คลังเก็บหมวดหมู่: thaiappupdate

โซนี่เปิดตัวหูฟัง WH-1000XM5: ดีไซน์ใหม่ เพิ่มไมโครโฟน ชาร์จเร็วขึ้น

โซนี่เปิดตัวหูฟังรุ่นใหม่ในตระกูล WH-1000X มาพร้อมกับการปรับดีไซน์ใหม่หมดครั้งแรก เพิ่มไมโครโฟนเป็น 8 ตัวเพื่อการตัดเสียงรบกวนที่ดีขึ้น และใช้งานได้ 3 ชั่วโมงจากการชาร์จไฟ 3 นาที

WH-1000XM5 ได้เพิ่มไมโครโฟนขึ้นมาจากรุ่นก่อน 4 ตำแหน่ง กลายเป็น 8 ตำแหน่ง ซึ่งโซนี่ให้ข้อมูลว่าจะช่วยลดเสียงรบกวนที่ความถี่สูงลงได้อีก โดยในจำนวนนี้จะเป็นไมโครโฟนแบบ beamforming จำนวน 4 ตัวที่จะถูกใช้เป็นไมโครโฟนสนทนา ควบคู่กับการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา

ที่ครอบหูในรุ่นใหม่ลดแรงกดที่หูลง ภายในเป็นไดรเวอร์ขนาด 30 มิลลิเมตร ส่วนก้านที่เชื่อมที่ครอบหูเข้ากับส่วนรับศีรษะ เปลี่ยนจากแถบกว้างๆ ในรุ่นก่อนหน้ามาเป็นก้านโลหะขนาดเล็ก ที่ปรับเลื่อนความสูงของที่ครอบหูได้แบบอิสระไม่มีสเต็ป (ไม่มีเสียงคลิกเพื่อล็อกตำแหน่ง) ข้อสังเกตคือจะไม่สามารถพับหูฟังเข้าหากันเพื่อเก็บได้แบบในรุ่นก่อนแล้ว

โซนี่ให้ข้อมูลว่าแบตเตอรี่ของ WH-1000XM5 สามารถใช้ 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ (เมื่อเปิดใช้การตัดเสียงรบกวน) และในการชาร์จ 3 นาทีจะสามารถใช้งานได้ 3 ชั่วโมง

ฟีเจอร์ที่ยังคงมีอยู่ในรุ่นใหม่นี้ก็เช่นการเข้ารหัส LDAC เพื่อคุณภาพเสียงผ่านบลูทูธที่ดีขึ้น, สลับอุปกรณ์ไปมาระหว่างสองเครื่องได้, เปิดรับเสียงภายนอกอัตโนมัติเมื่อมีการพูดคุยกัน, เชื่อมต่อกับแอนดรอยด์ได้ง่ายด้วยฟีเจอร์ Fast Pair ของแอนดรอยด์ เป็นต้น

ขณะนี้โซนี่ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่ในสหรัฐอเมริกาจะวางจำหน่ายในราคา 399 ดอลล่าร์ หรือราว 13,900 บาท

แหล่งข้อมูล: Sony

from:https://thehaptic.co/2022/05/20038/

วิธีเปิด COVID-19 Exposure Notification บน Android

ระบบเตือนการเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือ ‘Exposure Notifications’ ของทั้งแอปเปิลและกูเกิลได้เปิดใช้งานในประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่ประมาณวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา บทความนี้จะสอนวิธีการเปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวบนแอนดรอยด์

ฟีเจอร์ Exposure Notifications นี้เป็นฟีเจอร์ที่ทั้งแอปเปิลและกูเกิลได้พัฒนาร่วมกัน เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้หากมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการใช้เทคโนโลยีบลูทูธในการตรวจจับการเข้าใกล้กับอุปกรณ์อีกเครื่อง ทั้งนี้ระบบนี้จะไม่ใช้ข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

1. เปิดแอปพลิเคชัน การตั้งค่า แล้วเลื่อนหา Google

2. เลือก COVID-19 Exposure Notifications

3. กดปุ่ม Select your region

4. เลือกประเทศไทย

5. กด Continue เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน Thai Covid Alert

6. อ่านรายละเอียด และกด Agree เพื่ออนุญาตให้ระบบทำงาน

7. กด Share เพื่ออนุญาตให้กระทรวงสาธารณสุขเก็บสถิติการใช้งานแอป เช่น จำนวนการแจ้งเตือนที่ส่ง หรือกด Don’t share เพื่อไม่อนุญาต

8. ระบบ Exposure Notifications เปิดทำงานเรียบร้อย กด Done

ในเครื่องของเราก็จะมีแอปพลิเคชัน Thai Covid Alert เพิ่มเข้ามา สามารถเปิดแอปดังกล่าวเพื่อเข้าไปดูรายละเอียดได้ ว่าเคยมีประวัติการใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ รวมทั้งสามารถกดรายงานเมื่อตนเองติดเชื้อได้ด้วย

แอป Thai Covid Alert

from:https://thehaptic.co/2022/04/19914/

ซัมซุงเตรียมเปิดตัว Galaxy Z Flip3 รุ่น Pokémon

ซัมซุงเปิดหน้าเว็บนับถอยหลังเปิดตัว Galaxy Z Flip 3 เวอร์ชันโปเกมอน พร้อมของสะสมลายโปเกมอนต่างๆ ครบชุด ทั้งเคส กระเป๋าสตางค์ สายห้อย ภาพสะสม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมเสียงเรียกเข้าพิเศษด้วย

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดอะไรออกมาว่าจะวางจำหน่ายในประเทศใดบ้าง ซึ่งซัมซุงจะเปิดตัว Galaxy Z Flip 3 รุ่นโปเกมอนนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายนนี้

แหล่งข้อมูล: Engadget, Samsung

from:https://thehaptic.co/2022/04/19849/

เบราว์เซอร์ DuckDuckGo เปิดให้ทดสอบบนแมค

DuckDuckGo เสิร์ชเอนจิ้นที่ชูจุดขายด้านความเป็นส่วนตัว เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่ากำลังทำเบราวเซอร์สำหรับคอมพิวเตอร์อยู่ ล่าสุดเบราว์เซอร์ DuckDuckGo for Mac พร้อมเปิดให้ทดสอบแบบไพรเวทเบต้าแล้ววันนี้ ส่วนวินโดวส์จะตามมาภายหลัง

เบราว์เซอร์ DuckDuckGo ชูจุดเด่นที่การปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นค่ามาตรฐาน ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม ด้วยฟีเจอร์เช่น ปิดกั้นแทร็กเกอร์ที่ติดตามเราไปยังเว็บไซต์ต่างๆ จัดการป๊อบอัปคุกกี้โดยอัตโนมัติ ล้างข้อมูลได้ในคลิกเดียว และมีระบบปิดบังที่อยู่อีเมล เป็นต้น นอกจากนี้ข้อมูลต่างๆ เช่น รหัสผ่าน ประวัติการเข้าชม บุ๊กมาร์ก จะถูกจัดเก็บอยู่บนเครื่องเราเท่านั้น เป็นค่าตั้งต้น

การทำงานภายใน เบราว์เซอร์ DuckDuckGo ใช้ตัวเรนเดอร์หน้าเว็บที่มากับระบบปฏิบัติการนั้นๆ โดยตรง ทำให้โปรแกรมมีขนาดที่เล็กลง และแสดงผลหน้าเว็บได้เร็ว ในด้านกราฟิกก็สามารถทำได้ดีกว่า Google Chrome ในบางการทดสอบ

ทั้งนี้เบราว์เซอร์ DuckDuckGo ไม่ได้ใช้โค้ด Chromium หรือ Firefox แต่อย่างใด แต่เป็นเบราว์เซอร์ที่เขียนขึ้นด้วยโค้ดใหม่ของ DuckDuckGo เอง ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากเบราว์เซอร์อื่น

หากต้องการร่วมทดสอบเบราว์เซอร์​ DuckDuckGo บนแมค สามารถเข้าไปที่แอป DuckDuckGo บนมือถือ เข้าเมนูตั้งค่า เลือก ‘DuckDuckGo for Desktop’ (ถ้าไม่เจอให้อัปเดตแอป) แล้วกด ‘Join the private waitlist’ เมื่อได้คิวของเราแอปก็จะแจ้งเตือน และจะมีลิงก์ดาวน์โหลดพร้อมรหัสใช้งานแสดงขึ้น

ขณะนี้เบราว์เซอร์ DuckDuckGo ยังไม่รองรับการติดตั้งส่วนเสริม แต่ก็มาพร้อมกับตัวปิดกั้นโฆษณา และเครื่องมือจัดการรหัสผ่าน แม้จะยังซิงค์ข้ามเครื่องไม่ได้ แต่ก็สามารถนำเข้ารหัสผ่านจากบริการเช่น 1Password และ LastPass มาก่อนได้

แหล่งข้อมูล DuckDuckGo

from:https://thehaptic.co/2022/04/19774/

รีวิวพัดลมอัจฉริยะ Mi Smart Standing Fan 2 ดีไซน์มินิมอล มอเตอร์เงียบ

เครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาๆ อย่างพัดลมอาจจะดูเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราต้องการแค่ให้มันปล่อยลมออกมา แต่เมื่อลองเพิ่มความ ‘สมาร์ท’ เข้าไปเล็กน้อยแล้วจะสามารถเพิ่มความสบายในการใช้งานไปได้อีกมากทีเดียว อย่างเช่นพัดลมดีไซน์มินิมอลจาก Xiaomi ตัวนี้ ที่นอกจากจะให้ลมได้ดีและเงียบแล้ว ยังทำ automation ต่างๆ เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นได้ด้วย

รีวิวนี้ใช้ Mi Smart Standing Fan 2 เครื่องศูนย์ไทย โดยผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

ดีไซน์และการประกอบ

Mi Smart Standing Fan 2 มีการออกแบบที่เรียบๆ มาในโทนสีขาวทั้งเครื่อง และมีใบพัดสีเทาอ่อน เช่นเดียวกับพัดลม Xiaomi รุ่นอื่นๆ ตัวพัดลมมีขนาดไม่ใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 34 ซม. และมีความสูง 100 ซม. โดยความสูงนั้นปรับไม่ได้แต่สามารถปรับคอพัดลมให้หันขึ้นหรือลงได้ 39 องศา

คอพัดลมสามารถปรับขึ้น-ลงได้

ตัวพัดลมมาในกล่องแบบแยกชิ้นกัน ฐาน ใบพัด หน้ากาก เสา สายไฟ ซึ่งการประกอบก็ค่อนข้างง่าย ไม่จำเป็นต้องดูคู่มือก็สามารถประกอบได้ในไม่กี่นาที

การประกอบสามารถใช้มือเปล่าได้เลย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพิ่ม จะมีเพียงจุดเดียวที่ต้องใช้สกรู คือตอนล็อกหน้ากากด้านหน้าเข้ากับด้านหลัง ซึ่งภายในกล่องก็มีมาให้ทั้งสกรูและไขควงขนาดเล็ก

การใช้งาน

Mi Smart Standing Fan 2 สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ เพราะบนตัวเครื่องก็มีปุ่มสำหรับเปิด/ปิด ปรับความแรง ปรับโหมด ปรับหันส่าย/หยุดนิ่ง และตั้งเวลาปิดได้ในตัว แต่เมื่อควบคุมผ่านแอป Mi Home ก็จะตั้งค่าได้มากขึ้น

มีปุ่มบนตัวพัดลม

การเชื่อมต่อกับแอป Mi Home ทำได้โดยง่าย เสียบปลั๊กไฟพัดลม เปิดแอป Mi Home บนมือถือและกดเพิ่มอุปกรณ์ ก็จะมีตัวพัดลมปรากฏขึ้นมาให้เลือก ให้ทำตามบนหน้าจอเพื่อเชื่อมต่อพัดลมเข้ากับ Wi-Fi ก็พร้อมใช้งาน

Mi Smart Standing Fan 2 สามารถปรับความแรงได้ 1-100 ระดับ ในระดับที่เบาที่สุดก็จะไม่ค่อยมีลม แต่ก็ยังพอสัมผัสที่แรงลมเอื่อยๆ ได้บ้างในระยะหนึ่งเมตรกว่า เหมาะกับตอนที่อยากให้มีลมโดนตัวเล็กน้อย หรือพอให้อากาศหมุนเวียน ส่วนระดับที่แรงที่สุดก็ได้ลมที่ค่อนข้างแรง คลายร้อนได้เวลาที่ร้อนมากๆ แต่ก็ไม่ได้แรงเท่าพัดลมทั่วไปที่มีใบพัดขนาดใหญ่กว่า

จุดสังเกตคือจากความแรง 70 ไป 71 จะได้ความแรงลมที่ต่างกันพอสมควร ไม่เหมือนกับระดับอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่ไล่ความแรงขึ้นมาทีละระดับเท่าๆ กัน ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาการใช้งานแต่อย่างใด

นอกจากความแรงแบบ 1-100 แล้ว ยังมีโหมดลมธรรมชาติให้ใช้งานด้วย โดยพัดลมจะค่อยๆ เพิ่มและลดความแรงไปมาด้วยการไล่ระดับแบบนุ่มนวล และเราก็สามารถตั้งความแรงสูงสุดของลมได้

เราสามารถตั้งให้พัดลมส่ายซ้ายขวาหรือหยุดนิ่งได้ โดยในแบบส่ายจะสามารถเลือกรัศมีการหันได้ ว่าจะให้หันไปมาในรัศมี 30, 60, 90, 120 หรือ 140 องศา ในขณะที่แบบหยุดนิ่งเราจะสามารถเลือกให้ปรับไปทางซ้ายหรือขวาทีละนิดตามที่ต้องการเองได้

ฟีเจอร์การปรับรัศมีการหันนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก เพราะบางทีเราก็ไม่ต้องการให้พัดลมจ่อที่ตัวเราตลอดเวลา และขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยากให้มันส่ายไปทั่วบริเวณกว้างๆ เพราะเราก็นั่งอยู่ที่เดิม ก็ใช้วิธีเลือกรัศมีของการหันเป็นแบบแคบๆ อย่าง 30 องศาเอา

Mi Smart Standing Fan 2 รองรับการตั้งเวลาปิดอัตโนมัติ เราสามารถตั้งเวลาปิดพัดลมได้ตั้งแต่ 1 นาทีจนถึง 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดการเปิด-ปิดพัดลมตามช่วงเวลาได้ด้วย เช่น เปิดทำงานทุกวันเวลาสามทุ่มถึงหกโมงเช้าโดยอัตโนมัติ

ตั้งเวลาดีเลย์ปิดพัดลม
ตั้งเวลาเปิดและปิดพัดลมตามช่วงเวลา

ระดับเสียง

สำหรับระดับเสียงเราวัดที่ระยะ 1.5 เมตรและหลบรัศมีของลมออกมาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เสียงลมเป่าเข้าไมโครโฟนโดยตรง ระดับเสียงในห้องเงียบๆ ไม่มีเสียงอื่น วัดได้ 48 เดซิเบล

  • ในเบอร์แรงสูงสุด เพิ่มเสียงขึ้นมา 25 เดซิเบล (วัดเสียงในบริเวณได้ 73 เดซิเบล)
  • ในเบอร์เบาสุดแทบจะเหมือนว่าไม่ได้เปิดพัดลมอยู่ ไม่ได้เพิ่มเสียงขึ้นมาในบริเวณ (เสียงในบริเวณ 48 เดซิเบลเท่าตอนไม่เปิดพัดลม)

Automation บน Mi Home

แอป Mi Home รองรับระบบการทำงานอัตโนมัติ (automation) ตามสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อมีคนเดินผ่านเซ็นเซอร์ให้เปิดพัดลมโดยอัตโนมัติ หรือเมื่ออุณหภูมิห้องเริ่มสูงให้เร่งพัดลมเป็นเบอร์ 3 เป็นต้น โดย Mi Smart Standing Fan 2 ก็มีตัวเลือกการสั่งงานค่อนข้างหลากหลาย เช่น เปิด-ปิดพัดลม เปิด-ปิดการส่าย ปรับความแรงลม ปรับโหมดลม เป็นต้น

ระบบ automation นี้เมื่อนำมาใชักับพัดลมแล้วก็ทำให้ชีวิตประจำวันสบายขึ้นได้มาก เช่น ตอนกลางคืนเราอาจจะตั้งเวลาปิดแอร์ตอนตีสาม แล้วให้พัดลมเปิดขึ้นมาตอนนั้นเลยเพื่อให้ความเย็นต่อ หรือ ตั้งเวลาให้ความแรงของพัดลมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดคืนที่นอน หรือ ตั้งให้พัดลมเปลี่ยนความแรงตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

Google Home

เมื่อเชื่อมต่อบัญชี Xiaomi กับ Google Home แล้ว เราจะสามารถควบคุมพัดลม Mi Smart Standing Fan 2 ผ่าน Google Assistant และช่องทาง Google Home ต่างๆ ได้ แต่น่าเสียดายที่ทำได้แค่เปิด-ปิดพัดลม ไม่สามารถปรับความแรงหรือค่าอื่นๆ ได้

สรุป

Mi Smart Standing Fan 2 เป็นพัดลมจาก Xiaomi ที่มีดีไซน์เรียบง่าย มินิมอล ตั้งไว้ที่ไหนก็เข้ากันได้ดี สามารถให้ลมได้ตั้งแต่ความแรงแบบเอื่อยๆ จนถึงความแรงที่ใกล้เคียงพัดลมตัวใหญ่ แต่ก็ทำงานได้ค่อนข้างเงียบ และมอเตอร์ไม่ร้อนแม้เปิดใช้งานตลอดคืน นอกจากนี้การควบคุมผ่านมือถือยังใช้งานง่ายและมีคุณสมบัติหลากหลายให้เลือกใช้ เช่น โหมดลมธรรมชาติ และจำกัดองศาในการส่าย ทำให้ Mi Smart Standing Fan 2 เป็นพัดลมอัจฉริยะที่น่าใช้รุ่นหนึ่งเลย

from:https://thehaptic.co/2022/03/19033/

iPad Air (2022) มีอะไรใหม่

9 มี.ค. — Apple ได้เปิดตัว iPad Air รุ่นปี 2022 ไปเมื่อช่วงตีหนึ่งที่ผ่านมา มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล M1 แบบเดียวกัน iPad Pro พร้อมด้วยการเชื่อมต่อ 5G กล้องหน้าแบบ Center Stage และโทนสีใหม่

iPad Air (2022) ใช้หน่วยประมวลผล Apple M1 เช่นเดียวกับ iPad Pro (2021) ซึ่งเป็นการอัปเกรดจาก iPad Air รุ่นก่อนหน้าที่ใช้หน่วยประมวลผล Apple A14 Bionic ทำให้ได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 และประมวลผลกราฟิกได้เร็วขึ้น 200 เปอร์เซ็นต์

กล้องหน้าของ iPad Air (2022) ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ Center Stage เช่นเดียวกับ iPad Pro โดยฟีเจอร์นี้จะแพนกล้องและปรับระยะซูมโดยอัตโนมัติเมื่อมีใบหน้าเข้ามาอยู่ในภาพมากขึ้น หรือคนในภาพเดินไปมา กล้องหน้าที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลนี้เป็นกล้องแบบมุมกว้าง และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K ต่างจาก iPad Air รุ่นก่อนที่มีความละเอียด 7 ล้านพิกเซล และไม่มีฟีเจอร์ Center Stage

สำหรับกล้องหลังมีความละเอียด 12 MP เท่าเดิม และคุณสมบัติกล้องอื่นๆ เหมือนกับรุ่นก่อน

iPad Air (2022) เพิ่มการรองรับเครือข่าย 5G และ eSIM เข้ามา จากรุ่นก่อนที่รองรับสูงสุดที่ 4G LTE ทั้งนี้ iPad Air รุ่นใหม่และรุ่นเก่ารองรับ Wi-Fi 6 ทั้งคู่

พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C บน iPad Air (2022) รองรับความเร็วการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 10 Gbps และการส่งสัญญาณภาพที่ความละเอียด 6K ในขณะที่ iPad Air รุ่นก่อนหน้านี้รองรับความเร็วสูงสุดที่ 5 Gbps และส่งสัญญาณภาพได้ที่ 4K

หน้าจอของ iPad Air ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน ทั้งขนาดหน้าจอ 10.9 นิ้วเท่าเดิม ความละเอียดเท่าเดิม ความสว่าง 500 นิต รองรับความกว้างสี P3 และฟีเจอร์ True Tone ปรับโทนสีอัตโนมัติ เหมือนกันทั้งรุ่นใหม่และเก่า

iPad Air รุ่นใหม่จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 20,900 บาทสำหรับความจุ 64 GB (รุ่นก่อนราคาเริ่มต้นที่ 19,900 บาท) และ 25,900 บาทสำหรับความจุ 256 GB ส่วนรุ่นที่รองรับ 5G จะมีราคาเพิ่ม 5,000 บาท

from:https://thehaptic.co/2022/03/19480/

รีวิว Sudio E2 หูฟังไร้สายพร้อม Spatial Audio ในตัว

Sudio ผู้ผลิตหูฟังไร้สายสัญชาติสวีเดนยังคงเปิดตัวหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ในรุ่นล่าสุดอย่าง Sudio E2 ก็มีการเพิ่มจุดเด่นอย่างระบบเสียงรอบทิศทาง (Spatial Audio) เข้ามา ด้วยเทคโนโลยีจาก Dirac Virtuo

รีวิวนี้ใช้ Sudio E2 สี Electric Grey เครื่องศูนย์ไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์โดย Sudio

พิเศษ รับส่วนลด 15% สำหรับซื้อสินค้าในเว็บไซต์ https://sudio.com/th เพียงใส่โค้ด haptice2 ในขั้นตอนเช็คเอาท์ ภายใน 30 เมษายน 2565

การออกแบบ

หูฟังของ Sudio ยังคงใช้การออกแบบที่พรีเมียม เรียบหรู ใช้วัสดุด้านที่นุ่มละมุนต่อการสัมผัส เป็นเอกลักษณ์ของ Sudio ตัดกับวัสดุเงาวาว ใน Sudio E2 ก็ใช้แนวการออกแบบเดียวกัน

เคสและหูฟัง

บนหูฟังมีวัสดุเงาวาวที่ทำหน้าที่เป็นแผงรับการควบคุมแบบสัมผัส มีไฟ LED บอกสถานะการทำงาน และมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาและตัดเสียงรบกวน

เคสใส่หูฟังใช้วัสดุพลาสติกด้านเช่นเดียวกัน บนเคสมีปุ่มรีเซ็ต ไฟ LED และช่องต่อ USB Type-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ ด้านล่างเป็นฐานตัด สามารถวางตั้งได้ ตัวเคสสามารถใช้มือเดียวเปิดฝาได้ และเมื่อเปิดฝาแล้วหูฟังจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องหยิบออกมาก่อน

งานประกอบถือว่าเรียบร้อยดีทั้งเคสและหูฟัง

ด้านใต้ของหูฟัง

การใช้งาน

หูฟัง Sudio E2 มาพร้อมกับจุกหูฟังซิลิโคนที่ถอดเปลี่ยนได้ง่าย รวมทั้งหมด 5 ขนาด ตั้งแต่ XS ถึง XL ไม่ต้องกังวลว่าจะใส่กับหูเราได้พอดีหรือไม่

Sudio E2 มีนำ้หนักหูฟังข้างละ 5 กรัม ไม่หนักหู ใส่แล้วไม่มีความรู้สึกว่ารำคาญหรือแน่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเลือกขนาดของจุกหูฟังให้เข้ากับหูของเราได้เอง

Sudio E2 มีการควบคุมแบบสัมผัส ไม่ต่างจากหูฟังของ Sudio รุ่นก่อนๆ แตะหนึ่งครั้งเพื่อเล่น/หยุด แตะสองครั้งเพื่อเปลี่ยนเพลง แตะสามครั้งเพื่อเพิ่ม/ลดเสียง แตะหูฟังด้านซ้ายค้างไว้เพื่อเปิด/ปิด Spatial Audio และแตะหูฟังด้านขวาค้างไว้เพื่อสลับโหมดการตัดเสียงรบกวน จากการใช้งานสามารถตอบสนองได้ค่อนข้างไว ด้วยแผงรับสัมผัสที่ไม่ใหญ่มากและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่น่าจะถูกสัมผัสบ่อย ทำให้ไม่ค่อยมีการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ

หูฟังขณะสวมใส่

เสียงของ Sudio E2 มีความเด่นในย่านเสียงสูง แต่ก็ให้เบสที่แน่นและชัดเช่นเดียวกัน ในขณะที่เสียงร้องมีความชัดเจนอยู่แต่มักโดนนำด้วยย่านเสียงสูง ส่วนเสียงในย่านกลางจะไม่ค่อยเด่นนัก จากการใช้งานพบว่าเหมาะกับแนวเพลง Soul และ R&B เป็นต้น

Sudio E2 มาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง หรือที่เรียกว่า Spatial Audio ที่สามารถใช้ได้กับทุกเพลงและทุกอุปกรณ์ เนื่องจากใช้เทคโนโลยี Dirac Virtuo ซึ่งจำลองระบบเสียงรอบทิศทางอยู่ในหูฟังเองเลย ไม่ต้องพึ่งพาไฟล์เพลงและอุปกรณ์ที่รองรับแยกต่างหาก ข้อดีคือใช้งานได้โดยไม่ยึดติดกับอุปกรณ์และโปรแกรมที่ใช้ในการเล่นเพลง ส่วนข้อสังเกตคือเป็นการจำลอง ไม่ได้นำเพลงที่เป็น Spatial Audio แท้ๆ มาเล่น

หูฟังทั้งสองข้าง

อย่างไรก็ตาม ระบบ Spatial Audio จาก Dirac Virtuo บนหูฟัง Sudio E2 นี้ก็ทำงานได้ค่อนข้างน่าประทับใจ สามารถเพิ่มมิติให้กับเสียงเพลงได้ รู้สึกว่าเวทีมีความกว้างมากขึ้น เครื่องดนตรีกระจายระยะกันมากขึ้น แยกจากเสียงร้องมากขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะเสียงเครื่องดนตรีแนวแซ็กโซโฟน ถูกจัดวางได้มีมิติขึ้น แต่ปลายๆ เสียงที่แหลมสูงมากจะมี distortion คล้ายๆ เสียงแก้วหวีดค่อนข้างมาก โดยรวมให้มิติเสียงที่ดีขึ้นแบบสังเกตได้ แต่ข้อเสียคือ distortion ดังที่กล่าวมา

Sudio E2 มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ โดยสามารถเลือกสลับการทำงานได้ 3 แบบ คือโหมดตัดเสียงรบกวน โหมดฟังเสียงด้านนอก และปิดการทำงานไปเลย ระบบตัดเสียงรบกวนทำงานด้วยไมโครโฟนด้านในหูและด้านนอกหู สามารถตัดเสียงรบกวนได้ประมาณครึ่งหนึ่ง

ด้านไมโครโฟน จากการใช้งานโทรศัพท์พบว่าปลายสายอาจจะได้ยินเสียงที่เบาลงไปหน่อย ทำให้ต้องพูดดังกว่าปกติเล็กน้อย แต่เสียงจากไมโครโฟนถือว่าค่อนข้างชัดเจนดีสำหรับหูฟังบลูทูธ

Sudio E2 มีเรทติ้ง IP ที่ IPX4 หมายความว่าสามารถกันละอองน้ำและน้ำสาดได้ แต่ไม่สามารถลงน้ำได้

แบตเตอรี่

เคส

จากการใช้งานยังไม่พบแบตเตอรี่หมดระหว่างใช้งาน ทั้งนี้ทาง Sudio ให้ข้อมูลว่า Sudio E2 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด  4.4 ชั่วโมง แบบเปิดโหมดตัดเสียงรบกวน และเมื่อรวมกับแบตเตอรี่ของเคส จะใช้ได้สูงสุด 20 ชั่วโมง

เคสของ Sudio E2 รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายด้วยมาตรฐาน Qi สามารถวางลงบนแท่นชาร์จที่รองรับมาตรฐาน Qi เพื่อชาร์จแบบไร้สายได้

สรุป

Sudio E2 เป็นหูฟังไร้สายดีไซน์พรีเมียมไม่ซ้ำใคร ที่ให้เสียงที่มีเบสชัดเจนและแน่น มาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Spatial Audio ที่เปลี่ยนเพลงใดก็ได้ให้มีเสียงแบบรอบทิศทางด้วยการจำลองเสียงจาก Dirac Virtuo รวมทั้งการควบคุมแบบสัมผัสที่ใช้งานได้ดี

Sudio E2 วางจำหน่ายในราคา 4,490 บาท บนเว็บไซต์ sudio.com ถือเป็นราคาที่ไม่ถูกมาก แต่ก็ไม่ได้แพงเกินสิ่งที่ตัวหูฟังมีให้ตามที่กล่าวมาข้างต้น

หูฟัง เคส และกล่องผลิตภัณฑ์

from:https://thehaptic.co/2022/03/19456/

ซัมซุงเปิดตัว Eco Remote รีโมตชาร์จไฟด้วยคลื่นวิทยุ

งาน CES หรือ Consumer Electronics Show เป็นงานที่แบรนด์เทคโนโลยีต่างๆ นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาจัดแสดงกัน ในปีนี้ซัมซุงได้เปิดตัวรีโมตทีวี Eco Remote ที่ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยพลังงานจากคลื่นวิทยุได้

ก่อนหน้านี้ เมื่อปีที่แล้วซัมซุงได้เปิดตัว Eco Remote ที่ชาร์จไฟด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ไป ในปีน้ีมีการเพิ่มคุณสมบัติจากรุ่นก่อน ให้สามารถชาร์จไฟด้วยคลื่นวิทยุต่างๆ ที่กระจายอยู่ในอากาศ เช่น สัญญาณ Wi-Fi ได้

คลื่นวิทยุในเทคโนโลยีสื่อสารนั้นเป็นคลื่นที่มีพลังงานต่ำ ยังไม่พบรายงานว่าคลื่นเหล่านี้มีอันตรายต่อมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต แต่อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานน้อยอย่างรีโมตทีวีสามารถนำพลังงานของคลื่นวิทยุเหล่านี้มีเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเองได้

สำหรับรีโมต Eco Remote รุ่นใหม่นี้ นอกจากจะรองรับการชาร์จไฟด้วยคลื่นวทยุแล้ว ก็ยังชาร์จไฟด้วยแสงสว่างในในอาคารและนอกอาคาร รวมทั้งผ่านช่อง USB Type-C ได้ด้วย

ซัมซุงให้การคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนมาใช้รีโมตที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถช่วยลดการใช้ถ่านไฟฉายได้ 99 ล้านก้อนในเวลา 7 ปี นอกจากนี้ซัมซุงยังได้ทดลองหาวิธีอื่นๆ ในการให้พลังงานแก่รีโมตด้วย อาทิ พลังงานจากการเคลื่อนไหว (kinetic energy) เมื่อรีโมตถูกเขย่า หรือพลังงานจากเสียงที่ไมโครโฟนสามารถจับได้ เป็นต้น

แหล่งข้อมูล: The Verge

from:https://thehaptic.co/2022/01/19065/

เปรียบเทียบสเปก iPhone 12 vs iPhone 13 ก่อนตัดสินใจซื้อ

สาวกแอปเปิลหลายคนที่กำลังคิดว่าอยากจะเปลี่ยนมาใช้มือถือ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดคงจะตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ ว่าจะเลือกรุ่นไหนดี ระหว่าง iPhone 12 และ iPhone 13 ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ กล้องหลัง การใช้งานกับชิปประมวลผลตัวใหม่ ความจุและฟีเจอร์ต่าง ๆ ตลอดจนระบบปฏิการภายใน จะเลือกซื้อรุ่นไหนดีให้คุ้มกับราคาและจะได้เครื่องที่สามารถใช้ได้ต่อเนื่องไปอีกนานพอสมควร

[Advertorial] บทความนี้ได้รับการสนับสนุนและจัดเตรียมโดย Shopee ประเทศไทย

iPhone 12 – ดีไซน์และการออกแบบ

iPhone 12 มีการดีไซน์ใหม่เกือบทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ขอบ ทำให้จับได้ถนัดมือมากขึ้น และขอบด้านข้างของรุ่นนี้ยังใช้วัสดุเป็นสเตนเลสสตีลเคลือบเงาสีเดียวกับตัวเครื่อง มีความเงาดูสวยงามมาก แต่ก็จะทำให้เลอะกับบรรดาลายนิ้วมือได้ง่าย ส่วนด้านหลังใช้วัสดุเป็นกระจกด้าน และโลโก้เป็นกระจกเงามีความโดดเด่น

iPhone 13 – ดีไซน์และการออกแบบ

สำหรับการออกแบบ iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่น ถือว่าไม่ต่างจาก iPhone 12 มากนัก กับดีไซน์ตัวเครื่อง มากับหน้าจอที่เป็น Ceramic Shield และด้านหลังที่เป็นกระจกมาพร้อมขอบที่เป็นอะลูมิเนียมแข็งแรงทนทานกว่าสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ และมีรอยบากที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานได้อย่างไม่สะดุดสายตา

iPhone 12 – หน้าจอแสดงผล

สำหรับ iPhone 12 จะมีจอแสดงผลแบบ OLED มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 15 ซึ่งเป็นระบบใหม่ล่าสุดของ Series 12 นี้ มีการตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังจะช่วยให้ใช้งานในตอนกลางคืนได้ด้วยโหมดมืด ทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น ลดความเมื่อยล้าเมื่อต้องจ้องแสงหน้าจอในที่แสงสว่างน้อย อีกทั้งยังช่วยเรื่องการประหยัดพลังงาน

iPhone 13 – หน้าจอแสดงผล

หน้าจอแสดงผล iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่นเป็น Super Retina XDR ระดับ HDR มีจอการแสดงผลแบบ OLED ที่ให้สีสันและภาพมีความคมชัดสว่างมากขึ้น นอกจากนี้ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังมีการเสริมเทคโนโลยีที่จะเป็นการช่วยปรับอัตรา Refresh Rate ได้สูงสุดมากถึง 120Hz นอกจากนี้ยังสามารถจะปรับได้แบบอัตโนมัติตั้งแต่ 10—120Hz เพื่อช่วยเรื่องประหยัดพลังงาน

ส่วนขนาดและความละเอียดหน้าจอของ iPhone 13 แต่ละรุ่นมีดังนี้

  • iPhone 13 Mini ขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 1080×2340
  • iPhone 13 ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1170×2532
  • iPhone 13 Pro ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1170×2532
  • iPhone 13 Pro Max ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด 1284×2778

ส่วนขนาดและความละเอียดหน้าจอของ iPhone 12 แต่ละรุ่นมีดังนี้

  • iPhone 12 Mini ขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 1080×2340 
  • iPhone 12 ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1170×2532 
  • iPhone 12 Pro ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1170×2532 
  • iPhone 12 Pro Max ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด 1285×2778

สเปกภายใน iPhone 13

ชิปเซตตัวใหม่ล่าสุดของ iPhone 13 อย่าง A15 Bionic มี CPU รวมทั้งหมด 6 Core แบ่งเป็น 2 Core สำหรับการใช้งานและอีก 4 Core เพื่อการประหยัดพลังงาน และยังมี GPU 4 Core ซึ่งเป็นชิปตระกูล A รุ่นที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ iPhone 13 ทุกรุ่นสามารถจะใช้งานได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบบทั่วไป เล่นเกม ถ่ายรูป หรือใช้ทำงานให้ได้อย่างดีเยี่ยม และรองรับ 5G รวมถึงกันน้ำได้

ภาพจาก Apple

สเปกภายใน iPhone 12

iPhone 12 มาพร้อมกับชิปเซต A14 Bionic และเป็นการผลิตมาให้มีจุดเด่นในการช่วยให้ประหยัดพลังงาน และลดความร้อนจากรุ่น A13 มีแกนประมวลผลทั้งหมด 6 Cores โดยแบ่ง 2 Cores ทำงานแบบประหยัดพลังงาน และอีก 4 Cores ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล และยังมีหน่วยประมวลผล GPU อีก 4 Cores ช่วยในเรื่องกราฟิก

ภาพจาก Apple

ความจุ iPhone 13

  • iPhone 13 Mini มีขนาดความจุ 128GB / 256GB / 512GB
  • iPhone 13 มีขนาดความจุ 128GB / 256GB / 512GB
  • iPhone 13 Pro มีขนาดความจุ 128GB / 256GB / 512GB  / 1TB
  • iPhone 13 Pro Max มีขนาดความจุ 128GB / 256GB / 512GB / 1TB

ความจุ iPhone 12

  • iPhone 12 Mini มีขนาดความจุ 64GB / 128GB / 256GB
  • iPhone 12 มีขนาดความจุ 64GB / 128GB / 256GB
  • iPhone 12 Pro มีขนาดความจุ 128GB / 256GB / 512GB  
  • iPhone 12 Pro Max มีขนาดความจุ 128GB / 256GB / 512GB 

กล้อง iPhone 13

iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ ประกอบด้วย

  1. เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.5
  2. เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  3. เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.8

จะเป็นกล้องหลังที่มีการอัปเดตมาได้อย่างแตกต่างจากเดิม และสามารถจะใช้โหมดกลางคืนได้ทุกเลนส์  อีกทั้งตัวกล้องที่จัดมาให้จะมีขนาดใหญ่จนเห็นเป็นจุดเด่นของ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ซึ่งจะอัดแน่นด้วยประสิทธิภาพการถ่ายภาพที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อน 

iPhone 13 Mini และ iPhone 13 มีกล้องหลัง 2 เลนส์

  1. เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6
  2. เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

การดีไซน์ตัวกล้องที่เป็นแนวทแยง ซึ่งแตกต่างไปจากกล้องบนสมาร์ตโฟนทั่วไป ซึ่งจะมี 2 เลนส์ และมีการ และมีการปรับปรุงระบบประมวลผลภาพให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และยังสามารถสลับโฟกัสระหว่างใบหน้าได้โดยอัตโนมัติ

กล้อง iPhone 12

iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์

  1. เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6
  2. เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  3. เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

สำหรับกล้องด้านหลังของ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max เพิ่มประสิทธิภาพในโหมดการถ่ายภาพให้สวยงามคมชัดและช่วยทำให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ด้วย Lidar Scanner

iPhone 12 Mini และ iPhone 12 มาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์

  1. เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6
  2. เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

โหมดภาพถ่ายบุคคลแบบโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก การจัดแสงภาพพร้อมเอฟเฟ็กต์ได้มากถึง 6 แบบ มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว มีโหมดกลางคืน และซูมได้สูงสุดถึง 5 เท่า เรียกได้ว่าการถ่ายภาพสำหรับรุ่นนี้ก็ไม่แพ้ หรือไม่แตกต่างไปจาก iPhone 13 มากนัก

สรุปได้ว่า iPhone 13 จะมีทั้งประสิทธิภาพการใช้งานที่ลื่นไหลกว่า ทั้งความจุของแบตเตอรี่ที่จะให้ใช้งานได้ยาวนานกว่าแต่สำหรับคนที่ต้องการซื้อไอโฟนจริง ๆ  iPhone 12 มือสองก็ยังน่าสนใจอยู่มาก หากเปรียบเทียบสเปกกับรุ่นใหม่ล่าสุดของ Apple ก็แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากว่าต้องการใช้งานในเรื่องของการถ่ายภาพ ดังนั้นการใช้งานของทั้งสองรุ่นก็ยังคุ้มค่าอย่างแน่นอน และ iPhone 12 มือสองยังได้ราคาที่ถูกว่าอีกด้วย

from:https://thehaptic.co/2021/12/18978/

Google Play Games พาเกมแอนดรอยด์ลงวินโดวส์

กูเกิลประกาศเตรียมนำเกมแอนดรอยด์ลงวินโดวส์ ผ่านแอป Google Play Games ในปี 2022 ให้ผู้ใช้สามารถเล่นเกมข้ามแพลตฟอร์มได้ต่อเนื่อง ทั้งมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดของแอป Google Play Games บนวินโดวส์มากนัก แต่เป็นแอปที่กูเกิลพัฒนาขึ้นมาเองสำหรับวินโดวส์โดยเฉพาะ (native Windows app) และไม่ได้มีการจับมือกับไมโครซอฟท์แต่อย่างใด โดยจะรองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ขึ้นไป

แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่ากูเกลใช้เทคโนโลยีใดในการรันแอปแอนดรอยด์บนวินโดวส์ แต่กูเกิลให้ข้อมูลว่าจะเป็นการรันเกมบนเครื่องเลย ไม่ได้เป็นการสตรีมเกมมาจากเซิร์ฟเวอร์

อนึ่ง ไมโครซอฟท์ได้เพิ่มเทคโนโลยี Windows Subsystem for Android สำหรับรันแอปพลิเคชันแอนดรอยด์บนวินโดวส์เข้ามาใน Windows 11 ซึ่งเป็นการรองรับในตัว และผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปแอนดรอยด์มาติดตั้งได้จากช่องทางอย่าง Windows Store ซึ่งมีการจับมือร่วมกับแอมะซอน

แหล่งข้อมูล: The Verge

from:https://thehaptic.co/2021/12/18813/