คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

Oracle เผย เขียนโค้ดบน Solaris ใหม่ เปลี่ยนจากภาษา C เป็น Python เร็วขึ้น 17 เท่า

ทีมพัฒนาจาก Oracle ได้ออกมาเผยถึงการเขียนคำสั่ง listusers บน Solaris ใหม่ จากเดิมที่เคยใช้ภาษา C ในการพัฒนา เปลี่ยนมาใช้ Python 3 และพบว่าคำสั่งนี้สามารถทำงานได้เร็วขึ้นถึง 17 เท่า ในขณะที่โค้ดมีความยาวน้อยลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า

Credit: Oracle

อ่านแล้วอาจจะเหมือนเรื่องเหลือเชื่อ แต่เบื้องหลังนั้นคำสั่งเดิมของ listusers ที่ใช้ภาษา C นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1988 แล้ว และแทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกเลย ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานในระบบปัจจุบันนั้นมีจำนวนมหาศาลยิ่งกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก ทำให้โค้ดที่เคยถูกออกแบบมาในอดีตนั้นไม่เหมาะสมต่อการใช้งานอีกต่อไป

การเขียนโค้ดใหม่ครั้งนี้มีการออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนภาษาเฉยๆ เท่านั้น ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพก็ทดสอบกับชุดข้อมูลทดสอบ จนได้ผลลัพธ์ว่าเร็วสกว่าเดิมถึง 17 เท่า

สำหรับรายละเอียดฉบับเต็ม อ่านได้ที่ https://blogs.oracle.com/solaris/reimplementing-a-solaris-in-python-gained-17x-performance-improvement-from-c ครับ

ที่มา: https://www.phoronix.com/scan.php?page=news_item&px=Solaris-Old-C-Code-To-Python

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-rewrites-solaris-command-with-python-and-gets-17x-performance/

โฆษณา

ชมย้อนหลัง งาน ISS & SAP User Conference 2019

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ISS Consulting ได้จัดงาน ISS & SAP User Conference 2019 ขึ้นภายใต้ธีม “Innovation Now” โดยภายในงาน ได้มีการบรรยายให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานโซลูชันของ SAP สำหรับท่านที่พลาดการเข้าร่วมงานนี้ไป สามารถติดตามชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่นี่ 

พิธีเปิดงาน ISS & SAP User Conference: INNOVATION NOW และ Welcome Speech โดย คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ISS Consulting

Welcome Speech: The Power of SAP Innovation โดย SAP

Future of the Enterprise โดย SAP 

แนะนำ Track ต่างๆในงาน

e-Tax Invoice & e-Receipt

SAP Fiori Applications

SAP Ariba Snap

SAP SMB Innovation

ภาพรวมงาน ISS & SAP User Conference: INNOVATION NOW โดยคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ Managing Director ISS Consulting (Thailand) Ltd.

from:https://www.techtalkthai.com/iss-sap-user-conference-2019/

Veeam กับเป้าหมายเบอร์ 1 ด้าน Cloud Data Management ในยุค Hybrid Cloud

เมื่อปริมาณข้อมูลเติบโตมากขึ้น และมีความต้องการในการใช้ข้อมูลมากขึ้น สิ่งที่เติบโตตามขึ้นมาคือความต้องการ Ecosystem ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถมีระบบข้อมูลที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา มีการจัดการกับข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความปลอดภัยที่ดี Veeam เป็นหนึ่งในธุรกิจที่อาสาเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

Veeam นั้นน่าจะเป็นชื่อที่หลายท่านคุ้นเคยกันดี ด้วยผลิตภัณฑ์ด้านการแบ็คอัพข้อมูลที่ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่ง Veeam นั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตั้งแต่การก่อตั้ง ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 350,000 รายทั่วโลก และในประเทศไทยเอง ก็ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นเวนเดอร์ Virtualisation Backup ที่ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจไทยเป็นอันดับ 3 กับอัตราการเติบโต 21% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 2006 Veeam ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการขึ้นเพื่อให้บริการกับลูกค้าใน Data Center เป็นหลัก โดยได้เน้นไปที่การจัดการและรักษาข้อมูลใน Virtualisation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบในองค์กรจำนวนมาก แต่แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบัน Veeam ก็ได้เริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน ที่มีการใช้เครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลมากขึ้น

จาก Modern Data Center สู่ Hybrid Cloud

Veeam นั้นเป็นบริษัทที่ปรับตัวอย่างต่อเนื่องตามเทคโนโลยีของ Data Center และอาจเรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับความนิยมของคลาวด์เลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ Veeam จึงมองเห็นถึงวิวัฒนาการของระบบ IT ในธุรกิจ และแนวโน้มการใช้งานของตลาดได้เป็นอย่างดี และจากภาพที่พวกเขามองเห็น พวกเขาก็ได้ตัดสินใจเลือกเป้าหมายใหม่ของการเติบโตของธุรกิจไปที่ระบบ Multi Cloud และ Hybrid Cloud

คุณ Shaun McLagan รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

คุณ Shaun McLagan รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เล่าว่าสิ่งที่ Veeam เห็นในระยะหลังคือการใช้งาน Cloud ที่มากขึ้นขององค์กรในทุกขนาด และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นและความต้องการในการดูแลข้อมูลเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพที่สุด โดยจากการศึกษา Veeam คาดว่าตลาดของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลบนคลาวด์จะเติบโตไปจนมีมูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ที่จะถึงนี้ จึงเป็นจังหวะเวลาอันดีที่ Veeam จะมองเป้าหมายใหม่ไปที่การให้บริการกับกลุ่มลูกค้า Cloud ด้วย

Veeam นั้นเกิดในยุคของคลาวด์ และเน้นการให้บริการ Virtualisation Backup มาโดยตลอด ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Veeam นั้นเน้นหนักที่ซอฟต์แวร์การจัดการและ Backup ข้อมูล ซึ่งจุดนี้ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งข้อได้เปรียบของ Veeam ในการพัฒนาต่อไปข้างหน้าในโลกที่วิ่งไปในทิศทางของการใช้งาน Cloud และเช่าใช้ Software as a Service

Backup เปลี่ยนไปมาก

พฤติกรรมของผู้คนและการทำธุรกิจในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปจากจุดที่ Veeam เริ่มต้นอยู่เป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ผู้คนมีสมาร์ทโฟน สื่อสารกันผ่านช่องทางดิจิทัล ธุรกิจมีฐานข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น จำนวนเยอะขึ้น และหลายแห่งมีการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT เข้ามาใช้ ดังนั้นแม้จะขึ้นชื่อว่าการแบ็คอัพข้อมูลเหมือนกัน แต่รายละเอียดนั้นเปลี่ยนไปมากทีเดียว

ประการแรก ระบบข้อมูลนั้นได้กลายมาเป็นระบบที่สำคัญต่อธุรกิจในระดับที่ถ้าหากล่มหรือสูญหายไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้มาก โดยจากการสำรวจพบว่าโดยเฉลี่ยใน 1 ปี ธุรกิจนั้นสูญเสียรายได้จากระบบที่ล่มสูงถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ การล่มและสูญหายของข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าได้อีก

ประการที่สองคือความซับซ้อนและประมาณของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การจัดการแบ็คอัพก็ซับซ้อนและมีราคาสูงตามขึ้นไป ต่างจากเดิมที่การแบ็คอัพอาจเป็นการก็อปปี้ไฟล์ไม่กี่ไฟล์ไปไว้ที่อื่น และหากมีปัญหาก็ดึงกลับมาใช้ ธุรกิจในปัจจุบันคาดหวังว่าหากระบบของพวกเขาล่ม หรือข้อมูลมีการสูญหาย พวกเขาจะสามารถเรียกคืนได้อย่างรวดเร็วโดยมีข้อมูลที่ใกล้เคียงกับข้อมูลในช่วงเวลาก่อนเกิดปัญหาที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ประสารที่สาม คือการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และการปฏิบัติตามข้อกฎหมายด้านข้อมูลที่มีอยู่ ปัจจุบันการจารกรรมข้อมูล การเจาะระบบ และการโจมตีไซเบอร์มีให้เห็นกันบ่อยครั้งขึ้น การโจมตีมีความซับซ้อนขึ้น และสร้างความเสียหายกับธุรกิจได้มหาศาล นอกจากนี้ยังมีประเด็นของการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมายด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้กันแล้ว

Veeam Availability Suite

ด้วยการวิเคราะห์ปัญหา และประสบการณ์การให้บริการด้านการจัดการข้อมูลมาอย่างยาวนาน Veeam จึงได้พัฒนาโซลูชัน Veeam Availability Suite ขึ้น เพื่อช่วยธุรกิจในการสำรองและจัดการข้อมูลบนระบบคลาวด์ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในผลงานจากการลงทุนด้าน R&D อย่างต่อเนื่องของ Veeam

Veeam Availability Suite นั้นประกอบไปด้วยความสามารถ 4 ด้านหลัก ได้แก่

  1. Cloud Tier – โซลูชันสำรองข้อมูลที่เหมาะกับข้อมูลที่ต้องการเก็บในระยะยาว ไม่จำกัดพื้นที่การจัดเก็บ และรองรับการทำงานร่วมกับ Object Storage
  2. Cloud Mobility – ช่วยเรื่องการย้ายข้อมูลขึ้นไปสำรองไว้บนคลาวด์ โดยธุรกิจสามารถกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
  3. Enterprise Application Support – ส่วนที่จะช่วยเชื่อมต่อแอปพลิเคชันธุรกิจอย่าง Oracle RMAN และ SAP HANA เข้ากับระบบของ Veeam เพื่อสำรองข้อมูลจากแอปพลิเคชันได้โดยตรง
  4. Data Governance – ดูแลด้านความปลอดภัยของข้อมูล และการจัดการข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมายอย่าง GDPR

นอกจากนี้ หากธุรกิจต้องการนำข้อมูลที่สำรองอยู่ในระบบไปใช้ ก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชันวิเคราะห์ข้อมูลของ DataLabs ที่จะเปลี่ยน Backup Site เป็นระบบที่ธุรกิจใช้งานได้จริงทันที

การสำรองข้อมูลอยู่ในทุกอุตสาหกรรม

ลูกค้าของ Veeam นั้นมีตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และกระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ในประเทศไทย Veeam ให้บริการลูกค้าในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โรงพยาบาล ธุรกิจอาหาร และอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทาง Veeam ได้เล่าว่าธุรกิจไทยมีความตื่นตัวกันเรื่องข้อมูลมากขึ้น และในบางครั้งก็ได้ทำการหาข้อมูลและเป็นผู้เริ่มติดต่อเข้ามาสอบถามด้วยตัวเอง และในปี 2019 นี้พวกเขาก็จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีความตื่นตัวด้านความเสี่ยงของข้อมูล และกลุ่มธุรกิจที่มีการแข่งขันด้านข้อมูลสูง

ในประเทศไทย Veeam ทำงานผ่านพาร์ทเนอร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์สำหรับติดตั้งโซลูชันของ Veeam ตรงๆ หรือพาร์ทเนอร์ร่วมกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล เช่น คลาวด์ของ AIS ที่มีผลิตภัณฑ์แบ็คอัพข้อมูลของ Veeam พ่วงไปในแพคเกจด้วย

โซลูชันของ Veeam นั้นสามารถทำงานร่วมกับ Cloud ของผู้ให้บริการที่หลากหลาย ได้แก่ AWS, Google Cloud, Azure, และ IBM ซึ่งทำให้ธุรกิจมีตัวเลือกในการใช้บริการมากขึ้น

สำหรับท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Veeam สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.veeam.com

from:https://www.techtalkthai.com/veeam-cloud-data-management-backup-hybrid-era/

Forrester ออกรายงาน The Forrester Wave™: Vulnerability Risk Management, Q4 2019 ผล Tenable ครองที่ 1

Forrester Research บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ออกรายงาน The Forrester Wave™: Vulnerability Risk Management ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2019 ผลปรากฎว่า Tenable ขึ้นแทนครองอันดับ 1 บนตำแหน่ง Leaders ทั้งทางด้าน Current Offering และ Strategy ตามมาด้วย Rapid7 และ Qualys

Forrester Research ได้ทำการประเมินผู้ให้บริการ Vulnerability Risk Management (VRM) ชั้นนำ 13 ราย ได้แก่ Brinqa, Digital Defense, Expanse, Kenna Security, NopSec, Outpost24, Qualys, Rapid7, RedSeal, RiskIQ, RiskSense, Skybox Security และ Tenableเพื่อวิเคราะห์และให้คะแนนคุณสมบัติ บริการ และกลยุทธ์ด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้น 14 รายการ สำหรับช่วยให้ผู้บริหารด้าน Security และ Risk เลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการของตนได้

สำหรับการประเมิน VRM ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2019 นี้ ผลปรากฏว่า Tenable, Rapid7 และ Qualys ครองตำแหน่ง Leaders โดยมี Tenable เป็นผู้นำทั้งทางด้านบริการที่นำเสนอในปัจจุบัน (Current Offering) แผนกลยุทธ์ (Strategy) และความนิยมในตลาด (Market Presence)

Forrester Research ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ Tenable ว่า ให้บริการ Single-source-of-truth Platform สำหรับ VRM โดยมีจุดแข็งทางด้านการแปลข้อมูลเพื่อสร้าง Business Insight สำหรับจัดลำดับความเสี่ยงที่โดดเด่น ซึ่งเทคโนโลยี Vulnerability Priority Rating (VPR) ที่สามารถปรับระดับความสำคัญได้แบบไดนามิกนั้นได้ก้าวข้ามการให้จัดระดับของ CVSS เป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ การจัดทำรายงานของ Tenable ยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ตามสายธุรกิจ และแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ ได้

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มของ Forrester Research ได้ผ่านช่องทางของ Tenable: https://www.tenable.com/analyst-research/forrester-wave-2019

from:https://www.techtalkthai.com/the-forrester-wave-vulnerability-risk-management-q4-2019/

ทหารสหรัฐอเมริกาประกาศเลิกใช้ Floppy Disk ในการสั่งยิงนิวเคลียร์แล้ว เปลี่ยนมาใช้ Solid State แทน

หลังจากที่เป็นข่าวกันไปเมื่อปี 2014 ว่ากองทัพทหารของสหรัฐอเมริกายังคงต้องใช้แผ่น Floppy Disk ขนาด 8 นิ้วในการรับคำสั่งยิงนิวเคลียร์จากประธานาธิบดีนั้น ล่าสุดทางกองทัพได้ออกมาแถลงแล้วว่ามีการยกเลิกแผ่น Floppy Disk หันไปใช้ Solid State Digital Storage Solution ที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงแทน

By George Chernilevsky – Own work, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=6963942

ระบบสั่งยิงนิวเคลียร์นี้มีชื่อว่า Strategic Automated Command and Control System หรือ SACCS ซึ่งใช้ในการส่งคำสั่งฉุกเฉินจากศูนย์บัญชาการไปยังภาคสนาม ซึ่งทางกองทัพสหรัฐอเมริกาได้สร้างระบบนี้ขึ้นมาก่อนที่จะมีระบบ IP Address บนโลกเสียอีก จึงเชื่อว่ามีความมั่นคงปลอดภัยเป็นอย่างมากและไม่สามารถถูกแฮ็คได้

แผนการอัปเกรดระบบดังกล่าวนี้เป็นข่าวมาตั้งแต่ปี 2016 โดยในครั้งนั้นระบุว่าการอัปเกรดระบบ IBM Series/1 SACCS นี้จะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2017 แต่ก็ไม่ได้มีการอัปเดตข่าวใหม่ใดๆ อีก ซึ่งทางกองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกาเองก็เคยออกมาแถลงตั้งแต่ปี 2016 ว่าการอัปเกรดระบบครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมั่นใจว่าระบบใหม่ที่จะนำมาใช้งานนี้จะต้องมีความมั่นคงปลอดภัยสูงและไม่ถูกโจมตีเพื่อเข้ายึดครองอาวุธ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอาวุธเหล่านี้จะถูกใช้งานได้ตามต้องการเมื่อถึงเวลาที่ต้องการจริงๆ

ทางกองทัพยังเผยด้วยว่าการดูแลรักษาซ่อมแซมระบบ Hardware เดิมที่มีอยู่นั้นถือเป็นงานยาก เพราะต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ในเทคโนโลยีเก่าและเครื่องไม้เครื่องมือที่หาได้ยาก แต่สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายมากที่สุดนั้นก็คือการฝึกอบรมผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการ เพราะคนรุ่นใหม่นั้นไม่มีความคุ้นเคยกับระบบเก่าแบบนี้ และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นานพอสมควรกว่าที่จะสามารถทำงานร่วมกับระบบเหล่านี้ได้ ในขณะที่การดูแล Software นั้นกลับง่ายกว่า และมีโปรแกรมเมอร์ในกองทัพคอยอัปเดต Software อยู่ตลอด

ที่มา: https://www.engadget.com/2019/10/18/us-military-nuclear-missiles-floppy-disks/ , https://www.c4isrnet.com/air/2019/10/17/the-us-nuclear-forces-dr-strangelove-era-messaging-system-finally-got-rid-of-its-floppy-disks/

from:https://www.techtalkthai.com/us-military-stops-using-floppy-disk-in-its-nuclear-launching-operation/

AWS เพิ่มฟีเจอร์ Anomaly Detection บน Amazon CloudWatch

AWS ผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำประกาศเพิ่มฟีเจอร์ Anomaly Detection ลงบน Amazon CloudWatch สำหรับตรววจและแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบเมื่อมีเหตุการณ์ที่ผิดแปลกไปจากเดิมเกิดขึ้นบน Applications

Amazon CloudWatch เป็นบริการสำหรับติดตามและเฝ้าระวังแอปพลิเคชันสำหรับ DevOps Engineers, Developers, Site Reliability Engineers และ IT Manager โดยรวบรวมข้อมูลจาก Logs, Metrics และ Events ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วนำมาวิเคราะห์ในมุมมองด้านประสิทธิภาพ สถานะการทำงาน และการใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งยังมีระบบ Alarms สำหรับแจ้งเตือนเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ส่งผลต่อการใช้งานแอปพลิเคชันอีกด้วย

ล่าสุด AWS ได้ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ Anomaly Detection สำหรับตรวจจับเหตุการณ์ที่ผิดแปลกไปจากเดิมที่เกิดขึ้นบนแอปพลิเคชันโดยใช้เทคนิค Machine Learning ที่ทาง AWS ได้ค้นคว้ามานานนับทศวรรษ Anamaly Detection มีการใช้โมเดล Machine Learning มากกว่า 12,000 รูปแบบเพื่อลดภาระของผู้ดูแลระบบในการตั้งค่าและทดลองหาค่า Thresholds ที่เหมาะสมสำหรับแจ้งเตือนว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น

Anomaly Detection จะทำการวิเคราะห์ค่าจาก Metrics ที่เลือกในอดีต เพื่อสร้างรูปแบบสำหรับใช้เป็น Baseline แบบรายชั่วโมง รายวัน และรายสัปดาห์ จากนั้นสร้างโมเดลที่เหมาะสมที่สุดเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ กรณีที่เกิดเหตุผิดแปลกไปจากเดิมหรือจากที่คาดการณ์ไว้ ก็จะแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลระบบให้ตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นทันที

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://aws.amazon.com/th/blogs/aws/new-amazon-cloudwatch-anomaly-detection/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-adds-anomaly-detection-feature-on-amazon-cloudwatch/

AWS เพิ่มความสามารถ Anomaly Detection ให้ CloudWatch แล้ว

AWS ได้ใช้ Machine Learning เพื่อเพิ่มความสามารถ Anomaly Detection ให้บริการ CloudWatch แล้ว ที่ช่วยสร้างโมเดลเพื่อทำนายเหตุการณ์ผิดปกติได้อย่างอัตโนมัติ

credit : aws.amazon

AWS คุยว่าจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานทำให้ Anomaly Detection ของตนนั้นมีโมเดลภายในกว่า 12,000 โมเดล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานได้ โดยการเลือกโมเดลนั้นระบบจะเรียนรู้ข้อมูลในอดีตมาวิเคราะห์เลือก Metric ที่สามารถใช้เป็นค่าทำนายได้ตามรายชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์

อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานจะสามารถปรับจูนโมเดลได้เพิ่มเติมตามที่ต้องการ เช่น ยกเว้นช่วงเวลา หรือกำหนดช่วงเวลาที่สำคัญ และอื่นๆ รวมถึงสามารถใช้หลายโมเดลกับค่า Metric เดียวกันได้ ซึ่งเมื่อโมเดลถูกสร้างขึ้นแล้วจะมีการอัปเดตทุก 5 นาที โดยผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการ Anomaly Detection ได้ผ่าน CloudWatch API/ CLI, Console

ปัจจุบัน Anomaly Detection พร้อมให้บริการแล้วในทุก Commercial Regions อนโมเดลจะอาศัยข้อมูลเบื้องหลังเพื่อหา Metric ที่เหมาะสม ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการใช้ทำนายอีเวนต์ระยะสั้น เช่น Black Friday หรือช่วงกระหน่ำลดราคาสินค้าสั้นๆ

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/new-amazon-cloudwatch-anomaly-detection/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-adds-anomaly-detection-to-cloudwatch/