คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

เปิดตัว Dell EMC PowerEdge R740xd2 Storage Server รองรับ 26x 3.5″ HDD ได้ใน 2U

Dell EMC ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Dell EMC PowerEdge R740xd2 ระบบ Storage Server รุ่นล่าสุด ที่สามารถติดตั้ง 3.5″ HDD ได้มากถึง 26 ชุดภายในความสูงเพียงแค่ 2U เท่านั้น

 

Credit: Dell EMC

 

แนวทางการออกแบบของ Storage Server เครื่องนี้ก็คือการรองรับ Front Drive Bay 2 ชั้นและ Rear Drive Bay 1 ชั้น โดย Front Drive Bay แต่ละชั้นจะสามารถติดตั้ง 3.5″ HDD ได้ 12 ชุดรวมกันเป็น 24 ชุด และ Rear Drive Bay จะสามารถติดตั้ง 3.5″ HDD ได้อีก 2 ชุด รวมทั้งหมดเป็น 26 ชุดนั่นเอง โดยทั้ง Front Drive Bay และ Rear Drive Bay ก็มี Option เสริมสำหรับติดตั้ง 2.5″ SSD ได้ด้วย

หน่วยประมวลผลที่ใช้ใน Dell EMC PowerEdge รุ่นนี้จะเป็น Intel Xeon Scalable Processor จำนวน 2 ชุด, รองรับ 16x DDR4 Memory และรองรับระบบปฏิบัติการและ Hypervisor ชั้นนำอย่าง Microsoft Windows Server, Linux, VMware ESXi และ Citrix XenServer ได้

ปัจจุบัน Dell EMC PowerEdge R740xd2 นี้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ส่วนในไทยสามารถสอบถามข้อมูลจากทาง Dell EMC หรือตัวแทนจำหน่ายได้ทันที ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.dell.com/en-us/work/shop/povw/poweredge-r740xd2

ที่มา: https://www.storagereview.com/dell_emc_releases_poweredge_r740xd2

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-poweredge-r740xd2-storage-server-is-announced/

Advertisements

Intel เผยงานวิจัยใหม่ MESO มาแทน CMOS ประหยัดไฟกว่าเดิม 10-100 เท่า

การใช้พลังงานในการประมวลผลที่สูงนั้นกลายเป็นวาระใหญ่ของวงการคอมพิวเตอร์ทั่วโลกไปแล้วในปัจจุบัน และนักวิจัยจาก Intel ร่วมกับ University of California, Berkeley ก็ได้ออกมานำเสนอถึงเทคโนโลยีดด้าน Logic and Memory แบบใหม่ที่สามารถประหยัดพลังงานกว่า CMOS ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันได้ 10-100 เท่า ภายใต้ชื่อเทคโนโลยี MESO

 

Credit: Intel

 

เทคโนโลยีที่ใช้วัสดุแบบ Magnetoelectric & Spin-Orbit หรือเรียกสั้นๆ ว่า MESO นี้มีขนาดที่เล็กกว่า CMOS ถึง 5 เท่า และทำการ Encode เหล่า Logic Bit และ Storage Bit ด้วย Spin State ของ Bismuth-Iron-Oxide ซึ่งเป็นวัสดุแบบ Multiferroic ที่ศาสตราจารย์ Ramamoorthy Ramesh แห่ง UC Berkeley สร้างขึ้นมาเมื่อปี 2001

วัสดุแบบ Multiferroic นี้มีคุณสมบัติเฉพาะพิเศษที่ช่วยสร้าง Quantum Effect ได้ และสามารถควบคุมสถานะของวัสดุเหล่านี้ได้ด้วยการใส่ Voltage ลงไป ซึ่งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature นั้นศาสตราจารย์ Ramesh ก็สามารถลด Voltage ที่ต้องใช้จากเดิม 3 Volt เหลือเพียง 500 Millivolt เท่านั้น และในอนาคตก็อาจลดได้เหลือเพียง 100 Millivolt ตัวเลขเหล่านี้เมื่อเทียบกับ CMOS ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้ว ถือว่าใช้พลังงานได้คุ้มค่ากว่า 10 – 30 เท่าเลยทีเดียว และความหนาแน่นเองก็ยังสูงกว่า CMOS 5 เท่าอีกด้วย

หากจะถามว่าการใช้พลังงานนั้นถือเป็นประเด็นสำคัญแค่ไหน ทาง US Department of Energy ได้ระบุว่าปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ทั่ว่โลกนั้นใช้พลังงานอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มจะเติบโตสูงขึ้นเป็น 20% ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับพลังงานที่ใช้ในการคมนาคมเลยทีเดียว ดังนั้นงานวิจัยที่จะช่วยลดการใช้พลังงานในการประมวลผลจึงถือว่าสำคัญไม่น้อยทีเดียวต่ออนาคตของโลกใบนี้

 

ที่มา: https://www.top500.org/news/uc-berkeley-intel-explore-potential-replacement-for-cmos-technology/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-research-meso-could-replace-cmos-with-10-100-times-higher-efficiency/

นักวิจัย IBM เผยเทคโนโลยี 8-bit และ Analog Chip จะเป็นหัวใจสำคัญของ AI ในอนาคต

นักวิจัยของ IBM ได้ออกมาเผยผลงานวิจัยที่เริ่มใช้เทคโนโลยี 8-bit สำหรับการประมวลผลด้าน AI เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพที่สูงขึ้น, การใช้พลังงานที่น้อยลง ในขณะที่ความแม่นยำยังคมเดิม ว่าจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้งานกันในวงการอย่างแพร่หลายในอีกไม่กี่ปีนับถัดจากนี้หลังจากยุคของ GPU เพื่อรองรับ AI Application จำนวนมหาศาลในอนาคต

 

Credit: IBM

 

ใน Blog ของ IBM ได้ออกมาเล่าถึงงานวิจัย 2 ชิ้นทางด้านเทคโนโลยี 8-bit สำหรับ AI ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับโลกในยุคสมัยที่ GPU ถูกพัฒนาจนถึงขีดจำกัดแล้วในอนาคต ด้วยการพัฒนา Hardware สำหรับงานทางด้าน AI โดยเฉพาะ และแนวทางหนึ่งที่ IBM เลือกที่จะวิจัยอย่างจริงจังก็คือการลด Precision สำหรับการทำ AI Model Training (การฝึก AI ด้วยการเรียนรู้ข้อมูลและสร้าง Model ขึ้นมา) และ Inference (การนำ Model ที่ได้มาใช้เพื่อวิเคราะห์ Input ที่ได้รับว่าควรจะมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร) ลง โดยให้ผลลัพธ์ยังคงมีความแม่นยำเทียบเท่าเดิมนั่นเอง

แนวคิดนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่มีการใช้ 32-bit Precision ในการทำ AI Model Training ซึ่งกินพลังงานมากแต่ก็ได้รับผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำสูงสุด มาสู่การวิจัยเพื่อทำ AI Model Training ด้วย 16-bit Precision แทนจนได้ความแม่นยำในระดับที่เทียบเท่ากัน แต่กินพลังงานและทรัพยากรที่น้อยกว่า ในขณะที่การทำ Inference นั้นสามารถทำได้ด้วย 8-bit Precision โดยมีความแม่นยำที่ยอมรับได้แล้ว

เป้าหมายถัดมาที่ IBM มองนั้นก็คือการวิจัยเพื่อลด Precision สำหรับการทำ AI Model Training ลงให้เหลือเพียง 8-bit เท่านั้น ซึ่ง IBM นั้นก็พร้อมจะนำเสนองานวิจัยในนี้ภายใต้หัวข้อ Training Deep Neural Networks with 8-bit Floating Point Numbers ในงาน NeurIPS แล้ว โดย IBM ระบุว่างานวิจัยนี้ได้แสดงถึงแนวทางในการ Train Deep Learning Model ด้วย 8-bit Precision ได้โดยมีความแม่นยำเทียบเท่าเดิม และรองรับการใช้งานได้กับทั้ง Image, Speech, Text ซึ่งผลลัพธ์นั้นก็ทำให้ระบบมีความเร็วสูงกว่าเทคโนโลยี 16-bit ในปัจจุบัน 2-4 เท่าเลยทีเดียว

งานวิจัยนี้หากนำไปใช้ร่วมกับสถาปัตยกรรม Dataflow ที่ถูกออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ ก็จะทำให้ชิปหนึ่งๆ นั้นสามารถทำได้ทั้งการ Training และการทำ Inference ในตัวเพื่อรองรับทั้งการประมวลผลขนาดเล็กและขนาดใหญ่

อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ IBM มองว่าจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในอนาคตก็คือ Analog Chip สำหรับการทำ In-memory Computing เนื่องจากเทคโนโลยี Analog นั้นมีคุณสมบัติสำคัญคือการกินพลังงานน้อย, มีความคุ้มค่าสูง และยังมีความมั่นคงทนทานที่สูง ซึ่งเหมาะสมกับงานทางด้าน AI ที่ Edge เป็นอย่างมาก ดังนั้น Analog Accelerator จึงอาจกลายเป็นตัวเร่งการประมวลผลสำหรับ AI ให้เหนือยิ่งขึ้นไปกว่าขีดจำกัดของเทคโนโลยี Digital ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของ Analog Chip นี้ก็คือการขาดความแม่นยำในการประมวลผล ดังนั้นงานวิจัยของ IBM อีกชิ้นจึงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความแม่นยำได้ โดยใน Paper ที่มีชื่อว่า 8-bit Precision In-Memory Multiplication with Projected Phase-Change Memory ในงาน IEDM นั้นก็ได้แสดงถึงเทคนิคที่จะทำให้ Analog Chip สามารถประมวลผลแบบ 8-bit Precision เพื่อทำ Scalar Multiplication Operation ได้แม่นยำขึ้นประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับ Analog Chip ก่อนหน้า ในขณะที่ใช้พลังงานน้อยกว่าสถาปัตยกรรมแบบ Digital ถึง 33 เท่าเลยทีเดียว

สาเหตุที่ Analog Chip สามารถลดพลังงานลงไปได้มากถึง 33 เท่านี้ก็คือการเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบ In-Memory Computing เพื่อลดกระบวนการการรับส่งข้อมูลภายในการประมวลผลแต่ละครั้งลง โดยหน่วยความจำที่ใช้ก็คือ Phase-Change Memory (PCM) ที่สามารถบันทึกค่า State ของข้อมูลให้เป็นค่าที่อยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นค่าแบบ Analog ซึ่งเมื่อ IBM ได้พัฒนาเทคโนโลยี Projected PCM (Proj-PCM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเขียนและอ่านข้อมูลจาก PCM ได้แล้ว ก็ทำให้ PCM กลายเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญในการทำ Analog In-Memory Computing เพื่อรองรับงาน AI ได้นั่นเอง

งานวิจัยด้านการประมวลผลเพื่อรองรับงาน AI นี้ยังมีอีกหลากหลาย และแต่ละแนวทางนั้นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นในช่วงหลังจากนี้เราคงได้เห็นงานวิจัยและแนวทางใหม่ๆ ของเทคโนโลยีกลุ่มนี้กันอีกมากมายแน่นอน

 

 

ที่มา: https://www.ibm.com/blogs/research/2018/12/8-bit-breakthroughs-ai/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-researchers-say-8-bit-precision-and-analog-chip-will-be-the-future-of-ai/

Bill Gates เผยหนังสือ 5 เล่มที่แนะนำให้อ่านประจำปี 2018

ก่อนจะจบปี 2018 กันไปในอีกไม่กี่วัน Bill Gates ได้อัปเดตบล็อกของเขาใน gatesnotes ถึงหนังสือ 5 เล่มที่เขาแนะนำสำหรับปี 2018 ดังนี้

 

Credit: gatesnotes.com

 

1. Educated โดย Tara Westover

หนังสือเล่าประวัติของ Tara Westover ผู้ซึ่งไม่เคยไปโรงเรียนหรือไปหาหมอเลยจนกระทั่งเธอออกจากบ้านเมื่ออายุ 17 ปี เธอผ่านวัยเด็กที่ถือว่าหนักหนามากมา และกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จนกระทั่งเธอเรียนจบ Ph.D. จาก Cambridge University https://www.gatesnotes.com/Books/Educated

 

2. Army of None โดย Paul Scharre

หนังสือที่เล่าถึงการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในเชิงการทหารโดยเฉพาะ เล่าถึงทั้งข้อดีและข้อเสียของอาวุธสงครามแบบอัตโนมัติ อีกทั้งตัวผู้เขียนเองก็ยังเป็นผู้ร่างนโยบายนด้านอาวุธอัตโนมัติให้กับรัฐบาลสหรัฐอีกด้วย https://www.gatesnotes.com/Books/Army-of-None

 

3. Bad Blood โดย John Carreyrou

หนังสือเล่าประวัติของบริษัท Theranos ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงจุดตกอับ เจาะลึกถึงประเด็นด้านมืดต่างๆ ของ Theranos ธุรกิจ Startup ที่เคยมีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญมาแล้ว https://www.gatesnotes.com/Books/Bad-Blood

 

4. 21 Lessons for the 21st Century โดย Yuval Noah Harari

หนังสือที่นำเสนอ Framework สำหรับการวิเคราะห์เนื้อหาต่างๆ ในข่าวและคิดถึงความท้าทายต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน https://www.gatesnotes.com/Books/21-Lessons

 

5. The Headspace Guide to Meditation and Mindfulness โดย Andy Puddicombe

หนังสือเล่าประสบการณ์ของผู้เขียนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยไปจนถึงการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายพุทธศาสนา และเล่าถึงการทำสมาธิในแง่มุมที่น่าสนใจ ซึ่ง Bill Gates และ Melinda ภรรยาของเขาเองก็กำลังให้ความสนใจกับการทำสมาธิเจริญสติอยู่ https://www.gatesnotes.com/Books/The-Headspace-Guide-to-Meditation-and-Mindfulness

 

 

ที่มา: https://www.gatesnotes.com/About-Bill-Gates/Best-Books-2018

from:https://www.techtalkthai.com/bill-gates-5-recommended-books-for-2018/

10 เครื่องมือทางด้าน Network ฟรีบน Windows 10 สำหรับ Network Engineer และ IT Admin

NetworkWorld ได้ออกมาแนะนำถึง 10 เครื่องมือทางด้าน Network ที่สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรีบน Windows 10 ผ่นทาง Microsoft Store ได้ทันที ดังต่อไปนี้

 

Credit: vxUtil

 

1. All My LAN

เครื่องมือสำหรับแสดงข้อมูล IP Address ทั้งหมดที่เครื่องของเรากำลังใช้งาน พร้อมแสดง Profile Name, ความเร็วในการ Upload/Download สูงสุด และปริมาณข้อมูลที่รับส่ง โดยมีข้อมูลย้อนหลังไปถึง 30 วัน และยังสามารถค้นหาบริการ Multicast DNS และอุปกรณ์ UPnP ที่เชื่อมต่ออยู่ได้ https://www.microsoft.com/en-us/p/all-my-lan/9wzdncrdn19v?activetab=pivot:overviewtab

 

2. Data Usage

เครื่องมือสำหรับ Audit และออกรายงานการใช้ Mobile Data และ Wi-Fi ที่เชื่อมต่ออยู่ เพื่อเก็บรวบรวมสถิติการเชื่อมต่อที่ใช้งานย้อนหลังได้ถึง 1 เดือน แบ่งสัดส่วนการเชื่อมต่อเครือข่ายว่าเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง https://www.microsoft.com/en-us/p/data-usage/9wzdncrdpqd5?activetab=pivot:overviewtab

 

3. Network Inspector

เครื่องมือสำหรับตรวจสอบสัญญาณเครือข่ายไร้สายที่อยู่รายรอบ ครอบคลุมทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth แต่ความสามารถหลักๆ นั้นคือการตรวจสอบอุปกรณ์ Bluetooth เป็นหลักมากกว่า รวมถึงยังมีเครื่องมือ HTTP Inspector สำหรับค้นหา HTTP Server ที่มีอยู่ภายในระบบเครือข่ายพร้อมแสดงข้อมูลเบื้องต้นได้ด้วย https://www.microsoft.com/en-us/p/network-inspector/9wzdncrdfd71?activetab=pivot:overviewtab

 

4. Network Port Scanner

เครื่องมือ Port Scanner สำหรับค้นหาว่ามี IP Address ใดในระบบเครือข่ายที่เปิด Port ใดเอาไว้บ้าง โดยสามารถระบุช่วงของ IP Address ที่ต้องการตรวจสอบได้ และกำหนด Timeout ได้เอง https://www.microsoft.com/en-us/p/network-port-scanner/9wzdncrfjb18?activetab=pivot:overviewtab

 

5. Terminus

SSH Client ที่รองรับการเชื่อมต่อได้อย่างยืดหยุ่น รวมถึงยังทำ Port-Forwarding ได้ พร้อมจัดหมวดหมู่ของ Server หรืออุปกรณ์ปลายทางเพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อในภายหลัง และปรับแต่งธีมของแต่ละ Session ได้ตามต้องการ https://www.microsoft.com/en-us/p/termius-ssh-client/9nk1gdvpx09v?activetab=pivot:overviewtab

 

6. UDP Sender/Receiver

เครื่องมือสำหรับส่ง UDP Message ไปยังเครื่องอื่นๆ และรับ UDP Packet มาวิเคราะห์ได้ สำหรับใช้ตรวจสอบการตอบสนองของบริการต่างๆ ที่ใช้ UDP https://www.microsoft.com/en-us/p/udp-sender-reciever/9nblggh52bt0?activetab=pivot:overviewtab

 

7. vxUtil

ชุดรวมเครื่องมือพื้นฐานด้าน Network และ Internet ไม่ว่าจะเป็น DNS Audit, DNS Lookup, Finger, Port Scanner, Subnet Calculator, WHOIS Lookup และอื่นๆ อีกมากมาย https://www.microsoft.com/en-us/p/vxutil/9wzdncrdr12g?activetab=pivot:overviewtab

 

8. Wake on LAN (Magic Packet)

เครื่องมือสำหรับสร้าง Shortcut เพื่อสั่งปลุกอุปกรณ์ใดๆ ในระบบเครือข่ายด้วย Wake on LAN โดยสามารถระบุชื่อ, MAC Address, Host และ Port เองได้ https://www.microsoft.com/en-us/p/wake-on-lan-magic-packet/9nblggh51pb3?activetab=pivot:overviewtab

 

9. What’s IP

เครื่องมือนี้คล้ายกับ All My LAN ในข้อแรก แต่ใช้งานง่ายกว่าและรองรับ Live Tile ได้ โดยแสดงข้อมูลด้านการใช้งานระบบเครือข่ายอย่างง่ายๆ และดูข้อมูลย้อนหลังได้สูงสุด 28 วัน https://www.microsoft.com/en-us/p/whats-ip/9wzdncrdpgwj?activetab=pivot:overviewtab

 

10. WiFi Analyzer

เครื่องมือวิเคราะห์ความแรงของสัญญาณ Wi-Fi แบบ Real-time โดยรองรับทั้งย่านความถี่ 2.4GHz และ 5GHz และแสดงความแรงของสัญญาณทั้งหมดในรูปของกราฟให้เข้าใจได้ง่าย https://www.microsoft.com/en-us/p/wifi-analyzer/9nblggh33n0n?activetab=pivot:overviewtab

 

ที่มา: https://www.networkworld.com/article/3325736/lan-wan/10-useful-and-free-networking-tools-that-are-windows-10-apps.html

from:https://www.techtalkthai.com/10-free-networking-tools-on-windows-10/

AWS CEO: เราจะไม่บอกว่ากฎของการใช้ Machine Learning คืออะไร เหมือนที่เราไม่บอกว่าบริษัทควรใช้เซิฟเวอร์ของเราทำอะไรบ้าง

หนึ่งในคำถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพูดถึงมากในปัจจุบันคือคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและจริยธรรมในการนำไปใช้ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับผู้ให้บริการเทคโนโลยีดังกล่าวอย่าง AWS ก็ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ ในงาน AWS re:Invent ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Andy Jassy ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงแนวปฏิบัติและความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า Machine Learning ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งบริการที่เหมือนกับบริการอื่นๆของ AWS เท่านั้น

(Photo: AWS re:Invent @AWSreInvent)

Andy Jassy – CEO แห่ง Amazon Web Service ได้เผยถึงแนวทางของ AWS ที่มีต่อการใช้งานเทคโนโลยี Machine Learning บนแพลตฟอร์มของตนว่า AWS มีแนวทางการใช้งาน, Best Practice, และเงื่อนไขการให้บริการที่ชัดเจนอยู่แล้ว และจะไม่อนุญาตให้ใช้งานบริการบนแพลตฟอร์มไปในวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายและสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายอย่างแน่นอน

แต่ในขณะเดียวกัน AWS ก็จะไม่เข้าไปกำกับการใช้งานของผู้ใช้หรือออกกฎในการใช้งาน “เราจะไม่บอกผู้คนว่านี่คือกฎ[ของการใช้ Machine Learning] นี่คือวิธีการใช้เทคโนโลยีนี้ คุณไม่สามารถละเมิดเสรีภาพพลเรือนและสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้คนได้ บริษัทก็แค่ใช้เทคโนโลยีไป เหมือนที่เราไม่บอกบริษัททั้งหลายว่าควรใช้เซิฟเวอร์ของเราไปประมวลผลอะไร หรือใช้ Database ของเราไปทำอะไร”

ในส่วนของการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการบังคับใช้กฎหมาย เช่นการใช้ Rekognition โดยตำรวจที่เคยเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา Jassy กล่าวว่า AWS ได้ใช้ระบบที่มีความแม่นยำ (confidence) อย่างน้อย 99% มีการพัฒนาและปรับปรุงความแม่นยำของอัลกอริทึมอยู่เสมอ และมีการแนะนำอย่างเคร่งครัดว่า Machine Learning ควรเป็นแค่ 1 ในปัจจัยตัดสินใจประกอบกับปัจจัยอื่นๆเท่านั้น

AWS นั้นได้เปิดให้บริการ Machine Learning ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการสำเร็จรูปอย่าง Amazon Personalize, Amazon Forecast, Amazon Rekoginition, Amazon Lex หรือบริการโมเดลและอัลกอริทึมที่ยืดหยุ่นกว่านั้นอย่าง SageMaker ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าไปเทรนและ Optimize โมเดลได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลถึง Infrastructure เบื้องหลัง

ปัจจุบัน AI เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆถึงการนำไปใช้งาน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานมาจากการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้และผู้คนทั่วไป โดยก่อนหน้านี้ Amazon เคยได้รับเสียงวิจารณ์จากสังคมอย่างหนักถึงการขายเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า Rekognition ให้กับหน่วยงานบังคับกฎหมายในสหรัฐอเมริกาเพื่อสอดส่องผู้คนในเมือง ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกนำไปสร้างระบบสอดแนมมวลชน (mass surveillance) และมีการประท้วงจากพนักงานของ Amazon เองอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน คลาวด์ของคู่แข่งอย่าง Google และ Microsoft ก็ได้มีการออกหลักการและ ethics ของการใช้ AI ออกมาอย่างชัดเจน รวมถึงมีการจัดตั้งทีมงานขึ้นมาทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ (เช่น กลุ่มวิจัย FATE ของ Microsoft และกลุ่มวิจัย DeepMind Ethics & Society) ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจาก AWS ซึ่งให้อิสระกับผู้ใช้มากกว่า ทว่าก็อาจมาพร้อมกับความเสี่ยงเช่นกัน

ที่มา: AWS re:Invent

from:https://www.techtalkthai.com/aws-ceo-on-ai-ethics/

Adobe ออกแพตช์เร่งด่วนอุต Zero-Day บน Flash Player หลังพบถูกใช้ในรัสเซีย

Qihoo 360 ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยจากจีนและ Gigamon ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายได้ตรวจพบการโจมตีแบบ APT ที่ใช้ช่องโหว่บน Flash Player เกิดขึ้นกับคลีนิกเสริมความงามแห่งหนึ่งในรัสเซียที่มีลูกจ้างระดับสูงของสหพันธรัฐเข้าไปใช้บริการจึงคาดว่าน่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง โดยการโจมตีครั้งนี้ถูกเรียกว่า “Operation Poison Needles”

credit : Bleepingcomputer

ไอเดียคือหลังจากคนร้ายเลือกเหยื่อแล้วจะส่งแบบสอบถามลูกจ้างที่คนร้ายได้ปลอมขึ้นมาชื่อ ’22.docx’ ผ่านทางอีเมลไปหาเหยื่อซึ่งภายในจะมีไฟล์ rar ที่บรรจุไฟล์สำหรับใช้งานช่องโหว่ Flash อีกที โดย Word เองก็มีการแจ้งเตือนแล้วว่า “ไฟลฺ์ที่ฝังมาในเอกสารนี้อาจไม่ปลอดภัย” แต่หากเหยื่อกดดำเนินงานต่อจะทำให้เกิดการ Execute Code (ตามรูปด้านล่าง) ในไฟล์ชื่อ backup.exe ที่ทำตัวเนียนเป็นแอปพลิเคชันของ Nvidia อีกทั้งยังได้มีการใช้ Certificate ที่ถูกขโมยมาและถูกเรียกคืนไปแล้วด้วย นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า backup.exe จะมีการทำสำเนาตัวเองไปยัง Path : %LocalAppData%\NVIDIAControlPanel\NVIDIAControlPanel.exe และยังส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์พร้อมกับแอปพลิชันที่ติดตั้งบนเครื่องนั้นกลับไปหาคนร้ายได้ด้วย รวมถึงยังทำการดาวน์โหลดและรัน Shell Code บนเครื่องด้วย

credit : Bleepingcomputer

หมายเลขอ้างอิงช่องโหว่ครั้งนี้คือ CVE-2018-15982 และเลขอ้างอิงของ Adobe เองคือ APSB18-42 โดยช่องโหว่มีผลกระทบกับ Flash Player เวอร์ชันก่อนหน้าจนถึง 31.0.0.153 ดังนั้นผู้ใช้งานควรเข้าไปอัปเดตได้ทันที นอกจากนี้การแพตช์ครั้งข้างต้นยังได้มีการอุตช่องโหว่ DLL Hijacking ที่แฮ็กเกอร์สามารถโหลด DLL อันตรายตอนเริ่มรัน Flash Player ได้ด้วย สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มของ Qihoo และ Gigamon 

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/adobe-fixes-zero-day-flash-player-vulnerability-used-in-apt-attack-on-russia/ และ https://www.scmagazine.com/home/security-news/adobe-fixes-zero-day-flash-bug-after-attackers-target-russian-clinic-with-exploit/

from:https://www.techtalkthai.com/adobe-patches-zero-day-on-flash-player/