คลังเก็บหมวดหมู่: thaiappupdate

Pixel 6 ถือสายรอแทนผู้ใช้ได้, แสดงเมนูเมื่อต้องกดแป้นตัวเลข, บอกเวลารอสาย

สมาร์ทโฟนก็คือโทรศัพท์ แต่เรามักไม่ค่อยเห็นฟีเจอร์ในสมาร์ทโฟนที่มาช่วยอำนวยความสะดวกในการโทรศัพท์มากนัก Google Pixel 6 ไม่ใช่หนึ่งในนั้น เพราะมันสามารถบอกเวลาที่เราต้องรอสาย และแสดงเมนูให้กดเมื่อต้องกดแป้นตัวเลขได้ เป็นต้น

Wait Times

ด้วยฟีเจอร์ Wait Times เมื่อผู้ใช้จะโทรหาเบอร์ธุรกิจต่างๆ ผู้ใช้จะสามารถทราบเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการรอสายเป็นรายสัปดาห์ได้ เพื่อดูว่าช่วงเวลาไหนของวันใดที่มีคนโทรน้อย จะได้ไม่เสียเวลาในการรอสาย กูเกิลบอกว่าข้อมูลเวลาการรอสายนี้รวบรวมมาจากข้อมูลระยะเวลาที่ใช้ในการโทรศัพท์ โดยไม่มีการเชื่อมโยงกับข้อมูลส่วนบุคคลว่าใครเป็นผู้โทร

Wait Times

Direct My Call

เมื่อผู้ใช้โทรศัพท์หาบริการที่มีระบบให้เรากดตัวเลขเพื่อเข้าสู่เมนูต่างๆ (ระบบ IVR) เช่น “ติดตามสถานะ กด 1”, “แจ้งปัญหา กด 2” Google Assistant บน Pixel 6 จะสามารถแปลงคำพูดเหล่านั้นให้กลายเป็นเมนูบนหน้าจอให้ผู้ใช้กดได้ หรือระบบที่ใช้คำพูด เช่น “พูด เจ้าหน้าที่ เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่” ก็ใช้งานได้เช่นกัน

Direct My Call

Hold For Me

Hold For Me เป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวไปปีที่แล้วพร้อม Pixel 5 โดยเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยถือสายรอแทนผู้ใช้ ระบบจะสามารถแยกแยะเสียงเพลงขณะรอ เสียงพูดอัตโนมัติ เช่น “ขอบคุณที่ถือสายรอ” และเสียงของเจ้าหน้าที่ที่รับสายได้ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่รับสายแล้ว Pixel ก็จะแจ้งเตือนผู้ใช้ให้กลับไปที่การโทร

Hold For Me

ทั้งฟีเจอร์ Direct My Call และ Hold For Me เป็นฟีเจอร์ที่สร้างโดยมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยี Duplex ของกูเกิล ที่พยายามทำความเข้าใจความหมายของเสียงพูด อย่างไรก็ตามฟีเจอร์เหล่าน้ียังสามารถใช้งานได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

แหล่งข้อมูล: Google

from:https://thehaptic.co/2021/10/18352/

Android 12 ปล่อยให้อัปเดตบน Pixel แล้ว

หลังจากที่ Android 12 ได้ออกรุ่นเต็มไปเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน วันนี้กูเกิลได้ปล่อย Android 12 สำหรับสมาร์ทโฟนตระกูล Pixel แล้ว โดยรองรับตั้งแต่ Pixel 3 ขึ้นไป

หน้าจอแจ้งการอัปเดต Android 12 บน Pixel 5

Android 12 เป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าตาครั้งใหญ่ของแอนดรอยด์ มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Material You ให้ผู้ใช้ปรับแต่งสีสันได้เข้ากับตนเองได้มากขึ้น สีสันในแอปต่างๆ เปลี่ยนไปตามภาพพื้นหลังได้ ปุ่ม ช่องว่าง และเลย์เอาท์โดยรวมมีความชัดเจนและใหญ่ขึ้น มีการปรับหน้าตาของวิดเจ็ตในหลายๆ แอป และแต่ละแอปที่รองรับจะสามารถใช้ธีมสีที่ผู้ใช้ตั้งไว้ได้ เป็นต้น

นอกจากด้านดีไซน์แล้ว ยังมีฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง เช่น โหมดปรับแสงสว่างให้มืดเป็นพิเศษ, มีสัญลักษณ์แจ้งเตือนมุมจอเมื่อมีการเรียกใช้กล้องหรือไมโครโฟน, ปิดการเข้าถึงกล้องและไมโครโฟนได้, แคปเจอร์หน้าจอแบบยาวได้, เลือกให้แอปเข้าถึงพิกัดแบบกว้างๆ แทนที่จะเป็นพิกัดที่ความแม่นยำสูง, แชร์รหัส Wi-Fi ด้วย Nearby Share เป็นต้น

การดึงสีจากภาพพื้นหลังไปใช้ในแต่ละส่วนของระบบ

แหล่งข้อมูล: Google

from:https://thehaptic.co/2021/10/18341/

10 ปีของ Thai App Update และก้าวต่อไปในนาม The Haptic

1 ตุลาคม 2564 – ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของ Thai App Update เว็บไซต์สื่อที่มุ่งเผยแพร่ข่าวสารในวงการเทคโนโลยีมือถือและแอปพลิเคชันที่ ‘ย่อยง่าย’ ให้ไอทีเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ใครก็ติดตามได้

Thai App Update เกิดขึ้นในปี 2554 อันเป็นยุครุ่งเรืองของเว็บไซต์สายเทคฯ ดังจะเห็นได้ว่ามีเว็บไซต์ไอทีเกิดขึ้นในระยะเวลานั้นมากมาย ก่อนที่เครือข่ายสังคมออนไลน์จะเข้ามาเป็นช่องทางหลักที่คนไทยใช้ติดตามข่าวสารกัน

Thai App Update เริ่มต้นด้วยการเป็นเว็บรีวิวแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนและเผยแพร่ข่าวในแวดวงเทคโนโลยี จากนั้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้จึงเริ่มมีการรีวิวสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเข้ามาด้วย

ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทิศทางการใช้งานสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้เจาะจงสรรหาแอปพลิเคชันมาใส่อุปกรณ์ของตนมากเท่ายุคแรกเริ่มของเว็บไซต์แล้ว (คุณดาวน์โหลดแอปครั้งล่าสุดเมื่อไร ถ้าไม่นับแอปที่ต้องติดตั้งด้วยความจำเป็นอย่างแอปตั้งค่าเราท์เตอร์ แอปตั้งค่าหูฟัง แอปชอปปิง) ทำให้เนื้อหาของ Thai App Update เปลี่ยนไปเช่นกัน และการใช้ชื่อ Thai App Update ก็ไม่สอดคล้องกับทิศทางหลักของเว็บไซต์ในปัจจุบันแล้ว

วันนี้ Thai App Update พร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และจะก้าวต่อไปในชื่อ The Haptic

The Haptic

ชื่อ The Haptic คือตัวแทนที่สะท้อนรูปแบบเนื้อหาที่เปลี่ยนไป เป็นการเปิดทางสู่ความหลากหลายของเนื้อหาที่มากขึ้น เรายังคงเน้นข่าวสารและบทความที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมือถือ และยังคงเผยแพร่บทความรีวิวแอปพลิเคชันต่างๆ และเราก็พร้อมสำหรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ เช่นกัน

The Haptic/Thai App Update ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่ให้ความไว้วางใจในเนื้อหาของเราตลอดมา และเราจะผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพเพื่อสนับสนุนสังคมเว็บไซต์ไทยต่อไป

from:https://thehaptic.co/2021/10/18098/

รีวิวหูฟังไร้สาย Sudio T2: เสียงดี เบสแน่น พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน ANC

Sudio ผู้ผลิตหูฟังดีไซน์แฟชั่นเรียบหรูจากสวีเดน เปิดตัว Sudio T2 หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ ที่ยังคงดีไซน์มินิมอลแบบเท่ๆ แบบฉบับ Sudio ทั้งยังมาพร้อมเบสที่แน่นและระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ

รีวิวนี้ใช้ Sudio Nio สี Jade เครื่องศูนย์ไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์โดย Sudio

พิเศษ รับส่วนลด 15% สำหรับซื้อสินค้าในเว็บไซต์ https://sudio.com/th เพียงใส่โค้ด ThaiappT2 ในขั้นตอนเช็คเอาท์ ภายใน 3 พฤศจิกายน 2564

การออกแบบ

Sudio T2 เป็นหูฟัง true wireless ที่มีขนาดค่อนข้างเล็กกะทัดรัด ทำให้นึกถึง ‘ขนมผิง’ สีที่เรารีวิวเป็นสีเขียวเจด (Jade) เป็นสีที่ดูโดดเด่นจากหูฟังไร้สายรุ่นอื่นๆ แต่เมื่อสวมใส่แล้วไม่ได้เป็นที่เรียกร้องความสนใจจนเกินไป

บนตัวหูฟังแต่ละข้างจะมีไมโครโฟนสองตัว ใช้ในการตัดเสียงรบกวนและใช้ในการสนทนา มีไฟ LED บอกสถานะการทำงาน และมีแผงรับการควบคุมแบบสัมผัสอยู่บริเวณโลหะมันวาวด้านหน้า

เคสใส่หูฟัง เมื่อได้เห็นครั้งแรกแล้วต้องบอกว่าสวยงามมาก วัสดุมีความรู้สึกคล้ายพลาสติกด้าน ให้สัมผัสที่นุ่มมือ และด้วยสีเขียวเจดก็ทำให้ตัวหูฟังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

บนเคสหูฟังมีเพียงพอร์ต USB Type-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ ไฟ LED บอกสถานะ และปุ่มรีเซ็ตหูฟังซึ่งจัดว่างไว้ด้านใต้ของเคส เหมือนกับรุ่นอื่นๆ ของ Sudio

การใช้งาน

ภายในกล่อง Sudio T2 มาพร้อมซิลิโคนจุกหูฟังรวม 4 ขนาด เพื่อให้เลือกใช้ขนาดที่เข้ากับหูของแต่ละคนได้เหมาะที่สุด อีกทั้งยังสามารถถอดมาทำความสะอาดได้ง่าย

ด้วยรูปทรงที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมหรือ abstract อาจทำให้สับสนเล็กน้อยว่าต้องจัดท่าสวมใส่อย่างไร Sudio T2 เป็นหูฟังแบบสอดเข้าหู (in-ear) ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาที่ 5.3 กรัม เมื่อใส่แล้วไม่ได้รู้สึกว่าหนักหู และการเลือกขนาดของจุกหูฟังที่เหมาะกับหูก็จะช่วยลดความอึดอัดในการสวมใส่

การควบคุมแบบสัมผัสสามารถทำได้ดีและแม่นยำ มีการแตะโดยไม่ตั้งใจน้อยกว่ารุ่นก่อน เนื่องจากใช้เป็นแผงรับสัมผัสที่เราสามารถแยกแยะออกจากจุดสัมผัสอื่นๆ ได้ชัดเจน และอยู่ในบริเวณที่ไม่ต้องสัมผัสบ่อย

รูปแบบการควบคุมก็เดาได้ง่าย แตะหนึ่งครั้งเพื่อเล่น/หยุดเพลง แตะสองครั้งเพื่อข้าม/ย้อนเพลง และแตะสามครั้งเพื่อเพิ่ม/ลดเสียง โดยหูฟังด้านขวาใช้ในการเพิ่ม และหูฟังด้านซ้ายเป็นการลด

Sudio T2 ให้เสียงที่ชัดเจนเน้นไปในย่านเบสและเทรเบิล เบสที่ได้ถือว่าแน่นมากและมีมิติ เสียงร้องและเทรเบิลชัดเจน หากปรับอีควอไลเซอร์ในอุปกรณ์ที่ใช้ก็ยังสามารถเพิ่มปริมาณเบสได้อีก โดยรวมแล้ว Sudio T2 ให้โทนเสียงที่เหมาะกับแนวเพลง R&B และป๊อป เนื่องจากให้เสียงในย่านเบสและเทรเบิลได้ดีเป็นจุดเด่น

ข้อสังเกตคือ เมื่อทำการทดสอบกับ Huawei P10 และ MacBook Pro (late 2016) จะได้เสียงที่ดีตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่เมื่อใช้งานกับ Google Pixel 5 แล้ว คุณภาพเสียงในย่านกลางตกลงค่อนข้างมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะ Pixel 5 ทำงานร่วมกับการเข้ารหัส SBC ได้ไม่ดี ถือเป็นข้อมูลไว้ว่าใครที่ใช้ Pixel 5 อาจต้องมองหาหูฟังที่ใช้ codec แบบอื่น

Sudio T2 มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกแบบแอคทีฟ หรือ ANC โดยสามารถเลือกโหมดการทำงานได้ 3 โหมด คือ ปิด ANC, เปิด ANC และโหมดเร่งเสียงภายนอกให้ชัดขึ้น ความสามารถในการตัดเสียงรบกวนถือว่าทำได้พอใช้ ตัดเสียงภายนอกออกได้ประมาณร้อยละ 50 เสียงพูดคุยระยะใกล้ๆ เล็ดรอดเข้ามาได้บ้างแต่จับความไม่ได้ถ้าเพลงเล่นอยู่ ส่วนนอยซ์อื่นๆ ตัดได้ค่อนข้างดี

Sudio T2 มาพร้อมไมโครโฟนที่หูฟังข้างละสองตัว เสียงที่ได้ถือว่าชัดเจนพอสมควรสำหรับหูฟังไร้สาย แต่ออกจะเบากว่าปกติเล็กน้อย ไมโครโฟนสามารถตัดเสียงรบกวนด้านหลังอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องได้ดี เมื่อใช้ไมโครโฟนอยู่ ตัวหูฟังจะปรับโหมด ANC ให้รับเสียงด้านนอกเข้ามาให้เราได้ยินด้วย ทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้นเวลาพูด

ทดสอบไมโครโฟน Sudio T2

แบตเตอรี่

Sudio โฆษณาว่า Sudio T2 สามารถใช้งานได้ 6-7 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยตัวเคสสามารถชาร์จไฟให้หูฟังได้ประมาณ 5 ครั้ง จากการใช้งานยังไม่พบปัญหาแบตเตอรี่หมดขณะใช้งาน โดยส่วนตัวผมไม่ได้ใช้หูฟังเป็นเวลานาน ในหนึ่งวันใช้ประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ลดไม่ถึงร้อยละ 10 และในช่วงที่ work from home แบบนี้และมีประชุมบ้างวันละสองสามชั่วโมง ก็สามารถใช้งานได้ทั้งสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จไฟให้เคส

สรุป

Sudio T2 เป็นหูฟังบลูทูธแบบ in-ear ราคา 4,190 บาทที่ให้เสียงได้ดี เสียงร้องและเทรเบิลชัดเจน เสียงเบสหนักแน่น มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนที่ทำงานได้พอใช้ และไมโครโฟนที่จับเสียงพูดได้ค่อนข้างชัดเจน อีกทั้งยังมีดีไซน์สวยงาม เรียบๆ แต่โดดเด่น

from:https://thehaptic.co/2021/09/18125/

รีวิวหูฟังไร้สาย Sudio T2: เสียงดี เบสแน่น พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน ANC

Sudio ผู้ผลิตหูฟังดีไซน์แฟชั่นเรียบหรูจากสวีเดน เปิดตัว Sudio T2 หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ ที่ยังคงดีไซน์มินิมอลแบบเท่ๆ แบบฉบับ Sudio ทั้งยังมาพร้อมเบสที่แน่นและระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ

รีวิวนี้ใช้ Oppo Reno2 สี Luminous Black ความจุ 256 GB เครื่องศูนย์ไทย โดยผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

พิเศษ รับส่วนลด 15% สำหรับซื้อสินค้าในเว็บไซต์ https://sudio.com/th เพียงใส่โค้ด ThaiappT2 ในขั้นตอนเช็คเอาท์ ภายใน 3 พฤศจิกายน 2564

การออกแบบ

Sudio T2 เป็นหูฟัง true wireless ที่มีขนาดค่อนข้างเล็กกะทัดรัด ทำให้นึกถึง ‘ขนมผิง’ สีที่เรารีวิวเป็นสีเขียวเจด (Jade) เป็นสีที่ดูโดดเด่นจากหูฟังไร้สายรุ่นอื่นๆ แต่เมื่อสวมใส่แล้วไม่ได้เป็นที่เรียกร้องความสนใจจนเกินไป

บนตัวหูฟังแต่ละข้างจะมีไมโครโฟนสองตัว ใช้ในการตัดเสียงรบกวนและใช้ในการสนทนา มีไฟ LED บอกสถานะการทำงาน และมีแผงรับการควบคุมแบบสัมผัสอยู่บริเวณโลหะมันวาวด้านหน้า

เคสใส่หูฟัง เมื่อได้เห็นครั้งแรกแล้วต้องบอกว่าสวยงามมาก วัสดุมีความรู้สึกคล้ายพลาสติกด้าน ให้สัมผัสที่นุ่มมือ และด้วยสีเขียวเจดก็ทำให้ตัวหูฟังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

บนเคสหูฟังมีเพียงพอร์ต USB Type-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ ไฟ LED บอกสถานะ และปุ่มรีเซ็ตหูฟังซึ่งจัดว่างไว้ด้านใต้ของเคส เหมือนกับรุ่นอื่นๆ ของ Sudio

การใช้งาน

ภายในกล่อง Sudio T2 มาพร้อมซิลิโคนจุกหูฟังรวม 4 ขนาด เพื่อให้เลือกใช้ขนาดที่เข้ากับหูของแต่ละคนได้เหมาะที่สุด อีกทั้งยังสามารถถอดมาทำความสะอาดได้ง่าย

ด้วยรูปทรงที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมหรือ abstract อาจทำให้สับสนเล็กน้อยว่าต้องจัดท่าสวมใส่อย่างไร Sudio T2 เป็นหูฟังแบบสอดเข้าหู (in-ear) ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาที่ 5.3 กรัม เมื่อใส่แล้วไม่ได้รู้สึกว่าหนักหู และการเลือกขนาดของจุกหูฟังที่เหมาะกับหูก็จะช่วยลดความอึดอัดในการสวมใส่

การควบคุมแบบสัมผัสสามารถทำได้ดีและแม่นยำ มีการแตะโดยไม่ตั้งใจน้อยกว่ารุ่นก่อน เนื่องจากใช้เป็นแผงรับสัมผัสที่เราสามารถแยกแยะออกจากจุดสัมผัสอื่นๆ ได้ชัดเจน และอยู่ในบริเวณที่ไม่ต้องสัมผัสบ่อย

รูปแบบการควบคุมก็เดาได้ง่าย แตะหนึ่งครั้งเพื่อเล่น/หยุดเพลง แตะสองครั้งเพื่อข้าม/ย้อนเพลง และแตะสามครั้งเพื่อเพิ่ม/ลดเสียง โดยหูฟังด้านขวาใช้ในการเพิ่ม และหูฟังด้านซ้ายเป็นการลด

Sudio T2 ให้เสียงที่ชัดเจนเน้นไปในย่านเบสและเทรเบิล เบสที่ได้ถือว่าแน่นมากและมีมิติ เสียงร้องและเทรเบิลชัดเจน หากปรับอีควอไลเซอร์ในอุปกรณ์ที่ใช้ก็ยังสามารถเพิ่มปริมาณเบสได้อีก โดยรวมแล้ว Sudio T2 ให้โทนเสียงที่เหมาะกับแนวเพลง R&B และป๊อป เนื่องจากให้เสียงในย่านเบสและเทรเบิลได้ดีเป็นจุดเด่น

ข้อสังเกตคือ เมื่อทำการทดสอบกับ Huawei P10 และ MacBook Pro (late 2016) จะได้เสียงที่ดีตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่เมื่อใช้งานกับ Google Pixel 5 แล้ว คุณภาพเสียงในย่านกลางตกลงค่อนข้างมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะ Pixel 5 ทำงานร่วมกับการเข้ารหัส SBC ได้ไม่ดี ถือเป็นข้อมูลไว้ว่าใครที่ใช้ Pixel 5 อาจต้องมองหาหูฟังที่ใช้ codec แบบอื่น

Sudio T2 มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกแบบแอคทีฟ หรือ ANC โดยสามารถเลือกโหมดการทำงานได้ 3 โหมด คือ ปิด ANC, เปิด ANC และโหมดเร่งเสียงภายนอกให้ชัดขึ้น ความสามารถในการตัดเสียงรบกวนถือว่าทำได้พอใช้ ตัดเสียงภายนอกออกได้ประมาณร้อยละ 50 เสียงพูดคุยระยะใกล้ๆ เล็ดรอดเข้ามาได้บ้างแต่จับความไม่ได้ถ้าเพลงเล่นอยู่ ส่วนนอยซ์อื่นๆ ตัดได้ค่อนข้างดี

Sudio T2 มาพร้อมไมโครโฟนที่หูฟังข้างละสองตัว เสียงที่ได้ถือว่าชัดเจนพอสมควรสำหรับหูฟังไร้สาย แต่ออกจะเบากว่าปกติเล็กน้อย ไมโครโฟนสามารถตัดเสียงรบกวนด้านหลังอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องได้ดี เมื่อใช้ไมโครโฟนอยู่ ตัวหูฟังจะปรับโหมด ANC ให้รับเสียงด้านนอกเข้ามาให้เราได้ยินด้วย ทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้นเวลาพูด

ทดสอบไมโครโฟน Sudio T2

แบตเตอรี่

Sudio โฆษณาว่า Sudio T2 สามารถใช้งานได้ 6-7 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยตัวเคสสามารถชาร์จไฟให้หูฟังได้ประมาณ 5 ครั้ง จากการใช้งานยังไม่พบปัญหาแบตเตอรี่หมดขณะใช้งาน โดยส่วนตัวผมไม่ได้ใช้หูฟังเป็นเวลานาน ในหนึ่งวันใช้ประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ลดไม่ถึงร้อยละ 10 และในช่วงที่ work from home แบบนี้และมีประชุมบ้างวันละสองสามชั่วโมง ก็สามารถใช้งานได้ทั้งสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จไฟให้เคส

สรุป

Sudio T2 เป็นหูฟังบลูทูธแบบ in-ear ราคา 4,190 บาทที่ให้เสียงได้ดี เสียงร้องและเทรเบิลชัดเจน เสียงเบสหนักแน่น มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนที่ทำงานได้พอใช้ และไมโครโฟนที่จับเสียงพูดได้ค่อนข้างชัดเจน อีกทั้งยังมีดีไซน์สวยงาม เรียบๆ แต่โดดเด่น

from:https://thaiappupdate.com/2021/09/18125/

ยุโรปเสนอ USB-C เป็นมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์พกพา

คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission เสนอร่างกฎหมาย ตั้ง USB Type-C เป็นพอร์ตมาตรฐานในการชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์พกพา แก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และความยุ่งยากในการใช้งาน

ร่างกฎหมายใหม่นี้ประกอบไปด้วยประเด็นที่เสนอใหม่ 4 รายการ ประกอบด้วย

  • กำหนดมาตรฐานพอร์ตชาร์จให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: อุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ แท็บเล็ต กล้อง หูฟัง ลำโพงพกพา หรือเครื่องเกมพอพา ต้องใช้พอร์ต USB Type-C ในการชาร์จแบตเตอรี่
  • กำหนดมาตรฐานระบบชาร์จเร็ว: สร้างมาตรฐานระบบชาร์จเร็วที่ใช้ร่วมกันได้กับหลายอุปกรณ์ หากใช้สายชาร์จที่รองรับร่วมอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานนี้ จะต้องได้ความเร็วเท่ากัน
  • แยกขายที่ชาร์จกับอุปกรณ์: ผู้บริโภคสามารถซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้มาพร้อมกับอุปกรณ์ชาร์จได้
  • ปรับปรุงการสื่อสารกับผู้บริโภค: ผู้ผลิตต้องแจ้งรายละเอียดประสิทธิภาพในการชาร์จ การบริโภคไฟของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแจ้งว่าอุปกรณ์นั้นรองรับระบบชาร์จเร็วหรือไม่ แก่ผู้บริโภค

ในขั้นตอนถัดไป การแก้ไขข้อกฎหมายเกี่ยวกับอุปกรณ์วิทยุในครั้งนี้จะได้ต้องผ่านการลงคะแนนเสียงก่อน จึงจะนำมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้ และผู้ผลิตจะมีเวลา 24 เดือนในการปรับตัว

ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการจัดระเบียบในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสายชาร์จ ส่วนการจัดระเบียบในด้านอแดปเตอร์จะตามมาภายในปีนี้

ปัจจุบันนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากได้เปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB Type-C ในการชาร์จไฟกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง กล้อง โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเครื่องเล่นเกมอย่าง Nintendo Switch

แอปเปิลเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่ยังคงใช้ ‘Lightning’ พอร์ตพิเศษของตนเองอยู่กับอุปกรณ์บางชนิด เช่น iPhone และ AirPods ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของผู้ใช้ที่มีให้ได้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในการเปลี่ยนมาใช้ USB Type-C ดังนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญต่อแอปเปิล ว่าสุดท้ายแล้วจะได้เข้ามาร่วมวง USB Type-C เป็นมาตรฐานเดียวกันเสียทีหรือไม่

แหล่งข้อมูล: European Commission

from:https://thehaptic.co/2021/09/18080/

ยุโรปเสนอ USB-C เป็นมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์พกพา

คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission เสนอร่างกฎหมาย ตั้ง USB Type-C เป็นพอร์ตมาตรฐานในการชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์พกพา แก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และความยุ่งยากในการใช้งาน

ร่างกฎหมายใหม่นี้ประกอบไปด้วยประเด็นที่เสนอใหม่ 4 รายการ ประกอบด้วย

  • กำหนดมาตรฐานพอร์ตชาร์จให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: อุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ แท็บเล็ต กล้อง หูฟัง ลำโพงพกพา หรือเครื่องเกมพอพา ต้องใช้พอร์ต USB Type-C ในการชาร์จแบตเตอรี่
  • กำหนดมาตรฐานระบบชาร์จเร็ว: สร้างมาตรฐานระบบชาร์จเร็วที่ใช้ร่วมกันได้กับหลายอุปกรณ์ หากใช้สายชาร์จที่รองรับร่วมอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานนี้ จะต้องได้ความเร็วเท่ากัน
  • แยกขายที่ชาร์จกับอุปกรณ์: ผู้บริโภคสามารถซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้มาพร้อมกับอุปกรณ์ชาร์จได้
  • ปรับปรุงการสื่อสารกับผู้บริโภค: ผู้ผลิตต้องแจ้งรายละเอียดประสิทธิภาพในการชาร์จ การบริโภคไฟของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแจ้งว่าอุปกรณ์นั้นรองรับระบบชาร์จเร็วหรือไม่ แก่ผู้บริโภค

ในขั้นตอนถัดไป การแก้ไขข้อกฎหมายเกี่ยวกับอุปกรณ์วิทยุในครั้งนี้จะได้ต้องผ่านการลงคะแนนเสียงก่อน จึงจะนำมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้ และผู้ผลิตจะมีเวลา 24 เดือนในการปรับตัว

ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการจัดระเบียบในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสายชาร์จ ส่วนการจัดระเบียบในด้านอแดปเตอร์จะตามมาภายในปีนี้

ปัจจุบันนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากได้เปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB Type-C ในการชาร์จไฟกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง กล้อง โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเครื่องเล่นเกมอย่าง Nintendo Switch

แอปเปิลเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์คอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่ยังคงใช้ ‘Lightning’ พอร์ตพิเศษของตนเองอยู่กับอุปกรณ์บางชนิด เช่น iPhone และ AirPods ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของผู้ใช้ที่มีให้ได้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในการเปลี่ยนมาใช้ USB Type-C ดังนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญต่อแอปเปิล ว่าสุดท้ายแล้วจะได้เข้ามาร่วมวง USB Type-C เป็นมาตรฐานเดียวกันเสียทีหรือไม่

แหล่งข้อมูล: European Commission

from:https://thaiappupdate.com/2021/09/18080/

เปิดตัว Galaxy Watch4 ใช้ Wear OS, เร็วขึ้น 20%, วัดมวลร่างกายด้วยสองนิ้ว

เมื่อตลาดสมาร์ทวอทช์ฝั่ง Wear OS ของกูเกิลไม่ได้คึกคักมากนัก และ Galaxy Watch จากซัมซุงดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในฝั่งแอนดรอยด์ กูเกิลจึงจับมือกับซัมซุงเพื่อหวังเพิ่มความสดใสให้กับแพลตฟอร์มนาฬิกาของตัวเองอีกครั้ง

เนื่องจาก Galaxy Watch4 และ Galaxy Watch4 Classic มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ขนาดหน้าจอและดีไซน์เล็กน้อย (รุ่น Classic มีกรอบที่หน้าปัดแบบหมุนได้) ดังนั้นในข่าวนี้จะเรียกรวมทั้งสองรุ่นเป็น Galaxy Watch4 ในคราวเดียว

Galaxy Watch4 มี BioActiv เซ็นเซอร์ตัวใหม่สำหรับวัดค่าด้านสุขภาพ เช่น ความดันเลือด, ระดับออกซิเจนในเลือด, ตรวจจับการเต้นของหัวใจที่สูงผิดปกติ (AFib) และใช้เพียงสองนิ้วในการวัดมวลองค์ประกอบของร่างกาย อย่าง กล้ามเนื้อโครงร่าง อัตราการเผาผลาญพลังงาน ปริมาณน้ำในร่างกาย และปริมาณไขมันในร่างกาย

วัดมวลองค์ประกอบร่างกายด้วยสองนิ้ว

ฟีเจอร์ด้านการการออกกำลังกายก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน สามารถสร้างกลุ่มเพื่อแข่งทำคะแนนกันได้ เมื่อเชื่อมต่อ Galaxy Watch4 เข้ากับทีวีซัมซุงรุ่นที่รองรับ ทีวีก็จะแสดงการเผาผลาญแคลอรี่และอัตราการเต้นของหัวใจ

เมื่อสวมใส่ Galaxy Watch4 ขณะนอนหลับ ตัวนาฬิกาก็จะวัดระดับออกซิเจนในเลือด ขณะที่สมาร์ทโฟนก็จะวัดระดับเสียงกรน นำมาคำนวณคะแนนในการนอนหลับ ให้ผู้ใช้สามารถทราบได้ว่ามีช่วงที่หลับลึก หลับตื้นแค่ไหน

Galaxy Watch4
Galaxy Watch4 Classic

Galaxy Watch4 ใช้ระบบปฏิบัติการ Wear OS Powered by Samsung แทนที่จะเป็น Tizen เหมือนรุ่นก่อนหน้า รองรับแอปพลิเคชันหลากหลายของ Wear OS เช่น Google Maps, Spotify, Strava อีกทั้งบริการของซัมซุงเอง อย่าง Samsung Pay และ Bixby เป็นต้น

ภายในใช้หน่วยประมวลผล Exynos W920 สถาปัตยกรรม 5 นาโนเมตรจากซัมซุงเอง ประมวลผลทั่วไปได้เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 20 เปอร์เซ็นต์ มาพร้อมความจุ 16 GB มี eSIM ในตัว และรองรับการเชื่อมต่อ LTE, Wi-Fi 2.4 และ 5 GHz

ซัมซุงโฆษณาว่าแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ 40 ชั่วโมง และการชาร์จเพียงครึ่งชั่วโมงจะสามารถเพิ่มเวลาใช้งานต่อได้อีก 10 ชั่วโมง

Galaxy Watch4 Classic
Galaxy Watch4
Galaxy Watch4, Galaxy Watch4 Classic

Galaxy Watch4 มีหน้าปัดขนาด 40 มม. และ 44 มม. ราคาเริ่มต้นที่ 250 ดอลลาร์ ในขณะที่ Galaxy Watch4 Classic มีหน้าปัดขนาด 42 มม. และ 46 มม. ราคาเริ่มต้นที่ 350 ดอลลาร์ ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายในไทยคาดว่าจะเปิดเผยในเร็วๆ นี้

แหล่งข้อมูล: Samsung

from:https://thehaptic.co/2021/08/17707/

เปิดตัว Galaxy Watch4 ใช้ Wear OS, เร็วขึ้น 20%, วัดมวลร่างกายด้วยสองนิ้ว

เมื่อตลาดสมาร์ทวอทช์ฝั่ง Wear OS ของกูเกิลไม่ได้คึกคักมากนัก และ Galaxy Watch จากซัมซุงดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในฝั่งแอนดรอยด์ กูเกิลจึงจับมือกับซัมซุงเพื่อหวังเพิ่มความสดใสให้กับแพลตฟอร์มนาฬิกาของตัวเองอีกครั้ง

เนื่องจาก Galaxy Watch4 และ Galaxy Watch4 Classic มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ขนาดหน้าจอและดีไซน์เล็กน้อย (รุ่น Classic มีกรอบที่หน้าปัดแบบหมุนได้) ดังนั้นในข่าวนี้จะเรียกรวมทั้งสองรุ่นเป็น Galaxy Watch4 ในคราวเดียว

Galaxy Watch4 มี BioActiv เซ็นเซอร์ตัวใหม่สำหรับวัดค่าด้านสุขภาพ เช่น ความดันเลือด, ระดับออกซิเจนในเลือด, ตรวจจับการเต้นของหัวใจที่สูงผิดปกติ (AFib) และใช้เพียงสองนิ้วในการวัดมวลองค์ประกอบของร่างกาย อย่าง กล้ามเนื้อโครงร่าง อัตราการเผาผลาญพลังงาน ปริมาณน้ำในร่างกาย และปริมาณไขมันในร่างกาย

วัดมวลองค์ประกอบร่างกายด้วยสองนิ้ว

ฟีเจอร์ด้านการการออกกำลังกายก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน สามารถสร้างกลุ่มเพื่อแข่งทำคะแนนกันได้ เมื่อเชื่อมต่อ Galaxy Watch4 เข้ากับทีวีซัมซุงรุ่นที่รองรับ ทีวีก็จะแสดงการเผาผลาญแคลอรี่และอัตราการเต้นของหัวใจ

เมื่อสวมใส่ Galaxy Watch4 ขณะนอนหลับ ตัวนาฬิกาก็จะวัดระดับออกซิเจนในเลือด ขณะที่สมาร์ทโฟนก็จะวัดระดับเสียงกรน นำมาคำนวณคะแนนในการนอนหลับ ให้ผู้ใช้สามารถทราบได้ว่ามีช่วงที่หลับลึก หลับตื้นแค่ไหน

Galaxy Watch4
Galaxy Watch4 Classic

Galaxy Watch4 ใช้ระบบปฏิบัติการ Wear OS Powered by Samsung แทนที่จะเป็น Tizen เหมือนรุ่นก่อนหน้า รองรับแอปพลิเคชันหลากหลายของ Wear OS เช่น Google Maps, Spotify, Strava อีกทั้งบริการของซัมซุงเอง อย่าง Samsung Pay และ Bixby เป็นต้น

ภายในใช้หน่วยประมวลผล Exynos W920 สถาปัตยกรรม 5 นาโนเมตรจากซัมซุงเอง ประมวลผลทั่วไปได้เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 20 เปอร์เซ็นต์ มาพร้อมความจุ 16 GB มี eSIM ในตัว และรองรับการเชื่อมต่อ LTE, Wi-Fi 2.4 และ 5 GHz

ซัมซุงโฆษณาว่าแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ 40 ชั่วโมง และการชาร์จเพียงครึ่งชั่วโมงจะสามารถเพิ่มเวลาใช้งานต่อได้อีก 10 ชั่วโมง

Galaxy Watch4 Classic
Galaxy Watch4
Galaxy Watch4, Galaxy Watch4 Classic

Galaxy Watch4 มีหน้าปัดขนาด 40 มม. และ 44 มม. ราคาเริ่มต้นที่ 250 ดอลลาร์ ในขณะที่ Galaxy Watch4 Classic มีหน้าปัดขนาด 42 มม. และ 46 มม. ราคาเริ่มต้นที่ 350 ดอลลาร์ ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายในไทยคาดว่าจะเปิดเผยในเร็วๆ นี้

แหล่งข้อมูล: Samsung

from:https://thaiappupdate.com/2021/08/17707/

Xiaomi เปิดตัว Mi Mix 4: ชาร์จไว 120W, ฝาหลังเซรามิค, กล้องหน้าซ่อนใต้จอ

ห่างหายกันไปเกือบสามปีสำหรับซีรี่ส์ Mix ของ Xiaomi ที่เป็นซีรี่ส์ที่มีจุดเด่นเป็นหน้าจอไร้ขอบและมีดีไซน์พรีเมียมที่สุดของ Xiaomi โดยในรุ่นล่าสุดก็ยังคงดีไซน์พรีเมียมไว้ดังเดิม เสริมด้วยเทคโนโลยีที่อัปเกรดขึ้น

สิ่งแรกที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือหน้าจอที่โดดเด่นของ Xiaomi Mi Mix 4 ที่มีขนาด 6.67 นิ้ว อัตรารีเฟรชหน้าจอ 120Hz และอัตราการรับสัมผัส 480Hz รองรับเทคโนโลยีการแสดงผลในปัจจุบันอย่าง HDR10+, Dolby Vision และเฉดสี P3 รวมทั้งภายใต้หน้าจอยังมีการซ่อนกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซลเอาไว้ด้วย

สเปกภายในของ Mi Mix 4 ก็ตามแบบฉบับเรือธงในปีนี้ ใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 888+, RAM สูงสุดที่ 12 GB และความจุสูงสุดที่ 512 GB นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์อัลตร้าไวด์แบนด์ (UWB) เหมือนบน iPhone รุ่นล่าสุด โดยจะแสดงเมนูที่เกี่ยวข้องเมื่อนำ Mi Mix 4 ไปอยู่ใกล้ทีวี ลำโพง หรืออุปกรณ์อื่นๆ ของ Xiaomi ที่รองรับ

หนึ่งในฟีเจอร์ที่มีบน Mi Mix 4 แต่ไม่ค่อยพบเจอบนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่ปีนี้คือ IR Blaster ที่ทำให้เราสามารถใช้โทรศัพท์เป็นรีโมทคอนโทรลสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ได้

กล้องหลังมีสามตัวตามสมัยนิยม กล้องหลักใช้ ISOCELL HMX ความละเอียด 108 ล้านพิกเซลจากซัมซุง, กล้องอัลตร้าไวด์ ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องซูม 5X ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

Xiaomi Mi Mix 4 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,500 mAh รองรับการชาร์จแบบมีสายที่ 120 วัตต์ ใช้เวลา 21 นาทีจาก 0 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 15 นาทีเมื่อเปิด Boost mode ส่วนการชาร์จไร้สายทำได้ที่ 50 วัตต์ ใช้เวลา 45 นาที หรือ 28 นาทีเมื่อเปิด Boost mode

Xiaomi Mi Mix 4 มีราคาเริ่มต้นที่ 4,999 หยวน สำหรับรุ่น 8GB/128GB และสุดที่ 6,299 หยวน สำหรับรุ่น 12GB/512GB ทั้งนี้ยังไม่มีกำหนดการวางจำหน่ายในประเทศอื่นนอกจากจีน

แหล่งข้อมูล: Android Authority, Engadget

from:https://thehaptic.co/2021/08/17696/