะในทุกสาขาอาชีพตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก และการให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งความรู้ความเข้าใจในความต้องการของตนเองและปัจจัยแวดล้อมเกี่ยวกับการทำงาน จะช่วยให้แรงงานเห็นแนวทางและเป้าหมายซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญของการพัฒนาตนเอง

(2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)

อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ที่การพัฒนาทักษะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยควรเป็นการสร้างแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย ต้นทุนต่ำ มีทางเลือกที่หลากหลาย เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย โดยช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายซึ่งถือเป็นช่องทางที่คนไทยให้ความนิยมสูงสุดจากผลสำรวจ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่จะช่วยตอบโจทย์ในข้อนี้ ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการพัฒนาทักษะนั้นยังควรคำนึงถึง

(3) การสร้างประสบการณ์ที่ดี

จากผลสำรวจพบว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของผู้เรียนยังต้องเผชิญอุปสรรคในการพัฒนาทักษะที่ผ่านมา การให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเรียนรู้จึงน่าจะช่วยลดอุปสรรคไปพร้อม ๆ กับเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนให้แก่คนจำนวนไม่น้อย ผ่านการออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เรียน นอกจากนี้ อีกองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาทักษะที่ประสบความสำเร็จ

(4) การให้การยอมรับกับการพัฒนาทักษะของแรงงาน

จากผลสำรวจพบว่าแรงงานมีการระบุถึงสิ่งที่ต้องการที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับ เช่น ความต้องการใบประกาศนียบัตรรับรอง ความต้องการหลักสูตรที่ออกแบบจากภาคธุรกิจหรือองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นต้น การได้การยอมรับจากนายจ้างและสังคมจะช่วยให้ผลลัพธ์ของการพัฒนาทักษะถูกนำไปใช้งานจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งแรงงานและภาคธุรกิจ รวมถึงจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในภาพรวม และสุดท้าย ที่สำคัญไม่แพ้กัน

(5) การสนับสนุนกลุ่มขาดโอกาส

ผลสำรวจได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาทักษะในช่วงที่ผ่านมายังมีกลุ่มที่ขาดโอกาสอยู่ การสนับสนุนการพัฒนาทักษะในไทยอย่างทั่วถึงจึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเฉพาะเจาะจงแก่แรงงานที่ขาดโอกาสซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ต้องการการพัฒนาทักษะมากที่สุด เพื่อให้แรงงานไทย
ทุกคนรอดจากวิกฤตและปรับตัวได้ไปพร้อมกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/reskill-upskill-labor-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=reskill-upskill-labor-in-thailand

รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง! เมื่อชีวิตมันน่าเบื่อ หวย-หุ้น-กล่องสุ่ม คือสิ่งที่หนุ่มๆ Gen Y ต้องการสร้างความตื่นเต้นให้ชีวิต

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เผยข้อมูลงานวิจัย “ถอดรหัสความคิดพิชิตใจคนชอบเสี่ยง Marketing to Risk lover” พบว่า 3 อันดับที่คนไทยชอบเสี่ยงมากที่สุด

เสี่ยงที่จะลุ้น เทียบเป็นจำนวนประชากรสูงถึง 30 ล้านคน เสี่ยงที่จะลงทุน และเสี่ยงที่จะเซอร์ไพรส์ โดยกลุ่ม Gen Y และเพศชาย มีความเป็น Risk Lover ชอบความเสี่ยง กล้าได้กล้าเสียมากที่สุด พร้อมแนะกลยุทธ์ใหม่สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการหรือนักการตลาด กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารรูปแบบ Chef’s Table และกลุ่มนักลงทุนหรือบริษัทด้านการลงทุน สร้างโอกาสให้ธุรกิจดีขึ้นกว่าเดิมและอยู่รอดต่อไป

แนวโน้มพฤติกรรมการชอบทานอาหารของผู้บริโภคในปัจจุบัน และกลุ่มนักลงทุนหรือบริษัทด้านการลงทุนที่ต้องการทราบถึงทัศนคติและทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนในปัจจุบัน โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,000 คน และสัมภาษณ์เชิงลึก 40 คน โดยกลุ่มตัวอย่าง แบ่งสัดส่วน เพศหญิง 71.5% (จำนวน 716 คน) เพศชาย 23.6% (จำนวน 236 คน) LGBT+ 5% (จำนวน 50 คน) และแบ่งตามเจนเนอเรชัน ดังนี้ Gen Y 54.6% (จำนวน 547 คน) Gen Z 24.8% (จำนวน 248 คน) Gen X 12% (จำนวน 120 คน) และ Baby Boomer 8.7% (จำนวน 87 คน)

โดยผลการวิจัย “พฤติกรรมความเสี่ยงของคนไทย” พร้อมประเด็นคำถามว่า คนไทยชอบเสี่ยงจริงหรือไม่? วิเคราะห์ได้ว่า เพราะสังคมไทยมีความเชื่อเรื่องโชคลาง การพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นหลัก สาเหตุมาจากความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ค่าครองชีพที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่รายได้ลดลง ทั้งยังมีสภาวะโรคระบาด ทำให้ประชาชนหันมาพึ่งสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นแรงผลักดันและเป็นแรงจูงใจ โดยปัจจัยด้านความเชื่อเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค เนื่องจากความเชื่อจะเป็นตัวกำหนดความตั้งใจและพฤติกรรม เพราะฉะนั้นความเชื่อเรื่องโชคลาง ชอบเสี่ยงโชค ลุ้นโชค จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคนำมาใช้จัดการกับความไม่แน่นอนที่กำลังเผชิญอยู่และเป็นกำลังใจที่ทำให้ผู้บริโภคคลายความกังวลกับสภาวะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

ขณะที่ 3 อันดับที่คนไทยชอบเสี่ยงมากที่สุดจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1. เสี่ยงที่จะลุ้น 46.2% ถ้าเทียบเป็นจำนวนประชากร สูงถึง 30 ล้านคน เช่น การลุ้นหวย การลุ้นรางวัลใหญ่จากการชิงโชค ยกตัวอย่าง โออิชิ ทำกิจกรรมส่งเลขใต้ฝา หรือน้ำดื่มสิงห์ กิจกรรมโชคใต้ฝา กรอกรับพ้อยท์ลุ้นแลกรางวัลใหญ่

โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75.3 จะเข้าร่วมต่อเมื่อมีรางวัลใหญ่มาดึงดูด บ่งชี้ว่ากิจกรรมดังกล่าวมีปัจจัยดึงดูดร่วมด้วย 2. เสี่ยงที่จะลงทุน 42.7% เทียบเป็นจำนวนประชากร ได้ประมาณ 28 ล้านคน เช่น หุ้น กองทุน ทองคำ รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีที่กำลังมาในปัจจุบัน

ซึ่งบริษัทภาคเอกชนและภาครัฐบาลหลายประเทศก็เริ่มออกมายอมรับการใช้คริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น (Japan) ประกาศให้สามารถใช้บิตคอยน์ชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และล่าสุด เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) กำลังผลักดันกฎหมายรองรับบิตคอยน์ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ และ 3. เสี่ยงที่จะเซอร์ไพรส์ 11.1% เทียบเป็นจำนวนประชากร ประมาณ 7 ล้านคน เช่น การซื้อกล่องสุ่ม การรับประทานอาหารแนว Chef’s Table หรือการรับประทานอาหารแบบส่วนตัว ซึ่งจะมีเชฟคอยรังสรรค์เมนูต่างๆ ตามใจเชฟ ที่มีความพิเศษทั้งวัตถุดิบและเรื่องราวต่างๆ เรียกว่าเป็นศิลปะในการรับประทานอาหารรูปแบบหนึ่ง โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเปิดเมนูเลือกอาหารเองและลุ้นว่าจะได้รับประทานอาหารเมนูอะไรและรับประสบการณ์ในการทานที่พิเศษมากน้อยแค่ไหน

จากความเสี่ยง 3 ลักษณะดังกล่าวเมื่อวิเคราะห์แล้ว จะพบว่าผู้ที่เป็นเป้าหมายของความเสี่ยงต่างๆ จะเกิดการรับสารแล้วแปลงออกมาเป็นพฤติกรรมตอบสนอง สามารถแบ่งคนชอบเสี่ยง ได้ 2 ประเภท คือ ประเภท Risk Lover ผู้ชอบความเสี่ยง กล้าได้กล้าเสีย ยอมรับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น และประเภท Risk Averse ผู้หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่เล่นการพนันเพราะกลัวเสียเงิน ต้องการความแน่นอนให้กับตัวเองค่อนข้างสูง และเมื่อพิจารณาเชิงลึก จะพบ 3 สัญชาตญาณของมนุษย์ที่บ่งชี้ว่าต้องการ “เสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า” ประกอบด้วย 1. คนอยากเสี่ยงโชค 2. คนชอบความสนุก และ 3. คนอยากตื่นมาแล้วรวยขึ้น โดยหวังให้ความเสี่ยงที่ลงทุนเสี่ยงไปส่งผลตอบสนองให้เปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ

จากการตั้งคำถามว่า “คนไทยชอบเสี่ยงจริงหรือไม่?” และ “มีความเป็น Risk Lover มากน้อยเพียงไร?” จึงได้ทำการทดสอบในเชิงจิตวิทยาจากการเลือกไพ่ ที่เป็นตัวสะท้อนความเสี่ยง แบ่งไพ่ออกเป็น 5 กอง แต่ละกองมีไพ่คู่ 2 ใบ ดังนี้ กองแรก เป็นกองกลางๆ ไม่เสี่ยง ประกอบด้วยใบละ 5,000 บาท กองที่สอง เพิ่มความเสี่ยงขึ้นเล็กน้อย ประกอบด้วยใบละ 6,000 บาท และใบละ 4,000 บาท กองที่สาม เพิ่มความเสี่ยงและลุ้นรางวัลใหญ่ มีใบละ 7,500 บาทและใบละ 2,500 บาท กองที่สี่ มีใบละ 8,000 บาทและใบละ 2,000 บาท และกองที่ห้า Go hard or Go home เสี่ยงให้สุด มีใบละ 10,000 บาท และใบที่ไม่ได้อะไรเลย

จากผลสำรวจพบว่า ไพ่คู่ที่คนเลือกมากที่สุดคือ ไพ่กองแรกถึง 34.5% ที่ไม่ว่าจะเลือกใบใดก็ได้ 5,000 บาท รองลงมาคือ 29.7% กองไพ่ที่สอง ที่มีความเสี่ยงขึ้นมาอีกหน่อยแต่ยังไม่เสี่ยงมาก ตามด้วย 18.3% กองไพ่ที่สาม 10.6% กองไพ่ที่ห้า และ 7.3% กองไพ่ที่สี่ ตามลำดับ และหากมาดูค่าความหมายจากการเลือกไพ่ แบ่งตามกลุ่มตัวอย่าง โดยแบ่งตามเจนเนอเรชัน เพศ เงินเดือน สถานะทางสังคม และการศึกษาแล้ว สรุปได้ว่า ผู้ที่จัดอยู่ในประเภท Risk Lover มากที่ได้สุดคือ Gen Y มากที่สุดถึง 2.38% เพศชายมากที่สุดจากเพศอื่นๆ ถึง 2.52% ผู้ที่มีฐานเงินเดือนมากกว่า 1 แสนบาทขึ้นไปมากที่สุดถึง 2.85% ผู้มีสถานะแยกกันอยู่มากที่สุด 2.75% และผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมากที่สุดถึง 2.36%

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของความเสี่ยง 3 ลักษณะ ได้แก่ เสี่ยงที่จะลุ้น เสี่ยงที่จะลงทุน และเสี่ยงที่จะเซอร์ไพรส์ พบข้อมูลเบื้องลึก เบื้องหลังถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจเพิ่มเติม พร้อมเสนอกลยุทธ์การตลาด โดยเรียงลำดับหัวข้อแต่ละความเสี่ยง ดังนี้

เริ่มที่ เสี่ยงที่จะลุ้น – ด้านลอตเตอรี่ จากผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยซื้อลอตเตอรี่สูงถึง 85.3% แสดงให้เห็นว่า การซื้อลอตเตอรี่เข้าถึงในทุกๆ เพศ ทุกวัย และทุกระดับรายได้ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ซื้อลอตเตอรี่งวดละ 1 ใบ อยู่ที่ 51.9% และซื้องวดละ 2-4 ใบ อยู่ที่ 37.1% เมื่อมาแบ่งตามช่วงอายุแล้วจะเห็นว่า กลุ่มผู้ใหญ่วัย Gen X และ Baby Boomer จะซื้อลอตเตอรี่งวดละ 2-4 ใบ มากกว่ากลุ่มคนวัยทำงานและวัยรุ่น อย่าง Gen Y และ Gen Z ที่จะซื้อเพียงงวดละ 1 ใบเท่านั้น

อาจจะเป็นเพราะว่าวัยอย่าง Gen Y และ Gen Z ให้ความสนใจในเรื่องของการลงทุนมากกว่า เพราะว่าการซื้อหวยเป็นการลุ้น ใช้ความน่าจะเป็น ต่างจากการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการพึ่งเรื่องโชค เรื่องดวง และพฤติกรรมคนไทย 60.1% มองว่า ลอตเตอรี่เป็นการลงทุนต่ำ แต่ได้รับผลตอบแทนสูง ที่แม้งวดนี้จะไม่ถูกแต่ยังมีงวดหน้าเสมอ 63.3% มีการไปไหว้พระขอพร ซึ่งส่วนใหญ่ขอให้ถูกหวย ขอให้ร่ำรวยขึ้น โดยสถานที่ที่นิยมไปขอ เช่น ท้าวเวสสุวรรณ หรืออย่างถ้ำนาคา วัดป่าคำชะโนด ศาลแม่นาคพระโขนงและศาลงูจงอาง

เสี่ยงที่จะลุ้น – ด้านลุ้นโชค ชิงโชค จากผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ส่วนใหญ่คาดหวังรางวัลใหญ่จากการส่งชิงโชคสูงถึง 75.3% แสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ที่เล่นกิจกรรมชิงโชค ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS ส่งรหัสใต้ฝาน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งการเขียนชื่อ-ที่อยู่หยอดลงตู้รับตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ มีความคาดหวังอยากได้รางวัลใหญ่ทั้งนั้น ซึ่งของรางวัลส่วนใหญ่ที่ผู้บริโภคอยากได้รับ ส่วนมากจะเป็นของที่มีมูลค่า เช่น เงินสด ทองคำ หรือของรางวัลเฉพาะบางกลุ่ม เช่น สมาร์ทโฟน ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พัก ตั๋วคอนเสิร์ต เป็นต้น โดยการทำการตลาดชิงโชค โปรโมชั่นชิงโชค ยังเป็นเครื่องมือโปรโมทแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพและกระตุ้นยอดขายมาตลอดปัจจุบัน

ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักการบอกต่อ การทำโฆษณา การสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าด้วยการแจกของรางวัล อีกทั้งยังทำให้ได้ลูกค้าใหม่ที่อาจจะมีการสลับแบรนด์ได้หันมาทดลองใช้สินค้าของเราได้ง่ายด้วยแคมเปญชิงโชค ยกตัวอย่าง ศึกแบรนด์ โออิชิ กิจกรรมไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊ง กับ อิชิตัน กิจกรรมเปิดฝา รหัสรวยเปรี้ยง เป็นต้น อย่างไรก็ตามพบข้อมูลอินไซต์ใหม่ว่า การทำการตลาดชิงโชครูปแบบ Traditional ไม่หวือหวาเช่นเดิม เพราะผู้บริโภคมองว่า การต้องกรอกข้อมูลตนเองเพื่อให้ได้สิทธิ์นั้นเสียเวลา ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องรัดกุมค่าใช้จ่าย และไม่สามารถร่วมกิจกรรม ‘ยิ่งส่งมาก ยิ่งมีโอกาสมาก’

เหมือนที่หลายแบรนด์ทำแคมเปญที่ผ่านมา และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับการกิจกรรม Like&Share บนโซเชียลมีเดียแทนมากถึง 40.9% เพราะกิจกรรมมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ทำได้ง่ายทุกที่ ทุกเวลา และแม้ว่าผลตอบแทนจากการ Like&Share ตามเพจต่างๆ จะไม่ได้เป็นรางวัลใหญ่ที่มีมูลค่าสูงเหมือนอย่างการชิงโชค แต่การได้รับผลตอบแทนเล็กน้อยกลับมา ก็ทำให้ผู้บริโภครู้สึกได้ลุ้นและถูกรางวัลได้เหมือนกัน

ถัดมาเสี่ยงที่จะลงทุน – ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเคยลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คิดเป็น 32.9% นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึง 83.9% ใช้ “เงินออม” ในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะใช้เงินลงทุนต่อ transaction อยู่ที่ 5,000 – 20,000 บาทต่อครั้ง เมื่อศึกษาต่อพบว่า ขนาดของพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลที่กลุ่มตัวอย่างถือครองอยู่ในปัจจุบัน จะอยู่ที่ 50,000 บาท คิดเป็น 53.9% ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% เมื่อเทียบกับการลงทุนทั้งหมด และจากผลสำรวจพบว่า เหรียญที่คนนิยมลงทุนกันมากที่สุด อันดับ 1 คือ Bitcoin 53% อันดับ 2 Ethereum 25.3% อันดับ 3คือ Dogecoin 4.5% และอื่นๆ ตามลำดับ

และระหว่างการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto currency) กับ NFT พบว่า 91.5% ให้ความสนใจการลงทุนในรูปแบบคริปโตฯ มากกว่า การลงทุนในรูปแบบของ NFT โดยอิทธิพลที่ส่งผลในการซื้อขายหรือลงทุน มี 3 อันดับมากที่สุด คือ ตนเอง 70% ศึกษาหรือซื้อขายตามผู้เชี่ยวชาญ (นักวิเคราะห์และบทวิเคราะห์) 46.7% และ ซื้อขายตามเพื่อน 42.7% โดยพบว่าคนกลุ่ม Gen Z เป็นเจนที่สนใจในการลงทุนคริปโตมากที่สุดโดยให้เหตุผลว่าอยากจะรวยเร็วๆ ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่าง 88.8% ทราบดีอยู่แล้วว่าการลงทุนประเภทนี้มีความผันผวนสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ

แต่ก็ยังตัดสินใจลงทุน เพราะมีความเชื่อว่า ความเสี่ยงสูงมักจะนำมาซึ่งการตอบแทนที่สูงเช่นกัน และยอมรับว่ามีความกังวลมากที่สุดต่อการเคยมีข่าวเรียกเก็บภาษีจากการลงทุนประเภทนี้ ตามด้วยจะสามารถใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่

ตามด้วยเสี่ยงที่จะเซอร์ไพรส์ – กล่องสุ่ม และการรับประทานแบบ Chef’s Table โดยจากผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยซื้อกล่องสุ่มอยู่ที่ 24.9% โดยสินค้ากล่องสุ่มที่นิยมซื้อกันมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ขนมทานเล่น 26.8% เครื่องสำอาง 25.3% และเสื้อผ้า 23% ตามลำดับ ซึ่งระดับราคากล่องสุ่มที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยอมจ่าย จะแตกต่างกันไปตามแต่ละเจเนอเรชั่น ข้อมูลวิจัยพบว่า Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ มีแนวโน้มซื้อกล่องสุ่มมากกว่าเจนอื่นๆ สูงถึง 49% เนื่องจากเป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง และเติบโตมากับสมาร์ทโฟน สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้มีพฤติกรรมต้องตามกระแสสังคม กลัวการตกเทรนด์

โดยจะซื้อสินค้ากล่องสุ่มที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาท ขณะที่ในส่วนของ Gen Y ที่มีกำลังซื้อมากกว่า Gen Z ตัดสินใจซื้อกล่องสุ่มที่ระดับราคาไม่เกิน 2,500 บาท เพราะฉะนั้นในการทำกล่องสุ่มจะต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ถึงจะทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ โดยแรงจูงใจในการซื้อกล่องสุ่มส่วนใหญ่เพราะอยากรู้สึกตื่นเต้น ชอบลุ้น ชอบความเซอร์ไพรส์ และมีการคาดหวังว่าสินค้าที่ได้รับจะมีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป นอกจากนี้การรีวิวกล่องสุ่มจาก Blogger อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีการทำคอนเทนต์แกะกล่องสุ่มแต่ละร้าน ก็มีผลสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภคเลือกซื้อกล่องสุ่มตามเช่นกัน

ขณะที่เสี่ยงที่จะเซอร์ไพรส์ – การทานอาหารรูปแบบ Chef’s Table ที่เล่นกับคำว่า “ไม่รู้” ต่อผู้บริโภค จากผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างเคยไปใช้บริการ Chef’s Table อยู่ที่ 28.4% เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยสูงมากเท่ากับความเสี่ยงในด้านอื่นๆ เนื่องจาก Chef’s Table เป็นรสนิยมการทานอาหารเฉพาะกลุ่ม โดยสาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่เลือกไปใช้บริการนี้ ได้แก่ 1. เพื่อต้องการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำในมื้อพิเศษ 27.1% 2. เป็นการได้ลุ้นว่าเชฟจะรังสรค์เมนูอะไรมาให้รับประทาน 25.3% ส่วนใหญ่ระดับราคาที่กลุ่มตัวอย่างยอมจ่ายจะอยู่ที่ 2,000-4,000 บาท คิดเป็น 58.9% ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลที่คนส่วนใหญ่ยอมจ่ายเพื่ออาหารมื้อพิเศษ นอกจากนี้กลุ่ม Gen Y ยังเป็นเจนที่ยอมจ่ายมื้ออาหาร Chef’s Table ที่ระดับราคาสูงถึง 6,000 บาท ถ้าร้านนั้นมีรสชาติที่ดี ชื่อเสียงของร้าน รวมไปถึงการถ่ายทอดเรื่องราวของเชฟเป็นที่น่าประทับใจ

เมนูอาหารสุดฮิตที่คนนิยมรับประทาน คือ อาหารญี่ปุ่นมาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 55.8% ซึ่งที่จักกันดีคือ โอมากาเสะ รองลงมาคืออาหารตะวันตก อยู่ที่ 24.2% อย่างไรก็ตาม พบว่าร้าน Chef’s Table มีมากขึ้น จึงทำให้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ซื่อสัตย์กับร้านเดิม มีการค้นหาร้านอาหารใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ก็มีการกลับไปใช้บริการซ้ำ ถ้าร้านเดิมมีการเปลี่ยนเมนู และติดใจฝีมือเชฟ แต่กรณีถ้าไปเจอร้านอาหารไม่ถูกใจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะไม่วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย แต่จะไม่กลับไปใช้บริการอีกแน่นอน จะเห็นได้กว่า การทำร้านอาหารแนว Chef’s Table ต้องมีมาตรฐานทั้งระดับราคา รสชาติ และเรื่องราวของเชฟที่มาครบถ้วน เพราะร้านรูปแบบนี้เล่นกับความรู้สึกเซอร์ไพรส์ของลูกค้า ถ้าไม่มีความแตกต่างก็ไม่สามารถสร้างจุดขายได้

from:https://www.thumbsup.in.th/cmmu-lotto-gen-y?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cmmu-lotto-gen-y

คุยกับเด็กจบใหม่อย่างไรให้ได้คนที่มีประสิทธิภาพ

ช่วงนี้เป็นช่วงรับปริญญา สำหรับนักศึกษาหลายๆ แห่ง นั่นหมายความว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องหางานทำแล้ว

มีงานว่างมากมายบน LinkedIn ที่เปิดรับสมัครใหม่ในขณะนี้ และเอเจนซี่หรือแบรนด์ของคุณ ก็อาจจะกำลังมองหาพนักงานที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆ เพียงเล็กน้อย จึงเกิดคำถามว่า แบรนด์ควรมองหาคุณสมบัติอะไร ในการจ้างพนักงานระดับเริ่มต้น รวมทั้ง Soft Skill และ Hard Skill สำคัญหรือไม่ คำถามอะไรที่จะงัดความรู้ความสามารถของพวกเขาออกมาได้มากที่สุด รวมทั้งมีข้อควรระวังอะไรที่ต้องทราบ และนี่คือแนวทางที่จะช่วยให้คำตอบว่า แบรนด์ควรมองหาอะไรจากเด็กจบใหม่

สิ่งที่แบรนด์มองหาในตัวผู้สมัคร

การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานหรือประสบการณ์ชีวิต ความสำเร็จบางเรื่องนั้นขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล ความถนัดและความตั้งใจในการทำงาน

การมองหาผู้สมัครที่แสดงความสามารถในการแก้ปัญหา แบรนด์ต้องการจ้างคนที่เคยทำมาก่อน และจะทำงานที่จำเป็นเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ขอให้ผู้สมัครโชว์ตัวอย่างประสบการณ์ของพวกเขาและวิธีที่พวกเขาสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์นั้นกับงานที่แบรนด์ทำ คนที่สามารถแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบเหล่านี้คือตัวเลือกของผู้สมัครที่น่าสนใจ

Hard Skill vs. soft skill

Hard skill จะมองเห็นได้ง่ายที่สุด ผู้สมัครที่ลงทุนให้กับเวลาเพื่อยืนยันความสามารถในด้านที่สมัคร ก็เหมือนสร้างรากฐานสำหรับความสำเร็จ เพราะผู้สมัครที่รู้พื้นฐานของงานที่จะทำในแต่ละวัน และช่วยให้พวกเขาทำงานในตำแหน่งที่สมะครได้เร็วขึ้นมาก แต่ Soft skill นั้นมีค่ามากกว่าเมื่อเวลาผ่านไป แต่จะตัดสินได้ยากกว่าจากประวัติโดยย่อหรือการสัมภาษณ์เพราะผู้สมัครจำนวนมากไม่สามารถให้ข้อมูลเฉพาะที่เพียงพอเมื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในคำถามหรือทักษะที่จำเป็น

ประเภทของคำถามที่จะถาม

แม้ว่า HR จะมีแนวคำถามอยู่ในใจแล้ว แต่ก็ไม่อยากให้ตั้งความคาดหวังที่สูงจนเกินไป  เพราะในกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ไม่มีใครสามารถจัดการงานที่โหดหินได้ และไม่ได้มีประสบการณ์ในงานทุกประเภท แบรนด์ควรคาดหวังให้ผู้สมัครมีมุมมองที่ชัดเจนกับองค์กรและสนใจในตำแหน่งงานที่พวกเขาสมัครจริงๆ เราจะได้คนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเทและพร้อมลุยงานไปกับองค์กรมากกว่า

ตัวอย่างคำถาม

  • ให้บอกเกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับงานที่คุณทำ? – อาจเป็นวิธีเสนอความคิดเห็นที่พวกเขารู้สึกว่าสร้างสรรค์ในช่วงวันหยุด เป้าหมายของคำถามนี้คือ เพื่อให้คุณเข้าใจความสามารถในการตัดสินใจของผู้สมัครและวิธีแยกแยะปัญหา
  • อะไรทำให้คุณสนใจในงานนี้? – การมองหาความหลงใหลในงานที่คำตอบนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะคนที่รู้ข่าวเชิงลึกในอุตสาหกรรมและค้นหาสาเหตุได้ว่าทำไมธุรกิจของคุณถึงน่าสนใจ ผู้สมัครที่ดีจะบอกได้ว่า พวกเขาใช้เวลาส่วนตัวเพื่อรับประสบการณ์หรือเรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เขาสมัคร
  • คุณมีคำถามอะไรไหม? นี่เป็นคำถามสุดท้ายเสมอ แต่เป็นคำถามที่สำคัญมาก หากผู้สมัครที่แสดงว่าพวกเขาทำการบ้านเกี่ยวกับองค์กรที่พวกเขามองหา

ข้อควรระวัง 

ผู้สมัครที่ไม่ทำการบ้าน : ผู้สมัครที่ดีจะต้องใช้เวลาในการค้นคว้าเกี่ยวกับงาน บริษัท บุคคลที่สัมภาษณ์พวกเขาหรือข้อมูลในอุตสาหกรรม อย่างน้อยผู้สมัครควรเข้าชมบัญชีโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อรู้ว่าแบรนด์ที่คุณสมัครเขาทำงานเกี่ยวกับอะไร และมีรูปแบบงานเป็นอย่างไร

ผู้สมัครที่ขาดความกระตือรือร้นหรือความสนใจในงาน : การขาดความกระตือรือร้นในระหว่างการสัมภาษณ์หรือหลังจากนั้น สำหรับบริษัทหรืออุตสาหกรรมนั้น เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าพวกเขาไม่มีความสามารถหรือไม่เต็มใจที่จะทำงานดังกล่าว

 

ที่มา : searchengineland.com

from:https://www.thumbsup.in.th/talk-with-new-gen?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=talk-with-new-gen

6 เทรนด์ผู้บริโภคปี 2022 แนะใช้กลยุทธ์ Martech รับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ADA เปิดรายงาน Martech Report ปี 2022 เผย 6 เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังยุคโควิด ให้ความสำคัญกับสุขภาพและมีระบบดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย ส่งผลภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมเผชิญความท้าทายใหม่ แนะนำใช้กลยุทธ์ Martech สร้างประสบการณ์ใหม่ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ มุ่งสร้างการเติบโตธุรกิจในอนาคต

นายแดน ศรมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอดีเอ ดิจิทัล ประเทศไทย จำกัด ผู้นำในการให้บริการการตลาดดิจิทัลครบวงจร ทั้งในด้าน Data Analytics และการใช้เทคโนลียีการตลาด (MarTech) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า เอดีเอ เอเชียแปซิฟิก จัดทำรายงาน Martech Report ปี 2022 สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีผลกระทบทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว และหากลยุทธ์ใหม่ในการเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน

6 แนวโน้มสำคัญของผู้บริโภคในปี 2022

  1. The conscious consumer : ผู้บริโภคหลังโควิดจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย ความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพพุ่งขึ้น ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
  2. Living in the Blue Zone : ผู้บริโภคต้องการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย มีระบบดูแลสุขภาพ และมีระบบสาธารณสุขรองรับ
  3. Rise of the Mataverse : ผู้บริโภคเลือกใช้ Mataverse หรือโลกเสมือน เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ของผู้บริโภคที่สามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ในทุกช่องทางด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล
  4. Non-fungible tokens (NFTs) for charity : ผู้บริโภคใช้เงินดิจิทัลเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจกำลังใช้ประโยชน์จากเงินดิจิทัลเพื่อจัดทำโครงการรณรงค์เพื่อสังคม
  5. eCommerce Platform : ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ และโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น แบรนด์จึงมุ่งสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
  6. Robotics Delivery and the self-driving car : การใช้ AI ในบริการขนส่งสินค้า และบริการด้านการเดินทางเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“ผลกระทบจากโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องปรับตัว จากรายงานของ Martech Report 2022 แสดงให้เห็นถึงเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้น และนักการตลาดจำเป็นต้องรู้ เพื่อวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” แดนกล่าว

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญของนักการตลาดในยุคนี้ คือ การใช้เทคโนโลยีการตลาด (Martech) เพื่อสร้างความเข้าใจ เข้าถึง และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และข้อมูลเข้ามาช่วยขับเคลื่อนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบและวางกลยุทธ์ออมนิแชนแนล การนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้ในการวางกลยุทธ์ที่สอดรับประสบการณ์ของแบรนด์

นอกจากนี้ ใน Martech Report 2022 ซึ่งจัดทำโดยเอดีเอ เอเชียแปซิฟิก ยังกล่าวถึงผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยที่สร้างรายได้ให้ประเทศคิดเป็นสัดส่วน 18% ต่อจีดีพี ในปี 2021 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 8 ล้านคน และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าปลีก การค้า การสื่อสาร และการขนส่ง

from:https://www.thumbsup.in.th/ada-6-trend-fo-consumer-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ada-6-trend-fo-consumer-2022

“NOSTALVERSE” เทรนด์ใหม่หลังพฤติกรรมผู้บริโภคโหยหาความทรงจำในอดีต พร้อมก้าวไปในอนาคตกับ Metaverse

เมื่อเข้าสู่ยุคหลังโควิด-19 หลายสิ่งที่ผู้คนโหยหาคงเป็นเรื่องของการย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในอดีตที่จะเชื่อมกับเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ทาง CMMU ได้เผยผลวิจัยด้านการตลาดชุดใหม่ในชื่อ “NOSTALVERSE การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต” พบว่า ผู้บริโภคโหยหาอดีตเพราะพวกเขารู้สึกผูกพันและอยากที่จะย้อนวัยกลับไปสู่โลกที่มีความทรงจำที่ดี แม้ว่าต้องการย้อนวัยแต่แบรนด์ก็ยังจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์ประสบการณ์ของพวกเขาด้วย

ปัจจุบันคนไทยยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ในความทรงจำ และมากกว่า 50% ยังคงให้การสนับสนุนแบรนด์ในความทรงจำอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ทำให้อดีตกับอนาคตจะมาบรรจบกันได้นั้น จากข้อมูลวิจัยพบว่า การถวิลหาอดีตอันหอมหวานเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ชุ่มชื่น เพราะบริบทสังคมในปัจจุบัน อาทิ การระบาดโควิด-19 สงคราม ภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และภัยธรรมชาติต่างๆ อาจก่อให้เกิดความเครียด ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มรู้สึกถวิลหาช่วงเวลาในอดีต จนนำสู่การเกิด ‘กิจกรรมย้อนวันวาน’ เพื่อจำลองประสบการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และสร้างพื้นที่จำลองในจิตใจที่รู้สึกปลอดภัย

ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะสามารถทำให้เขาเหล่านั้นสามารถหลีกหนีจากภาวะปัจจุบันอันเคร่งเครียด ขณะเดียวกันผลการศึกษาด้านจิตวิทยากับอาสาสมัครทั่วโลก พบว่า การคิดถึงอดีตช่วยเยียวยาจิตใจในสภาวะที่ยากลำบาก และยังช่วยให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้นได้

สอดคล้องกับแนวคิดเชิงจิตวิทยาที่เรียกว่า Coping skill ทักษะการรับมือเพื่อจัดการกับความเครียด ผ่านรูปแบบกิจกรรม เช่น การทำสมาธิ การทำสิ่งที่ชื่นชอบ และการนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น สื่อสังคมออนไลน์ที่ทุกคนมักเสพในชีวิตประจำวันจะทำให้คนรู้สึกนึกถึงความสุขในอดีตเพิ่มมากขึ้น

กรณีศึกษา “การตลาดย้อนวันวาน Nostalgia Marketing” การทำการตลาดโดยการเข้าถึงทัศนคติในเชิงบวก ประสบการณ์ความคุ้นเคย และความชื่นชอบในอดีตที่ผ่านมาของผู้บริโภค โดยความทรงจำในอดีตที่ดีเหล่านี้มีความพิเศษที่จะช่วยเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค

  1. แบรนด์ Coca Cola (โคคา-โคล่า) ออกแคมเปญเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาส ที่ต้องการให้ผู้บริโภคเลือกฉลองคริสต์มาสคู่กับโค้กมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 80 ปี เพื่อสร้างภาพจำว่าเมื่อเห็นซานตาคลอสต้องมีโค้ก และทำการตลาดให้ผู้บริโภคจำภาพลักษณ์ซานตาคลอสใส่ชุดสีแดงตามสีแบรนด์ได้จากเดิมใส่ชุดสีเขียว
  2. แบรนด์เกม Nintendo (นินเทนโด) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมเกม สานฝันให้แก่เหล่าแฟนคลับ Nintendo โดยผลิตเครื่องเกมรุ่น NES Classic Edition และ Super NES Classic Edition คอลโซลเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคอนโซลเกมยุคเก่า ซึ่งได้รับกระแสดีมากด้วยยอดขายกว่า 14 ล้านเครื่องภายในปีแรกที่เปิดตัว
  3. แบรนด์ Disney (ดิสนีย์) อาศัยช่วงที่กระแส Streaming กำลังมาแรง กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นรายสำคัญ ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Disney plus และรวบรวมคอนเทนต์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Disney เพื่อกลับมาเติมเต็มความฝันในวัยเด็กให้แก่เหล่าสาวกดิสนีย์อีกครั้ง และยังเป็นการปลูกฝังให้เกิดแฟนคลับรุ่นใหม่อีกด้วย
  4. แบรนด์ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) ออกแคมเปญ #ฉายแล้ววันนี้ที่Netflixรามา ซึ่งร่วมมือกับหอภาพยนตร์ คัดหนังไทยทั้งหมด 19 เรื่อง ชวนให้ผู้ชมร่วมย้อนวันวานความประทับใจกับหนังเพื่อสะท้อนความเป็นหนังไทย
  5. JOOX (จูกซ์) แอปพลิเคชันเพลงยอดนิยมของเหล่าวัยรุ่น ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังที่อายุมากกว่า 35 ปี จึงออกแคมเปญ Throwback the 90s นำเพลงเก่ายุค 90 มาให้ศิลปินรุ่นใหม่ร้อง เช่น เพลงเหนื่อยใจ ของ XL STEP ที่กลับมาทำใหม่ ขับร้องโดย อิ้งค์ วรันธร แต่กลับได้กลุ่มคนรุ่นใหม่มาฟังศิลปินที่ตนชื่นชอบเพิ่มขึ้น ทำให้กรณีนี้เห็นว่า Nostalgia สามารถเข้าถึงได้ทุกเจเนอเรชันจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็น Gen X เท่านั้น

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแล้วพบว่า คนไทย 91.4% เห็นว่าความทรงจำ “มีคุณค่า” จึงเป็นการยืนยันว่า ทำไม Nostalgia Marketing ถึงสำคัญ และสามารถขับเคลื่อนแบรนด์และธุรกิจไปข้างหน้าได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน คนไทย 67.9% เห็นว่า ความทรงจำ “เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข” ช่วยเพิ่มพลังให้กับปัจจุบันได้ ขณะเดียวกันคนไทยมักจะนึกถึง พูดถึง และชอบเล่าหรือแชร์เรื่องราวในอดีตให้คนอื่นฟัง แบ่งเป็น 73.2% นึกถึงความทรงจำในอดีต 65.9% พูดถึงความทรงจำในอดีต และ 59.1% เล่าความทรงจำในอดีตให้ผู้อื่นฟัง

ซึ่งช่วงเวลาในชีวิตที่มีความสุขมากที่สุดและเป็นช่วงที่อยากย้อนอดีตกลับไปมากที่สุดของคนทุกเจเนอเรชันคือ “ช่วงมัธยม” ด้วยเหตุผลคือ

  1. อยากกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด 49.4%
  2. อยากกลับไปช่วงที่มีความสุข 48.5%
  3. อยากกลับไปบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต 27.6%

อีกทั้ง “เพื่อน” อยู่ในทุกความทรงจำ ซึ่งจุดนี้แบรนด์สามารถนำไปเตรียมแผนปรับกลยุทธ์การตลาดได้เลยทีเดียว

จากข้อมูลดังกล่าวยังทำให้ค้นพบอีกว่า ผลวิจัยแบรนด์ในความทรงจำกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 สุดอินไซต์ของแต่ละเจเนอเรชันที่น่าสนใจมากอย่าง TOP3 แบรนด์ในความทรงจำ ดังนี้

  • Gen X คือ 1. Levi’s (ลีวายส์) 2. นมตราหมี 3. นันยาง
  • Gen Y คือ 1. NOKIA (โนเกีย) 2. Nestle MILO 3. Coca Cola (โคคา โคล่า)
  • Gen Z คือ 1. Nike (ไนกี้) 2. Johnson & Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) 3. PEPTEIN (เปปทีน)

คนไทย 3 ใน 4 มีความทรงจำที่ดีกับแบรนด์ และมากกว่า 50% ยังคงให้การสนับสนุนแบรนด์ในความทรงจำอย่างต่อเนื่อง นั่นแสดงว่า แต่ละแบรนด์ต้องมีกลยุทธ์เด็ดที่สามารถครองใจคนแต่ละเจนได้ นำสู่ความสอดคล้องกับ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเรียงลำดับมากไปน้อย

  1. รูป โลโก้ การใช้สี แสง องค์ประกอบภาพ การตกแต่ง จัดวางสินค้าหน้าร้าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน บุคคล มาสคอต เช่น แบรนด์ Red bull (เรดบูล) Apple (แอปเปิ้ล) KFC (เคเอฟซี) ที่เห็นโลโก้แล้วจดจำได้ทันที
  2. สัมผัส การจับต้องทั้งตัวสินค้า การบรรจุภัณฑ์หรือสิ่งของต่างๆ ใบหน้าร้านค้า ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุ อุณหภูมิ น้ำหนัก และรูปทรง เช่น แผ่นเลย์ ขวดโค้ก โทรศัพท์ Blackberry
  3. กลิ่น ตัวกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่มีความแนบเนียนมากที่สุด เช่น กลิ่นหอมของแป้งร้านโตเกียว กลิ่นสบู่นกแก้ว หรือน้ำอบ
  4. เสียง การได้ยินเสียงเดิมซ้ำบ่อยๆ จะสร้างความคุ้นเคยสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น เสียงรถวอลล์ เสียงของ 20 Century Fox ก่อนดูหนัง เสียงเพลงอินโทรรายการกระจกหกด้าน
  5. รส ที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อลิ้มลอง แต่ทั้งนี้อาจจะมีปัจจัยอื่นเป็นตัวกระตุ้นได้อย่าง การรีวิว เช่น รสชาติของโค้กหรือเป๊ปซี่ ไมโลหรือโอวัลติน น้ำสิงห์ อีกทั้งคนไทย 72.3% คิดว่าในโลกอนาคตน่าจะสามารถเก็บความทรงจำในอดีตไว้ได้

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้คิดค้น กลยุทธ์การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต เรียกว่า “FM AM” (เอฟเอ็ม เอเอ็ม) พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อให้นักการตลาดและผู้ประกอบการ รวมถึงผู้คนทั่วไปที่สนใจข้อมูลวิจัยที่เป็นปัจจุบัน ได้นำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

F: Flashback ย้อนกลับไปดึงความทรงจำแห่งความสุขและความปลอดภัยในอดีต นำมาถ่ายทอดในบริบทปัจจุบัน ยกตัวอย่าง แอปฯสุดนิยมในอดีตอย่าง Timehop ที่คอยเตือนเรื่องราวความทรงจำจากโซเชียลมีเดีย จนทำให้ Facebook ต้องหันมาทำ features นี้เพื่อแข่งขัน

โดยสร้าง ปุ่ม on this day หรือ memories เพื่อย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราโพสต์เมื่อ 3-5 ปีที่แล้ว หรือ Instagram ออกแบบ features อย่าง IG Story ที่เป็นนิยมโพสต์และหายไปภายใน 24 ชั่วโมงก็ยังถูกจัดเก็บที่ละเอียดขึ้นไปอีกในแต่ละวันหรือสถานที่ก็สามารถย้อนกลับไปดูได้

 

M: Moment of Happiness การดึงความทรงจำที่มีความสุข โดยเฉพาะช่วงเวลาดีๆ กับเพื่อนและครอบครัว ยกตัวอย่าง โปรเจกต์จากเมืองนอกอย่าง Deep-Nostalgia ให้ผู้บริโภคสามารถนำรูปของคนที่เราคิดถึงหรือคุณทวด ปู่ ตา ที่สมัยท่านมีชีวิตอยู่ อาจจะไม่มีการบันทึกวิดีโอ ให้สามารถเปลี่ยนภาพนิ่งกลับมาให้มีชีวิตอีกครั้ง เพียงอัปโหลดภาพนิ่งเข้าระบบแล้วภาพจะเคลื่อนไหว

A: Align all sensories เชื่อมโยงความทรงจำและโลก Metaverse ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 รูป สัมผัส กลิ่น เสียง รส โดยปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ต่างพัฒนาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อให้เราเข้าถึงโลกเสมือนได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น TeslaGlove พยายามจะให้เรารู้สึกถึงการสัมผัสในโลก Metaverse ให้ใกล้เคียงกับของจริง หรือชุด Skinetic ที่พยายามทำให้เรารับรู้ถึงการสัมผัสตามร่างกาย โดยชุดจะมีเซนเซอร์คอยทำงานให้เรารู้สึกรอบตัว

M: Meta-experience ใช้เทคโนโลยี Metaverse ยกระดับประสบการณ์สุดพิเศษ เช่น รูปแบบ Virtual Concert ยกตัวอย่าง D2B Concert ที่เมืองไทย ที่พาศิลปิน “บิ๊ก” ที่ทุกคนคิดถึงกลับมาให้มีชีวิตโลดแล่นบนคอนเสิร์ตอีกครั้ง หรือคอนเสิร์ต เติ้งลี่จวิน หรือ Queen ที่ต่างประเทศ ได้ยิงโฮโลแกรมเสมือนมาอยู่ในคอนเสิร์ตจริงๆ หรือรูปแบบ Virtual Tour พิพิธภัณฑ์ในหลายประเทศทั่วโลกทำทัวร์พิพิธภัณฑ์แบบ Virtual ขึ้นมา

แม้กระทั่ง NFT งานศิลปะยุค Metaverse ยังมีการทำ Virtual Exhibition มาให้สามารถเดินเข้าไปดูแกลอรี่จำลอง เลือกซื้อ NFT และจ่ายเงินเป็นคริปโตได้ทันที และสุดท้ายแบรนด์ที่โด่งดังระดับโลกอย่างโค้ก ได้ก้าวเข้าสู่ Metaverse จากโปรเจกต์ The friendship box NFT มีการขายงานศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปตู้เย็นย้อนยุค หรือแม้กระทั่งเสียงของแบรนด์ จะเห็นได้ว่าแค่ได้ยินเสียงน้ำแข็งสัมผัสแก้ว น้ำสัมผัสน้ำแข็ง ก็ทำให้นึกถึงโค้กได้ทันที

ปัจจุบันหลายแบรนด์กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทะยานไปสู่โลกอนาคต Metaverse คนทั่วไปก็เริ่มสนใจเพิ่มขึ้นด้วย โดย 3 ใน 4 ของคนไทยรู้จักคำว่า Metaverse และมีคนไทยถึง 62% ที่เห็นว่าในอนาคต Metaverse จะมีบทบาทในชีวิต เศรษฐกิจและสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z และความท้าทายของโลก Metaverse ได้แก่

1. เทคโนโลยี แบรนด์ต้องพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีการแสดงผลสมจริง ลื่นไหล

2. โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ต้องมีการบูรณาการรูปแบบการชำระเงินให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มีการใช้ Single wallet ที่สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไร้พรมแดนสามารถข้ามกันระหว่างโลกเสมือนหลายใบได้ เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจและ Metaverse economy

3. ความเป็นส่วนตัว ในโลกอนาคตที่สามารถสร้าง Avatar ได้หลายตัวตนในโลกต่างๆ จึงควรทำเงื่อนไขในการยืนยันตัวตนในการชำระเงินและการทำธุรกรรมต่างๆ โดยมีการจัดเก็บข้อมูลและหลักฐานยืนยันตัวตนไว้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการทุจริตรวมไปถึงการคุกคามบนโลกเสมือน

4. การพัฒนาบุคลากร ด้านทักษะความสามารถของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องโครงสร้าง 3 มิติ การปรับตัวของ Content Creator และผู้จัดอีเวนท์ต้องเชี่ยวชาญด้านการสร้างประสบการณ์บน Metaverse

5. โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ทุกสังคมย่อมมีกฎหมายแม้แต่โลกเสมือน จึงควรมีการบริหารจัดการ Metaverse ให้มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ในแง่ของการทำธุรกรรมทางการเงิน การถือครองที่ดิน การมีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกมุมโลกให้ไปอย่างราบรื่น

from:https://www.thumbsup.in.th/nostalverse-new-trend-for-consumer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nostalverse-new-trend-for-consumer

ค่าครองชีพสูง กระทบปัญหากำลังซื้อช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองกว่า 70% มีความกังวลด้านสภาพคล่องทางการเงิน

เข้าสู่สัปดาห์แห่งการเปิดภาคเรียนใหม่ในปี 2565 เหล่าผู้ปกครองต่างก็กังวลเรื่องภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน

จากผลสำรวจ พบว่า ผู้ปกครอง 70.8% มีความกังวลและมีปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา แต่ด้วยการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุตรหลาน ผู้ปกครองในกลุ่มที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อนำมาใช้จ่าย

และเนื่องจากในปีนี้ เป็นการเปิดเรียนเต็มรูปแบบ โดยนักเรียนสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้อีกครั้ง ซึ่งมีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น อาทิ ชุดนักเรียน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่ากิจกรรม เป็นต้น

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายในด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 นี้ อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2.0% เมื่อเทียบกับผลสำรวจในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่าประมาณ 26,900 ล้านบาท

เปิดเทอมปี 2565 ผู้ปกครองใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน เพิ่มขึ้น 2.0% หรือมีมูลค่าประมาณ 26,900 ล้านบาท

จากสถานการณ์โควิดที่ผ่อนคลาย ทำให้นักเรียนสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ (On-Site) ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดเรียนในวันที่ 17 พ.ค. 2565 และในช่วงเวลานี้ของทุกปี ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเรียนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา

แต่เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ราคาสินค้าหลายประเภทและพลังงานเร่งตัวสูงขึ้น ขณะที่การจ้างงานและรายได้ภาคครัวเรือนยังอ่อนแอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ปกครองบางกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเหล่านี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้จัดทำการสำรวจมุมมองผลกระทบและการปรับตัวในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 ของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเรียน (ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น จากกลุ่มตัวอย่าง 500 คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ปกครองมีกังวลมากที่สุด คือ ปัญหาเรื่องของราคาสินค้าและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน และจากผลสำรวจสะท้อนว่า

ผู้ปกครองกว่า 70.8% แสดงความกังวล/มีปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานในการเปิดเทอมปี 2565 เนื่องจากในภาวะปัจจุบัน ผู้ปกครองบางกลุ่มยังคงเผชิญกับปัญหาหลายๆ ด้าน

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ตนเองหรือสมาชิกในครอบครัวยังหางานไม่ได้ ชั่วโมงการทำงานยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ยอดขายของธุรกิจที่ลดลง มีภาระที่ต้องผ่อนชำระเงินกู้ อีกทั้งยังต้องพบเจอกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยกลุ่มผู้ปกครองที่มีความกังวลหรือมีปัญหาด้านสภาพคล่อง ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง และเป็นกลุ่มที่มีภาระการผ่อนชำระสินเชื่อมากกว่า 1 บัญชี หรือเงินกู้ยืมจากแหล่งอื่น

นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ปกครองยังมีความกังวลอยู่มาก รองลงมา คือ เรื่องของโรคโควิด แม้ ณ ขณะนี้ นักเรียนบางส่วนจะได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว (โดยในวัยเรียนอายุ 5-11 ปี ได้รับวัคซีน 2 เข็ม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15.5% ของนักเรียนในวัยดังกล่าว และอายุ 12-17 ปี ได้รับวัคซีน 2 เข็ม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 75.5% ของนักเรียนในวัยดังกล่าว ข้อมูล ศบค. ณ วันที่ 7 พ.ค. 65)

แต่ผู้ปกครองยังมีความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของโรคเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันยังสูง และจากผลสำรวจสะท้อนว่า ผู้ปกครองกว่า 56.8% ยังไม่มีความมั่นใจเมื่อบุตรหลานต้องกลับไปเรียนที่โรงเรียนเต็มรูปแบบ เนื่องจากมองว่าโควิดนั้นติดต่อง่าย และอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุตรหลาน

อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองกว่า 43.2% มีความมั่นใจที่บุตรหลานจะได้กลับเข้าไปเรียนที่โรงเรียน (ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป) เนื่องจากบุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนและมองว่าทางสถานศึกษามีมาตรการที่ดีในการเฝ้าระวังการระบาดของโรคในโรงเรียน

สำหรับแหล่งเงินที่ผู้ปกครองนำมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน โดยส่วนใหญ่จะมาจากเงินออม และมาจากแหล่งเงินอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต ยืมญาติ/เพื่อน เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 41.8% รองลงมา คือ ผู้ปกครองใช้เงินออมของตนทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วน 30.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

แต่ก็มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่มีเงินออมไม่เพียงพอเพื่อนำมาใช้จ่ายในการชำระค่าเทอมและซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และอื่นๆ จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินจากที่อื่น 27.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เช่น ยืมญาติ / เพื่อน ใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ผู้ปกครองบางรายพี่งโรงรับจำนำ กู้นอกระบบ และผู้ปกครองบางรายเลือกที่จะขอผ่อนชำระหรือผ่อนผันกับทางโรงเรียน

และในภาวะดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างกว่า 82.6% มองว่า ในช่วงเวลานี้ ทางการควรมีมาตรการเพื่อมาช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือด้านอื่นๆ อาทิ มาตรการเงินช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายและค่าเทอม มาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อสินค้าเพื่อการศึกษา หรือมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อ ATK ตรวจโควิด เป็นต้น

มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาสำหรับบุตรหลานในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 นี้ อาจเพิ่มขึ้น 2.0% จากผลสำรวจเมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากการกลับไปเรียนที่โรงเรียน (On-Site) ทำให้ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้า อุปกรณ์การศึกษาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 นี้ อาจมีมูลค่าประมาณ 26,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2.0% เมื่อเทียบกับผลสำรวจในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มูลค่าการใช้จ่ายยังต่ำกว่าในช่วงผลสำรวจปี 2563 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ปรับขึ้นในปีนี้มาจากปัจจัยเฉพาะ ดังนี้

ค่าเทอมและค่าธรรมเนียม (คำนวณในส่วนของโรงเรียนรัฐและเอกชน ไม่รวมโรงเรียนนานาชาติ) โดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.7%

จากผลสำรวจในปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่า 22,700 ล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าผลสำรวจในปี 2563 (มีมูลค่าประมาณ 22,965 ล้านบาท) โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ที่ปรับขึ้นเป็นผลของฐาน เนื่องจากในปีการศึกษา 2565 นี้ ทางโรงเรียนเปิดเรียนแบบเต็มรูปแบบ ทำให้ในส่วนของค่าธรรมเนียม ค่าบริการและค่ากิจกรรมต่างๆ กลับมาจัดเก็บในอัตราปกติ (ในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา)

เนื่องจากการระบาดของโควิดทำให้เวลาส่วนใหญ่นักเรียนจะเรียนผ่านออนไลน์ และเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ทำให้ทางโรงเรียนได้งด/ปรับลดค่าธรรมเนียม บริการและค่ากิจกรรมต่างๆ ที่นักเรียนไม่ได้ใช้บริการ) และโรงเรียนเอกชนบางแห่งปรับราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนการทำธุรกิจอย่างค่าแรงบุคลากร หรือค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น

แต่สำหรับในส่วนของค่าเทอมโรงเรียนเอกชน จากผลสำรวจ พบว่า การปรับขึ้นค่าเทอมยังทำได้จำกัด และเป็นเฉพาะแห่งซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักเรียนของแต่ละโรงเรียน และในปีนี้ โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ยังคงตรึงราคาค่าเทอม และบางแห่งยังให้ส่วนลดค่าเทอม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง

สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าขนม/ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นต้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ว่าในปีนี้ สินค้าบางประเภท เช่น ชุดนักเรียน ผู้ประกอบการยังคงไม่ปรับขึ้นราคา

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ มีการจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษสำหรับชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน แต่เนื่องจากเปิดเทอมใหม่ในปี 2565 นี้ นักเรียนสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ จึงต้องมีการซื้อสินค้าบางประเภทมากขึ้น เช่น ชุดนักเรียน หรือชุดทำกิจกรรม เป็นต้น

อีกทั้งยังเป็นผลมาจากราคาสินค้าบางประเภทได้มีการปรับขึ้นราคาไปก่อนหน้าแล้ว ประกอบกับในปีนี้ทางภาครัฐ ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครองอย่างปีที่ผ่านมา

สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของการเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะ แม้นักเรียนสามารถกลับไปเรียนได้แล้ว แต่ปัจจัยความกังวลในเรื่องโควิดที่ยังมีอยู่ กอปรกับประเด็นกำลังซื้อทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ยังปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก

โดยผู้ปกครองบางรายเลือกที่จะปรับลดวิชาเรียน ขณะที่บางกลุ่มงดการเรียนพิเศษชั่วคราว เมื่อสถานการณ์โควิดและเศรษฐกิจดีขึ้นผู้ปกครองคงจะให้บุตรหลานกลับไปเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะ

ทั้งนี้ มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมปีนี้ที่เพิ่มขึ้นข้างต้น อาจไม่ได้สะท้อนว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีทิศทางที่ดี แต่เป็นผลจากการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้าที่ได้รับผลกระทบมากจากการระบาดของโควิด รวมถึงผลด้านราคาและค่าครองชีพ

ขณะที่ ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดสรรค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน โดยอาจพิจารณาเลือกตัดลดหรือประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก้อนอื่นๆ ควบคู่กับการหาแหล่งรายได้อื่นเข้ามาเพิ่มทดแทน

from:https://www.thumbsup.in.th/k-research-after-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=k-research-after-covid

อะไรจะเกิดขึ้นสำหรับนักการตลาด หลัง Elon musk เทคโอเวอร์ Twitter

ตั้งแต่เข้าไปถือหุ้นใน Twitter เราจะเห็น Elon Musk จะจริงจังกับการเขย่าแพลตฟอร์ม Twitter อย่างมาก ตั้งแต่การทวีตข้อความจำนวนมากเกี่ยวกับที่ว่าเขาได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อแอปโซเชียลมีเดียในราคาประมาณ 44 พันล้านดอลลาร์

ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี รวมทั้งการทดสอบว่าแบรนด์ต่างๆ คิดเห็นอย่างไรในการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย

ในการแถลงข่าวที่ประกาศแผนการ Elon Musk เขาต้องการที่จะดูแลเกี่ยวกับคำพูดต่างๆ บนแพลตฟอร์มและให้ความสำคัญกับบัญชีและการโต้ตอบที่เน้นด้านความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

“การพูดโดยเสรี เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย และ Twitter เป็นศูนย์กลางของโลกดิจิทัล ที่มีการโต้เถียงกันเรื่องสำคัญต่ออนาคตอยู่บ่อยครั้ง” Musk กล่าวในแถลงการณ์

“ผมต้องการทำให้ Twitter ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการเพิ่มคุณสมบัติใหม่ ทำให้อัลกอริทึมเป็นโอเพนซอร์สเพื่อเพิ่มความไว้วางใจ ลดสแปมบอท และรับรองความถูกต้องของทุกคน”

ซึ่งก่อนหน้านี้ Twitter ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางวาทกรรมเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งต่อไปอาจผลักดันให้แบรนด์ถึงทางตันเมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือกมากในการทำคอนเทนต์ต่างๆ บนแพลตฟอร์มนี้

อีกเหตุผลหนึ่งมาจาก รายได้จากโฆษณาปีนี้ของ TikTok เติบโตเพิ่มขึ้นสามเท่า เป็น 11.64 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Twitter และ Snapchat รวมกัน

Mike Proulx ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Forrester  ระบุว่า “หาก Elon ตัดสินใจที่จะผ่อนคลายนโยบายการควบคุมเนื้อหาต่างๆ เขาจะทำให้ค่าโฆษณาบน Twitter ตกอยู่ในความเสี่ยง”

ทางด้านนักวิเคราะห์จาก Kelsey Chicering เขียนไว้ในบล็อกโพสต์ว่า “แบรนด์ต่างๆ เริ่มตระหนักมากขึ้นถึงเนื้อหาที่มีความเสี่ยงหรือการบิดเบือนข้อมูล ดังนั้นพวกเขาจึงอาจนำเงินดอลลาร์ไปใช้กับช่องทางอื่น ที่มีมาตรการด้านความปลอดภัยมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างๆ ก็อาจได้รับประโยชน์จากการเข้าซื้อกิจการของมัสก์ เพราะอาจมีปรับปรุงการนำเสนอโฆษณาที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ยังมีหลายแบรนด์ในธุรกิจที่ลงโฆษณากับ Twitter ออกมาบอกว่า ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างน้อยแผนการปรับเปลี่ยนโฆษณาในระยะสั้น ยังต้องมีต่อไปเพื่อให้ธุรกิจของพวกเขายังเดินต่อไปได้

 

ที่มา : marketingdive.com

from:https://www.thumbsup.in.th/elon-musk-twitter?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=elon-musk-twitter

หลักสูตร Super Brand Manager รุ่น 36 FIND THE RIGHT WAY TO SUCCESS RIGHT NOW พบกับโจทย์ใหม่ ในการเปลี่ยนใจลูกค้า

เปิดให้ลงทะเบียนแล้ววันนี้❗️❗️

หลักสูตร Super Brand Manager รุ่น 36 FIND THE RIGHT WAY TO SUCCESS RIGHT NOW พบกับโจทย์ใหม่ ในการเปลี่ยนใจลูกค้า จาก “ไม่รู้จัก” เป็น “รักหมดใจ” 💗🤟
.
คอร์สการตลาดที่ครบทุกแง่มุมการปั้นแบรนด์ในโลกยุคใหม่ การันตีความเข้มข้นของเนื้อหา พร้อมพบวิทยากรคุณภาพ ที่จะแบ่งปัน ประสบการณ์พร้อมมุมมองใหม่ ทำอย่างไรให้แบรนด์ของคุณไปอยู่กลางใจของลูกค้า 💓💖
.
📍เริ่ม17 มิถุนายน 2565 ถึง 20 สิงหาคม 2565
👉ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่งได้ที่ : https://bit.ly/3vUu9H6

from:https://www.thumbsup.in.th/super-brand-manager?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=super-brand-manager

“น้อยแต่มาก” โควิดพลิกเทรนด์ตลาดความงามทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมมากขึ้น

  • การใช้เครื่องสำอางต่อสัปดาห์ลดลง 28% และการใช้ลิปสติกลดลง 40% เมื่อเทียบกับปี 2019
  • ปัจจุบันผู้หญิงสระผมและจัดทรงผมน้อยลง เปิดรับสไตล์ผมที่ยาวขึ้น
  • การฟื้นตัวของตลาดได้รับแรงหนุนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดขั้นตอนแต่คุณภาพสูงขึ้น และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

3 ข้อสรุปด้านบนทำให้เห็นความน่าสนใจของเทรนด์ด้านความสวยความงามของผู้หญิงที่ผลจากการล็อกดาวน์ไปทั้งโลกส่งผลอย่างมากในเรื่องของวัฒนธรรมการทำงานที่บ้าน หรือ Work from home ที่ทำให้เราลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องสำอางค์ในการแต่งหน้ามากขึ้น และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เน้นการบำรุงจากภายในสู่ภายนอก หรือเป็นวัสดุที่ทำจากธรรมชาติ

ทั้งนี้ Kantar เผยผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการล็อกดาวน์จากโควิดและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานจากที่บ้าน ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงตลาดความงามทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการใช้เครื่องสำอางต่อสัปดาห์ในทุกตลาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงโดยเฉลี่ย 28% เทียบกับก่อนเกิดโรคระบาด และลดลง 31% เมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เนื่องจากผู้หญิงเลือกกิจวัตรที่ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนลงการแต่งหน้าลง แต่มีคุณภาพสูงขึ้น ทำให้การใช้ผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องการผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติสูงขึ้น จากยอดขายโดยเฉลี่ย 18% ในปี 2017 เป็น 24% ของยอดขายในปี 2021 ช่วยให้ตลาดฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาด

รายงานระดับโลก ‘On Trend: The evolving beauty consumer’ จาก Kantar วิเคราะห์พฤติกรรมการจับจ่ายรายบุคคลและครัวเรือนมากกว่า 300,000 รายใน 20 ประเทศ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้หญิงใน 7 ประเทศเศรษฐกิจหลัก เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของการล็อคดาวน์จากโควิดเป็นเวลา 2 ปี การจัดลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนไป และความต่อเนื่องของวัฒนธรรมการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ผลวิจัยยังเผยให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อความงามระดับพรีเมียมที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาด โดยเพิ่มขึ้น 6%* สำหรับหมวดหมู่สินค้าใบหน้าและการแต่งหน้า หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและดูแลผิวกายเองก็เป็นหมวดหมู่ที่โดดเด่นโดยสามารถเติบโตได้สำเร็จในช่วงการระบาดใหญ่ทั้งสองปี

มูลค่ายอดขายเครื่องสำอางลดลงในเกือบทุกตลาดตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2021 เนื่องมาจากโอกาสการใช้เครื่องสำอางที่ลดลงโดยเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมูลค่ายอดขายเครื่องสำอางลดลง -44% เทียบปี 2021 และ 2019

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มทั่วโลกที่มีต่อโอกาสการใช้งานเครื่องสำอางค์ที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้บริโภคในยุโรป การใช้งานผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้าและริมฝีปากลดลงอย่างมีนัยสำคัญหากเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเน้นที่การแต่งหน้าส่วนของดวงตามากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการสวมหน้ากากระหว่างการระบาดใหญ่

เน้นความสวยเด่นรอบดวงตา

  • ปัจจุบันผู้บริโภคเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ด้านความงามที่ช่วยลดขั้นตอน ติดทนนาน และทาได้อย่างรวดเร็ว
  • ผู้บริโภคแต่งหน้าน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด

ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

ตลอดช่วงการระบาดใหญ่ ผู้หญิงที่เลือกไว้ผมยาวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 58% ของผู้หญิงในปี 2017 เป็น 62% ในปี 2021 ในขณะเดียวกันผู้หญิงเลือกที่จะสระผมน้อยลง โดยลดลงเกือบ 10% ในระยะเวลา 5 ปี ถึง 2.8 ครั้งต่อสัปดาห์โดยเฉลี่ย แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของผลิตภัณฑ์พรีเมียม แม้ว่าจะมีการใช้งานที่ลดลง แต่ครีมนวดผมและทรีตเมนต์ก็มีมูลค่าการขายที่เพิ่มขึ้น โดยสร้างการเติบโต 5% ในปี 2020 (เทียบกับ 2019) และเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2021 (เทียบกับ 2020)

ผลิตภัณฑ์พรีเมียมซึ่งชูคุณสมบัติการดูแลปัญหาเส้นผมโดยเฉพาะเจาะจงจะช่วยส่งเสริมการเติบโต ผลิตภัณฑ์ที่กำหนดเป้าหมายตามสภาพเส้นผมโดยเฉพาะซึ่งรวมถึงปัญหาผมร่วงและรังแค เติบโตเร็วกว่าตลาดแชมพูโดยรวมถึง 5 เท่า โดยเติบโต 10%* ในปี 2021 ในขณะที่ตลาดแชมพูโดยรวมเติบโตเพียง 2%*

จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและใส่ใจสุขภาพสูงขึ้น

เครื่องสำอางจากธรรมชาติและวีแกนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับส่วนผสมและความยั่งยืนในผลิตภัณฑ์ความงามที่พวกเขาซื้อมากขึ้น

  • ผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าและผิวกายที่มีส่วนผสมตามธรรมชาติเติบโตโดยเฉลี่ย 18% ของยอดขายในปี 2017 เป็น 24% ของยอดขายในปี 2021 การเพิ่มขึ้นที่ใหญ่ที่สุดคือฝรั่งเศส โดยที่การเปลี่ยนแปลงมาจากผู้บริโภค 23% ในปี 2019 เป็น 32% ในปี 2021
  • ผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมยินดีที่จะจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้าด้านความยั่งยืนและเป็นธรรมชาติ ตามรายงาน Who Cares, Who does? จาก Kantar กลุ่ม Eco-Active หรือครัวเรือนที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมและลงมือปฏิบัติ ยอมจ่ายมากกว่าครัวเรือนทั่วไปในผลิตภัณฑ์ด้านความงาม โดยกลุ่ม Eco-Active ในฝรั่งเศสจับจ่ายผลิตภัณฑ์เพื่อความงามเพิ่มขึ้น 5% ต่อ Shopping trip

ทิศทางตลาดความงามผ่านข้อมูลเชิงลึก

จากผลวิจัย สรุปได้ว่า ภาพรวมแบรนด์ความงามควรจะเน้นย้ำถึงโอกาสที่ต้องการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เกิดจากการระบาดใหญ่ และวิวัฒนาการด้านความต้องการในชีวิตของผู้บริโภค แม้ว่าผู้บริโภคกำลังมองหา “กิจวัตรที่เรียบง่ายขึ้น” และ ‘ความเป็นธรรมชาติ’ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะย้ายออกจากหมวดหมู่เดิมในทันทีทันใด

ผู้บริโภคยังดื่มด่ำกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ในหมวดผลิตภัณฑ์ด้านการดูแลผิว ความยั่งยืน ความเป็นธรรมชาติ และ Derma คือส่วนหนึ่งของเส้นทางที่จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ ‘พรีเมียม’ ทั่วโลก ด้วยจำนวนผู้หญิงที่ไว้ผมยาวเพิ่มมากขึ้น ทรีตเมนต์แสดงโอกาสในการเติบโตร่วมกับแชมพู เช่น คุณสมบัติป้องกันผมร่วงและป้องกันรังแค

ตลาดผลิตภัณฑ์การแต่งหน้า จะยังคงมีความปรับเปลี่ยนต่อไปอีกสักระยะ ความสะดวกสบายจะเป็นกุญแจสำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนานจะประสบความสำเร็จ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจปรับตัวไม่ใช่ว่าผู้บริโภคจะไม่ใช้จ่าย แต่จะใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดมากขึ้นและต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ให้ความสำคัญกับคุณค่าในตัวเองด้วย

อ่านรายงานฉบับเต็ม https://www.kantar.com/inspiration/fmcg/less-is-more-how-the-pandemic-shifted-the-beauty-market

หมายเหตุ

  • พฤติกรรมจับจ่าย: สหราชอาณาจักร สเปน ฝรั่งเศส จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บราซิล เม็กซิโก ชิลี เปรู อาร์เจนตินา และโคลอมเบีย
  • ตลาดสำหรับพฤติกรรมการใช้งาน: สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีนแผ่นดินใหญ่ สเปน ฝรั่งเศส เยอรมนี และบราซิล
  • *ข้อมูลสำหรับตลาด ไทย สหราชอาณาจักร ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีนแผ่นดินใหญ่ สเปน และฝรั่งเศส

from:https://www.thumbsup.in.th/kantar-research-beauty-after-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kantar-research-beauty-after-covid