คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

[Guest Post] HPE GreenLake เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายในงาน HPE Discover 2021

ที่งาน HPE Discover 2021 เมื่อวันที่ 23-25  มิถุนายนที่ผ่านมา HPE GreenLake ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora เพื่อเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์และทิศทางของบริษัทที่จะเป็น Edge-to-Cloud Platform as-a-Service

HPE GreenLake ส่งมอบ Infrastructure ให้กับคุณในรูปแบบ services ซึ่งช่วยให้คุณพร้อมใช้งานตาม scale โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเลือกในสิ่งที่เกินกว่าความต้องการจริงหรือต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมอีกในภายหลังและมีระยะเวลาในการ Implement ที่แน่นอน  ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถส่งมอบได้ทั้งแบบ on premise หรือส่งไปยัง Data Center ที่คุณเชื่อมต่ออยู่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่เกิน 14 วันเท่านั้น

เลือกระบบที่มีการทำงานอย่างเหมาะสมลงตัว ขยายขนาดได้ตามความต้องการและจัดการได้กับทุก workloads ด้วย General Purpose Compute จาก HPE GreenLake ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยใช้พื้นฐานเดิมของ rack-optimized HPE Proliant DL Servers, an Intel®-based server โซลูชั่นที่นำเสนอความสามารถในการปรับขนาดตามความต้องการโดยใช้ memory พื้นที่เพียงเล็กน้อยและสามารถตั้งค่าคอนฟิกซ์ให้ดูแลแม้ในสถานการณ์ critical applications และ  data on premises ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก  ยิ่งไปกว่านั้น HPE Financial Services จะช่วยคุณในการจัดการกับ assets เดิมที่คุณมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อคุณเลือกไมเกรทแบบ pay-per-use model

และจุดเด่นของ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora มีดังนี้

 

HPE GreenLake Lighthouse

HPE GreenLake Lighthouse เป็นแพลตฟอร์มใหม่ด้วยประสบการณ์แบบ Cloud-native โดยองค์กรสามารถนำไปลงที่ใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น On-premise และ Cloud ใดๆก็ตาม ซึ่ง Light house platform จะช่วย deploy workload อย่างอัตโนมัติได้เพียงคลิกเดียว ไม่ว่าคุณจะรันงานจากที่ใดก็ตาม สิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในก็คือโซลูชัน Ezmeral นั่นเอง

Project Aurora

ด้วย Project Aurora คุณสามารถทำ Zero Trust ได้ตั้งแต่ Edge จนถึงคลาวด์ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยเช่นนั้น Project Aurora จะทำโดยการพิสูจน์และตรวจสอบ Integrity ตั้งแต่ระดับ Supply Chain ไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชัน เริ่มตั้งแต่ระดับสายการผลิตโดยการคัดกรองและตรวจสอบกระบวนการผลิต ขั้นที่สองมีการออกแบบและผลิต Hardware พร้อมกับตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ภายในมี Trust Platform Module ที่สามารถการันตีความถูกต้องของฮาร์ดแวร์ Firmware และ OS 

 ในขั้นสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความคุ้มครองระดับชั้น Platform และแอปพลิเคชัน ส่วนที่มาเติมเต็มคือซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Secure Production Identity Framework for Everyone (SPIFEE) หรือ Specification ที่ว่าด้วยเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ Dynamic และ Heterogeneous อีกส่วนประกอบก็คือ SPIFEE Runtime Environment ซึ่งเป็นการนำ SPIFEE ไปใช้งานให้เกิดขึ้นจริง 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Project Aurora (https://www.hpe.com/us/en/security/project-aurora.html)

 

from:https://www.techtalkthai.com/new-hpe-greenlake-features-at-hpe-discover-2021/

ยอดขาย Chromebook ไตรมาส 2 ปี 2021 เติบโต 75%

ตัวเลขรายงานยอดขาย Chromebook ของไตรมาสที่ 2 ปีนี้เติบโตสูงถึง 75% คิดเป็นยอดจำหน่ายกว่า 11.9 ล้านเครื่อง

Canalys ได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายตลาด PC ล่าสุด พบว่ายอดขาย Chromebook มีการเติบโตค่อนข้างสูง โดยเพิ่มขึ้นกว่า 75% เทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว โดยผู้ผลิต Chromebook อันดับหนึ่งนั้นเป็น HP ที่มียอดขายกว่า 4.3 ล้านเครื่อง เติบโตกว่า 116% ตามมาด้วย Lenovo, Acer, Dell และ Samsung ที่มียอดขาย 2.6, 1.8, 1.1, และ 1 ล้านเครื่องตามลำดับ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้มีการเติบโตในครั้งนี้เนื่องมาจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ทำให้โรงเรียนในแถบอเมริกาและยุโรปนำ Chromebook เข้ามาใช้ในการเรียนออนไลน์มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ Google ยังเตรียมผลักดัน Chromebook เข้าสู่ตลาดธุรกิจขนาดเล็กอีกด้วย เห็นได้จากการเปิดตัว Google Workspace Tier แบบใหม่ และการออกโปรโมชันสำหรับ CloudReady License เพื่อนำ ChromeOS มาใช้กับ PC เก่า

ตลาดนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างมากเนื่องจากผู้ผลิตหลายรายเริ่มทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เช่น Apple ที่เปิดตัว M1 Processor และ Microsoft ที่เปิดตัว Windows 11

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/chromebooks-dominate-worldwide-pc-market-with-75-annual-growth/

from:https://www.techtalkthai.com/chromebook-q2-2021-growth-75-percent/

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วม Nintex Workflow Wonders เพื่อรับฟังว่า ไทยน้ำทิพย์ เปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ Nintex K2 Five ได้อย่างไร [17 สิงหาคม 2564]

Nintex ขอเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วม Nintex Workflow Wonders เพื่อรับฟังกรณีศึกษาว่า ไทยน้ำทิพย์ เปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ Nintex K2 Five ได้อย่างไร ในวันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 10.30 – 11.30 น.

วันเวลา : อังคารที่ 17 สิงหาคม 2564, 10:30 – 11:30 น.

ลิงก์ลงทะเบียนhttps://info.nintex.com/0821_WF_APAC-SEA_WorkflowWonders-Thainamthip_WBR_Registration.html?utm_campaign=0821_wf_apac-sea_workflowwonders-thainamthip_wbr&utm_medium=syndication&utm_source=TechTalkThai

ไทยน้ำทิพย์ เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้ลิขสิทธิ์จาก โคคา-โคลา คัมปะนี (ประเทศสหรัฐอเมริกา) ในประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทยกว่า 60 ปี ไทยน้ำทิพย์มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเติบโตให้กับคู่ค้า ลูกค้า และพนักงาน ไปพร้อมกับสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทย

ในสัมมนาแบบออนไลน์นี้ คุณอโนตน์ แสงคุณะคุปต์, InOne Competence Center Director, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด จะมาแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกว่าเหตุใดองค์กรจึงให้ความสำคัญกับความพยายามในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ลงทุนในโครงการต่างๆ ไทยน้ำทิพย์เริ่มใช้ซอฟแวร์ K2 มาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การจัดการข้อมูลหลักของลูกค้า (Customer Master Data) กระบวนการสุ่มตัวอย่าง การขอลางาน ฝ่ายบริการไอที การมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) และอื่นๆ อีกมากมาย

Nintex’s Workflow Wonders Series เป็นรูปการสัมมนาแบบออนไลน์ที่รวมกลุ่มผู้ใช้งานที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกันเพื่อแบ่งปันสิ่งที่ประสบความสำเร็จด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกนั้นร่วมกับ Nintex จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์จากการใช้งานโดยตรง แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการใช้ประโยชน์จาก Nintex’s visual tools ต่างๆ สำหรับจัดการกระบวนการ เช่น Workflow, Digital Form, RPA, DocGen® และอื่นๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักก็คือการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและความเป็นเลิศของกระบวนการในองค์กร

from:https://www.techtalkthai.com/nintex-webinar-how-thai-namtip-transform-business-process-with-nintex-k2-five/

[Guest Post] เจาะเส้นทางการ Transform ขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็ต่างพูดกันว่า Data is a new oil จนเราต่างรู้สึกคุ้นชินกันไปแล้ว และเห็นถึงความสำคัญของ Data หรือข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกใหม่ที่กำลังดำเนินไปในยุคเทคโนโลยีกันไม่น้อย แต่อีกหนึ่งประกาศที่สำคัญ แม้ว่า Data จะเปรียบเป็นน้ำมันดิบก็จริง แต่หากไม่มีการกลั่นออกมาให้เป็นเชื้อเพลิงให้เราสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งก็เหมือนกัน การสกัดข้อมูลออกมาผ่านการวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อให้ได้ Insight นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจต่อนั้นก็ไม่มีค่าอะไรเช่นกัน 

Data มีความสำคัญต่อองค์กรมากแค่ไหน ถ้าหากองค์กรจะ Transform เพื่อก้าวสู่การเป็น  Data Driven Organization จะเริ่มต้นอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ในบทความนี้ คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ดังนี้

คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ทำไมองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Data ?

ในโลกธุรกิจ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำศึกสงครามที่มักจะมีสุภาษิตจีนที่ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้น Data จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้องค์กรได้รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น นอกจากมุมภายในองค์กรแล้ว ยังทำให้องค์กรรู้จักลูกค้าของตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย สามารถปรับปรุงบริการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้

นอกจากนี้ Data ทำให้องค์กรรู้จักตัวเองแล้ว ยังทำให้องค์กรสามารถรู้จักคู่แข่ง ด้วยการเข้าใจตลาดมากขึ้น นำไปสู่การคาดการณ์ยอดขาย และจับเทรนด์ของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ Data จะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งองค์กรยังสามารถที่จะนำ Data มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive edge) ได้อีกด้วย

ก่อนจะสร้าง Data Driven Organization องค์กรต้องมี Data Strategy

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนของการ Transform องค์กรไปสู่การเป็น Data Driven Organization นั้นจะต้องการวางกลยุทธ์ข้อมูล (Data Strategy) ก่อน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยการตอบคำถามให้ได้ว่า เราจะใช้ Data เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร ? หลังจากนั้นต้องหาคำตอบต่อไปอีกว่า  Data ที่เราได้มานั้นมาจากไหน เช่น จากคนในองค์กรที่ใส่ไปทุกวัน จาก ERP หรือจะเป็นข้อมูลทางการตลาดจากภายนอก

เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว เราจะสกัดข้อมูลจากหลากหลายที่มาเหล่านั้นให้ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) หานัยยะสำคัญได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้การระดมสมอง ผ่านการคิดเชิงตรรกะ (Critical Thinking)

หลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการข้างต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาของการวางกลยุทธ์ข้อมูล คือ การใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในแง่ของการจัดเก็บ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการจัดเก็บบน Cloud หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่การชี้วัดความสามารถของข้อมูล (data competency) ที่ได้รวบรวมมา และสุดท้ายคือ การวางนโยบายหรือกระบวนการในการจัดการข้อมูล (data governance) ได้อย่างชัดเจน   

Data Driven Mindset หัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เมื่อองค์กรมีการวางกลยุทธ์ข้อมูลได้อย่างชัดเจนแล้ว ความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านนั้น คงหนีไม่พ้นการทำให้ทั้งองค์กรสามารถมองเห็นภาพเดียวกันได้ ตั้งแต่ผู้บริหาร จนถึงพนักงานที่จะต้องมีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งองค์กรจะสามารถก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization ได้นั้น ทุกคนในองค์กรจะต้องมี Data Driven Mindset ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของ Data ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร

สำหรับองค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่าน แม้ว่า Data Driven Mindset  จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปลูกฝังให้กับพนักงานทุกคน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การฝึกฝนให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งสามารถทำได้โดยอย่างแรกต้องเริ่มที่ผู้บริหาร ที่จะต้องเป็นผู้นำในการใช้ข้อมูล และต้องมีความเชื่อมั่นในข้อมูล เพื่อที่จะทำให้พนักงานมั่นใจไปด้วย ต่อมาในการฝึกฝนพนักงานนั้นจะต้องให้พวกเขารู้จักตั้งคำถาม เกิดอะไรขึ้น  จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ซึ่งการตอบกลับมานั้นพนักงานใช้ข้อมูลเพื่อ Support ความคิดเห็นของตนเอง อาจจะเป็นการให้พวกเขานำ tools มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล

“Data Driven Organization จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรต้องลงเรือลำเดียวกัน เพราะความท้าทายหลักที่จะเปลี่ยน คือ วัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นบางองค์กรที่ Fail หรือเกิดการต่อต้านระบบ เป็นเพราะว่า ทุกคนไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงขององค์กร”

3 สิ่งที่ผู้บริหารควรทำ เมื่อทำ Data Transformation ไม่สัมฤทธิ์ผล

ข้อมูลจาก Harvard Business Review ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ประการ เมื่อองค์กรทำ  Data Transformation แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนี้

Quick Win หรือกลยุทธ์ที่จะสร้างให้เกิด High Impact ดังนั้นถ้าจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในองค์กร หรือจะสร้างให้เกิดโมเมนตัมที่จะก่อให้เกิด Data Driven Organization ต่อไปได้ องค์กรจะต้องหา quick win ให้เจอเพื่อที่จะสร้าง Impact ด้วยทุนที่ต่ำและเวลาอันสั้น เพราะปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มักจะสร้างผลกระทบกับหลายส่วน และต้องมีการลงทุนทั้งเงินและเวลา

ผู้บริหารจะต้องกลับมาพิจารณาซ้ำอีกครั้ง ถึงการจัดการ Data ขององค์กร  โดยเฉพาะเรื่องของการสื่อสาร (communication) ให้คนในองค์กรเชื่อว่า Data คือ สินทรัพย์ (Asset) ขององค์กร ต้องทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน หรือ Common Goal ว่าองค์กรต้องการ Data ไปทำไมและได้ประโยชน์อะไร

ผู้บริหารต้องเชื่อมั่น อย่าใจร้อน และต้องระลึกเสมอว่า Data transformation เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เพราะการเปลี่ยนแปลงองค์กรเช่นนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลในเวลาอันรวดเร็ว แต่เป็นการที่ทำไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วจะค่อย ๆ เห็นผล โดยเฉพาะการเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในองค์กรมีความเห็นและมองภาพไปในทิศทางเดียวกัน

กระบวนการทำ Data Analytics องค์กรเริ่มได้จากตรงไหน

ข้อมูล Data Analytics Pathway จากฟูจิตสึ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำในด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารระดับโลก ได้แบ่ง Data Analytics เป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ขั้นตอนของ Digitalization และนำมาเข้าสู่ขั้นตอนของ Data Analytics

Digitalization เป็น Transaction Based หรือ Reporting ซึ่งอยู่ในรูปแบบดิจิทัล หลายองค์กรยังมีการทำงานที่อยู่ใน Stage ที่เป็น Traditional ซึ่งยังมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบกระดาษอยู่ก็มี ดังนั้นอาจจะต้องมีการปรับตั้งแต่ส่วนนี้ก่อน ที่จะมาเข้าสู่ ขั้นของ Data Analytics ได้

ต่อมาเมื่อองค์กรมีการเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ Digitalization สู่ Data Analytics 5 steps ดังนี้

1 Visibility เป็นการทำให้องค์กรมองเห็น (Seeing) Data ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานได้ (Descriptive Analytics) เช่น  Standard Report หรือสร้าง Query ในการถามว่าเราต้องการจะรู้ข้อมูลอะไร ก็จะได้ข้อมูลจากตรงนั้น

Transparency เป็นขั้นของการทำความเข้าใจ (Understanding) Data เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics) เช่น Statistical Analytics

สำหรับ  2 ขั้นตอนนี้จะเป็นการทำ Business Intelligence  ขององค์กรด้วยการนำข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาแสดงผลในรูปแบบของ Dashboard ซึ่งจะต้องมีการใช้  tools ที่เข้ามารองรับ เช่น Power BI

3 Predictive  เป็นขั้นของการเตรียมการ (Being Prepared) นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงทำนาย (Predictive Analytics) ตรงนี้จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าในธุรกิจของเราจะเกิดอะไรขึ้นในระยะต่อไป หรือเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร

4 Adaptability  เป็นขั้นของการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร (Self Optimizing) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ (Prescriptive Analytics) เช่น การสามารถบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าทำลองทำสิ่งนี้ หรือการบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ

5 Cognitive เป็นขั้นที่ทำให้องค์กรดำเนินไปด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ผ่านการวิเคราะห์องค์ความรู้ (Cognitive Analytics) โดยการเรียนรู้จากเหตุและผล เลือกการกระทำและผลลัพธ์ออกมาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นขั้นของการที่องค์กรใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วย

สำหรับทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Advance ด้วยการใช้รูปแบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science Model) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

ทั้งนี้ทั้งนั้นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ การเป็น  Data Driven Organization ก็คือ การทำ Data Analytics ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะต้องมีการประเมินศักยภาพด้าน Data ขององค์กรในเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนที่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทาง Fujitsu สามารถที่จะ support องค์กรได้แบบ end-to-end  รวมถึง Data Analytics ได้ครบทั้ง 5 ขั้น โดย Fujitsu จะทำการวิเคราะห์ในเบื้องต้นเพื่อเลือกขั้นตอนที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กร สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

อย่างไรก็ตามการทำ Data Driven Organization ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กร และ Data Driven Mindset ซึ่งการจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องมีการนำ Data มาใช้ โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกคนในองค์กร และในการทำเรื่องใหม่ องค์กรก็ควรที่จะมีหน่วยงานเฉพาะที่จะเข้ามาดูแลกระบวนการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้ในที่สุด

รวมถึงสามารถสัมผัสบริการ Digital Service อื่นๆ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมไปงานงานสัมมนาออนไลน์ FUJITSU New Normal Digital Service Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้

สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

สำหรับองค์กรที่ Transform ขององค์กร สู่การเป็น Data Driven Organization สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23|
เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. + 66 (0) 2302 1500 แฟ็กซ์ + 66 (0) 2302 1555

http://th.fujitsu.com

from:https://www.techtalkthai.com/transform-to-data-driven-organization-by-fujitsu/

[Guest Post] ปกป้อง Desktop และ Server ของคุณจาก Cyber Attack ด้วย EPP & EDR จาก VMware Carbon Black

หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ Concept Intrinsic Security ของ VMware ความจริงแล้ว Security อยู่ใน DNA ของ VMware มาตั้งแต่ vSphere เพราะเรื่อง Availability และ Virtualization ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ Datacenter มีความแข็งแรงทนทาน และยากต่อการเจาะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม VMware เพิ่งจะหันมามุ่งเน้นในเรื่องของ Intrinsic Security อย่างเต็มตัวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง เมื่อมีการเข้าซื้อบริษัทด้าน Endpoint Security อย่าง Carbon Black และบริษัทอื่นๆในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมของ IT Infrastructure ที่มี Built-it Security มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหัวใจหลักมาจาก Threat Intelligence Cloud ของ Carbon Black ที่เราได้นำมา integrate กับ product ที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดเป็น Security ในทุกๆด้านของ IT สำหรับบทความนี้จะเป็นหนึ่งในซีรี่ส์ที่จะมาอัพเดตข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ Solution ด้าน Security ของ VMware โดยจะเริ่มที่หัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งก็คือ Carbon Black นั่นเอง

           

Carbon Black เป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในตลาด EPP (Endpoint Protection Platform)  รวมไปถึงเป็นผู้ริเริ่ม Solution ที่เรียกกันว่า EDR (Endpoint Detection & Response) อีกด้วย ในยุคปัจจุบันที่การโจมตีทางไซเบอร์มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นทำให้ Antivirus แบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อการป้องกัน Devices จาก Ransomware และ Zero-day attack อีกต่อไป Solution อย่าง Next-gen Antivirus (NGAV) ของ Carbon Black จึงเป็นสิ่งที่หลายๆองค์กรมองหา การใช้ Machine Learning เข้าช่วยในการตรวจจับพฤติกรรมที่เป็นภัย แทนที่จะมามองหา Signature นอกจากจะทำให้สามารถป้องกันการโจมตีรูปแบบใหม่ๆได้แล้ว ยังช่วยลดภาระทางทรัพยากรบนเครื่องอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มี Threat Intelligence ขนาดใหญ่ รวมไปถึงการ Monitor Event ต่างๆอย่างต่อเนื่องด้วยความสามารถของ EDR ที่จะช่วยเพิ่มประโยชน์ในการหาต้นตอรวมไปถึงการตอบโต้กับความพยายามในการโจมตีที่เกิดขึ้น ความสามารถทั้งหมดนี้ได้ถูกรวมไว้ใน Single Agent และ Manage จาก Single Console กำจัดปัญหาเรื่อง Context ที่ไม่สมบูรณ์จากการขาด Integration ระหว่าง Solution ทั้งหมดนี้ทำให้ Carbon Black เป็น Solution ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในการป้องกันระบบ IT ทุกประเภทและดียิ่งขึ้นไปอีกบน Environment ของ VMware

 

สามารถเข้าไปดูข้อมูลโดยละเอียดของ Carbon Black ได้ที่

https://www.carbonblack.com/products/vmware-carbon-black-cloud-endpoint/

ทำไมถึงต้องเปลี่ยนจาก Traditional Antivirus เป็น NGAV

https://www.carbonblack.com/resources/modernize-endpoint-protection-and-leave-your-legacy-challenges-behind/

ทดลองใช้งานความสามารถต่างๆของ Carbon Black ได้ที่

https://labs.hol.vmware.com/HOL/catalogs/lab/8550

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-carbon-black/

[Guest Post] ซัมซุงเปิดตัวสมาชิกใหม่ Galaxy Tab S7 FE เอาใจแฟนๆ ด้วยหน้าจอใหญ่ไม่เหมือนใคร พร้อมปากกา S Pen ในกล่อง มอบประสบการณ์การใช้งานแบบ Multi-Tasking ทั้งเรียนและเล่นไม่มีสะดุด

ซัมซุงแนะนำ Galaxy Tab S7 FE แท็บเล็ตรุ่นใหม่ ที่รวมฟีเจอร์สุดโปรดของเหล่าแฟนๆ จากแท็บเล็ตรุ่นแฟลกชิปไว้ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 12.4 นิ้ว ปากกา S Pen ในกล่องไม่ต้องซื้อเพิ่มและไม่ต้องชาร์จแบตเตอรีให้เสียเวลา พร้อมฟีเจอร์ Multi-Active Window เพื่อการใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน และฟีเจอร์ Multi instance เพื่อสร้าง Shortcut ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึงสามแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดาย มอบประสบการณ์ Multi-Tasking ทั้งเรียนและเล่นได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด

 

เพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนออนไลน์กับ S Pen เพื่อชีวิต Multi-Tasking กว่าที่เคย

จะเรียนออนไลน์หรือทำโปรเจกต์ ไม่ว่าเอกสารจะเยอะแค่ไหน Galaxy Tab S7 FE ก็พร้อมทุกสถานการณ์ ด้วย S Pen ที่มาพร้อมตั้งแต่เปิดกล่อง และสุดยอดฟีเจอร์ใน Samsung Notes ที่ช่วยเปลี่ยนการจดด้วยลายมือให้กลายเป็นข้อความตัวพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายและเรียลไทม์ พร้อมจัดระเบียบบันทึกต่างๆ ด้วยแท็กอัตโนมัติ และการค้นหาอัจฉริยะเพื่อการใช้งานโน้ตที่ต้องการได้ทันที รวมถึงฟีเจอร์ Multi-Active Window เพื่อการใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน และฟีเจอร์ Multi instance เพื่อจับคู่แอปพลิเคชันและสร้าง Shortcut ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึงสามแอปพลิเคชันในหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะท่องอินเทอร์เน็ต จดโน้ต หรือแม้แต่การรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งก็สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน

พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนให้ Galaxy Tab S7 FE เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวผ่าน Samsung DeX ที่ทำงานร่วมกับ Tab S7 FE Keyboard Cover[1] ทำให้การทำงานง่ายยิ่งขึ้น พร้อมการแชร์ไฟล์ผ่าน Quick Share ตลอดจนการคัดลอกและวางข้อความหรือรูปภาพจากสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่สู่ Galaxy Tab S7 FE ได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ Galaxy Tab S7 FE ยังมาพร้อมกับกล้องหน้าตำแหน่งตรงกลางจอความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และระบบเสียงอันคมชัดจาก Dolby Atmos พร้อมไมโครโฟนสามตำแหน่ง ทำให้แท็บเล็ตรุ่นนี้เหมาะกับการ VDO Conference เพื่อการเรียนหรือทำงานออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง

เต็มที่ทุกเรื่อง เล่นจัดเต็มทุกความบันเทิง ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ และแบตเตอรี่ความจุสูงสุดในตลาด

หมดเวลาเรียนก็ได้เวลาแห่งความสนุก เต็มอิ่มไปกับทุกคอนเทนต์ที่รับชม ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 12.4 นิ้ว ที่ไม่เหมือนใคร พร้อมขอบจอบางเฉียบ มอบภาพที่ละเอียดคมชัดเต็มตา พร้อมใช้งานได้ยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ขนาด 10,090 mAh ที่ให้ผู้ใช้สามารถดูวิดีโอได้ต่อเนื่องถึง 13 ชั่วโมง[2] ได้แบบไม่สะดุด รวมถึงการรองรับระบบ Super-Fast Charging สูงสุด 45W

ทั้งนี้ ด้วย Galaxy Ecosystem เมื่อใช้งานผ่านหูฟัง Galaxy Buds Pro ผู้ใช้จะสามารถเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนจากซัมซุงได้ง่ายดายและลื่นไหลยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการตั้งค่าใดๆ[3] ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ดูซีรีส์บน Galaxy Tab S7 FE แต่มีสายเรียกเข้ามาที่สมาร์ทโฟนซัมซุงกาแลคซี่ ฟีเจอร์ Auto Switch จะทำหน้าที่ช่วยหยุดวิดีโอชั่วคราว แล้วสลับไปรับสายโทรศัพท์ผ่าน Galaxy Buds Pro ให้โดยอัตโนมัติ และเมื่อวางสาย ก็จะสลับกลับมาเล่นวิดีโอบนแท็บเล็ตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

คุ้มค่ากับสิทธิพิเศษมากมายจากพาร์ทเนอร์ของ Galaxy Tab S7 FE

เติมแต่งจินตนาการพร้อมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วยปากกา S Pen และแอปพลิเคชันเสริมจาก
พาร์ทเนอร์ สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ใช้ Galaxy Tab S7 FE ไม่ว่าจะเป็น

  • ใช้งาน Clip Studio Paint แอปพลิเคชันวาดภาพระดับโปร ฟรี 6 เดือน
  • ใช้งาน Canva Pro แอปพลิเคชันออกแบบงานกราฟฟิกและสื่อต่างๆ ฟรี 30 วัน
  • ใช้งาน Noteshelf[4] แอปพลิเคชันเพิ่มประสิทธิภาพการจดโน้ต ฟรี
  • รับสิทธิ์ YouTube Premium[5] ดูวิดีโอแบบไม่มีโฆษณาคั่น ฟรี 4 เดือน
  • รับสิทธิ์ Galaxy Butler Silver[6] บริการช่วยเหลือหลังการขายแบบพิเศษสำหรับอุปกรณ์กาแลคซี่ อาทิ ฟรีบริการเครื่องสำรองหลังซ่อม ผู้ช่วยส่วนตัว 24 ชั่วโมง เป็นต้น

 

Galaxy Tab S7 FE มาพร้อมกับดีไซน์สุดพรีเมี่ยม ขนาดบางเบา พกพาง่าย มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ประกอบด้วย Mystic Green, Mystic Pink, Mystic Silver, และ Mystic Black โดย Galaxy Tab S7 FE LTE วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/tablets/galaxy-tab-s/

[1] วางจำหน่ายหน่ายแยกในราคา 4,990 บาท

[2] อ้างอิงจากการทดสอบภายในของซัมซุง

[3] ฟีเจอร์นี้รองรับบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจากซัมซุงที่มี One UI เวอร์ชัน 3.1 ขึ้นไป สามารถเลือกเปิดหรือปิดได้ผ่านการตั้งค่า Bluetooth® โดยดีไวซ์ที่รองรับต้องใช้บัญชีซัมซุงเดียวกัน ซึ่งฟังก์ชันที่รองรับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละแอปพลิเคชัน

[4] Noteshelf ได้รับการติดตั้งล่วงหน้าบนอุปกรณ์เป็นตั้งต้น รองรับ 9 ภาษา: อังกฤษ, เกาหลี, ญี่ปุ่น, จีนดั้งเดิม, จีนตัวย่อ, เยอรมัน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, และสเปน

[5] ลูกค้าต้องเปิดใช้งานเครื่องภายในวันที่ 5 มีนาคม 2565 โดยลงทะเบียนรับสิทธิผ่าน youtute.com/premium/samsung หรือ แอปพลิเคชัน Youtube ลูกค้าที่จะได้รับสิทธิต้องไม่เป็นสมาชิกบริการ Youtube Premium, Youtube Music Premium และ Google Play Music มาก่อน หรือเคยผ่านช่วงทดลองใช้งานบริการดังกล่าวมาแล้ว

[6] ได้รับสิทธิพิเศษ Galaxy Butler Silver (มูลค่า 3,900บ.) ได้คิวพิเศษซ่อมก่อนใคร, มีเครื่องสำรองระหว่างซ่อม และ ส่งเครื่องถึงบ้าน ไม่ต้องรอจองคิวซ่อมออนไลน์ผ่าน Samsung Members และ มีผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24ชม.

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-samsung-galaxy-tab-s7-fe/

F5 Webinar: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application

F5 ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมการบรรยาย F5 Webinar เรื่อง “ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application” พร้อมเรียนรู้ Case Study จากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง ในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application
ผู้บรรยาย: คุณวิภวัฒน์ อุปถัมภ์วิเชียร F5 Thailand System Engineer – Team Leader และคุณไกรภพ เป็งแก้ว
Solutions Engineer จาก F5
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/6816275407077/WN_ilfBeeVaRKixSJTPB7tB1w

ถ้าหากเอ่ยถึง Microservices คุณอาจจะคำนึงถึงเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลักที่เปรียบเสมือนปราการด่านหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ทีมงาน Networks และ Security ต่างก็เป็นกังวล อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่นักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ควรที่จะมองข้าม

อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาพแวดล้อมของการพัฒนาแบบ Agile ในทุกวันนี้ ปัญหาที่เรากล่าวถึงอยู่นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะว่าในปี 2020 มีข้อมูลรั่วไหลมากกว่าร้อยละ 20 อันเนื่องมาจากข้อผิดพลาดของโค้ด และมากกว่าร้อยละ 40 ของการโจมตีผ่านแอปพลิเคชันบนเว็บ (ที่มา: Verizon’s 2020 Data Breach Investigations Report) และเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Touch Points ที่เกิดขึ้นจากการสร้าง (Building) การนำไปใช้ (Deployment) การจัดการ (Managing) และการบำรุงรักษา (Maintaining) แอปพลิเคชันรุ่นใหม่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ดังนั้นปัญหาที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงในตอนนี้ก็คือการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Case Study เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง
  • สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการใช้งาน Microservices
  • ความท้าทายที่ผลักดันให้องค์กรต่างๆ ต้องเป็นผู้นำในเรื่องของ Modern Application และเคล็ดลับในการเอาชนะความท้าทายเหล่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/f5-webinar-security-considerations-in-modern-app-deployment/

[Guest Post] AIS x OMRON ร่วมพลิกโฉม Industry 4.0 เดินหน้าสู่ภาคการผลิตอัจฉริยะ Smart Manufacturing เต็มรูปแบบ

จากบริบทของสถานการณ์ปัจจุบันที่สร้างผลกระทบโดยตรงต่อวงจรของธุรกิจทำให้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายมากมาย ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการขายและการให้บริการ แต่ในมุมของ AIS ก็ยังคงเดินหน้าตามแผนงานการนำศักยภาพ 5G ขยายสู่ภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าฟื้นฟูประเทศในทุกมิติ

ล่าสุด AIS Business 5G ได้ลงนาม (MOU) ร่วมกับ บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด หรือ ออมรอน (OMRON) ผู้นำด้าน Smart Manufacturing – Autonomous Mobile Robot เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรในการนำ 5G และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ายกระดับภาคการผลิตในอุตสาหกรรม ส่งโซลูชันที่พร้อมตอบโจทย์ภาคการผลิตอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing ได้อย่างสมบูรณ์

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS Business กล่าวว่า “จากแผนงานของ AIS ที่มุ่งขยายศักยภาพ 5G เพื่อร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตนั้น เรายังคงเดินหน้าเชื่อมต่อการทำงานจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของภาคอุตสาหกรรมในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่จะนำมาซึ่งความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย สู่เป้าหมายที่จะร่วมทำให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดที่ต่างต้องปรับตัวให้มีความพร้อม 

Image credit: Omron

ครั้งนี้จึงนับว่าเป็นอีกความร่วมมือครั้งสำคัญของ AIS กับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านวิศวกรรมบนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพื่อการผลิตอย่างออมรอน (OMRON) ที่ครั้งนี้เป็นการนำเทคโนโลยีการสื่อสาร ประยุกต์การเชื่อมต่อเทคโนโลยีการผลิต ผนวก Information Technology (IT) กับ Operation Technology (OT) อย่างไร้ขีดจำกัด และจะได้ร่วมกันสร้างโซลูชันใหม่ ยกระดับภาคการผลิตสู่การเป็น Smart Manufacturing อย่างสมบูรณ์ เพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล AIS 5G ที่ออกแบบได้ตามความต้องการใช้งานในรูปแบบเครือข่ายเฉพาะ (Private Network) เพิ่มคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของข้อมูล เพิ่มความเร็ว ลดความหน่วง (Latency) เพื่อการรองรับการทำงาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบ”

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย
หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร
AIS Business

คุณศิริวรรณ คูอัมพร
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด

โดยการลงนามความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ระหว่าง AIS และออมรอน (OMRON) จะเปิดขีดความสามารถใหม่ที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมบนโครงสร้างพื้นฐาน 5G และดิจิทัลเทคโนโลยีที่ช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต อาทิ ความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นต่อข้อกำหนด (Flexible Manufacturing) การลดต้นทุนการผลิตสินค้าจำนวนน้อย (Small Lot Size Production) การสอบย้อนกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม (Traceability) และระบบซ่อมบำรุงเชิงรุก (Predictive Maintenance) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยโซลูชันบนโครงสร้างพื้นฐาน 5G Private Network ที่เพิ่มความปลอดภัยภายใต้การลงทุนที่เหมาะสม สามารถควบคุมต้นทุนได้ในขณะที่ยังคงความสามารถในการผลิต และการแข่งขัน หรือแม้แต่ในเรื่องของการจัดการวัตถุดิบให้ถูกต้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีควบคุมระยะไกลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพิ่มความแม่นยำ ลดเวลาสิ้นเปลืองการใช้แรงงานทำให้บุคลากรสามารถใช้เวลากับการทำงานด้านอื่นได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดคือภาพของภาคการผลิตแบบอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing

ทั้งนี้ จึงเกิดเป็นโซลูชันต้นแบบที่จะสร้างประโยชน์จากการนำศักยภาพของทั้งสองมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • หุ่นยนต์รถลำเลียงอัจฉริยะ Autonomous Mobile Robot (AMR) อาศัยแผนที่ในการกำหนดเส้นทาง โดยไม่ต้องตีเส้น ซึ่งการสร้างแผนที่จะให้การทำงานรวดเร็ว ง่ายดาย ที่ตัวอุปกรณ์จะมีเซนเซอร์สแกนพื้นที่โดยรอบบริเวณแล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแผนที่ในการลำเลียงสิ่งของ บนเครือข่าย 5G Private Network 
  • สายการผลิตแบบยืดหยุ่น Layout-free Production Line การนำเสนอโซลูชันที่สามารถสร้างสายการผลิตแบบยืดหยุ่น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการการผลิตและสภาพแวดล้อมของพื้นที่รวมถึงข้อจำกัดอื่น ๆ รองรับความต้องการของการจัดสายงานการผลิตที่หลากหลาย สามารถออกแบบให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามรูปแบบการใช้งาน
  • การตรวจจับด้วย Sensors ด้วยอุปกรณ์หรือกล้องความละเอียดสูง เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เครื่องจักรในพื้นที่โรงงาน และนำไปประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้คาดการณ์ความผิดปกติ เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและแก้ไขก่อนเกิดปัญหาต่างๆ ได้ทันที   
Image credit: AIS

นางสาวศิริวรรณ คูอัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ออมรอน ในฐานะผู้นำด้านให้บริการด้านเทคโนโลยีด้านการผลิตทั้งสินค้า บริการ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ให้กับภาคอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งยานยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน กลุ่มอีเลคทรอนิคส์-เครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน-เซมิคอนดัคเตอร์ ตลอดจนอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องอุปโภค และยา ความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งสำคัญของออมรอนที่จะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีโซลูชัน ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลที่เร็วและเสถียรภายใต้การทำงานของ 5G ซึ่งข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นแง่พื้นที่หรือความครอบคลุมของสัญญาณ ความหลากหลายของอุปกรณ์ตั้งแต่เซนเซอร์จนถึงหุ่นยนต์ ทุกหน่วยการผลิตจะสามารถเชื่อมโยงกับระบบการจัดการได้ด้วยความปลอดภัยภายใต้ 5G Private Network เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานแบบ Industry 4.0 ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางหลักของการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเรามีความคาดหวังที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีในภาคส่วนของอุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่งผ่านการใช้ศักยภาพของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตที่เราจะเข้าไปเพิ่มขีดความสามารถยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนำพาลูกค้าก้าวไปสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G”

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-x-omron-smart-manufacturing/

FBI เผยช่องโหว่ยอดฮิตในรอบ 2 ปีหลังสุด

หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยจากทั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียได้ร่วมกันรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ Advisory ของช่องโหว่ยอดนิยมที่มักถูกใช้ใน 2 ปีหลังสุด พร้อมคำแนะนำ และวิธีการแก้ไข

CISA, the Australian Cyber Security Centre (ACSC), the United Kingdom’s National Cyber Security Centre (NCSC) และ the Federal Bureau of Investigation (FBI) ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ที่มักถูกใช้โดยกลุ่มคนร้ายในรอบ 2 ปีหลัง ตามตารางด้านล่างซึ่งหลายคนก็อาจจะคุ้นกันดีว่าเป็นช่องโหว่เก่าที่มีการเตือนหลายต่อหลายครั้งแล้ว รวมถึงจากรายงานชี้ชัดว่ากลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นเป้าหมายคือ Remote Work, VPN และ Cloud ซึ่งเพิ่มขึ้นสอดรับกับยุคการทำงานในภาวะโรคระบาด

credit : CISA

สำหรับในปี 2021 คนร้ายก็ยังมุ่งโจมตีช่องโหว่ของอุปกรณ์อยู่ในแนวขอบเขตด้านนอกเช่น 

Microsoft Exchange : CVE-2021-26855, CVE-2021-26857, CVE-2021-26858 และ CVE-2021-27065

Pulse Secure: CVE-2021-22893, CVE-2021-22894, CVE-2021-22899 และ CVE-2021-22900

Accellion: CVE-2021-27101, CVE-2021-27102, CVE-2021-27103 และ CVE-2021-27104

VMware: CVE-2021-21985

Fortinet : CVE-2018-13379, CVE-2020-12812 และ CVE-2019-5591

ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://us-cert.cisa.gov/ncas/alerts/aa21-209a

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/fbi-reveals-top-targeted-vulnerabilities-of-the-last-two-years/

from:https://www.techtalkthai.com/security-agencies-published-advisory-for-the-most-popular-network-vulnerabilities-in-2020-and-2021/

IBM เผยความเสียหายจากเหตุการณ์ Data Breach แต่ละครั้งเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 10%

IBM ได้ร่วมกับ Ponemon Institute จัดทำรายงานเรื่อง Data Breach ที่เกิดขึ้น โดยพบว่ามูลค่าความเสียหายของปีล่าสุดเพิ่มขึ้นกว่า 10% และสัมพันธ์กับเรื่องวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปจากโรคระบาด

Credit: ShutterStock.com

ข้อมูลจากรายงานชิ้นนี้รวบรวมขึ้นจากบริษัทกว่า 500 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงมีนาคม 2021 โดยแต่ละเหตุการณ์ Data Breach อ้างอิงจากเหตุข้อมูลรั่วไหลตั้งแต่ 2,000 ถึง 101,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีการแบ่งส่วนที่พูดถึง ‘Mega Breach’ หรือเหตุการณ์ที่มีการรั่วไหลของข้อมูลตั้งแต่ 1,000,000 รายการขึ้นไป ซึ่งมีบริษัทจำนวน 14 แห่งอยู่ในนี้

สิ่งที่กำหนดว่า Data Breach แต่ละครั้งมีความเสียหายเท่าไหร่อ้างอิงจากเรื่อง ค่าใช้จ่ายจากเรื่องของกฏหมายและข้อบังคับในอุตสาหกรรม ผลกระทบในแง่ของภาพลักษณ์ทางธุรกิจ การสูญเสียลูกค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายทางเทคนิคที่เกิดขึ้นเพื่อควบคุมเหตุการณ์

ประเด็นต่างๆในรายงานสรุปได้ดังนี้

  • การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบาย Work from home เพิ่มค่าใช้จ่ายและเวลาการจัดการเหตุการณ์ Data Breach สาเหตุเพราะความซับซ้อนและขอบเขตการใช้งานข้อมูล
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งของเหตุการณ์ Data Breach ในปีนี้สูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 10% ที่เดิมอยู่ที่ 3.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 4.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • กลุ่มธุรกิจ Healthcare มีความเสียหายเพิ่มขึ้นจากราว 7.13 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 9.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อครั้ง
  • กลุ่มธุรกิจพลังงานมีความเสียหายน้อยลงจาก 6.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 4.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • เวลาที่องค์กรใช้ในการค้นหาและจัดการเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนราว 7 วันมาอยู่ที่ 287 วันต่อเหตุการณ์
  • มากกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ที่รวบรวมมา ล้วนกระทบกับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น (PII) ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 161 เหรียญสหรัฐฯต่อหนึ่งรายการ
  • 8% ของเหตุการณ์ Data Breach เกี่ยวพันกับเรื่องของแรนซัมแวร์ และในลักษณะนี้มูลค่าความเสียหายต่อครั้งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงการโจมตีแบบมุ่งทำลายล้างเล็กน้อย

ผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/downloads/cas/OJDVQGRY

ที่มา : https://www.securityweek.com/ibm-average-cost-data-breach-exceeds-42-million และ https://www.helpnetsecurity.com/2021/07/29/total-cost-data-breach/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-reports-cost-of-data-breach-increase-10-percents-from-last-year/