คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

HyperX ย้ายบ้านหลัง HP ทุ่มซื้อ 425 ล้านดอลฯ รุกตลาดเกมมิ่ง

ถ้าพูดถึง HyperX เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเกมมิ่งเกียร์ที่อยู่ในเครือของ Kingston อย่างแน่นอน แต่ชื่อนี้จะไม่ได้อยู่ในเครือของ Kingston คนเดียวอีกต่อไปแล้วหลังจาก HP ทุ่มงบประมาณกว่า 425 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อซื้อชื่อแบรนด์เกมมิ่งเกียร์นี้มาอยู่ในเครือเพื่อรุกตลาดเกมมิ่งเกียร์อย่างจริงจังแล้ว

แต่ดีลครั้งนี้ไม่ได้เป็นการซื้อทั้งแผนกจาก Kingston เพราะว่าทาง HP ซื้อมาเพียงแผนกเกมมิ่งเกียร์เท่านั้น ไม่ได้รวมไปถึงกลุ่ม DRAM, แฟลชไดรฟ์และ SSD ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้จะยังอยู่ในเครือของ Kingston เช่นเดิม

hyperx

HP ทุ่มซื้อ HyperX เพราะชื่อ OMEN ไม่รุ่ง

alloy origin 60

สาเหตุของดีลครั้งนี้ ทาง HP ได้แจ้งไว้ในเอกสารแถลงของทางบริษัทว่า เนื่องจากแบรนด์เกมมิ่งเกียร์นี้จาก Kingston นั้นได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างเป็นอย่างมากและเนื่องจากทาง HP ต้องการก้าวเข้าสู่ตลาดเกมมิ่งอย่างจริงจัง และทางบริษัทคาดการณ์ว่าตลาดเกมมิ่งเกียร์จะโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2023 จะมีมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2 ล้านล้านบาท) และในปี 2024 จะโตไปถึง 12.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ทีเดียว

อย่างไรก็ตามทางสื่อต่างประเทศคาดว่าการเข้าซื้อแบรนด์เกมมิ่งเกียร์นี้จาก Kingston เนื่องจากแบรนด์ OMEN ในเครือ HP นั้นไม่โดดเด่นอย่างที่ Corsair, Logitech, Razer เป็นอยู่ในตอนนี้ จึงเลือกซื้อแบรนด์นี้เข้ามาอยู่ในเครือแทน

omen gaming gear

omen gaming mouse

omen keyboard

ซึ่งเกมมิ่งเกียร์ในแบรนด์ของ HP อย่าง OMEN ก็ค่อนข้างครอบคลุมทั้งหูฟัง, เมาส์และคีย์บอร์ดเกมมิ่งอยู่แล้ว และรวมไปถึงหน้าจอกับอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้นการซื้อแบรนด์นี้จาก Kingston เข้ามาอยู่ในเครือนั้นเพื่อเพิ่ม Portfolio ให้กับทางบริษัทเป็นหลักนั่นเอง

ส่วนเรื่องโปรแกรม Ngenuity สำหรับตั้งค่าเกมมิ่งเกียร์นั้น HP ตัดสินใจไม่นำมารวมกับ OMEN Gaming Hub ของ HP ซึ่งเจ้าของเกมมิ่งเกียร์สามารถใช้งานต่อไปได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องลบหรือจัดการโปรแกรมใด ๆ ให้เสียเวลา ดังนั้นเกมเมอร์ที่ใช้สินค้าอยู่ก็ใช้งานได้ต่อไปเลย

แต่ดีลครั้งนี้ระหว่าง HP กับ Kingston เพื่อซื้อแผนกเกมมิ่งเกียร์ของทางบริษัทจัดว่าเป็นดีลที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งทาง HP อาจจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและความรู้ของแผนกนี้ไปใช้งานอย่างเต็มที่ และเราอาจจะเห็น HP ทำตลาด OMEN Gaming Gear ในประเทศไทยอย่างจริงจังมากขึ้นก็เป็นไปได้

ที่มา : HP, The Verge, Polygon

from:https://notebookspec.com/web/579149-hp-pay-425-million-usd-for-hyperx

แนะนำ 4 กล่อง sSD ใส่ NVMe ใช้เซฟงานได้ Clone Windows ก็ดี

หลังจากเลือกได้แล้วว่าเราจะซื้อ SSD รุ่นไหนมาใช้ ฟันธงได้ว่าจะเอาความจุกี่ GB มาใช้งานได้แล้ว กล่อง SSD สำหรับใช้เป็นตัวใส่ฮาร์ดดิสก์ทั้งแบบ SATA 2.5″ หรือ M.2 ก็เป็นของจำเป็นขึ้นมาทันที เวลาต้องการ Clone Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าเข้ามาอยู่ใน SSD ลูกใหม่จะได้ทำได้ง่ายยิ่งขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลาติดตั้ง Windows ใหม่ด้วย

ยิ่งตอนนี้ราคาของ SSD แบบ M.2 NVMe ยิ่งถูกลงเรื่อย ๆ และมีโปรโมชั่นลดราคาและเซลส์กันอย่างต่อเนื่องจนหลาย ๆ คนน่าจะมี NVMe ใช้กันและอาจจะอยากเอามาเปลี่ยนกับฮาร์ดดิสก์เก่าในเครื่อง แต่ยังไม่รู้ว่าจะหาซื้อกล่องใส่ SSD ตัวไหนมาใช้ดีและกลัวว่าซื้อมาจะใช้งานไม่ได้ด้วย ดังนั้นเราจะมาทำความเข้าใจกันว่ามันมีวิธีดูและเลือกง่าย ๆ อย่างไรบ้าง

กล่อง ssd
มีเอาไว้ใช้เป็น External Harddisk ถ่ายข้อมูลเร็ว ๆ หรือเอาไว้ Clone Windows ก็เวิร์ค!

ก่อนซื้อมาเข้าใจ NVMe ของเรากันก่อน

Screenshot 2021 02 24 143731

เวลาเราเปิดดูเรื่องสเปคของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เช่นเมนบอร์ดหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ M.2 NVMe ในส่วนของ Storage นั้น เราจะเห็นว่าบรรทัดข้อมูลของ SSD M.2 NVMe จะมีการวงเล็บตัวเลข 4 ตัวเอาไว้อยู่ ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันหมายถึงอะไร และทำไมต้องเขียนเอาไว้เยอะขนาดนั้น

เช่นในภาพตัวอย่างในกรอบสี่เหลี่ยมที่มีลูกศรชี้อยู่ จะเห็นว่าสเปคเมนบอร์ดนี้รองรับ M.2 NVMe SSD แบบ 2242/ 2260/ 2280/ 22110 นอกจากนี้ถ้าเห็นตรงหัวข้อ 3x M.2 slots จะมีวงเล็บว่า Key M เอาไว้ด้วย

b0996abe9746c0cc29fa97abee839650 e1614151081964

ส่วนแรก ตัวเลข 4 ตัว ในหน้าสเปคหมายถึงขนาดของ M.2 NVMe ที่เมนบอร์ดรวมทั้งกล่อง SSD รุ่นนั้น ๆ สามารถใช้ได้ ซึ่งหมายถึงความกว้างและยาวของ M.2 SATA และ M.2 NVMe ชิ้นนั้น ๆ เวลาอ่านจะต้องแบ่งการอ่านออกเป็นคู่ เช่น M.2 NVMe 2280 นั่นคือ NVMe กว้าง 22 มิลลิเมตร และยาว 80 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของ NVMe หลาย ๆ รุ่นในปัจจุบันนี้

ดังนั้นเวลาเราจะเลือกซื้อเมนบอร์ดหรือกล่อง SSD มาใช้ หรือกลับกันถ้าเราจะซื้อ NVMe SSD มาใส่กับเมนบอร์ดหรือกล่องใส่ SSD ก็ตาม ก็ต้องเลือกขนาดให้เข้ากันด้วย

M2 FAQ Q17 BOTTOM

ถัดมาในส่วนของ Key M ตรงบรรทัดบนจากภาพที่แล้ว จะหมายถึงส่วนของจุดเชื่อมต่อของ M.2 SSD เข้ากับขั้วตัวรับของเมนบอร์ดหรือกล่อง SSD ซึ่งในภาพตัวอย่างจะเห็นว่า M.2 SSD นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือแบบ B-Key และ M-Key และลูกผสมอย่าง B & M Key

วิธีการสังเกตคือให้เรานับจำนวนขีด (Pin) ตรงหัวเล็กของ M.2 SSD ว่ามีจำนวนกี่เส้น ถ้ามี 6 อันคือ B-Key ส่วนแบบ 5 อัน คือ M-Key ส่วนแบบที่แตกเป็นสองหัวคือ B & M Key โดยมีข้อแตกต่างกันคือ

  1. B-Key – สามารถใช้รับส่งข้อมูลให้ M.2 NVMe แบบ SATA และ/หรือ PCIe ก็ได้ แต่ใช้ได้แค่อินเตอร์เฟส PCIe x2 จึงรับส่งข้อมูลได้เร็วสุดตามหน้าสเปคคือ 1,000MB/s 
  2. M-Key – สามารถใช้รับส่งข้อมูลให้ M.2 NVMe แบบ SATA และ/หรือ PCIe ก็ได้ และใช้อินเตอร์เฟส PCIe x4 ทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วถึง 2,000MB/s ทีเดียว และ M.2 SSD หลายรุ่นในปัจจุบันนี้ก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง NVMe รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันนี้จะใช้เป็น M-Key กันแทบทุกรุ่นแล้วเพราะสามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็ว
  3. B & M Key – ขั้วแบบลูกผสม ช่วยให้ติดตั้งได้หลายอุปกรณ์ยิ่งขึ้น รับส่งข้อมูล M.2 NVMe แบบ SATA และ/หรือ PCIe ก็ได้ แต่ใช้อินเตอร์เฟส PCIe x2 เหมือนกันกับ B-Key จึงรับส่งข้อมูลได้เร็วสุดเพียง 1,000MB/s เท่านั้น

b key
m key

ดังนั้นก่อนเราจะซื้อกล่อง SSD มาใส่ M.2 NVMe ก็ควรเช็คสเปคก่อนเสมอ ซึ่งเราสามารถคลิกอ่านได้ที่หน้าสเปคของกล่อง SSD รุ่นนั้น ๆ ที่เราสนใจและสังเกตตรงหัวข้อ Input หรือ Interface ทางผู้เขียนจะระบุเอาไว้ว่ากล่องนี้รองรับ M.2 NVMe แบบ B-Key หรือ M-Key นั่นเอง

4 กล่อง SSD แนะนำ ใส่ NVMe SSD ได้แน่นอน

ถ้าใครกำลังหากล่อง SSD สำหรับใส่ NVMe ไว้ใช้ Clone Windows หรือทำเป็น External Harddisk เพราะมี NVMe อันเก่าอยู่ในบ้านแล้วไม่ได้ใช้งาน บทความนี้เราได้รวบรวมรุ่นที่เป็น M-Key ซึ่งใช้งานกับ M.2 NVMe SSD ได้อย่างแน่นอนมาให้เลือกกัน 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. ORICO TCM2-C3 (990 บาท)
  2. CHOETECH PC-HDE03 (1,258 บาท)
  3. UGREEN M.2 PCI-e (1,350 บาท)
  4. ORICO PVM2-C3 (1,490 บาท)
1. ORICO TCM2-C3 (990 บาท)

1 31 3 e1614158793312

ORICO TCM2-C3 เป็นกล่องสำหรับ M.2 NVMe SSD ดีไซน์สวยซึ่งบอดี้ภายนอกเป็นพลาสติกใสและมีซิ้งค์อลูมิเนียมช่วยระบายความร้อนให้ NVMe ให้ไม่ร้อนเกินไปอีกด้วย นอกจากนี้ตัวกล่องยังมีขนาดเล็กระดับใส่กระเป๋ากางเกงได้สบาย ๆ 

สเปคจะรองรับ NVMe ทั้ง M-Key และ B & M-Key ใส่ได้ตั้งแต่ขนาด 2230, 2242, 2260 และ 2280 ส่วนพอร์ตบนตัวกล่องจะเป็น USB 3.1 Type-C สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็ว 10Gbps รองรับ NVMe ความจุสูงสุดที่ 2TB ใช้งานร่วมกับ Windows, macOS และ Linux ได้ ในแพ็คเกจแถมสาย USB Type-C to Type-A แบบ USB 3.0 มาให้หนึ่งเส้น

สเปคของ ORICO TCM2-C3

  • รองรับ NVMe แบบ M-Key และ B & M Key
  • ใส่ NVMe ขนาด 2230, 2242, 2260, 2280 ได้
  • รองรับ NVMe ความจุสูงสุด 2TB
  • พอร์ตที่กล่องเป็น USB 3.1 Type-C รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Linux
  • ราคา 990 บาท (Advice)
2. CHOETECH PC-HDE03 (1,258 บาท)

615Bir35D0L. SL1500 e1614159729207

CHOETECH PC-HDE03 เป็นกล่อง SSD น่าใช้อีกรุ่นซึ่งทางเว็บไซต์ SpecPhone เคยทำรีวิวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยเป็นเคสอลูมิเนียมขนาดพกพาง่ายและระบายความร้อนได้ดีและดีไซน์ให้มีช่องด้านข้างเคสเพื่อระบายความร้อนระหว่างใช้งานได้ด้วย สามารถเลื่อนสลักตรงท้ายกล่องแล้วเปิดฝามาใส่ M.2 NVMe เข้าไปแล้วขันน็อตเพื่อใช้งานได้เลย ซึ่งใช้งานได้สะดวกมากและยังคงพกพาง่ายเช่นเดียวกับกล่อง SSD รุ่นอื่น

สเปคจะรองรับ M.2 NVMe แบบ M-Key เท่านั้น สามารถติดตั้งขนาด 2230, 2242, 2260, 2280 ลงไปได้ พอร์ตของเคสเป็น USB 3.1 Type-C Gen 2 สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็ว 10Gbps เช่นกัน รองรับการใช้งานกับ Windows และ macOS ได้ แต่จุดสังเกตของกล่อง CHOETECH คือไม่ระบุว่ารองรับ NVMe ความจุสูงสุดกี่ TB และไม่มีสาย USB Type-C แถมมาให้ ถ้าจะซื้อรุ่นนี้ควรมีสาย USB-C Gen 2 สำหรับเชื่อมต่อเพื่อรับส่งข้อมูลด้วย

สเปคของ CHOETECH PC-HDE03

  • รองรับ NVMe แบบ M-Key เท่านั้น
  • ใส่ NVMe ขนาด 2230, 2242, 2260, 2280 ได้
  • พอร์ตที่กล่องเป็น USB 3.1 Type-C Gen 2 รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS
  • ราคา 1,258 บาท (Shopee CHOETECH Official Shop)
3. UGREEN M.2 PCI-e (1,350 บาท)

60354 1 3 363293 560x e1614160884357

UGREEN M.2 PCI-e นั้นถือเป็นอีกรุ่นจากแบรนด์ราคาไม่แพง จึงได้ใจคนชอบอุปกรณ์ไอทีราคาคุ้มค่าไปโดยง่าย ซึ่งกล่องนี้ของ UGREEN เองก็ออกแบบมาเป็นเคสอลูมิเนียมเช่นเดียวกันกับแบรนด์อื่นเพื่อช่วยระบายความร้อนให้ M.2 NVMe ให้เย็นลง ช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น และสามารถถอดมาใส่ SSD ได้ง่ายมาก เพียงสไลด์แล้วขันน็อตเท่านั้น

สเปคของเคส UGREEN ตัวนี้จะมีแบ่งเป็นรุ่น M-Key และ B-Key ขึ้นอยู่กับการเลือกซื้อของเรา โดยรุ่น M-Key จะเป็นกล่องเทาเข้ม สามารถใส่ NVMe ขนาด 2230, 2242, 2260 และ 2280 ได้ ตัวกล่องเป็นพอร์ต USB 3.1 Gen 2 Type-C สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps รองรับ SSD ความจุสูงสุด 2TB เช่นกัน ใช้งานกับ Windows, macOS, Linux และ Chrome OS ได้ด้วย เรียกว่ารองรับกว้างขวางมากรุ่นหนึ่งทีเดียว ส่วนในกล่องจะแถมสาย USB Type-C to A มาให้ 1 เส้น

สเปคของ UGREEN M.2 PCI-e

  • รองรับ NVMe แบบ M-Key หรือ B-Key ขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือกซื้อ
  • ใส่ NVMe ขนาด 2230, 2242, 2260, 2280 ได้
  • รองรับ NVMe ความจุสูงสุด 2TB
  • พอร์ตที่กล่องเป็น USB 3.1 Type-C Gen 2 รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Linux และ Chrome OS
  • ราคา 1,350 บาท (Shopee UGREEN Official Shop)
4. ORICO PVM2-C3 (1,490 บาท)

4 7 61 e1614162366164

ORICO PVM2-C3 ก็เป็นกล่อง SSD ดีไซน์เรียบร้อยหรูหรารุ่นหนึ่งที่ทั้งแข็งแรงเพราะตัวเคสใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมและระบายความร้อนได้ดีทีเดียว ซึ่งตัวเคสอลูมิเนียมแบบทั้งตัวจึงกันน้ำ, รอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี แต่เวลาจะใส่หรือถอด M.2 NVMe จำเป็นต้องใช้ไขควงไขน็อตตรงท้ายกล่องเสมอ แต่เมื่อซื้อสินค้ามาแล้วจะมีไขควงสำหรับใช้ไขถอดน็อตและขันน็อต NVMe แถมมาให้ด้วยพร้อมกับสาย USB-C to C อีกหนึ่งเส้น

สเปคของ ORICO PVM2-C3 จะรองรับ M.2 NVMe แบบ M-Key ขนาด 2230, 2242, 2260 และ 2280 ซึ่งครอบคลุมขนาดมาตรฐานในปัจจุบันทั้งหมด มีพอร์ต USB 3.1 Type-C Gen 2 สำหรับรับส่งข้อมูล มีความเร็วสูงสุด 10Gbps และตัวกล่องนี้จะรองรับ NVMe ความจุสูงสุด 2TB ด้วยกัน ใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS

สเปคของ ORICO PVM2-C3

  • รองรับ NVMe แบบ M-Key
  • ใส่ NVMe ขนาด 2230, 2242, 2260, 2280 ได้
  • รองรับ NVMe ความจุสูงสุด 2TB
  • พอร์ตที่กล่องเป็น USB 3.1 Type-C Gen 2 รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS
  • ราคา 1,490 บาท (JIB)

สรุป – ซื้อกล่อง SSD รุ่นไหนไปใส่ NVMe ดี

สำหรับกล่อง SSD สักรุ่นนั้นจะมีตัวเลือกในตลาดคละกันอยู่หลายรุ่นทั้งแบบ B-Key และ M-Key ซึ่งถ้าเราเช็คข้อมูลกล่องรุ่นนั้น ๆ ให้ดี ก็จะช่วยให้เราเลือกซื้อสินค้าได้ถูกรุ่นและไม่เสียเงินฟรีอีกด้วย สำหรับสเปคโดยสรุปของทั้ง 4 รุ่น จะมีดังนี้

รุ่น / สเปค ประเภทของ Key ขนาดของ NVMe
ที่รองรับ
ความจุสูงสุด พอร์ตที่กล่อง ระบบปฏิบัติการ จุดเด่น ราคา
ORICO TCM2-C3 M-Key
และ
B & M Key
2230

2242

2260

2280

2TB USB 3.1 Type-C

รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps

Windows

macOS

Linux

เคสแบบใสดีไซน์สวยงาม และราคาไม่แพงมาก 990 บาท
CHOETECH PC-HDE03 M-Key 2230

2242

2260

2280

USB 3.1 Type-C Gen 2

รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps

Windows

macOS

ถอดเปลี่ยน NVMe ในกล่องได้ง่าย 1,258 บาท
UGREEN M.2 PCI-e M-Key
หรือ
B-Key

ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ซื้อ

2230

2242

2260

2280

2TB USB 3.1 Type-C Gen 2

รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps

Windows

macOS

Linux

Chrome OS

ถอดเปลี่ยน NVMe ในกล่องได้ง่าย

รองรับระบบปฏิบัติการหลายรุ่น

1,350 บาท
ORICO PVM2-C3 M-Key 2230

2242

2260

2280

2TB USB 3.1 Type-C Gen 2

รับส่งข้อมูลได้เร็วสุด 10Gbps

Windows

macOS

ดีไซน์สวยดูดี แข็งแรง

กันน้ำและรอยขีดข่วน

มีไขควงแถมมาให้ในกล่อง

1,490 บาท

เมื่อเราศึกษาข้อมูลของกล่อง SSD และรู้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับเราแล้วค่อยเลือกซื้อรุ่นที่ตอบโจทย์ไปใช้งานได้เลย ซึ่งไม่ว่ารุ่นไหนก็จัดว่าคุ้มค่าและน่าลงทุนทั้งนั้นเพราะนอกจากเราจะใช้เป็นอุปกรณ์ใช้ Clone Windows ไปยัง NVMe อันใหม่ได้แล้ว ก็สามารถใส่ NVMe อันอื่นเอาไว้เป็น External Harddisk เพื่อเซฟข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ยามจำเป็นได้และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ดังนั้นจึงคุ้มค่าน่าเลือกซื้อมาใช้เป็นของใช้ส่วนตัวสักชิ้นเป็นอย่างมาก

from:https://notebookspec.com/web/578920-4-recommended-nvme-ssd-enclosure-case

10 โปรแกรมสแกนไวรัสยอดนิยม และน่าใช้งาน ที่ควรมีติดเครื่อง

การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนคอมพิวเตอร์หรือการดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ จากเว็บไซต์เพื่อมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของเรานั้น อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ปัจจุบันนั้นมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี้ก็มักจะมีมือดีที่หยิบฉวยหาช่องว่างในการแฝงไวรัสเข้ามายังคอมพิวเตอร์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ โฆณษาต่าง ๆ ที่หลอกให้เราคลิก หรือผ่านทางโปรแกรมแปลก ๆ ที่เราดาวน์โหลดมา หรือจะเป็นโปรแกรมที่ไม่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ ก็มันจะมีของแถมแฝงเข้ามาด้วย ทีมงาน Notebookspec จึงรวมเอาโปรแกรมสแกนไวรัสยอดนิยมที่ควรมีติดเครื่อง มาไว้ที่นี่แล้ว

สแกนไวรัส

ทำความรู้จักไวรัสคอมพิวเตอร์

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: avast

ก่อนที่เราจะไปพบกับโปรแกรมสแกนไวรัสน่าใช้งานที่ต้องมีติดเครื่องไว้ ปี 2021 นั้น เรามาทำความรู้จักกับ ‘ไวรัสคอมพิวเตอร์’ ในเบื้องต้นกันก่อนดีกว่า สำหรับไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองให้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และหากมีโอกาส ไวรัสก็สามารถที่จะแทรกแซงเข้าไปติดอยู่ในคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้ด้วย โดยอาจจะผ่านทาง แฟลชไดรฟ์ หรือแผ่นดิสก์ หรือไฟล์ที่เราดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งการที่คอมพิวเตอร์ติดไวรัส ก็หมายความว่าไวรัสนั้นได้แฝงตัวตัวอยู่ในความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว และมีการถูกเรียกใช้งาน ซึ่งผู้ใช้งานก็มักจะไม่รู้ตัวว่า ขณะที่กำลังเรียกใช้งานโปรแกรมหรือไฟล์ใด ๆ อยู่นั้น ก็ได้เรียกให้ไวรัสทำงานด้วย ทั้งนี้จุดประสงค์ของไวรัสแต่ละตัวนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เขียนโปรแกรมไวรัสนั้นขึ้นมา เช่น ไวรัสอาจจะเข้าไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความขึ้นมารบกวนผู้ใช้งาน ขัดขวางการอ่านข้อมูล ขัดขวางการเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำ เป็นต้น

สำหรัส ไวรัส (Virus) นั้น เป็นมัลแวร์ (Malware) ชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลก และนอกจากนี้ยังมีมัลแวร์ชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น Worm, Trojan, Adware, Spyware ฯลฯ ไวรัสที่แพร่ระบาดและสร้างความเสียหายให้กับคอมพิวเตอร์ตามที่มีการบันทึกไว้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 ด้วยผลงานของไวรัสที่มีชื่อ “เบรน(Brain)” ซึ่งเขียนขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์สองพี่น้องชาวปากีสถาน ชื่อ อัมจาด (Amjad) และ เบซิท(Basit) เพื่อป้องกันการคัดลอกทำสำเนาโปรแกรมของพวกเขาโดยไม่จ่ายเงิน

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์

  • Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses เป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ที่แพร่เข้าสู่เป้าหมายในระหว่างการบูตเครื่อง โดยส่วนมากจะติดต่อกันผ่านทาง Floppy disk โดยเมื่อนำแผ่นดิสก์นี้ไปใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ไวรัสก็จะเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ในตอนเริ่มทำงานทันที Boot Sector Viruses จะเข้าไปอยู่ในส่วนหัวสุดของฮาร์ดดิสก์ ที่ Master boot record ไวรัสประเภทนี้บางตัวก็ไม่มีอันตราย แต่บางตัวก็มีอันตรายมากถึงขั้นทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์บูตไม่ขึ้นเลยทีเดียว
  • Program Viruses หรือ File Infector Viruses คือไวรัสคอมพิวเตอร์ที่จะติดอยู่กับไฟล์ข้อมูลที่ที่มีไฟล์นามสกุลเป็น .EXE .COM .DLL ฯลฯ โดยการทำงานของไวรัสตัวนี้ก็คือ จะไปติดอยู่บริเวณท้ายแฟ้มข้อมูล
  • Trojan Horse เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาให้เหมือนโปรแกรมธรรมดาทั่วไป เพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้งานเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำงาน และเมื่อถูกเรียกขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มทำลายตามโปรแกรมที่ถูกเรียกใช้งานทันที หลายครั้งที่ Trojan Horse จะถูกเขียนใหม่ทั้งชุดโดยมีการตั้งชื่อและคำอธิบายโปรแกรมให้ดูสมจริงเพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานตายใจ จุดประสงค์ของไวรัสตัวนี้ คือ การเข้าไปทำอันตรายต่อข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะเป็นการล้วงเอาความลับของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ข้อมูลชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต เป็นต้น Trojan Horse อาจไม่ถือเป็นไวรัส เพราะมักจะเป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาโดด ๆ ไม่มีการเข้าไปติดในโปรแกรมอื่นเพื่อสำเนาตัวเอง แต่มักจะใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใช้งานเป็นตัวแพร่ระบาดซอฟต์แวร์ โทรจันนับว่าเป็นโปรแกรมที่มีความอันตรายสูง เพราะมีความยากที่จะตรวจสอบและสร้างขึ้นมา
  • Worm เป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัส มีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้งหมด สามารถกระจายตัวได้รวดเร็ว ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าหนอนนั้น คงจะเป็นลักษณะของการกระจายและทำลาย ที่คล้ายกับหนอนกินผลไม้ ที่สามารถกระจายตัวได้มากมาย รวดเร็ว และเมื่อยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ระดับการทำลายล้างยิ่งเพิ่มมากขึ้นฃ
  • Polymorphic Viruses เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัส ที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเองได้เมื่อสร้างสำเนาตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดได้ถึงหลายร้อยรูปแบบ มีผลทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับโดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • Stealth Viruses เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์ infector ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสทีลต์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริงของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัวไวรัสจะเข้าไปควบคุมดอส เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือโปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ดอสก็จะแสดงขนาดเหมือนเดิมทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia

โปรแกรมสแกนไวรัสยอดนิยม ที่ต้องมีติดเครื่อง

1. Windows Defender

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: Microsoft

เริ่มต้นกันด้วยโปรแกรมสแกนไวรัสที่มีติดมากับระบบ Windows อย่าง Windows Defender กันเลย

วินโดวส์ดีเฟนเดอร์ (Windows Defender) หรือชื่อเดิมที่เรียกว่า Microsoft AntiSpyware นั้นเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากไมโครซอฟท์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกัน กักกัน และลบสปายแวร์ทิ้ง เดิมให้บนไมโครซอฟท์ วินโดวส์เอกซ์พี วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 และ วินโดวส์วิสตา. Windows Defender สามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายบนเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นส่วนประกอบที่มาพร้อมกับวินโดวส์วิสตา เป็นต้นไป หลังจากนั้น Windows Defender ได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไวรัสอีกด้วย โดยจะเอามาแทนที่ Microsoft Security Essentials ตั้งแต่ วินโดวส์ 8 ขึ้นไป

โปรแกรมนี้ใช้งานง่ายและได้รับการอัพเดตจากทาง Microsoft อยู่เสมอ ทำให้มั่นใจในประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน ตอบโจทย์อย่างมากโดยเฉพาะกับการที่มีฟีเจอร์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน แถมยังรองรับการป้องกัน Ransomware ด้วย แต่ถ้าใครที่ต้องการฟีเจอร์ที่มากขึ้น เช่น VPN, Password Manager นั้น ก็อาจจะต้องหาโปรแกรมอื่นเข้ามาเสริมในส่วนชองฟีเจอร์เหล่านี้แทน


2. AVG Antivirus

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: AVG Antivirus

โปรแกรมสุดท้ายนี้อยู่ด้วยกันมาช้านาน ตอนเด็ก ๆ ผมก็เคยใช้โปรแกรมนี้เหมือนกัน ซึ่งใช้งานได้ค่อนข้างดีนะครับ ไม่หนักเครื่อง แถมยังมาพร้อมการป้องกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสแกนไวรัสบน Windows และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ ไปจนถึงการป้องกันบนเว็บเบราว์เซอร์และอีเมล ส่วนอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เอาใจเหล่าเกมเมอร์ก็คือ Do Not Disturb mode ที่เป็นการสั่งปิด Notification ป้องกันการรบกวนในขณะเล่นเกมหรือดูหนังได้ด้วย

โปรแกรม AVG Free Antivirus สามารถทำคะแนนในการทดสอบได้ดี (98.9%) และใช้ทรัพยากรเครื่องในการทำงานต่ำ แม้ว่าจะมีฟีเจอร์ที่เราอาจจะไม่ได้ใช้อย่างเครื่องมือล้างไฟล์ขยะในระบบ และแอปแอนตี้ไวรัสสำหรับใช้บนสมาร์ทโฟนแถมมาด้วย แต่โดยรวมแล้วมันก็เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่น่าใช้งาน

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: AVG Free Antivirus


3. Avast

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: Avast Antivirus

โปรแกรมสแกนไวรัสฟรี ๆ ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี Avast Free Antivirus เป็นโปรแกรมฟรีที่ได้รับความนิยมพอสมควร ด้วยการป้องกันที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันภายใน Windows, การป้องกันในเบราว์เซอร์ (รองรับเฉพาะ Firefox และ Chrome) ไปจนถึงการจัดการ Password ทั้งนี้ เราอาจเจอปัญหาในการใช้งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงฟีเจอร์แบบเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้องขยับไปใช้เวอร์ชันเสียเงิน แต่ถ้าใครนำมาใช้แค่ปกป้อง Windows ผมคิดว่าฟีเจอร์ที่มีมาให้ก็เพียงพอแล้วครับ

แม้ว่า Avast จะได้รับผลการทดสอบในการป้องกันต่ำกว่า 2 ตัวแรกที่เราหยิบมาแนะนำไปเล็กน้อย (98.9%) แต่มันก็ยังถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างสูงมากอยู่ดี จุดแข็งหลักของ Avast คือการใช้ทรัพยากรเครื่องในการทำงานที่ต่ำมาก ทำให้เราใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ได้เหมือนปกติ ไม่รู้สึกช้าลงแต่อย่างใดตัวโปรแกรมใช้งาน และติดตั้งง่าย ใครที่กำลังมองหาโปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรีมาใช้งาน โปรแกรมนี้ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Avast Free Antivirus


4. ESET NOD32

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: ESET NOD32

หนึ่งในแอนตี้ไวรัสขนาดเบาที่ดีที่สุด ESET ยังคงรักษาจุดเด่นในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถสแกนหาไวรัสได้ถึงลูกถึงคน ไม่ว่าจะซุกซ่อนอยู่ที่ใดภายในเครื่อง ตลอดจนมีกลไกสำคัญอย่าง Internet Security ที่ช่วยป้องกันการโจมตีของ Malware และ Ransomware ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาไม่แพง

ความพิเศษของโปรแกรมตัวนี้คือมีระบบการทำงานอันแสนรวดเร็ว ไม่มีความยุ่งยากใด ๆ เมื่อติดตั้งใช้งาน ซึ่งทีเด็ดจริง ๆ คือ การสแกนค้นหาไวรัสได้แบบลึกสุด ๆ จะซ่อนอยู่ตรงไหนก็ไม่ต้องห่วง หาเจอชนิดที่คนใช้เองอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเข้าเว็บอะไรไว้ มีระบบ Internet Security ที่ป้องกันไวรัสร้ายอย่างทรงพลัง มีทั้งทดลองใช้ฟรีและเสียเงินซึ่งราคาไม่แรงเลย

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: ESET NOD32 Antivirus


5. McAfee

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: McAfee

โปรแกรมสแกนไวรัสที่ทรงพลานุภาพ สามารถใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น Window, MacOS, Android และ ios มีความโดดเด่นที่ศักยภาพในการต่อกรกับ Ransomware ที่อาจจะเข้ามาชิงข้อมูลสำคัญในเครื่องไปเรียกค่าไถ่ ตลอดจนมีกลไกช่วยเหลือการทำงานของคอมพิวเตอร์อย่าง PC Boost ติดมาด้วยเช่นกัน

โปรแกรมสแกนไวรัสที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก ไม่ว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการไหนก็สามารถลงโปรแกรมนี้ได้ ความโดดเด่นคือ PC Boost เป็นตัวช่วยเหลือไม่ให้คอมพิวเตอร์ของคุณโดนเล่นงานจากบรรดาไวรัสแปลกปลอม แถมโปรแกรมตัวนี้ยังเคยหาญกล้าต่อสู้กับ Ransomware ที่จะดึงข้อมูลของคุณไปเรียกค่าไถ่มาแล้วด้วย แม้เป็น antivirus ที่ต้องเสียเงินแต่คุ้มเกินคุ้ม

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: McAfee Antivirus


6. Avira

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: Avira Antivirus

แอนตี้ไวรัส Avira หรือที่หลายคนนิยมเรียกกันว่า โปรแกรมแอนตี้ไวรัสร่มแดง (Red Umbrella Antivirus) เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสยอดนิยม ตัวโปรแกรมใช้งานง่าย และมีหน้าตาที่สวยงาม จากผลการทดสอบล่าสุดของ AV-Comparatives ได้ระบุว่า Avira (เวอร์ชัน Pro) สามารถปกป้องได้ถึง 99.9% เลยทีเดียว ก็คาดหวังว่าเวอร์ชันฟรีก็น่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีไม่แพ้กัน

โปรแกรมนี้มีระบบกำหนดเวลาสแกนล่วงหน้าที่ตั้งค่าได้อย่างง่ายดาย อย่างการตั้งให้สแกนอย่างรวดเร็วทุกวัน และสแกนแบบละเอียดอาทิตย์ละครั้งเป็นต้น เมื่อรวมกับความสามารถในการปกป้องแบบ Real-time มันก็น่าจะทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี แอนตี้ไวรัสฟรีที่อยากแนะนำให้ใช้งาน มีฟีเจอร์เสริมต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมตัวปรับแต่งตามใจต้องการ แม้ว่าฟีเจอร์พิเศษหลาย ๆ ตัวยังอาจอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน แต่ถ้าหากไม่ใช่สายท่องเว็บอะไรอันตราย โปรแกรมสแกนไวรัสตัวนี้เอาอยู่แน่

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Avira Free Antivirus


7. Bitdefender Antivirus

bitdefender
Cr: Bitdefender

โปรแกรม Bitdefender Antivirus Free เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ในเวอร์ชันได้ผลทดสอบการป้องกันสูงถึง 99.9% สำหรับเวอร์ชันฟรีของโปรแกรม Bitdefender นั้นมีคุณสมบัติเด่นอย่างการตรวจจับมัลแวร์ และตรวจจับฟิชชิ่ง (ล่อหลอกลวงพราง) ในขณะที่หน้าตาโปรแกรมค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีตัวเลือกที่ดูยุ่มย่าม อีกทั้งยังออกแบบมาให้ใช้ทรัพยากรเครื่องในการทำงานต่ำอีกด้วย ทั้งยังเป็นโปรแกรมหนึ่งที่เว็บไซต์ PCMag ให้คะแนนดีพอ ๆ กับ Kaspersky (จากการทดสอบเทียบกับผลทดสอบจากเอกสารผู้ผลิต) คือ Bitdefender Antivirus Free Edition ด้วยหน้าจอที่ใช้งานง่ายมาก ไม่ค่อยหนักเครื่อง แถมสแกนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการปกป้องขั้นพื้นฐานที่ครบถ้วน ใช้งานง่ายมาก การป้องกันที่ดีเยี่ยมจากมัลแวร์ ใช้งานง่ายมาก ติดตั้งรวดเร็ว แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบ แถมยังมีตัวเลือกการปรับแต่ง Lack of quick scanning and scan scheduling ไม่มีการตั้งเวลาสแกนและสแกนเร็ว

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Bitdefender Antivirus


8. Kaspersky Security Cloud Free

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: Kaspersky

Kaspersky Security Cloud Free เป็นแอนตี้ไวรัสแบบฟรีที่ Kaspersky ปล่อยออกมาให้ใช้งานแทนโปรแกรมตัวเดิมอย่าง Kaspersky Free Antivirus รองรับการสแกน และลบมัลแวร์ต่างๆ ลูกเล่นไม่เยอะเท่าตัวเสียเงิน แต่จุดเด่นน่าจะอยู่ที่มีให้ใช้งานทั้งบนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนเลย

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Kaspersky Security Cloud Free


9. Adaware Antivirus

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: Adaware

โปรแกรม Adaware Antivirus เป็น โปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวนี้ในเวอร์ชันโปรทำคะแนนได้สูงถึง 99.3% ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่ามันจะคุ้มครองคอมพิวเตอร์ของเราได้เป็นอย่างดี แม้ว่าโปรแกรมนี้จะใช้ทรัพยากรเครื่องสูงกว่าโปรแกรมอื่น แต่ก็ถือว่าน่าใช้งานมากทีเดียวสำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windowsในขณะที่เวอร์ชันเสียเงินของโปรแกรมนี้จะเพิ่มการป้องกันให้กับเว็บไซต์, อีเมล และมีไฟร์วอลให้ใช้งานด้วย ซึ่งจ่ายเพิ่มก็ไม่แพงเท่าไร

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Adaware Antivirus


10. Malwarebytes Anti-Malware

โปรแกรมสแกนไวรัส
Cr: malwarebytes

โปรแกรมแอนตี้ไวรัส จากค่าย Malwarebytes นั้นมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมานานแล้ว และสำหรับ โปรแกรม Malwarebytes Anti-malware จากค่ายนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มันมีความสามารถในการตรวจจับ Adware ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ข้อดีอีกอย่างของโปรแกรมนี้มีขนาดไฟล์ที่เล็กมาก แถมยังสแกนได้อย่างว่องไวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันฟรีคุณจะต้องสั่งสแกนด้วยตนเองเท่านั้น ถ้าอยากให้มันป้องกันแบบสด ๆ เดี๋ยวนั้น หรือที่เรียกว่าเรียลไทม์ (Real-time) ล่ะก็ต้องจ่ายเงินอัพเกรดเท่านั้น

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Malwarebytes Anti-Malware


สรุป

และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 โปรแกรมสแกนไวรัสยอดนิยม 2021 ที่น่าใช้งานและควรมีไว้ติดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็ได้รับการยอมรับและมียอดดาวน์โหลด ยอดผู้ใช้งานที่สูงมาก ๆ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามใครที่ไม่อยากเสียเงินเพิ่ม หรือไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องแสกนไวรัสอย่างหนักจริง ๆ ทีมงานขอออกความเห็นว่า Windows Defender ที่ติดมากับตัว Windows 10 นั้นก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครที่ต้องหาข้อมูล เข้าเว็บไซต์ หรือโหลดโปรแกรมที่มีความเสี่ยง ควรสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้ในฮาร์ดดิสหรือ External แยกออกมาอย่างสม่ำเสมอ หรือเพื่อความชัวร์ก็ให้อัพโหลดเข้าระบบ Cloud Online ไปเลย เพื่อให้แน่ใจว่าไฟล์งานของเรา หรือเอกสารสำคัญ ๆ จะไม่สูญหาย


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

รวมไฟล์ PDF ออนไลน์
ปัญหา LINE
ลบไฟล์ขยะ
โปรแกรมจับภาพหน้าจอ
Clubhouse

from:https://notebookspec.com/web/574163-hits-antivirus-you-must-have

MSI เปิดตัว MPG ARTYMIS 343CQR จอคอม Curved 1000R พร้อม AI อัจฉริยะ

MSI เปิดตัวจอคอมเกมมิ่งซีรีส์ใหม่ที่มาเพื่อจะปฏิวัติวงการเกมมิ่งมอนิเตอร์ด้วยความโค้งของหน้าจอที่สูงถึง 1000R พร้อมกับการใส่ระบบ AI อัจฉริยะลงในเกมมิ่งมอนิเตอร์เป็นครั้งแรก กับจอมอนิเตอร์รุ่น MPG ARTYMIS 343CQR

จอคอม

จอคอม MSI MPG ARTYMIS 343CQR

จอมอนิเตอร์ความโค้งระดับ 1000R เป็นความโค้งที่พอดีสำหรับสายตามนุษย์ ด้วยความโค้งที่เป็นธรรมชาติของหน้าจอ ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์เล่นเกมที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยผู้ใช้งานสามารถมองได้ทั่วถึงทั้งจอ โดยไม่ทำให้ดวงตาเกิดอาการล้า และลดการถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวในขณะเล่นเกม

จอคอม

นอกจากความโค้งระดับ 1000R แล้ว MSI ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด เช่น AI อัจฉริยะลงไปในผลิตภัณฑ์มอนิเตอร์เป็นครั้งแรก กับมอนิเตอร์รุ่นแรกของซีรีส์ ARTYMIS อย่างรุ่น MSI MPG ARTYMIS 343CQR เกมมิ่งมอนิเตอร์ที่มาพร้อมหน้าจอขนาด 34 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอสูงถึง 3440 x1440, Refresh Rate 165Hz, อัตราการตอบสนองเพียง 1ms เท่านั้น และ HDR 400 ที่สามารถรองรับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3000 ซีรีส์ ได้อย่างเต็มระบบ

จอคอม

นอกจากนี้ยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่างครบครัน อาทิ HDMI2.0, DP1.4, USB Type C (For DP และ Charge), USB Type A และ USB Type B ทั้งนี้มอนิเตอร์ MSI MPG ARTYMIS 343CQR จะมาเติมเต็มประสบการณ์ความสมบูรณ์แบบด้านการเล่นเกม เตรียมวางจำหน่ายจอเกมมิ่งในราคา 26,900 บาทที่ร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศเร็วๆนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ MSI Gaming

from:https://notebookspec.com/web/578956-msi-mpg-artymis-343cqr-curved-1000r

Spotify HiFi มาแน่ เสียง lossless คุณภาพเสียงเทียบเท่า CD

Spotify หนึ่งในผู้นำในการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงได้ทำการเปิดตัว Spotify HiFi บริการสตรีมมิ่งเพลงคุณภาพเสียงระดับ lossless ไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในช่วงของการเปิดตัวนั้นมีเพียงผู้ใช้งานบางรายเท่านั้นที่ได้รับเลือกได้เข้าร่วมทดสอบใช้งานบริการดังกล่าวซึ่งเสียงตอบรับที่ทาง Spotify ได้มานั้นต้องบอกเลยว่าดีเอามากๆ ล่าสุดทาง Spotify ได้ออกมาเผยอีกครั้งว่าทางบริษัทเตรียมที่จะเปิดบริการ Spotify HiFi อย่างเป็นทางการภายในปีนี้แล้ว

Spotify HiFi
Spotify HiFi

Spotify HiFi เตรียมเปิดบริการภายในปีนี้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นคงต้องบอกว่า Spotify ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายแรกที่มาพร้อมกับการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงแบบ lossless เนื่องจากว่าในปัจจุบันนั้นมีผู้ให้บริการแบบนี้อยู่ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็น Tidal, Amazon, Quobuz และ Deezer ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทว่าการที่ทาง Spotify ออกตัวในเรื่อง lossless ช้าไปหน่อยนั้นก็เนื่องมาจากเทคโนดลยีในการสตรีมเพลงแบบ lossless ที่ทางบริษัทได้บอกเอาไว้ว่าต้องทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ดีมากที่สุด ปัจจุบันนี้นั้นทาง Spotify ได้เลือกใช้เทคโนโลยีเสียงแบบ 16-bit/44.1kHz audio ให้เป็นเสียงแบบ “CD quality” 

หมายเหตุ – เทคโนโลยี lossless สำหรับคุณภาพเสียงแบบ CD นั้นมีหลายรูปแบบดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาจุดที่ดีที่สุดสำหรับใช้งานในการสตรีมโดยที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบต่างๆ มากจนเกินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ buffer เป็นต้น

ถึงแม้ Spotify จะเผยออกมาว่าบริการ Spotify HiFi จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปีนี้แล้วนั้น ทว่าในการเปิดตัวนั้นก็จะเป็นการค่อยๆ เปิดให้ใช้กันไปในตามแต่ละภูมิภาค อีกทั้งคงไม่ใช่ทุกเพลงที่จะมาพร้อมกับคุณภาพเสียในระดับ HiFi เนื่องด้วยปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านลิคสิทธิ์ต่างๆ ที่ทาง Spotify จะต้องทำสัญญากับข่ายเพลงต่างๆ กันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการสตรีมมิ่งเพลงในระดับ lossless สำหรับในเมืองไทยเรานั้นคงต้อคอยลุ้นกันว่าจะได้ใช้บริการดังกล่าวกับเพลงไทยด้วยหรือไม่

ที่มา : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/579010-spotify-hifi-arriving-later-this-year-with-lossless-cd-quality-audio

Cooling – DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT ฮีตซิงค์ไฟสวย เย็นติดตั้งง่าย

ปัจจุบันถ้าคุณเลือกซีพียูแรงๆ ก็อาจจะต้องมองหา Cooling หรือฮีตซิงค์ ที่เป็นพัดลมหรือชุดน้ำดีๆ มาใช้ร่วมกัน เพราะซีพียูตัวแรง หรือตัวท็อปหลายรุ่น ก็ไม่ได้ให้ชุดระบายความร้อนมาให้ เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้เลือกหาในแบบที่คุณต้องการมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ของคุณได้มากกว่า แต่การจะเลือกหามาใช้ ก็จะต้องมีรายละเอียดพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นขนาด พัดลม การติดตั้ง ความสวยงาม ไปจนถึงต้องดูว่า สามารถรองรับซีพียูที่มีค่า TDP สูงๆ ในโหมดที่เป็นการทำงานแบบ Full-load ได้ดีอีกด้วย ซึ่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณให้ความสำคัญในสิ่งใดมากที่สุด แต่ถ้าคุณยังไม่มีฮีตซิงค์ในใจ วันนี้เรามีทางเลือกมานำเสนอ

cooling

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT ฮีตซิงค์ในสไตล์ทาวเวอร์ ไซส์กลางๆ ที่ระบายความร้อนให้กับซีพียูทั้ง Intel LGA1200 และ AMD AM4 รุ่นใหม่ ด้วยครีบระบายความร้อนจำนวนมาก เชื่อมต่อกับฮีตไปป์ทองแดงจำนวน 3 เส้น และฐาน Cooling ที่เป็นหน้าสัมผัสจากฮีตไปป์พาดผ่านไปยังซีพียูโดยตรง ทำให้มีการถ่ายเทความร้อนได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่มีจุดเด่นที่พัดลมขนาดใหญ่ 120mm x 120mm ที่ให้ความเร็วรอบได้ถึง 1,500rpm และออกแบบใบพัดลมมาเป็นพิเศษ ซึ่งให้ปริมาณลมที่พัดผ่านครีบระบายความร้อนได้ดี แต่เสียงรบกวนน้อย พร้อมสีสันจากไฟ LED 6 สี ตัดกับสีขาวและสีดำของพัดลม ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับคนที่อยากจะตกแต่งภายในเคสให้สวย ในงบที่ไม่มากเกินไปนัก ฮีตซิงค์จาก DEEPCOOL นี้ ไม่ได้มีดีแค่เรื่องการออกแบบและสีสันเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพในการระบายความร้อน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ ส่วนผลการทดสอบจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ชมกันได้เลยครับ

cooling
GAMMAXX 400XT 5

Cooling-DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

จุดเด่น

  • ติดตั้งง่าย ไม่ซับซ้อน
  • มีพัดลม พร้อมแสงไฟ LED เพิ่มความสวยงาม
  • ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
  • เปลี่ยนพัดลมอื่นมาติดตั้งได้

ข้อสังเกต

  • แสงไฟ LED 6 สี ปรับเปลี่ยนไม่ได้
  • ต้องถอดพัดลมก่อนติดตั้งฮีตซิงค์ลงเมนบอร์ด

Specification

  • ขนาดฮีตซิงค์: 127×50×155 mm
  • น้ำหนักรวม: 723 g
  • ฮีตไปป์: Ø6 mm×4 pcs
  • ขนาดพัดลม: 120×120×25 mm
  • ความเร็วรอบพัดลม: 500~1500 RPM±10%
  • ปริมาณลม: 56.5 CFM
  • แรงดันลม: 1.66 mmAq
  • เสียงพัดลม: ≤27 dB(A)
  • คอนเน็คเตอร์: 4-pin PWM
  • Bearing Type: Hydro Bearing
  • แรงดันไฟพัดลม: 12 VDC
  • กระแสไฟพัดลม: 0.22 A
  • การใช้พลังงานของพัดลม: 2.64 W
  • รูปแบบแสงไฟ: LED

การออกแบบ

Cooling

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง ค่อนข้างกระทัดรัดเลยทีเดียว ประกอบด้วย ฮีตซิงค์พร้อมพัดลม ขาล็อค Intel ที่รองรับซ็อกเก็ต LGA1200 และ LGA15xx รวมถึง AMD AM4 พร้อมแผ่นพับคู่มือ ช่วยในการติดตั้ง

ภายในกล่องที่มีสีสันสดใส ก็มีชิ้นส่วนสำหรับการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ฐานติดหลังเมนบอร์ด เพื่อยึดขาฮีตซิงค์ ขาล็อค Intel ทางซ้ายมือ และตัวล็อคสำหรับ AMD ขวามือ

Cooling
Cooling

ตัวฮีตซิงค์ DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT มีให้เลือกทั้งรุ่น X400 WH ที่เป็นพัดลมสีขาว และ X400 XT พัดลมสีดำ แต่ที่เหมือนกันคือ พัดลมจะมาพร้อมแสงไฟสวยงามเช่นกัน

Cooling

ด้านหลังของตัวฮีตซิงค์ มาพร้อมครีบระบายที่เป็นอะลูมิเนียมจำนวนมาก ความสูงของตัวฮีตซิงก์อยู่ที่ประมาณ 15cm

Cooling

Cooling รุ่นนี้ มาพร้อมฐานอะลูมิเนียม และมีฮีตไปป์ทองแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 6mm จำนวน 4 เส้น พาดผ่านด้านใต้ ซึ่งจะสัมผัสกับซีพียูโดยตรง เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

Cooling
Cooling

ด้านใต้ฮีตซิงค์ในจุดที่เป็นหน้าสัมผัส จะแปะสติกเกอร์ ซึ่งแจ้งเอาไว้ว่า ให้แกะออกก่อนจะติดตั้งลงบนซีพียู เมื่อแกะออกมาก็จะเห็นท่อทองแดงที่เป็นฮีตไปป์ 4 เส้น ซึ่งอาจจะไม่เงาเรียบมากนัก แต่ก็สามารถนำไปปัดเงาได้ในภายหลัง

พัดลมระบายความร้อน

Cooling

พัดลมที่มีมาในชุดฮีตซิงค์นี้ เป็นพัดลมสีขาวขนาด 120mm x 120mm ความหนามาตรฐาน 25mm ให้ความเร็วรอบที่ 500~1500 RPM±10% ออกแบบใบพัดลมมาเป็นพิเศษ เพื่อลดเสียงรบกวน ที่น่าสนใจคือให้ปริมาณลมได้ถึง 56.5 CFM เลยทีเดียว

หัวต่อไฟเลี้ยงแบบ 4-pins ต่อเข้ากับคอนเน็กเตอร์ CPU_Fan บนเมนบอร์ด สามารถมอนิเตอร์ และปรับรอบพัดลมได้บนระบบ หรือซอฟต์แวร์

Cooling

ตัวล็อคพัดลมเป็นแบบคล้องเข้ากับตัวฮีตซิงค์โดยตรง ซึ่งค่อนข้างแน่นหนาเลยทีเดียว ซึ่งถ้าจะติดตั้งฮีตซิงก์ลงบนเมนบอร์ด ก็ต้องแกะออกก่อน เพื่อให้ไขน็อตยึดฐานได้ง่ายขึ้น

การประกอบติดตั้ง

Cooling

ต้องถือว่าเป็นจุดเด่นของฮีตซิงค์รุ่นนี้ และหลายค่ายก็ใช้วิธีการใกล้เคียงกัน เพราะแค่นำตัวล็อคมาติดตั้งเข้ากับฐาน ทั้งสองข้าง และไขน็อตเพียงด้านละตัวเท่านั้น ซึ่งก็ดูแน่นหนาดี

Cooling

เมื่อไขเสร็จแล้ว ก็จะออกมาตามภาพนี้ ซึ่งขาล็อคทั้งหมดก็เพียงวางลงในช่อง

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

นำ Bracket ชิ้นนี้ไปแปะไว้ที่ด้านหลังของเมนบอร์ด ซึ่งจะใช้เป็นตัวล็อคฮีตซิงค์

Cooling

เมื่อติดตั้งขาล็อคของตัวล็อคพัดลมซ็อกเก็ต LGA1200 ให้ทาซิลิโคนบนซีพียูให้ทั่ว แนะนำว่าปาดและเกลี่ยให้เรียบ เพื่อการถ่ายเทความร้อนที่ดีขึ้น

Cooling

จากนั้นก็วางขาล็อคในแต่ละด้านลงไป ไขน็อตยึดทั้ง 4 ตัว เป็นแนวทะแยง เพื่อให้ติดตั้งได้ง่ายขึ้น

ภาพจากมุมด้านบนทั้ง 2 ด้าน จะเห็นได้ว่าฮีตซิงก์จะวางขวาง ในตำแหน่งเดียวกับที่ทิศทางลมเข้าจากด้านหน้า ผ่านไปยังพัดลมเป่าออกด้านหลัง

Cooling

หลังจากที่ติดตั้งฮีตซิงค์ลงไปแล้ว ก็ให้ติดพัดลมกลับเข้าไปที่ซิงก์ โดยหันด้านที่เป่าเข้าฮีตซิงก์ เพื่อให้ลมผ่านครีบระบายความร้อนและฮีตไปป์

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

เมื่อติดตั้งพัดลม สำหรับพร้อมใช้งานแล้ว จะเห็นได้ว่าค่อนข้างจะยื่นไปใกล้กับสล็อตแรมแถวแรกเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ต้องกังวลมาก หากคุณใช้แรมที่มีความสูง อาจจะขยับพัดลมให้สูงขึ้นได้ เพื่อจะไม่ต้องไปเบียดกัน กรณีที่ต้องติดตั้งแรมแถวแรก หรือเลือกจะขยับแรมไปแถว 2 ก็ได้เช่นกัน

Cooling

หลังจากที่ติดตั้งเสร็จสิ้นในรุ่น X400 WH ค่อนข้างโดดเด่นในเคสเลยทีเดียว ด้วยสีขาวที่ตัดกับสีดำของอุปกรณ์รอบข้าง และรูปด้านล่าง จะเห็นได้ว่า ความสูง 15cm ยังไม่เลยขอบตัวเคสระดับ Medium Tower สามารถปิดฝาข้างที่เป็นกระจกเทมเปอร์ได้สบาย

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

และเมื่อเปิดใช้งาน พัดลมแสงไฟ LED ก็จะเริ่มทำงาน ซึ่งจะเป็นแสงไฟแบบตายตัว 6 สีเท่านั้น ไม่สามารถปรับแต่งได้ แต่ก็ทำให้ตัวเคสดูมีสีสันไม่น่าเบื่อ เมื่อเปิดใช้งานกับแรมอย่าง HyperX FURY RGB ก็ดูเข้ากันได้ดีทีเดียว

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

ประสิทธิภาพการระบายความร้อน

หลังจากที่ติดตั้งฮีตซิงค์และให้เห็นเรื่องของแสงไฟ LED กันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาทำการทดสอบ โดยมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบดังนี้

  • ซีพียู Intel Core i5-10600K 8 core/ 16 thread
  • เมนบอร์ด MSI B550 TOMAHAWK
  • แรม HyperX FURY RGB 16GB
  • การ์ดจอ MSI GTX 1660 SUPER VENTUS XS
  • DEEPCOOL 850W
DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT idle 1
idle temp.
DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT full load
Full load temp.

ในการทดสอบ Cooling จาก DEEPCOOL ครั้งนี้ ในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น การทดสอบโหมด idle เช็คอุณหภูมิขณะที่อยู่ในระบบปฏิบัติการ Windows 10 หลังจากเปิดเครื่องไว้ประมาณ 10 นาที อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 32 องศาเซลเซียส และขยับไปที่ 45 องศาเซลเซียส เมื่อเริ่มเปิดโปรแกรมบางตัว ส่วนเมื่อเริ่มเปิดเกม จะอยู่ที่ราว 54 องศาเซลเซียส

และในการทดสอบแบบ Full load ด้วยการทดสอบบนโปรแกรม OCCT ซึ่งจะเป็นการเร่งให้ซีพียูทำงานแบบ 100% ในทุกคอร์ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 67 องศาเซลเซียส มีไปแตะที่ 75 องศาเซลเซียส นิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งนับว่าฮีตซิงค์รุ่นนี้ ให้ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้ดีทีเดียว

Game test 6

มาดูผลทดสอบกับการเล่นเกม Death Stranding กันบ้าง โดยเกมนี้เรียกการทำงานของซีพียูไปประมาณ 50-60% ซึ่งตัวเลขอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ราว 55-59 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ถือว่าฮีตซิงก์รุ่นนี้ ยังเอาอยู่ กับการเล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

CINEBenchR20

มาดูการทดสอบ Cooling ที่โหดขึ้นมาอีกหน่อย นั่นคือการจำลองเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติ ด้วยโปรแกรม CINEBench R20 ซึ่งก็ตามคาด เพราะมีการเรียกใช้ซีพียูในทุกคอร์ เธรดอย่างเต็มที่ ทำให้อุณหภูมิขยับสูงไปแตะที่ 78-79 องศาเซลเซียส แต่ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะลดระดับลงมาที่ 70 กว่าองศาเซลเซียส ได้ในเวลาไม่นาน

GAMMAXX 400XT 3

Conclusion

ในการทดสอบฮีตซิงค์ DEEPCOOL GAMMAXX 400 ทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น WH หรือ XT ก็ตาม จุดที่น่าสนใจและดูจะเหมาะกับผู้ใช้ก็คือ เรื่องของการติดตั้งที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนมากมาย มือใหม่ก็เริ่มต้นใช้งานทำเองได้ และการที่แยกส่วนพัดลมกับตัวล็อค ทำให้มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้แรมที่มีความสูงๆ ก็ยังพอขยับได้ ไม่ติดกัน ในแง่ของไฟพัดลม แม้ว่าจะปรับแต่งไม่ได้ แต่ก็สีสันสดใส เอาใจคอเกมหรือคนที่อยากแต่งเคสแบบง่ายๆ ก็ทำได้อีกด้วย ส่วนประสิทธิภาพการระบายความร้อน ก็เป็นไปตามที่ทดสอบ Full load กับงานเรนเดอร์ ความร้อนอาจจะสูงหน่อย แต่ในแง่ของการเล่นเกม ก็ค่อนข้างสบาย ราวๆ 60 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าไม่ได้น่าเป็นห่วง เสียงพัดลมก็ค่อนข้างเบาเลยทีเดียว ในภาพรวมจัดว่าเป็น Cooling อีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลย ทั้งในแง่ของการติดตั้ง ความสะดวก และการใช้งาน จะมีแค่เรื่องต้องแกะพัดลมก่อนติดตั้ง เพื่อความสะดวก และแสงไฟพัดลมที่ปรับไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จัดว่าทำได้ดี ใครที่กำลังมองหาฮีตซิงก์ใช้ง่าย ไฟสวย ไม่ควรพลาดเลยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม: DEEPCOOL GAMMAXX X400

ราคา: ประมาณ 790 บาท

10 อันดับฮีตซิงก์ยอดนิยมใน NBS กุมภาพันธ์ 2564

from:https://notebookspec.com/web/578498-cooling-deepcool-gammaxx-400-xt

Oppo Reno5 K อีกหนึ่งในสมาร์ทโฟนซีรีส์ Reno5 ที่จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้

Oppo กับสมาร์ทโฟนในซีรีส์ Reno5 ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางนั้นเรียกได้ว่ามาแรงจริงๆ ล่าสุดดูเหมือนทาง Oppo จะเตรียมอุดช่องโหว่ในเรื่องของราคากับการออก Reno5 มาอีกรุ่นกับ Reno5 K ซึ่งตัวเครื่องนั้นจะรองรับเครือข่าย 5G แบบเดียวกันรุ่นพี่อย่าง Reno5 5G แต่มีการเปลี่ยนมาใช้งานชิปเซ็ทจากเดิมที่ใช้ Snapdragon 765G มาเป็น Snapdragon 750G แทน สเปคในส่วนอื่นๆ จะน่าสนใจมากแค่ไหนไปติดตามกัน

Oppo Reno5 K 001
Oppo Reno5 K

Oppo Reno5 K

สำหรับข้อมูลของ Oppo Reno5 K ที่หลุดออกมานี้นั้นมาจากทางนักปล่อยข่าวลือชื่อดังบน Weibo ซึ่งได้ทำการเผยสเปคแบบคร่าวๆ ของ Oppo Reno5 K เอาไว้ดังต่อไปนี้

  • หน้าจอขนาด 6.43 นิ้วใช้พาเนลแบบ OLED รองรับความละเอียดที่ระดับ FHD+ และมี refresh rate อยู่ที่ 90Hz
  • ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 750G
  • หน่วยความจำขนาด 8 GB
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายในความจุ 128 GB
  • กล้องหลังแบบ 4 เลนส์ประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์หลักความละเอียด 64 MP, 8MP ultrawide และอีก 2 เซ็นเซอร์เพิ่มเติมซึ่งมีความละเอียดเซ็นเซอร์ละ 2MP
  • กล้องหน้าความละเอียด 32MP โดยจะมาพร้อมกับรูรับแสงขนาด f/2.4
  • วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สีคือ Moonlight Black และ Starry Dream

ในส่วนของราคานั้นคาดว่า Oppo Reno5 K จะมีราคาอยู่ที่ CNY2,499 หรือประมาณ 11,620 บาท สำหรับกำหนดการวางจำหน่ายและการเปิดตัวนั้นคงต้องคอยติดตามกันต่อไป(ตัวเครื่องจะมีราคาต่ำกว่า Oppo Reno5 5G ในรุ่นที่มีหน่วยความจำและแหล่งเก็บข้อมูลเท่ากันอยู่ที่ CNY200)

ที่มา : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/578999-oppo-reno5-k-incoming-its-the-reno5-5g-with-snapdragon-750g

Huawei เปิดให้ผู้ผลิตแอปพลิเคชันนอกบริษัทพัฒนาแอปให้อุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ได้แล้ว

Huawei นั้นเรียกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาของความยากลำบากจริงๆ หลังจากที่โดนรัฐบาลเก่าของสหรัฐฯ สั่งแบนจนทำให้ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสายต่างๆ ตกลงเป็นอย่างมากนั้น เรื่องยังคงลามมาถึงเรื่องซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะไม่สามารถใช้งานของทางสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นทาง Huawei ก็ได้แก้ไขปัญหาด้วยการพัฒนาระบบปฎิบัติการของตัวเองออกมา พร้อมด้วยระบบให้บริการของตัวเองอย่าง Huawei Mobile Services ที่ไม่ได้เอาไว้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเท่านั้นเพราะมันจะถูกนำเอาไปใช้งานกับอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ด้วย

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 001
Huawei Watch GT2 Pro

Huawei Mobile Services พร้อมให้พัฒนาแอปฯลงอุปกรณ์สวมใส่ของบริษัทได้แล้ว

แน่นอนว่าเมื่อทาง Huawei ไม่สามารถใช้งานระบบปฎิบัติการของ Google รายใหญ่ได้นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือถึงแม้ Huawei จะมีระบบปฎิบัติการณ์เป็นของตัวเองแล้วก็จริงแต่ว่าผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ นั้นก็ยังคงไม่ค่อยให้ความนิยมในการหันไปพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับบริการใหม่ของทาง Huawei มากนัก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้เองทาง Huawei จึงได้มีการเพิ่มเงินในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบปฎิบัติการและบริการของตัวเองออกมาให้ดีมากที่สุดและมันก้พร้อมที่จะให้นักพัฒนาแอปพลืเคชันภายนอกบริษัท Huawei สามารถที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันลงอุปกรณ์สวมใส่ของ Huawei ได้โดยจะเริ่มต้นจากสมาร์ทวอทช์เป้นอุปกรณ์แรก

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 002
Fitify แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Huawei Watch GT2 Pro

สำหรับผู้ผลิตแอปพลิเคชันรายแรกเลยที่ทาง Huawei ได้ออกมาทำการแอบคาดหวังว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของตัวเองนั้นก็คือบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Fitify ที่เป็นแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการออกกำลังกายซึ่งมีให้ใช้งานทั้งบนสมาร์ทโฟนผ่านทาง AppGallery ทาง Huawei ได้บอกเอาไว้ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพระามียอดดาวน์โหลดมากกว่า 10 ล้านผู้ใช้จาก 170 ประเทศทั่วโลก(ตัวแอปรองรับ 18 ภาษา) จุดที่น่าสนใจนั้นก็คือตัวแอปรองรับการติดตามการออกกำลังหายถึง 900 รูปแบบทำให้ผู้ใช้สามารถออกกำลังกายในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันได้ถึง 200 ล้านรูปแบบ(ซึ่งในการแอบคาดหวังนี้นั้นทาง Huawei คาดหวังมากจนถึงขั่นทำคลิปตัวอย่่างแอปที่ถูกใช้งานบน Huawei Watch GT2 Pro แบบเพียวๆ ไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนออกมาให้ได้เห็นเลย)

หากถามว่ามีความเป็นไปได้ในสิ่งที่ Huawei คาดหวังเอาไว้จะเป็นจริงหรือไม่นั้นคงต้องตอบเลยว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียวเนื่องจากตัวแอป Fitify นั้นใช้งานส่วนของโค๊ด Huawei Mobile Services ได้มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากซึ่งนั่นทำให้มันสามารถที่จะดัดแปลงไปใช้งานบนอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างไม่ยากเย็นแถมประสบการณ์ในการใช้งานนั้นก็จะไม่ลดลงไปจนทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญใจขึ้นมาได้(นอกเหนือไปจากเรื่องของขนาดหน้าจอที่อุปกรณ์สวมใส่มักจะมาพร้อมกับหน้าจอที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไรมากอยู่แล้ว)

ทั้งนี้เรียกได้ว่าช่วงหลังๆ นี้มานั้น Huawei เริ่มยิ้มออกกับเรื่องที่เกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่หันมาใช้งาน Huawei Mobile Services จริงๆ เนื่องจากเมื่อ 2 – 3 วันก่อนที่ผ่านมานั้นก็มีการปล่อยแอปพลิเคชันสำหรับตอบ SMS ผ่านทางอุปกรณ์สวมใส่ของทาง Huawei ออกมาให้ได้ใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว หวังว่าเรื่องดังกล่าวทั้งหมดนี้หากเป็นไปได้อย่างดีน่าจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ของทาง Huawei นั้นดีมากขึ้นตามลำดับ

ที่ : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/578977-huawei-now-accepts-third-party-apps-for-its-wearable-devices

Samsung Galaxy M62 สมาร์ทโฟนแบตอึดเตรียมวางจำหน่ายทั่วโลก 3 มีนาคมนี้

Samsung นั้นถือได้ว่าเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีการใช้ชื่อรุ่นสมาร์ทโฟนสำหรับการวางจำหน่ายในตลาดภูมิภาคต่างๆ มากมายจริงๆ ล่าสุดนั้นก็ถึงคิวน้องกลางแบตอึกอย่าง Samsung Galaxy F62 ซึ่งวางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ถูกทำการเปลี่ยนชื่อรุ่นใหม่มาเป็น Samsung Galaxy M62 สำหรับการวางจำหน่ายในตลาดนอกประเทศอินเดียซึ่งจะเริ่มมีการวางจำหน่ายเป็นที่แรกในมาเลเซีย(ผ่านทาง Lazada) ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมนี้เป็นต้นไป

gsmarena 002
Samsung Galaxy M62

Samsung Galaxy M62

ด้วยความที่ Samsung Galaxy M62 นั้นเป็นเหมือนฝาแฝดของ Galaxy F62 ทำให้สเปคต่างๆ ของมันนั้นจะไม่มีความแตกต่างกันเลย โดยสเปคคร่าวๆ นั้นจะมีดังต่อไปนี้

  • หน้าจอขนาด 6.7 นิ้วใช้พาเนล AMOLED ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ระดับ FHD+
  • ชิปเซ็ท Samsung Exynos 9825
  • หน่วยความจำมีให้เลือก 2 ตัวเลือกคือที่ขนาด 6 GB และ  8 GB
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายในความจุ 128 GB สามารถเพิ่มผ่านทาง microSD Card ได้
  • กล้องหลังใช้ระบบ 4 เลนส์ประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์หลักความละเอียด 64 MP, 12 MP ultrawide, 5 MP macro และ 5 MP depth
  • กลัองหน้าความละเอียด 32 MP
  • แบตเตอรี่ความจุ 7,000 mAh รองรับการชาร์จไวที่กำลังไฟฟ้าสูงสุด 25W

จุดเด่นของตัวเครื่องนอกเหนือไปจากแบตเตอรี่ขนาดความจุมหาศาลแล้วนั้น อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ Galaxy M62 น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือการที่มันใช้งานชิปเซ็ทรุ่นท๊อปในอดีตอย่าง Exynos 9825 ซึ่งถูกใช้งานกับเรือธงเก่าอย่าง Galaxy Note 10 มาก่อนหน้านี้แล้ว

หากจะมีอะไรให้น่าเสียดายจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องตัวเลือกของสีเครื่องที่ Samsung Galaxy M62 นั้นจะมีวางจำหน่ายเพียงแค่ 2 สีคือ Laser Grey และ  Laser Blue เท่านั้นไม่มีสี Green เหมือนกับต้นฉบับอย่าง Galaxy F62 สำหรับในไทยเรานั้นคาดว่าน่าจะเริ่มวางจำหน่ายผ่านทาง Lazada เป็นที่แรกเช่นกัน แต่จะเป็นเมื่อไรนั้นต้องคอยติดตามกันต่อไป

ที่มา : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/578971-samsung-galaxy-m62-is-the-f62-for-the-rest-of-the-world-launching-on-march-3

Razer Kiyo Pro เว็บแคมใส่ CMOS กล้องวงจรปิด ราคา 6 พันบาท

ยุคนี้มีมีสตรีมเมอร์เกิดใหม่เปิดช่องสตรีมเกมกันมากมายจนทำให้กล้องเว็บแคมเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญทีเดียว ทาง Razer จึงเปิดตัว Razer Kiyo Pro รุ่นอัพเดทของ Razer Kiyo ที่เคยแนะนำไปในบทความ “แนะนำ 5 กล้องสตรีมเกม สเปคดีจบในตัวสำหรับเกมเมอร์อยากไลฟ์” ออกมาให้เป็นตัวเลือกใหม่ให้เกมเมอร์ได้เลือกไปใช้งานกัน

ดีไซน์ของ Kiyo Pro นั้นจะคล้ายกับรุ่นเดิมแต่อัพเกรดสเปคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น แต่สังเกตว่ารุ่น Pro ตัดวงแหวนแสงที่ติดตั้งไว้รอบเลนส์ออกไปแล้ว นั่นเพราะเซนเซอร์ตัวนี้เป็นตัวใหม่แบบเดียวกับที่ใช้ในกล้องวงจรปิดเลยทำให้เซนเซอร์ของ Kiyo Pro สามารถเก็บแสงในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นมาก

razer kiyo pro

สเปคของ Razer Kiyo Pro

Razer จัดการอัพเกรด Kiyo Pro ซึ่งสเปคตัวกล้องมีความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซล Autofocus เซนเซอร์ 1/2.8 CMOS ของ Sony แบบในกล้องถ่ายภาพ มี STARVIS ที่ใช้ในกล้องวงจรปิด ทำให้ Webcam รุ่นใหม่นี้สามารถรับแสงในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น และตัว Kiyo Pro สามารถจัดการพื้นที่แสงเกิน (over exposed areas) ที่กระทบเซนเซอร์ได้ทันทีด้วยตัวเอง และเกลี่ยเงาในฉากหลังได้อัตโนมัติและแสง RGB จากเคสหรืออุปกรณ์ในห้องจะไม่กวนกล้องให้ภาพสีเพี้ยนอีกด้วย

ด้านไฟล์วิดีโอที่อัดจากกล้องนี้จะได้เป็นไฟล์แบบ H.264 กับไมโครโฟน Omni-directional เก็บเสียงได้หลายทิศทาง Audio Codec ได้เป็น 16 Bit 48 KHz รองรับ Windows 8 หรือใหม่กว่า ซึ่งถ้าใช้ Windows 10 อยู่แล้วก็ไม่มีปัญหา รองรับโปรแกรม Open Broadcaster และ Xsplit อีกด้วย

3 range fov

Kiyo Pro จะถ่ายคลิปได้ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) 60fps ถ้าเปิด HDR ก็ยังได้ Full HD เหมือนเดิมแต่ลดไปเหลือ 30fps นอกจากนี้ยังตั้งค่ามุมกล้องให้กว้างหรือแคบก็ได้ตั้งแต่ 80, 90 หรือ 103 องศา ทำให้เก็บฉากหลังและใช้เป็นทำ Video Call เป็นกลุ่มได้ โดยผู้ใช้ต้องตังค่าผ่านโปรแกรม Razer Synapse 3 

kiyo pro tripod

usb3 img
privacycap img

สำหรับตัว Kiyo Pro นั้นไม่จำเป็นต้องล็อคอยู่กับหน้าจอเท่านั้น เพราะ Razer ออกแบบให้ตัวกล้องสามารถพลิกปรับองศาไปมา, เอาไปติดกับขาตั้งกล้องหรือ Tripod ก็ได้ ช่วยให้ใช้งานได้หลากหลายยิ่งกว่าเดิม ส่วนกระจกปิดเลนส์หน้าใช้ Gorilla Glass 3 เพื่อความแข็งแรงและลดรอยขีดข่วน เวลาไม่ได้ใช้งานก็มีตัวครอบเลนส์เอามาปิดหน้ากล้องได้อีกด้วย ด้านการเชื่อมต่อ Kiyo Pro จะต่อกับพีซีหรือโน๊ตบุ๊คผ่าน USB 3.0

อย่างไรก็ตามชื่อ Razer เมื่อไหร่ราคาก็จะสูงสักหน่อย ซึ่ง Razer Kiyo Pro สามารถสั่งซื้อได้แล้วหน้าเว็บไซต์ของ Razer เปิดราคามา 199.99 ดอลลาร์ หรือราว 6,000 บาท แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ซึ่งถ้ามีแผนจะซื้อเว็บแคมตัวใหม่มาสตรีมเกม Kiyo Pro รุ่นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

ที่มา : Razer, Rock Paper Shotgun, GameSpot

from:https://notebookspec.com/web/578921-razer-kiyo-pro-with-cmos-sensor