คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

Alcatel-Lucent Enterprise พร้อมช่วยธุรกิจไทย สื่อสารในช่วงวิกฤตได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมมั่นใจความปลอดภัยของข้อมูลด้วยมาตรฐาน GPDR และ ISO-27001

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณสาธิต พันธ์ไพศาล ผู้ดำรงตำแหน่ง Country Manager ของ Alcatel-Lucent Enterprise ประจำประเทศไทย ที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งในไทย ยังคงทำการสื่อสารเพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้แม้จะต้องปรับไปใช้นโยบาย Work from Home โดยยังคงมีความมั่นคงปลอดภัยสูง ตอบโจทย์การทำ PDPA ด้วยมาตรฐาน GPDR (General Data Protection Regulation) และ ISO-27001และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เนื่องจาก Alcatel-Lucent Enterprise เปิดให้ใช้งานโซลูชันด้าน Enterprise Collaboration ฟรีโดยไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งานเป็นเวลานานถึง 3 เดือน พร้อมทั้งแบ่งปันบทเรียนและวิสัยทัศน์สำหรับธุรกิจองค์กรในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ถึงอยู่ท่ามกลางยามวิกฤต ธุรกิจองค์กรก็ยังมีทางเลือกในการสื่อสารได้อย่างปลอดภัย

ประเด็นแรกที่คุณสาธิตสังเกตได้จากการได้พูดคุยกับเหล่าธุรกิจองค์กรในครั้งนี้ ก็คือหลายองค์กรยังคงใช้ระบบในการสื่อสารภายในระหว่างพนักงานที่ไม่เป็นทางการนัก หลายแห่งมีการใช้งานระบบ Chat ฟรีภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย และเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น การบริหารจัดการควบคุมช่องทางการสื่อสารให้เป็นระบบเพื่อให้การทำงานยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น และยังคงถูกต้องตามข้อกำหนดทางด้าน Compliance หรือการตอบรับต่อกฎหมายต่างๆ นั้นก็กลายเป็นเรื่องรองไป

สิ่งหนึ่งที่ Alcatel-Lucent Enterprise ได้นำเสนอให้กับเหล่าธุรกิจทั่วโลกและธุรกิจไทยด้วยในยามนี้ ก็คือการเปิดให้ธุรกิจองค์กรทุกขนาดสามารถใช้งาน Alcatel-Lucent Enterprise Rainbow ซึ่งเป็นระบบ Enterprise Collaboration ที่มีทั้งความสามารถในการ Chat, Video Conference, File Sharing และ Screen Sharing ได้อย่างครบวงจรโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลาถึงสามเดือน โดยห้องแชทแต่ละห้องสามารถมีทีมงานเข้าร่วมได้สูงสุดถึง 300 คนพร้อมกัน เรียกได้ว่าการจัดการด้านการสื่อสารสำหรับธุรกิจองค์กรให้เป็นระบบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤตนี้ก็ตาม

Credit: Alcatel-Lucent Enterprise

การใช้โซลูชันระบบ Enterprise Collaboration นี้จะมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าการที่ปล่อยให้พนักงานไปใช้ระบบ Chat จากภายนอกกันเองเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้ทุกการติดต่อสื่อสารนั้นมีทีม IT ของบริษัทเข้าไปช่วยสนับสนุนแก้ไขปัญหาได้ ในขณะที่การอัปโหลดส่งไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจต่างๆ นั้นก็ยังคงมีความมั่นคงปลอดภัย, มีการเข้ารหัส และเข้าถึงได้เฉพาะคนในองค์กรเท่านั้น อีกทั้งหากบริษัทมีนโยบายที่จะจัดตั้งทีมทำงานฉุกเฉินสำหรับรับมือประเด็นเรื่องใดๆ ก็สามารถสร้างห้องพร้อมดึงผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

แน่นอนว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การหันไปใช้ระบบ Chat ภายนอกนั้นอาจไม่มีความเสี่ยงที่สูงนัก แต่สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีพนักงานตั้งแต่หลักหลายร้อยคนไปจนถึงหลักหมื่น การควบคุมการติดต่อสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและยังคงมั่นคงปลอดภัยในช่วงเวลานี้ให้ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหากจบวิกฤตไป องค์กรก็อาจต้องเผชิญกับประเด็นปัญหาด้านข้อกฎหมาย, การทำ Compliance หรือแม้แต่การที่มีข้อมูลสำคัญของลูกค้าหลุดรั่วออกไปภายนอกแทนได้

สำหรับผู้ที่สนใจใช้ Alcatel-Lucent Enterprise Rainbow ฟรี สามารถกรอกแบบฟอร์มได้ทันทีที่ https://bit.ly/3bdZMOH หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายหรือทีมงานของ Alcatel-Lucent Enterprise ได้โดยตรง

ช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการ มีบทบาทสำคัญต่อการจัดการวิกฤตเป็นอย่างมาก

Credit: Alcatel-Lucent Enterprise

ถัดจากเรื่องของเทคโนโลยี ก็คือเรื่องของการประยุกต์นำเทคโนโลยีมาใช้งานที่เหมาะสมหลายธุรกิจองค์กรนั้นไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในหรือภายนอกองค์กรนั้น ยังไม่มีการสร้างช่องทางที่เป็นทางการขึ้นมาสำหรับใช้ในการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่นโยบายหรือการประกาศฉุกเฉินใดๆ แต่กลับติดนิสัยที่จะใช้ช่องทางซึ่งไม่เป็นทางการอย่างเช่น LINE หรือ Facebook ส่วนตัวในการประกาศ ซึ่งนอกจากจะทำให้ข่าวสารไม่สามารถถูกแพร่กระจายไปยังผู้รับสารที่เหมาะสมได้อย่างครบถ้วนแล้ว ความสับสนในการสื่อสารก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบเห็นได้เช่นกัน

ในยามนี้ธุรกิจองค์กรควรกำหนดให้ชัดว่าช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการของตนเองสำหรับการสื่อสารภายในและการสื่อสารภายนอกควรจะเป็นช่องทางใด และหากผู้รับสารมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้อย่างไร เพื่อลดความสับสนให้เหลือน้อยที่สุดนั่นเอง

การสื่อสารที่ดีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างมั่นคง เพราะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ การสื่อสารที่ดีและชัดเจนจะเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรยังคงขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้นั่นเอง

เปลี่ยนวัฒนธรรมการสื่อสาร เพื่อรับมือกับวิกฤตให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

ในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ การนำบทเรียนจากการรับมือภัยพิบัติครั้งก่อนๆ มาใช้ก็ถือเป็นอีกสิ่งที่ควรทำ ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนซึ่งไม่เคยพบเจอมาก่อนอย่างนี้ การอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนหรือหลายทีมงานภายในธุรกิจองค์กรก็ถือเป็นหัวใจสำคัญ เดิมทีหลายองค์กรนั้นยังคงมีการสื่อสารในแบบ Silo คือพูดคุยกันเฉพาะในแผนกหรือทีมงานเดียวกัน แต่การแก้ไขปัญหานั้นองค์กรจะต้องทำลายกำแพงของคำว่าแผนกหรือทีมลง และสร้างการเชื่อมต่อพูดคุยระหว่างแผนกหรือทีมขึ้นมาให้ได้ เพื่อให้เกิดกระบวนการการทำงานข้ามทีมที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาใดๆ นั้นรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

วางแผนรับมือวิกฤตในระยะยาว ด้วยการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT เข้ามาช่วยเสริม

การแก้ไขปัญหาระยะสั้นก็สำคัญ แต่สำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องมีความมั่นคงนั้น แผนการรับมือกับปัญหาในระยะยาวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยสำหรับการรับมือกับปัญหาในระยะสั้นนี้ การมีเวลาเพื่อกลับมาทบทวนบทเรียนที่ได้รับจากการแก้ไขปัญหาก็จะทำให้ธุรกิจองค์กรมีแผนการรับมือกับปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ในอนาคต และเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

Credit: Alcatel-Lucent Enterprise

ในขณะเดียวกัน การมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาในระยะยาวก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะจากกระแสข่าวและการวิเคราะห์นั้น วิกฤตครั้งนี้จะคงอยู่กับเราอีกหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปี ดังนั้นการนำเทคโนโลยีอย่าง AI หรือ IoT เข้ามาช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการแพร่เชื้อถึงกันนั้นก็จะทำให้ธุรกิจก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยตัวอย่างของการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีมีดังนี้

  • ระบบ AI สำหรับยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าและเปิดประตูโดยอัตโนมัติ ลดการสัมผัสประตูและการตอกบัตรลง
  • ระบบ IoT สำหรับอุปกรณ์จ่ายน้ำยาล้างมือ เพื่อให้ผู้ล้างมือสามารถล้างมือได้โดยไม่ต้องสัมผัส และมีการแจ้งเตือนให้เติมน้ำยาล้างมืออยู่เสมอให้เพียงพอต่อการใช้งาน
  • ระบบ AI สำหรับทำหน้าที่ Chatbot ช่วยให้ธุรกิจยังคงตอบรับต่อลูกค้ารายใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องแม้จะมีนโยบาย Work from Home หรือการผลัดเวรมาทำงาน
  • ระบบกล้องวงจรปิดผสาน AI ที่ช่วยให้สอดส่องพฤติกรรมผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หรือวิเคราะห์อุณหภูมิของคนเพื่อคัดกรองผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น
  • ระบบ Digital Signage แบบไร้การสัมผัส เพื่อให้จัดการงานต่างๆ ได้โดยลดการพบปะกันของมนุษย์ให้น้อยลง
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

แน่นอนว่าการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จะต้องอาศัยระบบ IT Infrastructure ที่เหมาะสม ซึ่ง Alcatel-Lucent Enterprise เองก็พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกธุรกิจองค์กรในประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ทดลองใช้งาน Alcatel-Lucent Rainbow ฟรี 3 เดือน!

ปัจจุบันนี้บริการ Alcatel-Lucent Rainbow™ ได้เปิดให้ภาคธุรกิจองค์กรสามารถใช้งานได้ฟรีนานถึง 3 เดือน เพื่อรับมือกับการทำงานจากบ้านหรือ Work from Home ช่วยให้ธุรกิจสามารถฝ่าฟันภัย COVID-19 ได้อย่างมั่นคง ผู้ที่สนใจกรุณาเยี่ยมชมและลงทะเบียนที่ https://bit.ly/3bdZMOH เพื่อรับสิทธิ์ใช้งานได้ทันที

ประวัติของคุณสาธิต พันธ์ไพศาล

ปัจจุบันคุณสาธิต พันธ์ไพศาลรับผิดชอบงานด้านการบริหารจัดการทั่วไปใน Alcatel-Lucent Enterprise ประจำประเทศไทย และมีบทบาทหลักในการผลักดันตลาดทางด้าน IP Communications และ Network Solutions สำหรับธุรกิจองค์กรให้แก่ Alcatel-Lucent Enterprise ในประเทศไทย

คุณสาธิตมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมทางด้าน ICT เป็นเวลายาวนานเกือบ 30 ปีทั้งภายในองค์กรระดับประเทศและระดับนานาชาติภายใต้บทบาทที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่าย, ที่ปรึกษาระบบ IT, ผู้บริหารโครงการ, ผู้พัฒนาธุรกิจ และผู้ดูแลช่องทางการขายสินค้า

คุณสาธิตจบการศึกษาปริญญาโททางด้าน Computer and Engineering Managment จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และได้รับเกียรตินิยมทางด้านวิศวกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

เกี่ยวกับ Alcatel Lucent Enterprise

ALE ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับชุมชนของคุณได้ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทำงานได้เป็นอย่างดี ทั้งสำหรับผู้คน, สาธารณชน และองค์กรของคุณ ด้วยการเป็นธุรกิจที่ครอบคลุมทั่วโลกและให้ความสำคัญกับความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เราได้นำเสนอระบบเครือข่ายและการสื่อสารที่มั่นคงปลอดภัยซึ่งออกแบบมาเพื่อให้นำไปใช้เพื่อให้บริการสื่อสารโต้ตอบภายในชุมชนโดยเฉพาะ ทำให้ประชาชนสามารถสื่อสารกันได้อย่างปลอดภัย และโต้ตอบกันได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็สามารถเชื่อมต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการสาธารณะได้อย่างมั่นคง รวมถึงตัวแทนเจ้าหน้าที่ภาครัฐเองก็สามารถเชื่อมต่อเพื่อริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ, สื่อสารทำงานระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี เป้าหมายของเราคือการเชื่อมต่อทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่ลูกค้าของเราต้องการ ทั้งภายในที่ทำงาน, บน Cloud หรือทั้งสองแห่งรวมกัน เราสามารถนำเสนอระบบเครือข่ายและการสื่อสารที่ใช้งานได้จริงสำหรับบุคลากร, กระบวนการ และลูกค้าของคุณ

ด้วยนวัตกรรมและความทุ่มเทเพื่อให้ลูกค้าประสบความสำเร็จมาตั้งแต่อดีตนั้น ก็ได้ทำให้ ALE ภายใต้แบรนด์ Alcatel-Lucent Enterprise นี้กลายเป็นผู้ให้บริการหลักทางด้านระบบเครือข่าย, การสื่อสาร และบริการสำหรับองค์กรให้แก่ลูกค้าทั่วโลกกว่า 830,000 ราย ALE นั้นมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก และให้ความสำคัญกับทุกภูมิภาคด้วยพนักงานมากกว่า 2,200 คนและพันธมิตรมากกว่า 2,900 รายใน 50 ประเทศทั่วโลก ที่ผ่านมา ALE ประสบความสำเร็จได้จากการช่วยให้องค์กรของคุณสามารถทำ Digital Transformation ในรูปแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ ด้วยการผสานรวมระบบ, ติดตั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูล และนำเทคโนโลยี Mobile และ Internet of Things เข้ามาช่วยสร้างนวัตกรรมโมเดลทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับนวัตกรรมที่จะมาต่อยอดในอนาคตเพิ่มเติม https://www.al-enterprise.com

from:https://www.techtalkthai.com/alcatel-lucent-enterprise-offer-free-secure-collaboration-services-for-thai-businesses/

TechTalk Webinar: บริการภาครัฐแบบ Digital และการสื่อสารที่จัดการได้แบบอัตโนมัติ รับมือวิกฤต โดย Alcatel-Lucent Enterprise

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, IT Manager, ผู้ดูแลระบบ IT , ผู้ที่ต้องทำงานจากที่บ้าน และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “บริการภาครัฐแบบ Digital และการสื่อสารที่จัดการได้แบบอัตโนมัติ รับมือวิกฤต โดย Alcatel-Lucent Enterprise” เพื่อทำความรู้จักกับแนวโน้มของโลกที่เริ่มเปลี่ยนบริการภาครัฐให้กลายเป็นแบบ Digital ภายใต้แนวคิด Digital Citizen Service, การนำ AI/Chatbot มาใช้ในการให้บริการ และการให้บริการประชาชนด้วยแนวคิด Multichannel ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: บริการภาครัฐแบบ Digital และการสื่อสารที่จัดการได้แบบอัตโนมัติ รับมือวิกฤต โดย Alcatel-Lucent Enterprise
ผู้บรรยาย: คุณ Tawin Liumpapangkul, Alcatel-Lucent Enterprise
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

โรคระบาด, การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสภาพการจราจรในเมืองนั้นได้เปลี่ยนวิถีชีวิต, การทำงาน และการเดินทางของเรา ผู้คนนั้นต่างมองหาวิธีการที่จะลดการเดินทางและทำงานต่างๆ ได้จากที่บ้านกันมากขึ้น ภาครัฐจะเข้ามามีส่วนเพื่อตอบรับและสนับสนุนต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ รวมถึงทำการแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ให้ทันท่วงทียิ่งขึ้นได้อย่างไร?

มาพบกับกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงและโซลูชันที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้:

  • บริการภาครัฐสำหรับประชาชนแบบ Digital เพื่อลดภาระงานในการดำเนินการ
  • ระบบ Chatbot ที่ใช้ AI อยู่เบื้องหลังเพื่อให้บริการรายบุคคลได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การนำแนวคิด Multichannel มาใช้เพื่อให้บริการประชาชนได้ทุกช่องทางอย่างรวดเร็ว
  • การสื่อสารทางไกลแบบทันท่วงทีสำหรับรับมือกับเหตุฉุกเฉิน

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Alcatel-Lucent Enterprise ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_n4XMGNMbT-eq_IzLZGdL5g โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-digital-citizen-services-and-collaboration-in-crisis-by-alcatel-lucent-enterprise/

รู้จักกับ Windows Virtual Desktop อีกทางเลือกของการ Work from Home ผ่าน Desktop บน Cloud

ในช่วงเวลานี้เหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่างก็เร่งนำเสนอโซลูชันของตนเองออกมาเป็นทางเลือกให้แก่เหล่าองค์กรในการตอบโจทย์ Work from Home และสำหรับทาง Microsoft เองก็มีโซลูชัน Windows Virtual Desktop ซึ่งเป็นบริการ Cloud Desktop บน Microsoft Azure ที่เปิดให้เหล่าธุรกิจองค์กรสามารถใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้พนักงานสามารถทำการ Remote เข้ามาใช้งานและเชื่อมต่อไปยัง Business Application ขององค์กรได้อย่างง่ายดายและมั่นคงปลอดภัย

Credit: ShutterStock.com

ทำความรู้จักกับ Windows Virtual Desktop กันอย่างรวดเร็ว

Windows Virtual Desktop หรือ WVD นี้เป็นบริการ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ของทาง Microsoft ที่มีให้ใช้งานได้ผ่าน Microsoft Azure โดยถูกพัฒนามาให้สามารถบริหารจัดการได้ง่าย, รองรับการใช้ Windows 10 แบบ Multi-Session ได้, พัฒนาขึ้นมาให้ทำงานร่วมกับ Office 365 ProPlus ได้เป็นอย่างดี และรองรับระบบที่ใช้ Remote Desktop Services (RDS) เป็นหลักได้

การเริ่มต้นใช้งาน WVD นี้สามารถทำได้อย่างง่ายดายภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น และ WVD นี้จะถูกปกป้องด้วยเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Microsoft Azure โดยตรง ทำให้มั่นใจได้ในการใช้งาน

จุดเด่นของ Windows Virtual Desktop

สำหรับจุดเด่นของบริการ Windows Virtual Desktop นี้ก็มีหลากหลาย ได้แก่

  • เริ่มต้นใช้ระบบ VDI อย่างเต็มความสามารถบน Cloud ได้ทันที โดยไม่ต้องติดตั้งและดูแลรักษาระบบที่มีความซับซ้อนสูงนี้ด้วยตนเอง และบริหารจัดการ Virtual Desktop ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง
  • สามารถสร้างประเภทของ Virtual Desktop ได้หลากหลาย รองรับ Workload ได้หลายรูปแบบตามความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละแผนก
  • สามารถสร้าง Image สำหรับ Virtual Desktop เองได้
  • รองรับการใช้ Windows 10 Enterprise Multi-Session ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นอย่างมากสำหรับการรองรับผู้ใช้งานหลายคน
  • รองรับการสร้าง Persistent Desktop สำหรับให้ผู้ใช้งานแต่ละคนมี Virtual Desktop พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเป็นของตนเองพร้อมรองรับการปรับแต่งการใช้งานตามต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคนได้
  • รองรับการใช้งาน Office 365 ProPlus บน VDI หรือ Application Pool เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้โปรแกรมสะดวกยิ่งขึ้น
  • รองรับการใช้ Windows 10 และ Windows 7 ได้ โดยสำหรับ Windows 7 ที่องค์กรต้องนำ License เดิมมาใช้ จะมี Extended Security Updates แถมให้ฟรีอีกถึง 3 ปี
  • รองรับ Windows Server 2012 R2/2016/2019
  • รองรับการใช้งานได้จากทั้ง Windows, macOS และ iOS ส่วนบน Android ยังเป็น Preview อยู่ หรือจะเข้าใช้งานผ่าน Web Browser ด้วย HTML5 Client ก็ได้

จะเห็นได้ว่าบริการ WVD จาก Microsoft นี้มีความแตกต่างจากโซลูชัน VDI และ Cloud Desktop จากผู้ให้บริการอื่นอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่อิงกับความเป็น Microsoft นั้นก็ถือว่าน่าสนใจสำหรับธุรกิจองค์กรที่ส่วนใหญ่ก็ใช้งาน Windows กันอยู่แล้วไม่น้อยทีเดียว

อยากใช้งาน Windows Virtual Desktop? ลองปรึกษา Neos IT Services ผู้เชี่ยวชาญก่อน

แน่นอนว่าการใช้งาน Windows Virtual Desktop จริงในธุรกิจนั้นไม่ได้มีเพียงแค่การสร้าง Virtual Desktop บน Cloud ขึ้นมาให้ได้เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นด้านการผสานระบบเพื่อให้ WVD เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขององค์กรให้ได้, การจัดการด้าน License ของ Software ต่างๆ ทั้งจาก Microsoft เองและจากผู้ผลิตรายอื่น, การปรับแต่งด้านประสิทธิภาพเพื่อให้ WVD ทำงานร่วมกับ Business Application อื่นได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มเติม, การเชื่อมต่อกับระบบ Active Directory, การจัดการด้านการออกใบเสร็จทางธุรกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย

Neos IT Services ในฐานะ Gold Partner ของ Microsoft ที่มีทีมงานซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Cloud สามารถให้คำปรึกษาทางเทคนิคและทางธุรกิจแก่องค์กรไทยได้ อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Microsoft Azure และสามารถนำบริการอื่นๆ ที่มีบน Microsoft Azure มาใช้ร่วมในโซลูชันเพื่อให้ระบบของ WVD นี้ตอบโจทย์การทำงานแบบ Work from Home มากที่สุดในงบประมาณที่คุ้มค่ามากที่สุดได้

นอกจากนี้ หากในระยะยาวแล้วองค์กรต้องการทำ Business Continuity Plan หรือ BCP อย่างเต็มตัว และต้องการสร้าง Data Center สำรองบน Microsoft Azure ด้วย ทางทีมงานของ Neos IT Services ก็พร้อมให้บริการในส่วนนี้ได้ด้วยเช่นกัน

ทดลองใช้งาน Windows Virtual Desktop ได้ฟรีบน Microsoft Azure

สำหรับผู้ที่อยากทดลองใช้งาน Windows Virtual Desktop ทั้งในเบื้องต้นและเชิงลึก หรือต้องการทดสอบการใช้งาน Work from Home อย่างจริงจังโดยต้องการเชื่อมต่อระบบนี้เข้ากับ Data Center ขององค์กร สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อ Neos IT ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Microsoft Azure, Windows Virtual Desktop หรือต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบ Cloud ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT ได้ทันทีที่โทร 02-0170500 หรืออีเมล์ info@neosIT.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Neos IT ได้ทันทีที่ https://www.neosit.com/

from:https://www.techtalkthai.com/windows-virtual-desktop-introduction-by-neos-it/

Hitachi Vantara Webinar: Enterprise Object-based Storage & Work from Home with HCP Solution

Hitachi Vantara ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมฟังบรรยาย Hitachi Vantara Webinar เรื่อง “Enterprise Object-based Storage & Work from Home with HCP Solution” เพื่อแนะนำเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลยุคใหม่แบบ Object Storage และโซลูชัน Work from Home ซึ่งช่วยให้การจัดเก็บ ซิงค์ และแชร์ไฟล์ข้อมูลขณะทำงานที่บ้านเป็นเรื่องง่าย ในวันอังคารที่ 7 เมษายน 2020 ผ่าน Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Enterprise Object-based Storage & Work from Home with HCP Solution
ผู้บรรยาย: คุณ Norawee Seneewongse และคุณ Songchai Vachiravorakam, Solution Consultant จาก Hitachi Vantara
วันเวลา: วันอังคารที่ 7 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_OMEEQds2ThabGIy86mS0cg

Public Cloud Provider และองค์กรชั้นนำของโลกทุกวันนี้ต่างใช้ Object Storage ในการบริหารการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลแบบ Unstructured Data ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Object Storage ของ Hitachi Vantara ว่าสามารถช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการข้อมูลและ Content ได้อย่างไร การป้องกันข้อมูลสูญหายโดยไม่จำเป็นต้องมีการ Backup อีกต่อไป รวมไปถึงโซลูชัน Work from Home ที่จะช่วยให้การจัดเก็บ ซิงค์โครไนซ์ และแชร์ไฟล์ข้อมูลขณะทำงานที่บ้านกลายเป็นเรื่องง่าย

เนื้อหาที่จะบรรยายประกอบด้วย

  • รู้จักกับโซลูชัน Hitachi Content Platform ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ Object Storage ของ Hitachi Vantara รวมไปถึงฟีเจอร์พื้นฐาน และ Use Cases การใช้งานต่างๆ เช่น โซลูชันการทดแทนที่เทป (Tapeless), การทำ File Sync & Share, การทำ Archiving และการเชื่อมต่อกับ Cloud
  • แนะนำ Hitachi Content Platform Anywhere (HCP-AW) โซลูชัน Enterprise File Synchronization & Sharing สำหรับการอัปเดตไฟล์ข้อมูลโดยอัตโนมัติ แชร์ และจัดเก็บไฟล์อย่างมั่นคงปลอดภัยจากทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบ Work from Home พร้อมสาธิดการใช้งานเบื้องต้น
  • แนะนำ Hitachi Content Platform Gateway (HCP Gateway) โซลูชันการทำ Remote-Branch Office (ROBO) ที่เพิ่มความสามารถในการแชร์ไฟล์และการเชื่อมต่อกับ Object Cloud Storage เพื่อลด Storage Footprint ในแต่ละสาขาลงได้
  • การใช้ Hitachi Content Platform เพื่อลดปัญหาและความยุ่งยากของการจัดการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่จะบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้
  • การป้องกัน Ransomware และกู้คืนไฟล์กลับมาได้ในหลักวินาทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ Backup และไม่ต้องกังวลเรื่อง RPO/RTO

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/793856757773343/

from:https://www.techtalkthai.com/hitachi-vantara-webinar-enterprise-object-based-storage-work-from-home-with-hcp-solution/

True IDC ต่อยอดกลยุทธ์ Multi-Cloud ให้บริการ Huawei Cloud ในประเทศ

True IDC ผู้นำการให้บริการ Data Center และระบบ Cloud ในประเทศไทย เปิดให้บริการ Huawei Cloud ในประเทศ พร้อมชูโซลูชันเด่นด้าน Containerized Solutions, AI และ 5G จาก Huawei Cloud มาประยุกต์ให้บริการในไทยอย่างเต็มตัว ตอกย้ำความเป็นผู้นำบริการ Multi-Cloud อันดับหนึ่งของไทย

True IDC เล็งเห็นถึงความสำคัญในการให้บริการ Domestic Public Cloud ในไทย

True IDC ให้ความสำคัญกับการให้บริการ Domestic Public Cloud ซึ่งช่วยให้เหล่าองค์กรและธุรกิจไทยตั้งแต่ระดับ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่สามารถใช้บริการ Cloud ได้อย่างรวดเร็วและมีความหน่วง (Latency) ต่ำด้วยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายในประเทศ อีกทั้งยังมีการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดในประเทศไทย ทำให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับที่จำกัดการเก็บข้อมูลภายนอกประเทศสามารถเลือกใช้ Huawei Cloud ได้ทันที

Huawei Cloud นอกจากจะมาพร้อมกับบริการพื้นฐานทั้ง IaaS, PaaS และ SaaS อย่างครบครัน เทียบเท่ากับผู้ให้บริการ Public Cloud รายอื่นที่ให้บริการในไทยแล้ว ยังให้บริการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตอบรับความต้องการขององค์กรในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นโซลูชันสำหรับ Containerized Apps, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันล้ำสมัย และเทคโนโลยี 5G ที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญคือ Huawei Cloud ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยมากมาย เช่น ISO 27001:2013, ISO 27017:2015, ISO 27018:2014, PCI DSS, ISO 22301:2012, CSA STAR (Gold) รวมไปถึง ISO 27701:2019 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้าน Privacy Information Management System (PIMS) ใหม่ล่าสุด สำหรับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องตาม GDPR อีกด้วย ช่วยให้องค์กรและธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมั่นใจ

“จนถึงตอนนี้ มีลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรมในไทยหันมาใช้ Huawei Cloud เป็นจำนวนมาก เช่น ธุรกิจประกัน การเงิน โทรคมนาคม ทั้งเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากเป็นระบบ Cloud เสรีภายในประเทศ ทำให้สามารถจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบและข้อบังคับจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังช่วยให้การดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทำได้ง่าย นอกจากนี้การย้ายจากระบบเดิมมายัง Huawei Cloud ยังทำได้รวดเร็ว ตัวระบบมี Latency ต่ำ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายไม่แตกต่างจากเดิม” — คุณ วิษณุ เตชะวิทยะจินดา หัวหน้าฝ่ายให้คำปรึกษาด้าน Cloud จาก True IDC กล่าว

แนะนำ 3 โซลูชันเด่นด้าน Containerized Solutions, AI และ 5G จาก Huawei Cloud

Huawei Cloud เป็นหนึ่งใน Public Cloud ยอดนิยมที่ถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐและเอกชนในประเทศจีน ซึ่งประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมตัวเมืองและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปสู่การเป็น Smart City และ Smart Factory เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังโครงการเหล่านี้ต่างถูกนำเข้ามาให้บริการในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจาก Elastic Cloud Server (ECS), Relational Database Service (RDS), Virtual Private Cloud (VPC) และอีกมากว่า 200 Services ทยอยนำมาให้บริการในประเทศไทย โดยมีตัวอย่าง Innovation Technology ที่น่าสนใจ ดังนี้

Containerized Solutions สำหรับ Multi-Cloud

Huawei เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักให้แก่มูลนิธิ Cloud Native Compute Foundation (CNCF) จึงมีโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนเทคโนโลยี Container ที่ถูกออกแบบตามแนวทางของ CNCF ให้บริการมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Cloud Container Engine (CCE) ซึ่งเป็นบริการ Container as a Services โดยรองรับ Kubernetes Applications and tools แล้ว Huawei ยังต่อยอดด้วยบริการ Cloud Container Platform (MCP) ที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการ Kubernetes Clusters ระหว่างภูมิภาคหรือระหว่างผู้ให้บริการระบบ Cloud หลายๆ รายพร้อมกันได้ รวมไปถึงสามารถโยกย้าย Kubernetes จากผู้ให้บริการระบบ Cloud หนึ่งไปยังผู้ให้บริการอีกรายหนึ่งได้ เพิ่มอิสระในการใช้ Kubernetes แบบ Multi-Cloud มากขึ้น

Artificial Intelligence

Huawei Cloud ให้บริการ AI ทั้งในส่วนของ Core AI และที่เกี่ยวข้องกับ Data Analytics เช่น AI Data Inference, AI Data Training, Image Processing, Knowledge Computing และ Autonomous Driving Training มีจุดเด่นที่เป็น AI-Enabled Infrastructure กล่าวคือ มีสถาปัตยกรรม CPU ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยเฉพาะ เรียกว่า “Ascend” โดยสามารถประมวลผลได้เร็วกว่า x86 CPU หลายเท่า การันตีด้วยผลทดสอบจาก Stanford DAWNBench ซึ่งเป็น End-to-end Deep Learning Training & Inference Benchmark เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในท้องตลาด นอกจากนี้ บริการ AI ของ Huawei Cloud ยังเป็นที่ยอมรับว่าสามารถทำงานบนภาษาไทยได้ดีกว่าผู้ให้บริการรายอื่น ๆ

เทคโนโลยี AI ของ Huawei Cloud อยู่เบื้องหลังของโครงการสำคัญของจีนมากมาย หนึ่งในนั้นที่มีชื่อเสียง คือ โครงการ “นครอัจฉริยะ (Smart City)” ของเมืองเซินเจิ้น ซึ่งถูกวางยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์นวัตกรรมและเขตเศรษฐกิจใหม่ของจีนในอนาคต

5G และ Distributed Cloud

การมาถึงของ 5G ช่วยให้แนวคิดการกระจายระบบ Cloud ให้ไปใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้นหรือ Distributed Cloud เป็นจริงขึ้นมา ส่งผลให้สามารถประมวลผลระบบ AI, Internet of Things (IoT), Data Analytics และอื่น ๆ ที่ Edge Cloud ได้เลยโดยที่ไม่ต้องส่งข้อมูลกลับมาที่ระบบ Cloud หลัก ช่วยลดความหน่วง (Latency) ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักของแอปพลิเคชันที่ต้องมีการประมวลผลหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น ระบบขับขี่รถยนต์อัตโนมัติ หรือระบบเกม เป็นต้น แน่นอนว่า Huawei ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่าย 5G และระบบ Cloud ชั้นนำของโลกย่อมมีโซลูชันสำหรับรองรับแนวคิดเรื่อง Distributed Cloud ภายใต้ยุค 5G สำหรับทั้ง Service Provider และลูกค้าที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน

เริ่มใช้ Huawei Cloud ผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองอย่าง True IDC

True IDC จับมือเป็นพันธมิตรกับ Huawei เพื่อให้บริการ Huawei Cloud ตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2019 ซึ่ง True IDC และ Huawei ได้ผนึกกำลังเรื่อยมาเพื่อยกระดับบริการ Public Cloud ให้พร้อมตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและธุรกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโซลูชันสำหรับ Containerized Apps, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี 5G ด้วยจุดเด่นที่เป็น Public Cloud ในประเทศ ทำให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีความหน่วง (Latency) ต่ำ หรือต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับที่จำกัดการใช้ระบบ Cloud ภายนอกประเทศ

True IDC มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการ Huawei Cloud แบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ, การวางแผนเริ่มต้นใช้ระบบ Cloud, การออกแบบและติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย การันตีด้วยใบรับรอง HCPN (Huawei Cloud Partner Network) Consulting Partner ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ Carrier Partner, Service Partner และ Solution Partner ทำให้มั่นใจว่าพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการโซลูชันด้าน Internet of Things และ 5G

“Huawei Cloud เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เข้ามาเสริมกลยุทธ์ Multi-Cloud ของ True IDC ด้วยจุดเด่นด้านบริการระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เราเตรียมต่อยอดบริการนี้ทั้งในเรื่องการนำ AI มาวิเคราะห์อาการผู้ป่วย, โทรเวชกรรม (Telemedicine) และการผ่าตัดจากระยะไกล (Remote Surgery) เพื่อยกระดับบริการด้านสาธารณสุขของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น” — คุณธนรรถ สังข์เกษม ประธานกรรมการผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ True IDC กล่าวปิดท้าย

ผู้ที่สนใจบริการ Huawei Cloud จาก True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sales@trueidc.co.th หรือ โทร 02-980-6611

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-adds-huawei-cloud-to-their-multi-cloud-strategy/

[Guest Post] แนวโน้มของการพัฒนา Software จากภาพความเป็นจริง

Application นั้นได้ส่งผลต่อชีวิตของผู้บริโภคมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และได้เปลี่ยนแปลงการจัดการและวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรา ตั้งแต่การซื้อสินค้า, การสั่งอาหาร, การเรียกยานพาหนะ ไปจนถึงการทำธุรกรรมกับธนาคาร ประสบการณ์เหล่านี้จะยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและใช้งานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริโภคคาดหวังถึง UX และ UI ที่ดียิ่งขึ้นบน Application ที่ตนเองใช้งาน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ IDC นั้นได้ระบุว่าภายในปี 2024 นักพัฒนา Software กลุ่มใหม่ที่จะทำการสร้าง Application ได้โดยไม่ต้องทำการเขียนโค้ดนั้นจะมีปริมาณมากถึง 20% เมื่อเทียบกับนักพัฒนาทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยนักพัฒนาเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งในการทำโครงการด้าน Digital Transformation ในทุกอุตสาหกรรม เพื่อพลิกโฉมการทำงานในแต่ละวงการและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง Low-Code จะเข้ามาทำให้นักพัฒนากลุ่มนี้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันได้, ปรับกระบวนการการทำงานให้เป็นมาตรฐานได้ และทำให้ทีมงานสามารถทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจร่วมกัน และยังปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ต่อไปนี้คือ 5 แนวโน้มที่เราพบในวงการด้านการพัฒนา Application ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก:

#1: การเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ จะช่วยให้เกิดการใช้งาน Low-Code Platform มากขึ้น

องค์กรนั้นกำลังมองหาหนทางที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม, กำจัดระบบที่แยกขาดจากกันเป็นเอกเทศ และลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่ง Low-Code ก็สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด โดยในการสร้างนวัตกรรมนั้น หลายองค์กรจะใช้งาน Low-Code Platform เพื่อเปลี่ยนจากไอเดียที่มีให้กลายเป็นระบบ Prototype ตามแนวคิด Minimum Viable Product (MVP) ไปจนถึงการต่อยอดจนกลายเป็นระบบ Application ที่สมบูรณ์ การเขียนโค้ดที่มีความซับซ้อนนั้นจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

ถ้าองค์กรมีการใช้งาน Low-Code Platform อยู่แล้ว องค์กรเหล่านี้ก็จะสามารถผลักดันให้นักพัฒนาที่มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันให้เข้าใจถึงความสามารถของ Low-Code Platform เพื่อเร่งความเร็วในการพัฒนา Software และการตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจให้เร็วขึ้นได้ ระบบ Low-Code Platform ยังสามารถทำให้นักพัฒนาที่เขียนโค้ดไม่ได้นั้นสามารถสร้าง Application ได้ด้วยความสามารถที่ตนเองมีอยู่ และทำให้นักพัฒนาที่มีประสบการณ์สามารถเข้ามาช่วยพิจารณาและปรับปรุงระบบจนสมบูรณ์ได้ ทำให้เกิดการถ่ายงานกันได้อย่างราบรื่น

#2: Low-Code จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ให้เกิดขึ้นจริง

เมื่อ Digital Transformation ได้กลายเป็นวาระหลัก เหล่าธุรกิจองค์กรนั้นต่างก็ถูกบังคับให้ต้องใช้กลยุทธ์ทางด้านเทคโนโลยีและคว้าโอกาสทางด้าน Digital เอาไว้ให้ได้ ซึ่งองค์กรนั้นก็มักจะมีแผนที่จะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นในทุกแง่มุม ตั้งแต่กระบวนการทำงานทั่วไป ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า อย่างไรก็ดี องค์กรนั้นก็ต้องการตัวกลางที่จะช่วยเปลี่ยนไอเดียเหล่านี้ให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้

ด้วยเหตุนี้เอง ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ และองค์กรก็ควรจะพิจารณาการใช้งานระบบ Low-Code Platform ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนา Application ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละโครงการนั้นมีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของผลงานอย่างเต็มที่ ระบบเหล่านี้จะกำจัดงานด้านการเขียนโปรแกรมเชิงลึกออกไป รวมถึงยังลดปัญหาด้านความเข้ากันได้ของอุปกรณ์, การเพิ่มขยายระบบ และงานอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลามากซึ่งเคยต้องเผชิญในการพัฒนา Software แบบเดิม ทั้งหมดนี้ทำให้องค์กรมีเวลาและมีทรัพยากรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากขึ้น และทำให้การทำ Digital Transformation เป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

#3: AI จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับนักพัฒนาทั้งกลุ่มที่เขียนโค้ดและไม่เขียนโค้ด

AI นั้นกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันของธุรกิจในทุกวันนี้ รวมถึงในระบบ Low-Code ที่ AI สามารถช่วยในกระบวนการการพัฒนา Software ได้ด้วยเช่นกัน โดย AI นั้นจะช่วยให้นักพัฒนาทั้งแบบดั้งเดิมและแบบที่ไม่เขียนโปรแกรมสามารถเสริม AI เข้าไปในระบบ Application ได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องมีประสบการณ์ทางด้าน Data Science มาก่อน อีกทั้งยังทำให้นักพัฒนาแบบดั้งเดิมได้รับทราบความคิดเห็นและมุมมองทางด้านปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายในระบบ Application ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเชิงประสิทธิภาพและข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที สำหรับนักพัฒนาที่ไม่สามารถเขียนโปรแกรมได้นั้น AI จะช่วยแนะนำโดยการวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางในระหว่างที่ทำการพัฒนาโปรแกรม นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยให้องค์กรทำงานแบบอัตโนมัติด้วยการสร้างระบบ Self-Service ที่ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบได้ด้วยข้อความหรือเสียงได้ ทำให้การให้บริการลูกค้าและการนำเสนอรบริการอื่นๆ ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น Chatbot ของธนาคารที่ถูกใช้ในการป้อนข้อมูลของลูกค้าโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

#4: กลยุทธ์ด้าน Low-Code ในระดับองค์กรและระดับของฝ่าย IT จะเกิดขึ้น

ที่ผ่านมา การใช้งาน Low-Code นั้นมักเป็นไปในเชิงยุทธวิธี โดยแต่ละฝ่ายในธุรกิจนั้นอาจหันมาใช้ Low-Code Platform เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะทางบางประการ แต่เมื่อความต้องการนั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น ธุรกิจองค์กรเหล่านี้ก็จะพบว่าระบบนั้นมีข้อจำกัดและไม่สามารถตอบสนองต่อทุกความต้องการของธุรกิจองค์กรได้

การนำกลยุทธ์ทางด้าน Low-Code มาใช้งานในระดับองค์กรนั้นจะเกิดขึ้นมาเพื่อให้การสร้างนวัตกรรมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ, ความมั่นคงปลอดภัย และการทำ Compliance ในระดับธุรกิจองค์กรได้อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ดี องค์กรควรจะต้องระมัดระวังว่าจะเริ่มต้นใช้กลยุทธ์ทางด้าน Low-Code อย่างไร และต้องรับรู้อยู่เสมอด้วยว่ารากฐานที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดก็คือระบบ Low-Code Platform ที่ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับงานในระดับธุรกิจองค์กร ที่สามารถเพิ่มขยายและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อยู่เสมอ

#5: ธุรกิจจะเริ่มวางใจใช้ Low-Code ในการสร้างระบบ Application สำคัญทางธุรกิจมากขึ้น

องค์กรจำนวนไม่น้อยได้เริ่มใช้ Low-Code Platform ในการสร้าง Application หลากหลายรูปแบบ แต่บางองค์กรก็ยังไม่กล้าที่จะใช้ Low-Code สำหรับระบบ Application สำคัญของธุรกิจองค์กรจากปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ความสามารถในการเพิ่มขยาย, การบริหารจัดการงานต่างๆ และความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัย, การทำ Compliance และการรองรับธุรกรรมปริมาณมหาศาล

เราเข้าใจว่าการนำโซลูชันด้าน Low-Code มาใช้งานนั้นอาจน่ากลัวได้ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี องค์กรควรจะต้องถามว่าระบบ Low-Code Platform ที่มีแผนในการนำมาใช้งานนั้นจะสามารถรองรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยต้องมีการตรวจสอบความสำเร็จของลูกค้าที่ผ่านมาในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่กังวลและการยืนยันให้ชัดเจนถึงความสามารถของระบบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบจะสามารถตอบรับต่อความต้องการขององค์กรได้เป็นอย่างดี

โดยสรุปแล้ว Low-Code สามารถช่วยให้ธุรกิจองค์กรตอบรับต่อความต้องการในการเขียนโปรแกรมและการพัฒนา Software ได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยลดภาระอันใหญ่หลวงที่มักจะมาพร้อมกับการพัฒนาโปรแกรมเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม ทำให้การพัฒนา Software นั้นกลายเป็นงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความสามารถเหล่านี้เองที่ทำให้ Low-Code Platform กลายเป็นระบบที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนา Application เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายงาน InfoBrief ฉบับเต็ม สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้หรือ OutSystems กรุณาติดต่อคุณ Penny ที่ปรึกษาของเราได้ที่ penny.khaonongbua@outsystems.com, Mobile/Line: 0896626597 หรือติดต่อผ่านพันธมิตรทางธุรกิจของเราในประเทศไทยได้ที่ https://www.outsystems.com/partners/list/

นอกจากนี้ เรายังเปิดรับพันธมิตรใหม่ในโครงการ OutSystems Partner Program เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้าน Low-Code ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยอีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/software-development-with-20-20-vision-by-outsystems/

Consumption-based IT vs Cloud: เมื่อการเช่าใช้ระบบ IT ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรได้ดีกว่า Cloud

ถึงแม้การใช้งาน Cloud จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในองค์กร แต่ในเวลาเดียวกัน หลายองค์กรเองก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดบางประการบนระบบ Cloud จนในช่วงปีที่ผ่านมาหลายองค์กรเองก็เริ่มต้องย้ายบางระบบจากบน Cloud กลับมาสู่ Data Center ภายในองค์กร แต่ก็ยังคงอยากลงทุนในแบบการเช่าใช้รายเดือนมากกว่าการซื้อระบบทั้งหมดเองอยู่

HPE เล็งเห็นถึงโจทย์ประเด็นนี้ และพร้อมตอบโจทย์ด้วยบริการ Consumtion-based IT ซึ่งเป็นการเช่าใช้ระบบ IT จาก HPE โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงแบบรายเดือน* โดยนำ Hardware และ Software ไปติดตั้งให้ถึง Data Center ขององค์กร พร้อมให้เพิ่มขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามต้องการ ซึ่งบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับข้อดีของ Consumption-based IT ที่จะมาเติมเต็มความต้องการของธุรกิจองค์กร ซึ่งหาไม่ได้จาก Cloud กันครับ

ถึงแม้ Cloud จะยืดหยุ่น แต่สุดท้ายธุรกิจองค์กรก็ยังคงต้องการ “ควบคุม”

HPE ได้อ้างอิงถึงการสำรวจของ Frost & Sullivan และ 451 Research ถึงประเด็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจองค์กรนั้นเลือกใช้ Cloud ด้วยข้อดีด้านการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนลง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบ IT เป็นหลัก แต่ในทางกลับกันนั้น ธุรกิจองค์กรเองก็ยังคงต้องการระบบ IT ภายใน Data Center ของตนเองด้วยประเด็นด้านการต้องการควบคุมระบบ IT ให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ และยังคงทำงานได้ด้วยกระบวนการการทำงานแบบเดิมที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงมากนัก

ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพของปัญหาในการใช้งานระบบ Cloud ได้ชัดและยังคงเป็นที่ถกเถียงในหลายองค์กรในทุกวันนี้ ก็คือการนำข้อมูลสำคัญทางธุรกิจหรือข้อมูล Big Data ภายในธุรกิจองค์กรขึ้นไปวิเคราะห์บน Cloud ซึ่งก็จะมีปัญหาทั้งในแง่ของการอัปโหลดข้อมูลปริมาณมากขึ้นสู่ Cloud นั้นอาจไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลบน Cloud จากประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการตั้งค่าที่ผิดพลาด ข้อมูลสำคัญเหล่านั้นทั้งหมดก็อาจรั่วไหลสู่มือของบุคคลภายนอกได้ในเวลาอันสั้นจนธุรกิจองค์กรอาจไม่ทันรู้ตัว และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

นอกจากนี้ ถึงแม้บริการ Cloud นั้นจะใช้งานได้ง่าย แต่หลายบริการเองก็ยังขาดความสำเร็จรูป กล่าวคือผู้ให้บริการบางรายอาจไม่มีการให้บริการ Software Stack ที่ธุรกิจองค์กรต้องการใช้งานอย่างครบถ้วน และทำให้ท้ายที่สุดแล้วผู้ดูแลระบบ IT ก็ยังมีภาระในการดูแลรักษาระบบเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนไปอยู่บน Cloud ซึ่งในส่วนของ Software เหล่านั้นก็อยู่นอกเหนือขอบเขตที่ผู้ให้บริการ Cloud จะรับผิดชอบ

HPE GreenLake: นำแนวคิดการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง* สู่ Data Center ของธุรกิจองค์กร

Credit: HPE

หนึ่งในบริการที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกของ HPE ในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมานี้ ก็คือ HPE GreenLake บริการเช่าใช้ระบบ IT ที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงนั่นเอง* โดยธุรกิจองค์กรนั้นจะได้รับ Hardware และ Software ไปใช้งานภายใน Data Center ของตนเอง ทำให้มีอิสระในการปรับแต่งการตั้งค่าหรือติดตั้งสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมได้ตามต้องการ และมีทีมงานของ HPE คอยช่วยเหลือดูแลรักษา ในขณะที่มีการคิดค่าใช้จ่ายในรูปแบบเดียวกับ Cloud

HPE GreenLake นี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ด้านข้อจำกัดของการใช้งานระบบ IT แบบ On-Premises ได้ในหลากหลายประเด็น เช่น

  • การใช้งาน Hardware เดิมไปนานๆ แล้วระบบมีความล่าช้าจากข้อมูลหรือการประมวลผลที่มากขึ้น ซึ่ง HPE GreenLake เปิดให้มีการเพิ่ม Capacity ของระบบได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อีกทั้งยังรองรับกรณีที่เกิด Spike ได้อีกด้วย
  • การอัปเกรดหรือเพิ่มขยายระบบที่ต้องมี Downtime นาน ซึ่ง HPE GreenLake ก็มีระบบจัดการด้านการทำ Capacity Planning ทำให้สามารถวางแผนการเพิ่มขยายล่วงหน้าได้โดยไม่เกิด Downtime ต่อการทำงานในจังหวะสำคัญ
  • การลงทุนซื้อ Hardware ล่วงหน้ามาขนาดใหญ่เกินการใช้งานจริง ซึ่ง HPE GreenLake สามารถเริ่มต้นใช้งานจากระบบเล็กๆ และค่อยเพิ่มขยายในอนาคตได้
  • ความต้องการผู้ให้บริการแบบ Single Point of Service ทั้งส่วนของ Hardware และ Software ซึ่งนอกจาก HPE GreenLake จะมีโซลูชันที่ทำงานร่วมกับ Software จากผู้ผลิตรายอื่นๆ มากมายแล้ว ก็ยังมีทีม HPE PointNext ที่สามารถให้บริการเพิ่มเติมสำหรับ Software อื่นๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในโซลูชันของ HPE GreenLake ได้

ปัจจุบันนี้ HPE GreenLake มีโซลูชันที่รองรับหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น Compute, Storage, Virtualization, HPC, Private Cloud, Container, VDI, Composable, Database, SAP HANA, Big Data หรือ Backup ก็ตาม ทำให้ธุรกิจองค์กรที่ต้องการปรับรูปแบบการลงทุนระบบ IT จาก CapEx มาสู่ OpEx พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การทำงานของแผนก IT มีประสิทธิภาพมากขึ้นและคุ้มค่าการลงทุนมากขึ้นนั้น สามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเช่าใช้ HPE GreenLake แทนนั่นเอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE GreenLake สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hpe.com/us/en/services/flexible-capacity.html

5 ปัจจัย ที่ทำให้ HPE GreenLake เป็น Consumption-based IT ที่ไม่เหมือนใคร

HPE ไม่ใช่ผู้ผลิตรายเดียวที่นำเสนอโซลูชันแบบเช่าใช้รายเดือนได้ แต่ HPE เองก็เป็นผู้ผลิตรายแรกๆ ที่มุ่งนำเสนอบริการด้านนี้ และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ทำให้เกิดความแตกต่างที่ไม่เหมือนผู้ผลิตรายอื่น ดังนี้

1. คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง* ไม่ได้คิดจาก Hardware ทั้งหมด

HPE GreenLake นี้เปิดให้ผู้ใช้งานทำการเพิ่มขยายหรือลดขนาดของการใช้งานระบบลงได้ โดยทาง HPE จะนำ Hardware ซึ่งมี Capacity เกินกว่าที่องค์กรต้องการใช้งานนำไปติดตั้งให้ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งหากต้องมีการเพิ่มขยาย Capacity ก็จะยังมีทรัพยากรสำหรับรองรับในส่วนนี้ได้ทันที ในขณะที่การคิดค่าใช้จ่ายนั้นก็คิดจากการใช้งานจริง* ไม่ได้รวม Hardware ในส่วนที่ต้องเผื่อนี้แต่อย่างใด

2. มีระบบ Metering ที่ชัดเจน

ภายใน HPE GreenLake นี้มีระบบวัดการใช้งานซึ่งจะสะท้อนค่าใช้จ่ายออกมาให้ผู้ดูแลระบบได้รับทราบอยู่ตลอด ทำให้มีความโปร่งใสในการใช้งานและเลือกที่จะบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้เหมาะสมได้ รวมถึงยังสามารถแจ้งได้ด้วยว่าควรมีการขยายระบบเพื่อรองรับ Workload ที่มากขึ้นหรือไม่ ทำให้ง่ายต่อการวางแผนในระยะสั้นและระยะยาว

3. ไม่ได้มีแต่ Hardware แต่มาเป็นโซลูชัน

จุดที่น่าสนใจของ HPE GreenLake คือการที่ระบบมาเป็นโซลูชันที่รวมเอา Software, การติดตั้ง และการดูแลรักษาทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงระบบยังมีการทดสอบมาก่อนแล้ว ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องเสียทีมงานฝ่าย IT ภายในบริษัทไปดูแลรักษา Software ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้อีก

4. มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุน

สืบเนื่องจากข้อก่อนหน้านี้ที่ HPE GreenLake มีระบบให้เช่าเป็นโซลูชัน ดังนั้น HPE จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งส่วนของ Hardware และ Software คอยให้บริการด้านการดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาทั้งหมด รวมถึงหากมี Software ใดที่อยู่นอกเหนือโซลูชันของ HPE GreenLake ก็ยังสามารถเลือกใช้บริการจากทีม HPE PointNext เข้ามาเสริมได้เช่นกัน

5. เบ็ดเสร็จทั้งหมดในบริการเดียว

เมื่อนำทั้งสี่ข้อก่อนหน้านี้มารวมกัน ก็ทำให้ HPE GreenLake กลายเป็นระบบ Consumption-based IT ที่สมบูรณ์ โดยนอกจากจะมี Hardware และ Software ที่องค์กรต้องการใช้งานมาติดตั้งภายในองค์กรแล้ว HPE เองก็ยังมีระบบ Metering มาให้ พร้อมทีมงานติดตั้งดูแลรักษาทั้งหมด และยังช่วยวางแผนเรื่อง Capacity ของระบบให้ รวมถึงยังสามารถให้คำแนะนำเรื่องการต่อยอดหรือนำเสนอบริการอื่นเสริมเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

*อาจมีค่าบริการขั้นต่ำ

Credit: HPE

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/consumption-based-it-vs-cloud-hpe-greenlake-by-metro-connect/