คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

ปกป้องระบบ Cloud ขององค์กรให้มั่นคงปลอดภัย ด้วย 3 โซลูชันล่าสุดจาก Check Point โดย G-Able

การใช้งาน Cloud นั้นได้กลายเป็นทางเลือกหลักขององค์กรในการลงทุนระบบ IT Infrastructure ไปแล้ว ส่งผลให้การปกป้อง Workload ต่างๆ ที่อยู่บน Cloud นี้กลายเป็นความท้าทายใหม่ขององค์กร

เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ได้อย่างครอบคลุม Check Point Software Technologies และ G-Able จึงได้ร่วมมือกันเพื่อนำ 3 โซลูชันใหม่ล่าสุดทางด้าน Cybersecurity มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรไทย เพื่อให้นำไปใช้เสริมความมั่งคงปลอดภัยในส่วนที่ยังขาดอยู่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร ดังนี้

1. ตรวจสอบการตั้งค่าและการใช้งานบริการ Cloud ให้มั่นคงปลอดภัย ด้วย CloudGuard Posture Management

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจองค์กรจำนวนมากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลผ่านทางบริการ Cloud นั้น ก็คือการตั้งค่าการใช้งานบริการ Cloud ที่ผิดพลาดและไม่มั่นคงปลอดภัย หรือที่เรียกว่า Misconfiguration จนทำให้ข้อมูลภายในระบบ Cloud นั้นสามารถเข้าถึงโดยบุคคลภายนอกได้ ทำให้ถึงแม้บริการ Cloud ที่ใช้งานจะมีการออกแบบด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ดีแค่ไหนก็ตาม ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะมีผู้ตรวจพบความผิดพลาดในการตั้งค่าเหล่านี้จนส่งผลให้เข้าถึงข้อมูลในบริการ Cloud ได้นั่นเอง

โซลูชัน CloudGuard Posture Management โดย Check Point สามารถช่วยตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ได้ ด้วยความสามารถในการประเมินระดับความมั่นคงปลอดภัยของบริการ Cloud ได้โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบการตั้งค่าในการใช้งานส่วนต่างๆ ของบริการ Cloud ว่ามีความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงยังเปิดให้ผู้ดูแลระบบ Cloud สามารถทำการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้น เพื่อให้ผู้ที่ใช้งาน Cloud เดียวกันนั้นต้องปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐานที่วางเอาไว้ได้ในการใช้ทรัพยากรใดๆ บน Cloud

ภายในโซลูชันเดียวกันนี้ ยังได้มีการรวม Cloud Intelligence Essentials ที่มีทั้ง Best Practice, Security Rule และ Threat Intelligence เพื่อนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน Cloud ได้ อีกทั้งยังมีระบบ AI พร้อมอัลกอริธึมในการตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ เพื่อค้นหาปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงบน Cloud ได้แบบ Real-Time ครอบคลุมทั้งการใช้งานแบบ VM, Container ไปจนถึง Serverless เพื่อทำการแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ Cloud ได้ทันทีที่ระบบตรวจพบปัญหาใดๆ

2. ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามบน Cloud ได้อย่างทันท่วงที ด้วย CloudGuard Intelligence

ในการรับมือกับการโจมตีและภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบบน Cloud นั้น Check Point ได้นำเสนอ CloudGuard Intelligence ซึ่งเป็นโซลูชันที่ผสานการทำ Cloud Security Intelligence เข้ากับ Threat Hunting ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล Network Traffic และ Log ที่เกิดขึ้นบน Cloud เพื่อตรวจจับภัยคุกคามและการโจมตีได้เสมือนกับระบบ SIEM ภายใน Data Center ของธุรกิจองค์กร โดยสามารถทำงานร่วมกับ Check Point Threat Cloud เพื่อให้สามารถตรวจจับพฤติกรรมที่ต้องสงสัยในเชิงลึกได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการตรวจสอบหาสาเหตุของภัยคุกคามที่ตรวจพบได้อย่างละเอียด ด้วยหน้าจอสำหรับค้นหาและวิเคราะห์เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่จะช่วยผนวกรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ผู้ดูแลระบบ Cloud และ Security สามารถตรวจสอบการโจมตีแต่ละครั้งได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

สำหรับองค์กรที่ต้องการรวมข้อมูลเหตุการณ์ด้านภัยคุกคามแบบรวมศูนย์ CloudGuard Intelligence นี้สามารถทำการเชื่อมต่อส่งข้อมูล Log จาก Cloud ไปยัง SIEM ขององค์กรได้ทันที ด้วยปลั๊กอินส่วนเสริมที่รองรับ SIEM ชั้นนำหลากหลายยี่ห้อ

3. รักษาความมั่นคงปลอดภัยใน Multi-Cloud อย่างครอบคลุมจากศูนย์กลางด้วย ONE CloudGuard

อีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจของ CloudGuard นี้ก็คือการที่ทุกๆ ความสามารถนี้รองรับการใช้งานได้บน Multi-Cloud ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, Google Cloud Platform (GCP), Alibaba Cloud หรือแม้แต่ Kubernetes ที่นำไป Deploy บนระบบใดๆ ก็ตาม ทำให้ไม่ว่าองค์กรจะเลือกใช้ผู้ให้บริการ Cloud รายใด CloudGuard ก็จะยังคงเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อยู่เสมอ

ในขณะเดียวกัน Check Point เองก็ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ดูแลระบบ Cloud อีกขั้น ด้วยโซลูชัน ONE CloudGuard ที่สามารถผสานรวมทุกโซลูชันของ CloudGuard ให้ทำงานร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมหน้าจอบริหารจัดการจากศูนย์กลาง ทำให้การจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยบนทุกๆ Cloud สามารถทำได้ในหน้าจอเดียว

ขอเชิญคุณเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ของเราในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.00 – 12.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_mjkPSSHhQJal8zaql4Q2Xg

แล้วพบกัน…..

from:https://www.techtalkthai.com/secure-the-cloud-with-check-point-cloudguard-by-g-able/

NCSA ร่วมกับ Trend Micro เปิดอบรม Security Awareness เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไซเบอร์ฟรี

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. | NCSA) ร่วมกับ Trend Micro จัดอบรม “โครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาบุคลากรทางไซเบอร์” หลักสูตรเสริมสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Build a Strong Security Awareness Program) ผู้ที่สนใจพัฒนาความรู้และทักษะสามารถลงทะเบียนเข้าอบรมได้ฟรี

พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าอบรมวันนี้เพื่อลุ้นรับ iPad Gen 9th (Wi-Fi) มูลค่า 11,400 บาท

วัตถุประสงค์ของกิจกรรมความร่วมมือ

  • เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ
  • เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเผยแพร่ความรู้ตลอดจนดำเนินการฝึกอบรม เพื่อการพัฒนา และยกระดับมาตรฐาน (Train-the-Trainer) บุคลากรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต่อไปในอนาคต
  • เพื่อนําความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการเสนอแนะและสนับสนุนในการจัดทำนโยบาย แผน และแผนปฏิบัติการ เพื่อให้มีการดำเนินการเชิงปฏิบัติการที่มีลักษณะบูรณาการ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และภัยคุกคามใหม่ ๆ

หลังจากที่โลกได้เปลี่ยนแปลงจากยุคของข้อมูลข่าวสารไปสู่ยุคไซเบอร์อย่างทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) กำลังเป็นปัญหาสำคัญที่ท้าทายความสามารถของทุกประเทศและทุกภาคส่วนธุรกิจ เนื่องจากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้ามาทดแทนเทคโนโลยีเดิทในอดีตเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจ การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตบนที่มีความยืดหยุ่นและสะดวกสบายขึ้น แต่กลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณโดยเราแทบไม่รู้ตัว

นอกเหนือจากการมีเทคโนโลยีการป้องกันชั้นเลิศและกระบวนการภายในที่เป็นไปตามมาตรฐานแล้ว หลักสูตรเสริมสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Build a Strong Security Awareness Program) นี้ จะช่วยให้บุคลากรในองค์การของท่านได้มีความตระหนักรู้และเข้าใจในพฤติกรรมของอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime) ที่มีการใช้เทคนิคใหม่ที่เพิ่มความสลับซับซ้อนยากต่อการตรวจจับ ผ่านช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายกว่าเก่า เพื่อจุดประสงค์ในการล้วงข้อมูลความลับส่วนบุคคล การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ยักยอกทรัพย์มากขึ้น และไม่ได้มีเป้าหมายเจาะระบบเครือข่ายธนาคาร หรือผู้ให้บริการธุรกรรมออนไลน์เหมือนในอดีตเพียงเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งเข้าถึงได้ง่ายกว่าแทน โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใช้งานทั่วไป หรือใช้เครื่องมือหลอกลวงด้วยหลักการจิตวิทยาในสิ่งที่เหยื่อชอบ เพื่อที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนที่มีการเก็บข้อมูลสำคัญ และอาจส่งผลกระทบในวงกว้างหากถูกโจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้รู้เท่าทันและวางแผนในการรับมือกับภัยคุกคามแทางไซเบอร์ซึ่งมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ๆ ทุกวันได้อย่างทันท่วงที โดยในหลักสูตรนี้จะประกอบด้วยหัวข้อการอบรมดังต่อไปนี้

  1. สถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ล่าสุด
  2. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
  3. ภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบัน
  4. การดูแลตัวเองให้มั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

หลักสูตรเสริมสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Build a Strong Security Awareness Program) แบ่งออกเป็น 2 หลักสูตรย่อย ได้แก่

หลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป

  • อบรมวันที่ 28 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 17:00 น.
  • เหมาะสำหรับ IT Manager, Security Manager, SOC Manager, Security Engineer, System Engineer, IT Operations, บุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจด้านความมั่นคงปลอดภัย

หลักสูตรสำหรับผู้ฝึกสอน

  • ผู้ที่จบหลักสูตรนี้สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้กับหน่วยงานของท่านได้
  • ต้องเข้าร่วมหลักสูตรหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไปมาก่อน
  • อบรมวันที่ 29 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 16:00 น.
  • เหมาะสำหรับ IT Manager, Security Manager, SOC Manager และ Security Engineer,

ท่านจะได้พบกับเนื้อหาที่เข้มข้น พร้อมแนวทางการปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากอาชกรไซเบอร์ และแบบทดสอบเพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจในแต่ละหัวข้อตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม หน่วยงานใดที่สนใจสามารถส่งรายชื่อและลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ได้ที่ https://forms.gle/gJvbt8BSao5thJvX7

หมายเหตุ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการอบรม และทุกท่านจะได้รับใบรับรองการอบรม (Participant Certificate)

from:https://www.techtalkthai.com/build-a-strong-security-awareness-program-with-ncsa-and-trend-micro/

[Guest Post] ‘STT Bangkok 1’ ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล พร้อมให้บริการโคโลเคชั่น ตอบโจทย์การเติบโตของธุรกิจทุกแพลตฟอร์ม

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ “STT GDC Thailand” ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ประกาศเปิดตัว “STT Bangkok 1” ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกในกรุงเทพฯ บนถนนหัวหมาก หนึ่งในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร พร้อมกำลังไฟสูงถึง 20 เมกะวัตต์ 

 

โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ พร้อมให้บริการโคโลเคชั่นที่เปิดกว้างให้เชื่อมต่อแบบเสรี (carrier-neutral) ด้วยมาตรฐานระดับโลก อาทิ TIA-942 Rated-3, Uptime Institute Tier III Certification, LEED® ระดับ Gold version 4, มาตรฐาน Threat Vulnerability Risk Assessment (TVRA), มาตรฐาน ISO27001 และมาตรฐาน PCI-DSS ที่มุ่งเน้นความสำคัญด้านความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมในการเก็บข้อมูล เพื่อปกป้องข้อมูลที่มีค่าของลูกค้าจากการรั่วไหลทุกรูปแบบ พร้อมรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วด้านดิจิทัลจากองค์กรและผู้ให้บริการคลาวด์ และยกระดับให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)
เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ เอสทีที จีดีซี(STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกจากสิงคโปร์ ทั้งนี้ Flagship ไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ ของเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 75,000 ตารางเมตร (15 ไร่) และตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อที่จะรองรับการเติบโตและการขยายตัวทางดิจิทัลของผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการคอนเทนต์และมีเดียและองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู sttelemediagdc.co.th
 
เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (เอสทีที จีดีซี)
บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ คือหนึ่งในผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รวมกว่า 130 แห่งในประเทศต่าง ๆ ที่เป็นตลาดสำคัญทางธุรกิจ โดยครอบคลุมประเทศ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร อินเดีย จีน ไทย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย เอสทีที จีดีซี ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมนี้ ทั้งยังตอบโจทย์การเติบโตของธุรกิจ ด้วยโซลูชั่นด้านดาต้าเซ็นเตอร์และบริการการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น และสามารถรองรับบริการต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-stt-bangkok-1-ready-for-full-service/

[Guest Post] “โฟร์เกิ้ล” สตาร์ทอัพไทยคว้าเงินระดมทุนรอบ Seed Fund เดินหน้าเปิดตัวแพลตฟอร์มคอมมูนิตี้ยกระดับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ปลายปี 64

“โฟร์เกิ้ล” (Fourgle) บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทย โชว์ศักยภาพคว้าทุนรอบ Seed Fund จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มคอมมูนิตี้รูปแบบใหม่ เชื่อมต่อผู้มีความสนใจเดียวกัน อินฟลูเอนเซอร์ ผู้ประกอบการ และแบรนด์ต่างๆ นำร่องเปิดตัว CookKlick (คุกคลิก) คอมมูนิตี้ของคนชอบทำอาหารและเบเกอรี่ เป็นชุมชนแรกพร้อมเตรียมขยายธุรกิจสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นผ่านการระดมทุนในระดับ Series A ภายในปี 65

ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท โฟร์เกิ้ล (ประเทศไทย) จำกัด สตาร์ทอัพผู้พัฒนา Community Content Platform เปิดเผยว่า โฟร์เกิ้ล” (Fourgle) ได้เริ่มการพัฒนาแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2021 ด้วยการใช้เทคโนโลยี Big data และ Machine Learning เป็นเทคโนโลยีหลัก ในการสร้างคอมมูนิตี้รูปแบบเชิงลึกหรือ Vertical Social Community ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากและประสบความสำเร็จจากการระดมทุนครั้งแรกรอบ Seed Fund จาก Angle Investor เป็นมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทฯมีมูลค่าหลังการระดมทุนกว่า 400 ล้านบาท

“สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้คนมีการสื่อสาร แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์เรื่องต่างๆ บนออนไลน์มากขึ้น มีการสร้างพื้นที่เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเกิดการสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ในเรื่องต่างๆเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ข้อมูลในคอมมิวนิตี้ต่างเป็นข้อมูลเชิงลึก หลายคอนเท้นต์ที่เกิดขึ้นนับได้ว่ามีมูลค่าและความหลากหลายมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและธุรกิจ ไม่ว่าจะกระตุ้นการตัดสินใจ สร้างกระแสความนิยม ความรู้ความเข้าใจ ช่วยการสร้างแบรนด์ ตลอดจนช่วยกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี”

Fourgle เป็นศูนย์รวมคอมมูนิตี้ที่สร้างปฏิสัมพันธ์ในเชิงลึก การเป็นพื้นที่พูดคุย แหล่งรวมข้อมูลของความสนใจหัวข้อต่างๆ พร้อมให้ผู้คนคอนเน็คกันด้วยฟีเจอร์มากมาย นอกจากนั้นยังสามารถแลกเปลี่ยนไอเดียต่างๆ การเปิดประสบการณ์ใหม่จากการค้นหาข้อมูลและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสามารถต่อยอดสร้างรายได้จากการพัฒนาคอนเทนต์ภายในคอมมูนิตี้นั้นๆ ได้อีกด้วย

แอปพลิเคชัน Fourgle จะเริ่มต้นด้วยการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบในการทำอาหารและเบเกอรี่เป็นคอมมูนิตี้แรก ภายใต้ชื่อ CookKlick (คุกคลิก) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นผ่านฟังก์ชั่นที่หลากหลายทั้งการสอบถามแลกเปลี่ยน การแบ่งปันไอเดีย ความรู้ และสูตรการทำอาหาร ตอบโจทย์ในการแชร์ข้อมูล คอนเทนต์ และข่าวสารที่น่าสนใจระหว่างผู้ใช้งาน รวมถึงเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อระหว่างคนที่มีแพสชั่นเดียวกัน นักรีวิว มือสมัครเล่น อินฟลูเอนเซอร์ ผู้ประกอบการ และแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างครบวงจร ให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ก่อนขยายไปยังคอมมูนิตี้ที่มีความชอบในด้านอื่นๆต่อไป ซึ่งทางบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Fourgle และพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนธันวาคมปี 2564 นี้

Fourgle มองเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดและพัฒนาแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ New Gen ตลอดจนกระตุ้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องในคอมมูนิตี้นั้นๆ พร้อมมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอินฟลูเอนเซอร์ในแต่ละคอมมูนิตี้ และกลุ่มผู้ก่อตั้ง โฟร์เกิ้ล ซึ่งเป็นทีมที่มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพทั้งในประเทศไทยและซิลิคอนแวลลีย์

“เรามีความตั้งใจที่จะทำแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายการระดมทุนใน Series A เพื่อเพิ่มศักยภาพของแพลตฟอร์มและขยายการให้บริการไปยังต่างประเทศในช่วงปลายปี 2565 นี้” ดร. อนุชิต กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-fourgle-thai-startup-secures-seed-funding/

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “HPE and Nutanix Partnership Day – Better Together” [29 ตุลาคม 2564]

HPE ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “HPE and Nutanix Partnership Day – Better Together” ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผนึกกำลังกันของสอง Vendor ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ IT Enterprise มาร่วมเรียนรู้โซลูชันใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การดูแลองค์กรของท่านเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2564 เวลา 10.00 – 11.45 น.

บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอนเตอร์ไพรส์ ร่วมกับ บริษัท นูทานิคซ์ ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงาน HPE and Nutanix Partnership Day – Better Together  เพื่อรับฟังโซลูชั่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง HPE และ Nutanix ที่ช่วยสร้างความคล่องตัวให้ธุรกิจของคุณ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างง่ายดายแต่ยังคงความมีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่าย และมีความปลอดภัยสูง ทั้งในรูปแบบ On-Premise และ Hybrid-Cloud ตลอดจน Multi-Cloud อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงาน ท่านจะได้รับทราบเนื้อหาเกี่ยวกับ Nutanix Enterprise Cloud Platform ที่จะช่วยให้การทำ Data Center Modernized เป็นเรื่องง่าย พร้อมทั้งสามารถทรานส์ฟอร์ม  ได้อย่างมั่นใจบน HPE ProLiant DX ที่เกิดจากการร่วมกันพัฒนาบนเครื่องแม่ข่ายอันดับหนึ่งจาก HPE รวมไปถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับทุกท่านที่เข้าร่วมฟังบรรยาย

ท่านสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น

กำหนดการ

วัน: ศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2564

เวลา: 10.00 น.- 11.45 น.

Platform: Zoom

ทางทีมงานจะจัดงาน Link เข้าร่วมงานให้ท่านอีกครั้งหลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วค่ะ

Register: Click Here

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
คุณฐิติ หมายเลข 02-678-8660 ต่อ 104 หรือ: hpeseminar@wareerak.com

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-webinar-hpe-nutanix-partnership-day-better-together-26-10-2564/

Dynatrace Webinar: ทำ DevSecOps ให้ไหลลื่นด้วยการใช้ระบบ AI

Dynatrace ร่วมกับ DPM (Thailand) ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนา Dynatrace Webinar เรื่อง “ทำ DevSecOps ให้ไหลลื่นด้วยการใช้ระบบ AI” พร้อมอัปเดตความท้าทายและแนวทางปฏิบัติด้าน DevSecOps ล่าสุด ในวันพุธที่ 27 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ทำ DevSecOps ให้ไหลลื่นด้วยการใช้ระบบ AI
ผู้บรรยาย: คุณสาธิต อู่พุฒินันท์ CTO จาก DPM (Thailand)
วันเวลา: วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/8516340344884/WN_Ec-x0HRDQlWQPSOyN8Arxw

ในขณะที่องค์กรต่างๆ เริ่มนำแนวคิด DevOps มาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มรอบการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และรักษาเสถียรภาพของระบบ อุตสาหกรรมก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ทำให้ต้องผสาน Security เข้าไปใน DevOps สู่การเป็น DevSecOps

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • ความท้าทายของ DevOps และประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • DevSecOps คืออะไร
  • การนำ DevSecOps มาใช้ในองค์กร
  • เทคโนโลยี AI ช่วยสนับสนุน DevSecOps ให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร

from:https://www.techtalkthai.com/dynatrace-webinar-improve-devsecops-with-ai/

Beryl 8 Plus Webinar: DRIVING A DATA CULTURE FOR OPTIMAL BUSINESS PERFORMANCE WITH TABLEAU BY BERYL 8 PLUS [26 Oct 2021]

Beryl 8 Plus ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “การขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจสูงสุดด้วย Tableau จากเบริล 8 พลัส” ในวันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : DRIVING A DATA CULTURE FOR OPTIMAL BUSINESS PERFORMANCE WITH TABLEAU BY BERYL 8 PLUS การขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจสูงสุดด้วย Tableau จากเบริล 8 พลัส

ผู้บรรยาย :

– คุณวศิน ศรีศุกรี ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขาย-Solution / บริษัท Beryl 8 Plus
– คุณสมุจจ์ ถนัดสร้าง ตำแหน่ง Enterprise Sales Lead / Tableau
– คุณปภัสรา ตันธนาทิพย์ชัย ตำแหน่ง Solution Engineer / Tableau

วันเวลา : วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ภาษา : ไทย

ช่องทาง : Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_MNFYNSP2QSy9ah2Q9zfIaw

ในโลกของข้อมูลขนาดใหญ่ เครื่องมือและเทคโนโลยีการแสดงข้อมูลด้วยภาพ มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล Tableau ช่วยให้คุณแปลงข้อมูลเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติงานและตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก ด้วยการวิเคราะห์ภาพแบบไร้ขีดจำกัด และสร้างผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมต่อธุรกิจของคุณ ตั้งแต่องค์กรระดับโลกไปจนถึงสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นและธุรกิจขนาดเล็ก

from:https://www.techtalkthai.com/beryl-8-plus-webinar-driving-a-data-culture-for-optimal-business-performance-with-tableau-26-oct-2021/

[Guest Post] เครื่องมือรักษาความปลอดภัยพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี

ทุกวันนี้กระแสการโจมตีทางไซเบอร์มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจาก แรนซัมแวร์, แฮกเกอร์, มัลแวร์ และไวรัส ล้วนเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่แท้จริงในโลกดิจิตอล คุณพร้อมรับมือจากภัยคุกคามเหล่านี้หรือยัง และมีเครื่องมือการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานอะไรบ้างที่ทุกองค์กรควรมี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรของตนเอง คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนได้เรียงลำดับความสำคัญจากภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับองค์กรดังนี้

ข้อมูลเป็นส่วนสำคัญของทุกธุรกิจ การปกป้องสภาพแวดล้อมไอทีขององค์กรนั้นสำคัญมาก ทุกองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่วันนี้ได้เกิดการโจมตีและส่งผลกระทบต่อธุรกิจในทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจาก แรนซัมแวร์, แฮกเกอร์, มัลแวร์ และไวรัส ล้วนเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่แท้จริงในโลกดิจิตอล

ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกบริษัทจะต้องตระหนักถึงการโจมตีด้านไซเบอร์ที่เป็นอันตรายต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร และจำเป็นต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่องค์กรของตนเองให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ข้อมูลต่อไปนี้คือเครื่องมือการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ทุกองค์กรควรมี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรของตนเอง โดยเรียงลำดับจากความสำคัญมากไปน้อย ได้ดังนี้

1.) Network Security

Definition: ความปลอดภัยของเครือข่าย คือการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการเข้าใช้งานในทางที่ผิด โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับ อุปกรณ์ปลายทาง, เครื่องแม่ข่าย, ผู้ใช้ และแอปพลิเคชัน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

Solutions: Firewall

ไฟร์วอลล์เป็นอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแบบฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ – ที่ตรวจสอบการรับส่งข้อมูลเครือข่ายทั้งขาเข้าและขาออก และกำหนดว่าจะบล็อกการรับส่งข้อมูลตามกฎความปลอดภัยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ไฟร์วอลล์ยังสามารถป้องกันซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายไม่ให้เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต และยังสามารถกำหนดค่าให้บล็อกข้อมูลตามตำแหน่งได้ (เช่น ที่อยู่ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์) แอปพลิเคชัน หรือพอร์ต และจะอนุญาตให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจำเป็นผ่านได้เท่านั้น ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของไฟร์วอลล์ ได้แก่

  • ตรวจสอบการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
  • ป้องการการโจมตีของมัลแวร์
  • ควบคุมการใช้หรือการเข้าถึง แอปพลิเคชั่นและข้อมูลภายในองค์กร

Products : Firewall

2.) Malware prevention

Definition: สามารถช่วยป้องกันการโจมตีของมัลแวร์ โดยการสแกนข้อมูลที่เข้ามาทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดตั้งมัลแวร์และติดไปที่คอมพิวเตอร์ โปรแกรมป้องกันมัลแวร์ยังสามารถตรวจจับรูปแบบขั้นสูงของมัลแวร์และป้องกันการโจมตีจากแรนซัมแวร์ได้อีกด้วย

Solutions: Advanced Endpoint Protection

เป็นซอต์ฟแวร์ที่ติดตั้งบนเครื่องปลายทางเพื่อรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ แทนที่จะสแกนเพื่อตรวจจับมัลแวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์และป้องกันสิ่งที่เรารู้ แต่ Advanced Endpoint Protection ใช้รูปแบบขั้นสูงของ AI เพื่อตรวจจับภัยคุกคามประเภท Files-Based, File less, Ransomware และ Spyware ด้วย Deep Learning และ Machine Learning ซึ่งการวิเคราะห์เชิงลึกด้วยเทคโนโลยี AI นี้ให้ความแม่นยำได้มากกว่าโซลูชันแบบ Signature และ Heuristic โดยบูรณาการกับการวิเคราะห์แบบสถิต, การควบคุมพอร์ต, อุปกรณ์, การควบคุมสคริปต์ และข้อมูลภัยคุกคาม ควบคู่ไปกับโซลูชันไฟร์วอลล์เพื่อระบุ ตรวจจับ และบล็อกภัยคุกคามที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแบบเรียลไทม์ โดยสามารถกำหนดค่าเพื่อป้องกันหรือตรวจจับไฟล์ที่เป็นอันตรายและใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกันซึ่งปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละองค์กร โดยสามารถครอบคลุมการตรวจจับมัลแวร์ได้ทั้งบน Windows, macOS, Android, Chrome OS, iOS and iPadOS

CU’s Products: Deep Instinct

3.) Backup

Definition: การสำรองข้อมูลเป็นกระบวนการทำสำเนา ข้อมูล (Backup Data) ที่มีมากกว่าเดิมหนึ่งชุด เพื่อให้เราสามารถกู้ข้อมูล (Recovery) จากสถานการณ์ข้อมูลเสียหายหรือสูญหาย และในปัจจุบัน มีบริการสำรองข้อมูลหลายประเภทที่ช่วยให้องค์กรเกิดความมั่นใจได้ว่าข้อมูลมีความปลอดภัยสูงและข้อมูลสำคัญจะไม่สูญหายไปจากภัยธรรมชาติ สถานการณ์การโจรกรรมข้อมูล หรือเหตุฉุกเฉินประเภทอื่น ๆ

Solutions: Backup & Recovery, Ransomware Protection

ความสำคัญของการสำรองข้อมูล โดยหลักการทำงานของ software Backup จะประกอบด้วยคุณลักษณะ ในการจัดการความเสี่ยงความปลอดภัยของข้อมูล และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลพร้อมใช้งานได้ตามปกติ โดย Software Backup จะใช้เฟรมเวิร์คแบบ end-to-end โดยมีเป้าหมายสูงสุด โดยการกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องสมบูรณ์

  • Cyber/Ransomware Attack Protectionหลังจากการ Backup ข้อมูลเสร็จ ชุดข้อมูลจะทำการถูกล็อคและสามารถแก้ไขได้โดยกระบวนการ software backup เท่านั้น แรนซัมแวร์ แอปพลิเคชัน หรือผู้ใช้ใดๆ ที่พยายามลบ เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข Data Backup จะถูกปฏิเสธภายในสแต็ก I/O
  • Data Isolation and Air Gapเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการปกป้องข้อมูลรวมถึงการโจมตี และช่วยให้สามารถกู้คืนข้อมูลก่อนถูกการโจมตี โดย Software Backup จะสามารถจัดการกับความปลอดภัยของข้อมูล โดยทำการเข้ารหัสการ backup ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังควบคุมการเข้าถึง Storage ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล backup เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น
  • Monitoring and Detectionวิธีการตรวจสอบและ Monitor ของระบบไฟล์ โดยใช้ข้อมูลในอดีตและอัลกอริทึมในการเรียนรู้เพื่อตรวจจับรูปแบบและพฤติกรรมของระบบไฟล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเปรียบเทียบจากข้อมูลของชุดเดิมในก่อนหน้านี้

CU’s Products: IBM Spectrum Protect Plus, Commvault

4.) Data Security

Definition: การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นวิธีปฏิบัติในการปกป้องข้อมูลจากการเข้าถึง การทุจริต หรือการโจรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

Solutions: Data Activity Monitoring, Encryption

เครื่องมือการรักษาความปลอดภัยข้อมูลควรเข้าใจว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน การติดตามว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ และการบล็อกกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและการเคลื่อนไหวของไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย

  • การค้นหาข้อมูลและการจัดหมวดหมู่ กระบวนการระบุข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล คลังข้อมูล และสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ แบบอัตโนมัติ
  • การตรวจสอบการใช้ข้อมูล เพื่อดูว่าใครกำลังเข้าถึงข้อมูล ตรวจจับความผิดปกติและระบุความเสี่ยง และสามารถใช้การบล็อกและการแจ้งเตือนแบบไดนามิกสำหรับรูปแบบกิจกรรมที่ผิดปกติ รวมถึงการเข้ารหัส
  • การประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการตรวจจับช่องโหว่ต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย การกำหนดค่าผิดพลาด หรือรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม และยังสามารถระบุแหล่งข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกเปิดเผย

CU’s Products: IBM Guardium

5.) Secure Access

Definition: เป็นเทคโนโลยีจัดการและรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ปลายทาง แอปพลิเคชัน เนื้อหา และข้อมูลที่หลากหลาย ประกอบด้วยการป้องกันภัยคุกคามบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และการทำ Identity-as-a-Service (IDaaS) พร้อมการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)

Solutions: Unified endpoint management (UEM)

ด้วยแพลตฟอร์ม UEM สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ รักษาความปลอดภัยควบคุมสภาพแวดล้อมไอทีและอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมดได้ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป และเดสก์ท็อป นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ แอปพลิเคชั่น เนื้อหา แยกจากข้อมูลองค์กรได้อีกด้วย

  • ความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน การรักษาความปลอดภัยสามารถระบุได้ว่าต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้เพื่อเปิดแอปหรือไม่ สามารถคัดลอก วาง หรือจัดเก็บข้อมูลจากแอปในอุปกรณ์ได้หรือไม่ และผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์ได้หรือไม่
  • การติดตามอุปกรณ์ อุปกรณ์แต่ละเครื่องที่ลงทะเบียนหรือออกโดยองค์กรสามารถกำหนดค่าให้สามารถติดตาม GPS และโปรแกรมอื่นๆ ได้
  • นโยบายคอนเทนเนอร์ ปกป้องแอปพลิเคชั่นและข้อมูลที่สำคัญเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงานของผู้ใช้และการปกป้องข้อมูลขององค์กร รวมถึงการป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP)

CU’s Products: IBM MaaS360

6.) Network Monitoring

Definition: การตรวจสอบและวิเคราะห์เหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ตลอดจนการติดตามและบันทึกข้อมูลความปลอดภัยเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือการตรวจสอบสำหรับกิจกรรมที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งบอกถึงการโจมตีที่เป็นภัยคุกคามได้

Solutions: Security Information Event Management

SIEM เป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อตรวจสอบและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของไอที โดยติดตามกิจกรรมเครือข่ายทั้งหมดของผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อตรวจจับภัยคุกคามไม่ว่าจะเข้าถึงสินทรัพย์และบริการดิจิทัลที่ใดก็ตาม การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อระบุและทำความเข้าใจรูปแบบข้อมูลที่ซับซ้อน ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์และให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อค้นหาและบรรเทาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

  • การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ การหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือการโจมตีที่เกิดจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเครือข่ายของบริษัท
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ช่วยให้สามารถตรวจสอบและรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบรวมศูนย์ทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจทั้งหมด
  • การตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงและที่ไม่รู้จัก สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก การใช้ฟีดข่าวกรองภัยคุกคามแบบบูรณาการและเทคโนโลยี AI

CU’s Products: IBM Qradar SIEM

7.) Data Loss Prevention (DLP)

Definition: การป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP) คือชุดเครื่องมือและกระบวนการที่ใช้เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะไม่สูญหาย ใช้ในทางที่ผิด หรือเข้าถึงโดยผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

Solutions: Data Loss Prevention (DLP)

ซอฟต์แวร์ DLP สามารถจำแนกประเภทข้อมูลที่มีการควบคุม เป็นความลับ และมีความสำคัญทางธุรกิจ และระบุนโยบายการละเมิดที่กำหนดโดยองค์กรหรือภายในชุดนโยบายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยทั่วไปจะขับเคลื่อนโดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น HIPAA, PCI-DSS หรือ GDPR เมื่อตรวจพบการละเมิดดังกล่าวแล้ว DLP จะบังคับใช้การแก้ไขด้วยการแจ้งเตือน การเข้ารหัส และการดำเนินการป้องกันอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ปลายทางแชร์ข้อมูลที่อาจทำให้องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยประสงค์ร้าย DLP ยังจัดให้มีการรายงานเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและข้อกำหนดด้านการตรวจสอบ และระบุจุดอ่อนและความผิดปกติสำหรับการทำ forensic และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

  • สามารถระบุ จัดประเภท และติดแท็กข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และตรวจสอบกิจกรรมและเหตุการณ์ที่อยู่รอบๆ ข้อมูลนั้น
  • สามารถช่วยติดตามข้อมูลขององค์กรบนปลายทาง เครือข่าย และระบบคลาวด์

Products : Data Loss Prevention (DLP)

8.) Email Security

Definition: ความปลอดภัยของเป็นขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ ในการปกป้องบัญชีอีเมล เนื้อหา และการสื่อสารจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การสูญหาย โดยอีเมลมักใช้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ สแปม และการโจมตีแบบฟิชชิ่ง

Solutions: Threat Removal /Web Gateway Security

Threat Removal Tool ใช้เทคโนโลยี CDR ในการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยใช้กระบวนการ Extract, Verify และ Build 3 ขั้นตอนเพื่อส่งข้อมูลที่ปราศจากมัลแวร์ 100% แทนที่จะพยายามตรวจจับมัลแวร์ แต่ทำงานโดยดึงข้อมูลธุรกิจที่ถูกต้องออกจากไฟล์ ตรวจสอบว่าข้อมูลที่แยกออกมานั้นมีโครงสร้างที่ดี แล้วสร้างไฟล์ใหม่เพื่อนำข้อมูลไปยังปลายทาง

  • แทนที่จะระบุมัลแวร์ที่รู้จัก Threat Removal Tool CDR จะนำข้อมูลและดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมา
  • ข้อมูลที่แยกออกมาจะถูกแปลงเป็นรูปแบบตัวกลาง
  • การป้องกันภัยคุกคามขั้นสูงและกระบวนการป้องกันแรนซัมแวร์ทำให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีภัยคุกคามหรือการโจมตีไปถึงขั้นต่อไป
  • ข้อมูลดั้งเดิมจะถูกจัดเก็บหรือทิ้งไปพร้อมกับมัลแวร์
  • ข้อมูลใหม่จะถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่เป็นมาตรฐาน โดยมีข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว
  • ข้อมูลใหม่จะจำลองข้อมูลเดิมโดยไม่มีภัยคุกคามจากมัลแวร์ฝังตัว

CU’s Products: Deep Secure

9.) Identity and Access Management

Definition: การจัดการข้อมูลประจำตัวและการเข้าถึง หรือ IAM เป็นความปลอดภัยที่ทำให้องค์กรใช้ทรัพยากรที่ได้อย่างเหมาะสม IAM ประกอบด้วยระบบและกระบวนการที่อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบไอทีกำหนดข้อมูลประจำตัวดิจิทัลเดียวให้กับแต่ละเอนทิตี ตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเข้าสู่ระบบ อนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรที่ระบุ และตรวจสอบและจัดการข้อมูลประจำตัวเหล่านั้น

Solutions: Identity Management, SSO

การกำหนดวิธีในการให้สิทธิ์การเข้าถึงและสิทธิพิเศษแก่แต่ละเอนทิตี แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการการเข้าถึงในปัจจุบันคือ ‘สิทธิพิเศษน้อยที่สุด’ หมายถึงการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเอนทิตีหรือแอปพลิเคชันแต่ละรายการให้กับทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานหรือทำงานให้เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น และในระยะเวลาที่สั้นที่สุดหรือที่จำเป็นเท่านั้น

  • การจัดการการเข้าถึงแบบมีสิทธิพิเศษ (PAM) สิทธิ์การเข้าถึงถูกสงวนไว้สำหรับผู้ใช้เช่นผู้ดูแลระบบหรือบุคลากร DevOps ที่จัดการหรือเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล ระบบ หรือเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลประจำตัวเหล่านี้มักเป็นเป้าในการโจมตีทางไซเบอร์ โซลูชัน PAM แยกบัญชีเหล่านี้ออกและติดตามกิจกรรมเพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลหรือการใช้สิทธิ์ในทางที่ผิด
  • Single Sign On การลงชื่อเพียงครั้งเดียวจากอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามพร้อมการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)

CU’s Products: IBM Security Verify

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881 #7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนบทความโดย คุณ ทวีศักดิ์ ศรีนาค  

Presales Software Specialist

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด      

from:https://www.techtalkthai.com/cu-cyber-security-guide-and-portfolio-mapping/

HPE Aruba | Zscaler Webinar: WAN & Security Transformation with Aruba EdgeConnect and Zscaler Zero Trust Exchange

Zscaler ร่วมกับ HPE Aruba ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Network & Security เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “WAN & Security Transformation with Aruba EdgeConnect and Zscaler Zero Trust Exchange” ในวันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน 2021 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: WAN & Security Transformation with Aruba EdgeConnect and Zscaler Zero Trust Exchange
ผู้บรรยาย: Chayaporn Keawpromman, Technical Consultant จาก Zscaler และ Chanon Ruangphunglhuang, SD-WAN Specialist จาก HPE Aruba 
วันเวลา: วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/2216340532259/WN_ujWhWqUgTEi5W2HRq-u7lA

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้การสร้าง WAN และ Security ในยุค Cloud-First รวมไปถึงการ Work from Anywhere อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยเมื่อไม่มีเครือข่ายขององค์กรคอยรองรับ เพราะ SD-WAN ที่ดี ต้องไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพ แต่ต้องมาพร้อมกับความมั่นคงปลอดภัยเสมอ!!

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  1. สร้าง WAN และ Security ในยุค Cloud-First กับ Aruba EdgeConnect 
  • แนวโน้ม WAN และ Security ในยุค Cloud-First
  • ความต้องการด้าน WAN & Security ที่เปลี่ยนไป 
  • การสร้าง WAN & Security ที่เหมาะสมในยุค Cloud-First
  • รู้จัก Aruba EdgeConnect – Advanced SD-WAN
  1. Work from Anywhere อย่างมั่นคงปลอดภัยด้วย Zscaler Zero Trust Exchange
  • การเปลี่ยนแปลงของ Applications และ User ในยุค Digital Transformation
  • ความต้องการด้าน Work from Anywhere
  • ความท้าทายด้าน Security เมื่อไม่มีเครือข่ายขององค์กรมาปกป้องเราอีกต่อไป  
  • รู้จัก Zscaler Zero Trust Exchange เพื่อการ Work from Anywhere อย่างมั่นคงปลอดภัย

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-aruba-zscaler-webinar-wan-and-security-transformation/

Fujitsu ตั้งเป้า สร้างโลกที่ยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาสังคม ในฐานะ DX Partner

การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและเป้าหมายของหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดจากนโยบายต่อสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆ เพราะตระหนักดีแล้วว่าปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดเริ่มปรากฏชัดเจนบ่อยครั้งมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองระยะหลังมานี้ประเทศต่างๆจึงได้ตั้งเป้าใหม่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกแทนที่จะเป็นเป้าจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต

เช่นกัน Fujitsu ในฐานะผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีและเป็นส่วนหนึ่งในโลกใบใหญ่นี้ ที่งาน FujitsuActiveNow 2021 ที่เพิ่งจบลง บริษัทจึงได้ประกาศเป้าหมายเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน ด้วยการมุ่งแก้ปัญหาสังคมในภูมิภาคเอเชียเพราะถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจโลกและรากฐานของ Fujitsu

โควิด19 ทำให้โลกของเราเปลี่ยนไปมากนัก เพราะเมื่อการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน องค์กรจึงโดนบังคับให้เร่งทำ Digital Transformation (DX) อย่างเร็วที่สุด ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบ New Normal โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ช่องทางการสื่อสารจากเดิมที่เจอหน้ากันกลายเป็นออนไลน์ผ่านหน้าจอ การทำธุรกิจจากช่องทางแบบเห็นหน้าลงสู่โลกออนไลน์ นอกจากเรื่องโรคระบาดแล้ว ปัญหาที่เรื้อรังอย่างความไม่เท่าเทียมก็เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน

คุณโคจิ มาสุดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของฟูจิตสึ

ที่งานสัมมนา Fujitsu ActiveNow2021 ซึ่งเป็นงานสัมมนาใหญ่ประจำปี คุณโคจิ มาสุดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของฟูจิตสึ  จึงได้นำเสนอแนวทางและวิสัยทัศน์การเป็น DX Partner นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางสังคม  ซึ่งคุณโคจิได้หยิบยกเอาผลคาดการณ์ของลักษณะธุรกิจในยุค New Normal มานำเสนอดังนี้

1.) Sustainability – องค์กรหลายแห่งมีแผนที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม หลังเผชิญปัญหาโรคระบาด เช่น โรคร้อน สังคมสูงอายุ ความไม่เท่าเทียม การขาดแคลนอาหาร และขยะ ไปจนถึงปัญหาขยะพลาสติกในทะเล โดยองค์กรเหล่านี้ต่างตระหนักว่าตนอยู่ในส่วนหนึ่งของภาพปัญหาที่จะต้องถูกแก้

2.) ฺBorderless – ภาพการทำงานขององค์กรได้ถูกปฏิวัติไปอย่างสิ้นเชิง ในรูปแบบที่เราเรียกว่า Work From Home ก่อนหน้ามีพนักงานราว 1 ใน 4 เท่านั้นที่ปฏิบัติในลักษณะนี้ได้ แต่พอโควิด มาถึงพนักงานอย่างน้อย 2 ใน 3 ต้องทำงานจากที่บ้านทันที และเมื่อโลกคุ้นชินแล้วคาดว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้าจะยิ่งมีการเพิ่มขึ้นของพนักงานในรูปแบบนี้

3.) Business is Ecosystem – ในอดีตธุรกิจมุ่งแต่การผลิตสินค้าและบริการตามมาตรฐานเป็นหลัก แต่เทรนด์ในสมัยปัจจุบันธุรกิจต้องมองความต้องการจากผู้คน เพื่อนำมาสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์

4.) Resilience – ความยืดหยุ่นคือปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถรับมือกับโควิด19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยผลสำรวจพบว่าองค์กรที่รับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีกว่า 49% นั้นก็เพราะความสามารถในการปรับตัว รองลงมา 44% มาคือได้มีการเตรียมตัวทำ DX มาบ้างแล้วหรือเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เร็วพอ และสุดท้าย 40% มองเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานเป็นเรื่องหลัก

5.) Trust Automation – จากความคิดเห็นของผู้บริหารราว 83% เชื่อในการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนทิศทางการตัดสินใจขององค์กร โดย 82% วางแผนที่จะทำเรื่อง Automation และเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 44% เชื่อว่าภายในปี 2025 กระบวนการทางธุรกิจกว่าครึ่งจะทำงานได้อย่างอัตโนมัติ นั่นแสดงให้เห็นถึงว่าธุรกิจมีความเชื่อมั่นในพลังแห่ง Automation

มุมมองของปัญหาทางสังคมและโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน

ทุกภูมิภาคย่อมมีปัญหาที่สะท้อนบริบททางสังคมในแถบนั้น อย่างไรก็ดีปัญหาทางสังคมยังมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศด้วย เช่น บางประเทศก็มีปัญหาขยะล้น รถติด น้ำท่วม คุณภาพอากาศ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความท้าทายอยู่ในทุกมุมมอง

ถึงกระนั้นเองภูมิภาคเอเซียก็ยังมีนัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก โดยจากข้อมูลพบว่าแม้ช่วงหลายปีหลังมานี้ อัตราการการเติบโตของตัวเลข GDP ในเอเชียจะหดตัวลง ยิ่งในปีก่อนถ้านับแค่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตัวเลขถือได้ว่าติดลบถึง 4% สอดคล้องกับเอเชียตะวันออกหดตัวเหลือแค่ 1.8% แต่เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลข GDP ที่เอเชียมีต่อเศรษฐกิจโลกนั้นกลับยังสูงขึ้น ที่ดูเหมือนจะไม่กี่ % ก็ตาม แต่คาดการณ์ว่าเมื่อโรคระบาดหายไป ภูมิภาคเอเซียนี้จะมีโอกาสเติบโตกลับมาเพิ่มสูง อย่างน้อยก็ถึงปี 2026 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

นั่นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคที่ Fujitsu เองเล็งเห็นถึงโอกาสนี้ อย่างไรก็ดีเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมนี้ Fujitsu ที่มองตัวเองเป็น DX Partner ให้กับลูกค้า จึงได้ทุ่มเทบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากพันธมิตร สอดแทรกเข้าไปเป็นรากฐานทางธุรกิจที่สามารถใช้แก้ปัญหาทางสังคม

บทบาทของ Fujitsu กับการแก้ปัญหาทางสังคม

Fujitsu ได้แบ่งโจทย์ในการแก้ปัญหาทางสังคมออกเป็น 7 ด้านคือ

1.) Sustainability Manufacturing

มุ่งหน้าสร้าง Ecosystem ของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น ในหลายอุตสาหกรรมและประเทศต่างๆ ซึ่งด้วยความเชี่ยวชาญของ Fujitsu ทั้งด้าน AI และ HPC เชื่อแน่ว่าจะช่วยสร้างระบบ Supply Chain และเศรษฐศาสตร์แบบหมุนเวียน ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้

2.) Consumer Experience

ผู้บริโภคแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เองการใช้งานข้อมูลเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ถูกทางจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดย Fujitsu เองเชื่อว่าโอกาสเป็นของกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งต้องมีการปรับปรุงระบบ Supply Chain และวิธีการสร้าง Consumer Experience ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนได้ ทั้งนี้ได้นำเสนอโซลูชัน Retail-as-a-Service เพื่อตอบสนองประสบการณ์ในการซื้อขายใหม่ๆ

3.) Healthy Living

สร้าง Infrastructure และนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงให้มนุษย์สามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยเทคโนโลยีคือฐานที่รวบรวมบริการของ การให้บริการทางสุขภาพ บริษัท รัฐบาล และผู้คนให้เชื่อมต่อกัน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสังคมที่ยึดเอาผู้คนเป็นศูนย์กลางอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีความแตกต่าง

4.) Trusted Society

ผู้คนในส้งคมต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เช่น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ซึ่งก็ต้องมีมาตรการอย่างยืดหยุ่นมากพอ โดยต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ประชาชนและพันธมิตรของ Fujitsu เพื่อแก้ปัญหาทางสังคม โดย Fujitsu เองคำนึงถึงเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อให้ผู้คนได้อยู่ที่โลกที่สันติและรุ่งเรืองสืบไป

5.) Digital Shifts

ผู้คนคือผู้สร้างคุณค่าให้แก่องค์กร แต่การที่จะนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้อย่างเกิดประโยชน์ได้นั้น องค์กรจำต้องมีกระบวนการที่รวดเร็วและยืดหยุ่น ซึ่ง Fujitsu ได้นำเสนอโซลูชัน Digital Shifts ที่จะเป็นรากฐานให้องค์กรได้มาซึ่งปัจจัยนั้น ต่อยอดไปเป็นความสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างสูงสุด

6.) Business Application

โลกปัจจุบันบริการและการปฏิบัติงานขององค์กรต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และต้องทำอย่างชาญฉลาด ถึงจะสามารถสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ Fujitsu ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเอาทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญร่วมกับพาร์ทเนอร์ เข้ามาช่วยเหลือลูกค้าในการทำ Digitization ตั้งแต่การ Migrate, Modernizing, Developing, Deploy และการรันแอปบนคลาวด์หรือ Hybrid

7.) Hybrid IT

Fujitsu เล็งเห็นว่า Digital Touch Point คือจุดที่เชื่อมโยงบริการและข้อมูลทุกสิ่งในระบบเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ตนจะต้องสร้าง Infrastructure ที่น่าเชื่อถือและมั่นคงปลอดภัยให้ลูกค้ามีความมั่นใจได้ว่า ผู้คน สินค้า และทรัพย์สินดิจิทัลของท่านอยู่ในสถานะที่ปลอดภัย

credit : Fujitsu

นอกจากนี้ Fujitsu ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่ตนได้ปฏิวัติองค์กรภายในเพื่อตอบโจทย์ใน DX 4 ด้านคือ การยุบรวมแอปทางธุรกิจ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงออฟฟิศ ใส่ใจกับการใช้ชีวิตและงานได้อย่างลงตัว และการจัดอีเวนต์ออนไลน์ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแนวทางให้องค์กรที่สนใจสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้

และสุดท้ายคุณโคจิจึงได้กล่าวถึงการจัดตั้งแบรนด์ธุรกิจใหม่ที่ชื่อ Fujitsu Uvance เพื่อตอบสนองเป้าหมายที่ Fujitsu วางไว้ข้างต้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ โดยวางตัวเองเป็น DX Partner ที่มาพร้อมกับ Ecosystem ทางเทคโนโลยี พร้อมนำส่งนวัตกรรมความก้าวหน้าใหม่ๆ เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคม และนำรอยยิ้มมาสู่เอเชียของเรา

from:https://www.techtalkthai.com/sustainable-future-plans-by-fujitsu-in-activenow2021/