คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

จัดอันดับ NBS Award : Best Notebook ในหมวดต่างๆ ประจำปี 2019 รุ่นไหนโดดเด่นที่สุดไปดู !!!

เป็นประจำในทุกๆ ปี ที่ทาง NotebookSPEC จะมาจัดอันดับ NBS Award : Best Notebook ในหมวดต่างๆ ว่ารุ่นไหนจะเป็นสุดยอดโน้ตบุ๊คประจำปี 2019 ซึ่งในปีนี้ก็มีโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หลากหลายรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เข้ามาเป็นที่สุดของแต่ละหมวดประเภทตามการใช้งาน บอกเลยว่าทีมงานนั้นเลือกสรรค์มาได้อย่างลำบากใจกันเลยทีเดียว เพราะรุ่นนั้นก็ดี รุ่นนี้ก็เด่น แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาชี้วัดกันว่า โน้ตบุ๊ครุ่นไหนโดดเด่นที่สุดในสายอะไร

โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Popular Notebook / Best Value Notebook / Best Value Gaming Notebook / Best Creator Notebook / Best Ultrabook / Best 2-in-1 Notebook / Best Gaming Notebook Hi-end / Best Business Notebook / Best Innovation Notebook / Trust Brand Notebook โดยมีผลเป็นดังต่อไปนี้ จะมีรุ่นอะไรได้ Award ใดบ้าง จะตรงใจเราแค่ไหน ไปชมกันเลยครับ

from:https://notebookspec.com/nbs-award-best-notebook-2019/504835/

PR-เมื่อต้องเลือกของขวัญปีใหม่ ให้เซอร์ไพรซ์เหล่าเกมเมอร์

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นช่วงเวลาอันดีสำหรับการหาของขวัญให้กับตนเองและส่งมอบให้กับผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาในการเลือกหา เพื่อให้เหมาะกับผู้รับเหล่านั้น แต่ถ้าคุณอยากจะมอบของขวัญสักชิ้นให้เป็นพิเศษ สำหรับเพื่อน คนรู้ใจ หรือลูกหลานของคุณที่ชื่นชอบการเล่นเกม การเลือกของขวัญปีใหม่สำหรับคอเกม คงไม่มีอะไรดีไปกว่า บรรดาเกมมิ่งเกียร์ เช่น หูฟัง เมาส์ คีย์บอร์ดและ Accessories ที่ใช้ได้ในทุกๆ วัน แต่ก็คงต้องเลือกให้เหมาะกับการเล่นเกมของเขาเหล่านั้น เช่น ชอบเล่นเกมแนวใด หรือถนัดใช้แบบใดเป็นต้น

หูฟัง hyperx

ชอบเล่นเกมแอ็คชั่นและ FPS: ควรเลือกคีย์บอร์ดที่ตอบสนองได้ไว ระยะการกดที่สั้น คีย์บอร์ด Mechanical นอกจากจะให้การตอบสนองที่ดี มีจังหวะคลิ๊กที่ให้ความสนุกสนานแล้ว ยังมาพร้อมกับความทนทาน เพื่อให้รองรับการกดถี่ๆ ได้ต่อเนื่อง อันเป็นธรรมชาติของคนที่เล่นเกมแนวนี้ และอาจมีสีสันของแสงไฟ เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความสวยงาม ส่วนการเลือกหูฟังควรสวมใส่สบาย คล่องตัว ไม่หนักศีรษะ ครอบหูมีความนุ่มนวล ที่สำคัญควรสนับสนุนระบบเสียงรอบทิศทาง และไมโครโฟนที่ให้เสียงคมชัด เพื่อให้การสื่อสารภายในทีมได้ชัดเจน

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น HyperX Alloy Originsเป็นคีย์บอร์ด Mechanical ซึ่งใช้สวิทช์ที่ทาง HyperX พัฒนาขึ้นเอง ระยะการกดที่สั้น ตอบสนองไวและมีปุ่มสำหรับตั้งค่า macro key ได้และฟีเจอร์ที่จำเป็นในการเล่นเกมครบครัน ให้ความทนทานสูงรองรับการกดได้ถึง 80 ล้านครั้ง และ หูฟัง HyperX Cloud Alpha Sหูฟังดีไซน์สวย น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ด้วยครอบหูเมมโมรีโฟม และคุณสมบัติ Dual Chamber แยกเสียงเบสกลางและสูง ให้เสียงที่ใสสะอาด ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนให้การสื่อสารที่คมชัด และมีไดรเวอร์ขนาด 50mm ตอบโจทย์สำหรับคอเกม ที่ชื่นชอบความเร้าใจ พร้อมบุกตะลุยมสนามรบ รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง

เล่นเกมทั่วไปและใช้งานทั่วไป: การเลือกคีย์บอร์ดมัลติมีเดีย ที่ครบเครื่องสำหรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม โดยเฉพาะคีย์บอร์ดที่มีความทนทาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง หรือในส่วนของปุ่มกดก็ตาม เพราะนอกจากจะต้องใช้ในการงานหรือความบันเทิงทั่วไปแล้ว ก็ต้องรองรับการเล่นเกม ที่ต้องใช้การกดปุ่มต่อเนื่องทั้งวัน นอกจากนี้ควรมีปุ่มที่ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกม และฟังก์ชั่นที่จำเป็น หรือถ้ามีแสงไฟ RGB ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเร้าใจในการเล่นเกมมากขึ้น ส่วนการเลือกหูฟังของผู้ใช้ในกลุ่มนี้ เพื่อให้ความคล่องตัว ทั้งการทำงาน และในด้านมัลติมีเดีย หูฟังแบบไร้สาย ก็ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไดรเวอร์ที่ออกแบบมาให้รองรับทั้งการเล่นเกมในโหมดการใช้สายและมัลติมีเดียได้ รวมถึงขนาดกระทัดรัดสะดวกต่อการพกพาไปใช้ยังที่ต่างๆ

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น เกมมิ่งคีย์บอร์ด HyperX Alloy Elite RGB เป็นทั้งคีย์บอร์ดสำหรับเล่นเกมและมัลติมีเดียคีย์บอร์ดในตัว ด้วยปุ่มมัลติมีเดียและ Volume wheel ขนาดใหญ่ใช้งานสะดวก ให้คุณเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงทั้งการชมภาพยนตร์และการฟังเพลง และยังมีฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกม อาทิ Game Mode, N-Key Rollover หรือ Anti-Ghosting ก็ตาม พร้อมปุ่มที่ให้ความแม่นยำ กดสนุก กับคีย์สวิทช์ CHERRY MX และมีแสงไฟ RGB บนคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งได้บนซอฟต์แวร์ โครงสร้างมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และ หูฟัง HyperX Cloud MIX ที่มีดีไซน์สวย รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านทางสัญญาณ Bluetooth ให้สัญญาณเสียงที่ดีระดับ Hi-Res สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน ไดรเวอร์ที่ทันสมัยในแบบ Dual Chamber ขนาด 40mm ให้รายละเอียดเสียงได้ดี น้ำหนักเบา พกพาง่าย พร้อมชุดควบคุมเสียงบนตัวหูฟัง และยังรองรับการเล่นเกมด้วยการต่อสายเข้ากับพีซีได้อีกด้วย

ชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นคอนโซล: เพื่อให้คนที่ชื่นชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นเกมคอนโซลสนุกมากยิ่งขึ้น การเลือกหูฟังที่น้ำหนักเบา และสวมใส่ได้ง่าย น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด เพราะจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว และใช้งานได้ยาวนานขึ้น ออกแบบให้ใช้งานได้สะดวกทั้งช่วงเล่นเกมและพักอีกด้วย ครอบหูฟังมีความนุ่มนวลใส่สบาย พลังเสียงที่ดีและไมโครโฟนที่ตัดเสียงรบกวนได้ ให้พลังเสียงที่ดีและแม่นยำ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมแนว Action Adventure เช่น Death Stranding ที่ต้องอาศัยพลังเสียงเพิ่มความสนุกและให้รายละเอียดเสียง เพื่อการทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น

หูฟัง hyperx

หูฟัง hyperx

ตัวอย่างเช่น หูฟัง HyperX Cloud Stinger PS4 เป็นหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบการเล่นเกมบนเครื่องเล่นคอนโซล อย่างเช่น PS4 โดยเฉพาะ ให้ความแข็งแรง และน้ำหนักเบา ครอบหูฟังเป็นแบบเมมโมรีโฟมสวมใส่สบายหู ทำให้เล่นต่อเนื่องได้ยาวนาน ครอบหูหมุนได้ 90 องศา คล้องคอเมื่อตอนพักเบรก ไดรเวอร์ 50mm ให้คุณภาพเสียงที่ดีและระบุตำแหน่งเสียงของศัตรูได้ชัดเจน มีตัวปรับเลื่อนเสียงบนที่ครอบหู ให้ง่ายต่อการใช้ หูฟัง HyperX Cloud Earbuds เป็นหูฟังสำหรับเกมเมอร์ในกลุ่มที่ชอบเล่นเกมบนเครื่องเล่นแบบพกพา เช่น Nintendo Switch เป็นต้น ขนาดเล็กพกสะดวก สามารถใช้ไมโครโฟนในตัว in-line เพื่อการสื่อสารขณะเล่นเกมได้ มีชิ้นส่วนที่เป็นซิลิโคนทำให้สวมใส่สบายใช้งานได้นาน และเสียงเบสที่หนักแน่น เสียงกลางและต่ำสดใส และปุ่มเอนกประสงค์สำหรับการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/pr-new-year-gift-for-gamer/504866/

ขาวเจิดจ้า Thermaltake S500 TG เคสสีขาว Snow Edition สเปคจัดจ้าน

หลังจากที่เปิดตัว Thermaltake S500 TG ในฉบับของ Black Edition ไปในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ก็สมกับการรอคอยของใครหลายคนที่จะมีเทรนด์เคสสีขาวใสในแบบ Tempered glass ออกมาเอาใจ คนที่ชอบความขาวสวย ข้างใสมาให้ได้ใช้งานกันบ้าง S500TG ใหม่นี้ เลยมี Snow Edition ออกมาให้ได้สัมผัสกันแล้ว แต่ในเบื้องต้นยังเปิดเป็นพรีออเดอร์ก่อน

s500 tg

 

แนวคิดของเคสรุ่นนี้ยังคงคอนเซปต์ความเรียบง่าย แต่ดูหรูหรา กับโครงสร้างโลหะแนวทันสมัย กับรูปลักษณ์สีขาวที่เอาใจสายชุดน้ำ กับการระบายความร้อนด้วยคูลแลนท์สีขาว ให้ดูเข้ากับธีมหน้าหนาวนี้ ด้านข้างเป็นกระจกเทมเปอร์ มีพัดลมขนาด 140mm มาตรฐาน 2 ตัวด้านหน้า และด้านหลัง 1 ตัว 120mm เพื่อการระบายความร้อนที่ดี พร้อมซอฟต์แวร์ TT RGB Plus เฉพาะของทาง Thermaltake เพื่อให้ผู้ใช้ได้ปรับแแต่งแสงไฟ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเคสอีกด้วย โดยตัวเคสยังรองรับการติดตั้งหม้อน้ำสำหรับ GPU และสล็อต PCI-E แบบหมุนกลับได้ สนับสนุนพัดลม 200mm โดยที่เคส S500 TG Snow Edition รุ่นนี้ ดูลงตัวกับคนที่กำลังมองหาเคสที่สร้างความแตกต่าง ไม่จำเจกับโทนสีขาว ซึ่งเรียกว่าหาได้ยากในเวลานี้ แถมยังดีไซน์ดูดีล้ำสมัย ใส่ชุดน้ำ พร้อมไฟ RGB ปรับแต่งได้อีกด้วย

s500 tg

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น กระจกเทมเปอร์หนา 4mm รองรับการ์ดจอได้ยาวสุดๆ 40cm และยังมี HDD Rack รวมถึงพัดลม 140mm ด้านหน้า 3 ตัวหรือติดตั้งพัดลม 200mm ได้ 2 ตัว เช่นเดียวกับด้านบน ซึ่งสนับสนุน Radiator หรือหม้อน้ำสำหรับชุดน้ำขนาด 360mm และ 420mm ที่ด้านหน้า การติดตั้งยังสามารถเข้าถึงได้เกือบทุกจุด และลดการใช้เครื่องมือไปได้เยอะเลยทีเดียว

s500 tg

ที่มา: Thermaltake S500TG Snow Edition

from:https://notebookspec.com/thermaltake-s500-tg-snow-edition/504824/

Best Creator Notebook 2019 : MSI Prestige 14 / 15 ที่สุดของโน้ตบุ๊คสายทำงานสร้างสรรค์ แรงจบครบในเครื่องเดียว

ยอมรับเลยว่า MSI สามารถนำเสนอ Gaming Notebook ที่ดีและจัดเต็มได้ดีตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ 2019 ในส่วนของโน้ตบุ๊คสาย Creator สายทำงานสร้างสรรค์ อาทิ ยูทูปเบอร์, ช่างภาพ, อนิเมเตอร์ และนักดนตรี อย่างในรุ่น MSI Prestige 14 / 15 ที่เป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ล่าสุด สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รุ่น Core i7-10710U ที่แรงสุดในรุ่น ได้การ์ดจอแยกตัวแรงระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q โดดเด่นด้วยหน้าจอพาเนล IPS ความละเอียด 4K Ultra HD ระดับมืออาชีพ  และด้วยความเบาสุดเพียง 1.2 – 1.6 กิโลกรัม ทำให้พกพาได้สะดวกสุดๆ อีกด้วย

กับราคาเปิดตัวที่ 43,900 – 59,900 บาทถือว่าสมราคาต่อสเปกต่อฟีเจอร์ สำหรับในช่วงราคาโน้ตบุ๊คระดับมืออาชีพ ส่วนสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มมากๆ ด้วยหน่วยความจำแรมขนาด 16 – 32GB พร้อม SSD NVMe ความจุ 512GB – 1TB พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX (แรงกว่า AC สามเท่า) และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 3 เป็นมาตรฐานอีกด้วย โดยในบทความนี้เราจะมาขยายความและสรุป Best Creator Notebook 2019 ที่ทาง MSI Prestige 14 / 15ได้ไป ลองมาดูกันได้เลย

สเปก i7-10710U + GTX 1650 Max-Q ทำงานเล่นเกมแรงลื่น ฟีเจอร์ได้

MSI Prestige 14 / 15 เป็นโน้ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นออกมาจากผลิตภัณฑ์ Gaming Notebook แบบปกติของ MSI ด้วยความบางเบา รูปแบบโน้ตบุ๊คบางเบาเรียกได้ว่าถือมือเดียวได้สบายๆ พกพาไปใช้งานนอกบ้านได้อย่างสะดวก มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับสูงอย่าง Intel Core i7-10710U สถาปัตยกรรม Comet Lakeใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 6 Core / 12 Thread ความเร็ว 1.10 – 4.70 GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 10 – 15 – 25Watt ที่เน้นความแรงกว่า Ice Lake 10 นาโนเมตร รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนแรมก็ให้มาเป็นแบบ 16 GB DDR4 Bus 2666 MHz  ที่เพียงพอต่อการใช้งานทันที อีกทั้งได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ

อีกทั้งยังมีกราฟิกการ์ดจอแยกตัวแรงที่เน้นความคุ้มค่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q ที่ต้องบอกว่าแรงเทียบเท่าระดับพีซีแบบสบายๆ และแรงกว่า GTX 1050 Ti แบบรู้สึกได้จากการที่สามารถขับเฟรมเรทได้ลื่นไหล โดยเป็นรอง GTX 1650 รุ่นปกติเล็กน้อย เพราะเน้นประหยัดพลังงานและปลดปล่อยความร้อนที่น้อยกว่า และแม้ไม่มีฟีเจอร์อย่างที่ใน RTX Series มี แต่ก็ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX แบบ 2×2 (แรงกว่า AC สามเท่า) และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต เป็นมาตรฐานอีกด้วย รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้มาใช้งานได้ทันทีในการเปิดเครื่องครั้งแรก พร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

คีย์บอร์ดมีระยะกดที่ 1.5 มิลลิเมตร ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าคีย์บอร์ด MSI แบบเดิมๆ ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม เข้ากับตัวปุ่มสีเงินเทาเป็นอย่างดี ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ จากการใช้งานจริงถือว่าปุ่มเด้งรับกับนิ้วดีมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก Creator Center ไว้ปรับโหมดการใช้งานได้สะดวกที่สุด และพิเศษที่ปุ่ม F12 ที่ช่วยให้พลิกหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ กรณีไว้นำเสนองานกับลูกค้า

ทัชแพดมีขนาดใหญ่และกว้างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊คทั่วไป ลักษณะเป็นผืนผ้ายาวดูเป็นเนื้อแบบกระจก ซึ่งมีตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ให้สัมผัสที่ลื่นติดมือมากๆ โดยมีการตัดขอบด้านบนดูโค้งมน เข้ากับตัวเครื่องสวยงามลงตัว จากการใช้งานจริงๆ ถือว่าเป็นทัชแพดที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย

ที่สำคัญใช้เทคโนโลยี Cooler Boost 3 แบบพัดลม 2 ตัวอยู่ทางด้านหลังของตัวเครื่อง ยิงเป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ด ด้วย Heat Pipes รวมกันถึง 3 เส้น โดยแยกฝั่ง CPU และ GPU ออกจากกัน ในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานระยะยาวไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม ซึ่งถ้าเป็น MSI Prestige 14 จะเป็นพัดลม 1 ตัว แต่ก็ถือว่าจัดการความร้อนได้ดีอยู่ แต่ได้ ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่ ซึ่งในส่วนของการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 70 – 74 องศาเซลเซียส ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร แต่ถ้าใช้งานทั่วไปคือแทบไม่มีเสียงเรียกว่าเงียบจริงจัง เพราะพัดลมไม่หมุนเลย

บางเฉียบ 15.9 ม.ม. เบาสุด 1.29 กิโลกรัม แบตยาวนาน 12 ชั่วโมง

สำหรับ MSI Prestige 14 / 15 ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงแต่บางเบาขนาดหน้าจอ 14″ /  15.6″ ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด เพราะได้ความละเอียดรุ่นท็อปเป็น 4K Ultra HD ถูกต่อยอดมาจาก MSI Prestige รุ่นเล็กรุ่นรองท็อปที่เป็น Full HD เรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก โดยยังรักษาความเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.29 / 1.6 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอะลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมตัดขอบเพชรเพิ่มความหรูหรา

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สี Carbon Gray กับตัวเครื่องด้านนอกและสีเทากับตัวเครื่องด้านใน พร้อมตกแต่งรายละเอียดบริเวณขอบด้วยเทคโนโลยี diamond-cutting สีฟ้าสดใสตลอดทั้งตัวเครื่อง ตั้งแต่โลโก้ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน ซึ่งดูแล้วเป็นการเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ ที่โน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพต้องดูดำๆ ดีไซน์ไม่ทันสมัย ให้กลายเป็นโน้ตบุ๊คที่ดูน้อยแต่เรียบหรูแทนนั่นเอง

ที่สำคัญกับแนวคิดที่ได้ขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งบางเฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ซึ่งการใช้งานจริงมุมมองมันก็จะดู เป็นปกติกว่าโน้ตบุ๊คบางรุ่นที่ย้ายไปติดตั้งที่อื่น ส่วนความบางสุดๆ ของตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน้ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม

ส่งผลให้ตลอดทั้งตัวเครื่องมีมิติตัวเครื่องที่เล็กลงกว่าโน้ตบุ๊คทำงานหน้าจอ 14″ / 15.6″ ทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ใช่แค่บางเบาและสเปกดีแต่ในประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโน้ตบุ๊คสายบางเบาเน้นพกพา แต่มาพร้อมการ์ดจอระดับ GTX 1650 Max-Q สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็ม ที่แม้ราคาอาจจะสูงกว่าพวก Gaming Notebook แต่ได้น้ำหนักที่เบาและตัวเครื่องที่ดูหรูมาแทน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบนของชุดคีย์บอร์ด พร้อมบริเวณบานพับก็เป็นช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Prestige 14 / 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ เกือบ 12 ชั่วโมงโดยประมาณ หรือถ้ารุ่น MSI Prestige 15 จะได้ประมาณ 8 ชั่วโมง แต่โดยส่วนตัวก็ถือว่ายอมรับได้ (ใช้ได้นานมากแล้ว) ​จากการที่น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง พกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ พร้อมความสามารถ PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 15 นาที เครื่องก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2 ชั่งโมงแล้ว

หน้าจอเทพสุด True Pixel Display สูงสุดได้ 4K Ultra HD

MSI Prestige 15 รุ่นท็อปสุดได้หน้าจอขนาด 15.6″ มีเทคโนโลยี True Pixel Display ที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล Ultra HD ซึ่งส่งผลให้มีความหนาแน่นของพิกเซลสูงมากที่ 220 PPI เลย พร้อมได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมากๆ ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจอย่างที่สุด ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการสเกลเพิ่มมาเป็นที่ 250% ให้ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว และด้วยความที่จอเป็นแบบด้านแต่ก็ยังให้เรื่องสีสันสดใส ตอนสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม

ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลทั้งหมดกว่า 90% เลยทีเดียว แต่ก็ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบนได้ปกติอยู่ ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้นด้วย

ที่สำคัญจากการที่ MSI Prestige 15 ยังเคลมเรื่องของคุณภาพหน้าจออีกว่าได้ค่ามาตรฐานสีสันที่ AdobeRGB ใกล้เคียง 100% ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เหมาะกับงานทุกๆ ประเภทการทำงาน ที่จริงจังเรื่องสีสัน พร้อมยังแสดงค่าสีที่แม่นยำและเที่ยงตรงจากการที่ ∆E* (delta E) น้อยกว่า 2 นอกจากนี้ด้วยการที่ MSI Prestige 15 ผ่านการ Calibrate สีจากโรงงานทุกเครื่องทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าพร้อมใช้งานสุดๆ ปิดท้ายด้วยการได้รับการรับรองโดยมาตรฐานระดับโลกในด้านความแม่นยำของค่าสีจาก CalMAN Color Calibration อีกด้วย

ทดสอบแล้วพบว่าให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 97% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 93% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน้ตบุ๊กราคาระดับเดียวกัน

ส่วน MSI Prestige 14 รุ่นเล็กได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ และ MSI Prestige 15 รุ่นรอง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 เพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็เหมาะสมไม่แพ้กับรุ่นหน้าจอ 4K Ultra HD

สรุป Best Creator Notebook 2019 : MSI Prestige 14 / 15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเพียง 1.29 – 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรง Core i7-10710U และการ์ดจอ GTX 1650 Max-Q เทียบเท่า Gaming Notebook
  • หน้าจอแสดงผลกางได้ 180 องศา ขอบจอบางเฉียบขนาด 14 ” / 15.6″
  • จอคุณภาพสูงความละเอียดสูงสุด 4K Ultra HD ขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100%
  • จัดเต็มเรื่องแรมที่ 16 – 32GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB – 1TB
  • มี Windows 10 แท้ พร้อมซอฟ์ตแวร์ Creator Center ที่ดี ใช้งานได้ทันที
  • ประสิทธิภาพดีทั้งการทำงานและการเล่นเกม ให้ความลื่นไหล
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6 AX ใหม่ล่าสุด
  • การจัดการความร้อนในส่วนของการ์ดจอทำได้ดี
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 3 มา 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟ
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา พอร์ตเป็น USB-C PD ชาร์จมือถือก็ได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 8 – 12 ชั่วโมง
  • ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสเปกและฟีเจอร์ รวมถึงประสบการณ์ใช้งาน
  • รุ่น 14″ มี Ergonomics View Design ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น

from:https://notebookspec.com/best-creator-notebook-2019-msi-prestige-14-and-15/504816/

NVIDIA – ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คบางรายเลือกที่จะละเลยการระบุสเปคชิปกราฟิก GeForce ว่าเป็นรุ่น Max-Q

ในปี 2017 ที่ผ่านมานั้นทาง NVIDIA ได้เปิดตัวชิปกราฟิกสำหรับโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับการเพิ่มชื่อ Max-Q ลงไปในชื่อ ซึ่งชิปกราฟิกที่มาพร้อมกับรหัส Max-Q นั้นจะเป็นชิปที่มาพร้อมกับการรองรับโน๊ตบุ๊คที่ต้องการความบางและเบา แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับรุ่นเดียวกันที่ไม่มี Max-Q แล้วนั้น ชิปที่มาพร้อมกับ Max-Q จะมีประสิทธิภาพในการใช้งานน้อยกว่ารุ่นปกติในช่วงราวๆ 10% – 15% ด้วยการระบุ Max-Q นี่เองที่จะเป็นการทำให้ผู้ใช้ได้เห็นว่าสรุปแล้วนั้นโน๊ตบุ๊คที่จะทำการซื้อจะมีชิปกราฟิกที่มีประสิทธิภาพลดลงอย่างไร

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นดูเหมือนว่าในปี 2019 นี้นั้นทางผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คจะเริ่มสร้างปัญหาให้กับผู้ซื้อแล้วเพราะไม่นานมานี้นั้นมีผู้ใช้ได้เห็นตัวอย่างของโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับชิปแบบ Max-Q ทว่าในใบระบุสเปคนั้นกลับไม่ได้มีการระบุเอาไว้ว่าเป็นรุ่น Max-Q แล้ว โดยโน๊ตบุ๊คดังกล่าวนั้นเป็นของผู้ผลิตอย่าง Lenovo ในรุ่น Yoga C940 15-inch ที่ในใบสเปคนั้นจะระบุเอาไว้ว่าตัวชิปกราฟิกเป็น GeForce GTX 1650 ทว่าในความเป็นจริงนั้นกลับกลายเป็นว่าชิปกราฟิกที่มาพร้อมกับชื่อรุ่น Max-Q แทน

การแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดนั้นก็คือทาง NVIDIA จะต้องทำการจัดการให้ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คระบุชื่อรุ่นชิปกราฟิกของตัวเองให้ครับ ทว่าการแก้ไขนี้นั้นเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ดังนั้นแล้วเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองก่อนที่ท่านจะทำการซื้อโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกของทาง NVIDIA ก็ควรที่จะหาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะทำการซื้อนั่นเอง

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/more-manufacturers-have-been-omitting-the-max-q-geforce-name-from-official-listings-and-its-getting-annoying/504788/

AMD – เผย … เราไม่เคยฝันว่าเราจะเป็นผู้นำ Intel แต่ที่เกิดขึ้นมาได้ผู้ผลิต TSMC

หลังจากการประชุมหลายๆ อย่างที่ผ่านมาในช่วงๆ 2 – 3 ครั้งที่ออกมานั้นเราได้เห็นกันแล้วว่าทาง AMD นั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแถมยังทำให้คู่แข่งอย่าง Intel นั้นต้องสั่นสะเทือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยประมวผลรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม Zen 2 ของทาง AMD นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ซึ่งแน่นอนว่านี่ถือได้ว่าเป็นการเอาชนะทาง Intel ในส่วนของตัวหน่วยประมวลผลที่ทาง AMD นั้นสามารถที่จะนำหน้า Intel ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา (แน่นอนที่สุดเลยว่าความสำเร็จในครั้งนี้นั้นปฎิเสธไม่ได้เลยว่ามาจากทาง TSMC ผู้ที่ผลิตชิปหน่วยประมวลผลให้กับทาง AMD)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าทาง AMD นั้นเริ่มที่จะเติบโตจากการเอาชนะ Intel ในด้านหน่วยประมวลผลนั้นก็คือราคาหุ้นของ AMD ต่อหนึ่งหุ้นนั้นพุ่งสูงมากขึ้นมาอยู่ที่ $42 หรือประมาณ 1,269 บาทต่อหุ้นซึ่งเข้าใกล้กับราคาหุ้นที่สูงที่สุดของทาง AMD ซึ่งอยู่ที่ $47.5 หรือประมาณ 1,435 บาทที่ทาง AMD ได้เคยทำเอาไว้ตั้งแต่ในช่วงปี 2000 ที่ผ่านมา แถมยังมีแนวโน้มว่าราคาหุ้นของทาง AMD นั้นจะยังคงเติบโตมากขึ้นอีกเรื่อยๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นทาง AMD ก็ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะออกมาในรูปแบบนี้ซึ่งนี่เป็นผลมาจากการที่ทาง Intel นั้นมีปัญหาทางด้านกระบวนการผลิตที่ระดับ 10 nm เป็นระยะเวลาหลายปีทำให้หน่วยประมวลผลของทาง Intel นั้นยังคงใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 14 nm อยู่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งหน่วยประมวผลที่ทาง AMD เผยออกมาจนทำให้ความสำเร็จก้าวมากไปกว่าเดิมนั้นนอกจากจะเป็นซีรีย์ Ryzen สำหรับผู้ใช้ทั่วไปแล้วนั้นยังมี ROME สำหรับเครื่องแบบ Server ด้วยอีกต่างหากที่จะเห็นได้ว่าทาง AMD สามารถที่จะเพิ่มจำนวนแกนการประมวลผลไปได้มากกว่าทาง Intel เป็นอย่างมาก

ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่หน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรม Zen ของทาง AMD สามารถที่จะนำมาต่อกรกับทาง Intel ได้นั่นก็คือประสิทธิภาพในการใช้งานแบบ single-threaded ซึ่งทาง AMD นั้นไม่คิดด้วยซ้ำไปว่ามันจะสามารถเทียบเคียงกับของทาง Intel ได้ทว่าสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วนั้นทาง AMD แค่หวังว่ามันจะออกมาสูสีกับทาง Intel ทว่ากลับกลายเป็นว่าในบางการทดสอบนั้นหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรม Zen สามารถที่จะทำได้ดีกว่าอย่างที่ทาง AMD ไม่คาดคิด

ทุกอย่างนั้นทาง AMD ยกความดีความชอบให้กับทาง TSMC ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลให้กับทาง AMD ซึ่งในอนาคตอันไม่ไกลนั้นทาง TSMC เองก็ได้เปิดโอกาสให้กับทาง AMD ได้แซง Intel อีกครั้งกับกระบวนการผลิตที่ระดับ 5 nm ซึ่งทาง AMD นั้นคาดว่าจะสามารถผลิตหน่วยประมวผลที่กระบวนการผลิตระดับ 5 nm นี้ได้ในปี 2021 ในขณะที่ทาง Intelนั้นไม่รู้ว่าจะสามารถก้าวข้ามมาได้เมื่อไร งานนี้นั้นทาง AMD ก็ไม่ยอมที่จะปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน งานนี้นั้นได้มีการต่อสู้อย่างสนุกสนานแน่และที่เด็ดที่สุดนั้นก็คือผลดีทั้งหลายก็จะตกอยู่กับผู้ใช้ทั่วไปนั่นเอง

ที่มา : wccftech

from:https://notebookspec.com/amd-we-never-dreamed-we-would-be-ahead-of-intel/504781/

Apple – MacBook Pro 16 สเปก Core i9 มีประสิทธิภาพต่ำกว่า MSI P65 สเปก Core i9 สาเหตุจากความร้อน

ในปี 2018 ที่ผ่านมานั้นเราได้เห็นทาง Apple เล่นใหญ่กับ MacBook Pro รุ่นขนาดหน้าจอ 15 นิ้วที่ทาง Apple นั้นได้เพิ่มตัวเลือกหน่วยประมวลผลเป็นรุ่น Core i9-8950HK ของทาง Intel ซึ่งหลังจากที่มีผู้นำไปใช้งานในการทดสอบต่างๆ นั้นกลับพบว่ามันไม่สามารถที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่เท่าไรนักด้วยปัญหาความร้อนของตัวเครื่อง

เนื่องจากว่า MacBook Pro นั้นเน้นความบางและเบาทำให้ไม่สามารถที่จะเพิ่มในส่วนของระบบระบายความร้อนที่ดีเข้าไปสู่ตัวเครื่องได้ ยิ่งหลังจากที่ทาง Dell ปล่อย Core i9 XPS 15 ออกมาแล้วด้วยนั้นทำให้ MacBook Pro มีเครื่องที่เข้ามาเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดีและ Core i9 XPS 15 นั้นก็สามารถขับประสิทธิภาพของหน่วยประมวผลได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตามแต่ดูเหมือนกับว่าทาง Apple จะไม่หยุดแค่เพียงเท่านั้นดังที่ได้เห็นกันแล้วว่าในปี 2019 นั้น MacBook Pro ขนาดหน้าจอ 16 นิ้วยังคงมาพร้อมกับตัวเลือกหน่วยประมวลผล Core i9-9880H ให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกัน ทว่าด้วยความที่ Core i9-9880H นั้นมาพร้อมกับแกนการประมวลผลที่มากกว่า Core i9-8950HK อยู่แต่มีการลดความเร็วสัญญาณนาฬิกาลงมาอยู่ที่ 2.3 GHz จาก 2.9 GHz ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานในแบบ multi-core นั้นเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพจะดีขึ้นกว่าเดิม ทว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง MSI GE75 9SG ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลรุ่นเดียวกันแล้วนั้น MacBook Pro รุ่นขนาดจอ 16 นิ้วก็ยังคงแพ้คู่แข่งอยู่ดีซึ่งปัญหานั้นก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมนั่นก็คือเรื่องของการจัดการกับความร้อนที่ MacBook Pro 16 นิ้วยังคงไม่สามารถที่จะระบายความร้อนออกมาได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องแลกมาเพื่อที่จะทำให้ตัวเครื่องสามารถที่จะขับประสิทธิภาพของ Core i9-9880H ได้เต็มที่นั้นก็คือการที่ตัวเครื่องของ MSI GE75 9SG มีขนาดที่ใหญ่กว่า เสียงรบกวนจากพัดลมมากกว่า

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเกิดขึ้นมาจากขนาดของตัวเครื่องที่บางและเบาจนทำให้ไม่สามารถที่จะใส่ระบบระบายความร้อนดีๆ ลงไปได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือ HP Omen 17 ที่ถึงแม้ว่าจะใช้หน่วยประมวผลรุ่นเดียวกันแต่ทว่าผลการทดสอบนั้นกลับได้ต่ำกว่า MacBook Pro 16 ซึ่งจุดนี้นั้นก็คงต้องเป็นปัญหาที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นั้นต้องแก้กันต่อไปเพราะปัญหาเรื่องของการระบายความร้อนนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะทำให้ Core i9-9880H สามารถที่จะแสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/apple-macbook-pro-16-core-i9-gets-consistently-outperformed-by-the-msi-p65-core-i9/504784/