คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

Cyber Masters Webinar : การลดความเสี่ยงด้วย Morphisec สัมพันธ์กับ MITER ATT & CK อย่างไร

Cyber Masters ขอเรียนเชิญ IT Security, Security Operation, IT Security Manager และผู้สนใจสายไอทีทุกท่านเข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “การลดความเสี่ยงด้วย Morphisec สัมพันธ์กับ MITER ATT & CK อย่างไร” เพื่อรับฟังแนวทางการลดความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย Morphisec ในวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียด

หัวข้อ : การลดความเสี่ยงด้วย Morphisec สัมพันธ์กับ MITER ATT & CK อย่างไร

ผู้บรรยาย : คุณสิริลักษณ์ วาสนาภักดี, Director of Product Management, Cyber Masters Co.,Ltd, คุณนพพร คงขวัญรัตน์, Engineer, Cyber Masters Co.,Ltd และ ดร.อดิศักดิ์ ศรีนครินทร์, อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

วันเวลา : วันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ภาษา : ไทย

กรอบงาน MITER ATT & CK เติบโตขึ้นอย่างมากทั้งในด้านความนิยมและขอบเขตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การวางแผนการจำลองการประเมินและเมทริกซ์ต่างๆของฝ่ายตรงข้าม สามารถส่งมอบคุณค่าที่สำคัญให้กับธุรกิจ ในขณะที่พวกเขาประเมินความเสี่ยงและวางแผนกลยุทธ์การป้องกัน อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆองค์กรที่จะทราบว่าความเสี่ยงได้เริ่มต้นที่ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกธุรกิจมีข้อจำกัด ทรัพย์สินและภัยคุกคามที่ไม่เหมือนใครในการจัดการ การพูดคุยนี้จะนำเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับวิธีที่องค์กรใด ๆ สามารถเริ่มใช้ MITER ATT & CK สำหรับการประเมินและลดผลกระทบส่วนบุคคล

การแข่งขันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่น่าท้าทายสำหรับเหล่าอาชญากรไซเบอร์มาเป็นเวลานานมากแล้ว หน่วยความจำของแอปพลิเคชันต่างตกเป็นเป้านิ่งที่นักโจมตีทางไซเบอร์จะทำการสำรวจเพื่อหาทางเจาะเข้าไปเมื่อไหร่ก็ได้  ในทางกลับกัน โปรแกรมป้องกันต่างๆ ก็ต้องแสวงหากลยุทธ์ในการต่อสู้กับเส้นทางหรือวิธีการที่พวกแฮ็กเกอร์ใช้ในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ผ่านทางเครือข่าย รวมถึงการรู้ทันยุทธวิธีการโจมตีที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ส่งผลให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องหาทางตรวจจับวิธีการใหม่ที่นักเจาะระบบทางไซเบอร์ใช้ละเมิดการป้องกันขององค์กร ซึ่งรวมถึงการโจมตีของมัลแวร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น Fileless Attack, Zero-Day, Evasion Malware และIn-memory Exploits

การโจมตีประเภทเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาให้มีเป้าประสงค์ชัดเจนและสามารถหลบหลีกการป้องกันได้ พวกแฮ็กเกอร์ยังสามารถลักลอบทำกิจกรรมการคุกคามและหลบเลี่ยงผ่านระบบตรวจจับและเข้ามาสร้างความหายนะให้กับองค์กร แม้จะใช้เครื่องมือป้องกันการโจมตีที่ซับซ้อนที่สุดอย่าง NGAV และ EDR แล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงสิ่งที่ทำให้ Morphisec ไม่เหมือนใคร

Morphisec Shield ได้นำเทคโนโลยีการป้องกันกลุ่มเป้าหมายแบบเคลื่อนที่ (Moving Target Defense) มาใช้เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่ขึ้นชื่อว่ามีอำนาจทำลายล้างได้มากที่สุดในตลาด โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงฐานข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่หรือการอัปเดตใดๆ

โดย Webinar ในครั้งนี้จะมีการพูดคุยในประเด็นต่างๆ ดังนี้

  • Moving Target Defense คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร
  • Feature ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Morphisec
  • Benefit ที่องค์กรจะได้รับจาก Morphisec
  • รายละเอียด Dashboard ของ Morphisec

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_QQwI_cjIQ4uja8ZL4ZqWMA โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/cyber-masters-webinar-mitigate-your-risk-with-morphisec/

ก้าวแรกที่สำคัญสู่การ Transformation ขององค์กรกับ Brainergy ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Technology Services

จากการที่เรา Brainergy ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้าน Digital Services ได้มีโอกาสให้บริการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการทำงานต่าง ๆ ให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายทั้งวัฒนธรรมองค์กรและประเภทธุรกิจ ตั้งแต่บริษัทขนาดกลาง จนถึงระดับองค์กรขนาดใหญ่

สิ่งที่เราพบว่าเป็น Pain point เบื้องต้นหรือพื้นฐานปัญหาที่สามารถส่งผลกระทบไปถึงขั้นตอนอื่น ๆ ที่องค์กรส่วนใหญ่พบเจอคล้ายกันนั้นเริ่มจาก“งานเอกสาร” นั่นเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า งานเอกสารที่มักเป็นการเริ่มต้นของทุกกระบวนการทำงานของทุกองค์กร มีความจำเป็นและสำคัญทั้งในแง่การสื่อสาร การประสานงาน การวางแผนธุรกิจในอนาคต และเป็นตัวส่งต่อการทำงานไปยังลำดับถัดไป ไปจนถึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถใช้ในแง่กฎหมายด้วย แต่งานเอกสารนั้นมีความยุ่งยาก และมีขั้นตอนที่ซับซ้อนมากมาย แถมยังเสี่ยงต่อการชำรุด เสียหาย หรือ สูญหายได้ง่ายมาก ๆ อีกด้วย

แน่นอนว่า เมื่อทุกองค์กรมีเอกสารธุรกิจที่ต้องทำมากมายแล้วนั้น สิ่งที่ตามมาเลยก็คือ ต้นทุนต่าง ๆ ในการจัดทำ ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนกระดาษ ต้นทุนการพิมพ์ ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการเก็บรักษา(ค่าดูแลและค่าพื้นที่จัดเก็บ) ต้นทุนบุคลากร และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้นทุนเวลา” ที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการประกอบธุรกิจ

Brainergy ตระหนักถึง Pain point ขององค์กรเหล่านั้น จนเกิดเป็นการพัฒนาไปสู่การคิดค้น Service Solution ที่ตอบโจทย์การทำงานแต่ละองค์กรให้สามารดึงศักยภาพการทำงานขององค์กรออกมาให้ได้สูงสุด

“Paperless” หรือการลดการใช้กระดาษ โดยเปลี่ยนเอกสารให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และเปลี่ยนวิธีการทำงานเอกสารมาทำบนระบบออนไลน์นั้น คือหัวใจสำคัญสำหรับก้าวแรกในการช่วยนำเทคโนโลยี ดิจิทัล มาช่วยการทำงานเลยก็ว่าได้ พร้อมตอบรับ Digital Transformation ในยุคนี้ ที่ถ้าหากเริ่มช้า “เรา” อาจเป็นผู้ที่ถูกโลกทิ้งไว้ข้างหลัง

ไม่เพียงแต่จะสามารถลดต้นทุนต่าง ๆ จากการทำงานเอกสารในรูปแบบกระดาษแบบเดิมแล้ว ยังมีความปลอดภัยทั้งในแง่ เอกสารไม่ชำรุด เสียหาย สูญหาย และในแง่ความปลอดภัยของข้อมูลที่บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือปลอมแปลงเอกสารได้ ด้วยระบบยืนยันตัวตนที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยเน้นไปที่การใช้งานที่ง่าย สะดวก และเพราะเข้าใจการทำงานของระบบการทำงานขององค์กรในประเทศไทยเป็นอย่างดี 

ด้วย 3 บริการของเรา ที่ถูกคิดพัฒนามาอุดช่องโหว่ของปัญหาเหล่านั้น ทั้งยังปูทางเป็นก้าวแรกสู่การ Transform ขององค์กรให้สำเร็จอีกด้วย

1. SmartFLOW ระบบการจัดการและขออนุมัติเอกสารออนไลน์

สร้าง – ขออนุมัติ – จัดเก็บเอกสาร ได้เพียงปลายนิ้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดตามสถานะเอกสาร หรือไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าเนื่องจากผู้มีอำนาจอนุมัติเอกสารไม่อยู่อีกต่อไป ด้วยระบบ SmartFlow ที่สามารถจัดการได้ไม่ว่าที่ไหนหรือเวลาไหนก็ตาม นอกจากนี้ยังแปลงเอกสารกองโตเป็นไฟล์จิ๋วพร้อมเรียกใช้งานได้เสมอ ด้วยระบบการจัดเก็บเอกสารสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบของ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” สามารถสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในระบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้งานผ่าน Web Browser ได้ทั้งรูปแบบ Intranet และ Internet ควบคู่กับการแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานได้หลากหลายผ่าน Username และ Password มาพร้อมกับ Feature น่าสนใจมากมาย เช่น

  • ระบบการค้นหา ที่สามารถค้นหาเอกสารที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
  • จัดเก็บบนระบบ Cloud System ปลอดภัยและประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
  • สามารถเพิ่ม ลบ แก้ไข และจัดเก็บเอกสาร โดยการแยกหมวดหมู่เอกสารของเอกสารได้
  • กำหนดการแจ้งเตือนวันหมดอายุของเอกสารได้ เช่น เอกสารสัญญาหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร เป็นต้น
  • ลดความสับสนในการส่งขออนุมัติ โดยสามารถเลือกสายอนุมัติได้จาก สายงานอนุมัติมาตรฐานตามโครงสร้างขององค์กรที่กำหนดได้ในระบบ
  • มีระบบตรวจสอบและยืนยันเอกสาร ไม่สามารถปลอมแปลงเอกสารได้ 
  • ตรวจสอบประวัติเอกสารย้อนหลังได้
  • จัดทำเอกสารได้ตามรูปแบบมาตรฐานขององค์กร โดยการเลือกใช้รูปแบบที่กำหนดไว้ (Template)
  • สามารถส่งอีเมลสำเนาเอกสารไปให้บุคคลอื่นได้

นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดใช้ในงานเอกสารทั้งหมดขององค์กรให้สามารถใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันได้อีกด้วย

2. SmartTAX ระบบจัดทำและนำส่งข้อมูลภาษีอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมสรรพากร

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องเอกสารภาษีคือหนึ่งในเรื่องเอกสารที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากที่สุด แต่ทุกปัญหาจะหมดไปและง่ายยิ่งขึ้นด้วย SmartTAX ระบบบริการแบบครบวงจร ที่จะช่วยคุณจัดการตั้งแต่การจัดทำจนถึงนำส่งภาษีไปยังกรมสรรพากรในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice and e-Receipt) โดย Brainergy ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก สพธอ.(ETDA) ให้เป็น Service Provider หรือผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนผู้ประกอบการ เชื่อมต่อระบบงานกับกรมสรรพากรนั่นเอง เพิ่มความมั่นใจ ปลอดภัย ด้วยระบบการจัดการ และอุปกรณ์จัดเก็บ Certificate Authority ที่ได้รับมาตรฐาน

  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทางบัญชี การเงิน ปริมาณการใช้กระดาษและการจัดส่งเอกสาร
  • สามารถจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบและมีระเบียบตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำเอกสารจนถึงขั้นตอนการชำระภาษีสำหรับองค์กรธุรกิจ
  • ลดการสูญหาย และการเสียหายของเอกสาร
  • ระบบการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด
  • สามารถออกเป็นข้อมูลรายงานได้ทันที
  • มีความปลอดภัยของข้อมูลในทุกขั้นตอน

3. SmartSIGN ระบบลงลายมือชื่อดิจิทัล

เพิ่มความปลอดภัยให้กับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบยืนยันตัวตนแบบดิจิทัล และป้องกันการเข้าถึงข้อมูลจากผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยระบบ “ลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature)

  • ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ SSL Certificate (การเข้ารหัสข้อมูล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสารหรือส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต)
  • ลงลายมือชื่อดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา 
  • ตรวจสอบได้ว่าผู้ส่งข้อมูลมีตัวตนอยู่จริง เพิ่มความมั่นใจให้กับคู่ค้าทางธุรกิจ
  • เชื่อถือได้ เป็นที่ยอมรับทางกฎหมาย
  • สามารถตรวจสอบข้อมูลและสถิติการลงลายเซ็นได้

Digital Transformation ไม่เพียงแต่จะเป็นสิ่งช่วยพัฒนาการทำงานภายในองค์กรที่ตอบโจทย์ในโลกปัจจุบันแล้ว ยังสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการช่วยให้องค์กรวางแผนธุรกิจในอนาคต หรือขยายขอบเขตการให้บริการไปยังลูกค้าขององค์กรได้อีกด้วย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel: 02-016-5355 กด 8
Line ID: @brainergy.digital (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/JkNj5Cq
Facebook: https://web.facebook.com/BrainergyDigitalize
Email: info@brainergy.digital
Website: www.brainergy.digital

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-business-with-digital-technology-services-from-brainergy/

[Guest Post] Practical Methods นำเสนอโซลูชันต่อต้านการปลอมแปลงและการตรวจสอบย้อนกลับด้วย Digimarc

ขยาย Digimarc Barcode เข้าสู่เกาหลีใต้ ภายใต้แบรนด์ edgecode®

Digimarc Corporation (Nasdaq: DMRC) ผู้สร้างระบบ Digimarc Platform สำหรับการระบุและตรวจจับทางดิจิทัล ประกาศการทำข้อตกลงกับบริษัท Practical Methods ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่ออนุญาตให้ Edgecode นำเสนอ Digimarc Barcode บนบรรจุภัณฑ์เพื่อป้องกันการปลอมแปลง การจัดการทัศนวิสัยในห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดย Practical Methods มีความเชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ยา การดูแลสุขภาพ สินค้าบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค (CPG) กีฬา เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร

เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ให้บริการ Digimarc Barcode แก่ลูกค้าของเราภายใต้แบรนด์ edgecode และเรามองเห็นศักยภาพอย่างมากในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปกป้องแบรนด์” Howard Kim ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Practical Methods กล่าว “ลูกค้าของเราเห็นคุณค่าของการใช้ Digimarc เหนือกว่าระบบสัญลักษณ์และโซลูชันการปกป้องแบรนด์อื่นๆ”

Edgecode พร้อมด้วย Digimarc Barcode เป็นระบบเลขหมายเรียงลำดับที่สมบูรณ์สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมต่อและโซลูชันการพิมพ์ข้อมูลตัวแปร แอปมือถือ edgecode ขับเคลื่อนโดยซอฟต์แวร์ Digimarc Discover และได้รับการปรับให้เหมาะสมกับข้อกำหนดของการพิมพ์ข้อมูลตัวแปร ตลอดจนความหลากหลายของเครื่องสแกนที่พบในตลาดเอเชีย

Practical Methods เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์บาร์โค้ดข้อมูลตัวแปรรายใหญ่ที่สุดแก่ภาคธุรกิจเครื่องสำอาง นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นพันธมิตรกับลีกกีฬาอาชีพแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยมีการเพิ่ม edgecode บนตั๋วเข้าชมการแข่งขันเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์กีฬาดังกล่าว

“Practical Methods เป็นผู้สนับสนุนแนวหน้าสำหรับ Digimarc Barcode และบรรจุภัณฑ์แบบเชื่อมต่อ โซลูชันต่อต้านการปลอมแปลงและตรวจสอบย้อนกลับของ Practical Methods เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในตลาดที่บริษัทให้บริการ” Scott Wilcox รองประธานฝ่ายบริการลูกค้าของ Digimarc กล่าว “เราภูมิใจที่เทคโนโลยีของเราสามารถสนับสนุน Edgecode และช่วยให้อุตสาหกรรมหลักๆ เช่น เภสัชภัณฑ์ และการดูแลสุขภาพมีทัศนวิสัยในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนปกป้องลูกค้าและรักษาชื่อเสียงของแบรนด์”

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันของPractical Methods และเรียนรู้เกี่ยวกับประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับของ Digimarc

 

เกี่ยวกับ  Digimarc

Digimarc Corporation (NASDAQ: DMRC) เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีบ่งชี้สื่ออัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงบรรจุภัณฑ์ งานพิมพ์เชิงพาณิชย์อื่นๆ ภาพดิจิทัล เสียงและวิดีโอ Digimarc Platform นำพาอุตสาหกรรมไปไกลกว่าบาร์โค้ด โดยนำเสนอซอฟต์แวร์และบริการระบุตัวตนอัตโนมัติที่เป็นนวัตกรรมและครบวงจร เพื่อลดความซับซ้อนในการค้นหาและเปลี่ยนการค้นพบข้อมูลผ่านความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยที่ไม่มีใครเทียบได้ Digimarc Platform ช่วยสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ค้าปลีกและแบรนด์สินค้า หน่วยงานรัฐบาลในระดับชาติและระดับท้องถิ่น อุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิง ฯลฯ Digimarc ตั้งอยู่ในเมืองบีเวอร์ตัน รัฐออริกอน โดยมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่ขยายตัวไปทั่วโลก เยี่ยมชม www.digimarc.com และติดตามเราบน LinkedIn และ Twitter เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ The Barcode of Everything®

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-practical-offers-anti-counterfeiting-and-traceability-solutions-with-digimarc/

[Guest Post] SkillLane ผงาดเป็นอันดับหนึ่งของบริษัทที่เติบโตสูงสุดในเอเชียแปซิฟิกในธุรกิจการศึกษา จากการจัดอันดับของ Financial Times ประจำปี 2021

SkillLane (สกิลเลน) บริษัท Online Learning Platform และ Digital Training Platform อันดับหนึ่งของประเทศไทย คว้าอันดับ 36 ของบริษัทที่มีการเติบโตสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก และเป็นอันดับหนึ่งของบริษัทที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในธุรกิจการศึกษา (Education) จากการจัดอันดับประจำปี 2021 ที่จัดทำร่วมกันระหว่างสื่อชั้นนำระดับโลก Financial Times, Nikkei Asia และบริษัทด้านวิเคราะห์ข้อมูล Statista ซึ่งทำการสำรวจจากผลการดำเนินธุรกิจระหว่างปี 2016 – 2019 ของบริษัทหลายพันแห่งใน 13 ประเทศทั่วภูมิภาค สะท้อนความสำเร็จของความมุ่งมั่นในการสร้างแพล็ตฟอร์มออนไลน์เพื่อการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าที่ไหน และเมื่อไร สำหรับทุกคนที่ต้องการหาความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง

นายฐิติพงศ์ พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง SkillLane

 

นายฐิติพงศ์ พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง SkillLane กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในรายชื่อ 500 บริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดของเอเชียแปซิฟิกปี 2021 โดยสื่อชั้นนำระดับโลกอย่าง Financial Times และ Nikkei Asia จากอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่แข็งแกร่งของเราในช่วงปี 2016 – 2019 ที่สูงกว่า 100% นับเป็นบทพิสูจน์ของความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจจากปณิธานของ SkillLane ที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้มาโดยตลอด เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์แรกในไทยที่คนนึกถึงเมื่อกำลังมองหา On-Demand Skill เพื่อยกระดับทักษะ ความรู้ที่หลากหลาย ครอบคลุมในทุก ๆ เรื่องได้ทันทีที่ต้องการ โดยไม่มีข้อจำกัด”

ปัจจุบัน SkillLane เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะแพลตฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์สำหรับทุกคนที่ต้องการความก้าวหน้า มุ่งเน้นในการพัฒนาและดึงศักยภาพของคนทำงานออกมาอย่างเต็มที่ ด้วยคอร์สออนไลน์คุณภาพที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบของวิดีโอให้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย ทำให้ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างสะดวก ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อไร โดยให้บริการอยู่ใน 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย

  • SkillLane for Public (www.SkilllLane.com) แพล็ตฟอร์มการเรียนออนไลน์สำหรับบุคคลทั่วไป ครอบคลุมความรู้และทักษะในหลากหลายสาขา ให้เลือกเรียนตามความชอบและความสนใจ
  • SkillLane for Business สำหรับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการเสริมความรู้ ยกระดับทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นของบุคลากร เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร ซึ่งปัจจุบันให้บริการองค์กรชั้นนำของไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม
  • SkillLane for University ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่จัดทำหลักสูตรปริญญาโทออนไลน์ภายใต้แบรนด์ TUXSA (www.SkillLane.com/tuxsa) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ร่วมมือพัฒนาระบบการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ให้กับนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว สามารถเรียนในสถานที่และเวลาที่สะดวก
  • SkillLane CPD (Continuing Professional Development) คือ แพล็ตฟอร์มอบรมเก็บชั่วโมงวิชาชีพออนไลน์เพื่อต่ออายุใบประกอบวิชาชีพต่างๆ โดยในปี 2021 บริษัทได้เริ่มมีการให้บริการกับ ผู้ถือใบอนุญาต Investment Consultant, Investment Planner และคนกลางประกันภัยทุกประเภท ซึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เราได้ให้บริการผู้ถือใบอนุญาตหลายพันคนแล้ว และมีแผนที่จะขยายไปยังวิชาชีพอื่นๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

“สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นเสมือนตัวเร่งการเจริญเติบโตของธุรกิจออนไลน์ สำหรับ SkillLane เรามองว่า โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจเทคโนโลยีด้านการศึกษาจะสอดคล้องเทรนด์การศึกษาหลัก ๆ ได้แก่ 1) Lifelong Learning การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน 2) On-Demand Learning ผู้คนในยุคปัจจุบันต้องการได้รับการตอบสนองทันที รวดเร็ว ในทุกเรื่อง ไม่มีเว้นแม้แต่การเรียนการศึกษา 3) Personalized Learning รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ในการเรียนการสอนที่สามารถปรับแต่ง (Tailor Made) ให้ตอบโจทย์ สอดคล้องกับความชื่นชอบที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคลได้” นายฐิติพงศ์กล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-skilllane-one-fastest-growing-education-company-in-financial-times-2021/

Fujitsu ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation”

Fujitsu ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” เพื่อรับฟังแนวทางการพลิกโฉมและขยายธุรกิจด้วยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ครอบคลุมกระบวนการทำงานทางธุรกิจหรือ business workflows ถึงการดำเนินงานด้านไอที หรือ IT Operations ในวันอังคารที่ 27 เมษายน 2021 เวลา 9.30 – 11.30 น.

ชื่อหัวข้อ : Transform and grow your business with AI-powered Automation

วันเวลา : วันอังคารที่ 27 เมษายน 2021 เวลา 9.30 – 11.30 น.

ลิงก์ลงทะเบียน : https://fth.webex.com/fth/onstage/g.php?MTID=e9dd1b7a1cb43079c1aee1d573a879850

*หมายเหตุ* สำหรับผู้ลงทะเบียนและเข้าสัมมนา พร้อมกรอกแบบสอบถาม จำนวน 100 ท่านแรกรับฟรีบัตรรางวัลร้านอาหาร Fuji มูลค่า 100 บาท

Fujitsu ขอเรียนเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีไปใช้งานให้เป็นระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยให้บริษัทชั้นนำเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในแง่มุมดังนี้

Business Process:

บรรลุประสิทธิภาพทางธุรกิจที่ดีขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผ่านเทคโนโลยี IBM Cloud Pak for Business Automation ช่วยลดขั้นตอน ทำให้ระบบทำงานโดยอัตโนมัติ ผสมการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ทุกการทำงานเป็นไปอย่างชาญฉลาด และอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพทางธุรกิจที่ดีขึ้น

IT Operations:

สร้างความชาญฉลาด การดำเนินงานด้านไอที ด้วย AIOps ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานด้านไอทีด้วย IBM Cloud Pak for Watson AIOps ที่ช่วยปฏิวัติการดำเนินการด้านไอทีโดยอัตโนมัติ เพื่อแก้ไขปัญหาไอทีที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ ITOpsทำงานแบบอัตโนมัติสามารถลดการหยุดทำงาน และทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพได้อย่างไร้ขีดจำกัด

Integrations:

เชื่อมต่อแอปพลิเคชันและข้อมูลไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ผ่านระบบเชื่อมต่ออัตโนมัติ จัดการ ด้วยความปลอดภัย เพื่อปรับปรุงความเร็วและคุณภาพของแอปพลิเคชัน ด้วย IBM Cloud Pak for Integration ทำให้แอปพลิเคชัน และข้อมูลเชื่อมต่อเป็นอัตโนมัติ ผสานเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ

กำหนดการ

  • AI-Powered Automation Journey
  • Drive innovation in Business Operations:
  • Automate work and apply insights to make every interaction intelligent
  • Build intelligent IT operations:
  • Discover how to start your AIOps journey and transform your IT operations
  • Automate integrations: Connect your applications and data wherever they live

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล kulyapha@fujitsu.com หรือโทร. 02-302-1576

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-webinar-transform-and-grow-your-business-with-ai-powered-automation/

สรุป Red Hat Webinar: เพิ่มขีดความสามารถของ Microservices Application บน Kubernetes ด้วย Event-Driven Architecture

ในการออกแบบระบบด้วยสถาปัตยกรรม Microservices Architecture นั้นอาจมีความท้าทายในการเชื่อมผสานการทำงานร่วมกันระหว่าง Service จำนวนมหาศาลเบื้องหลังระบบอยู่มากมาย ซึ่งใน Red Hat Webinar หัวข้อ เพิ่มขีดความสามารถของ Microservices Application บน Kubernetes ด้วย Event-Driven Architecture นี้ ก็จะนำ Apache Kafka มาช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว โดยในบทความนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้ทำการสรุปเนื้อหาของ Webinar เอาไว้ดังนี้แล้วครับ

Cloud-Native Application คืออะไร? และมีปัญหาอย่างไรในการใช้งานจริง?

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาในส่วนของ Event Driven Architecture ทาง Red Hat ได้พาเราไปทบทวนกับเรื่องของ Cloud-Native Application ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักสำหรับ Application สมัยใหม่หรือ Modern Application โดยมี Kubernetes เป็นเทคโนโลยีหลักเบื้องหลัง

ใน Cloud-Native Application นั้นมักมีการออกแบบในแบบ Microservices ที่มีการแยกแต่ละส่วนของ Application ออกเป็นส่วนย่อยๆ จำนวนมากที่ทำงานร่วมกัน รวมถึงมีการเรียกใช้บริการหรือข้อมูลจากระบบอื่นๆ ผ่านทาง API จึงส่งผลให้ภายในระบบ Application หนึ่งๆ นั้นมีการสื่อสารภายในและภายนอก Application เกิดขึ้นมากมายผ่านการทำ Integration ร่วมกันระหว่างแต่ละ Service ซึ่งจะต้องมีกระบวนการที่ต้องให้ความสำคัญดังนี้

  • การเปลี่ยน Data Payload ให้เหมาะสมต่อการนำมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Data Format หรือ Data Content ก็ตาม
  • การรองรับ Protocol ต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ระบบต่างๆ สามารถเชื่อมต่อใช้งานข้อมูลหรือเรียกใช้บริการต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น
  • การบริหารจัดการ Service แต่ละส่วนโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนา การดูแลรักษา การบริหารจัดการ และการอัปเดต
  • การทำ Re-Route Event ให้กับผู้ใช้งาน เพื่อควบคุมเส้นทางการเรียกใช้บริการหรือข้อมูลต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม
  • การเชื่อมต่อ Data Source ที่ต้องการใช้งาน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลภายในระบบมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิวัฒนาการของการทำ Integration นั้นเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ตั้งแต่การทำ Point-to-Point ที่ผสานแต่ละระบบร่วมกันโดยตรง มาสู่การทำ Enterprise Service Bus ที่เริ่มมีตัวกลางในการผสานระบบ ไปสู่การใช้ Microservices ที่แตกระบบต่างๆ ออกเป็นบริการย่อยและเชื่อมต่อกันด้วย API มาสู่รูปแบบล่าสุดที่เป็น Serverless ซึ่งเป็นการผสานระบบในแบบ Event Driven

แน่นอนว่าในการผสานระบบรูปแบบต่างๆ นี้ Cloud-Native Application นั้นก็มีการใช้งานทั้งในส่วนของ Microservices และ Serverless ได้หลายรูปปแบบ ไม่ว่าจะเป็น API-First, Event Driven หรือ Event Mesh โดยมีเครื่องมือ Open Source ที่หลากหลายมาเป็นตัวช่วย ทั้ง Apache Kafka, Apache Camel, Apache ActiveMQ หรือ 3Scale by Red Hat

อย่างไรก็ดี ความท้าทายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในการผสานระบบภายใต้ Microservices นั้นก็คือการที่ระบบแต่ละส่วนต้องมีการทำงานร่วมกันผ่าน API ดังนั้นในบางระบบที่ออกแบบมาไม่ดี หาก API ของบริการย่อยส่วนใดมีปัญหา ก็อาจทำให้ระบบส่วนอื่นมีปัญหาตาม และอาจลุกลามไปจนทำให้ทั้ง Application มีปัญหาได้

ตอบโจทย์ปัญหาของ API ด้วย Event Driven Architecture

แนวคิดของการทำ Event-Driven Architecture (EDA) ถือเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานานแล้วและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหารูปแบบนี้ได้ ด้วยการเปิดให้มีการสื่อสารระหว่างระบบในรูปแบบของการรับส่ง Message ระหว่างกัน เกิดเป็น Event ของการเรียกใช้บริการ ทำให้ระบบแต่ละส่วนมีอิสระแยกขาดจากกันในการบริหารจัดการ โดยทั่วไปแล้ว Event นี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  • Volatile คือ Event ที่มีต้องทำการตอบสนองต่อผู้ร้องขอ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่ง Event ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลานั้นอาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกันออกไป
  • Durable คือ Event ที่จะมีการตอบสนองต่อผู้ร้องขอทุกคนด้วยคำตอบเดียวกันทั้งหมด จนกระทั่งผู้ร้องขอข้อมูลทุกคนจะได้รับคำตอบแล้ว
  • Replayable คือ Event ที่ไม่ว่าจะถูกร้องขอเมื่อใดก็ตาม คำตอบก็จะเหมือนเดิมอยู่เสมอ ณ ช่วงเวลาที่กำหนด

การใช้งาน Event Driven Architecture นั้นจะมี Messaging Service มาคั่นกลางระหว่างการร้องขอเชื่อมต่อผสานระบบเบื้องหลัง เพื่อช่วยทำการบริหารจัดการการร้องขอข้อมูลต่างๆ โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานแยกขาดจากกันได้อย่างอิสระมากยิ่งขึ้นกว่าการเชื่อมต่อผ่าน API โดยตรง และหาก Service ย่อยใดๆ มีปัญหา ระบบส่วนที่เหลือก็จะไม่เกิดปัญหาตามไปด้วย โดยเมื่อ Service นั้นๆ กลับมาทำงานได้ตามปกติ ระบบก็จะทำการส่ง Message ที่ค้างอยู่ไปยัง Service นั้นๆ เพื่อทำการประมวลผลต่อไปได้

ข้อดีของการนำ Event-Driven Architecture ไปใช้งานนั้นมีด้วยกันหลายประการ ดังนี้

  • จำลองการทำงานในโลกจริง ด้วยการตอบสนองสื่อสารระหว่างแต่ละ Service เสมือนกับสิ่งต่างๆ ในโลก รวมถึงระบบประสาทของมนุษย์
  • ลดการขึ้นต่อกันภายในแต่ละระบบลง (dependency, loos-coupling) สามารถทำการเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ ให้แต่ละ Service ได้โดยไม่กระทบต่อการทำงานของระบบอื่นๆ
  • สามารถทำ Encapsulation ได้ ทำให้ผู้พัฒนา Service ในแต่ละส่วนนั้นไม่จำเป็นต้องทราบว่า Event ที่เกิดขึ้นกับระบบอื่นๆ นั้นจะถูกนำไปประมวลผลหรือทำงานอย่างไร
  • สามารถเพิ่มขยายระบบเฉพาะส่วนได้ ทำให้สามารถตอบโจทย์การ scale แต่ละ Service ย่อยที่ถูกเรียกงานมากน้อยแตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม
  • มี Latency ต่ำในระดับเกือบ Real-Time ลดการรอที่เคยต้องเกิดขึ้นระหว่างแต่ละ Service ลด ทำให้ภาพรวมของระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • รองรับการใช้งานในระบบ Cloud-Native ได้เป็นอย่างดี สามารถแยกแต่ละ Service ย่อยให้ทำงานเป็นอิสระต่อกันได้บน Node หรือ Server บน Cloud

ส่วนการนำ Event-Driven Architecture ไปใช้งานจริงนั้นก็สามารถทำได้หลากหลาย เช่น

  • Reactive Notification ทำการแจ้งเตือนในแบบ Reactive ได้
  • Behavior Capture เมื่อเกิดเหตุการณ์เชิงพฤติกรรมขึ้น ก็สามารถสร้าง Event เพื่อตอบสนองได้ทันที
  • Cache Store เมื่อมีการเปลี่ยนข้อมูล ก็ทำ Cache ได้ทันที
  • Complex Event Processing ทำการรองรับการประมวลผลที่มีความซับซ้อนสฦูง
  • Company Query Responsibility Segregation (CQRS) แยกการทำ Insert/Update กับ Query อื่นออกจากกัน
  • Streaming Between Data Center รับส่งข้อมูลข้ามระหว่าง Data Center และ Cloud ได้
  • Auditing ตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ในขอบข่ายที่สนใจได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเปรียบเทียบการใช้ระบบ Request-Reply ที่ทำงานแบบ Synchronous กับ Event-Driven ที่ทำงานแบบ Asynchronous แล้ว การทำงานของระบบที่ใช้ Event-Driven จะมีความมั่นคงทนทานที่สูงกว่า, พัฒนาได้ง่ายกว่า, บริหารจัดการได้ง่ายกว่า และสามารถเพิ่มขยายได้อย่างอิสระ เป็นข้อดีที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน

สำหรับการออกแบบระบบ Event-Driven ควรจะออกแบบในแบบ Event-Centric ที่มอง Event เป็นศูนย์กลางว่าในการทำงานร่วมกันระหว่างแต่ละภาคส่วนของธุรกิจนั้นจะต้องมีเหตุการณ์การรับส่งข้อมูลหรือคำสั่งใดที่จำเป็นบ้าง 

แนะนำ Apache Kafka ระบบ Open Source Software สำหรับทำ Event Streaming

Apache Kafka คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงทั่วโลก ในฐานะของระบบ Distributed System สำหรับการจัดการกับ Event Stream โดยเฉพาะ โดยสามารถทำการเพิ่มขยายได้ง่าย, มีความมั่นคงทนทานสูง, มี Commit Log, สามารถทำ Distributed Data Streaming และรองรับ Stream Processing Application ได้เป็นอย่างดี

Apache Kafka ถูกออกแบบมาให้เพิ่มขยายแบบ Horizontal Scaling ได้ โดยสามารถเริ่มสร้าง Cluster ที่มี Broker จำนวนไม่มากไปจนถึงหลายพัน Broker ต่อ Cluster ซึ่งการเพิ่มขยายนี้จะไม่ทำให้ Throughput และ Latency ต่อ Node ลดลงมากนัก รวมถึงยังมีการรับประกันลำดับของ Message ได้ โดยมีการจัดเก็บ Log ทำให้สามารถ Rewind/Replay ได้

ส่วนประกอบภายใน Apache Kafka มีดังนี้

  • Kafka Broker สำหรับทำหน้าที่ในการจัดเก็บและจัดส่ง Message ในระบบ โดยต้องใช้ Zookeeper ในการติดตั้งระบบแรกเริ่ม
  • Kafka Producer & Consumer คือ Java-based Client สำหรับทำการรับส่ง Message
  • Kafka Admin Tools เครื่องมือในการบริหารจัดการ Topic, ACL และการติดตามการทำงาน โดยถูกพัฒนาขึ้นมาจาก Java และ Scala

นอกจากนี้ภายใน Ecosystem ของ Kafka ก็ยังมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การนำ Kafka ไปใช้งานนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น

  • Kafka Core ระบบหลักของ Kafka ได้แก่ Broker, Producer, Consumer และ Admin Tools
  • Kafka Connect สำหรับใช้เชื่อมต่อกับ Kafka เข้ากับระบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
  • Kafka Streams API สำหรับประมวลผลข้อมูลหรือ Message ใน Kafka ได้
  • Mirror Maker / Mirror Maker 2 สำหรับการทำ Replication สำเนาข้อมูลข้าม Cluster

ในการนำ Apache Kafka ไปใช้งานก็มีความสะดวกสบายขึ้นกว่าในอดีต โดยรองรับการติดตั้งบน Kubernetes ได้ เช่น บน Red Hat OpenShift ก็สามารถ Deploy Apache Kafka ได้ทันทีผ่าน Red Hat AMQ Streams ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Red Hat Integration โดยมีพื้นฐานจาก Opensource Project  Strimzi

สำหรับการใช้งาน Red Hat Integration นั้น Red Hat จะทำการจัดเตรียมเครื่องมืออื่นๆ เพื่อช่วยให้การใช้งาน Kafka เป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น เช่น การตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของ Database เพื่อนำมาใช้ในการ replication หรือนำมาทำ Change Data Capture Solution เช่น Debezium, มี Service Registry สำหรับควบคุม Schema ได้, มี Kafka Connect ให้พร้อมใช้งานได้มากกว่า 300 Connector ผ่าน camel kafka connector

ผู้ที่สนใจสามารถเริ่มต้นเรียนรู้และทดลองใช้งาน Apache Kafka ได้ทันทีที่ https://quarkus.io/guides/kafka และ https://quarkus.io/guides/kafka-streams

สนใจติดต่อ Red Hat ได้ทันที

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.openshift.com/ หรือติดต่อทีมงาน Red Hat ประจำประเทศไทยได้ที่ Email rchemae@redhat.com

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-webinar-summary-microservices-application-on-kubernetes-with-event-driven-architecture/

[Video] Veritas NetBackup 9 และ Veritas NetBackup SaaS Protection สองระบบสำรองข้อมูลองค์กร โดย Yip In Tsoi

— Veritas NetBackup 9 —

Veritas NetBackup 9 โซลูชันสำรองและกู้คืนข้อมูล ที่สามารถต่อกรกับ Ransomware ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ Disaster Recovery และรองรับการ Deploy บน Workload ใหม่ ๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต และยังเป็น King of Virtualization Data protection Solution โดย Veritas NetBackup 9 มีความสามารถหลัก คือ การบริหารจัดการที่ง่ายยิ่งขึ้น เพราะได้ออกแบบ Interface ให้สามารถใช้งานได้ง่าย รวมทั้งสามารถบริหารสิทธิ์ในการเข้าถึงของบุคลากร พร้อม API ที่ลูกค้าสามารถ Develop เพื่อใช้งานเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังรองรับการติดตั้ง NetBackup Flex Scale ที่เป็น Scale-Out Architecture และการสำรองข้อมูลสำหรับ OpenStack และ Container ได้

— NetBackup SaaS Protection (Hubstor) —

HubStor หรือในชื่อใหม่ NetBackup SaaS Protection เป็นโซลูชันสำรองและกู้คืนข้อมูล สำหรับข้อมูลที่ใช้พื้นฐานบนแพล็ตฟอร์ม SaaS เช่น Microsoft 365 โดยสามารถปกป้องข้อมูลจาก Human Error, Malware, Ransomware และกู้คืนข้อมูลได้อย่างไร้อุปสรรค รวมทั้งรองรับการ Scale ถึงระดับ Petabyte และถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ผ่าน API หรือ Web Console ของ NetBackup SaaS Protection (Hubstor) นอกจากนี้ ยังรองรับการทำ Active Directory (AD) Integration, การกำหนด Tenant และ Security Hardening เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เก็บไว้มีความปลอดภัยอย่างแน่นอน

ร่วมตอบคำถามจาก Veritas และ Yip In Tsoi รับรางวัลสำหรับท่านที่ตอบคำถามถูกต้อง 5 ลำดับแรก https://go.techtalkthai.com/2021/04/veritas-and-yip-in-tsoi-quiz/

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#YIPINTSOI
#VERITAS

from:https://www.techtalkthai.com/video-veritas-netbackup-9-and-veritas-netbackup-saas-protection-by-yip-in-tsoi/

[TTT Virtual Summit 2021 Video] Enabling Innovation and Characteristic at the Edge Computing โดย Dell Technologies

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย TTT Virtual Summit ในหัวข้อเรื่อง “Enabling Innovation and Characteristic at the Edge Computing โดย Dell Technologies” สามารถรับชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้าน Enterprise IT รวมถึง Webinar ย้อนหลังจากทาง TechTalkThai ได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCfPhExRni82PH-N7-5Eyq2g?sub_confirmation=1

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-virtual-summit-2021-video-enabling-innovation-and-characteristic-at-the-edge-computing-by-dell-technologies/

[Review] RiverSync Nevera โซลูชัน Modular Micro Data Center ฝีมือคนไทย ตอบโจทย์การขึ้นระบบ Data Center ใหม่, การลดขนาด Data Center และการวางระบบ Edge Data Center ในธุรกิจองค์กร

เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2021 ที่ผ่านมานี้ ทางทีมงาน RiverSync ได้เชิญทีมงาน TechTalkThai ไปสัมผัสกับระบบ Modular Micro Data Center รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง RiverSync Nevera ของจริงที่โชว์รูมกันมา ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจในหลายประเด็นมากๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การออกแบบระบบเป็น Modular เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจไทยโดยเฉพาะ
  • การมีโรงงานผลิตเองในไทยพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานในระดับโลกทำให้สามารถปรับแต่งการผลิตให้ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้นได้
  • การตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องการลดต้นทุนและต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

ในบทความนี้ ทีมงาน TechTalkThai จะขอเล่าสรุปถึงเทคโนโลยี Micro Data Center และรีวิวการไปสัมผัส RiverSync Nevera ของจริงมา พร้อมกับสรุปบทสนทนาที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับทีมงานของ RiverSync โดยตรงกันดังนี้ครับ

Micro Data Center คืออะไร? เหมาะกับการใช้งานรูปแบบไหน?

ในอดีตนั้นเมื่อธุรกิจองค์กรต้องการลงทุนในระบบ IT อย่างจริงจัง การสร้างห้อง Data Center ขึ้นมาเพื่อรองรับระบบเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นกระแสหลักอันหนึ่ง เรียกได้ว่าในช่วงนั้นไม่ว่าจะไปที่บริษัทไหน เราก็มักจะเห็นห้อง Data Center ขนาดเล็กหรือใหญ่กันอยู่บ้าง

แต่ในปัจจุบัน ด้วยการมาของ Cloud ที่ทำให้ธุรกิจมีทางเลือกในการใช้งานระบบ IT โดยไม่ต้องมี Data Center ของตนเองเพิ่มขึ้นมา และยังด้วยภาวะโรคระบาด COVID-19 ที่ทำให้ธุรกิจต้องลดต้นทุนและปรับตัวเพิ่มความยืดหยุ่นกันมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้งาน Cloud มากขึ้นไปอีก ก็ทำให้ Micro Data Center กลายเป็นหนึ่งในโซลูชันที่เข้ามาตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรทั่วไทยและทั่วโลกในปี 2021 ที่ผ่านมานี้

แนวคิดของ Micro Data Center นั้นคือ Data Center ขนาดย่อมที่ยุบรวมทุกสิ่งที่จำเป็นในห้อง Data Center เอาไว้ภายในตู้ Rack เพียงตู้เดียว ทำให้โซลูชัน Micro Data Center นี้มักมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับตู้ Rack ทั่วไป แต่อาจมีขนาดที่ใหญ่กว่าจากระบบไฟ, ระบบระบายอากาศ และระบบควบคุมความชื้นเพิ่มเข้ามา โดยมีการเดินสายต่างๆ เข้าไปภายในตามช่องทางที่กำหนดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

แนวทางดังกล่าวนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถประหยัดพื้นที่ได้มากขึ้นจากการที่ไม่ต้องเสียพื้นที่ทั้งห้องไปเพื่อรองรับตู้ Rack เพียงแค่ตู้เดียวหรือสองตู้ อีกทั้งยังช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะด้วยพื้นที่ที่เล็กลง ก็ทำให้ระบบระบายความร้อนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ระบบ IT ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก หรือบริษัทที่ใช้โซลูชันอย่างระบบ Virtualization หรือ Hyperconverged Infrastructure (HCI) เป็นหลัก จึงสามารถเลือกใช้งาน Micro Data Center ได้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและง่ายต่อการดูแลรักษา ในขณะที่การมาของ Edge Computing ร่วมกับ Cloud นั้นก็กลายเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดของ Micro Data Center เติบโต

RiverSync Nevera: Modular Micro Data Center ที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่นและความยั่งยืนในการวางระบบ Micro Data Center สำหรับธุรกิจองค์กร

RiverSync นั้นเป็นธุรกิจผู้พัฒนาระบบ Micro Data Center สัญชาติไทย ที่มีพื้นฐานจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบายความร้อนสำหรับภาคธุรกิจองค์กร จึงได้นำความเชี่ยวชาญในส่วนนั้นมาพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชัน Micro Data Center ด้วยการใช้เทคโนโลยีระบบระบายความร้อนชั้นนำระดับโลกมาผสานภายในผลิตภัณฑ์ของตนเอง

Credit: RiverSync

RiverSync Nevera คือโซลูชัน Micro Data Center ล่าสุดที่ถูกเปิดตัวออกมา ด้วยคุณสมบัติของการออกแบบแบบ Modular ที่สามารถเลือกติดตั้ง Hardware แต่ละส่วนภายในได้ตามต้องการ รองงรับการเพิ่มขยายได้ในอนาคต ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นลงทุนใช้งาน Micro Data Center ได้โดยมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก และสามารถเพิ่มขยายได้เมื่อระบบ IT หรือปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บและประมวลผลเพิ่มขึ้นในอนาคต

โดยรวมแล้วจุดเด่นของ RiverSync Nevera มีดังนี้

  • ระบบเป็นแบบ Modular สามารถเริ่มต้นจากระบบระบายความร้อนจำนวนน้อยๆ ก่อนได้ แล้วค่อยเพิ่มขยายระบบตาม Workload ที่ต้องใช้จริงในภายหลัง
  • มีเทคโนโลยี FiXible สำหรับการระบายความร้อนในแบบ Modular ทำงานทดแทนกันได้แบบ Redundant และสามารถเพิ่มขยายได้ง่าย สามารถเลือกใช้งานเทคโนโลยีระบายความร้อนได้ทั้งแบบ Fixed และ Inverter
  • ติดตั้งใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องเดินท่อระบายน้ำทิ้ง เพราะมีแผงระเหยน้ำในตัว ทำให้การติดตั้งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นหากสถานที่มีระบบไฟพร้อมอยู่แล้ว และสามารถขนส่งอุปกรณ์เข้าไปติดตั้งได้ง่าย
  • มี Airflow ในการระบายความร้อนจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง โดยพื้นที่ขนาดเล็กภายในตู้นี้ทำให้สามารถลดพลังงานที่ต้องใช้ในการระบายความร้อนลงไปได้เป็นอย่างดี
  • ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มีค่า Power Utilization Efficiency (PUE) อยู่ที่ 1.44 ช่วยให้ประหยัดไฟได้ดีกว่า Data Center แบบเดิมๆ โดยยังคงใช้อุปกรณ์ระบายอากาศในระดับ Data Center ได้
  • มี IoT Sensor ภายในตัวเพื่อตรวจจับอุณหภูมิและความชื้นที่เกิดขึ้นภายใน พร้อมเชื่อมต่อไปยัง Cloud เพื่อให้สามารถติดตามสถานะการทำงานของตู้และอุณหภูมิหรือความชื้นได้จากทุกที่ทุกเวลา
  • มีระบบ Electronic Control และ Mechanical Thermostat ภายในตัว เพื่อตรวจจับอุณหภูมิที่เกิดขึ้นภายในตู้ และทำการระบายความร้อนแบบฉุกเฉินได้เมื่ออุณหภูมิสูงเกินค่าที่กำหนดเอาไว้ โดยตู้จะทำการเปิดบานพับฉุกเฉินที่ด้านล่างและด้านหลังส่วนบนโดยอัตโนมัติ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้อย่างรวดเร็ว
  • มีระบบกันการกระแทกและกันการสั่นสะเทือน รวมถึงป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยปกป้องอุปกรณ์ IT ที่ติดตั้งอยู่ภายในให้ใช้งานได้ยาวนาน
  • สามารถติดตั้งระบบ Physical Security เสริมได้ ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปทำการใดๆ กับอุปกรณ์หรือระบบได้
  • ใช้ไฟฟ้าสูงสุด 32A แต่หาก Workload ไม่ใหญ่มาก ก็สามารถใช้เพียงแค่ 16A ได้เช่นกัน
  • มีล้อสำหรับเลื่อนเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้โดยสะดวก

RiverSync Nevera นี้มีให้เลือกใช้งานได้สองรุ่น ได้แก่รุ่นขนาด 30U และ 40U ที่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้เต็มพื้นที่ โดยสามารถทำการระบุได้ว่าจะนำไปใช้งานแบบ Indoor หรือ Outdoor เพื่อให้มีการเสริมเรื่องระบบกันความชื้นและกันฝุ่นเพิ่มเข้ามาได้

ที่ผ่านมามีธุรกิจองค์กรไทยใช้งาน RiverSync มากขึ้นเรื่อยๆ ในรุ่น Frigo ที่เป็นรุ่น Micro Data  Center ทั่วๆ ไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลรักษา Data Center ภายในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้งาน Micro Data Center ในออฟฟิศสาขาแทนการสร้าง Data Center ใหม่ ไปจนถึงธุรกิจข้ามชาติที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้าย Data Center ได้ง่ายๆ เพื่อให้สอดคล้องต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างรวดเร็ว ส่วน RiverSync Nevera ที่เป็นรุ่นใหม่เพิ่งเปิดตัวนี้ ก็มีลูกค้าจำนวนมากให้ความสนใจอย่างรวดเร็วกับแนวคิดแบบ Modular Micro Data Center ที่จะช่วยให้ธุรกิจมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RiverSync Nevera สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ RiverSync Call Center 064-995-5000

เยี่ยมชมโชว์รูม ทดลองใช้งานของจริง

ในครั้งนี้เราได้มาเยี่ยมชมโชว์รูมของ RiverSync ที่สีลมซอย 9 ครับ เดินทางง่ายๆ ใกล้กับรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีในระยะที่เดินถึงได้ หรือจะลงทางด่วนบริเวณนั้นมาก็ได้เช่นกัน

โชว์รูมของ RiverSync นี้อยู่ที่ชั้นล่างสุดด้านหน้าของอาคารเค.ซี.ซี. เรียกว่ามองจากภายนอกอาคารเข้าไปก็เห็นตู้ Micro Data Center หลากหลายรุ่นวางเรียงกันอยู่ ไปยังไงก็ไม่ผิดบริษัทแน่นอนครับ

พอเข้าไปภายในเราก็จะพบกับตู้ Micro Data Center ที่พร้อมใช้งานได้ทันทีเพียงแค่เสียบปลั๊กไฟ ทุกตู้นั้นไม่ได้มีการเดินสายท่อน้ำทิ้งเอาไว้แต่อย่างใด ตรงตามคุณสมบัติที่ระบุเอาไว้เลย โดยนอกจากรุ่น RiverSync Nevera ที่เราจะมารีวิวในครั้งนี้แล้ว ก็ยังมีรุ่นขายดีอย่าง RiverSync Frigo ที่เป็น Micro Data Center รุ่นทั่วไปแบบไม่ Modular ให้ได้เดินชมอีกด้วย

RiverSync Nevera รุ่น 30U

สำหรับ RiverSync Nevera ในโชว์รูมนี้มีให้เราได้ชมทั้งสองรุ่นคือรุ่นขนาด 30U และ 40U ซึ่งทีมงาน RiverSync ก็เข้ามาทำการแนะนำผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี พร้อมเสียบไฟเปิดใช้งานจริงให้เราได้เห็นการทำงานตั้งแต่ตอนเริ่มเปิดใช้งานกันเลยครับ

Credit: RiverSync

ด้านหน้าของตู้เองก็คล้ายกับตู้แร็คแบบมีฝาปิดด้านหน้าทั่วไป สามารถล็อคกุญแจตู้ได้ และเมื่อเปิดมาก็จะเจอกับตัว Rack โดยตรงเลย โดยด้านข้างของตู้นั้นจะมีช่องสำหรับใช้เดินสาย LAN ที่จำเป็นต้องเสียบหน้าเครื่องได้ และมีพื้นที่เว้นระยะสำหรับการเดินสายอยู่เล็กน้อยครับ

นอกจากนี้บริเวณด้านหน้านี้ก็จะมีจอแสดงสถานะการทำงานภายในตู้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิหรือความชื้น ทำให้สามารถติดตามได้อย่างสะดวกว่าภายในตู้ยังมีสถานะที่ปกติอยู่หรือไม่ โดยจอจะสว่างพอสมควรทำให้มองเห็นจากภายนอกตู้ได้ง่ายครับ

ส่วนด้านหลังของตู้นี้ก็จะเป็นส่วนของระบบระบายความร้อน และระบบไฟฟ้าสำหรับระบบระบายความร้อนนี้โดยเฉพาะ โดยเราสามารถเปิดตู้ส่วนด้านหลังนี้มาเพื่อทำการ Service เกี่ยวกับระบบแอร์ตรงนี้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมบำรุง ทำความสะอาด หรือแม้แต่การเพิ่มอุปกรณ์เข้าไป ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของตู้เลย เพราะระบบส่วนนี้ก็ออกแบบมาแบบ Redundant ให้ทำงานทดแทนกันได้ครับ

ทางด้านข้างของตู้ก็จะมีประตูอีกบาน ให้เปิดเข้าไป Service หลังเครื่อง Server หรืออุปกรณ์ Network ที่ติดตั้งอยู่ใน Micro Data Center ได้ง่ายๆ ซึ่งตรงนี้ก็พอจะมีพื้นที่ให้ทำงานต่างๆ ได้อยู่พอสมควรครับ แต่อาจไม่สะดวกบ้างสำหรับบางกรณี เช่น หากใช้เครื่อง Server แบบ 2U/4 Node มาติดตั้ง ก็อาจถอด Node ออกมาจากทางด้านหลังยากหน่อย แนะนำว่าในกรณีแบบนี้ให้ใช้วิธีดึงเครื่องออกไปทางด้านหน้าแล้วไปจัดการนอกตู้จะดีกว่าครับ ซึ่งก็ต้องเดินสายด้านหลังให้ยาวเผื่อซักหน่อยจะได้ดึงเข้าดึงออกได้ง่ายๆ ครับ

จุดสังเกตหนึ่งก็คือด้านล่างของตู้ในส่วนนี้จะมีช่องสำหรับให้เดินสายเข้ามาในตัวตู้ได้ ซึ่งตรงนี้เองก็คือพื้นที่สำหรับเดินสายไฟสำหรับอุปกรณ์ IT ของเรา และเดินสาย Network เข้ามาในตู้ครับ โดยเพื่อไม่ให้สายตรงนี้รกมาก สิ่งที่แนะนำก็คือให้ติดตั้ง PDU สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ในตู้ง่ายๆ เหมือนตู้ Rack ทั่วๆ ไป และมี Top-of-Rack Switch ด้วยเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดิน Uplink หลายเส้น ก็จะช่วยให้การจัดสายเป็นระเบียบสามารถทำได้ง่ายครับ

โดยรวมแล้วระหว่างที่เปิดให้ตัวตู้ทำงานนั้น ตอนช่วงแรกๆ ที่แอร์เริ่มเดินจะได้ยินเสียงดังอยู่บ้าง แต่พอเปิดไปซักพักแล้วเสียงจะเงียบไปเอง แต่ก็มีบางช่วงที่แอร์ต้องกลับมาทำงานและมีเสียงเป็นครั้งๆ ไปบ้างเหมือนกัน ดังนั้นหากติดตั้งใช้งานตามโถงทางเดิน ห้อง Data Center เดิม หรือออฟฟิศที่มีพื้นที่พอสมควรให้เว้นระยะจากตัวตู้ได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้ติดตั้งในห้องประชุม หรือข้างๆ โต๊ะทำงานโดยตรงครับ

ในส่วนของระบบระบายความร้อนฉุกเฉินนี้ก็มีอยู่จริงๆ ตามที่ทีมงาน RiverSync เล่าให้ฟัง โดยด้านล่างตู้และด้านหลังส่วนบนนั้นจะมีฝาเปิดเปิดสำหรับถ่ายเทอากาศฉุกเฉิน โดยภายในก็จะมีหน้าจอของระบบ Electronic Control และมีปุ่มสำหรับ Mechanical Thermostat ให้อยู่ครับ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า RiverSync Nevera นี้จะช่วยให้การใช้ Data Center เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายยิ่งกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก แต่ในการติดตั้งใช้งานจริงนั้น ก็ยังคงมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรระบายความร้อนในพื้นที่ที่จะติดตั้งว่ามีอากาศถ่ายเทมากน้อยเพียงใด, การใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่ต้องการ, การออกแบบระบบให้สามารถรองรับ Workload ที่ต้องการได้ รวมถึงปัจจัยอย่างเช่นการขนส่งตู้ Micro Data Center ว่าจะมีเส้นทางใดหรือวิธีการไหนในการนำไปติดตั้งได้บ้าง

ทั้งหมดนี้ทีมงาน RiverSync ระบุว่ามีทีมสำหรับคอยช่วยประเมินหน้างานให้กับลูกค้าทุกรายอยู่เสมอ พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงพื้นที่ติดตั้งเพื่อให้สามารถรองรับต่อความต้องการของอุปกรณ์ได้ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเมื่อลงทุนซื้อ RiverSync Nevera ไปใช้งานแล้ว ระบบจะสามารถนำไปติดตั้งใช้งานได้ดี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความร้อนสะสมภายในอาคาร

สรุปข้อดีข้อเสียของ RiverSync Nevera

ข้อดี

  • ติดตั้งใช้งานง่าย เบ็ดเสร็จสำเร็จรูปภายในอุปกรณ์เดียว ใช้พื้นที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการสร้าง Data Center เอง และซับซ้อนน้อยกว่ามาก
  • เก็บเสียงได้ดี ค่อนข้างเงียบ ได้ยินเฉพาะเสียงแอร์ซึ่งอาจดังบ้างบางจังหวะที่ต้องเร่งผลิตความเย็นมากๆ เท่านั้น
  • มีให้เลือกใช้งานได้สองรุ่นคือรุ่น 30U และ 40U ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ Rack ได้เต็มขนาด ไม่ต้องเสียพื้นที่ไปสำหรับอุปกรณ์อื่นๆ
  • ไม่ต้องเดินระบบท่อสำหรับการระบายน้ำหรือความร้อนเพิ่มเติม เดินไฟอย่างเดียวก็พร้อมใช้งานได้เลย
  • ออกแบบเป็น Modular สามารถค่อยๆ เพิ่มขยายตาม Workload ที่เติบโตได้ โดยจังหวะที่เพิ่มขยายนั้นไม่ต้องหยุดการทำงานของ Micro Data Center แต่อย่างใด
  • ตัวตู้เปิดออกมา Service ได้ค่อนข้างง่าย มีพื้นที่ให้ค่อนข้างกว้างขวาง
  • ระบบมี Safety ออกแบบมาให้หลายจุด เช่น ในกรณีที่อุณหภูมิสูงผิดปกติ หรือมีเพลิงไหม้ ก็ยังสามารถช่วยระบายความร้อนฉุกเฉินได้ และมี Sensor สำหรับตรวจสอบอุณหภูมิทั้งแบบ Digital และ Analog ช่วยกันทำงาน
  • เคลื่อนย้ายได้ง่าย เหมาะสำหรับธุรกิจที่อาจต้องย้ายออฟฟิศในอนาคตตามการเติบโต ลดขนาด หรือรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด
  • สามารถ Customize รูปลักษณ์ภายนอกให้เหมาะกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้ โดยจะทำการ Wrap อุปกรณ์ก็ได้ หรือจะสั่งผลิตจากโรงงานมาเลยก็ได้หาก Volume เยอะพอ
  • ทีมขายและทีมให้บริการเป็นคนไทยทั้งหมด ยืดหยุ่นได้ ปรับแต่งได้
  • มีโชว์รูมให้เข้าไปดูของจริงและทดลองใช้งานได้ก่อนสั่งซื้อ

ข้อเสีย

  • ในตัวตู้ไม่มีระบบไฟสำรองมาให้ ดังนั้นต้องใช้ไฟสำรองภายนอกหรือของอาคารแทน
  • การเลือกจุดติดตั้งค่อนข้างมีความสำคัญ แนะนำให้เชิญทีม RiverSync เข้าไปทำ Site Survey ก่อนเสมอเพื่อความมั่นใจ
  • บางจังหวะเสียงแอร์อาจจะดังบ้าง แต่หากติดตั้งในห้องโถง ทางเดิน หรือออฟฟิศกว้างๆ ก็ไม่เป็นประเด็น

สนใจระบบ Micro Data Center หรือ Modular Micro Data Center ติดต่อทีมงาน RiverSync ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Micro Data Center หรือ Modular Micro Data Center ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณานำไปใช้งาน หรือการติดต่อเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย สามารถติดต่อทีมงาน RiverSync ได้ทันทีที่อีเมล์ sales@riversync.com โทร 064-995-5000 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.riversync.com/ และติดตามข่าวสารผ่านทาง Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/riversync หรือ Line: @riversync

from:https://www.techtalkthai.com/review-riversync-nevera-modular-micro-data-center-for-edge-data-center/

4 ขั้นตอนปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ลดโอกาสเสี่ยงที่จะถูกปรับหรือจำคุกจากพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยโซลูชันจาก Thales

ในพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้มีการระบุถึงการลงโทษในกรณีต่างๆ ที่เกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ นั้นเกิดการตื่นตัวต่อประเด็นด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า, คู่ค้า และพนักงานมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถปรับตัวรับกับข้อกำหนดในพรบ. ดังกล่าวนี้ได้ดียิ่งขึ้น Thales ในฐานะของผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Data Security และ Data Privacy จึงได้สรุปถึง 4 แนวทางด้าน Data Security ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเอาไว้ เพื่อให้ธุรกิจนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้งานได้อย่างง่ายดาย

ดาวน์โหลดเอกสารสรุปประเด็นข้อกฎหมายและแนวทางรับมือ PDPA สำหรับธุรกิจองค์กรจาก Thales

เอกสารฉบับนี้มีชื่อว่า Thailand’s Personal Data Protection Act and What it Means for Your Business โดยมีความยาวด้วยกันทั้งสิ้น 28 หน้า เนื้อหาครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ที่มาของกฎหมาย
  • นิยามของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
  • ลำดับเวลาในการบังคับใช้กฎหมาย
  • ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังบังคับใช้กฎหมาย
  • รายละเอียดของแต่ละมาตราที่สำคัญ
  • บทลงโทษ
  • แนวทางที่ธุรกิจองค์กรต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของข้อกฎหมาย
  • โซลูชันด้าน Data Security ที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้เพื่อโหลดเอกสารได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://www6.thalesgroup.com/thailand-personal-data-protection-act-ebook

ละเมิดพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจเผชิญทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ

โทษของการละเมิดพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นถือว่าร้ายแรงไม่น้อย เพราะไม่ว่าการละเมิดนั้นจะเกิดขึ้นในแง่มุมของบุคคล, Data Processor หรือ Data Controller นั้น ก็อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกและโทษปรับได้ทั้งสิ้น โดยสำหรับโทษจำคุกนั้นก็มีตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 1 ปี ในขณะที่โทษปรับนั้นก็มีตั้งแต่ 500,000 บาท, 1,000,000 บาท, 3,000,000 บาท ไปจนถึง 5,000,000 บาทเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับความผิดที่ได้ก่อในแต่ละส่วน

ด้วยโทษที่รุนแรงถึงระดับนี้ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักว่าทำไมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเด็นของพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงได้รับความสนใจสูงเป็นอย่างมากในกลุ่มธุรกิจองค์กร

อย่างไรก็ดี ในมุมของธุรกิจองค์กรนั้นก็สามารถลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล หรือธุรกิจจะถูกปรับจากการที่ไม่ได้พยายามปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่ควรได้ เพราะในมุมของกฎหมายนั้น หากธุรกิจได้พยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นต้องมีการใช้งานแล้ว และได้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลขึ้นมา ธุรกิจนั้นก็อาจถือว่าอยู่ในสถานะของเหยื่อของภัยคุกคามหรือการโจมตีที่เกิดได้ ต่างจากธุรกิจที่ไม่ได้มีการพยายามปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในผู้กระทำผิดในประเด็นดังกล่าวได้

4 ขั้นตอน Data Security ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลภายในธุรกิจองค์กร

Thales ได้แบ่งขั้นตอนในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลด้วยเทคโนโลยี Data Security ออกเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่

1. ทำการค้นหาว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลใดถูกจัดเก็บหรือรับส่งอยู่ที่ส่วนใดขององค์กรบ้าง

ขั้นตอนแรกสุดนั้นก็คือการสำรวจตนเองก่อน ว่าที่ผ่านมานั้นมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Sensitive Data อยู่ที่ส่วนใด, ขั้นตอนใด และกระบวนการใดในการทำธุรกิจบ้าง รวมถึงมีช่องทางการรับส่งข้อมูลเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้นได้ และนำแนวทางที่เหมาะสมมาใช้ในการปกป้องและควบคุมการใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น

ในเชิงของเทคโนโลยี ข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้อาจถูกจัดเก็บอยู่ภายในฐานข้อมูล, จัดเก็บอยู่ในส่วนต่างๆ ของระบบ Server, จัดเก็บอยู่ในรูปของไฟล์บน Server หรือระบบ File Sharing หรือระบบ Cloud หรือแม้แต่บนอุปกรณ์ที่พนักงานและผู้บรริหารใช้ทำงาน, ถูกจัดเก็บอยู่ภายในระบบสำรองข้อมูล ไปจนถึงอื่นๆ ได้ ในขณะที่การรับส่งข้อมูลเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นผ่าน Email. File Sharing, Network ที่ไม่ได้มีการเข้ารหัส หรือแม้แต่อุปกรณ์ USB ก็เป็นได้

การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการช่วยตรวจสอบค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Sensitive Data ที่กระจัดกระจายอยู่เหล่านี้เพื่อจัดทำรายงาน และทำการสำรวจซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลออกมาในช่องทางหรือวิธีการที่คาดไม่ถึงนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการใช้งานเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างซับซ้อน

2. ทำการเข้ารหัสข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้น

เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Sensitive Data เหล่านี้จะถูกเข้าถึงหรือใช้งานได้โดยผู้ที่มีสิทธิ์เท่านั้น การเข้ารหัสข้อมูลทั้งในระดับของ File, Application, Database, Disk, VM และ Network นั้นถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยปกป้องข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยต้องเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับการนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งาน และสามารถปกป้องไม่ให้ข้อมูลถูกถอดรหัสได้ง่ายหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล

3. บริหารจัดการจัดเก็บกุญแจเข้ารหัสให้มั่นคงปลอดภัย

ในการใช้เทคนิคการเข้ารหัสข้อมูลนั้น อีกปัจจัยที่สำคัญเพื่อให้กระบวนการเหล่านี้ยังคงมีความมั่นคงปลอดภัยและน่าเชื่อถือได้นั้น ก็คือการปกป้องกุญแจที่ใช้เข้ารหัสหรือถอดรหัสข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัย ไม่ให้กุญแจเหล่านี้ถูกเข้าถึงหรือรั่วไหลไปยังผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือผู้ประสงค์ร้ายได้นั่นเอง

ในการจัดการกับกุญแจเข้ารหัสที่ดีนั้น จะต้องครอบคลุมถึงการนำกุญแจเข้ารหัสมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, พื้นที่และกระบวนการจัดเก็บกุญแจเข้ารหัสที่มั่นคงปลอดภัย, การบริหารจัดการ Lifecycle ของกุญแจเข้ารหัส และการจัดการทรัพยากรส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

4. กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและระบบต่างๆ อย่างรัดกุม

สุดท้ายแล้วการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลหรือระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สามารถควบคุมและติดตามได้นั้นก็ถือเป็นขั้นตอนที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือหากมีการละเมิดเกิดขึ้นจริงก็สามารถตรวจพบและติดตามได้อย่างทันท่วงทีพร้อมมีหลักฐานสำหรับใช้งานในชั้นศาลได้

ในการดำเนินการ 4 ขั้นตอนนี้ ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกของวิธีการและเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดยสำหรับธุรกิจองค์กรที่มองหาเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจเพื่อนำมาใช้ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการใช้งานภายในองค์กร Thales ก็พร้อมจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในฐานะของผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Data Security และ Data Privacy ในระดับโลก

สนใจติดต่อทีมงาน Thales ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Thales สามารถติดต่อทีมงาน Thales ได้ทันทีที่ Email cpl.apacsales@thalesgroup.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://cpl.thalesgroup.com/

from:https://www.techtalkthai.com/4-basic-data-privacy-practices-for-pdpa-by-thales/