คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

กรุ๊ปเอ็ม เผย 6 แนวทางสำคัญ ผ่าวิกฤตโควิด-19 รอบใหม่

จากช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 ที่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ในหลายจังหวัด แม้รอบนี้จะยังไม่ถูกล็อคดาวน์และหยุดกิจกรรมต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง แม้จะมีบทเรียนมาแล้วจากปี 2563 แต่แบรนด์และนักการตลาดยังจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ รวมถึงวางแผนที่ต้องปรับตามสถานการณ์อย่างเหมาะสมจากความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นใหม่ในปีนี้

กรุ๊ปเอ็ม ประเทศไทย (GroupM) กลุ่มเอเยนซี่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านบริหารจัดการการลงทุนด้านสื่อในเครือ ดับบลิวพีพี (WPP) จับมือกับเอเยนซี่ในเครือได้แก่ มายด์แชร์ มีเดียคอม เวฟเมคเกอร์ ได้ทำการสรุปคำแนะนำสำคัญ

ขยายช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

บทเรียนจากปีที่แล้ว ผู้บริโภคไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมถึงกังวลเรื่องความปลอดภัยจึงหันไปพึ่งพาการซื้อของออนไลน์แทน โดยพบว่าในช่วงการแพร่ระบาดนั้นผู้บริโภคกว่า 89% ใช้เวลาไปกับการการซื้อของออนไลน์มากขึ้น (GroupM Consumer Eyes) อีกทั้งเพื่อความอยู่รอด หลายอุตสาหกรรมต่างปรับตัวสร้างช่องทางจำหน่ายบนตลาดออนไลน์ของตัวเอง ส่งผลให้อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในภาพรวมปี 2020 สูงขึ้นถึง 35% (FOCAL 2020 – eCommerce Outlooks)

การกลับมาของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ ผู้บริโภคไทยมีความคุ้นเคยกับการซื้อของผ่านทางออนไลน์อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ที่เคยสร้าง eco system ในการจำหน่ายทางออนไลน์ให้ตัวเองไปแล้วได้ลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดการสร้างโอกาสในการขายอย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์นี้ ซึ่งตอนนี้นักการตลาดไม่ควรมองแค่แพลตฟอร์มการขายเดียว

แต่ยังต้องเข้าถึงแฟลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลักษณะการขายของที่เหมาะสมกับสินค้าของตัวเอง รวมถึงหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ได้ เพิ่มเติมจากแต่เดิมที่อาจใช้ เว็บไซต์ และการขายผ่านทาง Online Marketplace ไปยังช่องทางอื่นๆ เช่น Social Commerce การร่วมมือกับ Influencer เพื่อสร้างยอดขาย ตลอดจนการมองหา ช่องทางใหม่ๆ หรือแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ผู้บริโภคใช้ในการจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้า เฉพาะหมวดหมู่

เพิ่มการลงทุนในช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจำเพาะเจาะจง

ในวันนี้คอนเทนต์ที่ผู้บริโภคติดตามไม่ได้จำกัดแค่ทางสื่อโซเชียลหรือเว็ปไซต์ และผู้บริโภคมีพฤติกรรมการข้ามไปมาระหว่างแพลตฟอร์มมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น การวางแผนซื้อสื่อทีละแพลตฟอร์มด้วยวิธีเดิม ไม่สามารถตอบสนองการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างความน่าสนใจได้อย่างทันเวลา

ต่อจากนี้แบรนด์และนักการตลาดต้องสามารถเข้าถึง Touchpoint ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา และสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนทางการตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีอย่าง Programmatic ที่มี AI วิเคราะห์ข้อมูลและยิงโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเดียวกันในแพลตฟอร์มที่ต่างกัน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและคุ้มค่ากว่าการลงทุนแบบแยกทีละแพลตฟอร์ม

เตรียมตัวสู้การแข่งขันในยุค Data Driven เลือกใช้กลยุทธ์ที่การันตีผลลัพธ์

ธุรกิจต่าง ๆ มีบทเรียนจากการแพร่ระบาดครั้งที่แล้ว และหันไปพึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อแยกลูกค้ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม พื้นฐานของการตลาดแบบ Data Driven ที่แข่งกันว่าใครใช้ Data เก่งกว่ากัน และไม่ได้จำกัดอยู่ที่การยิงโฆษณา แต่เป็นการทำ Promotion การใช้ Performance Marketing และการทำ Personalisation รวมไปถึงการทำ CRM ที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างโอกาสเพิ่มยอดขาย

สิ่งสำคัญของแบรนด์และนักการตลาดคือการหาพาร์ทเนอร์ที่มีความสามารถในการช่วยแปลง Data ให้กลายเป็นความรู้ที่สามารถสร้างข้อได้เปรียบในการวางแผนกลยุทธ์การขาย เพราะสามารถเลือกทำกลยุทธ์ได้หลายแบบ ทั้งในเรื่องของ ราคา การจัด Promotion การหาลูกค้าเพิ่มจากแพตลฟอร์มใหม่ อีกทั้งแบรนด์ใหญ่ ๆ ยังสามารถสร้างข้อได้เปรียบจากการใช้สื่อที่มี Outcome guaranteed

แบรนด์ต้องไม่หยุดสร้าง Brand Awareness

แม้การแข่งเรื่องโปรโมชัน ราคา จะรุนแรงขึ้น แต่แบรนด์ใหญ่ต้องไม่ลดการลงทุนสื่อเพื่อสร้างการจดจำ ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มความมั่นใจและเชื่อใจในระยะยาว อีกทั้งเป็นการลดโอกาสในการถูกคู่แข่งแย่งผู้บริโภคไปในการแข่งขันเรื่องราคา และโปรโมชันที่เข้มข้นขึ้น

สำหรับแบรนด์หน้าใหม่ ช่วงนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะการเข้าถึงผู้บริโภคที่อยู่บ้านและมีเวลารับสื่อมากขึ้น โดยเฉพาะสื่อ offline อย่างโทรทัศน์ หรือการเลือกใช้ Influencer Marketing เพื่อสร้างการจดจำ รวมถึงมีโอกาสสร้างยอดขายมากขึ้นตามไปด้วย

ตามติดสถานการณ์ แบบ Realtime จากภาครัฐ

เมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดในระลอกแรก มาตราการต่าง ๆ จากภาครัฐในเวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วกว่าเดิม รวมถึงพื้นฐานความเข้าใจต่อการใช้เทคโนโลยีของผู้บริโภคก็เพิ่มสูงขึ้นจากปีที่แล้ว และพร้อมเข้ารวมกับมาตรการช่วยเหลือของรัฐอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเช่น เราชนะ หรือ คนละครึ่ง ที่ผู้บริโภคเข้าถึงการใช้สิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับมาตรการอื่น ๆ ในปี 2653

นักการตลาดต้องทำงานแบบ Agile ที่ต้องมีความรวดเร็ว และปรับตัวให้เข้าถึงโอกาสที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เตรียมแผนไว้รองรับเหตุกาณ์ไม่คาดฝันเสมอ

ต้องมีแผนสำรองในการรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ โดยจำเป็นมีแผน 2 3 หรือ 4 เผื่อไว้ ทีมงานต้องมีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ รวมถึงทำงานร่วมกันเพื่อให้แผนสำรองที่เตรียมไว้สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อจำเป็น ซึ่งจะทำให้จัดการกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าการมีแผนเดียวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายครั้งไป

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/group-m-advise-6-plan?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=group-m-advise-6-plan

สรุปขั้นตอนซื้อหุ้น OR สำหรับคนทั่วไปและผู้ถือหุ้น PTT

ใกล้เข้ามาสำหรับการเปิดจองซื้อหุ้นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR สร้างความคึกคักให้กับเหล่านักลงทุนรายย่อยอย่างมาก เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นหุ้นที่มูลค่าตลอดค่อนข้างสูง

การเปิดจองหุ้น OR นั้นจะเปิดให้ทั้งบุคคลทั่วไป และกลุ่มผู้ที่ถือหุ้นของ ปตท. (PTT) อยู่ก่อนหน้านี้ แยกส่วนกัน วันนี้ Thumbsup ได้สรุปวิธีจองให้แล้วครับ

บุคคลทั่วไป

สำหรับการจองออนไลน์

  1. มีบัญชีของธนาคารกรุงเทพ หรือธนาคารกสิกร หรือธนาคารกรุงไทย
  2. เตรียมเงินขั้นต่ำ 5,400 บาท (จองขั้นต่ำ 300 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 18 บาท)
  3. จองผ่านเว็บไซต์ของแต่ละธนาคารได้ในวันที่ 24 มกราคม

ธนาคารกรุงเทพ  https://www.bangkokbank.com/…/Save…/Investment/OR-Shares
ธนาคารกรุงไทย https://krungthai.com/…/krungthai…/promotion-detail/580
ธนาคารกสิกรไทย https://www.kasikornbank.com/th/KMyInvest/PTTOR/IPO

สำหรับการจองออฟไลน์

  1. มีบัญชีของธนาคารกรุงเทพ หรือธนาคารกสิกร หรือธนาคารกรุงไทย
  2. เตรียมบัตรประชาชนและสมุดบัญชีไปที่สาขา เพื่อจองซื้อหุ้น

ทั้งสองช่องทางจะเปิดจองในวันที่ 24 มกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

ผู้ที่ถือหุ้น PTT

ต้องตรวจสอบก่อนว่าถือหุ้น PTT ก่อนวันที่ 5 มกราคม 2564 ซึ่งจะได้สิทธิ 95.1997 ต่อ OR 1 หุ้น

เช็กสิทธิได้ที่ https://www.kasikornbank.com/…/RO/Pages/rightchecking.aspx

สำหรับการจองออนไลน์

  1. เข้าเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย เพื่อจองซื้อตามระบบ https://www.kasikornbank.com/th/KMyInvest/PTTOR/IPO
  2. จ่ายเงินผ่าน K PLUS หรือนำเอกสารไปจ่ายที่เคาท์เตอร์ (บัตรประชาชนต้องตรงกับผู้จอง)

สำหรับการจองออฟไลน์

  • ยื่นเอกสารที่ธนาคารกสิกรไทย (สำนักงานใหญ่)
  • ยื่นเอกสารผ่านโบรกเกอร์ที่มีบัญชีอยู่แล้ว

ทั้งสองช่องทางจะเปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่การชักชวนให้ซื้อหรือลงทุนแต่อย่างใด การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/ptt-or-ipo?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ptt-or-ipo

ผลสำรวจคนไทย ‘ซื้อ-ขาย’ ช่องทางไหนมากที่สุด

ETDA (สพธอ.) เผยอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่ารวม 4 ล้านล้านบาทในปี 2019 และคาดว่าปี 2020 แนวโน้มมูลค่าอีคอมเมิร์ซจะเติบโตแบบก้าวกระโดดจากพฤติกรรมแบบ New Normal

วิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวจากความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ช่องทางออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฉบับล่าสุด พบว่าช่องทางที่คนนิยมซื้อสินค้า/บริการออนไลน์มากที่สุด ได้แก่

  1. Shopee 75.6%
  2. Lazada 65.5%
  3. Facebook Fanpage 47.5%
  4. LINE 38.9%
  5. Instagram 21.8%
  6. Twitter 5.7%

ช่องทางที่คนนิยมขายสินค้า/บริการออนไลน์มากที่สุด ได้แก่

  1. Facebook Fanpage 64%
  2. Shopee 43.1%
  3. LINE 39.5%
  4. Instagram 26.6%
  5. Lazada 24.8%
  6. Twitter 8.7%

จากข้อมูลจะเห็นว่าผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งมีระบบแนะนำสินค้า ค้นหาสินค้า รีวิวสินค้า รวมไปถึงโปรโมชันและระบบชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว

ขณะที่ฝั่งผู้ขายส่วนใหญ่เลือกที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, LINE และ Instagram เนื่องจากทำได้ง่ายกว่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมาก ซึ่งมีความสนใจเดียวกันกับผู้ขาย ปัจจัยสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องคือไม่เสียค่าธรรมเนียมในการใช้แพลตฟอร์มเหมือนกับระบบอีคอมเมิร์ซ

ผู้เขียนคาดว่าทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้ซื้อ-ผู้ขายให้ย้ายไปสู่แพลตฟอร์มของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล 11.11 12.12 ที่มีการลดราคาสินค้าและแจกโปรโมชันส่งฟรี

ด้านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็เร่งพัฒนาระบบให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายได้ง่ายขึ้น เพิ่มฟีเจอร์แปะสินค้าในรูปภาพ/คลิปวิดีโอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

แนวโน้มของปี 2563-2564 ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ระบบออนไลน์อย่างเต็มตัว ช่องทางที่คนไทยนิยมซื้อ-ขายจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ต้องจับตาดูกันต่อไปครับ

ที่มา ETDA

 

from:https://www.thumbsup.in.th/emarketplace-channel-2019?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=emarketplace-channel-2019

PDPA 101 เริ่มต้นรู้จักความปลอดภัยในโลกออนไลน์ ที่ธุรกิจต้องวางแนวทางให้ดี

PDPA คืออะไร

PDPA (Personal Data Protection Act, B.E. 2562 (2019)) คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ 27 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อ 28 พฤษภาคม 2562 แล้วในบางส่วน โดยวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เป็นวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายทั้งฉบับ

เหตุผลในการประกาศใช้ PDPA เนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ช่องทางสื่อสารต่างๆ มีหลากหลายขึ้น ทำให้การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลทำได้ง่ายขึ้น และหลายครั้งก็นำมาซึ่งความเดือดร้อนรำคาญหรือสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูล

ตลอดจนสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ด้วย จึงต้องมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รวมถึงการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลขึ้น

ข้อมูลส่วนบุคคล

คือข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม และข้อมูลนิติบุคคล ไม่ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.นี้

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ได้แก่ ชื่อ – นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, อีเมล, การศึกษา, เพศ, อาชีพ, รูปถ่าย, ข้อมูลทางการเงิน นอกจากนี้ยังรวมถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) ด้วย เช่น ข้อมูลทางการแพทย์หรือสุขภาพ, ข้อมูลทางพันธุกรรมและไบโอเมทริกซ์, เชื้อชาติ, ความคิดเห็นทางการเมือง, ความเชื่อทางศาสนาหรือปรัชญา, พฤติกรรมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม, ข้อมูลสหภาพแรงงาน เป็นต้น

ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ทำไมแบรนด์ถึงต้องทำความรู้จักเรื่องของ PDPA นั่นก็เพราะการที่เราแท็ก (Tag) หรือเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของใครมา แล้วสามารถระบุตัวตนจริงของเขาได้นั้น ถือว่าเป็น Data Subject และกฏหมายก็จำเป็นต้องคุ้มครองบุคคลคนนี้

ส่วน Data Controller ก็คือคนที่กฏหมายกำหนดไว้ว่าหากบุคคลนี้ทำข้อมูลรั่วไหล จำเป็นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยในที่นี้ อาจหมายถึง Media Agency ที่ช่วยดูแลเรื่องสื่อออนไลน์และนำข้อมูลมาจัดเก็บให้แบรนด์ ส่วนคนที่รับผิดชอบเรื่องการจัดทำข้อมูลก็จำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่า คุณกำลังทำอะไร และจะนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้อะไร จะแอบทำไม่ได้

หากเกิดปัญหาขึ้นจะต้องบอกได้ทันทีว่าเกิดขึ้นจากจุดไหนและต้องไม่กระทบต่อ Data Processor ที่เป็นคนจัดทำข้อมูลตามคำสั่ง วิเคราะห์ผล และหากทีมนี้เป็นคนปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลก็จำเป็นต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบด้วย

ข้อกฏหมายมาตราที่ 81 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามพรบ.เป็นนิติบุคคล ถ้ามีหน้าที่สั่งการแต่ไม่สั่งการและเกิดปัญหาข้อมูลรั่วไหลต้องรับผิดชอบ คือ โทษอาญา

ดังนั้น เราต้องแยกเรื่องของข้อมูลส่วนตัวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้ชัดเจน เช่น เราไปกินสตรีทฟู้ดมา เห็นบรรยากาศสวยเลยถ่ายภาพมา แต่เราถ่ายติดบุคคลอื่นนั่นเรากำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไหม เกาหลีคือห้ามถ่ายรูปติดผู้อื่นเลย เพราะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล คนทั่วไปจะไม่ถูกถ่ายรูปและคาดหวังอย่างสมเหตุสมผลว่าจะไม่ถูกใช้ข้อมูลอย่าง Public ความเป็นส่วนตัวจะมีการฟ้องได้ว่าภาพนั้นปรากฏในทางส่วนตัวไหม ความคาดหวังอย่างสมเหตุสมผลอยู่ที่ไหน 

ข้อมูลในโซเชียลจะเป็นการอธิบายตามกิจกรรมไม่ใช่ตามข้อมูล

ส่วนข้อมูลที่แบรนด์หรือนักการตลาดสามารถขอจากลูกค้าได้นั้น มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ PDPA บ้าง

ข้อมูลพื้นฐาน

  • หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน  ชื่อ นามสกุล
  • หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล
  • รูปถ่าย ประวัติการทำงาน
  • อายุ (หากเป็นเด็ก จะต้องระบุผู้ปกครองได้ และรับ consent จากผู้ปกครอง)

ข้อมูลละเอียดอ่อน (มีการควบคุมเข้มงวดขึ้น)

  • เชื้อชาติ ชาติพันธุ์
  • ความคิดเห็นทางการเมือง ( เช่น การใช้ Social Listening ที่จับประเด็นการเมือง)
  • ความเชื่อทางศาสนา หรือ ปรัชญา (เช่น บันทึกการลาบวช ของพนักงาน)
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ประวัติอาชญากรรม
  • ข้อมูลด้านสุขภาพ ความพิการ
  • ข้อมูลสหภาพแรงงาน
  • ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลสุขภาพ (เช่น ใบรับรองแพทย์)
  • และข้อมูลอื่นใดที่กระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกัน

ก่อนที่จะทำการขอข้อมูลจากเจ้าของข้อมูลนั้น เจ้าของข้อมูลจะมีสิทธิกระทำการต่างๆ ดังต่อไปนี้ได้

  • สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ
  • สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคล – สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล
  • สิทธิในการขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล

ดังนั้น หากแบรนด์หรือนักการตลาดที่อยากได้มาซึ่งข้อมูล ก็จำเป็นจะต้องแจ้งรายละเอียดเหล่านี้ให้แก่เจ้าของข้อมูลได้ทราบก่อนทุกครั้ง

การขอความยินยอม 

  1. เก็บข้อมูลผ่านกระดาษ หรือระบบออนไลน์ก็ได้
  2. เนื้อหาในรายละเอียดจะต้องอ่านง่าย เข้าใจง่าย
  3. ไม่หลอกลวงให้เข้าใจผิด
  4. แยกชัดเจนจากเงื่อนไขอื่นๆ และจะต้องไม่เอาเงื่อนไขใดๆ มาผูกมัด

หรือในกรณีที่เจ้าของข้อมูลแสดงความต้องการอยากยกเลิกการให้ข้อมูลก็สามารถทำได้เช่นกัน

การถอนความยินยอม

  1. เจ้าของข้อมูลจะขอยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้
  2. ทำได้ง่ายเหมือนกับการให้ความยินยอม
  3. แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ที่มา : Primal, SCB

from:https://www.thumbsup.in.th/pdpa-101-intro-security?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=pdpa-101-intro-security

บีคอน วีซี ควักเงินลงทุน Robowealth รอบ Series A ดันคนไทยสู่ Wealth Tech

 

บีคอน วีซี บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ประกาศลงทุนรอบ Series A ในRobowealth สตาร์ทอัพชั้นนำด้าน Wealth Tech  หวังผนึกกำลังสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ปักธงนำคนไทยเข้าสู่ตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งแก้ 3 อุปสรรค (Paint Point) สำคัญที่ทำให้คนไทยไม่กล้าลงทุน คือ ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ และไม่มีเงินเพียงพอ ตั้งเป้าปี 64 มียอดรวมมูลค่าการลงทุนรวม 30,000 ล้านบาท

VC หลายรายสนใจลงทุน

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด เปิดเผยว่า นโยบายการลงทุนโดยรวมของ บีคอน วีซี มุ่งเน้นการมองหาและร่วมสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ มีนวัตกรรมหรือบริการที่สามารถต่อยอดบริการของธนาคารกสิกรไทย เพื่อสร้างทางเลือกและประสบการณ์ใหม่ สามารถยกระดับคุณภาพมาตรฐานและบริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของธนาคาร และนี่ถือเป็นการลงทุนครั้งแรกที่ทางธนาคารได้เข้าร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพ พร้อมกับให้ร่วมพัฒนาโครงการไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็คือแอปพลิเคชัน FinVest ที่ร่วมกันเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2563

ดังนั้นการที่ บีคอน วีซี บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย เลือกร่วมลงทุนรอบSeries A ใน Robowealth ซึ่งเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีด้านการลงทุนที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีแอปพลิเคชันด้านการลงทุนที่หลากหลาย จึงเป็นการร่วมผนึกกำลังสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้าของธนาคาร โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินโดยทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นการมองหาเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ คัดเลือกกองทุน และบริหารการลงทุนให้สอดคล้องทันสถานการณ์ จึงเป็นโอกาสสำคัญของการเลือกลงทุน ที่จะสร้างผลตอบแทนได้แตกต่างไปจากเดิม

วงการ Fintech ในประเทศไทยนั้นถือว่าได้มีการเริ่มต้นมานานแล้ว แต่ความน่าสนใจของวงการ Fintech ในเมืองไทยนั้น คือบริษัทที่มีการเติบโตได้ดี ไม่ใช่บริษัทที่มี Business Model และ Offering Model เพื่อมา Disrupt สถาบันการเงิน แต่เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการทำงานกับสถาบันการเงิน โดยการนำองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือแนวทางในการสร้างประโยชน์ให้แก่ลูกค้าในแบบใหม่ ๆ มาเสริมกับจุดแข็งที่สถาบันการเงินมี เช่น ฐานลูกค้า ความปลอดภัยในการให้บริการ เพื่อก่อให้เกิดการเติบโตแบบเกื้อหนุนกัน

 ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า Robowealth มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงินของไทยให้มีความทันสมัย ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีโอกาสได้เริ่มต้นลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมและตลาดหลักทรัพย์ เพียงไม่ถึง 5% จากจำนวนประชากรกว่า 70 ล้านคนทั่วประเทศแสดงให้เห็นว่าประชากรกว่ามีประชากรกว่า 95% ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้

วิสัยทัศน์ของ Robowealth คือการร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศน์ด้านการเงินที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Empower Future Financial Ecosystem” ผ่านบริการทั้งในรูปแบบ Business to Consumer (B2C) และ Business to  Business (B2B) เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเริ่มต้นสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างยั่งยืน โดยมุ่งแก้ไขอุปสรรค (Pain Point) สำคัญที่ทำให้คนไทยไม่กล้าลงทุน ได้แก่ ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ และไม่มีเงินเพียงพอ  พร้อมทั้งตั้งเป้ามียอดรวมมูลค่าการลงทุนรวม 30,000 ล้านบาท ในปี 2564

เปิดตัวด้วย Odini

ปัจจุบัน Robowealth  มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและนำเสนอ 2 แอปพลิเคชันด้านการลงทุนยอดนิยม ภายใต้บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนในกองทุนรวมได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท โดยที่ทั้ง 2 แอปพลิเคชันต่างมีจุดยืนที่ชัดเจนในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เริ่มด้วย odini ซึ่งเป็น Robo-advisor รายแรกในประเทศไทย เปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2561 จับกลุ่มคนทั่วไปที่ต้องการเข้าถึงการลงทุนในกองทุนรวมแบบอัตโนมัติ

โดยมี Robo-advisor ปรับพอร์ตให้ทันต่อสถานการณ์ และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ พร้อมให้อิสระในการเลือกลงทุนเป็นเงินก้อน หรือทยอยลงทุนเป็นรายเดือน (DCA: Dollar Cost Average) โดยที่ Robowealth ได้เพิ่มเติมบริการ odini BLACK เข้าไปในแอปพลิเคชันเดิม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent และแอปพลิเคชัน FinVest ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปี 2563 เพื่อให้บริการคัดเลือกกองทุนรวมที่น่าสนใจ

ในรูปแบบ Thematic Investment เน้นการให้ข้อมูลที่มีเนื้อหาเข้าใจง่าย คมชัด และ “ชี้เป้า” การลงทุนอย่างเป็นกลาง ผ่านผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์การลงทุนมืออาชีพ ภายใต้คณะกรรมการคัดเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน ที่ช่วยกันคัดเลือกกองทุนจาก บลจ. ชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดย FinVest ถือเป็นความร่วมมือของ Robowealth กับธนาคารกสิกรไทยและ Lu International บริษัทฟินเทคระดับโลก

นอกจากนี้ Robowealth ยังมีธุรกิจอื่นในเครืออีก ได้แก่ บริการด้านที่ปรึกษาการลงทุนสำหรับลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ซึ่งต้องการที่ปรึกษาส่วนตัวที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน ผสมผสานกับเทคโนโลยีด้าน Robo-advisor เพื่อดูแลการลงทุนที่หลากหลาย แตกต่างกันไปสำหรับลูกค้าแต่ละราย บริหารงานโดย บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด และบริการพัฒนาแอปพลิเคชันในรูปแบบของ Software House ตามความต้องการของลูกค้าประเภทสถาบันการเงิน ภายใต้ บริษัท โค้ดฟิน จำกัด ซึ่งถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพันธมิตรหลายราย ครอบคลุมสถาบันการเงินประเภท บลจ. บล. และธนาคาร

ผลกระทบของสถานการณ์โควิดว่า ลูกค้าของ Robowealth ได้ประโยชน์จากการที่ Robo-advisor กระจายเงินลงทุนไปในต่างประเทศ โดยสัดส่วนสูงที่สุดอยู่ในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนได้ดี เพราะมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้ประโยชน์จากการ Lock-down นอกจากนี้ ผลกระทบจากการ Lock-down ยังช่วยให้คนทั่วโลกหันมาเริ่มใช้งาน Digital Platform มากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาวกับธุรกิจด้าน Wealth Tech ส่งผลให้สถาบันการเงินของไทยมีความตื่นตัวในเรื่อง Digital Transformation เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของ Robowealth ที่จะตอบสนองความต้องการดังกล่าวผ่านความร่วมมือแบบ Business to  Business (B2B)

from:https://www.thumbsup.in.th/beacon-robowealth?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=beacon-robowealth

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” ยอดส่งพัสดุปี 63 ทะลุ 300 ล้านชิ้น ก้าวสู่ “ขนส่งแบรนด์ไทยที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด”

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” สรุปยอดส่งพัสดุตลอดปี 2563 ทะลุ 300 ล้านชิ้นเติบโตมากกว่า 500% เตรียมเสริมเทคโนโลยี และบุคคลากรเต็มสูบ รองรับ E-commerce ลูกค้าออนไลน์ เพื่อเป้าหมายก้าวสู่ที่ 1 ขนส่งแบรนด์ไทยที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด

ปฎิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยในยุควิกฤติ COVID-19 ส่งผลทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปสู่ช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น ส่งให้ตลาด E-Commerce ในปี 2563 คาดการณ์มีมูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 35 % โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 3% ของตลาดค้าปลีกในไทยทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งแนวโน้มในปี 2564 ภาพรวมของตลาด E-commerce ยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง เหตุนี้ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทย และ E-commerce แบบครบวงจร

คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จึงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจตลอดปี 2563 ว่า อุตสาหกรรมขนส่งในช่วงปี 63 ที่ผ่านมาถือว่ายังเติบโตได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้ว่าจากสถานการณ์ COVID -19 ที่ส่งผลทำให้สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะถดถอย โดยในฟากของตลาด E-commerce ผู้ให้บริการทุกรายต่างต้องงัดกลยุทธ์ทั้งด้านราคา และบริการจากปริมาณการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดส่งรวมทั้งปีมากกว่า 300 ล้านชิ้นหรือเติบโตขึ้นกว่า 500% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บวกกับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มากกว่า 6,000 ล้านบาท

“เราอยากขอบคุณคนไทยทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ และสนับสนุนบริการของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ซึ่งสามารถผลักดันให้บริการของเราได้ก้าวขึ้นมาอยู่ใน TOP 3 ของตลาดขนส่ง โดยตลอดปี 2563 เราได้นำส่งพัสดุให้กับลูกค้าทั่วประเทศรวมระยะทางกว่า 230 ล้านกิโลเมตร รวมจำนวนพัสดุมากกว่า 300 ล้านชิ้น และในปีนี้เราจะยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นทำบริการที่ดีเพื่อส่งมอบความคุ้มค่าแก่คนไทยทุกคนต่อไป”

 ในปี 2564 นี้ บริษัทฯ ได้คาดการณ์ว่ารายได้ต่อเดือนจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท และมีจำนวนพัสดุเฉลี่ยต่อวันประมาณ 2 ล้านชิ้น ซึ่งเติบโตเกินกว่า 2 เท่าจากเดิมที่มียอดส่งพัสดุเฉลี่ยอยู่ 1.3 ล้านชิ้น ต่อวัน

ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมองว่าภาคธุรกิจขนส่งพัสดุของปี 2564 ตลาดโลจิสติกส์ และตลาด E-commerce ยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมหาศาล แม้ว่าประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 อยู่ก็ตาม

“ตลาดขนส่งพัสดุในปีนี้ยังจะมีการแข่งขันกันใน 3 เรื่องหลัก คือ ราคา, คุณภาพและความคุ้มค่าในการให้บริการ ซึ่งน่าจะเป็น 3 เรื่องหลักที่ผู้เล่นทุกรายในตลาดยังคงต้องโฟกัส รวมไปถึงเรื่องความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องการมากที่สุด”

อย่างไรก็ตามในปี 2564 แฟลช เอ็กซ์เพรส เตรียมตอบรับความท้าทายของตลาดด้วยการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งในด้าน Infrastructure เช่น การขยายจุดกระจายสินค้า โดยจะเน้นไปในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น การเพิ่มคลังคัดแยกพัสดุ และศูนย์กระจายพัสดุ รวมไปถึงการเพิ่มจุด Drop Off รับส่งพัสดุทั่วประเทศที่ได้มีการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนการลงทุนด้านบุคลากรเพื่อสรรหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมในธุรกิจ

ที่สำคัญคือการลงทุน และพัฒนาด้าน Digital Platform  ที่สอดรับกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ E-commerce ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างไม่มีสะดุด พร้อมกันนี้ยังเร่งวางแผนทิศทางในด้านการให้บริการ Same day และ Next day และแผนการขยายบริการไปยังกลุ่มต่างประเทศโดยแบ่งเป็น 3 เฟส ภายใน 5 ปี โดยเฟสแรก (เริ่มไตรมาส 1/2021 เป็นต้นไป)จะรุกตลาด CLMV จากนั้นในเฟสที่ 2 จะรุกต่อไปยังกลุ่ม ASEAN โดยเฉพาะ สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

สุดท้ายคือ การขยายธุรกิจไปยัง SEA  ให้สมกับการเป็นผู้ให้บริการด้านขนส่งพัสดุสัญชาติไทย และผู้ให้บริการด้าน E-commerce แบบครบวงจร รวมถึงการเฟ้นหาพันธมิตรทั้งในไทย และต่างประเทศเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal ต่อไป           

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%8a-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%aa-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%258a-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%258b%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” ยอดส่งพัสดุปี 63 ทะลุ 300 ล้านชิ้น ก้าวสู่ “ขนส่งแบรนด์ไทยที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด”

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” สรุปยอดส่งพัสดุตลอดปี 2563 ทะลุ 300 ล้านชิ้นเติบโตมากกว่า 500% เตรียมเสริมเทคโนโลยี และบุคคลากรเต็มสูบ รองรับ E-commerce ลูกค้าออนไลน์ เพื่อเป้าหมายก้าวสู่ที่ 1 ขนส่งแบรนด์ไทยที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด

ปฎิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยในยุควิกฤติ COVID-19 ส่งผลทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปสู่ช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น ส่งให้ตลาด E-Commerce ในปี 2563 คาดการณ์มีมูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 35 % โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 3% ของตลาดค้าปลีกในไทยทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งแนวโน้มในปี 2564 ภาพรวมของตลาด E-commerce ยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง เหตุนี้ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทย และ E-commerce แบบครบวงจร

คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จึงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจตลอดปี 2563 ว่า อุตสาหกรรมขนส่งในช่วงปี 63 ที่ผ่านมาถือว่ายังเติบโตได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้ว่าจากสถานการณ์ COVID -19 ที่ส่งผลทำให้สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะถดถอย โดยในฟากของตลาด E-commerce ผู้ให้บริการทุกรายต่างต้องงัดกลยุทธ์ทั้งด้านราคา และบริการจากปริมาณการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดส่งรวมทั้งปีมากกว่า 300 ล้านชิ้นหรือเติบโตขึ้นกว่า 500% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บวกกับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มากกว่า 6,000 ล้านบาท

“เราอยากขอบคุณคนไทยทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ และสนับสนุนบริการของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ซึ่งสามารถผลักดันให้บริการของเราได้ก้าวขึ้นมาอยู่ใน TOP 3 ของตลาดขนส่ง โดยตลอดปี 2563 เราได้นำส่งพัสดุให้กับลูกค้าทั่วประเทศรวมระยะทางกว่า 230 ล้านกิโลเมตร รวมจำนวนพัสดุมากกว่า 300 ล้านชิ้น และในปีนี้เราจะยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นทำบริการที่ดีเพื่อส่งมอบความคุ้มค่าแก่คนไทยทุกคนต่อไป”

 ในปี 2564 นี้ บริษัทฯ ได้คาดการณ์ว่ารายได้ต่อเดือนจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท และมีจำนวนพัสดุเฉลี่ยต่อวันประมาณ 2 ล้านชิ้น ซึ่งเติบโตเกินกว่า 2 เท่าจากเดิมที่มียอดส่งพัสดุเฉลี่ยอยู่ 1.3 ล้านชิ้น ต่อวัน

ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมองว่าภาคธุรกิจขนส่งพัสดุของปี 2564 ตลาดโลจิสติกส์ และตลาด E-commerce ยังคงเติบโตต่อไปได้อย่างมหาศาล แม้ว่าประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 อยู่ก็ตาม

“ตลาดขนส่งพัสดุในปีนี้ยังจะมีการแข่งขันกันใน 3 เรื่องหลัก คือ ราคา, คุณภาพและความคุ้มค่าในการให้บริการ ซึ่งน่าจะเป็น 3 เรื่องหลักที่ผู้เล่นทุกรายในตลาดยังคงต้องโฟกัส รวมไปถึงเรื่องความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องการมากที่สุด”

อย่างไรก็ตามในปี 2564 แฟลช เอ็กซ์เพรส เตรียมตอบรับความท้าทายของตลาดด้วยการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งในด้าน Infrastructure เช่น การขยายจุดกระจายสินค้า โดยจะเน้นไปในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น การเพิ่มคลังคัดแยกพัสดุ และศูนย์กระจายพัสดุ รวมไปถึงการเพิ่มจุด Drop Off รับส่งพัสดุทั่วประเทศที่ได้มีการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนการลงทุนด้านบุคลากรเพื่อสรรหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมในธุรกิจ

ที่สำคัญคือการลงทุน และพัฒนาด้าน Digital Platform  ที่สอดรับกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ E-commerce ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างไม่มีสะดุด พร้อมกันนี้ยังเร่งวางแผนทิศทางในด้านการให้บริการ Same day และ Next day และแผนการขยายบริการไปยังกลุ่มต่างประเทศโดยแบ่งเป็น 3 เฟส ภายใน 5 ปี โดยเฟสแรก (เริ่มไตรมาส 1/2021 เป็นต้นไป)จะรุกตลาด CLMV จากนั้นในเฟสที่ 2 จะรุกต่อไปยังกลุ่ม ASEAN โดยเฉพาะ สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

สุดท้ายคือ การขยายธุรกิจไปยัง SEA  ให้สมกับการเป็นผู้ให้บริการด้านขนส่งพัสดุสัญชาติไทย และผู้ให้บริการด้าน E-commerce แบบครบวงจร รวมถึงการเฟ้นหาพันธมิตรทั้งในไทย และต่างประเทศเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal ต่อไป           

from:https://www.thumbsup.in.th/flash-sending-ecommerce?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=flash-sending-ecommerce

กทม. คลายล็อกกิจการ-กิจกรรม 13 ประเภท และปิดต่ออีก 13 ประเภท มีผล 22 ม.ค. นี้

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครว่า ที่ประชุมมีมติผ่อนปรนให้เปิด 13 สถานที่

แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.) เป็นต้นไป ดังนี้

1.สถานที่เล่นตู้เกม

2.ร้านเกม และร้านอินเตอร์เน็ต

3.สถานดูแลผู้สูงอายุ

4.สนามแข่งขันทุกประเภท ยกเว้นสนามมวย สนามม้า

5.ห้องจัดเลี้ยง แต่ให้ทานอาหารจาก Set Box เท่านั้น

6.สนามพระเครื่อง ศูนย์พระเครื่อง

7.สถานเสริมความงาม สถานที่สัก หรือเจาะผิวหนัง

8.สถานที่ออกกำลังกาย ฟิตเนส (แต่ต้องไม่มีเทรนเนอร์ หรือ ผู้สอน และไม่มีอบไอน้ำ)

9.สปา นวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า (แต่ไม่รวมสถานอาบน้ำ หรือ อาบ อบ นวด)

10.สถานฝึกซ้อมมวย โรงยิม หรือค่ายมวย (ต้องไม่มีคู่ซ้อม ห้ามแข่งขัน)

11.ลานโบว์ลิ่ง สเก็ต โรลเลอร์เบลด หรือการละเล่นอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

12.สถาบันลีลาศ หรือสอนลีลาศ ห้ามมีผู้ชม ห้ามแข่งขัน

13.โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ (ยิม)

โดยทุกแห่งจะต้องมีมาตรการทำความสะอาดและสวมหน้ากากตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ยังกำหนดให้อีก 13 สถานที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ โดยต้องรอความเห็นชอบจากทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ก่อน ดังนี้

1.สถานบริการ ผับ บาร์ สถานบันเทิง สถานบริการ

2.สนามเด็กเล่น เครื่องเล่นสำหรับเด็ก

3.สนามมวย

4.โต๊ะสนุ๊กเกอร์ บิลเลียด

5.สนามม้า

6.สนามชนไก่

7.สนามชนโค ปลากัด

8.สถานรับเลี้ยงเด็ก

9.สถานประกอบกิจการอาบน้ำ

10.อาบ อบ นวด

11.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด้กก่อนวัยเรียน

12.สวนน้ำ สวนสนุก

13.อาคารสถานที่ของโรงเรียน สถาบันกวดวิชา และสถาบันการศึกษาทุกประเภทตามประกาศของ ศบค.

from:https://www.thumbsup.in.th/unlock-lock-13?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=unlock-lock-13

‘AIS PlAY-นาดาว’ จับมือสร้างซีรีส์แนวตั้ง ตอนโจทย์เทรนด์รับชมวิดีโอในมือถือ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้บริการมือถืออยู่มากกว่า 90 ล้านราย และประมาณ 52 ล้านราย มีการใช้งาน mobile Data ทั้งนี้พบว่า เกือบ 100% ของกลุ่มที่ใช้ Data นั้น นิยมดู Content ประเภท VDO Online เป็นอันดับ โดยส่วนใหญ่ รับชมผ่านทาง Social และ Online

นางสาวศิวพร เพ่งผล หัวหน้าแผนกงานบริหารวิดีโอและบรอดคาสท์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า AIS PLAY ได้ร่วมมือกับบริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เปิดโปรเจกต์พิเศษครั้งแรกในประเทศไทยกับ ซีรีส์แนวตั้งเรื่องแรก “BLACKOUT บาร์ลับไม่มีในโลก ซึ่งจะออนแอร์บนโทรศัพท์มือถือ ผ่าน Application AIS PLAY ด้วยลูกเล่นการฉายที่ไม่เหมือนซีรีส์เรื่องใดในโลก

ด้วยการถ่ายทำแบบลองเทค ที่จะเหมือนคนดูกำลังเดินตามตัวละคร อย่างต่อเนื่องตลอด 20 นาที พร้อมกับเห็นเหตุการณ์เดียวกันใน 4 มุมมอง ตลอด 4 ตอนแรก และยิ่งไปกว่านั้น ซีรีส์ยังถูกออกแบบมาให้คุณสามารถนำโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่องมาเรียงต่อกัน เพื่อนำคนดูไปพบกับความรู้สึกใหม่ในการดูซีรีส์ ที่คุณสามารถสนุกเต็มประสบการณ์ได้ยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

น.ส.ศิวพร กล่าวว่า “เพราะส่วนใหญ่ของ VDO Content ในปัจจุบัน ถูกนำเสนอในลักษณะของแนวนอน ซึ่งทำให้การรับชมบนมือถือไม่สะดวก ดังนั้นจึงถือเป็นครั้งแรกที่เราได้รับเกียรติจาก ‘นาดาวบางกอก’ ร่วมสร้างสรรค์ Content พิเศษแบบแนวตั้งนี้ขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าผู้ชมจะได้รับประชมการณ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน”

เกี่ยวกับ BLACKOUT บาร์ลับไม่มีในโลก

ซีรีส์แนวตั้งเรื่องแรก สร้างสรรค์ผลงานโดย ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร โปรดิวเซอร์ที่พ่วงตำแหน่งผู้กำกับ, เน็ท-อธิศ กิจศุภไพศาล ผู้กำกับรุ่นใหม่ และทีมนักแสดง นำโดย วี-วิโอเลต วอเทียร์, แพรว-นฤภรกมล ฉายแสง, โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ และกัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง

เตรียมติดตามชม “BLACKOUT บาร์ลับไม่มีในโลก” กับซีรี่ส์แนวตั้ง ที่เต็มไปด้วยความลับ จำนวน 8 ตอน รับชม 4 ตอนแรก ต่อเนื่อง 1-4 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 20:00 น. ทาง AISPLAY เท่านั้น ส่วน 4 ตอนหลังจะมีลูกเล่นการปล่อยฉายแบบพิเศษที่ต้องติดตามต่อไป

 

from:https://www.thumbsup.in.th/aisplay-nadao-vertical-series?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=aisplay-nadao-vertical-series

กสิกรไทย เผยผลประกอบการปี 63 กำไร 2.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 23.86%

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2563 หดตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเนื่องมายังการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงภาคการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยว

สำหรับในปี 2564 นั้น เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับหลายปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งทำให้ประเมินว่า เส้นทางการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน และแรงหนุนส่วนใหญ่ยังมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ

ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2563 จำนวน 29,487 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 9,240 ล้านบาท หรือ 23.86% และมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 4 ปี 2563 จำนวน 13,258 ล้านบาท

ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 6,334 ล้านบาท หรือ 6.17% ส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย และการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.27%

สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 11,934 ล้านบาท หรือ 20.65% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้จากการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ลดลง และค่าธรรมเนียมรับเกี่ยวกับการให้สินเชื่อลดลงจากการเปลี่ยนไปแสดงเป็นรายได้ดอกเบี้ย รวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลงจำนวน 2,733 ล้านบาท หรือ 3.76% ส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของประมาณการค่าใช้จ่ายพนักงาน และค่าใช้จ่ายทางการตลาด

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจัดการหนี้เพิ่มขึ้น แม้ว่าในไตรมาส 4 ปี 2563 ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 3,825 ล้านบาท หรือ 23.26% ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,658,798 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ราว 11.08%

from:https://www.thumbsup.in.th/kbank-report-2563?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kbank-report-2563