คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

[Guest Post] Pure Storage ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในตลาด Enterprise Flash Array Storage

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 21 มกราคม 2020 – Pure Storage (NYSE: PSTG) ผู้บุกเบิกทางด้าน IT ที่นำเสนอบริการ Storage as a Service ท่ามกลางโลกยุค Multi-Cloud ได้ออกมาประกาศวันนี้ว่า TrustRadius ได้มอบรางวัล Best Customer Support และ Best Usability ให้แก่ FlashArrayTM โดยการนับรวมคะแนนเฉลี่ย trScore ที่ได้ 9.2 คะแนนจาก 10 คะแนนเต็ม และการได้รับการรีวิวและให้คะแนนจากลูกค้าที่ผ่านการรับรองตัวตนถึง 335 ราย FlashArray จึงชนะรางวัลในหมวด Enterprise Flash Array Storage มาในครั้งนี้

Pure Storage ได้รับรางวัล Best Customer Support จาก TrustRadius จากการแสดงความคิดเห็นของลูกค้าโดยตรง” คุณ Megan Headley, VP of Research แห่ง TrustRadius กล่าว “ผู้รีวิวบน TrustRadius ได้แสดงความเห็นส่วนใหญ่ถึงความเร็ว, ความรู้ และความเป็นมืออาชีพของ Pure Storage

จากการอ้างอิงข้อมูลความคิดเห็นของลูกค้าทั้งหมด รางวัล TrustRadius Top Rated Awards จึงกลายเป็นมาตรฐานของวงการสำหรับโซลูชันเทคโนโลยี B2B ที่มีความเที่ยงตรง โดยตัวอย่างของประสบการณ์และผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้รับจากการใช้ FlashArray มีดังนี้:

Pure Storage เหนือกว่าคู่แข่งของตนเองอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพและพื้นที่ความจุจะดีกว่าและเร็วกว่าเท่านั้น แต่การที่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาหลังการขายได้อย่างแม่นยำก็ทำให้เราตัดสินใจได้โดยแทบไม่ต้องคิด” คุณ Kevin Hannon, IT Director, Town of Belchertown, Massachusetts กล่าว
อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

Pure ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่รับเลือกจาก TrustRadius ให้เป็นผู้นำในตลาด Flash Storage” คุณ Shawn Hansen, FlashArray General Manager แห่ง Pure Storage กล่าว “เมื่อรวมกับการได้รับเลือกให้เป็น Gartner Magic Quadrant Leader สำหรับ Primary Storage Arrays และการเป็นผู้นำของ Medallia Net Promoter แล้ว เราเชื่อว่ารางวัลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าหัวใจสำคัญในการเป็นผู้นำในตลาดระยะยาวนั้นก็คือการสร้างประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง

Pure ได้รับการยกย่องจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องและปีนี้ก็ถือเป็นปีที่หกแล้วที่ทางบริษัทยังคงได้รับคะแนน NPS ในอันดับหนึ่งเปอร์เซ็นต์แรกจากคะแนน Medallia-benchmarked B2B ในขณะที่ธุรกิจยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ Pure ได้รับคะแนนเพิ่มเป็น 83.5 คะแนน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจ B2B อื่นๆ ถึง 2 เท่า

โซลูชันทั้งหมดในพอร์ตโฟลิโอของ Pure นั้นถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสำหรับนำเสนอ Modern Data Experience ที่จะช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในระบบ Hybrid และ Multi-Cloud ด้วยความง่ายดาย, ความยืดหยุ่น และความมั่นคงทนทานในระบบขนาดใหญ่

ภายในพอร์ตโฟลิโอนี้ ผลิตภัณฑ์ตระกูล FlashArray ของ Pure สามารถนำเสนอโซลูชันที่ปรับแต่งมาเพื่อประสิทธิภาพและความจุสำหรับรองรับระบบงานที่มีความสำคัญสูงและต้องใช้งานทุกวันสำหรับธุรกิจองค์กรได้ โดยการออกแบบที่คำนึงถึงความยืดหยุ่นเป็นหลัก ลูกค้าสามารถเลือกวิธีการใช้งานให้ตอบโจทย์ต่อรูปแบบการลงทุนได้ตามต้องการ (ระบบฮาร์ดแวร์สำเร็จรูป, ระบบซอฟต์แวร์ หรือการใช้บริการในแบบ as-a-Service) และยังได้รับประโยชน์จาก Subscription แบบ EvergreenTM ของเราที่ทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานเทคโนโลยีระบบคอนโทรลเลอร์ล่าสุดของเราได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบที่จัดซื้อไป

ถ้าหากคุณต้องการแสดงคิดเห็น กรุณารีวิวโซลูชันของเราได้ที่นี่

รางวัลจากนักวิเคราะห์: Pure Storage ถูกรับเลือกให้เป็น Leader ใน 2020 Gartner Magic Quadrant for Primary Storage

เกี่ยวกับ Pure Storage

Pure Storage (NYSE: PSTG) ช่วยให้คนทำงานสายเทคโนโลยีมีเวลามากขึ้น Pure นำเสนอ Modern Data Experience ที่ช่วยให้ธุรกิจองค์กรดำเนินธุรกิจในแต่ละวันได้ด้วยบริการในรูปแบบ Storage-as-a-Service ที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติอย่างแท้จริงบนระบบ Cloud ที่หลากหลาย ในฐานะของหนึ่งในบริษัท ทางด้าน IT สำหรับธุรกิจองค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ Pure ได้ช่วยให้ลูกค้านำข้อมูลมาใช้งานได้โดยลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบเบื้องหลังเหล่านั้น และด้วยคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าในอันดับหนึ่งเปอร์เซ็นต์แรกของธุรกิจ B2B กลุ่มลูกค้าของ Pure ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ก็คือกลุ่มลูกค้าที่มีความสุขมากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง

Pure Storage, โลโก้ “P”, FlashArray และ FlashBlade เป็นเครื่องหมายทางการค้าหรือเครื่องหมายทางการที่ได้รับการลงทะเบียนของ Pure Storage, Inc. เครื่องหมายทางการค้าอื่นๆ หรือชื่อที่ถูกอ้างอิงในเอกสารนี้เป็นทรัพย์สินของเจ้าของสิ่งนั้นๆ

เกี่ยวกับ TrustRadius: TrustRadius คือระบบแสดงความคิดเห็นและข้อมูลจากลูกค้าที่ช่วยให้ผู้จัดซื้อเทคโนโลยีสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ผลิตเทคโนโลยีเข้าถึงและดูแลลูกค้าของตนได้มากขึ้น ในแต่ละเดือน ผู้ซื้อเทคโนโลยีทางด้าน B2B มากกว่าห้าแสนคนได้เข้าถึงการีวิวกว่า 222,000 รายการและให้คะแนนบน TrustRadius.com เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจจัดซื้อ โดยการมีสาขาใหญ่ที่ Austin, TX TrustRadius นั้นได้ถูกก่อตั้งโดยผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการสนับสนุนจาก Next Coast Ventures, Mayfield Fund และ LiveOak Venture Parnters

from:https://www.techtalkthai.com/pure-storage-was-regcognized-by-trustradius-as-leader-of-enterprise-flash-array-storage/

CSA ออก Cloud Controls Matrix v4 เพิ่มมาตรการควบคุมกว่า 60 รายการ

Cloud Security Alliance (CSA) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ การรับรอง แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และงานวิจัยทางด้านความมั่นคงปลอดภัยระบบ Cloud ประกาศเปิดตัว Cloud Controls Matrix (CCM) เวอร์ชัน 4 ซึ่งเป็น Framework ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับ Cloud Computing เวอร์ชันใหม่ล่าสุด โดยเพิ่มมาตรการควบคุมอีกกว่า 60 รายการ

CCM เป็น Framework ทางด้าน Cybersecurity Controls สำหรับ Cloud Computing ที่ถูกพัฒนาขึ้นตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของ CSA และถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานทั่วไปสำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคลของการใช้ระบบ Cloud

CCM เวอร์ชัน 4 นี้ได้พัฒนาต่อยอดมาจากเวอร์ชัน 3.0.1 โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างของ Framework ใหม่ โดยแยกเรื่อง Logging and Monitoring (LOG) ออกมาเป็นโดเมนใหม่อีกโดเมนหนึ่ง รวมไปถึงมีการปรับปรุงโดเมนเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Governance, Risk and Compliance (GRC), Auditing and Assurance (A&A), Unified Endpoint Management (UEM) และ Cryptography, Encryption, and Key Management (CEK)

นอกจากนี้ CCM เวอร์ชัน 4 ยังได้เพิ่มมาตรการควบคุมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคลของการใช้ระบบ Cloud อีกกว่า 60 รายการ เพื่อให้ครอบคลุมกับเทคโนโลยี Cloud ในยุคปัจจุบัน รวมไปถึงเพิ่มความสามารถในการ Audit และปรับแต่งให้สอดคล้องและใช้งานร่วมกับมาตรฐานอื่น เช่น ISO/IEC 27001-2013, ISO/IEC 27017-2015, ISO/IEC 27018-2019, AICPA TSC v2017 ได้ง่ายยิ่งขึ้น

CCM เวอร์ชันล่าสุดนี้ประกอบด้วย 17 โดเมน 197 มาตรการควบคุม ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดเอกสาร CCM v4 ได้ที่: https://cloudsecurityalliance.org/artifacts/cloud-controls-matrix-v4/

from:https://www.techtalkthai.com/csa-introduces-cloud-controls-matrix-v4/

Microsoft เปิดเผยความซับซ้อนของแฮ็กเกอร์ที่โจมตี SolarWinds

Microsoft เป็นอีกหนึ่งทีมงานที่ได้รับผลกระทบจากการที่ SolarWinds Orion ถูกแทรกแซง โดยหลังจากศึกษามาระยะหนึ่งทีมงานได้พบกับความจริงว่าทำไม คนร้ายระดับพระกาฬนี้จึงสามารถซ่อนตัวได้อย่างยาวนาน

credit : microsoft

Microsoft และ FireEye ได้ตรวจพบมัลแวร์ที่ชื่อ Sunburst หรือ Solorigate ซึ่งเป็น DLL ตัวหนึ่งที่ถูก Inject เข้ามาใน SolarWinds Orion เพื่อเป็น Backdoor หลังจากนั้นก็จะมีการโหลดเครื่องมืออื่นๆต่อไป อย่างไรก็ดี Microsoft ได้เปิดเผยเทคนิคต่างๆ ที่คนร้ายดำเนินการไว้ดังนี้

1.) หลังจากแฝงตัวในซอฟต์แวร์ Orion ซึ่งกระจายออกสู่ผู้ใช้งานในเดือนมีนาคม คนร้ายใช้เวลาคัดเลือกเป้าหมายที่สนใจนานนับเดือน และเมื่อเข้าไปปฏิบัติการที่ลูกค้าได้แล้วยังกลับมาลบมัลแวร์ใน Orion ออกไปในเดือนมิถุนายน

2.) ในแต่ละโฮสต์ที่คนร้ายเข้าแทรกแซงนั้น มีการ Customize Cobalt Strike DLL ไม่เหมือนกันเลย เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ

3.) ก่อนที่จะพิมพ์อะไร จะปิด Log ก่อนด้วย AUDITPOL แล้วค่อยพิมพ์คำสั่ง

4.) สร้าง Firewall Rule เพื่อจำกัดให้มีแพ็กเก็ตขาออกน้อยที่สุดในแต่ละโปรโตคอล และลบ Rule ออกหลังจากทำการ Reconnaissance เครือข่ายเหยื่อสำเร็จ

5.) เปลี่ยนชื่อเครื่องมือ และไบนารี รวมถึงใส่ไว้ในโฟลเดอร์ที่ดูเหมือนไฟล์หรือโปรแกรมที่อยู่บนเครื่องอยู่แล้ว

6.) ก่อนเริ่มทำการสิ่งใดจะคอยปิดบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยบนเครื่องเสียก่อน

7.) เชื่อว่ามีการแก้ไขค่า Timestamp และมีการลบบางอย่างออก

8.) แยกการ Execute ของ Cobalt Strike Loader ออกจากโปรเซสของ SolarWinds Binary ให้มากที่สุด เพราะกรณีที่ Loader ถูกพบก็ยังเหลือไบนารีที่ถูกแทรกแซงได้ของ SolarWinds ไว้ทำงานต่อได้

ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านรายงานเต็มๆจาก Microsoft ได้ที่ https://www.microsoft.com/security/blog/2021/01/20/deep-dive-into-the-solorigate-second-stage-activation-from-sunburst-to-teardrop-and-raindrop/ 

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-shares-how-solarwinds-hackers-evaded-detection/ และ https://www.zdnet.com/article/microsoft-this-is-how-the-sneaky-solarwinds-hackers-hid-their-onward-attacks-for-so-long/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-discloses-about-sophisticate-operation-in-solarwinds-incident/

Edge 88 สามารถช่วยสร้างรหัสผ่านและตรวจการรั่วไหลของรหัสผ่านได้

Microsoft ได้เพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของรหัสผ่านใน Edge 88

credit : microsoft

Password Generator – หากผู้ใช้คลิกช่องรหัสผ่าน Edge จะแนะนำรหัสผ่านที่สร้างขึ้นมาให้ได้ นอกจากนี้ยังเก็บรหัสผ่านอย่างอัตโนมัติไว้ให้ และสามารถซิงค์โครไนซ์ข้ามกับอุปกรณ์อื่นได้

Password Monitor – สามารถแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อเกิดเหตุพบ Password Breach ในเหตุการณ์ Breach ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ที่ผู้ใช้มีบัญชี

อย่างไรก็ดีฟีเจอร์นี้มีอยู่ใน Chrome และ Firefox มาสักพักใหญ่แล้ว ซึ่ง Edge จาก Microsoft ที่ไส้ในคือ Chromium เช่นกัน

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-edge-gets-a-password-generator-leaked-credentials-monitor/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-edge-88-password-gen-and-brech-detect-function/

[Guest Post] กรณีศึกษาการใช้ AI เพื่อการตรวจสอบคุณภาพอย่างแม่นยำของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ฟันเฟืองทั้งหมด

ปัญหาที่พบ

ก่อนหน้านี้ Nanjing High Accurate Drive Equipment Manufacturing Group (NGC) ได้ดำเนินการตรวจสอบ คุณภาพผลิตภัณฑ์โดยให้เจ้าหน้าที่เลือกสุ่มตัวอย่าง ด้วยตนเอง นั่นหมายความว่ายังมีปัญหาการทำงาน ที่ขาดประสิทธิภาพ ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาดและสินค้าที่พลาดการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังไม่สามารถติดตามหาสาเหตุของข้อบกพร่องได้

 

โซลูชัน

INESA Intelligent Technology (IIT) ได้ร่วมมือกับ Fujitsu R&D Center (FRDC) เพื่อสร้างชุดโซลูชันการวินิจฉัยอัจฉริยะ จาก Physical-AI Hybrid Model ทำให้สามารถตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้ NGC เปลี่ยนแปลงและอัปเกรดรูปแบบการตรวจสอบคุณภาพโดยไม่มีภาระงานเพิ่มเติม

ประโยชน์

  • มีระบบทดแทนการตรวจสอบแบบดั้งเดิมที่อาศัย การสุ่มตัวอย่างเอาเอง ทำให้ได้การตรวจสอบผลิตภัณฑ์อัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพ
  • ประสิทธิภาพในการตรวจสอบเพิ่มขึ้น 30 เท่า สามารถเพิ่มอัตราการตรวจจับสินค้าที่ด้อยคุณภาพและข้อบกพร่องได้ถึงกว่า 99%
  • ตรวจหาย่านความถี่ของข้อผิดพลาดและตรวจสอบ ย้อนกลับไปถึงสาเหตุของข้อบกพร่องจนไปถึงแหล่ง ที่มาในกระบวนการผลิต
  • การสร้างกราฟองค์ความรู้ ทำให้ผู้ตรวจสอบคุณภาพ ได้รับทักษะและประสบการณ์ในระดับสูง

Nanjing High Accurate Drive Equipment Manufacturing Group Co. , Ltd. (NGC) NGC มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองหนานจิงประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1969 ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ส่งกำลังลม (wind power transmission equipment) อันดับหนึ่งของประเทศและอันดับสามของโลก นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ฟันเฟืองชั้นนำของอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพที่เชื่อถือได้ และให้บริการเต็มรูปแบบ NGC ได้กลายเป็นองค์กรตัวอย่างสำหรับนวัตกรรมทาง เทคนิคในประเทศจีน แบรนด์ NGC ค่อยๆ มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศจีน และ ได้รับการยอมรับจากนานาชาติในฐานะหนึ่งในบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในอุตสาหกรรม

สินค้าและบริการ

  • โซลูชันการวินิจฉัยอัจฉริยะจาก Physical-AI Hybrid Model
  • กราฟองค์ความรู้สำหรับข้อบกพร่องและความผิดพลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

โมเดลการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตรวจสอบคุณภาพ ในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์ฟันเฟืองและอุปกรณ์ส่งกำลังชั้นนำ NGC คือผู้ผลิตสินค้าและบริการอันดับหนึ่งให้กับผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ทั่วโลก บริษัทได้ช่วยให้ครัวเรือน หลายล้านครัวเรือนทั่วโลกเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีความน่าเชื่อถือ และเพื่อป้องกัน ไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบกพร่องเข้าสู่ตลาด NGC จำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบคุณภาพของอุปกรณ์ฟันเฟืองก่อนที่สินค้าจะออกจากโรงงาน และกระบวนการนี้ต้อง ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิต

Chen Chao หัวหน้าแผนกตรวจสอบของ NGC กล่าวว่า “เราผลิตอุปกรณ์ฟันเฟืองหลายร้อยชิ้นทุกวัน ผู้ตรวจสอบคุณภาพแต่ละคนจะตัดสินว่ามีข้อผิดพลาดหรือไม่โดยการสุ่มทดสอบสินค้าด้วยตนเอง แม้แต่ผู้ตรวจสอบคุณภาพที่มีประสบการณ์สูงก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมงในการตรวจให้ครบตามแบบทดสอบ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ทันต่อการผลิตเราจำเป็นต้องทำการตรวจสอบคุณภาพให้เสร็จสิ้นภายในห้านาทีดังนั้นเราจึงสามารถตรวจสอบเฉพาะสินค้าที่สุ่มตัวอย่างเท่านั้น นี่คือแนวทางปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรมของเรา

ทว่า วิธีการสุ่มตัวอย่างมีข้อเสียหลายประการ ประการแรกคือ การทดสอบด้วยตนเองนั้นมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำและไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาของผลการตรวจสอบที่ผิดพลาดและสินค้าที่ขาดการตรวจสอบได้ ประการที่สอง ต้องพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ในระดับสูง ประการที่สามไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาซึ่งเป็นต้นเหตุของข้อบกพร่องและความล้มเหลวได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถปรับปรุงการทำงานในขั้นตอนการผลิตอื่นๆ ให้ดียิ่งๆ ขึ้นได้

“เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว เราจึงตัดสินใจนำเทคโนโลยีดิจิทัลเช่น AI มาใช้เนื่องจากเราคิดว่าจะช่วยให้สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในระบบอัจฉริยะอย่างมีประสิทธิภาพได้” Chen Chao กล่าว “หลังจากการประเมินทางเลือกอย่างถี่ถ้วนแล้ว ปรากฏว่าความแข็งแกร่งทางเทคนิคของ IIT1 และ FRDC ทำให้เรามีความประทับใจอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประสบการณ์อันยาวนานในด้านระบบการผลิตอัจฉริยะและความสามารถในการวิจัยด้าน AI ของพวกเขาทำให้เรารู้สึกว่าจะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี”

 

ร่วมสร้างโซลูชันการวินิจฉัยอัจฉริยะโดยใช้ AI

ด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะการผลิต และปัญหาเฉพาะของ NGC โดยละเอียด ทาง IIT ได้ร่วมมือกับ FRDC เพื่อสร้างโซลูชันการวินิจฉัยอัจฉริยะโดยใช้ Physical-AI Hybrid Model2 โดยที่ FRDC ได้พัฒนาและใช้อัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องกับ AI และแบบจำลองทางกายภาพตามเวลา / ความถี่ จากนั้น IIT จึงใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยรวมและให้บริการด้านการใช้งานโซลูชัน

Qin Jian ผู้จัดการทั่วไปของแผนกวางกลยุทธ์ของ IIT อธิบายเกี่ยวกับระบบว่า เป็นการใช้เซ็นเซอร์การสั่นสะเทือนที่ติดตั้งบนอุปกรณ์ฟันเฟืองเพื่อรวบรวมข้อมูลสัญญาณการสั่นสะเทือนหลายมิติแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะถูกจัดเก็บ ซิงโครไนซ์และบูรณาการเข้าด้วยกัน การใช้ Physical-AI Hybrid Model ทำให้มีการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ด้วย ข้อมูลที่ตรวจพบจากย่านความถี่ต่างๆ สิ่งนี้ช่วยให้ระบบตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วว่า ผลิตภัณฑ์มีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดหรือไม่

Dr.Sun Jun ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยไอทีของ FRDC กล่าวเกี่ยวกับโมเดล Physical-AI Hybrid ว่า “เทคโนโลยี AI กระแสหลักในปัจจุบันใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อ ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีข้อบกพร่องหรือไม่ แต่ไม่สามารถอธิบายถึงพื้นฐานที่ใช้ในการตัดสินของ AI ได้ ดังนั้นโซลูชันนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้เชิงลึกและแบบจำลองทางกายภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถระบุได้ว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ แต่ยังสามารถระบุย่านความถี่ของความผิดพลาดได้ด้วย จากนั้นระบบไฮบริดสามารถตัดสินใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุของความผิดพลาด ด้วยข้อมูลนี้ลูกค้าสามารถเชื่อถือการตัดสินของ AI ได้อย่างสมบูรณ์และก้าวไปอีกขั้นได้อย่างรวดเร็ว”

Chen Chao กล่าวว่า “ด้วยความช่วยเหลือของเครื่องมือ AI ใหม่ๆ นี้ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนจากการสุ่มตัวอย่างด้วยคน ไปสู่การตรวจสอบแบบอัจฉริยะอย่างมีประสิทธิภาพเราได้บรรลุการปรับปรุงแบบพลิกโฉมในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเรา”

 

การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึงสามสิบเท่าและการนำ AI ไปใช้อย่างกว้างขวางขึ้น

จากการทดสอบระบบสาธิต (PoC : Proof of Concept) ทำให้ใช้เวลาในการตรวจสอบ ลดลงจากหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงสองนาที เท่ากับว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึงสามสิบเท่า อัตราการตรวจจับข้อบกพร่องและความผิดพลาดมีมากกว่า 99% ยิ่งไปกว่านั้นระบบ AI ไม่เพียงแต่สามารถค้นหาย่านความถี่ที่ผิดพลาดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถระบุสาเหตุของความผิดพลาดเบื้องต้นได้อีกด้วย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามปัญหาย้อนหลังได้ตลอดกระบวนการผลิต และวางรากฐานสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพและการปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคต

IIT และ FRDC ยังวางแผนที่จะสร้างกราฟองค์ความรู้ AI 3 ของการตรวจสอบคุณภาพสำหรับ NGC สิ่งนี้ไม่เพียงจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาของกระบวนการผลิตที่มีแนวโน้มที่จะล้มเหลว แต่ยังช่วยส่งเสริมทักษะและประสบการณ์ของผู้ตรวจสอบคุณภาพอีกด้วย “การใช้กราฟองค์ความรู้ AI ทำให้เราสามารถช่วยลูกค้าสร้างฐานความรู้ด้านอุตสาหกรรมดิจิทัลได้ ดังนั้นแม้จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ก็สามารถเลียนแบบและนำประสบการณ์การตรวจสอบคุณภาพนี้ไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว”

Qin Jian กล่าวอีกว่า “โซลูชันบนแพลตฟอร์มใหม่นี้จะใช้สำหรับการตรวจจับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและการบำรุงรักษาเกียร์ทดรอบในหุ่นยนต์ ปั๊มสุญญากาศและมอเตอร์สิ่งนี้ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมาก และช่วยให้พวกเขาก้าวกระโดดครั้งใหญ่ไปสู่การผลิตแบบอัจฉริยะ” Chen Chao กล่าวว่า “ด้วยความร่วมมือกับ IIT และ FRDC เราได้เปลี่ยนแปลงและยกระดับรูปแบบการตรวจสอบคุณภาพของเรา NGC จะยังคงค้นหาวิธีการสร้างสรรค์นวัตกรรมและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่าสำหรับทุกคน”

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-fujitsu-ai/

พบการสแกนหาพยายามโจมตีช่องโหว่ใน SAP SolMan แนะผู้ใช้เร่งอัปเดต

มีการค้นพบความพยายามสแกนหาระบบ SAP ที่ยังไม่ได้แพตช์ช่องโหว่ใน Solution Manager 7.2

Credit: ShutterStock.com

ช่องโหว่หมายเลข CVE-2020-6207 เป็นบั๊กความผิดพลาดในการตรวจพิสูจน์ตัวตนใน Solution Manager เวอร์ชัน 7.2 โดยความร้ายแรงอยู่ที่ 10/10 ซึ่งมีแพตช์แก้ไขตั้งแต่มีนาคมปีก่อน แต่ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เชี่ยวชาญได้ปล่อยโค้ดสาธิตออกมา หลังจากนั้นเพียงสัปดาห์เดียวผู้เชี่ยวชาญก็พบความพยายามสแกนหาช่องโหว่ดังกล่าวผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการออกเตือนให้ผู้ใช้งานที่คิดว่าตนมีการใช้งานดังกล่าว กลับไปตรวจสอบและเร่งแพตช์ให้ไว

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/automated-exploit-of-critical-sap-solman-vulnerability-detected-in-the-wild/

from:https://www.techtalkthai.com/cve-2020-6207-in-sap-solman-has-been-explioted-in-the-wild/

Raspberry Pi Foundation ออกบอร์ดขนาดเล็ก ‘Pico’ สนนราคาที่ 4 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

Raspberry Pi Pico เป็นบอร์ดจิ๋วใหม่ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์โปรเจ็คขนาดเล็กในราคาย่อมเยาว์เพียง 4 ดอลล่าร์สหรัฐฯหรือ 100 กว่าบาทเท่านั้น

credit : Raspberry Pi Foundation

ความน่าสนใจของ Pico คือใช้ชิป ARM หรือโค้ด RP2040 ซึ่งแปลว่า Raspberry Pi Foundation ได้พัฒนาชิปของตัวเองขึ้น มากกว่านั้นยังไปคุยกับ Adafruit, Arduino, Pimoroni และ Sparkfun ให้มาร่วมกันใช้ชิปนี้กับบอร์ดของแต่ละเจ้า เพื่อเป็นการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง แถมยังกำหนดสิ่งที่จำเป็นต่อบอร์ดตัวเองได้อีกต่างหาก

Pico มาพร้อมกับ dual-core ARM (133 MHz), RAM 264 KB และขา GPIO 26 Pin รวมถึงเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแต่จะไม่มี Wireless หรือ Bluetooth แต่ราคาก็ซื้อมาลองเล่นกันได้ง่ายๆ เพียงแค่ 100 กว่าบาทเท่านั้น นอกจากนี้เองบอร์ดของ Raspberry Pi ยังสามารถพัฒนาด้วย Python ผ่าน MicroPython แทนที่ภาษา C ได้ด้วย

ที่มา : https://techcrunch.com/2021/01/21/raspberry-pi-foundation-launches-4-microcontroller-with-custom-chip/

from:https://www.techtalkthai.com/pico-board-the-new-small-microcontroller-by-raspberry-pi-foundation/

QNAP ออกเตือนลูกค้าระวังมัลแวร์ขุดเหมืองเล็งอุปกรณ์ NAS

QNAP ได้ออกเตือนให้ลูกค้าระมัดระวังการใช้อุปกรณ์ NAS เนื่องจากพบมัลแวร์ลอบขุดเหมืองตัวใหม่ที่เพ่งเล็ง QNAP NAS โดยเฉพาะ

Dovecat เป็นมัลแวร์ลอบขุดเหมืองบิตคอยน์ ที่พุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ QNAP โดยหากผู้ใช้งานพบเห็นโปรเซสที่ชื่อ dovecat และ dedpma รันอยู่แสดงว่าโดนของเข้าให้แล้ว ทั้งนี้มีผู้ใช้งานรายงานว่ามัลแวร์จะลอบใช้ CPU จนเกือบหมดเพื่อขุดเงินบิตคอยน์ dovecat เป็นชื่อที่ถูกตั้งมาให้คล้ายกับ Email Daemon ‘Dovecot’ ที่มากับ QNAP Firmware และ Linux Distro อื่นๆ

สำหรับการป้องกันทีมงาน QNAP ได้ออกข้อปฏิบัติไว้ดังนี้

  • อัปเดตซอฟต์แวร์ QTS ล่าสุด
  • ติดตั้ง Malware Remover, Firewall และ Security Counselor ที่รัน Security Policy
  • เปิด Network Access Policy ป้องกันการ Brute-force Attack
  • ตั้งรหัสผ่านแอดมินอย่างแข็งแรง
  • ใช้รหัสผ่านยากๆสำหรับฐานข้อมูลแอดมิน
  • ปิด SSH และ Telnet หากไม่ใช้
  • ปิดบริการและแอปที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการใช้พอร์ต Default 80, 443, 8080 และ 8081

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/qnap-warns-users-of-a-new-crypto-miner-named-dovecat-infecting-their-devices/ และ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/qnap-warns-users-to-secure-nas-devices-against-dovecat-malware/

from:https://www.techtalkthai.com/qnap-warns-nas-users-about-bitcoin-mining-malware-dovecat/

รู้จัก Oracle Cloud VMware Solutions อีกทางเลือกในการก้าวสู่การทำ Hybrid Cloud ด้วยโซลูชันจาก Oracle และ VMware

เดิมทีนั้นสำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งานระบบ Virtualization จาก VMware ร่วมกับ Business Application และ Database จาก Oracle นั้น มักประสบปัญหาการเลือกใช้บริการ Cloud ที่รองรับเทคโนโลยีทั้งสองส่วนนี้ได้ยากทั้งในเชิง Infrastructure, เชิงเทคนิค และเชิงของราคา การก้าวสู่ Cloud ของธุรกิจในกลุ่มนี้จึงถือเป็นการตัดสินใจที่ยาก และมีกระบวนการย้ายระบบที่ค่อนข้างซับซ้อนตามมา

แน่นอนว่าทั้ง Oracle และ VMware ในฐานะของผู้พัฒนาโซลูชันชั้นนำสำหรับธุรกิจองค์กรเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งคู่จึงได้ร่วมมือกันและเปิดตัวบริการ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2020 ที่ผ่านมานี้ ด้วยการผสานเทคโนโลยีของทั้งคู่เข้าด้วยกัน พร้อมทีมบริการจาก Oracle Cloud ที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกประสบการณ์การใช้งานโซลูชันนี้จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น Support การทำงาน Oracle Applications บน VMware, ตอบโจทย์การทำ Hybrid Cloud ระหว่าง On-Premise และ Oracle Cloud Infrastructure ได้อย่างมั่นใจ และสามารถต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลายบน Oracle Cloud เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าได้อย่างเต็มที่

Oracle Cloud VMware Solutions: ระบบ VMware SDDC แบบครบวงจรบน Oracle Cloud ที่พร้อมช่วยให้ธุรกิจองค์กรก้าวสู่ Hybrid Cloud ได้ทันที

credit : Oracle

เบื้องหลังของ Oracle Cloud VMware Solutions นี้ก็คือการใช้เทคโนโลยี VMware Software-Defined Data Center (SDDC) ติดตั้งบน Physical Server หรือที่เรียกว่า Bare Metal Host บน Oracle Cloud นั่นเอง ทำให้ระบบนี้ทำงานแบบ Single-Tenant คือไม่มีการแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้งาน Oracle Cloud รายอื่นๆ เลย ทำให้สามารถตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือการตอบโจทย์ Compliance ได้เป็นอย่างดี โดยภายใน VMware SDDC ที่ใช้งานภายในโซลูชัน Oracle Cloud VMware Solutions นี้มีส่วนประกอบดังนี้

  • VMware vSphere ระบบ Virtualization จาก VMware ที่ประกอบไปด้วย VMware ESXi และ VMware vSphere
  • VMware NSX-T Data Center สำหรับการทำ Virtual Networking & Security ซึ่งประกอบไปด้วย NSX Manager, NSX-T Local Manager, NSX-T Controller และ NSX-T Edge
  • VMware vSAN ระบบ Software-Defined Storage ที่ผสานรวมเอา Local Storage ของ Bare Metal Server ในระบบเข้าด้วยกันเป็น Shared Datastore สำหรับให้ VM ใช้งาน
  • VMware HCX หรือ Hybrid Cloud Extension ที่มีบทบาทในการทำให้การย้าย Workload จากระบบ On-Premises มาสู่ Cloud เป็นไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย

จะเห็นได้ว่าในเชิงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นนั้น Oracle Cloud VMware Solutions เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีจาก VMware Cloud Foundation ร่วมกับ Bare Metal Cloud System โดยตรงทั้งหมดเพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการออกแบบระบบนั้นเป็นเหมือนกับการใช้งานภายใน On-Premises Data Center เลย ทำให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยที่สุด และมั่นใจได้ในประสิทธิภาพของระบบนั่นเอง

การเริ่มต้นใช้งาน Oracle Cloud VMware Solutions นี้จะมากับ Bare Metal hosts จำนวน 3 เครื่อง และสามารถเพิ่มขยายสูงสุดได้ 64 เครื่องต่อระบบ ซึ่งในการเริ่มต้นใช้งานที่ 3 เครื่องนี้องค์กรจะได้รับทรัพยากรในการประมวลผลได้แก่ 156 OPCUs, 2304 GB Physical Memory และ 153 TB NVMe-based Raw Storage ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอต่อการรองรับ Workload ได้หลากหลายชนิดแล้ว

สำหรับการ Provision ระบบขึ้นมาครั้งแรก ผู้ใช้งานสามารถทำผ่าน Oracle Cloud Infrastructure Console ได้ทันทีทั้งหมด จนเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตั้งค่าเบื้องต้นแล้ว การบริหารจัดการก็จะสามารถทำผ่าน VMware vCenter ภายในระบบได้เลย และจุดเด่นอีกข้อที่ทำให้ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) แตกต่างจากเจ้าอื่นคือผู้ใช้งานนั้นจะมี Full Administrative control บน VMware environment ภายใต้ tenancy ที่เราดูแลอยู่ เช่น กำหนด version control ของ vSphere, การเข้าถึง OS ซึ่งจะทำให้การดูแลและจัดการใกล้เคียงกับ VMware บน On-premise มาก

โดยสรุปแล้ว Oracle Cloud VMware Solutions นี้มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ต่อการนำไปใช้งานในฐานะบริการ Cloud สำหรับธุรกิจองค์กรหลากหลายประการ ได้แก่

  • การย้ายระบบได้ง่ายไม่ต้องมีการแก้ไขโค้ด เนื่องจากเทคโนโลยีเบื้องหลังนั้นเป็นระบบของ VMware แบบเดียวกับที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจองค์กร ผู้ดูแลระบบจึงสามารถทำการย้าย Workload ระหว่างกันได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องแก้ไขสิ่งใด
  • มีระบบแยกเฉพาะเป็นของตนเอง ไม่ต้องแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้บริการ Cloud รายอื่นๆ จึงมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว รวมถึงยังสามมารถปรับแต่งการตั้งค่าการทำงานและการกำหนดสิทธิ์ได้ตามต้องการ
  • ติดต่อ Oracle เพียงรายเดียวสำหรับทั้งการจัดซื้อและการรับบริการหลังการขาย ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด
  • ใช้ทักษะเดิมในการทำงานได้ทันที เพราะระบบของ Oracle Cloud VMware Solutions นี้เป็นระบบแบบเดียวกับที่ใช้งานในธุรกิจองค์กร ผู้ดูแลระบบจึงสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทางด้าน vSphere, vCenter, vSAN และ NSX ทั้งหมดได้ทันที พร้อมทั้งยังบริหารจัดการทั้ง Cloud และ On-Premise ร่วมกันได้บน VMware vCenter
  • ปรับระบบ Cloud ให้มีสภาพแวดล้อมแหมือนภายในองค์กรได้ ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถควบคุมรุ่นของซอฟต์แวร์ภายในระบบ Cloud ให้เหมือนกับที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจองค์กร และทำงานได้อย่างราบรื่น โดยปัจจุบันนี้ Oracle Cloud VMware Solutions รองรับ vSphere รุ่น 6.5 และ 6.7 และจะขยายสู่เวอร์ชันถัดๆไปในอนาคต
  • ออกแบบตามมาตรฐานที่ VMware รับรอง (VMware Validated Design) บนเครื่องทีได้รับการรับรองจาก VMware (VMware Certified Hardware) ทำให้มั่นใจได้ว่าการทำงานร่วมกันของระบบแต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้ดี และมีประสิทธิภาพ
  • ทำ Data Center Extension หรือ Disaster Recovery ได้บน Oracle Cloud Data Center ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการ Replicate ข้อมูลหรือ Backup ก็ตาม ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกนำข้อมูลไปวางบน Oracle Cloud Region ที่ตนเองต้องการได้อย่างอิสระ
  • ควบคุมได้อย่างเต็มที่ เพราะระบบนี้เป็นของคุณทั้งหมด จึงสามารถเลือกใช้รุ่นของ vSphere ที่ต้องการ, เข้าถึงระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งในฮาร์ดแวร์แต่ละชุดเพื่อปรับแต่งการทำงานในเชิงลึก ไปจนถึงการเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ
  • มีระบบที่ทรงพลัง ด้วยฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงที่มีหน่วยประมวลผลมากถึง 156 Cores ให้ใช้งานภายใน 3 Node และเพิ่มขยายสูงสุดได้ถึง 64 Node ต่อ Cluster รองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่น

ต่อยอด Oracle Cloud VMware Solutions ด้วยเทคโนโลยีจาก Oracle Cloud

แน่นอนว่าจุดเด่นที่ทำให้ Oracle Cloud VMware Solutions เหนือกว่าโซลูชัน VMware Cloud อื่นๆ นั้นก็คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของ Oracle นั่นเอง ซึ่งภายใน Oracle Cloud ก็มีทั้งบริการและ Hardware ที่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับ Oracle Cloud VMware Solutions ได้หลากหลาย ดังนี้

  • Container & Microservices โดยภายใน Oracle Cloud นั้นมีบริการ Container Engine for Kubernetes และ Oracle Functions แบบ serverless ให้สามารถใช้งานเพื่อค่อยๆ เปลี่ยน Workload แบบเดิมมาสู่สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้นได้
  • Cloud Database Management บน Oracle Cloud นี้มีบริการ Database ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Oracle Exadata Cloud Service, Autonomous Data Warehouse, Autonomous Transaction Processing, Oracle NoSQL Database และอื่นๆ อีกมากมาย
  • Business Analytics & Data Science แน่นอนว่าบน Oracle Cloud นี้ยังมีเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่มากมาย เช่น Oracle Analytic Cloud, Oracle Big Data Service, Oracle Data Science Platform อีกทั้งยังมี GPU ให้ใช้เพื่อรองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงได้อีกด้วย
  • Block, Object, File & NVMe Storage เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเหมาะสมสูงสุด

บริการเหล่านี้สามารถช่วยเติมเต็มความต้องการในการบริหารจัดการและการประมวลผลข้อมูลของธุรกิจองค์กรได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การก้าวสู่การใช้ Oracle Cloud VMware Solutions นี้สามารถต่อยอดไปสู่การนำข้อมูลมาใช้สร้างคุณค่าต่อธุรกิจได้ในระยะยาว และเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้าน Data Analytics, Machine Learning และ AI ได้นั่นเอง

แนวทางหนึ่งที่ Oracle แนะนำนั้นก็คือในช่วงแรกเริ่มนั้น ให้ธุรกิจองค์กรทำการย้าย Workload ระบบงานเดิมที่มีอยู่ขึ้นมายัง Oracle Cloud VMware Solutions โดยไม่ต้องมีเปลี่ยนแปลงการทำงานใดๆ ก่อน จนเมื่อระบบนิ่งแล้ว จึงค่อยเปิดบริการอื่นๆ บน Oracle Cloud เข้ามาต่อยอดหรือทดแทนระบบเดิมบางส่วน เพื่อเป็นการปรับให้ระบบมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้น และสามารถรองรับการจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและทดสอบการใช้งาน Oracle Cloud VMware Solutions

ผู้ที่สนใจสามารถทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oracle Cloud VMware Solutions ได้ที่ https://www.oracle.com/cloud/compute/vmware/ และสามารถติดต่อทีมงาน Oracle ในประเทศไทยเพื่อขอคำปรึกษาหรือทดสอบการใช้งานจริงได้ทันทีที่อีเมล์ pornpen.phichedwattana@oracle.com

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-vmware-solutions-the-hybrid-cloud-by-oracle-and-vmware/

5 ฟีเจอร์สำคัญในการปกป้อง Hybrid Networks

ในยุคดิจิทัลนี้ หลายองค์กรเริ่มกระจายข้อมูลและ Workload ออกจาก On-premises Data Center ขึ้นสู่ Cloud มากขึ้น ส่งผลให้ฝ่าย IT จำเป็นต้องจัดวาง บริหารจัดการ และรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายในรูปแบบ Hybrid ที่มีความซับซ้อน Fortinet แนะนำ 5 ฟีเจอร์สำคัญที่องค์กรควรพิจารณาเมื่อตามหาโซลูชันด้าน Security ดังนี้

1. Broad: โซลูชันด้าน Security จำเป็นต้องรองรับโมเดลการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบกระจาย (Distributed) นั่นคือโซลูชันเดียวกันต้องรองรับการใช้งานทั้งแบบ On-premises และ Cloud

2. Integrated: โซลูชันด้าน Security ทั้งหมดที่ใช้งานบนเครือข่าย Hybrid จำเป็นต้องสามารถมองเห็นและทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ เพื่อให้สามารถตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามร่วมกันได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุที่ไหนก็ตาม

3. Fast: ฟังก์ชันด้าน Security ไม่เพียงแค่ต้องทำงานทันธุรกิจ แต่ต้องทำงานทันภัยคุกคามด้วย

4. Automated: พฤติกรรมที่ผิดปกติและไม่พึงประสงค์จำเป็นต้องมีการรับมืออย่างอัตโนมัติ

5: Security-driven Networking: Security-driven Networking คือการผสาน Networking และ Security เข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว ช่วยให้สามารถสร้างและบังคับใช้ Zero-trust Access, Dynamic Network Segmentation และ Unified Enforcement ได้ทุกที่ ทุกอุปกรณ์ และทุกตำแหน่ง โดยไม่เกิดช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่าย

เรียนรู้เพิ่มเติมว่า Fortinet Security Fabric ส่งมอบการป้องกันแบบ Broad, Integrated และ Automated บนสภาพแวดล้อมแบบ Hybrid ได้อย่างไรที่ https://www.fortinet.com/solutions/enterprise-midsize-business/enterprise-security

ที่มา: https://www.fortinet.com/blog/industry-trends/what-are-hybrid-networks-how-to-secure-them

from:https://www.techtalkthai.com/5-security-features-to-protect-hybrid-networks/