คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

Review ASUS ExpertBook L1 โน๊ตบุ๊คพอร์ตแน่น อัพเกรดได้เต็มที่ ค่าตัวแค่ 14,790 บาท

ASUS ExpertBook L1 นับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานพอร์ตแน่นน่าใช้รุ่นหนึ่ง อัพเกรดได้เพียบ

asus ex cover

ASUS ExpertBook L1 อาจจะไม่ได้คุ้นหูผู้ใช้ทั่วไปนัก นั่นเพราะว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ ASUS ออกแบบมาตอบโจทย์ผู้ใช้เน้นเรื่องงานธุรกิจและความคงทนเป็นหลัก และที่เด่นเป็นพิเศษคือฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องที่ทาง ASUS ให้มาแบบครบเครื่องตั้งแต่ตัวสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง, ชิป TPM 2.0 ป้องกันการเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลและรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้ มี Webcam Shield แบบเลื่อนสไลด์แล้วปิดกล้องได้เลยและติดตัวล็อค Kensington Lock เอาไว้ให้ใช้แม่กุญแจเฉพาะล็อคตัวเครื่องเอาไว้เพื่อความปลอดภัย เรียกว่าเกิดมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานโดยเฉพาะ

อีกจุดที่ไม่ควรมองข้าม คือ ASUS ExpertBook นั้นอัพเกรดตัวเครื่องได้ง่ายแค่ขันน็อตออกมาแล้วจะเพิ่มแรม เปลี่ยน SSD แบบ M.2 NVMe หรือเติม 2.5″ SATA III SSD เข้าไปอีกตัวเพื่อเซฟงานเพิ่มก็ได้ ทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมไปทำงานให้เยอะแยะ นอกจากนี้ยังมีพอร์ตเชื่อมต่อระดับที่เยอะครบเครื่อง ระดับที่เชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับทำงานต่างๆ ได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์เสริมเลยก็ได้

ASUS ExpertBook L1

NBS Verdict

ASUS

นับว่า ASUS ExpertBook L1 เป็นโน๊ตบุ๊คที่เกิดมาตอบโจทย์คนทำงานอย่างแท้จริง ยิ่งคนที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปพรีเซนต์งานเป็นประจำหรือมีงานต้องแบ็คอัพเอาไว้ในเครื่องเยอะแล้วต้องการอัพเกรดตัวเครื่องให้เซฟงานได้มากๆ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานอย่างแน่นอน และยังให้สเปคมาในระดับที่ถือว่าพร้อมทำงานออฟฟิศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การดีไซน์ยังเอื้อการทำงานด้วย ErgoLift Hinge ที่ยกตัวเครื่องขึ้นให้แป้นคีย์บอร์ดเฉียงแล้วพิมพ์งานได้สะดวกกว่าดีไซน์มาตรฐานอย่างชัดเจน และยังผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD 810H อีกด้วย

อีกจุดสำคัญนอกจากเรื่องความปลอดภัยที่ให้มาครบเครื่อง ด้านของพอร์ตเชื่อมต่อที่ติดมาให้ใช้งานก็เรียกว่ามาแบบครบเครื่องและรองรับอุปกรณ์หลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์เสริมเลย จะใช้ต่อโปรเจคเตอร์หรือหน้าจอเสริมก็ง่าย โอนไฟล์ไวทันใจด้วย USB-C ที่ติดตั้งมาให้ด้วย ทำให้โอนไฟล์ขนาดใหญ่เข้าออกเครื่องได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอนานเกินไปอย่างแน่นอน

กลับกัน ในจุดสังเกตที่ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมเผื่อผู้ใช้ที่สนใจหาโน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นนี้มาใช้งานจะมีจุดสังเกตหลักๆ คือแรมออนบอร์ดที่ ASUS ติดตั้งมาให้ใช้มีเพียง 4GB เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครจะใช้ทำงานจริงจังก็ควรเพิ่มแรมไป 8-12GB จะได้มีแรมเอาไว้ประมวลผลและทำงานได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น และหน้าจอของตัวโน๊ตบุ๊คเองจัดว่าไม่ค่อยสว่างเท่าที่ควรและขอบเขตสีไม่กว้างมากนัก ดังนั้นไม่แนะนำให้เอาไปแต่งสีทำงานอาร์ตเท่าไหร่ ซึ่งถ้าใครไม่ได้เน้นเรื่องงานอาร์ตมากนักก็ไม่มีปัญหา

จุดเด่นของ ASUS ExpertBook L1
  1. พอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอให้มาเยอะจุใจ ยังมี VGA Port ติดมาให้ใช้ต่อโปรเจคเตอร์หรือจอเสริม
  2. ซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด มีประสิทธิภาพที่ถือว่าค่อนข้างดี ตอบโจทย์การทำงานออฟฟิศได้ไม่มีปัญหา
  3. อัพเกรดตัวเครื่องได้ง่าย แค่ขันน็อตออกแล้วแกะรอบตัวเครื่องออกก็อัพเกรดได้เลย แถมงานประกอบก็ถือว่าแข็งแรงแน่นหนาอีกด้วย
  4. รองรับการอัพเกรดแรมสูงสุด 32GB ทำให้มีโปรแกรมมีพื้นที่ประมวลผลการทำงานได้มากขึ้น
  5. ผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD 810H การันตีความแข็งแรงของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี
  6. ดีไซน์ตัวเครื่องเรียบร้อยและบาลานซ์น้ำหนักทั้งตัวเครื่องได้ดี ทำให้พกเครื่องหนัก 1.5 กิโลกรัม ถ้ารวมอแดปเตอร์จะอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม จึงไปไหนมาไหนได้สะดวก
  7. ดีไซน์ ErgoLift Hinge ช่วยให้พิมพ์งานบนแป้นคีย์บอร์ดตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น
  8. สามารถกางหน้าจอได้ราบ 180 องศา ทำให้แชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูได้สะดวก
  9. มีอแดปเตอร์ต่อฮาร์ดดิสก์ 2.5″ SATA III แถมมาให้ในกล่อง ใช้เพิ่มพื้นที่เซฟงานในตัวเครื่องได้
  10. ให้ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยมาครบเครื่องทั้งที่สแกนลายนิ้วมือ, ตัวสไลด์ปิดกล้องหน้า, ชิป TPM 2.0 และ Kensington Lock
  11. มีตัวเลือกเป็นรุ่นขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว สำหรับคนที่ต้องการตัวเครื่องขนาดใหญ่หน่อย
ข้อสังเกตของ ASUS ExpertBook L1
  1. ให้แรมออนบอร์ดมาเพียง 4GB เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างน้อยสำหรับยุคปัจจุบันนี้ แนะนำให้อัพเกรดเพิ่มความจุไป 8-12GB
  2. คุณภาพและความสว่างของหน้าจอถือว่าอยู่ระดับทั่วๆ ไป แค่พอใช้งานได้ไม่เหมาะกับการทำภาพแต่งสีนัก
  3. พอร์ต USB-C ยังรองรับแต่การโอนไฟล์เข้าออกเครื่องเท่านั้น ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องหรือต่อหน้าจอแยกไม่ได้
  4. ไม่มีช่อง SD หรือ microSD card reader ติดตั้งมาให้

Review ASUS ExpertBook L1

Specification

main

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 L1400CDA ที่ได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่นราคาไม่แพงเข้าถึงได้ง่าย รองรับการอัพเกรดตัวเครื่องเพิ่มแรมและ SSD ได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์และพอร์ตต่างๆ มาแบบครบเครื่องเพื่อเอื้อกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปุ่ม Power ที่ทาง ASUS ทำเป็นปุ่มสแกนลายนิ้วมือทำให้รักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

สเปคของเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz มาให้และใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ในตัวซีพียูเพื่อประมวลผลภาพและกราฟฟิคต่างๆ ใช้ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB และติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมใช้งานและรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้อีกด้วย ส่วนแรมออนบอร์ดในเครื่องมีความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS และมีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, VGA, HDMI, RJ45 LAN, ช่องหูฟัง 3.5 มม. ติดตั้งมาให้ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.45 กิโลกรัม จัดว่าเป็นสเปคตัวเครื่องระดับเริ่มต้นที่ใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้อย่างแน่นอน

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 L1400CDA
  • ซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • แรมออนบอร์ดความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, VGA, HDMI, RJ45 LAN, ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.45 กิโลกรัม
  • ราคา 14,790 บาท (JIB)

Hardware & Design

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS

สำหรับดีไซน์ตัวเครื่องของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ จะเน้นเรื่องความเรียบง่ายไม่หวือหวา แต่ใส่รายละเอียดการออกแบบไว้ในส่วนต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว โดยดีไซน์ตัวเครื่องเป็นแบบบานพับมาตรฐานแต่ใส่ฟีเจอร์ ErgoLift Hinge ซึ่งเวลากางหน้าจอออกแล้ว ขอบล่างของฝาหลังจะกลายเป็นฐานยกตัวเครื่องขึ้น ช่วยให้คนที่พิมพ์งานด้วยคีย์บอร์ดของตัวโน๊ตบุ๊คเองสามารถพิมพ์ได้สะดวกกว่าตัวเครื่องแบบราบไปกับพื้น

ถ้าสังเกตที่ด้านหลังตัวเครื่อง จะเห็นว่าขอบด้านล่างนั้นไม่ได้สัมผัสกับพื้นตรงๆ โดย ASUS ได้ติดชิ้นพลาสติกยื่นออกมาเล็กน้อยช่วยดันขอบล่างของตัวเครื่องเอาไว้เล็กน้อย ช่วยให้ตัวเครื่องไม่มีหรือมีรอยน้อยลง นอกจากนี้ยังปิดช่องระบายอากาศที่อยู่ขอบบนของตัวเครื่องเอาไว้ให้ดูสวยงามเรียบร้อยอีกด้วย

ASUS
ASUS

จะเห็นว่าเมื่อกางหน้าจอใช้งานตามปกติ จะเห็นแต่ฝาหลังของตัวเครื่องพร้อมโลโก้ ASUS สีเงินติดอยู่ตรงกลางอย่างเดียว ส่วนสีของ ASUS ExpertBook L1 จะมีเพียงสีเดียวคือสีดำที่ออกเหลือบน้ำเงินกรมท่า ซึ่งเป็นสีที่ดูเรียบง่ายและเรียบร้อยในเวลาเดียวกัน จึงพกเครื่องไปพรีเซนต์งานได้โดยไม่ขัดเขิน

ด้านใต้ตัวเครื่องจะเห็นว่า ASUS ทำช่องนำอากาศเย็นเข้าเครื่องเป็นช่องเล็กๆ 2 ช่อง แยกเป็นช่องใหญ่ที่สกรีนตัวอักษรสะท้อนแสงแบบเงาเป็นคำว่า ExpertBook เอาไว้ และช่องเล็กที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกเล็กน้อย มีขอบยางรองด้านใต้เครื่องอีก 4 มุม และลำโพงที่สองฝั่งซ้ายขวาด้านล่าง และอยู่ใต้ข้อมือของเราเวลาวางเครื่องใช้งานตามปกติ และจะเห็นว่ามีขาฐานหน้าจอติดเอาไว้ตรงขอบบนตัวเครื่อง ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ทำให้หน้าจอสามารถกางได้มากกว่าปกติ

ASUS

ดังนั้นเมื่อกางหน้าจอสุดสุดแล้ว จะเห็นว่า ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะสามารถกางหน้าจอได้ราบ 180 องศาติดไปกับพื้นเลย ทำให้เราสามารถแชร์ให้เพื่อนเห็นหน้าจอของโน๊ตบุ๊ตเครื่องนี้ได้รอบตัวโดยไม่ต้องหันโน๊ตบุ๊คกลับไปมา ทำให้แชร์หน้าจอให้คู่สนทนาเห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น จัดเป็นดีไซน์ที่มีประโยชน์และเอื้อต่อการทำงานได้เป็นอย่างดี

ASUS
ASUS

ส่วนขอบด้านล่างของตัวเครื่องจะมีส่วนตัดเว้นเอาไว้ให้ผู้ใช้กางหน้าจอได้สะดวกขึ้น สามารถใช้ปลายเล็บเกี่ยวขอบหน้าจอแล้วดึงเปิดขึ้นได้เลยและวิธีนี้เมื่อเปิดแล้วตัวเครื่องจะไม่กระดกตามนิ้วขึ้นมา แต่วิธีอื่นอาจจะมีโอกาสที่ตัวเครื่องจะกระดกตามได้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ใช้เปิดเครื่องได้สะดวกขึ้น

Screen & Speaker

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS

หน้าจอของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ดีไซน์แบบ NanoEdge Display ให้ขอบหน้าจอสองด้านบางเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องให้มากขึ้นเป็น 84% ทำให้ผู้ใช้มองเห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้มากยิ่งขึ้นแต่ไม่ต้องดีไซน์ตัวเครื่องไม่ต้องใหญ่มาก แต่จะเห็นว่าขอบด้านบนตัวเครื่องจะหนาอยู่นิดหน่อยเพื่อให้ติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ได้ด้วย

gamut 2

brightness 2
bright zone 1
accuracy 1
sum 1

ด้านขอบเขตสีหน้าจอของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ เมื่อวัดด้วย Spyder5Elite แล้ว จะมีขอบเขตสีหน้าจอ 57% sRGB, 43% AdobeRGB และ 43% DCI-P3 ซึ่งถือว่าอยู่ระดับทั่วไปแค่พอใช้งานได้เท่านั้น และความสว่างของหน้าจอเมื่อเปิดความสว่างจนสุด 100% แล้ว อยู่ที่ 109.7 nits ซึ่งจากการใช้งานจริงต้องถือว่าค่อนข้างมืดไปบ้างเมื่อเทียบกับหน้าจอโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เคยทดสอบและใช้งานมา

พอแบ่งวัดความสว่างของหน้าจอเป็นตาราง 9 ช่องแล้ว จะเห็นว่านอกจากตรงกลางหน้าจอที่ค่าความสว่างลดลง 0% หรือถือว่าสว่างที่สุดแล้ว ส่วนอื่นของหน้าจอจะมีความสว่างลดลงเกิน 10% ทั้งหมด จึงไม่แนะนำให้ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แต่งภาพหรือทำงานอาร์ตนัก และคะแนนเฉลี่ยของหน้าจอนี้จะได้เพียง 2 จาก 5 คะแนน ซึ่งถ้า Spyder5Elite ตัวนี้วัดผลหน้าจอได้เช่นนี้ แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกเพื่อทำงานอาร์ตไปเลยจะดีที่สุด

ASUS
ASUS

ด้านตัวกล้อง Webcam ตรงขอบบนหน้าจอจะมีความละเอียดระดับ HD พร้อมติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 2 ตัวพร้อมฟีเจอร์ AI noise-cancelling หรือฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนด้วย AI ทำให้เวลาประชุมออนไลน์หรือติดต่องานสามารถพูดคุยกับคู่สายได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เวลาไม่ได้ใช้งาน Webcam แล้วก็มี Webcam Shield ติดตั้งมาให้สไลด์ปิดกล้องหน้าได้เพื่อความเป็นส่วนตัวและป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีแฮ็คกล้องเข้ามาได้ด้วย

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนของลำโพงตัวเครื่องจะติดตั้งมาให้ 2 ตัว ด้านใต้เครื่อง และต้องถือว่าเสียงเมื่อเปิดความดัง 100% แล้วถือว่าดังกำลังดี ได้ยินชัดเจน ส่วนเนื้อเสียงจะเหมาะกับการฟังเพลงป็อบ ร็อคทั่วๆ ไปได้ และเสียงของนักร้องจะเด่นตีคู่กับเสียงเครื่องดนตรี แต่เบสของลำโพงตัวนี้ถือว่าอยู่ในระดับธรรมดาระดับที่พอมีเบสให้ได้ยินอยู่บ้าง แต่ถ้าชอบฟังเพลงแนว EDM เน้นเสียงเบสแล้วอยากให้ฟังเพลงได้อารมณ์ยิ่งขึ้น จะขอแนะนำให้ต่อลำโพงแยกที่มีดอกลำโพงใหญ่กว่านี้ไปเลยจะได้มิติเสียงที่ดีกว่า

Keyboard & Touchpad & Peripheral

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ด้านคีย์บอร์ดของ ASUS ExpertBook L1 ตัวนี้จะเป็นคีย์บอร์ดดีไซน์แบบ Tenkeyless เลย์เอ้าท์แบบ ANSI ส่วนขนาดของปุ่มบนคีย์บอร์ดเป็นไซซ์มาตรฐานแต่ปุ่ม F1-F12 จะมีขนาดเล็กเพื่อประหยัดพื้นที่และเป็นคีย์บอร์ดที่ไม่มีไฟ LED Backlit ดังนั้นเวลาพิมพ์งานในที่แสงน้อย คนที่ต้องหันมามองแป้นคีย์บอร์ดบ้างอาจจะพิมพ์งานได้ติดขัดบ้าง

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทาง ASUS เองก็จัดการ Mapping ปุ่มบนคีย์บอร์ดรวมกับปุ่ม Function hotkey สำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานเอาไว้ได้ดี ไม่ต่างกับโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ในหมวดหมู่นี้ จะเห็นว่าปุ่มลูกศรก็จะรวมชุดปุ่ม Page Up, Page Down, Home, End เอาไว้ให้ใช้ และมีปุ่ม Fn Lock ติดตั้งมาให้โดยกด Fn+Esc เพื่อสลับระหว่างการกดปกติเป็น Function hotkey แล้วกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะเป็น F1-F12 ให้กลายเป็นกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะใช้ Function hotkey ได้

สัมผัสตอนพิมพ์งานด้วยแป้นคีย์บอร์ด จัดว่าเป็น Rubberdome ปุ่มตื้นตอบสนองเร็วและตัวปุ่มค่อนข้างอ่อน ถ้าใครเป็นคนที่ชอบแป้นพิมพ์ที่ใช้แรงกดน้อยๆ ตอบสนองไวๆ ก็น่าจะชอบสัมผัสตอนพิมพ์งานด้วยคีย์บอร์ดนี้พอควร

ASUS

อีกจุดที่ผู้เขียนชอบ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้เป็นพิเศษ คือทาง ASUS ใส่ปุ่มสแกนลายนิ้วมือเอาไว้ที่ปุ่ม Power ด้วย ช่วยให้เราปลดล็อคตัวเครื่องได้สะดวกรวดเร็ว แค่ตั้งรหัสผ่านตัวเครื่องเอาไว้ให้เรียบร้อยก็สแกนลายนิ้วมือแล้วใช้ปลดล็อคเครื่องได้เลย ซึ่งฟีเจอร์นี้ส่วนตัวผู้เขียนอยากให้เป็นฟีเจอร์พื้นฐานของโน๊ตบุ๊คทุกรุ่นในปัจจุบันเลย เพราะมันสามารถปลดล็อคเครื่องได้สะดวกไม่เสียเวลาพิมพ์รหัสผ่านและได้ประโยชน์เรื่องความปลอดภัย, ความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นมาก

ASUS
ASUS

ที่ปุ่ม F1-F12 ของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ยังรวม Function hotkey เอาไว้เช่นเดิม ถ้าใช้งานตามปกติไม่กด Fn Lock เอาไว้ ถ้าจะกด F1-F12 ต้องกด Fn ค้างเอาไว้ก่อน ถ้าต้องการสลับกันสามารถกด Fn Lock ให้สลับเลเยอร์กันได้เลย ส่วน Function hotkey ที่ ASUS Mapping มาให้จะมีดังนี้

  • F1-F3 – ปิดเสียง, ลดและเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4-F5 – ลดหรือเพิ่มแสงสว่างบนหน้าจอ
  • F6 – ล็อคการทำงานทัชแพด
  • F8 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอหลักและเสริม
  • F9 – ปุ่ม Lock ตัวเครื่องเหมือนกดปุ่ม Windows+L
  • F10 – ปุ่มปิดการทำงานของกล้อง Webcam
  • F11 – ปุ่มเรียกคำสั่ง Snipping Tool มาแคปภาพหน้าจอ
  • F12 – ปุ่มเรียกซอฟท์แวร์ MyASUS

นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Function สำหรับสั่งเปิดปิดไมค์ตัวเครื่องติดตั้งแยกมาให้โดยเฉพาะถัดไปจาก F12 พร้อมกับปุ่ม Function จำเป็นอื่นๆ อีกด้วย แต่เสียดายที่ ASUS ไม่ได้ Mapping Function ให้ปุ่ม F7 เอาไว้ เพราะปกติแล้วที่ Function Hotkey จะมีปุ่ม Airplane Mode ใส่มาให้ด้วย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็อยากแนะนำว่าถ้ามีการปรับปรุงโมเดลนี้เพิ่มเติมก็อยากให้ ASUS จัดการเพิ่มฟังก์ชั่นนี้มาด้วย หรืออาจจะใส่เป็น Function สั่งเปิดปิดเสาสัญญาณ Wi-Fi มาให้ก็ดีเหมือนกัน

ASUS

ด้านทัชแพดที่อยู่ระหว่างที่วางข้อมือตอนพิมพ์นั้น จะมีขนาดปานกลางไม่ใหญ่มากและดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ จะเห็นว่าขอบฝั่งซ้ายจะอยู่เท่ากับขอบซ้ายของ Spacebar และไปจบที่ฝั่งขวาของปุ่ม Alt ขวามือ จัดว่ามีขนาดกำลังพอใช้งาน รองรับ Gesture control ของ Windows 10 ครบถ้วนและเวลาวางมือเพื่อพิมพ์งานแล้ว อุ้งมือฝั่งขวาอาจจะเหลื่อมเกยอยู่บนขอบทัชแพดเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องทัชแพดลั่นระหว่างใช้งานอย่างแน่นอนและตอบสนองได้รวดเร็วดีอีกด้วย

ASUS

ASUS
ASUS

นอกจากนี้ ASUS ยังแถมเมาส์ไร้สายที่เชื่อมต่อด้วย USB Wireless มาให้ในกล่อง 1 ตัว ใช้ถ่าน AA หรือถ่านไฟฉายขนาดที่ใช้งานกันทั่วไป 1 ก้อนก็ใช้ทำงานได้เลยไม่ต้องซื้อเมาส์เพิ่ม ส่วนการตอบสนองถือว่าทำงานได้ดีเท่ากับเมาส์ไร้สายระดับราคา 500 บาทหลายๆ รุ่นทีเดียว ซึ่งถ้าใครไม่ได้ตั้งมาโครเมาส์เอาไว้ใช้ทำงานอะไรโดยเฉพาะ อาจจะใช้เมาส์แถมของ ASUS นี้ไปเลยก็ได้

Connector / Thin & Weight

ASUS

ASUS
ASUS

น้ำหนักตัวเครื่องที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้ที่หน้าสเปคบนเว็บไซต์นั้น จะอยู่ที่ 1.75 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักของตัวเครื่องรวมกับชุดอแดปเตอร์ที่แถมมาพร้อมกัน และเมื่อชั่งแยกชิ้นด้วยตาชั่งดิจิทัลแล้ว จะเห็นว่าเฉพาะตัวเครื่องอย่างเดียวหนักเพียง 1.47 กิโลกรัมเท่านั้น และอแดปเตอร์ที่ 262 กรัม ต้องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วที่เบาพกพาง่ายรุ่นหนึ่งเลย ถ้าจะพกทั้งเครื่องและปลั๊กไปไหนมาไหนก็ไม่หนักเกินไป

ASUS
ASUS

ส่วนความหนาตัวเครื่อง จากหน้าสเปคจะอยู่ที่ 1.94 ซม. และด้านหน้ากับหลังของตัวเครื่องจะดูเรียบร้อยไม่มีดีไซน์อะไรเป็นพิเศษ และไม่มีไฟแสดงสถานะตัวเครื่องติดเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องเลย เนื่องจาก ASUS ย้ายไฟแสดงสถานะนั้นไปไว้ขอบเครื่องฝั่งขวามือแทน

ASUS
ASUS

พอร์ตเชื่อมต่อของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ จะเรียงแถวเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องฝั่งซ้ายและขวามือเป็นหลัก โดยมีพอร์ตดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องเสียบปลั๊กไฟชาร์จแบตเตอรี่, USB-C รองรับการถ่ายโอนไฟล์อย่างเดียว, VGA Port, HDMI 1.4, USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – ไฟ LED แสดงสถานะตัวเครื่อง 3 ดวง, ช่องหูฟัง 3.5 มม., USB 2.0, RJ45 LAN, Kensington Lock

จากพอร์ตทั้งหมด จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ให้พอร์ตมาครบเครื่องทีเดียว ระดับที่พอร์ต VGA ที่ใช้งานกับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น โปรเจคเตอร์หรือหน้าจอรุ่นเก่าบางรุ่น หรือแม้แต่ RJ45 LAN ที่โน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เน้นเรื่องความบางเบามักจะตัดทิ้งไปก็ยังใส่มาให้ด้วย

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีร่องรอยของพอร์ต SD หรือ microSD card reader ติดตั้งมาให้ใช้โอนไฟล์เลย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าพอร์ตมาแบบครบเครื่องมาก ดังนั้นถ้าใครต้องโอนไฟล์จากการ์ดทั้งสองประเภทนี้เข้าเครื่อง ก็ต้องใช้ตัว microSD card reader ต่อเข้ากับ USB ของตัวเครื่องแทน 

Inside & Upgrade

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนการแกะเครื่องอัพเกรดก็ถือว่าอัพเกรดได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ขันน็อต Philips head หรือน็อตหัวแฉกบวกด้านใต้ตัวเครื่องทั้งหมด 10 ตัวออก แล้วเอาการ์ดแข็งไล่รอบตัวเครื่องให้ตัวเครื่องคลายออกก็เปิดฝาอัพเกรดเครื่องได้เลย ส่วนเคล็ดลับการเปิดฝาแนะนำว่าให้เริ่มจากขอบล่างตัวเครื่อฝั่งลำโพงโดยเอาเล็บงัดเล็กน้อยก่อนสอดการ์ดเข้าไปแล้วไล่ไปจนรอบตัวทั้งสองฝั่ง แล้วพอไปถึงขาฐานหน้าจอด้านบน ให้สอดนิ้วแล้วค่อยๆ ดึงขึ้นพร้อมกันทั้งสองฝั่งจะทำให้เขี้ยวที่เกี่ยวกับฝาตัวเครื่องด้านในหลุดออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนด้านในตัวเครื่อง จะเห็นว่า ASUS ออกแบบวางชิ้นส่วนภายในเครื่องเอาไว้ได้เรียบร้อย โดยเมนบอร์ดหลักจะอยู่ฝั่งขวามือและมีบอร์ดเล็กสำหรับชุดพอร์ตฝั่งขวามือแยกเอาไว้ที่ฝั่งซ้ายในภาพและคั่นกลางด้วยช่องว่างสำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วได้และมีชุดอแดปเตอร์อัพเกรดแถมมาให้ในกล่องตอนซื้อเครื่องด้วย ส่วนขอบด้านล่างของตัวเครื่องเป็นก้อนแบตเตอรี่ขนาด 42 Wh วางตัวยาวทั้งแถบ

ที่เมนบอร์ดหลักของตัวเครื่อง จะเห็นว่ามีฮีตไปป์ทองแดงสองเส้น เดินแนวจากซีพียู AMD ไปยังพัดลมโบลวเวอร์ที่วางเอาไว้ตรงกลางแล้วเป่าออกด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งถ้าใช้งานตามปกติอย่างการเปิดเว็บไซต์หาข้อมูล, เขียนงานหรือดูหนังฟังเพลงเรียกว่าไม่มีเสียงรบกวนเลย นอกจากนี้จะเห็นว่า ASUS รวมการ์ดและพอร์ตอัพเกรดเอาไว้ตรงกลางโซนเดียวกันทั้งหมด โดยรองรับ SSD แบบ M.2 NVMe อยู่ 1 ตัว และช่องอัพเกรดแรมอีก 1 ช่อง โดยรองรับแรมจุสุด 32GB ทีเดียว และมีการ์ด Wi-Fi ของ Intel ติดตั้งเอาไว้อีกหนึ่งตัวด้วย

ASUS

ASUS
ASUS

นอกจากอัพเกรดแรมหรือเปลี่ยน M.2 NVMe SSD ในเครื่องได้ตามปกติแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ ASUS ExpertBook L1 ที่มีกันทุกรุ่น คือมีช่องอัพเกรดเพิ่ม 2.5″ SATA III แถมมาให้พร้อม Harddisk tray อีกหนึ่งตัวพร้อมสายแพและน็อตแบบครบเครื่อง ซึ่งถ้า M.2 NVMe SSD ในเครื่องมีความจุไม่พอใช้ก็แกะซองมาใส่ฮาร์ดดิสก์แล้วเติมเข้าเครื่องได้เลย โดยที่หน้ากล่อง HDD tray จะสกรีนภาพวิธีการทำทีละขั้นตอนมาให้ครบถ้วน ส่วนหัวต่อสายแพนั้นจะอยู่ฝั่งขวาล่างใกล้กับหัวปลั๊กของแบตเตอรี่ในเครื่อง

โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าการแถมตัว Harddisk tray มาให้ในแพ็คเกจสินค้าเลยก็ถือเป็นข้อดีอีกข้อที่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากแนะนำให้ ASUS แถมและติดหัวอแดปเตอร์นี้เอาไว้บนเมนบอร์ดของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่มีช่องว่างพอใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วได้ให้หมด จะได้เป็นส่วนเสริมให้ผู้ใช้ได้อัพเกรดเพิ่มความจุในเครื่องได้ง่ายๆ อาจจะเพิ่มราคาขายขึ้นไปอีกนิดหน่อยก็น่าจะไม่มีปัญหากับเรื่องนี้นัก

Performance & Software

ASUS

cpu1
ram 1

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 ถ้าอิงจากหน้าสเปคบนเว็บไซต์ จะเห็นว่ามีตัวเลือกทั้ง AMD Athlon Silver 3050U, AMD Ryzen 3 3250U แบบเครื่องที่ได้รับมาทดสอบและรุ่นสูงสุดเป็น AMD Ryzen 5 3500U ซึ่งถือว่าประสิทธิภาพสูงพอทำงานหนักๆ ได้สบายๆ

ด้านซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนั้น ต้องถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นที่สเปคจัดว่าใช้ได้ รองรับการทำงานเอกสาร, เข้าเว็บไซต์และดูหนังฟังเพลงต่างๆ ได้อย่างแน่นอน และตัวซีพียูก็รองรับชุดคำสั่งต่างๆ อย่างครบถ้วน มีค่า TDP 15 วัตต์ ต้องถือว่าใช้พลังงานไม่เยอะมากนัก ทำให้ใช้งานได้นานระดับหนึ่ง

ส่วนแรมในเครื่องเป็นแบบออนบอร์ด ความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz อัพเกรดเพิ่มความจุได้สูงสุด 32GB ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะใช้งานทั่วไปอย่างทำงานหรือดูหนังฟังเพลงก็อัพเกรดไป 8GB ก็โอเคแล้ว หรือถ้าใช้รุ่น Ryzen 5 แล้วต้องใช้ Microsoft Excel ที่มีจำนวน Cell เยอะๆ อาจจะซื้อแรม 16GB มาใส่ให้แรมในเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 20GB ก็ได้เช่นกัน

vega3

ด้านการ์ดจอจะเป็นการ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ที่ติดตั้งอยู่ในซีพียูเหมาะจะใช้งานทั่วไปเท่านั้น ไม่แนะนำให้นำไปเล่นเกม แต่ก็รองรับ DirectX 12, OpenGL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน 

device mgr 2
about
display

ด้านสเปคชิ้นส่วนภายในเครื่อง จาก Device Manager จะเห็นว่า ASUS ExpertBook L1 นอกจากรองรับการสแกนลายนิ้วมือและมีชิป TPM 2.0 แล้ว ตัว M.2 NVMe SSD แบบ OEM ในเครื่องจะเป็นรุ่น WDC PC SN530 SDBPNPZ-256G-1002 ซึ่งเป็นรหัส OEM ของ WD Blue SN550 ที่หลายคนนิยมซื้อมาอัพเกรดเครื่องกัน ดังนั้นถ้าความจุนี้มากเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนแต่ไปเพิ่ม 2.5″ SATA III SSD เข้าไปแทนดีกว่า ส่วนชิปสำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Intel AX200 เป็นชิป Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ MU-MIMO, Intel vPro และ OFDMA และเป็นเสา 2*2 รองรับ Bluetooth 5.0 ด้วย

crystal

สำหรับ WDC SN530 รุ่น OEM ของ WD Blue SN550 ตัวนี้ จากหน้าสเปคจะมีความเร็ว Sequential Read 2,400 MB/s และ Sequential Write 950 MB/s และพอทดสอบด้วย CrystalDiskMark จะเห็นว่าความเร็ว Sequential Read และ Sequential Write นั้นได้เท่ากับที่เคลมเอาไว้ตรงหน้าสเปคเลยทีเดียว ส่วนถ้าใครคิดว่าความจุ 256GB ยังไม่มากพอใช้งาน อาจจะอัพเกรดไปเป็น WD Blue SN550, Kingston A2000 ความจุ 500GB ให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นก็ได้

r15 1
r20 1

ด้านการทดสอบด้วย CINBENCH R15 และ CINEBENCH R20 เพื่อเช็คประสิทธิภาพของซีพียูว่าสามารถใช้เรนเดอร์ 3D CG ได้ลื่นไหลหรือไม่ จะเห็นว่าผลการทดสอบของฝั่ง R15 จะได้คะแนน OpenGL 22.95 fps และ CPU 294 cb เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แค่พอเปิดดูได้ แต่ไม่แนะนำให้เอามาใช้ทำงานสายนี้นัก และ R20 ที่เน้นทดสอบประสิทธิภาพของตัวซีพียูเลย จะเห็นว่าได้คะแนน CPU เพียง 605 pts เท่านั้น เป็นตัวยืนยันชัดเจนว่า ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องที่ตอบโจทย์สำหรับงานสายกราฟฟิคนัก

3dmark

ด้านการทดสอบ 3D Mark ตัวโปรแกรมเลือกตัว Benchmark มาเป็น Sky Diver ที่เอามาใช้ทดสอบประสิทธิภาพของกราฟฟิคการ์ดออนบอร์ดโดยเฉพาะ และ AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ในซีพียูนั้นทำคะแนนรวมไปได้ 2,326 คะแนน

ซึ่งถึงจะได้คะแนนระดับที่ดูใช้ได้ แต่การ์ดจอออนบอร์ดรุ่นนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อการเล่นเกม ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมดูแล้ว พบว่าการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นนี้เพียงแค่พอเปิดได้ แต่ระหว่างเล่นเกมก็ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

pcmark10 1

ส่วน PCMark 10 ที่ทดสอบว่าตัวเครื่องสามารถใช้ทำงานออฟฟิศได้ดีหรือเปล่า โดยจำลองการเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสาร, ประชุมออนไลน์ขึ้นมาและสลับไปเรื่อยๆ แล้ววัดเป็นผลคะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยของ ASUS ExpertBook L1 ตัวนี้ ทำไปได้ 2,793 คะแนน ซึ่งหลายคนอาจจะกังขาอยู่บ้างว่าคะแนนระดับนี้สามารถใช้ทำงานได้ดีหรือเปล่า

ถ้าพิจารณาแยกเป็นแต่ละหัวข้อเลย จะเห็นว่าคะแนน Essential ที่เป็นหมวดการใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์และเปิดเว็บไซต์ ทำได้ 6,153 คะแนน ส่วน Productivity ที่ทดสอบด้านการทำไฟล์ Excel และพิมพ์งานด้วยซอฟท์แวร์ Word processing ทำได้ 5,194 คะแนน ซึ่งถ้าใครใช้งานเอกสารและประชุมออนไลน์ก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดที่ ASUS ExpertBook L1 ยังแค่พอใช้ได้แต่ไม่แนะนำนัก คือการทำ Digital Content Creation อย่างการแต่งภาพ, ตัดต่อวิดีโอ จะทำได้แค่ 1,851 คะแนนเท่านั้น

affinity 2

และการ Benchmark ด้วย Affinity ที่เป็นโปรแกรมตัดต่อแต่งภาพเหมือนกับ Adobe Photoshop แล้ว จะเห็นว่าคะแนนการตัดต่อแต่งภาพของ AMD Ryzen 3 3250U ตัวนี้จะไม่ค่อยสูงนัก อาจจะอยู่ระดับแค่พอทำได้เท่านั้น โดยเฉพาะในส่วนของคะแนนด้าน GPU อย่าง Raser (Single GPU) จะทำได้แค่ 523 คะแนน และ Combined (Single GPU) จะทำได้แค่ 494 คะแนนเท่านั้น ซึ่งถือว่าอาจจะพอแต่งภาพในกรณีจำเป็นได้ แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้เป็นงานหลักเท่าไหร่ เพราะโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะเด่นในแง่เป็นเครื่องสำหรับทำงานออฟฟิศทั่วไปเป็นหลัก

Battery & Heat & Noise

ASUS

แบตเตอรี่ในตัว ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะเป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน (Li-ion) ขนาด 42Wh ความจุ 3,640 mAh (Typical) / 3,550 mAh (Rated) โดยตัวแบตเตอรี่จะวางตัวเป็นแนวยาวที่แถบที่วางข้อมือใต้ตัวเครื่อง

battmon 2

ซึ่งความจุนี้ เมื่อนำมาทดสอบตามมาตรฐานของทาง Notebookspec โดยเปิดเสียงลำโพงเพียง 10% ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุดและใช้โหมดประหยัดพลังงานแล้วดูคลิปความยาว 30 นาทีผ่านทาง Microsoft Edge แล้ว ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะใช้งานได้นานสุดที่ 10 ชั่วโมง 32 นาที ซึ่งถือว่าใช้งานต่อเนื่องได้นานระดับหนึ่งเลย ดังนั้นถ้าพกเครื่องไปติดต่องานนอกสถานที่หรือเข้าประชุมเป็นเวลานานๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางคัน

hwmonitor 1

ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องจะดึงอากาศเย็นจากด้านใต้เครื่องเข้ามาแล้วระบายออกทางฮีตซิ้งค์ที่เป่าลมร้อนออกที่ขอบบนตัวเครื่อง และตอนผู้เขียนทดสอบประสิทธิภาพตัวเครื่องด้วยโปรแกรม Benchmark ที่รีดประสิทธิภาพของตัวเครื่องก็จะได้ยินเสียงพัดลมดังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับดังจนรบกวนการใช้งาน และอุณหภูมิที่ได้เมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor จะอยู่ที่ 46-81 องศา และเฉลี่ยที่ 58 องศาเซลเซียส ต้องถือว่าอุณหภูมิที่เกิดขึ้นตอนใช้โปรแกรมทดสอบตัวเครื่องรันทำงานหนักๆ ก็ไม่มีปัญหา และตอนใช้งานจริงเสียงพัดลมก็ถือว่าเบาหรือไม่มีเสียงเลยด้วยซ้ำหากไม่รันงานหนักๆ

User Experience

ASUS

ในแง่ประสบการณ์การใช้ ASUS ExpertBook L1 ทำงานดู นับว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับคนทำงานทั้งแบบนั่งออฟฟิศและคนที่พกเครื่องติดตัวไปประชุมหรือบรีฟงานกับลูกค้าก็ได้ เพราะถึงหน้าสเปคจะบอกว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีขนาด 14 นิ้วก็ตาม แต่มิติและการออกแบบต้องถือว่าดูเล็กและเบาจนบางครั้งรู้สึกว่าถือเครื่องขนาด 13 นิ้วอยู่เลย และระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ที่ทำได้ 10 ชั่วโมง 30 นาที ก็ถือว่าไว้ใจพกพาไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีอแดปเตอร์เลยก็ได้

ฝั่งของคนที่ต้องนั่งพิมพ์งานหน้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน ต้องถือว่าดีไซน์ ErgoLift Hinge ที่ยกตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นทำให้วางมือพิมพ์งานได้สะดวกและไม่เมื่อยมือด้วย ส่วนของพอร์ตที่ให้มาก็มีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทำให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้เยอะและหลากหลายแบบดีด้วย อาจจะขาดแค่ SD card reader อีกอย่างเดียวก็จะครบเครื่องแล้ว แต่เท่าที่ ASUS ติดตั้งมาให้ ก็ถือว่าได้มาเยอะเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว

ASUS

ส่วนของคนที่กำลังสงสัย ว่า AMD Ryzen 3 3250U ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องเฉพาะการทำงานทั่วไปแล้ว ต้องถือว่าเดิมๆ ติดเครื่องกับแรม 4GB ออนบอร์ดนั้น สามารถใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสารทั่วไปได้อย่างแน่นอน ไม่มีปัญหาเรื่องหน่วงช้าอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครเอาไปทำงาน, ไปเรียนออฟหรือออนไลน์ก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้างานที่ทำเป็นไฟล์ Excel ที่มีจำนวน Cell ข้อมูลเยอะ หรือเปิดเบราเซอร์หลายๆ แท็บพร้อมกัน แนะนำว่าควรอัพเกรดแรมไปขั้นต่ำ 8GB หรือมากกว่านั้นเพื่อให้มีพื้นที่เผื่อเอาไว้สักหน่อยจะได้ไม่เจอปัญหาหน่วงจากแรมไม่พอใช้งาน และในแพ็คเกจยังมีเมาส์ไร้สายของ ASUS แถมมาด้วย เลยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมากนัก ยกเว้นคนที่ต้องการเมาส์ที่มีระบบมาโครเพื่อเซ็ตปุ่มทางลัดพิเศษเอาไว้ใช้งานกับโปรแกรมหนึ่งเป็นพิเศษก็ค่อยซื้อเพิ่มเติมก็ได้ แต่ของแถมที่ติดมากับกล่องนั้นต้องถือว่า ASUS ให้มาเยอะพร้อมเริ่มใช้งานได้เลย

Conclusion & Award

ASUS

สุดท้ายแล้ว ถ้าใครเป็นคนที่หาโน๊ตบุ๊คสายทำงานและมีโจทย์หลักว่าต้องมีพอร์ตเชื่อมต่อหลากหลาย เพราะต้องเอาไปต่ออุปกรณ์หลากหลายแบบเพื่อทำงานหรือพรีเซนต์ล่ะก็ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ยังอัพเกรดเพิ่มแรม, SSD ในเครื่องได้พร้อมมีอุปกรณ์สำหรับอัพเกรดแถมมาในกล่องด้วย ต้องถือว่าเป็นเครื่องที่ตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มคนทำงานได้ดีรุ่นหนึ่ง และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยให้มาแบบครบเครื่อง ทั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ, TPM 2.0, Kensington Lock เรียกว่าเสริมความเป็นส่วนตัวและรักษาความปลอดภัยทั้งกายภาพและดิจิตอลของเครื่องนี้ได้ดีเลย

นอกจากนี้ เรื่องการดีไซน์น้ำหนักและมิตัวเครื่องนั้น ต้องถือว่า ASUS นั้นทำให้ ExpertBook L1 เครื่องนี้สวยและดูดี และตัวเครื่องเวลาพกพาหรือหยิบเครื่องไปไหนมาไหน ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดเครื่องเล็กกว่า 14 นิ้ว เวลาใช้งานจริงพกพาไปไหนมาไหนก็รู้สึกพกพาง่ายมากอีกด้วย

ASUS

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะขาดพอร์ต SD หรือ microSD card reader และควรอัพเกรดแรมในตัวเครื่องเพิ่มเติมด้วยถ้าใช้งานหนักแล้ว ก็มีเรื่องประสิทธิภาพของการ์ดจอออนบอร์ดที่อยู่ระดับใช้งานได้ แต่ไม่แนะนำให้เอาไว้ทำงานแต่งภาพหรือเอาไปเล่นเกม เพราะก็ไม่ใช่โจทย์งานของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าโจทย์การใช้งานคือการพกพา ทำงาน อัพเกรดเครื่องได้และราคาไม่แพงเกินไป ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากรุ่นหนึ่ง

award

award new mobility

Best Mobility

โน๊ตบุ๊คที่น้ำหนักเครื่องราว 1.47 กิโลกรัม รวมอแดปเตอร์แล้วหนักราว 1.75 กิโลกรัมนั้น เรียกว่าหาได้ทั่วๆ ไปในท้องตลาด ณ ตอนนี้ แต่จุดที่ทำให้ ASUS ExpertBook L1 ได้รางวัล Best Mobility นั้น คือเรื่องการบาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่อง, การออกแบบมิติตัวเครื่องที่ทำให้ตัวเครื่องขนาด 14 นิ้วดูเล็กเหมือนเครื่องขนาด 13 นิ้วหรือเล็กกว่านั้น ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่ายมาก

award new value

best value

ในแง่ Best Value จากมุมของผู้เขียน นอกจากพอร์ตด้านข้างตัวเครื่องที่ให้มาแบบครบเครื่องพร้อมใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมหรือหัวแปลงมาเสริมให้เสียเงินเพิ่ม อัพเกรดแรมได้สูงสุด 32GB และมีอแดปเตอร์สำหรับเสริม 2.5″ SATA III SSD เอาไว้เซฟงานเพิ่มเติมได้ด้วย เรียกว่าถ้ามองลึกๆ แล้วถือว่าคุ้มค่าครบเครื่องมาก

from:https://notebookspec.com/web/618973-review-asus-expertbook-l1

7 เว็บไซต์ ดาวน์โหลด Template PowerPoint ฟรี สำหรับงานพรีเซนต์สวยๆ ปังๆ

แนะนำเว็บไซต์แจก Template PowerPoint ฟรี พรีเซนต์สวย นำเสนอปัง

Template PowerPoint ฟรี

PowerPoint นั้นอย่างที่ทราบกันนี้อยู่แล้วว่าเป็นโปรแกรมจากทาง Microsoft ที่มีไว้สำหรับการทำงาน Presentation ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามความครีเอทของผู้ใช้งาน แต่ส่วนใหญ่นั้นก็จะนิยมทำเป็นในรูปแบบ Slide ซึ่งก็จะมีทั้งใส่เอฟเฟกต์และไม่ใส่ จะดีแค่ไหนถ้าเรามี Template PowerPoint สวยๆ ไว้ใช้ในงานทำงาน เพิ่มความดูดี สวย ทำให้งาน Present ที่ออกมาดูน่าดูและน่าสนใจขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ทีมงานจึงจะมาแนะนำเว็บไซต์ สำหรับดาวน์โหลด Template PowerPoint ฟรี ให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้เลยทันที


วิธีติดตั้ง/นำเข้า Template PowerPoint

ก่อนที่เราจะไปดูเว็บไซต์ที่แจก Template PowerPoint ฟรีให้ดาวน์โหลดกันนั้น เรามาดูวิธีการติดตั้ง Template ใน PowerPoint กันก่อนดีกว่า เพื่อที่ว่าใครที่ดาวน์โหลดไปแล้วจะได้ไม่งง และสามารถนำไปใช้กันได้ง่ายๆ

po2
  • เมื่อเราดาวน์โหลด Template สำหรับ PowerPoint มาแล้ว >> เริ่มต้นให้เราเปิดโปรแกรม Microsoft PowerPoint ขึ้นมา >> คลิกที่แถบเมนู Design (ออกแบบ) จะปรากฏ Template ต่างๆ ขึ้นมา (ตัวอย่างที่นำมานั้นเป็น Microsoft PowerPoint 2016)
Po3
  • จากนั้นให้เรานำเมาส์ไปคลิกที่ More (ลูกศรด้านล่างสุดของช่อง Templates) >> จะปรากฏหน้าของ Template เป็นจำนวนมากขึ้นมา ซึ่งเป็น Template ที่ทางโปรแกรมมีมาให้อยู่แล้วในเบื้องต้น >> เลือก ‘Browse for Themes…’ ก็จะปรากฏหน้าต่างสำหรับเปิดไฟล์ Template ที่เราดาวน์โหลดมา >> จากนั้นก็ให้ไปเลือกไฟล์ Template ที่เราได้ทำการดาวน์โหลดมา >> จากนั้นกด Open
po4
  • เพียงเท่านี้ Template ที่เราดาวน์โหลดมา ก็จะมาปรากฏบนโปรแกรม Microsoft PowerPoint ของเราแล้ว ง่ายมากๆ

ในการนำเสนอผลงานผ่าน Presentation นั้น ก็มีทั้งการนำเสนอต่อหน้าที่ประชุม หรือการนำเสนอในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งการนำเสนอแบบนี้นอกจากที่ผู้นำเสนอจะต้องเตรียมตัวในการนำเสนอแต่ละสไลด์มาเป็นอย่างดีแล้ว สิ่งที่เรานำมาเสนอจะต้องน่าสนใจด้วย การออกแบบ Presentation ที่ดี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เนื้อหาของเรามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เรามาดูเว็บไซต์สำหรับการดาวน์โหลด Template PowerPoint ฟรี กันเลย

1. AllPPT

Po5

เริ่มต้นกันด้วยเว็บไซต์ AllPPT ที่ถือว่าเป็นคลัง Template สำหรับ PowerPoint ที่เปิดให้เรา ได้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันฟรีๆ มีเทมเพลตหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เทมเพลต PowerPoint, Powerpoint Diagram และ PPT Charts ดีไซน์ที่ทำออกมาก็มีทั้งแบบเรียบหรูดูดี หรือมีสีสันสดใส หรือจะเป็นแบบลวดลายต่างๆ ก็มีให้เลือกดาวน์โหลดได้ตามต้องการเลย ตัวเทมเพลตในเว็บยังสามารถใช้กับงานได้หลากหลายรูปแบบ

  • มีเทมเพลตให้เลือกดาวน์โหลดมากมาย ทั้งแบบเท่ๆ เรียบหรูดูดี หรือจะมีสีสันสดใส
  • สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ไม่ติดลายน้ำ
  • ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็สามารถดาวน์โหลดได้
  • การดาวน์โหลดนั้นทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เราเลือกเทมเพลตที่เราต้องการ >> คลิกเข้าไป ก็จะเจอการรายละเอียดและตัวอย่างการใช้งานเทมเพต >> จากนั้นกดที่ ‘Click Here to Download This PPT Template’ เพียงเท่านี้ก็สามารถดาวน์โหลดได้แล้ว

2. Free PowerPoint Templates and Slides by FPPT.com

po6

สำหรับ Template ในเว็บไซต์นี้นั้น ก็มีให้เลือกมากมายหลากหลาย กว่า 10,000 แบบเลยทีเดียว ซึ่งเทมเพลตจากเว็บไซต์นี้ก็เหมาะมากๆ สำหรับสายวิชาการ ใครที่ต้องการเทมเพลตที่ดูเป็นทางการแต่ก็ยังมีความดูดี สวยงาม น่ามอง เหมาะกับการนำเสนอด้านวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานวิจัย, งานวิชาการ, วิทยานิพนธ์, นำเสนอผลงานในเชิงธุรกิจ วิศกรรม การแพทย์ การบริหาร ฯลฯ ตัวเว็บยังมีการแยกหมวดหมู่ให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ ทำให้สามารถค้นหาได้อย่างง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก

  • เว็บไซต์นี้มีเทมเพลตให้เลือกมากมายกว่า 10,000 แบบ ให้เลือกได้จุใจเลย
  • เหมาะกับการนำเสนองานสายวิชาการเป็นอย่างยิ่ง
  • ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ง่ายๆ ไม่ติดลายน้ำ
  • การดาวน์โหลดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เลือกเทมเพลตที่ต้องการ ก็จะมีปุ่มสำหรับกด Download ขึ้นมาให้พร้อมเลย สามารถกดดาวน์โหลดมายังอุปกรณ์ของเราได้เลยทันที ง่ายสุดๆ

3. Powerpointify

po7

Powerpointify ถือเป็นเว็บไซต์สำหรับการดาวน์โหลด Template ที่มีมาให้เลือกเยอะมากๆ โดยจะมีทั้งแบบที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี และแบบที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดาวน์โหลดมาใช้งาน ตัวเทมเพลตที่อยู่ในเว็บนี้เป็นเทมเพลตที่ออกแบบมาให้มีความทันสมัย ตัวเว็บจัดหมวดหมู่สำหรับเทมเพลตให้เรียบร้อย ใครอยากได้ในหมวดได้ก็เลือกได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Personal, Education, Medical, Modern, Business, Minimal ฯลฯ

  • มีเทมเพลตให้เลือกมากมาย มีความทันสมัย สวยงามและหลากหลาย
  • มีเทมเพลตให้ดาวน์โหลดทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย
  • มีเทมเพลตหลากหลายแบบ มีทั้งแบบสไลด์ กราฟ แผนภูมิ ฯลฯ
  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้เลย ไม่ต้องสมัครสมชิก
  • การดาวน์โหลดสามารถทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เลือก Template ที่เราต้องการ >> จากนั้นคลิกที่เทมเพลต ก็จะเข้ามาในหน้ารายละเอียด และตัวอย่างการใช้งาน ของเทมเพลตนั้นๆ >> เลื่อนลงมาด้านล่าง แล้วกด Download ได้เลยทันที

4. Template PowerPoint By Powerpointhub

po8

สำหรับ PowerPointHub นี้เป็นเว็บไซต์จากฝีมือคนไทย มีเทมเพลตสวยๆ ให้เราได้เลือกดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี เยอะแยะมากมาย หลากหลายแบบ เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองาน ทั้งในงานด้านการศึกษาไปจนถึงธุรกิจ ทั้งยังมี icon ให้เลือกด้วย เวลาที่เราจะนำไปใช้งานกับมหาลัยหรือองค์กร สะดวกสุดๆ

  • มีเทมเพลตสวยๆ ให้เลือกดาวน์โหลดมากมาย
  • เนื่องด้วยเป็นฝีมือคนไทย จึงทำให้มี icon สำหรับการใช้งานร่วมกับมหาลัยหรืองค์กร
  • การดาวน์โหลดทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เรากดเลือกที่เทมเพลตที่เราต้องการ >> เราก็จะเข้ามาในหน้าของรายละเอียดและกฎต่างๆ ของเทมเพลตนั้นๆ >> จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่าง แล้วกด ‘Download Here ดาวน์โหลดที่นี่’ >> ก็จะไปยังหน้าสำหรับดาวน์โหลด จากนั้นกด Download ได้เลย

5. Behance

po10

สำหรับ Behance เปิดให้บริการทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 โดยมี Template PowerPoint ฟรี ให้ดาวน์โหลดมากมาย ส่วนใหญ่เน้นธีมโมเดิร์น มินิมอล เรียบหรู และเท่ โดยจะมีดาวน์โหลดฟรีแบบไม่จำกัด สำหรับใครที่ต้องการธีม PowerPoint ฟรี ขอแนะนำเว็บไซต์นี้เลย และนอกจากจะมี Template PowerPoint สวยๆ โหลดฟรี แล้ว ยังมีพื้นที่ให้ครีเอทีฟและกราฟิก ดีไซเนอร์เผยแพร่ผลงานของตนเองอีกด้วย

  • มีเทมเพลตสำหรับงานนำเสนอให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ
  • มีความหลากหลายสามารถนำผลงานของตัวเองไปเผยแพร่ได้ด้วย
  • จะต้องสมัคร Adobe Account ก่อน
  • นอกจากจะมีเทมเพลตแล้ว ยังมีไอคอน รวมไปถึงภาพต่างๆ ให้เราสามารถเลือกดาวน์โหลดได้ด้วย
  • การดาวน์โหลดนั้นสามารถทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เลือกที่เทมเพลต หรือผลงานที่เราต้องการ >> คลิกที่เทมเพลตนั้นๆ >> จากนั้นกด Save เพียงเท่านี้ก็สามารถบันทึกเทมเพลต รูป หรือไอคอนนั้นๆ มายังอุปกรณ์ของเราได้แล้ว

6. Slidesgo

po9

สำหรับเว็บไซต์นี้ เหมาะกับสายน่ารักสดใสเป็นอย่างมาก เพราะเว็บไซต์นี้มีเทมเพลตน่ารักๆ มากมายมาให้เลือกดาวน์โหลดกันเลย แต่นอกจากแบบน่ารักแล้ว แบบทางการก็มีเหมือนกัน ทั้ง Professional และ Business เลย ใครที่กังวลว่าจะดูไม่เป็นทางการก็หมดความกังวลใจไปได้เลย ในส่วนของรูปแบบเทมเพลตก็จะมีความน่ารัก ผสมผสานกับ illustration ทำให้ออกมาดูดี ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีธีมสีให้เราได้เลือกก่อนดาวน์โหลดไปใช้งานกันด้วย เหมาะสำหรับการทำงานนำเสนอทั้งผ่านโปรแกรม Microsoft PowerPoint และ Google Slide เลย

  • เทมเพลตเป็นแนว illustration น่ารัก มีให้เลือกมากมาย รวมไปถึงแบบเป็นทางการด้วย
  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก
  • การดาวน์โหลดสามารถทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เลือกธีมหรือเทมเพลตที่เราต้องการ >> จากนั้นคลิกเข้าไปยังเทมเพลตนั้น ซึ่งจะแสดงรายละเอียดและตัวอย่างการใช้งานเราดูก่อนตัดสินใจดาวน์โหลด >> จากนั้นดูที่หัวข้อ ‘Download this template’ สามารถเลือกได้ตามต้องการเลย ว่าจะดาวน์โหลดสำหรับ Microsoft PowerPoint หรือ Google Slide

7. Canva

po11

เว็บไซต์สุดโปรดของใครหลายๆ คน ที่เมื่อไหร่จะต้องพรีเซนต์งานต้องกดเข้า Canva ในทันที! เพราะเว็บไซต์นี้ได้รวบรวมเทมเพลต PPT ฟรี แบบที่ว่าโหลดได้ไม่อั้น สำหรับเว็บไซต์ Canva จะเน้นเทมเพลตที่ทันสมัย เข้ากับทุกสถานการณ์ ทั้งสีสันสดใส สีพาสเทล สีขาว-ดำ และการไล่สี สำหรับใครที่ไม่อยากดาวน์โหลดไปยัง Microsoft PowePoint ก็สามารถนำเสนอผ่านเว็บไซต์นี้ได้อีกด้วยนะ

  • มีเทมเพลตให้เลือกมากมายหลากหลาย ทั้งแนวน่ารักสดใส แนวทางการ ทันสมัย หรือมินิมอล
  • สามารถใช้งานได้ฟรี
  • เราสามารถใช้งาน สร้างงานนำเสนอผ่านเว็บ Canva ได้เลย โดยมีฟีเจอร์มากมาย ทั้งการเปลี่ยนสีพื้นหลัง สีตัวอักษร การใส่รูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการอัพโหลดรูปภาพและนำไปใส่ในงานนำเสนอของเราด้วย

และทั้งหมดนี้ก็คือเว็บไซต์แนะนำสำหรับการดาวน์โหลด Template PowerPoint ฟรี ที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้เลยทันที ไม่เสียค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับใครที่ต้องการ Template รุปแบบใหม่ๆ หลากหลาย และมีความสวยงาม แถมได้นำไปปรับใช้ให้เข้ากับงานนำเสนอของตัวเอง เพิ่มความสวย ความน่าสนใจ ให้งานพรีเซนต์ออกมาเหมือนมือโปร ใครที่สนใจและมองหา Template สวยๆ ใช้งานฟรีอยู่ ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม/ บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านหนังสือออนไลน์
แอพถ่ายรูปฟิล์ม
iPad Gen 9th
แอพที่ควรมีใน iPad
iPad Mini 6

from:https://notebookspec.com/web/619340-template-powerpoint-free-download

จัดสเปคคอม 15000 บาท 5 สเปค การ์ดจอแยก เล่นเกมเบาๆ เทรดหุ้น และแต่งภาพ

จัดสเปคคอม 15000 บาท คอมทำงาน ดูหนัง เทรดหุ้น ประกอบคอมถูก แต่ได้การ์ดจอแยก

จัดสเปคคอม 15000

จัดสเปคคอม 15000 บาท สเปคไม่เบา แถมยังได้การ์ดจอแยก ใครที่กำลังหาคอมราคาประหยัด แต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงาน และการเล่นเกมได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งในงบประมาณนี้ ยังได้การ์ดจอแยกมาอีกด้วย วันนี้เราเซ็ตมาให้ 5 ชุดด้วยกัน มีทั้งซีพียูที่เป็น Intel และ AMD พร้อมแรม 16GB และ SSD โดยใช้เพาเวอร์ซัพพลายแบบ 80+ รวมถึงเคสกระจกข้างใส มีพัดลมไฟ RGB มาอีกด้วย มีให้เลือกด้วยกันหลายแบบ แล้วแต่ความชื่นชอบ อัพเดตในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2564 แบบนี้ สนนราคาเริ่มต้นแค่ 14,000 บาท เท่านั้น

จัดสเปคคอม 15000 บาท ได้การ์ดจอแยก

  1. Intel set 1
  2. Intel set 2
  3. AMD set 1
  4. AMD set 2
  5. AMD set 3
  6. Conclusion

1.Intel set 1

Description Price
CPU Intel Core i3-10105F 3,250
Mainboard MSI H510M-A Pro 2,290
RAM TEAMGROUP Valcan Z DDR4 2666 8GB 1,425
Storage Silicon Power A56 256GB 1,130
Graphic card ASUS Phoenix GT1030 OC 3,690
PSU DEEPCOOL DN500 500W 1,250
Case AERO COOL Mecha Black 1,090
Price 14,125

สำหรับจัดสเปคคอม 15000 บาท เซ็ตแรกนี้จากค่าย Intel ขุมพลังจาก Core i3-10105F หาซื้อง่าย ความเร็วระดับ 4GHz ขึ้นไป และทำงานในแบบ 4 core/ 8 thread ตอบสนองกับงานต่างๆ ได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์พื้นฐาน ไปจนถึงการดูหนังระดับ 4K การตกแต่งภาพพื้นฐานทำได้ไม่ยาก มาคู่กับเมนบอร์ด MSI H510M-A Pro ที่เป็นเมนบอร์ด ที่จัดว่าเป็นเมนบอร์ดระดับ 2 พันต้นๆ แต่ได้ฟังก์ชั่นการใช้งานมาอย่างคุ้มค่า ทั้งในแง่ของอุปกรณ์ต่อพ่วง รองรับแรม DDR4 สูงสุดที่ 3200MHz (64GB) ได้ 2 สล็อต สล็อต PCIe 4.0 เพิ่ม Steel Armor มาให้ได้ความแข็งแกร่ง ระบบเสียงแบบ Audio Boost สล็อตกราฟิกการ์ด และ PCIe x1 มากันครบ ติดตั้ง M.2 ได้ถึง 2 ช่องด้วยกัน สนับสนุน Gigabit LAN และ USB 3.2 Gen2 อีกด้วย บนเมนบอร์ดขนาดกระทัดรัด mATX

จัดสเปคคอม 15000

เซ็ตเริ่มต้นนี้ เราจัดแรมมาให้ DDR4 2666 8GB แต่สามารถเพิ่มเติมได้ในภายหลัง พร้อมกับ SSD 256GB ในแบบ SATA III จุดสำคัญคือ สามารถจัดการ์ดจอแยกมาลง เป็นกราฟิก GeForce GT1030 GDDR5 2GB ให้พอสำหรับการเล่นเกมออนไลน์แบบเบาๆ และการทำงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องแชร์หน่วยความจำเพิ่มเติม โดยมีเพาเวอร์ซัพพลาย 500W จากทาง DEEPCOOL เป็นแบบ 80+ มาให้และเคสสวยๆ ตัวเริ่มต้นจาก AEROCOOL ทั้งหมดนี้อยู่ในงบ 14,125 บาท


2.Intel set 2

Description Price
CPU Intel Core i3-10105F 3,250
Mainboard GIGABYTE H510M S2H 2,550
RAM KINGSTON FURY Beast DDR4 2666 16GB 2,840
Storage WD GREEN 120GB + HDD WD 1TB 1,950
Graphic card ASUS Phoenix GT1030 OC 3,690
PSU AEROCOOL Lux RGB 550W 1,355
Case GAMDIAS ARGUS E4 Black 1,090
Price 16,725

จัดสเปคคอม 15000 บาท ชุดที่ 2 เป็นของ Intel เช่นเดียวกัน ใช้ซีพียู Intel Core i3-10105F น้องเล็กที่ช่วยการทำงานในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ราคาเบาๆ มาคู่กับเมนบอร์ด H510M S2H ของทาง GIGABYTE เน้นที่ฟังก์ชั่นเสริม ร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ สนับสนุน PCIe 4.0 มีสล็แตแรมให้ 2 ช่อง แต่เสริมภาคจ่ายไฟมาในระดับ 6+2 phase เพื่อให้รองรับการอัพเกรดเป็นซีพียูระดับ i5 หรือ i7 ได้ในอนาคต มีสล็อต M.2 SSD มาให้ 1 ช่อง นอกเหนือจาก SATA III ที่มีให้ถึง 4 พอร์ตด้วยกัน จุดเด่นอยู่ที่พอร์ตอุปกรณ์ต่อพ่วงด้านหลัง ที่จัดมาให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2, 2.0 และพอร์ตแสดงผลครบถ้วน ทั้ง HDMI, DisplayPort, DVI และ D-Sub ซึ่งเอาใจคนที่ต้องการใช้งานกราฟิกบนซีพียู หรือ iGPU เอาไว้ด้วย กรณีที่ซื้อซีพียูในซีรีส์ที่ไม่ใช่ F หรือ KF มาใช้

จัดสเปคคอม 15000

โดยในเซ็ตนี้ เราจัดแรม DDR4 2666 มาให้ถึง 16GB ทำงานในแบบ Dual-channel และใส่ SSD สำหรับบูตระบบและติดตั้งโปรแกรมแบบง่ายๆ 120GB แต่เพิ่มฮาร์ดไดรฟ์ ให้กับคนทำงานมาถึง 1TB ลงโปรแกรม หรือเก็บไฟล์งานเพิ่มได้ในนี้เลย และมีกราฟิกการ์ดแยกเป็น GeForce GT1030 มาด้วย พร้อมเพาเวอร์ซัพพลาย 550W พัดลมไฟ RGB และเคสสวยๆ กระจกข้างใสจาก GAMDIAS มาในงบประมาณที่เกินไปนิดหน่อย 16,725 บาทเท่านั้น


3.AMD set 1

Description Price
CPU AMD Ryzen 3 3200G 4,090
Mainboard GIGABYTE B450M S2H 2,190
RAM KINGSTON HyperX FURY RGB DDR4 3200 16GB 3,590
Storage ADATA Ultimate SU630 240GB + WD Blue 1TB 2,080
Graphic card RX Vega 3
PSU COUGAR STX550 550W 1,290
Case AERO COOL Quantum Mesh V2 Black 1,190
Price 14,430

สำหรับการจัดสเปคคอม 15000 บาทนี้ จะเป็นเซ็ตที่ใช้ขุมพลังจาก AMD Ryzen 3 3200G ซึ่งแม้ว่าจะเป็นซีพียูในกลุ่มที่เกือบเป็น APU รุ่นน้องเล็ก แต่กราฟิกที่มีมาในตัว ถือว่าตอบโจทย์ในด้านความบันเทิงได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลน์ง่ายๆ หรือใช้ดูหนัง วีดีโอ Full-HD และ 4K ได้ลื่นๆ ทำงานบนเมนบอร์ด GIGABYTE B450M S2H ที่เป็นเมนบอร์ดในชิปเซ็ตระดับกลาง แม้จะเป็นซีรีส์ AMD 400 แต่ต้องถือว่าให้ฟังกชั่นการใช้งานมาแบบครบครัน เหมาะกับการทำงานและความบันเทิง อีกทั้งรองรับการปรับแต่งได้ดี ไม่ว่าจะเป็นซีพียูหรือแรมก็ตาม รวมถึงยังสามารถอัพเดต BIOS เพื่อให้รองรับซีพียู AMD Ryzen 5000 series ได้อีกด้วย อัพเกรดได้ดีในระดับหนึ่ง มีสล็อตแรมให้ 2 สล็อต รองรับแรม DDR4 ได้สูงสุด 3600MHz และใช้ได้ถึง 64GB ให้สล็อต PCIe 3.0 x16 รวมถึง x1 มาให้ถึง 2 สล็อตด้วยกัน เช่นเดียวกับสล็อต M.2 PCIe 1 สล็อต เช่นเดียวกับ SATA III 4 พอร์ตด้วยกัน รวมถึงพอร์ตต่อพ่วง USB 3.1 และพอร์ตแสดงผล D-Sub, HDMI และ DVI ครบครัน

จัดสเปคคอม 15000

และเพื่อให้การทำงานไหลลื่นมากขึ้น เราจัดแรม DDR4 3200 มาให้กับเซ็ตนี้ไว้ 16GB ในแบบ Dual-channel และใส่ SSD 240GB ในแบบ SATA III พร้อมเสริมด้วยฮาร์ดดิสก์ 1TB จาก WD Blue โดยใช้พลังกราฟิกจากตัวซีพียู ที่เป็น Vega 3 ที่ให้การใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง และยังเพิ่มกราฟิกการ์ดในการอัพเกรดได้ในภายหลัง เพาเวอร์ซัพพลายให้มา 550W ในแบบ 80+ และเคสสวยๆ ข้างใส ให้พัดลมระบายความร้อนแบบจัดเต็มมาให้ กับงบประมาณเซ็ตนี้แค่ 14,430 เท่านั้น


4.AMD set 2

Description Price
CPU AMD Ryzen 3 3300X 5,290
Mainboard AORUS B450 Elite 3,150
RAM PNY XLR8 RGB DDR4 3200 8GB 1,605
Storage WD Blue SN550 500GB 2,040
Graphic card GIGABYTE GEFORCE GT 1030 D4 2G 3,190
PSU COUGAR STX550 550W 1,290
Case AERO COOL Glider Cosmo G Black 990
Price 17,555

มาถึงเซ็ต AMD ในการจัดสเปคคอม 15000 บาทอีกรุ่นหนึ่ง จะต่างจากเซ็ตแรกคือ ใส่กราฟิกการ์ดเพิ่มมาให้กับเซ็ตนี้ด้วย สำหรับคนที่อยากได้ความแรงเพิ่มขึ้นมา กับการใช้งานที่คล่องตัว โดยมีขุมพลังซีพียู AMD Ryzen 3 3300X ที่เรียกว่ายังพอหาได้ในปัจจุบัน ยกระดับความเร็วขึ้นมา และสนับสนุนการโอเวอร์คล็อก จับคู่มากับเมนบอร์ด AORUS B450 Elite ที่จัดว่าเป็นเมนบอร์ดในกลุ่มเกมมิ่ง ประสิทธิภาพน่าใช้ ในราคาที่ประหยัดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกฟีเจอร์ที่ได้ เพราะนอกจากจะได้เมนบอร์ดชิปเซ็ตกลาง แต่ฟังก์ชั่นท็อปแล้ว ยังรองรับซีพียู AMD Ryzen 5000 series ได้อีกด้วย กับเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ใส่แรมได้ 4 สล็อต สูงสุด 128GB DDR4 3600 สล็อต PCIe 3.0 x16 และ x4 อย่างละช่อง รวมไปถึง x1 อีก 2 ช่อง เช่นเดียวกับ M.2 slot สำหรับ SSD ที่มีให้ 2 สล็อตด้วยกัน อัพเกรดได้ง่ายขึ้น รองรับ Gigabit LAN และฟีเจอร์ RGB อย่าง FUSION 2.0 ระบบเสียงชั้นยอด และพอร์ตรุ่นใหม่ๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1และพอร์ตแสดงผล HDMI และ DVI

จัดสเปคคอม 15000

และเซ็ตนี้เรายังติดตั้งแรมให้เป็น DDR4 3200 16GB เพื่อความคล่องตัว และยังเหลืออีก 2 สล็อต เพื่ออัพเกรดในภายหลัง พร้อมกับกราฟิกการ์ด GeForce GT1030 และใส่ SSD ในแบบ M.2 NVME PCIe 500GB จาก WD Blue กับเพาเวอร์ซัพพลาย 550W 80+ และเคสสวยๆ จาก AEROCOOL อีกด้วย อาจจะเกินงบประมาณไปบ้างคือ 17,055 บาท แต่ก็มีให้ครบเครื่อง อัพเกรดได้


5.AMD set 3

Description Price
CPU AMD Ryzen 5 5600G 10,100
Mainboard ASROCK B550M-HDV 2,820
RAM KINGSTON FURY Beast DDR4 2666 16GB 2,840
Storage Apacer PANTHER AS340 240GB 1,110
Graphic card RX Vega
PSU AEROCOOL Lux RGB 550W 1,355
Case Tsunami Coolman 205-1 Ablaze 1,175
Price 16,560

มาถึงการจัดสเปคคอม 15000 บาทเซ็ตที่ 5 กันแล้ว จัดสเปคคอม 15,000 บาทในชุดนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแบบการ์ดจอแยกมาให้ แต่ด้วยความแรงของกราฟิก Vega 7 ก็ช่วยให้การทำงาน ไปจนถึงการเล่นเกม ที่ไม่โหดหินกินสเปคเกินไปนัก ลื่นไหลมากขึ้น ด้วยขุมพลังจาก AMD Ryzen 5 5600G รุ่นใหม่ล่าสุด ทำงานในแบบ 6 core/ 12 thread เรี่ยวแรงเหลือเฟือกับการทำงานในปัจจุบัน มาคู่กับเมนบอร์ด ASRock B550M-HDV กับความเรียบง่าย แต่ก็ได้ฟังก์ชั่นในการทำงานมาพอสมควร บนชิปเซ็ตระดับ B550 เพราะปรับแต่งได้ทั้งแรม และซีพียู รองรับแรม DDR4 4733MHz มาพร้อม PCIe 4.0 x16 สำหรับการ์ดจอรุ่นใหม่ และมีสล็อต PCIe x1 มาให้กับเหล่าสตรีมเมอร์ พอได้ใส่ Capture card ได้อีกด้วย ภาคจ่ายไฟ 6-phase รองรับ M.2 PCIe 4.0 x4 สำหรับ SSD ความเร็วสูง และพอร์ตแสดงผลที่มีให้ครบ HDMI, DVI และ D-sub ในราคาแค่ 2 พันต้นๆ เท่านั้น

จัดสเปคคอม 15000

เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานด้วยแรม 16GB DDR4 3200 โดยมี SSD 240GB มาให้ พร้อมกับเพาเวอร์ซัพพลาย 80+ ในระดับ 550W และเคสข้างใส พัดลมสวยจาก Tsunami มาให้อีกด้วย รวมๆ แล้วอาจจะเกินงบไปบ้าง อยู่ที่ประมาณ 16,560 บาท แต่ก็เหมาะกับคนที่ยังลังเลว่าจะเก็บสล็อตเอาไว้ เพิ่มการ์ดจอแรงๆ ในภายหลัง ใช้กราฟิกบนซีพียูไปก่อน ซึ่งรุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีไม่น้อยเลย


Conclusion

จัดสเปคคอม 15000 บาท Intel Set 1 Intel Set 2 AMD Set 1 AMD Set 2 AMD Set 3
CPU Intel Core i3-10105F Intel Core
i3-10105F
AMD Ryzen
3 3200G
AMD Ryzen 3 3300X AMD Ryzen
5 5600G
Mainboard MSI H510M-A Pro GIGABYTE H510M S2H ASROCK A520M/ac AORUS B450 Elite ASROCK B550M-HDV
RAM TEAMGROUP Valcan Z DDR4 2666 8GB KINGSTON FURY Beast DDR4 2666
16GB
KINGSTON HyperX FURY RGB DDR4
3200 16GB
PNY XLR8 RGB
DDR4 3200 8GB
KINGSTON FURY Beast
DDR4 2666 16GB
Storage Silicon Power A56 256GB WD GREEN 120GB + HDD WD 1TB ADATA Ultimate SU630 240GB + WD Blue 1TB WD Blue SN550 500GB Apacer PANTHER
AS340 240GB
Graphic card ASUS Phoenix GT1030 OC ASUS Phoenix GT1030 OC RX Vega 3 GIGABYTE GEFORCE
GT 1030 D4 2G
RX Vega
PSU DEEPCOOL DN500 500W AEROCOOL Lux RGB 550W COUGAR
STX550 550W
COUGAR
STX550 550W
AEROCOOL
Lux RGB 550W
Case AERO COOL Mecha Black GAMDIAS Argus E4 Black AERO COOL
Quantum Mesh V2 Black
AERO COOL
Glider Cosmo G Black
Tsunami Coolman
205-1 Ablaze
Price (Baht) 14,125 16,725 14,430 17,555 16,560
PC set conclusion

ก็ครบถ้วนกันไป สำหรับการจัดสเปคคอม 15000 บาท ซึ่งมีให้เลือก 5 สเปคทั้ง Intel และ AMD เอาใจคนที่อยากได้คอมราคาประหยัด แต่สามารถจัดการ์ดจอลงไปในเซ็ตได้ ซึ่งที่เราจัดให้เริ่มต้นที่ 14,000 บาท ที่ได้ Intel Core i3 พร้อมการ์ดจอแยก และมี SSD มาให้ รวมถึงแรม 8GB ซึ่งหากต้องการความแรงที่เพิ่มขึ้น เพิ่มแรมอีก 8GB ก็ช่วยให้ทำงานได้ลื่นขึ้น หรือจะขยับมาที่ Intel ชุดที่ 2 ในงบสูงหน่อย 16,700 บาท แต่ได้แรมเป็น 16GB และ SSD+HDD มาในตัว เปิดเครื่องก็ไว และยังมีพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น ซึ่งหากจะให้ลงตัวมากกว่านี้ เพิ่มเป็น SSD 500GB ก็ไวขึ้นแล้ว ส่วนถ้ามีงบเยอะหน่อย เกินไปสัก 2,000 บาท มีตัวเลือกอย่าง AMD set 2 ที่ได้ซีพียูตัวแรงอย่าง AMD Ryzen 3 3300X มาคู่กับเมนบอร์ด B450 ตัวแรงจาก AORUS มีแรมให้ DDR4 8GB แต่จะได้ SSD 500GB และการ์ดจอแยก GeForce GT1030 มาด้วย แต่ถ้าเน้นความสดใหม่ AMD Set 3 ให้คุณได้ กับซีพียู AMD Ryzen 5 5600G รุ่นใหม่ กราฟิกมาในตัว Radeon Vega 7 ที่แรงพอตัว ตอบโจทย์ได้ มีงบประมาณเพิ่ม ค่อยซื้อการ์ดจอมาเพิ่มในภายหลัง ใครที่สนใจหรืออยากจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งาน ลองขยับกันได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/web/618513-pc-spec-15000-w-graphic-game

สรุป MacBook Pro และ Apple M1 Pro, M1 Max ใหม่ แรง พอร์ตครบ ราคาเริ่ม 73,900 บาท

MacBook Pro พร้อมชิป Apple M1 Pro, M1 Max ใหม่ที่หักปากกาเซียนด้วยความโปรเต็มแม็กซ์

macbook pro cover

นอกจาก AirPods, HomePod mini และแผนการให้บริการสตรีมมิ่งเพลง Apple Music ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว ดาวเด่นของงานคงไม่พ้น MacBook Pro ที่ติดตั้งชิป Apple M1 รุ่นใหม่ทั้งหมด 2 ตัว ได้แก่ Apple M1 Pro, Apple M1 Max ซึ่งแตกต่างจากข่าวลือข่าวหลุดก่อนหน้านี้ว่า Apple จะตั้งชื่อ SoC (System On Chip) ใหม่ของตัวเองว่า Apple M1X อย่างสิ้นเชิง

นอกจาก MacBook Pro รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในงานนี้แล้ว ก็ต้องยกไฟสปอตไลท์ให้กับ SoC ใหม่สุดแรงทั้งสองรุ่นที่จะนำมาใส่ใน MacBook Pro ด้วย ซึ่งถ้าดูจากหน้าสเปคในวิดีโอเปิดตัวที่ผ่านมา จะเห็นว่าตัวคอร์ของชิปเปลี่ยนจาก 8 คอร์ แบบแยก 4 คอร์แบบ high-performance และ high-efficiency อย่างละครึ่งเป็น 10 คอร์แล้วจัดสรรปันส่วนในตัว SoC กันใหม่เสร็จสรรพอีกด้วย ซึ่งถ้าไม่กล่าวถึงประสิทธิภาพของชิปนี้แล้วข้ามไป MacBook Pro เลย ก็คงกระไรอยู่ ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าชิปทั้งสองรุ่นนี้ประสิทธิภาพดีกว่าเดิมอย่างไรบ้าง 

MacBook Pro 2 size

สรุปความโปรเต็มแม็กซ์ของ Apple M1 Pro, Apple M1 Max ซีพียูหักปากกาเซียนข่าวหลุด

pro max m1

Apple SoC รุ่นใหม่ที่เปิดตัวแล้วนำไปใส่ใน Apple MacBook Pro รุ่นล่าสุดของทางค่ายนั้น จะมีทั้งหมด 2 รุ่น คือรุ่นเริ่มต้นเป็น Apple M1 Pro และรุ่นที่ประสิทธิภาพสูงสุดคือ Apple M1 Max ซึ่งถ้าเรียงประสิทธิภาพของ Apple SoC ในท้องตลาดปัจจุบัน จะเป็น Apple M1 ถัดมาเป็น Apple M1 Pro และพี่ใหญ่สุด Apple M1 Max นั่นเอง

Apple M1 Pro ตัวแรงภาคต่อจาก Apple M1

sum m1 pro system

ชิป Apple M1 Pro จัดเป็น Apple SoC รุ่นอัพเกรดจาก Apple M1 ที่ติดตั้งอยู่ในสินค้ากลุ่มพีซีของ Apple ในตอนนี้ เป็นสถาปัตยกรรม 5nm และได้รับการอัพเกรดกันมาแบบจัดเต็ม ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า Apple M1 ตัวดั้งเดิม 70% และ Johny Srouji รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ (SVP, Hardware Technologies) ของ Apple ให้รายละเอียดของชิปใหม่ไว้ดังนี้

  • คอร์ของซีพียู – แยกเป็น 2 ชุด ได้แก่ คอร์ประสิทธิภาพสูง (high-performance cores) จำนวน 8 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน (high-efficiency cores) อีก 2 คอร์ รวมเป็น 10 คอร์
  • คอร์กราฟฟิค (GPU) – สูงสุดที่ 16 คอร์ แต่จากหน้าสเปคของ MacBook Pro ที่ใช้ชิป M1 Pro จะแยกเป็น 2 สเปค คือ รุ่นเริ่มต้นมี 14 คอร์ ส่วนรุ่นสูงสุดมี 16 คอร์ มี 2,048 execution units, มีความเร็วคำนวน floating-point ที่ 5.2 teraflops ถ้าเทียบประสิทธิภาพเฉพาะ GPU แล้ว ตัว GPU ของ M1 Pro จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า M1 ถึง 2 เท่าทีเดียว
  • Neural Engine – หรือคอร์ Machine Learing ในตัวซีพียูมีจำนวน 16 คอร์ ทุกสเปค
  • Memory bandwidthมีความเร็วรับส่งข้อมูล 200 GB/s ซึ่งรับส่งข้อมูลได้เร็วมาก
  • Media Engine – มี Hardware accelerated รองรับการเข้าและถอดรหัสไฟล์วิดีโอแบบ H.264, HEVC, ProRes และ ProRes RAW และรองรับการสตรีมไฟล์วิดีโอ ProRes ความละเอียด 4K, 8K หลายคลิปพร้อมกันได้
  • Display Engine – ตัวชิปฝัง Display Engine เอาไว้ในตัวเพื่อรองรับการต่อใช้งานหลายหน้าจอพร้อมกัน และมี Thunderbolt I/O หรือชิปควบคุมการทำงานของพอร์ต Thunderbolt ติดตั้งไว้ใน Apple M1 Pro ด้วย
  • หน่วยความจำรวม (Unified Memory) – เริ่มต้นที่ 16GB สั่งปรับแต่งสเปคเพิ่มเป็น 32GB ได้
พี่ใหญ่สุดของตระกูล Apple M1 Max

m1 max sum

สำหรับรุ่นใหญ่สุดของ Apple SoC ที่ทางบริษัทเปิดตัวและนำมาติดตั้งใน MacBook Pro ในตอนนี้จะเป็น Apple M1 Max ซึ่งสเปคเรียกว่าแรงเหลือเชื่อพร้อมสเปคที่อัพเกรดจาก Apple M1 Pro ให้เร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ดังนี้

  • คอร์ของซีพียู – แยกเป็น 2 ชุด ได้แก่ คอร์ประสิทธิภาพสูง (high-performance cores) จำนวน 8 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน (high-efficiency cores) อีก 2 คอร์ รวมเป็น 10 คอร์
  • คอร์กราฟฟิค (GPU) – มี 32 คอร์ ไม่มีการแยกจำนวนคอร์ GPU เหมือนกับ M1 Pro มี 4,096 execution units, มีความเร็วคำนวน floating-point ที่ 10.4 teraflops ถ้าเทียบประสิทธิภาพเฉพาะ GPU แล้ว ตัว GPU ของ M1 Pro จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า M1 ถึง 4 เท่า
  • Neural Engine – หรือคอร์ Machine Learing ในตัวซีพียูมีจำนวน 16 คอร์
  • Memory bandwidthเพิ่มความเร็วรับส่งข้อมูลเป็น 400 GB/s มากกว่า M1 Pro ถึง 2 เท่า
  • Media Engine – มี Hardware accelerated รองรับการเข้าและถอดรหัสไฟล์วิดีโอแบบ H.264, HEVC, ProRes และ ProRes RAW เช่นกัน แต่มีตัว Engine สำหรับเข้ารหัสวิดีโอ 2 ตัว กับเอนจิ้นสำหรับเข้าและถอดรหัส ProRes อีก 2 ตัวด้วยกัน รวมแล้วมี 4 ตัว สำหรับการเข้าและถอดรหัสวิดีโอ
  • Display Engine – ตัวชิปฝัง Display Engine เอาไว้ในตัวเพื่อรองรับการต่อใช้งานหลายหน้าจอพร้อมกัน เหมือนกับ Apple M1 Pro
  • หน่วยความจำรวม (Unified Memory) – เริ่มต้นที่ 32GB สั่งปรับแต่งสเปคเพิ่มเป็น 64GB ได้ เรียกว่าเป็นชิปของ Apple ที่มีหน่วยความจำรวมมากที่สุดในปัจจุบันนี้

m1 max gpu power on battery vs discrete gpu
m1 max gpu performance on battery vs compact pro pc laptop graphics on battery
gpu performance vs power using
gpu performance less power than discrete pc laptop graphics
m1 pro and max cpu performance vs 8 core pc laptop cpu
m1 pro max power consumption per wattage

นอกจากนี้ ทาง Apple เองก็จัดการเทียบประสิทธิภาพของตัว SoC ใหม่ของทางบริษัทกับซีพียูแบบ 4 คอร์ และ 8 คอร์ ที่ติดตั้งในโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เป็นคู่แข่งโดยตรงในกลุ่ม โดยโชว์จุดเด่นหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่

  • CPU Performance vs. power – Apple เผยว่าคอร์ซีพียูของชิป Apple M1 Pro และ M1 Max ที่ใช้พลังงานเพียง 30 วัตต์เท่านั้น พอเทียบกับซีพียูแบบ 4 คอร์ที่ใช้พลังงานระดับ 40 วัตต์ และ 8 คอร์ ที่ใช้พลังงานระดับ 65 วัตต์ จะเห็นว่า M1 Pro, M1 Max ประหยัดพลังงานกว่าซีพียูทั้งสองแบบเป็นอย่างมาก โดย Apple เคลมว่าประหยัดกว่าถึง 70%
  • GPU performance vs. power – ด้านคอร์จีพียูในตัว M1 Pro, M1 Max พอเอาไปเทียบกับการ์ดจอแยก (Discrete PC laptop graphics) ที่ติดตั้งมาในโน๊ตบุ๊ครุ่นที่นำมาเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นว่า Apple SoC นั้นกินพลังงานน้อยกว่าถึง 70% และจีพียูใช้พลังงานต่ำกว่า 100 วัตต์ อีกด้วย
  • การใช้งานโดยไม่เสียบปลั๊ก – ทาง Johny Srouji เคลมเอาไว้ว่าซีพียูทั่วไป เมื่อถอดปลั๊กออกแล้ว ตัวการ์ดจอออนบอร์ดและการ์ดจอแยกจะสลับโหมดเป็นโหมดประหยัดพลังงานและลดประสิทธิภาพของการทำงานของตัวเองลง
    • จากในกราฟจะเห็นว่าเส้น Compact pro PC laptop graphics on battery ที่ Apple นำมาโชว์นั้นจะลดจากเส้นสีเทาอ่อนไปเป็นสีเทาเข้มที่อยู่ด้านล่าง และ Johny Srouji เคลมว่าจีพียูของ Apple M1 Max นั้นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเสมอและแรงกว่าถึง 2.5 เท่า
    • ส่วนของ High-end PC laptop graphics on battery จะเห็นว่าตัวกราฟก็ลดการใช้พลังงานลงเช่นกัน ซึ่ง Johny Srouji ก็เผยว่าตัวจีพียูของ M1 Max สามารถทำงานได้ดีกว่า 3.3 เท่าทีเดียว

m1 size compare

หากเทียบไซซ์ของ Apple SoC แล้ว จะเห็นว่าขนาดของ Apple M1 นั้นมีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม ถัดมาเป็น M1 Pro และ M1 Max ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามประสิทธิภาพและจำนวนคอร์ในตัว

macOS

ด้านซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการอย่าง macOS เอง ทาง Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาซอฟท์แวร์ (SVP, Software Engineering) กล่าวในงานเปิดตัวว่า macOS ที่ทางทีมปรับแต่งให้ทำงานกับ SoC ใหม่ทั้งสองรุ่นได้ดีขึ้นนั้น สามารถทำงานได้เร็วยิ่งกว่าเดิม เปิดแอพฯ ต่างๆ ได้เรียกว่าเร็วในทันที (instantly) แม้จะเป็นโปรแกรมที่กินทรัพยากรหนักก็ทำงานได้สบายๆ เช่นกัน 

unified memory m1

Unified Memory หรือหน่วยความจำรวม ที่เราอาจจะเข้าใจว่าเป็น RAM ของตัวเครื่องที่ใส่รวมเอาไว้กับชิป Apple M1 Pro, M1 Max ทำหน้าที่เป็นเหมือนแรมส่วนกลางที่ CPU, GPU จะแชร์กันใช้งาน ซึ่งแรมส่วนนี้จะไม่สามารถอัพเกรดในภายหลังได้และต้องสั่งปรับแต่งสเปคกันตั้งแต่สั่งซื้อเครื่องเลย ด้านสเปคจะเป็นแรมแบบ High bandwidth มีค่าความหน่วงต่ำ (Low Latency) เป็นแรม LPDDR5 256-bit ที่ Apple ออกแบบเองเพื่อ SoC ของตัวเองโดยเฉพาะ

โดยตัว macOS นั้นออกแบบให้ใช้งาน Unified memory ในตัว M1 Pro, M1 Max ได้อย่างเต็มที่ ทำให้การเรียกและใช้โปรแกรมนั้นๆ ทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยทาง Craig กล่าวว่าตัว Unified memory, CPU, GPU จะสื่อสารกันโดยตรง ทำให้ไม่มีการหน่วงและรอเปิดโปรแกรมหรือประมวลผลเลย

ml

นอกจากนี้คอร์ ML (Machine Learning) ใน SoC ยังทำงานได้ดีและรวดเร็ว โดยเขาเคลมว่าเมื่อเทียบกับ Intel Core i9 รุ่นสูงสุดที่เคยนำมาติดตั้งใน MacBook Pro แล้ว Apple SoC ทำงานเสร็จเร็วกว่า 3 เท่าทีเดียว 

M1 Pro Max system

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัย Apple M1 จะมี Hardware-verified secure boot (ระบบ secure boot โดยใช้ฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องยืนยัน), Runtime anti-exploitation (Runtime สำหรับป้องกันการเจาะระบบเข้ามายึดเครื่อง) และ Fast in-line encryption (การเข้ารหัสแบบ In-line อย่างรวดเร็ว) ติดตั้งมาให้ในชิปเพื่อเข้ารหัสไฟล์ที่อยู่ใน MacBook Pro ทั้งหมด

rosetta
universal

ด้านแอพฯ ของ Apple เองนั้นเรียกว่ารันได้อย่างรวดเร็วไม่มีปัญหา และถ้าเป็นแอพฯ จากฝั่ง x86 หรือ Intel ยังมีตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์อย่าง Rosetta 2 ที่ประสิทธิภาพดี ช่วยให้แอพฯ นั้นๆ ทำงานได้ไหลลื่นไม่มีปัญหารบกวนระหว่างใช้งานเลย นอกจากนี้บางแอพฯ ที่ยังไม่ได้รับการแปลงให้เรียบร้อย macOS จะมีตัว Universal สำหรับคอมไพล์แอพฯ นั้นใหม่อีกครั้งให้รันได้แบบ Native เหมือนแอพฯ ปกติในเครื่องอีกด้วย

apps

นอกจากนี้แอพฯ ด้านครีเอทีฟต่างๆ ของ Apple เองก็ได้รับการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปอีกด้วย โดยฟีเจอร์ที่ทาง Apple อัพเดทได้แก่

  • Logic Pro – เพิ่มฟีเจอร์สร้างเสียงเพลงแบบ Spatial Audio 
  • Final Cut Pro – ฟีเจอร์ Object tracking หรือการจับโฟกัสสิ่งที่เลือก เมื่อใช้งานบน MacBook Pro แล้วจะทำงานได้เร็วกว่าเดิมรวม 5 เท่า และถ้าเรนเดอร์วิดีโอแบบ ProRes จะมี Compressor เข้ามาช่วยให้เรนเดอร์เสร็จเร็วขึ้น 10 เท่า

ซึ่งทาง Apple เสริมว่าไม่ได้จำกัดเอาไว้แต่แอพฯ ของทาง Apple อย่างเดียว แต่รวมไปถึงแอพฯ และ Plugin อื่นๆ ที่มีการปรับแต่งให้เข้ากับ Apple M1 Pro, M1 Max แล้ว โดย Craig ยกตัวอย่างเป็น Lightroom Classic, Cinema 4D, Capture One, Sketch ฯลฯ ซึ่งทางผู้พัฒนาโปรแกรมที่ได้ MacBook Pro ที่ติดตั้ง Apple SoC รุ่นดังกล่าวไปทดลองใช้งานแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสามารถทำงานได้เร็วและลื่นไหลกว่าที่ผ่านมามากจนรุ่นเก่าเทียบไม่ติดเลย

MacBook Pro อัพเกรดเพื่องานระดับโปร เร็วแรงแต่ราคาก็เต็มแม็กซ์

MacBook Pro

MacBook Pro รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปลี่ยนมาเป็น Apple M1 Pro และ M1 Max แล้ว ณ ตอนนี้จะมีตัวเลือกทั้งหมด 2 ขนาดด้วยกัน คือ 14.2 นิ้ว และ 16.2 นิ้วให้เลือก แต่ทั้งสองรุ่นจะแชร์ฟีเจอร์หลักๆ ร่วมกันแทบทั้งหมดและมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีระดับมือโปร และติดตั้ง macOS Monterey มาให้ใช้งาน

MacBook Pro new air system

อย่างแรกที่ทาง Apple จัดการอัพเกรดให้กับ MacBook Pro คือระบบระบายความร้อนโดยเป็นพัดลมคู่ที่ดึงอากาศเข้าจากด้านข้างและออกด้านหลังตัวเครื่องทั้งหมด 2 ตัวด้วยกัน ข้อดีของระบบระบายความร้อนใหม่นี้ คือช่วยระบายความร้อนให้ M1 Pro, M1 Max ในตัวเครื่องรักษาอุณหภูมิอยู่ในระดับที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา

แต่พัดลมจะทำงานเฉพาะตอนรันโปรแกรมหนักๆ เท่านั้น ถ้าเป็นโปรแกรมใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างการเข้าเบราเซอร์หรือพิมพ์งานทั่วๆ ไป ตัวพัดลมจะแทบไม่ต้องทำงานเลย ซึ่งผู้เขียนคาดว่าซอฟท์แวร์ประเภท Logic Pro, Final Cut Pro หรือพวกการเขียนโปรแกรมต่างๆ ถึงจะทำให้พัดลมของ MacBook Pro ทำงาน

thickness of macbook pro

ซ้ายของ 16.2 นิ้ว ขวาของ 14.2 นิ้ว

ส่วนความหนาและน้ำหนักของตัวเครื่อง จากงานเปิดตัวจะเห็นว่าตัวเครื่องรุ่น 14.2 นิ้ว จะหนาเพียง 15.5 มม. หนัก 3.5 ปอนด์ หรือราว 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนรุ่น 16.2 นิ้ว จะหนาขึ้นเล็กน้อยเป็น 16.8 นิ้ว หนัก 4.7 ปอนด์ หรือราว 2.1 กิโลกรัม เทียบกับโน๊ตบุ๊คฝั่ง Windows หลายๆ รุ่นแล้ว ต้องถือว่ามิติตัวเครื่องและน้ำหนักจัดว่าเบาใช้ได้

full keyboard

magic keyboard
keyboard

ด้านคีย์บอร์ดต้องถือว่าทาง Apple ได้กรณีจากการทำคีย์บอร์ดแบบ Butterfly และพยายามแหวกแนวด้วยจอ Touch Bar บนคีย์บอร์ดของ MacBook Pro รุ่นก่อนหน้ามาแล้วแต่ผู้ใช้คงจะไม่ปลื้มนัก เลยทำให้ทาง Apple นำ Magic Keyboard ทั้งตัวมาใส่เป็นคีย์บอร์ดของ MacBook Pro แทน ซึ่งรวมถึงปุ่ม Touch ID ตรงมุมบนขวามือของคีย์บอร์ดด้วย โดยมีปุ่มจริง (Physical keys) มาแทน Touch Bar เลย และเป็นปุ่มแบบ Tactile ของ Mechanical Keyboard ที่ผู้ใช้นิยมใช้งานกัน พร้อมไฟ LED Backlit ที่ตัวอักษรบนปุ่มเช่นเดิม ส่วน Touchpad จะเป็นแบบ Force Touch สำหรับใช้งานกับแอพฯ ที่รองรับฟีเจอร์นี้ด้วย

port l
port r

ส่วนพอร์ตด้านข้างตัวเครื่อง หากผู้ใช้คนไหนมี MacBook Pro รุ่นเก่าอยู่จะจำได้ว่าทาง Apple เปลี่ยนพอร์ตที่ติดตั้งเอาไว้ด้านข้างตัวเครื่องมาใช้พอร์ต Thunderbolt จำนวน 2-4 พอร์ต ตั้งแต่ปี 2016 ที่ผ่านมาแล้ว แต่โมเดลใหม่ล่าสุดนี้ ทาง Apple เลือกเติมพอร์ตสำคัญที่ผู้ใช้มักใช้งานกลับมาให้หลายพอร์ตด้วยกัน ได้แก่

  • พอร์ตฝั่งซ้ายมือจากซ้าย : พอร์ตปลั๊กแม่เหล็ก MagSafe 3, Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, ช่องหูฟัง 3.5 มม. รองรับหูฟังที่มีค่าความต้านทานสูง
  • พอร์ตฝั่งขวามือจากซ้าย : SDXC Card reader, Thunderbolt 4, HDMI
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0

MagSafe

โดย MagSafe นี้จะเป็นเวอร์ชั่นใหม่โดยเป็นหัว MagSafe to USB-C และต่อเข้ากับปลั๊กของ MacBook Pro อีกครั้งหนึ่ง และเจ้าของเครื่องก็เลือกชาร์จได้ว่าต้องการใช้ MagSafe หรือใช้ Thunderbolt 4 ชาร์จแบเตตอรี่ให้เครื่องก็ได้ ซึ่งถ้าใครใช้งาน MacBook มานานระยะหนึ่งแล้ว จะจำได้ว่าพอร์ต MagSafe นั้นเป็นพอร์ตชาร์จแบตเตอรี่ที่ดีรุ่นหนึ่ง เนื่องจากตัวปลั๊กจะดูดติดกับตัวเครื่องด้วยแม่เหล็กและให้กำลังการชาร์จที่ดีทีเดียว และเมื่อเกิดอุบัติเหตุเวลาใครมาสะดุดสาย MagSafe ก็จะหลุดไปแต่ตัวสายและไม่ลาก MacBook Pro ให้กระแทกพื้นด้วย

m1 pro macbook pro
m1

ด้านการเชื่อมต่อหน้าจอแยก MacBook Pro รุ่นใหม่นี้เรียกว่าจัดเต็มทีเดียว โดย Apple เผยว่าถ้ารุ่นที่ใช้ Apple M1 Pro จะเชื่อมต่อหน้าจอ Pro Display XDR พร้อมกันได้ 2 จอ แต่ถ้าเป็น Apple M1 Max จะต่อ Pro Display XDR ได้ 3 จอ กับทีวีความละเอียด 4K อีกหนึ่งจอและทำงานได้พร้อมๆ กัน เรียกว่าประสิทธิภาพของ Apple SoC ใหม่นี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก

new monitor

slim screen

ส่วนขอบหน้าจอใหม่ “Liquid Retina XDR” ของ MacBook Pro ทาง Apple จัดการบีบขอบหน้าจอให้บางลงจนเหลือ 3.5 มม. เทียบแล้วบางกว่ารุ่นเดิม 24% และขอบบนของหน้าจอก็บางลงเหลือ 3.5 มม. ซึ่งบางกว่ารุ่นเดิมถึง 60% ด้วยกัน และติดตั้งกล้องหน้า FaceTime HD เอาไว้เช่นเดิมและจัดการดัน Control bar ขึ้นไปจนอยู่ระนาบระดับเดียวกับกล้องหน้าเพื่อให้เห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้มากยิ่งขึ้น

14.2 inch
14.2
size
resolution 16.2

สำหรับขนาดหน้าจอ ถ้าติดตามข่าวหลุดมาอย่างต่อเนื่องต้องถือว่าข้อมูลนี้ถูกต้องเพราะตัวเครื่องจะมีขนาด 14.2 นิ้ว ความละเอียด 3024×1964 พิกเซล มีเม็ดพิกเซลบนหน้าจอ 5.9 ล้านพิกเซล ส่วนรุ่น 16.2 นิ้ว มี 3456×2234 พิกเซล มีเม็ดพิกเซลบนหน้าจอ 7.7 ล้านพิกเซล ให้ความละเอียดคมชัดยิ่งกว่าหน้าจอรุ่นที่แล้ว

 

promotion
120hz

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องการให้ใส่มาใน MacBook Pro มาตลอดอย่าง ProMotion ที่ปรับค่า Refresh Rate หน้าจอสูงขึ้นหรือต่ำลงตามแอพฯ ที่กำลังใช้งานอยู่ โดยตัวเครื่องจะจัดการปรับความลื่นไหลบนหน้าจอให้โดยอัตโนมัติตามความเหมาะสมของคอนเทนต์ โดยปรับขึ้นเมื่อต้องการความลื่นไหลสูง หรือปรับลงเพื่อประหยัดพลังงานได้ด้วย

refreshrate

และในเมื่อเป็น MacBook Pro ที่เอาไว้ทำงานคอนเทนต์ต่างๆ แล้ว Apple ก็ไม่ล็อคให้ใช้ ProMotion ตลอดเวลา โดยเปิดให้ปรับตั้งค่า Refresh Rate ที่ต้องการได้ด้วย จะเห็นว่าเลือกได้ตั้งแต่ 60, 59.94, 50,48, 47.95 Hz ได้ตามการใช้งานเลย รวมทั้งหน้าจอ

mini led

ส่วนรายละเอียดของ Liquid Retina XDR จะเป็นหน้าจอ Mini-LED แบบเดียวกับของ iPad Pro โดยทาง Apple เคลมว่าหน้าจอนี้แสดงผลได้ 1 พันล้านสี มี Local Dimming ความสว่างปกติทั่วหน้าจอ 1,000 nits เร่งได้สูงสุด 1,600 nits ค่า Contrast Ratio ที่ 1,000,000:1 สามารถตัดต่อแต่งภาพและคอนเทนต์ที่เป็น HDR ได้เลย

face time

ด้านความละเอียดของกล้องหน้า ยังเป็นกล้อง FaceTime HD ธรรมดาไม่ได้เป็นกล้องสแกนใบหน้า TrueDepth แบบใน iPhone (คาดว่าเพราะมี Touch ID ติดตั้งมาให้แล้วจึงไม่ใส่มาซ้ำซ้อนกัน) มีความละเอียด 1080p f/2.0 ติดเลนส์แบบใหม่ซ้อน 4 ชั้น

computational

โดยจุดเด่นของกล้อง FaceTime HD ใหม่นี้จะรับแสงในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเดิม 2 เท่า และการโทร FaceTime จะเป็น Computaional video ที่ให้แสง, สี และภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม จะเห็นว่าทาง Apple ใส่ฟีเจอร์ Auto white balance, Auto exposure และ Local tone mapping ที่ช่วยปรับแสงสีในภาพให้สมจริง และมี Smart HDR อีกด้วย ทำให้สีผิวและภาพโดยรวมสวยงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าใครใช้ FaceTime ติดต่อกับเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่ใช้ MacBook หรือ iPhone ด้วยกันก็คาดหวังเรื่องความสวยงามได้

เสียงดีขึ้น

ส่วนไมโครโฟนของ MacBook Pro จะเป็นไมโครโฟนระดับ Studio โดย Apple เคลมว่าไมค์ใหม่นี้จะลดเสียงรบกวนรอบๆ ลง 60% ทำให้บันทึกเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องได้ดีกว่าเดิม

speaker

สำหรับลำโพงตัวเครื่องจะมีทั้งหมดรวม 6 ตัว แยกเป็น Tweeter x 2 ตัว (สี่เหลี่ยมสีฟ้าด้านบนในภาพ) และลำโพง Woofer x 4 ตัว (วงรี 4 วงด้านล่าง) ซึ่ง Apple เคลมว่าทวีตเตอร์นี้ปรับแต่งให้ใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า ให้เสียงสเตจเคลียร์กว่าเดิม และไดอะแฟรมของ Woofer ทั้ง 4 ตัวก็ปรับให้ใหญ่ขึ้น ทำให้แรงปะทะเสียงกับอากาศดีกว่าเดิม โดยเคลมว่าเสียงเบสจะหนักแน่นขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 80% ทำให้เสียงเพลงฟังได้เต็มอิ่มขึ้น ซึ่ง MacBook Pro ทั้ง 2 ขนาดจะได้ลำโพงทั้ง 6 ตัวเหมือนกันทั้งคู่ และรองรับ Spatial Audio อีกด้วย

14 inch
14 gpu
14 ml

เมื่อเปลี่ยนมาเป็นชิป M1 Pro, M1 Max แล้ว ทาง Apple ก็เคลมประสิทธิภาพเช่นกันว่า MacBook Pro ขนาด 14.2 นิ้วใหม่นี้เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าที่ติดตั้งซีพียู Intel Core i7 อยู่ พลังประมวลผลของ CPU จะดีกว่าเดิม 3.7 เท่า, ด้าน Graphics ถ้าเป็นชิป M1 Pro จะดีกว่เาดิม 9 เท่า และรุ่น M1 Max รีดไปได้ 13 เท่าจาก Intel Core i7 ส่วน ML performance (Machine Learning) ตัว Apple SoC จะดีกว่า Intel ถึง 11 เท่าทีเดียว

16 gpu
16 ML

ทางรุ่น 16.2 นิ้ว ที่ใช้จำนวนคอร์ซีพียูเท่ากับรุ่น 14.2 นิ้ว แต่คอร์จีพียูเยอะกว่า เมื่อเทียบกับการ์ดจอแยก AMD Radeon Pro 5600M ใน MacBook Pro 16 นิ้วรุ่นก่อนหน้าแล้ว ชิป M1 Pro จะทำงานได้ดีกว่า 2.5 เท่า และ M1 Max ดีกว่าถึง 4 เท่า และ ML performance เมื่อเทียบกับ Intel Core i9 ใน MacBook Pro 16 นิ้วรุ่นก่อนจะประมวลผลได้ดีกว่าเดิม 5 เท่า จัดว่า Apple SoC ใหม่นี้ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน ส่วน SSD ที่ติดตั้งมาในเครื่องจะเป็นรุ่นใหม่และรับส่งข้อมูลได้เร็วมากถึง 7.4 GB/s ทีเดียว

14 inch batt
16 inch batt

ด้านระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ ก็ต้องถือว่าทำได้ดีทีเดียว โดยรุ่น 14.2 นิ้ว จะใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 17 ชั่วโมง และรุ่น 16.2 นิ้วได้ 21 ชั่วโมง และถ้าช่างภาพที่นำเครื่องไปใช้งานนอกสถานที่และไม่ได้ต่อปลั๊ก ถ้าใช้โปรแกรม Lightroom Classic ทำงานแล้ว จะใช้แต่งภาพได้นานกว่าเดิม 2 เท่า

fast charge

นอกจากนี้ Apple ยังใส่ฟีเจอร์ชาร์จเร็วมาให้ด้วย โดยเคลมไว้ว่าเมื่อชาร์จ 30 นาที จะได้แบตเตอรี่กลับมา 50% ทำให้เราใช้งานได้นานกว่าเดิม ส่วนบอดี้อลูมิเนียมของตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมที่รีไซเคิลมาแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

สเปคที่ Apple เปิดให้ลูกค้าปรับแต่ง MacBook Pro ใหม่ได้ตามต้องการ แต่ราคาก็เต็มแม็กซ์เช่นเดิม

14 inch pricing

เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คน หลังจากดูงานเปิดตัวไปแล้วก็คงจะอยากเป็นเจ้าของ MacBook Pro รุ่นใหม่นี้แน่ๆ โดยราคาตั้งที่หน้าเว็บไซต์ Apple Thailand ในตอนนี้ จะเห็นว่ารุ่น 14 นิ้วรุ่นเริ่มต้นกับตัวท็อปจะแตกต่างกันที่จำนวนคอร์ของ M1 Pro, ความจุของ SSD ที่ติดตั้งมาให้ และกำลังชาร์จของปลั๊ก MagSafe ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนนอกจากนั้นจะเหมือนกันทั้งหมด แต่ราคาต่างกัน 16,000 บาท โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

  • รุ่นเริ่มต้นราคา 73,900 บาท – ติดตั้ง Apple M1 Pro รุ่นซีพียู 8 คอร์ จีพียู 14 คอร์ และ SSD 512GB ได้ MagSafe 67 วัตต์
  • รุ่นสูงสุดราคา 89,900 บาท – ติดตั้ง Apple M1 Pro ตัวเต็ม มีซีพียู 10 คอร์ จีพียู 16 คอร์ และ SSD 1TB ได้ MagSafe 96 วัตต์ 

จะเห็นว่าสเปคจะต่างกันเล็กน้อย จากมุมของผู้เขียนเห็นว่า MacBook Pro ตัวเริ่มต้นนั้นจะเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่ทำงานอาร์ต, วาดรูปแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอเพื่อทำพรีเซนต์ส่งอาจารย์ รวมไปจนถึงฟรีแลนซ์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็สามารถใช้งานได้สบายๆ ส่วนตัวท็อปจะเหมาะกับคนที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์และช่างภาพที่รับงานระดับจริงจัง ต้องการเครื่องประสิทธิภาพสูงสักหน่อยก็เลือกตัวนี้ไปใช้งานได้เลย

14 inch max custom

ส่วนถ้าใครอยากอัพสเปคให้แรงที่สุดเท่าที่ Apple เปิดให้อัพเกรดรุ่น 14.2 นิ้วได้ จะมีตัวเลือกเป็น Apple M1 Max รุ่นซีพียู 10 คอร์ กับ จีพียู 32 คอร์, 64GB Unified memory, 8TB SSD ได้เลย แต่ราคาจะทะยานขึ้นไป 208,900 บาท ถ้าคิดจากรุ่นสำเร็จรูปราคาสูงสุด ราคาจะสูงขึ้น 119,000 บาททีเดียว

16 inch pricing

ด้านรุ่น 16.2 นิ้วจะถือว่าสเปคไม่ต่างอะไรกันมากนัก อย่างมากสุดคือรุ่นเริ่มต้นที่ราคาเท่ารุ่นสูงสุดของ 14.2 นิ้ว Apple จะติดตั้ง SSD ความจุ 512GB มาให้ และถ้าอัพเกรดอีก 7,000 บาทมาเป็นรุ่นกลางราคา 96,900 บาท จะเพิ่ม SSD เป็น 1TB และใช้ซีพียู Apple M1 Pro แบบ ซีพียู 10 คอร์ และ จีพียู 16 คอร์เหมือนกัน

แต่รุ่นประกอบสำเร็จรูปสเปคสูงสุดจัดเป็นตัวไฮไลต์และเป็นรุ่นเดียวที่ติดตั้ง Apple M1 Max มาให้จากโรงงาน มี Unified Memory 32 GB และ SSD 1TB และราคาอยู่ที่ 124,900 บาท เพิ่มจากรุ่นกลางมา 28,000 บาท แพงกว่ารุ่นเริ่มต้นของ 16.2 นิ้วอยู่ 35,000 บาท

16 inch max custom

ส่วนการปรับแต่งสเปค MacBook Pro 16.2 นิ้วให้เต็มประสิทธิภาพ โดยเลือกจากรุ่นที่เป็น Apple M1 Max แล้ว จะมีให้เพิ่มเพียง Unified Memory เป็น 64GB และ SSD เพิ่มความจุเป็น 8TB และได้ราคาจบที่ 215,900 บาท จัดว่าราคาสูงขึ้นกว่าเดิม 91,000 บาท ซึ่งถ้าใครใช้งานหนักอย่างการเขียนโปรแกรม, แต่งภาพตัดต่อวิดีโอระดับโปรดักชั่นเฮ้าส์หรือทำหนังสั้น รวมไปถึงคนที่เรนเดอร์โมเดล 3D CG แบบจริงจัง การอัพสเปคเครื่องมาระดับนี้ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานของอย่างแน่นอน

final cut

สุดท้าย ผู้เขียนก็ขอย้ำเรื่องการเลือกรุ่นให้เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของเราเช่นเดิม ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนที่มีโอกาสได้ทดลองใช้ MacBook Air M1 มา ก็เชื่อว่า M1 Pro, M1 Max จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่ถ้าใครไม่ได้ใช้งานหนักมาก อาจจะแค่ดูหนังฟังเพลง มีการตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพบ้างก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมา MacBook Pro ก็ได้ หรืออาจจะเลือกแค่รุ่นประกอบสำเร็จรูปตัวเริ่มต้นขนาด 14.2 นิ้วก็ถือว่าเพียงพอ

ยกเว้นครีเอเตอร์ที่ต้องใช้กำลังประมวลผลของซีพียูที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง จะใช้ประโยชน์จากระบบปรับแต่งสเปค เลือกเพิ่มสเปคอีกเล็กน้อยให้ตอบโจทย์การใช้งานแต่ประหยัดงบประมาณเอาไว้อุดหนุนโปรแกรมแท้หรืออุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับการใช้งานก็จะมีประโยชน์อย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 3ipadprom1

apple cover

ipad pro cover

from:https://notebookspec.com/web/619169-new-macbook-pro-summary-apple-event

รีวิวแท็บเล็ตเด็ก HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition

แท็บเล็ตเด็กตัวจริง

P1001519

ใคร ๆ ก็รู้จักเครื่องแท็บเล็ตกันแล้วในทุกวันนี้ มีให้เลือกใช้งานหลากหลายรุ่น แต่ถ้าถามว่าเครื่องแท็บเล็ตสำหรับเด็กเล็กล่ะมีมั้ย พอหันกลับไปดูตลาด เออเว้ย ไม่เห็นจะมีสักรุ่นเลยนี่หว่า แต่วันนี้มีเครื่องแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะออกมาทำตลาดในบ้านเราแล้ว กับรุ่น HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition มีดีขนาดไหน เหมาะกับเด็กจริงหรือเปล่า แล้วทำอะไรได้บ้าง เค้าคิดมาให้หมดแล้ว ลองมาดูรีวิวใช้จริงของเราได้เลย

ทดสอบใช้เครื่อง

P1001517

ตัวเครื่องมาพร้อมกับเคสซิลิโคนที่หนาพอสมควร มีสีสันที่สวยงามฟ้าเขียว เด็กเล็ก ๆ เห็นเป็นต้องชอบกันเลยทีเดียวเชียวแหละ ความหนานุ่มของเคสตัวนี้ก็ให้ฟีลลิ่งเหมือนดินน้ำมันอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะอันตรายถ้าหากเด็ก ๆ เอาไปแทะเล่น เพราะเป็นซิลิโคนชนิดใช้กับอาหารได้ปลอดภัยหายห่วง และก็ยังมาพร้อมกับปากกาที่ผูกติดกับเคสมาเลย พร้อมช่องเก็บที่ตัวเคส ไม่ต้องกลัวหลุดหล่นหายไปไหน ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเด็ก ๆ ในการวาดรูประบายสีทีเดียวเชียวแหละ

P1001529

หูหิ้วที่เคสก็มีขนาดที่ใหญ่ สามารถให้เด็กถือไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหลุดมือง่าย ๆ หรือต่อให้ทำหล่นทำหลุดมือไป ก็มีความนุ่มมากพอในการปกป้องตัวเครื่องจากแรงกระแทก

P1001528

คุณประโยชน์อีกอย่างของมือจับ ที่นอกเหนือจะเป็นหูหิ้วตัวเครื่อง ใช้ตั้งตัวเครื่องกับโต๊ะเวลาเล่นแล้ว ก็ยังสามารถใช้มือสอดจับมือเดียวได้ด้วย สะดวกมาก ๆ

P1001485

ช่องชาร์จที่ให้มาเป็นแบบ microUSB ที่อาจจะต้องอาศัยการเล็งอยู่สักหน่อย ให้เด็ก ๆ เสียบชาร์จกันเองก็อาจจะเสียบผิดเสียบถูกจนเครื่องเป็นรอยได้ ตรงนี้ถ้าหากให้มาเป็น USB Type-C ก็จะดีมาก ๆ แต่ด้วยราคาค่าตัวที่ไม่สูงก็เข้าใจได้ว่าเป็นการลดต้นทุนให้เหมาะสมนั่นเอง

P1001489

ช่องหูฟังเมื่อตั้งเครื่องเป็นแนวนอนบนโต๊ะก็จะอยู่ในตำแหน่งด้านซ้ายของตัวเครื่อง เสียบหูฟังใช้งานได้สะดวก

P1001531

และหูหิ้วยังสามารถดันตั้งเครื่องขึ้น ปรับองศาสำหรับการวาดเขียนหรือพิมพ์ได้ถนัดมากขึ้น เพิ่มอีกมุมให้ใช้งาน

P1001498

ด้านใต้หูหิ้วจะมีช่องสำหรับเก็บปากกา สามารถเสียบเก็บได้แน่นหนา ไม่มีหลุดออกมาง่าย ๆ อย่างแน่นอน

P1001505

แต่ที่เห็นทั้งหมดนั้นจะเป็นเครื่องที่อยู่ภายในตัวเคสซิลิโคนอีกที เมื่อลองถอดตัวเครื่องออกมาจากเคสก็จะได้เครื่องแท็บเล็ตปกติที่เราเคยเห็นทั่ว ๆ ไป สีออนเป็นโทนน้ำเงินเข้มกรมท่าถือว่าสวยงามดูหรูหราทีเดียว แม้ว่าวัสดุขอบรอบ ๆ จะเป็นพลาสติก แต่พอเป็นสีเข้ม ๆ ก็ทำให้ดูดุ เท่ หล่อสุขุมขึ้นมาได้เลย

P1001508

ขอบที่ด้านบนตัวเครื่องจะเป็นรูเสียบหูฟัง 3.5 มม. และช่องลำโพงที่มีอยู่ตำแหน่งเดียวของเครื่อง ดังนั้นจะไม่ได้ระบบเสียงแยกซ้ายขวาสำหรับงานด้านความบันเทิง แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ซีเรียสสักเท่าไหร่

P1001506

กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซลด้านหลัง จะปูดนูนออกมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย

P1001514

ตัวเครื่องมาพร้อมถาดใส่ซิม สามารถเปิดเบอร์มาใส่พร้อมเล่นเน็ตได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และยังใส่ SD Card เพิ่มความจุในตัวเครื่องได้ด้วย

ซอฟต์แวร์

Screenshot 20211019 160915 com.android.settings

เริ่มต้นกันที่หน้าตาระบบ ใช้เป็น Android 10 กับหน้าตา EMUI 10 ที่คุ้นเคย เหมือนกันมือถือรุ่นต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ผ่าน ๆ มา ถ้าเป็นคนใช้ระบบ Android มาอยู่แล้วก็ใช้งานเป็นได้ทันที จะมีความแตกต่างไปเล็กน้อยคือวิธีการติดตั้งแอป ที่จะทำผ่าน AppGallery และ Petal Search แทบไม่แตกต่างไปจาก Google Play

Specification

สเปกตัวเครื่องต้องบอกว่าไม่ได้แรงไหลลื่นมากนัก แต่สามารถทำงานต่างได้ เรียกว่าตอบสนองความต้องการใช้งานได้ครบ แค่ว่ามันไม่ได้ลื่นปื้ดวื้ดวาดเท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน ให้สามารถทำราคาตัวเครื่องออกมาได้ไม่แพงจนเกินไป ตรงตามโจทย์ความต้องการสำหรับลูก ๆ หลาน ๆ อย่างแท้จริง แต่ถ้าจะเอามาใช้เหมือนเครื่องแท็บเล็ต Android ทั่วไป ก็ใช้งานได้ปกติไม่มีปัญหา

ขนาดหน้าจอ 8 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800, 189 PPI ดูได้อย่างเต็มตา ขนาดตัวเครื่องที่เบาเพียง 515 กรัม ก็ทำให้ถือใช้งานได้สะดวก ที่สำคัญคือเคสที่ให้มาพร้อมกับตัวเครื่องแบบซิลิโคน ป้องกันการตกกระแทกจากการเผลอของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร จึงไม่เป็นพิษต่อเด็ก ๆ ที่มีผิวบอบบางอย่างแน่นอน มีดีไซน์มือจับถือเครื่องหิ้วไปมาได้สะดวก และยังใช้เป็นขาตั้งได้ในตัว พร้อมปากกาที่เหน็บเก็บติดกับตัวเคสได้ด้วย

ขนาด (สูง x กว้าง x หนา)

199.7 มม. x 121.1 มม. x 8.55 มม

น้ำหนัก

ประมาณ 515 กรัม (รวมแบตเตอรี่)

สี

Deepsea Blue

หน้าจอแสดงผล

LCD ขนาด 8.0 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800, 189 PPI, รองรับ 16.7 ล้านสี

โปรเซสเซอร์

MTK MT8768

MTK MT8768, 8 Core A53, 4×2.0 GHz+4×1.5GHz

GPU: IMG GE8320 650 MHz

ระบบปฏิบัติการ

EMUI 10.0.1 (ขึ้นอยู่กับ Google Android 10.0)

หน่วยความจำและความจุ

RAM 2G + ROM 16GB
รองรับหน่วยความจำภายนอก:

รองรับ microSD (สูงสุด 512GB)

แบตเตอรี่

5100 mAh (ทั่วไป), 4980 mAh (ขั้นต่ำ)

กล้อง

กล้องหลัง: 2 MP, fixed-focus

การถ่ายภาพ: สูงสุด 1.9 M (1600 x 1200 pixels)

การบันทึกวิดีโอ: สูงสุด 720p@30fps

 

กล้องหลัง: 5 MP, auto-focus

การถ่ายภาพ: สูงสุด 5 M (2592 x 1944 pixels)

การบันทึกวิดีโอ: สูงสุด 1080p@30fps

ระบบเสียง

ลำโพง 1 ชุด, ไมโครโฟน 1 ชุด

รองรับเครือข่าย

GSM: B2 / B3 / B5 / B8

UMTS: B1 / B2 / B5 / B6 / B8 / B19

FDD: B1 / B3 / B5 / B7 / B8 / B18 / B19 / B20 / B26 / B28

TD-LTE: B38 / B40 / B41

 

*เครือข่ายและคลื่นความถี่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการในพื้นที่และที่ตั้งของคุณ

รองรับการเชื่อมต่อ

WLAN: รองรับ 802.11 a / b / g / n / ac, 2.4GHz และ 5GHz

รองรับ มาตรฐาน: Bluetooth 5.0 (เข้ากันได้กับ Bluetooth 4.0, Bluetooth 3.0, และ Bluetooth 2.1+EDR)

ระบบเซ็นเซอร์

Gravity Sensor

อุปกรณ์ภายในกล่อง

1 เครื่องชาร์จ

2 สายเคเบิล

3 อุปกรณ์ถอดซิมการ์ด

4 คู่มือเริ่มต้นใช้งาน

5 บัตรรับประกัน

6 Kids Case

จุดเด่น

Screenshot 20211018 134546 com.huawei.kidsmode

มาดูกันที่จุดเด่นสำหรับการใช้งานของเด็ก ๆ กันด้วยแอปที่มีชื่อว่า Kids Corner หรือในชื่อไทยว่า มุมเด็ก เป็นแอปที่เสมือนเป็นระบบของเครื่องอีกตัว เมื่อเข้ามาแล้ว จะเป็นหน้าตาใหม่สำหรับให้เด็ก ๆ ใช้งานโดยเฉพาะ ด้วยหน้าตาสไตล์การ์ตูน มีปุ่มให้เลือกกดเพื่อเข้าแอปอื่น ๆ ต่อได้ โดยตัวหลักที่ระบบติดตั้งไว้แล้ว จะเป็น โลกของเบบี้แพนด้า และ Azoomee ทั้ง 2 ตัวเป็นแอปแพล็ตฟอร์มเนื้อหาสำหรับเด็กนั่นเอง มีทั้งเกม ทั้งการ์ตูน ให้เลือกดูเพียบ ซึ่งสอดแทรกความรู้ไว้ด้วย แบ่งเป็นหมวดหมู่ อย่างอาชีพต่าง ๆ หมวดศิลปะ หมวดอาหาร หมวดธรรมชาติ หมวดพฤติกรรมนิสัย หรือหมวดความปลอดภัย ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ แบบสนุกสนานเพลิดเพลินกัน

แท็บเล็ตเด็กที่ให้ระบบมาพร้อม

เนื้อหาทั้งหมดยังมีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจกันทั้ง 2 ภาษาตามที่เลือกกันได้เลย หรือถ้าหากว่ามีแอปตัวอื่น ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ เราก็สามารถโหลดมาติดตั้งเพิ่มเติมเอาไว้ในหน้านี้ได้

จุดเด่นของระบบ มุมเด็ก ตัวนี้คือความสามารถในการล็อกตัวเครื่อง สามารถตั้งค่าล็อกเอาไว้ ไม่ให้เด็ก ๆ เข้ามาแก้ไขอะไรเกี่ยวกับระบบที่ไม่อนุญาต มีการล็อกรหัสผ่านเอาไว้หมด และไม่สามารถออกจากหน้าแอปนี้ออกไปยังหน้าตั้งค่าเครื่องปกติเพื่อปลดล็อกหรือแก้ไขอะไรใด ๆ เองได้ เป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เข้าถึงเนื้อหาที่เกินกว่าวัย

Screenshot 20211019 161600 com.huawei.kidsmode

เราสามารถดูรายงานการใช้งานได้ด้วย ว่ามีการเปิดใช้งานแอปตัวไหนเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ สามารถตั้งจำกัดเวลาในการใช้งานได้ ว่าให้เล่นได้ครั้งละกี่นาที ต้องหยุดพักระหว่างเล่นอีกนาที และรวมทั้งวันสามารถเล่นไม่เกินกี่นาที และยังละเอียดไปถึงการตั้งตามรายวันได้ด้วย ว่าวันธรรมดาจะให้เล่นเท่าไหร่ วันหยุดปรับเป็นเท่าไหร่

ยังมีระบบช่วยปกป้องสุขภาพมาให้อีกด้วย อย่างโหมดการกรองแสงสีฟ้า ส่วนถนอมสายตาเด็ก ๆ ระบบการแจ้งเตือนเมื่อเด็ก ๆ นอนเล่น ให้ลุกขึ้นมานั่งเล่น ระบบแจ้งเตือนให้หยุดเล่นระหว่างที่นั่งในรถบนสภาพทางถนนขรุขระ หรือระบบปรับแสงสีหน้าจอให้เหมือนกับกำลังอ่านหนังสือ

Screenshot 20211018 133426 com.huawei.kidsmode

Screenshot 20211018 133429 com.huawei.kidsmode

Screenshot 20211018 133448 com.huawei.kidsmode

Screenshot 20211018 133434 com.huawei.kidsmode

ข้อสังเกต

อย่างที่บอกไปแล้วว่าสเปกตัวเครื่องนั้นไม่ได้แรงอะไรมากมายนัก ด้วยการออกแบบมาเพื่อให้เด็กเล็กใช้งานทั่วไป มันจึงไม่ได้ลื่นไหลอะไรมากมายนัก สามารถเอามาใช้งานทั่วไปเหมือนเป็นแท็บเล็ต Android ได้ แต่ก็จะลื่นพอประมาณในระดับที่ชิปและราคาเท่านี้ทำได้ เหตุผลที่นอกเหนื่อจากการซื้อไปใช้งานอื่น ๆ นอกเหนือจากให้เด็ก ๆ เล่นนั้น ไม่ค่อยจะแนะนำสักเท่าไหร่ สำหรับเด็ก ๆ ก็ลุยได้เลย เพลินแน่นอน

กล้อง

แวะดูเรื่องกล้องกันสักหน่อย ถือว่าทำได้ดี แต่ไม่ได้มากมายอะไรนัก ต้องเข้าใจก่อนว่ากล้องบนแท็บเล็ตนั้นไม่ได้ถูกใช้งานเป็นหลักอยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นในตลาดว่าไม่ค่อยจะมีเครื่องแท็บเล็ตที่ทำกล้องเท่ามือถืออกมาสักเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยจะมีใครเอาไว้ใช้งานอยู่แล้ว อาจจะใช้บ้างเวลาฉุกเฉิน แต่ก็คงจะนาน ๆ ครั้งเท่านั้น เรียกว่าใส่มาให้แบบพอใช้งานได้

IMG 20211019 131522

ส่วนกล้องหน้าก็อยู่ในระดับเดียวกัน ให้ความละเอียดมาที่ 2 ล้านพิกเซล สามารถใช้งานวิดีโอคอล ใช้ถ่ายต่าง ๆ ได้ แต่ด้วยตำแหน่งที่ติดตั้งมา ไม่ได้อยู่กลางหน้าจอ ไม่ว่าจะใช้งานเครื่องในแนวนอนหรือแนวตั้ง ทำให้มุมที่ได้ออกจะแปลก ๆ ไปซักหน่อย ไม่ได้อยู่ตรงกลาง เวลาใช้งานจริงสายตาก็จะมองออกไปทางอื่น ไม่ใกล้กับกล้องมากนัก

ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้น กล้องหน้าจะได้ที่ความละเอียด 720p 30fps ส่วนที่กล้องหลังก็จะได้ความละเอียด 1080p 30fps ถือว่าเป็นความสามารถระดับทั่วไป ไม่ได้ดีมากมายนัก แต่เหมาะสมกับราคาค่าตัว

IMG 20211019 131354
IMG 20211019 131555
IMG 20211019 131547
IMG 20211019 131538
IMG 20211019 131448
IMG 20211016 220159
IMG 20211019 131339
IMG 20211019 131147
IMG 20211019 131051

NBS Verdict

P1001482

ไม่ใช่จะได้เห็นได้บ่อย ๆ กับเครื่องแท็บเล็ตเด็กที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อจับกลุ่มเด็กเล็ก นี่จึงเป็นเครื่องที่อาจเรียกได้ว่าไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่ก็จะคงจะกลายเป็นตัวเลือกที่ทำให้ผู้ซื้อชั่งใจระหว่างการเพิ่มเงินเพื่อไปซื้อรุ่นอื่น ๆ ที่มีในตลาด

ฟันธงได้เลยว่านี่คือเครื่องสำหรับเด็กเล็ก ๆ จริง ๆ ในช่วงอายุ 3-8 ขวบตามที่ HUAWEI แนะนำเอาไว้ ถ้าจะให้เด็กที่โตกว่านี้ เครื่องนี้จะยังไม่เหมาะ เพราะประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมที่กราฟิกสวยงามมากขึ้น หรือการใช้กับแอปโซเชียลยังไม่ได้ลื่นไหลมากมายนัก

https://consumer.huawei.com/th/tablets/matepad-t-8-kids/buy/

from:https://notebookspec.com/web/619448-huawei-matepad-t-8

สนุกทุกการสร้างสรรค์ ลงตัวทุกรูปแบบการใช้งานอันหลากหลาย กับแล็ปท็อป 2-in-1 แบบ Detachable จากเลอโนโว

จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้การทำงานจากที่บ้าน การประชุมงานผ่านวีดีโอคอล หรือการเรียนออนไลน์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันผ่านการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี สำหรับเลอโนโว เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่ผู้ใช้งานทุกท่าน เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการผ่านผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

  Yoga Duet 7i 5

ตอบรับกระแสการทำงานและการเรียนในรูปแบบ และสถานที่ที่ต่างไปจากเดิม เลอโนโวเปิดตัวผลิตภัณฑ์แล็ปท็อป 2 in 1 สไตล์ detachable ซึ่งตัวคีย์บอร์ดและหน้าจอสามารถแยกออกจากกันได้ พร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ Lenovo Yoga Duet 7i1 (Gen 6) สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการวาดสีสันจากเฉดสีของวัตถุจริง และแล็ปท็อป Lenovo IdeaPad D330 ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเรียนออนไลน์ทั้งฟีเจอร์และราคา ผลิตภัณฑ์ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10

นิยามแห่งความล้ำสมัยตามแบบฉบับ 2-in-1 แล็ปท็อป

ยกระดับความพรีเมี่ยมทั้งอุปกรณ์และตัวเครื่อง โดดเด่นด้วยน้ำหนักที่เบา (ราว 1.16 กิโลกรัม เมื่อสวมกับเคส) Lenovo Yoga Duet 7i (Gen 6) เป็นแล็ปท็อป Yoga PC เครื่องแรกที่รองรับคีย์บอร์ด Backlit Bluetooth™ (5.0) ด้วยลูกเล่นและสไตล์ของตัวเครื่องที่สามารถบิด พับ และถอดหน้าจอ – คีย์บอร์ด ออกจากกันได้ ถือเป็นแล็ปท็อปสำหรับคนยุคใหม่ที่ชอบในสไตล์ไม่ซ้ำเดิม รวมถึงขาตั้งที่สามารถปรับระยะการมองเห็นได้เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นโหมดวาดภาพ ตัวเครื่องถูกออกแบบให้ล้ำสมัยและมีเอกลักษณ์   สไตล์แล็ปท็อปแบบ 2-in-1 อย่างแท้จริง ทั้งยังมีฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย เช่น ระบบสแกนใบหน้าด้วยกล้องอินฟราเรด (IR) เพื่อปลดล็อคเครื่องจาก Windows Hello ทำให้คุณสามารถเข้าใช้งานเครื่องได้เร็วขึ้นกว่าการใส่รหัสผ่าน ถึง 3 เท่า5

Yoga Duet 7i 3

Yoga Duet 7i (gen 6) มาพร้อมหน่วยประมวลผล Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 11 และ AI อัจฉริยะที่คอยเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเครื่องของผู้ใช้ และบริหารจัดการเครื่องให้สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานที่สุด Yoga Duet 7i (Gen 6) ยังมอบประสบการณ์ความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัดด้วยหน้าจอสัมผัส แบบ IPS 2K ขนาด 13 นิ้ว ขอบจอบางเฉียบ สีสันคมชัดสมจริงแบบ sRGB 100% ให้ความสว่าง 450 nits ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยให้ดวงตาของผู้ใช้งานด้วยการรองรับจาก TÜV certified

เติมเต็มประสบการณ์การจดบันทึกที่ใช้งานง่ายเหนือใคร เพียงปรับมุมขาตั้งให้เหมาะสมกับสรีระเพื่อวาดชิ้นงานอันมีเอกลักษณ์ แต่งแต้มสีสันบนจอด้วยปากกาดิจิทัล8 หรือปากกา Lenovo E-Color Pen 10ที่สามารถชาร์จได้   ตัวปากกามีเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถเลียนแบบสีจากวัตถุรอบตัว เพียงแตะพื้นผิวของวัตถุนั้นด้วยปลายปากกา ตัวปากกาก็จะเลียนสีของผิวสัมผัสนั้นอย่างอัจฉริยะ เพื่อคุณจะสามารถรังสรรค์เป็นสีที่วาดลงบนผลงานชิ้นเอกของคุณผ่านแอปยอดนิยม อย่าง Adobe® Photoshop, Adobe InDesign and Adobe Illustratorได้อย่างไม่มีข้อจำกัดด้านจินตนาการ

ระบบเสียง Dolby Audio™ ให้คุณภาพเสียงที่คมชัด และเต็มอรรถรสไปอีกขั้นด้วยระบบภาพ Dolby Vision™ เครื่องมาพร้อมตัวเลือกหน่วยความจำสูงสุด 16 GB DDR4 และพื้นที่เก็บข้อมูลสูงสุด 1 TB M.2 PCle SSD แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ชั่วโมง11 พร้อมคุณสมบัติการชาร์จเร็ว (Rapid Charge) ระบบLenovo Q-Control Intelligent ช่วยดูแลเรื่องการจัดการความร้อนของเครื่องยืดการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานขึ้นได้โดยเฉลี่ย 20%12 

จะแล็ปท็อปหรือแท็ปเล็ต สไตล์ที่ใช่มีพร้อมกันได้โดยคุณไม่ต้องเลือก

 

IdeaPad D330 6

จะทำงานแบบมัลติทาสกอ้งหรือจะเรียนออนไลน์ไป ขั้นเวลาพักเบรกด้วยการดูโชว์เรื่องโปรดไป ก็ทำได้แบบไม่มีสะดุดด้วยแล็ปท็อป Lenovo IdeaPad D330  แล็ปท็อปที่มอบอิสระในการทำงาน การเรียน ให้แก่ผู้ใช้งานในทุกสถานที่ ทุกเวลา

Lenovo IdeaPad D330 มาพร้อมหน่วยประมวลผลจาก Intel Pentium® Silver ตัวเครื่องมีน้ำหนักเพียง 1.10 กิโลกรัม (ตัวเครื่องหนัก 600 กรัม และแผงคีย์บอร์ดหนัก 535 กรัม) ถือเป็นการผสมผสานทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ตอย่างลงตัว ให้คุณสมบัติที่ครบถ้วนทุกสไตล์การใช้งาน ระบบเสียง Dolby® Audio™ Premium ให้เสียงใส มีมิติ จอภาพแสดงผลแบบ Full HD ให้ภาพที่คมชัด สมจริง บนความสว่างสูงสุดถึง 300 nits

ตอบโจทย์การเรียนออนไลน์แบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 Pro ที่มาพร้อมเครื่อง ระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi  หน้าจอแบบทัชสกรีน คีย์บอร์ดสามารถถอดใช้งานแยกกับตัวเครื่องได้ แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงให้การใช้งานต่อเนื่อง 12 ชั่วโมงติดต่อกัน12 คุณจึงพกพา Lenovo IdeaPad D330 ไปได้ทุกที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่ต่อปลั๊กเพื่อชาร์จ หรือจะใช้งานวีดีโอคอลเพื่อประชุม หรือเรียนออนไลน์ผ่านกล้องหลังความละเอียด 5 MP และกล้องหน้าความละเอียด 2 MP ก็ทำได้อย่างครบครัน

Lenovo IdeaPad D330 มาพร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อที่หลากหลาย รวมถึงช่อง USB-C 3.116 เพื่อให้คุณชาร์จอุปกรณ์อื่นๆหรือยกระดับการถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 10 Gbps นอกจากนี้ยังรองรับการ์ด Micro SD ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่าแล็ปท็อปหรือแท็ปเล็ตเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เข้าไปที่ www.facebook.com/LenovoTH และ  www.lenovo.com/th/th

ราคา และการจัดจำหน่าย

  • Lenovo Yoga Duet 7i (Gen 6) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 38,990 บาท
  • Lenovo IdeaPad D330 ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 9,900 บาท

from:https://notebookspec.com/web/619231-lenovo-2-in-1-detachable

ชี้เป้า! เว็บไซต์สำหรับอ่านหนังสือออนไลน์ ที่คอหนังสือไม่ควรพลาด อัพเดต 2021

แนะนำเว็บไซต์/แอพ สำหรับอ่านหนังสือออนไลน์ ที่คุณไม่ควรพลาด อัพเดต 2021

อ่านหนังสือออนไลน์

หนังสือเป็นอะไรที่อยู่คู่กับมนุษย์มานาน ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน หนังสือก็ยังคงเป็นแหล่งความรู้ ความบันเทิง ที่ใครๆ ก็สามารถหยิบไปอ่านได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงหนังสือทุกเล่มได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเงิน (ต้องยอมรับว่าหนังสือในปัจจุบันมีราคาที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยทั้งเนื้อหา รูปเล่ม รวมไปถึงการออกแบบหน้าปกที่ดูสวยและน่าอ่านขึ้นมากๆ ) หรือเหตุผลอื่นๆ เช่น เรื่องของเวลา อย่างใครหลายคนอาจจะไม่มีเวลาไปเดินเลือก หรือหยิบหนังสือจากชั้นวาง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Book จึงเข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ โดยราคาของ E-Book โดยส่วนใหญ่นั้น มีราคาที่ถูกกว่าหนังสือเป็นรูปเล่ม สามารถเข้าถึงได้ง่าย พกพาสะดวก แถมหลายๆ เล่นก็ยังมีลูกเล่นไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งตัวอักษร ปรับโทนสีเพื่อให้เหมาะกับการอ่านของแต่ละคนได้ด้วย ทีมงานจึงอยากมาแนะนำเว็บไซต์/แอพพลิเคชันอ่านหนังสือออนไลน์ ที่จะให้การเข้าถึงหนังสือเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะอ่านเพื่อความรู้ พัฒนาทักษะ หรือจะอ่านเพื่อความบันเทิง คลายเครียด

  1. ห้องสมุด TK Park
  2. Libby, by OverDrive
  3. Digital Library NLT
  4. 2ebook Library

ต้องขอออกตัวไว้ก่อน ว่าแหล่งอ่านหนังสือออนไลน์ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้นั้น จะเป็นแหล่งที่เปิดให้อ่านหนังสือได้ฟรี มีทั้งหนังสือหายาก หนังสือโบราณ หนังสือใหม่ โดยจะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ไว้สำหรับการอ่านทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งนักอ่านก็สามารถเลือกได้ตามต้องการ มีแนะนำแหล่งในการอ่าน E-Books ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเลย

1. ห้องสมุด TK Park

อ่านหนังสือออนไลน์

ประเดิมด้วย TK Park Library ที่ต้องบอกว่าหลายๆ คนคุ้นเคยกันพอสมควรเลย เพราะเป็นห้องสมุดที่ตั้งอยู่ ชั้นที่ 8 ใน Central World (ปัจจุบัน TK Park ขยายห้องสมุดไปยังหลากหลายพื้นที่ หลายจังหวัดทั่วประเทศไทย) โดยเป็นหน่วยงานสร้างสรรค์แหล่งการเรียนรู้เพื่ออนาคตของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ซึ่งมีสื่อเพื่อการเรียนรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ ดนตรี มัลติมีเดีย รวมถึงร่วมมือกับองค์กรภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งทาง TK Park เอง ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ห้องสมุดที่ตั้งอยู่ใน Central World เท่านั้น แต่มีห้องสมุดออนไลน์ด้วย ซึ่งเราสามารถเข้าไปใช้บริการได้ฟรีเลย แถมหนังสือก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ทั้งหนังสือเก่าและหนังสือใหม่ นอกจากนี้ยังมี Audio Book และ Video ด้วย

วิธียืมหนังสือจาก TK Park Library

S 26533919 side

สำหรับการใช้งาน ใช้บริการยืม/คืน หนังสือออนไลน์ จาก TK Park นั้น สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านทางแอพพลิเคชันเลย

  • เริ่มต้นนั้น ให้เราดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน TK Library มาไว้บนอุปกรณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
  • จากนั้นเปิดเข้าแอพ ทำการสมัครสมาชิก โดยสามารถที่จะเชื่อมต่อกับ Facebook, Twitter ได้ด้วย
  • ในหน้าหลักนั้น ก็จะประกอบไปด้วย หนังสือเยอะแยะมากมาย จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น หนังสือมาใหม่, นิยายลึกลับ/สยองขวัญ, นิยายรักโรแมนติก, นิยายรักจีนโบราณ, หนังสือพร้อมยืม, หนังสือยอดนิยม ฯลฯ

ดูยังไงว่าหนังสือเล่มไหนยืมได้หรือไม่ได้ และกติกาในการยืม

S 26533915 side
  • หนังสือแต่ละเล่มนั้นจะมีสถานนะของหนังสือบอกอยู่ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ ว่าเล่มนั้นมีคนยืมเต็มโควต้าแล้วหรือไม่ ซึ่งถ้ามีคนยืมไปเต็มจำนวนโควต้าแล้ว ระบบก็จะเปิดให้เรากดจอง และสามารถทดลองอ่านหนังสือได้ก่อน ส่วนหนังสือที่ยังไม่เต็มโควต้านั้น เราสามารถกดยืม, ทดลองอ่าน หรืออ่านออนไลน์ก็ได้เลยทันที (การอ่านออนไลน์แตกต่างจากการยืมก็คือ การอ่านออนไลน์จะสามารถอ่านได้เฉพาะตอนที่เราเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่การยืมก็เฉกเช่นเดียวกับการยืมหนังสือเป็นรูปเล่ม คือเราสามารถอ่านแบบออฟไลน์ผ่านแอพได้)
  • สำหรับการยืมหนังสือผ่านแอพ TK Library นั้น สมาชิกมีสิทธิ์ในการยืมหนังสือ E-Book ได้ครั้งละ 1 เล่ม สามารถยืมได้เป็นจำนวน 5 วัน ส่วนนิตยสาร (eMagazine) สามารถยืมได้ครั้งละ 2 เล่ม เป็นจำนวน 1 วัน และหนังสือเสียง (Audio Book) สามารถยืมได้ 1 เล่ม เป็นจำนวน 5 วัน

2. Libby, by OverDrive

b4

สำหรับ Libby, by OverDrive นั้นเป็นห้องสมุดสำหรับการอ่านหนังสือออนไลน์ภาษาอังกฤษจาก OverDrive ซึ่งมีทั้งหนังสือภาษาอังกฤษแบบสำหรับอ่าน และ Audio Book ซึ่งเป็นหนังสือเสียงด้วย เหมาะสำหรับใครที่อยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ รวมไปถึงอยากฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง และถ้าใครที่เป็นสมาชิก TK Park Library อยู่แล้ว ก็สามารถเข้าไปใช้งานห้องสมุด Libby แห่งนี้ได้ฟรีเลย (สำหรับใครที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกก็สามารถสมัครได้ที่นี่)

  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS, Android

อ่าน E-books และ Audio Books แบบภาษาอังกฤษ จาก TK park ได้ฟรี

S 26542088 side
  • เริ่มต้นเปิดแอพขึ้นมา ก็จะเจอกับหน้าที่ถามว่าเรามี Library Card หรือบัตรห้องสมุดแล้วหรือยัง ให้เราเลือก ‘Note Yet’ >> จากนั้นก็เลือก ‘Find Library Nearby’ ซึ่งเราสามารถเลือกให้แอพค้นหาห้องสมุดของเราจาก Location หรือเราจะเลือกค้นหาด้วยตัวเองก็ได้ ในที่นี้ทีมงานจะค้นหาเอง ซึ่งก็คือห้องสมุด TK Park นั่นเอง >> ให้เราเลือก No, I’ll Search For A Library’ >> จากนั้นก็พิมพ์ ‘TK Park’
  • จากนั้นแอพก็จะแสดงข้อมูลของ TK Park ขึ้นมา ซึ่ง TK park นี้เองจะเป็นฐานข้อมูลในการค้นหา E-book ที่เราต้องการ
  • สำหรับใครที่มี Account ของ TK Park อยู่แล้ว ก็ให้เราเลือก ‘Enter Library Account Details’ ได้เลย ส่วนใครที่ยังไม่มีก็แนะนำว่าให้ไปสมัครสมาชิกก่อน
S 26542095 side
  • สำหรับ E-Book ที่มีอยู่ในแอพ Libby นั้น ก็มีให้เลือกมากมายหลากหลาย เรียกได้ว่าจุใจสุดๆ โดยเฉพาะใครที่ชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ มีหลากหลายแนวเลย แถมยังแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้ด้วย คอหนังสือห้ามพลาดเลย ในส่วนของการยืมนั้น เมื่อเราได้หนังสือที่ต้องการแล้ว ก็ให้กดเลือกเข้าไปยังหนังสือนั้นๆ >> จากนั้นกด Borrow เพื่อยืม หรือ Read Sample เพื่อทดลองอ่านได้เลย
  • สำหรับหนังสือที่ยืมจะถูกดาวน์โหลดลงเครื่องโดยอัตโนมัติ และสามารถอ่านแบบ Offline ได้ โดยสามารถยืมได้สูงสุดครั้งละ 2 เล่ม ยืมได้นาน 14 วัน (เมื่อครบกำหนดคืนหนังสือ หนังสือจะถูกลบออกจากอุปกรณ์ของเรา และกลับคืนเข้าระบบโดยอัตโนมัติ)

3. Digital Library NLT ห้องสมุดดิจิทัลสำนักหอสมุดแห่งชาติ

b2

สำหรับแหล่งอ่านหนังสือ หรือห้องสมุดออนไลน์ที่อยากแนะนำต่อมาก็คือ ห้องสมุดแห่งชาตินั่นเอง ที่จะมีคลังหนังสือกว่า 2,400 เล่ม ให้ได้ดาวน์โหลดไปอ่านกันเลย สำหรับห้องสมุดแห่งชาตินี้ ก็จะเอาใจสายวิชาการเสียหน่อย คือหนังสือที่ทางห้องสมุดแห่งชาติได้นำมาให้ดาวน์โหลดไปอ่านกันฟรีๆ นั้น จะเป็นหนังวิชาการเสียส่วนใหญ่ และเป็นหนังสือที่มีความเกี่ยวข้องกับทางประวัติศาสตร์ การเมือง ศาสนา ใครที่สนใจด้านนี้ อยากลองหาความรู้เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้เลย โดยหมวดหมู่หลักๆ ที่มีนั้น ได้แก่ วารสารเก่า, หนังสือกรมศิลปากร, หนังสือหายาก, หนังสือหายาก, หนังสือท้องถิ่น, องค์ความรู้และสิ่งพิมพ์หอสมุดแห่งชาติ, เอกสารโบราณ ฯลฯ บอกเลยว่าเหมาะมากๆ สำหรับใครที่ต้องการเอกสารอ้างอิงในการเขียนงานเชิงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ COVID-19 เช่นนี้

การใช้งาน Digital Library NLT เบื้องต้น

b3
  • สำหรับการทำงานบนเว็บไซต์นั้น เราจะสมัครสมาชิกหรือไม่สมัครก็ได้ เมื่อเรากดเข้าไปยังเว็บไซต์ ห้องสมุดดิจิทัลสำนักหอสมุดแห่งชาติ แล้ว เราสามารถเลือกหนังสือที่ต้องการได้เลย โดยสามารถใช้ Sort ในการค้นหา หรืออยากดูไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำได้ เมื่อได้หนังสือที่ต้องการแล้ว ให้เรากดเข้าไปที่หนังสือ ก็สามารถอ่านหนังสือได้เล่นทันที
S 26542082 side
  • สำหรับการใช้งานผ่านแอพพลิเคชันนั้น ก่อนอื่นเลย เราก็ต้องสมัครสมาขิกก่อน โดยไปที่ สมัครสมาชิกห้องสมุดดิจิทัลสำนักหอสมุดแห่งชาติ >> เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้ว ระบบจะส่ง Email มา เพื่อให้เราทำการตั้งรหัสผ่าน และกรอกข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม
  • เปิดแอพพลิเคชันขึ้นมาจากนั้นไปที่ เข้าสู่ระบบ >> เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ให้เราไปที่ คลังหนังสือ ก็จะพบกับหนังสือเป็นจำนวนมาก (หนังสือเป็นแบบเดียวกับเว็บไซต์) เราสามารถค้นหาได้จากทั้ง คำต้น, หมวดหลัก เช่นเดียวกับบนเว็บไซต์เลย
  • เมื่อเรากดเข้าไปที่หนังสือก็จะเจอกับข้อมูลของหนังสือ ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างได้ และหาสนใจจะการก็สามารถกดยืมได้เลย >> เมื่อเรากดยืมแล้ว หนังสือก็จะไปอยู่ที่ชั้นหนังสือของเรา เราสามารถเปิดอ่านหนังสือออนไลน์จากชั้นหนังสือได้เลย

4. 2ebook Library

b6

2ebook Library เป็นห้องสมุดที่มีทั้งร้านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และบริการห้องสมุดออนไลน์ที่ให้เราได้เข้าไปอ่านหนังสือ E-Book ได้ฟรี ทั้งจากมหาลัยและองค์กร กว่าเกือบ 100 แห่ง ทั่วประเทศ มีคลังหนังสือมากมาย จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้เราได้เลยอ่าน ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย, การศึกษา, ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการจัดการ, การเมืองและการปกครอง, เทคโนโลยี, จิตวิทยา, ศาสนาและปรัชญา ฯลฯ ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปลองใช้งานได้เลย

  • เว็บไซต์: 2ebook
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS, Android

การใช้งาน 2ebook Library เบื้องต้น

b7
  • สำหรับบนเว็บไซต์นั้น เมื่อเราเข้าไปยังเว็บไซต์ 2ebook Library แล้ว >> ให้เลือกที่ ‘อ่านหนังสือผ่านห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ของมหาวิทยาลัยและองค์กร’ >> เมื่อเราเข้าไปแล้วก็จะพบกับมหาวิทยาลัยและองค์กรมากมาย เราสามารถเลือกได้ตามต้องการ
  • จากนั้นเมื่อเราเข้ามายังมหาลัยหรือองค์กรที่เราเลือก เราก็จะพบกับหนักสือมากมายจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ สามารถเลือกได้เลย ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัย หรือ แต่ละองค์กรณ์ก็จะมีวิธีการอ่านที่แตกต่างกันออกไป
    • ในมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อเรากดที่หนังสือ และกดอ่าน เราก็จะต้องเข้าสู่ระบบซึ่งเป็นการสมัครสมาชิกก่อนนั่นเอง
    • ในองค์กรเช่น TK Park เราก็ต้องทำการสมัครสมาชิกหรือเข้าสู่ระบบก่อนเช่นกัน (เราสามารถใช้ Account ที่เราสมัครใช้งาน TK Park Library มาเข้าสู่ระบบเพื่ออ่านหนังสือ ใน 2ebook Library ได้เลย แต่ระบบก็จะเป็นแบบเดียวกับ TK Library คือหากหนังสือไม่ว่างเราก็ต้องรอคิว)
  • ในส่วนของการใช้งานผ่านแอพพลิเคชัน เริ่มต้นมาเราก็จะต้องเลือกว่าจะเข้าไปอ่านหนังสือจากองค์กรหรือมหาวิทยาลัยไหน >> จากนั้นก็ทำการเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิกเสียก่อนจึงจะเข้าไปยังคลังหนังสือได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากการได้ทดลองใช้งานพบว่าแอพพลิเคชันค่อนข้างไม่เสถียรและทำงานได้ไม่ดีนัก ทีมงานจึงแนะนำว่าให้ใช้งานผ่านเว็บไซต์จะดีกว่า

และทั้งหมดนี้ก็คือแหล่งสำหรับการอ่านหนังสือออนไลน์ ที่สามารถเข้าไปอ่านได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่บางเล่มก็ต้องรอคิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนังสือใหม่ๆ หรือหนังสือที่ได้รับความนิยม ก็เหมือนกับการเดินเข้าห้องสมุดและยืมหนังสือจากห้องสมุดนั่นเอง แต่การอ่านออนไลน์ทำได้ง่ายดายกว่ามาก เพราะเราไม่ต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง อยากยืมเล่มไหน อยากลองอ่านเล่มไหน ก็เลือกได้เลยเพียงปลายนิ้วสัมผัส ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปลองใช้งานทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชันที่ทีมงานได้นำมาแนะนำกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

แอพถ่ายรูปฟิล์ม
iPad Gen 9th
แอพที่ควรมีใน iPad
iPad Mini 6
แอพคำนวณสารอาหาร แอพนับแคล

from:https://notebookspec.com/web/618970-suggest-online-book-reading

จอคอมมือสอง 2021 วิธีง่ายๆ เลือกจอแบบไหน ได้ของดี ใช้งานได้ตรงที่ต้องการ ประหยัดเงิน

จอคอมมือสอง เลือกแบบไหนดี 2021 วิธีสังเกต และตรวจสอบให้มั่นใจ ใช้งานได้ยาวนาน ประหยัดค่าใช้จ่าย ซื้อแล้วสบายใจ

Gaming monitor cov2 1

จอคอมมือสอง ขึ้นชื่อว่าของมือสอง หลายคนก็อาจจะมีความกังวล ว่าจะใช้งานได้ทนหรือมีปัญหามาหรือไม่ ยิ่งอุปกรณ์บางอย่างที่เสียง่าย ถ้าไม่จำเป็นก็อยากจะได้ของใหม่มาใช้ แต่ติดเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะคนที่เล่นเกม ลงทุนไปกับคอมแรงๆ แล้ว ก็อยากได้จอเกมมิ่งใหญ่ สเปคดี มีรีเฟรชเรตสูงๆ มาใช้งานด้วย แต่เริ่มต้น 27″ ระดับที่มากกว่า 144Hz ราคาพุ่งไปเกือบ 8 พันบาทแล้ว ส่วนถ้าจอใหญ่กว่านั้น หรือรีเฟรชเรตสูงๆ เป็นจอเกมมิ่งหรือ Curved Monitor ก็ยิ่งต้องเพิ่มเงินไปอีก ทางเลือกอย่างจอมือสอง ก็ดูจะน่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยช้ำมาก สามารถหาซื้อได้ง่าย เนื่องจากเวลานี้มีตัวเลือกและช่องทางซื้อขายอยู่มากมายทีเดียว

จอคอมมือสอง

เลือกจอแบบไหนดี Flat หรือ Curved

จอคอมมือสอง

หลายคนคุ้นเคยกับจอแบนหรือแบบ Flat ก็อาจจะลองใช้จอโค้ง แต่หลายคนก็ยังคงจบที่จอแบนเหมือนเดิม เพราะไม่อยากปรับตัว ปรับสายตาใหม่ ซึ่งในแง่ของการเลือกจอคอมมือ 2 เอามาใช้งาน ทั้ง 2 แบบนี้ ก็ยังคงมีความต่างกันอยู่ในแง่มุมต่างๆ โดยปกติคนที่ใช้จอใหญ่ ก็มักจะมีปัญหาเมื่อจะต้องกวาดสายตามองไปให้ทั่วจอได้ยาก โดยเฉพาะคนที่เล่นเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชู๊ตติ้ง ที่ต้องจับสังเกตพื้นที่ได้ทั่วๆ บริเวณสมรภูมิ เพื่อให้เห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น ยิ่งเป็นจอที่มีความละเอียดสูง เช่น 2K หรือ 4K ก็ยิ่ง ต้องใช้สายตามากขึ้น การที่เป็นจอโค้ง ที่โอบกระชับสายตาเข้ามา ก็ช่วยให้การมองเห็นได้ง่ายกว่าเดิม รวมถึงไม่ต้องถอยระยะออกห่างจากหน้าจอมากนัก เพียงแต่จอโค้ง Curved monitor นั้น ราคาจอใหม่ ก็จะค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับจอแบบ Flat หรือจอแบนในสเปคใกล้เคียงกัน ซึ่งหากเป็นจอมือสองนั้น ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยเลยทีเดียว

จอคอมมือสอง

แต่การเป็นจอแบนหรือ Flat นั้น ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับคนที่จะเน้นไปใช้ในแง่ของการทำงานเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อมุมมองในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแสงสี ที่มีความแม่นยำสูง และพื้นที่การใช้งานที่กว้างขวางมากกว่า อย่างไรก็ดีขึ้นอยู่กับผู้ใช้เอง ที่จะพิจารณาในข้อนี้ เพราะหลายคนใช้งานหลายอย่างบนจอตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานและความบันเทิง ซึ่งจะให้น้ำหนักในส่วนใดเป็นหลัก เช่น ถ้าเน้นที่การเล่นเกม ก็อาจจะดูที่ขนาดของหน้าจอ ความละเอียด ฟีเจอร์ของจอภาพ เช่น อัตรารีเฟรชเรตที่สูง, มีเทคโนโลยี FreeSync, G-Sync, Black Stabilizer หรือจะเป็น HDR เป็นต้น แต่หากจะเน้นไปที่การทำงานเป็นหลัก ก็คงต้องให้น้ำหนักไปที่ คุณสมบัติเฉพาะ เช่น พาแนล IPS คุณภาพสูง มุมมองที่กว้าง มีเทคโนโลยีและขอบเขตสีที่แม่นยำ เช่น sRGB หรือ DCI-P3 ซึ่งมีตัวเลขที่สูง อย่างไรก็ดี ราคาของจอประเภทนี้ก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งหากได้มาในราคาที่เหมาะสม ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

จอคอมมือสอง

ขนาดหน้าจอสำคัญมั้ย

จอคอมมือสอง

เรื่องของขนาดจอภาพ ก็จะเป็นตัวกำหนดของราคาจอมือสองที่คุณจะซื้ออยู่ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม เพราะจอภาพใช้งานทั่วไปหน้าจอที่ใหญ่ระดับ 27″ ก็อาจจะราคาถูกกว่า จอภาพที่เล็กกว่า เช่น 24″ ที่เป็นจอเกมมิ่ง ฉะนั้นอาจจะต้องสังเกตดีๆ เมื่อจะเลือกซื้อ จอขนาดที่ใหญ่ ก็ช่วยให้การมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทัศนียภาพ หรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งสำคัญมากต่อการเล่นเกมหรือดูหนัง เพราะจะได้พื้นที่ในการรับชมที่มากกว่า รวมถึงการมองเห็นตัวละครได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมในแนวใดก็ตาม เช่นเกม Action Shooting FPS ก็จะช่วยให้เห็นศัตรูจากระยะไกล การเล็งเป้าหมาย ก็ง่ายขึ้น หรือจะเป็นแนว MOBA ก็จะทำให้เห็นความสวยงามของเวทย์และความอลังการของฮีโร่ และแผนที่ในเกม หรือจะเป็นแนว RTS ก็ทำให้การเคลื่อนไหว มองเห็นสิ่งต่างๆ การทำ Quest ก็ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าเป็นจอภาพที่มีความละเอียดสูง ก็จะทำให้ขอบเขตของสิ่งต่างๆ เหล่านี้กว้างขึ้นอีกด้วย

จอคอมมือสอง

แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้ใช้แต่ละคน เพราะการรับชมหรือการมองภาพนั้นไม่เหมือนกัน บางคนที่ชอบจอขนาดไม่กว้างเกินไป หรือมีพื้นที่ทำงานค่อนข้างจำกัด หรือไม่อยากจะขยับขยาย นั่งห่างจากหน้าจอเกินไปนัก การเลือกใช้หน้าจอระดับ 24″ ความละเอียด Full-HD 1080p ก็ดูจะเหมาะสม แต่ถ้าต้องการใช้ทำงานไปด้วย หน้าจอความละเอียดมากกว่า 2K 1440p ขึ้นไป ก็ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น แต่ถ้าต้องการความละเอียดในการเล่นเกมสูงๆ รวมถึงมีสเปคคอมที่แรง และสามารถขับเคลื่อนหรือรีดเฟรมเรตได้สูงๆ มองเห็นรายละเอียดโดยรอบได้ชัดเจน ทางเลือกที่เป็นจอขนาดใหญ่กว่า 27″ บน Resolution ระดับ 4K ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย เช่นในปัจจุบัน จอขนาด 32″ ที่ความละเอียด 2K 144Hz เริ่มต้นที่ 10,000 บาท ซึ่งอาจจะหาจอที่เป็นมือสองได้ที่ราวๆ 7,xxx บาท เทียบได้กับจอ 27″ มือหนึ่ง ที่เป็นจอเกมมิ่งเลยทีเดียว ก็น่าสนใจเหมือนกัน


ซื้อจอคอมมือสองที่ไหน

จอคอมมือสอง

แหล่งซื้อหาจอคอมมือสอง มีมากมาย ไม่ต่างจากการหาคอมมือสองที่เราเคยนำเสนอกันไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ มีทั้งแบบ Online ที่เรียกว่าหาซื้อกันได้บนหน้าร้านออนไลน์ Facebook หรือจะเป็น Kaidee และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล ส่วนอีกแบบคือ แบบ Offline ซึ่งเป็นการเดินไปดูในห้างไอที หน้าร้าน ตู้ขายมือสอง หรือที่อื่นๆ ทั้งสองแบบนี้ มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ในแง่ต่างๆ เพราะถ้าหากใครเคยซื้อขายของมือสอง ก็น่าจะพอทราบกันดีว่า มีรายละเอียดปลีกย่อยกันพอสมควร และมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไป

ซื้อผ่านออนไลน์ ซื้อที่หน้าร้าน
ความสะดวก ดูรุ่นที่ชอบผ่านมือถือได้ ต้องเดินหา
เช็คสินค้า เช็คได้ยาก เช็คได้ง่าย เห็นตัวจริง
ราคา อาจได้ราคาถูก+ค่าส่ง ราคาอาจสูง+มีต้นทุน
ความเชื่อมั่น อยู่ที่เครดิตคนขาย มีหน้าร้าน เข้าถึงง่าย
เครดิตคนขาย เช็คเครดิตผู้ขายได้ในกลุ่ม มีตัวตน หลักแหล่ง เช็คได้
รายละเอียดสินค้า ดูจากรูปและข้อมูลประกอบ ดูได้ละเอียดกว่า สัมผัส
และทดลองได้
เปรียบเทียบ ง่าย ดูจากเว็บไซต์และ Group อื่นๆ ยาก ต้องเช็ครุ่นและซีรีส์
แล้วเปรียบเทียบในเว็บไซต์
รูปภาพและตัวจริง ไม่ละเอียด ดูจากในภาพ เห็นตัวจริง จับได้ ทดลองใช้
การรับประกัน ประกันสินค้า + ประกันใจ ประกันสินค้า + ประกันร้าน + ประกันใจ
การจัดส่ง ส่งพัสดุ ไม่ได้เช็คสภาพ ลุ้นระหว่างการขนส่ง ปลายทาง ต้องถ่ายหลักฐานเมื่อรับของ ตรวจเช็คเสร็จ สภาพรับได้ จ่ายเงิน หิ้วกลับ
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ค่าเน็ต ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร
สินค้ามีปัญหา ติดตามผู้ขาย ส่งกลับ ส่งซ่อม หิ้วกลับไปที่ร้าน รอซ่อมหรือเปลี่ยน
จอคอมมือสอง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 แบบนี้ อาจจะมีความต่างกันบ้างในบางแง่มุม แต่อย่าลืมว่า ความแตกต่างบางจุดนั้น อาจส่งผลต่อสิ่งที่คุณได้รับอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าการซื้อแบบออนไลน์ จะช่วยให้คุณสะดวก ไม่ต้องออกไปเอง หรือสามารถหาข้อมูลและรุ่นอื่นๆ เปรียบเทียบได้ ต่างจากการต้องเดินไปดูตามตู้หรือหน้าร้านในห้างไอทีต่างๆ และยังจ่ายเงินออนไลน์ รอของมาส่งได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความมั่นใจ เพราะตั้งแต่ที่คุณติดต่อกับผู้ขาย เช็คเครดิตและการทำธุรกรรมออนไลน์ ไปจนถึงการขนส่ง มาถึงมือคุณและตรวจสอบการใช้งานอีกครั้งว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือสภาพเป็นไปตามรูปภาพ หรือที่ผู้ขายเสนอไว้หรือไม่ ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หากทุกขั้นตอนที่ว่ามานี้ผ่านพ้นด้วยดี ได้รับสินค้าสภาพดี ถูกใจในราคาที่เหมาะสม ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าโชคร้าย ไปเจอความผิดปกติในขั้นตอนใด เพียงแค่สิ่งเดียว เรื่องทั้งหมดก็จะดูเป็นปัญหาขึ้นทันที เช่น โอนเงินแล้วไม่ส่งของ ส่งของให้ล่าช้า หรือส่งของเสียหรือไม่ตรงปกมา ก็ต้องเสียเวลาในการติดตาม แก้ไขปัญหาเช่นกัน

จอคอมมือสอง

แต่ก็ไม่ใช่บอกว่าการซื้อแบบออนไลน์ไม่ปลอดภัย ในกรณีที่เช็คเครดิตผู้ขายดีแล้ว การโอนเงินอาจผ่านทางแอดมินเพจได้ หรือที่เรียกว่าผ่านกลาง ก็ช่วยลดความเสี่ยงไปได้ระดับหนึ่ง สุดท้ายหากสินค้าไม่ได้อยู่ไกลจากคุณมากนัก พอที่จะเดินทางไปรับด้วยตัวเองได้ หรือไปลองใช้งาน เพื่อเช็คสภาพก่อนได้ ก็ยิ่งลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไปได้มาก เหลือแค่เพียงคุณประคองจอนั้นให้กลับถึงบ้านโดยปลอดภัย และเสียบปลั๊กใช้งาน เล่นเกมกันต่อไปเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าถึงขั้นนี้แม้จะมีความเสี่ยง เพราะมีแค่ประกันใจ เพราะประกันตัวเครื่องอาจหมดไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่างไปจากเราเดินดูตามร้านหรือตามตู้มือสองมากนัก


เช็คประกันให้มั่นใจ

การรับประกันถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าของมือสองส่วนใหญ่ ไม่ประกันหมด ก็ถือว่าใกล้จะถึงอายุการรับประกัน ดังนั้นแล้วก็ควรจะต้องมีแผนสำรองเอาไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าซื้อมาใช้ได้ 2-3 วัน แล้วพัง เปิดไม่ติดแบบนี้คงไม่ดีแน่นอน จึงต้องสอบถามและขอข้อมูลผู้ขายเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแบบออนไลน์หรือจากหน้าร้านขายมือสองก็ตาม สิ่งที่ควรจะต้องเช็คแรกๆ คือ การรับประกันใจ หรือประกันร้าน ในกรณีที่ประกันสินค้าหมดไปแล้ว และอยากจะให้ชัดเจนว่าไม่มีการหมกเม็ด เพื่อขายทิ้งนั่นเอง

ประกันปกติ: หรือที่เป็นประกันสินค้าจากดีลเลอร์หรือผู้จำหน่ายโดยตรง เป็นสิ่งที่ผู้ที่จะซื้อจอมือสอง ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ อย่างน้อยควรเหลือประกันไว้บ้าง สัก 1-3 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ยังใช้งานได้ต่อไป และจอนั้น ก็ไม่ได้เก่าเกินไป จนไม่เหลือประกัน ซึ่งจะหมายความว่าจอได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน กว่าจะถึงมือคุณ ซึ่งก็อาจจะทำให้ชิ้นส่วนบางอย่างเสื่อม หรือจะเสียหายได้ เมื่อใช้งานไปได้ไม่นาน จึงถือว่าหากเป็นจอ ควรเลือกที่ยังมีประกันพื้นฐานอยู่สักหน่อย

ประกันร้าน: เป็นการรับประกันการใช้งานจากทางร้านที่จำหน่าย จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของทางร้าน ซึ่งอาจจะคาดเดาได้ยาก บางร้านขายขาด เปิดใช้งานได้ ราคาโอเค จ่ายตังก็ยกไปได้เลย ไม่รับคืน ไม่รับซ่อม หรือบางร้านตรวจเช็คมาดีแล้ว และต้องการเก็บฐานลูกค้าสร้างเครดิต ก็อาจจะประกันร้านให้ 1-3 เดือน แล้วแต่ความเก่า มีปัญหากลับมาซ่อม

ประกันใจ: อาจจะเป็นทั้งผู้ขายออนไลน์ ที่เรียกว่าพ่อค้าหรือทางร้านก็อาจจะมี เป็นการประกันใจ ให้มั่นใจได้ว่า 7 วันนี้ ถ้าเสียเอากลับมาคืนได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีเงื่อนไข หรือบางรายก็นับวันแบบไม่ตรงก็เยอะ โดยประกันใจนี้ ย้ำทุกครั้งว่าอย่ายึดจากลมปากผู้ขาย ให้เขียนมาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยเลย แนบนามบัตรก็ได้ จะได้เชื่อมั่นได้ว่าไม่มีบิดพริ้ว หลายคนอาจจะเคยเสียน้ำตากับเคสแบบนี้เหมือนกัน

ลิงก์สำหรับการเช็คประกันของผู้จำหน่ายแต่ละค่าย

Synnex: https://www.synnex.co.th/th/service/check_warranty_expiry_date_2.aspx

Strek: http://checkwarranty.strek.co.th/

ARC: http://www.ascenti.co.th/check/

Advicehttps://www.advice.co.th/services/waranty

JIB: https://www.jib.co.th/web/checkserial/warranty


เช็คหน้าจออย่างไรได้บ้าง

จอคอมมือสอง

ซื้อจอคอม ก็ต้องเช็คหน้าจอให้ละเอียด และน่าจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราจะต้องทำ เพราะหากจอเสีย มีอาการที่เรียกว่า Dead, Bright หรือ Dot เราจะได้เลี่ยงหรือไม่ต้องไปเสี่ยงกับจอแบบนั้น เพราะเชื่อได้เลยว่าร้อยทั้งร้อย ผู้ใช้มักจะถูกสะกดสายตา ด้วยบรรดาจุดเหล่านี้ที่ขึ้นมาให้เห็น แต่จะทำอย่างไรที่เราจะมองเห็นได้ว่า มีจุดต่างๆ เหล่านี้ขึ้นหรือไม่บนจอที่เราจะซื้อ ให้เริ่มต้นด้วย การสังเกต

  • ดูด้วยตาเปล่า: อาการเหล่านี้ เราจะพอสังเกตได้ เมื่อเกิดขึ้นมาบนหน้าจอ โดยจะเป็นจุดที่โดดเด่นขึ้นมาให้เห็น ต่างจากแสงสีบริเวณรอบๆ นั้น เช่น เป็นจุดสว่างสีเดียวหน้าจอสีดำ หรือเป็นจุดดำ บนหน้าจอขาว หรือสีอื่นๆ ซึ่งทำให้การแสดงผลผิดปกติไป และเมื่อเราใช้งานไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะเพิ่มขึ้นก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบเอามือไปลูบๆ ถูๆ ในจุดที่เป็น หากมีแค่จุดเดียว แล้วคุณรับได้ เพราะลดราคาลงมาเยอะ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเยอะมากจนทำให้เสียอรรถรสในการใช้งาน แนะนำว่าให้ผ่านไปก่อน
  • ปิดไฟโดยรอบ: การปิดไฟรอบๆ แล้วเปิดจอให้สว่างก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ทำให้เราจับสังเกตความผิดปกติของจอภาพได้เช่นกัน เพราะเมื่อไม่มีแสงตกกระทบบนหน้าจอ ก็ทำให้มองเห็นได้ชัดขึ้น ให้ลองส่องดีๆ ทุกขอบทุกมุม ก็จะช่วยให้คุณได้จอที่มีความผิดปกติน้อยที่สุด
  • ใช้โปรแกรมช่วย: แนะนำหัวข้อนี้เลย ถ้าเป็นไปได้ อย่างที่ได้บอกไปคือ หากเป็นไปได้ เมื่อไปถึงร้านหรือที่นัดหมาย ควรจะต้องลองให้รู้ชัดกันไปเลย ก่อนจะจ่ายเงินแล้วหิ้วกลับบ้าน เพราะใช้เวลาไม่นาน และเตรียมสิ่งที่จำเป็นไปง่ายๆ เช่น แฟลชไดรฟ์หรือถ้าผู้ขาย ต่อคอม ต่ออินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ก็ดาวน์โหลดโปรแกรมมาทดสอบได้ เช่น DPT หรือ Dead Pixel Test โปรแกรมนี้จะช่วยให้คุณเช็คความผิดปกติได้ละเอียด และไม่ต้องติดตั้งลงบนเครื่องด้วย เมื่อเปิดโปรแกรม จะเป็นการแสดงผลของสีต่างๆ ให้เปิดไล่ไปทีละสี และเช็คทีละจุด ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โปรแกรมนี้ช่วยให้เห็นได้อย่างชัดเจน
จอคอมมือสอง

ส่วนอีกอาการ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็พอจะยอมรับได้ ถ้าไม่มีการเกินไปนักก็คือ อาการแสงลอด หรือบางอาจจะบอกว่าแสงรั่ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขอบบางส่วนจะมีแสง LED ลอดออกมาสว่างชัดเจน ยิ่งในที่มืด และเปิดหน้าจอสีทึบๆ เช่น สีดำ ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า แสงสว่างจะโดดเด่นออกมาในพื้นที่ของหน้าจอโดยรอบ ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย แต่จะรำคาญสายตา เวลาที่คุณจะดูฉากในหนังหรือเล่นเกมที่เป็นโทนมืด คุณจะเห็นแสงนี้ จนเข้ามาทำให้ฉากดูเปลี่ยนไป หรือบางทีก็ไปทำให้ภาพที่อยู่บริเวณขอบแสดงผลผิดเพี้ยนนั่นเอง


ปุ่มตั้งค่า OSD settings

จอคอมมือสอง

ตรงจุดนี้ค่อนข้างสำคัญเช่นกัน เพราะจอที่ใช้งานส่วนใหญ่ ก็จะมีให้ปรับละเอียดขึ้น ยกเว้นจอคอมพื้นฐาน ซึ่งจะมีน้อยกว่าแบบที่เป็นจอเกมมิ่ง ที่ยังไงก็ยังต้องปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับการเล่นเกมหรือการใช้งานในแต่ละแบบ หรืออย่างน้อย ใช้ในการปรับแสง สี และค่า Contrast ต่างๆ ได้ดีขึ้น ในกรณีที่มีซอฟต์แวร์ปรับควบคู่กันไปได้ ก็ยังพอใช้งานทดแทนกันได้ แต่ถ้าจอที่ไม่มีซอฟต์แวร์มาให้จะทำอย่างไร ควรจะต้องเช็คให้สามารถใช้งานได้ทุกฟังก์ชั่น

โดยปุ่มควบคุม OSD settings จะมีด้วยกัน 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่เป็นปุ่มกด และแบบที่เป็นจอยสติ๊ก ซึ่งทั้ง 2 แบบก็ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าใครจะถนัดแบบไหนมากที่สุด

จอคอมมือสอง

แบบปุ่มกด: แบบนี้จะมักจะมีมาให้ 4-5 ปุ่มด้วยกัน ใช้ในการกดเลือก ยกเลิก ย้อนกลับหรือกดขึ้น-ลง ตามแต่ละเมนู ซึ่งหลายคนก็อาจจะต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกันพอสมควร เพราะบางทีอยู่ข้างหลังจอ ก็ต้องจำว่าปุ่มมีอยู่กี่ปุ่ม เลือกเมนู ฟังก์ชั่นอย่างไร แต่บางรุ่นก็อยู่ด้านใต้จอ ก็ใช้งานง่ายขึ้นอีกนิด วิธีเช็ค ก็ให้กดไล่ไปทีละปุ่ม ลองกดเลือก เปิด-ปิด หรือกดซ้ำๆ ดูว่า ใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากแนะนำคือ ไม่ควรเสียเลยสักปุ่มจะดีที่สุด เพราะทำงานสอดคล้องกัน

จอคอมมือสอง

แบบจอยสติ๊ก: เป็นแบบปุ่มเดียว แต่ออกแบบมาในลักษณะของจอยสติ๊ก กดง่ายใช้สะดวก แต่ถ้าเจอกับคนมือหนัก ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ การใช้งานค่อนข้างง่าย เพราะกดลงไป เป็นการเลือกเมนู เลื่อนขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา และกดอีกครั้ง เพื่อกำหนดการตั้งค่า และเนื่องจากเป็นแบบที่ใช้ปุ่มเดียว ก็ควรจะต้องตรวจเช็คให้ดี สามารถเลื่อนเมนูได้ตามปกติ ซึ่งถ้าเลื่อนไม่ได้ กดไม่ลง ก็อาจจะเกิดความเสียหาย ซ่อมได้ แต่ก็ใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายพอสมควร


เสียงจากลำโพง

จอคอมมือสอง

ลำโพงในจอคอมมือสอง ถามว่าจำเป็นมั้ย? ก็อาจจะจำเป็นหรือไม่ก็ได้ เพราะบางคนก็ไม่ได้เสน่ห์หาในเสียงจากลำโพงวัตต์น้อยๆ แบบนี้ แต่มีให้ก็ดี อย่างน้อยก็ไม่เหงา จะเปิดหรือปิดในภายหลังก็ไม่เสียหาย ฟังจากลำโพงที่ต่อออกจาก USB หรือหูฟังที่ต่อแยกจากคอมโดยตรง อาจจะได้อรรถรสมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเกมเมอร์ หรือคนที่ชอบดูหนัง คงไม่ได้ใส่ใจมากนัก อย่างไรก็ดี หากมีให้แล้ว ก็ตรวจเช็คเสียหน่อยว่า เสียงเปิด-ปิด เพิ่ม-ลดเสียงได้หรือไม่ หรือมีเสียงจี่ รบกวนระหว่างที่ใช้งานหรือเปล่า ถ้ามีก็ต้องเช็คว่า เกิดจากสิ่งใด เพราะเอามาใช้แล้ว มีเสียงรบกวน คงน่ารำคาญไม่น้อย แต่ถ้าให้ความสำคัญ ยังถือว่าน้อยกว่าปุ่ม OSD และพอร์ตสัญญาณต่อพ่วง ที่มีบทบาทมากกว่า


พอร์ตสัญญาณต่อพ่วง

จอคอมมือสอง

เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในจอคอมมือสอง เพราะถ้ามีพอร์ตแต่ใช้ไม่ได้ หรือพอร์ตเสีย สัญญาณต่อเข้ามาไม่ได้ ก็หมายความว่า ซื้อจอไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะแสดงผลจากแหล่งที่มาไม่ได้ จะซื้อมาทำไม? ดังนั้นแล้ว นอกจากเรื่องของการแสดงผล สัญญาณขาเข้าต่อเข้ากับพอร์ตนี้ก็สำคัญ ส่วนใหญ่จอในปัจจุบัน จะให้พอร์ตแสดงผลมา 2-3 รูปแบบคือ DVI, HDMI และ DisplayPort แต่ก็ยังมีจอหลายรุ่นที่มีพอร์ต D-Sub หรือ VGA มาให้ ซึ่งเป็นพอร์ตสีฟ้าๆ ใช้ต่อกับคอมรุ่นเก่า ให้สัญญาณเป็นแบบแอนาล็อก ซึ่งจะให้สัญญาณที่มีข้อจำกัดในการใช้งาน ต่างจากบรรดาพอร์ตรุ่นใหม่ๆ และที่บอกว่าพอร์ตเหล่านี้มีความจำเป็น และไม่ควรเสียไปสักพอร์ตเลยก็เพราะ

  • ส่งสัญญาณภาพเข้าหน้าจอไม่ได้: อย่างที่บอกคือ หากมีพอร์ต แต่สัญญาณไม่เข้าก็มีแต่เสียกับเสีย เพราะนอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสียอารมณ์ที่ใช้งานไม่ได้อีกด้วย ต้องเช็คให้ละเอียดเลยในจุดนี้
  • ไม่สามารถใช้รีเฟรชเรตสูงสุดของจอได้: เพราะพอร์ตสัญญาณแต่ละแบบ แต่ละเวอร์ชั่น ก็จะมีขอบเขตในการแสดงผลหรืออัตรารีเฟรชเรตที่ต่างกันออกไป และส่วนใหญ่มักจะกำหนดมาให้ในสเปคเลยว่า หากต้องการใช้ Refresh Rate ระดับที่สูงกว่า 144Hz, 200Hz ขึ้นไป จะต้องต่อที่พอร์ตใด หากพอร์ตนั้นเสียก็หมายความว่า คุณจะไม่สามารถเล่นที่โหมดสูงสุดนั้นได้เลย ตัวอย่างเช่น

Display Port: 2560 x 1080(Up to 200Hz)
Type C: 2560 x 1080(Up to 200Hz)
HDMI: 2560 x 1080 (Up to 180Hz)

  • ใช้งาน PIP หรือ PBP ไม่ได้: เพราะว่าจอบางรุ่นจะมาพร้อมฟีเจอร์พิเศษอย่าง Picture In Picture หรือใช้จอเดียว แต่ต่อสัญญาณจากคอมได้มากกว่า 1 ช่อง เช่น จะใช้คอมกับโน๊ตบุ๊ค ขึ้นจอแสดงผลเดียวกัน ก็ต้องมี HDMI1, HDMI2 เป็นต้น พอร์ตเสียก็ใช้งานไม่ได้ แม้จะไม่ค่อยได้ใช้ แต่ก็ดูแล้วไม่คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปเท่าใดนัก

ไม่แน่ใจ ไม่ได้ลอง อย่าเพิ่งรีบซื้อ

จอคอมมือสอง

มาดูภาพรวมกันดีกว่า อย่าว่าแต่เรื่องของจอคอมมือสองนี้เลย ที่คุณจะต้องใส่ใจในรายละเอียด เมื่อจะต้องเลือกซื้อ อุปกรณ์อื่นๆ ที่คุณใช้ในชีวิตประจำวันนี้ก็เช่นกัน เข้าใจว่าเป็นของมือสอง อาจจะเสียบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในบางจุด แต่ก็ต้องไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในภายหลังจนคุณไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เพราะถ้าคุณไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่ได้ ก็แทบจะไม่เกิดประโยชน์อันใดที่จะซื้อมา ถึงจะได้ราคามาถูกเพียงใดก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้ว ให้คิดเสมอว่า ต้องคุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่ายออกไปมากที่สุด และตามข้อมูลที่บอกไปในบทความนี้ แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ก็น่าจะพอช่วยให้คุณเลือกจอคอมมือสองที่ถูกใจ ถูกเงิน และตรงกับการใช้งานของคุณมากที่สุด ขอให้โชคดีครับ


from:https://notebookspec.com/web/617427-2-nd-hand-monitor-2021

พ่อแม่ยุคใหม่ของจริง โฮมสคูลอย่างไรให้ลูกสนุก กวาด A เรียบทุกวิชา

คงไม่มีใครคิดว่าการเรียนออนไลน์จะกลายเป็นช่องทางหลักในการเรียนการสอนของเด็กๆ ในทุกระดับชั้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก ในการช่วยอำนวยความสะดวกให้การเรียนการสอนยังต้องดำเนินต่อไป ดีไวซ์ดีๆ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องมองหา เพื่อมาเป็นผู้ช่วยให้ทำโฮมสคูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในดีไวซ์ที่ใช้ง่ายเล่นอินเทอร์เน็ตก็ได้ เขียนจอก็ดี ก็น่าจะไม่พ้นแท็บเล็ต และถ้าจะให้ดีที่สุดก็ต้องเป็นแท็บเล็ตสำหรับเด็กโดยเฉพาะที่มีแอปฯ ให้เลือกหลากหลายเพื่อเสริมพัฒนาการให้เด็ก วันนี้อยากแนะนำ HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition แท็บเล็ตน้องใหม่มาแรงที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับการเรียนออนไลน์ และยังตอบโจทย์ผู้ปกครองที่ต้องสวมบทบาทเป็นครูติวเตอร์สอนพิเศษให้ลูกๆ มากกว่าเดิมให้ผู้ปกครองติวลูกน้อยได้อย่างมือโปร มีเคล็ดลับอะไรบ้างที่จะทำให้เด็กๆ สนุกกับการเรียนมากขึ้นโดย แถมที่ผู้ปกครองยังเหนื่อยน้อยลง มาดูกัน


เกรด A ง่ายๆ แค่เอื้อมมือหากมีขุมทรัพย์แห่งปัญญาที่ครบครันอยู่ในมือ

MatePad T 8 Kids Edition

วิชาคณิตคิดไม่ยาก

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าวิชาคณิตศาสตร์นับเป็นเรื่องยากของหลายๆ คน แนะนำให้ลองโหลดเกมหรือแอปพลิเคชันเชาว์ปัญญาไว้บนแท็บเล็ตให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่นสนุกและฝึกสมองไปในเวลาเดียวกัน แต่หากไม่แน่ใจว่าเกมหรือแอปฯ ไหนจะเหมาะกับลูกน้อยมากที่สุด Kids Corner บนแท็บเล็ต HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition ได้เลือกแอปฯ ดีๆ มาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กอย่างครบครันทั้งเกมพัฒนาเชาว์ปัญญาลับคมสมอง เกมคณิตศาสตร์มากมายหลายร้อยเกม โดยสามารถเปิดเล่นได้ผ่าน BabyBus World แอปฯ ที่โดดเด่นในด้านการเรียนรู้และคณิตศาสตร์ และเปิดใช้งาน BabyPanda Math Adventure เกมคณิตศาสตร์และตัวเลขในหลากหลายรูปแบบ เช่น เกมจับคู่สิ่งของ หรือ เกมบวกเลข และเด็กๆ ยังแช็ตคุยกับเพื่อนบนแท็บเล็ตแลกเปลี่ยนความรู้กันได้อีกด้วย


วิชาภาษาอังกฤษเพื่ออนาคตที่สดใส

HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition Feature 3 1 1

ภาษาอังกฤษนับเป็นวิชาที่ทุกบ้านให้ความสำคัญ โดยผู้ปกครองสามารถเริ่มต้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้ลูกน้อยแบบง่ายๆ ด้วยการจัดการเข้าถึงคอนเทนต์ของลูกใน Parental assistant โดยตั้งค่าแท็บเล็ตให้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ให้เด็กๆ ได้คุ้นเคยและซึมซับการใช้ภาษาอังกฤษในทุกแง่มุมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแอปฯ  ทีเด็ดของการติววิชาภาษาอังกฤษผ่านแท็บเล็ต HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition คือมาพร้อมกับแอปฯ Azoomee ชื่อดังที่ได้รับรางวัล ไว้ใช้ช่วยติวเข้มภาษาอังกฤษแบบจริงจังให้กับลูกๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะเป็นแอปฯ ที่รวบรวมเนื้อหาซึ่งคัดสรรมาอย่างดีให้เด็กๆ ได้เรียนและเล่นอย่างสนุกผ่านวิดีโอที่มีคอนเทนต์มากมายหลายหมวดหมู่ เพราะถูกออกแบบมาให้ช่วยฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหา การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและมีแบบแผน  

อีกหนึ่งทริคที่ทั้งช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาอังกฤษและถือเป็นการปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านคือคุณพ่อคุณแม่ สามารถเลือกอีบุ๊กหนังสือนิทานภาษาอังกฤษโหลดเก็บไว้บนแท็บเล็ตเพื่ออ่านให้ลูกฟังและให้เขาได้ฝึกออกเสียงตามหรืออ่านเองโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสายตา แค่เปิดใช้งานโหมด eBook ที่ช่วยเปลี่ยนภาพสีสดให้กลายเป็นภาพขาวดำ ให้ความรู้สึกสบายตาเหมือนอ่านอยู่บนหนังสือจริง


วิชาศิลปะแสนสนุก

HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition Feature 3 4 1

ภาควิชาการกันแล้ว ภาคปฎิบัติก็ไม่ควรขาด หากอยากปั้นลูกให้เรียนเก่ง กวาดเกรด A เรียบแบบไม่เครียด เรียนไป สนุกไป ลองมาสัมผัสวิชาศิลปะแสนสนุกที่ทำให้พวกเขาได้ปลดล็อคพลังแห่งจินตนาการได้อย่างอิสระและไร้ขีดจำกัด คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้แท็บเล็ต เป็นผืนผ้าใบดิจิทัลให้ลูกน้อย ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ลงบนเทคโนโลยีหรือฟีเจอร์ดีๆ บนแท็บเล็ตอย่าง Kids Corner ที่มาพร้อมกับ Kids Painting ให้เด็กๆ ใช้วาดภาพแสดงฝีมือพร้อมๆ กับได้ฝึกสมาธิในระหว่างสร้างสรรค์งานศิลปะและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือในขณะวาดภาพได้ด้วย

HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition Feature 3 3 1

เรียนนาน การบ้านเยอะ ใช้จอนานก็ไม่หวั่นเพราะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเกราะปกป้องดวงตาของลูกน้อย

ไหนจะเรียนออนไลน์และยังมีการบ้านของหลายวิชาที่ต้องทำให้เสร็จตามกำหนด ทำให้เด็กๆ อาจจะต้องใช้เวลาอยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่นอกจากจะเป็นห่วงเรื่องคอนเทนต์และแอปฯ ที่เด็กๆ เข้าถึง ก็ยังเป็นห่วงเรื่องสุขภาพดวงตาของเด็กๆ เหมือนกัน ให้ดีควรมีฟีเจอร์ที่ช่วยปกป้องสายตาจะดีมาก HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition มาพร้อมฟีเจอร์ Eye protection ที่ช่วยปรับสีของภาพให้มีโทนสีที่อุ่นขึ้น พร้อมโหมดกรองแสงสีฟ้า ทำให้เด็กสายตาไม่ล้าขณะใช้งาน และยังมีโหมดเพื่อสุขภาพองค์รวมขณะใช้งานของเด็กๆ อย่าง Posture alerts ทำงานผ่านระบบตรวจจับแรงโน้มถ่วง หากนอนหงายเล่นในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง และ Bumpy road alerts ที่มีอัลกอริทึมตรวจจับการสั่นไหว หากพบว่าเด็กใช้แท็บเล็ตในสภาพแวดล้อมที่สั่นไหวมากเป็นพิเศษ เช่น ขณะอยู่บนรถหรือตอนเดิน ระบบจะแจ้งเตือนให้ปรับท่าทางทันที โหมดต่างๆ ในฟีเจอร์ Eye protection นี้ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีในการดูแลสุขภาพดวงตาของเด็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะในด้านต่างๆ ได้อย่างมีสมาธิมากขึ้นเพราะใช้งานแท็บเล็ตได้ต่อเนื่อง ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาสายตา

และถึงแม้ว่าจะมีฟีเจอร์ Eye protection คอยเป็นเกราะปกป้องดวงตาของเด็กๆ ได้ดีเยี่ยมแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่กลัวว่าทีนี้เด็กๆ อาจจะใช้งานและเล่นแท็บเล็ตเพลินโดยไม่รู้ตัว ก็ไม่ต้องกังวลไป แค่เปิดใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Parental assistant ควบคุมเวลาระยะเวลาการใช้งานแท็บเล็ตของเด็กๆ ให้เหมาะสม กำหนดเวลาที่ใช้และช่วงเวลาพักได้ และยังปรับแต่งการใช้งานแท็บเล็ตให้แตกต่างกันช่วงวันธรรมดาและสุดสัปดาห์ได้ด้วย


โค้งสุดท้าย โปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ บอกเลยว่าต้องรีบแล้ว!

HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition Early Bird 2

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนรับบทเป็นครูติวเตอร์สอนพิเศษให้ลูกๆ ในช่วงนี้คนเดียวแล้วเหนื่อย แนะนำว่าให้รับผู้ช่วยมือขวาเป็นติวเตอร์ไอทีสุดสมาร์ทอย่าง HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition แท็บเล็ตเพื่อน้องๆ หนูๆ ที่มาพร้อมโปรสุดฮ็อตและของสมนาคุณที่เด็กๆ เห็นแล้วต้องใจละลายกับโปรโมชัน Early bird ที่มาในราคาเพียง 6,490 บาทเท่านั้น! เมื่อซื้อในระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2564 ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ที่ HUAWEI Store หรือร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central | Lazada | Shopee รับไปเลยของสมนาคุณเป็นสมาชิก Babybus Panda World 3 เดือน (มูลค่า 261 บาท) สมาชิก Azoomee VIP (มูลค่า 2,198 บาท) และตุ๊กตา Babybus Panda Doll แสนน่ารัก (มูลค่า 649 บาท)

from:https://notebookspec.com/web/619156-matepad-t-8-kids-edition-2

5 แอพถ่ายรูปฟิล์ม ถ่ายแล้วปัง เหมือนถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจริงๆ

แนะนำแอพถ่ายรูปฟิล์ม สไตล์วินเทจ ยุค 90’s

แอพถ่ายรูปฟิล์ม

แอพถ่ายรูปในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกเยอะแยะมากมาย แถมกล้องของสมาร์ทโฟนก็พัฒนาอย่างมาก ทำให้รู้ที่ออกมามีความคมชัด ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น หลายๆ คนก็ยังชอบที่จะถ่ายรูปฟิล์มอยู่ แต่ด้วยปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงกล้องฟิล์มในปัจจุบันหายากขึ้น ทั้งจกพกพาไปไหนมาไหนก็ยากกว่า ทีมงานจึงอยากแนะนำแอพถ่ายรูปฟิล์ม สไตล์วินเทจ ถ่ายออกมาสวยปัง เหมือนถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจริงๆ จะไปไหนมาไหนก็สามารถหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากพกของหลายอย่าง


1. Huji Cam

f1 1

แอพพลิเคชัน Huji Cam ตัวนี้ เป็นแอพถ่ายกล้องฟิล์มที่ใช้งานง่ายมากๆ ภาพที่ออกมาก็ดูดีเสมือนถ่ายด้วยกล้องฟิล์มจริงๆ การใช้งานนั้นก็ง่ายมากๆ เพียงแค่เราดาวน์โหลดแอพมา เมื่อกดเข้าหน้าแอพก็จะเป็นกล้องให้เรากดถ่ายได้เลย ต้องบอกก่อนว่าตัวแอพจะไม่มีฟิล์มและฟิลเตอร์ให้เราเลือก แต่จะสุ่มมาให้ ซึ่งก็ลุ้นดีเหมือนกัน แต่ไม่ต้องกังวล ไม่ว่าฟิลเตอร์ไหน รูปที่ออกมาก็สวย วินเทจ ถูกใจอย่างแน่นอน ในส่วนของกล้องนั้น เราสามารถเปิดแฟลช เลือกตั้งเวลา รวมไปถึงสลับกล้องหน้า-กล้องหลังได้ด้วย

S 26042376 side
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: Android

2. 1998 Cam – Vintage Camera

f2 1

มีฟิลเตอร์ให้เลือกมากมาย สามารถปรับอัตราส่วนของรูปได้ไม่ว่าจะเป็น 4:3 หรือ 1:1 สามารถตั้งเวลาถ่ายรูปได้ เปิดแฟลช สลับกล้องหน้า-กล้องหลังได้ นอกจากนี้เรายังสามารถใช้รูปหรือวิดีโอจากในอัลบั้มของเรามาใส่ฟิลเตอร์กล้องฟิล์มได้ด้วย รูปที่ออกมาก็ดูดี ดูสวย สมเป็นกล้องฟิล์มเลย แต่ละฟิลเตอร์ก็สามารถปรับ Intensity ได้ แต่มีข้อสังเกตอยู่เหมือนกันว่าหากเราต้องการฟิลเตอร์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่ให้ใช้ฟรี เราก็ต้องอัพเกรด ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่าย และรูปที่ใส่ฟิลเตอร์นั้นจะติดวันที่ที่เราทำการแต่ง ซึ่งในส่วนนี้ก็อาจเป็นข้อสังเกตอยู่เหมือนกัน

S 26042396 side
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: Android

3. Dazz Cam – Vintage Camera

f3 1

สำหรับ Dazz Camera นี้ การทำงานคล้าย Huji Cam เลย โดยเพียงแค่เรากดถ่าย รูปก็ออกมาเป็นเสมือนถูกถ่ายจากกล้องฟิล์มแล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ตัวแอพมีกล้อง มีฟิล์ม ให้เลือก รวมไปถึงรองรับการถ่ายวิดีโอด้วย โดยจะดูตัวอย่างรูปก่อนเลือกใช้ก็ได้ เราสามารถเลือก Ratio รวมไปถึงเลือกได้ว่าใส่ Timestamp หรือไม่ก็ได้ เรียกว่าสะดวก หลากหลาย เป็นอีกแอพพลิเคชันที่น่าสนใจดาวน์โหลดมาใช้งานสุดๆ แต่ข้อสังเกตของแอพนี้ก็มีเช่นกัน คือ บางฟีเจอร์ อย่างเช่น กล้อง เลนส์ จำกัดให้ใช้งานเฉพาะเวอร์ชันอัพเกรดเท่านั้น และตัวแอพยังมีให้ดาวน์โหลดเฉพาะผู้ใช้งาน สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ iOS เท่านั้น และสำหรับใครที่เลือกรูปจากอัลบั้มไปใส่ฟิลเตอร์ หรือถ่ายผ่านแอพ ก็สามารถที่จะเลือก Keep Original Photos ได้ด้วยนะ

S 26050562 side
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS

4. FIMO

f4

แอพ FIMO ดีไซน์ออกแบบมาเหมือนกล้องฟิล์มจริงๆ เลย สามารถเปิดแฟลช สลับกล้องหน้า-กล้องหลัง สามารถปรับค่าความสว่างได้ รวมไปถึงหมุนซูมได้ด้วย ตัวแอพยังมีฟิล์มต่างๆ มาให้เราเลือกใส่ โดยจะมีทั้งที่ฟรีและต้องเสียเงินซื้อ ในส่วนของรูปที่ได้นั้น เราก็สามารถกดเลือก เซฟกลับมายังอุปกรณ์ แต่ปกติตัวรูปก็จะถูกเซฟมายังอัลบั้มของเราอยู่แล้ว หรือจะแชร์ต่อไปยังแอพอื่นก็สามารถทำได้ง่ายๆ เลย

S 26058754 side
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: Android

5. Kamon

f5

แอพ Kamon นั้น เป็นแอพกล้องฟิล์มที่ให้ความรู้สึกเหมือนถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มแบบออโต้ โดยเราสามารถสลับมุมมองเป็นเต็มหน้าจอ หรือมุมมองเสมือนผ่านช่องมองของกล้อง สำหรับฟีเจอร์ที่มานั้นก็จะมีตั้งแต่ ใส่กรอบ ใส่เอฟฟเฟค ใส่ฟิลเตอร์ เลือกใส่วันที่หรือไม่ใส่วันที่ก็ได้ สามารถปรับ Intensity ได้ด้วย รองรับการถ่ายวิดีโอ มีกล้องให้เลือกหลากหลาย เบื้องต้นการทำงานจะคล้ายๆ กับ Huji Cam คือเมื่อถ่ายแล้วฟิลเตอร์จะเป็นการสุ่มตามกล้องที่เราเลือก แล้วจะถูกบันทึกไปยังอัลบั้มของเราเลยทันที แต่ถ้าเราต้องการแต่งรูปเพิ่มเติมก็สามารถเลือกรูปที่เพิ่งถ่ายไปจากอัลบั้มมาใส่เพิ่มได้เลย ในส่วนของข้อสังเกตนั้น ตัวแอพมีกล้องมาให้เลือกจำกัด ซึ่งถ้าต้องการใช้กล้องอื่นๆ ก็ต้องอัพเกรด

S 26075139 side
  • ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน: iOS

ตารางเปรียบเทียบแอพถ่ายรูปฟิล์มแต่ละแอพ

ชื่อ ระบบปฏิบัติการที่รองรับ ม้วนฟิล์ม/ฟิลเตอร์ ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ข้อสังเกต
Huji Cam iOS และ Android ฟิลเตอร์เป็นแบบสุ่ม ไม่มีม้วนให้เลือก – ใช้งานง่าย
– ฟิลเตอร์ทำได้ดี
– ตั้งเวลาถ่ายได้ สลับกล้องหน้า-กล้องหลังได้
– สลับมุมมองเป็นเต็มหน้าจอ หรือมุมมองเสมือนผ่านช่องมองของกล้องได้
– ไม่มีม้วนฟิล์มให้เลือก
– ภาพที่ได้เป็นแบบสุ่มฟิลเตอร์
– ไม่สามารถเลือกรูปจากอัลบั้มมาแต่งได้
1998 Cam – Vintage Camera iOS และ Android มีฟิลเตอร์ให้เลือกหลากหลาย – ปรับอัตราส่วนของรูปได้
– เลือกรูปจากในอัลบั้มมาแต่งได้
ปรับ Intensity ได้
– หากต้องการฟิลเตอร์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่ให้ใช้ฟรี ก็ต้องอัพเกรด ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่าย
– รูปที่ใส่ฟิลเตอร์นั้นจะติดวันที่ที่เราทำการแต่งหรือถ่าย
Dazz Cam iOS มีม้วนฟิล์มให้เลือกหลากหลาย – ใช้งานง่าย
– ดูตัวอย่างรูปก่อนเลือกใช้ฟิลเตอร์ได้
– เลือก Ratio ได้
– เลือกใส่ Timestamp หรือไม่ก็ได้
– บางฟีเจอร์ อย่างเช่น กล้อง เลนส์ จำกัดให้ใช้งานเฉพาะเวอร์ชันอัพเกรดเท่านั้น
– มีให้ดาวน์โหลดเฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS เท่านั้น ไม่รองรับ Android
FIMO iOS และ Android มีม้วนฟิล์ม ฟิลเตอร์ให้เลือกหลากหลาย – ดีไซน์ออกแบบมาเหมือนกล้องฟิล์มจริงๆ
– สลับกล้องหน้า-กล้องหลัง สามารถปรับค่าความสว่างได้ รวมไปถึงหมุนซูมได้
– สามารถเลือกรูปจากในอัลบั้มมาแต่งได้
– ม้วนฟิล์มที่มีมาให้ใช้ฟรีนั้น ไม่หลากหลายมากนัก ซึ่งหากต้องการเพิ่มเติม อาจต้องเสียค่าใช้จ่าย
Kamon iOS มีม้วนฟิล์ม ฟิลเตอร์ให้เลือกหลากหลาย – สลับมุมมองเป็นเต็มหน้าจอ หรือมุมมองเสมือนผ่านช่องมองของกล้อง
– ใช้งานง่าย
– ใส่กรอบ ใส่เอฟฟเฟค ใส่ฟิลเตอร์ได้
– เลือกใส่วันที่หรือไม่ใส่วันที่ก็ได้
– สามารถปรับ Intensity ได้
– มีให้ดาวน์โหลดเฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS เท่านั้น ไม่รองรับ Android
– ตัวแอพมีกล้องมาให้เลือกจำกัด ซึ่งถ้าต้องการใช้กล้องอื่นๆ ก็ต้องอัพเกรด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย

และทั้งหมดนี้ก็คือ แอพกล้องฟิล์ม หรือแอพถ่ายรูปฟิล์ม ที่ทีมงานได้นำมาแนะนำ ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้สึกเหมือนถ่ายจากกล้องฟิล์มจริงๆ แล้ว รูปภาพที่ได้ก็ยังดูดี ดูสวย มีความวินเทจ และออกมาคมชัดอีกด้วย ทั้งยังพกพาสะดวก เพราะเพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว ก็สามารถมีรูปถ่ายเท่ๆ เก็บไว้ดู หรืออวดเพื่อนๆ ได้แล้ว แถมยังพกพาไปได้ทุกที่ ถ่ายได้ทุกเวลาด้วย


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

รูปปกเฟส รูปภาพปก Facebook
คีย์ลัด Windows 10
แอพฝึกพูดภาษาอังกฤษ
แอพบัญชีรายรับรายจ่าย
แอพล้างขยะ เคลียร์แรม

from:https://notebookspec.com/web/617953-film-camera-suggested-apps