คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

1 วันกับ HUAWEI MatePad 11 ทำงานสไตล์คนรุ่นใหม่ยังไงให้งานรุ่งและชีวิตเริด

ปัจจุบันที่การ Work From Home กลายเป็นเรื่องปกติ คนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials ที่เป็นคนวัยทำงานในยุคนี้นั้นย่อมต้องมีการปรับตัว และพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ จากการวิจัย 2021 Deloitte Global Resilience Report คุณลักษณะของคนรุ่นใหม่ที่ส่งผลให้งานรุ่ง ชีวิตเริ่ดสุด คือความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ โดยชาว Gen Z เห็นด้วยถึง 40% และคนรุ่น Millennials เห็นด้วยเป็นจำนวน 46% รองลงมาคือความคิดสร้างสรรค์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี นั่นหมายความว่าการที่มีสมาร์ทดีไวซ์ หรืออุปกรณ์ไอทียุคใหม่อย่างแท็บเล็ตสักเครื่องที่ช่วยเติมเต็ม 3 คุณลักษณะนี้ได้ ก็จะยิ่งทำให้เราทำงานได้แบบแฮปปี้ยิ่งขึ้นไปอีก ไปดูกันดีกว่าว่าในวันหนึ่งวัน คนรุ่นใหม่เขาทำงานด้วยแท็บเล็ตตัวใหม่สุดเจ๋ง HUAWEI MatePad 11 ยังไงบ้าง ฟีเจอร์หรือฟังก์ชันไหนที่ช่วยให้รุ่งและเริดทั้งงานและชีวิตภาพรวมแบบ 360 องศา!


เฟี้ยว ฉับไว เหนือระดับสุดในเวลางานด้วยฟังก์ชันที่แสนสะดวก

MatePad 11

ในแต่ละวันของคนรุ่นใหม่ งานมักจะเยอะเสมอจนคนนอกอาจคิดว่าพวกเขาจัดการได้อย่างไร แต่เมื่อคนทำงานสมัยนี้มีตัวช่วยที่มากกว่าแล็ปท็อป แถมยังเป็นสมาร์ทดีไวซ์ที่ทำงานเสริมกับแล็ปท็อปได้อย่างดีเยี่ยมด้วย แน่นอนว่าจากงานที่ล้นมือก็จะกลายเป็นงานที่จัดการได้ง่ายภายในเวลาทำงานที่ดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต

  • เริ่มเช้าอันสดใสด้วย Service Widget อัจฉริยะ ทุกเช้าผู้ใช้แท็บเล็ตจะสามารถอัปเดตชีวิตประจำวันไปพร้อมๆ กาแฟแก้วโปรด ผ่านฟังก์ชัน Service Widget ที่อยู่บนหน้าโฮมของแท็บเล็ตเครื่องนั้นๆ พวกเขาสามารถเพิ่ม และตั้งค่าสิ่งที่จะโชว์อยู่บนหน้าโฮมได้ง่ายๆ ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของตัวเอง ตั้งแต่ใช้ Notepad หรือ Calendar เขียนข้อมูลทั่วไปที่สำคัญของวัน เช่น วันนี้มีประชุมอะไรบ้าง มีงานอะไรต้องส่ง ซึ่ง Service Widget ที่ว่ายังสามารถเตือนให้เราไม่ลืมวัน นัด หรืองานสำคัญที่เราโน้ตไว้ใน Calendar ได้ด้วย ไปจนถึงข้อมูลทั่วไปอย่างดูว่าวันนี้สภาพอากาศเป็นอย่างไร ฝนจะตกไหมจาก Weather และเดินได้กี่ก้าวแล้วจาก Heath คนไม่พลาดข่าวประจำวันอาจจะเพิ่ม Widget ข่าว เพื่อดูเหตุการณ์สำคัญแบบเร็วๆ ได้ภายในไม่กี่นาที แถมยังปรับรูปทรงของ Widget ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะ 2×1, 2×2, 2×4, หรือ 4×4 บน HUAWEI MatePad 11 ตัวล่าสุด บนฟีเจอร์ที่เรียกว่า Service Widget
  • ประชุม หรือทำงานนอกสถานที่ได้แบบตัวปลิว พอเริ่มเข้าออฟฟิศ นั่งโต๊ะได้ไม่กี่นาทีก็ต้องลุกเข้าห้องประชุม คงจะดีกว่าถ้าสามารถถือแท็บเล็ตที่เบาเท่าสมุดไปแทนแล็ปท็อป แม้ในช่วง Work From Home แท็บเล็ตที่เบาหวิวพอจะถือไปนั่งมุมไหนก็ได้ที่ถนัด ถ้าให้ดี เมื่อใช้งานกับคีย์บอร์ดก็ควรจะเบากว่า 1 กก. อย่าง HUAWEI MatePad 11 ที่ติดคีย์บอร์ดแล้ว ก็ยังหนักเพียงแค่ 805 กรัม[1] เท่านั้นเอง
HUAWEI MatePad 11 4
  • ปั่นงานและพรีเซนได้สบาย ชาวออฟฟิศบางคนสามารถใช้แทนที่แล็ปท็อปในบางโอกาสได้เลย เพราะรองรับโปรแกรมทำงานแบบ WPS Office และมี User Interface ที่เหมือนกับแล็ปท็อป ทั้งฟังก์ชันเปิดได้หลายหน้าต่าง และหลายไฟล์เพื่อทำงานพร้อมกัน หรือเปิดหน้าต่างลอยจากต่างแอปฯ เช่น App Multiplier และ Multi-Window ของหัวเว่ย เวลาวางแพลนนำเสนอต่างๆ ก็จะเปิดดูบรีฟ ไปพร้อมกับงาน โดยสามารถ Copy และ Paste ข้อความสำคัญมาใช้ได้บนจอเดียว แท็บเล็ตอย่าง HUAWEI MatePad 11 ยังสามารถเป็นจอพรีเซนงานให้ลูกค้าได้ด้วย เพียงใช้ HUAWEI Multi-screen Collaboration with laptop2 ใน Mirror Mode สะท้อนสไลด์ของเราให้ลูกค้าดู ขณะเราควบคุมสไลด์ของตัวเองไปด้วยได้ ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าอะไรจะผิดพลาด
  • ทบทวนเนื้อหางานและสรุปงานที่ต้องส่ง จะได้เลิกงานไปชิลอย่างสบายใจ คนที่บริหารเวลาได้ดี มักใช้เวลาสักชั่วโมงก่อนไปพักผ่อนเพื่อจัดระเบียบงานลูกค้า หรือวางแผนสำหรับงานที่จะทำในวันข้างหน้า แท็บเล็ตทำให้พวกเขามีพื้นที่ในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรียบเรียงโน้ตจากการประชุม และวางแผนความคิด คือสามารถใช้ปากกาอิเล็กทรอนิกส์ หรือคีย์บอร์ด สร้างโน้ตสวยๆ ในแอปฯ อย่าง Notability หรือ Concepts ได้ ปากกาแบบ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) มีความฉลาดมากพอรองรับการใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์โดยสามารถเปลี่ยนเครื่องมือวาดเขียนได้ง่ายๆ เพียงเคาะ Double-tap ที่ข้างปากกา ไฮไลท์ไฟล์ลูกค้าผิดไป ก็ลบได้ทันใจ คนที่ชอบพิมพ์มากกว่าก็สามารถใช้ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard เรียบเรียงโน้ตส่วนตัว แล้วตกแต่งต่อด้วยปากกาก็ได้

สนุกต่อตอนเลิกงานโดยมีแท็บเล็ตเป็นคู่หู

HUAWEI MatePad 11 2

สิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนรุ่นใหม่ คือเวลาพักผ่อนหลังวันอันยาวนาน ต่อให้ชีวิตการทำงานรุ่งแค่ไหน แต่ Work Life Balance ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากเป็นผู้ช่วยแล้วแท็บเล็ตเครื่องเดิมก็ทำหน้าที่ช่วยให้ผ่อนคลายจากงานได้ด้วย

  • วิดีโอคอลกับเพื่อนและครอบครัว คนทำงานที่อาศัยอยู่คนเดียว ห่างไกลกับเพื่อนหรือครอบครัว ยิ่งในช่วง Work From Home ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพที่จำเป็นต้องเจอหน้ากันผ่านทางออนไลน์ แต่ขึ้นชื่อว่าปรับตัวเก่งแล้วแน่นอนว่าแท็บเล็ตจะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญ ถ้ากินข้าวย็นคนเดียวมันเหงาใจ ก็ใช้ฟีเจอร์วิดีโอคอลของแท็บเล็ต แล้วตั้งตัวเครื่องบนโต๊ะอาหาร นัดเวลากับปลายสาย แล้วกินข้าวแบบเห็นหน้ากันผ่านวิดีโอคอลได้เลย MeeTime ของหัวเว่ยจะช่วยให้เห็นหน้าคนที่คิดถึงได้ชัดเจนระดับ HD ไม่มีกระตุก ถ้าอยากเดทออนไลน์ใต้แสงเทียน ก็เห็นหน้าคนรักได้ชัดในที่แสงน้อย
  • ดื่มด่ำกับหนังและซีรีส์สุดโปรด เมื่อได้เวลาดูซีรีส์ที่ค้างไว้ตอนต่อไป หยิบเครื่องดื่มที่ชอบ แล้วเปิดซีรีส์หรือหนังที่รอคอยผ่านแท็บเล็ตได้เลย แท็บเล็ตยุคนี้จอมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอสูงได้ถึง 120 Hz หมายความว่าฉากบู๊ที่มีการเคลื่อนไหวหนักๆ จะดูได้ละเอียดชัดเจนไร้ความหน่วงมากขึ้น เผลอๆ อาจจะทำให้เห็น Easter Eggs ที่ทีมผลิตหนังฟอร์มยักษ์ชอบซ่อนเอาไว้ให้แฟนตัวยงสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างแต่ละเรื่องในจักรวาลเดียวกันได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องไปตามดูสปอยล์ทีหลัง
  • ให้รางวัลตัวเองด้วยการช้อปออนไลน์ สายแฟหลายคนอาจจะชอบฮีลตัวเองหลังทำงานด้วยการเปิดแอปฯ ช้อปปิ้ง ดูโปรเด็ด หรือแค่ไถหน้าจอไปเรื่อยๆ เผื่อมีไอเทมเตะตาน่าซื้อก็ฟินแล้ว แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ได้เปรียบจากมือถือตรงที่สามารถดูรายละเอียดของได้ง่ายกว่าเดิม และฟีเจอร์หน้าต่างลอยก็จะช่วยให้อ่านรีวิวพร้อมดูของไปด้วย และแชทคุยกับแม่ค้าไปด้วยได้ แท็บเล็ตหัวเว่ยครีเอทีฟกว่านั้น ด้วยความเจ๋งของ App Multiplier ที่ทำให้สามารถแบ่งหน้าจอแอปฯ หน้าสินค้าหลัก กับหน้ารายละเอียดสินค้าบนแอปฯ อย่าง Lazada ได้ง่ายและช้อปได้อย่างแฮปปี้ โดยแอปฯ ช้อปเด็ดๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee Lazada หรือ JD Central ก็มีให้โหลดมาไว้ใช้บนแท็บเล็ตผ่านคลังแอปฯ มาแรงอย่าง HUAWEI AppGallery
  • พักผ่อนสมองแบบมันๆ ด้วยเกมออนไลน์ เมื่อมีแท็บเล็ตอัตรารีเฟรชหน้าจอสูงทั้งที เกมเมอร์จะพลาดโอกาสเล่นเกมหลังทำงานไปได้ยังไง ข้อดีของแท็บเล็ตจอ 120 Hz คือการเคลื่อนไหวของตัวอวาตาร์ของคุณจะมีความหน่วงต่ำ วางใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาสะดุดติดขัดจนไม่รอดในเกม เช่น อยู่ๆ ตัวอวาตาร์ดันเดินกระตุกจนโดนยิงอย่างน่าอนาถ ตรงกันข้าม เพราะจอมีความแม่นยำสูง การเล็งเป้าหมายของคุณก็จะง่ายขึ้น อีกทั้งยังจอกว้างกว่ามือถือเล่นได้สะใจเต็มที่แน่นอน
  • อ่านนิยายสไตล์ที่ชอบก่อนนอน ความผ่อนคลายที่ทำได้ก่อนนอนหลับฝันดี สายนักอ่านคงชอบหยิบนิยายเรื่องโปรดมาอ่าน แต่หนังสือเป็นเล่มๆ อ่านช่วงดึกคงเปลืองไฟน่าดู หลายคนเลยเปลี่ยนมาอ่านในรูปแบบอีบุ๊คแทน สำหรับหน้าจออัตรารีเฟรชสูงๆ ก็จะอ่านนิยายออนไลน์ได้ลื่น โดยหมดห่วงว่าจะเป็นอันตรายต่อสายตา เพราะแท็บเล็ตยุคนี้มีเทคโนโลยีลดแสงสีฟ้าและการกระพริบของภาพ HUAWEI MatePad 11 เองก็ได้รับการรับรองความปลอดภัยต่อสายตาจาก TÜV Rheinland เช่นกัน

HUAWEI MatePad 11 เป็นแท็บเล็ตรุ่นล่าสุด และรุ่นแรกจากหัวเว่ยที่มีอัตรารีเฟรชหน้าจอสูงถึง 120 Hz ความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล พร้อมตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการทำงานแบบฉบับคนทำงานรุ่นใหม่มือโปรและความบันเทิงโดยเฉพาะการชมคอนเทนต์คุณภาพ และเล่นเกม โดยสามารถเป็นอุปกรณ์คู่ใจในการทำงานยุคใหม่ได้อย่างสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสุดๆ ใครที่ยังไม่มีแท็บเล็ตแล้วอยากได้ อยากลองสัมผัสชีวิตสะดวกแบบมีสไตล์ที่ช่วยให้งานรุ่ง ก็พุ่งไปหารุ่นที่ชอบที่เหมาะกับตัวเองเลยอย่าได้รอช้า และถ้าหากสนใจ HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB (รุ่น WiFi) สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ โดยสี Matte Grey ที่มาพร้อม HUAWEI M-Pencil (2nd generation) บรรจุภายในกล่อง วางขายในราคา 19,990 บาท ส่วนสี Isle Blue จะอยู่ที่ราคาเพียง 15,990 บาทเท่านั้น

HUAWEI MatePad 11 Early bird promo

โดยเมื่อซื้อ HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB สี Matte Grey ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 – 15 สิงหาคม 2564 ที่ HUAWEI Store, HUAWEI Experience Store, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central, Lazada และ Shopee รับทันทีของสมนาคุณ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard, HUAWEI Freelace Pro, สิทธิพิเศษจากแอปฯ ต่างๆ ได้แก่ HUAWEI Cloud 1 เดือน (50GB), HUAWEI Video VIP 1 เดือน, WPS Office VIP 3 เดือน และ FilmoraGo HD VIP 3 เดือน มูลค่ารวม 9,172 บาท

และเมื่อซื้อ HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB สีใหม่อย่าง Isle Blue ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 – 15 สิงหาคม 2564 ที่ HUAWEI Store, HUAWEI Experience Store, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central, Lazada และ Shopee รับทันทีของสมนาคุณ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard พร้อมสิทธิพิเศษจากแอปฯ ต่างๆ ได้แก่ HUAWEI Cloud 1 เดือน (50GB), HUAWEI Video VIP 1 เดือน, WPS Office VIP 3 เดือน และ FilmoraGo HD VIP 3 เดือน มูลค่ารวม 6,173 บาท

สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชันอื่นๆ ได้ทาง เฟซบุ๊กเพจ Huawei Mobile TH และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://bit.ly/3BpH44Q โดยสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขโปรโมชันเพิ่มเติมที่นี่


1 ผลการทดสอบจากห้องทดลองของหัวเว่ยระบุว่า ตัวเครื่อง HUAWEI MatePad 11 มีน้ำหนักรวมแบตเตอรี่โดยประมาณ 485 กรัม และ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard มีน้ำหนักรวมแบตเตอรี่ประมาณ 320 กรัม น้ำหนักจริงของเครื่องอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการปรับแต่งและกระบวนการการผลิต

2 HUAWEI Multi-screen Collaboration with laptop ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย ผสานการทำงานระหว่างแท็บเล็ตกับแล็ปท็อป เพื่อใช้งานร่วมกันได้ทั้งแบบจอเสมือนหรือแบบจอแยก ทำให้สามารถเปิดโปรแกรมต่างๆ บนแล็ปท็อปผ่านการใช้งานบนแท็บเล็ตได้ ทั้งนี้ HUAWEI MatePad 11 สามารถเชื่อมต่อกับแล็ปท็อปของหัวเว่ยที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ PC Manager เวอร์ชั่น 11.1.0+ ขึ้นไป

from:https://notebookspec.com/web/607969-huawei-matepad11-lifestyle-new-gen

Kingston เปิดฉากปฏิวัติการเล่นเกม เผยกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Kingston FURY

“Kingston FURY” แบรนด์ใหม่ประสิทธิภาพสูงจาก Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเริ่มต้นจัดส่งหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง ได้แก่ Kingston FURY™ Renegade (รุ่นทรงพลัง) Kingston FURY Beast (รุ่นทนทาน) และ Kingston FURY Impact (รุ่นที่เชื่อถือได้) เพื่อตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์มืออาชีพที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมที่กำลังมองหาโซลูชันการโอเวอร์คล็อกในราคาคุ้มค่า โดย Kingston FURY มอบการอัพเกรดระบบที่ดียิ่งขึ้น ด้วยโมดูล DDR4 RGB, DDR4 non-RGB และ DDR3

Kingston FURY Family Shot 

Kingston กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะได้นำเสนอหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงและบริการลูกค้า สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมและผู้ที่หลงใหลในพีซีที่คาดหวังประสิทธิภาพ ภายใต้ชื่อ Kingston FURY ไม่ว่าคุณจะกำลังพิจารณาการอัพเกรดแบบง่ายๆ ในราคาคุ้มค่า หรือพร้อมที่จะก้าวข้ามขีดความสามารถของระบบ เพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมให้เหนือไปอีกระดับ Kingston FURY ก็มีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของคุณ”

ยกระดับความสมบูรณ์แบบเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพอันล้ำสมัยด้วย Kingston FURY Renegade DDR4 RGB1 ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเพิ่มจำนวนเฟรม และปรับปรุงระบบการถ่ายทอดสด เพื่อให้การตัดต่อเนื้อหาที่คุณต้องการเป็นเรื่องง่าย ๆ กับความเร็วที่สูงถึง 4600Mhz2  ที่ค่าหน่วงเวลาเพียง CL15-CL19 และสำหรับเอฟเฟกต์ไฟ RGB แบบไดนามิคใช้เทคโนโลยีภายใต้สิทธิบัตร Infrared Sync™ จาก Kingston FURY เพื่อให้การเล่นแสงสีที่ต่อเนื่องและประสานกันเป็นอย่างดี ด้วยชุดกระจายความร้อนสีดำดุดันพร้อมแผ่นวงจร PCB สีดำขลับที่เข้ากัน นอกจากนี้ Kingston FURY Renegade DDR4 ยังมอบความเร็วสูงสุดถึง 5333MHz2 ที่ค่าหน่วงเวลาเพียง CL13-CL20 โดยผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นรับรองมาตรฐาน Intel® XMP ที่รองรับชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดจาก Intel ให้คุณสามารถเลือกโพรไฟล์ปรับแต่งเองได้จาก BIOS เพื่อให้ทำงานได้อย่างใจต้องการ ซึ่งมีวางจำหน่ายในรุ่นแถวเดียวความจุ 8GB-32GB และเป็นชุด 2, 4 และ 8 ด้วยความจุสูงสุดถึง 256GB

Kingston FURY Beast DDR4 RGB และ Kingston FURY Beast DDR4 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มเปี่ยมสำหรับการเล่นเกม ตัดต่อวิดีโอและเรนเดอร์กราฟิก รองรับความเร็วสูงสุดถึง 3733MHz และค่าหน่วงเวลา CL15–19 โดย Kingston FURY Beast DDR4 RGB คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มองหาอุปกรณ์อัพเกรดราคาคุ้มค่าที่สามารถให้เอฟเฟกต์แสงสีที่ราบรื่น ซึ่งมีจำหน่ายแบบโมดูลเดียวที่ความจุ 8GB–32GB และแบบเป็นชุดที่ขนาด 16GB–128GB หรือสำหรับชุดกระจายความร้อนรูปแบบใหม่ดีไซน์โฉบเฉี่ยวอย่าง Kingston FURY Beast DDR4 ก็มีวางจำหน่ายแบบโมดูลเดียวที่ความจุ 4GB–32GB และแบบเป็นชุดที่ขนาด 8GB–128GB ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์รองรับการโอเวอร์คล็อกอัตโนมัติแบบ Plug N Play ที่ความเร็ว 2666MHz3 พร้อมรองรับมาตรฐาน XMP จาก Intel และทำงานได้กับโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ โดยชุด DDR3 ก็พร้อมวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน

เตรียมพร้อมโน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กของคุณด้วย Kingston FURY Impact SODIMM ที่ช่วยลดการแล็กได้อย่างเต็มที่และนำคุณไปสู่โลกแห่งความละเอียด ซึ่งรองรับ Intel XMP และ AMD Ryzen ที่ความจุสูงสุด 64GB โดย Plug n Play Kingston FURY Impact DDR4 จะโอเวอร์คล็อกอัตโนมัติที่ความถี่สูงสุด 3200Mhz3 เพื่อรองรับการทำงานกับเทคโนโลยี CPU ใหม่ล่าสุดจาก Intel และ AMD โดยมีช่องติดตั้งสีดำขลับบนแผงวงจร PCB เพื่อการบูสต์ที่รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องวุ่นวายกับการปรับแต่งค่า BIOS พร้อมการทำงานที่ยอดเยี่ยมเต็มประสิทธิภาพ แบบเงียบสนิทและประหยัดพลังงาน เพราะ FURY Impact DDR4 ใช้แรงดันไฟฟ้าเพียง 1.2 โวลท์ นอกจากนี้ DDR3 ยังมีความเร็วสูงถึง 1866MHz

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์หน่วยความจำของ Kingston FURY มอบความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ทั้งประสิทธิภาพการทำงานและเสถียรภาพในการทำงานระดับสูงสุด โดยผ่านการทดสอบความเร็วจากโรงงาน 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมรับประกันตลอดอายุการใช้งาน และทำให้คุณมั่นใจได้ด้วยความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมากว่า 30 ปี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดตามได้ที่เว็บไซต์ kingston.com

 

Kingston FURY APAC Key Visual

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ Kingston FURY Renegade DDR4

  • มาพร้อมกับชุดกระจายความร้อนอะลูมิเนียมสีดำดุดัน: ชุดกระจายความร้อนอะลูมิเนียมสีดำขลับพร้อมแผงวงจร PCB สีดำเข้าชุดกัน ยิ่งช่วยให้เครื่องของคุณดูโดดเด่นเหนือใคร
  • ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับ Intel XMP: เทคโนโลยี Intel Extreme Memory Profile ทำให้การโอเวอร์คล็อกไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพียงแค่เลือกโพรไฟล์ที่ต้องการที่กำหนดไว้สำเร็จใน BIOS เพื่อโอเวอร์คล็อกระบบโดยไม่ต้องปรับเวลาการทำงานของหน่วยความจำด้วยตัวคุณเอง
  • รองรับ AMD Ryzen: หน่วยความจำที่พร้อมสำหรับ Ryzen และสามารถประสานการทำงานกับระบบที่ติดตั้งโปรเซสเซอร์จาก AMD ได้อย่างลงตัวตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่เชื่อถือได้สำหรับระบบการทำงานของคุณ
  • เสถียรภาพในการทำงานเต็มที่ พร้อมรับประกันตลอดอายุการใช้งาน: หน่วยความจำ Kingston FURY ผ่านการทดสอบความเร็ว 100% จึงมั่นใจได้ว่าปราศจากข้อบกพร่องจากการผลิตและวัสดุที่ใช้  Renegade DDR4 รับประกันตลอดอายุการใช้งาน มั่นใจได้กับความเชี่ยวชาญกว่า 30 ปี

RGB:

  • เอฟเฟกต์ไฟ RGB แบบไดนามิค: ให้คุณกลายเป็นดาวเด่นระหว่างการต่อสู้กับเอฟเฟกต์ RGB ที่ต่อเนื่องและสะดุดตา1
  • เทคโนโลยี Kingston FURY Infrared Sync™: ซิงค์เอฟเฟกต์ RGB ของคุณได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องต่อสายเพิ่มโดยอาศัยเทคโนโลยี Infrared Sync ภายใต้สิทธิบัตรของ Kingston FURY
  • ความจุ:
  • แถวเดี่ยว: 8GB, 16GB, 32GB
  • ชุด 2 แถว: 16GB, 32GB, 64GB
  • ชุด 4 แถว: 32GB, 64GB, 128GB
  • ชุด 8 แถว: 256GB
  • ความเร็ว2: 3000MHz, 3200MHz, 3600MHz, 4000MHz, 4266MHz, 4600MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL15, CL16, CL18, CL19
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.35V, 1.4V, 1.5V
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C ถึง 70°C
  • ขนาด: 133.35 x 42.2 x 8 มม.

Non-RGB:

  • ความเร็วระดับสูงกับค่าหน่วงเวลาต่ำเพื่อปลดปล่อยประสิทธิภาพได้อย่างไร้ขีดจำกัด: ความเร็วสูงสุดถึง 5333Mhz2 ที่ค่าหน่วงเวลาเพียง CL13-CL20 ทำให้เครื่องที่ติดตั้งโปรเซสเซอร์ AMD หรือ Intel ของคุณสามารถประมวลผลเกม ตัดต่อวิดีโอและถ่ายทอดสดเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ Renegade DDR4 คือตัวเลือกสำหรับนักโอเวอร์คล็อก ผู้ประกอบ PC และเกมเมอร์ตัวจริง
  • ความจุ:
  • แถวเดี่ยว: 8GB, 16GB, 32GB
  • ชุด 2 แถว: 16GB, 32GB, 64GB
  • ชุด 4 แถว: 32GB, 64GB, 128GB
  • ชุด 8 แถว: 128GB, 256GB
  • ความเร็ว2: 2666MHz, 3000MHz, 3200MHz, 3600MHz, 4000MHz, 4266MHz, 4600MHz, 4800MHz, 5000MHz, 5133MHz, 5333MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL13, CL15, CL16, CL18, CL19, CL20
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.35V, 1.4V, 1.5V, 1.55V, 1.6V
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C ถึง 85°C
  • ขนาด: 133.35 x 42.2 x 8.3 มม.

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ Kingston FURY Beast DDR4

  • รองรับ Intel XMP: วิศวกรของเราได้มีการกำหนด Intel Extreme Memory Profiles สำเร็จรูปไว้เพื่อให้หน่วยความจำของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 3733MHz
  • รองรับ AMD Ryzen: หน่วยความจำที่พร้อมสำหรับ Ryzen และสามารถประสานการทำงานกับระบบที่ติดตั้งโปรเซสเซอร์จาก AMD ได้อย่างลงตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในรูปแบบที่เชื่อถือได้และเข้ากันได้สำหรับระบบการทำงานของคุณ
  • Plug N Play – โอเวอร์คล็อกอัตโนมัติสูงสุดที่ 2666MHz3: อัพเกรดแบบ Plug N Play ได้ง่ายๆ Kingston FURY Beast DDR4 สามารถโอเวอร์คล็อกได้อัตโนมัติตามความเร็วสูงสุดที่แจ้งในระบบ BIOS

RGB:

  • เอฟเฟกต์ไฟ RGB ปรับแต่งได้เพื่อให้ดูโฉบเฉี่ยวและดุดัน1: เพิ่มสีสันให้กับสนามรบของคุณด้วยชุดกระจายความร้อนของ Beast DDR4 RGB พร้อมเอฟเฟกต์ไฟ RGB ปรับแต่งได้ที่ทำงานได้อย่างราบรื่นและสวยงาม สามารถใช้ซอฟต์แวร์ Kingston FURY CTRL ที่ทรงประสิทธิภาพหรือซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตเมนบอร์ดเพื่อปรับแต่งเอฟเฟกต์ในแบบที่คุณต้องการ
  • เทคโนโลยี Kingston FURY™ Infrared Sync™: เอฟเฟกต์ไฟ RGB ที่ซิงค์การทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยี Infrared Sync ภายใต้สิทธิบัตรจาก Kingston
  • ความจุ:
  • แถวเดี่ยว: 8GB, 16GB, 32GB
  • ชุด 2 แถว: 16GB, 32GB, 64GB
  • ชุด 4 แถว: 32GB, 64GB, 128GB
  • ความเร็ว: 2666MHz, 3000MHz, 3200MHz, 3600MHz, 3733MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL15, CL16, CL17, CL18, CL19
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.2V, 1.35V
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C ถึง 70°C
  • ขนาด: 133.35 x 41.24 x 7 มม.

Non-RGB:

  • ชุดกระจายความร้อนแนวต่ำ: ชุดกระจายความร้อนรูปแบบใหม่ที่โฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับเป็นอุปกรณ์อัพเกรดสไตล์ให้กับสนามรบของคุณ
  • ชุดอัพเกรดประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด: Kingston FURY Beast DDR4 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มประกอบเครื่อง หรือบุคคลที่กำลังมองหาอุปกรณ์อัพเกรดที่สามารถสร้างความโดดเด่นให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง
  • ความจุ:
  • แถวเดี่ยว: 4GB, 8GB, 32GB
  • ชุด 2 แถว: 8GB, 16GB, 32GB, 64GB
  • ชุด 4 แถว: 16GB, 32GB, 64GB, 128GB
  • ความเร็ว: 2666MHz, 3000MHz, 3200MHz, 3600MHz, 3733MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL15, CL16, CL17, CL18, CL19
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.2V, 1.35V
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C ถึง 85°C
  • ขนาด: 133.35 x 34 x 7.2 มม.

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ Kingston FURY Impact DDR4

  • SODIMM ที่ทรงประสิทธิภาพ: ใช้งานหน่วยความจำของคุณอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกม การทำงานแบบมัลติทาสก์ และการเรนเดอร์ข้อมูล
  • Plug N Play โอเวอร์คล็อกได้อัตโนมัติ3: Impact DDR4 จะโอเวอร์คล็อกความเร็วอัตโนมัติเป็นความถี่สูงสุดที่แจ้งไว้
  • โพรไฟล์มาตรฐาน Intel XMP: วิศวกรของเราได้มีการกำหนด Intel Extreme Memory Profiles สำเร็จรูปไว้เพื่อให้หน่วยความจำของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 3200MHz
  • รองรับ AMD Ryzen: หน่วยความจำที่พร้อมสำหรับ AMD Ryzen และสามารถประสานการทำงานกับเครื่องที่รองรับ SODIMM จาก AMD ได้อย่างลงตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในรูปแบบที่เชื่อถือได้สำหรับระบบการทำงานของคุณ
  • ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า: เครื่องทำงานโดยไม่เกิดความร้อนและประหยัดมากกว่าด้วย Impact DDR4 ที่ใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 1.2V
  • เล็ก โฉบเฉี่ยว: PCB สีดำและฉลากความร้อนที่ดูโฉบเฉี่ยว สะท้อนสไตล์ที่เป็นตัวคุณ และขนาดที่กะทัดรัด
  • ความจุ:
  • แถวเดี่ยว: 8GB, 16GB, 32GB
  • ชุด 2 แถว: 16GB, 32GB, 64GB
  • ความเร็ว3: 2666MHz, 2933MHz, 3200MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL15, CL16, CL17, CL20
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.2V
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C ถึง 85°C
  • ขนาด: 69.6mm x 30 มม.

1 เอฟเฟกต์ไฟปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์ Kingston FURY CTRL หรือผ่านซอฟต์แวร์ควบคุม RGB ของเมนบอร์ด โดยRGB ที่ปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์จากภายนอกอาจมีการทำงานที่แตกต่างกัน

2 การกำหนดค่าโอเวอร์คล็อกที่สูงเป็นพิเศษที่แสดงในหน้านี้อาจเกินขีดความสามารถของฮาร์ดแวร์จาก AMD หรือ Intel ที่ติดตั้งในเครื่องของคุณ จะต้องคัดสรรส่วนประกอบต่างๆ เป็นอย่างดี (เช่น CPU, เมนบอร์ด, PSU) เพื่อให้หน่วยความจำทำงานได้ตามที่คาดหวัง

ชุดผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบมาอย่างเข้มงวดและตรวจรับรองจากโรงงานแล้วว่าทำงานในความเร็วที่กำหนดสำหรับโพรไฟล์ XMP 1. 2. นอกจากนี้ยังมีโพรไฟล์ XMP ที่สองซึ่งมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาต่ำกว่าสำรองไว้ เพื่อให้คุณยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแม้เครื่องไม่รองรับโพรไฟล์ XMP สูงสุดที่จัดไว้

สามารถตรวจสอบโปรเซสเซอร์และเมนบอร์ดที่ Kingston FURY™ ใช้เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน Intel XMP ได้จากหน้านี้: http://www.intel.com/content/www/us/en/gaming/extreme-memory-profile-xmp.html ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะสามารถทำงานร่วมกับการกำหนดค่าระบบของคุณได้ เราไม่สามารถรับประกันการรองรับการทำงานกับเครื่องทุกเครื่อง ผู้ใช้ต้องติดตั้งและใช้งานหน่วยความจำโดยแบกรับความเสี่ยงเอง

เฉพาะเมนบอร์ด AMD และ Intel บางรุ่นเท่านั้นที่รองรับความเร็ว DDR4-4000 ขึ้นไป ตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายเมนบอร์ดที่ได้รับการรับรอง (QVL) เพื่อยืนยันการรองรับการทำงานที่ความเร็วระดับ Renegade จากเว็บไซต์ผู้จัดจำหน่ายเมนบอร์ดและ/หรือรายชื่อผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองว่าใช้ได้กับ Intel XMP จะต้องติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบพรีเมี่ยม (CPU และเคส) เพื่อให้หน่วยความจำความเร็วสูงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สำหรับแพลตฟอร์มของ Intel แนะนำให้ใช้โปรเซสเซอร์ X หรือ K Series

3 หน่วยความจำ FURY Plug N Play ทำงานได้ในระบบ DDR4 ตามความเร็วสูงสุดที่ BIOS ของผู้ผลิตรองรับ PnP ไม่สามารถเพิ่มความเร็วหน่วยความจำเครื่องให้เกินกว่า BIOS ของผู้ผลิตได้ FURY Plug N Play DDR4 รองรับ XMP 2.0 จึงสามารถโอเวอร์คล็อกได้โดยการเปิดใช้งานโพรไฟล์ XMP ในตัว

ชิปเซ็ต/โปรเซสเซอร์รุ่นเก่าบางตัวจาก Intel ก่อนเจน 8 ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับโมดูลหน่วยความจำ DDR4 16Gbit density DRAM ตรวจสอบ BIOS อัพเดตจากผู้ผลิตเครื่องหรือเมนบอร์ดเพื่อให้แน่ใจว่ารองรับ 16Gbit DRAM

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

เกี่ยวกับ Kingston Technology

ตั้งแต่ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงแล็ปท็อปและพีซี รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ IoT เช่น เทคโนโลยีอัจฉริยะและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ได้ พร้อมทั้งการออกแบบและการผลิตตามสัญญา Kingston สามารถช่วยส่งมอบโซลูชันที่ใช้เพื่อการทำงาน การใช้ชีวิต หรือเพื่อความสนุกสนานได้ โดยผู้ผลิตพีซีหรือบริษัทคลาวด์โฮสติ้งรายใหญ่ที่สุดในโลก ต่างเชื่อมั่นในการผลิตจาก Kingston และแรงผลักดันของเราสามารถขับเคลื่อนโลกเทคโนโลยีให้เดินหน้าต่อไปได้ในทุกๆ วัน อีกทั้งเรายังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมนำเสนอโซลูชันที่แตกต่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอยู่เสมอ เรียนรู้เพิ่มเติมว่า Kingston พร้อมอยู่ข้างคุณ ได้อย่างไร โปรดเยี่ยมชมที่ Kingston.com

###

from:https://notebookspec.com/web/607962-kingston-fury-2

รีวิว ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition สเปก Ryzen 9 5900HX + Radeon RX 6800M จอ 15.6″ QHD 165Hz ราคา 59,990 บาท

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ในรีวิวนี้เป็นเครื่องขายจริงแล้ว จัดว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2021 รุ่นแรก ซึ่งได้สเปกเป็น AMD 100% ทั้งในส่วนของชิปประมวลผลและการ์ดจอแยก ได้ประสิทธิภาพที่ทรงพลัง ด้วยการทำงานของ Ryzen 9 5900HX รองรับการ OC จับคู่มากับ Radeon RX 6800M (12GB GDDR6) ประสิทธิภาพสูง เน้นความแรงและฟีเจอร์ที่มากกว่า ROG Strix G15 รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งมีให้เลือกหลากหลายรุ่น โดดเด่นด้วยไฟคีย์บอร์ด RGB พร้อม Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ที่เราสามารถปรับแต่งได้ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสดใหม่ด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับสารโลหะเหลว (Liquid Metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ พร้อมด้วยฟีเจอร์ Gaming ต่างๆ ที่ล้ำกว่า Gaming Notebook ทั่วไป สมกับการมาของสเปก Ryzen 5000H + Radeon RX 6000M รุ่นใหม่ล่าสุด อีกทั้งได้หน้าจอเป็น 15.6″ ความละเอียด QHD พาเนล IPS คุณภาพสูงที่ 165Hz ที่ต้องบอกว่าเป็นหน้าจอที่ดีสำหรับเล่นเกมระดับ eSports

VDO Preview

Coming Soon

NBS Verdict

สรุปแล้ว ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ถือว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ปี 2021 สเปก AMD สายพันธุ์ 100% ทั้งชิปประมวลผล Ryzen 5000H และการ์ดจอแยก Radeon RX6000M ที่เน้นความเป็น Gaming จริงจังที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้  ดีไซน์คล้ายกับรุ่นสเปก Intel + NVIDIA มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงทั้งด้วยชิปประมวลผลระดับสูงและการ์ดจอ Gaming ที่แรงกับทุกเกมในตลาดแน่นอน พร้อมจอพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 100% ที่ความละเอียด QHD@165Hz ซึ่งเป็นหน้าจอมาตรฐานที่ดีกว่าของ Gaming Notebook ในตลาดทั่วไป

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 77

โดยชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX เป็นรุ่นที่แรงที่สุด พร้อมรองรับการ Overclock เพิ่มได้ ส่วนการ์ดจอแยกอย่าง Radeon RX 6800M (12GB GDDR6) เองก็เป็นรุ่นท็อปสุด มาพร้อมสถาปัตยกรรมล่าสุดอย่าง NAVI 22 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตรเหมือนกัน ที่สำคัญฟีเจอร์อื่นๆ ยัดมาให้อย่างแน่นอน ไม่แค่นั้นเรื่องระบบระบายความร้อนก็ทำได้ดี ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง  เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ที่สเปกใกล้เคียงกัน โดยคาดว่ารุ่นขายจริงจะมีสเปกให้เลือกซื้อมากกว่านี้ และมีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงจนเกินไป  

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 74

ในส่วนของรุ่นรองลงมา ถ้ามีมาในอนาคตก็คาดว่าจะมีเป็น Ryzen 5 5600H / Ryzen 7 5800H พร้อมพ่วงด้วย Radeon RX 6600M / Radeon RX 6700M รองรับการทำงานพื้นฐานได้สมบูรณ์แบบ หรือจะเอาไปทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็สบายมากๆ เทียบเท่ากับการ์ดจออีกแบบเจ้าตลาดได้สบายๆ ติดตั้งแรมมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ  1TB เรื่องความแรงกับความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าตัว 59,990 บาท ได้ประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกแล้ว ก็น่าว่ามีความน่าสนใจมากๆ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 81

เรียกได้ว่าใครต้องการ Gaming Notebook ที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นที่ดีกว่า Gaming Notebook ราคาคุ้มค่าทั่วไป พร้อมความแตกต่างที่ไม่ได้ใช้การ์ดจอเป็น GeForce RTX 30 แล้ว ก็สามารถเลือกซื้อเป็น ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ได้เลย แน่นอนว่าได้ฟีเจอร์ Gaming อย่างไฟคีย์บอร์ด RGB ไฟ Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง รวมถึงระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ต้องบอกว่าราคาสูงกว่า TUF Gaming Series ในระดับนึง แต่ก็แลกกับฟีเจอร์อะไรที่มากกว่าเยอะเช่นกัน 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 33

สำหรับข้อสังเกต จะเป็นเรื่องดีไซน์เป็นหลัก แม้จะมีลูกเล่นในส่วนของ ROG Cap ที่เราสามารถสไลด์เปลี่ยนไปมาได้ ทั้งสีแดง Challenger Red / สีเงิน Spangle Silver / สีดำโปร่งแสง Translucent Black ซึ่งแตกต่างจาก ROG Strix G15 ทั่วไป แต่ก็ด้วยการใช้พื้นฐานเดียวกัน 100% ทำให้ไม่มีกล้องเว็บแคมมาให้ในตัวเช่นเดิม รวมถึงไม่มี SD Card Reader ติดตั้งมาให้ และมี USB-C เพียงพอร์ตเดียว ถ้าจะใช้งานต้องหาซื้อมาติดตั้งเพิ่มเอง โดยถ้าใครคิดว่าไม่เป็นปัญหาอะไร และเป็นแฟน AMD ตัวจริงเน้นสเปกฮาร์ดแวร์ภายในที่ประสิทธิภาพสูงมากกว่า ก็ตามไปจัดกันได้เลย 

 จุดเด่น ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจเกมเมอร์แฟนๆ ROG สไตล์ปี 2021 พร้อมงานประกอบที่ดี 
  • ประสิทธิภาพสูงด้วย AMD 100% ชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX การ์ดจอแยก Radeon RX 6800M ซึ่งรองรับการ Overclock ด้วย
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB รองรับการติดตั้ง SSD M.2 อีก 1 ตัวได้ทันที 
  • ได้หน้าจอพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 100% ความละเอียด QHD ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz
  • คีย์บอร์ดมีไฟหลากสีแบบ Per-key RGB พร้อม Surrounded Light Bar ด้วย AURA RGB
  • มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง
  • มาพร้อม Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที
  • มีพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน เพียงพอต่อการใช้งาน 
  • ลำโพงดัง 4W x 2 คุณภาพเสียงดีด้วยเทคโนโลยี Smart Amp
  • ระบบระบายความร้อนดีขึ้นด้วยโลหะเหลว (Liquid Metal) และ Vapor Chamber Cooling
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง
  • รองรับการชาร์จไฟผ่านทาง USB-PD (ชาร์จช้าอแดปเตอร์ปกติ)
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมปีแรกมีประกับอุบัติเหตุ ตามมาตรฐานของ ROG Series

ข้อสังเกต ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

  • ดีไซน์โดยรวมใช้พื้นฐานจาก ROG Sritx G15 แต่มีการปรับลวดลายให้สวยยิ่งขึ้น 
  • ไม่มีกล้องเว็บแคมมาให้ในตัว ถ้าจะใช้งานต้องหาซื้อมาติดตั้งเพิ่มเอง
  • ไม่มี SD Card Reader ติดตั้งมาให้ และมี USB-C เพียงพอร์ตเดียว

Specification

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ตอนนี้มีเพียงเครื่องเดโมเท่านั้น รุ่นที่ได้มารีวิวเป็นสเปกที่แรงมากๆ ในราคาคุ้มค่าสุดๆ คือ ได้ชิปประมวลผลตัวแรงสุดของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX ความเร็ว 3.30 – 4.60GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพดีที่สุดรองรับการ OC พร้อมการ์ดตัวแรงตัวแรกจาก AMD ในปี 2021 อย่าง Radeon RX 6800M พร้อมที่ก็ข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Home พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 29

หน้าจอที่นำมาติดตั้งเป็นหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ กับความละเอียด QHD ที่ 2560 x 1440 พิกเซล สัดส่วน 16:9 พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 165Hz แบบผิวด้าน ให้สีสันการแสดงผลในเกณฑ์ดีน่าประทับใจอย่างที่สุดทั้งเล่นเกมหรือทำงาน ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.2 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) ส่วนการรับประกันเป็นแบบ 3 ปี มีบริการ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย พร้อมประกันอุบัติเหตุอีก 1 ปี 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ราคา 59,990 บาท

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T & 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 6800M (12GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Quad HD @165Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site + 1 Year Perfect Warranty

Hardware / Design

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางตัวเครื่องมิติเล็กกระชับทั้ง 3 ด้าน คือ บน ซ้ายและขวา พร้อมตัดกล้องเว็บแคมออกไป มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม มีความบางสุดที่ 22.6 ~ 27.2 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าโดยรวมมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบ ได้รับ DNA เต็มๆ มาจาก ROG Strix G15 รุ่นปัจจุบันในหลายๆ ส่วน แต่ว่ามีโลโก้ AMD ที่มุมซ้ายล่างของฝาหลัง พร้อมสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ขอบตัวเครื่องได้ อย่างตอนนี้ตามภาพคือติดตั้งเป็นสีแดงอยู่ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 45

บานพับเป็นแบบ 2 แกนยกตัวขึ้นมา ซึ่งมีความพิเศษสุดๆ คือได้ชุดระบายความร้อนด้านหลังที่รูปแบบ 3 มิติ พร้อมระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น ได้เรื่องความล้ำสมัยและคำนึงถึงอรรถประโยชน์ในการใช้งานเป็นหลัก ให้ผิวสัมผัสบนตัวเครื่องในส่วนที่ต้องใช้งานมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 40C (ทดสอบที่อุณหภูมิห้อง 25C) วัสดุโดยรวมทั้งหมดเป็นพลาสติกให้สัมผัสที่ดีพรีเมียม และรู้สึกดีกว่าพลาสติกแบบธรรมดาทั่วไป

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 38

พร้อมทำลวดลายโฉบเฉียบตามสไตล์ของ ROG แต่มีการปรับรายละเอียดเล็กน้อยกับลวดลาย ROG เล็กๆ ที่ให้ความเป็น Gaming Notebook ที่จัดเต็มด้วยไฟ RGB มากกว่า อย่างฟีเจอร์ Surrounded Light Bar ที่เป็นขอบตัวเครื่องด้านหน้าทั้งหมด พร้อมกินพื้นที่มาด้านข้างเล็กน้อย ได้เกมมิ่งคีย์บอร์ดแบบ Per-key RGB ให้สามารถปรับแต่งแสงไฟได้ตามสไตล์ของผู้ใช้อย่างอิสระมากถึง 16.7 ล้านสี ผ่านฟีเจอร์ Aura Sync รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่รองรับ Gaming Gear ของ ASUS เอง เรียกได้ว่าตอบโจทย์ Gamer อย่างแท้จริง 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

ส่วนหน้าจอจะเป็นแบบบานพับสองแกนดูแล้วแข็งทนทานกางหน้าจอได้ประมาณ 145 องศา พร้อมเว้นขอบเอาไว้โชว์ไฟแสดงไฟ LED การทำงานต่างๆ ส่วนด้านท้ายและขอบเครื่องซ้ายขวาจะเห็นถึงช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 4 ช่อง อีกทั้งด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับดีไซน์ช่องระบายความร้อนแบบ 3D Flow Zone 2 สองพัดลมขนาดใหญ่ ครีบใบ 0.1 มิลลิเมตร ความเร็วสูงแบบ 12V แบบ 84 ใบพัดรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มอัตราการไหลเวียนอากาศได้ดีขึ้น และท่อฮีทไปป์จำนวน 6 ท่อขนาดใหญ่ โดยมี Copper Plate ที่ครอบทับบริเวณชิ้นส่วนที่จะเกิดความร้อน

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

รวมไปถึงระบบกำจัดฝุ่น Anti-Dust Cooling ช่วยให้ความร้อนต่ำและใช้งานตัวเครื่องได้ด้วยความเสถียรอย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังได้พัฒนาระบบระบายความร้อนให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเลือกใช้โลหะเหลว (Liquid Metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ พร้อมกับท่อน้ำความร้อนพิเศษ Vapor Chamber ช่วยนำพาความร้อนในการถ่ายเทได้เป็นอย่างดี 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 61

ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องเป็นวัสดุพลาสติกมีลวดลาย ROG พร้อมอากาศเย็นผ่าน โดยมีช่องดูดลมเย็นเป็นแนวยาวใต้เครื่อง อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก ส่วนถ้าจะอัพเกรดก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวจากนั้นค่อยๆ ดึงขึ้น รองรับการอัพเกรดแรมได้ 1 แถว, SSD M.2 ซึ่งตัดการรองรับอัพเกรด HDD ออกไปแล้ว รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ นอกจากที่อัพเกรดได้ไม่ยากแล้ว ยังทำความสะอาดได้สะดวกสบายอีกด้วย

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 30

สรุปโดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุทั้งหมด ทำได้ดีตามมาตรฐานของ ASUS ROG ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ เแม้ว่าดีไซน์จะใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า แต่ก็ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ กับมาตรฐานใหม่ของ Gaming Notebook ช่วงต้นปี 2021 ที่ไม่ใช่แค่แรงลื่นล้ำจากสเปกภายใน 

แต่ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ได้ฟีเจอร์อื่นๆ และความสดใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งต้องยอมที่จะตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลย ถ้าจะใช้ต้องหามาเอง อย่างไรก็ตามสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงๆ ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากการที่ได้ดีไซน์ สเปก ฟีเจอร์ และราคาที่เหมาะสมที่สุด

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 9
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 15
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 28
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 36
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 49
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 46
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 64
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 65
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 66

Keyboard / Touchpad

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition เป็นคีย์บอร์ดมีไฟหลากสีด้วยเทคโนโลยี AuraRGB ของทาง ROG ที่สามารถปรับแต่งสีไฟเองได้ด้วยซอฟต์แวร์ภายในได้ในแต่ละปุ่ม ให้ความสะดวกด้วยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปพร้อมจังหวะเด้งสุดๆ ให้รูปแบบคีย์บอร์ดที่แตกต่างจาก Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ทั่วไป จากการที่ตัด Numpad ด้านขวาออกไป พร้อมขยายปุ่มคีย์บอร์ดให้มีความกว้างขึ้น

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key Rollover & Anti-Ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง รวมถึงสามารถมีฟังก์ชั่นเพิ่มลดเสียง เปิดปิดไมค์ ปุ่มปรับโหมดการทำงาน และ ปุ่ม Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility  ซึ่งตัวปุ่มต่างๆ ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์ ส่วนด้านซ้ายชุดคียบอร์ดก็มี Hot Key ต่างๆ ในการควบคุมมีเดียเช่นกันเล่นเพลงหรือไฟล์ VDO 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 23

ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 หรือ Hot Key ด้านบน ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งานระหว่าง Turbo Mode สำหรับประสิทธิภาพในการเล่นเกมระดับสูงสุด หรือ Balanced mode เพื่อความสมดุลในการใช้งาน ทัชแพดเองขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อน ดีไซน์แบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาแล้ว ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมากกว่ารุ่นก่อนหน้าด้วย

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 18
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 20
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 25

Screen / Speaker

หน้าจอแสดงผลของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition มีขนาด 15.6” ความละเอียด Quad HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare ด้วย Refresh Rate สูงสุด 165Hz ได้ Response Time ที่ 3msให้ทุกการเล่นเกมคมชัด สมจริง ลื่นไหลและยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน (พร้อมเลือกตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลย) ถือว่าเป็นมาตรฐานหน้าจอของ Gaming Notebook ปี 2021ในระดับ Gaming Notebook ตัวจริง 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพที่ดีกว่าหลายๆ รุ่น มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น จึงได้ทำการทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% / AdobeRGB ที่ 88% / DCI-P3 ที่ 91% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีแบบมาตรฐานที่ควรจะเป็นของโน๊ตบุ๊คราคาช่วงนี้ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน นับได้มาพัฒนาจากรุ่นปีก่อนได้ยอดเยี่ยม

s1 1

s2 1
s3 1
s4 1

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องแถวล่างมุมซ้ายจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 15% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ส่วนค่าคลาดสี Delta E เฉลี่ยแล้วต่ำเพียง 1.27 เท่านั้น ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

dolby

ตัวเครื่อง ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition มีช่องลำโพงคู่อยู่ขอบตัวเครื่องข้างๆ ซ้ายขวา คุณภาพสูง กำลัง 4W x 2 พร้อม Smart Amp และระบบเสียง Dolby Asmos ปรับแต่งได้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ระบบเสียงชั้นยอดอีกด้วย ให้เสียงคมชัด เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ให้ขอบเขตเสียงที่กว้าง จากการที่เสียงกลางแหลมออกชัดเจนดี ส่วนทุ้มมีออกมาหน่อยๆ เรื่องของความดังของเสียงถือว่ามากกว่า 2 เท่า เรื่องคุณภาพและความดังจัดว่าประทับใจ ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 62
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 61
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 63

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องนี้ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ตมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 พอร์ต, และ USB 3.2 Type-C อีกจำนวน 1 พอร์ตมาให้ด้วย ซึ่งรองรับการโอนถ่ายข้อมูล ต่อหน้าจอแยก DisplayPort ชาร์จไฟด้วยมาตรฐาน USB-PD (USB Power Delivery) ทั้งอแดปเตอร์หรือ Power Bank (แนะนำว่าควรใช้รุ่น 65W – 100W เพื่อการชาร์จไฟกลับได้รวดเร็ว) นับได้ว่าในส่วนฟีเจอร์นี้เยี่ยมยอดกับการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่องที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งชาร์จช้ากว่าอแดปเตอร์หลัก

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, พอร์ต LAN ตัวเต็ม และ HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอกในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX ได้เทคโนโลยี RangeBoost แบบ 2 x 2 ให้ระยะการรับสัญญานที่ไกลขึ้นถึง 30% พร้อมอัตราการรับ-ส่งข้อมูลที่เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ไม่มี SD Card Reader ติดตั้งมาให้ด้วย ถ้าจะใช้งาน แนะนำว่าควรหาอแดปเตอร์ที่เป็น USB Hub มาเพิ่ม

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 70
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 68
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 54

ส่วนการพกพาเองก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ โดยมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊ค 15.6″ ตัวอื่นๆ มิติตัวเครื่องโดยรวมมีขนาด 360 x 275 x 21~25.8 มิลลิเมตร อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมในเรื่องการพกพาไปไหนมาไหน แม้ว่าถ้ารวมอแดปเตอร์ 280 Watt แล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 2.7 กิโลกรัม ก็พอที่จะใส่กระเป๋าและเอาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ไม่ยากเย็นอะไร ถือได้ว่าสะดวกสำหรับการเคลื่อนย้ายอยู่ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 55
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 72
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 73

Inside / Upgrade

ถ้าใครต้องการจะแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดเพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมดประมาณ 10 ตัว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  ที่มีงานประกอบเรียบร้อยดี แต่มีข้อควรระวังก็คือ Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ซึ่งจะมีสายแพรเชื่อมต่อไว้อยู่ ไม่แนะนำให้ถอดโดดเด็ดขาด ฉะนั้นเมื่อแกะฝาแล้วให้ถอดวางไว้ใกล้ๆ กัน และระมัดระวังมากๆ ขณะที่อัพเกรดหรือทำความสะอาด 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

เมื่อแกะออกมาแล้วจะพบกับหน่วยความจำแรมขนาด 16GB โดยติดตั้งมาแล้ว 8GB x 2 แถว (Dual Channel) มาตรฐาน SO-DIM RAM รองรับการอัพเกรดได้สูงสุด 64GB  และ SSD ขนาด 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด พร้อมรองรับการใส่ SSD M.2 อีก 1 ตัวทันที ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปและใข้งานเล่นเกม AAA แต่ถ้าใช้งานหนักๆ จนไปถึงการสตรีมเกม หรือเปิดโปรแกรมเยอะๆ แนะนำให้อัพเกรดเป็นแรม 32GB จะดีมากๆ

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 84

ระบบระบายความร้อนใช้ในการพัดลมเข้าออกนั้นจะอยู่ที่บริเวณด้านหลังของตัวเครื่อง 2 ช่อง (มีช่องไล่ฝุ่น) ด้านข้างอีก 2 ช่อง โดยการเชื่อมต่อระหว่างส่วนของพัดลมนี้กับชิป CPU / GPU จะทำผ่าน Heat Pipe จำนวน 6 เส้นขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือใช้ซิลิโคนแบบพิเศษแตกต่างจาก Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ด้วยสารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal + Vapor Chamber Cooling เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผลและการ์ดจอ ซึ่งการทดสอบเบื้องต้นบอกได้เลยว่าน่าประทับใจมากๆ แม้สเปกจะแรงมาก แต่ความร้อนนั้นถือว่าเย็นทีเดียว

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 86
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 85
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 92
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 87
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 88
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 94

Performance / Software

สำหรับ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปสุดในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 5000H ทุกตัวในตลาด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.30 – 4.60 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W – 54W แน่นอนว่ารองรับการ Overclock จาก ASUS ด้วย ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก

มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ซึ่งเป็นแบบ SO-DIMM ซึ่งเราสามารถถอดอัพเกรดเพิ่มได้ทันที กับขนาดแรมที่รองรับสูงสุดที่ 64GB พร้อมกับมี SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 ความจุ 1TB x 1 ตัว รองรับการอัพเกรดได้อีก 1 ตัวทันที พร้อมเชื่อมต่อแบบ Raid 0 เพิ่มความแรงไปอีก แน่นอนว่าสามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบรวดเร็วอย่างที่สุด

c1 1.    c2 1

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงจาก AMD เช่นกัน

อย่าง Radeon RX 6800M สถาปัตยกรรม NAVI 22 เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร มี 2,560 Stream Processors ที่ค่า TGP (Total Graphic Power) 145W มีแรม 12GB GDDR6 กับ Memory bus 192-bit  ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ระดับท็อป รองรับเกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 1.   g2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900H / Intel Core i9-10980HK ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก Radeon RX 6800M เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15 1.   cine20 1

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใช้เป็นเกรดสูงสุด ซึ่งทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าประทับใจมากๆ บนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe พร้อมรองรับอีก 1 สล็อต ทำให้ทำ Raid เพื่อเพิ่มความเร็วแรงมากกว่า SSD M.2 ทั่วไปก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ  3,155 MB/s และเขียนที่ 1,703 MB/s ที่ต้องบอกว่าเหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 7,150 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ด้วยการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุด จากชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบนสุดอย่าง Radeon RX 6800M ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คตัวท็อปรุ่นปีก่อนๆ มากพอตัวระดับเทียบเท่าการ์ดจอไฮเอนด์อีกค่าย ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ แต่คาดว่าคะแนนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ คาดว่ามาจาก Driver ยังต้องอัพเดทกันต่อไป 

pc10 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 10,636 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน แต่เครื่องนี้เป็นเดโม รวมไปถึงซอฟต์แวร์ยังไม่รองรับเต็มที่ 100% ไว้มีโอกาสได้มาทดสอบกันอีกที 

3dd

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 8 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 90 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil Village / GTA V / Battlefield V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง SCUM / PUBG / DOTA 2 / APEX ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมทุกๆ เกมก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล ตาม Native ของหน้าจอ (ซึ่งละเอียดกว่า 1920 x 1080 พิกเซล) โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว โดยในส่วนของ Resident Evil Village ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB สมกับตัวการ์ดจอที่ 12GB ทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจทีเดียว

game test 1

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / DOTA 2 / APEX รวมไปถึงเกม SCUM ที่กินสเปก ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 2560 x 1440 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แต่อย่างเกม SCUM แนะนำให้ปรับกลางๆ น่าจะเหมาะกับการเล่นมากกว่า 

ซอฟต์แวร์ Armoury Crate ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆ ของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆของระบบรวมไปถึงการปรับแต่งไฟด้วย Aura Sync นั้นทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว หรือผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลากหลายโปรไฟล์ ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ

arm

แน่นอนว่า ASUS Notebook รุ่นนี้เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (เปิดเครื่องมาเจอเลย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ที่สำคัญยังเลือกเชื่อมต่อกับมือถือสมาร์ทโฟนผ่านทางซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่ดีตัวนึงเลย ดีกว่าหลายๆ รุ่นที่ไม่มีแน่นอน

myasus

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวได้กว่า 12 ชั่วโมงทีเดียว เรียกได้ว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้นานมากๆ ถ้าเทียบกับ Gaming Notebook รุ่นต่างๆ ในยุคก่อน คาดว่าจะการที่ตัวเครื่องจัดการพลังงานได้ดีขึ้นจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H รุ่นใหม่ พร้อมกันนั้นยังรองรับ USB-PD ในการชาร์จไฟกลับเข้าเครื่องด้วย 

batt3

ส่วนเรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ตัวเครื่องเมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ส่วการ์ดจอแยกจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ซึ่งอุณหภูมิชิปประมวลผลนี้ดูผ่านทางซอฟต์แวร์ Hardware Monitor เพื่อดูว่าชิปประมวลผล CPU ว่าจะร้อนที่สุดอยู่เท่าไรในการใช้งานจริงๆ

temp

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องสำหรับชิปประมวลผล CPU อยู่ที่ไม่เกิน 95 องศาเซลเซียสเท่านั้น ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างเย็นทีเดียวถ้าเทียบความแรงที่ได้จากรุ่นก่อนๆ จากการใช้สารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal ช่วยนำพาความร้อนได้เป็นอย่างดี ส่วนที่เป็นการ์ดจอแยก GPU ต้องดูที่ GPU-Z จะอยู่ที่ 75 – 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น นับว่ามีความเย็นพอตัว จากที่เป็นการ์ดจอรุ่นใหม่ ส่วนเสียงพัดลมก็ดังขึ้นจากการที่เปิดฟีเจอร์ Turbo แต่ก็ไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้อย่างไม่น่าเป็นห่วง

gt

Conclusion / Award

จากประสบการณ์และใช้งานจริงๆ ของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition เครื่องขายจริงในไทย สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ทำงานร่วมกับการ์ดจอ AMD Radeon RX 6800M สนับสนุนทั้งการเล่นเกมหลากหลายเกม รวมไปถึงทำงานและความบันเทิงดูหนังฟังเพลง บอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า ASUS ทำออกมาได้แตกต่างบางส่วนกับ ROG Strix G15 รุ่นปกติ ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่ล้ำหน้า ด้วยลวดลายใหม่ สีสันใหม่ เน้นฟีเจอร์และความพรีเมียมกว่า TUF  มีไฟ RGB จัดเต็ม งานประกอบและวัสดุที่เยี่ยมยอด 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook ที่มีอยู่ทั่วไป จากการที่เกือบทุกรุ่นในตลาดใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 30 Series โดดเด่นด้วยสเปคประสิทธิภาพสูง ทั้งในการเล่นเกมหนักๆ ระดับ AAA หรือว่าการทดสอบอื่นๆ ที่บอกเลยว่าของจรอง อีกทั้งยังควบคุมความร้อนและจัดการแบตเตอรี่ได้ดีกว่าเดิมมากๆ ที่สำคัญคือได้หน้าจอพาเนล IPS ขอบเขตสี sRGB 100% ความละเอียด QHD ที่ Refresh Rate 165Hz  กับราคา 59,990 บาท ได้ประกัน On-site 3 ปี ซ่อมฟรีถึงบ้าน และประกันอุบัติเหตุในปีแรก ก็นับว่ามีความคุ้มค่าจริงๆ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

ที่น่าสนใจอื่นๆ ของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition จะเป็นระบบระบายความร้อนอย่าง ROG Intelligent Cooling และ สารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal ระดับพรีเมี่ยมจากทาง Thermal Grizzly และ Vapor Chamber Cooling ที่ใส่ทุกอย่างจัดเต็มกว่าทีเคยมีมา ที่แม้สเปกจะแรงขึ้นแต่ก็เย็นกว่าเดิม คีย์บอร์ดมีไฟหลากสีด้วยเทคโนโลยี AuraRGB ของทาง ROG และ Light Bar ที่สามารถปรับแต่งเองได้ด้วยซอฟต์แวร์ภายใน ให้ความสะดวกด้วยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

การเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย USB 3.2 Type-C ที่รองรับการชาร์จไฟเข้าเครื่อง และมี USB 3.2 Type-A / Gigabit Ethernet / Bluetooth 5.1 / Wi-Fi 6 AX ASUS RangeBoost ใช้งานได้ครบครัน อย่างไรก็ตามใช่ว่า Gaming Notebook จะไม่มีข้อสังเกตเสียทีเดียว อย่างกล้องเว็บแคมที่ต้องบอกว่า ASUS ใจเด็ด เลือกที่จะตัดออกไปเลย เข้าใจว่า Gamer ใช้งานกันน้อยอยู่แล้ว ส่วนถ้าใครจะสตรีมจริงจังยังไงก็คงต้องซื้อแยกอยู่ดีนั่นเอง แต่ถ้าใครรับได้ตรงจุดนี้ ก็บอกเลยว่ารอจัดกันได้เลย 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 35

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Gaming

Gaming Notebook ที่มีความสดใหม่ได้ความแรงจัดๆ และเทคโนโลยีล้ำๆ มากมาย อาทิเช่น หน้าจอ QHD@165Hz พาเนล IPS ขอบจอบางเฉียบ ระบบระบายความร้อนดีเยี่ยม ผสานการทำงานของซิลิโคนแบบพิเศษเป็นสารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal + Vapor Chamber ระดับพรีเมี่ยม ช่วยนำความร้อนเป็นอย่างดี รวมไปถึงซอฟต์แวร์ Armory Crate ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และอื่นๆ อีกมากมาย สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมเน้นความคุ้มค่าที่มาพร้อมฟีเจอร์ ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกในตลาด Gaming Notebook ที่ดีรุ่นหนึ่ง ในช่วงราคา 59,990 บาทเท่านั้น 

 award new Gaming 

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ ASUS ROG โน๊ตบุ๊คสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ROG Strix + AMD ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วหรูหราตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม เน้นความ eSport ตัวจริง เห็นได้ชัดจากชุดระบายความร้อนด้านหลังที่เป็นครีบคล้ายกับเสื้อสูมมอเตอร์ไซต์ อีกทั้งยังมีไฟ RGB Light Bar รอบตัวอีกด้วย เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกัน ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

NBS award 7 Design

Best Performance

ด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ตัวท็อปแรงสุด และการ์ดจอแยกตัวแรงสดใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง AMD Radeon RX 6800M ซึ่งรองรับการ Overclock ทั้ง CPU / GPU รวมไปถึงได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้กว่าสเปกในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย เทียบความแรงกับราคาคุ้มค่ามากๆ

award new performance

from:https://notebookspec.com/web/607680-asus-rog-strix-g15-advantage-edition

รีวิว ASUS S500 พีซีที่เกิดมาเพื่อออฟฟิต

สำหรับพีซีที่ใช้ในออฟฟิต ความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญ และยิ่งกะทัดรัดประหยัดพื้นที่ด้วยยิ่งดีอย่าง ASUS S500 ที่ทีมงานจะมาแนะนำในวันนี้ โดดเด่นทั้งเรื่องของความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และขนาดที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ

ASUS S500

ASUS S500 เป็นพีซีแบรนด์จากเจ้าตลาด DIY ที่กระโดดมาทำพีซีเพื่อองค์กร รวมไปถึงนักเรียน ผู้สูงอายุ ด้วยซอฟแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของตัวเครื่อง ปรับแต่งได้มากมาย วัสดุที่แข็งแรงทนทานประหยัดไฟและยังแผ่ความร้อนน้อยกว่าด้วย

รวมไปถึงสเปคที่ตอบโจทย์การใช้งาน อย่างเครื่องที่ทีมงานได้ทดสอบนี้ ทั้ง Intel Core i5-11400 ,RAM 8 GB DDR4 ,SSD PCIe 512 GB ,รองรับ WiFI 5 มาพร้อม Windows 10 Home และ Pre-installed with genuine Windows and Office 2019 พร้อมใช้งานโปรแกรมOffice ex, Word, Excel, PowerPoint ตลอดอายุเครื่อง ประหยัดค่าใช้จ่าย

ฟีเจอร์เด่น ASUS S500

  • Storage SSD up to 512G หน่วยเก็บข้อมูลแบบ SSD ทำงานรวดเร็วกว่า HDD เปิดปิดเครื่องได้ไวและเปิดไฟล์งานหลายๆไฟล์พร้อมกันได้รวดเร็ว
  • คอมพิวเตอร์แบบ Small form factor ประหยัดเนื้อที่และน้ำหนักเบา เคลื่อนย้าย พร้อมทำความสะอาดได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพเหมือนเครื่องพีซีขนาดปกติ สามารถวางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนรอบข้าง (Two-way AI noise-canceling technology) สำหรับการประชุมวีดีโอคอล ช่วยตัดเสียงรบกวนจากปลายทางของคู่สนทนา
  • ประหยัดพลังงาน (Up to 80 PLUS Platinum PSU, up to 92% efficient power supply) ให้ความร้อนน้อย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • มาพร้อม Windows 10 Home และ Pre-installed with genuine Windows and Office 2019 (specific model) พร้อมใช้งานโปรแกรมOffice ex, Word, Excel, PowerPoint ตลอดอายุเครื่อง ประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • เครื่องทนทาน ผ่านมาตรฐาน US MIL-STD 810H military grade reliability with optimized construction การตกหล่น หรือการกระแทก
  • มาพร้อม 11th Gen Intel up to core i5 processor
  • Wi-Fi 5, DDR 4 RAM
  • นำเสนอ My ASUS โซลูชันซอฟต์แวร์ที่สร้างประสบการณ์การใช้งานแบบบูรณาการข้ามระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันรวมถึง Windows, Android และ iOS
  1. Link to MyASUS ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์มือถือเพื่อสร้างประสบการณ์แบบบูรณาการ
  2. System Diagnosis ระบุปัญหาที่พบ รายงานแหล่งที่มาของปัญหา และให้คำแนะนำทันที
  3. ASUS AppDeals เพลิดเพลินกับส่วนลดสำหรับแอพลิเคชั่นต่างๆและข้อเสนอสุดพิเศษของ ASUS ผ่าน AppDeals
  4. Customer Serviceการให้บริการหลังการขายรวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ผ่านการแชทออนไลน์ของ ASUS การติดตามสถานะการซ่อมแซมและการสั่งซื้อASUS Premium Care
  • มาพร้อมประกัน 3 ปี Onsite service ซ่อมถึงทีเมื่อเครื่องมีปัญหา และ 1 ปี Perfect Warranty เมื่อเกิดอุบัติเหตุ น้ำหกใส่ ไฟฟ้าลัดวงจร หรือเครื่องตกหล่น

ASUS S500 24

อุปกรณ์ภายในกล่องจะมีเมาส์คีย์บอร์ดแถมมาให้ด้วยพร้อมใช้งาน

ASUS S500 02

ASUS S500 03 ASUS S500 05

ASUS S500 มาในขนาดที่กะทัดรัดแบบ small form factor ประหยัดพื้นที่ สามารถใช้ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ตัวเคสผลิตมาจากโลหะ มีความแข็งแรงมาก ผ่านการทดสอบความทนทาน US MIL-STD 810H  สามารถวางจอทับเคสได้เลย

ASUS S500 04

ด้านหน้าจะมีไดร์ฟ DVD แบบ Slot Load ปุ่มเปิดเครื่อง 3.5 mm สำหรับต่อหูฟัง และหูฟังพร้อมไมค์แบบ Combo ,USB 3.1 2 พอร์ต , USB 3.0 2 พอร์ต และ SD Card Reader

ASUS S500 06

ฝาด้านซ้ายที่เปิดได้จะมีช่องระบายความร้อนให้อากาศเย็นเข้าไปถ่ายเทได้อยู่

ASUS S500 08

ส่วนด้านขวาจะปิดทึบเปิดไม่ได้

ASUS S500 09

พอร์ตเชื่อมต่อครบครันไม่ว่าจะเป็น

  • 2 x PS/2
  • 1 x HDMI
  • 1 x VGA
  • 2 x RS-232 
  • 2 x USB 3.0
  • 2 x USB 2.0
  • Audio 3.5 mm

ASUS S500 11

ด้วยเคสแบบ SFF แม้จะวางแนวตั้งก็ไม่เกะกะเท่าไรนัก

ASUS S500 15

หรือจะวางนอนก็สามารถวางได้ และวางจอภาพทับลงไปเพื่อประหยัดพื้นที่โต๊ะทำงาน ตัวเคสก็มีความแข็งแรงดีทีเดียว

ASUS S500 19

เปิดมาภายในเคสจะดูเรียบๆ พร้อมพัดลมระบายความร้อนที่มีการบังคับทิศทางลมไว้ด้วย โดยจะมีฝาปิดตรงไดร์ฟ DVD ที่จะเอาไว้ติดตั้งฮาร์ดดิสค์แบบ 3.5 หรือ 2.5 นิ้ว เพิ่มได้

ASUS S500 20

ASUS S500 22 ASUS S500 23   

เมื่อถอดฝาหน้าและไดร์ฟ DVD ออกไป จะเห็นภายในชัดเจน แรมที่สามารถใส่ได้ 2 แถว การ์ดจอที่สามารถเพิ่มได้แบบชนิด Low Profile นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มฮาร์ดดิสค์แบบ SATA ได้อีก 1 พอร์ต

MyASUS 7 23 2021 11 21 49 AM

ASUS S500 มาพร้อมจุดเด่นในส่วนของซอฟแวร์ 2 ตัว ที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภาย และสนับสนุนการใช้งานในองค์กรด้วยกันเริ่มที่ My ASUS สำหรับปรับตั้งค่าเบื่องต้น ไม่ว่าจะเป็น

MyASUS 7 23 2021 11 21 52 AM

การโอนถ่ายไฟล์ระหว่างเครื่อง

MyASUS 7 23 2021 11 22 02 AM

แชร์หน้าจอระหว่างเครื่องในวง lan เดียวกัน

MyASUS 7 23 2021 11 22 19 AM

อีกหนึ่งจุดเด่นของ ASUS S500 ก็คือการปรับแต่งตัวเครื่องได้ ตั้งแต่ปรับโะรไฟล์พัดลมระบายความร้อน เพื่อลดเสียงการทำงานของตัวเครื่อง

ในส่วนของเสียงและไมค์ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น เพราะมีฟังค์ชั่น AI มาช่วยปรับแต่ง ทั้งช่วยลดเสียงรบกวนให้ตัวไมค์ ช่วยให้พูดคุยประชุมได้ชัดเจนยิ่งขึ้นตัดเ้สียงรอบข้างไมค์ออกไป รวมไปถึงปรับแต่งเสียงลำโพงหรือหูฟังให้เน้นเฉพาะเสียงพูดอย่างเดียวโดยตัดเสียงอื่นออกไป และจากการทดสอบใช้งาน

  • การตัดเสียงไมค์ ทำได้ดีมาก จากปรกติไมค์ที่ทีมงานใช้จะเก็บเสียงรอบข้าง แม้จะห่างไปราว 1-2 เมต์ ก็ยังเข้ามา ไม่ว่าจะเสียงพิมพ์คีย์บอร์ด เสียงประตูปิดเปิด แต่เมื่อใช้ฟังค์ชันนี้แล้ว จะไม่ได้เก็บเสียงรอบข้างเข้ามาเลย เสียงพูดคุยชัดเจนขึ้น เหมือนใช้พวกไมค์ตัดเสียงรบกวนดีๆเลย
  • ส่วนการตัดเสียงรบกวนของลำโพง อันนี้จะรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย เพราะมันตัดเสียงรบกวนจากลำโพงเกือบทั้งหมด และจะมีแต่เสียงพูดออกมา นึกง่ายๆถ้าฟังเพลงจะได้ยินแต่เสียงร้อง จะไม่ได้ยินเสียงดนตรีหลุดมาเลย ดูหนังก็ตะได้ยินแต่เสียงคนพูด ไม่ได้ยินเสียงดนตรีประกอบใดๆ เข้าใจว่าตัว AI เน้นเฉพาะเสียงพูดคุยเพื่อการรประชุมการเรียนจริงๆ แต่ถ้าเกิดมีดนตรีประกอบใดๆเช่นต้องพรีเซ้นต์งานวีดีโอสักตัวอาจจะมีปัญหาไม่ได้ยินเสียงดนตรีประกอบได้

สุดท้ายจะเป็นการปรับแต่งโพรไฟล์ของการรับส่งไฟล์ หรือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตว่าอยากให้เน้นการใช้งานด้านไหน 

MyASUS 7 23 2021 11 22 46 AM

ในส่วนของที่เช็ค error ต่างๆของตัวเครื่อง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้เลย

ASUS Business Manager 7 23 2021 11 19 30 AM

อีกซอฟแวร์เลยคือ ASUS Business Manager สำหรับปรับแต่งตัวเครื่อง ซึ่งต้องตั้งรหัสก่อน โดยเมนูหลักอันแรกเลยคือสามารถตั้งล๊อคพอร์ต USB ได้เลย เช่นให้ไม่สามารถต่อใช้งานได้ หรือใช้งานได้แต่อ่านเท่านั้น รวมไปถึงล๊อคไดร์ฟ DVD ได้ด้วย

ASUS Business Manager 7 23 2021 11 19 34 AM

ต่อมาจะเป้นการตั้งล๊อคการตั้งค่าอื่นๆเช่น ลีอคการตั้งค่าวันที่ ล๊อคหน้าจอ รวมถึงปิดการปรับแต่ง Registry ได้ด้วย

ASUS Business Manager 7 23 2021 11 19 39 AM

ตั้งการเข้ารหัสล๊อคตัวไดร์ฟต่างๆ เวลาเรานำไปต่อเครื่องอื่นก็จะไม่สามารถอ่านข้อมูลในไดร์ฟที่มีการล๊อคนั่นเอง

ASUS Business Manager 7 23 2021 11 19 44 AM

ตรวจสอบ Log ต่างๆที่มีการทำงานของตัวเครื่อง เหมาะกับพ่อแม่ที่ต้องการตรวจสอบลูกๆ หรือฝาก IT รวมไปถึงเจ้านายที่ต้องการเช็คตรวจสอบลุกน้อง

ASUS Business Manager 7 23 2021 11 20 08 AM

เมนูสำหรับลบไฟล์แบบไม่ให้เหลือซาก ป้องกันการกู้ข้อมูลกลับมาใหม่

ASUS Business Manager 7 23 2021 11 20 12 AM

สุดท้ายคือเปลี่ยน Logo Bios เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการโชว์ความเป็นเอกลักษณ์

 CPU Z 3CPU Z 7 23 2021 11 18 52 AM

ซีพียู S500 ในเครื่องทดสอบนี้มาพร้อม i5-11400

CPU Z 7 23 2021 11 18 57 AM Ram 1

แรมที่ติดตั้งมาขนาด 8 GB แบบ DDR4 3200 MHz

CPU Z Bench 1

Cinebench R15 1

ความแรงของซีพียู กำลังดี รองรับการใช้งานต่างๆได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

GPU Z 3

การ์ดจอออนบอร์ดที่ติดตั้งมา Intel UHD 730

CrystalDiskMark 1

SSD ที่ติดตั้งมาอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนข้างเร็ง เปิดเครื่องไว เปิดโปรแกรมเร็ว

PCMark 10 PCMark10 คะแนนระดับกลางๆ

FurMark CPU Burner

ในส่วนของความร้อน แม้จะเป็นเคสเล็ก SFF แต่อุณหภูมิของซีพียูสูงสุดก็แค่ราว 77 องศาเซลเซียส แม้จะมีพัดลมแค่ตัวเดียว แต่ก็มีการบังคับทิศทางลม และมีช่องให้อากาสเข้าไปถ่ายเท ทำให้สามารถจัดการระบายความร้อนได้ดีทีเดียว

ASUS S500 25

ASUS S500 เหมาะทั้งองค์กร ที่ต้องการพีซีขนาดกะทัดรัดความปลอดภัยสูง หรือกระทั่งผู้ปกครองที่ต้องการหาพีซีที่สามารถตรวจสอบการเรียนออนไลน์ หรือการใช้งานอื่นๆของวัยเรียนได้ อีกทั้งยังมาพร้อมความทนทานจัดวางง่าย พร้อม Windows 10 + Office แท้ พร้อมใช้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว นอกจากนั้นยังสามารถปรับแต่งตัวเครื่องได้หลากหลาย พร้อม AI ตัดเสียงที่ช่วยให้การประชุม การเรียนออนไลน์คมชัดไม่มีสะดุด และสุดท้ายคือการรับประกันซ่อมฟรีออนไซทืถึงบ้าน 3 ปีเต็ม

จุดเด่น

  • ขนาดกะทัดรัดประหยัดพื้นที่
  • ตัวเคสมีความแข็งแรงมาก
  • มาพร้อม Windows + Office แท้
  • มี AI ตัดเสียงไมค์ได้ดีมาก
  • ประกัน 3 ปี ออนไซท์ซ่อมถึงบ้าน
  • ความปลอดภัยขั้นสูงเช่นล๊อคพอร์ต USB ได้

ข้อสังเกต

  • AI ที่ตัดเสียงลำโพงตัดเสียงมากเกินไป
  • ราคาต่อสเปคอาจจะสูงกว่าเครื่องประกอบ

from:https://notebookspec.com/web/606194-review-asus-s500

รีวิว AMD Ryzen 5 5600G โครตออนบอร์ด ไม่ง้อการ์ดจอแยก

ถ้าพูดถึงเรื่องของการ์ดจอออนบอร์ด ต้องยกให้ค่าย AMD เขาจริงๆ เพราะแต่ละตัวออกมาเล่นเกมได้เลยแม้ไม่มีการ์ดจอแยกและล่าสุด AMD Ryzen 5 5600G รุ่นใหม่ล่าสุดจาก AMD 5000 Series ที่ไม่ได้แค่แรงเฉพาะซีพียู แต่ยังมาพร้อมการ์ดจอออนบอร์ดที่โคตรแรงที่สุดรุ่นหนึ่งในตอนนี้

AMD Ryzen 5 5600G

AMD Ryzen 5 5600G เรียกว่าได้ยกพื้นฐานของซีพียู AMD 5000 Series มาหมด

AMD Ryzen 5 5600G เรียกว่าได้ยกพื้นฐานของซีพียู AMD 5000 Series มาหมด เหมือนยก AMD Ryzen 5 5600X ที่ทีมงานเคยรีวิวก่อนหน้านี้มาปรับแต่งเล็กน้อย พร้อมเพิ่มการ์ดจอออนบอร์ด RX Vega 7 (7 Compute Units) ความเร็ว 1900 MHz  โดยมาพร้อมสเปค 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็วสูงสุด 4.4GHz แคชรวม 19MB TDP 65W ในราคา $259 หรือราว 8,070 บาท

โดยเมนบอร์ดยังคงใช้รุ่นเก่าได้หมดทั้ง X570 X470 หรือกระทั่งรุ่นกลางหรือรุ่นล่างอย่าง B450 , B550 , A520 A320 ก็สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ แต่ต้องอัพเดท BIOS ก่อนเท่านั้นเองจ้า

สเปคของซีพียู

  • CPU Cores : 6
  • CPU Threads : 12
  • GPU Cores : 7
  • Base Clock : 3.9GHz
  • Max Boost Clock : Up to 4.4GHz
  • Total L2 Cache : 3MB
  • Total L3 Cache : 16MB
  • Unlocked : Yes
  • CMOS : TSMC 7nm FinFET
     
  • Package : AM4
  • PCI Express® Version : PCIe® 3.0
  • Thermal Solution (PIB) : Wraith Stealth
  • Default TDP / TDP : 65W
  • cTDP : 45-65W
  • Max Temps : 95°C

AMD 5600G 05

AMD 5600G 06 AMD 5600G 07

กล่องมาในรูปแบบมาตรฐาน พร้อมโชว์ตัว CPU และระบุรุ่นชัดเจนว่ามีการ์ดจอออนบอร์ด

AMD 5600G 08

อุปกรณ์ภายในกล่องจะมีคู่มือ สติกเกอร์ ตัว AMD Ryzen 5 5600G และพัดลมระบายความร้อนซีพียู

AMD 5600G 12

AMD 5600G 13 AMD 5600G 14

พัดลมระบายความร้อนจะเป็นแบบ Wraith Stealth รุ่นมาตรฐานที่ AMD ใช้กับรุ่นซีพียู TDP 65W

DSC05547

สเปคทดสอบ

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600G
  • M/B : Asrock X570s PG Riptide
  • RAM : CORSAIR VENGEANCE LED 16GB (2 x 8GB) DDR4 DRAM 3000MHz
  • PSU : 700W ANTEC VP700P Plus
  • SSD : WD Green SATA 1 TB

CPU Z 7 22 2021 4 58 01 PM CPU Z 7 22 2021 4 58 03 PM

AMD Ryzen 5 5600G จะว่าเป็นรุ่นที่ลดสเปคจาก 5600X และเพิ่มการ์ดจอเข้ามาก็ไม่ผิดนัก โดยเน้นที่ความเร็วซึ่งสูงสุดได้ถึง 4.4 GHz มี TDP ที่ 65W เท่านั้น โดยยังคงเป็นแบบ 6 คอร์ 12 เทรด และแคชรวมที่ 16 MB แม้ไม่มีการ์ดจจอออนบอร์ดเข้ามาก็แรงในระดับที่ขับการ์ดจออย่าง RTX 3070 ได้สบายๆอยู่

CPU Z 7 22 2021 4 58 06 PM CPU Z 7 22 2021 4 58 09 PM

เมนบอร์ดที่ใช้ทดสอบเป็น Asrock X570s PG Riptide ที่อัพเดท Bios ตัวล่าสุดมาแล้ว ถ้าไม่อัพจะเปิดเจ้าซีพียูตัวนี้ไม่ติดเลยจ้า

ส่วนแรมเป็น CORSAIR VENGEANCE LED 16GB (2 x 8GB) DDR4 DRAM 3000MHz เน้นความจุเยอะ เพื่อที่จะให้ตัวการ์ดจอออนบอร์ดแชร์แรมได้เต็มที่

CPU Z 7 22 2021 4 58 20 PM

การฟิกออนบอร์ดไม่สามารถแสดงรุ่นได้เต็มที่ แต่สามารถโชว์สเปคคร่างๆได้อยู่

CPU Z 7 22 2021 4 59 22 PM

ประสิทธิภาพของ 5600G นี่แรงระดับ i7-8700K เลยทีเดียว

 CINEBENCH R15.0 7 22 2021 5 04 56 PMCINEBENCH R20.060 7 22 2021 5 07 13 PM

ประสิทธิภาพของซีพียูจัดว่าแรงดีทีเดียวครับ

PCMark 10 Advanced Edition 7 22 2021 6 01 11 PM

PCMARK10 ก็แรงกำลังดี

3DMark Advanced Edition 7 26 2021 1 36 53 PM Screenshot 7 26 2021 1 54 31 PM

คะแนนของ AMD Ryzen 5 4600G

3DMark Advanced Edition 7 22 2021 4 55 32 PM

Screenshot 7 22 2021 5 17 18 PM

ประสิทธิภาพของกราฟิก AMD Ryzen 5 5600G อาจจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็สามารถทดสอบจนจบได้ และถ้าเทียบกับ 4600G ที่ทีมงานทดสอบไว้ก่อนจะเห็นว่าคะแนนสูงกว่าอยู่พอสมควร

FarCry®5 7 26 2021 2 18 36 PM

คะแนนของ AMD Ryzen 5 4600G

FarCry®5 7 22 2021 6 08 40 PM

FARCRY5 Full HD ปรับกราฟิกต่ำ อยู่ในระดับพอเล่นได้ เฟรม 20 กว่าๆ แต่ถ้าลดความละเอียดลงเหลือ HD น่าจะพอเล่นได้สบายอยู่ เทียบกับ 4600G เฟรมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

Grand Theft Auto V 7 23 2021 3 17 13 PM

ส่วน GTAV FullHD ปรับกราฟิกระดับกลาง อยู่ในระดับที่เล่นได้สบาย สมกับเกมที่เน้นซีพียูมากกว่ากราฟิก ถ้าใครอยากเล่นเกมนี้แต่งบไม่เยอะ 5600G คือคำตอบ

CPUID HWMonitor 7 26 2021 12 28 20 PM

ในส่วนของอุณหภูมิ ทดสอบเบิร์น 100% ทั้งซีพียูและการ์ดจอ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง กับอุณหภูมิห้อง 27 องศาเซลเซียส กับเทสเบท เคสเปิดโล่ง

อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 63 องศาเซลเซียส กับฮีทซิงค์เดิมๆ ถือว่าจัดการระบายความร้อนได้ดีทีเดียว ทำงานต่อเนื่อง เล่นเกมนานๆ ได้สบายอยู่ หรือต่อให้ใส่ภายในเคส ทีมงานก็คิดว่าคงไม่ร้อนกว่านี้เท่าไรนัก

AMD 5600G 11

AMD Ryzen 5 5600G ต้องบอกว่าราคาค่าตัวอาจจะไม่ได้ถูกอย่างที่คิด เพราะราคาไทยก็ตกที่ราว 8,000 บาท แต่ถ้ามองว่ามีทั้งซีพียูและการ์ดจอที่สามารถเล่นเกมได้รวมในหนึ่งเดียว ก็นับว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เพราะประสิทธิภาพของมันอยู่ในระดับที่เล่น GTAV หรือเกมออนไลน์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดได้ไหม โดยไม่จำเป็นต้องง้อการ์ดจอแยก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่การ์ดจอแพงเหลือเกิน

หรือจะมองแค่ประสิทธิภาพของซีพียูอย่างเดียว ก็สามารถตอบสนองการทำงานหนักเช่นการทำงาน การตัดต่อวีดีโอ หรืออนาคตจะซื้อการ์ดจอแยกมาใส่ก็สามารถขับการ์ดจอระดับ RTX 3070 ได้อย่างสบาย เหมาะกับท่านที่ต้องการประกอบคอมเพื่อใช้งานช่วงนี้ เน้นการทำงานเล่นเกมบ้าง ไม่ว่าจะ WFH หรือเรียนออนไลน์ และเมื่อการ์ดจอราคาลง หรือมีงบประมาณมากขึ้น ก็แค่ซื้อการ์ดจอแยกมาใส่เพิ่มก็พร้อมใช้งานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนซีพียูใหม่ให้วุ่นวาย งบไม่บานปลาย

และเมื่อเทียบกับ 4600G ซึ่งเป็นรุ่นการ์ดจอออนบอร์ดที่ออกมาเพื่อพีซีแบรนด์จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพต่างกันอยู่ราว 10 – 15 % อาจจะไม่ได้สูงกว่ามาก แต่เป็นซีพียูแบบขายปลีกที่เราทุกท่านสามารถซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องง้อเครื่องแบรนด์

จุดเด่น

  • การ์ดจอออนบอร์ดขั้นเทพ
  • ซีพียูประสิทธิภาพสูงขับการ์ดจอแรงๆ ได้
  • จัดการอุณหภูมิได้ดี ไม่ร้อน

ข้อสังเกต

  • ต้องอัพเดท Bios ก่อน
  • ราคาค่อนข้างสูง

 

from:https://notebookspec.com/web/606224-review-amd-ryzen-5-5600g

อาร์ทีบีฯ ต่อยอดเทรนด์ WFH ด้วยหูฟังและไมโครโฟนจากแบรนด์ Audio Technica โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีคุณภาพสูง

บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า Gadget รายใหญ่ในประเทศไทย และเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เสริมภายใต้แบรนด์ Audio Technica (ออดิโอ เทคนิก้า) แบรนด์หูฟังชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น รุกต่อยอดเทรนด์การทำงานที่บ้าน (Work From Home) ด้วยการหูฟังและไมโครโฟน พร้อมกันถึง 6 รุ่น ได้แก่ หูฟังรุ่น ATH-770XCOMATH-ATGM1-USB PACK ชุดหูฟังและไมโครโฟน Home Office Pack ซึ่งประกอบด้วย หูฟังรุ่น ATH-250M พร้อมไมโครโฟนรุ่น ATH-ATGM1-USB  นอกจากนี้มี ไมโครโฟนรุ่น ATH-AT2020USB+, รุ่น ATH-ATR2500X-USB, รุ่น ATH-ATR4697-USB,  รุ่น ATH-ATR4650-USB โดยทั้งหมดมาพร้อมเทคโนโลยีคุณภาพ และการออกแบบอย่างโดดเด่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานจากที่บ้านในยุค New Normal อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ไม่พลาดทุกการประชุมออนไลน์อย่างแน่นอน

Pic RTB WFH Audio Technica 01 scaled

  • ATH-770XCOM หูฟังที่มาพร้อมไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ประสิทธิภาพสูง ออกแบบมาในขนาดกะทัดรัด และมีระบบช่วยลดเสียงหายใจ พร้อมการรับเสียงแบบทิศทางเดียวเพื่อตัดเสียงรบกวน และก้านไมค์ที่มีความยืดหยุ่นทำให้รับเสียงได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 40 มม. ที่ให้คุณภาพเสียงเหมือนหูฟังดีเจที่ได้รับความนิยมของ Audio-Technica และยังมีปุ่มควบคุมสำหรับปรับระดับเสียงไมค์ได้อย่างรวดเร็ว แจ็คต่อเป็นแบบ 3.5 มม. สามารถใช้ได้กับทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็ปเล็ต เหมาะทั้งกับการทำงาน และเล่นเกม วางจำหน่ายในราคา 3,900 บาท
  •  ATH-ATGM1-USB PACK ชุดหูฟังและไมโครโฟนตั้งโต๊ะ ซึ่งนับเป็นอุปกรณ์ระดับเรือธงที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ที่มาในราคาเพียง 1,990 บาท ในชุดประกอบด้วย

o   ATH-ATGM1-USB เป็นไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ที่ให้ความคมชัดสูง และคอไมค์ดัดได้เพื่อปรับทิศทางการรับเสียง ทำให้ได้รับเสียงที่ชัดเจน ขณะที่ตัวไมโครโฟนออกแบบมาให้มีดีไซน์เรียบง่าย ขนาดกะทัดรัด พร้อมการเชื่อมต่อแบบ USB เพื่อให้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย

o   ATH-250M เป็นหูฟังออนเอียร์ที่มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 40 มม. เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับรายละเอียดของเสียงที่คมชัด และมีระบบที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทำให้เสียงที่ออกไปมีคุณภาพคมชัด ขณะที่ตัวหูฟังมีน้ำหนักเบา ช่วยให้สวมใส่ทำงานได้ยาวนานโดยไม่เจ็บหู

  • ATH-AT2020USB+ เป็นไมโครโฟนคอนเดนเซอร์คุณภาพสูงที่ให้เสียงสุดคมชัดระดับ Professional มากับการบันทึกเสียงแบบดิจิตอล ทำให้ไม่ว่าจะนำไปบันทึกเสียงดนตรีต่างๆ ทำพอดแคสต์ แปลภาษาและพากย์เสียง ก็สามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม โดยไมโครโฟนรุ่นนี้รับเสียงแบบ Cardioid  มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถต่อหูฟังเข้ากับตัวไมค์ได้ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถได้ยินเสียงที่อัดได้อย่างชัดเจน รองรับย่านความถี่ที่ 20-20,000 Hz สามารถรับสัญญาณเสียงแบบดิจิตอลคุณภาพสูง คุณภาพสูง 16 bit, 44.1/48 kHz เพื่อให้ได้เสียงที่ยอดเยี่ยม รวมถึงมีแอมพลิฟลายเออร์ จึงช่วยให้ได้เสียงชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบ USB พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงมาให้ในตัว สามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการ Windows 10, Windows 7, Vista, XP, 2000 และ Mac OS X โดยวางจำหน่ายในราคา 6,190 บาท
  • ATH-ATR2500X-USB เป็นไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ ซึ่งไมโครโฟนชนิดนี้ทำงานผ่าน USB และมีความไวเสียงสูงความถี่ช่วง 30 – 15,000 Hz เหมาะกับการใช้งานด้าน  podcasting, home studio recording, voiceover และยังสามารถสำหรับใช้ในการทำคอนเทนต์อื่นๆได้อีกด้วย เสียงที่ได้มีความชัดเจนเก็บรายละเอียดได้ดี  พร้อมปุ่มควบคุมระดับเสียงขึ้น-ลงให้สามารถควบคุมเสียงได้อย่างง่ายดายและยังสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น สามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac ได้ตัวไมโครโฟนผลิตมาจากโลหะ ให้ความแข็งแรงทนทาน มาพร้อมขาตั้ง 3 แฉกที่ใช้วางบนโต๊ะ โดยวางจำหน่ายในราคา 3,790 บาท
  • ATH-ATR4650-USB เป็นไมโครโฟนขนาดกะทัดรัด ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานที่มีพื้นที่จำกัด โดยสามารถยึดติดกับหน้าจอคอมพ์หรือพื้นผิวต่างๆ และยังมีคลิปหนีบปกเสื้อในตัวช่วยให้ใช้งานไมโครโฟนแบบปกได้ ทั้งยังมาพร้อมการรับเสียงรอบทิศทาง ช่วยให้ได้ยินเสียงครอบคลุม 360 องศา และรองรับการเชื่อมต่อแบบ USB-C และมาพร้อมอะแดปเตอร์ USB-A ที่ใช้งานได้ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน โดยวางจำหน่ายในราคา 850 บาท
  • ATH-ATR4697-USB เป็นไมโครโฟนรับเสียงแบบ 360 องศา ที่ได้รับการออกมาให้มีดีไซน์โดดเด่นรูปทรงแบน ทำให้พกพาสะดวก เหมาะสำหรับการประชุมทางไกล รองรับการประชุมได้ 3-6 คน ไมโครโฟนทำจากวัสดุคุณภาพ เพื่อให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่ยาวนาน พร้อมด้วยสาย USB-C ซึ่งมีความยาวสายมาให้ที่ 1.5 เมตร และอะแดปเตอร์ USB-A ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต รวมถึงสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย โดยวางจำหน่ายในราคา 1,290 บาท

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาหูฟังและไมโครโฟนคุณภาพเพื่อช่วยให้การประชุมออนไลน์จากที่บ้านไม่สะดุด เสมือนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ สามารถหาซื้อและสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีคุณภาพสุดคมชัดของหูฟังและไมโครโฟนจากแบรนด์ Audio Technica ได้แล้ววันนี้ที่ Munkong gadget, Mercular ,Power mall ,Millionhead Pro ,Soundproof ,Proplugin ,CT Music Shop ,Av value ,Iconic Music, IGuitar ,BKK Audio,IT Friend ,Kemistry, Shopee, Lazada, We mall และ Fullbright Technologyหรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง www.facebook.com/AudioTechnica.Thailand

from:https://notebookspec.com/web/607675-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%af-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-wfh

Dyson เปิดตัวพัดลมกรองอากาศรุ่นล่าสุดพร้อมเทคโนโลยีตรวจจับมลพิษแบบใหม่ สามารถกรองมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายภายในอาคาร

วันนี้ Dyson ได้เปิดตัวพัดลมกรองอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมเทคโนโลยี solid-state ในการตรวจจับฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดักจับฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ แม้กระทั่งทำลายสาร VOCs ที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงฟอร์มาลดีไฮด์ที่เป็นสารก่อมลพิษในก๊าซที่ไม่มีสี มีแหล่งกำเนิดมาจากเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ต่าง ๆ เช่น ไม้อัด ไฟเบอร์บอร์ด เป็นต้น และวัสดุที่เป็นฉนวนหรือผลิตภัณฑ์ เช่น สีทาบ้าน วอลล์เปเปอร์ น้ำมันขัดเงา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน สารเหล่านี้มีขนาดที่เล็กกว่าอนุภาคขนาด 0.1 ไมครอนถึง 500 เท่า จึงตรวจจับได้ยากเป็นพิเศษ และหากปล่อยทิ้งไว้ อาจเป็นอันตรายเนื่องจากได้สัมผัสสารเคมีในอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

TP09 Workspace CafeArea  

ในขณะที่เซ็นเซอร์ฟอร์มาลดีไฮด์แบบ gel-based อื่น ๆ อาจเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและอาจเกิดความสับสนในการทำงานตรวจจับมลพิษ VOC อื่น ๆ เซ็นเซอร์ฟอร์มาลดีไฮด์แบบ solid-state แบบใหม่ที่ทำงานร่วมกับอัลกอริธึมเฉพาะของ Dyson สามารถตรวจสอบระดับฟอร์มาลดีไฮด์ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่สับสนกับก๊าซอื่น ๆ ที่ถูกตรวจจับโดยเซ็นเซอร์ VOC โดยเฉพาะ

นักวิศวกรของ Dyson ได้ออกแบบเส้นทางการไหลเวียนของอากาศใหม่เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน HEPA 13 อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มั่นใจว่าอากาศจะไม่รั่วไหลผ่านตัวกรอง และยังปิดกั้นจุดรั่วที่อาจเกิดขึ้นซึ่งอาจทำให้อากาศสกปรกไหลเข้าสู่กระแสลมได้ พัดลมกรองอากาศรุ่นล่าสุดของ Dyson สามารถกำจัดอนุภาคที่มีขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอนได้ 99.95% นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบเส้นทางการไหลเวียนของอากาศยังทำให้พัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool และพัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool Formaldehyde ทำงานเงียบลงถึง 20% โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการกรองอากาศลดลง

TP09 JD WithProductLeft Imagery

Alex Knox, รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์กลุ่ม Environmental Care ของ Dyson กล่าวว่า:

ก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารที่ตรวจจับได้ยากมากและอาจตกค้างอยู่ภายในบ้านเป็นเวลาหลายปี Dyson ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถตรวจจับ ดักจับ และทำลายมลพิษเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำและประสบความสำเร็จ เซ็นเซอร์ solid-state ของเราจะไม่ลดประสิทธิภาพในการทำงานตามการเวลา จึงทำให้เครื่องสามารถมีอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน ทั้งนี้ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้สร้างความตระหนักทั่วโลกเกี่ยวกับอากาศที่เราหายใจเข้าไป ความมุ่งมั่นของ Dyson ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำให้อากาศสะอาดขึ้นผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงยังคงเป็นภารกิจหลักของเรา”

เจนเนอร์เรชั่นที่ใช้ชีวิตส่วนมากภายในอาคาร

ในทุก ๆ วัน มนุษย์สามารถสูดอากาศได้ถึง 9,000 ลิตร แม้กระทั่งก่อนที่มีการระบาดของโควิด-19 เราใช้เวลามากถึง 90% อยู่ในบ้านและอาคาร เนื่องจากบ้านของเรากลายเป็นพื้นที่ที่เรากิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทำงาน ออกกำลังกาย นอนหลับและเล่นมากขึ้น คุณภาพของอากาศที่เราหายใจเข้าไปในทุก ๆ ส่วนของกิจวัตรประจำวันของเรานั้นจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ

แหล่งกำเนิดมลพิษภายในอาคารเกิดจากหลายปัจจัยที่ปล่อยมลพิษ เช่น PM10, PM2.5, VOCs, NO2 และฟอร์มาลดีไฮด์สู่อากาศ แหล่งที่มาของมลพิษมีอยู่ในทุกมุมในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็น PM2.5 ที่ปล่อยออกมาจากการปรุงอาหาร สาร VOCs ที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หรือการปล่อยก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์อย่างต่อเนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ในห้องนั่งเล่นของเรา กลุ่มผลิตภัณฑ์พัดลมกรองอากาศ Purifier Cool รุ่นใหม่ของ Dyson ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงเทคโนโลยีล่าสุดในสามส่วนหลัก ได้แก่ การตรวจจับ การกรอง และระบบเสียง

ตรวจจับและทำลายฟอร์มาลดีไฮด์ได้อย่างแม่นยำ

นอกจากเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับอนุภาคอย่าง NO2 และ VOCs รวมทั้งตรวจจับอุณหภูมิและความชื้นที่ติดตั้งอยู่แล้ว ตัวเครื่องยังมีเซ็นเซอร์ฟอร์มาลดีไฮด์อัจฉริยะ ช่วยให้สามารถตรวจจับสารมลพิษได้อย่างแม่นยำตลอดอายุการใช้งานของเครื่อง เซ็นเซอร์ฟอร์มาลดีไฮด์สามารถเป็นแบบ gel-based ซึ่งมันอาจจะค่อย ๆ เสื่อมลงเมื่อมันแห้งตามกาลเวลา ทั้งนี้ เมื่อใช้เซลล์ไฟฟ้าที่เป็นเคมี เซ็นเซอร์ฟอร์มาลดีไฮด์ของ Dyson จึงไม่แห้ง เมื่อทำงานกับอัลกอริธึมอัจฉริยะที่เป็นเอกลักษณ์ มันจะตรวจสอบข้อมูลทุกวินาที โดยสามารถตรวจจับได้อย่างแม่นยำ ไม่สับสนกับ VOC อื่น ๆ

TP07 machineinroom imagery

ระบบตัวกรอง Selective Catalytic Oxidisation (SCO) ของ Dyson สามารถทำลายฟอร์มาลดีไฮด์ได้อย่างต่อเนื่องที่ระดับโมเลกุล ตัวกรองของตัวเร่งปฏิกิริยามีการเคลือบที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีโครงสร้างเหมือนกับแร่ cryptomelane ขนาดที่เท่ากับอะตอมหลายพันล้านของมัน มีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมที่สุดในการดักจับและทำลายฟอร์มาลดีไฮด์ให้กลายเป็นน้ำปริมาณเล็กน้อยและคาร์บอนไดออกไซด์ จากนั้นจะสร้างให้เป็นออกซิเจนในอากาศ

 

การกรองแบบ full-machine HEPA

ในพัดลมกรองอากาศรุ่นใหม่ของ Dyson ไม่ใช่แค่ระบบตัวกรองเท่านั้นที่ตรงตามมาตรฐาน HEPA H13 แต่เป็นระบบตัวเครื่อง สามารถดักจับไวรัส H1N1 และอนุภาคได้ 99.95% ที่มีขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอน เช่น สารก่อภูมิแพ้ แบคทีเรีย และละอองเกสร นักวิศวกรของ Dyson ใช้วิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้เครื่องจักรที่ปิดสนิท โดยสร้างซีลแรงดันสูงเพิ่มเติมอีก 24 จุด เพื่อป้องกันอากาศสกปรกไม่ให้ไหลผ่านตัวกรองและปล่อยออกมาในห้อง

 

Dyson Purifier Cool: ออกแบบวิศวกรรมเสียงให้เงียบลง 20%

นักวิศวกรของ Dyson ได้เพิ่มความพยายามในการลดเอาต์พุตเสียงของ Dyson Purifier Cool ลงในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพในการกรองอากาศให้บริสุทธิ์ ด้วยการออกแบบและทดสอบหลายรอบในห้องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ทดสอบเสียงภายศูนย์พัฒนา Dyson ประเทศมาเลเซีย เครื่องจักรได้รับการปรับปรุงทางวิศวกรรมใหม่ ทำให้เครื่องมีเสียงเงียบลง 20% ลดปัญหาเสียงรบกวน นักวิศวกรของ Dyson ได้ปรับปรุงเส้นทางการไหลเวียนของอากาศโดยขยายรูรับแสง (ช่องที่อากาศออกจากเครื่อง) และปรับปรุงรูปทรงซึ่งจะช่วยลดปริมาณแรงเสียดทานระหว่างอากาศและพื้นผิวของเครื่องได้ ส่งผลให้เสียงมีระดับลดลงจาก 64 เป็น 61 เดซิเบลในระดับโหมดพัดลมสูงสุด

 

เทคโนโลยี Air Multiplier

ด้วยการใช้เทคโนโลยี Dyson Air Multiplier ตัวเครื่องจึงสามารถกระจายอากาศที่บริสุทธิ์ไปยังทุกมุมห้อง การทำงานโหมดอัตโนมัติช่วยให้เครื่องสามารถรักษาระดับอุณหภูมิของห้องและคุณภาพอากาศที่ต้องการได้ ในขณะที่เครื่องสามารถควบคุมได้ทั้งหมดด้วยแอป Dyson Link และเปิดการสั่งงานด้วยเสียงได้

 

ออกแบบเพื่อการใช้งานกับสภาพแวดล้อมของบ้านจริง ๆ

พัดลมกรองอากาศของ Dyson ถูกออกแบบมาให้เข้ากับขนาดพื้นที่ของบ้านจริง ๆ โดยตามมาตรฐานอุตสาหกรรมในการทดสอบพัดลมกรองอากาศจะวัดประสิทธิภาพโดยใช้การทดสอบในห้องปฏิบัติการขนาดเล็กเพียง 12 ตร.ม. พร้อมพัดลมติดเพดานเพื่อหมุนเวียนอากาศ และเซ็นเซอร์หนึ่งตัวภายในห้องเพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศ แต่สำหรับการทดสอบของ Dyson นั้น เป็นการทดสอบแบบ POLAR ซึ่งสดสอบกับขนาดห้องที่ใหญ่ขึ้น คือขนาด 27 ตร.ม. โดยไม่มีพัดลมเสริม และใช้เซ็นเซอร์ถึงแปดตัวติดตั้งที่มุมห้องและหนึ่งเซ็นเซอร์ตรงกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศ

TP07 machinefront imagery scaled

 

 

ผลิตภัณฑ์

การทำงาน

Dyson Purifier Cool

 

 

 

Dyson Purifier Cool Formaldehyde

 

พัดลม

การตรวจจับและดักจับฟอร์มาลดีไฮด์

 

สี

White/Silver

Black/Nickel

White/Gold

Nickel/Gold

ราคา

27,900 บาท

29,900 บาท

การวางจำหน่าย

Dyson เว็บไซต์: Dyson.co.th

ร้าน Dyson Demo: สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว สยามพารากอน และไอคอนสยาม

                                                              

from:https://notebookspec.com/web/607667-dyson-pure-cool

พรีวิว Asrock X570S PG Riptide บอร์ด เรียบ คุ้ม ครบ

อีกหนึ่งเมนบอร์ดรุ่นใหม่น่าสนใจที่ทีมงานขอแนะนำคือ Asrock X570S PG Riptide ซีรีย์ใหม่สำหรับสายคุ้ม ซึ่งเน้นความเรียบหรู แต่ก็ยังมาพร้อมไฟ RGB และออปชั่นต่างๆ อย่างครบครัน ทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ และไฟ RGB ที่ครบเครื่องรองรับการโอเวอร์คล๊อคเพื่อ AMD Ryzen 5000 Series

Asrock X570S PG Riptide

Asrock X570S PG RIPTIDE เป็นอีกหนึ่งซีรีย์เมนบอร์ดในค่ายแดงที่มาพร้อมชิปเซ็ต AMD X570 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้จำนวนมาก รองรับการโอเวอร์คล๊อค รวมไปถึงมาพร้อมไฟ RGB ที่ครบครัน โดยออปชั่นเด็ดนอกจากรองรับ AMD Ryzen 5000 Series แล้ว ยังรองรับแรมบัสสูงถึง 5000+ (ในโหมด OC) รองรับ PCIe 4.0 นอกจากนั้นยังมาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN เน้นความเรียบง่ายราคาคุ้ม แต่ก็ยังมาพร้อมออปชั่นต่างๆ ที่ครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่ แต่ว่ามีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง ตามไปชมตัวจริงกันครับ

ASRock X570S PG Riptide

  • Supports AMD AM4 Socket Ryzen™ 2000, 3000, 4000 G-Series and 5000 Series Desktop Processors
  • 10 Phase, Digi Power, Dr. MOS
  • Supports DDR4 5000+ (OC)*
  • 3 PCIe 4.0 x16 Slots, 3 PCIe 4.0 x1 Slots
    1 M.2 Key-E for WiFi
  • Graphics Outputs: HDMI
  • 7.1 CH HD Audio (Realtek ALC897 Audio Codec), Nahimic Audio
  • 6 SATA3, 1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4)
    1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4 & SATA3)**
  • 3 USB 3.2 Gen2 (Front Type-C, Rear Type-A+C)
    8 USB 3.2 Gen1 (4 Front, 4 Rear), 6 USB 2.0 (4 Front, 2 Rear)
  • Killer E3100G 2.5G LAN

Asrock X570S PG 01Asrock X570S PG 02

 ASRock X570S PG Riptide มาในกล่องโทนน้ำเงินดำ พร้อมโชว์ฟีเจอร์ครบครัน

Asrock X570S PG 03

อุปกรณ์ภายในกล่องมาอย่างครบครัน ตามมารตรฐาน กระทั่งแผ่นไดร์เวอร์ แต่ที่น่าสนใจสุดคงเป็นคานสำหรับช่วยยึดการ์ดจอขนาดใหญ่ แถมมาให้ด้วย

20210531 3

ของแถมเด็ดที่เพิ่มมาในกล่องก็คือคานเสริมสำหรับค้ำการ์ดจอ ที่จะช่วยให้ติดตั้งการ์ดจอได้มั่นคงมากขึ้น

Asrock X570S PG 05

Asrock X570S PG 07 Asrock X570S PG 06 

ASRock X570S PG Riptide มาในโทนสีดำสนิท ดูเรียบๆ มีฮีทซิงค์ในส่วนของภาคจ่ายไฟและชิปเซ็ต โดยเป็นเมนบอร์ดแบบ Full Size ATX รองรับการติดตั้งอุปกรณ์ได้เยอะ เรียบๆ แต่ออปชั่นจัดว่าครบ

Asrock X570S PG 08

มาพร้อมจุดเด่นคือภาคจ่ายไฟที่มากถึง 10 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ช่วยระบายความร้อน

Asrock X570S PG 16

แรมสามารถติดตั้งได้ถึง 4 แถว แบบ DDR4 รองรับบัสสูงสุดที่ 5000 MHz ในโหมโอเวอร์คล๊อค

Asrock X570S PG 14

PCIe 4.0 แบบ x16 3 Slot และ x1 อีก 3 Slot รองรับ M.2 PCIe 4.0 2 Slot โดยสล๊อตบนจะมีฮีทซิงค์ช่วยระบายความร้อน พร้อม M.2 แบบ 2240 อยู่ขอบด้านซ้ายสำหรับต่อการ์ด WiFi แยก

Asrock X570S PG 11

ด้านหลังเมนบอร์ดจะมีจุดไฟ RGB แต่ไม่ได้มี Back Plate เสริมความแข็งแรง

Asrock X570S PG 20

พอร์ตเชื่อมต่อได้แก่

  • 1 x Antenna Bracket
  • 1 x PS/2 Mouse/Keyboard Port
  • 1 x HDMI Port
  • 1 x Optical SPDIF Out Port
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-A Port (10 Gb/s) (Supports ESD Protection)
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C Port (10 Gb/s) (Supports ESD Protection)
  • 4 x USB 3.2 Gen1 Ports (Supports ESD Protection)*
  • 2 x USB 2.0 Ports (Supports ESD Protection)
  • 1 x RJ-45 LAN Port with LED (ACT/LINK LED and SPEED LED)
  • 1 x BIOS Flashback Button with LED
  • HD Audio Jacks: Rear Speaker / Central / Bass / Line in / Front Speaker / Microphone (Gold Audio Jacks)

Asrock X570S PG 21

พอร์ต SATA จำนวน 6 พอร์ต

Asrock X570S PG 22   Asrock X570S PG 25

ASRock X570S PG Riptide เป็นเมนบอร์ดที่เหมาะกับท่านที่ต้องการเน้นงบประมาณไม่สูงมาก แต่ก็ยังมาพร้อมออปชั่น พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันไม่แม้เมนบอร์ดตัวท๊อป รองรับการโอเวอร์คล๊อคได้พอสมควร พร้อมภาคจ่ายไฟ 10 เฟส อีกทั้งยังมาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไฟ RGB ที่มีไม่มากไม่น้อย เหมาะกับท่านที่ต้องการเมนบอร์ดที่สุดสำหรับ AMD Ryzen 5000 Series อีกทั้งยังมีพอร์ต HDMI สำหรับท่านที่ใช้การ์ดจอออนบอร์ดด้วย

ASRock X570S PG Riptide มาในราคา $185 หรือราว 6,xxx บาท เรียกได้ว่าราคาดีทีเดียวเมื่อเทียบกับออปชั่นที่ได้มา

จุดเด่น

  • มาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน
  • รองรับ PCIe 4.0
  • มีที่ค้ำการ์ดจอมาให้ในกล่อง

ข้อสังเกต

  • ไม่มี Back Plate

from:https://notebookspec.com/web/606241-asrock-x570s-pg-riptide

รีวิว Lenovo Legion 7 สเปก Ryzen 9 5900HX + RTX 3080 จอ 16″ QHD 165Hz ราคา 89,990 บาท ประกันเทพ 4 ปี

Lenovo Legion 7 หนึ่งในที่สุดของ Gaming Notebook ปี 2021 สเปก AMD + NVIDIA จากฟีเจอร์ Gaming ที่ปรับเปลี่ยนมาตรฐานใหม่ ด้วยหน้าจอขนาด 16″ สัดส่วน 16:10 ความละเอียด QHD ที่ Refresh Rate 165Hz ตัวแรกของโลก ขอบเขตสีขั้นสูง พร้อมกับสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ตัวแรงที่สุด ที่เป็นเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 ใหม่ล่าสุด ที่ดีขึ้นในทุกมิติ  

และการ์ดจอแยกเองก็เป็นตัวไฮเอนด์อย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ค่า TGP 165W เทคโนโลยี 8 นาโนเมตรที่ใหม่ที่สุด ตอบสนองการทำงานหรือการเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น สนุกสนานยิ่งขึ้น ได้เทคโนโลยี Lenovo Legion AI Engine ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องสำหรับการเล่นเกมเต็มอรรถรส โดยจัดการ CPU / GPU ตามลักษณะของงาน 

Lenovo Legion 7

ที่สำคัญสำหรับฟีเจอร์ Gaming ที่ได้พัฒนามากยิ่งขึ้นกับลำโพง Harman ระบบเสียง Nahimic 3D รวมไปถึงได้เทคโนโลยี Coldfront 3.0 ที่ช่วยจัดการการระบายความร้อนผ่านพัดลมแบบ Dual Fan และช่องระบายความร้อนแบบ Quad Channel เรียกได้ว่าตอบโจทย์การทำงานมืออาชีพหรือการเล่นเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าเดิม ในส่วนของสเปกอื่นๆ ก็ได้หน่วยความจำแรมขนาด 32GB Bus 3200 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB

มีแพคเกจการรับประกัน Unbeatable Protection Pack มูลค่า 14,900.- บาท (4Y Premium Care / 2Y ADP 100% part and Service) อย่างการ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และประกันอุบัติเหตุ 2 ปี เคลมได้ 100% ซึ่งมาพร้อมกับราคาค่าตัวอยู่ที่ 89,990 บาท นับได้ว่า Lenovo Legion 7 เป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงจากทาง Lenovo ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องงานมืออาชีพและการเล่นเกมระดับ eSport ในเครื่องเดียว งบถึงจัดได้เลยไม่ผิดหวังแน่นอน 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

จากการที่ทดสอบและใช้งานจริงๆ ของ Lenovo Legion 7 ที่เป็นเครื่องขายจริงสเปกขายจริงในไทย บอกได้ถึงประสบการณ์ใช้งานจริงๆ ได้ ทั้งการเล่นเกมหลากหลายหรือทำงานประมวลผลหนักๆ รวมไปถึงทำงานนอกสถานที่ และความบันเทิงดูหนังฟังเพลงที่บ้านแล้ว บอกได้เลยว่าทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบนั้นมีความพรีเมียมดูดี เทียบสเปกราคากับรุ่นก่อนหน้านี้ของ Lenovo Legion 7 นับว่าได้ราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ พร้อมหลายๆ อย่างมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ ด้าน

ตัวเครื่องก็ร้อนน้อยจากเทคโนโลยี Legion Coldfront 3.0 และด้วยหน้าจอ 16″ สัดส่วน 16:10 พาเนล IPS เกรดสูง ที่ความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล QHD ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz พร้อมรองรับ HDR 400 นั่นก็ยอดเยี่ยมสุดๆ ได้ความใหญ่กว่า ละเอียดกว่า พื้นที่มากกว่า ลื่นไหลกว่า นอกจากนี้ระบบเสียงก็ดีเยี่ยมจากลำโพงคุณภาพสูง Harman ระบบเสียง Nahimic 3D ช่วยในการเล่นเกมได้สนุกมากยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป ชอบมากๆ  

Lenovo Legion 7

ที่สำคัญด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 ซึ่งรองรับการ Overclock ได้แรมเป็น 32GB และ SSD M.2 NVME PCIeความจุ 2TB ได้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นเทียบเคียงกับสเปกขายจริง  เหลือเฟือในการใช้งานพื้นฐาน หรือแม้แต่การใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ประทับใจสุดๆ เลยก็คือการปรับโหมดเพียง Fn + Q เท่านั้น พร้อมเทคโนโลยี Lenovo Legion AI Engine นับว่าง่ายต่อการใช้งานสุดๆ จากการที่ระบบช่วยจัดการ CPU / GPU ที่เหมาะสม

Lenovo Legion 7

อีกทั้งมี Windows 10 Home มาให้พร้อมใช้งานด้วย ประกันก็เป็นแบบ 4 ปี On-site Service ซึ่งยาวนานที่สุด พร้อมบริการหลังการขายอื่นๆ อาทิ ประกันอุบัติเหตุแบบเคลม 100% ระยะเวลา 2 ปีเต็มๆ มีเครื่องสำรองระหว่างรอเครื่องเคลม หรือบริการโทรศัพท์ Call Center 24/7 อีกด้วย ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์ ในเรื่องของบริการหลังการขายที่เรามั่นใจได้มากกว่า นาทีนี้ใครกำลังจะซื้อ Gaming Notebook ปี 2021 ในงบไม่เกิน 90,000 บาท รุ่นนี้ต้องเป็นตัวเลือกแรกๆ แน่นอน 

Lenovo Legion 7

จุดเด่น Lenovo Legion 7

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามเรียบหรู งานประกอบแน่นวัสดุดีเยี่ยม แนวทางแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ
  • ตัวเครื่องเล็กกระชับ แม้จะเป็นหน้าจอ 16″ แต่ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบทำให้มีมิติใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″
  • ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยชิปประมวลผลตัวท็อป AMD Ryzen 9 5900HX สนับสนุนการ Overclock ในตัว
  • การ์ดจอแยกตัวแรงสุด NVIDIA GeForce RTX 3080 ทรงพลังในการเล่นเกมหรืองาน 3 มิติ ค่า TGP 165W
  • หน่วยความจำแรมขนาด 32GB แบบ 16GB x 2 แถว เหลือเฟือกับทุกๆ การใช้งานที่หลากหลาย
  • ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วแรงระดับสูง และความจุที่ใหญ่โตถึง 2TB
  • ประสิทธิภาพในการเล่นเกมหรือทำงานมีความลื่นไหล จากเทคโนโลยี Lenovo Legion AI Engine
  • หน้าจอ 16″ 16:10 คุณภาพสูงพาเนล IPS, QHD รองรับ HDR 400 / Refresh Rate 165Hz 
  • คีย์บอร์ด Legion TrueStrike Keyboard พร้อมไฟ Corsair iCUE RGB แบบ Per-key สวยงาม
  • ตัวเครื่องจัดเต็มด้วยไฟ RGB ทั้งตัวเครื่องด้านหน้า และช่องระบายความร้อน
  • มีฟีเจอร์ Tobii Horizon ช่วยเรื่องการใช้งานต่างๆ การเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกม
  • มาพร้อม Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง
  • มีพอร์ตมากมายอาทิ 3 x USB 3.2 Type-C และ 3 x USB 3.2 Type-A และอื่นๆ 
  • ลำโพงคุณภาพเสียงดีจาก Harman Kardon + ระบบเสียง Nahimic Audio น่าประทับใจ
  • ความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานหนักๆ จัดว่ามีอุณหภูมิที่ควบคุมจาก Legion Coldfront 3.0
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดยาวนานประมาณ 7:30 ชั่วโมง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถ้าเทียบกับความแรง
  • มีแพคเกจการรับประกัน Unbeatable Protection Pack มูลค่า 14,900.- บาท (4Y Premium Care / 2Y ADP 100% part and Service)

ข้อสังเกต Lenovo Legion 7

  • ราคาค่อนข้างสูง และตอนนี้ยังมีเพียงสเปกเดียวให้เลือกซื้อ เหมาะกับคนที่วางงบไว้สูง
  • น้ำหนักตัวเครื่องและอแดปเตอร์ค่อนข้างหนัก (จ่ายไฟ 300W) แต่อยู่ในเกณฑ์รับได้เพราะจอเป็น 16″

Specification

สเปกอาร์ดแวร์เต็มๆ ของ Lenovo Legion 7 เป็นชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 9 5900HX ความเร็ว 3.30 – 4.40 GHz สถาปัตยกรรม Zen 3 (Cezanne) ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ร้อนน้อยลงด้วย พร้อมการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 (8GB GDDR6) ค่า TGP 165W ที่ให้ความแรงลื่นทั้งในการทำงานหรือเล่นเกมเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนๆ พร้อมรองรับการ Overclock ทั้งคู่

Lenovo Legion 7 16ACHG6 82N6000YTA

ได้ที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ติดตั้งมาแบบ 1TB x 2 ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ DDR4 Bus 3200 MHz ติดตั้งมาแบบ 16GB x 2 แถว (อัพได้สูงสุด 32GB) แน่นอนว่าสเปกแบบนี้ใช้งานทั่วไปพื้นฐานลื่นไหลแน่นอน ได้หน้าจอขนาด 16″ แบบด้าน ขอบหน้าจอบางพิเศษเป็น ความละเอียด Quad HD (2560 x 1600 พิกเซล) ที่สัดส่วน 16:10 พาเนล IPS มี Refresh Rate รองรับ 165Hz ที่ 3ms ให้สีสันสวยงามและมุมมองที่กว้าง เหมาะกับการทำงานหรือเล่นเกม

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) แบบ E-Shutter และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 3 x USB 3.2 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45, Headset อีกทั้งรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ  Killer Wi-Fi AX1650 (2×2) เพื่อการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ดีกว่ารุ่นทั่วไปชัดเจน

ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Home แท้ พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น ประกันยาวนานถึง 4 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงมีประกันอุบัติเหตุแบบเคลม 100% ในระยะเวลา 2 ปี และมีเครื่องสำรองระหว่างใช้งาน อีกทั้งมี Call Center 24/7 ด้วย

Lenovo Legion 7 16ACHG6-82N6000YTA ราคา 89,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T : 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P
  • RAM : 32GB DDR4 3200 MHz (16GB x 2) 
  • DISPLAY: 16″ 16:10 IPS QHD (2560 x 1600) @ 165Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 2TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 4Y Premium Care (On-site) / 2Y ADP 100% part and Service

เสริมความมั่นใจให้กับเหล่าเกมเมอร์อีกขั้นด้วยแพคเกจประกัน Unbeatable Protection ใหม่ล่าสุดครั้งแรกของประเทศไทยกับ Gaming Laptop Premium Service Level ที่ให้การรับประกันยาวนานสูงสุดถึง 4 ปี การันตีคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ทุกชิ้นส่วนถูกผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการเลือกสรรและทดสอบมาอย่างดีที่สุด เสริมมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น

แพคเกจ Unbeatable Protection Pack ราคา 14,900 บาท

ประกันแบบ Premium Care ระยะเวลา 4 ปี

  • การสนับสนุนแบบ 24/7
  • พนักงาน Call Center เป็นผู้ชำนาญการด้านเทคนิคโดยเฉพาะ
  • รับประกันการซ่อมแบบ on-site next business day
  • เวลาทำการบริการ on-site ระหว่าง 9 AM- 9PM

การคุ้มครอง Lenovo Accidental Damage Protection (ADP) 2 ปี

  • การคุ้มครองด้านอุบัติเหตุแบบ Ultimate ADP
  • 100% ดูแลด้านชิ้นส่วนและบริการ

Hardware / Design

Lenovo Legion 7 ต้องบอกเลยว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก Lenovo Legion รุ่นก่อนๆ อีกหนึ่งสุดยอด Gaming Notebook ตัวท็อปประจำปี 2021 ของ Lenovo ที่มาพร้อมความแตกต่างจากดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย แนวทำงานที่พกพาไปใช้งานได้ทุกที หรือเล่นเกมที่บ้านก็มีความลงตัว ซึ่งเป็น Gaming Notebook รุ่นแรกของโลก ที่ใช้สเปกหน้าจอความละเอียด Quad HD ที่ 2560 x 1600 พิกเซล ซึ่งมีความละเอียดมากกว่า Full HD ที่ 1920 x 1080 แบบเดิมๆ 

Lenovo Legion 7

ได้สัดส่วนที่มากกว่าเป็น 16:10 พาเนลเป็น IPS คุณภาพสูง ได้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB 100% รองรับ Refresh Rate ที่ 165Hz / 3ms ให้ทั้งความลื่นไหลและคุณภาพดีสีสันสวยงามสมจริง อีกทั้งยังแสดงผลมาตรฐาน HDR 400 ได้ด้วย เหมาะสมที่สุดสำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงอื่นๆ ที่สำคัญยังมีดีไซน์ขอบจอที่บางเฉียบ ส่งผลให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นแบบรู้สึกได้ ในดีไซน์การออกแบบขนาดเทียบเท่า Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีน้ำหนักมากขึ้นเล็กน้อยที่ 2.5 กิโลกรัม

Lenovo Legion 7

ส่งผลให้ดีไซน์รวมๆ ของตัวเครื่องมาพร้อมกับสีสัน Storm Grey ที่ให้ความพรีเมียม โดยมีมิติที่เล็กกระชับ ด้วยความบางเพียง 20.10 – 23.50 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.50 กิโลกรัม (ชั่งจริง) ซึ่งเป็นจุดที่สมดุลทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการเล่นเกม และความสามารถในการพกพาได้อย่างลงตัว กับ Gaming Notebook ราคาระดับสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ที่ไม่ได้เน้นแต่ความคุ้มค่าอย่างเดียว แต่อยากได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดด้วย จากตัวเครื่องฮาร์ดแวร์คุณภาพสูง เชื่อได้เลยว่าน่าจะถูกใจหลายๆ คน

Lenovo Legion 7

ตอบโจทย์คนอยากได้โน๊ตบุ๊คเอาไปเล่นเกม แต่ไม่อยากได้ดีไซน์ Gaming ที่ดูจริงจังอย่างสีแดงฉูดฉาดมากเกินไป เพราะเครื่องเดียวกันนั้นต้องพกพาไปใช้งานด้วย ด้วยความที่สเปกเองก็แรงลื่นเอาไปทำงานหนักๆ อย่างโปรเซสไฟล์ภาพถ่ายหรือตัดต่อวีดีโอก็ได้แบบสบายๆ โดยวัสดุที่ใช้ในการประกอบตัวเครื่องนั้นเป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูง ให้สัมผัสที่ดีอีกทั้งยังทนทานไม่เป็นรอยง่ายๆ งานประกอบรวมก็มีคุณภาพมาตรฐาน มีโลโก้ตามสไตล์ของ Lenovo Legion ในส่วนของตำแหน่งต่างๆ 

Lenovo Legion 7

ตอกย้ำการออกแบบและดีไซน์ตัวเครื่องที่ให้มีความเรียบง่าย อย่างสีเทาด้านโดยมีโลโก้ ตัว Y ขนาดใหญ่ (มีไฟ RGB เปล่งออกมาเมื่อต่อกับอแดปเตอร์) ที่เป็นสัญลักณ์ของ Legion ที่ฝาหลังและบานพันแบบแกนเดียวขนาดใหญ่เป็น ซึ่งขอบบานพับมีโลโก้ Y เช่นกัน พร้อมกันนั้นก็มีโลโก้ของ Lenovo อยู่ 2 ตำแหน่งคือด้านท้ายของตัวเครื่องนอกและด้านในตัวเครื่อง ส่วนด้านล่างตัวเครื่องก็จะเป็นช่องดูลมเย็นขนาดใหญ่ พร้อมยางรองยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ซึ่งมีคำว่า Legion ติดตั้งเอาไว้อยู่

Lenovo Legion 7

อัปเกรดระบบควบคุมอุณหภูมิและระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 3.0ให้ระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้น ผ่านพัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ที่ติดตั้งใบพัดโพลีเมอร์คริสตัลและท่อนำความร้อนขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมช่องระบายความร้อนใต้สวิตช์คีย์บอร์ด ทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด มีการติดตั้งแผ่นโลหะที่ Cover ทั้ง CPU / GPU แบบเต็มพื้นที่ด้วยพร้อมเทคโนโลยี Vapor Chamber ทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อน 4 ทิศทาง โหมดอัจฉริยะใหม่ AI เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม หรือทำงานทั่วไปแล้วพัดลมไม่หมุนเลยก็ได้

Lenovo Legion 7

สรุปโดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุของ Lenovo Legion 7 รุ่นใหม่นั้น ทำได้ดีตามมาตรฐานของ Lenovo ที่ทุกคนมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความเฉียบคมและดุดัน ที่จะเอาไปทำงานก็ลงตัวไม่ Gaming จนเกินไป รวมไปถึงการเลือกใช้ไฟคีย์บอร์ดเป็นไฟ RGB แบบ Per-key ซึ่งดีกว่าทุกๆ รุ่น ปรับแต่งผ่านทางซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage อีกทั้งล้ำกว่นรุ่นอื่นๆ ด้วยไฟ RGB รอบๆ ตัวเครื่องทั้งด้านหน้าด้านข้าง รวมไปถึงช่องระบายความร้อน 4 ช่อง 

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 23
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 35
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 38
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 48
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 49
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 68
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 84
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 85
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 87

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ด Lenovo Legion TrueStrike ของ Lenovo Legion 7 โดดเด่นด้วยสวิตช์ซอฟต์แลนดิ้งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ให้กดที่ลึกขึ้นและมีแรงเท่า ๆ กัน ได้ความแม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น พร้อมไฟ Corsair iCUE RGB แบบ Per-key รองรับ Anti-Ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด อีกทั้งมีความแข็งแรงทนทาน

Lenovo Legion 7

จุดเด่นเลยก็คือ Q Control 4.0 สำหรับการรีดประสิทธิภาพหรือเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ เราสามารถเลือกปรับโหมดได้เองระหว่างโหมดการรักษาอุณหภูมิ Quiet ที่เน้นการใช้งานที่เงียบ ส่วน Auto คือ ปรับแต่งตามการใช้งานและ Performance ที่พร้อมเร่งประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการกดปุ่ม Fn + Q ที่ง่ายๆ นอกจากนี้ยังสามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน จากการที่ควบคุมความเร็วพัดลมและแรงดันไฟฟ้า (Overclock)

Lenovo Legion 7

ในส่วนของทัชแพดนั้นได้รับการออกแบบมาใหม่ที่ดูแล้วเรียบง่าย ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่โตกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ชัดเจน ที่ 23% ลักษณะเป็นแบบซ่อนปุ่มคลิ๊กซ้ายขวาให้เป็นเนื้อเดียวหัน ดูแล้วมีความสวยงามไม่น้อยเลยสำหรับการดีไซน์ออกแบบ โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกการใช้งานที่ดี ที่สำคัญเรายังสามารถปิดทัชแพดและปุ่ม Windows แบบอัตโนมัติเมื่อเราเข้าสู่การเล่นเกม ผ่านทางฟีเจอร์นี้ในซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ที่ตอบโจทย์ในการเล่นเกมอย่างแท้จริง 

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 64
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 65
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 66

Screen / Speaker

ในส่วนของหน้าจอ Lenovo Legion 7 เป็นแบบด้านที่ลดแสงสะท้อนขนาด 16″ บนความละเอียดในระดับ Quad HD หรือ 2560 x 1600 พิกเซล (ความหนาแน่นของพิกเซล 34%) สัดส่วนก็มากกว่าที่ 16:10 พาเนลยังเป็น IPS คุณภาพสูง ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz / 3ms รองรับ NVIDIA G-Sync และ AMD FreeSync ได้ความลื่นไหลกว่าแบบรู้สึกได้แม้จะนำไปใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตก็ตาม ให้การแสดงผลที่สมจริงมุมมองกว้างกว่าพวกโน๊ตบุ๊คที่เป็นพาเนล TN เหมาะการใช้งานทุกประเภทแน่นอน พร้อมรองรับเทคโนโลยี VESA DisplayHDR 400 / Dolby Vision

Lenovo Legion 7

เมื่อลองใช้งานจริงแล้วให้ประสบการณ์ใช้งานระดับที่น่าประทับใจ ทั้งการเล่นเกม ดูหนัง หรือชมวีดีโอจาก Youtube ก็สามารถมอบประสบการณ์ความบันเทิงให้อย่างดี เรียกได้ว่า Lenovo Legion 7 ยังคงรักษามาตรฐานของ Gaming Notebook เหมือนรุ่นอื่นๆ ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ E-Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น การใช้งานก็ง่ายมากๆ ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น ซึ่งปุ่มนี้ติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านขวา

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 55
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 51
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 54

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS เกรดสูง ด้วย Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 91% และ AdobeRGB ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยม ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐาน เอาไปทำงานข้างนอกสบายๆ เหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก ใครที่จริงจังด้านสีสันถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่น่าสนใจรุ่นนึงทีเดียว

s4

s1
s2
s3

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางของหน้าจอมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องมุมซ้ายและขวาบนลดลงไปที่ระดับ 8% ทำให้ต้องใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.5 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตราฐานทั่วไปมาก เหมาะสำหรับคนเอามาทำงานมืออาชีพหรือเล่นเกมแบบจริงจัง

Lenovo Legion 7

นอกจากหน้าจอที่สวยงามแล้ว ระบบและการออกแบบลำโพงที่เป็นจุดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยลำโพงขนาดใหญ่จากแบรนด์ Harman Kardon แบบ 2 x 2W แยกซ้ายขวาที่ติดตั้งบริเวณขอบตัวเครื่องด้านหน้าจำนวน 2 ตัว ซึ่งได้คุณภาพเสียงที่ดีมาก พร้อมระบบเสียง Nahimic แบบ 3 มิติ ที่จะเข้ามาเสริมพลังเสียงให้หนักแน่น เต็มอิ่ม และดังเพียงพอสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ความบันเทิงให้กับคนรอบข้าง รวมไปถึงมีซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งเพิ่มเติ่มได้ เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ที่สำคัญมีฟีเจอร์ Sound Tracking ช่วยให้เราจับทิศทางในเกม FPS ได้ดีขึ้น และการเชื่อมต่อ Bluetooth ยังรองรับ 2 อุปกรณ์พร้อมกันด้วย  

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 79
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 83
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 80

na

Connector / Thin And Weight

Lenovo Legion 7 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 16″ ที่มีตัวเครื่องใกล้เคียงกับหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A, 3 x USB 3.2 Type-C (1 x รองรับ DisplayPort และ Power Delivery), 1 x HDMI 1.4, LAN RJ45 และ Mic-in/Headphone-out โดยตัวพอร์ตเองมีทั้งด้านข้าง 2 ข้าง และด้านหลัง เรียกได้ว่ามีการจัดว่าอย่างลงตัว เหมาะสมกับการใช้งานจริง โดดเด่นสวยงามไม่ซ้ำใครด้วยไฟสีขาวตามโลโก้พอร์ตด้านหลัง

Lenovo Legion 7

พร้อมใส่สัญลักษณ์ตามพอร์ตต่างๆ เอาไว้ แต่ในส่วนของ Card Reader ไม่มีมาให้ อีกทั้งมีปุ่ม Restore Windows มาให้เหมือนเดิม พร้อมรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Killer Wi-Fi AX1650 (2×2) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมีความสเถียร กว่าการเชื่อมต่อมาตรฐาน Wi-Fi 5 AC แบบรุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังเชื่อมต่อได้ดีกว่าด้วยฟีเจอร์ Killer Wi-Fi ที่เราสามารถเลือกปรับแต่งเพื่อการเล่นเกมหรือใช้งานอื่นๆ ได้แบบยืดหยุ่น

Lenovo Legion 7

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 15.6″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่ค่อนข้างใหญ่โตพอสมควรกับการจ่ายไฟที่ 300W ตามสไตล์ของโน๊ตบุ๊คที่สเปกแรงก็ต้องใช้กำลังไฟที่สูงด้วย ส่วนของการพกพาทำได้น่าพอใจไม่แพ้ Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ด้วยน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ก็จัดว่ามีความหนักขึ้นมาที่ 3.5 กิโลกรัม เพราะตัวอแดปเตอร์เองก็ใหญ่โตทีเดียว ตามสไตล์ของ Lenovo แต่ก็ถือว่าพอพกพาไปไหนมาไหนได้บ้าง 

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 22
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 30
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 1

Inside / Upgrade

การแกะงัดเพื่อเครื่องนั้นสามารถที่จะทำได้ค่อนข้างง่าย เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ส่วนวางอย่างลงตัว งานประกอบก็เรียบร้อยมากๆ โดยตัวเครื่องนั้นจะเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุอยู่ที่ 4800 mAh ซึ่งภายในเกือบทุกชิ้นส่วนจะมีการติดตั้งแผ่นโลหะเอาไว้เพื่อเสริมความแข็งแรงด้วย สำหรับในส่วนของแรมนั้นจะต้องถอดเอาที่ครอบออกก่อนจากนั้นก็จะเห็นหน่วยความจำแรม โดยตัวเครื่องนั้นจะมี 16GB x 2 แถว เราสามารถที่จะอัปเกรดหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 32 GB ซึ่งก็ติดตั้งมาเต็มที่แล้ว พร้อมติดตั้ง SSD M.2 มาแล้ว 2TB แบ่งออกเป็น 1TB x 2 นั่นเอง

Lenovo Legion 7

ระบบระบายความร้อนนั้นมีทิศทางการไหลของลมที่ดีขึ้นจากเดิมพอสมควร ด้วยการออกแบบให้มีชุด Vapor Chamber Cooling  ที่ช่วยระบายอากาศร่วมกับพัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ แยกกันระหว่าง CPU และ GPU ทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อนถึง 4 ช่อง และผ่านใบพัดโพลีเมอร์คริสตัลเหลว พร้อมด้วยโลหะปกคลุมทั้งหมด เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวนที่ดังเกินไปอีกด้วย เรียกได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อน แต่จะดีขึ้นหรือเปล่านั้นไปติดตามกันต่อดู แต่บอกได้เลยว่า Gaming Notebook ที่งานประกอบภายในเนี๊ยบจริงๆ

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 17

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 6
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 8
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 13
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 14
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 15
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 16

Performance / Software

Lenovo Legion 7 มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวแรงระดับบนสุดในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 4000H รุ่นก่อนหน้า ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 ที่พัฒนาไปในหลายๆ ส่วน โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.30 – 4.60 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W + จนไปถึง 54W ทีเดียว

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 5000H อย่าง Ryzen 9 4900H แน่นอน พร้อมได้แรมขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz (13GB x 2) ใช้งานได้ทันที จัดเต็มอย่างที่เราไม่จำเป็นต้องอัปเกรดภายหลังเลย

c1.   c2    

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 (8GB GDDR6) สถาปัตยกรรม Ampere โดยเป็น RTX เจนที่ 2 พร้อมค่า TGP 165W ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เทียบเคียงอย่าง GeForce RTX 2080 Super ได้ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ทุกประเภท ทั้งตัวหนาหนักและบางเบา รองรับ Ray Tracing ช่วยเพิ่มคุณภาพการแสดงแสงเงาให้แม้แต่เกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น ที่ความละเอียด QHD

gg1. g1 

 

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900H / Intel Core i9-10980HK ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก RTX 3080 เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15.   cine20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าประทับใจมากๆ บนขนาดความจุ 2TB แบบ 1TB x 2 มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD ที่เป็น   M.2 SATA 3แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3415MB/s และเขียนที่ 3089 MB/s ความเร็วถือว่าทำได้ดีเยี่ยมยอด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook สมราคาที่ได้ SSD ระดับสูง

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 7,209 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ด้วยการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุด จากชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบนอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คตัวท็อปรุ่นปีก่อนๆ มากพอตัวระดับเทียบเท่า Desktop ไฮเอนด์ไปแล้ว ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ

pc10

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม12,414 ที่นับว่าเป็นเกณฑ์ที่สูงมากจริงๆ ซึ่งเน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน จัดว่าเป็น Gmaing Notebook อีกรุ่นที่มีคะแนนระดับ Desktop ตัวท็อปสบายๆ

3d

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (Frame Rate per Second = fps) จากทั้ง 6 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 90 FPS ขึ้นไปในทุกๆ เกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce RTX 3080 ออกมาได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับยังใช้แรม 32GB DDR4 Bus 3200MHz รวมไปถึง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 2TB ก็ส่งผลช่วยด้วย

game test

ทดสอบเกมประเภทออฟไลน์อย่าง Resident Evil 8 / GTA V / Battlefield V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด QHD 2560 x 1600 พิกเซล (สัดส่วน 16:10)ได้อย่างลื่นไหล เรียกได้ว่าได้ภาพที่สวยงามกว่า ละเอียดกว่า พื้นที่มากกว่า Full HD 1920 x 1080 แบบเดิมๆ (สัดส่วน) โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุด แถมไม่กินทรัพยากรเครื่องจนเกินไปด้วย ซึ่งถ้าต้องการเล่นให้ลื่นไหลกว่านี้แนะนำให้ปรับกราฟิกลงมากลางๆ หน่อย

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 60

เกมออนไลน์อย่าง SCUM ที่กินสเปก รวมถึง DOTA 2 และ PUBG ที่เบาลงมา ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 2560 x 1600 พิกเซล เช่นกัน ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทก็ลื่นไหลเช่นกัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แต่ก็อย่าลืมปรับโหมด Q-Control เป็น Auto หรือถ้าให้ดีที่สุดต้องเป็น Performance ฮาร์ดแวร์เองจะได้ Overclock ด้วย

v1

แน่นอนว่ามาพร้อมซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage มีในส่วนเรื่องเช็คการทำงานของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง อาทิ Macro Key ที่ตั้งค่าไว้ได้ ระบบพลังงานต่างๆ และฟีเจอร์มีเดียต่างๆ เช่นกล้องและไมค์ อีกทั้งตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย นับได้ว่า Lenovo Vantage เป็นซอฟต์แวร์ Ultility ติดเครื่องที่ดีและใช้งานจริงได้

ae43903c7e4acd03 800x800ar

t1
t2
t3

Tobii Horizon คือระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาและใบหน้าแบบ 6DoF head tracking ซึ่งติดตั้งมาใน Gaming Notebook เครื่องนี้เป็นรุ่นแรกๆ โดยจะใช้ดวงตาและใบหน้าของเราเองควบคุมการทำงานบนหน้าจอมอนิเตอร์ อีกทั้งยังสามารถใช้เล่นเกมที่รองรับระบบนี้ได้อีกด้วย ฟีเจอร์ความสามารถจับภาพความเคลื่อนไหวของดวงตาในแบบ 3 มิติ ได้แม่นยำมาก ในระดับที่สามารถตรวจจับได้ว่าคุณกำลังมองอะไรอยู่ ทั้งการเล็งปืนในเกม Action ต่าง ๆ หรือแม้แต่เกมขับรถอย่าง Euro Truck Simulator 2 Simulation เพื่อมองกระจกต่างๆ ในขณะที่ใช้จอยปกติควบคุมเกมอยู่

Battery / Heat / Noise

Lenovo Legion 7 นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ประมาณ 4800 mAh ซึ่งจะว่าไปแล้วนั้นก็มีความจุที่ใหญ่กว่า Gaming Notebook ทั่วไปแต่เมื่อมาดูประสิทธิภาพโดยรวมของอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แล้วถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียวเลย โดยสามารถใช้งาน Wi-Fi เพื่อท่องเว็บได้ยาวนานประมาณ 7:30 ชั่วโมง ซึ่งหากดูตามกราฟแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าทำเวลาได้ใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คที่บางเบาเน้นพกพาเลยก็ว่าได้ คาดว่าจะเป็นเพราะการจัดการพลังงานที่ดีของ Lenovo และชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H รุ่นใหม่ จากเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตรนั่นเอง

batt4

ส่วนของอุณหภูมิตัวเครื่องโดยรวมถือว่าสามารถที่จะทำได้ดีขณะที่เราเล่นเกมทดสอบเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเล่นเกมที่เน้นชิปประมวลผลกับการ์ดจอแยกพบว่าระดับของอุณหภูมิในจุดต่างๆ ของตัวเครื่องจะเพิ่มขึ้นมาน้อยมาก จุดที่มีอุณหภูมืที่หนักที่สุดจะอยู่ที่ ตรงกลางขอบเครื่องด้านหลัง แต่ก็ใช้เวลาถ่ายความร้อนออกไปได้ไม่นานมากเท่าไรนักเมื่อเราใช้งานทั่วไป จากการที่มีพัดลมสองตัวพร้อมฮีตไปป์ขนาดใหญ่เป่าออกด้านหลังด้านข้าง 4 ทิศทาง และเทคโนโลยี Lenovo Legion Coldfront 3.0 ช่วยจัดการได้อย่างเยี่ยมยอด

อุณหภูมิภายในดูจากโปรแกรม Hardware Monitor เผยถึงชิปประมวลผลโดยมีความร้อนสูงสุดคือ 99 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอร้อนที่สุดที่ 76 – 77 องศาเซลเซียสเท่านั้น ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมยาวๆ หลายเกมต่อเนื่อง เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่เย็นมากๆ ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่องไม่เสียหายหรือเล่นเกมใช้งานมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีเยี่ยมทีเดียว ทั้งนี้ในการใช้งานทั่วไปตามปกตินั้น (เช่นท่องเว็บ, พิมพ์งาน ฯลฯ) เราจะแทบไม่ได้ยินเสียงของระบบระบายความร้อนเลยแม้แต่น้อย

temp2

ยอมรับว่า Lenovo ทำการบ้านมาดีมาก ทำงานได้ค่อนข้างเบาและเงียบทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อไรก็ตามที่เราต้องใช้การทำงานทั้งจาก CPU และ GPU (เช่นการเล่นเกม) เรื่องของเสียงพัดลมนั้นจะไม่มีเสียงดังรบกวนจนเกินไปนัก แม้ว่าจะใช้งานหนักๆ ก็ตาม นอกจากนี้ยังมี Lenovo Legion AI Engine ซึ่งเป็นระบบของ AI ที่ให้เฟรมเรตสูงสุดในเกมระดับ AAA ในปัจจุบัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดโดยตัวเครื่องไม่ร้อนจนเกินไป 

Conclusion / Award

Lenovo Legion 7 เป็น Gaming Notebook ปี 2021 ที่น่าซื้อมากๆ ถ้างบประมาณในการซื้อถึง จากการที่ได้สเปคสุดแรง AMD Ryzen 9 5900HX รุ่นล่าสุด ประสิทธิภาพสูงสุดในคลาส ซึ่งทั้งแรงขึ้นร้อนน้อยแบตยาวนานได้อีก แม้ในตอนนี้ยังมีสเปกขายจริงสเปกเดียว คือ Ryzen 9 5900HX ซึ่งรองรับการ Overclock ส่วนการ์ดจอได้เป็น NVIDIA GeForce RTX 3080 มีค่า TGP 165W !!! เรียกได้ว่าเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ดีขึ้นทั้งประสิทธิภาพ ร้อนน้อยลง และแบตยาวนานขึ้น ในเครื่องเดียว ได้แรมขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe ความจุ 2TB ที่จัดเต็มในทุกมิติของฮาร์ดแวร์ภายในจริงๆ

Lenovo Legion 7

โดยตัวเครื่องรุ่นนี้แม้จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม ซึ่งหนักกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ในขนาดหน้าจอ 15.6″ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะได้หน้าจอ 16″ ความละเอียด QHD ที่ 2560 x 1600 พิกเซล Refresh Rate ที่ 165Hz ตัวแรกของโลก โดยได้พาเนล IPS เกรดสูง มีขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100% รองรับทั้งการทำงานแบบมืออาชีพหรือเล่นเกมแบบจริงจังที่มากกว่า พร้อมเทคโนโลยีจัดเต็มด้วย Lenovo Legion Coldfront 3.0 ที่ช่วยควบคุมความอุณหภูมิ และฟีเจอร์ Q Control 4.0 สำหรับการรีดประสิทธิภาพหรือเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น บนตัวเครื่องโลหะที่เแข็งแรงทนทาน

Lenovo Legion 7

Legion TrueStrike Keyboard โดดเด่นด้วยสวิตช์ซอฟต์แลนดิ้งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ให้กดที่ลึกขึ้นและมีแรงเท่า ๆ แม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น พร้อมไฟ Corsair iCUE RGB แบบ Per-key รองรับ anti-ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms ทนทานมากขึ้นด้วยการเคลือบสารให้คุณสมบัติต้านทานการเสียดสีและการสึกกร่อน นอกจากนี้ยังได้ไฟ RGB รอบๆ ตัว ทั้งขอบตัวเครื่องด้านหน้า ด้านข้างรวมไปถึงช่องระบายความร้อนทั้ง 4 ช่องที่ล้ำไม่ซ้ำใคร โดยแบตเตอรี่ให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นใช้ได้นานถึงประมาณ 7:30 ชั่วโมง ในการปรับโหมดเป็นประหยัดพลังงาน เมื่อเราใช้งานดู Youtube ผ่านทาง Microsoft Edge จริงๆ

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 119

ที่โดดเด่นเหนือชั้นก็คือ Lenovo Legion AI Engine ซึ่งเป็นระบบของ AI ที่ให้เฟรมเรตสูงสุดในเกมระดับ AAA ในปัจจุบัน สามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน สมกับเป็น Gaming Notebook มีความเป็น Legion ที่ไม่ใช่แค่สวยงามดุดันแต่เน้นประสิทธิภาพด้วย ทำให้ไม่ว่าเราจะใช้งานทั่วไปอย่าง ดูหนังฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต ทำงานเอกสารลื่นไหลแน่นอน รวมไปถึงเอาไปทำงานตัดต่อวีดีโอโปรเซสไฟล์ภาพก็สบายๆ เรียกได้ว่าท้ังการทำงานแบบมืออาชีพที่เหนือกว่า หรือการเล่นเกมที่จริงจังกว่านั้น ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 114

โดยรุ่นที่เรานำมาทดสอบทั้งหมดเป็นเครื่องขายจริงแล้ว ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่ 89,990 บาท ได้ประกันเทพ 4 ปี ใช้งานได้ยาวๆ สเปกเองก็เป็นกลุ่มโน๊ตบุ๊คระดับท็อปสุดในตลาดประเทศไทย ถือว่าเป็น Gaming Notebook ได้สเปกที่น่าสนใจทีเดียว เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงทั้งด้วยชิปประมวลผลและการ์ดจอ ขอบจอบางเฉียบ ดีไซน์เน้นเรียบๆ ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง พร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม ได้คุ้มค่าคุ้มราคาถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามใครคนไหนที่กำลังมองหา Gaming Notebook ระดับบนที่มีความสดใหม่สุดๆ บอกได้เลยว่า Lenovo Legion 7 เป็นคำตอบครับ งบถึงจัดได้ไม่ผิดหวัง

Lenovo Legion 7

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 16 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Lenovo Legion 7 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Gaming

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Lenovo Legion โน๊ตบุ๊คสาย Gaming ซึ่งล่าสุดได้ขนาด 16″ ในมิติตัวเครื่อง 15.6″ ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Lenovo Legion 7 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามเรียบหรูดูเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม อีกทั้งยังพกพาไปทำงานได้ลงตัว วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ได้ไฟคีย์บอร์ดเป็น RGB Per-key และไฟ RGB รอบๆ ตัว จัดเต็ม พร้อมระบบระบายความร้อนที่เหนือชั้นกว่า รองรับการ Overclock เร่งความแรงไปอีก ทำให้เป็นอีกหนึ่ง Gaming Notebook ที่หลายคนจับตามองทีเดียว 

award new Gaming

Best Performance

ด้วยสเปก Lenovo Legion 7 ชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ตัวแรงตัวล่าสุด ที่มาพร้อมกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 แบบ Max-P ที่มีค่า TGP 165W เป็นอีกรุ่นนึงที่มากสุดในตลาด รองรับการ Overclock ทั้ง CPU / GPU แรมขนาด 32GB แบบ DDR4 รวมไปถึง SSD M.2 ความเร็วสูง ที่ความจุ 2TB ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ นอกจากนี้ยังได้ Q-Control 4.0 ในการครบคุมที่ง่ายดายด้วย ตอบโจทย์คนทำงานหรือคนเล่นเกมได้ทั้งหมด

award new performance

Best Multimedia

ไม่ใช่แค่ได้หน้าจอ 16″ แต่เป็นพาเนลคุณภาพสูง ความละเอียดสูง ที่ลื่นไหล 165Hz รองรับ HDR ทำให้เล่นเกมก็ภาพสวย ดูหนังที่รองรับก็เต็มอารมณ์ พร้อมเรื่องความบันเทิงก็ทำได้ดีจากลำโพง Harman พร้อมระบบเสียง Nahimic ที่จะเข้ามาเสริมพลังเสียงให้หนักแน่น เต็มอิ่ม และดังเพียงพอสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนรอบข้างได้ มาพร้อมด้วยการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนครบครัน ทั้งพอร์ต USB-A ที่ให้มาถึง 3 พอร์ต / USB-C ก็มีอยู่ 3 พอร์ต ซึ่งต่อหน้าจอแยกและชาร์จไฟเข้าเครื่องได้ด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่า 7:30 ชั่วโมงอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Lenovo Legion 7 จะได้รางวัลนี้ไป

award new multi media

from:https://notebookspec.com/web/607374-review-lenovo-legion-7-ryzen9-rtx3080

เล่นเกมมือถือในคอม 4 จอ ต้องใช้แรม 16 หรือ 32GB ถึงจะพอ?

อยากเล่นเกมมือถือในคอมแบบเปิดหลายจอ พีซีต้องแรงระดับไหนถึงจะเอาอยู่?

android game cover

นอกจากเกม AAA ที่เราเล่นกันเป็นประจำอยู่แล้ว หลาย ๆ คนก็โหลด Emulator มาเล่นเกมมือถือในคอมกันอย่างสนุกสนาน เพราะยุคนี้เกมมือถือหลาย ๆ เกมก็สนุกไม่แพ้กับเกมพีซีฟอร์มยักษ์จากสตูดิโอพัฒนาเกมชั้นนำหลาย ๆ เจ้าเลยทีเดียว แต่จุดร่วมกันของเกมมือถือเหล่านี้ คือต้องการให้ผู้เล่นใช้เวลากับเกมของตัวเองนาน ๆ เพื่อตามล่าไอเทมอัพเกรดตัวละครกันเยอะ ๆ หรือในภาษาเกมเมอร์เรียกว่า “ฟาร์มของ” กันนั่นเอง ดังนั้นจะมานั่งเปิดเล่นทีละเกมสลับกันฟาร์มไปแล้วก็คงจะไม่ทันใจ ตัวละครเติบโตไม่ทันใช้เล่นอีเวนต์พิเศษที่ผู้พัฒนาเปิดให้เล่นอย่างแน่นอน ซึ่งนักพัฒนาซอฟท์แวร์ Android Emulator เหล่านี้ก็เข้าใจในจุดนี้ดี จึงมีฟีเจอร์ Multi-instance ที่ใช้เปิดเกมมือถือพร้อมกันหลาย ๆ หน้าจอได้

แต่จุดสำคัญคือ ถ้าเรายิ่งเปิดหลายหน้าจอพร้อม ๆ กัน เจ้า Android Emulator พวกนี้ก็จะยิ่งกินสเปคเครื่องของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเงาตามตัว บางคนเปิด 1-2 จอก็เรียกว่าเต็มกลืนแล้ว และคนใกล้ตัวของผู้เขียนบางคนที่เป็นจริงจังเกมเมอร์เอง ก็เคยเปรย ๆ เอาไว้ว่าถ้าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหรือประกอบคอมไว้เล่นเกมเครื่องใหม่ ก็อยากได้แบบเปิดฟาร์มเกมมือถือได้พร้อมกัน 4 จอแล้วก็เล่นเกม AAA อีกเกมไปพร้อมกันได้ด้วย ซึ่งผู้เขียนคิดว่าโจทย์นี้น่าจะมีผู้ใช้หลาย ๆ คนอยากได้อยากทำตามอยู่อย่างแน่นอน

เล่นเกมมือถือในคอม

คำถามคือถ้าต้องการเล่นเกมแบบจัดเต็มขนาดนั้น เกมมิ่งพีซีหรือโน๊ตบุ๊คของเราต้องสเปคระดับไหนดี? ในส่วนนี้ผู้เขียนได้ลองทดสอบกับเกมมิ่งพีซีของตัวเองแล้วเอาผลการทดสอบมาให้ผู้ที่สนใจได้ลองดูเผื่อเป็นเคสสำหรับคนที่กำลังมีแผนอยู่ว่าจะจัดสเปคคอมหรือเลือกเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่อยู่ จะได้เลือกซื้อเครื่องได้ตรงความต้องการและคุ้มที่สุดด้วย

หัวข้อวิธีการเล่นเกมมือถือในคอม

  1. จะเล่นเกมมือถือในคอมแล้วเปิด 4 จอ จะกินสเปคเครื่องแค่ไหน?
  2. 4 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมมือถือในคอม สเปคลื่นเล่นเพลิน

จะเล่นเกมมือถือในคอมแล้วเปิด 4 จอ จะกินสเปคเครื่องแค่ไหน?

ก่อนที่จะเริ่มเล่นเกมมือถือในคอม จะต้องมีการตั้งค่ากันก่อนทั้งการลง Android Emulator, ตั้งค่าแอพฯ ให้เล่นเกมได้ลื่นและการเปิดฟังก์ชั่น Virtualization ของ AMD, Intel ด้วย โดยฟังก์ชั่นนั้นทั้งสองค่ายจะเรียกแตกต่างกัน ทาง AMD จะเรียกว่า AMD SVM (AMD Secure Virtual Machine) กับ Intel VT-x

ทั้ง 2 ฟังก์ชั่นนั้นจะต้องรีเซ็ตเครื่องแล้วเข้าไปตั้งค่าใน BIOS ก่อน ส่วนวิธีการตั้งค่าโดยละเอียดสามารถอ่านได้ในบทความ “7 โปรแกรมเล่นเกมมือถือในคอมฉบับปี 2021 พร้อมวิธีเซ็ตโปรแกรมให้ลื่นหัวแตก เปิด VT ใน BIOS ฉบับจับมือทำจนได้เล่น” โดยในบทความนี้ ผู้เขียนเลือกใช้ NoxPlayer เป็นโปรแกรมที่ใช้ทดสอบในบทความนี้

setup default
setup choose model

ในส่วนของการตั้งค่า ผู้เขียนได้ทดสอบโดยใช้การตั้งค่าดั้งเดิมที่ NoxPlayer ตั้งค่ามาให้หลังจากตัวซอฟท์แวร์เช็คสเปคตัวเครื่องเสร็จแล้วจะเป็นดังนี้

  • Performance settings – เป็นแบบ High (4 Core CPU, 4096 MB Memory)
  • Graphics rendering mode – เป็น Enhanced compatibility mode(OpenGL+)
  • Resolution setting – เลือกเป็น Tablet ความละเอียดหน้าจอ 1600×900 พิกเซล
  • Mobile phone model – เลือกเป็น Default model รุ่น Samsung Galaxy S20 Ultra (รุ่นสูงสุดที่เลือกได้ในการตั้งค่าของ NoxPlayer)

ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนปรับแต่งแค่ส่วนของ Mobile phone model อย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่าการตั้งค่าของตัวซอฟท์แวร์ยังเป็นรุ่นที่สเปคระดับกลาง ๆ และผู้เขียนเชื่อว่าเครื่องที่ผู้เขียนใช้ทดสอบนั้นมั่นใจว่าตั้งค่าได้ดีกว่าจึงเปลี่ยนการตั้งค่าส่วนนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยสเปคเครื่องที่ทดสอบจะเป็นดังนี้

  สเปคของเครื่องที่ใช้ทดสอบ
ซีพียู AMD Ryzen 5 3600 แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.6-4.2 GHz
การ์ดจอ Gigabyte GeForce GTX 1070 Ti Gaming 8G
แรม KLEVV CRAS X RGB ความจุ 32GB DDR4 บัส 3200 MHz
SSD WD Black SN750 1TB
ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

ซึ่งถ้าใครที่ใช้เกมมิ่งพีซีสเปคใกล้เคียงหรือแรงกว่านี้ อาจจะลองปรับสเปคให้แรงกว่านี้หน่อยก็ได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้าเล่นตามการตั้งค่าตามปกติก็ถือว่าลื่นใช้ได้แล้วเช่นกัน

how to multi instance
setup multi instance

ส่วนการตั้งค่า Multi-Instance จะขึ้นอยู่กับการเซ็ตค่าของแต่ละโปรแกรมว่าต้องเซ็ตค่าตรงไหนอย่างไรบ้าง อย่างเช่นของ NoxPlayer จะเปิดตั้งค่าในหน้าคำสั่ง Nox multi-instance manager แล้วเลือกตั้งค่าได้เลยว่าต้องการเปิดกี่หน้าจอพร้อมกัน รวมทั้งเลือกเวอร์ชั่นของ Android ได้ด้วย ซึ่งทางแอพฯ แนะนำว่าให้ใช้ Android 5 จะเล่นเกมได้ลื่นและเสถียรกว่า แตในการทดสอบนี้จะลองใช้เป็น Android 7 ที่ใหม่กว่า และพอลองเล่นแล้วก็ไม่มีปัญหาและเล่นได้ลื่นเหมือนกัน

normal state of pc

เมื่อตั้งค่าทั้งหมดพร้อมเซ็ต Multi-instance แยกเอาไว้ทั้งหมด 4 หน้าจอแล้ว ตัวโปรแกรมจะจัดการแยกตัว Instance หรือตัวแอนดรอยด์สำหรับลงเกมแยกกันทั้งหมดเหมือนเป็นมือถือคนละเครื่อง เวลาโหลดเกมมาลงเครื่องจะต้องโหลดและล็อคอินไอดีแยกกันหมดเหมือนเป็นคนละเครื่องกันด้วย และผู้เขียนแนะนำว่าถ้าตั้ง Multi-instance เสร็จแล้วควรตั้งชื่อแยกกันด้วยว่าตัวนี้จะใช้เล่นเกมอะไร จะได้เปิดเกมมาเล่นได้แบบไม่ต้องไล่หาให้เสียเวลา

สำหรับหน้าสถานะตัวเครื่องตอนเปิดใช้งานโปรแกรมแชตหลัก ๆ อย่าง Line หรือ Discord สำหรับคุยกับเพื่อนตามปกติ ตัวเครื่องจะใช้ซีพียู 11% แรมเพียง 4.7 GB เท่านั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับปกติทั่วไป ส่วนเกมที่ผู้เขียนเลือกมาทดสอบในบทความนี้จะมี 4 เกมด้วยกัน ได้แก่ Azure Lane, Arknights, Princess Connect! Re: Dive และ Fate/Grand Order

1 game

เมื่อทดลองเปิดเกมแรกขึ้นมาแล้วดูสถานะตัวเครื่องผ่านทาง Task Manager จะเห็นว่าซีพียูยังกินอยู่ราว 10-11% เหมือนเดิม แต่จะเริ่มใช้การ์ดจอเข้ามาช่วยเรนเดอร์ภาพในเกมแล้ว โดยเพิ่มจาก 0% มาเป็น 5% ส่วนแรมจากตอนปกติที่ใช้งานอยู่ 4.7 GB ขยับขึ้นมาเป็น 7.4 GB ซึ่งตัว NoxPlayer จองพื้นที่แรมสำหรับเกมแรกไป 2.7 GB

2 games

เมื่อเปิดเกมที่ 2 ขึ้นมา ตัวเครื่องจะกินแรมเพิ่มจาก 7.4 GB ไปเป็น 10.1 GB หรือเพิ่มอีก 2.7 GB ซีพียูและการ์ดจอจะใช้กำลังประมวลผลเพิ่มไปตามกัน โดยซีพียูจากใช้พลังการทำงาน 10% จะเพิ่มเป็น 22% และการ์ดจอจาก 5% ไปเป็น 15% และทั้งสองเกมนี้ยังอยู่ที่หน้าแรกของตัวเกมเท่านั้น

มาถึงจุดนี้จะเห็นว่าตัวเครื่องกินแรมเกิน 8 GB เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานหรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นเริ่มต้นที่มีแรมในเครื่องเพียง 8 GB จะไม่พอใช้รัน 2 เกมพร้อมกันแล้ว ในส่วนนี้อาจจะต้องไปตั้งค่าลดสเปคส่วนของ Performance settings ลงไปโดยแลกความลื่นกับจำนวนหน้าจอแทน

3 games

หลังจากรันเกมที่ 3 ขึ้นมาแล้ว จะเห็นว่าตอนนี้โปรแกรมใช้การ์ดจอกับซีพียูไล่เลี่ยกับตอนเปิด 2 หน้าจอ แต่จะกินแรมเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยตอนนี้เพิ่มจาก 10.1 GB ไปเป็น 14.8 GB คิดแล้วตัว NoxPlayer จะใช้แรมเพิ่มอีก 4.7 GB เลยทีเดียว

ณ จุดนี้ จะเห็นว่า NoxPlayer จะกินทรัพยากรตัวเครื่องระดับที่พีซีหรือโน๊ตบุ๊คที่มีแรม 16 GB จะค่อนข้างอึดอัดแล้วเพราะว่ามีแรมว่างเหลือเอาไว้ใช้เปิดโปรแกรมอื่น ๆ อีกแค่ 1.1 GB ซึ่งอาจจะเปิดเบราเซอร์ขึ้นมาใช้งานได้โดยยังไม่กระทบกับตัวโปรแกรมมากนัก

4 games

สุดท้ายเมื่อเปิดครบทั้ง 4 เกมจนครบแล้ว NoxPlayer จะกินทรัพยากรเครื่องมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยซีพียูจะใช้ประสิทธิภาพไปที่ 31%, ใช้การ์ดจออยู่ที่ 22% และใช้แรมเพิ่มขึ้นเป็น 16.9 GB หรือเพิ่มจากตอนเปิด 3 หน้าจอขึ้นมาอีก 2.1 GB แม้จะยังไม่ได้เปิดเข้าหน้าเล่นเกม ก็ถือว่าโปรแกรมใช้ทรัพยากรระดับที่เกินสเปคมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันไปหลายรุ่นเลยทีเดียว

ดังนั้นถ้าใครอยากเล่นเกมมือถือแล้วเปิด 4 หน้าจอพร้อมกันแล้วตั้ง  Performance settings ระดับ High (4 Core CPU, 4096 MB Memory) แนะนำว่าต้องเพิ่มแรมเป็นหลัก ส่วนซีพียูกับการ์ดจออาจจะอยู่ในระดับกลาง ๆ ก็เพียงพอแล้ว

โดยสรุปถ้าเทียบจากตอนก่อนเปิดครบ 4 หน้าจอที่ตัวโปรแกรมใช้แรม 4.7 GB แล้วเพิ่มมาเป็น 16.9 GB ตอนเปิดครบทั้ง 4 หน้าจอ ตัว NoxPlayer จะใช้แรมทั้งหมด 12.2 GB ถ้าหารเฉลี่ยเท่ากับว่าตอนนี้เกมแต่ละหน้าจอจะใช้แรมหน้าจอละ 3 GB ด้วยกัน

4 game plaing

เมื่อเข้าหน้าเล่นเกมโดยเปิดระบบ Auto ให้ทั้ง Azure Lane, Arknights และ Princess Connect! Re: Dive แล้วเล่นที่หน้าจอเกม Fate/Grand Order โปรแกรม NoxPlayer จะใช้ซีพียูเพิ่มขึ้นเป็น 53%, กินแรมเพิ่มจาก 16.9 เป็น 17.3 GB หรือเพิ่มอีก 0.4 GB แต่การ์ดจอยังใช้อยู่ราว 22-25% เหมือนเดิม

gaming pc

ถ้าสรุปแล้วจะเห็นว่าการเล่นเกมมือถือในคอมนั้นจะเน้นที่ปริมาณความจของแรมในเครื่องเป็นหลัก ส่วนการ์ดจอกับซีพียูอาจจะอยู่ระดับกลาง ๆ อย่าง AMD Ryzen 5 หรือ Intel Core i5 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดขึ้นไปเพื่อให้เล่นเกมได้ลื่น ส่วนการ์ดจอจากการทดสอบจะเห็นว่าใช้งานเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยเรื่องเรนเดอร์ภาพได้ไหลลื่นเท่านั้น ซึ่งถ้า NVIDIA GeForce GTX 1070 Ti ของผู้เขียนสามารถเล่นเกมมือถือได้ไหลลื่นแล้ว การ์ดจอโน๊ตบุ๊คระดับ NVIDIA GeForce RTX 3050 ขึ้นไปก็สามารถเล่นเกมได้แน่นอน

ส่วนแรมนั้นจะขึ้นอยู่กับเกมและโปรแกรมที่เราจะใช้งาน ถ้าคำนวนจากที่ทดลองเปิดกันก่อนหน้านี้แล้วจะเห็นว่าเกมมือถือหนึ่งเกมจะใช้แรม 3 GB ต่อเกม ซึ่งถ้าเปิดราว 1-2 เกม แล้วทำงานหรือเล่นเกมอื่นก็อาจจะใช้แรม 16 GB ก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มเป็น 3-4 เกม เมื่อไหร่ก็แนะนำให้เพิ่มแรมอีก 8-16 GB ไปเลยจะดีที่สุด เพราะจะทำให้เล่นเกมได้ลื่นไม่เจอปัญหาเรื่องแรมเต็มจนเครื่องอืดแน่นอน

ดังนั้นโดยสรุปแล้วปริมาณเกมมือถือในคอมของเรากับปริมาณแรมในเครื่องจะเป็นดังนี้

  • เล่น 1-2 จอ – ใช้โน๊ตบุ๊คแรม 16 GB ได้และยังไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มเติมมาก เพราะโปรแกรมเล่นเกมมือถือในคอมจะใช้แรมรวมกับแรมในเครื่องราว 10 GB จะเหลือพื้นที่ 6 GB เอาไว้ทำงาน
    • กรณีเปิดโปรแกรมทั่ว ๆ ไป เช่น เบราเซอร์หรือโปรแกรมทำงานเอกสารต่าง ๆ อาจจะยังไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มจาก 16 GB
    • กรณีเล่นเกม AAA อีกหนึ่งเกมหรือใช้โปรแกรมที่ใช้แรมเยอะ ๆ ไปด้วย แนะนำให้เพิ่มแรมอีกราว 8 GB เผื่อเอาไว้ด้วยจะดีที่สุด
  • เล่น 3-4 จอ – แนะนำให้อัพเกรดให้มากกว่า 16 GB เผื่อเอาไว้ เพราะแต่ละหน้าจอจะใช้แรมราว 3 GB รวมกับที่ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมพื้นฐานต่าง ๆ จองแรมเอาไว้แล้วอาจจะใช้ราว 17 GB ซึ่งจะไม่พอใช้อย่างแน่นอน ในกรณีที่ต้องการวัดว่าใช้แรมมากเท่าไหร่ ให้ทดลองเปิดโปรแกรมทั้งหมดที่ใช้งานตามปกติแล้วเอาปริมาณแรมทั้งหมดนั้นมาบวกกับปริมาณเกมมือถือที่เปิดพร้อม ๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้งานปกติต้องใช้แรม 8 GB ก็เอาปริมาณหน้าจอเกมมือถือที่เปิดค้างเอาไว้มาบวกเข้าไป ซึ่งถ้าคิดคร่าว ๆ คือ 8+(4×3) = 20 GB และถ้าในเครื่องมีแรมอยู่ 16 GB อาจจะเพิ่มอีก 8 GB ให้เป็น 24 GB ก็ถือว่ากำลังดี หรือจะอัพเกรดไป 32 GB ก็ดี

4 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมมือถือในคอม สเปคลื่นเล่นเพลิน

จากการทดสอบทั้งหมดที่ทดสอบให้เห็นแล้ว จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันจะสามารถเปิดเล่นเกมมือถือในคอมได้อย่างน้อย 1-2 หน้าจออย่างแน่นอน แต่ถ้าต้องการให้เล่นได้ 4 จอแบบลื่นไหล ผู้เขียนแนะนำว่าให้เตรียมเงินเพิ่มแรมให้มากกว่า 16 GB จะเล่นได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะเล่นเพียง 1-2 เกมก็อาจจะยังไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ ซึ่งเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ผู้เขียนเลือกแล้วว่าสเปคนี้สามารถเล่นเกมมือถือในคอมได้ไหลลื่นอย่างแน่นอนจะมี 4 รุ่นหลัก ๆ ดังนี้

  1. Lenovo IdeaPad Gaming 3 (33,990 บาท)
  2. ASUS TUF Gaming F15 FX506 (36,990 บาท)
  3. MSI GF75 Thin (36,990 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515-57-51QF (37,900 บาท)
1. Lenovo IdeaPad Gaming 3 (33,990 บาท)

Ideapad gaming 15ach6 c

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องแรกที่สเปคจัดว่าคุ้มสุด ๆ จะทำงานหรือเล่นเกมก็ได้สบาย ๆ และเล่นเกมมือถือได้ 2-3 หน้าจอพร้อม ๆ กัน จะมี Lenovo IdeaPad Gaming 3 รุ่นใหม่ที่ใส่สเปคมาให้แบบจัดเต็ม มีแรม 16GB ติดเครื่องออกจากโรงงาน และถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มแรมเป็น 32GB ก็มีช่องใส่แรมว่างอยู่ 1 ช่องอีกด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถอ่านรีวิวโดยละเอียดได้ที่นี่

เครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4 GHz สถาปัตยกรรม AMD Zen 3 รุ่นใหม่ล่าสุดที่ประสิทธิภาพจัดว่าแรงหายห่วง จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 สำหรับประมวลผลกราฟฟิค SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอของตัวเครื่องมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120 Hz ส่วนการต่ออินเตอร์เน็ตจะเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.0 อีกด้วย ซึ่งสเปคนี้ถ้าต่อหน้าจอแยกแล้วเล่นเกมมือถือไปด้วย ก็สามารถเล่นได้ 1-2 หน้าจอพร้อมทำงานหรือเล่นเกม AAA อีกหนึ่งเกมพร้อมกันได้อย่างแน่นอน

สเปคของ Lenovo IdeaPad Gaming 3
  • ซีพียู AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 33,990 บาท (JIB)
2. ASUS TUF Gaming F15 FX506 (36,990 บาท)

TUF Gaming A17 2021 c

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องต่อมาที่เลือกมาแนะนำจะเป็น ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้ แต่รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะเป็นตัวที่ใส่แรม 16GB กับการ์ดจอแยก RTX 3060 มาให้ซึ่งเป็นสเปคที่คุ้มค่าสุดไม่พอ ยังใส่ฟีเจอร์มาให้แบบจัดเต็มและราคาถือว่าไม่แพงเกินไป ซึ่งในกลุ่มเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้วเครื่องนี้ถือเป็นอีกรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเลยว่าถ้ามีเครื่องพร้อมซื้อก็ตัดสินใจซื้อได้เลยไม่ต้องลังเล

เครื่องนี้จะใช้ซีพียูเป็น Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz เป็น Intel รุ่นที่ 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake นับเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ AMD Ryzen 5 และ Ryzen 7 จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรม 16GB DDR4 บัส 2933 MHz สามารถอัพเกรด M.2 NVMe กับแรมได้อีกอย่างละ 1 ช่องอีกด้วย ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 อีกด้วย เรียกว่าสามารถเล่นเกมมือถือพร้อมทำงานหรือเล่นเกม AAA ได้พร้อม ๆ กันอีกอย่างแน่นอน และถ้าใครอยากอัพเกรดเครื่องอีกสักนิดก็สามารถแกะเครื่องมาอัพเกรดได้สบาย ๆ

สเปคของ ASUS TUF Gaming F15 FX506
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 2933 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 36,990 บาท (JIB, TopValue)
3. MSI GF75 Thin (36,990 บาท)

GF75 Thin 9SC c

ส่วนคนที่คิดว่าหน้าจอ 15.6 นิ้วยังใหญ่ไม่พอ แนะนำให้เปลี่ยนมาเลือก MSI GF75 Thin ที่ขยายหน้าจอเป็น 17.3 นิ้ว แทนก็ได้ เพราะว่าภาพบนหน้าจอก็จะมีขนาดใหญ่เต็มตายิ่งขึ้นรวมทั้งได้ซีพียู Intel Core i7 ซึ่งประสิทธิภาพก็เรียกว่าแรงหายห่วง จะทำงานหรือเล่นเกมก็ใช้ได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน ส่วนรีวิวของเครื่องนี้จะเป็นรุ่นใกล้เคียงกันที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 แทน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถอ่านรีวิวเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เช่นกัน

ซีพียูของเครื่องนี้จะเป็น Intel Core i7-10750H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.6-5.0 GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 ซึ่งสามารถเล่นเกมหรือทำงานได้ดีอย่างแน่นอน ส่วน SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรม 16GB DDR4 บัส 2666 MHz กับหน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย ซึ่งสเปคนี้แม้ผู้อ่านบางคนอาจจะรู้สึกว่าอยากให้เป็นการ์ดจอ RTX 3060 ก็ตามที แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วต้องถือว่าเครื่องนี้จัดสเปคมาได้ดีทีเดียว เพราะว่าให้ซีพียูตัวแรงพร้อมทำงานหนัก ๆ ได้สบายกับหน้าจอขนาดใหญ่อีกด้วย

สเปคของ MSI GF75 Thin
  • ซีพียู Intel Core i7-10750H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.6-5.0 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 2666 MHz
  • หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 36,990 บาท (BaNANA)
4. Acer Nitro 5 AN515-57-51QF (37,900 บาท)

Nitro 5 AN515 56 c

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำกันจะเป็น Acer Nitro 5 AN515-57-51QF ที่สเปคนับว่าแรงอย่างแน่นอน เพราะว่าการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 ในเครื่องนี้จะเป็นแบบ Max-P ที่แรงเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย เรียกว่าตอบโจทย์เกมเมอร์ที่เน้นเครื่องแรงเป็นหลักได้เป็นอย่างดี

ซีพียูในเครื่องจะเป็น Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้เสร็จสรรพพร้อมแรม 16 GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.1 อีกด้วย ซึ่งเกมเมอร์คนไหนที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงในระดับราคาไม่แพงมากล่ะก็ Acer Nitro 5 เครื่องนี้เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก และพร้อมเปิดเล่นเกมมือถือในคอมพร้อมกันได้ 2 เกมพร้อมกันอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเปิดฝาอัพเกรดเพิ่มแรมและ M.2 NVMe SSD ได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าใครสนใจอ่านรีวิวโดยละเอียดสามารถคลิกอ่านได้ที่นี่

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-51QF
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 37,900 บาท (JIB)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊คที่เล่นเกมมือถือในคอมลื่นทั้ง 4 รุ่น

สำหรับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่เล่นเกมมือถือในคอมลื่นทั้ง 4 รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะเน้นเลือกรุ่นที่สเปคแรงและราคาไม่แพงมาก สามารถเล่นเกม AAA ต่าง ๆ ได้และอัพเกรดให้ดีขึ้นได้อีกด้วย โดยเฉพาะแรมที่เป็นปัจจัยสำคัญของโปรแกรมเล่นเกมมือถือในคอมที่ได้ทดสอบให้เห็นกันไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยสรุปสเปคทั้ง 4 รุ่นจะเป็นดังนี้

รุ่นและสเปคของโน๊ตบุ๊คที่เล่นเกมมือถือในคอม ซีพียู การ์ดจอ SSD และแรม หน้าจอ การเชื่อมต่อและระบบปฏิบัติการ ราคา
Lenovo IdeaPad Gaming 3 AMD Ryzen 7 5800H NVIDIA GeForce RTX 3050 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 120 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

33,990 บาท
ASUS TUF Gaming F15 FX506 Intel Core i5-11400H NVIDIA GeForce RTX 3060 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 2933 MHz

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

Windows 10 Home

36,990 บาท
MSI GF75 Thin Intel Core i7-10750H NVIDIA GeForce RTX 3050 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 2666 MHz

17.3″ FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home

36,990 บาท
Acer Nitro 5 Intel Core i5-11400H NVIDIA GeForce RTX 3060 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home

37,900 บาท

ซึ่งการเลือกอัพเกรดเครื่องหรือไม่นั้น ส่วนตัวขอให้เช็คพฤติกรรมการใช้งานให้ดีอย่างที่ผู้เขียนพูดถึงเป็นประจำ เพราะถ้าเรารู้พฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของเราดีเท่าไหร่ ก็จะตัดสินใจเรื่องการอัพเกรดได้ดีขึ้น ว่าเราจะใช้งานแบบเดิม ๆ ตามสเปคที่ได้จากโรงงานไปเลย หรือว่าจะต้องอัพเกรดส่วนไหนเพิ่มบ้างก็คำนวณเอาตามความเหมาะสม ก็จะทำให้เราไม่ต้องเสียเงินอัพเกรดให้สิ้นเปลืองไปฟรี ๆ

อย่างไรก็ตามผู้เขียนแนะนำว่าให้ทดลองใช้งานตามการใช้งานจริง ๆ ของเราไปสักระยะหนึ่ง สัก 1-2 เดือน แล้วสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองค่อยอัพเกรดก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เราเห็นจุดที่ต้องอัพเกรดตามจริงอย่างชัดเจนที่สุด ส่วนผู้ที่คิดว่าอัพเกรดเผื่อเอาไว้วันนี้ยังไงวันหน้าก็ได้ใช้งาน ในส่วนนี้ก็มีส่วนที่ถูกต้องในกรณีที่กะจะใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ แต่ห้ามลืมว่าอายุการใช้งาน (Life span) ของโน๊ตบุ๊คหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะอยู่ได้นานสุดราว 3-6 ปี เท่านั้น ซึ่งในวันนั้นอาจจะมีเครื่องที่สเปคดีและคุ้มค่ากว่านี้เปิดตัวมาให้เลือกซื้อแล้ว และตอนนั้นก็อาจจะไม่อยากอัพเกรดเครื่องแล้วเลือกขายทิ้งแทนก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

android Emultor cover use

biglaptop cover

from:https://notebookspec.com/web/607339-how-much-ram-for-android-app-in-pc