คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

WERK ธุรกิจพัฒนาพื้นที่ว่างบนบีทีเอส ให้ออกมา ‘เวิร์ค’ กว่าเดิม

WERK คือแหล่งรวมร้านค้าออนไลน์ที่มีหน้าร้านจริงๆ อยู่บนสถานีของบีทีเอส  ภายใต้แนวคิด “Every Store is a Story” (ทุกร้านคือเรื่องราว) ความน่าสนใจคือที่เป็นทีมของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่าแบรนด์ยุคใหม่สร้างความแตกต่างได้ด้วยเรื่องราวและแนวคิด จึงได้จัดสรรพื้นที่บนสถานีรถไฟฟ้าให้คนรู้สึกสนุกสนานกับการเดินทางมาที่ร้านด้วยตัวเอง  แม้ในยุคของการสั่งสินค้าออนไลน์  ลองมาคุยกับกาณฑ์ สมบัติศิริ และ ภวินท์ สิงหละชาติ กันดีกว่าว่าทำไมพวกเขาถึงได้เริ่มธุรกิจนี้กัน

จุดเริ่มต้นของการทำ WERK

เกิดจากการที่ได้เดินผ่านไปผ่านมาแถวๆ พื้นที่บนบีทีเอส  จนเกิดเป็นความรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันค่อนข้างจะมีค่า  และเหมือนพื้นที่ทองเจ๋งๆ  ซึ่งสิ่งที่เรามองมันคือว่าเหตุผลการออกจากบ้านของเด็กสมัยใหม่ใรทุกวันนี้ค่อนข้างยาก  และที่ที่เดียวที่สามารถรวมกลุ่มคนได้เป็นล้านๆ คนต่อวันนั่นคือบีทีเอสนั่นเอง

คอนเซปต์ของ WERK

คำว่า ” WERK” ก็จะเห็นสะกดแตกต่าง  โดยโลโก้ของเราจริงๆ จะเป็นเหมือนบันได  เพราะเราเป็นเหมือนบันไดเพื่อเป็นแพลนต์ฟอร์มให้แบรนด์ที่เข้ามา  หรือว่าให้ไปเติมเต็มสู่ความสำเร็จของแบรนด์นั้นจริงๆ

นิยามของ WERK คืออะไร?

ที่เราวางตำแหน่งตัวเองไว้จริงๆ มันคือ ‘ตัวขายปลีก’ มากกว่า  คือเราใช้พื้นที่เป็นเหมือน ‘Pop-up Retail’ นั่นคือเชื่อมต่อกับบรนด์  แล้วแบรนด์ก็จะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือนเครื่องมือสื่อสาร  หรือว่าใช้เป็น Marketing Tool  ซึ่งเราอยากให้มองว่าร้านที่ตั้งเหมือนเป็น ‘3D Billboard’ ที่แบรนด์สามารถใช้พื้นที่ตรงนี้การโต้ตอบกับลูกค้าได้  เพราะรู้สึกว่ามันให้ประโยชน์ได้

จุดเด่นของธุรกิจให้เช่าพื้นที่ของ WERK

อย่างที่บอกคือจุดเด่นของเราเป็น “การใช้พื้นที่ตรงรนี้ให้กลายมาเป็น Marketing Tool” เช่น ทำอย่างไรให้เขา Lead กลับไปที่ออนไลน์ได้  อย่างง่ายๆ ที่เราเจอก็คือแบรนด์ทำ Facebook Live ที่นี่  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ลูกค้าสามรถมีปฎิสัมพันธ์กับเจ้าของได้จริงๆ

ผมว่าสิ่งที่ออนไลน์ไม่สามารถทำได้ก็คือการทำ ‘Community’ ที่เป็นปฎิสัมพันธ์ของมนุษย์จริงๆ  โดยเรารู้สึกว่าออฟไลน์ตรงนี้ชนะขาด  และทุกๆ ปียอดของร้านค้าที่เพิ่มขึ้นมาก็เกิดขึ้นทุกปี  ซึ่งก็มองว่าสิ่งที่ร้านค้าออนไลน์พวกนี้สามารถนำเสนอได้นอกจากแค่ Pixle กับ Sound ก็คือ ‘หน้าร้าน’

เพราะเรารู้สึกว่าการไปออนไลน์อย่างเดียววิธีการอยู่รอดในทุกวันนี้มันยากขึ้นสำหรับแบรนด์  หรือไปแต่ออฟไลน์ไม่ใช้ออนไลน์เลยมันก็มีความค่อนข้างท้าทาย

แล้วมีวิธีการเลือกร้านมาลงอย่างไร

พยายามเลือกแบรนด์ที่มาอยู่ด้วยกันแล้วช่วยกัน  โดยทุกแบรนด์ก็จะมีเรื่องราวที่ตัวเองอยากจะเล่า  และก็นำแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายใกล้ๆ กัน  รวมทั้งมองไปถึงว่าคนที่ใช้บีทีเอสอยู่เป็นคนกลุ่มไหน มีคาร์แรคเตอร์ประมาณไหน  สุดท้ายก็เลือกออกแนวไลฟ์สไตล์หน่อย  และเป็นพวกสินค้าแฟชั่นที่คนซื้อกันอยู่แล้วตลอดเวลา

แล้วทำไมลูกค้าในออนไลน์ต้องมาที่หน้าร้านอีก

ในส่วน Journey ที่เรามองคือแบรนด์จะโปรโมทมาตั้งแต่ออนไลน์เลย  ตัวอย่างร้านที่เข้ามาขายรูปสินค้าก็จะขึ้นไปอยู่ใน Instagram หรือ Facebook Account ของเขา  แล้วลูกค้าก็จะเลื่อนดูว่ามีสินค้าตัวไหนที่น่าสนใจ  จากนั้นก็จะค้นหาว่าถ้าเกิดมาลองสินค้าจริงนั้นจะลองได้ที่ไหนบ้าง  ซึ่งกระบวนการที่เราตั้งใจคือให้มาง่ายที่สุด สะดวกที่สุด นั่นคือก็บีทีเอส

คนที่มาใช้บริการเป็นแบบไหน

เราเห็นว่าโฟลว์คนที่มาจะเป็น “คนที่ใช้สถานีนี้อยู่แล้ว” โดย Journey ของเขาจะเหมือนสำรวจมาแล้วว่ามีแบรนด์อะไรน่าสนใจ อยากซื้อ อยากลอง แล้วเขาก็เดินทางมาแล้วแวะลงมาตรงนี้มาดูของกันแล้วเดินทางกลับด้วยบีทีเอส  ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาด้วยบีทีเอสอยู่แล้วก็จะอยู่กันแบบ 30-40 นาที หรือเดินหลายๆ ร้านก็อาจเต็มที่หนึ่งชั่วโมง

แผนการทำธุรกิจของ WERK 

ภายในปีสองปีนี้เราอยากไปได้ทั้งหมดตามแนวที่รถไฟฟ้าโต  เพราะเราอยากไปอยู่ในทุกๆ ที่ที่เข้าถึงกลุ่มคน  ที่ในที่สุดเรามองว่าสิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆ คือเราต้องการเชื่อมโยงแบรนด์  หรือไอเดียเจ๋งๆ ให้กับพื้นที่ที่มันน่าสนใจ

โอกาสเติบโตของธุรกิจนี้

เรามองว่าอนาคตของห้างค้าปลีกต่างๆ นั้นถ้าเกิดดูกระแสจากต่างประเทศ  จะมีความค่อนข้างชิฟมาทาง Pop-up Retail เพราะว่า Frequency ต่างๆ ที่เรารู้สึกว่าต้องเร็ว  เพราะพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่นั้นค่อนข้างเปลี่ยนไป  ซึ่งวันหนึ่งอาจจะดู Facebook เล่น LINE ดู Netflix มันโดนล่อใจด้วยเทคโนโลยีพวกนี้หมด

เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำให้เรามองเห็นว่ามีโอกาสซ่อนอยู่ในทุกๆ อย่างเสมอ  โดยขอเพียงช่างสังเกตและคิดต่อยอดจากสิ่งเดิมๆ ให้มากขึ้นค่ะ

ชมคลิปสัมภาษณ์ :

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/werk-more-than-space-in-bts/

โฆษณา

สร้าง Video Ads ยังไง ไม่ให้ถูกกด Skip พร้อมวิธีดึงดูดให้เวลาดูคลิปนานขึ้น

เชื่อว่าทุกคนเวลาดูคลิปหรือเล่นเกมแล้วจะมี Video Ads ขึ้นมาให้ต้องหัวร้อนและรีบปิด Ads ทันที ต่อให้น่าสนใจแค่ไหนแต่ถ้าช่วงเวลาที่ไม่ใช่ ยังไงก็ต้องกดผ่าน!

ได้ยินแบบนี้หลายแบรนด์คงต้องซับน้ำตา เพราะต่อให้รีบมารีบขายก็ยังไม่โดนใจสักที แม้จะใช้ Bumper Ads แอดที่สั้นเพียง 6 วินาที เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ดูคลิปด้วยความรวดเร็ว และไม่ถูกกวนใจมากเกินไปจนหัวร้อน แต่ก็ไม่วายโดนปิดอยู่ดี

ปัญหาคืออะไรรู้หรือไม่คะ นั่นเพราะว่าคลิปสั้นเพียง 6 วินาที สั้นเกินกว่าที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์หรือรู้จักแบรนด์ ทำให้เป็นปัญหาว่าเราจะสื่อสารยังไงผ่าน Video Ads ให้โดนใจและดูคลิปเรานานมาขึ้น

วันนี้เราจึงมีทริคที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายของคุณดูคลิปยาวนานมากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับ Video Ads ของตัวเองกันค่ะ

ภาพอลังจนต้องอึ้ง

คำว่าอลังนี้เป็นได้ทั้งไซไฟสุดยิ่งใหญ่หรือสีสันที่โดดเด่นจนต้องมองตาค้าง เพราะทำให้คนดูรู้สึกอึ้งกับ Ads ที่เห็นมากขึ้น ด้วยความที่น้อยมากๆ ที่คนดูจะดูคลิปจบ ฉะนั้นสิ่งแรกที่คนดูเห็นต้องเป็นจุดขายทันที

ซึ่ง Video Ads นี้เป็นของน้ำยาปรับผ้านุ่มดาวนีย์ที่ยาวเพียง 6 วินาทีเท่านั้น แต่ดูภาพแวปเดียวก็ต้องอึ้งกับความพริ้วไหวของชุดบวกกับสีสันที่ฉูดฉาดเข้าตา ทำให้เวลาคนดูจ้องในคลิปนานมากขึ้น ซึ่งบอกเลยว่าถึงจะแค่ 6 วินาที แต่ก็สะกดสายตาคนดูได้อย่างอยู่หมัด จน Youtube ประกาศเป็น Bumper Ads อันดับ 1 ในปี 2018 

ให้ความสำคัญกับเสี้ยววิแรก

แค่เสี้ยววินาทีแรก เราต้องส่งคอนเทนต์ให้คนดูมีส่วนร่วมทันที เช่นเดียวกับโฆษณาไอติม Nestle ตัวใหม่ที่ทำเป็น Series 4 เรื่อง

สังเกตว่าแค่ Video Ads เล่นก็เล่าเรื่องทันที ไม่ต้องมีอะไรปูมาก่อนจนน่าเบื่อและกดข้ามไป อย่างในคลิปคือเป็นช็อตจะกินไอศกรีม ซึ่งคล้ายกับการมาคิสกัน แต่มีไอศกรีมคั่นกลาง ไม่ยืดเยื้อเยอะและยิ่งทำให้อยากดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่ออีก เวลาดูคลิปจึงนานขึ้นกว่าเดิม

ละคำว่า “ลองเลย”

ต้องบอกก่อนว่าคำเชื้อชวนก็เป็นสิ่งที่ดีทำให้คนที่เราพูดด้วยสนใจมากขึ้น แต่หากเป็น Video Ads คำว่า “ลองเลย” จะเป็นคอนเทนต์นึงที่ถูกส่งไป ซึ่งคำนี้เรียกว่าใช้เยอะ ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่เรื่อยๆ จนเอียนไปหมด ยิ่งสินค้าตัวใหม่ควรงดคำนี้ แต่สื่อสารในเวย์อื่นเช่น พูด Tagline ก่อนเข้าสู่คลิป หรือใช้ภาพสื่อแทนอย่าง Ads ของแบรนด์เครื่องสำอางค์อย่าง Bobbi Brown

ที่ใช้นางเเบบหน้าสดสาธิตรองพื้นตัวใหม่ ที่ให้ผิวโกลว์ธรรมชาติ ไม่ต้องมีคำว่า ลองเลย ใช้ภาพสื่อแทน ทั้งหมดนี้เกิดจากการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายว่าจะเสพสินค้าเราโดยตัดสินใจอะไร คำไหนควรใช้ไม่ควรใช้ ซึ่งการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายคือพื้นฐานของกทำการตลาดทุกส่วน

คิดว่า Ads คือหนังสั้นช็อต CLIMAX

Video Ads จะถูกฉายเพียงไม่กี่สิบวิ ฉะนั้นเราต้องฉายช็อต climax ให้เท่านั้นหรือดูก่อน เพราะทำให้คนดูรู้สึกว้าวไปกับสินค้าที่เรานำเสนอ อย่างไอติมแห่งปีของ Nestle ที่เล่าเป็นหนังสั้น 4 เรื่องมาต่อกัน

ก็เพื่อสร้าง Story ย้ำความแห่งปีให้กับไอติมมากขึ้น ซึ่งทั้ง 4 คลิปนี้มี Story ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ใช้ซีน climaxในการนำเสนอ ทำให้อีโมชั่นของตัวแสดงพุ่งทะลุจอออกมา ทำให้คนดูอยากดูต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น

อย่างคลิปนี้ชื่อว่า เพื่อนแท้แพ้อะไร… คบมา 10 ปีก็เลิกได้ ซึ่งแสดงภาพเพื่อนสองคนกำลังมีเรื่องชกต่อย แต่บทของแต่ละคู่มีความฮา พร้อมชวนสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ทั้งคู่จะเลิกคบกันได้ จนได้รับยอดวิวพุ่งพรวดไปทันที

หากมองว่า Video Ads คือหนังสั้น ที่ทำให้คนที่เราคิดว่าสนใจหนังของเราดู จะทำให้คนดูรู้สึกสนุกไปด้วยไม่ใช่จะมาขายของอย่างเดียว

 

 Ads เหมือนการเล่าเรื่องให้คนดูได้รับข้อมูล แต่ความยากคือ Video Ads นี้จะเล่าในจังหวะไหนก็ไม่รู้ อาจจะเป็นช็อตที่คนดูอยากดูหรือจังหวะหัวร้อนตอนเล่นเกมที่พร้อมกดข้ามทันทีก็ได้

Ads จึงต้องโชว์คอนเทนต์ทันทีและให้ความสำคัญในช่วงไม่กี่วินาทีแรกมากที่สุด เพื่อดึงดูดให้คนอยากติดตามเรื่องราวต่อ ทำให้ Ads ของคุณมียอดดุที่นานมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเเน่นอน ลองไปปรับใช้กับ Ads คุณดูนะคะ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/video-ads/

อัพเดทเทรนด์ผ่านหนังสือ Thailand Digital Playbook ที่ Group M ปั้นมาให้อ่านกัน

เมื่อหลายวันก่อน ทาง Group M ได้เปิดตัว Thailand Digital Playbook ประจำปี 2019 มาให้ได้อ่านแบบออนไลน์กัน สำหรับคนที่ยังไม่ได้โหลดมาอ่าน วันนี้ Thumbsup จะมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันค่ะ

สำหรับหนังสือเล่มนี้นั้น ทาง Group M บอกไว้ว่า เป็นการรวบรวมความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในสื่อดิจิทัลและคำอธิบายในการแก้ปัญที่สำคัญสำหรับนักการตลาด แน่นอนว่าเนื้อหาทั้งเล่มนั้นไม่ยาว มีเพียง 50 หน้าเท่านั้น ให้เปิดอ่านแบบเพลินๆ

ทั้งนี้ ทีมงานท่ีปั้นเนื้อหาเทรนด์การเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นมา อย่าง คุณแพน จรุงธนาภิบาล รองผู้อำนวยการแผนกพัฒนาและการตลาด คุณณัฏฐพัชร์ รุ่งนิเวศน์ เจ้าหน้าที่อาวุโสแผนกพัฒนาและการตลาด และคุณณัฐวีร์ ณีว มาวิจักขณ์ หัวหน้าแผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย)ได้ให้ข้อมูลโดยสรุปว่า เป็นการรวบรวม Insight ที่น่าสนใจจากงานวิจัยของทางกรุ๊ปเอ็ม ไม่ว่าจะเป็น

DIGITAL ADVERTISING GROWTH 

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสื่อดิจิทัลในไทยที่อัตรา 16% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 14,330 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีขนาดตลาดอยู่ที่ 12,402 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่มีการลงทุนในสื่อดิจิทัลสูงสุด 3 ลำดับได้แก่ รถยนต์ การสื่อสาร และธนาคาร (1,473 ล้านบาท 1,294 ล้านบาทและ 1,076 ล้านบาทตามลำดับ)

ประเภทธุรกิจและสินค้าที่มีอัตราลงทุนเพิ่มมากที่สุดได้แก่ กลุ่มสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม โดยโตขึ้นมาที่ 33% รองลงมาได้แก่กลุ่มธนาคารและกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีอัตราโตโดยรวมของดิจิทัลอยู่ที่ 27%

ส่วนภาพรวมการใช้สื่อดิจิทัลในของประเทศไทยนั้นสื่อโซเชียลชื่อดังอย่าง Facebook และ YouTube ยังคงความเป็นเจ้าตลาดที่อัตราส่วนแบ่งโฆษณาที่มากกว่า 50%

ด้วยเหตุนี้นักการตลาดจึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการใช้ Social Listening หรือเทคโนโลยีการเฝ้าดูและติดตามแบรนด์หรือสินค้าทั้งของตัวเองและของคู่แข่งบนโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงการสร้างรากฐานที่แข็งแรงของแบรนด์ในดิจิทัลก็ยังคงไปหัวใจหลักในการเข้าหาผู้บริโภค

EVOLUTION OF THAI CONSUMERS

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบเดิมๆ ที่ว่าด้วยหลักประชากรศาสตร์ เช่น การใช้เพศ หรืออายุ ไม่สามารถระบุตัวตนของกลุ่มเป้าหมายยุคดิจิทัลได้อีกต่อไป เนื่องจากการใช้อินเทอร์เน็ตได้เปิดประตูให้ผู้บริโภคแต่ละคน สามารถแสดงพฤติกรรม ความคิดเห็น ค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจได้อย่างเสรี หรือที่เราเรียกว่า Digital Personal ID

นอกจากนี้ การเติบโตของการใช้เงินผ่านรูปแบบดิจิทัลในหมู่ผู้บริโภคคนไทยได้เปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลในการซื้อสินค้าที่สั้นลง อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดระบบการตัดสินใจที่เร็วขึ้นด้วย

TREASURING DATA

นอกจากนี้ ตลาดดิจิทัลที่มีการแข่งขันที่สูงนักการตลาด จะอาศัยการซื้อข้อมูลจาก Third Party เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเป็นข้อมูลเปิดที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน

ในยุคดิจิทัลที่มีผู้บริโภคมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่คือโอกาสที่นักการตลาดจะต้องก้าวข้ามไปให้ถึงการสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตนเองขึ้นมาและนำการวิเคราะห์ผู้บริโภคผ่าน Digital Personal ID เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารซึ่งจะโยงไปถึงประสิทธิผลในการซื้อขายสินค้าแก่ผู้บริโภค

TRICKS OF THE TRADE

จากการที่สื่อดั้งเดิมได้เริ่มปรับตัว และกระโดดเข้ามาร่วมสร้างและขยายดิจิทัลแพลตฟอร์มให้มีความหลากหลายมากขึ้น ความท้าทายของแบรนด์และนักการตลาดคือต้องมีความมั่นใจในแผนกลยุทธ์สื่อสารทางการตลาดของตน ว่าแต่ละชิ้นงานสื่อสารได้ถูกออกแบบเพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา

ทั้งนี้ การอาศัยเทคโนโลยีที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะผ่านระบบ AI จะสามารถช่วยจับชิ้นงานสื่อสารให้เข้ากับแต่ละ Digital Personal ID ได้อย่างแม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกใช้ TMP หรือ Trusted Market Place หรือพื้นที่สื่อที่ได้รับการคัดสรรค์จะช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นงานของแบรนด์ไปแสดงอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและรวมไปถึงเรื่องของเวลาด้วย เพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคของแบรนด์มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกขั้นตอนของ Consumer Journey ทั้งด้านการรับรู้ การตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค จึงต้องเลือกใช้เครื่องมือที่ตรงจุด

Influencer ยังคงเป็นเคล็ดลับการส่งต่อข้อมูลของแบรนด์ที่น่าสนใจ

แน่นอนว่า Influencer ยังคงเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด เพราะพฤติกรรมของคนออนไลน์ยังชอบที่จะหาข้อมูลและรับทราบประสบการณ์ใช้งานจากบุคคลอื่นก่อนใช้งานจริง ว่าเหล่า Influencer มีความคิดเห็นและประสบการณ์หลังการใช้งานจริงอย่างไรบ้าง ทำให้การสื่อสารการตลาดรูปแบบนี้ กลายเป็นศูนย์กลางของการบอกต่อที่ยังคงได้ผลเสมอ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการตลาดแบบแบรนด์พูดเอง จะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องทำนะคะ เพราะถึงอย่างไร การมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากแบรนด์เอง หรือการนำเสนอโปรโมชั่นแคมเปญต่างๆ ที่มาจากแบรนด์โดยตรง ยังคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ เพียงแต่ทั้งสองแนวทางนี้ควรใช้ควบคู่กัน คือ รีวิวประสบการณ์ใช้งานผ่าน Influencer พร้อมกับโปรโมชั่นที่ดึงดูด ให้อยากทดลองใช้งาน

นอกจากนี้ Google ยังเคยสำรวจผลการทำงานของ Adwords ในปี 2000 ไว้ว่า Machine Learning และ Artificial Intelligence จะเข้ามามีบทบาทในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล วางกรอบแนวทางโฆษณาและอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะเป็นปัจจัยสำคัญให้ประชากรอินเทอร์เน็ตกว่า 50,000 ล้านคนในปี 2020 รวมทั้งค่าเฉลี่ยการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อของประชากรจะอยู่ที่ 6.58 ชิ้นต่อคน (ผลวิจัยจาก CISCO)

อย่างไรก็ตาม Gartner ยังบอกอีกด้วยว่าในปี 2020 จะมีลูกค้ากว่า 85% ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรผ่านการสื่อสารที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ นั่นหมายความว่า ลูกค้าเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดีย มากกว่าการโทรคุยกับคอลล์เซ็นเตอร์ที่เป็นพนักงาน

ดังนั้น การนำ AI เข้ามาใช้ตอบคำถามกับลูกค้า จะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่องค์กรเลือกลงทุนมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถอ่าน Thailand Digital Playbook ฉบับเต็มได้ที่นี่

 

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/thailand-digital-playbook-group-m/

ปัปลิซีส ดึง ดิจิทาซ เสริมทัพดิจิทัลมั่นใจทีมแข็งแรง พร้อมกวาดลูกค้ารายใหญ่เพียบ

ปัปลิซีส กรุ๊ป (Publicis Group)เปิดตัว ดิจิทาซ (Digitas) เดอะ คอนเนคเทต มาร์เกตติ้ง เอเจนซี่ (The Connected Marketing Agency) ในประเทศไทย โดยเอเจนซี่นี้จะทำให้แบรนด์ต่างๆ ในไทยได้สัมผัสถึงความเชี่ยวชาญอันรอบด้านซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ในเรื่องของข้อมูล กลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ คอนเทนต์และเทคโนโลยีแบบครบวงจร

ทีมงานของเราประกอบด้วยสมาชิก 34 คน โดยมีออฟฟิศตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ลูกค้าที่เราพร้อมจะส่งมอบบริการ ได้แก่ เชฟโรเลต (Chevrolet) เจ ดี เซ็นทรัล (JD Central) ธนาคารกรุงศรี (Krungsri) พีทีจี (PTG) ภัตตาคารเอ็มเค (MK) วัน แบ็งคอก (One Bangkok) รวมถึงเทสโก้ (Tesco) ซึ่งเป็นชัยชนะของดิจิทัลเอโออาร์ (Digital AOR) ล่าสุดของเอเจนซี่

ดิจิทาซ ประเทศไทย จะนำทีมโดยนายภารุจ ดาวราย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทาซ ประเทศไทย จำกัด โดยจะรายงานต่อนายสงกรานต์ เศรษฐสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย และเจน ลิน-บาเดน หุ้นส่วนผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของปัปลิซิส กรุ๊ป

นายสงกรานต์ เศรษฐสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยนโยบาย 4.0 ของประเทศ เศรษฐกิจดิจิทัลจะอยู่ที่ 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ใน พ.ศ. 2562 และเพิ่มเป็น 25% ใน พ.ศ. 2570 อันจะเป็นการจัดพื้นที่ไว้ให้กับแบรนด์และธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานอย่างมีกลยุทธ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในเรื่องของการดำเนินงานและการจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้า ด้วยการเปิดตัวเครือข่ายดิจิทัลระดับโลกอย่าง ดิจิทาซ ในประเทศไทยนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่จัดไว้ให้และศูนย์กลางทางเทคโนโลยีได้เชื่อมต่อการบริการด้านการตลาดดิจิทัล อันเป็นการชี้ให้เห็นถึงความต้องการต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าของเราสามารถเอาชนะเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ได้ และจากที่ได้ B&M มาร่วมทีมแล้ว

 

ตอนนี้ ปัปลิซิส กรุ๊ปมีผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลถึง 170 ราย ที่จะให้บริการลูกค้าของเราในประเทศไทย

 

นายภารุจ ดาวราย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทาซ ประเทศไทย จำกัด

ดิจิทาซ (Digitas) ได้พกความสามารถซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องของข้อมูล เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และสื่อต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายเฉพาะตัวตามแบบของแบรนด์ทั้งหลายในประเทศไทย

ประการแรกคือ การทำความเข้าใจผู้บริโภคในโลกแห่งความเป็นจริงโดยอาศัยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มา ซึ่งจะช่วยเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภคในแบบที่เต็มเปี่ยมด้วยความหมายโดยทำให้เกิดการลงมือทำและจัดทำคอนเทนต์ที่ดูว่าน่าจะเข้าถึงลูกค้าได้

การเปิดตัวของออฟฟิศในกรุงเทพฯ ยังถือเป็นการขยายสาขาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ดิจิทาซเริ่มเดินหน้าตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว โดยมีการเปิดตัวในทั้งเซี่ยงไฮ้และกัวลาลัมเปอร์

เกี่ยวกับดิจิทาซ

ดิจิทาซคือ เดอะ คอนเนคเทต มาร์เก็ตติ้ง เอเจนซี่ ซึ่งตั้งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้คนผ่านความจริง (Truth) การเชื่อมต่อ (Connection) และความน่าตื่นตาตื่นใจ (Wonder) ได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญที่หลากหลายซึ่งครอบคลุมในเรื่องของข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ สื่อต่างๆ และเทคโนโลยี เราทุกคนต่างทำงานสุดความสามารถและให้บริการอย่างเต็มที่ตามทวีปต่างๆ เพื่อให้เกิดความเชื่อมต่อที่ดีขึ้นและบรรลุผลตามความอุตสาหะผ่านแนวคิดที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น จุดประกายและทำให้เกิดแรงบันดาลใจอันเนื่องมาจากความสงสัยใคร่รู้และตรงไปตรงมาอย่างเต็มที่

โดยได้ดำเนินการเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของมนุษย์อยู่เสมอเพื่อสร้างการเชื่อมต่อแบบของจริงระหว่างแบรนด์ต่างๆ กับผู้บริโภค ลูกค้าและคู่ค้า อีกทั้งยังแนวคิดรวมถึงผลที่ได้รับอีกด้วย

ดิจิทาซมีพนักงาน 3,500 คนใน 21 ประเทศ และมีออฟฟิศทั้งหมด 34 แห่ง ด้วยเครือข่ายที่กว้างไกลภายใต้ปัปลิซิส มีเดีย ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 23,500 คน ทำงานอยู่ในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/publicis-digitas-agency/

Infographic: 19 เทคนิกทำ SEO ฉลุยในปี 2019

หนทางทำการตลาดดิจิทัลและการทำ SEO หรือ Search engine optimization นั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกปี สำหรับปี 2019 วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ของทุกคนจะไม่ได้อยู่ที่การตั้งคีย์เวิร์ด หรือการเพิ่มลูกเล่นให้เว็บเพจเท่านั้น แต่อยู่ที่การปรับแนวทางเนื้อหาและแคมเปญโซเชียลซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นได้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ต้องยอมรับว่า Search engine optimization คือส่วนสำคัญที่ทำให้สถานะของการตลาดดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากอัลกอริธึมใน Google ได้รับการปรับปรุงและมีกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้ผลเสิร์ชมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นวิธีการที่เจ้าของเว็บเพจจะสามารถทำได้คือการคำนึงถึงความสะดวกของนักเสิร์ชในการค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ให้ดีขึ้น ซึ่งใครทำได้ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาหรือ SEO ได้ในที่สุด

รางวัลของคนที่ทำภารกิจนี้สำเร็จคือการยกระดับเว็บไซต์ และดึงลิงก์เว็บไซต์ของเราไปยังด้านบนของหน้าผลลัพธ์ สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่กำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์โดยตรง

Infographic ที่บริษัท Click เป็นผู้รวบรวมนี้ให้รายละเอียด 20 วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO บนเว็บไซต์ในปี 2019 ว่าหนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับ SEO คือการใส่ใจกับ backlink หรือลิงก์ย้อนกลับและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงกันอยู่ วิธีนี้ยังไม่ล้าสมัยสำหรับการทำ SEO ในปี 2019

SEO ปี 2019 ยังควรคำนึงถึงภาพบนเว็บไซต์เป็นพิเศษ จุดนี้เจ้าของเว็บไซต์ควรทำทุกทางให้มั่นใจว่าภาพบนเว็บไซต์นั้นสามารถค้นหาได้ เนื่องจากการสำรวจพบว่ากว่า 27% ของการเสิร์ชทั้งหมดนั้นเป็นการเสิร์ชเพื่อหาภาพ

สิ่งที่แตกต่างจาก SEO ปีอื่นๆ คือเว็บไซต์ควรดำเนินการแคมเปญโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะยิ่งมีการใช้จ่ายเงินเพื่อทำแคมเปญบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นเท่าใด เว็บไซต์นั้นก็อาจจะถูกเสิร์ชพบได้มากขึ้นเท่านั้น ทั้งการทำไลฟ์สตรีมมิ่งเพื่อถ่ายทอดสด หรือการลงทุนเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียล รวมถึงการปรับเนื้อหาตามอัลกอริธึมของโซเชียลมีเดียเช่น Facebook หรือ Twiiter ที่ปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน ก็อาจทำให้อันดับการเสิร์ชบน Google ดีขึ้นตามไปด้วย

ยังมีประเด็นเรื่องการปรับแต่งเนื้อหาเพื่อแสดงผลบนสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ อย่างเช่นการสร้างเนื้อหาแนวตั้ง (Vertical Content) ก็อาจทำให้เว็บไซต์เจาะ SEO กลุ่มการเสิร์ชบนสมาร์ทโฟนได้ดีขึ้น จุดนี้ถือว่าน่าสนใจเพราะวันนี้ชาวโซเชียลใช้เวลา 70% บนสมาร์ทโฟนของตัวเอง

ขอเชิญติดตามข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง จะได้รู้ว่า SEO ปี 2019 นั้นเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดดของจริง.

ที่มา: : Click

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/infographic-see-2019/

Synnex กับการลงมาเล่นในตลาด E-sport

หลายคนรู้จัก ซินเน็ค (SYNNEX) ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีชั้นนำหลากหลายประเภท เรียกได้ว่ากวาดสินค้าเทคโนโลยีเกือบทุกประเภทเข้ามาอยู่ในพอร์ตสินค้า ซึ่งทาง Thumbsup ได้รับเกียรติเข้าร่วมสัมภาษณ์ คุณสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการบุกตลาดเกมมิ่งในครั้งนี้

ภาพรวมของ Synnex

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Depa ระบุว่า ในปี 2562 ตลาดเกมภายในประเทศ จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นราว 15% เมื่อเทียบจากปี 2561 ที่มีมูลค่าราว 20,000 ล้านบาท (ในกลุ่มอุปกรณ์เกมส์) และในปี 2568 จะพุ่งสูงขึ้นเป็น 64,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในสัดส่วนรายได้จากกลุ่มเกมมิ่งของ Synnex ยังมีตัวเลขในส่วนนี้ไม่สูง แต่คาดว่าปีนี้น่าจะทำรายได้แตะ 2,000 ล้านบาทได้ไม่ยาก เพราะภาพรวมธุรกิจของ Synnex สินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟนมีสัดส่วนที่สูงมากถึง 30-40% เลย จาก 3 แบรนด์ดังอย่าง หัวเว่ย ซัมซุง และไอโฟน ทำให้สัดส่วนของสินค้ากลุ่มอื่นๆ ค่อนข้างจะลดหลั่นลงมา ทำให้กลุ่มเกมมิ่งเองยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนที่ชัดเจน

“เดี๋ยวซินเน็คอาจจะมีการจัดพอร์ตสินค้าใหม่ เพราะตอนนี้เราพาร์ทเนอร์กับสินค้าไอทีหลากหลายมาก และตัวสินค้าเองจะคาบเกี่ยวกัน เช่น สินค้าในกลุ่มเกมมิ่งจะทับซ้อนกับ PC, Notebook, Mouse, Keyboard ซึ่งจะสร้างความสับสนกับรายได้ในส่วนของ PC, Notebook, Accessories อื่นๆ ที่วางขายในตลาด แต่ทุกกลุ่มสินค้าต่างก็มีรายได้โดดเด่นชัดเจน”

นอกจากนี้ ภาพรวมรายได้ของ Synnex ในปีที่ผ่านมา ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 15% หรือ 37,500 ล้านบาท พอสรุปปิดปี รายได้เกินกว่าเป้าที่วางไว้แล้ว ทำให้ในปีนี้ก็ยังคงคาดการณ์ไว้ที่ 10-15% เช่นเดิม แต่เพิ่มในส่วนของเกมมิ่งมาอีก 2,000 ล้านบาท

เดินหน้าเรื่องเกม

สำหรับการจัดงาน SYNNEX GAMING & ESPORT TOURNAMENT 2019 การแข่งขันเกมออนไลน์ PLAYERUNKNOWN’S BATTLEGROUNDS หรือ “PUBG” ในระดับอุดมศึกษานั้น ทางคุณสุธิดา เล่าว่า มองเห็นโอกาสในกลุ่มเกมมิ่งมากขึ้น และการใช้จ่ายในกลุ่มนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นระดับพรีเมียมไม่แพ้การซื้อสินค้าประเภทอื่นๆ 

 

“หากมองแต่เรื่องสินค้าโน้ตบุค ต้องยอมรับว่ากลุ่มเกมมิ่งมีกำลังซื้อมากที่สุด หากเทียบกับสินค้าทั้งหมดของซินเน็ค กลุ่มโน้ตบุคสำหรับเกมมิ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% เลย เมื่อเทียบกับตลาดโน้ตบุคเพียงอย่างเดียว การเติบโตยังเป็นหลักเลขตัวเดียวเท่านั้น”

 

ทั้งนี้ บริษัทมองเห็นโอกาสจากการที่มีลูกค้าเกมมิ่งเข้ามาซื้อสินค้าไปประกอบเอง โดยเคยมีคนซื้อสินค้าไปประกอบเอง สูงสุดถึง 200,000 บาท บริษัทจึงมองหาพาร์ทเนอร์และประกอบเซ็ตสินค้าสำหรับกลุ่มเกมมิ่งขึ้นมา ชื่อผลิตภัณฑ์ LEMEL – PUBG Certified Gaming PC ขึ้นมา ในราคา 66,900 บาท ที่ครบเซ็ทสำหรับการเล่นเกมและยังได้ไลเซนต์เกมแท้ เรียกว่าซื้อไปใช้เล่นเกมแนวไหนก็ได้ เพราะได้รับการยอมรับจากนักพัฒนาเกม PUBG แล้วว่าความเร็วเครื่องดีไม่แพ้ประกอบเองเลย

นอกจากนี้ การจัดการแข่งขันเกมออนไลน์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันทางการตลาด เพื่อเป็นแนวทางในการมองหากิจกรรมใหม่ๆ

โดยคุณสุธิดา ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีแผนชัดเจนในการบุกตลาดกีฬาอีสปอร์ตว่าจะเป็นไปในรูปแบบไหน เพราะอยากทำให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานในตลาดมากที่สุด

แต่ตลาดเกมค่อนข้างหมุนเวียนเร็ว มีเกมใหม่ๆ เข้ามา และความนิยมก็เปลี่ยนแปลงไปได้เร็ว ทำให้ซินเน็คเอง ก็ต้องมองหาพาร์ทเนอร์ที่มีจุดแข็งด้านเกมส์ เข้ามาช่วยเสริมทัพเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก็มั่นใจว่าการร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนกีฬาอีสปอร์ตร่วมกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจทั้ง 18 รายและ PUBG Corporation น่าจะช่วยให้ ซินเน็ค เข้าถึงลูกค้าเกมมิ่งได้อย่างตรงจุด

การจัดการแข่งขันอีสปอร์ตของบริษัทในครั้งนี้ ได้รับความนิยมในกลุ่มนิสิตนักศึกษา ระดับอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก ยิ่งเข้าไปจัดในระดับต่างจังหวัด ยิ่งมองเห็นว่ามีโอกาสขนาดใหญ่และคนในท้องถิ่นก็ต้องการ แรงสนับสนุนจากเอกชนเช่นกัน โดยรอบตัดสินจะแข่งขันกันท่ีจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 25 มีนาคม 2562

ภาพรวมตลาดไอทียังรุ่ง

แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว แต่ร้อนแรงในเรื่องของภาพการเมือง แต่ในมุมของธุรกิจเอกชนเอง ผู้บริหารหญิงคนเก่งของซินเน็ค มองว่า กำลังซื้อยังมีทิศทางที่ดีอยู่ อาจเพราะถึงจังหวะของการเปลี่ยนอุปกรณ์การทำงาน และอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทันต่อกระแสมากขึ้น

“องค์กรเอกชนเริ่มทะยอยเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ PC กันมากขึ้น และมองเห็นความสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI, Cloud ทั้งแบบ Hardware และ Software มาปรับใช้มากขึ้น เพราะต้องตามกระแสโลกให้ทัน รวมทั้งธุรกิจเดิมที่เคยมีการลงทุนเทคโนโลยีเอง ก็เริ่มหันมาใช้จ่ายแบบ Subscription กัน เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่าย เชื่อว่าอย่างน้อยในอนาคต ภาคธุรกิจยังสนใจลงทุนด้านอุปกรณ์กันต่อ เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนเร็ว”

ทั้งนี้ สินค้าในการ Networking หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อภายในบ้าน ก็ยังมีผลตอบรับที่ดี หรือ Component ก็ยังมีความต้องการในตลาด หรืออย่างสินค้าในกลุ่มโดรนเอง ก็มีผลตอบรับที่ดีมาก เช่น Osmo ของ DJI เรียกว่ายังมีการสั่งจองสินค้าเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้บริษัทยังเดินหน้าทำตลาดต่อเนื่อง หากผ่านเรื่องข้อกฏหมายที่ชัดเจน ก็เชื่อว่าจะมีสินค้ากลุ่มโดรนที่น่าสนใจอีกหลายประเภทเข้ามาทำตลาดในหลายอุตสาหกรรม

“ที่จริง โดรนในต่างประเทศถูกใช้ทำงานหลายอย่างได้ ทั้งเชิงขนส่ง หรือ เกษตรกรรม แต่รุ่นที่นำเข้ามายังจำกัดแค่ในกลุ่มคนเล่นกล้อง แต่ก็เชื่อว่าหากมีความชัดเจนในเรื่องข้อกำหนดก็น่าจะช่วยให้มีโอกาสในการนำเข้ามาใช้งานอย่างถูกต้องมากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์ที่หลายธุรกิจเข้ามาสนับสนุันด้านอีสปอร์ตกันมากขึ้น ก็หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งรายได้ของอุตสาหกรรมที่จะเข้าสู่ประเทศ เพราะเอกชนหลายรายเองก็ยอมรับว่ามีโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ เข้าประเทศ หากมีการผลักดันและสนับสนุนอย่างเหมาะสม รวมทั้งลบความคิดว่าเกมเป็นเพียงสิ่งมอมเมาเยาวชน เพราะในหลายประเทศที่กำกับและสนับสนุนอย่างเหมาะสม สามารถสร้างโอกาสให้เด็กเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง และสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างสะพัดด้วย

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/synnex-e-sport-market/

3 ผลกระทบ Facebook หลังศาลเยอรมนีสั่งหยุดรวมข้อมูลผู้ใช้ WhatsApp และ Instagram


Facebook กำลังได้รับคำสั่งให้หยุดการรวมข้อมูลผู้ใช้ของบริการในเครือ ทั้ง WhatsApp และ Instagram ในเยอรมนี คำสั่งนี้จะมีผลอย่างไร? 1 ใน 3 สิ่งที่ Facebook จะต้องเผชิญคือความยุ่งยากในการจัดการข้อมูลผู้ใช้ที่จะไม่ง่ายดายเหมือนแผนเดิมที่วางไว้

ทำไมต้องสั่งห้าม

สำนักงาน Federal Cartel Office (FCO) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการค้ายุติธรรมของเยอรมนี ได้ออกคำสั่งให้ Facebook หยุดการรวมข้อมูลผู้ใช้จากแอปพลิเคชันในเครือ ทั้ง WhatsApp และ Instagram รวมถึงแอปพลิเคชันอื่นของบริษัทบุคคลที่ 3 (third-party apps) โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้โดยสมัครใจ จุดนี้สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คำสั่งของ FCO นั้น เกิดขึ้นหลังจากการตรวจสอบนาน 3 ปี ซึ่ง FCO สำรวจแนวทางการเก็บข้อมูลของ Facebook อย่างจริงจัง

สิ่งที่ FCO ไม่เห็นด้วยคือ Facebook ใช้วิธีรวมข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับผู้ที่ใช้แอปพลิเคชันอื่น (ที่ไม่ใช่ Facebook) มาเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน FCO ก็ตั้งคำถามถึงวิธีการติดตามผู้คนในเว็บไซต์อื่นผ่านปุ่มกด like และ share บนเว็บไซต์เหล่านี้ แม้ว่าผู้ใช้จะไม่มีบัญชี Facebook ก็ตาม

ผลกระทบที่ต้องเจอ

ผลกระทบแรกของคำสั่งนี้คือ Facebook จะไม่ได้รับอนุญาตให้ผลักดันให้ผู้ใช้เห็นด้วยกับการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบเหมารวมอีกต่อไป ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Facebook จะไม่ควรถูกโยงเข้ากับบัญชี Facebook ของผู้ใช้

ผลกระทบที่ 2 คือ Andreas Mundt หัวหน้า FCO กล่าวย้ำว่า Facebook ยังมีเวลา 1 เดือนในการอุทธรณ์คำตัดสินของ FCO ซึ่ง Facebook ยืนยันว่าจะอุทธรณ์แน่นอนเพราะหากเยอรมนีสามารถเปิดศักราชคำสั่งลักษณะนี้ได้ ประเทศอื่นก็อาจออกคำสั่ง Facebook เช่นกันซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลของ Facebook ยุ่งยากขึ้นอีก

กรณีนี้ Yvonne Cunnane หัวหน้าฝ่ายปกป้องข้อมูลของ Facebook โพสต์ในบล็อกของบริษัทว่า Facebook ให้ความร่วมมือเต็มที่ในการตรวจสอบของ FCO ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่มีนาคม 2559 เบื้องต้น Facebook ตั้งใจจะหารือกับ FCO ต่อไปเพราะบริษัทไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปที่เกิดขึ้น และตั้งใจจะอุทธรณ์เพื่อให้ผู้ใช้ใน เยอรมนีได้รับประโยชน์จากบริการ Facebook อย่างเต็มที่

ผลกระทบที่ 3 นั้นเกิดในแง่ภาพลักษณ์ ผู้บริหาร Facebook ย้ำว่าการประเมินของ FCO นั้นทำให้ภาพการปฏิบัติตามกฏหมาย GDPR ของ Facebook ผิดเพี้ยนไป โดยบอกว่าคำสั่งนี้ทำลายกลไกที่กฎหมายยุโรปกำหนดไว้เพื่อรับประกันมาตรฐานการปกป้องข้อมูลที่สอดคล้องกันทั่วทั้งสหภาพยุโรปด้วย

อย่างไรก็ตาม หากการอุทธรณ์ของ Facebook ไม่เป็นผล Facebook จะมีเวลาเพียง 4 เดือนเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่รวบรวมจาก third-party ซึ่งรวมถึงแอปในเครืออย่าง WhatsApp และ Instagram จะไม่ถูกรวมเข้ากับข้อมูลผู้ใช้อื่น โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อย่างชัดเจน

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/facebook-whatsapp-instagram-german/