คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

Kubernetes 1.15 ออกแล้ว ปรับปรุงความสามารถใหม่ 25 ประการ

ทีมพัฒนา Kubernetes ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Kubernetes 1.15 แล้ว โดยมีการปรับปรุงใหม่ 25 ส่วนด้วยกัน ซึ่งในการปรับปรุงครั้งนี้ มี 2 รายการที่เข้าสู่สถานะ Stable, 13 รายการที่เข้าสู่สถานะ Beta และอีก 10 รายการที่เข้าสู่สถานะ Alpha โดยหากจำแนกในภาพรวมแล้ว อัปเดตครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลักๆ ได้แก่

Credit: Kubernetes
  • การปรับปรุงระบบโดยรวม โดยแต่ละทีมย่อยนั้นได้มีการพัฒนา Test ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นเพื่อให้ระบบมีความเสถียรสูงขึ้น
  • การรองรับการทำงานร่วมกับระบบใหม่ๆ โดยมีการเพิ่มความสามารถให้กับ Custom Resource Definition (CRD) และ API Machinery เป็นหลัก

ในส่วนของ CRD นี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการด้าน Data Consistency และปรับปรุง Native Behavior ของระบบ และได้มีการปรับปรุง Cluster Lifecycle ให้มีความมั่นคงทนทานสูงขึ้นและใช้งานง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ kubeadm ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสามารถใหม่ๆ และทนทานมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีโลโก้ใหม่เป็นของตัวเองแล้ว

ส่วน Container Storage Interface (CSI) นั้นก็สามารถทำการ Migrate ในส่วนของ In-tree Volume Plugin มายัง CSI ได้แล้ว และยังได้รับการเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ มากมาย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ https://github.com/kubernetes/kubernetes/blob/master/CHANGELOG-1.15.md#kubernetes-v115-release-notes และสามารถใช้งาน Kubernetes 1.15 ได้แล้วที่ https://github.com/kubernetes/kubernetes/releases/tag/v1.15.0

ส่วนผู้ที่อยากเริ่มต้นกับ Kubernetes สามารถเรียนรู้ได้ที่ https://kubernetes.io/docs/tutorials/ ครับ

ที่มา: https://kubernetes.io/blog/2019/06/19/kubernetes-1-15-release-announcement/

from:https://www.techtalkthai.com/kubernetes-1-15-is-announced/

โฆษณา

NetApp อัปเดต Data Fabric ใหม่ ตอบโจทย์ Hybrid Multicloud ได้ในหนึ่งเดียว

วันนี้ทาง TechTalkThai มีโอกาสได้พูดคุยกับทีมงาน NetApp ถึงประเด็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีในไทย และการที่ NetApp ได้ออกมาประกาศอัปเดตเทคโนโลยี Data Fabric ครั้งใหญ่ โดยปรับปรุงหลากหลายเทคโนโลยีของตนเองเพื่อผสานระบบสู่ภาพของ Hybrid Multicloud ด้วยการผนวกรวมโซลูชันต่างๆ เข้าด้วยกันดังนี้

Credit: NetApp
  • NetApp Kubernetes Service on NetApp HCI สามารถบริหารจัดการ Kubernetes Cluster โดยมอง NetApp HCI เป็นหนึ่งใน Region ที่สามารถ Deploy ระบบได้ โดยจุดเด่นคือบริการนี้สามารถจัดการ Kubernetes จาก Distro ของผู้ผลิตได้หลากหลายราย รวมถึงตัว Kubernetes หลักด้วย ทำให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกในการใช้งาน Kubernetes จากหลายค่ายได้ในระบบเดียว และรองรับการทำ Multicloud ได้อย่างแท้จริง
  • Cloud Volumes on NetApp HCI ระบบ Persistent Storage ที่เคยให้บริการบน Public Cloud ตอนนี้สามารถนำมาใช้งานบน NetApp HCI และบริหารจัดการผ่านศูนย์กลางร่วมกันได้แล้ว
  • Cloud Volumes Service for Google Cloud (Beta) เปิดตัวมาให้ทดลองใช้งานได้แล้ว
  • Cloud Volumes ONTAP for Google Cloud ทำให้ใช้ความสามารถของ NetApp ONTAP เพื่อรองรับ Application บน Google Cloud ได้
  • เพิ่มเครื่องมือใหม่ให้ Fabric Orchestrator ทำให้มี Cloud Data Service สำหรับช่วยในการค้นหา, จัดการ, ควบคุมโดยอัตโนมัติ และตรวจสอบข้อมูลได้จากทุกที่ ไม่ว่าข้อมูลจะถูกเก็บอยู่ที่ใด ทำให้การจัดการข้อมูลและ Application แบบ Multicloud เป็นไปได้อย่างง่ายดายจากที่เดียว
  • เพิ่มโมเดลการจ่ายเงินแบบ Pay-per-Use ทั้งสำหรับ NetApp HCI และ Cloud Volumes Service On Premises โดยมีขั้นต่ำในการใช้งานที่ 1 ปี
  • เปิดตัว NetApp Cloud Insights ให้ใช้ได้ฟรีแบบ Basic สำหรับ NetApp HCI และ NetApp AFF รวมถึงยังติดตามและแนะนำการใช้ทรัพยากรให้กับ NetApp HCI และ NetApp Kubernetes Service ได้ด้วย ส่วนแบบจ่ายเงินนั้นจะสามารถตรวจสอบและติดตามการทำงานของ Hardware/Software จากผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้แบบ Multivendor ในตัว
  • เปิดตัว NetApp Professional Services for the Data Fabric บริการสำหรับช่วยบริหารจัดการข้อมูลใน Data Fabric ได้ตามความต้องการของธุรกิจโดยทีมงานของ NetApp เอง

สำหรับเทรนด์ด้าน Storage ในไทยและภูมิภาคใกล้เคียงตอนนี้ ทางทีมผู้บริหารของ NetApp ได้เล่าถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ NetApp HCI ที่เป็น 2nd Generation HCI ที่สามารถแก้ปัญหาของระบบ HCI แบบเดิมๆ ได้หลากหลาย ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ, การรองรับ Container ได้โดยไม่ต้องใช้งาน VM อีกต่อไปทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย, การช่วยลด License ของ Database ลงได้เมื่อเทียบกับ HCI แบบเดิมๆ ไปจนถึงการเพิ่มขยายที่สามารถเลือกเพิ่มขยายได้เฉพาะส่วนของ Compute หรือ Storage แยกขาดจากกัน

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจก็คือ เหล่า Software Developer ในธุรกิจต่างๆ นั้นเริ่มคุ้นชินกับ Public Cloud และเริ่มคาดหวังว่าระบบ On-Premises นั้นจะสามารถทำงานได้เทียบเท่ากับ Public Cloud ในแง่ของความง่ายและความคล่องตัวในการใช้งาน ดังนั้น NetApp เองก็จะมุ่งเน้นการตอบโจทย์นี้ให้กับธุรกิจไทยให้ได้

ทาง NetApp มองว่าในประเทศไทยหลังจากนี้ เทรนด์หลักๆ ที่ธุรกิจองค์กรจะต้องสนใจและเริ่มลงทุนเพื่อรองรับต่ออนาคต มีดังนี้

  • Hybrid Cloud โดยมี HCI เป็นเสมือนระบบ Private Cloud ในองค์กร และมีความสามารถในการ Provision ระบบต่างๆ เหมือนบน Public Cloud และย้ายทั้งข้อมูลหรือระบบระหว่างกันได้อย่างง่ายดาย พร้อมการบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง ซึ่ง Hybrid Cloud นี้เองจะเป็นรากฐานที่ต่อยอดไปสู่การทำ Multicloud ได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ต่อยอดมาจากภาพของ Data Fabric ที่ NetApp ผลักดันมาตลอดในหลายปีนี้นั่นเอง โดยนอกจากการจับมือกับบริการอย่าง AWS, Google Cloud Platform และ Microsoft Azure แล้ว NetApp เองก็ยังจับมือกับผู้ให้บริการ Cloud ในไทยด้วย ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชัน Hybrid Cloud ที่ระบบทั้งหมดยังอยู่ในไทยได้
  • DevOps ที่หลายๆ ธุรกิจจะเริ่มคุ้นเคยและเริ่มใช้งาน Kubernetes หรือ Container กันอย่างจริงจังไปแล้ว และเริ่มมองหา IT Infrastructure ที่ Optimize ยิ่งกว่าเดิม ตรงนี้เองที่ HCI แบบที่ไม่ใช้งาน Hypervisor จะเริ่มเข้ามามีบทบาท และ NetApp HCI ก็พร้อมตอบโจทย์นี้ได้แล้ว ในขณะที่การบริหารจัดการ Cluster จำนวนมากนั้นก็สามารถรองรับได้ด้วย NetApp Kubernetes Services
  • AI Infrastructure ที่ผสานเอาระบบ Storage ประสิทธิภาพสูง เข้ากับ GPU Server ที่มีพลังประมวลผลสูง ซึ่ง NetApp เองก็ได้จับมือกับ NVIDIA และสามารถนำเสนอโซลูชันที่ใช้ NVIDIA DGX ได้แล้ว
  • Edge Computing การทำ Industrial IoT กำลังกลายเป็นโครงการหลักของหลายๆ ธุรกิจโรงงานและการผลิต การมีโครงสร้างของระบบจัดเก็บข้อมูลที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่าย เพื่อรองรับการประมวลผลตาม Edge โดยตรงนั้นจึงเป็นที่ต้องการ และ NetApp ก็ตอบโจทย์ได้ด้วย NetApp ONTAP Select
  • End-to-End NVMe Storage จะมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเชื่อมต่อระหว่าง Storage และ Server ซึ่งเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลอีก 30% – 50% ใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีแบบเก่าไป

ที่มา: https://www.netapp.com/us/company/news/press-releases/news-rel-20190618-763485.aspx

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-updates-its-data-fabric-to-support-hybrid-multicloud/

Cisco เปิดตัว Firepower 1000 Series เสริมความมั่นคงปลอดภัยแก่ SMB

ภายในงาน Cisco Live US ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน Cisco ได้ประกาศเปิดตัว Firepower 1000 Series ซึ่งเป็น Threat-focused Next-generation Firewall รุ่นใหม่ จำนวน 3 รุ่น ถูกออกแบบมาสำหรับปกป้องสำนักงานขนาดเล็ก โฮมออฟฟิส และสำนักงานสาขาจากภัยคุกคามไซเบอร์โดยเฉพาะ

Cisco Firepower 1000 Series ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Firepower 1010, 1120 และ 1140 รองรับ Throughput ตั้งแต่ 650 Mbps ถึง 2.2 Gbps และมาพร้อมกับพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ RJ-45 และ SFP โดยทั้ง 3 รุ่นมีรายละเอียดดังนี้

Firepower ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Application Visibility and Control, NGIPS, Advanced Malware Protection หรือ URL Filtering รวมไปถึงรองรับการทำ SSL Inspection เพื่อตรวจสอบภัยคุกคามที่แอบแฝงมากับทราฟฟิกที่ถูกเข้ารหัส ที่สำคัญคือ Firepower 1000 Series ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 3 เท่า ตอบโจทย์ความต้องการอุปกรณ์ที่ทรงพลังในยุคดิจิทัล

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/en/us/products/security/firepower-1000-series/index.html

ที่มา: Cisco Thailand User Group

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-launches-firepower-1000-series-for-smb/

SOSECURE เปิดคอร์สอบรม How to be a Cyber Threat Hunter 24 – 26 ก.ค. 2019

SOSECURE ขอเรียนเชิญ Threat Intelligence Engineer, Security Analyst, Cybersecurity Engineer และผู้ที่ทำงานในวงการ IT ที่สนใจ เข้าร่วมเรียนในคอร์ส “How to be a Cyber Threat Hunter โดย SoSecure” เพื่อเรียนรู้เทคนิคและเครื่องมือสำหรับการทำงานในสาย Security แบบมืออาชีพสำหรับธุรกิจองค์กร ในวันที่ 24 – 26 กรกฎาคม 2019 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมเรียนดังนี้

อบรม How to be a Cyber Threat Hunter โดย SOSECURE

วันที่ 24 – 26 กรกฎาคม 2019
ระยะเวลา 3 วัน (24 ชั่วโมง)
สถานที่เรียน ออฟฟิศ SOSECURE (ดูแผนที่ https://www.sosecure.co.th/contact/)
ค่าใช้จ่าย 17,900 บาท
ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรม https://www.sosecure.co.th/how-to-be-a-threat-hunter/

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่เหมาะสำหรับ Threat Intelligence Engineer, Security Analyst, Cybersecurity Engineer และผู้ที่ทำงานในวงการ IT ที่สนใจ โดยเนื้อหาจะครอบคลุมตั้งแต่ Framework และเทคนิคในการตรวจหาภัยคุกคาม, การวิเคราะห์ข้อมูล Log เพื่องานด้าน Security อย่างละเอียด และการวิเคราะห์ Malware ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำแนวคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจองค์กรสร้างกระบวนการในการรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

PART 1 : Threat Hunting

  • Overview Threat Hunting
  • CyBOX (Cyber Observable Expression)
  • Threat Exchange Source
  • TAXII (Trusted Automated Exchange Of Indicator Infomation)
  • Threat Exchange Format & Protocol (STIX)
  • SCAP Protocol
  • Threat Intelligent Feed
  • Workshop OpenIOC & Threat Exchange Tools
  • Open IOC Framework
  • Workshop Intelligent Vulnerability Detection
  • Threat Exchange Tools
  • Create & Deploy Yara Rule
  • IOC Editor
  • MISP (Malware Information Sharing Platform)
  • MISP Workshop

Part 2 : Log Analysis

  • Cybercrime & cybersecurity
  • Malicious & malware Activity
  • Cyber Kill Chain
  • Workshop Log Analysis (Splunk & System)
  • Log Management architecture design
  • Workshop Traffic Analysis
  • Workshop Real World Cybersecurity attack detection
  • Log Analysis Tools

Part 3 : Malware Analysis

  • Memory Architecture
  • Memory Dump
  • Malware Activity
  • Hunting Malware In RAM
  • Malware Analysis Tools
  • Workshop Advance Malware Detection (Without Anti – Malware Solution)
  • Workshop Capturing Malware Activity
  • Workshop Creating Your OWN malware and IOC Signature

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดและสมัครลงทะเบียนเข้าเรียนคอร์สนี้ได้ที่ https://www.sosecure.co.th/how-to-be-a-threat-hunter/

แนวทางการอบรม

บริษัท SOSECURE ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Cybersecurity โดยจะมีหลักสูตรครอบคลุมด้านต่าง ๆ เช่น Identified ,Protect ,Detect ,Reponse ที่สามารถนำไปใช้ได้ในรูปแบบของ Workshop ที่มีการปฏิบัติจริงเพื่อทำให้ผู้เรียนเห็นภาพและนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้หรือสามารถนำหลักการที่ได้นั้นไปปรับใช้กับ Product ให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ทางบริษัทได้เล็งเห็นถึงความต้องการ,ความคาดและความคุ้มค่าของลูกค้าในมาฝึกอบรมในแต่ละครั้ง ทางบริษัทจึงออกแบบแนวทางการเรียนการสอนให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของผู้อบรม ดังนั้นทางบริษัทได้ออกแบบแนวทางในการฝึกอบรมเป็น 3 ส่วนคือ

  • Before Attend (Access Pre-requisite Material, Pre-Test Assessment)
  • During Attend (Class Material, Self-Study Lab)
  • After Attend (Additional Lab Material, Post-Test & Assessment)

โดยส่วนแรกคือ “ก่อนเรียน” เราจะมีการส่งเอกสารก่อนเรียนซึ่งก็คือเนื้อหาพื้นฐานก่อนเรียนในแต่ละหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนได้เตรียมตัวก่อนที่จะเข้ามาเรียน ในวันเรียนเราจะมีการทำแบบทดสอบ Pre-Test ก่อนเริ่มเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้ถึงองค์ความรู้ก่อนเรียน

ส่วนต่อมา 2 คือ “ระหว่างเรียน” เราจะมีแบบทดสอบระหว่างเรียนหรือเก็บข้อมูลการทำ Lab ต่าง ๆ โดยทั้งหมดจะมีการเก็บข้อมูลผู้เรียนไว้ในระบบทั้งหมด

ส่วนสุดท้าย คือ “หลังเรียน” หลังจากที่เรียนจบแล้วจะมีการแบบทดสอบ Post-Test โดยและผูเรียนสามารถกลับไปทบทวนหรือทำ Lab ต่าง ๆ จากในระบบเพิ่มเติมได้ด้วย และผู้เรียนก็จะได้ Report ในการฝึกอบรมจากทางสถาบันทันทีพร้อมกับใบ Certificate จากทาง SOSECURE ด้วย(ซึ่งจะต้องผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด)

โดยระบบที่เราใช้นั้นมีคือระบบของ Google Classroom ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการหลักสูตรที่ค่อนข้างครบวงจรอยู่แล้ว ทั้งการบริหารจัดการ Content ,Material ,Quiz และระบบ Grade ต่าง ๆ และทางบริษัทได้มีการพัฒนา Engine ของตัวเองในการบริหารจัดการหลักสูตรและการสร้าง Report ซึ่งเป็นการต่อยอดจากระบบของ Google ที่มีอยู่เดิมซึ่งตอบโจทย์การฝึกอบรมมากขึ้น

ซึ่งปัจจุบันทางบริษัทได้มีหลักสูตรประเภท Public Course ที่เปิดฝึกอบรมตามตารางของบริษัท และยังมีการฝึกอบรมในรูปแบบ In-House คือไปทำการฝึกอบรมให้ภายในองค์กรซึ่งลูกค้าทั้ง 2 แบบก็จะได้ใช้ระบบนี้ของเราด้วย

ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมในคอร์ส How to be a Cyber Threat Hunter

คอร์ส How to be a Cyber Threat Hunter นี้มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 17,900 บาทต่อคน ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ https://www.sosecure.co.th/how-to-be-a-threat-hunter/ และลงทะเบียนได้ที่ https://www.sosecure.co.th/all-in-one-cybersecurity/

ตรวจสอบกำหนดการอบรมของคอร์สต่างๆ ของ SOSECURE

สำหรับผู้ที่สนใจคอร์สนี้ในรอบอื่นๆ หรือคอร์สอื่นๆ ของทาง SOSECURE สามารถตรวจสอบกำหนดการทั้งหมดพร้อมรายละเอียดของแต่ละคอร์สได้ที่ https://www.sosecure.co.th/training-services/ หรือติดต่อทีมงาน SOSECURE เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 061 564 5294

เกี่ยวกับ SoSecure

SOSECURE เป็นบริษัทที่ให้บริการด้าน Cybersecurity ที่ครอบคลุมทั้ง Blue Team, Red Team และการอบรม โดยมุ่งเน้นการให้บริการโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และประสบการณ์สูง รวมถึงยังมีโครงการแข่งขันด้าน CTF เพื่อเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้กับเหล่าบุคคลากรทางด้าน Cybersecurity ในประเทศไทย https://www.sosecure.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/sosecure-how-to-be-a-cyber-threat-hunter-course-2019-07/

เปิดตัว HPE Primera อุปกรณ์ Storage ล่าสุด ชูจุดเด่น 100% Available Guarantee และอัปเกรดได้เรื่อยๆ ไม่ตกรุ่น

HPE ได้ออกมาประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตระกูลใหม่ล่าสุด HPE Primera ซึ่งเป็น All Flash Storage รุ่นใหม่ที่รองรับ NVMe และ Storage-Class Memory (SCM) เป็นหลัก พร้อมสนับสนุนการใช้งานและเพิ่มความทนทานด้วย AI อีกทั้งยังมาพร้อมกับ 100% Available Guarantee และความสามารถในการอัปเกรดระบบได้เรื่อยๆ โดยไม่มีวันตกรุ่น

Credit: HPE

HPE Primera นี้ทำงานด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Multi-Mode, All-Active และออกแบบมาให้รองรับการใช้งาน NVMe และ SCM ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับงาน Mission Critical ภายในระบบ IT ของธุรกิจองค์กรโดยเฉพาะ และสามารถรองรับการใช้งานในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

จุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่ HPE Primera นี้ออกแบบมาให้ทำงานโดยมี AI สนับสนุนโดยเฉพาะ ซึ่งก็มีทั้ง HPE InfoSight ที่สามารถช่วยตรวจสอบการใช้งาน Application ต่างๆ ภายในระบบ Storage และทำนายโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติขึ้นในระบบล่วงหน้า ทำให้สามารถป้องกันปัญหาล่วงหน้าได้ พร้อมทั้งมี Embedded AI Engine ภายในช่วยตรวจสอบและประมวลผลความผิดปกติหรือทำนายปัญหาได้แบบ Real-time และยังมีเทคโนโลยีในการปกป้องข้อมูลที่หลากหลายอย่างเช่น Automatic Site Failover หรือ Data Protection บน Cloud และนี่เองที่ทำให้ HPE Primera กล้าที่จะใช้คำว่า 100% Availability Guarantee

อีกจุดหนึ่งก็คือการชูความเป็น Timeless Storage ที่ถ้าหากธุรกิจองค์กรเลือกที่จะ Subscribe บริการของ HPE ก็จะทำให้ HPE Primera สามารถอัปเกรดอย่างต่อเนื่องได้โดยไม่ตกรุ่นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น License ของความสามารถต่างๆ บนระบบ, การอัปเกรด Controller ให้ฟรีๆ ไปจนถึงการรับประกันให้กับทั้งการทำ Data Reduction และ Data Availability

ปัจจุบันนี้ข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างเป็นทางการของ HPE Primera ยังไม่ออกมา โดยผู้ที่สนใจข้อมูลเบื้องต้นก็สามารถเข้าไปศึกษาก่อนได้ที่ https://www.hpe.com/us/en/storage/hpe-primera.html หรือดูคลิปแนะนำด้านล่างนี้ก่อนได้เลยครับ

ที่มา: https://community.hpe.com/t5/Around-the-Storage-Block/Introducing-HPE-Primera-the-first-storage-unicorn-with-mythical/ba-p/7051129#.XQpi94gzaUk

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-primera-is-announced/

มาตรฐาน PCIe 6.0 กำลังจะมา! เร็วกว่าเดิม 2 เท่า! ทีมร่างมาตรฐานเผยพร้อมใช้งานปี 2021

ในงาน PCI-SIG Developers Conference 2019 ทางทีม PCI-SIG ได้ออกมาเผยถึงแผนการพัฒนามาตรฐาน PCIe 6.0 ที่จะมีความเร็วสูงขึ้นไปกว่า PCIe 5.0 ถึง 2 เท่า และพร้อมใช้งานได้ในปี 2021 ทั้งที่มาตรฐาน PCIe 5.0 เพิ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

Credit: PCI-SIG

PCIe 6.0 นี้จะมีความเร็ว 64 GT/s Raw Bit Rate และสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 256GB/s ใน x16 Lane โดยเทคโนโลยีที่ใช้นั้นคือการ Encode แบบ PAM-4 และมีการเพิ่ม Low-Latency Forward Error Correction (FEC) และเทคนิคใหม่ๆ เข้าไปเพื่อช่วยเพิ่ม Bandwidth Efficiency ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ PCIe 6.0 จะยังคงทำงานร่วมกับมาตรฐานก่อนหน้าได้ทั้งหมด

การพัฒนามาตรฐาน PCIe ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนี้ เป็นไปเพื่อตอบรับต่อความต้องการของตลาดที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกสร้างออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น AI, Machine Learning, Networking, Communication Systems, Storage, High Performance Computing และอื่นๆ โดยหากเทียบกับมาตรฐานรุ่นก่อนหน้าอย่าง PCIe 5.0 แล้ว แผนการพัฒนา PCIe 6.0 ถือว่าใช้เวลาน้อยมาก แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สามารถตอบรับต่อความต้องการของตลาดได้ทันเวลา

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน PCIe สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://pcisig.com/

ที่มา: https://www.businesswire.com/news/home/20190618005945/en/PCI-SIG%C2%AE-Announces-Upcoming-PCI-Express%C2%AE-6.0-Specification

from:https://www.techtalkthai.com/pcie-6-0-will-come-to-the-market-by-2021/

[Infographic] 5 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Wi-Fi 6 และ 5G

5G และ Wi-Fi 6 (หรือ 802.11ax) ต่างเป็นมาตรฐานใหม่ด้านเครือข่ายไร้สายที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และคาดหวังว่าจะมาช่วยพลิกโฉมการใช้แอปพลิเคชันและการให้บริการรูปแบบต่างๆ ในอนาคต เพื่อให้เข้าใจถึงความเหมือนและความแตกต่างของ 5G และ Wi-Fi 6 มากขึ้น Cisco จึงได้จัดทำ Infographic “5 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Wi-Fi 6 และ 5G” ซึ่งสามารถสรุปข้อมูลที่น่าสนใจได้ ดังนี้

1. ทั้ง Wi-Fi 6 และ 5G ต่างถูกพัฒนามาจากองค์กร/หน่วยงานเดียวกัน และสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุน Use cases ที่แตกต่างกันได้

2. Wi-Fi 6 ถูกออกแบบมาสำหรับเครือข่ายไร้สายภายในอาคาร โดยเฉพาะบริเวณที่มีผู้ใช้หนาแน่น เช่น สนามกีฬา คอนเสิร์ต หรือศูนย์ประชุม

3. 5G ถูกออกแบบมาสำหรับเครือข่ายไร้สายภายนอกอาคาร โดยเฉพาะการใช้งานที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่น รถไฟหรือรถยนต์บนทางด่วน

4. Wi-Fi 6 และ 5G เหมาะสำหรับใช้ในหลายๆ อุตสาหกรรม รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่ระบบ IoT เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต สาธารณสุข พลังงาน โรงแรม และสถานศึกษา

5. คาดว่า Wi-Fi 6 จะเริ่มให้บริการในช่วงกลางปี 2019 นี้ และจะใช้งานอย่างแพร่หลายภายในปี 2022 ในขณะที่ 5G ต้องใช้เวลาในการวางระบบอีกสักระยะ และจะเริ่มให้บริการในเมืองใหญ่อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ประมาณปี 2021

Credit: Cisco.com

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/m/en_us/solutions/enterprise-networks/802-11ax-solution/nb-06-5-things-WiFi6-5G-infograph-cte-en.html

ที่มา: Cisco Thailand User Group

from:https://www.techtalkthai.com/infographic-5-things-you-need-to-know-about-wi-fi-6-and-5g/