คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

[Video Webinar] Secure Your Precious Data by Cisco Security & CSL

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย CSL Webinar เรื่อง “Secure Your Precious Data by Cisco Security” พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันและแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรในการรับมือกับ Ransomware จากทาง Cisco ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณกิตติคุณ กงแก้ว ICT Partner Management Specialist จาก CSL และคุณสุภาส จำปาทอง Presale Engineer – Cisco Security Specialist จาก Ingram Micro

ปัจจุบันองค์กรได้ปรับปรุงระบบ IT เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้าน แต่ยังเข้าถึงระบบ IT และแอปพลิเคชันขององค์กรได้ ทั้งจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขององค์กรหรือ อุปกรณ์ส่วนตัว (BYOD) ที่ถูกนำมาใช้งานมากขึ้น ซึ่งผู้ดูแลระบบจะมั่นใจได้อย่างไรว่าระบบ IT ขององค์กรจะไม่โดนคุกคามจากภัยที่อาจแฝงตัวมากับอุปกรณ์ส่วนตัว หรือมาจากการใช้งานเครือข่ายจากการทำงานที่บ้านของพนักงาน

นอกจากนี้ ปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์เองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความชาญฉลาดและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการโจมตีที่ต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วข้อมูลคือทรัพย์สินที่มักโดนโจมตี อาจสูญหาย หรือเรียกค่าไถ่ ดังที่ปรากฏในข่าวไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งเหตุ Data Breaches และองค์กรถูก Ransomware โจมตี

CSL ขอเชิญท่านร่วมงาน Webinar ซึ่งจะนำเสนอโซลูชันด้าน Security ล่าสุดจาก Cisco และการประยุกต์นำมาใช้รับมือกับภัยคุกคามที่อาจมากับอีเมลหรือแฝงตัวอยู่บนเว็บไซต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ransomware, Malware และอื่นๆ เพื่อให้ท่านรักษาความมั่นคงปลอดภัยเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนอย่างต่อเนื่องในอนาคตได้

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-secure-your-precious-data-by-cisco-security-and-csl/

[Video Webinar] Drive Business with Modernize IT Infrastructure by CSL

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย CSL Webinar เรื่อง “Drive Business with Modernize IT Infrastructure” ด้วยเทคโนโลยี Enterprise Cloud Platform จาก Nutanix ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณวัชระ กิ่งแก้ว ICT Partner Management Specialist จาก CSL และคุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager จาก Nutanix

แน่นอนว่าสถานการณ์ Covid-19 ในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง หลายองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทำกำไรใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็มีความเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการทำงานแบบ New Normal ทำให้องค์กรต้องติดตามและนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาปรับใช้กับระบบ IT ซึ่งเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ดูแลระบบจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนระบบ IT ควบคู่ไปกับการลดต้นทุน เพราะการลงทุนล่วงหน้ามากๆ โดยใช้เวลายาวนานกับระบบ IT ใหม่ๆ เช่นในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าอีกต่อไป

CSL ขอเชิญผู้ดูแลระบบเข้าร่วม Webinar เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชัน Enterprise Cloud Platform ของ Nutanix ที่ช่วยให้ระบบ IT ขององค์กร ทำงานได้รวดเร็ว มีเสถียรภาพ คุ้มค่าต่อการลงทุน รองรับการใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Cloud Native Apps และ Multicloud ได้ทันที ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัลทั้งด้านความเร็วและพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลแบบไม่จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-drive-business-with-modernize-it-infrastructure-by-csl/

[Guest Post] อนาคตของการดำเนินการอุตสาหกรรมการผลิตในโลกหลังโควิด -19

อนาคตของการดำเนินการอุตสาหกรรมการผลิตในโลกหลังโควิด19 :  Michael Schwarz จาก AVEVA แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ผลิตสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักของธุรกิจ  

 

ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกประสบกับการหยุดชะงักในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน และได้บังคับให้เจ้าของโรงงานต้องคิดถึงการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ทั้งหมด ผู้ผลิตยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมากในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น เจลทำความสะอาดมือ face shield ป้องกันใบหน้า หน้ากากกรองอากาศและเครื่องช่วยหายใจ แม้จะพยายามเท่าไร ก็เป็นได้ชัดว่ายากที่จะรับมือกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในห่วงโซ่อุปทานจะต้องมีมากกว่าความคุ้มทุน ความสามารถในการดำเนินงาน และการปฏิบัติตามข้อผูกพันของลูกค้าและพันธมิตรต่อไป แม้ภายใต้สภาวะตลาดที่ไม่มีใครเคยคาดการณ์และท้าทายที่สุด ก็มีความสำคัญเท่ากันในยุคที่ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

จากข้อมูลของ McKinsey1 เทคโนโลยีของอุตสาหกรรมการผลิตดิจิทัลจะเปลี่ยนทุกการเชื่อมโยงในห่วงโซ่คุณค่าการผลิต ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา ห่วงโซ่อุปทาน และการดำเนินงานในโรงงาน ไปจนถึงการตลาด การขาย และการบริการและ “ความก้าวหน้าใน AR และ VR อินเทอร์เฟซเหนือชั้น หุ่นยนต์ขั้นสูง และการผลิตเพิ่มเติม ล้วนเปิดประตูสู่การหยุดชะงักของดิจิทัล”

 

พลิกโฉมการดำเนินการของอุตสาหกรรมการผลิต (MOT)

บริษัทอุตสาหกรรมการผลิตหลายแห่งเริ่มต้นเส้นทางการเปลี่ยนแปลงด้วยระบบอัตโนมัติของโรงงานและเครื่องจักร และการเพิ่มผลผลิตและการทำซ้ำของกระบวนการ ระบบอัตโนมัติของอุปกรณ์ในโรงงานช่วยลดจำนวนการดำเนินการแบบแมนวล และเพิ่มปริมาณงานทางกายภาพให้สูงสุด เพื่อปรับปรุงการนำอุปกรณ์ไปใช้ให้ดียิ่งขึ้น การดำเนินงานของโรงงานได้เติบโตเต็มที่ในการใช้แอพพลิเคชั่นไอทีและซอฟต์แวร์เป็นพื้นฐานสำหรับกลยุทธ์การปรับปรุง เช่น การเปลี่ยนคำแนะนำในการทำงานที่ใช้กระดาษเป็นหลักและการรวบรวมข้อมูล

การใช้ซอฟต์แวร์และไอที เช่น ระบบปฏิบัติการอุตสาหกรรมการผลิต (MES) ให้ประโยชน์มากกว่าเพียงแค่ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ผ่านฟังก์ชันการทำงานของแอปพลิเคชันหลัก ข้อมูลในอดีตและการวิเคราะห์ big data ที่ทันสมัย ช่วยเพิ่มโอกาสกลับคืน โดยให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ และการอำนวยความสะดวกในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ทัศนวิสัยของดำเนินงานและสถานะสินค้าคงคลังตามการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติกับระบบขององค์กรแบบเรียลไทม์ ช่วยในการตัดสินใจและทำงานร่วมกันระหว่างฟังก์ชันของโรงงานและองค์กรได้ดีขึ้น และความก้าวหน้านี้ยังช่วยให้เจ้าของโรงงานทำการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็วขึ้น

 

การทำงานร่วมกันระหว่างคนและระบบ

ปัจจัยสำคัญสำหรับการปรับปรุงการดำเนินการผลิตในอนาคตคือ การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของผู้คน และระบบในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นอัตโนมัติและได้ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การพลิกโฉมของกระบวนการปฏิบัติงานในรูปแบบดิจิทัลรวบรวมและเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดให้เป็นเวิร์กโฟลว์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมต่อสินทรัพย์และระบบ สร้างคนที่เป็นระบบและการทำงานร่วมกันของระบบแ ละเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับมือถือและพนักงานรุ่นใหม่

การเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกันยังสามารถจัดกระบวนการข้ามโดเมนที่ใช้งานได้ (การรวมในแนวนอน) และสามารถรวมเข้ากับฟังก์ชันทางธุรกิจ (การรวมตามแนวตั้ง) การบังคับใช้ความสอดคล้องของขั้นตอนการปฏิบัติงานและระบบอัตโนมัติของขั้นตอนการทำงานพร้อมบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ของกิจกรรมการดำเนินการผลิตและข้อมูลจะช่วยรักษาการลงทุนในระบบโรงงานที่มีอยู่ในขณะที่นำเสนอศักยภาพในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สำคัญ

 

ความสามารถในการปรับตัวด้วยข้อมูล

สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานการผลิตจากหลายสถานที่อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเกิดขึ้นได้ คือการกำหนดมาตรฐานกระบวนการปฏิบัติงานทั่วทั้งองค์กร ซึ่งเปิดใช้งานผ่านการกำหนดมาตรฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ การผสานรวมกันของไอทีดังกล่าวนั้นเป็นรากฐานในการสร้างแบบจำลองดิจิทัล เชื่อมต่อ ดำเนินการ และควบคุมกระบวนการปฏิบัติงานและการไหลของข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอในหลายโรงงาน การกำหนดมาตรฐานของกระบวนการปฏิบัติงานนั้นเป็นไปได้ด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้:

  • แพลตฟอร์มวิศวกรรมและรันไทม์ที่เปิดกว้าง สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมและออกแบบมาเพื่อให้สามารถรวมธุรกิจ การดำเนินการผลิต และกระบวนการผลิตและข้อมูลเข้าด้วยกัน
  • ชุดแอปพลิเคชันทางอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่การเพิ่ม ROI ประสิทธิภาพอุปกรณ์อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงฟังก์ชันการจัดการการดำเนินการผลิตเต็มรูปแบบ
  • วิธีการสร้างแบบจำลองกระบวนการดำเนินงานที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ซึ่งทำให้การดำเนินการทั้งหมดเป็นมาตรฐาน ช่วยลดความยุ่งยากในการนำกระบวนการไปใช้กับอุปกรณ์ ระบบและผู้คน

บทบาทของแพลตฟอร์มไอทีด้านอุตสาหกรรมการผลิตคือ การให้ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความแตกต่างของโรงงานในท้องถิ่นและรูปแบบสินทรัพย์ของโรงงาน ซึ่งแอปพลิเคชันสามารถใช้เพื่อผสมผสานกิจกรรมของมนุษย์และกิจกรรมที่ทำโดยอัตโนมัติในการดำเนินการตามกระบวนการที่เป็นมาตรฐานและกฎเกณฑ์ทางธุรกิจ แพลตฟอร์มนี้ปรับให้เข้ากับอุปกรณ์ทางกายภาพและระบบอัตโนมัติในแต่ละพื้นที่ ในขณะที่ยังคงรักษาข้อมูลและแบบจำลองข้อมูลของกระบวนการและการไหลของข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันอื่นๆ และองค์กร

การพลิกโฉมครั้งนี้เป็นการสร้าง digital twin ของโรงงานอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งให้การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการตามความต้องการ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของโรงงานสามารถย่นระยะเวลาในการขายสินค้าและลดสินค้าคงคลัง และปรับปรุงประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อถูกนำไปใช้อย่างต่อเนื่องในหลายๆ ไซต์ digital twin ของโรงงานจะกลายเป็นตัวช่วยสำหรับความคล่องตัว ความเร็ว และความสามารถในการตรวจสอบแกะรอย ที่สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจใหม่ ผลิตภัณฑ์ และการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลทำให้เกิดขึ้นในระดับธุรกิจ

 

เพิ่มการเสริมพลังและทำให้ใช้ได้นาน ไม่ล้าสมัย

ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ ไปจนถึงการเพิ่มผลผลิต ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพ มันมีเหตุผลมากมายที่สานต่อ Manufacturing Operations Transformation มันคือความต่อเนื่องของกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงที่จัดระบบไอทีการผลิตทั่วทั้งธุรกิจ เพื่อปรับปรุงทั้งด้านปฏิบัติการและธุรกิจ การปรับปรุงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการและระบบ และฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้มักมาแทนที่การใช้กระดาษและระบบเดิมด้วยซอฟต์แวร์ที่ให้ระบบอัตโนมัติและทำให้กระบวนการทำงานสอดคล้องกับเป้าหมาย

Modern Manufacturing Execution Systems นำเสนอแพลตฟอร์มสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการเชื่อมต่อแบบไม่จำเป็นต้องมีความรู้กับระบบธุรกิจ data lake และระบบอัตโนมัติและระบบ IIoT เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ขั้นกว่า ผ่านการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และการวางแผนและกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์จะมีขึ้นอีกทศวรรษนี้หรือมากกว่า แต่ผู้บุกเบิกกำลังก้าวไปสู่การผลักดัน bottom-line และ top-line ในระยะอันใกล้ เครื่องมือที่ทำงานบน cloud computing ยังช่วยให้ซัพพลายเออร์สามารถทำงานร่วมกันได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ผลิตเครื่องยนต์สามารถแบ่งปันโมเดลสามมิติของการออกแบบส่วนประกอบภายในเครือข่าย และซัพพลายเออร์แต่ละรายสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับราคา ระยะเวลาการผลิต คุณภาพ และการจัดส่งได้

การเชื่อมต่อนั้นคืออนาคต และตอนนี้ก็มีพร้อมให้ใช้แล้ว การมีการเชื่อมต่อในตัวกับระบบพื้นโรงงาน อุปกรณ์และเครื่องมือที่มีอยู่จะช่วยขจัดความไร้ประสิทธิภาพ เพิ่มผลกำไรสูงสุด และช่วยให้ทีมของคุณสามารถรับมือกับการหยุดชะงักภายนอกในอนาคตได้

อ้างอิง

1Digital manufacturing https://www.mckinsey.com/business-functions/operations/our-insights/digital-manufacturing-the-revolution-will-be-virtualized

 

เกี่ยวกับผู้แต่ง

Michael Schwarz ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์อาวุโส MES/MOM ที่ AVEVA

Michael Schwarz เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์อาวุโสของ AVEVA รับผิดชอบด้านการค้าและการออกสู่ตลาดสำหรับซอฟต์แวร์ AVEVA Manufacturing Execution System, Enterprise Integration, Batch and Recipe Management และ Workflow Management Michael โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในการใช้งานซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม

 

 

เกี่ยวกับ AVEVA

AVEVA เป็นผู้นำระดับโลกในด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลทั่วทั้งสินทรัพย์ และการดำเนินงานตลอดวงจรชีวิตของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนสูง วิศวกรรมการวางแผน และการดำเนินงาน ประสิทธิภาพของสินทรัพย์ และโซลูชันการตรวจสอบ และควบคุมของบริษัท ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วแก่ลูกค้ากว่า 16,000 รายทั่วโลก ลูกค้าได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดรวมถึงพันธมิตร 4,200 ราย และนักพัฒนาที่ผ่านการรับรอง 5,700 ราย AVEVA มีสำนักงานใหญ่ในเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักรโดยมีพนักงานมากกว่า 4,400 คนใน 80 สาขาในกว่า 40 ประเทศ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม: www.aveva.com

from:https://www.techtalkthai.com/aveva-manufacturing-global-smart-supply-chain/

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้กระตุ้น SMB ไทยเร่งเสริมแกร่งความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับดิจิทัลไลเซชั่นยุคโควิด

ประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านความพยายามในการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องตามดัชนี Global COVID-19 Index (GCI) และในการจัดอันดับระดับโลก ประเทศไทยก็เคยอยู่ในอันดับหนึ่งจาก 184 ประเทศทั่วโลกเช่นกัน ด้วยความสำเร็จในการชะลอการแพร่ระบาดและมาตรการที่ผ่อนคลายลง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMB ในไทยต่างก็พิจารณาใช้เทคโนโลยีเพื่อประคองตัวให้ลอยเหนือความท้าทายต่างๆ ที่เกิดในช่วงนี้

 

จากการสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยแคสเปอร์สกี้ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก พบว่าก่อนที่จะมีมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจาก COVID-19 ผู้ใช้ในประเทศไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 5 นาทีทุกวัน สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 56 นาที ทั้งนี้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ระยะเวลาที่ใช้ท่องเวิลด์ไวด์เว็บเพิ่มขึ้นอีก 2-5 ชั่วโมงต่อวัน

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจกลุ่มผู้บริโภค 250 คนที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างน้อยสองเครื่องในครัวเรือนในประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 69% ชอบช้อปปิ้งออนไลน์และ 59% ทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้อินเทอร์เน็ต

แม้ว่ากระบวนการใช้ข้อมูลที่เป็นดิจิทัลเพื่อประโยชน์สูงสุด หรือ Digitalisation จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ก็ยังเปิดช่องโหว่ที่อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้งานได้ ข้อมูลจากแคสเปอร์สกี้ได้เปิดเผยว่า บริษัทขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่ตกเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สำคัญสามประการ ฟิชชิ่ง แรนซัมแวร์ และไมนิ่ง

ฟิชชิ่ง (Phishing)

ฟิชชิ่งเป็นการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคมประเภทหนึ่งที่ยืดหยุ่นที่สุด อาชญากรไซเบอร์มักใส่หัวข้อยอดนิยมที่เป็นกระแสไว้ในเนื้อหา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเปิดลิ้งก์ที่ติดไวรัสหรือไฟล์แนบที่เป็นอันตราย ความเสียหายของอาชญากรรมออนไลน์นี้มีตั้งแต่เครือข่ายของบริษัทถูกแฮ็ก ไปจนถึงข้อมูลที่เป็นความลับถูกขโมย ข้อมูลระบุตัวบุคคล ข้อมูลประจำตัวทางการเงิน และแม้แต่ความลับขององค์กร

สถิติล่าสุดจาก Anti-Phishing System ของแคสเปอร์สกี้ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 มีตัวเลขการป้องกันการพยายามโจมตีบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพนักงาน 50-250 คน ด้วยฟิชชิ่งจำนวน 767,530 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 24.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 600,000 ครั้ง ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 103,378 ครั้ง ติดอันดับสี่ในภูมิภาค

แรนซัมแวร์ (Ransomware)

แรนซัมแวร์กลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลายองค์กร แม้ว่าจากมุมมองทางเทคนิค แรนซัมแวร์จะไม่ใช่ภัยคุกคามขั้นสูงสุด แต่ก็ทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถปิดกั้นการดำเนินธุรกิจและรีดไถเงินได้

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โซลูชันของแคสเปอร์สกี้ได้บล็อกการพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั้งหมด 235,100 ครั้งต่อ SMB ในภูมิภาค สถิตินี้แสดงให้เห็นว่าแรนซัมแวร์มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามนี้ได้กลายเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว

จากการวิจัยล่าสุดของแคสเปอร์สกี้ พบว่าการโจมตีของแรนซัมแวร์ในปัจจุบันจำนวนหนึ่งในสามมีเป้าหมายเป็นผู้ใช้ทางธุรกิจ ดังนั้นแม้ว่าจำนวนการพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั้งหมดที่ตรวจพบในภูมิภาคนี้ลดลง 58.69% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ความเสี่ยงของ SMB และองค์กรที่สูญเสียข้อมูลและเงินสดเนื่องจากภัยคุกคามนี้ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 28,791 ครั้ง ติดอันดับสามในภูมิภาค

ไมนิ่ง (Mining)

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลและแรนซัมแวร์ดูเหมือนจะเป็นความกังวลของบริษัทส่วนใหญ่ในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม สถิติจากแคสเปอร์สกี้เปิดเผยว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ฟิชชิ่งหรือแรนซัมแวร์ หากแต่เป็นไมนิ่ง

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ติดเชื้อแล้ว ผู้ก่อภัยไมนิ่งจะควบคุมการประมวลผลของเครื่องเพื่อจุดประสงค์ที่ชั่วร้ายของตนเอง อาการและผลที่เกิดจากไมนิ่งที่เป็นอันตรายนั้นไม่ชัดเจนและไม่เกิดขึ้นทันทีเหมือนอย่างการโจมตีแบบแรนซัมแวร์และฟิชชิ่ง แต่ผลที่ตามมานั้นมีค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว

จากสถิติไตรมาส 2 ปี 2020 ของแคสเปอร์สกี้พบว่า มีความพยายามโจมตีด้วยไมนิ่งจำนวน 662,622 ครั้ง ซึ่งมีจำนวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์ เนื่องจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซียนั้นติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศทั่วโลกที่ถูกโจมตีมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 79,741 ครั้ง อยู่ในอันดับที่สี่ในภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไตรมาส 2 2020

 

ฟิชชิ่ง

แรนซัมแวร์

ไมนิ่ง

ประเทศ

จำนวนที่ตรวจจับได้

อันดับระดับโลก

จำนวนที่ตรวจจับได้

อันดับระดับโลก

จำนวนที่ตรวจจับได้

อันดับระดับโลก

อินโดนีเซีย

213,638

21

136,222

4

238,356

4

มาเลเซีย

137,427

35

1,730

45

117,732

8

ฟิลิปปินส์

48,995

58

2,490

41

4,475

44

สิงคโปร์

44,439

60

132

54

2,413

49

ไทย

103,378

42

28,791

19

797,41

11

เวียดนาม

219,653

19

65,735

8

219,905

5

 

 

นางสาวเบญจมาศ จูฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้โดยใช้มาตรการปกติใหม่ หรือ New normal ผู้คนกลับเข้าทำงานและถูกจ้างงานอีกครั้ง เมื่อพูดถึงการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของธุรกิจ ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการรีเซ็ตครั้งใหญ่ บริษัทต่างๆ ควรพิจารณาและเสริมสร้างแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันความพยายามของอาชญากรไซเบอร์ซึ่งอาศัยช่องโหว่และสถานการณ์วิกฤตของเหยื่อเพื่อประโยชน์ของตนเอง

“การโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบันนั้นถูกและง่ายกว่าที่เคย ธุรกิจ SMB จึงพบว่าตัวเองตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์โดยเฉพาะ และเพื่อสนับสนุนธุรกิจในระหว่างการฟื้นตัวจากช่วงโรคระบาดนี้ แคสเปอร์สกี้มีโซลูชั่นที่ครอบคลุมหลายประการสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อย่างปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งรวมถึงโซลูชั่น Kaspersky Endpoint Detection and Response Optimum ที่จะสร้างการป้องกันเชิงลึกอย่างแท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยโดยใช้การตอบสนองอัตโนมัติและการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง” นางสาวเบญจมาศ กล่าวเสริม

เพื่อช่วยให้ SMB ฝึกอบรมพนักงานเพื่อพร้อมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ แคสเปอร์สกี้ขอเสนอการฝึกอบรมการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยอัตโนมัติฟรี 3 เดือน (Automated Security Awareness Training) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ SMB ปรับปรุงข้อมูลและข้อปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัท โปรแกรมนี้มีให้บริการจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2020 และใช้ได้กับผู้ใช้มากถึง 500 คน เจ้าของธุรกิจที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้โดยไปที่ลิ้งก์นี้ www.k-asap.com

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ยังตระหนักถึงความท้าทายที่กลุ่มธุรกิจ SMB ต้องเผชิญ ดังนั้นจึงขอเสนอโปรโมชันซื้อไลเซ่นส์ 1 ปี รับสิทธิ์การใช้งานเพิ่มฟรีอีก 1 ปี สำหรับสำหรับโซลูชันเอ็นพอยต์ต่างๆ ประกอบด้วย

  • Kaspersky Endpoint Security for Business
  • Kaspersky Endpoint Security for Cloud and Cloud Plus
  • Kaspersky Security for Microsoft Office 365
  • Kaspersky Hybrid Cloud Security

ท่านสามารถดูโปรโมชันเพิ่มเติมของภูมิภาคนี้ได้ที่ https://go.kaspersky.com/KESB_new_prospect_SEA.html

 

ตัวเลขที่น่าสนใจของไตรมาส 2 ปี 2020 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฟิชชิ่ง

  • พบความพยายามโจมตีด้วยฟิชชิ่ง 767,530 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • เพิ่มขึ้น 30% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (617,461 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของภูมิภาค และอันดับ 42 ของโลก

แรนซัมแวร์

  • พบความพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ 235,100 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • น้อยลง 69% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (569,145 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของภูมิภาค และอันดับ 19 ของโลก

ไมนิ่ง

  • พบความพยายามโจมตีด้วยไมนิ่ง 662,622 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • น้อยลง 30% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (1,757,808 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของภูมิภาค และอันดับ 11 ของโลก

 

 

เกี่ยวกับรายงาน

รายงานของแคสเปอร์สกี้ เรื่อง “More connected than ever before: how we build our digital comfort zones” เป็นการศึกษาว่าเรารับรู้ถึงความสะดวกสบายแบบดิจิทัลของเราอย่างไร และการระบาดใหญ่ส่งผลต่อมุมมองเหล่านี้อย่างไร

การศึกษาดำเนินการโดยหน่วยงานวิจัย Sapio ผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล ชิลี โคลัมเบีย เยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี เม็กซิโก เปรู ฟิลิปปินส์ ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ สเปน ไทย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และมีการรวบรวมคำตอบแบบสำรวจในเดือนพฤษภาคม 2020 มีการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 10,081 คนในประเทศที่ระบุ

เกี่ยวกับแคสเปอร์สกี้

แคสเปอร์สกี้ เป็นบริษัทด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตระดับโลกที่ก่อตั้งในปี 1997 ด้วยความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโซลูชั่นความปลอดภัยยุคใหม่ที่ให้บริการด้านการป้องกันสำหรับธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลและลูกค้าทั่วโลก การให้บริการของแคสเปอร์สกี้ประกอบด้วยการป้องกันคอมพิวเตอร์ รวมถึงโซลูชันและบริการด้านการป้องกันความปลอดภัยเฉพาะทางจำนวนมากเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัล ซึ่งแคสเปอร์สกี้ได้ป้องกันความปลอดภัยและปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดให้แก่ผู้ใช้กว่า 400 ล้านคน และผู้ใช้องค์กรอีกกว่า 250,000 ราย ศึกษาข้อมูลเพี่มเติมได้ที่ www.kaspersky.com

from:https://www.techtalkthai.com/kaspersky-smb/

[Guest Post] หัวเว่ย เปิดตัว FusionServer Pro V6 SAP HANA Solution มุ่งเสริมพลังองค์กรสู่การพลิกโฉมเป็นดิจิทัล

เซี่ยงไฮ้-ที่งาน HUAWEI CONNECT 2020 หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน FusionServer Pro V6 SAP HANA โดยมีแขกผู้มีเกียรติ์จาก SAP, Intel และ SUSE เข้าร่วมในพิธีเปิดตัวผลิดภัณฑ์ใหม่ พร้อมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดเผยถึงการเดินทางอย่างสร้างสรรค์กับหัวเว่ยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนสิ่งที่คาดหวังในอนาคตจากโครงการความร่วมมือที่ยังคงดำเนินต่อไป ในงานนี้ด้วย

 

โซลูชัน Huawei FusionServer Pro V6 SAP HANA ประกอบด้วย เซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ  ซีรีส์ Huawei FusionServer Pro ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทซึ่งทำงานบนสถาปัตยกรรม x86 ผสานกับขุมพลังจากฐานข้อมูลในหน่วยความจำ SAP HANA เสริมด้วยประสิทธิภาพการทำงานระดับสูง, มีความน่าเชื่อถือสูง และสามารถขยายเพิ่มได้อย่างราบรื่น FusionServer Pro 2488H V6 รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล  3rd Gen Intel(R) Xeon(R) Scalable 4 ที่มีหน่วยความจำ 48 DDR4 DIMMs และ PCIe 11 ช่อง พร้อมรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ 2.5-inch ได้ถึง 25 ตัวสำหรับการจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่อง ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Intel(R) Optane(TM) Persistent Memory (PMem) ตระกูล 100 เพื่อมอบพลังการประมวลผลเหนือระดับ, ความจุหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น และสามารถปรับตั้งค่าได้อย่างยืดหยุ่น

เซิร์ฟเวอร์ Huawei FusionServer Pro 2488H V6 ซึ่งผ่านการตรวจสอบทางเทคนิคโดย SAP HANA Tailored Data Center Integration (TDI) และได้รับการรับรองจาก SAP HANA Appliance and SUSE YES มาเมื่อเดือนกรกฏาและสิงหาคมที่ผ่านมานั้น เป็นสมาชิกใหม่ของเซิร์ฟเวอร์ในตระกูล Huawei FusionServer Pro ซึ่งมาพร้อมกับโซลูชั่น SAP HANA อันเป็นผลงานจากความร่วมมือระหว่างหัวเว่ยและ SAP ที่มีมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเปิดโอกาสให้หัวเว่ยได้สั่งสมประสบการณ์เพิ่มขึ้นมากมาย ปัจจุบัน โซลูชัน Huawei SAP HANA ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมมากกว่า 25 ภาคส่วน รวมถึงภาคการผลิต, พลังงาน, ค้าปลีก, การเงิน, การขนส่ง และภาคการศึกษา

ความนิยมใช้งานเทคโนโลยี อาทิ  5G, AI และ IoT ที่กำลังเติบโตขึ้น ได้ทำให้มีความคาดหวังเกี่ยวกับกระบวนการประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หัวเว่ยจึงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Intel, SAP และ SUSE ต่อไป พร้อมเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมและสามารถแข่งขันได้ ด้วยประสิทธิภาพและคุณภาพระดับสูง เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในคลื่นของดิจิทัลทั่วโลกพร้อมอำนวยความสะดวกในการพลิกโฉมสู่ความเป็นดิจิทัลขององค์กรทั้งหลาย

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-fusionserver-pro-v6-sap-hana-solution/

[Guest Post] Aveva ให้ความสำคัญแก่กลยุทธ์ระบบคลาวด์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในช่วง New Normal

AVEVA ผู้นำระดับโลกในด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมเปิดตัว ‘Cloud-First’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ระยะยาว เพื่อมุ่งเน้นการให้บริการหลักในระบบคลาวด์ เพื่อให้แน่ใจว่ามีพร้อมใช้งานได้และความพร้อมใช้งานสูง มีการจัดการผู้ใช้และความยืดหยุ่นในการทดลองใช้โซลูชันใหม่ๆ กลยุทธ์ดังกล่าวนั้นรวมถึงการแนะนำการผสมผสานที่ขับเคลื่อนด้วยสถานการณ์ระหว่างผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดมูลค่าอย่างรวดเร็ว

 

 

ในส่วนหนึ่งของกลยุทธ์นี้ AVEVA ยังได้ประกาศความก้าวหน้าใหม่ที่สำคัญสำหรับแพลตฟอร์มคลาวด์ชั้นนำของอุตสาหกรรม AVEVA ConnectAVEVA Unified Engineering และ AVEVA Insight Guided and Advanced Analytics โซลูชันใหม่เหล่านี้เข้าถึงได้ในระบบคลาวด์ ลดต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม ช่วยให้ผู้ใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพและเปิดใช้งานการสนับสนุนการตัดสินใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอุตสาหกรรม

AVEVA Connect ได้รับการออกแบบมาเพื่อโฮสต์โซลูชันซอฟต์แวร์ AVEVA ในระบบคลาวด์อย่างปลอดภัย AVEVA Connect ช่วยให้ลูกค้ามากกว่า 1,900 รายและผู้ใช้มากกว่า 25,000 รายสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆจากแพลตฟอร์มเดียวด้วยการลงชื่อเพียงครั้งเดียว การเชื่อมต่อทีม ข้อมูลและกระบวนการในระบบคลาวด์เป็นตัวสร้างความแตกต่างที่สำคัญสำหรับ AVEVA ในปัจจุบัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นโดยอุตสาหกรรม และความจำเป็นในการนำกระบวนการที่แตกต่างกันจำนวนมากมารวมกันผ่านแหล่งเดียว มันช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการผู้ใช้ที่ได้รับการปรับปรุงในสินทรัพย์ทั้งหมด รวมทั้งความสามารถในการตรวจสอบการใช้เครดิตการสมัครสมาชิกในกลุ่มซอฟต์แวร์ AVEVA ทั้งหมด

“New normal นี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในการมุ่งเน้นและความจำเป็นทางธุรกิจ” Ravi Gopinath ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลาวด์และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ AVEVA กล่าว “ในอนาคต ธุรกิจต่างๆจะได้เห็นใช้ต้นทุนที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับเครื่องมือการแสดงภาพและความคล่องตัว และการตอบสนองที่มากขึ้นทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่า เพื่อลดการรั่วไหลของมูลค่า และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร การมุ่งเน้นขององค์กรเปลี่ยนไปเพื่อต้องการความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์มากขึ้น แอปพลิเคชันอัจฉริยะและประสบการณ์ผู้ใช้ที่คล่องตัวยิ่งขึ้น AVEVA Connect จะทำหน้าที่เป็น “one stop shop” สำหรับข้อกำหนดเหล่านี้ทั้งหมด”

 

โซลูชัน AVEVA Connect ใหม่ มอบประสิทธิภาพที่ดีขึ้นสำหรับองค์กรอุตสาหกรรม

AVEVA Unified Engineering แบ่งไซโลเพื่อส่งมอบสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางโดยมีแหล่งที่มาของแอคเคานท์เดียวตลอดวงจรชีวิตวิศวกรรม ขณะนี้ ทีมที่มีระเบียบวินัยหลากหลายสำหรับผู้ดำเนินการ เจ้าของและ EPC สามารถทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินโครงการกรีนฟิลด์และบราวน์ฟิลด์ที่มีความสามารถในการตรวจสอบสูงในสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ในไม่กี่วันเพื่อเร่งเวลาในการสร้างมูลค่าและลดต้นทุนการติดตั้งทั้งหมด ขณะนี้ AVEVA Insight Guided and Advanced Analytics พร้อมใช้งานแล้วในระบบคลาวด์สำหรับการจดจำรูปแบบขั้นสูง เพื่อเพิ่มการวิเคราะห์อัตโนมัติและการตรวจสอบเงื่อนไข โซลูชันนี้มอบความคุ้มค่าในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นกลยุทธ์ประสิทธิภาพสินทรัพย์ตามการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ได้ โดยไม่ต้องใช้การสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนหรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล โซลูชันนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างแบบจำลองที่ใช้งานง่ายโดยกำหนดเป้าหมายไปที่เนื้อหาเฉพาะโดยให้การตรวจจับความผิดปกติที่เชื่อถือได้โดยมีการปรับแต่งน้อย

 

กลยุทธ์ cloud-based ของ AVEVA เพื่อรองรับความต้องการของภาวะ New Normal

ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานและการพัฒนาแอปพลิเคชัน low-code ไปจนถึงการแสดงภาพทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน ฟังก์ชันการทำงานของ AVEVA Connect ช่วยให้สามารถทดลองใช้ความสามารถใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดซึ่งเข้าถึงได้ทั้งหมดผ่านระบบคลาวด์

‘Cloud-First’ ประกอบด้วยการแนะนำการผสานรวมตามสถานการณ์ระหว่างผลิตภัณฑ์เพื่อให้คุ้มค่าอย่างรวดเร็ว ปลายปีนี้ AVEVA จะแนะนำชุดพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้พันธมิตรสามารถจัดหาโซลูชันของตนภายในแพลตฟอร์ม AVEVA Connect เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่หลากหลายให้กับลูกค้า

“การเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ไม่ใช่เรื่องของทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ข้อดีอย่างมากของค่าใช้จ่ายในการปรับใช้งานและการเป็นเจ้าของความสามารถในการใช้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการอย่างแท้จริง และการกำจัดอุปสรรคที่ของแต่ละท้องที่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานและการทำงานร่วมกันในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน หมายความว่าเราจะเพิ่ม rich domain content ของพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไป เพราะนี่ไม่ได้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับความเป็นจริงและความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจของลูกค้าด้วย” Ravi Gopinath ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลาวด์และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ AVEVA กล่าวสรุป

 

เกี่ยวกับ AVEVA

AVEVA เป็นผู้นำระดับโลกในด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลทั่วทั้งสินทรัพย์ และการดำเนินงานตลอดวงจรชีวิตของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนสูง วิศวกรรมการวางแผน และการดำเนินงาน ประสิทธิภาพของสินทรัพย์ และโซลูชันการตรวจสอบ และควบคุมของบริษัท ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วแก่ลูกค้ากว่า 16,000 รายทั่วโลก ลูกค้าได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดรวมถึงพันธมิตร 4,200 ราย และนักพัฒนาที่ผ่านการรับรอง 5,700 ราย AVEVA มีสำนักงานใหญ่ในเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักรโดยมีพนักงานมากกว่า 4,400 คนใน 80 สาขาในกว่า 40 ประเทศ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม: www.aveva.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/aveva-solution-cloud-connect/

ก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตในยุค New Normal และการก้าวไปสู่ Adaptive Manufacturing Enterprise โดยมี ERP เป็นปัจจัยสำคัญ

หลังจากที่อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างไม่ทันตั้งตัว จากวิกฤต COVID-19 จะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ในแง่ที่ทำให้การผลิตเกิดการหยุดชะงัก การทำงานของคนในองค์กรกลายเป็นแบบ Work From Home ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายประสบปัญหาที่ต้องปิดตัวลง ด้วยเหตุผลแตกต่างกัน ในขณะที่บางแห่งกลับต้องเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงเนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อการวางแผนการผลิต

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ความสำคัญของการผลิตแบบดิจิทัลได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตต้องดิ้นรน ไม่เพียงเพื่อป้องการการหยุดชะงัก แต่เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้ยังคงดำเนินต่อไปให้ได้อีกด้วย

การผลิตแบบดิจิทัลถือได้ว่าเป็นแนวทางแบบครบวงจรในการวางแผนการดำเนินการ การจัดการต้นทุน การเคลื่อนย้ายวัสดุและการควบคุมแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสื่อสาร วิเคราะห์และใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ขององค์กร

ในขณะที่ผู้ผลิตต้องก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้น ผู้ให้บริการ ERP หลายรายก็ยังต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบ Robotic Process Automation (RPA), Machine learning, Digital twins และอื่น ๆ มาพัฒนา เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

ปัจจัยของ Digital Manufacturing ที่จะช่วยให้การผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ถึงแม้ว่าเทรนด์ของ Digital transformation เกิดขึ้นมาค่อนข้างนาน แต่มันก็ยังคงส่งผลให้การผลิตในอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัวตาม และทำให้หลายบริษัทต้องมีการลงทุนทางด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความสามารถของ Digital transformation นี้สามารถเพิ่มผลกำไรและความก้าวหน้าทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาศัยการคำนวณต้นทุนและการคาดการณ์ด้วยตนเอง แบบ Manual ทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาด การกำหนดและตรวจสอบตัวชี้วัด(KPI) ของกระบวนการผลิตอาจไม่แม่นยำนัก อย่างไรก็ดีด้วยการปรับใช้งานด้านดิจิทัลที่มากขึ้น บริษัทสามารถประเมินปัญหาด้านการผลิตและวัสดุได้อย่างรวดเร็ว ดูข้อมูล วิเคราะห์ได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินการผลิตอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตอย่าง Akebono ผู้ผลิตวัสดุยานยนต์และชุดเบรก ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือวางแผนการผลิตและตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ภายหลังจากการนำโซลูชั่น QAD Automation มาใช้สามารถช่วยให้การคาดการณ์ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเติมเต็มการผลิตตามลำดับความสำคัญ และปรับปรุงความแม่นยำในกระบวนการทำงานอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบที่ใช้ในองค์กรแบบเดิมมักมีข้อจำกัดทางด้านความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งความกดดันจากสถานการณ์ภายนอก ก็จำเป็นต้องมีการประเมินกระบวนการภายในใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมที่จะกลับเข้าสู่การผลิตอีกครั้ง รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจภายในด้วยเช่นกัน อย่างกลยุทธ์ที่จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอ  เมื่อใดที่ธุรกิจการผลิตมีกลยุทธ์และวิธีการ ในการปรับตัวที่ดี และสามารถเข้าถึงข้อมูล ที่ช่วยวิเคราะห์คาดการณ์ได้แบบเรียลไทม์ นั่นย่อมส่งผลถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่ง QAD เราเรียก บริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises “

ดังนั้นมาดูกันว่าหากองค์กรต้องการก้าวไปเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise หรือองค์กรผู้ผลิต ที่มีประสิทธิภาพสูงในการปรับตัวต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง

คุณสมบัติ ประการ ของ Adaptive Manufacturing Enterprise

  1. ความชาญฉลาด (Intelligent) การจัดการข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้นและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ สามารถช่วยให้องค์กรตัดสินใจอย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  2. นวัตกรรม (Innovation) การใช้ประโยชน์จากกระบวนการใหม่ๆ และเทคโนโลยีทางดิจิทัลมาเพื่อพัฒนาข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ เพื่อความก้าวหน้าในประสิทธิภาพการผลิต
  3. ความรวดเร็ว ว่องไว (Agile) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมอนิเตอร์ประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มคุณภาพ เพื่อทำให้การตัดสินใจรวดเร็วยิ่งขึ้น และพร้อมรับมือ แก้ปัญหาต่อสถาณการณ์เฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที
1. ความชาญฉลาด (Intelligent)

เพื่อการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ผลิต การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ สามารถช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนและเชื่อมต่อกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และอุปกรณ์ได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์ให้เหนือคู่แข่งอีกด้วย

ผู้ผลิตหลายรายที่ประสบความสำเร็จ  ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ อย่างเช่น AI, Machine learning และ Internet of Things (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยให้ตัวชี้วัด (KPI) วัดผลได้ดีขึ้น ทั้งในด้านการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน การเงิน และการดำเนินการอื่นๆ ตัวอย่างวิธีการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการปรับตัว เช่น

  • ผู้ผลิตรายหนึ่งมีการเปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบมือ (Manual) มาใช้ระบบการวิเคราะห์แบบใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงมีการแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ  ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
  • ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายหนึ่ง ได้ปรับปรุงกระบวนการของระบบ เพื่อการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์กับซัพพลายเออร์ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบมีระยะเวลาสั้นลง และคุณภาพการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ดีขึ้น
2. นวัตกรรม (Innovation)

เพื่อการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจการผลิตจำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และการใช้แอปพลิเคชั่นมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานพร้อมทั้งสามารถลดต้นทุนได้

ผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหลายราย เปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชั่นบน Cloud ที่ Low-code/no-code เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งใช้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพมาพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ให้เข้ากับธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง: วิธีนำนวัตกรรมมาใช้ เพื่อความได้เปรียบในการปรับตัวทางธุรกิจ

  • ผู้ผลิตบางรายที่เคยสรุปผลรายงานผ่าน Spreadsheet ในรูปแบบกระดาษ เปลี่ยนมาใช้ฟังก์ชั่นการรายงานผ่านดิจิทัล ซึ่งช่วยลดเวลาในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งทำให้สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้แม่นยำยิ่งขึ้นอีกด้วย
  • แพลตฟอร์มการวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชนที่มีความทันสมัยและยืดหยุ่น ช่วยปรับปรุงการคาดการณ์ข้อมูล อีกทั้งลดต้นทุนด้านการดำเนินงาน โดยระบบเหล่านี้สามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ 2 ต่อ 1 และช่วยลดสินค้าคงคลังได้อีกด้วย
  • ผู้ผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์รายหนึ่งได้พัฒนาการลดระยะเวลาการรอคอยสินค้าของลูกค้าและสร้างความน่าเชื่อถือในการจัดส่ง โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดตามสินค้า ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถสร้างผลกำไรให้แก่ธุรกิจได้มากขึ้น
3. ความรวดเร็ว ว่องไว (Agile)

ผู้ผลิตต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอกอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิเคราะห์ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวมถึงความสามารถในการคำนวณตัวชี้วัด (KPI) เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในด้านแรงงาน เครื่องจักร และกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง

องค์กรที่มีความว่องไว จะช่วยให้การจัดการการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเพิ่มโปรแกรมต่างๆ ที่จำเป็นในองค์กรได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังประหยัดทรัพยากรด้านเทคนิค การสนับสนุน และบริการอีกด้วยตัวอย่าง: ทำอย่างไรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อความได้เปรียบในการปรับตัว

  • ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับโลกได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาระบบเดิมทั้งหมด ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ระบบที่สามารถจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้หลายขนาดและหลายเวอร์ชั่น ในทุกสาขาทั่วโลก โซลูชั่นนี้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงลดข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบมือ (Manual)
  • การย้ายระบบธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญขององค์กรไปยังระบบ Cloud ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับบริษัท ในการช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดส่ง และลดสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ผลิตระดับโลกรายหนึ่งพิสูจน์แล้วว่าการสร้างมาตรฐานให้ระบบ ช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการกับพนักงาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ผันผวนได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อการเป็นองค์กรที่ปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญ

1. องค์กรต้องสามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงการจัดการของซัพพลายเออร์ได้

สำหรับผู้ผลิตที่มีซัพพลายเออร์กระจายอยู่ทั่วโลก และกำลังทำงานร่วมกับคู่ค้าหลายราย จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถติดตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล การติดตามสถานะคำสั่งซื้อ เลขที่ติดตามพัสดุ และสถานะการจัดส่ง เป็นต้น

โดยโซลูชั่นที่เชื่อมต่อการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเออร์นี้สามารถปรับปรุงการมองเห็นของซัพพลายเชน ซึ่งทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

2. องค์กรจะต้องสามารถเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนได้

ผู้ผลิตหลายรายมีความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทาน เช่น ข้อจำกัดของการเข้าถึงการทำงานของห่วงโซ่อุปทาน คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานนั้น และความผิดพลาดของข้อมูลของการจัดส่ง รวมถึงอาจจัดส่งสินค้าไปผิดที่ ซึ่งการนำข้อมูลมาใช้เพื่อทำการตัดสินใจ ถือเป็นความชาญฉลาดในการดำเนินงานกับซัพพลายเชน นอกจากนี้การใช้ความสามารถในการคาดการณ์และการดำเนินการธุรกิจการผลิต สามารถติดตั้งการควบคุมกระบวนการแบบ end-to-end เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงซัพพลายเชนโดยรวมได้ทันท่วงทีด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตจึงสามารถทำลายข้อจำกัดกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และมีความสามารถปรับตัวในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างคล่องตัว เพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน

3. องค์กรต้องมีการจัดการกระบวนการในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการจัดการการหยุดชะงักและการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านการผลิตจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์ทางการเงินแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลเหล่านั้นต้องมีความน่าเชื่อถือและกระบวนการการทำงานต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันโดยระบบธุรกิจที่มีการวางแผนที่ดีจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า บริษัทกำลังทำงานจากข้อมูลทางการเงินและการบัญชีที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นคง และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้โซลูชั่นแบบบูรณาการสามารถรองรับสกุลเงินต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม มีมาตรฐานด้านภาษีและการบัญชีในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ซึ่งทำให้ง่ายต่อการนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ

4. องค์กรจะต้องมีการประยุกต์และปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นแบบดิจิทัล

การผลิตดิจิทัลไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูล แต่เป็นการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยประมวลผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการผลิต การเข้าถึงข้อมูลในการผลิตแบบเรียลไทม์ ความแม่นยำของการประเมินสินค้าคงคลัง การมองเห็นภาพรวมของการผลิต และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ เป็นต้นอย่างไรก็ดีผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพ จะมองหาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยสนับสนุนในกระบวนการผลิตและตลอดการดำเนินงาน เพื่อใช้เชื่อมโยงการผลิตเข้ากับธุรกิจอื่นๆ อย่างชาญฉลาด อีกทั้งการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น AI, Machine learning, IoT และ Robotic process automation เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ทันสมัย นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยียังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และแปรข้อมูล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านต้นทุนและคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น

5. องค์กรจะต้องมีการจัดการลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดการลูกค้าถือเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ทราบหรือไม่ว่า ลูกค้าของคุณ ประเมินบริษัทของคุณอย่างไร?

จะเห็นได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา และบ่อยครั้งผู้ผลิตต้องการการมองเห็นกระบวนการทั้งหมดแบบเรียลไทม์ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ (Customer experience) อย่างไร พอใจหรือไม่ และมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ตั้งแต่การกำหนดราคา ขั้นตอนการสั่งซื้อ ไปจนถึงสินค้าคงคลัง ซึ่งผู้ผลิตจะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้มากขึ้น หากสามารถรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ

กุญแจสู่ความสำเร็จของผู้ผลิต คือ การมีระบบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านความชาญฉลาด (Intelligent) นวัตกรรม (Innovation) และความคล่องตัว (Agile) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจการผลิตมีความยืดหยุ่นตามที่ต้องการ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises”

ทั้งนี้ QAD ได้ทำการเปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรด้วย Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic ให้ผู้ผลิตสามารถนำไปวิเคราะห์ และประเมินองค์กร (คุณสามารถประเมินองค์กรผ่านลิงค์นี้ได้ฟรีhttps://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/diagnostic ง่ายๆ กับ 12 คำถาม เพื่อวัดระดับความสามารถในการรับรู้ และปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตการหยุดชะงัก เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้บริษัท สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ และวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ที่ QAD เรียกว่า Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model ได้แก่ 

  1. Disjointed Enterprise
  2. Functional Enterprise
  3. Effective Enterprise และ
  4. Adaptive Manufacturing Enterprise 

ซึ่งจะระบุคุณลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถขององค์กร เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักอย่างทันท่วงที

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น ความรวดเร็วในการตอบสนองคือทุกสิ่งทุกอย่าง ความสามารถในการรับรู้และคาดการณ์ล่วงหน้า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตต้องรู้ให้ทัน การเปลี่ยนการหยุดชะงักให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ

ซึ่ง QAD ได้เปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรนี้ ในงานสัมมนาออนไลน์ QAD Tomorrow Thought Stream ในรูปแบบ VDO Stream ไปเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมาพร้อมกันทั่วโลก (ชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่นี่ https://go.qad.com/AP-TH-FY21-WB-QAD-Tomorrow-th-TH_01-LP-TechTalkThai.html

ในงานมีการนำเสนอแอปพลิเคชั่นของ QAD ที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยให้ผู้ผลิตมีความคล่องตัวในการปรับตัวต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น การนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการด้านการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพขององค์กร (EQMS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตกลายเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งมิสเตอร์แอนทอล ชิลตัล ซีอีโอ ของคิวเอดี ต้องการที่จะมุ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับการรับมือกับการหยุดชะงักที่ไม่คาดคิดในธุรกิจการผลิต รวมถึงความจำเป็นในเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และการนำ Digital Transformation มาใช้ประโยชน์ เพื่อให้องค์กรกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise อย่างสมบูรณ์

สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการเป็น “Adaptive Manufacturing Enterprises”หรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมระบบ QAD Adaptive ERP สามารถติดต่อทีมงาน QAD ประเทศไทย ได้ที่โทร: 02-202-9369 / 02-202-9363 หรืออีเมล: si3@qad.com  ข้อมูลเพิ่มเติมhttp://www.qad.com/th-TH

เกี่ยวกับบริษัท QAD Inc. – Enabling the Adaptive Manufacturing Enterprise

QAD Inc. เป็นผู้นำในการให้บริการซอฟต์แวร์ Enterprise Resource Planning หรือ ERP บนระบบCloud สำหรับบริษัทผู้ผลิตระดับโลก ในขณะที่ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะการหยุดชะงักที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องสามารถคิดค้นและเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจได้อย่างทันท่วงที QAD เรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises” ด้วยโซลูชั่นที่ QAD มี จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive), อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage), อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech), อุตสาหกรรมหนัก (Industrial) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences) สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์ QAD Adaptive ERP สนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจขององค์กรโดยรวม ทั้งดานการผลิต ซัพพลายเชน การเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ และการวางแผนทรัพยากรในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท QAD ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 และ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตา บาบาร่า ในรัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงาน 29 แห่งทั่วโลก รวมทั้งสาขาในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมากว่า 40 ปี บริษัท ผู้ผลิตกว่า 2,000 รายได้ปรับใช้โซลูชัน QAD รวมถึงการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) เพื่อกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise

เขียนโดย : ผู้เชี่ยวชาญจาก QAD Inc.

เรียบเรียงโดย : จีรชญา อัคนิพัชร , Marketing Communications Manager, South Asia : QAD (Thailand) Ltd.

from:https://www.techtalkthai.com/qad-new-normal-adaptive-manufacturing-enterprise-erp/

8 แนวทางรับมือ Ransomware เบื้องต้นที่ทุกธุรกิจองค์กรควรทำ พร้อมบริการจาก AIS Cyber Secure ช่วยปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคาม

Ransomware นั้นได้กลายเป็นภัยคุกคามสามัญที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องเผชิญในทุกวันนี้ ในขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก Ransomware เองก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวางแผนเพื่อรับมือกับ Ransomware อย่างเป็นระบบนั้นจึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างคุ้มค่า และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวทางเบื้องต้นที่ทุกธุรกิจองค์กรควรทำ 8 ประการ ดังนี้ครับ

8 แนวทางรับมือ Ransomware เบื้องต้นอย่างยั่งยืนสำหรับธุรกิจองค์กร

เนื่องจาก Ransomware นี้เป็นภัยคุกคามที่ทุกหน่วยงานและองค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ ทาง Cybersecurity and Infrastructure Security Agency หรือ CISA ของสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการเผยแพร่เอกสารแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ธุรกิจองค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถปกป้องตนเองจาก Ransomware เอาไว้ที่ https://us-cert.cisa.gov/Ransomware ซึ่งโดยเบื้องต้นแล้ว CISA ก็ได้ระบุ 8 แนวทางในการรับมือ Ransomware เบื้องต้นเอาไว้ดังนี้

  1. Backups หมั่นสำรองข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลที่สำรองเอาไว้ในที่ปลอดภัยบนระบบเครือข่าย เพื่อไม่ให้ Ransomware เข้าถึงและทำลายข้อมูลที่สำรองเอาไว้ไปด้วย
  2. Risk Analysis วิเคราะห์ความเสียงทางด้าน Cybersecurity อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  3. Staff Training ฝึกอบรมพนักงานภายในองค์กร เพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่อาจคาดไม่ถึง
  4. Vulnerability Patching ตรวจสอบช่องโหว่ที่มีอยู่ภายในระบบ IT ที่ใช้งาน และทำการอัปเดตระบบเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านั้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
  5. Application Whitelisting ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า Application ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริงๆ นั้นมีระบบใดบ้าง และทำการอนุญาตให้พนักงานสามารถใช้งานได้เฉพาะ Application ที่เกี่ยวข้องกับงานเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใช้งานระบบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง
  6. Incident Response วางแผนตอบสนองหากเกิดการโจมตีขึ้นภายในธุรกิจองค์กร และมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจนเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
  7. Business Continuity มีแผนการเพื่อกู้คืนระบบและกระบวนการทำงานของธุรกิจให้กลับมาดำเนินต่อได้อย่างรวดเร็วโดยมีข้อมูลครบถ้วนพร้อมใช้ทำงาน ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Downtime ของธุรกิจที่ยาวนานได้
  8. Penetration Testing ทดสอบเจาะระบบในเชิงรุกเพื่อค้นหาช่องโหว่หรือวิธีการที่เป็นไปได้ในการโจมตีระบบ IT ที่ธุรกิจองค์กรใช้งานอยู่ และทำการอุดช่องโหว่หรือป้องกันระบบ IT จากวิธีการโจมตีเหล่านั้น ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีชั้นสูงได้

สำหรับธุรกิจองค์กรที่ได้ดำเนินตามแนวทางเหล่านี้อย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Ransomware ลงไปได้มากทีเดียว เพราะนอกจากระบบจะถูกเจาะโจมตีเข้ามาได้ยากขึ้นแล้ว หากโชคร้ายการโจมตีเหล่านั้นประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็ยังสามารถกู้คืนข้อมูลและระบบที่สำรองเอาไว้และทำงานต่อได้โดยเกิดความสูญเสียของข้อมูลเพียงเล็กน้อย ในขณะที่แผนการทำ Incident Response และ Business Continuity ที่ดีก็จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินต่อได้ในเวลาอันสั้น และค้นหาต้นตอที่ทำให้เกิดการโจมตีพบได้เร็วขึ้น เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้นในอนาคต

3 แนวทางปฏิบัติตัวเมื่อถูกโจมตีด้วย Ransomware

ถ้าหากธุรกิจถูกโจมตีด้วย Ransomware จนข้อมูลเสียหายไปนั้น ทาง CISA เองก็แนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ดังนี้

  1. ดำเนินตามแผน Incident Response และ Business Continuity ทันที เพื่อจำกัดวงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการโจมตีและการหยุดชะงักของธุรกิจ โดยในยามทั่วไปที่ไม่ได้ถูกโจมตีนั้น ธุรกิจก็ควรซักซ้อมและปรับปรุงแผนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องด้วย
  2. ติดต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานเหตุการณ์การถูกโจมตี และขอความช่วยเหลือ
  3. ตัดสินใจให้ดีก่อนเลือกที่จะจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อกู้ข้อมูลกลับคืนมา เพราะการจ่ายค่าไถ่นี้ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ข้อมูลกลับคืนมาเสมอไป และหากช่องโหว่เดิมๆ ที่ถูกใช้ในการโจมตียังคงมีอยู่ ระบบก็ยังอาจถูกโจมตีซ้ำได้ในอนาคต อีกทั้งการจ่ายค่าไถ่นี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้โจมตีดำเนินการโจมตีต่อไปด้วยอีกทางหนึ่ง

ปกป้องระบบ IT จาก Ransomware ด้วยบริการครบวงจรจาก AIS Cyber Secure

AIS Cyber Secure ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity สำหรับธุรกิจองค์กร ก็มีบริการด้าน Cybersecurity ที่ครบวงจรพร้อมช่วยธุรกิจองค์กรปกป้องตนเองจาก Ransomware ตามคำแนะนำของ CISA ได้อย่างครบถ้วนทั้ง 8 ข้อด้วยเทคโนโลยี, กระบวนการ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

  1. บริการ AIS Enterprise Object Storage สามารถรองรับการสำรองข้อมูล พร้อมความสามารถทำ Object Lock เพื่อช่วยป้องกันการถูกเข้ารหัสด้วย Ransomware มั่นใจได้ว่า ข้อมูลที่สำรองไว้จะสามารถกู้คืนได้อย่างปลอดภัย
  2. บริการ Security HealthChecking เป็นบริการที่รองรับการตรวจสอบความปลอดภัยภายในองค์กร เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง และประเมินช่องโหว่ จากผู้เชี่ยวชาญในสาขา Cyber Security สามารถให้คำปรึกษาในการหาแนวทางป้องกันความปลอดภัยเชิงรุก เช่น การปิดช่องโหว่ (Patching) ก่อนถูกโจมตีโจมตีของ
  3. บริการ Security Awareness เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ในแง่ความปลอดภัยไซเบอร์ให้บุคลากรในองค์กร สามารถจัดอบรม Cyber Security Awareness Training หรือ CSAT เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานขององค์กร มีความรู้ความเข้าใจด้าน Cybersecurity ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งมีแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย พร้อมเครื่องมือการสอบวัดความรู้ ไปจนถึงระบบ E-Learning เพื่อเสริมความเข้าใจ และยังสามารถทำการโจมตีจำลองไปยังพนักงานหรือผู้บริหารเพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความจำเป็นด้าน Cybersecurity ในธุรกิจได้
  4. บริการ security monitoring เป็นบริการช่วยตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจองค์กร แล้วทำการแจ้งเตือนและช่วยตอบสนองต่อภัยคุกคามนั้นๆ ได้ด้วยบริการ AIS Cyber Security Operations Center หรือ AIS CSOC ตลอด 24×7 มั่นใจได้ว่าจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่คอยช่วยดูแลและแจ้งเตือนปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินการอย่างครบถ้วนอยู่เสมอ
  5. บริการ Penetration Testing เพื่อทดสอบเจาะช่องโหว่ของระบบ ครอบคลุมได้ทั้งสำหรับการทดสอบเจาะระบบ Web Application, Mobile Application ไปจนถึงระบบ Backend ที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีบริการ Intelligent-led Penetration Testing ทดสอบสถานการณ์โจมตีจริงด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้ซ้อมรับมือกับเหตุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

นอกเหนือไปจากการช่วยปกป้องธุรกิจองค์กรจาก Ransomware แล้ว บริการของ AIS Cyber Secure เองก็ยังถูกนำไปปรับใช้เพื่อปกป้องธุรกิจองค์กรจากภัยคุกคามได้หลากหลายรูปแบบ ดังนั้นถ้าหากธุรกิจองค์กรของคุณมีความกังวลเรื่อง Risk, Security หรือประเด็นด้านการทำ Compliance ก็สามารถติดต่อทีมงาน AIS Cyber Secure เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

สนใจติดต่อ AIS Cyber Secure ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจบริการของ AIS Cyber Secure สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/security.html หรือสอบถามข้อมูลทางอีเมล์ dp-ecs@ais.co.th  และเบอร์โทรศัพท์  063-225-3434 หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ

from:https://www.techtalkthai.com/protect-businness-from-ransomware-with-ais-cyber-secure-services/

[Guest Post] โรดแมปควอนตัมคอมพิวติ้ง : โดย เจย์ แกมเบ็ตตา IBM Fellow และรองประธาน IBM Quantum

ย้อนกลับไปในปี 2512 มนุษย์ได้เอาชนะอุปสรรคทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการส่งมนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์และพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย คอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันนั้นมีความสามารถ แต่แน่นอนว่าคอมพิวเตอร์เหล่านี้ยังมีความสามารถไม่เพียงพอสำหรับการจับรายละเอียดที่เล็กที่สุดของจักรวาลไว้ได้อย่างถูกต้อง การสร้างอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกพฤติกรรมของอะตอมได้อย่างแท้จริงและสามารถควบคุมพฤติกรรมเหล่านั้นเพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายที่สุดในยุคของเรา อาจเป็นไปไม่ได้หากเรายังจำกัดตัวเองอยู่ในโลกคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักเท่านั้น ไอบีเอ็มมีเป้าหมายสูงสุดในการเข้าถึงอาณาเขตที่เกินกว่าที่จะทำได้ด้วยคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิก ด้วยการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อสำหรับงานที่คอมพิวเตอร์แบบคลาสสิกไม่อาจทำได้ อย่างการควบคุมพฤติกรรมของอะตอมเพื่อเรียกใช้แอพพลิเคชันที่ปฏิวัติวงการในทุกๆ อุตสาหกรรม หรือการสร้างวัสดุที่จะนำสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตและทำธุรกิจของเราในทุกวันนี้

 

โรดแมปนี้จะพาเราออกไปจากการใช้อุปกรณ์ที่มีเสียงดังและทำงานได้ในวงจำกัดในปัจจุบัน ไปสู่การใช้อุปกรณ์ที่มีคิวบิตตั้งแต่หนึ่งล้านคิวบิตขึ้นไปในอนาคต โดยทีมงานของไอบีเอ็มกำลังพัฒนาชุดของโปรเซสเซอร์ที่สามารถเพิ่มขนาดการใช้งานได้ และมีความสามารถในการประมวลผลที่มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอุปกรณ์ที่มีคิวบิตตั้งแต่ 1,000 ขึ้นไปที่มีชื่อว่า IBM Quantum Condor โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2566 นอกจากนี้ไอบีเอ็มกำลังพัฒนาตู้ลดอุณหภูมิแบบเจือจางความร้อนด้วยฮีเลียมเหลว (Dilution refrigerator) ที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องที่มีในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถบรรจุเครื่องที่มีขนาดใหญ่หรืออาจใหญ่กว่า Condor ได้ โรดแมปนี้จะนำสู่อนาคตแห่งโปรเซสเซอร์ที่มีความสามารถในการประมวลผลตั้งแต่หนึ่งล้านคิวบิตขึ้นไป ในขณะเดียวกัน ยังมีโรดแมปด้านฮาร์ดแวร์ในการออกแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบฟูลสแต็กที่ติดตั้งใช้จริงผ่านระบบคลาวด์ ที่จะเปิดคนทั่วโลกสามารถเข้ามาใช้งานได้

 

สมาชิกของทีม IBM Quantum กำลังตรวจสอบวิธีการควบคุมระบบขนาดใหญ่ที่มีจำนวนคิวบิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้ได้นานมากพอและมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เพื่อดำเนินการคำนวณที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นสำหรับการประยุกต์ใช้งานควอนตัมในอนาคต (เครดิต: Connie Zhou for IBM)

 

ทีม IBM Quantum ได้สร้างโปรเซสเซอร์ควอนตัมที่ใช้หลักคณิตศาสตร์ของอนุภาคมูลฐาน (elementary particle) เพื่อขยายขีดความสามารถในการคำนวณ โดยใช้วงจรควอนตัมแทนที่จะเป็นวงจรตรรกะของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั่วไป แสดงข้อมูลโดยใช้สภาวะควอนตัมอิเล็กทรอนิกส์ของอะตอมจำลอง (Artificial atom) ที่เรียกว่าคิวบิตทรานสมอนนำไฟฟ้ายิ่งยวด (superconducting transmon qubit) ซึ่งจะเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานตามลำดับของคลื่นไมโครเวฟเพื่อเรียกใช้วงจรเหล่านี้ แต่เนื่องด้วยคิวบิตจะลืมสถานะควอนตัมของตนเองอย่างรวดเร็วเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทีมงานของเรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ก็คือ การหาวิธีควบคุมระบบขนาดใหญ่ของคิวบิตเหล่านี้ให้ได้นานมากพอและมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะรันวงจรควอนตัมอันซับซ้อนซึ่งจำเป็นสำหรับการประยุกต์ใช้งานควอนตัมในอนาคต

ไอบีเอ็มได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับคิวบิตนำไฟฟ้ายิ่งยวดมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไอบีเอ็มประสบความสำเร็จในการเพิ่มเวลาที่อะตอมจะคงอยู่ในสถานะเดิม (coherence time) และลดข้อผิดพลาดเพื่อให้อุปกรณ์หลายคิวบิตใช้งานได้ การพัฒนาและความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ระดับของระบบดังกล่าวตั้งแต่คิวบิตไปจนถึงคอมไพเลอร์ ทำให้ไอบีเอ็มสามารถนำคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องแรกขึ้นสู่ระบบคลาวด์ได้ในปี พ.ศ. 2559 จนปัจจุบันมีควอนตัมที่มีความเสถียรมากกว่า 24 ระบบบน IBM Cloud ที่เปิดให้ลูกค้าและบุคคลทั่วไปได้ทดลองใช้ รวมถึง IBM Quantum Canary 5 คิวบิต และ IBM Quantum Falcon 27 คิวบิต ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นโปรเซสเซอร์ที่พึ่งจะนำมารันวงจรควอนตัมที่นานมากพอที่จะประกาศเป็น Quantum Volume ระดับ 64 ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มจำนวนคิวบิตให้มากขึ้น แต่เราได้รวมการปรับปรุงคอมไพเลอร์ พัฒนาการเทียบวัด gates ขนาดสองคิวบิต และอัพเกรดการจัดการสัญญาณรบกวนและการอ่านค่าตามการบิดของคลื่นไมโครเวฟ ทั้งหมดนี้คือฮาร์ดแวร์ที่มีตัวชี้วัดอุปกรณ์ชั้นนำระดับโลกที่เชื่อถือได้ ที่สรรค์สร้างขึ้นด้วยกระบวนการที่ไม่เหมือนใคร

ในเดือนนี้ ไอบีเอ็มยังได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์ IBM Quantum Hummingbird 65 คิวบิตอย่างเงียบๆ ในหมู่สมาชิก IBM Q Network เครื่องดังกล่าวมีคุณสมบัติในการอ่านข้อมูลแบบมัลติเพล็กซ์ 8:1 ซึ่งหมายความสามารถรวมสัญญาณการอ่านข้อมูลจากแปดคิวบิตให้เป็นหนึ่ง ช่วยลดจำนวนการเดินสายไฟและส่วนประกอบทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการอ่านข้อมูล และปรับปรุงความสามารถในการขยายการใช้งาน ในขณะที่ยังคงรักษาสมรรถนะการทำงานระดับสูงทั้งหมดจากโปรเซสเซอร์รุ่น Falcon เอาไว้ได้ ไอบีเอ็มได้ลดเวลาแฝงในการประมวลผลสัญญาณในระบบควบคุมที่เกี่ยวข้องลงอย่างมาก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสามารถในการป้อนกลับและระบบ feed-forward ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมคิวบิตตามเงื่อนไขแบบคลาสสิกในขณะที่วงจรควอนตัมทำงาน

ในปีหน้าไอบีเอ็มจะเปิดตัวโปรเซสเซอร์ IBM Quantum Eagle ขนาด 127 คิวบิต โดย Eagle มีการอัพเกรดหลายอย่างเพื่อที่จะก้าวข้ามเป้าหมาย 100 คิวบิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอัพเกรดผ่านการเชื่อมต่อระหว่างกันแบบ through-silicon vias (TSVs) และการเดินสายหลายระดับ ซึ่งจะช่วยให้สามารถ fan-out สัญญาณการควบคุมแบบคลาสสิกที่มีความหนาแน่นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ปกป้องคิวบิตในเลเยอร์ที่แยกส่วนกันเพื่อรักษาเวลาในการเชื่อมโยงในระดับสูง ในขณะเดียวกัน เราได้พบกับสมดุลที่ละเอียดอ่อนของการเชื่อมต่อและการลดข้อผิดพลาดของสัญญาณแทรกข้าม (crosstalk) ด้วยการใช้วิธีความถี่คงที่กับ gates ขนาดสองคิวบิต และการจัดเรียงคิวบิตหกเหลี่ยมที่ Falcon นำมาใช้ การจัดเรียงคิวบิตในลักษณะนี้จะช่วยให้เราสามารถใช้โค้ดแก้ไขข้อผิดพลาด “heavy-hexagonal” ที่เราได้เริ่มพัฒนาขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น เมื่อเราเพิ่มจำนวนคิวบิตทางกายภาพ เราจะสามารถศึกษาได้ว่าคิวบิตเหล่านั้นทำงานร่วมกันอย่างไรในฐานะคิวบิตเชิงตรรกะที่ได้รับการปรับแก้ไขข้อผิดพลาด โดยไอบีเอ็มคำนึงถึงความทนทานต่อสัญญาณรบกวน (fault tolerance) ในโปรเซสเซอร์ทุกตัวที่ได้ออกแบบ

โปรเซสเซอร์ Eagle ยังจะมาพร้อมกับความสามารถในการประมวลผลพร้อมกันแบบคลาสสิกและเรียลไทม์ ที่จะช่วยให้สามารถสั่งการชุดวงจรควอนตัมและโค้ดต่างๆ ได้ในวงกว้างมากขึ้น

หลักการออกแบบสำหรับโปรเซสเซอร์ที่มีขนาดเล็กลงมาที่ไอบีเอ็มได้จัดทำขึ้น จะช่วยให้เราสามารถเปิดตัวระบบ IBM Quantum Osprey ขนาด 433 คิวบิตได้ในปี 2565 การควบคุมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและหนาแน่นยิ่งขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานแบบเยือกแข็ง ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการเพิ่มขนาดโปรเซสเซอร์จะไม่ทำให้ประสิทธิภาพของคิวบิตแต่ละคิวบิตลดลงไปแต่อย่างใด และไม่ทำให้เกิดแหล่งที่มาของสัญญาณรบกวนเพิ่มเติม หรือใช้พื้นที่ขนาดใหญ่จนเกินไป

ในปี พ.ศ. 2566 ไอบีเอ็มจะเปิดตัวโปรเซสเซอร์ IBM Quantum Condor ขนาด 1,121 คิวบิต โดยได้นำเอาบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากโปรเซสเซอร์รุ่นก่อนหน้ามารวมไว้ในโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ รวมถึงลดข้อผิดพลาดที่สำคัญของสองคิวบิต เพื่อให้สามารถรันวงจรควอนตัมได้นานขึ้น ไอบีเอ็มมองว่า Condor คือจุดเปลี่ยนซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ error ต่างๆ และขยายการใช้งานของเครื่อง ในขณะเดียวกันก็มีความซับซ้อนมากพอที่จะทำให้เราสามารถศึกษาเกี่ยวกับ Quantum Advantage หรือปัญหาที่เราสามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพบนคอมพิวเตอร์ควอนตัม มากกว่าบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับโลกในปัจจุบัน

 

    โรดแมปของไอบีเอ็มในการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัม (เครดิต: StoryTK for IBM)

 

การพัฒนาที่จำเป็นสำหรับการสร้าง Condor จะช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดที่ จำเป็นต่อการขยายศักยภาพของคอมพิวเตอร์ควอนตัม อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เราเริ่มก้าวไกลเกินกว่าขอบเขตของหลักพันคิวบิตนั้น ตู้ลดอุณหภูมิแบบเจือจางความร้อนด้วยฮีเลียมเหลวที่มีในปัจจุบันจะไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแยกส่วนอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้อีกต่อไป

นั่นคือเหตุผลที่นำสู่ “Super-Fridge” ที่มีขนาดสูง 10 ฟุตและกว้าง 6 ฟุต ที่มีโค้ดเนมภายในว่า “Goldeneye” ซึ่งเป็นตู้ลดอุณหภูมิแบบเจือจางความร้อนด้วยฮีเลียมเหลวที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องในปัจจุบัน ทีมงานไอบีเอ็มได้ออกแบบตู้ลดอุณหภูมิขนาดมหึมานี้ โดยคำนึงถึงระบบที่มีหนึ่งล้านคิวบิต และได้เริ่มการทดสอบความเป็นไปได้ขั้นพื้นฐานไปแล้ว ในท้ายที่สุด ไอบีเอ็มมองเห็นอนาคตที่การเชื่อมต่อระหว่างระบบควอนตัมกับคอมพิวเตอร์แบบคลาสสิก (quantum interconnect) จะเชื่อมโยงกับตู้ลดอุณหภูมิแบบเจือจางความร้อนด้วยฮีเลียมเหลว ซึ่งแต่ละตัวจะมีถึงหนึ่งล้านคิวบิต เหมือนอย่างที่ระบบอินทราเน็ตเชื่อมโยงกับโปรเซสเซอร์ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้เกิดคอมพิวเตอร์ควอนตัมคู่ขนานขนาดใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้

การรู้หนทางในการก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ทำให้อุปสรรคหมดไป แต่กลับทำให้เราเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของไอบีเอ็ม ประกอบกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบ fault-tolerant นี้ จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวสามารถสำเร็จได้ภายในทศวรรษหน้า

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-quantum-roadmap/

Microsoft เตือนพบการโจมตีช่องโหว่ Zerologon แล้ว ผู้ใช้งานควรอัปเดตด่วน

Zerologon เป็นช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 10/10 ในโปรโตคอล Netlogon ซึ่งถูกแพตช์ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา และหลังจากหน่วยงานสำคัญต่างระดมแจ้งเตือนถึงความอันตราย วันนี้ Microsoft เองก็ประกาศอย่างทางการแล้วว่าพบการโจมตีจริงแล้ว จึงเตือนกันมาให้ผู้ดูแลระบบสำรวจตัวเองกันอีกครั้งครับ

Credit: ShutterStock.com

Zerologon หรือ CVE-2020-1472 (ข่าวเก่าจาก TechTalkThai) เป็นช่องโหว่ร้ายแรงสูงสุดกับ Netlogon ที่ใช้พิสูจน์ตัวตนใน Domain Controller ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จคนร้ายจะสามารถเข้ายึดเครื่อง Domain Controller ได้ ซึ่งทาง Microsoft ได้ออกแพตช์ (ยังไม่สมบูรณ์ 100%) มาในเดือนสิงหาคม 

ประเด็นคือกลางเดือนนี้มีการเปิดเผยรายละเอียดช่องโหว่จาก Secura BV หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็มีโค้ด PoC ผุดขึ้นมาหลายตัว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเตือนว่าการใช้งานนั้นไม่ได้ยากอะไร และกินเวลาไม่นาน 

ฝั่งหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือ DHS ได้ออกมาเตือนให้หน่วยงานในสังกัดอุดแพตช์นี้เป็นการใหญ่ใน 3 วันนับแต่ประกาศ ขนาดว่าหากไม่ทำก็ออกจากเครือข่ายรัฐบาลไปเลย ในขณะที่ CISA ยังเผยว่าซอฟต์แวร์ Samba File-sharing เองก็มีช่องโหว่ที่ต้องอัปเดตเหมือนกัน ส่วน Microsoft แม้จะประกาศพบการโจมตีแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเพียงแต่แจก Hash ของไฟล์ที่พบในการโจมตีไว้ อย่างไรก็ดีองค์กรใดที่มี Domain Controller ควรจะต้องแพตช์ได้แล้วครับ

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/microsoft-says-it-detected-active-attacks-leveraging-zerologon-vulnerability/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-found-zerologon-expliot-in-the-wild/