คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

รีวิว realme Book จอ 2K 3:2 สเปคดีมีสแกนนิ้วกับ Office 2019 เริ่มแค่ 22,990 บาท

realme Book โน๊ตบุ๊คจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีดีซ่อนเอาไว้มากกว่าที่คิด

realmelaptop cover

ชื่อ Realme นั้นโด่งดังในฝั่งสมาร์ทโฟนในฐานะสมาร์ทโฟนสเปคดีแต่ราคาไม่แพงหาซื้อสะดวก ซึ่งทางบริษัทก็ขยายมาฝั่งโน๊ตบุ๊คโดยมี realme Book เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นแรกของทางบริษัทที่ยังคงเอกลักษณ์ของทาง Realme เอาไว้ครบถ้วนทั้งสเปคดีคุ้มค่าแต่ราคาเข้าถึงง่าย หาซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์อย่าง Realme Official Store บน Shopee ได้ง่ายๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่หันมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ ผ่านทางออนไลน์มากยิ่งขึ้นและไม่ต้องเหนื่อยและเสี่ยงกับโรคระบาดที่ยังคงเป็นอุปสรรคการใช้ชีวิตของเราอีกด้วย

Advertisementavw

และถึง Realme จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดโน๊ตบุ๊คและเพิ่งเปิดตัว realme Book มาเป็นรุ่นแรกก็ตาม แต่ต้องถือว่าทางบริษัททำการบ้านมาได้ดี ซึ่งจุดเด่นได้แก่หน้าจอความละเอียดสูง 2K, มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรวมไว้กับปุ่ม Power และสเปคที่แรงเพียงพอใช้ทำงานออฟฟิศและใช้งานเบราเซอร์ได้เป็นอย่างดี มี Microsoft Office Home & Student 2019 และอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้ด้วยเพราะติดตั้งชิป TPM 2.0 มาให้ นอกจากนี้ยังมีพอร์ต Thunderbolt ติดตั้งมา 1 ช่อง เพื่อใช้ชาร์จแบตเตอรี่ตามมาตรฐาน Power Delivery และต่อหน้าจอด้วยมาตรฐาน DisplayPort ได้อีกด้วย ต้องถือว่าครบถ้วนไม่แพ้โน๊ตบุ๊คสายทำงานจากแบรนด์ชั้นนำหลายๆ รุ่นเลยทีเดียว

realme Book DSC00401

NBS Verdict

realme Book DSC00399

realme Book นับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่สเปคดีใส่ฟีเจอร์มาให้แบบจัดเต็มและมีซอฟท์แวร์จำเป็นเพื่อใช้ทำงานอย่าง Microsoft Office Home & Student 2019 และรองรับการอัพเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 11 ได้ทันทีหากต้องการ, งานประกอบที่แข็งแรงสวยงามไม่แพ้กับโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์ชั้นนำ, หน้าจอความละเอียดระดับ 2K ขอบเขตสีกว้างแสดงสีสันได้สวยงามพร้อมทำงานอาร์ตเวิร์คได้และยังเสริมพอร์ต Thunderbolt อีกช่องทำให้ชาร์จแบตเตอรี่หรือจะต่อหน้าจอแยกเพื่อทำงานได้สบายๆ ต้องถือว่าเป็นน้องใหม่ที่แบรนด์ชั้นนำหลายๆ เจ้าไม่ควรมองข้ามเลย

อย่างไรก็ตามจุดที่ผู้เขียนถือว่ายังเป็นจุดสังเกตเล็กๆ น้อยๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ คือความจุแรมที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องที่มีเพียง 8GB ทั้งรุ่น Intel Core i3 หรือ Intel Core i5 ซึ่งปัจจุบันนี้ต้องถือว่าอยู่ในจุดก้ำกึ่งระหว่างเพียงพอและเริ่มไม่พอใช้งานแล้ว เนื่องจากโปรแกรมในปัจจุบันเริ่มใช้งานแรมเยอะขึ้นเรื่อยๆ และถ้าใครเปิดเบราเซอร์หลายๆ แท็บพร้อมกันก็อาจจะเกิดปัญหาแรมไม่พอใช้งานได้เช่นกัน ซึ่งถ้าทางบริษัทจะทำให้มีข้อแตกต่างกันชัดเจนคิดว่าควรให้รุ่น Intel Core i3 ได้แรม 8GB และให้รุ่น Intel Core i5 ได้แรม 16GB เพื่อให้ผู้ใช้ที่เปิดโปรแกรมทำงานหนักๆ เป็นประจำสามารถเปิดโปรแกรมที่กินทรัพยากรหนักๆ ได้อย่างเต็มที่และอุ่นใจยิ่งขึ้น

ข้อดีของ realme Book
  1. งานประกอบแข็งแรงสวยงามเทียบชั้นโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับพรีเมี่ยมหลายๆ รุ่นได้
  2. ติดตั้ง Windows 10 Home พร้อมอัพเกรดเป็น Windows 11 และซอฟท์แวร์ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมทำงาน
  3. ติดตั้งซีพียู Intel รุ่นที่ 11 รุ่นใหม่ล่าสุดมาให้ใช้งาน ประสิทธิภาพดีเพียงพอใช้ทำงานต่างๆ ในปัจจุบันได้สบายๆ
  4. หน้าจอมีความละเอียดสูงถึง 2K ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ใช้ทำงานอาร์ตเวิร์คต่างๆ ได้
  5. หน้าจอเป็นอัตราส่วน 3:2 ซึ่งเหมาะกับการใช้ทำงานคอนเทนต์เป็นพิเศษ
  6. มีพอร์ต USB-C รองรับ Thunderbolt ติดตั้งมาให้ ใช้ต่อหน้าจอแยกหรือชาร์จแบตเตอรี่ได้
  7. เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรวมกับปุ่ม Power เลย ทำให้ปลดล็อคเครื่องได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น
  8. น้ำหนักตัวเครื่องเบาเพียง 1.38 กิโลกรัม พกพาสะดวกไม่หนักไหล่เกินไป
  9. ระบบระบายความร้อนทำงานได้ดี ถ้าใช้ทำงานทั่วไปไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนรบกวนแน่นอน
  10. แบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มสามารถใช้ทำงานต่อเนื่องได้นานสุดร่วม 11 ชั่วโมง
  11. ปลั๊กโน๊ตบุ๊คใช้ชาร์จไวให้มือถือในเครือ BBK Electronics ได้ทุกแบรนด์
ข้อสังเกตของ realme Book
  1. แรมยังอยู่ที่ 8GB เท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ควรมีตัวเลือกรุ่น 16GB ให้เลือกซื้อได้ด้วย
  2. พอร์ต Thunderbolt 4 ถูกสงวนเอาไว้กับรุ่น Intel Core i5 เท่านั้น ถ้า Intel Core i3 ได้เฉพาะ USB-C 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง
  3. ไม่มี MicroSD card reader ติดตั้งมาให้ใช้งาน

รีวิว realme Book

Specification

realme book

นอกจากฟีเจอร์เด่นประจำเครื่องแล้ว สเปคของ realme Book ก็ถือว่าจัดมาได้ดีเพียงพอใช้ทำงานต่างๆ ได้สบายๆ แต่เนื่องจากโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้จะมีซีพียูให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่รุ่น Intel Core i3 และ Intel Core i5 โดยจะมีรายละเอียดสเปคแตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้

  • CPU
  • GPU
    • รุ่น Intel Core i3 เป็น Intel UHD Graphics
    • รุ่น Intel Core i5 เป็น Intel Iris Xe Graphics
  • SSD
    • รุ่น Intel Core i3 เป็น M.2 NVMe ความจุ 256GB
    • รุ่น Intel Core i5 เป็น M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB LPDDR4x 3733-4266 MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2K (2160×1440 พิกเซล) อัตราส่วน 3:2 พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ความสว่าง 400 nits 
  • Ports
    • Intel Core i3 มี USB-C 3.2 Gen 2 x 2, USB-A 3.1 Gen 1 x 1, Audio Combo x 1
    • Intel Core i5 มี Thunderbolt 4 x 1, USB-C 3.2 Gen 2 x 1, USB-A 3.1 Gen 1 x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless
    • Intel Core i3 เชื่อมต่อด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.1
    • Intel Core i5 เชื่อมต่อด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera
  • OS : Windows 10 Home, Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.38 กิโลกรัม
  • Price 

Hardware & Design

realme Book DSC00398

ดีไซน์ตัวเครื่องของ realme Book ถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นว่าตัวเครื่องเน้นความเรียบง่าย ไม่มีสติกเกอร์สเปคหรือฟีเจอร์พิเศษติดมาให้เลย ดังนั้นบอดี้ส่วนที่วางข้อมือจึงมีแต่บอดี้อย่างเดียว และมีโลโก้ realme ติดเอาไว้ที่ขอบด้านล่างหน้าจอเหมือนโน๊ตบุ๊คหลายๆ แบรนด์ เลือกสีตัวเครื่องได้ 2 สีคือน้ำเงิน Real Blue ที่ได้รับมารีวิวกับสีเทา Real Grey 

realme Book DSC00387

ส่วนขอบเครื่องใต้ทัชแพดจะมีส่วนพับเว้นให้ใช้นิ้วเดียวดึงเปิดหน้าจอได้สะดวก ไม่ต้องใช้สองมือจับที่หน้าจอกับบอดี้แล้วกางหน้าจอ แต่จากการใช้งานจริงต้องถือว่าทาง realme ยังบาลานซ์น้ำหนักเครื่องไม่ค่อยสมดุลย์กันนัก ทำให้ตัวเครื่องยกตามหน้าจอมาเล็กน้อยก่อนที่บอดี้จะค่อยๆ กางแล้วทาบพื้นโต๊ะตามปกติ แต่ก็ไม่นับเป็นปัญหานักเนื่องจากเราสามารถใช้นิ้วกางหน้าจอแล้วเอาอีกมือช่วยกดตัวเครื่องลงก็ได้

realme Book DSC00406

realme Book DSC00424
realme Book DSC00423
realme Book DSC00397

ด้านคานฐานหน้าจอจะเป็นคานเส้นเดียวเดินแนวยาวแล้วขันน็อตล็อคปลายทั้งสองฝั่งเอาไว้ด้านในเครื่องและดีไซน์ให้ตัวคานอยู่เหนือช่องระบายความร้อนเพื่อซ่อนช่องระบายอากาศเพื่อความสวยงาม ส่วนงานประกอบจัดว่าทำได้ดีและแข็งแรงมั่นคงทีเดียว โดยการออกแบบให้คานอยู่เหนือช่องระบายความร้อนช่วยให้ตัวเครื่องดูเรียบร้อยไม่มีช่องระบายอากาศให้รกสายตา

realme Book DSC00396

และก้านบานพับหน้าจอของ realme Book รุ่นนี้ยังออกแบบให้กางหน้าจอได้เกือบแบนราบ 180 องศา เวลาต้องการกางหน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูเนื้อหาและภาพบนหน้าจอก็กางได้ง่ายมองเห็นสะดวก รวมทั้งเวลานำโน๊ตบุ๊คไปวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็สามารถกางหน้าจอให้เข้ากับมุมสายตาของผู้ใช้ได้ง่ายมาก 

realme Book DSC00410
realme Book DSC00409

ด้านมิติตัวเครื่องจะอยู่ที่ยาว 307.21 x กว้าง 228.96 x หนา 14.9 มิลลิเมตร เป็นมิติตัวเครื่องแบบโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน สามารถพกใส่กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าสะพายข้างไปไหนมาไหนได้สะดวกไม่ต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่มากก็ได้และน้ำหนักตอนใส่ร่วมกับของใช้ชิ้นอื่นแล้วจะไม่กดไหล่ของเจ้าของเครื่องเกินไป

realme Book DSC00407

 

 

ส่วนฝาหลังตัวเครื่องจะเน้นความเรียบง่ายคล้ายฝาหลังของสมาร์ทโฟนของทางแบรนด์ โดยเป็นสีเรียบโทนเดียวและมีโลโก้ realme ติดอยู่ที่ตรงกลางเยื้องซ้ายของตัวเครื่องเท่านั้น ถือว่าดีไซน์เรียบหรูใช้ได้ไม่มีลายเส้นอื่นๆ เพิ่มเติมให้รกสายตา

realme Book DSC00361
realme Book DSC00367

ด้านใต้ตัวเครื่องจะมีช่องระบายความร้อนหนึ่งช่องเป็นแถบยาวสำหรับดึงอากาศเย็นเข้าเครื่อง มีช่องลำโพงที่ขอบล่างฝั่งซ้ายขวา ติดแถบยางไว้ 3 เส้นคือเส้นยาว 1 เส้นที่ขอบด้านบนและสลักคำขวัญของทางบริษัทว่า “”Dare to Leap” เอาไว้ ส่วนขอบล่างมีชิ้นยางอีก 2 ชิ้นติดเอาไว้เพื่อซัพพอร์ตไม่ให้ตัวเครื่องสัมผัสกับพื้นผิวที่วางโน๊ตบุ๊คโดยตรง ช่วยลดโอกาสเกิดรอยขีดข่วนกับตัวเครื่องไปได้มาก

Screen & Speaker

realme Book DSC00390

realme Book DSC00394
realme Book DSC00393
realme Book DSC00395
monitor details

หน้าจอของ realme Book เครื่องนี้มีขนาด 14 นิ้ว แบบขอบบาง 3 ด้านและติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ที่ขอบบนของหน้าจอความละเอียด 720p HD สำหรับประชุมออนไลน์ ตัวหน้าจอมีความละเอียด 2K (2160×1440 พิกเซล) อัตราส่วนหน้าจอ 3:2 พาเนล IPS มีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ซึ่งอัตราส่วนหน้าจอนี้เป็นอัตราส่วนที่เหมาะกับการทำงานคอนเทนต์มากเพราะเห็นบรรทัดเนื้อหาในแนวตั้งมากกว่าหน้าจออัตราส่วน 16:9 ซึ่งถ้าใครทำงานเอกสารเป็นหลักก็จะได้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอนี้อย่างแน่นอน

gamut 3

brightness 3
bright zone 2
accuracy 3
sum 1

เมื่อทดสอบขอบเขตสีด้วยอุปกรณ์ Calibrate หน้าจออย่าง Spyder5Elite แล้ว จะเห็นว่าขอบเขตสีหน้าจอกว้างใกล้เคียงกับที่ทางบริษัทเคลมเอาไว้ที่หน้าสเปค ได้ผลคือ 93% sRGB, 70% AdobeRGB, 71% DCI-P3 ซึ่งถือว่ากว้างเพียงพอใช้ทำงานอาร์ตหรือแต่งภาพถ่ายได้อย่างแน่นอน ส่วนการเทียบความแม่นยำสีได้ค่า Delta-E เฉลี่ย 1.63 ซึ่ง <2 ดังนั้นสีสันบนหน้าจอ realme Book เที่ยงตรงระดับใช้แต่งภาพได้อย่างแน่นอน

ด้านความสว่างหน้าจอที่ทดสอบได้เมื่อเปิดความสว่าง 100% ได้ความสว่าง 288.6 nits จัดว่าสว่างสู้แสงแดดได้เมื่อนำโน๊ตบุ๊คไปนั่งทำงานในพื้นที่กลางแจ้งเช่นเฉลียงหน้าร้านกาแฟหรือริมหน้าต่างที่แสงแดดส่องทาบหน้าจออย่างแน่นอน แต่ถ้าใช้งานในอาคารหรือออฟฟิศ ผู้เขียนแนะนำว่าปรับความสว่างลงมา 75% ให้ลดเหลือ 234.8 nits จะดีกว่าเพราะสว่างกำลังดีไม่จ้าจนแสบตาเกินไป ต้องถือว่าหน้าจอของ realme Book นั้นให้ความสว่างเพียงพอใช้ทำงานในสถานการณ์แสงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

พอแบ่งพื้นที่ความสว่างหน้าจอเป็น 9 ช่องแล้ว จะเห็นว่าโซนความสว่างบนหน้าจอนั้นจะสว่างสุดที่มุมบนขวาและตรงกลางหน้าจอและส่วนกลางขอบบนหน้าจอสามโซนเท่านั้น แต่พื้นที่อื่นๆ จะมีอัตราความสว่างลดลงตั้งแต่ 4-9% ซึ่งถ้าทำงานอาร์ตหรือแต่งภาพบนหน้าจอสำหรับอัพโหลดขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ถือว่าพอใช้ทำงานได้บ้างแต่ถ้าใช้งานแบบจริงจังส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ต่อหน้าจอสำหรับงานอาร์ตโดยเฉพาะไปเลยจะดีที่สุด

ผลคะแนนหน้าจอโดยสรุปของ realme Book เครื่องนี้หลังทดสอบแล้วได้คะแนนเฉลี่ยที่ 4 เต็ม 5 คะแนน ซึ่งถือว่าสูงใช้ได้ทีเดียว ถ้าแบ่งตามจุดเด่นจะเห็นว่า Contrast จะได้คะแนนเต็ม 5 คะแนน ส่วน Gamut, Tone Response และ Color Uniformity ก็ทำผลทดสอบได้ดีไม่แพ้กันที่ 4.5 เต็ม 5 คะแนน นับว่าเป็นหน้าจอที่แสดงผลสีสันได้ดีพอใช้ทำงานอาร์ตได้ระดับหนึ่งเลย

realme Book DSC00362
realme Book DSC00364
realme Book DSC00416
realme Book DSC00415

ด้านลำโพงทั้ง 2 ตัวที่ติดตั้งเอาไว้ขอบล่างของตัวเครื่องและได้รับการปรับแต่งเสียงด้วย HARMAN ซึ่งเป็นบริษัทรับปรับแต่งเสียงลำโพงชั้นนำแห่งหนึ่งในโลก โดยเนื้อเสียงที่ได้ต้องถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่งเนื่องจากสเตจเสียงกว้างกำลังดีและมีเสียงเบสชัดเจนระดับเพียงพอให้ฟังเพลงร็อคได้อรรถรสดีระดับหนึ่ง ส่วนเพลง EDM สามารถเปิดฟังได้โดยเสียงเบสไม่แห้งหรือหายและเมื่อเปิดเสียงดัง 100% แล้ว เสียงดังพอจะได้ยินชัดเจนทั่วห้องนอนระดับ 28 ตร.ม. อย่างแน่นอน ในส่วนนี้ผู้เขียนถือว่าลำโพงของ realme Book สามารถใช้งานได้ดีน่าประทับใจพอควร

Keyboard & Touchpad

realme Book DSC00377

realme Book DSC00378
realme Book DSC00379

คีย์บอร์ดของ realme Book จะเป็นไซซ์เทียบเท่า 75% ของคีย์บอร์ดปกติ มีปุ่มหลักติดตั้งมาให้ใช้งานครบถ้วนและปุ่ม Enter เป็น ANSI และมีปุ่ม Delete ติดตั้งมาให้มุมบนขวามือ ด้านทรงปุ่มจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมและระยะกด 1.3 มม. จัดว่าระยะกดยาวกำลังดีและตัวปุ่มแน่นแข็งแรงแต่ตอนพิมพ์จะมีระยะกดยาวกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เคยรีวิวเล็กน้อย อาจจะเหมาะกับคนที่ชอบปุ่มคีย์บอร์ดระยะกดยาวสักนิด โดยรวมต้องถือว่าสัมผัสตอนพิมพ์งานถือว่ากดปุ่มได้ดีพอควร

realme Book DSC00385

realme Book DSC00380
realme Book DSC00375

ด้านของรายละเอียดส่วนต่างๆ ของแป้นคีย์บอร์ด จะมีปุ่ม Power รวมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งไว้มุมบนขวาเหนือปุ่ม Delete สามารถทาบนิ้วสแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องได้ทันทีอย่างรวดเร็ว และปุ่มลูกศรบนคีย์บอร์ดส่วนปุ่มขึ้นลงจะเป็นแบบปุ่มเต็มแบ่งครึ่งปุ่มตรงกลางเพื่อประหยัดพื้นที่บนแป้นคีย์บอร์ดได้ระดับหนึ่งทีเดียว แต่ส่วนตัวถ้าทาง realme จะ Mapping ปุ่ม Hotkey บนคีย์บอร์ดเพิ่มเติม ก็ขอแนะนำให้ใส่ปุ่ม Page Up, Page Down, Home, End รวมเอาไว้กับปุ่มลูกศรจะทำให้มีฟังก์ชั่นใช้งานเพิ่มเติมมากขึ้น

realme Book DSC00383
realme Book DSC00384

ด้าน Function Hotkey มาตรฐานจะถูกรวมเอาไว้ที่ปุ่ม F1-F12 เช่นกัน แต่จะมีเพียงฟังก์ชั่นหลักๆ เท่านั้น โดยแต่ละปุ่มจะมีฟังก์ชั่นดังนี้

  • F3 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าหน้าจอหลักและแยก
  • F4 – ปุ่มปิดการทำงานทัชแพด
  • F5-F6 – เพิ่มลดความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่มเปิดปิดไฟ LED Backlit
  • F8-F10 – ปิด, ลดและเพิ่มเสียงลำโพง
  • F11 – Printscreen
  • F12 – Insert

ซึ่งรูปแบบการ Mapping ปุ่มนี้ นับเป็นการเซ็ตปุ่มคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คสายทำงานแบบมาตรฐานราว 5 ปีก่อนหน้า รวมๆ แล้วจะขาดปุ่ม Function ที่นิยมใช้ในปัจจุบันไปบางปุ่ม ส่วนตัวหากทาง Realme จะออกรุ่นปรับปรุงสเปคหรือรุ่นใหม่ก็อยากให้เพิ่มปุ่มฟังก์ชั่นใช้งานรุ่นใหม่อย่าง Airplane Mode, ปุ่มเรียกโปรแกรมเครื่องคิดเลข (Calculator) และ Snipping Tool เข้ามาด้วย เพื่อให้มีฟังก์ชั่นใช้งานสำคัญๆ ให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น หรือถ้าเป็นไปได้อาจจะเพิ่มคำสั่งเรียก Windows Settings ขึ้นมาก็จะยิ่งมีประโยชน์

realme Book DSC00386
realme Book DSC00408

ด้านทัชแพดที่ติดตั้งมาให้จะมีขนาดใหญ่ให้ผู้ใช้ลากนิ้วและคลิกได้สะดวก ดีไซน์โดยซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ด้านใต้ชุดทัชแพด ด้านการใช้งานรองรับ Gesture Control ของ Windows 10 ครบถ้วน ใช้คุมการทำงานได้สะดวกทีเดียว ซึ่งตัวทัชแพดนั้นมีขนาดใหญ่ทีเดียวแต่ก็มีฟังก์ชั่นปิดการทำงานทัชแพดติดมาให้ ทำให้เวลาวางมือเพื่อพิมพ์งานและต่อเมาส์แยกก็ไม่มีปัญหาทัชแพดลั่นอย่างแน่นอน

Connector / Thin & Weight

realme Book DSC00368
realme Book DSC00369

พอร์ตของ realme Book จะติดอยู่ที่ข้างตัวเครื่องทั้ง 2 ฝั่ง โดยฝั่งซ้ายจากซ้ายมี Thunderbolt 4 กับ USB-C 3.2 Gen 2 ส่วนฝั่งขวามือจาดซ้ายเป็น Audio combo กับ USB-A 3.1 Gen 1 อย่างละช่อง แต่สังเกตว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะไม่มีพอร์ต HDMI และ SD หรือ MicroSD Card reader ติดตั้งมาให้ก็ตาม แต่ยังต่อ USB-C Multiport adapter เข้าพอร์ต Thunderbolt 4 เพื่อเพิ่มพอร์ตที่ขาดไปข้างต้นกับ USB-A 3.0 เข้ามาให้ใช้งานได้อีก แต่ถ้าใช้เดิมๆ อาจจะต้องบริหารพอร์ตใช้งานสักหน่อย

realme Book DSC00356

realme Book DSC00357
realme Book DSC00358
realme Book DSC00359
realme Book DSC00360

ด้านน้ำหนักตัวเครื่องเมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอล เฉพาะตัวเครื่องจะมีน้ำหนัก 1.36 กิโลกรัม จัดว่าใกล้เคียงกับที่เคลมสเปคเอาไว้ที่หน้าเว็บไซต์ ส่วนเฉพาะชุดปลั๊กและสาย USB-C to C จะมีน้ำหนัก 206 กรัม และน้ำหนักสุทธิทั้งหมดจะอยู่ที่ 1.56 กิโลกรัม

ด้านปลั๊กที่แถมมาให้เป็นปลั๊กที่ใช้ชาร์จเร็วให้สมาร์ทโฟนในเครือ BBK Electronics ได้ทั้งหมด ซึ่งผู้เขียนเองก็ใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในเครือบริษัทนี้เป็นเครื่องหลักอยู่รุ่นหนึ่ง เมื่อทดลองนำมาเสียบชาร์จแบตเตอรี่แล้ว หน้าจอสมาร์ทโฟนแจ้งว่าตัวปลั๊กเข้ากับโปรโตคอลชาร์จเร็วของสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งถ้าใครใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในเครือบริษัทนี้อยู่แล้วแบตเตอรี่จะหมด ก็ใช้ปลั๊กของ realme Book เสียบชาร์จแบตเตอรี่ได้ทันที

Inside & Upgrade

realme Book DSC00413

realme Book DSC00417
realme Book DSC00418

การแกะอัพเกรด realme Book นั้น จะต้องใช้ไขควงหัว Torx หรือหัวแฉกดาวขนาดเล็ก ขันน็อตทั้งหมด 9 ตัวออกแล้วใช้การ์ดแข็งหรือปิ๊กกีตาร์เสียบไล่จากขอบตัวเครื่องไปรอบๆ ก็สามารถเปิดฝาหลังเครื่องได้ ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ดึงตัวเครื่องส่วนช่องระบายความร้อนให้มีช่องเล็กน้อยให้พอสอดการ์ดเข้าไปได้แล้วค่อยไล่ตามขอบก็จะเปิดฝาตัวเครื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภายในเครื่องจะมีชิ้นส่วนที่อัพเกรดได้เพียง SSD แบบ M.2 NVMe ชิ้นเดียวเท่านั้น เนื่องจากแรมถูกบัดกรีติดเมนบอร์ดจึงไม่สามารถเพิ่มแรมได้ และไม่แนะนำให้ถอด Wi-Fi PCIe card อัพเกรดเอง ไม่อย่างนั้นตัวสายและเสาสัญญาณอาจจะเสียหายได้ ดังนั้นถ้าใครซื้อรุ่น Intel Core i3 มาใช้งานแล้ว SSD ความจุ 256GB ที่ติดตัวเครื่องมามีความจุไม่พอก็สามารถถอดเปลี่ยนเพิ่มความจุได้

Performance & Software

cpu 2
ram 3

สเปคของ realme Book นั้นจัดว่าประสิทธิภาพดีหายห่วงพร้อมทำงานออฟฟิศได้เป็นอย่างดี โดยรุ่นที่ติดตั้งมาให้เป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz เป็นซีพียู Intel รุ่นที่ 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake ขนาด 10 นาโนเมตร รองรับชุดคำสั่งที่ต้องใช้งานครบถ้วน พร้อมทำงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดีและจัดการพลังงานได้อย่างชาญฉลาดทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

แรมที่ติดตั้งมาในเครื่องเป็นออนบอร์ด ความจุ 8GB DDR4 บัส 4266 MHz จัดว่าเพียงพอเมื่อใช้ทำงานทั่วไปไม่ว่าจะเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสารก็ไม่มีปัญหา แต่ปัจจุบันนี้ถ้าใครเปิดเบราเซอร์หลายแท็บหรือใช้ Microsoft Excel ที่มีขนาดใหญ่และจำนวนตารางเยอะก็อาจจะมีโอกาสหน่วงได้บ้างในบางโอกาส แต่ถ้าใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

gpu 3

การ์ดจอเป็นออนบอร์ดรุ่น Intel Iris Xe Graphics ที่ติดมากับซีพียู ประสิทธิภาพเพียงพอใช้ทำงานต่างๆ เช่นการแสดงผล, ดูหนังฟังเพลงหรือจะใช้ตัดต่อแต่งภาพก็ได้ รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานทั้ง OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan อย่างครบถ้วน ถ้าใช้ทำงานพื้นฐานในออฟฟิศอย่างงานเอกสารหรือใช้แต่งภาพอัพโหลดขึ้นโซเชียลหรือใช้งานทั่วไปจัดว่าเพียงพออย่างแน่นอน

device mgr 3

ด้านชิ้นส่วนภายในเครื่องเมื่อเช็คด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่าพาร์ทในเครื่องให้มาครบเครื่องทีเดียว ไม่ว่าจะเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่รวมเอาไว้กับปุ่ม Power ของ Goodix ที่โน๊ตบุ๊คแบรนด์ชั้นนำหลายรุ่นเลือกใช้, ติดตั้งการ์ด Wi-Fi รุ่น Intel AX201 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax คลื่นกว้าง 160MHz รองรับ Bluetooth 5.2 และมีชิป TPM 2.0 สำหรับใช้อัพเกรดเป็น Windows 11 ได้อย่างแน่นอน

ssd 4

ด้าน SSD แบบ M.2 NVMe รหัส MZVLQ512HBLU-00B00 รุ่น Samsung PM991a เป็น SSD แบบ OEM ของทาง Samsung ที่มักเอามาติดตั้งให้กับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น ใช้อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ความเร็วที่เคลมหน้าสเปคอยู่ที่ 3,100 MB/s และ Sequential Write 1,800 MB/s เมื่อทดสอบด้วย AS SSD แล้วได้ได้ความเร็ว Sequential Read 2,419 MB/s และ Sequential Write 1,709 MB/s

ต้องถือว่าความเร็วนี้เทียบเท่ากับ WD Blue SN550, WD Green SN350 เท่านั้น โดยรวมถือว่าใช้งานต่างๆ ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มความจุและความเร็วขึ้นอีกสักหน่อยแนะนำให้อัพเกรดเป็น WD Black SN750, Samsung 980, Transcend 220S ความจุ 512GB – 1TB แทนจะช่วยให้ทำงานได้ไหลลื่นกว่าเดิม

r15 3
r20 3

ด้านการทำงานหรือ Preview ไฟล์งาน 3D CG เมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R15 จะเห็นว่าคะแนน OpenGL ทำได้ 99.62 fps และ CPU 883 cb ซึ่งถ้าต้องการเอามา Preview ไฟล์ 3D CG ต่างๆ ก็สามารถใช้งานได้อย่างแน่นอน แต่ไม่แนะนำให้ใช้ทำงาน 3D CG เป็นหลักนัก ส่วนการทดสอบแบบโฟกัสที่ประสิทธิภาพการทำงานของตัว CPU อย่างเดียวด้วย CINEBENCH R20 จะทำคะแนน CPU ได้ 2092 pts ซึ่งจัดว่าสูงพอใช้ทำงานได้อย่างแน่นอน

3d 3

ประสิทธิภาพการเล่นเกมเมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy แล้ว จะเห็นว่าคะแนนรวมทำได้ 1,578 คะแนน และจะเห็นว่าคะแนนซีพียูทำได้ 5,023 คะแนน ส่วนกราฟฟิคอยู่ที่ 1,408 คะแนน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่มีเฉพาะการ์ดจอออนบอร์ด ซึ่งถ้าใครเน้นทำงานอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหาและอาจจะพอเล่นเกม 8-bit หรือเกมมือถือในคอมได้บ้างเพื่อแก้เครียดแก้เบื่อมากกว่า ซึ่งการเล่นเกมก็ไม่ได้เป็นจุดประสงค์ใช้งานหลักของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้อยู่แล้ว

mark10 1

ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานออฟฟิศต่างๆ ด้วย PCMark 10 แล้ว ได้ผลคะแนนรวมที่ 4,789 คะแนน จัดว่าเป็นผลคะแนนที่ใช้ทำงานออฟฟิศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ถ้าดูคะแนนแยกหมวดจะเห็นว่า realme Book เครื่องนี้จะทำงานกลุ่ม Essentials อย่างการเปิดโปรแกรม, เปิดเว็บเบราเซอร์หรือประชุมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี โดยได้คะแนนหมวดนี้ 9,369 คะแนน ส่วนที่ลดลงมาแต่ถือว่ายังทำได้ดีคือหมวด Productivity ที่ใช้ทำงานเอกสารกับโปรแกรม Word หรือ Excel ที่ได้ 6,309 คะแนน แต่การตัดต่อแต่งภาพหรือตัดต่อวิดีโอจะได้คะแนนที่ 5,044 คะแนน ต้องถือว่าอยู่ในระดับใช้งานได้ในบางโอกาสจำเป็นแต่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นหลักนัก

affinity 3

ส่วนการทดสอบด้วยโปรแกรม Affinity Photo ที่ใช้ตัดต่อแต่งภาพ จะเห็นว่า realme Book เครื่องนี้ที่ติดตั้ง Intel Core i5-1135G7 ก็สามารถแต่งภาพกับไฟล์ประเภท Vector หรือ Raster ไฟล์ภาพต่างๆ ได้ด้วย แค่อาจจะไม่เท่ากับเกมมิ่งพีซีที่มีการ์ดจอแยกแต่ก็ถือว่าใช้งานได้ระดับหนึ่ง

Battery / Heat & Noise

realme Book DSC00414

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาในเครื่องจะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion) ความจุ 51 Wh ความจุแบบ Rated Capacity อยู่ที่ 6,875 mAh ส่วน Typical Capacity อยู่ที่ 6,952 mAh ตัวแบตเตอรี่เป็นแบบก้อนยาวแบบสุดขอบถึงลำโพงทั้งสองฝั่ง

โดย realme เคลมระยะเวลาใช้งานโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้โดยเปิดคลิปความละเอียด 1080p ในเครื่อง ปรับความสว่างไว้ 150 nits (ความสว่าง 50% จากการวัดด้วย Spyder5Elite) เปิดลำโพงดัง 50% จะใช้งานได้นาน 11 ชั่วโมง

battmon 2

แต่จากการทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยเปิดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, เปิดเสียงลำโพง 10% ใช้เบราเซอร์ Microsoft Edge เปิดคลิปความยาว 30 นาทีดูผ่าน YouTube แล้ว จะใช้งานได้นานสุด 10 ชั่วโมง 20 นาที และอาจจะน้อยกว่านี้ถ้าเปิดความสว่างและเสียงลำโพงดังกว่านี้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่ซื้อโน๊ตบุ๊คสักเครื่องมาใช้งาน

อย่างไรก็ต้องถือว่าระยะเวลาแบตเตอรี่นั้นใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงและใช้ปลั๊กสมาร์ทโฟนชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้ ก็ถือเป็นจุดชดเชยที่ช่วยเรื่องระยะเวลาใช้งานอยู่ราว 10 ชั่วโมงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้ปลั๊กที่มากับโน๊ตบุ๊คชาร์จของสมาร์ทโฟนในเครือ BBK Electronics ได้อีกด้วย ทำให้พกปลั๊กตัวเดียวชาร์จแบตเตอรี่ได้หลายอุปกรณ์ ลดปริมาณของใช้ในกระเป๋าไปได้อีก 1-2 ชิ้นทีเดียว

realme Book DSC00419

realme Book DSC00420
realme Book DSC00425
realme Book DSC00422

ด้านระบบระบายความร้อนของ realme Book เครื่องนี้จะเป็นพัดลมโบลวเวอร์คู่กับฮีตไปป์ 2 เส้น พาดผ่านซีพียู Intel Core i5-1135G7 เพื่อระบายความร้อนแล้วเป่าออกที่ช่องระบายความร้อนขอบบนของตัวเครื่องได้เลย ซึ่งปกติแล้วโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นจะติดตั้งฮีตไปป์ระบายความร้อนเพียงเส้นเดียว แต่โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะมีให้ถึง 2 เส้นเพื่อลดปัญหาเครื่องโอเวอร์ฮีต

hwmonitor 2

สำหรับอุณหภูมิของตัวเครื่องเมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor แล้ว จะเห็นว่าความร้อนอยู่ที่ 32-99 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดนี้เช็คหลังการทดสอบโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ด้วยโปรแกรม 3DMark Time Spy และ PCMark 10 แล้ว ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุดที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เมื่อใช้งาน แต่เมื่อใช้งานจริงตามปกติ อย่างการเปิดเว็บไซต์ดูหนังฟังเพลงหรือทำงานตามปกติก็ไม่มีปัญหาเรื่องอุณหภูมิมารบกวนระหว่างใช้งานเลย สามารถวางมือพิมพ์บนแป้นพิมพ์และใช้งานได้ตามปกติ

User Experience

realme Book DSC00401

หลังจากได้ใช้ realme Book เป็นโน๊ตบุ๊คทำงานดูช่วงหนึ่ง หากไม่นับเรื่องการเล่นเกมซึ่งไม่ใช่เป้าหมายการใช้งานหลักของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แล้ว ต้องถือว่าองค์ประกอบหลายๆ อย่างของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เอื้อกับการทำงานออฟฟิศเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะ Microsoft Office Home & Student 2019 แท้ที่ติดมาให้ใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องทำให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟท์แวร์เพิ่มให้เปลืองเงินและทำงานออฟฟิศต่างๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา สามารถเปิดเบราเซอร์แล้วทำงานกับ Web application ต่างๆ ได้สบายๆ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ถ้าเปิดโปรแกรมแต่งภาพหรือไฟล์ Excel ที่มีจำนวนตารางเยอะๆ อาจจะมีอาการหน่วงเพียงอึดใจแต่ก็ใช้งานต่อได้ตามปกติ

ด้านฟีเจอร์ของตัวเครื่องอย่างระบบสแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องที่ติดตั้งมาให้กับปุ่ม Power จัดว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ดีและช่วยให้ปลดล็อคเครื่องมาใช้งานได้สะดวกโดยไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่านรวมทั้งรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลภายในตัวเครื่องได้ ไม่ต้องเสี่ยงให้คนอื่นมาแอบดูรหัสผ่านแล้วแอบล็อคอินเข้ามาใช้เครื่องเราอีกด้วย และจุดแข็งอย่างพอร์ต Thunderbolt 4 ที่ด้านซ้ายตัวเครื่องก็มีประโยชน์มาก เพราะนอกจากลดปริมาณพอร์ตลงไปก็ยังต่อ USB-C Multiport adapter แยกเป็นพอร์ตอื่นๆ เช่น HDMI, USB-A 3.0, VGA ฯลฯ ได้ ทำให้ผู้ผลิตไม่ต้องทำเครื่องให้หนาและหนักเกินไป ทำให้ผู้ใช้พกพาโน๊ตบุ๊คได้สะดวกขึ้นด้วย 

realme Book DSC00405

ถัดมาในเรื่องการพกพาติดตัวไปใช้งาน นับว่าน้ำหนักเครื่อง 1.38 กิโลกรัมนั้นเบาพกพาสะดวก สามารถใส่กระเป๋า Messenger bag สะพายข้างติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่ายไม่หนักไหล่เกินไป ยิ่งถ้าใครต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหน เช่น พรีเซนต์หรือติดต่องานก็พกพาได้สะดวก อาจจะพกปลั๊กเฉพาะของ realme Book เครื่องนี้ไปสักหน่อยเพื่อใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องหรือสมาร์ทโฟนในกรณีจำเป็น ก็ช่วยตัดปัญหากังวลใจของใครหลายคนว่าแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้งานได้นานสุดราว 10 ชั่วโมงไปได้โดยปริยาย ซึ่งผู้เขียนเองก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน ซึ่งปลั๊กนี้ก็พกพาได้สะดวกดีทีเดียว

ยิ่งเรื่องของหน้าจออัตราส่วน 2K ความละเอียด 3:2 ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นอัตราส่วนหน้าจอที่เหมาะกับการทำงานเอกสารมากและมีโน๊ตบุ๊คหน้าจออัตราส่วนนี้เปิดตัวออกมาไม่กี่รุ่นเท่านั้น ทำให้ผู้เขียนสามารถเขียนคอนเทนต์ได้สะดวกเพราะมองเห็นบรรทัดมากขึ้นกว่าหน้าจอ 16:9 ที่ใช้งานเป็นปกติและกวาดสายตาอ่านเนื้อหาบรรทัดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ง่าย ซึ่งเหมาะกับคนทำงานกับไฟล์ Microsoft Word, Excel หรือเขียนคอนเทนต์บนเว็บไซต์ต่างๆ เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยุคนี้โปรแกรมต่างๆ ใช้แรมเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นผู้เขียนคิดว่าถ้าทาง Realme มีตัวเลือกรุ่นแรม 16GB ด้วยก็น่าจะถูกใจผู้ใช้งานหลายๆ คนมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

Conclusion & Award

realme Book DSC00404

โดยสรุปต้องถือว่า realme Book เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจเครื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องสเปคที่ตอบโจทย์คนทำงานได้สบายๆ ไม่ว่าจะเรื่องงานเอกสารหรือออนไลน์ก็ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานได้เป็นอย่างดีและมีซอฟท์แวร์เพื่อคนทำงานอย่าง Microsoft Office Home & Student 2019 ติดมาให้ใช้งาน ทำให้ประหยัดค่าซอฟท์แวร์ไปได้มาก มีพอร์ต Thunderbolt 4 ไว้ชาร์จแบตเตอรี่และต่อหน้าจอแยกเวลาต้องการใช้งานได้อีกด้วย ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากที่ติดมาให้กับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไม่แพ้กับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power เลย นอกจากนี้หน้าจออัตราส่วน 3:2 ก็มีประโยชน์เรื่องอัตราส่วนการมองเห็นบรรทัดบนหน้าจอมากกว่า 16:9 ที่มีให้เลือกซื้อเป็นปกติ ทำให้ทำงานคอนเทนต์หรือเอกสารได้สะดวก

แต่อย่างไรก็ตามถ้าใครต้องการใช้ MicroSD หรือ SD Card Reader อาจจะลำบากอยู่บ้างเนื่องจากทาง Realme ตัดพอร์ตดังกล่าวทิ้งไป ทำให้ต้องต่อ USB-C Multiport adapter แทนและแรมในตัวเครื่องยังมีความจุเพียง 8GB ซึ่งหมิ่นเหม่ไปเล็กน้อยในปี 2022 และต่อๆ ไปที่โปรแกรมต่างๆ จะเรียกใช้แรมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับกันถ้าใช้งานแค่ทั่วไปอย่างทำงานเอกสารหรือนักเรียนนักศึกษาจะหาโน๊ตบุ๊คไว้เข้าห้องเลคเชอร์หรือเรียนออนไลน์, คนทำงานกับเอกสารและตัวเลขก็น่าจะเหมาะกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นอย่างมาก

 

award

award new Thin Light

best thin & light

การติดพอร์ต Thunderbolt 4 ที่สามารถต่อแปลงเป็นพอร์ตต่างๆ เพิ่มเติมได้และตัดพอร์ตต่างๆ ออกไปและทำให้เครื่องบางและเบาเพียง 1.38 กิโลกรัม ช่วยให้พก realme Book เครื่องนี้ติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวกและตัวเครื่องไม่เทอะทะ ดูบางเบาเรียบหรูทีเดียว

NBS award 7 Design

best design

การออกแบบและเลือกใช้บอดี้ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียมทั้งตัวทำให้ realme Book ดูสวยและเลือกสีตัวเครื่องได้ 2 สีว่าจะเป็นน้ำเงินหรือสีเทาก็ได้ นอกจากนี้หน้าจอยังเป็นอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับการทำงานเอกสารต่างๆ อีกด้วย นับเป็นดีไซน์ที่สวยทั้งตัวเครื่องและการใช้งานทั้งคู่

from:https://notebookspec.com/web/635216-review-realme-book-laptop-2k-monitor

JD CENTRAL ส่งแคมเปญรับความปัง “ช้อปตรุษนี้มีแต่เฮง!” ต้อนรับตรุษจีนปีเสือ ยกทัพสินค้าแบรนด์ดัง เอาใจเหล่านักช้อปพร้อมลุ้นรับส่วนลดสูงสุด 80%

เจดี เซ็นทรัล (JD CENTRAL) ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ประเดิมต้นปี ปล่อยแคมเปญ ช้อปตรุษนี้มีแต่เฮง!’ จัดโปรโมชั่นต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ขนทัพสินค้าแบรนด์ดัง ลดราคาสูงสุด 80% พร้อมแจกอั่งเปาเป็นคูปองส่วนลดเพิ่มอีก 10% ลดสูงสุด 800 บาท ให้เก็บได้ตลอดทั้งเดือน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับดีลดีๆ อีกเพียบ ให้เหล่านักช้อปได้เลือกช้อปต้อนรับความเฮง ทั้งสินค้าในหมวดหมู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าในหมวดอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 1 กุมภาพันธ์ 2565 นี้เท่านั้น!

JDCENTRAL image1

Advertisementavw

“เนื่องในโอกาสพิเศษฉลองเทศกาลตรุษจีนต้อนรับปีเสือ ทางเจดี เซ็นทรัล จึงจัดแคมเปญพิเศษนี้ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้า ผ่านการนำสินค้าจากหลากหลายแบรนด์ดังชั้นนำมาให้ลูกค้าได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจตั้งแต่ต้นปี โดยความพิเศษสำหรับตรุษจีนในปีนี้ เพื่อสร้างความเฮงตามหลักความเชื่อของคนจีนและชาวไทย เราจึงได้นำเลขนำโชคอย่างเลข 8 มาจัดเป็นโปรโมชั่นสุดพิเศษพร้อมกิจกรรมอีกมากมายให้แก่ลูกค้า เช่น การมอบส่วนลดแบบจัดเต็ม สูงสุดถึง 800 บาท หรือเกมหมุนรับโชคเพื่อลุ้นรับอั่งเปามูลค่าสูงสุดอีก 888 บาท ให้ลูกค้าได้จอยชัวร์ สนุกชัวร์ และคุ้มค่าชัวร์ตลอดช่วงเทศกาลตรุษจีนปีเสือนี้” นางสาวกุลจิรา ภวสันต์ , หัวหน้าฝ่ายการตลาด เจดี เซ็นทรัล กล่าว

และเพื่อเป็นการตอกย้ำสโลแกน ‘จอยชัวร์ ตัวจริง’ ตรุษจีนปีนี้ เจดี เซ็นทรัล ยังใจดี ขนโปรโมชั่นเด็ดสุดปัง แจกส่วนลดแบบไม่มียั้ง ไม่ว่าจะเป็น

  • 8 ไอเทมเด็ด ราคาปัง ให้เหล่านักช้อปได้เลือกซื้อ 8 ไอเทมพิเศษ ในราคาสุดว้าว
  • ช้อปคุ้มรับตรุษจีน กับสินค้าราคาไม่เกิน 88 บาท และ 388 บาท
  • ช้อปโปรดี มีเฮง พบกับสินค้าราคาเดียว 888 บาท
  • ลูกค้าใหม่สุดคุ้ม รับอั่งเปาเป็นคูปองส่วนลด มุลค่าสูงสุดถึง 2,000 บาท*
  • ช้อปฟินๆ กับบริการส่งฟรีทั่วไทย*
  • พิเศษ! ฉลองตรุษจีน เจดี เซ็นทรัล ชวนเล่นเกม “หมุนรับโชค” ลุ้นรับอั่งเปามูลค่า 888 บาท พร้อมใช้ได้ทันที หมุนได้ทุกวัน เฮงได้ทุกวัน!

ร่วมช้อปในแคมเปญ “ช้อปตรุษนี้มีแต่เฮง!” ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 1 กุมภาพันธ์ 2565 บนแอปพลิเคชั่น JD CENTRAL หรือ https://bit.ly/3KEnshK ด้วยข้อเสนอแบบไม่ซ้ำในแต่ละวัน อีกทั้งยังสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีในโครงการช้อปดีมีคืน 2565 ได้สูงสุดถึง 30,000 บาทอีกด้วย (สามารถร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 ก.พ. 2565 นี้เท่านั้น)

#JDCENTRAL #ช้อปตรุษนี้มีแต่เฮง #ChineseNewYear2022 #จอยชัวร์ตัวจริง #ช้อปปิ้งออนไลน์

จอยชัวร์ ตัวจริง ต้องช้อปปิ้งออนไลน์ที่ เจดี เซ็นทรัล หมดกังวลเรื่องคุณภาพและราคา มาพร้อมบริการจัดส่งฟรีที่รวดเร็วทันใจ และนโยบายการคืนสินค้าและการชำระเงินอย่างง่ายดาย สะดวกสบาย และปลอดภัยในทุกจุดสัมผัส ให้คุณได้รับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์อย่างมั่นใจที่สุด ด้วยสินค้าคุณภาพของแท้ 100%* พร้อมเพลิดเพลินไปกับคูปองส่วนลด โปรโมชันที่หลากหลาย อีกทั้งโปรแกรมการสะสมคะแนนของ JD POINTS เพื่อใช้ในการแลกรับส่วนลดเพิ่มเติม มาร่วมช้อปไปกับเราเลย ครบครันชัวร์ทุกหมวดหมู่สินค้า !

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ทางบริษัทฯ กำหนด

###

from:https://notebookspec.com/web/635649-jd-central-012022

โค้งสุดท้ายก่อนหมด!! Lenovo Brand Fair แจกคูปองไม่ยั้ง สูงสุด 2,000.- + แถมฟรีของแถมมูลค่าสูงสุด 3,990.-*

แจกพิกัด ตัวแรง ราคาพิเศษ!! โปรเดือดกับ BaNANA Online ที่ยกเหล่าโน๊ตบุ๊ค เดสก์ท็อป คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แบรนด์ดัง ระดับท็อปอย่าง Lenovo สเปกแรง ดีไซน์สวยตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ราคาจับต้องได้ พร้อมแจกคูปองส่วนลดสูงสุด 2,000.- ยังไม่พอซื้อวันนี้แถมเก้าอี้เกมมิ่งมูลค่า 3,990.- และมีของแถมอื่นๆ อีกให้ได้ใช้กัน แน่นอน!! คุ้มมากๆ ช้อปได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2565 

Advertisementavw

วันนี้เรามี 4 ตัวท๊อป Lenovo ที่ต้องมี ไปดูกัน!!

  • กรอกโค้ด  BNNLEJAN2000  ลดทันที 2,000.- เมื่อช้อปครบ 50,001.- ขึ้นไป
  • กรอกโค้ด  BNNLEJAN1500  ลดทันที 1,500.- เมื่อช้อปครบ 35,001.- ขึ้นไป
  • กรอกโค้ด  BNNLEJAN500  ลดทันที 500.- เมื่อช้อปครบ 20,001.- ขึ้นไป
  • กรอกโค้ด  BNNLEJAN300  ลดทันที 300.- เมื่อช้อปครบ 6,000.- ขึ้นไป

ติดตามดูรายละเอียดรีวิวสินค้าเพิ่มเติมและ Tricks ไอทีเจ๋งๆ  คลิก!! 

Lenovo Notebook IdeaPad Gaming 3 15ACH6 82K200KWTA

Lenovo IdeaPad Gaming 3 15ACH6-82K200KWTA

มาพบกับโน๊ตบุ๊คตัวไฮไลท์ ตัวแรกคือ Lenovo IdeaPad Gaming 3 15ACH6-82K200KWTA โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งไฟแรง!! ด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานด้วย AMD Ryzen 7 5800 โปรเซสเซอร์โมบายล์ซีรีส์ ประสิทธิภาพสูงสำหรับเกมเมอร์และครีเอเตอร์ มีขนาดจอ 15.6 นิ้วค่าความละเอียดหน้าจอ IPS FHD ปรี๊ดดถึง 165Hz ให้การทำงานและการเล่นเกมราบลื่น สะดวกสบายไปกับแป้นคีย์บอร์ดที่มี Numpad แยกและสนุกไปกับการพิมพ์ด้วยแสง RGB เครื่องแรงขนาดนี้จะกี่งานก็ไม่หวั่น!

ราคาพิเศษ 40,990.- (ปกติ 42,990.-)

เกมที่มีก็ยังเล่นไม่หมด แต่ก็มักจะเหลืออดเมื่อเห็นโน๊ตบุ๊กสเปกแรงๆ

ดูรีวิวตัวอื่นๆ เพิ่มเติม คลิก 

Lenovo Notebook Yoga 6 13ALC6 82ND001FTA

Lenovo Yoga 6 13ALC6-82ND001FTA 

มีโน๊ตบุ๊คฝาหลังเป็นผ้าด้วย? ขึ้นชื่อว่า Yoga ก็ต้องพลิกจอได้ 360 องศา ใช้งานยืดหยุ่นแบบ 2-in-1 ไปเลยย ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่สุดๆ ด้วยดีไซน์หรูหราจับสะดวกอยากพกพาไปทุกที่ ฝาหลังที่หุ้มด้วยผ้า ป้องกันคราบน้ำคราบเปื้อนต่างๆได้ด้วย อย่างเจ๋งงงง!! Lenovo YOGA 6 มาพร้อมขุมพลัง AMD Ryzen 5 5500U มีความเบาและขนาดที่เล็กพอสมควร ขนาดจอ 13.3 นิ้วความละเอียด FHD เพียงพอกับการใช้งานเอกสาร รวมไปถึงงานกราฟิก หรือดูหนัง ดูซีรีส์ พรีเซนต์งานก็เอาอยู่ สามารถใช้งานพับจอได้ถึง 4 โหมด Laptop, วาดรูป Whiteboard,ดูหนัง ตั้งพรีเซนต์งาน หรือ Tablet เป็นได้ทุกอย่างให้เธอแล้วว เหมาะกับการพกพานอกบ้าน ตามคาเฟ่ ตามร้านกาแฟต่างๆ

ราคาพิเศษ 28,990.- (จาก 29,990.-)

IdeaPad 3 15ITL05 81X800KJTA

Lenovo IdeaPad 3 15ITL05-81X800KJTA

มาดูโน๊ตบุ๊คบางเบาที่เหมาะกับนักเรียน นักศึกษาหรือสายทำงานที่มีงบประมาณ 20k กับตัวนี้ Lenovo IdeaPad Slim 3i รูปทรงจับได้ถนัดมือ พร้อมแป้นตัวเลขในตัว ขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป ใช้งานลื่นไหล หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียดคมชัด Full HD สเปกแรง Intel Core i5-1135G7 มีกล้องเว็บแคม 720p พร้อมไมโครโฟน ช่วยให้การสนทนาผ่าน VDO Call ทำได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมี Privacy Shutter สามารถเลื่อนปิดได้ด้วยมือ เพื่อความเป็นส่วนตัว และพอร์ตการใช้งานมาตรฐานครบครัน ไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมเลยทีเดียวว

ราคา 22,990.-

LENOVO DESKTOP AIO 3 24ITL6 F0G000EDTA

LENOVO DESKTOP AIO 3 24ITL6-F0G000EDTA

แนะนำโน๊ตบุ๊คตามไลฟ์สไตล์ไปแล้ว ส่วนใครที่ชอบจอใหญ่ มองชัดมาทางนี้กับคอมพิวเตอร์ออลอินวัน เรียบหรูดูดี ราคาไม่แพง เน้นใช้งานทำงานได้ ใครที่หาสักเครื่องมาใช้ที่ออฟฟิศ ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ หรือใครที่ต้องการคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน พิมพ์งาน ดูหนัง ใช้งานทั่วไป มีระบบเสียงที่ผ่านการรับรอง Harman Kardon  ตัวนี้เลย ขนาดจอ 23.8 นิ้ว ความละเอียดสูง Full HD รองรับการสัมผัสถึง 10 จุดพร้อมกัน มาพร้อมกับ CPU Intel Core i5-1135G7 และกราฟิกสูง ซื้อเซ็ตเดียว เครื่องเดียว ให้คีย์บอร์ดและเมาส์ด้วยให้ด้วยเลย กล่องเดียวจบ! 

ราคาพิเศษ 31,490.- 

คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค 4 สไตล์ชอบแบบไหน งบเท่าไหร่ มีให้เลือกหลากหลาย กับ Lenovo Brand Fair แอด BNN Online นำรีวิวต่างสไตล์มาเสิร์ฟ พร้อมแจกคูปองส่วนลดสูงสุด 2,000.- ยังไม่พอ!! ส่วนลดก็จะเอา ของแถมก็อยากได้ ช้อปเลยที่ BNN.in.th คลิก

 

from:https://notebookspec.com/web/635632-bnn-lenovo-brand-fair-01-2022

จอคอม 144hz เล่นเกม 24″ เริ่มแค่ 5 พัน 9 รุ่น ปี 2022 ดีไซน์สวย จัดโต๊ะคอมลงตัว

จอคอม 144hz เริ่มแค่ 5 พันบาท 24″ ปี 2022 สวย คมชัด เล่นเกมสะใจ

จอคอม 144hz

จอคอม 144hz เป็นจอในฝันของเกมเมอร์หลายคน เมื่อช่วงปี 2021 เราได้นำเสนอจอเล่นเกมกันไปบ้างแล้ว ที่เริ่มซีเรียสกับความลื่นไหลของเกม ที่มีความต่อเนื่อง มีโอกาสที่ได้เปรียบมากขึ้น เพราะในหลายเกม หากเกิดภาพกระตุกหรือขาดในช่วงไม่กี่วินาที ก็อาจทำให้รู้ผลแพ้ชนะ จะเฮดช็อตหรือจะวาร์ปกลับมาที่เดิมได้ทันที การที่มีคอมสเปคดีอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่ง แต่ถ้ามีจอเกมมิ่งที่ตอบโจทย์การเล่นเกมได้ดี มีฟีเจอร์สำหรับเล่นเกม และให้ความต่อเนื่องของภาพ ด้วยอัตรารีเฟรชเรตที่สูงกว่าจอทั่วไป รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดอาการฉีกขาดของภาพ อันเนื่องมาจากอัตรารีเฟรชเรต และเฟรมเรตในการประมวลผลไม่เข้ากัน ก็ยิ่งทำให้ได้ภาพที่ไหลเนียนสวยงามมากขึ้น วันนี้เรามีจอระดับ 24″ ที่น่าสนใจมาแนะนำกัน 9 รุ่นในราคาเริ่มต้นแค่ 5 พันกว่าบาทเท่านั้น หากใครที่กำลังมองหาจอเล่นเกมปี 2022 อยู่ บทความนี้อาจช่วยคุณได้

จอคอม 144hz 24″ เล่นเกมสะใจ 9 รุ่นเด็ด 2022

  1. PHILIPS 242E1GSJ/67
  2. SAMSUNG LC24RG50FQEXXT
  3. AOC G2490VX
  4. MSI G24C4
  5. AOC 24G2E/67
  6. LG 24GN600-B
  7. SAMSUNG ODYSSEY G3
  8. ACER VG240YSbmiipx
  9. MSI Optix G241

1.PHILIPS 242E1GSJ/67 ราคา 5,915 บาท

จอคอม 144hz

จอเกมมิ่งที่มาพร้อมรีเฟรชเรต 144Hz จากทาง PHILIPS เติมความลื่นไหลด้วยการสนับสนุน AMD FreeSync Premium ให้อัตราตอบสนองที่รวดเร็ว 1ms ด้วยพาแนล VA พร้อมมุมมองที่กว้างถึง 178/178 มีลูกเล่นให้ปรับแต่ง Game Mode ได้ผ่านทาง OSD และมีฟีเจอร์ SmartImage Game สำหรับการเล่นเกมแนว FPS และเพิ่มความสว่างในที่มืด เพื่อความได้เปรียบเวลาที่เล่น เจอศัตรูได้ไวกว่า สีสันที่สดใส Ultra Wide-Color เกลี่ยสีได้ดูสบายตามากขึ้น แต่ถ้าใครเน้นการทำงานเป็นหลัก ยังมีฟีเจอร์ LowBlue เพื่อช่วยพักสายตาให้กับการทำงานของคุณได้ กับดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่ปรับแต่งง่าย น่าสนใจไม่น้อยเลย

Advertisementavw
จุดเด่น ข้อสังเกต
มี Game Mode ปรับเลื่อนไม่ได้มากนัก
AMD FreeSync Premium
ขอบจอบาง

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PHILIPS


2.SAMSUNG LC24RG50FQEXXT ราคา 5,950 บาท

จอคอม 144hz

จอคอม 144Hz สำหรับเกมเมอร์ที่ชื่นชอบความโอบกระชับสายตาจาก Samsung เพื่อให้มองพื้นที่ในจอได้กว้างมากขึ้น ด้วยความโค้งระดับ 1800R ที่มาพร้อมดีไซน์สวยงามและทันสมัย ขอบจออาจจะไม่ได้เล็กมากนัก แต่ก็รองรับการใช้งานหลายๆ จอต่อกันทำได้ดี ไม่สะดุดตามากนัก พร้อม Picture Mode ที่ให้ผู้ใช้ได้ปรับการเล่นเกมในแบบต่างๆ ง่ายยิ่งขึ้น มาพร้อมการสนับสนุน AMD FreeSync ทำให้ได้ภาพที่ต่อเนื่อง ไม่เกิดการขาดหรือซ้อนให้เสียอารมณ์ ลดอาการสั่นไหวด้วย Flicker Free ตามสไตล์ของเกมมิ่งมอนิเตอร์ ปรับมุมก้ม-เงยได้เล็กน้อย โดยมีพอร์ตสัญญาณขาเข้า HDMI 2 และ DisplayPort 1 พอร์ต

จุดเด่น ข้อสังเกต
จอโค้งกระชับสายตา ขอบจอไม่เล็กมาก
ปรับแต่งง่ายมี Picture Mode
มี HDMI 2 ช่อง

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SAMSUNG


3.AOC G2490VX ราคา 5,850 บาท

จอคอม 144hz

ใครที่ชอบอะไรแรงๆ สีแดงไว้ก่อน ก็น่าจะถูกใจจอคอม 144Hz จากทาง AOC รุ่นนี้ กับขอบล่างสีแดงสดใส เติมความโดดเด่นให้กับการเล่นเกม มาพร้อมกับการสนับสนุน AMD FreeSync premium ลดอาการภาพขาด ให้เฟรมเรตต่อเนื่อง เล่นเกมสวยงาม พาแนลแบบ VA ตอบสนองไวกับ Response time 1ms พร้อมทั้งค่า Brightness ถึง 350 NITS และฟังก์ชั่นการปรับ Game Mode เพื่อการเล่นเกมในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Shooter, Action, FPS รวมถึง RTS, Racing โดยมีพอร์ตสัญญาณขาเข้า HDMI และ DisplayPort อย่างละ 1 พอร์ต

จุดเด่น ข้อสังเกต
มาพร้อม AMD FreeSync premium ปรับได้เพียงมุมก้ม-เงย
ค่า Brightness สูง
มี Game Mode

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOC


4.MSI G24C4 ราคา 6,200 บาท

จอคอม 144hz

จอเกมมิ่งขนาด 24″ ไซส์กำลังเหมาะจาก MSI ไม่ต้องนั่งถอยระยะห่างจากจอมากนัก มาพร้อมพาแนล VA ให้ความสวยงาม ตอบสนองได้ไว อัตรารีเฟรชเรต 144Hz ดีไซน์ในแบบจอโค้ง Curved 1500R ให้ความโอบกระชับสายตาได้มากขึ้น พร้อมด้วยหน้าจอแบบ Anti-Glare ลดแสงสะท้อน และจอยังออกแบบมาให้รองรับการใช้ Multi-monitor เพราะขอบจอที่บางพิเศษทั้ง 3 ด้าน ปรับแต่งง่าย ด้วยการใช้งานปุ่ม 5-way Navigation ในแบบจอยสติ๊ก สามารถปรับมุมก้ม-เงยได้ตามมาตรฐาน มาพร้อมกับพอร์ตสัญญาณขาเข้า HDMI 2 และ DisplayPort 1 พอร์ต

จุดเด่น ข้อสังเกต
ดีไซน์ล้ำสมัย
ขอบจอบางเฉียบ
จอโค้ง 1500R

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ MSI


5.AOC 24G2E/67 ราคา 6,390 บาท

จอคอม 144hz

จอคอม 144Hz สายพันธุ์เกมมิ่ง ที่ออกแบบมาได้โดดเด่น ให้อัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 144Hz และเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium กับภาพที่ต่อเนื่อง ลดอาการฉีกขาด โดยใช้พาแนล IPS ให้มุมมองกว้าง และความคมชัดสูง เหมาะทั้งการเล่นเกมและการทำงาน โดยมี HDR Mode เอาใจคนที่ชอบสีสันที่สดใส ตอบโจทย์ในด้านความบันเทิงได้ดี กับการเกลี่ยสีได้อย่างสมงาม และทาง AOC ยังมีได้ใส่ AOC Low Input Lag ลดอาการสะดุดหรือขาดของภาพ โดยมีโหมดรองรับการเล่นเกมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น FPS, Racing, RTS และ Gamer อีก 3 โหมดด้วยกัน ให้การปรับมุมก้ม-เงยได้สะดวก จัดว่าเป็นจอเกมมิ่งอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

จุดเด่น ข้อสังเกต
ดีไซน์สวย ฐานตั้งกว้าง ปรับเลื่อนได้เล็กน้อย
มี HDR Mode
ปรับแต่ง Game Mode ได้

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AOC


6.LG 24GN600-B ราคา 6,430 บาท

จอคอม 144hz

จอเกมมิ่งดีไซน์ล้ำสมัย มาพร้อมอัตรารีเฟรชเรต 144Hz ของ LG ให้พื้นที่แสดงผลกว้าง พาแนลในแบบ IPS ให้สีสันที่สวยงาม และภาพคมชัด จุดเด่นอยู่ที่ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การเล่นเกมได้อย่างเต็มอิ่ม เช่น AMD FreeSync Premium ลดอาการภาพขาด ให้ภาพต่อเนื่องลื่นไหล และ Black Stabilizer เพิ่มการมองเห็นได้ฉากที่มืดชัดเจน และยังใส่ AIM point หรือเป้าเล็งมาให้ เพิ่มความแม่นยำ ให้ความสว่างสดใสกับ Brightness 300cd/m2 และลดแสงสะท้อนด้วยหน้าจอ Anti-Glare จุดเด่นด้วยค่า Gamut ที่สูงถึง 97% sRGB เพิ่มสีสันสดใส ด้วยการรองรับ HDR10 ให้พอร์ตสัญญาณขาเข้ามีให้เลือก HDMI 2 พอร์ตและ DisplayPort 1 พอร์ต ให้การปรับมุมก้ม-เงยได้

จุดเด่น ข้อสังเกต
AMD FreeSync Premium
ค่า Gamut สูง
รองรับ HDR10

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LG


7.SAMSUNG ODYSSEY G3 LF24G35TFWEXXT ราคา 5,900 บาท

จอคอม 144hz

เป็นจอภาพ G series จาก Samsung ที่มีความล้ำสมัย ทั้งด้านหน้าและหลัง ใส่ฟีเจอร์มาให้กับผู้ใช้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นขอบจอที่บางเฉียบ 3 ด้าน ทำให้ใช้งานแบบมัลติมอนิเตอร์ได้ แบบไม่เสียอรรถรส อัตรารีเฟรชเรต 144Hz ใช้พาแนลแบบ VA ที่ให้สีสันสดใส เหมาะกับการเล่นเกม มาพร้อม Flicker Free ลดอาการสั่นไหว และเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium เพื่อภาพที่ต่อเนื่อง ไม่ฉีกขาด จากอัตรารีเฟรชเรตที่สอดคล้องกับการประมวลผล ลดการกระตุก เช่นเดียวกับฟีเจอร์ Eye Saver Mode และ Flicker Free ที่ลดอาการสั่นไหว ให้ภาพที่นุ่มนวลสบายตา เป็นจอรุ่นเดียวในการรวมจอเกมมิ่ง 144Hz ครั้งนี้ ที่ให้การปรับเลื่อนได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น มุมก้ม-เงย, หันซ้าย-ขวา และปรับหมุน Pivot ได้ ปรับความสูงได้ถึง 11cm

จุดเด่น ข้อสังเกต
ปรับระดับหน้าจอได้หลายรูปแบบ บอดี้ค่อนข้างใหญ่
AMD FreeSync Premium
ขอบจอบางเฉียบ

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SAMSUNG


8.ACER VG240YSbmiipx ราคา 6,650 บาท

จอคอม 144hz

อีกหนึ่งเกมมิ่งมอนิเตอร์ ที่มีดีไซน์ทันสมัย และโครงสร้างที่แข็งแรงอีกรุ่นหนึ่ง กับโทนสีดำตัดเส้นสายสีแดง เพิ่มพื้นที่แสดงผลด้วยขอบจอที่บางพิเศษ กับฟังก์ชั่นการปรับแต่งที่เรียบง่าย บนพาแนลในแบบ IPS ที่ให้ความคมชัดสดใส แตกต่างจากรุ่นอื่นที่นำมารวมในครั้งนี้เล็กน้อย เพราะสามารถเพิ่มอัตรารีเฟรชเรตได้สูงถึง 165Hz ในโหมด OC จากจอคอม 144hz เดิม เพื่อการเล่นเกมบนเฟรมเรตที่ไหลลื่นมากขึ้น และมีพอร์ตแสดงผลทั้ง HDMI และ DisplayPort กับการปรับเลื่อนหน้าจอได้เล็กน้อย แถมด้วยลำโพงคู่ เสียงจัดจ้านมาบนจอ ไม่ต้องต่อลำโพงแยก ก็เล่นเกมได้สนุกสนานเช่นกัน

จุดเด่น ข้อสังเกต
ขอบจอบาง การปรับแต่งไม่ได้หวือหวานัก
มีลำโพงมาในตัว
พาแนล IPS

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ACER


9.MSI Optix G241 ราคา 6,830 บาท

จอคอม 144hz

จัดเป็นอีกหนึ่งจอคอม 144Hz ในราคาที่เป็นมิตรจาก MSI แต่ฟีเจอร์อัดแน่นจัดเต็ม เพราะมาในซีรีส์สำหรับเกมเมอร์ระดับ Esport กับดีไซน์ที่ดูล้ำสมัย โฉบเฉี่ยวไม่ว่าจะด้านหน้าหรือหลัง ให้การเล่นเกมที่ลื่นไหล ร่วมกับเทคโนโลยี AMD FreeSync ลดอาการภาพขาดและยังเป็นจอแบบ Wide Color Gamut ที่มีขอบเขตสีกว้าง สมจริง เหมาะกับทั้งการทำงานและความบันเทิง โดยทาง MSI ยังโชว์ความเป็นจอแบบ Frameless ที่ชอบจอบางเฉียบ เหมาะกับการใช้งานมัลติมอนิเตอร์ มีฟีเจอร์ Night Vision ช่วยให้การมองเห็นในที่มืด ทำได้ดีขึ้น และได้เปรียบคู่แข่ง และเทคโนโลยี Flicker Free ลดความสั่นไหว ให้ความคมชัดยิ่งขึ้น เมื่อเล่นเกมในฉากที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว โดยมีพอร์ตสัญญาณขาเข้ามาให้ครบครัน HDMI และ DisplayPort

จุดเด่น ข้อสังเกต
มีฟีเจอร์ช่วยในการเล่นเกมเยอะ ปรับเลื่อนได้ไม่เยอะมาก
ปรับแต่งง่าย
เทคโนโลยีระดับ Esport

เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ MSI


Conclusion

Display size Panel Flat/ Curved Brightness
cd/m²
Input Adaptive Sync Price
(Baht)
1.PHILIPS 242E1GSJ/67 23.8″ VA Flat 350 HDMI, DP FreeSync Premium 5,915
2.SAMSUNG LC24RG50FQEXXT 23.5″ VA Curved 250 HDMI, DP FreeSync 5,950
3.AOC G2490VX 23.8″ VA Flat 350 HDMI, DP FreeSync Premium 5,850
4.MSI G24C4 23.6″ VA Curved 250 HDMI, DP FreeSync Premium 6,200
5.AOC 24G2E/67 23.8″ IPS Flat 250 VGA, HDMI, DP FreeSync Premium 6,390
6.LG 24GN600-B 24″ IPS Flat 300 HDMI, DP FreeSync Premium 6,430
7.SAMSUNG ODYSSEY G3 24″ VA Flat 250 VGA, HDMI, DP FreeSync Premium 5,900
8.ACER VG240YSbmiipx 23.8″ IPS Flat 250 VGA, HDMI, DP N/A 6,650
9.MSI Optix G241 23.8″ IPS Flat 250 HDMI, DP FreeSync 6,830

ถือได้ว่าจอคอม 144Hz ในปัจจุบัน มีตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งราคาที่ต่างกัน ก็มีความแตกต่างในแง่ของเทคโนโลยี และการออกแบบที่ไม่เหมือนกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะชื่นชอบหรือเลือกแบบใด ให้เหมาะกับการใช้งานของตน เช่น พาแนลในแบบ VA และ IPS ซึ่งหากเน้นเล่นเกม และได้จอที่ราคาประหยัดลงมาบ้าง VA คือคำตอบ แต่ถ้าใช้งานด้านอื่นด้วย เช่น ทำงาน แต่งภาพ หรือความสว่างของสีสัน IPS ราคาสูงขึ้นมาหน่อยตอบโจทย์ได้ดี หรือถ้าต้องการจอที่ปรับเลื่อนได้หลากหลาย อาจจะมีตัวเลือกไม่มากนัก เพราะราคาค่อนข้างสูง รวมถึงพอร์ตสัญญาณขาเข้า พื้นฐานจะมีเป็น HDMI และ DisplayPort แต่ถ้าใช้กับคอมรุ่นเก่า หรือมีการ์ดจอที่มีเฉพาะ D-Sub ก็ต้องเลือกให้ดี เพราะอาจจะใช้งานไม่ได้หรือต้องแปลงกันหลายรอบ นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยในการเล่นเกม เช่น Night Vision, AIM Point หรือ Game Mode สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการเล่นอยู่ไม่น้อยเลย อย่างไรก็ดีเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคุณ อย่าลืมว่าจอภาพเราไม่ได้เปลี่ยนกันบ่อยๆ นะครับ ขอให้มีความสุขกับการเล่นเกมในทุกวันของคุณ

from:https://notebookspec.com/web/634531-9-gaming-monitor-144hz

เปรียบเทียบ iPhone 13 ทุกรุ่น แบบไหนเหมาะกับใครบ้าง อัพเดต 2022

เปรียบเทียบ iPhone 13 ทุกรุ่น แบบไหนเหมาะกับใครบ้าง อัพเดต 2022

เปรียบเทียบ iPhone 13

มาดูข้อมูลสเปค iPhone 13 ที่วางขายอยู่ ณ ขณะนี้ จาก Apple ว่ามีรุ่นไหนที่น่าจับตามองแล้วน่าสนใจกันบ้าง แล้วเราจะมาเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ไปเลย ว่า iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่นนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วรุ่นไหนเหมาะกับใครกันบ้าง


สรุปสเปคและเปรียบเทียบ iPhone 13 Series

iPhone 13 รุ่นใหม่นั้นมีออกมา 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ iPhone 13 Mini (5.4 นิ้ว), iPhone 13 (6.1 นิ้ว), iPhone 13 Pro (6.1 นิ้ว) และ iPhone 13 Pro Max (6.7 นิ้ว) โดยในส่วนสเปคของ แต่ละตัวในซีรี่ส์นี้นั้น ค่อนข้างที่จะตรงตามข่าวลือที่ได้หลุดออกมาอย่างมากมายในช่วงก่อนหน้า และสเปคที่ออกมาอย่างเป็นทางการนั้นมีดังนี้ 

Advertisementavw
เปรียบเทียบ iPhone 13

เปรียบเทียบ iPhone 13: ดีไซน์

i7

เริ่มต้นกันด้วยดีไซน์ของ iPhone 13 Series นั้น เรียกได้ว่าเหมือนกับ iPhone 12 Series เลยทีเดียว ให้ความรู้สึกว่าได้ Back to Basic เพราะมีความคล้ายคลึงกับ iPhone 4 เป็นอย่างมาก โดยจะมีขอบค่อนข้างเหลี่ยม ตัวเครื่องเป็นโลหะ แบนราบ ประกบด้วยแผ่นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยกระจกด้านหน้าจะเป็นแบบ Ceramic Shield เพิ่มความยิ่งขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมจอภาพ Super Retina XDR ที่กว้างเกือบจะเต็มขอบ มอบความสว่างและความสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ Notch หรือรอยบากด้านบนนั้นก็ได้มีการปรับเปลี่ยนให้มีขนาดที่เล็กลงกว่า iPhone 12 Series

เปรียบเทียบ iPhone 13: สีสัน

i2

มาดูการเปรียบเทียบ iPhone 13 แต่ละรุ่นในเรื่องสีสีนกันบ้าง รุ่นธรรมดาและรุ่น mini นั้นมาในดีไซน์ด้านหลังเป็นอะลูมิเนียมและกระจกที่ให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ Starlight, Midnight, Blue, Pink และ (PRODUCT)RED ส่วนใน iPhone 13 รุ่น Pro และ Pro Max นั้น มาในดีไซน์ด้านหลังเป็นด้านหลังแบบกระจกผิวด้านและสแตนเลสสตีล มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ได้แก่ Silver, Gold, Graphite และสีสันใหม่ที่เป็นไฮไลท์อย่าง Sierra Blue

i3

เปรียบเทียบ iPhone 13: หน้าจอแสดงผล

iPhone 13 รุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่น มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Super Retina XDR โดย

  • iPhone 13 Mini: มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.4 นิ้ว ที่ตัวเครื่องมีความเล็กกว่า iPhone 8 แต่มีความกว้างของหน้าจอที่มากกว่า และ all‑screen OLED display 2340 x 1080 pixel ความละเอียด 476 ppi
  • iPhone 13: มาพร้อมหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว all‑screen OLED display 2352 x 1170 pixel ความละเอียด 460 ppi
  • iPhone 13 Pro: มาพร้อม ProMotion รองรับ Adaptive Refresh Rate 120Hz หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว all‑screen OLED display 2352 x 1170 pixel ความละเอียด 460 ppi 
  • iPhone 13 Pro Max: มาพร้อม ProMotion รองรับ Adaptive Refresh Rate 120Hz หน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว all‑screen OLED display 2778 x 1284 pixel ความละเอียด 458 ppi

ทั้งหมดนี้รองรับ

  • HDR display
  • True Tone
  • Wide color (P3)
  • Haptic Touch

เปรียบเทียบ iPhone 13: การรองรับเทคโนโลยี 5G และการเชื่อมต่อ

i6

iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่นนั้นรองรับเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ที่ให้ความรวดเร็วในการดาวน์โหลดและอัพโหลดที่สูงขึ้น การสตรีมวิดีโอที่มีคุณภาพสูง การเล่นเกมที่ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น การโต้ตอบภายในแอพที่รวดเร็ว ไปจนถึงการโทร FaceTime แบบความละเอียดสูง ฯลฯ มาพร้อม Wi‑Fi 6, Bluetooth 5.0 และ NFC

เปรียบเทียบ iPhone 13: ชิปประมวลผล

i4

สเปคของทั้ง 4 รุ่นนั้นมาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A15 Bionic ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมแบบ 5 นาโนเมตร พร้อม Neural Engine ซึ่งเป็นระบบ AI ช่วยในการทำงานที่ลื่นไหล ที่ทาง Apple ได้นำมาใช้ใน iPad Mini 6 ด้วยเช่นกัน รองรับการประมวลผลได้สูงสุด 15.8 ล้านล้านรายการต่อวินาที ทำงานแบบ 6 Core แบ่งเป็น 2 เน้นทำงานหนัก + 4 แบบทำงานทั่วไปหรือประหยัดพลังงาน โดยรวมแล้วเร็วขึ้น 50% ส่วนชิปกราฟิก 4 – 5 Core ทำงานดีขึ้น 30% – 50% แน่นอนว่าเล่นเกมก็ดีขึ้น และ Neural Engine มี 16 Core ช่วยในการทำงาน ทุกอย่างนี้เพื่อการประมวลผลที่ซับซ้อน

เปรียบเทียบ iPhone 13 : กล้อง

i9 side
  • iPhone 13/iPhone 13 Mini
    • กล้องหลัง เป็นแบบ Dual Camera วางตัวในแนวทแยง กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal, เลนส์ Wide 12MP f/1.6 เลนส์ 7 ชิ้น, Focus Pixel 100% ส่วนเลนส์ Ultra-Wide 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา รองรับ Deep Fusion
    • กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision รองรับ Cinematic Mode และรองรับโหมดกลางคืนด้วย Deep Fusion
  • iPhone 13 Pro
    • กล้องหลัง มี 3 ตัว ได้แก่ เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal, เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel, เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมมองภาพ 120 องศา และเลนส์ Telephoto 12MP f/2.8 รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion
    • ด้านหลังมี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น
    • กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision รองรับ Cinematic Mode รองรับการบันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)
  • iPhone 13 Pro Max
    • กล้องหลัง มี 3 ตัว ได้แก่ เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal, เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel, เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมมองภาพ 120 องศา และเลนส์ Telephoto 12MP f/2.8 รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion
    • ด้านหลังมี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น
    • กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision รองรับ Cinematic Mode รองรับการบันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)

เปรียบเทียบ iPhone 13: ความจุ

สำหรับความจุที่ Apple ให้มาใน iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่นนั้นมีดังนี้

  • iPhone 13 mini จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 3 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB และ 512GB
  • iPhone 13 จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 3 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB และ 512GB
  • iPhone 13 Pro จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 4 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB
  • ‌iPhone 13 Pro Max จะมาพร้อมตัวเลือกด้านความจุ 4 ตัวเลือก ได้แก่ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB

เปรียบเทียบ iPhone 13: พอร์ตและสายชาร์จ

S 14901421

iPhone 13 Series นั้นจะได้รับสายชาร์จแบบใหม่โดยจะเป็นสาย USB-Type C to Lightning และ Apple จะไม่มีการแถม Power Adapter และ EarPods มาให้แล้วในกล่อง โดยทาง Apple ให้เหตุผลว่าเป็นในด้านของสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ใน Series นี้ก็ยังมาพร้อมการรองรับการชาร์จด้วยระบบ MagSafe โดย MagSafe Charger จะเป็นอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายแบบแม่เหล็กที่สามารถชาร์จไฟได้ดีกว่าที่ชาร์จไร้สายแบบเดิม และยังรองรับการชาร์จไร้สายผ่าน MagSafe สูงสุด 15W 

เปรียบเทียบ iPhone 13: ราคา

สำหรับราคาใน iPhone 13 ทั้ง 4 รุ่นนั้น มีดังนี้ 

  • iPhone 13 mini (5.4”)
    • ความจุ 128GB ราคา 25,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 29,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 37,900 บาท
  • iPhone 13 (6.1”)
    • ความจุ 128GB ราคา 29,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 33,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 41,900 บาท
  • iPhone 13 Pro (6.1”)
    • ความจุ 128GB ราคา 38,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 42,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 50,900 บาท
    • ความจุ 1TB ราคา 58,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max (6.7”)
    • ความจุ 128GB ราคา 42,900 บาท
    • ความจุ 256GB ราคา 46,900 บาท
    • ความจุ 512GB ราคา 54,900 บาท
    • ความจุ 1TB ราคา 62,900 บาท

ตารางเปรียบเทียบ iPhone 13 ทุกรุ่น

iPhone 13 Mini iPhone 13 iPhone 13 Pro iPhone 13 Pro Max
Display OLED 5.4″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2340 x 1080 / 476 ppi

OLED 6.1″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2532 x 1170 / 460 ppi
OLED 6.1″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2532 x 1170 / 460 ppi
OLED 6.7″
(Super Retina XDR)
ความละเอียด
2778 x 1284 / 458 ppi
Chipset A15 Bionic A15 Bionic A15 Bionic A15 Bionic
RAM 4 GB (?) 4 GB (?) 6 GB 6 GB
Memory 128GB / 256GB / 512GB 128GB / 256GB / 512GB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
Rear Camera Dual Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.6 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา

รองรับ Deep Fusion

Dual Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.6 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา

รองรับ Deep Fusion

กล้องหลัง 3 ตัว
เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS, 100% Focus Pixel, 1.4 µm,

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Telephoto 12MP f/2.8

มี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น

รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion

เลนส์ Pro Camera กระจกเลนส์ครอบทับด้วย Sapphire Crystal,

เลนส์ Wide 12MP f/1.5 เลนส์ 7 ชิ้น รองรับ OIS แบบ Sensor-Shift, 100% Focus Pixel, 1.7 µm,

เลนส์ Ultra-Wide 12MP f/1.8 มุมกว้าง 120 องศา

เลนส์ Telephoto: 12MP f/2.8

มี LiDar Scanner ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้าน AR และเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สวยงามและมีมิติมากยิ่งขึ้น

รองรับ Apple ProRAW, Deep Fusion

Front Camera TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision TrueDepth 12MP f/2.2 ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60fps รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision
Video 4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 30fps 4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 30fps 4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 60fps

บันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)

4K สูงสุด 60fps / HDR แบบ HDR Dolby Vision 60fps

บันทึกวิดีโอ ProRes สูงสุด 4K ที่ 30 fps (1080p ที่ 30 fps สำหรับความจุ 128GB)

Network WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
WiFi 6
Bluetooth 5.0
3G
4G
5G
Nano-SIM
eSIM
Battery ไม่ระบุ
[2,406 mAh (?)]
ไม่ระบุ
[3,227mAh (?)]
ไม่ระบุ
[3,095 mAh (?)]
ไม่ระบุ
[4,352 mAh (?)]
– 128GB ราคา 25,900 บาท
-256GB ราคา 29,900 บาท
– 512GB ราคา 37,900 บาท
– 128GB ราคา 29,900 บาท
– 256GB ราคา 33,900 บาท
– 512GB ราคา 41,900 บาท
– 128GB ราคา 38,900 บาท
– 256GB ราคา 42,900 บาท
– 512GB ราคา 50,900 บาท
– 1TB ราคา 58,900 บาท
– 128GB ราคา 42,900 บาท
– 256GB ราคา 46,900 บาท
– 512GB ราคา 54,900 บาท
– 1TB ราคา 62,900 บาท
สเปคดังกล่าวเป็นสเปคอย่างเป็นทางการ ยกเว้น RAM กับ Battery เป็นเพียงสเปคจากข้อมูลการคาดการณ์เท่านั้น

iPhone 13 รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง

ในส่วนเรื่องความเหมาะ ว่าใครเหมาะกับรุ่นไหนยังไงบ้างนั้น ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของทีมงานเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบมือถือ สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กๆ ที่พกพาสะดวก แต่แน่นอนว่าประสิทธิภาพต้องไม่ด้อยไปกว่าใคร ก็ต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดกับ iPhone 13 Mini เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กที่สุดในซีรี่ส์นี้ แต่ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่ได้รับการปรับปรุงมาจากรุ่นก่อนหน้านั้น ก็บอกได้เลยว่าน่าใช้งานมากๆ แต่สำหรับใครที่เน้นหน้าจอขนาดพอดี ไม่ใหญ่เกกินไป และไม่เล็กจนเกินไป แถมยังอยู่ในเกณฑ์ที่พกพาสะดวก แบตเตอรี่อึด ก็ต้องเป็น iPhone 13 เลย เพราะด้วยสเปคที่ Apple ใส่มา ประกอบกับขนาดหน้าจอ รวมไปถึงแบตเตอรี่นั้น บอกเลยว่ารุ่นนี้คุ้มสุดๆ แต่ถ้าใครที่ต้องการกล้องและฟีเจอร์ที่ในระดับที่เรียได้ว่าโปร iPhone 13 Pro ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะอยู่ในขนาดที่พอดีมือแล้ว ยังได้หน้าจอ 120Hz ที่ใครหลายคนอยากให้อยู่ในไอโฟนมานานแล้ว รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่ทำได้ดีกว่าในรุ่นธรรมดา รุ่นโปรตัวนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว แถมยังมีความจุสูงสุดที่ให้มาถึง 1TB ถ้าไม่ติดเรื่องราคาก็เลือกรุ่นนี้เลย แต่ถ้าอยากอัพเกรดขึ้นไปอีก นอกจากหน้าจอและกล้องแล้ว อยากได้ขนาดจอที่ใหญ่ สะใจ ดูสบายตา มาพร้อมแบตเตอรี่ที่อึด อยู่ยาวๆ ก็ต้องเลยตัวท็อปสุดอย่าง iPhone 13 Pro Max กันเลย (ถ้าไม่ติดเรื่องน้ำหนักก็ถือว่าใช่เลย)


กล่าวโดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนๆ ก็มาพร้อประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม แต่โดยรวมแล้วรุ่นโปรใน iPhone 13 นั้น ก็ถือว่าออกมาได้อย่างโปรจริงๆ มีความแตกต่างจากรุ่นธรรมดาที่ชัดเจนกว่าก่อนหน้า ทั้งเรื่องหน้าจอ กล้อง รวมไปถึงราคาด้วย ทั้งนี้หลังจากเปรียบเทียบดูกันชัดๆ ไปแล้ว ใครที่อยากเลือกรุ่นไหนก็สามารถเลือกให้ถูก ให้ตรงกับสไตล์ตัวเองได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ฟังเพลงออนไลน์ 24 ชั่วโมง ฟรี
โปรเน็ตรายวันทรู, เน็ตรายวัน AIS, ดีแทค
ตัวอักษรเกาหลี
อักษรภาษาอังกฤษสวยๆเท่ๆ
ตัวอักษรพิเศษไทย สวยๆ
pdf to excel

from:https://notebookspec.com/web/634234-apple-iphone-13-series-comparing

พรีวิว Aorus B660M PRO DDR4 บอร์ดสายคุ้มเพื่อ Intel Gen 12

หลังจากเปิดตัว Intel Gen 12 พร้อมเมนบอร์ด Z690 เรืองความแรงไม่ต้องพูดถึง แต่เมนบอร์ดก็แพงมากด้วย วันนี้ทีมงานเลยขอพรีวิว Aorus B660M PRO DDR4 เมนบอร์ดสายคุ้ม ออปชั่นครบ ในราคาที่เป็นมิตรมากยิ่งขึ้น

Aorus B660M PRO DDR4

Advertisementavw

Aorus B660M PRO DDR4 เป็นเมนบอร์ดสายคุ้มที่มาพร้อมชิปเซ็ตระดับกลางอย่าง Intel B660 ที่อาจจะถูกลดออปชั่นลงมาจาก Z690 พอสมควร แต่ก็ยังมาพร้อมจุดเด่นที่น่าสนใจไม่แพ้รุ่นใหญ่ โดยเฉพาะการรองรับซีพียู 12th Gen Intel® Core™ พร้อมแรมแบบ DDR4 ภาคจ่ายไฟที่มากถึง 12 เฟส รองรับการโอเวอรืคลีอคได้ระดับหนึ่ง รองรับ PCIe 4.0 ,USB 3.2 Gen2

Aorus B660M PRO DDR4

  • Supports 12th Gen Intel Core Series Processor
  • Dual Channel Non-ECC Unbuffered DDR4, 4 DIMMs
  • 12*+1+1 Twin Hybrid Digital VRM Design with 60A DrMOS
  • Shielded Memory Routing for Better Memory Overclocking
  • Fully Covered Thermal Design with High Coverage MOSFET Heatsinks
  • Blazing Fast Intel 2.5GbE LAN with Bandwidth Management
  • Dual Ultra-Fast NVMe PCIe 4.0 x4 M.2 with Thermal Guard
  • SuperSpeed USB 3.2 Gen 2×2 Type-C delivers up to 20Gb/s transfer speeds
  • Pre-installed IO Shield for easy and quick installation
  • RGB FUSION 2.0 with Multi-Zone Addressable LED Light Show Design, Support Addressable LED & RGB LED Strips
  • Smart Fan 6 Features Multiple Temperature Sensors, Hybrid Fan Headers with FAN STOP
  • Q-Flash Plus Update BIOS without Installing the CPU, Memory and Graphics Card

Aorus B660M PRO DDR4 01

Aorus B660M PRO DDR4 02 Aorus B660M PRO DDR4 03

กล่องของ Aorus B660M PRO DDR4 โชว์หน้าตา พร้อมฟีเจอร์เด่นครบครัน กล่องสวยเท่มากก

Aorus B660M PRO DDR4 04

ภายในกล่องจะมีคู่มือ น๊อต M.2 และสาย SATA 2 เส้น

Aorus B660M PRO DDR4 05

Aorus B660M PRO DDR4 07 Aorus B660M PRO DDR4 13

หน้าตาของเมนบอร์ดดูดีมาก มาพร้อมขนาด Micro ATX ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ก็ยังมาพร้อมออปชั่นต่างๆที่ครบครัน โทนสีดำเทา พร้อมฮีทซิงค์ภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ แรม DDR4 จำนวน 4 แถว

Aorus B660M PRO DDR4 06

ฮีทซิงค์ภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่มาก ช่วยระบายความร้อนได้อย่างดี พร้อมดีไซน์เรียบๆ แต่สวยงามไม่น้อย

Aorus B660M PRO DDR4 14

ซ๊อคเก็ต LGA 1700 ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

Aorus B660M PRO DDR4 08

แรมเป็นแบบ DDR4 รองรับสเปคสูงถึง DDR4 5333 (ในโหมด O.C.) ให้มาจัดเต็มถึง 4 แถว

Aorus B660M PRO DDR4 09

Aorus B660M PRO DDR4 17 Aorus B660M PRO DDR4 10

ด้านล่างมาพร้อม PCIe 4.0 แบบ M.2 SSD 2 ช่อง และ PCI Express x16 2 Slot

Aorus B660M PRO DDR4 12

พรอร์ต SATA หันออกด้านข้างจำนวน 4 Slot

Aorus B660M PRO DDR4 18

ด้านหลังเมนบอร์ดโล่งๆ

Aorus B660M PRO DDR4 19

พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง

  1. 1 x USB Type-C port, with USB 3.2 Gen 2×2 support
  2. 1 x USB 3.2 Gen 2 Type-A port (red)
  3. 4 x USB 3.2 Gen 1 ports
  4. 4 x USB 2.0/1.1 ports
  5. 1 x HDMI port
  6. 1 x DisplayPort
  7. 1 x RJ-45 port
  8. 1 x optical S/PDIF Out connector
  9. 2 x audio jacks

  Aorus B660M PRO DDR4 22

Aorus B660M PRO DDR4 อาจจะไม่ใช่เมนบอร์ดที่แพรวพราวด้วยเทคโนโลยี แต่เรียกว่าเป็นเมนบอร์ดที่คุ้มค่าสำหรับ Intel Gen 12 ก็คงไม่ผิดนัก เพราะด้วยตัวเมนบอร์ดรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อพื้นฐานที่ครบครันทั้ง DDR4 ,PCIe 4.0 พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ภาคจ่ายไฟที่จัดเต็มในระดับใช้ร่วมกับ Core i9 ได้สบาย อีกทั้งตัวเมนบอร์ดยังดีไซน์ได้เรียบ หรูสวยงาม เหมาะกับท่านที่อยากใช้ Intel Gen 12 คู่กับเมนบอร์ดคุ้มๆสักตัว ที่ออปชั่นครบ ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

Aorus B660M PRO DDR4 มาในราคาค่าตัว 5,390 บาท

จุดเด่น

  • ดีไซน์เรียบหรู
  • รองรับ Intel Gen 12
  • ราคาไม่แพงเกินไป
  • ขนาดกำลังดี พอร์ตครบ

ข้อสังเกต

  • ไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆของ Gen 12

from:https://notebookspec.com/web/632293-aorus-b660m-pro-ddr4-intel-gen-12

พรีวิว Acer Nitro 5 2022 และ Swift X รุ่นใหม่ สเปก Ryzen 6000 / Core i Gen 12 ปรับดีไซน์ แรงขึ้น ดีกว่าทุกมิติ น่าซื้อสุดๆ

Acer Nitro 5 2022 และ Acer Swift X 2022 สเปกใหม่ล่าสุด ซึ่งที่เราได้รับมาพรีวิวจะเป็น AMD Ryzen 6000H และ Intel Core i Gen 12 ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน CES 2022 ต้นปีที่ผ่านมา โดย Acer Nitro 5 เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่าต่อสเปกกับช่วงราคา 3x,xxx – 4x,xxx บาท ได้รับความนิยมมาตลอดหลายเจนเนอเรชั่น ทั้งจากสเปกที่แรง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม อาทิ คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ ที่สำคัญคือได้ดีไซน์ใหม่หมดจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ ส่วน Acer Swfit X หน้าจอ 16″ เน้นการทำงาน พร้อมได้ตัวเครื่องที่บางเบา

สำหรับ Acer Nitro 5 2022 ใช้ชิปประมวลผล Ryzen 6000H (Rembrandt) เทคโนโลยีการผลิต 6 นาโนเมตร ทำงานร่วมกับการ์ดจอปแยก GeForce RTX 30 Series ที่ประสิทธิภาพสูง ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 8GB – 16GB DDR4 Bus 3200MHz แบบ 8GB จำนวน 2 แถว ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง  อย่าง Full HD รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz หรือ Quad HD ที่ 165Hz  ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 11 Homeใช้งานได้ทันที 

Advertisementavw

Acer Nitro 5 2022

Acer Swift X รุ่นใหม่เป็น Acer Notebook รุ่นใหม่ที่พร้อมขายแล้ว ได้หน้าจอ 16″ เต็มตากว่า Swift 3 รุ่นก่อนๆ ที่เป็น 14″ ตัวเครื่องบาง 18.9 ม.ม. และเบาเพียง 1.7 กิโลกรัม สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 12 (Alder Lake) ซีรีส์ใหม่ที่อยู่ตรงกลาง ออกมาสำหรับโน้ตบุ๊กบางเบาที่ต้องการพลังแรง ทำงานที่ 28 วัตต์ สถาปัตยกรรมไฮบริด คอร์ใหญ่ผสมกับคอร์เล็ก เพื่อรองรับโหลดงานที่หลากหลาย แบบเดียวกับ big.LITTLE ที่เราคุ้นจากฝั่ง Arm ใช้การ์ดจอรุ่นใหม่อย่าง Intel Arc ได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการ์ดจอแยก พร้อมมี Wi-Fi 6E + พอร์ต Thunderbolt 4 รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายและดีที่สุด

Acer Swift X เน้นรองรับการทำงานอย่าง Content Creator อาทิ ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ หรือ Live Stream แน่นอนว่าสนับสนุน พื้นฐานอย่างงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง ถือว่าทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ  เหมาะกับคนทำงานหลากหลายอาชีพ หรือ นักเรียนนักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คจอใหญ่ที่บางเบาพกพาสะดวก แต่ได้ประสิทธิภาพที่สูงคุ้มค่าต่อราคา พร้อมกับแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน สนนราคา Acer Swift X คาดการณ์เริ่มต้นที่ 2x,xxx – 3x,xxx บาท ได้ประกัน 2 – 3 ปี โดยปีแรกเป็น On-site Service ส่วน Acer Nitro 5 2022 จะเป็น 3 ปี แบบ On-site Service ในทุกๆ รุ่น ทุกๆ สเปก

Acer Nitro 5 2022

พรีวิว Acer Nitro 5 2022

สเปกภายในของ Acer Nitro 5 2022 สเปก AMD Ryzen 6000H จะมีอยู่ด้วยกัน 4 เรื่องหลัก ๆ คือ สถาปัตยกรรมใหม่ ZEN 3+ พร้อมสถาปัตยกรรมจีพียู RDNA 2 บนสายการผลิต 6nm และรองรับกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างมาตรฐานแรม DDR5 และรองรับ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ที่ส่งผลให้มีความแรงที่มากกว่าขึ้น ความร้อนที่น้อยลง แบตเตอรี่ยาวนาน ที่กับคู่มากับการ์ดจอแยกตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce หลากหลายรุ่น อาทิ RTX 3050 / RTX 3050 Ti / RTX 3060 ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 8GB – 16GB Bus 4800MHz มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 ภายหลัง)

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 3

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบขอบจอบางเฉียบที่ยกมุมมองให้สูงยิ่งขึ้น บนความละเอียด Full HD 1920 × 1080 พิกเซล Refresh Rate ที่ 144Hz 3ms หรือ Quad HD 2560 x 1440 พิกเซล ที่ 165 Hz 3ms เลือกใช้ พาเนล IPS คุณภาพสูง ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลในทุกๆ การใช้งาน โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 6

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.2 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6E เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย แน่นอนว่าส่วนของระบบปฏิบัติการจะได้รับอัปเดทเป็น Windows 11 Home ทั้งหมดแล้ว

สเปก Acer Nitro 5 2022 ราคา 3x,xxx – 4x,xxx บาท

  • CPU : AMD Ryzen 6000H (Ryzen 5 / Ryzen 7 / Ryzen 9)
  • GPU : AMD Radeon (RDNA2) + NVIDIA GeForce 30 Series
  • RAM : 8GB / 16GB / 32GB DDR5 4800MHz
  • DISPLAY: 15.6″ / 17.3 + Full HD 144Hz / Quad HD 165Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 512GB / 1TB
  • OS : Windows 11 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 26

Hardware / Design

การดีไซน์ออกแบบ Acer Nitro 5 2022 สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 6000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-54 เครื่องเดโมที่เราได้รับมาพรีวิว จะเห็นว่ารูปลักษณ์ภายนอกได้ปรับจากรุ่นปี 2021 อย่าง Acer Nitro 5 AN515-45 ทั้งหมด ที่เป็นสเปก Ryzen 5000H รุ่นก่อน โดยวัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดี ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบาตามมาตรฐาน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น อย่าง Acer Nitro 5 หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเฉียบ พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องกระทัดรัด ที่ความละเอียดเป็น Quad HD ให้ความคมชัดกว่า Full HD อย่างเห็นได้ชัด

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 7

ซึ่งมีน้ำหนักตัวเครื่องตามสเปกอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม แต่ชั่งจริงๆ ได้ 2.4 กิโลกรัม ส่วนความหนาของตัวเครื่องก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ จัดว่าเป็นมาตรฐานมิติของ Gaming Notebook ยุคปี 2022 ที่รับได้ในขนาดหน้าจอนี้โดยได้เป็นหน้าจอ Refresh Rate ที่ 165Hz ทั้งสีสันและลื่นไหลจัดว่าดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการทำงานด้านเอกสาร หรือเล่นอินเตอร์เน็ต หรือการเล่นเกม รวมไปดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา โดดเด่นด้วยฝาหลังที่เรียบง่ายบานพับ 2 แกน มีเพียงโลโก้ Acer อยู่ 1 จุด 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 25

สำหรับสีสันก็ยังคงเอกลักษณ์สีดำ Shale Black แซมด้วยสีแดง แต่เพิ่มความโดดเด่นและสวยงาม ที่ต้องว่า Acer Nitro 5 2022 ฝาหลังจะมีลักษณะลวดลายผิวไม่เรียบลักษณะคล้ายโลหะบลัชปัดเสี้ยนบางส่วนบริเวณด้านข้างซ้ายและขวา ฝาบนจะโลโก้คำว่า Acer สีดำมันวาวเล็กน้อย ผิวฝาบนพื้นผิวเป็นพลาสติกมีสีดำด้านให้สัมผัสดีมีคุณภาพสูง พร้อมขอบตัวเครื่องหลังเป็นสีแดงแทนที่สีดำเหมือนรุ่นก่อนๆ รวมไปถึงขอบตัวเครื่องบริเวณฝาพับ จะเป็นสีดำพร้อมกับมีคำว่า Nitro สีแดงติดตั้งเอาไว้ โดยสามารถกางหน้าจอได้มากกว่า 145 องศาทีเดียว

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 24

ตัวเครื่องด้านในของ Acer Nitro 5 ยังให้ดีไซน์คล้ายๆ รุ่นก่อน ที่มีการติดตั้งปุ่ม Power ไว้มุมขวาบนสุดของชุดคีย์บอร์ด รวมไปถึงยังมีการติดตั้งปุ่ม NitroSense ไว้เหนือแป้นตัวเลขด้วย กดใช้งานได้สะดวกดี แต่ก็โดดเด่นกว่าด้วยที่คีย์บอร์ดนั้นเป็นไฟ RGB แบบแบ่งเป็น 4 โซน พร้อมกับใช้ขอบของปุ่มคีย์บอร์ดเป็นสีขาวทั้งหมด ซึ่งยอมรับเลยว่ามีความสวยงามลงตัวเข้ากับตัวเครื่องเป็นอย่างดี เพราะเวลาที่เราปรับไฟ แสงไฟจะเข้ากับขอบสีขาวมากกว่าหลายๆ รุ่นที่เป็นปุ่มสีดำทั้งหมด 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 34

ฝาล่างของตัวเครื่องใช้วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี พื้นผิวเป็นแบบสากๆ ทำให้หยิบจำแล้วไม่ลื่นไหล พร้อมยางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ 4 จุดด้วยกัน ซึ่งมีความมั่นคงดี ซึ่งเมื่อมองไปที่ช่องด้านล่างก็จะพบกับช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่พร้อมกับพัดลม 2 ตัว ที่กรณีที่เราเปิดเครื่องก็จะเห็นไฟสี RGB จากคีย์บอร์ดติดอยู่ด้วย ดูแล้วก็สวยงามไปอีกแบบ อีกทั้งเราจะเห็นในส่วนของสติ๊กเกอร์ปิดน็อตที่เราสามารถเจาะทะลุได้ โดยในการอัปเกรดคาดการณ์ว่าสามารถทำได้ไม่ยากอย่างการเพิ่ม RAM / SSD รวมไปถึงทำความสะอาดในอนาคต

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 17

สำหรับเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระบายความร้อนด้วยพัดลมคู่ เมื่อมีการใช้งานที่หนักหน่วง CoolBoost จะเพิ่มความเร็วพัดลมมากขึ้น 10% และการระบายความร้อน CPU/GPU มากขึ้น 9% เมื่อเทียบกับโหมดอัตโนมัติ  พร้อมจัดการระบบของเราแบบเรียลไทม์ด้วยซอฟต์แวร์ NitroSense ซึ่งครอบคลุมถึงอุณหภูมิ ความเร็วพัดลมและอีกมากมาย ในส่วนนี้ก็ถือว่ายังคงมาตรฐานเดิมๆ ที่ดีเยี่ยม

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 41
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 39
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 38
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 16
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 13
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 22

Keyboard / Touchpad

Acer Nitro 5 2022 ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีขาว รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน๊ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 15

ในส่วนทัชแพดนั้นจะมีขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ดีไซน์มีลักษณะขอบแดงรอบๆ ออกแบบปุ่มมาเป็นแบบชิ้นเดียวซ่อนปุ่มตามสมัยนิยมทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา จากการที่รุ่นก่อนๆ เคยมี เน้นความเรียบง่ายขึ้นเล็กน้อย ให้ความลื่นไหลในการใช้งานเป็นอย่างดี ซึ่งตัวทัชแพดจะวางตัวไปทางด้านซ้ายของเครื่องเล็กน้อยไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าจอเป๊ะๆ โดยรวมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่ปัญหาแต่อย่างใด

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 18
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 19
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 20

Screen / Speaker

Acer Nitro 5 2022 สเปก Ryzen 6000H เครื่องที่เราได้รับมาพรีวิว มาพร้อมหน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body บนความละเอียด Quad HD อย่าง 2560 × 1440 พิกเซล สัดส่วน 16:9 ที่เลือกใช้พาเนล IPS เกรดสูง ค่าขอบเขตสีคุณภาพดี ให้มุมมองที่คมชัด ภาพคมชัดกว่า สีสันสวยสดงดงามสมจริง ซึ่งเป็น Refresh Rate ที่ 165Hz ให้แสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz พื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา พร้อมติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 10

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 11
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 12
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 23

ส่วนทางด้านลำโพงของ Acer Nitro 5 2022 นั้นจะมีด้วยกัน 2W x 2 ทำงานแบบสเตอริโอ โดยจะอยู่ทางด้านล่างมุมซ้ายและขวาของเครื่องอย่างละตัว ลำโพงนั้นจะมีการวางตำแหน่งในลักษณะเฉียงลงไปยังพื้นเพื่อที่จะให้เสียงได้สัมผัสกับพื้นแล้วสะท้อนขึ้นมาก ซึ่งคุณภาพเสียงการใช้งานต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ระบบเสียงเป็น Acer Trueharmony และ DTS:X Ultra เพิ่มประสิทธิภาพเสียงในทุกย่านเสียง พร้อมจำลองเสียง 3 มิติได้ เพื่อรองรับความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลง ก็สามารถทำออกมาได้ดีเช่นเดิม

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 35
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 36
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 37

Connector / Thin And Weight

Acer Nitro 5 2022 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล  โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย ซึ่งนับว่ามีความโดดเด่นที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ ในตลาด

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 30

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของช่องมาตรฐานด้านเสียงอย่าง Mic-in/Headphone-out 3.5 มิลลิเมตร แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน ทั้งในการโอนถ่ายไฟล์หรือเชื่อมต่ออุปกรณ์เทียบกับรุ่นก่อนก็ถือว่าดีกว่าหลายด้าน ส่วนพอร์ตชาร์จไฟอแดปเตอร์ติดตั้งไว้ที่ด้านนหลังเช่นเดิม อย่างไรก็ตามยังคงรูปแบบการเชื่อมต่อเดิมๆ ไว้ โดยที่ไม่ได้มีการปรับปรุงใดๆ ในส่วนนี้เลย 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 29
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 33
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 44

การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.2 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6E ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน ทางด้านการพกพา Acer Nitro 5 2022 ทำได้น่าพอใจในระดับที่ใกล้เคียงกับรุ่นเดิม จากการที่มีน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.4 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์สายชาร์จเข้าไปด้วยแล้วก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3.3 กิโลกรัม นับได้ว่าพอพกพาสะดวกอยู่เวลาใช้งานนอกสถานที่ได้บ้าง

พรีวิว Acer Swift X 2022

Acer Swift X สเปก Intel Core i Gen 12 (Alder-Lake) ที่เป็นชิปประมวลผลยุคใหม่ ที่มีการปรับปรุงในหลายๆ ส่วน อีกทั้งใช้สถาปัตยกรรมเดียวกับเดสก์ท็อป มีคอร์ใหญ่ (P-core) และคอร์เล็ก (E-core) แบ่งโหลดงานด้วย Thread Director, ผลิตที่กระบวนการระดับ Intel 7 เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร ทำงานแบบคอร์ใหญ่ผสมกับคอร์เล็ก เพื่อรองรับโหลดงานที่หลากหลาย แบบเดียวกับ big.LITTLE ที่เราคุ้นจากฝั่ง Arm แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสารอย่าง Word / Excel / Power Point ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ อาทิ Photoshop / Premiere Pro รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ทำได้ดีขึ้น 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 47

รุ่นที่นำมาพรีวิวเป็นสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 12 อย่าง P-series ที่เป็นซีรีส์ใหม่ที่อยู่ตรงกลาง ออกมาสำหรับโน้ตบุ๊กบางเบาที่ต้องการพลังแรง ทำงานที่ 28 วัตต์ ส่วนการ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่แรงสุดในตลาดอย่าง Inel ARC Graphic ที่แรงเทียบเท่าการ์ดจอแยก ซึ่งน่าจะเหนือชั้น Iris Xe Graphic ยิ่งขึ้นไปอีก ได้หน่วยความจำแรมออนบอร์ด 8GB – 16GB LPDDR5x และ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ขนาด 16″ ความละเอียด Full HD+  แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใสพร้อม Windows 11 Home ใช้งานได้ทันที 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 46

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ Thunderbolt 4 (เป็น USB 3.2 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6E ที่ดีขึ้นได้อีก และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.2 ใหม่ล่าสุด คาดการณ์ได้การรับประกันเป็น 2 – 3 ปี พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมง (สเปก i7 มีประกัน On-site Service ในปีแรก) ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย

Acer Swift X 2022 ราคา 2x,xxx – 3x,xxx บาท

  • CPU : Intel Core i Gen 12 P Series (i5 / i7) 
  • GPU : Intel ARC Graphics
  • RAM : 8GB / 16GB LPDDR5x 
  • DISPLAY: 16″ IPS Full HD+ 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 512GB
  • OS : Windows 11 Home 
  • Software : Office Home & Student
  • Warranty : 2 – 3 Years

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 61

Hardware / Design

Acer Swift 3 X ที่เป็นรุ่นหน้าจอ 16″ นี้ ตัวเครื่องใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์ให้สัมผัสที่ดีเยี่ยม กับสีสัน Steel Gray ออกเป็นสีเทาๆ เข้มๆ ที่เหมาะกับทั้งหนุ่มๆ ลุคเท่ๆ เน้นเรียบง่าย หรือสาวๆ ที่เน้นทางการก็ดูลงตัว  ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน๊ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดีที่มาพร้อมราคาที่คุ้มค่าน่าใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่าได้รับ DNA มาจากดีไซน์การออกแบบโดยรวมมาจาก Acer Swift X รุ่นปี 2021 ที่เป็นหน้าจอ 14″ มาเต็มๆ แต่ก็มีรายละเอียดหลายส่วนที่ต่างออกไป  

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 50

ดีไซน์ภายนอกดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก ขอบตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นดีไซน์แบบโค้งมนเนียนๆ เข้ากับมือเวลาหยิบจับถือขึ้นมา โดยตัวบานพับด้านหลังเป็นแบบแถวยาวแถวเดียว  โดยตัวเครื่องมาพร้อมกับบาง 18.9 มิลลิเมตร ซึ่งนับว่าเป็นความบางของตัวเครื่องที่ทำได้ดีมาก และมีน้ำหนักเพียง 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 16″ แต่ตัวเครื่องเทียบเท่ากับหน้าจอ 15.6″ อย่างโน๊ตบุ๊คที่อยู่แล้วก่อนหน้า พร้อมการพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้นแบบรู้สึกได้ จนรุ่นจอใหญ่ๆ หนาๆ ต้องอิจฉาเลยทีเดียว กับแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน พร้อมยังสามารถชาร์จได้รวดเร็วด้วยการชาร์จเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 85

ฝาหลังเป็นวัสดุอลูมิเนียมอัลลอยด์ ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียมผิวเรียบเนียนกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป พร้อมโลโก้ Acer ตามมาตรฐานกลางฝาหลัง ให้สีสันเป็นเงินมันวาว สำหรับขอบตัวเครื่องมีความโค้งมนเพื่อความสวยงาม ส่วนด้านในก็จะเป็นแม็กนีเซียมที่ดูหรูหราพร้อมสัมผัสที่แตกต่างไปเล็กน้อยรู้สึกได้ถึงความไม่เรียบ เข้ากันได้ดีกับคีย์บอร์ดสีเทาตัวอักษรเป็นสีขาวยิ่งให้ความสวยงามและโดดเด่นตามสไตล์ของ Acer Notebook แน่อนนว่าตัวคีย์บอร์ดมีไฟ LED Blacklit สีขาว ยิ่งให้ความพรีเมียมขึ้นไปอีก โดยมีคำว่า Swift อยู่ พร้อมยางรองพิเศษที่จะดันตัวเครื่องให้เอียงเมื่อเราทำงานเปิดใช้งาน เพื่อให้รับกับการพิมพ์ของเรา

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 78

สรุปสำหรับตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ Acer Swift X 2022 นั้น เป็นการรักษาภาพลักษณ์รุ่นเดิมที่ดูลงตัวอยู่แล้ว แต่ได้มีการเพิ่มขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่า 14″ เข้ามาเป็นตัวเลือก จากการที่ Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน๊ตบุ๊คบางเบาราคาคุ้มค่า ที่ราคาไม่แพง ซึ่งรุ่นสเปกที่เรานำมาพรีวิว คาดการณ์ว่าราคาจะอยู่ที่ 3x,xxx บาทเท่านั้น ที่ให้ภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือเมื่อเทียบกับ Acer รุ่นก่อนๆ ต่อฟีเจอร์และสเปกที่ได้ จัดได้ว่ามีราคาที่จับต้องได้ง่ายอีกด้วย 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 55
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 59
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 56
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 77
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 80
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 81

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาในตัวเครื่องเป็นแบบ Chiclet Keyboard แบบ Full Size พร้อม Numpad ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างสั้น แต่ใช้งานจริงก็พอได้อยู่ไม่ได้ลำบากในการใช้งานนัก ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว ส่งผลให้พิมพ์ได้อย่างสะดวกไม่แพ้คีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ เลย พร้อมมีไฟคีย์บอร์ดสีขาวส่องสว่างที่เราสามารถเลือกเปิดปิดได้ช่วยให้ใช้งานในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 60

ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบน แต่มีความลึกลงไปเล็กน้อย พร้อมได้ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ในตัวปุ่มเดียว ที่ใช้งานได้ง่าย ผ่านทางฟีเจอร์ Windows Hello ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยกว่าการกรอกรหัสเข้าใช้งานเครื่องทุกครั้งทัชแพดถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่ใหญ่กำลังดี โดยจะซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและคลิกขวาเอาไว้ทำให้ดูเรียบง่ายหรูหรา จากการทดสอบแล้วทัดแพชนี้รองรับ Gesture Control ได้ดีและมีการตอบสนองที่รวดเร็ว 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 63
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 64
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 74

Screen / Speaker

Acer Swift X 2022 ตัวเครื่องติดตั้งหน้าจอขนาด 16″ ที่เป็นขนาดที่แตกต่างจากรุ่นทั่วไป ที่เป็นแล้วเป็น 14″ หรือ 15.6″โดย ได้ขอบจอบางสุดๆ  ได้พาเนล IPS เกรดสูงที่ดีกว่าหลายๆ รุ่นในตลาด ที่รองรับความละเอียด Full HD+ หรือ 1920 x 1200 พิกเซล สัดส่วน 16:10 ที่เหมาะกับการทำงานหรือความบันเทิงแบบสุดๆ ด้วยสีสันที่สมจริงเรียบเนียมและมุมมองที่กว้างกว่า แน่นอนว่าขอบด้านบนยังติดตั้งกล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD พร้อมไมโครโฟนแบบคู่ให้ใช้งาน VDO Call หรือประชุมออนไลน์ เรียนออนไลน์ ผ่านซอฟต์แวร์ต่างๆ อยู่

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 52

อีกทั้งยังมี Acer Color Intelligence เทคโนโลยีนี้จะปรับแกมม่าและความอิ่มตัวสีแบบเรียลไทม์ ช่วยปรับสี ความสว่าง และความอิ่มตัวสี แน่นอนว่าให้ประสบการณ์ใช้งานในการแสดงผลที่เยี่ยมยอด โดยมี BluelightShield ลดแสงสีฟ้า รองรับกับงานทั่วไปเป็นอย่างดีและพอเพียงกับการใช้งานทั่วไป อย่างเล่นอินเตอร์เน็ต พิมพ์งาน รวมไปถึงการดูหนังฟังเพลง ดู Youtube / Netfilx 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 53
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 57
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 68

ในส่วนของลำโพงที่ติดตั้งมาเป็นแบบสเตอริโอแบบ 2 x 2W มาพร้อมระบบเสียง DTS Audio และ Acer TrueHarmony โดยเป็นลำโพงขนาดเล็กอยู่ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางและแหลมเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป อย่างไรก็ตามถ้าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีจริงๆ แนะนำต่อลำโพงหรือหูฟังแยกจะดีกว่า

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 82
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 84
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 83

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครันสุดในรุ่น แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบา ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน ที่สำคัญยังให้พอร์ตอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 ช่อง ที่เป็น Full Function ที่ประกอบไปด้วย USB 4.0 / DisplayPort / PD รองรับการชาร์จไฟในตัวอีกด้วย โดยรวมแล้วต้องบอกว่าเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คในกลุ่มราคาเดียวกันทีเดียว

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 69

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ทั่วไปในปี 2021 ถือได้ว่ามีมิติที่พอๆ กัน ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ไซส์เล็กเข้าไปด้วย ก็จะมีหนักไม่ถึง 2 กิโลกรัม อีกทั้งได้อแดปเตอร์มาตรฐาน USB-C มาแล้ว ทำให้เราสามารถใช้งานได้สะดวก รวมไปถึงชาร์จอุปกรณ์ได้หลากหลาย

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 70
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 72
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 87

ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่านอกจากตัวเครื่องที่บางเบาแล้ว ในส่วนของอแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กและเบามากๆ โดยรวมแล้วก็จัดว่ามีน้ำหนักที่ไม่ลำบากในการพกพาเลย สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาอีกรุ่นหนึ่ง สาวๆ น่าจะชอบกัน หยิบใส่กระเป๋าไปใช้งานข้างนอกสบายๆ ตอบโจทย์คนทำงานสาย Content Creator ที่ชอบทำงานนอกสถานที่แน่นอน 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 86
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 85
Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 88

Conclusion : Acer Nitro 5 / Swift X

การมาของ Acer Nitro 5 2022 สเปก Ryzen 6000H นับได้ว่ามีเปลี่ยนแปลงไปหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องของสเปกภายในและดีไซน์ภายนอก ที่มีการปรับใหม่หมดแล้ว ให้เรื่องประสิทธิภาพเล่นเกมที่ดีขึ้นแน่นอน จากเทคโนโลยีต่างๆ ที่จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ชิปประมวลผล การ์ดจอแยก มาตรฐานแรม มาตรฐาน SSD ที่สำคัญคือได้หน้าจอที่ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ มิติ เชื่อได้ว่า Acer Nitro 5 2022 ต้องได้รับความนิยมไม่แพ้กับ Acer Nitro 5 รุ่นก่อนๆ เลย อย่างไรก็ตามคงต้องมารอลุ้นกันว่าจะเข้ามาขายจริงเมื่อไหร่ และราคาขายรวมถึงสเปกต่างๆ จะน่าซื้อแค่ไหนกันเมื่อเทียบกับคู่แข่งแบรนด์อื่นๆ ไว้รอตัวขายจริงมาเราจะได้รีวิวเต็มๆ กันอีกครั้ง 

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 43

Acer Swift X ก็ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานพกพาจอใหญ่กว่าที่ 16″เน้นใช้งาน Content Creator ราคาไม่แพงที่คุ้มค่า ด้วยการติดตั้งชิปประมวลผล Intel Core i Gen 12 ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าไปอีกระดับ พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวแรงอย่าง Intel ARC Graphics ได้แรมก็เป็นมาตรฐาน LPDDR5x การเข้าถึงข้อมูลได้ไวด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB ทำให้ความลื่นไหลทั้งระบบ โดยมีความบางเบา พร้อมแบตใช้งานได้ทั้งวัน แน่นอนว่าตอบโจทย์สำหรับการพกพาในระดับที่ดีเยี่ยม ซึ่งบอกได้เลยว่าเหมาะกับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาจอใหญ่ ได้ฟีเจอร์ครบเครื่อง

Acer Nitro 5 Swift X CES 2022 Preview 65

from:https://notebookspec.com/web/632844-preview-acer-nitro-5-2022-swift-x-2022

พรีวิว MSI Creator Z16P สเปก i7-12700H + RTX 3070 Ti จอ 16″ QHD+ ที่สุดของ สาย Content Creator งานระดับโปร ปี 2022

MSI Creator Z16P พร้อมจำหน่ายแล้วในไทยกับราคา 8x,xxx บาท จัดว่าเป็นอีกหนึ่ง Notebook หน้าจอ 16″ QHD+ ที่ 165Hz เพื่อการทำงานมืออาชีพ สาย Content Creator ระดับสูงของปี 2022 ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้มีการต่อยอดในหลายๆ ส่วน เรียกได้ว่ามีฟีเจอร์ล้ำๆ มากมาย สำหรับการมาของ MSI Creator Series นั้น เป็น เน้นงานสร้างสรรค์งานดิจิตอลต่างๆ ระดับสูงแบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น Youtuber / Streamer / VDO Editor / Photographer / 3D Animator / Graphic Designer หรือ Metaverse รวมไปถึงยังรองรับการเล่นเกมได้ลื่นไหลด้วย

MSI Creator Z16P

Advertisementavw

ได้สเปกเป็นชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง Intel Core i Gen 12H Series จับคู่มากับการ์ดจอแยกทรงพลังอย่าง NVIDIA GeForce RTX 30 Series รุ่นใหม่ พร้อมทั้งได้หน้าจอสัดส่วน 16:10 พาเนลคุณภาพสูงที่ค่าขอบเขตสี 100% DCI-P3 ให้สีสันที่คมชัดและเหมาะกับการทำงานด้านกราฟิก มัลติมีเดีย ด้วยความละเอียดระดับ 2560 × 1600 พิกเซล พร้อมรองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วและปากกา ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz และค่าคลาดสีเพียง Delta-E <2 พร้อมเทคโนโลยี True Color ช่วยปรับโปรไฟล์สีต่างๆ ตามลักษณะการใช้งาน เรียกได้ว่าอัปเกรดจากรุ่นปีก่อนอย่าง MSI Creator Z16 หลายๆ ส่วนทีเดียว

VDO Introduction

NBS Verdict

หน้าตาดีไซน์ภายนอก MSI Creator Z16P แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากรุ่นก่อนอย่าง MSI Creator Z16 แต่ก็ยังคงมีเอกลักษณ์และทันสมัย สมกับเป็นรุ่นพี่ท็อปสุดรุ่นตระกูล Content Creator จาก MSI  ด้วยโลหะวัสดุอลูมิเนียมและสีสัน Lunar Gray และยังมาพร้อมความบาง เบาพกพาง่ายมาก เมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ ทั้งราคาและสเปกภายในถือว่ามีความเหนือชั้น รองรับทุกการใช้งานได้ลื่นไหล ได้ทั้งชิปประมวลผล Intel Core i Gen 12 รุ่นแรงพิเศษอย่าง i7-12700H หรือ i9-11290H

และการ์ดจอที่แรงระดับ Gaming ตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 / RTX 3070 Ti / RTX 3080 Ti และแรมที่ขนาด 16GB – 128GB DDR5 Bus 4800MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 1TB – 2TB ที่แรงกว่ารุ่นก่อนๆ เชื่อได้ว่าใครต้องการโน๊ตบุ๊คเน้นทำงานขั้นสูงเป็นหลัก หรือจะเล่นเกมหนักๆ บ้างหลังจากเลิกงาน รวมไปถึงการใช้งานเกี่ยวกับ Metaverse ทั้งงานสร้างหรืองานเสพก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เรียกได้ว่าถ้างบถึงแบบไม่ติดขัดก็นับว่าน่าซื้อสุดๆ 

MSI Creator Z16P

ในส่วนของหน้าจอก็จัดได้ว่าเป็นหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดในตลาดรุ่นหนึ่ง ด้วยความละเอียด Quad HD+ ที่มีความละเอียดสูงและเหมาะสม ขนาด 16″ ซึ่งสมบูรณ์ด้านการแสดงสีสันเที่ยงตรง ความแม่นยำสูงแบบมือโปร ที่ 165Hz ความสว่างสูงสุด 1000 nit เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ขอบหน้าจอก็บางเฉียบตัวเครื่องก็เล็กกระทัดรัด พร้อมรองรับการทัชกรีนทั้งนิ้วมือและปากกาเพื่องานสร้างสรรค์ในทุกรูปแบบอีกด้วย อีกทั้งกางหน้าจอได้ 180 องศา มีฟีเจอร์ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12

เน้นพกพาสุดๆโดยแบตเตอรี่จากการใช้งานจริงๆ ได้ตลอดทั้งวัน กับน้ำหนักเพียง 2.4 กิโลกรัม ที่เบาเทียบเท่ากับรุ่นจอ 15.6″ พร้อมทั้งตัวเครื่องยังมีพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งเป็น USB-C ที่ต้องบอกว่าเป็นพอร์ตที่ดีที่สุดแล้ว ส่วนพอร์ตอื่นๆ ก็จัดมาครบครัน นอกจากนี้การเชื่อมต่อไร้สายยังเป็น Wi-Fi 6E แบบ Killer ที่ปลอดภัยและแรงกว่าเดิม พร้อมการจัดการที่เยี่ยมยอดในการส่งถ่ายข้อมูลแบบไม่มีสะดุด และที่โดดเด่นจะเป็นเรื่องของชุดระบายความร้อน Vapor Chamber Cooler ที่นำพาความร้อนออกไปได้ดีกว่าเดิม

MSI Creator Z16P

สรุปง่ายๆ สำหรับการมาของ MSI Creator Z16P เหมาะคนคนหรือใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 17.3″ สายทำงาน Content Creator จริงจัง ไม่ว่าจะเป็นงาน 2 มิติ, 3 มิติ อาทิ Youtuber และ Streamer รวมถึงงานประเภท ทำภาพเคลื่อนไหว 3D ด้วย Ray Tracing, การตัดต่อวีดีโอขั้นสูง, การตกแต่งภาพที่ซับซ้อน, การออกแบบกราฟิกระดับสูง, การสร้างภาพสถาปัตยกรรม รวมไปถึงโลกเสมือน Metaverse ที่กำลังมาตามเทรนของโลก ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรที่สูงกว่าที่เคยมีมาเป็นการรวมของ VR + AR เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด

สำหรับคนที่กำลังจะซื้อโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานสร้างสรรค์ระดับสูงในงบประมาณเริ่มต้น 8x,xxx บาท ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคาค่าตัว กับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป ที่สำคัญคือได้งานประกอบพรีเมียม และฟีเจอร์ที่เหนือชั้นกว่า หรือกรณีที่อยากได้สเปกแรงแต่ไม่อยากได้ดีไซน์แบบ Gaming Notebook ในส่วนของ MSI Creator Z16P ก็สามารถเป็นตัวเลือกแรกๆ ได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม ติดตามชมรอผลทดสอบของ MSI Creator Z16P ตัวขายจริง

MSI Creator Z16P

จุดเด่น MSI Creator Z16P

  • ดีไซน์การออกแบบพรีเมียม งานประกอบแน่นวัสดุดี สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูงสาย Creator
  • หน้าจอ 16″ แต่ตัวเครื่องเบาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ โดยมีน้ำหนักเพียง 2.4 กิโลกรัมเท่านั้น
  • ประสิทธิภาพแรงก้าวกระโดด สเปกสูงสุดด้วย Core i9-12900H การ์ดจอแยก RTX 3080 Ti
  • หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 100% ที่ความละเอียด Quad HD+ ทัชกรีนได้
  • หน้าจอกางได้ 180 ฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share และมี MSI Pen มาให้ในบันเดิล
  • แรมสูงสุดที่ 128GB มาตรฐานใหม่ DDR5 และ SSD M.2 NVMe Gen 4 ที่ 2TB
  • มี Windows 11 Home พร้อมใช้งานและ ซอฟ์ตแวร์ MSI Center Pro ที่ดีเยี่ยมในการปรับแต่ง
  • ประสิทธิภาพดีทั้งการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe และการเล่นเกม 3 มิติหนักๆ ได้สบาย
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟส่องสว่าง ทำงานแบบ Per-key RGB พร้อมเพิ่ม Numpad
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6E ใหม่ล่าสุด แบบ Killer ดีกว่าก่อนหน้า
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • มี Fingerprint + IR Camera ใช้ผ่าน Windows Hello ได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย
  • กล้องเว็บแคม Full HD ให้ความคมชัดกว่ารุ่นทั่วไป ในการ VDO Call ต่างๆ
  • ติดตั้ง Ambient Light Sensor ช่วยปรับแสงหน้าจออัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม
  • ลำโพงแบรนด์ DYNAUDIO จำนวน 4 ตัว ให้เสียงดีทีคุณภาพ ได้มิติกว่าลำโพง 2 ตัว
  • การจัดการความร้อนได้ดีด้วยชุดระบายความร้อนใหม่ Vapor Chamber Cooler 
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 พอร์ต รองรับการใช้งานมืออาชีพครบถ้วน
  • มีช่อง SD Card Reader ที่ช่างภาพ ช่างวีดีโอ สาย Content มักใช้งานบ่อยๆ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันไม่ว่าจะเป็น USB-A, HDMI และ SD Card Reader  

จุดอัปเกรด MSI Creator Z16P จากรุ่นก่อน

  • ติดตั้ง SD Card Reader แทนที่ micro-SD Card Reader
  • มีแป้นตัวเลข Numpad ติดตั้งมาให้ใช้งานแล้ว
  • ระบบระบายความร้อนเปลี่ยนเป็น Vapor Chamber Cooler
  • มี MSI Pen ที่เป็นปากกาสไตลัสมาให้ในบันเดิล
  • ติดตั้ง Ambient Light Sensor จากเดิมที่ไม่มี 

MSI Creator Z16P P8

Specification

MSI Creator Z16P ในบทความนี้เป็นเครื่องเดโม ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงสูงสุดอย่าง Core i7-12700H รูปแบบการทำงานใหม่ด้วยไฮบริด ความเร็ว Efficient-core Max Turbo ที่ 3.50 และ Performance-core Max Turbo ที่ 4.70 ทำงานแบบ 14 คอร์ 20 เธร์ด ประสิทธิภาพสูงไว้ใจได้แน่นอน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรม Alder Lake (Intel 7) เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอออนชิปอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายล้ำหน้า ในการทำงานขั้นสูงแบบมืออาชีพ

Intel Gen 12

พร้อมการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ที่แรงลื่นและร้อนน้อยสุดๆ อย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti มีแรมการ์ดจออยู่ที่ 8GB GDDR6 (90W Maximum Graphics Power with Dynamic Boost) สถาปัตยกรรม Ampere ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ระดับ Gaming Desktop หรือทำงานสายไฮเอนด์แล้ว มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 จำนวน 2 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ความจุ 2TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 Bus 4800 MHz มาตรฐาน SO-DIM RAM รองรับ Dual Channel พร้อมอัปเกรดได้สูงสุด 128GB

Copy of gf ces22 laptop ti learn gf article og 1200x630 1

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลขนาด 16″ ที่ใหญ่กว่าและสัดส่วนมากกว่า 15.6″ โดยเป็น 16:10 ซึ่งเป็น Golden Ratio 1.618 พร้อมมีสเปกที่รองรับการทัชสกรีน 10 จุดด้วยนิ้วมือ รวมไปถึง MSI Pen ที่บันเดิลมาให้ในชุด ได้ขอบเขตสีระดับ 100% DCI-P3 อีกทั้งมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า True Pixel ที่เป็นการรวมความสุดยอดด้านสีสันของหน้าจอ รวมถึงมีการรับรองมาตรฐานด้านค่าสีต่างๆจากทาง Calman ผ่านการคาลิเบรตแสงและสีจากทางโรงงานทีละตัว ให้เราสร้างสรรค์ผลงานได้สมบูรณ์แบบที่สุด ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีขึ้นกว่ายุคก่อน ทั้งหมดนี้พร้อมรองรับ Metaverse ด้วยมาตรฐาน Meta Ready อีกด้วย

MSI Creator Z16P P7

ส่วน MSI Pen เป็นปากกาสไตลัสที่รองรับแรงกด 4096 ระดับ ทำให้สมจริงในการใช้งาน มาพร้อมกับเทคโนโลยี MPP2.0 ซึ่งช่วยให้การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงดีไซน์ยังมีความสวยงามพรีเมียมเข้ากับตัวเครื่องเป็นอย่างดี พร้อมมีแม่เหล็กในตัวจึงสามารถแนบติดไปกับตัวเครื่องของ MSI Creator Z16P ได้ ส่วนการชาร์จไฟก็สะดวกเพราะรองรับการชาร์จแบตผ่านทางพอร์ต USB-C และที่โดดเด่นก็คือนอกจากการขีดเขียนแล้วยังใช้งานเป็น Presentation Remote ได้ด้วย เป็นปากกาที่จะยกระดับการจดบันทึกรูปแบบเก่าให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

MSI Creator Z16P ราคาคาดการณ์ 8x,xxx บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-12700H (14C/20T, 3.80 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe + NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR5 Bus 4800 MHz (8GB x 2)
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 2TB
  • DISPLAY : 16″ Touch IPS QHD+ @165Hz 
  • Keyboard : Mini LED Per-Key Backlight 
  • Connection : Killer Wi-Fi 6E + BT5.2
  • OS : Windows 11 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

Hardware / Design

สำหรับการออกแบบ MSI Creator Z16P มีความสดใหม่ตลอดทั้งตัวเครื่องเมื่อเทียบกันรุ่นหน้าจอ 15.6″ โดยสีสันเป็นสีออกเงินๆ พื้นผิวแบบด้าน ชื่อว่า Lunar Gray โดดเด่นด้วยความพิเศษ ก็คือ เรื่องของดีไซน์ที่บางเบา ที่บางสุดแค่ 19 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.4 กิโกลกรัม ทำให้พกพาหยิบจับได้สะดวกแน่นอน แต่อัดแน่นเรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ภายใน ส่งผลให้เรื่องประสิทธิภาความแรงนั้นทะลุมาตรฐานโน๊ตบุ๊คมาตรฐานปกติไปไกลทีเดียว รวมไปถึงทำให้เราพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย กับแบตเตอรี่ความจุใหญ่ถึง 90WHr ที่ให้ใช้งานได้ยาวนานสุดๆ ตลอดทั้งวัน 

MSI Creator Z16P

วัสดุทั้งหมดตลอดตัวเครื่องของ MSI Creator Z16P ใช้เป็นอะลูมิเนียมขึ้นรูปที่ทั้งสวยงามทนทานผ่านกระบวนการ CNC พร้อมงานประกอบทุกชิ้นส่วยสุดเนี๊ยบ ใส่ใจทุกๆ รายละเอียด อย่างโลโก้ฝาหลังจะเป็นการยิงเลเซอร์ลงไป สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ตระดับมืออาชีพสาย Content Creator ปุ่มเปิดปิดเครื่องถูกติดตั้งบริเวณมุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน (ไฟขาวใช้การ์ดจอออนชิป / ส้มใช้การ์ดจอแยก) เหนือคีย์บอร์ดติดตั้งช่องลมโปร่งขนาดใหญ่เพื่อให้ช่วยระบายความร้อนที่ดีกว่าเดิม อีกทั้งได้มาตรฐานความแข็งแรงทนทาน MIL-STD-810G Military Standard ด้วย 

MSI Creator Z16P

ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าหลายๆ รุ่น พร้อมใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน Vapor Chamber Cooler แผ่นทองแดงขนาดใหญ่นำพาความร้อน ขจัดความร้อนที่สะสมได้ดีกว่ารุ่นก่อน – 2 องศา เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 76% ประสิทธิภาพดีขึ้น 60% เน้นความบางด้วยพัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ แต่ดีไซน์บางเฉียบ เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอแยก หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเมื่อทำงานหนักๆ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยะยาวไม่ว่างานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม 

MSI Creator Z16P

รวมถึงยังมีดีไซน์ขอบหน้าจอด้านหลังที่สูงขึ้นเมื่อกางหน้าจอออกเพื่อใช้งานปกติ และฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share กับคนทำงานที่ต้องการนำเสนองานต่างๆ ให้คนที่ต้องนั่งอยู่ตรงข้าม คือการกางหน้าจอได้ 180 องศา และกดปุ่ม F12 แล้วสามารถหมุนจอไปฝั่งตรงข้ามได้ทันที ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด นับว่าเป็นอีกหนึ่งความใสใจที่ MSI ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากการนำเสนอแล้ว จัดว่าเมื่อใช้งานกับ MSI Pen ก็มีความลงตัว ยังเหมาะสมกับเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อการทำงานพร้อมนำเสนองานอย่างแท้จริง 

MSI Creator Z16P

โดยรวมแล้ว MSI Creator Z16P ไม่ใช่แค่สเปกภายในใหม่ให้ประสิทธิภาพแรงแต่ได้อัปเกรดฟีเจอร์หลายๆ ส่วนทั้งหน้าจอ มีปากกาและเก็บได้ในตัว ระบบระบายความร้อน พร้อมเพิ่มแป้นตัวเลข ที่แม้ราคาดูสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ในตลาด แต่จัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่ Creator Notebook ทั่วไปไม่สามารถให้ประสบการณ์การใช้งานแบบนี้ได้ ต่อยอดความสำเร็จของ MSI Modern / MSI Prestige ขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามมีรุ่นราคาเริ่มต้นที่ 8x,xxx บาท จนไปถึง 1xx,xxx บาท ซึ่งต้องยอมรับว่าราคาสูงกว่าโน๊ตบุ๊ตทั่วไป แต่ก็อย่าลืมว่าเราก็ได้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นด้วย 

MSI Creator Z16P Preview 51
MSI Creator Z16P Preview 63
MSI Creator Z16P Preview 58
MSI Creator Z16P Preview 40
MSI Creator Z16P Preview 32
MSI Creator Z16P Preview 25
MSI Creator Z16P Preview 19
MSI Creator Z16P Preview 14
MSI Creator Z16P Preview 53

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Creator Z16P ติดตั้งมาเป็นแบรนด์ SteelSeries ให้อารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟ Mini LED backlit แบบ Per-key RGB ส่องสว่างสีเดียวหรือหลากสีสันได้อย่างสวยงามลงตัว ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ SteelSeries Engine รวมไปถึง Gaming Gear อื่นๆ โดยที่น่าสนใจคือการอัปเกรดจากรุ่นก่อน (Creator Z16) คือได้มีการติดตั้ง Numpad แป้นตัวเลขมาให้ใช้งานแล้ว ทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงปุ่ม Power เองก็ทำหน้าที่ไฟสถานะการใช้งานการ์ดจอ 

MSI Creator Z16P

MSI Creator Z16P Preview 23
MSI Creator Z16P Preview 22
MSI Creator Z16P Preview 21

ทัชแพดมีขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้นพิเศษที่ 50% ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด พร้อมพื้นผิวกระจกที่เรียบลื่นซึ่งช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อการใช้งานได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดี การใช้งานโดยจัดได้ว่าอยู่ในระดับลงตัว ใช้งานได้สะดวกสำหรับการวางบนตัก หรือเล่นในร้านกาแฟ แทบไม่ต้องมีเมาส์มาใช้งานเลยก็ได้ ส่วน Fingerprint แสกนนิ้วจะอยู่ใต้แป้นคีย์บอร์ก เพื่อใช้งานผ่านทาง Windows Hello ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัย

MSI Creator Z16P Preview 31
MSI Creator Z16P Preview 59
MSI Creator Z16P Preview 34

Screen / Speaker

MSI Creator Z16P มีหน้าจอแสดงผลขนาด 16″ แบบจอกระจกรองรับการทัชกรีน ซึ่งรุ่นทดสอบเป็นความละเอียด Quad HD+ (2560 x 1600 ที่ความหนาแน่น 220 PPI) ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ รองรับ Refresh Rate ที่ 165Hz ทำให้ภาพปรากฏออกมามีความลื่นไหลแบบสุดๆ กว่าที่เคยมีมา พร้อมได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง โดยให้มุมมองที่กว้างสุดๆ สีสันก็สดใสสมจริง เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีทั้งทำงานและเล่นเกม ส่วนบานพับก็แข็งแรงมั่นคง พร้อมกางได้เรียบกับพื้นถึง 180 องศา เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง

MSI Creator Z16P

อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้งเว็บแคมที่ความละเอียดที่สูงกว่าอย่าง Full HD ให้ความคมชัด และไมโครโฟนแบบคู่ช่วยในเรื่องของงาน VDO Call อย่างประชุมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี โดดเด่นด้วยการติดตั้ง Ambient Light Sensor ช่วยปรับแสงหน้าจออัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์งานด้านสีสัน นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

MSI Creator Z16P Preview 6
MSI Creator Z16P Preview 9
MSI Creator Z16P Preview 8

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐานที่โปรกว่าอย่าง PCI-P3 ที่ 100% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันที่ดีมากๆ ได้ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 nit และสามารถเร่งไปได้ถึง 1000 nit ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม เอาไปทำงานข้างนอกหรือตามสตูดิโอ สู้แสงสว่างๆ สบายๆ เหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก รวมไปถึงมีค่า Delta-E การคลาดสีเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ไม่เกิน 2 เท่านั้น ใครที่จริงจังด้านสีสันถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่น่าสนใจรุ่นนึงทีเดียว 

MSI Creator Z16P P6

ระบบเสียง MSI Creator Z16P ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยลำโพงแบรนด์ DYNAUDIO จำนวน 4 ตัวที่ติดตั้งมุมของตัวเครื่องด้านใน โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง DTS Sound สู่ระบบเสียงที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกมจากฝรั่งเศส ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปอย่างชัดเจน เต็มรูปแบบในการสร้างงานหรือใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์ ยิ่งถ้าต่อหูฟังเสียบผ่าน Audio Boost ยิ่งได้อรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการที่เป็นแจ๊คแบบชุบทองคำ จะช่วยเพิ่มรายละเอียดของคุณภาพเสียงอีกด้วย พร้อมมีฟีเจอร์ Hi-Res Audio ด้วยชิปเสียงต่างหาก

MSI Creator Z16P Preview 17
MSI Creator Z16P Preview 55
MSI Creator Z16P Preview 54

Connector / Thin And Weight

MSI Creator Z16P จัดว่าเป็น Creator Notebook หน้าจอ 16″ ปี 2022 ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 1 ช่อง เน้นการเชื่อมต่อกับเมาส์หรืออุปกรณ์ที่เป็น Type-A ที่โดดเด่นคือได้พอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ที่โอนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 40Gbps รองรับ DisplayPort ที่ความละเอียด 4K, 8K รวมไปถึง PD Charging ในตัว และ Mic-in/Headphone-out ขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร นอกเหนือจากนั้นยังมีการเพิ่มเติมส่วนของ SD Card Reader มาตรฐานเทคโนโลยี SD Express เรียกได้ว่าถูกใจสายงานที่ต้องโหลดไฟล์จากกล้องมืออาชีพแน่นอน

MSI Creator Z16P

อย่างไรก็ตามพอร์ตการเชื่อมต่ออาจจะชิดกันไปหน่อย เวลาเชื่อมต่อพร้อมๆ กันอาจจะติดกันได้ แต่ก็เข้าใจได้แค่ต้องระวังในการเชื่อมต่อหลายๆ พอร์ตหน่อยเท่านั้นเอง ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6E ที่ดีที่สุดในปี 2022 ก็ถือว่าทำได้ดี ด้วยน้ำหนัก 2.4 กิโลกรัม ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 230 Watt นั้น หัวเป็นสี่แหลี่ยมตามสไตล์ MSI มีขนาดที่เล็กและเบาลงกว่า Gaming Notebook ทั่วไปในสเปกแรงพอๆ กันเลยทีเดียว รวมๆ กันแล้วหนักเพียง 3.1 โลนิดๆ เท่านั้น จัดได้ว่ามีความสะดวกสบายในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มากๆ

MSI Creator Z16P

MSI Creator Z16P Preview 49
MSI Creator Z16P Preview 48
MSI Creator Z16P Preview 56

Inside / Upgrade

การแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดของ MSI Creator Z16P สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตไม่กี่ตัว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ เห็นได้ชัดถึง Vapor Chamber Cooler รูปแบบการระบายความร้อนแบบใหม่ ที่ดีกว่าเดิมที่เป็นฮีทไปป์ในทุกมิติ ซึ่งเป็นลักษณะของแผ่นทองแดง พร้อมพัดลม 2 ตัว เป่าออก 4 ทิศทาง ทำให้ความร้อนที่เกิดจากทำงานหนักๆ MSI เคลมว่าดีกว่ารุ่นก่อน – 2 องศา เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 76% ประสิทธิภาพดีขึ้น 60% ซึ่งที่เรามองเห็นก็จะมีแผ่นพลาสติกสีดำปิดกั้นเอาไว้อยู่ 1 ชั้น

MSI Creator Z16P

พร้อมเห็นว่าช่องติดตั้งแรมที่ใส่มาแล้ว 8GB x 2 แถว มาตรฐาน DDR5 Bus 4800MHz ดีไซน์แบบมีฝาครอบโลหะ ซึ่งถ้าจะอัปเกรดเพิ่มก็สามารถทำได้ แต่ต้องถอดของเดิมออกก่อน โดยสูงสุดเพิ่มได้ถึง 128GB (64GB x 2 แถว) ก็สามารถทำได้ทันที รวมไปยังมีที่เก็บข้อมูลมาตรฐาน SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 จำนวน 2 ช่อง ซึ่งในเครื่องนี้ติดตั้งมาแล้วเป็น SSD ความจุ 1TB จำนวน 2 ตัว ดีไซน์แบบมีแผ่นพลาสติกกั้น พร้อมกับทำ Raid 0 อยู่ เพื่อพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปเหลือเฟือมากๆ ส่วนแบตเตอรี่มีความจุ 5922 mAh หรือ 90Wh  

MSI Creator Z16P Preview 72
MSI Creator Z16P Preview 74
MSI Creator Z16P Preview 71

MSI Creator Z16P Preview 70
MSI Creator Z16P Preview 68
MSI Creator Z16P Preview 69

Performance / Software

MSI Creator Z16P เครื่องเดโมนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยผลการทดสอบใดๆ ได้ โดยฮาร์ดแวร์ภายในมาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 12H (Alder Lake) เน้นนำไปใช้งานมืออาชีพ อัปกรดมาใช้สถาปัตยกรรมไฮบริด คอร์ใหญ่ผสมกับคอร์เล็ก เพื่อรองรับโหลดงานที่หลากหลาย โดยแบ่งเป็น Performance Core (P-core) เน้นงานเธรดเดี่ยว ที่ต้องการประสิทธิภาพในงานประมวลผลขั้นสูงอย่างทำงานที่ซับซ้อนหรือเล่นเกม และ Efficient Core (E-core) ที่ใช้กับงานทั่วไป รวมไปถึงงานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

c1 1.   c2 1

ติดตั้งมาเป็นรุ่นล่าสุดอย่าง Core i7-12700H โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 3.50 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.70 GHz เป็นซีพียูแบบ 14 Core (P6 + E8) / 20 Threads ซึ่งถ้าดูจากคะแนนผลการทดสอบด้านต่างๆ คือเหนือชั้นกว่า Core i7-11800H ขึ้นไปอีก การ์ดจอออนชิปเป็น Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีแบบพื้นฐาน รองรับการทำงานได้ในระดับทั่วไปเป็นหลัก มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR5 Bus 4800MHz แบบ 8GB x 2 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 11 Pro ที่มีมาให้ในเครื่องเดโมนี้แบบสบายๆ 

g1 1.   g2 1

ได้การ์ดจอแยกรุ่นใหม่ตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti (8GB GDDR6) แบบ Max-Q กับค่า TGP 90W ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า RTX 30 Series อย่าง RTX 3070 ที่สำคัญคือยังปลดปล่อยความร้อนออกมาน้อยด้วย ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว เรียกว่าสำหรับเกมออนไลน์สามารถทำได้ลื่นไหลแน่นอน ซึ่งด้วยสเปกภายในทั้งหมดนี้ (i9-12900H + RTX 3080 Ti) โดยทาง MSI เคลมผลทดสอบด้วยหลายๆ โปรแกรม ว่าในส่วนของ MSI Creator Z16P มีความแรงที่มากกว่าชิปประมวลผลของ Apple M1 Max ใน MacBook Pro 16 เสียอีก 

MSI Creator Z16P P1

ที่สำคัญยังมี MSI Center Pro เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งคล้ายกับ MSI Center ฝั่งของ Gaming โดยเป็นโปรแกรมที่เป็นจุดเด่นของ MSI Gaming Notebook ก็ถูกมาปรับใช้ใน MSI Creator Z16P นี้ด้วย จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูสามารถใช้งานง่ายๆ พร้อมสามารถปรับโหมดการใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์โน๊ตบุ๊คที่ทำในส่วนของซอฟต์แวร์ติดเครื่องได้ดี

msi

ล่าสุดทาง NVIDIA ผู้ผลิตการ์ดจอ (GPU) รายใหญ่และผู้นำด้านนวัตกรรมด้านคอมพิวเตอร์ไอทีของโลก ได้มีการนำเสนอแพลตฟอร์มอย่าง NVIDIA Studio ที่จะเปลี่ยนให้ Notebook ที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce ที่ปกติแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกม สามารถขับเคลื่อนได้เทียบเท่า Notebook การ์ดจอ NVIDIA Quadro ที่เป็น Workstation ระดับสตูดิโอที่ซับซ้อน ด้วยการเพิ่มพลังการประมวลผล การแสดงภาพได้สีสันที่มากกว่า รองรับการทำงานหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บที่รวดเร็วได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้เราสร้างสรรค์งานคุณภาพได้จากที่ทุกๆ ที่

MSI Creator Z16P P4

ส่งผลให้ MSI Creator Z16P รุ่นนี้สามารถที่จะเลือกติดตั้ง Studio Driver เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ อาทิ Autodesk / Photoshop / Lightroom / Premiere Pro / OBS Studio / Unreal Engine 4 ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถเทียบประสิทธิภาพจากวีดีโอด้านล่างนี้ได้เลย (ซอฟต์แวร์ที่รองรับดูเพิ่มเติมได้) สำหรับการที่เราใช้งานเป็น Studio Driver แทนที่ ส่งผลให้ MSI Creator Z16P ทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น อีกทั้งมีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) มาช่วยจัดการงานต่างๆ ให้ลื่นไหลอย่างที่สุด พร้อมเร่งการแสดงภาพที่เที่ยงตรงโดยการปลดล็อคคุณสมบัติที่ให้รองรับการใช้สี 30 บิต

MSI Creator Z16P P5

สามารถสร้างเฉดสีกว่า 1,000 ล้านเฉดสี ในแอพพลิเคชั่น OpenGL ให้กับการ์ดจอ GeForce (จากปกติเป็นระบบสี 24 บิต ที่รองรับเฉดสีได้ถึง 16.7 ล้านสี) ซึ่งจะไร้รอยต่อระหว่างไล่เฉดสี ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม พร้อมรองรับการงาน HDR ขั้นสูงได้ (High Dynamic Range) แน่นอนว่า MSI Creator Z16P รองรับการใช้งาน Studio Driver ได้ทันที โดยสามารถเลือกใช้งานไดร์เวอร์ได้ตามความต้องการนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง NVIDIA ที่พัฒนาต่อยอดร่วมกับแบรนด์คอมพิวเตอร์อย่าง MSI นั่นเอง

MSI Creator Z16P P3

ทำให้เมื่อเราใช้งาน MSI Creator Z16P ก็จะมีความรวดเร็วแม่นยำขึ้นแบบชัดเจน อย่างงานตัดต่อวีดีโอ โดยสามารทำได้ลื่นไหลกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นการสนับสนุนการถอดรหัสวิดีโอในโปรแกรม Premiere Pro ที่มีดึงพลังการประมวลผลของการ์ดจอมาช่วยชิปประมวลผลด้วย ในด้านการทำงานต่างๆ ก็ทำให้ประสิทธิภาพของมันดีขึ้นกว่าการใช้ Game Ready Driver แบบเดิมๆ นอกจากนี้การที่เราใช้งาน Studio Driver การ์ดจอจะจัดการความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้เย็นลงไปกว่าก่อนหลายองศาเซลเซียสทีเดียว

MSI Creator Z16P P2

Conclusion / Award

MSI Creator Z16P จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 16″ ประสิทธิภาพสูง ฟีเจอร์เพียบ ดีไซน์น้ำหนักเบาพกพาสะดวก เพราะด้วยตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 2.4 กิโลกรัมเท่านั้น แถมได้สเปคสุดแรง Intel Core i Gen 12H อย่าง i7-12700H หรือ i9-12900H และการ์ดจอแยก GeForce RTX 3070 Ti – RTX 3080 Ti จัดเต็มด้วยแรมขนาด 16 – 32 GB DDR5 พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความเร็วสูงความจุ 1 – 2TB โดยเป็นสาย Content Creator ซีรีส์ท็อปสุด (รองลงมาจะเป็น Prestige / Modern ตามลำดับ) มาพร้อมคุณสมบัติอันเหมาะสมในการใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ในสร้างสรรค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน 2 มิติ 3 มิติที่ซับซ้อน รวมไปงาน Metaverse

MSI Creator Z16P

ดีไซน์ตัวเครื่องออกแบบ MSI Creator Z16P ตอบโจทย์โดนใจสุดๆ จากการที่วัสดุเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์สีเทาเงิน ซึ่งดูแล้วมีความลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ เน้นความเรียบง่ายที่เชื่อว่าหลายคนต้องชื่นชอบ ซึ่งแตกต่างจากรุ่น MSI Creator Z16 ที่อัปเกรดส่วนของ Numpad และมี MSI Pen ในตัว โดย MSI Creator Z16P จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 16″ Quad HD+ ที่ 2560 x 1600 พิกเซล รองรับการทัชสกรีน ขอบเขตสี 100% sRGB ลำโพงเลือกเทคโนโลยีลำโพง DYNAUDIO จำนวน 4 ตัว ได้คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟส่องสว่าง ทำงานแบบ Per-key RGB ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง

MSI Creator Z16P

จัดการความร้อนได้ดีด้วยชุดระบายความร้อนใหม่ Vapor Chamber Cooler พร้อมช่องระบายความร้อน 4 ช่องหมดห่วงเรื่องตัวเครื่องร้อน แม้ว่าใช้งานจริงๆ ก็อาจจะมีความร้อนสูงหน่อยเวลาใช้งานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน มี Fingerprint + IR Camera ใช้ผ่าน Windows Hello ได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย กล้องเว็บแคม Full HD ให้ความคมชัดกว่ารุ่นทั่วไป ในการ VDO Call ต่างๆ ติดตั้ง Ambient Light Sensor ช่วยปรับแสงหน้าจออัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม นอกจากนี้มาพร้อมกับ Windows 11 Home พร้อมใช้งานอีกด้วย ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันหายห่วงทั้ง Thunderbolt 4 x 2 และ ช่อง SD Card Reader ที่ช่างภาพ ช่างวีดีโอ สาย Content มักใช้งานบ่อยๆ

MSI Creator Z16P

ปิดท้ายที่มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6E ใหม่ล่าสุด แบบ Killer ดีกว่าก่อนหน้าในทุกๆ มิติ โดยราคาของ MSI Creator Z16P สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 8x,xxx บาทพร้อมประกัน 2 ปีเต็ม จัดได้ว่าเป็น Creator Notebook ระดับโปร สไตล์บางเบาพกพาสะดวกในขนาด 16″ จอดีสีตรงจากโรงงาน ที่ราคาอยู่ในระดับสูง ซึ่งถ้าเทียบกับประสิทธิภาพ รวมไปถึงประสบการณ์การทำงานได้สมบูรณ์แบบ หรือถ้าเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้เยี่ยมยอด ที่แม้ว่าจะดูสูงกว่า Notebook ทั่วไป แต่เชื่อได้เลยว่าจะสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ ตอบโจทย์การใช้งานแบบมืออาชีพอย่างไม่ผิดหวังแน่นอน เรียกได้ว่าใครที่กำลังมีแผนจะซื้อ MacBook Pro 16 ก็สามารถรอเทียบกับ MSI ตัวขายจริงรุ่นนี้ได้เลย  

MSI Creator Z16P

 

from:https://notebookspec.com/web/633914-preview-msi-creator-z16p-i7-g12-3070ti

6 ที่จับมือถือในรถยนต์ ดู GPS สะดวกขับรถปลอดภัยถึงปลายทางสบายๆ เริ่มแค่ 89 บาท

ที่จับมือถือเป็นอุปกรณ์ควรมีติดรถเพื่อความปลอดภัย ดูแผนที่สะดวกขึ้น

smartphoneholder cover

สำหรับคนที่เดินทางไปไหนมาไหนแล้วไม่คุ้นทางต้องเปิดแผนที่เป็นประจำ ในรถควรมีที่จับมือถือติดเอาไว้ด้วยเพื่อให้คนขับสามารถดูแผนที่ได้สะดวกไม่ต้องเอื้อมหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงมาถือแล้วดูแผนที่ให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้เราสามารถหาที่จับสมาร์ทโฟนได้ตั้งแต่ราคาสิบไปจนถึงหลักพันบาทที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ติดตั้งมาให้มากมายอีกด้วย

Advertisementavw

สำหรับที่จับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันจะมีทั้งรุ่นที่จับอย่างเดียวและยึดติดเอาไว้กับจุดต่างๆ ในรถยนต์ ไม่ว่าจะแขวนติดกับกระจกมองหลัง, ช่องแอร์หรือจะใช้ตัวดูดสุญญากาศติดเข้ากับกระจกก็มีให้เลือก และสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนี้ก็รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้เลยมีที่จับสมาร์ทโฟนแบบรวมฟังก์ชั่นชาร์จไร้สายให้เลือกไปใช้งานได้ด้วย

ที่จับมือถือ

6 ที่จับมือถือน่าใช้ ติดรถมองแผนที่สะดวกปลอดภัยแน่นอน

ถ้าใครกำลังจะหาที่จับสมาร์ทโฟนมาติดรถเอาไว้สักอันเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกเวลาเดินทาง ในตอนนี้จะมีตัวเลือกราคาไม่แพงและคุณภาพใช้ได้ให้เลือกกันโดยทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำมีดังนี้

  1. ที่จับสมาร์ทโฟน Joyroom (89 บาท)
  2. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ Ankndo (119 บาท)
  3. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถแบบแม่เหล็ก Ankndo (126 บาท)
  4. Hoco HK12Thor (147 บาท)
  5. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ CENZIMO (169 บาท)
  6. Xiaomi 20W Wireless Car Charger (1,099 บาท)
1. ที่จับสมาร์ทโฟน Joyroom (89 บาท)

080f711608739a336fd9a6dda005e303

 

ชิ้นแรกเป็นที่จับสมาร์ทโฟนในรถของ Joyroom โดยเป็นที่จับแบบพลาสติก ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยตัวดูดสุญญากาศ และควรทำความสะอาดจุดยึดให้เรียบร้อยก่อนติดตัวจับมือถือเข้ากับคอนโซลหรือกระจกรถ จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 6.7 นิ้ว หรือราว iPhone 13 Pro Max ได้ หมุนที่จับได้ 360 องศา มีก้านล็อคสำหรับปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือยืดหดได้มากสุด 25 เซนติเมตร ส่วนก้านจับมือถือจะล็อคสมาร์ทโฟนทันทีเมื่อด้านหลังมือถือแตะกับปุ่มตรงกลางตัวแท่น นับเป็นที่จับสมาร์ทโฟนราคาไม่แพงฟแต่น่าใช้รุ่นแรกที่เลือกมาแนะนำกันในบทความนี้

สเปคของที่จับสมาร์ทโฟน Joyroom
  • ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยตัวดูดสุญญากาศ หมุนที่จับได้ 360 องศา
  • จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 6.7 นิ้ว
  • มีก้านล็อคปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือยืดหดได้มากสุด 4 เซนติเมตร
  • ราคา 89 บาท (sevenshoponline Shopee)
2. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ Ankndo (119 บาท)

63a18ebb448bd2b7531f50734265fa37

ที่จับสมาร์ทโฟนของ Ankndo รุ่นนี้เป็นแบบติดเข้ากับก้านกระจกมองหลังรถยนต์โดยตัวล็อคเป็นแบบปากคีบล็อคเข้ากับตัวก้านได้เลยและขนาดของตัวคีบสามารถหนีบก้านโลหะขนาด 14-30 ซม. ได้ ตัวก้านสามารถหมุนตัวก้านได้ 360 องศา, หมุนให้ก้านพับขึ้นลงได้ 180 องศาและหมุนตัวแฮนด์จับสมาร์ทโฟนได้ 360 องศา มีระยะยืดหด 190-210 มม. จับสมาร์ทโฟนได้กว้างสุด 90 มม. ทำให้จับสมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่ได้ ดังนั้นคนนั่งหลังสามารถเอาที่จับสมาร์ทโฟนอันนี้จับเข้ากับก้านพนักพิงศีรษะคนนั่งด้านหน้าเพื่อดูหนังได้เช่นกัน ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเป็นของใช้ที่เหมาะทั้งคนขับและคนนั่งรถทั้งคู่

สเปคของที่จับสมาร์ทโฟนของ Ankndo
  • ติดกระจกมองหลังรถได้ด้วยปากคีบจับ หมุนที่จับได้ 360 องศา
  • แท่นสามารถจับมือถือได้กว้างสุด 90 มม.
  • มีก้านล็อคปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือมีระยะยืดหด 190-210 มม.
  • ราคา 119 บาท (ankndo.th Shopee Mall)
3. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถแบบแม่เหล็ก Ankndo (126 บาท)

f067cf6e17c65cbd4cd55e382e88e26b

ที่จับสมาร์ทโฟนของ Ankndo อีกรุ่นที่น่าสนใจเช่นกันเป็นแบบยึดฐานเข้ากับคอนโซลหน้ารถด้วยเทปกาว 3M และทาง Ankndo ออกแบบก้านระหว่างฐานสองฝั่งเป็นแบบพิเศษ ทำให้หมุนเปลี่ยนองศาได้เป็นอิสระไม่ว่าจะตั้งให้ตัวเสาสูงขึ้นหรือราบติดหน้าคอนโซลรถก็ได้เช่นกัน ส่วนแท่นสำหรับติดสมาร์ทโฟนเป็นแม่เหล็กโดยในแพ็คเกจจะมีแผ่นแม่เหล็กให้ติดสมาร์ทโฟนหรือเคสมือถือได้จึงยึดมือถือเข้าแท่นได้ง่ายมากและทางผู้ผลิตเคลมว่าแม่เหล็กของตัวแท่นยึดกับแผ่นด้านหลังมือถือจะไม่บล็อคสัญญาณสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเคยใช้แท่นจับมือถือแบบนี้มาก่อนซึ่งจัดว่าใช้งานได้สะดวกและแรงยึดดีไม่หลุดง่ายอย่างแน่นอน

สเปคของแท่นจับสมาร์ทโฟน Ankndo
  • ติดกับคอนโซลด้วยกาว 3M และล็อคกับสมาร์ทโฟนด้วยแม่เหล็ก
  • แท่นสามารถหมุนเปลี่ยนองศาได้อย่างอิสระทั้งตั้งสูงและราบกับหน้าคอนโซล
  • ทึ่ยึดมือถือไม่บล็อคสัญญาณมือถือ
  • ราคา 126 บาท (ankndo.th Shopee Mall)
4. Hoco HK12Thor (147 บาท)

04fc5c18b4118d169dcd1b2ede1205fc

Hoco HK12Thor ตัวนี้เป็นแท่นจับมือถือแบบตัวดูดสุญญากาศติดเข้ากับกระจกหรือคอนโซลหน้ารถยนต์ได้ สามารถจับมือถือได้ตั้งแต่ขนาด 4-6.9 นิ้ว ตัวแท่นมีปุ่มกดเพื่อล็อคหรือคลายมือถือและหมุนตัวแท่นได้ 360 องศา ยืดแท่นเข้าหาผู้ใช้ได้ 4 ซม. ตัวแท่นเป็นพลาสติก ABS และเกลียวน็อตล็อคเป็นโลหะอลูมิเนียม สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจแน่นอน ถ้าใครใช้สมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่ก็ซื้อแท่นนี้ไปใช้งานจะดีที่สุด

สเปคของ Hoco HK12Thor
  • ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยตัวดูดสุญญากาศ หมุนที่จับได้ 360 องศา
  • จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 4-6.9 นิ้ว
  • มีก้านล็อคปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือยืดหดได้ยาวสุด 4 เซนติเมตร
  • ราคา 147 บาท (vpn88_official Shopee)
5. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ CENZIMO (169 บาท)

2a93e389a098ed063dda4d8f2002c4f9

แท่นจับสมาร์ทโฟนนอกจากแบบแฮนด์จับลอยอย่างเดียวก็มีแบบแท่นวางมือถือติดกับคอนโซลหน้ารถของ CENZIMO ด้วย โดยตัวแท่นใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ติดเทปกาว 3M เข้าคอนโซลหน้ารถก็เปิดฝาวางมือถือได้เลย มีเขี้ยวตั้งมือถือ 4 เขี้ยว เปลี่ยนองศาการมองเห็นได้สะดวก รองรับหน้าจอขนาด 3-7 นิ้ว และถ้าใครห่วงเรื่องที่ตัวแท่นยึดด้วยกาวซิลิโคนก็ไม่มีปัญหาเพราะสามารถแกะออกมาได้โดยไม่มีคราบกาวและนำกลับมาติดได้สะดวกด้วย

สเปคของ Hoco HK12Thor
  • ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยเทปกาว 3M เป็นแท่นวางมือถือแบบเปิดฝา
  • จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 3-7 นิ้ว
  • มีเขี้ยวตั้งมือถือปรับองศาการมองเห็นได้ 4 เขี้ยว
  • ราคา 169 บาท (chengzimoth.th Shopee)
6. Xiaomi 20W Wireless Car Charger (1,099 บาท)

20465f1e404150496d000b98c53e7848

ส่วนแท่นจับมือถือในรถรุ่นสุดท้ายที่แนะนำเป็น Xiaomi 20W Wireless Car Charger โดยเป็นทั้งแท่นจับและชาร์จมือถือที่รองรับการชาร์จไร้สายสามารถชาร์จแบตเตอรี่ไประหว่างติดแท่นนี้ได้เลย โดยมีกำลังชาร์จ 20 วัตต์โดยใช้สาย USB-C และชาร์จมือถือใส่เคสได้โดยตัวเคสต้องหนาไม่เกิน 4 มม. มีระบบระบายความร้อน 2 ชั้น ตัวแท่นกางออกได้กว้างสุด 81.5 มม. ให้จับสมาร์ทโฟนได้หลายรุ่น ส่วนวิธีล็อคเข้ากับรถยนต์จะมีวิธีล็อคเข้ากับตัวรถโดยยึดเข้ากับช่องแอร์หรือใช้แผ่นกาว 3M ก็ได้ นับเป็นแท่นจับมือถือที่เหมาะกับสมาร์ทโฟนที่มีระบบชาร์จไร้สายมาก

สเปคของ Xiaomi 20W Wireless Car Charger
  • ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M หรือติดกับช่องแอร์ก็ได้ 
  • ยืดตัวจับมือถือได้กว้างสุด 81.5 มม. จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ได้
  • รองรับการชาร์จไร้สาย 20 วัตต์ด้วยสาย USB-C
  • ราคา 1,099 บาท (JY Official Store Shopee Mall)

สรุปสเปคที่จับมือถือ 6 รุ่นน่าเอามาติดน่ารถ ดูแผนที่สะดวกและปลอดภัย

สำหรับคนที่กำลังมองหาที่จับมือถือดีๆ เอาไว้ติดหน้ารถเพื่อดูแผนที่ระหว่างเดินทาง เมื่อได้อ่านจุดเด่นในบทความที่แนะนำแล้ว ทุกรุ่นสามารถสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคที่จับมือถือ รูปแบบการล็อคมือถือ ขนาดของมือถือ ราคา
แท่นจับสมาร์ทโฟน Joyroom ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถ ใหญ่สุด 6.7 นิ้ว 89 บาท
ขาจับสมาร์ทโฟน Ankndo ยึดแบบปากคีบจับกับกระจกหน้ารถ ยืดได้กว้างสุด 90 มม. ราว iPhone 13 Pro Max 119 บาท
แท่นจับสมาร์ทโฟน Ankndo ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M และยึดมือถือด้วยแม่เหล็ก ยึดได้หลายขนาดด้วยแม่เหล็ก 126 บาท
Hoco HK12Thor ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถ ใหญ่สุด 6.9 นิ้ว 147 บาท
แท่นจับสมาร์ทโฟน CENZIMO ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M เปิดฝาวางมือถือได้ ใหญ่สุด 7 นิ้ว 169 บาท
Xiaomi 20W Wireless Car Charger ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M หรือติดกับช่องแอร์ ยืดได้ 81.5 มม. ราว iPhone 13 Pro Max 1,099 บาท

ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะหาซื้อที่จับมือถือติดคอนโซลรถเอาไว้สักอันหนึ่งเพื่อให้มองเห็นแผนที่ระหว่างเดินทางได้สะดวกขึ้น เวลามีสายเข้าหรือแจ้งเตือนก็สามารถเหลียวตามองได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องละสายตาออกจากถนน ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยขึ้นด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

acer gaming monitor cover

asuszen cover

googlephoto cover

from:https://notebookspec.com/web/635081-6-car-smartphone-holder

โซนี่ไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ลำโพงไร้สายแบบคล้องคอ 2 รุ่นใหม่ล่าสุด SRS-NB10 และ SRS-NS7

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลำโพงไร้สายแบบคล้องคอ 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ SRS-NB10 และ SRS-NS7 ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งฟังเพลง โทรศัพท์ รวมทั้งการทำงานจากที่บ้าน และการประชุมออนไลน์ได้อย่างคมชัด ให้ความอิสระและคล่องตัว ทั้งสองรุ่นจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีทางด้านเสียงที่โดดเด่นของโซนี่ ทั้งยังถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นใช้งานสะดวกสบายตามหลักสรีรศาสตร์ให้พอดีกับคอในขณะสวมใส่ สามารถคล้องบนบ่า และเดินไปมาได้อย่างสะดวกสบายตลอดทั้งวัน รวมถึงช่วยยังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกันด้วยฟีเจอร์ Multipoint Connection ยิ่งไปกว่านั้น โซนี่ยังได้จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณ WLA-NS7 ที่สามารถเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับรุ่น SRS-NS7 ให้ทำงานร่วมกับทีวี BRAVIA XR Series เพื่อรับประสบการณ์เสียงแบบ 360 Spatial Sound เพิ่มอรรถรสในการชมรายการโปรดได้อย่างเต็มอิ่มกว่าเดิม

Pic Sony SRS NB10 06 1   

Advertisementavw

ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มลำโพงไร้สายแบบคล้องคอ ประกอบด้วย

SRS-NB10

SRS-NB10 เป็นลำโพงไร้สายแบบคล้องคอรุ่นใหม่ล่าสุดจากโซนี่ ที่ได้รับการออกแบบมาให้คล้องบนบ่าของผู้ใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การประชุมทางโทรศัพท์ ฟังเพลง โดยสามารถเดินไปมาได้อย่างคล่องต้วตลอดทั้งวัน ให้เสียงคมชัดด้วยชุดลำโพงฟูลเรนจ์ภายในหูฟังที่ทำการปรับมุมขึ้นเพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์เสียงส่วนตัวคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง Passive Radiator ที่ฝังอยู่บริเวณด้านหลัง จะช่วยเพิ่มเสียงเบส ทำให้เสียงที่ออกมามีความสมดุล คมชัดแม้ในย่านเสียงต่ำ และไม่รบกวนคนรอบข้าง

Pic Sony SRS NB10 01 1

ด้วยเทคโนโลยีการควบคุมการรับเสียงที่แม่นยำอย่าง Precise Voice Pickup ที่อยู่ใน SRS-NB10 ผสานการทำงานร่วมกับไมโครโฟน Beamforming จำนวน 2 ตัว จะช่วยให้คุณภาพเสียงชัดเจนในขณะใช้งาน รวมถึงการประมวลผลสัญญาณเสียงขั้นสูง ที่จะช่วยทำการตรวจจับคำพูดของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีแม้จะมีเสียงรบกวนรอบข้างก็ตาม  ทั้งยังช่วยลดการสะท้อนกลับ และเสียงก้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้คุณภาพเสียงที่ชัดใสในขณะใช้งานได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถควบคุมไมโครโฟนในระหว่างการประชุมได้อย่างง่ายดายด้วยการคลิกปุ่มปิดเสียงไมค์ ควบคุมเสียงได้อย่างง่ายดาย เพียงแตะปุ่มปรับระดับเสียงที่อยู่บริเวณด้านข้างของ SRS-NB10 เพื่อให้ได้ระดับเสียงที่เหมาะสำหรับคุณ ทั้งยังสามารถเล่น และหยุดการเล่นเพลงชั่วคราวได้ด้วยการแตะปุ่มบริเวณด้านบนของลำโพงแบบคล้องคอได้โดยตรงอีกด้วย

นอกจากนี้ SRS-NB10 ยังมีฟีเจอร์ Multipoint Connection ที่ช่วยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สองเครื่องพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรับสายสนทนาได้ด้วยการคลิกปุ่มเล่น/โทรที่ด้านซ้ายของอุปกรณ์เพียงครั้งเดียว และเมื่อสิ้นสุดการโทร ระบบจะกลับไปยังเพลย์ลิสต์เพลงโปรดของคุณโดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อใหม่ได้อีกด้วย รวมถึงเทคโนโลยี Bluetooth® ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับทีวี สมาร์ทโฟน หรือ เครื่องเล่นเพลง เพื่อให้เพลิดเพลินไปกับภาพยนตร์และรายการทีวีที่คุณชื่นชอบ

ในขณะที่ SRS-NB10 ถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย โดยให้ความกระชับพอดีที่รอบคอ ทำให้สามารถวางคล้องลงบนไหล่ได้พอดี ดีไซน์ของหูฟังเป็นแบบเปิดจึงช่วยให้สามารถรับฟังการใช้งานโทรศัพท์ได้ โดยยังคงได้ยินเสียงแวดล้อใรอบตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำในระดับ IPX4 รวมถึงแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้สูงสุด 20 ชั่วโมง สามารถชาร์จเพิ่มได้ด้วย USB Type-C® เพื่อการเชื่อมต่อที่สะดวกและรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 10 นาที แต่สามารถใช้งานได้นานถึง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ การออกแบบยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้วัสดุที่มีส่วนประกอบของพลาสติกน้อยกว่า 10% สะท้อนถึงความมุ่งมั่นใส่ใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของโซนี่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

Pic SRS NS7 02 1

SRS-NS7

          SRS-NS7 เป็นลำโพงไร้สายแบบคล้องคอระดับพรีเมี่ยมที่สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องส่งสัญญาณไร้สาย WLA-NS7  เพื่อเพิ่มอรรถรสด้านความบันเทิง ให้ความเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์เสียงในโรงภาพยนตร์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ SRS-NS7 เป็นลำโพงไร้สายแบบคล้องคอเครื่องแรกของโลก ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos® โดยเมื่อทำงานร่วมกับทีวีในรุ่น BRAVIA XR® ของโซนี่ จะสามารถนำเสนอบรรยากาศเสียงแบบ 360 Spatial Sound ที่เป็นเอกลักษณ์ของโซนี่ เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ได้อย่างดื่มด่ำสุดประทับใจ รวมถึงสามารถเลือกปรับระดับให้เหมาะสมผ่านแอปพลิเคชั่น 360 Spatial Sound Personalizer

นอกจากนี้ SRS-NS7 สามารถทำงานร่วมกับทีวี BRAVIA XR® และเครื่องส่งสัญญาณไร้สาย WLA-NS7  ด้วยการเชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth® ในขณะที่แอปพลิเคชั่น 360 Spatial Sound Personalizer จะทำหน้าที่ถ่ายภาพหูของผู้ใช้ และวิเคราะห์ลักษณะการได้ยินที่ไม่เหมือนใคร เพื่อสร้างการจัดเรียงที่สมบูรณ์แบบของ Dolby Atmos® เสมือนมีลำโพงอยู่รอบตัว อีกทั้งยังให้ประสบการณ์เสียงแบบ 360 Reality Audio สร้างความดื่มด่ำราวกับนั่งฟังเพลงโปรดโดยมีเสียงเพลงขับกล่อมรายล้อมอยู่รอบตัว สามารถใช้งานกับ Deezer, Nugs.net และ TIDAL เพื่อประสบการณ์การฟังเพลงที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ด้วยเทคโนโลยีทางด้านเสียงที่ดีที่สุดของโซนี่ที่มีอยู่ใน SRS-NS7 ทำให้คุณได้เสียงที่ชัดใส และพลังขับเสียงที่ทรงพลังหนักแน่น เพื่อประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ส่วนตัวขั้นสูงสุด ต้องขอบคุณชุดลำโพง X-Balanced ที่เพิ่มแรงดันเสียง และลดการบิดเบือนสำหรับเสียงดนตรี และเสียงร้องที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะของลำโพงที่ตั้งมุมขึ้นด้านบน ยังให้เสียงที่ชัดเจนโดยที่ไม่รบกวน อีกทั้ง Passive Radiator ที่มีอยู่ในลำโพงยังเพิ่มการตอบสนองความถี่ต่ำ เพื่อมอบเสียงเบสที่คมชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย ในขณะที่ตัวส่งสัญญาณไร้สายที่ให้มาจะช่วยลดความล่าช้าของเสียง เมื่อทำการเชื่อมต่อ SRS-NS7 กับทีวี BRAVIA XR® คุณจะสามารถดื่มด่ำไปกับภาพยนตร์ผ่านเทคโนโลยีทางด้านเสียงอย่าง Dolby Atmos® ได้อย่างเต็มที่ พร้อมเสียงและภาพที่เข้ากันได้อย่างลงตัว

ขณะเดียวกัน SRS-NS7 ยังรองรับการใช้งานโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี และรองรับการทำงานจากที่บ้านได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยตำแหน่งไมโครโฟนที่มีอยู่ในตัวลำโพงไร้สายแบบคล้องคอ จะสามารถให้เสียงที่มีคุณภาพ ในขณะที่ X-Balanced Speaker Unit จะช่วยลดเสียงสะท้อนทำให้ได้ยินเสียงปลายทางได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Multipoint Connection ที่จะช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สองเครื่องพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถรับสายสนทนาในขณะที่กำลังฟังเพลงได้ด้วยการคลิกปุ่มเล่น/โทรที่ด้านซ้ายของลำโพงไร้สายแบบคล้องคอเพียงครั้งเดียว เมื่อสิ้นสุดการโทรระบบจะกลับไปยังเพลย์ลิสต์เพลงโปรดโดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อใหม่ได้อีกด้วย

สำหรับ SRS-NS7 ได้รับการออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นตามหลักสรีรศาสตร์ให้พอดีกับคอในขณะสวมใส่ เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์หรือรายการทีวีที่ชื่นชอบเป็นเวลาหลายชั่วโมงได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการใช้งานอย่างต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง และ 5 ชั่วโมงสำหรับระดับเสียงสูงสุด สามารถชาร์จเพิ่มได้ด้วย USB Type-C® เพื่อการเชื่อมต่อที่สะดวกและรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วภายในเวลา 10 นาที ทำให้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นถึง 60 นาทีเลยทีเดียว ทั้งยังมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำในระดับ IPX4 ในขณะที่สไตล์หูฟังเป็นแบบเปิดหูยังช่วยให้คุณสามารถฟังการโทรได้ แต่ยังคงรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยมีส่วนประกอบของพลาสติกน้อยกว่า 5% ซึ่งสามารถสะท้อนถึงความมุ่งมั่นใส่ใจในสิ่งแวดล้อมของโซนี่ในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

Pic SRS NS7 03 1

 

WLA-NS7

          เป็นเครื่องรับส่งสัญญาณสำหรับหูฟังที่จะมอบประสบการณ์เสียงส่วนต้วแบบ 360 Spatial Sound ของโซนี่ และ Dolby Atmos® บนทีวี BRAVIA XR® ซึ่งนอกจากจะใช้งานร่วมกับ SRS-NS7 แล้วยังสามารถใช้งานร่วมกับหูฟังโซนี่อีกหลากหลายรุ่น อาทิ WH-1000XM3, WF-1000XM3, WI-1000XM2, WH-1000XM4, WF-1000XM4, WH-XB900N, WH-XB700, WH-H910N, WH-H810, WF-C500, WH-XB910N เป็นต้น โดยเมื่อใช้งานเชื่อมต่อกับเครื่องรับส่งสัญญาณไร้สาย WLA-NS7 จะสามารถรับประสบการณ์เสียงสมจริงราวกับมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัว

Pic SRS NS7 05 1

กำหนดวางจำหน่าย และราคา

  • SRS-NB10 มีให้เลือกสีขาว และดำ จำหน่ายราคา 4,990 บาท พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้เป็นต้นไป
  • SRS-NS7 ราคาจำหน่ายจะประกาศเร็ว ๆ นี้ พร้อมวางจำหน่ายปลายเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ทุกสาขา และโซนี่สโตร์ออนไลน์
  • WLA-NS7 จำหน่ายราคา 2,490 บาท เป็นเครื่องรับส่งสัญญาณไร้สายเพื่อเพิ่มระดับความบันเทิงส่วนตัวด้วยระบบเสียง 360 Spatial Sound และ Dolby Atmos® โดยใช้งานร่วมกับ SRS-NS7 รวมถึงหูฟังไร้สายอีกหลายรุ่น เชื่อมการทำงานกับทีวีบราเวีย XR Series พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ เป็นต้นไป

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th และทดลองประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านผู้แทนจำหน่ายชั้นนำที่เลือกสรร  

 

# # #

from:https://notebookspec.com/web/635158-sony-srs-nb10-srs-ns7