คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

5 แนวคิด สู่การพลิกโฉม Digital Transformation

Digital Transformation ยกระดับธุรกิจสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เริ่มจากแนวความคิดในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการธุรกิจเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล การวางรากฐานที่มั่นคงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ 
 

Credit: ShutterStock.com

แนวคิดสู่การพลิกโฉม Digital Transformation

 

1. CRM การจัดการลูกค้าสัมพันธ์

ระบบ CRM เป็นหัวใจสำคัญในการตีสนิทเพื่อทำความรู้จักและรู้ใจลูกค้าได้อย่างอย่างลึกซึ้ง การที่จะเข้าใจในความต้องการของใครสักคน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลใครคนนั้นอย่างละเอียด ความชอบเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่สามารถเอาใจใส่ได้ง่ายที่สุด ซึ่งการนำเสนอในสิ่งที่พึงพอใจอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในเชิงธุรกิจ สินค้ามีคุณภาพมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ใช่ในสิ่งที่เขาสนใจและไม่เกิดประโยชน์ ต่อให้นำเสนอไปบ่อยมากเท่าไหร่เขาก็ไม่สนใจอยู่ดี 
 
ระบบ CRM ที่ดีจะต้องมีการนำเสนอบริการที่ยอดเยี่ยม เพื่อสร้างความประทับใจและรักษาคำมั่น เอาใจใส่ใจเก่ง และรับฟังลูกค้าเป็นสำคัญ
 
ตัวอย่างระบบ CRM ที่ได้รับความนิยมในระดับองค์กร SharpSpring (SMB), Zoho (SMB), Hubspot (SMB) และ Salesforce (Enterprise) การเลือกเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้งานเพื่อยกระดับธุรกิจสู่ยุค Digital Transformation อาจจะมีความซับซ้อนในช่วงแรกซึ่งเป็นการสร้างความคุ้นเคย และการเรียนรู้ จำเป็นต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญจากผู้ให้บริการจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือตัวแทนจำหน่าย เพื่อสร้างก้าวแรกไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต
 

2. เปิดรับ Unified Communications และเทคโนโลยีสมัยใหม่

COVID-19 สร้างมิติการทำงานรูปแบบใหม่ให้บังเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพียงกันบนโลกใบนี้โดยที่ไม่ได้นัดหมาย มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีการปรับตัวต่อสถานการณ์ร้ายแรงได้เร็วที่สุด และสามารถสร้างวิธีการใหม่ๆ สู่การพลิกโฉมอีกมิติหนึ่งได้แบบยั่งยืน
 
COVID-19 ทำให้เราพบว่าการติดต่อสื่อสารในรูปแบบการประชุมร่วมกันด้วยวิดีโอภาพพร้อมเสียงแบบเรียลไทม์ที่ไหลลื่นจะต้องทำยังไง การยกคลังข้อมูลทางธุรกิจไปฝากไว้บนระบบคลาวด์เป็นที่นิยมมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยให้ทุกคนสามารถแบ่งปันประสบการณ์บนข้อมูลชุดเดียวกันได้จากทุกที่ที่แตกต่างกัน การทำงาน Work From Home ได้เห็นวิถีชีวิตที่ไม่เคยเห็นมาก่อน การได้ตื่นนอนขึ้นมาแล้วเข้าทำงานได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องเดินทางอยู่บนท้องถนน สิ่งเหล่านี้เป็น New Normal ในการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ก่อให้เกิดการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการสื่อสารที่แปรผันมาจากการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับ เพื่อความต่อเนื่องและการอยู่รอดของธุรกิจ
 

3. การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลด้วย e-forms & e-signatures

รูปแบบและขั้นตอนการอนุมัติในแบบดั้งเดิมนั้น ภาพจำที่คุ้นเคยมากที่สุดก็คือการปริ้นและถ่ายเอกสารออกมาเพื่อจรดปลายปากกาสีน้ำเงินกำกับชื่อลงไป และสู่ขั้นตอนการแปลงเอกสารให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์สำหรับนำไปบันทึกหรือจัดส่งเข้าอีเมลในลำดับต่อไป ซึ่งมองดูแล้วไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนัก แต่ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปมากกว่าแต่ก่อน การรอคอยนั้นสั้นลง ความรวดเร็วในแต่ละกระบวนเข้ามากระตุ้นให้มีการปรับวิธีการและรูปแบบใหม่ๆ ให้มีความกระชับรวดเร็วมากขึ้น แนวคิดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในรูปแบบการจัดการเอกสารอนุมัติที่ดีคือการใช้ระบบ e-forms และ e-signatures 
 
e-forms เป็นแบบฟอร์มในรูปแบบดิจิทัลที่จะถูกส่งออกไปปลายทางซึ่งหมายถึงลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ที่มีชื่อหรือสิทธิ์ในการลงนามสามารถเลื่อนมายังช่องสำหรับวาดลายเส้นของลายเซ็นต์เพื่อบันทึกหรือจัดส่งอีเมลต่อไปได้ทันทีตามที่ระบบต้องการ ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า e-signatures เป็นลักษณะการประยุกต์รูปแบบขั้นตอนการลงนามแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถไปสู่ Digital Transformation อย่างเต็มตัว ประโยชน์ที่จะได้รับทั้งเรื่องการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการผลิตที่ดีขึ้น ประสบการณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดีขึ้น การตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น การจัดเก็บและการดึงเอกสารหรือสัญญาที่สำคัญได้ดีขึ้น รวมทั้งความสามารถในการส่งและรับแบบฟอร์มจากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
 

4. การก้าวสู่ระบบ Cloud, Hybrid cloud และ Colocation

การย้ายบริการไอทีขึ้นสู่ระบบคลาวด์ เป็นอีกแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการเข้าสู่ Digital Transformation สามารถช่วยลดความสิ้นเปลืองในการสร้างห้อง Data Center ใช้เอง ลดต้นทุนเรื่องการสั่งซื้อ การบำรุงรักษา การรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และการอัปเดตเวอร์ชันต่างๆ ให้ระบบซึ่งอาจจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มในอนาคต
ความกังวลมักเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจจะต้องออกไปวางไว้ภายนอกสถานที่ขององค์กร ห้ามไม่ได้เรื่องความรู้สึกในจริตเช่นนี้ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรายชื่อผู้ให้บริการระบบคลาวด์แล้ว ล้วนแต่พบกับบิ๊กเนมระดับโลกด้วยกันทั้งนั้น อาทิเช่น Microsoft Azure, Amazon Cloud และ Google Cloud เปชื่อเสียงเป็นตัวการันตีในคุณภาพการบริการและความปลอดภัยด้านข้อมูลที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง 
 

5. Password Security แนวคิดที่ควรปฏิรูปสู่ Digital Transformation

รหัสผ่านใดๆ นอกเหนือจากรหัสบัตร ATM แล้ว พนักงานขององค์กรส่วนใหญ่มักจะเลิกที่จะจดจำรหัสที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงาน การจดบันทึกไว้ที่ใดสักแห่ง หรือการจดลงบนกระดาษโพสต์อิทกลับเป็นความคิดที่เลือกกระทำกันมากที่สุด เป็นเรื่องยากที่ฝ่ายไอทีบริษัทจะเข้าไปบังคับให้ทุกคนท่องจำรหัสที่ซับซ้อนได้ทุกคน ถ้าเมื่อใดที่รหัสเหล่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แก้ไขปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง
 
 
การประยุกต์ใช้ Password Manager เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการบริหารจัดการรหัสผ่านทางธุรกิจระดับองค์กร ทั้งในการจัดเก็บชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านสำหรับล็อกอินเข้าใช้บริการต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ
  • ช่วยลดภาระในการจดจำรหัสผ่านที่ใช้บนเว็บไซต์
  • ช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยด้วย MFA
  • ช่วยสร้างรหัสผ่านแบบสุ่มที่ยากต่อการเดา
  • สามารถล็อกอินและจัดการบัญชีต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
 

ข้อมูลแนวคิดสู่ Digital Transformation ทั้ง 5 นี้ มาจาก

 
Lexicon Digital เป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีสำนักงานในซิดนีย์และเมลเบิร์น มุ่งเน้นไปที่การให้คำปรึกษาด้าน Digital Transformation และ Software Delivery
 
Seers Digital เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation และรวมถึงการใช้การพัฒนาแอพแบบ low-code บวกกับเทคโนโลยี AI และ Machine Learning Technologies มีสำนักงานในซิดนีย์ บริสเบน และแคนเบอร์รา
 

from:https://www.techtalkthai.com/5-essential-digital-transformation-ideas-ttt/

[Guest Post] Red Hat Enterprise Linux 9 สร้างนิยามใหม่ให้กับเทคโนโลยีที่เป็นจุดศูนย์กลางของนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 20 พฤษภาคม 2565 – เร้ดแฮท อิงค์ (Red Hat) ผู้ให้บริการด้านโซลูชันโอเพ่นซอร์สระดับ แนวหน้าของโลก แนะนำ Red Hat Enterprise Linux 9 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ Linux ออกแบบมาเพื่อ ขับเคลื่อนนวัตกรรมบนโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ทุกระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งอยู่ใน องค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ต่าง ๆ และ ณ edge ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงที่อยู่นอกสุดของเน็ตเวิร์กขององค์กร Red Hat Enterprise Linux 9 ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มขององค์กร ควบคู่กับการพัฒนา ของกลไกตลาด และความต้องการของลูกค้าในโลกของไอทีแบบอัตโนมัติและแบบจัดสรรปันส่วนไปตาม ที่ต่าง ๆ (distributed IT)

TL;DR

  • แพลตฟอร์ม Linux ชั้นนำของโลกที่ใช้ในองค์กรจับคู่กับโค้ดที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้ด้วยบริการต่าง ๆ บนคลาวด์ เป็นพลังขับเคลื่อนเวิร์กโหลดในสภาพแวดล้อมการผลิตทั้งแบบดั้งเดิมและรุ่นใหม่
  • Red Hat Enterprise Linux 9 ได้รับการออกแบบสำหรับการประมวลผลที่ edge และมัลติคลาวด์ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและบริหารจัดการได้ทุกที่ที่ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นในดาต้าเซ็นเตอร์ บนคลาวด์ หรือที่ edge
  • Red Hat Enterprise Linux ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้ Red Hat Enterprise Linux ในภาพรวมจะแตะระดับที่สูงกว่า 13 ล้านล้านเหรียญฯ ในปี 2565

Red Hat Enterprise Linux ทำหน้าที่เป็นแกนหลักให้กับระบบไอทีขององค์กรทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์และบนคลาวด์มาเป็นเวลาสองทศวรรษแล้ว โดยเน้นให้ลูกค้ามีทางเลือกและมีความยืดหยุ่น แพลตฟอร์มสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ นี้ ช่วยให้ลูกค้าของ Red Hat เลือกสถาปัตยกรรมพื้นฐาน เลือกผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและผู้ให้บริการคลาวด์ ที่มีสมรรถนะและมีโซลูชันที่ทำงานร่วมกับระบบไอทีที่ทันสมัยได้ตามต้องการ การทำงานร่วมกันนี้ ส่งผลให้ Red Hat Enterprise Linux กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ข้อมูลจากการศึกษาของ IDC ที่สนับสนุนโดย Red Hat คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้ Red Hat Enterprise Linux ทั่วโลกจะสูงกว่า 13 ล้านล้านเหรียญฯ ในปี 2565 โดยรวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ให้กับลูกค้าของ Red Hat ซึ่งคาดว่าจะให้ผลประโยชน์ทางการเงินรวม 1.7 ล้านล้านเหรียญฯ ในปี 2565

แพลตฟอร์ม Linux ระดับองค์กรซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชั้นแนวหน้าของโลกเวอร์ชันล่าสุดนี้ สร้างจากนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งมาหลายทศวรรษ และเป็นเวอร์ชันที่นำออกใช้จริงรุ่นแรกที่สร้างจาก CentOS Stream ซึ่งเป็นการพัฒนาล้ำหน้าอย่างต่อเนื่องของ Red Hat Enterprise Linux แนวทางนี้ช่วยให้ระบบนิเวศของ Red Hat Enterprise Linux กว้างขวางมากขึ้น จากพันธมิตร ลูกค้า ไปจนถึงผู้ใช้ทั่วไป รวมถึง การให้ข้อมูลป้อนกลับ การอัปเดทโค้ดและฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้กับแพลตฟอร์ม Linux ระดับองค์กรที่มีประสิทธิภาพชั้นนำของโลก

IDC คาดการณ์ว่า “ภายในปี 2566, 40% ของบริษัทในกลุ่ม G2000 จะเปลี่ยนกระบวนการคัดเลือกคลาวด์เสียใหม่ เพื่อเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ มากกว่าความต้องการด้านไอที โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพอร์ตโฟลิโอของผู้ให้บริการตั้งแต่อุปกรณ์ไปจนถึง edge และตั้งแต่ข้อมูลไปจนถึงระบบนิเวศ” สำหรับ Red Hat ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มมาตรฐานที่สามารถเข้าถึงฟุตพริ้นท์เหล่านี้ทั้งหมดได้ และมอบประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะสมกับทั้งนวัตกรรม และความคงเส้นคงวาในการสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ โครงสร้างของ Red Hat Enterprise Linux 9 ได้รับการสร้างสรรค์มาเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้และความต้องการอื่น ๆ แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทีมปฏิบัติการและนักพัฒนาได้ใช้ความคิดริเริ่มหรือโครงการใหม่ ๆ โดยไม่ต้องยกเลิกเวิร์กโหลดหรือระบบต่าง ๆ ที่ใช้อยู่

แพลตฟอร์มที่แพร่หลายสำหรับการสร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ต่อเนื่อง ทั้งกับดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ให้ บริการคลาวด์ และ edge

Red Hat Enterprise Linux มีความพร้อมใช้งานสูงและมีทางเลือกในการใช้งานมากมายในตลาดคลาวด์ชั้นนำต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ Red Hat Enterprise Linux ได้ทุกที่ทุกวิธีที่เหมาะกับความต้องการในการทำงานที่เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย  ลูกค้าปัจจุบันสามารถโยกย้ายสิทธิ์การเป็นสมาชิก Red Hat Enterprise Linux ไปใช้งานบนระบบคลาวด์ที่เลือกได้ด้วย Red Hat Cloud Access ลูกค้ารายใดที่กำลังต้องการปรับขนาดการใช้งาน และมองหาคลาวด์ที่ตรงตามความต้องการ จะสามารถใช้แพลตฟอร์ม ออน-ดีมานด์จากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในตลาดได้ เช่น Amazon Web Services (AWS), Google Cloud, IBM Cloud และ Microsoft Azure

องค์กรให้ความสนใจกับการประมวลผลที่ edge มากขึ้น และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าตลาดมากกว่าหนึ่งในสี่ล้านล้านเหรียญฯ ภายในปี 2568 และแพลตฟอร์มที่มีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วไปนี้ก็ขยายการใช้งานไปถึง edge โดยประสิทธิภาพสำคัญที่เพิ่มขึ้นของ Red Hat Enterprise Linux 9 นี้เป็นความสามารถที่ออกแบบมาอย่างเจาะจงตอบโจทย์ความต้องการด้านไอทีที่ edge ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาความสามารถเหล่านี้ประกอบด้วย

  • การบริหารจัดการ edge ที่ครอบคลุม ส่งมอบในลักษณะ as a service เพื่อควบคุมตรวจสอบและปรับขนาดการใช้งานจากระยะไกลด้วยฟังก์ชันด้านการควบคุมและความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครบครันด้วยการจัดเตรียมงานแบบไร้สัมผัส สามารถเห็นความสมบูรณ์ของระบบ และเพิ่มการตอบสนองการลดความเสียหายจากช่องโหว่ทั้งหมดจากอินเทอร์เฟซเดียวมากขึ้น
  • การกู้คืน (roll-back) คอนเทนเนอร์ไปยังเวอร์ชันก่อนหน้าโดยอัตโนมัติ ด้วย Podman ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการบริหารจัดการคอนเทนเนอร์แบบเบ็ดเสร็จของ Red Hat Enterprise Linux ที่สามารถตรวจจับได้อย่างอัตโนมัติหากคอนเทนเนอร์ที่ได้รับการอัปเดทใหม่ไม่สามารถทำงานได้ และทำการกู้คืนคอนเทนเนอร์กลับไปยังเวอร์ชันการทำงานก่อนหน้าได้โดยอัตโนมัติ

Red Hat Enterprise Linux 9 ยังเน้นให้เห็นถึงความพยายามของ Red Hat ที่จะให้บริการฟังก์ชันระบบปฏิบัติการสำคัญต่าง ๆ ในรูปแบบการให้บริการ (as services) โดยเริ่มด้วย new image builder service. ที่ใช้ได้กับฟังก์ชันบนแพลตฟอร์มหลักที่มีอยู่แล้ว บริการนี้รองรับการสร้างอิมเมจสำหรับระบบไฟล์ที่ปรับแต่งเฉพาะ และผู้ให้บริการคลาวด์หลัก ๆ รวมถึงเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชัน เช่น AWS, Google Cloud, Microsoft Azure และ VMware

Red Hat ทำงานร่วมกับ AWS มากว่าทศวรรษ เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวเวอร์ชันล่าสุดของ Red Hat Enterprise Linux บน AWS โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ลูกค้าสามารถใช้เวิร์กโหลดที่อยู่บน Red Hat Enterprise Linux บนอินสแตนซ์ของ AWS ที่ใช้ระบบประมวลผล Graviton ออกแบบโดย AWS ได้ การทำงานร่วมกันของ Red Hat Enterprise Linux 9 กับระบบประมวลผล Graviton ของ AWS ช่วยปรับประสิทธิภาพด้านราคาให้เหมาะสมสำหรับเวิร์กโหลดคลาวด์หลากหลายที่ทำงานกับ Amazon Elastic Compute Cloud (Amazon EC2)

แกนหลักเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ทุกที่ ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

การที่ทีมไอทีนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ และขยายการใช้งานไปยังรูปแบบการปฏิบัติการใหม่ ๆ ทำให้ภัยคุกคามกลายเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้นและมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา  Red Hat Enterprise Linux 9 ยังคงความมุ่งมั่นของ Red Hat ในการนำเสนอแพลตฟอร์ม Linux ที่มั่นคงปลอดภัย ซึ่งสามารถรับมือกับเวิร์กโหลดที่ละเอียดอ่อนที่สุด และจับคู่นวัตกรรมกับความสามารถด้านความปลอดภัยที่รัดกุมมากขึ้น เมื่อสมัครใช้งาน Red Hat Enterprise Linux ลูกค้ายังสามารถเข้าใช้งาน Red Hat Insights ซึ่งเป็นบริการการวิเคราะห์เชิงรุกอย่างต่อเนื่องของ Red Hat เพื่อตรวจจับและแก้ไขปัญหาด้านการกำหนดค่าและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการใช้งานของสมาชิกบน ไฮบริดคลาวด์ด้วย

สิ่งที่มีมากกว่าความแข็งแกร่ง การทดสอบ และการสแกนหาช่องโหว่ที่เป็นคุณสมบัติของ Red Hat Enterprise Linux ทุกรุ่นแล้ว Red Hat Enterprise Linux 9 ยังรวบรวมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ เช่น Spectre และ Meltdown ตลอดจนความสามารถที่ช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของผู้ใช้งาน สามารถสร้างบริเวณหน่วยความจำที่ไม่สามารถเข้าถึงโค้ดที่อาจเป็นอันตรายได้  แพลตฟอร์มนี้ยังได้เตรียมความพร้อมและตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้า และรองรับข้อกำหนดของ PCI-DSS, HIPAA และข้อกำหนดอื่น ๆ

Red Hat Enterprise Linux 9 ยังเพิ่ม Integrity Measurement Architecture (IMA) – digital hashes and signatures โดยผู้ใช้สามารถใช้ IMA เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบปฏิบัติการผ่าน digital signatures and hashes ซึ่งช่วยตรวจจับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่ผิดปกติ ทำให้จำกัด
การบุกรุกระบบได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ Red Hat Enterprise Linux 9 จะใช้งานได้กับ IBM Cloud เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมด้านโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ต่าง ๆ ให้กับองค์กร และยังเสริมคุณสมบัติและความสามารถต่าง ๆ ด้านความปลอดภัยที่สำคัญของระบบ IBM Power Systems และ IBM Z การจับคู่ความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยจากสถาปัตยกรรมของ IBM เข้ากับประสิทธิภาพความปลอดภัยของ Red Hat Enterprise Linux 9 เป็นการมอบนวัตกรรม ความแข็งแกร่ง และความสามารถด้านความปลอดภัยที่องค์กรจำนวนมากต้องการในการประมวลผลแบบไฮบริดคลาวด์

ระบบอัตโนมัติและการพัฒนาด้านไฮบริดคลาวด์อย่างต่อเนื่อง

การที่ระบบไอทีต่าง ๆ ขยายตัวเพื่อให้รับมือกับเวิร์กโหลดและฟุตพริ้นท์ที่หลากหลายได้อย่างครอบคลุม
ทำให้ทีมทำงานด้านไอทีนำระบบ และเครื่องมืออัตโนมัติมาใช้เป็นตัวช่วยที่ทรงพลัง Red Hat Enterprise Linux 9 ช่วยให้องค์กรด้านไอทีได้ใช้ระบบอัตโนมัติกับไฮบริดคลาวด์ทั้งหมด ด้วยความสามารถต่าง ๆ ที่ปรับไว้อย่างเจาะจงในการช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

แพลตฟอร์มนี้นำเสนอ Red Hat Enterprise Linux System Roles ซึ่งมอบเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติสำหรับการสร้างการกำหนดค่าระบบที่เฉพาะเจาะจง Red Hat Enterprise Linux 9 ยังสร้างตัวเลือกเพิ่มเติม คือ การเพิ่ม System Roles for Postfix ใหม่, คลัสเตอร์ที่พร้อมใช้งานสูง, ไฟร์วอลล์, Microsoft SQL Server, web console และอื่น ๆ

นอกจากนี้ Red Hat Enterprise Linux 9 ยังรองรับ kernel live patching จาก Red Hat Enterprise Linux web console ช่วยให้องค์กรด้านไอทีสามารถจัดการกับงานสำคัญได้โดยอัตโนมัติตามปริมาณที่ต้องการ ซึ่งเป็นการช่วยให้ทีมทำงานด้านไอทีสามารถทำการอัปเดทการใช้งานระบบแบบกระจายขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องเข้าใช้เครื่องมือ command line ช่วยให้จัดการปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในดาต้าเซ็นเตอร์หลัก มัลติคลาวด์ หรือ edge

สำหรับ Microsoft นั้น Red Hat Enterprise Linux 9 เป็นการต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Microsoft เมื่อปี 2558 และขณะนี้พร้อมใช้งานบน Microsoft Azure โดยมอบโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้ให้กับเทคโนโลยีหลักของ Microsoft รวมถึง Microsoft SQL Server อันนับเป็นความสำเร็จจากความร่วมมือด้านวิศวกรรมกับ Microsoft ซึ่งรวมถึงโมดูลนำร่องการปรับแต่งประสิทธิภาพ โปรไฟล์ที่ได้รับการปรับแต่ง บทบาทระบบ SQL Server ที่ขับเคลื่อนโดย Ansible และอื่น ๆ อีกมาก นอกจากนี้ Red Hat Enterprise Linux 9 ยังสนับสนุนการพัฒนา .NET และแอปพลิเคชันอย่างเต็มรูปแบบต่อเนื่อง โดยการนำแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่สร้างโดยแพลตฟอร์มการพัฒนาของ Microsoft มาสู่แพลตฟอร์ม Linux ระดับองค์กรที่มีประสิทธิภาพแนวหน้าของโลก

การวางจำหน่าย

Red Hat Enterprise Linux 9 จะพร้อมใช้งานทั่วไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ถัดจากนี้ ผ่าน the Red Hat Customer Portal และผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่  นอกจากนี้ นักพัฒนายังสามารถเข้าใช้งาน Red Hat Enterprise Linux 9 ผ่านโปรแกรม Red Hat Developer ต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถเข้าใช้ซอฟต์แวร์ วิดีโอแสดงวิธีการใช้ต่าง ๆ การสาธิต คู่มือเริ่มต้นใช้งาน เอกสารประกอบ และอื่น ๆ อีกมาก

คำกล่าวสนับสนุน

แมทธิว ฮิกส์, รองประธานบริหาร ฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี, Red Hat

ไม่ว่าจะเป็นพับลิคคลาวด์ขนาดใหญ่และอุปกรณ์ edge ชิ้นเล็ก ๆ ไปจนถึงคอนเทนเนอร์แอปพลิเคชันที่เรียบง่าย และเวิร์กโหลดปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อน ไอทีที่ทันสมัยล้วนเริ่มต้นด้วย Linux  ในฐานะแพลตฟอร์ม Linux ระดับองค์กรที่เป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลก Red Hat Enterprise Linux 9 ได้ขยายศักยภาพไปทุกแห่งหนที่ต้องการทั่วทั้งโอเพ่นไฮบริดคลาวด์และอื่น ๆ และจับคู่กับแกนหลักที่เชื่อถือได้ของ Linux ระดับองค์กรเข้ากับปัจจัยเร่งให้เกิดนวัตกรรมของชุมชนโอเพ่นซอร์ส  Linux เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และ Linux นั้นก็คือ Red Hat Enterprise Linux

เฟรด เวอร์เดน, รองประธาน, AWS Commercial Software Services

AWS และ Red Hat ได้รวมมือกันมอบโซลูชันการประมวลผลบนคลาวด์ที่พร้อมใช้สำหรับองค์กรให้กับลูกค้ามานานกว่าทศวรรษ ปัจจุบันเรานำ Red Hat Enterprise Linux 9 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Linux ที่เป็นนวัตกรรมที่มีความเสถียรมาทำงานร่วมกับ AWS ซึ่งช่วยให้ลูกค้าของเรารันเวิร์กโหลดที่สำคัญบนอินสเตนซ์ที่มีอยู่มากกว่า 500 ประเภท รวมถึงโปรเซสเซอร์ ARM-based AWS Graviton ที่ล้ำหน้าที่สุดซึ่งขับเคลื่อน Amazon EC2 instances รุ่นล่าสุด

ฮิลเลรี ฮันเตอร์, ผู้จัดการทั่วไป, Cloud Industry Platforms and Solutions, CTO, IBM Cloud

IBM Cloud ช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากสถาปัตยกรรมโอเพ่นคลาวด์ เพื่อเร่งแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรม ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสำคัญด้านความปลอดภัยและความยืดหยุ่นไว้เป็นสำคัญ ด้วยการสนับสนุนของ Red Hat Enterprise Linux ลูกค้าของเราโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมที่เข้มงวด เช่น บริการทางการเงิน สามารถมั่นใจได้ว่าองค์กรเหล่านี้ได้ใช้สภาพแวดล้อมที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัย และมีความสามารถระดับที่ใช้ในองค์กร การที่องค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญสูงกับระบบความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความทันสมัย สภาพแวดล้อมนี้สามารถช่วยพวกเขาบริหารจัดการเวิร์กโหลดทุกสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ที่ใช้อยู่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่คงเส้นคงวาและสอดคล้องกัน

โอมาร์ คานท์, ผู้จัดการทั่วไป, Azure Infrastructure, Microsoft Corporation

เรามุ่งมั่นช่วยลูกค้าของเราในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในขณะที่พวกเขาย้ายไปยังคลาวด์ การที่ธุรกิจต่าง ๆ ขยายเวิร์กโหลดไปยัง edge โซลูชันต่าง ๆ เช่น Red Hat Enterprise Linux on Microsoft Azure ที่นำเสนอประโยชน์มากมายให้กับองค์กร รวมถึงเวิร์กโหลด Red Hat Enterprise Linux อัตโนมัติผ่าน Red Hat Ansible Automation Platform on Azure

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ช่องทางการติดต่อกับ Red Hat

เกี่ยวกับเร้ดแฮท

เร้ดแฮท คือผู้ให้บริการชั้นนำด้านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สโซลูชั่นสำหรับองค์กร โดยใช้พลังของสังคมโอเพ่นซอร์ส เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี Linux, hybrid cloud, container และ Kubernetes ที่เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพสูง เร้ดแฮท ให้การสนับสนุนลูกค้าในการผสานรวมแอปพลิเคชั่นใหม่และที่ใช้อยู่เดิม ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบ cloud-native เพื่อยกระดับระบบปฏิบัติการชั้นนำของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติและปลอดภัย ด้วยการบริการด้านการสนับสนุน อบรม และให้คำปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือและการยอมรับด้วยรางวัลมากมาย เร้ดแฮท จึงได้รับการไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทในเครือ Fortune 500 ด้วยบทบาทของเร้ดแฮท ในการเป็นพันธมิตรต่อผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผนวกรวมระบบ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น ลูกค้า และชุมชนโอเพ่นซอร์ส เร้ดแฮท จะสามารถสนับสนุนและผลักดันองค์กร เพื่อพร้อมรับกับโลกดิจิทัลแห่งอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-enterprise-linux-9-new-definition-for-innovation/

Tangerine Webinar: เจาะลึกเบื้องหลัง Smart City ด้วย Maps Intelligence

Tangerine ขอเรียนเชิญผู้บริหาร นักพัฒนา และ GIS Users เข้าร่วมงานสัมมนา Tangerine Webinar เรื่อง “เจาะลึกเบื้องหลัง Smart City ด้วย Maps Intelligence” พร้อมรู้จัก Google Maps Platform และการนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจ รวมไปถึง Use Cases ที่น่าสนใจจากผู้ใช้งานจริง ในวันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2022 เวลา 10:30 น. ผ่านทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: เจาะลึกเบื้องหลัง Smart City ด้วย Maps Intelligence
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2022 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ลิงก์ลงทะเบียน: https://forms.gle/cwmiadonFhpCCuR67

Google Maps Platform เป็นเครื่องมือสำคัญยอดนิยมที่สามารถนำมาต่อยอดในการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ ที่น่าสนใจในยุคนี้คือ การสร้างเมืองอัจฉริยะ Smart City ที่หลาย ๆ เมืองทั่วโลกพยายามพัฒนาโครงการ สถานที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัยในยุค 4.0 และเกิดความสะดวกสบายมากขึ้น

ความน่าสนใจของงานครั้งนี้ที่พลาดไม่ได้! แทนเจอรีนร่วมกับเทศบาลนครนนทบุรี แชร์ความรู้และประสบการณ์การนำ Google Maps Platform มาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเมืองนนทบุรีให้เป็น Smart City โดยนำข้อมูลต่าง ๆ มาบูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อก้าวเข้าสู่กลยุทธ์ Paperless Work & Digital Transformation รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน เชิญลงทะเบียนเข้าร่วมฟรี ไม่ควรพลาด!

กำหนดการ

10:30 – 10:50 Welcome & Opening Keynote
10:50 – 11:30 Panel Discussion
• Smart City: What’s Possible with Google Maps Platform
• How Google Maps Platform Can Benefit Your Business
11:30 – 11:50 Wrap up
11:50 – 12:00 Q&A and Lucky draw

from:https://www.techtalkthai.com/tangerine-webinar-smart-city-with-maps-intelligence/

แจกฟรี Ebook ‘Python for Geeks’

สำหรับแฟนๆนักพัฒนาภาษา Python วันนี้มี Ebook ในระดับผู้ใช้งานขั้นสูงมาแนะนำครับ

Python เป็นภาษาที่ถูกนำไปใช้ในหลายส่วนตั้งแต่ด้านฮาร์ดแวร์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล การเขียนเว็บแอปพลิเคชัน และอื่นๆมาอย่างยาวนาน ใน Ebook เล่มนี้ได้มุ่งเน้นผู้ใช้งานภาษา Python ที่ต้องการยกระดับทักษะสู่ขั้นสูงตอบโจทย์การใช้งานในโลกแห่งความจริง เช่น การออกแบบโปรเจ็คเป็นส่วนย่อย แนวทาง Best Practice และ Design Pattern รวมไปถึงการทำงานแบบ Multiprocessing และ Multithreading และวิธีการทำงานในลักษณะของคลัสเตอร์ ไม่เพียงเท่านั้นยังครอบคลุมไปถึงการพัฒนา Python สำหรับเว็บแอป, REST API, Microservices, Serverless, Machine Learning และ Network Automation เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://betanews.tradepub.com/free/w_pacb151/ (มีการขออีเมลองค์กร) หมดเขต 25 พ.ค. นี้

ที่มา : https://betanews.com/2022/05/12/python-for-geeks-book-free/

from:https://www.techtalkthai.com/free-ebook-python-for-geeks/

TechTalk Webinar : Defense in Depth – Ransomware Ready with Commvault

VSTECS ร่วมกับ Computer Union และ Commvault ขอเชิญผู้สนใจในสายงาน IT ทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Defense in Depth – Ransomware Ready with Commvault” โดยท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชันการป้องกันข้อมูลจากแรนซัมแวร์เพื่อทำให้ระบบขององค์กรเป็นไปตามแนวทาง Defense in Depth งานจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น. มีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : Defense in Depth – Ransomware Ready with Commvault

ผู้บรรยาย :

1. K.Kuruwan Thongphudphu, Product Manager – VST ECS (Thailand)
2. K.Sittiporn Orcharoen, Pre-sales Engineer /Technical Specialist – VST ECS (Thailand)
3. K.Thunyanontr Kunsiraprasoet, Technical Manager – VST ECS (Thailand)
4. K.Angsana Chonsakpipat, Presale Hardware Specialist – Computer Union

วันเวลา : วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ช่องทางการเข้าร่วม : Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_-gYu6o6UQziW8FF6jCq_NA

คุณมั่นใจแค่ไหนว่าสามารถกู้คืนจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ได้? มันสามารถโจมตีได้ทุกเมื่อและแม้กระทั่งเมื่อคุณคิดว่าคุณพร้อมแล้ว รู้หรือไม่ 75% ของบริษัทที่ติดแรนซัมแวร์ใช้การป้องกันปลายทางที่ทันสมัย เพื่อป้องกันแรนซัมแวร์ คุณต้องใช้วิธีการรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้น ในวันนี้ทาง VST ECS (Thailand) มีความยินดีขอเรียนเชิญเข้าร่วมการสัมมนากับเรา และเรียนรู้ว่าการรักษาความปลอดภัยแบบเลเยอร์ของ Commvault สามารถปกป้องข้อมูลของคุณได้อย่างไรเมื่อเผชิญกับแรนซัมแวร์

ร่วมลุ้นรางวัลสำหรับ User ที่ตอบแบบสอบถามเสร็จก่อน 20 คนแรก

CV Polo T-Shirt จำนวน 20 รางวัล

Lucky Draw

รางวัลที่ 1. Central Voucher 1,500 บาท

รางวัลที่ 2. Central Voucher 1,000 บาท

รางวัลที่ 3. Central Voucher 500 บาท

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-defense-in-depth-ransomware-ready-with-commvault-07062022/

[Guest Post] vivo เปิดตัว X80 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดในไทย

กับแนวคิด Cinematics. Redefined. เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ
ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS ในราคาเริ่มต้น 29,999 บาท

  • vivo ประกาศเปิดตัว vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดในไลน์อัป X Series อย่างเป็นทางการ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอมืออาชีพด้วยเลนส์คุณภาพระดับโลกที่ร่วมมือพัฒนากับ ZEISS
  • เอาใจสายถ่ายคอนเทนต์วิดีโอด้วยฟีเจอร์ระดับมืออาชีพ ZEISS Cinematic Video Bokeh, Professional Portrait และ Superb Night Camera
  • สัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพที่เหนือกว่า ด้วยชิปประมวลผลภาพ vivo V1+ พัฒนาขึ้นโดย vivo
  • เตรียมวางจำหน่าย รุ่น ได้แก่ vivo X80 5G ที่ราคา 29,999 บาท และ vivo X80 Pro 5G ที่ราคา 39,999 บาท

กรุงเทพฯ 19 พฤษภาคม 2565 – vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศเปิดตัว vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดจากไลน์อัป X Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ที่จะมายกระดับประสบการณ์ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพให้แก่ผู้ใช้งาน มาพร้อมกับเทคโนโลยีเลนส์กล้องระดับโลกที่ร่วมมือกับ ZEISS พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างที่สุดแห่งประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอบนสมาร์ตโฟน จับคู่กับชิปประมวลผลภาพระดับโปรที่พัฒนาขึ้นโดย vivo อย่างชิป vivo V1+ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อเพิ่มคุณภาพรูปถ่ายและวิดีโอบนสมาร์ตโฟนให้เหนือกว่าที่เคย พร้อมสเปกเครื่องเร็ว แรง มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน vivo X80 Series 5G มีให้เลือกทั้งรุ่น X80 5G เตรียมวางจำหน่ายในราคา 29,999 บาท
และ X80 Pro 5G ในราคา 39,999 บาท

มอบประสบการณ์การถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม

vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนที่รวมคุณสมบัติด้านการประมวลภาพอันดีเยี่ยมทั้งจากซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการพัฒนาจาก X Series รุ่นก่อน รวมถึงยังคงรักษาคุณสมบัติระดับเรือธงในด้านการถ่ายภาพและวิดีโอไว้ ให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอระดับมืออาชีพได้อย่างน่าทึ่ง โดยกล้องหน้าของ vivo X80 Series 5G ทั้งสองรุ่นมีความละเอียด 32MP ในขณะที่กล้องหลังของรุ่น X80 Pro 5G จะใช้กล้องหลัง 4 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียดที่ 50MP ที่มาพร้อม เซนเซอร์ Ultra-Sensing GNV และ Gimbal Stabilization กล้อง Wide-Angle ความละเอียด 48MP กล้อง Portrait ความละเอียด 12MP และกล้อง Periscope ความละเอียด 8MP ในขณะที่รุ่น X80 5G จะใช้ระบบกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลักความละเอียด 50MP ที่มาพร้อม Ultra-Sensing Sensor กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP และกล้อง Portrait 12MP

นอกเหนือจากการพัฒนาระบบของเลนส์กล้องบน vivo X80 Series 5G แล้ว เพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอระดับพรีเมียมกับเทคโนโลยี vivo X80 Series 5G ยังมาพร้อมกับชิปประมวลผลภาพที่พัฒนาขึ้นโดย vivo ในชื่อว่า vivo V1+ ซึ่งเป็นชิปที่พัฒนาด้วยระบบ AI ในตัวเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพภาพระดับมืออาชีพ อีกทั้งในรุ่น X80 Pro มีคุณสมบัติ AI Video Enhancement เข้ามาเสริมประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้อุปกรณ์สามารถสลับโหมดระหว่างวิดีโอ HDR และโหมดกลางคืนได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย

เทคโนโลยีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวระดับมืออาชีพพัฒนาร่วมกับ ZEISS

vivo X80 Series 5G เป็นผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการถ่ายภาพและวิดีโอระดับมืออาชีพบนสมาร์ตโฟน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือเป็นพันธมิตรกันอย่างต่อเนื่องระหว่าง vivo และผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกอย่าง ZEISS มามอบประสบการณ์ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีการถ่ายภาพและวิดีโอ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคบันทึกช่วงเวลาอันมีค่าได้ครบถ้วนทุกมุมมอง

โดย vivo X80 Series 5G ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายวิดีโอบนสมาร์ตโฟนจาก ZEISS ในคุณสมบัติที่ชื่อว่า ‘ZEISS Cinematic Video Bokeh’ ช่วยทำให้วิดีโอที่ถ่ายออกมามีความกว้างมากขึ้นเหมือนเอฟเฟกต์จากเลนส์ anamorphic ในอัตราส่วนภาพ 2.39:1 ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจับภาพวิดีโอได้สวยงามสมจริง และมุมมองที่นำเสนอออกมาเสมือนการถ่ายภาพยนตร์ มาพร้อมกับคุณสมบัติสำหรับการถ่ายภาพ ZEISS Superb Portrait ที่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไปอย่าง ZEISS Cinematic Style Bokeh ที่ช่วยสร้างเอฟเฟกต์แสงแฟลร์สำหรับภาพถ่ายให้ภาพออกมาเสมือนภาพจากฟิล์มบนจอภาพยนตร์ นอกจากนี้ vivo ยังพัฒนาคุณสมบัติการถ่ายภาพกลางคืนจาก ZEISS Superb Night Camera โดยการเพิ่มคุณสมบัติที่ปรับปรุงใหม่อย่างฟีเจอร์ Pure Night View ที่ทำให้ vivo X80 Series 5G สามารถเก็บภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนได้อย่างคมชัดสมจริง

ประสิทธิภาพการใช้งานระดับแฟลกชิป

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของ vivo ในการพัฒนาประสิทธิภาพการถ่ายภาพและวิดีโอบนสมาร์ตโฟน vivo X80 Series 5G จึงถูกออกแบบให้สเปกภายในตัวเครื่องทรงพลัง พร้อมตอบโจทย์การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกด้าน vivo X80 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซต Snapdragon 8 Gen 1 ในขณะที่รุ่น X80 5G ขับเคลื่อนด้วย MediaTek Dimensity 9000 มอบประสิทธิภาพในการประมวลผลของ CPU และ GPU ขั้นสูงสุด โดยโปรเซสเซอร์ทั้งสองชุดนี้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ 5G ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยังช่วยประหยัดพลังงานกว่า X Series รุ่นก่อน อีกทั้ง X80 Series 5G ยังได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วย RAM LPDDR5 และหน่วยความจำภายใน (ROM) UFS3.1 เพิ่มความเสถียรภาพในการใช้งานและเพิ่มขนาดความจุในการจัดเก็บข้อมูลภายในตัวเครื่องมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ X80 Pro 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4700mAh และ X80 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ 4500 mAh รองรับ FlashCharge 80W โดยที่รุ่น X80 Pro 5G ได้รับการเสริมการรองรับ Wireless FlashCharge 50W ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเต็มที่กับกิจกรรมยาวนานตลอดทั้งวัน โดยทั้งสองรุ่นติดตั้งจอแสดงผลขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K WQHD พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลกว่าที่เคย

ดีไซน์ใหม่ให้ความรู้สึกเหมือนใช้กล้องมืออาชีพ

จากการมุ่งมั่นพัฒนา vivo X80 Series 5G ให้สมกับเป็นสมาร์ตโฟนระดับเรือธงที่จะสร้างสุดยอดประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพและวิดีโอบนมือถือ รูปร่างของสมาร์ตโฟน X80 Series 5G จึงแตกต่างจาก X Series รุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องถ่ายภาพมืออาชีพ ที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และกล้องหลักถูกจัดวางเป็นทรงกลมใหญ่แบบ Circular อยู่ด้านหลัง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการถ่ายภาพและวิดีโอระดับมืออาชีพบนสมาร์ตโฟน อีกทั้งวัสดุตัวเครื่องยังเป็นเฟรมโลหะ ฝาหลังกระจกถูกเคลือบด้วยเทคโนโลยี Fluorite AG พร้อมมอบสัมผัสสุดพรีเมียมให้แก่ผู้ใช้งาน

โดย vivo X80 Pro 5G และ X80 5G วางจำหน่ายในสี Cosmic Black และ Urban Blue ซึ่งสี Cosmic Black ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องฟ้ายามค่ำคืนและพลังอำนาจของจักรวาล โดยใช้สีดำที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล เสริมด้วยกลิตเตอร์สีเงินที่เปรียบเหมือนดวงดาวท่ามกลางท้องฟ้าในคืนอันมืดมิด ในขณะที่สี Urban Blue ได้แรงบันดาลใจจากสีฟ้าอ่อนของท้องทะเลที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของชีวิตในเมือง ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลายและสุนทรี

vivo X80 Series 5G ทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันในวันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2565 โดย vivo X80 Pro 5G จำหน่ายในราคา 39,999 บาท และ vivo X80 5G จำหน่ายในราคา 29,999 บาท  vivo Brand Shop ทุกสาขา ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ BaNANA, IT City, CSC, Jaymart, TG FONE, KINGKONG, BKK, Singer, Big C, Maxlink, Power Mall, Stamp และ Advice และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, Dtac รวมถึง vivo Official Store บนร้านค้าออนไลน์ชั้นนำทั้ง LAZADA, Shopee, JD Central และ Thisshop

และเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสมาร์ตโฟนระดับโลกที่พร้อมจะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้งานทั่วโลก ในปีนี้ vivo ยังคงเป็นผู้ร่วมผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่แฟนกีฬาต่างตั้งตารอคอยอย่าง FIFA World Cup เป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงครั้งล่าสุด FIFA World Cup Qatar 2022 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้แฟนฟุตบอล ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และเชื่อมต่อ vivo fans ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง vivo ได้กลายมาเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนที่เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่านำมาใช้งานเป็นสมาร์ตโฟนหลักอย่างเป็นทางการ (Official Smartphone) ตลอดการแข่งขันตั้งแต่ปี 2017

นอกจากนี้ vivo ประเทศไทย ยังเตรียมปล่อยภาพยนตร์สั้นเรื่องแรก The Final Escape – ทางหนีไฟ’ ที่ถ่ายด้วยสมาร์ตโฟน vivo X80 Series 5G ทั้งเรื่อง โดยฝีมือผู้กำกับชื่อดัง กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา และได้นักแสดงชายแถวหน้าของเมืองไทย บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ มาเป็นนักแสดงนำในเรื่องอีกด้วย โดย vivo จะมีการฉายภาพยนตร์สั้นดังกล่าวบนจอของโรงภาพยนตร์ ไอแมกซ์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เป็นครั้งแรก ในงาน The Final Escape Gala Premiere วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2565 นี้ รวมทั้งบนช่องทางเฟสบุ๊ก และยูทูบของ vivo Thailand ในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 นี้

ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.vivo.com/th และ เฟซบุ๊ก vivo Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/vivo-x80-series-5g-in-thailand/

พบช่องโหว่ร้ายแรงกระทบ vRealize, VCF, WorkspaceONE ทีมงาน CISA ประกาศหน่วยงานภายใต้การดูแลให้แพตช์ใน 5 วัน

VMware ได้มีการออกแพตช์ช่องโหว่ร้ายแรงใหม่ 2 รายการซึ่งทำให้คนร้ายสามารถ Bypass การพิสูจน์ตัวตนและยกระดับสิทธิ์ โดยส่งผลกระทบในหลายผลิตภัณฑ์ ไม่นานนัก CISA ได้ประกาศให้หน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของตนให้เร่งแพตช์ช่องโหว่ใน 5 วัน หากทำไม่ได้ให้ตัดระบบเหล่านั้นออกจากเครือข่ายจนกว่าจะแล้วเสร็จ

Credit: Pavel Ignatov/ShutterStock

CVE-2022-22972 และ CVE-2022-22973 เป็นช่องโหว่อันตรายเเพียงแค่คนร้ายสามารถเข้าถึงหน้า UI ก็สามารถปฏิบัติการได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ของ VMware ที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย VMware Workspace ONE Access, VMware Identity Manager, vRealize Automation, VMware Cloud Foundation และ vRealize Suite Lifecycle Manager ขั้นตอนการแพตชน์ท่านสามารถติดตามได้ที่ https://core.vmware.com/vmsa-2022-0014-questions-answers-faq#section1 โดยวิธีการ Workaround ซึ่ง VMware เองก็ไม่แนะนำเพราะแค่เอาตัวรอดเบื้องต้น แต่ท่านสามารถทำได้ด้วยขั้นตอนดังประกาศนี้ https://kb.vmware.com/s/article/88433

ในมุมของความร้ายแรงที่ทำให้ CISA ต้องถึงกับประกาศเข้มต่อหน่วยงานรัฐบาล สาเหตุเพราะมีตัวอย่างของช่องโหว่เดือนก่อนที่มีผลคล้ายกันคือ CVE-2022-22954 และ CVE-2022-22960 ที่นำไปสู่การลอบรันโค้ดจากทางไกลและยกระดับสิทธิ์ โดยเมื่อมีแพตช์ออกมาก็มีคนพยายามทำ Reverse Engineering ต่อมาก็กลายเป็นอาวุธที่ใช้เพื่อการติดตั้งตัวขุดเหมืองและ Backdoor ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้เอง CISA จึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุบานปลายแต่เนิ่นๆด้วยการประกาศให้หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลต้องแพตช์ให้แล้วเสร็จใน 5 วัน เส้นตายคือ 23 พ.ค. แม้แพตช์จะเพิ่งออกมา 18 พ.ค. ก็ตาม หากทำไม่ได้ให้ตัดระบบ VMware ออกจากเครือข่ายไปก่อนจนกว่าจะทำเสร็จ นอกจากนี้ต้องสันนิฐานตัวเองก่อนว่าอาจถูกแทรกแซงให้ทำการค้นหาภัยคุกคาม (Threat Hunting) และสังเกตความผิดปกติรายงานต่อ CISA

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/dhs-orders-federal-agencies-to-patch-vmware-bugs-within-5-days/ และ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/vmware-patches-critical-auth-bypass-flaw-in-multiple-products/

from:https://www.techtalkthai.com/cisa-urges-to-patches-critical-2-vmware-vulnerabilities-cve-2022-22973-and-22972/

Red Hat เปิดโอเพ่นซอร์สแพลตฟอร์ม Kubernetes Security ของตน

StackRox คือบริษัทที่ทำด้าน Kubernetes Security ที่ Red Hat เข้าครอบครองในปี 2021 โดยล่าสุด Red Hat ได้ตัดสินใจเป็นโอเพ่นซอร์สในโปรเจ็คนี้

Credit: Red Hat

StackRox ได้นำเสนอแพลตฟอร์มที่โฟกัสเรื่อง Kubernetes Security ซึ่งความโดดเด่นคือเกิดมาเพื่อ Kubernetes อย่างแท้จริง มองเห็นคลัสเตอร์ต่างๆที่ทำงานภายใน Kubernetes ผสานการทำงานเข้ามาในขึ้นตอน CI/CD นอกจากนี้ยังรองรับ Kubernetes จากหลากหลายค่ายไม่ว่าจะเป็น Amazon EKS, Azure AKS และ Google (GKE) เป็นต้น

อย่างไรก็ดีหลังจาก Red Hat เข้าซื้อก็มีการพัฒนาต่อยอดขึ้น ซึ่งในมุมของการเปิดโอเพ่นซอร์สที่ https://github.com/stackrox/stackrox ทีมงานคุยว่า StackRox สามารถทำงานเข้ากับเครื่องมือของ DevOps และให้ประโยชน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยในมุมของ Supply Chain, Infrastructure และ Workload โดยโซลูชันพร้อมใช้งานระดับองค์กรของ Red Hat อย่าง Advanced Cluster Security นี้จะให้บริการต่อไปภายใต้ส่วนของ OpenShift Platform Plus ติดตามเรื่องราวอัปเดตของ StackRox ได้ต่อไปหลังเปิดโอเพ่นซอร์สได้ที่ https://www.stackrox.io/ 

ที่มา : https://cloud.redhat.com/blog/red-hat-releases-open-source-stackrox-to-the-community และ https://techcrunch.com/2022/05/17/red-hat-open-sources-stackrox-the-kubernetes-security-platform-it-acquired-last-year/

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-open-source-its-kubernetes-security-platform-as-stackrox/

Azure เปิดทดสอบ DNS Private Resolver

Azure ได้ลดความยุ่งยากเรื่องของโซลูชัน DNS ให้ผู้ใช้งานอีกระดับด้วยการประกาศทดลอง DNS Private Resolver

credit : Azure

ปัจจุบัน Azure มีบริการ DNS 2 รูปแบบคือ Private DNS ที่หมายถึงการให้บริการส่วนตัวใน Virtual Network ซึ่งไม่ต้องมาคอนฟิคพิเศษให้โซลูชัน DNS ทำให้มีชื่อโดเมนได้ตามใจแทนการกำหนดให้จาก Azure ในขณะที่ตัว Public DNS เป็นระบบที่ตั้งอยู่บนเครือข่ายสากลของ Azure ใช้งาน Anycast Networking โดยจะคอยตอบคำถามการร้องขอที่ใกล้ที่สุด

อย่างไรก็ดีเดิมที่เมื่อผู้ใช้งานจาก On-premise หรือจากนอก Azure Virtual Network ต้องการสอบถามมายัง Private DNS ผู้ใช้งานต้องตั้งเครื่องนึงบน IaaS ขึ้นมาเพื่อ Resolve ชื่อบน Private DNS Zone วันนี้การมาของ DNS Private Resolver ได้ขจัดขั้นตอนการจัดตั้ง IaaS นั้นออกไป นอกจากนี้ยังสามารถทำ Conditional Forwarding ออกไปยัง On-premise, Public DNS หรือผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นได้ รวมถึงทำงานได้อย่างไร้รอยต่อกับ Azure ExpressRoute, Azure VPN หรือ Azure Bastion

ปัจจุบัน DNS Private Resolver เปิดให้ทดลองได้ในหลาย Region ประกอบด้วย Australia East, UK South, North Europe, South Central US, West US3, East US3, North Central US, Central US EUAP, East US 2 EUAP, West Central US, East US 2, West Europe

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/announcing-azure-dns-private-resolver-now-in-preview/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-previews-dns-private-resolver/

AMD x86 ทำสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดสวนทางวิกฤติ Q1/2022

แม้การระบาดครั้งใหญ่จาก COVID-19 จะเริ่มอ่อนแรงลง แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนให้กับตลาดพีซีทั่วโลก ความต้องการพีซีประกอบต่ำกว่าที่เคยเป็นจากหลายปีที่ผ่านมา AMD และ Intel ยังคงเป็นสองเจ้าที่แบ่งกันกินบนพื้นที่ทางการตลาดเดียวกัน แต่ผลประกอบการสำหรับไตรมาสแรกของปี 2022 กลับเป็นทาง AMD ที่ผ่านมรสุมระดับโลกไปในทิศทางที่บวก สะเทือนพื้นที่ทางการตลาดของคู่แข่งอย่างชัดเจน

ภาพรวมสำหรับหมวดผลิตภัณฑ์แรก x86 CPU ของปี 2022 AMD โกยส่วนแบ่งการตลาดไปครอบครองมากถึง 27.7% ทำให้พื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดของ AMD เพิ่มขึ้นจากปี 2021 ในไตรมาสเดียวกันมากถึง +7.0% และเพิ่มจากไตรมาสที่ 4 มากถึง +2.1% ซึ่งขณะเดียวกันคู่แข่งอย่าง Intel กลับเสียพื้นที่ที่เคยถือครองอยู่ลงลดจาก 79.3% ของไตรมาสที่ 1 ปี 2021 เหลืออยู่ที่ 72.3% ในไตรมาสเดียวกันของปีปัจจุบัน
มาดูในส่วนของ Server CPU กันบ้าง (ซึ่งสามหมวดหลังนี้จะไม่รวมส่วนของโซลูชัน IoT) ทิศทางของพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดในหมวดหมู่นี้ยังคงเป็นเหมือนในหมวดแรก AMD ได้รับพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่วน Intel เสียพื้นที่ลดลงอีกเช่นเคย โดยเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ปี 2022 ด้าน AMD ได้สัดส่วนพื้นที่ส่วนแบ่งทางการตลาด Server CPU มาครองเพิ่มขึ้น +2.7% รวมเป็น 11.6% ส่งผลทำให้ปัจจุบันไตรมาสแรกของปี 2022 ทาง Intel เสียสัดส่วนพื้นที่ตรงนี้ให้กับ AMD ไป ซึ่งคงเหลืออยู่ที่ 88.4% ลดลงจากเดิมที่ 91.1%
 
มีเพียงหมวดหมู่เดียว จากทั้งหมด 4 หมวด ที่ทาง Intel ได้พื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น นั่นก็คือ หมวด Desktop PC CPU แต่ก็เป็นตัวเลขเพียงแค่ +1.1% เท่านั้น
 
Mobile CPU เป็นหมวดสุดท้ายที่ถูกจัดอันดับพื้นที่ส่วนแบ่งทางการตลาด และทาง AMD ก็ยึดครองพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกเช่นเคย ด้วยสัดส่วนมากถึง +4.4% ทำให้กระชับพื้นที่โดยรวมขึ้นมาอยู่ที่ 22.5% ส่วนฝั่ง Intel ติดลบในตัวเลขเดียวกันที่ -4.4%
 

from:https://www.techtalkthai.com/amd-achieves-record-x86-market-share-q1-2022/