คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

ฮิตาชิ แวนทารา พลิกวงการระบบจัดเก็บข้อมูลองค์กรด้วย Hitachi Virtual Storage Platform 5000 Series และซอฟต์แวร์บริหารจัดการ Hitachi Ops Center ขุมพลังแห่งระบบ AI

  • ลบล้างสถิติเก่าด้วย Hitachi Accelerated Fabric เทคโนโลยีใหม่ปั่นความเร็วได้ถึง 21 ล้าน IOPS พร้อมรองรับการขยายสูงถึง 69 เพตะไบต์ ยืนหนึ่งเหนือคู่แข่งทุกราย
  • ด้วยรากฐานระบบจัดเก็บข้อมูล NVMe Flash Array ที่เร็วที่สุดในโลก องค์กรจะพร้อมรับมือกับงานในทุกรูปแบบและปริมาณ
  • และด้วยศักยภาพอันเป็นตำนานของฮิตาชิ เราได้พัฒนาระบบ AI ที่ใหม่และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับช่วยในการทำงานอย่างอัจฉริยะให้กับลูกค้า

ฮิตาชิ แวนทารา (Hitachi Vantara) ในเครือบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (TSE: 6501) ประกาศเปิดตัวโซลูชันเก็บข้อมูลยุคใหม่พร้อมโครงสร้างพื้นฐานอันทรงพลัง ด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ที่สามารถปรับขยายและยกระดับให้รองรับปริมาณงานทุกสเกล โซลูชันดังกล่าวประกอบด้วยแพลตฟอร์ม Hitachi Virtual Storage Platform (VSP) 5000 Series ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรใหม่ล่าสุดและเร็วที่สุดในโลก [1] พร้อมด้วยซอฟต์แวร์บริหารจัดการใหม่ล่าสุด Hitachi Ops Center และระบบปฏิบัติการอัปเดตใหม่ Hitachi Storage Virtualization Operating System เมื่อผนวกรวมกันแล้ว เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเร่งการทำงานในศูนย์ข้อมูลและส่งมอบระบบ IT ที่รองรับอนาคต ด้วยสถาปัตยกรรมใหม่สุดล้ำที่เป็นรากฐานในการยกระดับสภาพแวดล้อมด้านศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ และ DataOps ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

แพลตฟอร์ม Hitachi Virtual Storage Platform 5000 Series เป็นรากฐานสำหรับลูกค้าในการคว้าข้อได้เปรียบทางดิจิทัลเหนือคู่แข่งและบรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น คุณ Pratyush Khare ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President, Pre-Sales and Chief Technology Officer ประจำเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ แวนทารา กล่าวฮิตาชิ แวนทารา กำลังวางรากฐานสำหรับนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กรที่มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยโซลูชันใหม่ ที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีที่รองรับอนาคต เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านศูนย์ข้อมูลในวันข้างหน้า

รากฐานของโครงสร้างพื้นฐานองค์กรที่ทันสมัย

Hitachi VSP 5000 Series มาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานการเก็บข้อมูลสำหรับการดำเนินธุรกิจดิจิทัลทุกรูปแบบด้วยความเร็วและความยืดหยุ่นที่เป็นเลิศ เพื่อขับเคลื่อนปริมาณงานที่มีอยู่เดิม รวมถึงปริมาณงานใหม่ จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์และระบบที่มีการใช้งาน AI โซลูชันนี้รองรับการจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อกและไฟล์ ทั้งยังรองรับปริมาณงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่การใช้งานทางธุรกิจที่มีความสำคัญ ไปจนถึงคอนเทนเนอร์และเมนเฟรม Hitachi VSP 5000 Series รองรับปริมาณงานทั้งหมดซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นถึงขีดสุด

สถาปัตยกรรมใหม่ยกเครื่อง

VSP 5000 เป็น Flash Array ระดับ Enterprise ใหม่เอี่ยมที่พัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูงสุด ด้วยสถาปัตยกรรมที่รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น SAS, NVMe และ Storage Class Memory (SCM) พร้อมขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจาก Hitachi Accelerator Fabric ส่งผลให้เป็น NVMe Flash Array ที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลเชิงลึกและผลลัพธ์ทางธุรกิจเร็วขึ้น ด้วย IOPS สูงถึง 21 ล้าน นอกจากนี้ เจ้าของแอปพลิเคชันที่ใช้ทรัพยากรเยอะยังได้เห็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดด้วยเวลาตอบสนองที่รวดเร็วเพียง 70 ไมโครวินาที

VSP 5000 มาพร้อมกลไกลดพื้นที่การเก็บข้อมูลแบบใหม่ โดยใช้อัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิง (ML) ขั้นสูงในการลดพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลขณะเขียนแบบ On-The-Fly โดยประเมินจากขนาดของบล็อกและคุณลักษณะอื่น และอาศัยการกำจัดข้อมูลซ้ำซ้อนแบบ In-line และ Post-process เพื่อลดปริมาณการจัดเก็บข้อมูลให้มากที่สุด และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานน้อยที่สุด ด้วยอัตราส่วนสูงสุดถึง 7:1 ในการจัดเก็บข้อมูลจริง

VSP 5000 สร้างขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจดิจิทัลที่มีการทำงานตลอดเวลา ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Self-protecting พร้อมโครงสร้างทวีความแข็งแกร่ง ระบบจึงสามารถส่งต่อระดับการบริการได้แบบ 99.999999% Availability

พลิกโฉมการทำงานของศูนย์ข้อมูล

VSP 5000 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาวิธียกระดับศูนย์ข้อมูลให้ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการให้บริการอันเข้มงวด ครอบคลุมปริมาณงานหลากหลายประเภทและโมเดลการใช้งานแบบ Edge-to-core-to-multicloud

ส่วนซอฟต์แวร์ Hitachi Ops Center นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินการและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับการตัดสินใจและทำให้การส่งมอบทรัพยากรมีความทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้สูงสุด โดย Ops Center ช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ชาญฉลาด ด้วยการช่วยทำงานอัตโนมัติสูงสุดถึง 70% ทั้งยังสามารถแสดงข้อมูลเชิงลึกอย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อใช้วินิจฉัยสภาพของระบบและดูแลการดำเนินงานด้านข้อมูลให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

อีกทั้งลูกค้ายังสามารถนำระบบจัดเก็บที่มีอยู่เดิมมาเพิ่มความสามารถให้เทียบเท่ากับ VSP 5000 ด้วยการทำ Storage Virtualization โดย VSP 5000 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเปลี่ยนระบบจัดเก็บที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ถึง 20%

มากไปกว่านั้น VSP Cloud Connect Pack เป็นการเพิ่มเกทเวย์ HNAS 4000 สำหรับการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างศูนย์ข้อมูลและคลาวด์สาธารณะ เพิ่มความยืดหยุ่น แต่คงไว้ซึ่งความสามารถในการค้นหา ผ่านกลไก metadata enrichment

ความยืดหยุ่นในการรองรับปริมาณงานสูงสุด

Hitachi Storage Virtualization Operating System (SVOS) คือขุมพลังของ VSP 5000 และได้รับการปรับให้เหมาะสมกับสถาปัตยกรรมแบบ Scale-out พร้อมรองรับเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น NVMe และ SCM นอกจากนั้นยังมี AI อัจฉริยะที่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรองรับปริมาณงานทุกรูปแบบด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนการจัดเก็บข้อมูล และคาดการณ์ข้อบกพร่องที่อาจกระทบต่อการทำงาน

VSP 5000 เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลเพียงหนึ่งเดียวในอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่น สามารถใช้งานเทคโนโลยี NVMe กับ SAS Flash Media ภายใต้ระบบเดียวกัน เพื่อให้คุ้มทุนและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนั้นยังมีการทำ tiering แบบอัจฉริยะด้วย AI และ ML เพื่อจัดสรรการใช้งานของระบบจัดเก็บอย่างชาญฉลาด เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

VSP 5000 ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นจากขนาดเล็ก และเติบโตไปสู่ขนาดใหญ่ได้ตามต้องการ พร้อมกับให้บริการในแบบที่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนั้นยังออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็วและรวมปริมาณงานหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งระบบการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิม การจัดเก็บที่ทันสมัย การวิเคราะห์ หรือแม้แต่เมนเฟรม โดยสามารถรวมการทำงานได้มากกว่าที่เคยเพื่อประหยัดต้นทุนและลดพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล

สถาปัตยกรรมที่อัพเกรดได้ พร้อมที่จะเชื่อมต่อเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่มั่นคงอยู่แล้วกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น SCM และ NVMe over Fabrics (NVMe-oF) โดยไม่ต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม

ประโยชน์เพิ่มเติมของ Hitachi VSP 5000 Series, Hitachi Ops Center และ SVOS ประกอบด้วย

  • Hitachi VSP 5100 เป็นโมเดลเริ่มต้นในตระกูล VSP 5000 Series มาพร้อมซอฟต์แวร์เสริมมากมายที่ช่วยบริหารข้อมูลครบวงจร วิเคราะห์ระบบอย่างทรงพลัง และบริหารจัดการข้อมูลดั้งเดิม
  • รับประกันข้อมูลไม่สูญหาย 100% สำหรับ VSP ทุกรุ่น รวมถึงรุ่นใหม่อย่าง VSP 5000
  • สำหรับลูกค้าที่ต้องการทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดภาวะฉุกเฉิน ฮิตาชิขอนำเสนอโซลูชัน Global-Active Device (GAD) ในการทำ active-active datacenter cluster 
  • Hitachi Ops Center Administrator ใช้งานง่าย ทำให้การบริหารจัดการและการทำงานด้าน IT คล่องตัวและง่ายขึ้น
  • Hitachi Ops Center ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนการบริหารจัดการให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้าน IT และช่วยให้ลูกค้าสามารถแบ่งเวลาไปโฟกัสกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อันเป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจ

ความคิดเห็นจากลูกค้าและนักวิเคราะห์

ฮิตาชิ แวนทารา เป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ โดยช่วยให้ Conagra Brands สามารถปรับปรุงการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลให้ทันสมัยมากขึ้น Matt Bouges สถาปนิกด้าน IT ของ Conagra Brands กล่าว “Hitachi Virtual Storage Platform ใหม่ล่าสุด รวมถึง Hitachi Ops Center และระบบการปฏิบัติใหม่ล่าสุด มอบสมรรถภาพและประสิทธิภาพที่เราต้องการ โดยช่วยลดเวลาและต้นทุนที่เราต้องใช้ในการดำเนินงานด้าน IT พร้อมกับเร่งความเร็วในการสร้างมูลค่า และช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโต

แพลตฟอร์มสถาปัตยกรรม NVMe ช่วยให้ลูกค้าประหยัดต้นทุนในการรวมปริมาณงานมากมายเข้ากับระบบ Eric Burgener รองประธานฝ่ายวิจัยกลุ่มธุรกิจระบบโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีของ IDC กล่าวสำหรับผู้นำด้าน IT ที่กำลังต้องการรวมระบบ ปัญหาด้านประสิทธิภาพ ความพร้อมใช้งาน และการปรับขนาดมีความสำคัญมาก ซึ่ง VSP 5000 สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดนี้ โดยส่งมอบข้อมูลที่มีเวลาแฝงต่ำไม่ถึง 100 ไมโครวินาที พร้อมรับประกันข้อมูลไม่สูญหาย 100%”

ความคิดเห็นจากพาร์ทเนอร์

ลูกค้าจำนวนมากต่างมองหาแพลตฟอร์มที่มีความเร็วและความยืดหยุ่นโดยปราศจากความเสี่ยงเรื่องระบบขัดข้อง ซึ่งแพลตฟอร์ม Hitachi Virtual Storage Platform (VSP) 5000 ที่มีสถาปัตยกรรม NVMe ประสิทธิภาพสูงและรองรับการขยายขนาด สามารถมอบความเร็วและความยืดหยุ่นที่สร้างหลักประกันว่าลูกค้าจะพร้อมสำหรับโอกาสทางธุรกิจเสมอ Jack Kim รองประธานฝ่ายธุรกิจบริการของ HIS กล่าวแพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยประหยัดต้นทุน ขจัดความเสี่ยงในการเกิดระบบขัดข้อง และรักษาความปลอดภัยข้อมูลอย่างเหนือชั้น สำหรับลูกค้าของเรา Hitachi VSP 5000 ถือเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง

ลูกค้าของเราสมควรได้รับโซลูชันสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยและดีที่สุด ซึ่งฮิตาชิ แวนทารา ก็เดินหน้าส่งมอบข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ Suk-Hee Lee ผู้อำนวยการของ LGH กล่าวด้วย Virtual Storage Platform (VSP) 5000 ฮิตาชิไม่เพียงแค่มอบสถาปัตยกรรม NVMe ที่มีประสิทธิภาพและรองรับการขยายขนาดเท่านั้น แต่ยังได้มอบโอกาสในการเข้าถึง NVMe-oF หากลูกค้าต้องการด้วย

[1] อ้างอิงจากการทดสอบภายในองค์กรโดยใช้เกณฑ์ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม เทียบกับผลิตภัณฑ์คู่แข่งในท้องตลาด

การวางตลาด

Hitachi Virtual Storage Platform (VSP) 5000, Hitachi Ops Center และ Storage Virtualization Operating System พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้

ติดตาม ฮิตาชิ แวนทารา ได้ที่

เกี่ยวกับ ฮิตาชิ แวนทารา

ฮิตาชิ แวนทารา ในเครืองของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด ช่วยให้ผู้นำองค์กรค้นพบและสามารถนำข้อมูลมาใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างชาญฉลาด และบรรลุผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและสังคม ซึ่งเราเรียกว่ากำไรสองเท่า ฮิตาชิ แวนทารา ผสานประสบการณ์กว่า 100 ปีในด้านเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT) กับประสบการณ์กว่า 60 ปีในด้าน IT เพื่อปลดล็อกพลังของข้อมูลจากธุรกิจ บุคลากร และเครื่องจักรของลูกค้า นอกจากนี้ เรายังช่วยเหลือองค์กรต่าง ในการจัดเก็บ ยกระดับ ใช้งาน และสร้างรายได้จากข้อมูล เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้ และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยองค์กรที่ติดทำเนียบ Fortune 100 กว่า 80% ต่างไว้วางใจใช้งานโซลูชันข้อมูลของฮิตาชิ แวนทารา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hitachivantara.com

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ จำกัด

บริษัท ฮิตาชิ จำกัด (TSE: 6501) มีสำนักงานใหญ่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บริษัทมุ่งเน้นธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมซึ่งผสานเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ เทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน บริษัทมีรายได้รวมในปีงบการเงิน 2561 (สิ้นสุด วันที่ 31 มีนาคม 2562) ที่ระดับ 9.4806 ล้านล้านเยน (8.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีพนักงานราว 296,000 คนทั่วโลก ฮิตาชิส่งมอบโซลูชันดิจิทัลผ่านศูนย์ลูมาด้า (Lumada) ใน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ Mobility, Smart Life, Industry, Energy และ IT เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจให้แก่ลูกค้า สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hitachi.com

HITACHI เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด ส่วนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ และชื่อบริษัทอื่น เป็นทรัพย์สินของผู้เป็นเจ้าของ

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-data-storage-with-hitachi-virtual-storage-platform-5000-series/

7 ข้อต้องรู้ ก่อนเลือกเครื่องมือด้าน Network Automation

องค์กรปัจจุบันส่วนใหญ่มีการใช้งานเครื่องมือทำ Network Automation กันอยู่แล้ว วันนี้เราจึงขอนำปัจจัย 7 ข้อในการตัดสินใจเลือกเครื่องมือด้าน Network Automation กันครับ

Credit: ShutterStock.com

1.Single vendor / Multi-vendor ?

สำหรับผู้นำตลาด Multi-vendor Automation หรือเครื่องมือสามารถรองรับการทำงานอุปกรณ์ได้หลายค่ายคือ Red Hat, NetBrain และ Forward Networks แต่ Vendor รายใหญ่อย่าง Cisco, Arista, Juniper และ Extreme ต่างมีแพลตฟอร์มของตัวเองเช่นกัน ด้วยเหตุนี้องค์กรจึงต้องเลือกว่าระบบที่ใช้อยู่มีนี่ห้ออะไรและโอกาสที่จะนำยี่ห้ออื่นเข้ามาแบบไหนเหมาะสม โดยหากเลือกใช้ Vendor รายเดียวต้องดูให้แน่ใจว่ารองรับกับทุกผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมดจริงๆ พอถึงเวลาจริงใช้ได้แค่บางส่วน

2.API

ยังไงก็แล้วแต่ท้ายที่สุดเครื่องมือด้าน Network Automation อาจต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ได้ ดังนั้น API คือหัวใจสำคัญ ที่ตอนตัดสินใจต้องมองถึงอนาคตด้วย

3.Orchestration

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายมักกระทบส่วนอื่นด้วย เช่น เพิ่มอุปกรณ์เราเตอร์ก็ต้องแก้ไฟล์วอลและปรับแต่ง Load Balancer ดังนั้นเครื่องมือต้องมีความสามารถทำงานร่วมกับ Framework อื่นได้

4.AI/ Intent-based Networking

คอนเซปต์ของ Intent-based Networking คือผู้ดูแลกำหนดสถานะผลลัพธ์ของเครือข่ายและใช้ซอฟต์แวร์ทำงานอัตโนมัติปรับแต่งให้ระบบได้ตามนั้น ซึ่งปัจจุบันระบบเดิมๆ ต้องทำด้วยมือ (Manual) แต่ด้วยความว่องไวของการเปลี่ยนแปลง AI เท่านั้นจึงจะสามารถเติมเต็มได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามจุดสังเกตคือระบบที่เป็น AI แท้จริงต้องสามารถปรับตัวให้เก่งขึ้นได้เรื่อยๆ (Feedback and Update)

5.SaaS / On-prem

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับองค์กรคือการให้บริการว่าแบบ SaaS หรือ On-premise อย่างไรก็ตามมีผลสำรวจพบว่าแนวทาง Hybrid ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะสามารถ Localize Data แต่ AI อาจจะเหมาะกับการประมวลผลบน Cloud มากกว่า On-premise และอัปเดตได้ไวกว่าด้วย

6.Compliance and Security Report

เครื่องมือ Network Automation ต้องสามารถออกรายงานอย่าง Security Policy และ Compliance ให้ได้ ที่สำคัญควรจะแสดง Visibility ของ lifecycle ตั้งแต่ Plan, Deploy และ Optimize ให้ได้ด้วย

7.Ease of Use

ถึงฟีเจอร์จะเยอะแค่ไหนก็ต้องเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่ายเรียนรู้ได้เร็ว มิเช่นนั้นองค์กรจะต้องใช้พนักงานทักษะสูงที่มีฐานเงินเดือนสูง โดยควรจะเป็น GUI ได้อย่างเท่าเทียมกับทุกคำสั่งใน CLI เพื่อการทำงานอย่างครอบคลุม

ที่มา :  https://www.networkworld.com/article/3490459/7-considerations-when-buying-network-automation-tools.html

from:https://www.techtalkthai.com/7-consideration-for-network-automation-tool/

ไทยพาณิชย์จับมือกูรูชั้นนำให้ความรู้การป้องกันภัยคุกคามทางเทคโนโลยี ผ่านโครงการ SCB Cybersecurity Awareness

ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ Cybersecurity Awareness Day 2019 ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรจาก 15 บริษัทชั้นนำด้าน Technology & Cybersecurity ให้ความรู้ด้านภัยคุกคามทาง Cyber แก่พนักงานทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างภูมิความรู้ ให้รู้เท่าทันภัยคุกคามที่แอบแฝงเข้ามาในรูปแบบต่างๆ ภายในงานมีการจัดบรรยาย Cyber Talk 4 หัวข้อ ประกอบด้วย E-Payment Risk & Challenge, Cyber Crime Case Study, Data Risk และข้อความระวังของการใช้ Social Media โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย คุณอโรรา อุนนะนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ต.ท.ดรัณ จาดเจริญ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คุณจุลยุทธ โล่โชตินันท์ Technology Consulting Partner จากบริษัท PwC Thailand และคุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ จากเว็บไซต์ Beartai.com

โดยที่ผ่านมาธนาคารพบว่าภัยคุกคามต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้ลดน้อยลง แต่มีรูปแบบการคุกคามที่มีความหลากกลายและซับซ้อนมากกว่าเดิม ซึ่งพบว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรอบคอบ ไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่ถูกต้อง และอาจจะมองภัยเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งนี้ หน่วยงานด้าน IT Security ของธนาคาร ภายใต้การกำกับดูแลของ คุณวรพล วทัญญุตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Technology Architecture, Security & Risk มีความตระหนักถึงปัญหาภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงจัดวางมาตรการต่างๆ ทั้งเรื่องของการกำหนดนโยบายการใช้งาน การจัดอบรมหลักสูตรการป้องกันภัยทาง Cyber แบบภาคบังคับกับพนักงานทุกคน และการให้เกร็ดความรู้ และข่าวสารภัยคุกคามต่างๆที่ทันต่อสภานการณ์มาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและผลกระทบเสียหายอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน ธนาคาร และลูกค้า

from:https://www.techtalkthai.com/scb-cybersecurity-awareness-2019/

โซลูชัน Secure SD-WAN จากบริษัทด้าน Security

SD-WAN กลายเป็นโซลูชันยอดฮิตไปแล้วไม่ว่าจากการเติบโตและผลทำนายจากหลายสำนัก อย่างไรก็ดีมีบทความเชิงความเห็นของ NetworkWorld ที่แสดงความเห็นว่าโซลูชัน Secure SD-WAN จากบริษัทฝั่ง Security กับบริษัทฝั่งที่ทำ Network แล้วมาเพิ่ม Security มีประเด็นเป็นอย่างไร เราจึงขอสรุปมาให้อ่านกันครับ

Credit: ShutterStock.com

นอกจากหัวข้อ SD-WAN แล้วปัจจุบันหัวข้อที่กำลังตามมาคือ Security บน SD-WAN ด้วย ซึ่งประเด็นคือปัจจุบันมีผู้เล่นจาก 2 ฝั่งคือบริษัทด้าน Network ที่มี SD-WAN กับบริษัทด้าน Security อยู่แล้วเพิ่มฟีเจอร์ SD-WAN โดยปัจจุบันต่างชิงพื้นที่เพื่อนำเสนอ Secure SD-WAN และคือประเด็นของบทความนี้

Secure SD-WAN คือการรวบรวมทั้ง Next-gen Firewall, SD-WAN, Advance Routing และ Wan Optimization เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะวางที่สาขาหรือ Cloud หรือผสมผสานกันก็ได้ อย่างไรก็ตามจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าบริษัทด้าน Security มีภาษีดีกว่าในการเพิ่มฟังก์ชันด้าน Network เข้ามา แทนที่บริษัทด้าน Network จะมาจับด้าน Security สาเหตุมี 2 ปัจจัยคือ 1.ปกติแล้ว Firewall ก็ทำหน้าที่ด้าน Network อยู่แล้วอย่าง Routing Protocol ต่างๆ ที่ต้องคุมทั้ง LAN/WAN และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 2.ความเชี่ยวชาญด้าน Security เป็นสิ่งที่บ่มเพาะขึ้นมาอย่างยาวนาน ดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ๆ บริษัทฝั่ง Network จะเพิ่มฟีเจอร์ด้าน Security เข้ามา ด้วยเหตุนี้เองมีผลสนับสนุนจาก Gartner ว่า “ตลาด Multifunction Firewall ฝั่ง SMB โตขั้นกว่า 10.8% ในปี 2018 เป็นผลมาจากการต่อยอดใช้งาน SD-WAN ได้

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าการรวมร่างระหว่าง SD-WAN และ Networking ให้เป็น Secure SD-WAN จะราบรื่น โดยปัญหาที่เกิดขึ้นคือ

  • Complexity – SD-WAN โฆษณาถึงความง่ายในการใช้งานแต่การผสมฟีเจอร์ Security มากมายเข้าไปกับ SD-WAN กลับเพิ่มความยุ่งยากและต้องค่อยๆ ทำที่ละส่วนซึ่งอาจมี Overhead ในการบริหารจัดการและความยุ่งยากตามมา เหมือนกับเราอยากได้บ้านหนึ่งหลังแทนที่จะซื้อทั้งหมดเราต้องซื้อที่ละส่วนมาประกอบ ด้วยเหตุนี้ผู้ขายบางรายจึงใช้วิธีนำเทคโนโลยีด้าน Security ของ Vendor อื่นมาขายร่วมกัน
  • Cost – โมเดลในการขายจะเป็นอย่างไรเมื่อภายในโซลูชันประกอบด้วยหลายฟีเจอร์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดราคาชัดเจน ด้วยเหตุนี้กุญแจสำคัญคือต้องรวม Network และ Security เข้าไว้ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกันให้ได้เพื่อผลของการกำหนดราคาขายและลดความยุ่งยาก

ฟีเจอร์บน SD-WAN ไม่ได้สร้างความแตกต่าง ซึ่งคีย์ของเรื่องมีแค่ 2 ประเด็นคือ

  • Performance and Scalability – เมื่อพูดถึง SD-WAN ต้องไม่ได้แค่ทำงานได้แต่ต้องทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นต้องมี ASIC ชิปเฉพาะทางสำหรับงานด้าน Security และ Networking ด้วยซึ่งสามารถรองรับใช้งานได้สูงและมีประสิทธิภาพ
  • Threat Intelligence – ทุก Vendor ที่เสนอ SD-WAN ต่างคุยว่ามี Next-gen Firewall ทำให้ Secure แล้ว แต่จุดขายจริงๆ คือ Threat Intelligence ต่างหากว่ามีการอัปเดตบ่อยแค่ไหนวันหรือสัปดาห์ละกี่ครั้ง และยังสร้างความแตกต่างเพราะเกิดจากทีมอันมากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานหลายสิบ ปี ซึ่งเราต่างรู้ว่า Signature อย่างเดียวไม่เคยพอ รวมถึงฟีเจอร์อย่าง IPS, Deep SSL Inspection, Content Filter ต่างอาศัย Intelligence ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ๆ จะมาบอกว่ามี Security ทั้งที่ไม่มี Background ด้านนี้มาก่อน นอกจากนี้อีกส่วนที่ใช้ชี้วัดได้คือผลลัพธ์จาก 3-party อย่าง NSS Labs ที่วัดผลความเป็นผู้นำตลาด SD-WAN ทั้งในด้าน QoE ใน Video และ VoIP ประสิทธิภาพ และ TCO  

*สำหรับหัวข้อนี้เป็นความเห็นจากผู้เขียนของ NetworkWorld เท่านั้นซึ่งอาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกและประสบการณ์ของท่านอื่นครับ แต่ทั้งนี้ก็ลองศึกษามุมมองจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเราเห็นว่าน่าสนใจมากๆ จึงนำมาให้อ่านกันครับ

ที่มา :  https://www.networkworld.com/article/3489480/secure-sd-wan-the-security-vendors-and-their-sd-wan-offerings.html

from:https://www.techtalkthai.com/security-vendors-and-their-secure-sd-wan-strength/

3 ประเด็นสำคัญด้าน Cloud Security ที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องใส่ใจ โดย Radware

ในปี 2019 ที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นเหตุการณ์ด้าน Cybersecurity ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Cloud มากมาย ทาง Radware เองก็ได้ออกมาสรุปถึง 3 ประเด็นหลักที่เหล่าธุรกิจองค์กรควรให้ความสำคัญเพื่อปกป้องระบบ Cloud ที่ตนเองใช้งานอยู่ดังนี้

1. ปกป้อง Credential ในการเข้าถึงบริการ Cloud ของพนักงานให้ดี

จากเหตุการณ์เมื่อปี 2018 ที่มีธุรกิจแห่งหนึ่งได้ทำการจัดเก็บข้อมูลภาพของ Social Media Application ของผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านรายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่กว่า 1PB ที่รั่วไหลออกมานั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้โจมตีได้ทำการโจมตีแบบ Spear-Phishing เจาะจงผู้ใช้งานรายหนึ่ง เพื่อใช้เป็นก้าวแรกในการเข้าถึงบริการ Cloud ที่ธุรกิจแห่งนั้นใช้งาน สร้าง API Access Key สำหรับเข้าถึงสิทธิ์การจัดการระบบ และลักลอบขโมยข้อมูลที่อยู่บนบริการ Cloud ออกมาภายนอกระบบเครือข่ายของธุรกิจแห่งนั้นได้

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าบริการ Cloud จะออกแบบมาปลอดภัยเพียงใด แต่หากผู้ใช้งานเพียงรายเดียวนั้นตกเป็นเหยื่อของการโจมตีและเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถทำการโจมตีต่อเนื่องภายในระบบจนเข้าถึงข้อมูลภายใน Cloud ผ่านช่องทางการจัดการภายในได้ ความเสียหายก็อาจขยายเป็นวงกว้างได้ ดังนั้นการปกป้อง Cloud Account Credential ของผู้ใช้งานทุกคนให้ปลอดภัยนั้นจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสผ่านให้มั่นคงปลอดภัย, การใช้ Two-Factor Authentication หรือการปกป้องเครื่อง Endpoint ของผู้ใช้งานที่ใช้เชื่อมต่อเข้าถึงบริการ Cloud นั้นๆ ให้มั่นคงปลอดภัยก็ตาม

อีกแนวทางหนึ่งที่ Radware แนะนำนั้นก็คือการหาระบบสำหรับตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัยภายใน เช่น การตรวจสอบพฤติกรรมการ Scan เครือข่ายจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้งานคนนั้นถูกโจมตีสำเร็จและเริ่มทำการโจมตีต่อเนื่องแล้ว และให้ระบบทำการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัตเพื่อให้ผู้ดูแลระบบทุกด้านที่เกี่ยวข้องดำเนินการโต้ตอบ หรือสร้างระบบที่สามารถโต้ตอบต่อกรณีเหล่านี้โดยอัตโนมัติเข้ามาช่วยปกป้องระบบให้มั่นคงปลอดภัย

2. กำหนด Permission ของผู้ใช้งานแต่ละคนให้เหมาะสม จำกัดการใช้งานเฉพาะบริการและข้อมูลที่ตนเองเกี่ยวข้อง

จากเหตุการณ์เดียวกันกับข้อ 1 นี้ อีกประเด็นที่น่าสนใจนั้นก็คือการกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานให้เหมาะสมต่อการทำงานของตนเอง เพราะการที่ผู้ใช้งานคนหนึ่งๆ นั้นมีสิทธิ์การเข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่มากเกินจำเป็นนั้น ย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่ความเสียหายจะขยายเป็นวงกว้างหากผู้ใช้งานคนนั้นๆ ถูกโจมตีสำเร็จจะเกิดขึ้นตามมาด้วย ไม่เพียงแต่กรณีนี้เท่านั้น แต่ในหลายๆ กรณีเองผู้ใช้งานระบบ Cloud เองก็อาจถึงขั้นละเลยการกำหนดสิทธิ์และเปิดให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากสาธารณะโดยง่าย

Radware แนะนำว่าในการใช้งานระบบ Cloud ให้ทำการสันนิษฐานได้เลยว่าไม่ว่าจะออกแบบระบบมาดีแค่ไหน ระบบก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเจาะโจมตีด้วยแนวทางที่หลากหลายจนสำเร็จได้อยู่ดี ดังนั้นการปกป้องระบบให้มั่นคงปลอดภัยจึงเป็นเพียงแค่การชะลอการเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงเหล่านี้ลงเท่านั้น และธุรกิจองค์กรจะต้องออกแบบแนวทางการตอบรับต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เอาไว้ให้พร้อม

Credit: Radware

การหมั่นตรวจสอบว่ามี Account ใดที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ มากเกินไป หรือระบบใดๆ ที่ไม่มีการกำหนดสิทธิ์อยู่เลยบ้างนั้นคือสิ่งที่ต้องทำอยู่สม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดการโจมตีขึ้นจริงความเสียหายก็จะยังคงไม่ขยายวงกว้างมากนัก และต้องมีการทำ Hardening ให้กับระบบต่างๆ อยู่ตลอดเพื่อลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการกำหนดค่าผิดหรือ Misconfiguration ที่อาจนำความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงมาสู่ธุรกิจได้

3. จัดการกับ Bot ให้ดี

สุดท้ายนี้ Radware ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการที่ Web Traffic ทั่วโลกนั้นกว่า 50% เกิดขึ้นจาก Bot และในขณะที่องค์กรกว่า 89% เองนั้นก็เกิดความเสียหายจากการถูกโจมตีระบบ Web ทำให้ Radware เสนอว่าธุรกิจองค์กรนั้นควรต้องให้ความสำคัญกับการรับมือกับ Bot ให้มากขึ้น เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการถูกโจมตีผ่านระบบ Web ลง

ความน่ากลัวของ Bot นี้ก็คือการที่เทคโนโลยีอย่าง Web Application Firewall หรือ WAF นั้นไม่สามารถรับมือกับการโจมตีลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะ Bot นั้นมีรูปแบบการเชื่อมต่อที่ซับซ้อน ด้วยพฤติกรรมที่เลียนแบบมนุษย์ ทำให้การตรวจจับพฤติกรรมของ Bot และจำแนกออกจากผู้ใช้งานจริงนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ WAF นั้นก็ยังคงจำเป็นอยู่สำหรับการรับมือกับความพยายามในการเจาะระบบด้วยเทคนิคต่างๆ ที่หลากหลาย

Credit: Radware

แนวทางที่ Radware แนะนำในกรณีนี้ ก็คือการผสานเทคโนโลยี Bot Manager ที่มีหน้าที่ในการตรวจจับและจำแนก Bot ออกจากผู้ใช้งานตัวจริง ควบคู่ไปกับการใช้งาน WAF เพื่อปกป้องระบบจากการโจมตีให้ได้ครอบคลุมมากที่สุดนั่นเอง ด้วยแนวทางนี้ก็จะทำให้การโจมตีจำนวนมากถูกหยุดยั้งเอาไว้ตั้งแต่ระดับของ Network และทำให้เกิดการโจมตีในระบบ Web Application ที่น้อยลงมากแล้วนั่นเอง

ติดต่อ Radware ได้ทันที

ผู้ที่สนใจอยากทดสอบเทคโนโลยีหรือต้องการใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Radware ได้โดยตรงทันทีที่คุณณัฐวุฒิ ธนพิพัฒนกุลชัย (Country Manager Indochina) โทร 0814414488 หรืออีเมล์ nutthavoott@radware.com

from:https://www.techtalkthai.com/3-cloud-security-security-issues-enterprise-must-concern-by-radware/

The Beaumont Partnership กับการบริหารงานออกแบบและก่อสร้างผ่าน Cloud ด้วยโซลูชันจาก Neos IT

ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Practice Manager แห่ง The Beaumont Partnership ซึ่งทำธุรกิจทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ถึงประเด็นด้านการประยุกต์นำระบบ IT และ Cloud เข้ามาเสริมให้กับการบริหารจัดการโครงการด้านการออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เฉพาะทางของงานในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี จึงขอนำสรุปเรื่องราวในการพูดคุยครั้งนี้ให้แก่ผู้อ่านทุกท่านดังนี้ครับ

The Beaumont Partnership ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารใหญ่ ที่เราอาจเคยได้ไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

คุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์, Practice Manager, The Beaumont Partnership

หากพูดถึงชื่อของ The Beaumont Partnership เราอาจนึกไม่ออกว่าธุรกิจนี้ทำอะไร แต่หากเล่าว่าผลงานของ The Beaumont Partnership นั้นได้แก่การออกแบบสถาปัตยกรรม, การออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร และงานภูมิสถาปัตยกรรมให้กับอาคารชั้นนำอย่างเช่น ICONSIAM, อาคาร AIA Capital Centre ถนนรัชดาภิเษก, Stamford University Bangkok, Rugby International School Thailand ไปจนถึงอาคารสำนักงาน, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า, คอนโด และโรงเรียนอีกจำนวนมาก ก็คงจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นว่า The Beaumont Partnership นั้นทำอะไรบ้าง

ธุรกิจของ The Beaumont Partnership นั้นก่อตั้งมาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1991 ภายใต้ชื่อ Woods Bagot (Thailand) ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อเป็น The Beaumont Partnership ในช่วงปี 2009 เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของและโครงสร้างภายในบริษัท โดยมีเป้าหมายคือการออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่อาคารและสถานที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีทั้งความสวยงามในระดับสากล และมีฟังก์ชันต่างๆ อย่างครบถ้วน ในขณะที่ยังคงมีเอกลักษณ์และเข้ากับความสวยงามของภูมิทัศน์ในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจผลงานของ The Beaumont Partnership สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทันทีที่ https://www.thebeaumontpartnership.com ครับ

ธุรกิจสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการโครงการ

ในการพูดคุยสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับคุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Practice Manager แห่ง The Beaumont Partnership ที่ได้มาเล่าถึงการตัดสินใจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมศักยภาพในการทำงานของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร ตอบโจทย์เล็กๆ แต่ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าแก่ธุรกิจของ The Beaumont Partnership เป็นอย่างมาก

คุณอรรวินท์อธิบายถึงแนวทางการทำงานของสถาปนิกและวิศวกรที่ The Beaumont Partnership ว่า ทีมงานแต่ละคนนั้นจะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานภายใต้โครงการต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งด้วยความที่หัวใจหลักของธุรกิจคือการออกแบบ ดังนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนั้นก็คือ “เวลา” ในการทำงานของทีมงานแต่ละคน

ในการควบคุมการทำงานในแต่ละโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายทั้งในเชิงระยะเวลาและงบประมาณนั้น สิ่งที่ The Beaumont Partnership ต้องให้ความสำคัญคือการติดตามว่าทีมงานคนไหนได้ทำงานให้โครงการใดเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ในแต่ละวันบ้าง เพื่อให้สามารถสะท้อนกลับมาได้ว่าในแต่ละโครงการนั้นมีการใช้ทรัพยากรด้านบุคลากรไปมากน้อยแค่ไหน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ทำให้การวางแผนด้านกำลังคนเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

การติดตามการทำงานของพนักงานแต่ละคน เคยเป็นเรื่องยากที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่ตลอดมาก่อน

ถึงแม้ในภาพรวมในการบริหารจัดการโครงการโดยอ้างอิงจากเวลาที่พนักงานแต่ละคนใช้ในการทำงานในแต่ละโครงการนั้นจะมีความชัดเจน แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลับเป็นเรื่องยาก เพราะ The Beaumont Partnership นั้นไม่ได้มีระบบ IT ใดๆ รองรับกระบวนการในส่วนนี้มาก่อน ดังนั้นที่ผ่านมา การติดตามเวลาที่พนักงานแต่ละคนใช้ในการทำงานแต่ละโครงการนั้นจึงต้องอาศัยการกรอกข้อมูลลงไปบน Microsoft Excel เป็นหลัก

หลังจากที่พนักงานแต่ละคนกรอกข้อมูลและส่งไฟล์ Excel ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยรวบรวมข้อมูลจากไฟล์เหล่านี้โดยเฉพาะ เพื่อนำข้อมูลนี้มารวมกันบนไฟล์ Excel กลางอีกที ก่อนที่จะสร้างออกมาเป็นรายงานให้กับแต่ละโครงการได้ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้เองก็มีปัญหามากมาย ทั้งการที่พนักงานแต่ละคนต้องเข้ามาส่งไฟล์ Excel ที่บริษัท, เมื่อข้อมูลไม่ครบก็ต้องแก้ไขไฟล์แล้วส่งมาใหม่, ข้อมูลบางส่วนตกหล่นทำให้ต้องติดตามเพิ่มเติม และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าแต่ละโครงการนั้นใช้เวลาของทีมงานไปมากน้อยเพียงใดก็ต้องเสียเวลานานมาก

อีกจุดหนึ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น มีจำนวนพนักงานมากขึ้น มีโครงการหลากหลายขึ้น หรือมีปริมาณของงานที่ต้องทำมากขึ้น สูตรใน Microsoft Excel ที่เคยเขียนเอาไว้นั้นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอด และทำให้การทำงานนั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ตัดสินใจพัฒนาระบบ Online Time Sheet ที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม

เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะยาว The Beaumont Partnership จึงตัดสินใจว่าจะต้องพัฒนาระบบ Online Time Sheet เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถกรอกข้อมูลเวลาการทำงานของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยมีระบบคอยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและออกรายงานแบบ Real-time ให้เพื่อให้ผู้บริหารโครงการแต่ละโครงการสามารถติดตามทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละโครงการได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมี Report ในรูปแบบเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของ The Beaumont Partnership ด้วย

โครงการ Online Time Sheet นี้จึงถูกริเริ่มขึ้นด้วยการพูดคุยกับ Neos IT ผู้ให้คำปรึกษาทางด้านระบบ IT ที่ภายในธุรกิจของตนเองก็มีการพัฒนาระบบ Time Sheet ขึ้นมาใช้งานอยู่แล้ว เหลือเพียงแค่ปรับแต่งให้การใช้งานนั้นตอบโจทย์ต่อธุรกิจของ The Beaumont Partnership เท่านั้น ทำให้เวลาที่ใช้ในการพัฒนาโครงการนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมี Feedback จากการใช้งานจริงเข้ามาปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากมุมมองของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร เมื่อเข้าใช้งานระบบ Online Time Sheet ก็จะสามารถเข้าไปจัดการแก้ไขข้อมูลเวลาในการทำงานของตนเองก่อนจะส่งให้กับผู้บริหารโครงการได้ ในขณะที่ผู้บริหารโครงการนั้นจะสามารถดูภาพรวมและออกรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการได้ รวมถึงระบบยังเปิดให้ทาง The Beaumont Partnership สามารถสร้างผู้ใช้งานหรือโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาเองได้อยู่ตลอด เกิดความคล่องตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก

ทำลายข้อจำกัดในการเข้าออฟฟิศทำงาน ด้วยการเลือกใช้ Cloud

แน่นอนว่าการพัฒนาระบบ Online Time Sheet นั้นย่อมจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการดูแลและรวมข้อมูลใน Microsoft Excel ได้ แต่หากใช้งานระบบ Online Time Sheet ด้วยการติดตั้งบน Server ภายในออฟฟิศของบริษัทนั้น พนักงานก็ยังจะต้องยุ่งยากในการเดินทางเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อกรอกข้อมูลอยู่ดี

เพื่อตอบโจทย์นี้ Neos IT จึงได้นำเสนอให้ใช้บริการ Cloud โดยทำการตั้งค่าระบบทั้งหมดอย่างมั่นคงปลอดภัย และมีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งานเสมอ เพื่อให้ทีมงานของ The Beaumont Partnership สามารถเข้าใช้งานระบบ Online Time Sheet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

การตัดสินใจใช้ Cloud ครั้งนี้ ทำให้ผลตอบรับของทีมงาน The Beaumont Partnership ในการใช้งานระบบ Online Time Sheet นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทีมงานในแต่ละโครงการเข้ามาบันทึกข้อมูลเวลาการทำงานบ่อยขึ้น ทำให้ผู้จัดการโครงการเห็นตัวเลขต้นทุนของแต่ละโครงการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และหากเกิดปัญหาอะไรก็สามารถแก้ไขได้ทันที อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีพนักงานสำหรับดูแล Time Sheet โดยเฉพาะอีกต่อไป ประหยัดเวลาการทำงานลงไปได้เป็นอย่างมากทีเดียว

อีกจุดหนึ่งที่ Cloud เข้ามาตอบโจทย์เป็นอย่างมากนั้นก็คือทำให้งานของสถาปนิกและวิศวกรบางคนที่ต้องเดินทางไปยังไซต์ก่อสร้าง สามารถใช้เวลาในการทำงานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแวะเข้าออฟฟิศมาเพื่อกรอกข้อมูลลง Time Sheet อีก ทำให้โดยรวมแล้วการทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทีมงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นนั่นเอง

วางใจ Neos IT ช่วยพัฒนาระบบ Time Sheet และดูแล Cloud เบื้องหลังให้ทั้งหมด

เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Online Time Sheet นี้ก้คือการที่ The Beaumont Partnership ตัดสินใจทำงานร่วมกับ Neos IT ทั้งในส่วนของการนำระบบ Time Sheet ที่ Neos IT ใช้งานอยู่เดิมมาพัฒนาต่อยอด และการให้ Neos IT ช่วยดูแลระบบ Cloud ให้ ทำให้ The Beaumont Partnership สามารถทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปกับงานด้านสถาปัตยกรรม, วิศวกรรม และการบริหารจัดการโครงการได้ ไม่ต้องพะวงกับประเด็นทางด้าน IT อีกต่อไป

Neos IT นั้นคือผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบ Cloud-Native Application โดยมีทั้งทีมงาน Developer สำหรับพัฒนา Software ต่างๆ และทีมงานฝั่ง IT Infrastructure ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาบริการ Cloud ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ ซึ่งในโครงการนี้ Neos IT ก็ตัดสินใจเลือกผสานเทคโนโลยีด้าน Container เข้ากับ Amazon Web Services หรือ AWS เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของ The Beaumont Partnership จะมีความมั่นคงทนทานรองรับการทำงานได้ตลอด 24×7 และสามารถพัฒนาเสริมความสามารถใหม่ๆ เข้าไปได้อย่างต่อเนื่อง

ทีมงานของ Neos IT นั้นยังคอยช่วยสนับสนุนดูแลรักษาระบบให้ทำงานถูกต้องตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีมงาน Support ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านการดูแลระบบ Cloud โดยเฉพาะ

ในอนาคตมีแผนพัฒนาต่อยอดเรื่อยๆ พร้อมบทเรียนสำคัญว่าไม่มีคำว่า One Size Fit All ในการออกแบบระบบเพื่อตอบสนองต่อธุรกิจ

คุณอรรวินท์ได้สรุปบทเรียนจากการพัฒนาโครงการ Online Time Sheet ในครั้งนี้ ว่าสำหรับการพัฒนา Software เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจนั้น ไม่สามารถหาตัวเลือกที่เป็น One Size Fit All ได้ ทางเลือกที่ตอบโจทย์ต่อกรอบระยะเวลานั้นก็คือการนำ Software ที่มีอยู่มาปรับแต่งให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการให้มากที่สุด ดังนั้นการมองหาผู้ที่จะมาช่วยปรับแต่ง Software นี้และดูแลรักษาต่อไปให้ได้ในระยะยาวคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในโครงการลักษณะนี้

ในกรณีนี้ Neos IT ถือว่าตอบโจทย์ต่อ The Beaumont Partnership เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมี Software ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับความต้องการแล้ว ก็ยังมีทีมงานที่พร้อมจะปรับแต่งระบบและดูแลรักษาระบบให้ทำงานได้ตลอดด้วย

หลังจากที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว คุณอรรวินท์เองก็ได้เล่าถึงแผนในอนาคตที่อาจจะมีการเพิ่มเติมความสามารถต่างๆ เข้าไปในระบบ Online Time Sheet เพื่อให้มิติในการบริหารจัดการโครงการนั้นหลากหลายยิ่งขึ้น และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

ติดต่อ Neos IT ได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการด้านการพัฒนาระบบ Application หรือต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบ Cloud ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT ได้ทันทีที่โทร 02-0170500 หรืออีเมล์ marketing@neosIT.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Neos IT ได้ทันทีที่ https://www.neosit.com/

from:https://www.techtalkthai.com/the-beaumont-partnership-with-cloud-time-sheet-solution-by-neos-it/

นิวออร์ลีนส์ประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” หลังถูก Ransomware โจมตี

LaToya Cantrell นายกเทศมนตรีแห่งเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐฯ สั่งปิดระบบคอมพิวเตอร์ของเมืองและประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังถูก Ransomware โจมตี

Credit: Zephyr_p/ShutterStock.com

จากรายงานของ NOLA Ready ของเมืองนิวออร์ลีนส์ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยมาตุภูมิและการเตรียมพร้อมตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน สหรัฐฯ ระบุว่า ตรวจพบเหตุการณ์ต้องสงสัยบนระบบเครือข่ายของเมืองราว 5 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งหลังจากตรวจสอบจนถึง 11 นาฬิกาทำให้ยืนยันได้ว่าเป็นการโจมตีไซเบอร์ ส่งผลให้แผนก IT ของเมืองสั่งให้พนักงานทุกคนปิดคอมพิวเตอร์และยกเลิกการเชื่อมต่อ Wi-Fi ทันที รวมไปถึงปิดเซิร์ฟเวอร์และดึงปลั๊กออกทั้งหมดด้วย

นายกเทศมนตรี Cantrell ได้ประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” หลังจากนั้น และได้ออกแถลงการณ์กับสื่อมวลชนว่า เมืองนิวออร์ลีนส์กำลังถูก Ransomware โจมตี ถึงแม้ว่า “ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมแบบเรียลไทม์” จะถูกปิด แต่กล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะยังคงบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ถ้ามีเหตุไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นก็สามารถนำบันทึกวิดีโอมาดูย้อนหลังได้ ในขณะที่สถานีตำรวจและสถานีดับเพลิงก็ยังคงสามารถให้บริการตามปกติเช่นกัน

ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานจากรัฐบาลกลางกำลังสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ และพยายามกู้คืนระบบทั้งหมดกลับคืนมา ทางนายกเทศมนตรี Cantrell ก็ออกมาระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเรียกค่าไถ่ใดๆ จากทางแฮ็กเกอร์

ที่มา: https://www.forbes.com/sites/daveywinder/2019/12/14/new-orleans-declares-state-of-emergency-following-cyber-attack/

from:https://www.techtalkthai.com/new-orleans-declares-state-of-emergency-after-ransomware-attack/