คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

Windows Update – Microsoft จะทำการติดตั้ง Windows 10 1903 บนเครื่องที่ใช้งานรุ่น 1803 โดยอัตโนมัติ

Microsoft นั้นได้ยอมให้ผู้ใช้ชะลอการอัพเดต Windows 10 นานสูงสุด 35 วัน ถึงอย่างนั้น Microsoft ได้ประกาศว่าจะทำการอัพเดตอัตโนมัติทันทีหาก Windows รุ่นปัจจุบันบนเครื่องสิ้นสุดการให้บริการ ซึ่งดูเหมือนว่าการบังคับอัพเดตจะมีผลกับผู้ใช้ที่ใช้งานการอัปเดตเมษายน 2018

เมื่อเดือนที่แล้ว Microsoft ได้บอกเอาไว้ว่า

“ ตอนนี้เรากำลังสร้างและฝึกอบรมการบวนการทำงานด้วย machine learning เพื่อที่จะอัพเดตอุปกรณ์ที่ใช้งานการอัปเดตเมษายน 2018 และ Windows 10 รุ่นก่อนหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเรายังสามารถให้บริการอัพเดตต่างๆได้ ”

ในการอัพเดตล่าสุดMicrosoft ได้บอกว่าจากนี้จะเป็น “ การเริ่มต้น ” กระบวนการสำหรับลูกค้ากับอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการอัพเดต และใกล้หมดเวลาสนับสนุน โดย Microsoft บอกว่าจะเริ่มต้นที่รุ่น Home และ Pro ที่ใช้งานอัปเดตเมษายน 2018

“ จากอุปกรณ์จำนวนมากที่ใช้งานอัพเดตเมษายน 2018 ที่จะครบการให้บริการ 18เดือนในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2019 นี้ เราจะเริ่มกระบวนการอัปเดตทันทีสำหรับรุ่น Home และ Pro เพื่อให้มันใจว่าจะมีเวลาเพียงพอในการอัพเดตอย่างราบรื่น ”

Microsoft มั่นใจว่าพวกเขากำลังจัดอันดับความสำคัญของอุปกรณ์ที่ “ น่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการอัพเดต ” จากนั้นจะขยายกระบวนการอัพเดตไปยังอุปกรณ์อื่นหลังจากทำการแก้ปัญหาต่างๆแล้ว

ผู้ใช้ Windows 10 ส่วนมากยังคงใช้งานเวอร์ชั่น 1803 (อัปเดตเมษายน 2018) กันอยู่ เนื่องด้วยอัพเดตเดือนตุลาคม 2018 นั้นมีปัญหาค่อนข้างมากทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะอัพเดตกัน ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้จะยังคงใช้งานเวอร์ชั่น 1803 (อัปเดตเมษายน 2018)ได้ต่อไปอีกเพียง 35 วัน หลังจากนั้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็จะถูกบังคับอัพเดตเป็นอัพเดตพฤษภาคม 2019 อย่างแน่นอน 

ที่มา : wccftech

from:https://notebookspec.com/automatic-update-to-windows-10-1903-begins-for-some-users/488613/

โฆษณา

Review – HP Pavilion Gaming 15 (2019) i5-9300H + GTX 1660 Ti Max-Q จอเทพ 144Hz ได้ sRGB 96% !!!

HP Pavilion Gaming 15 ปี 2019 ถือว่าต่อยอดความสำเร็จจริงๆ จากการนำเสนอ HP OMEN 15 รวมไปถึง Pavilion Gaming 15 รุ่นปีก่อนโดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูง  ด้วยสเปก Core i Gen 9 และ GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยม ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก รวมไปถึงการรับประกันที่เป็นแบบ On-site Serive ระยะเวลา 2 ปี

HP Pavilion Gaming 15 ปี 2019 ได้มีการปรับปรุงใหม่ในหลายๆ ส่วน เมื่อเทียบกันรุ่นก่อน หลักๆ แล้วก็ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น รวมไปถึงบานพักที่ยกสูงยิ่งขึ้นด้วย  เรียกได้มีความสดใหม่แต่ก็ยังมี DNA ของ HP Pavilion Gaming 15 รุ่นเดิมอยู่ มาพร้อม 2 สีสันหลักก็คือ สีเขียวและสีม่วง สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 25,990 – 34,990 บาท ใช้ชิปเป็น Core i5-9300H แตกต่างที่การ์ดจอ GTX 1650 / GTX 1660 Ti Max-Q และหน้าจอ 144Hz ที่มีให้เป็นตัวเลือก

from:https://notebookspec.com/review-hp-pavilion-gaming-15-i5-9300h-gtx-1660-ti/488510/

เตือนภัย – อย่าเล่น !!! FaceApp แอปสุดฮิตขณะนี้ (ปรับรูปให้หน้าดูแก่) เพราะจะโดนดึงข้อมูลไปใช้งานได้

ยังไม่คนอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ถึงการใช้งานต่างๆ บนโลกออนไลน์ ว่าจริงๆ แล้วไม่เคยมีอะไรฟรี เราจะต้องแลกกับอะไรบางอย่างเสมอ ล่าสุดสำหรับ FaceApp แอปพลิเคชั่นสุดฮิตขณะนี้ ซึ่งหลักๆ เห็นกันบ่อยที่สุดในโลก Social Media ก็คือ การปรับรูปให้หน้าดูแก่ขึ้น (ปรับให้เด็กลงก็ได้) โดยในตอนนี้ทางสื่อต่างๆ ทั่วโลกได้ออกมาเตือนถึงความอันตรายที่หลายคนอาจจะไม่ทราบได้กันแล้ว

โดย FaceApp เป็นแอปพลิเคชั่นที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ผ่านทาง App Store หรือ Google บนมือถือของเราไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ Android ซึ่งจริงๆ แล้ว FaceApp เป็นของบริษัท Big Data ยักษ์ใหญ่ที่จะนำไปใช้พัฒนา AI ของนักพัฒนาชาวรัสเซีย ซึ่งจากข้อมูลที่ทราบคือใช้งานกันแค่ไม่กี่วัน ก็มีกว่า 150 ล้านบัญชีไปแล้ว ที่สำคัญคือไม่เกี่ยวข้องกับ Facebook ที่เราเล่นๆ กันแต่อย่างใดเลยด้วย (เผื่อบางคนเข้าใจผิดติดเองไปเองอีก)

ความอันตรายก็คือ คนที่ใช้งานแอปนี้จะโดดดูดข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Server ของทางนักพัฒนา ซึ่งมีสิทธิที่จะทำอะไรกับข้อมูลของเราก็ได้ และแม้จะลบโพสต์หรือแอปไปแล้ว แต่ต้นทางน่าจะยังติดตามหรือมีข้อมูลโปรไฟล์ของเราได้อยู่ก็เพราะเราได้ให้สิทธิเขาไปแล้วนั่นเอง ส่งผลให้อาจจะมีโฆษณาตามมาให้กวนใจ หรือเอาข้อมูลของเราอย่างเช่นใบหน้าไปใช้งานเกี่ยวกับ AI แบบฟรีๆ พูดง่ายๆ ก็คือนำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ให้กับเราหรือไม่ต้องบอกเราด้วยซ้ำ กรณีที่เราเสียหายขึ้นมาก็เรียกร้องอะไรไม่ได้ด้วย

สำหรับบริษัทที่พัฒนาแอปนี้ขึ้นมามีชื่อว่า Wireless Lab โดยทำงานร่วมกับบริษัทที่ทำ Big Data อีกบริษัทหนึ่งชื่อ Yendex ซึ่ง Yendex นี้เองเป็นบริษัทไฮเทคระดับที่ว่าเป็น “Google แห่งรัสเซีย” ก็ได้ พร้อมมีบริการหลายอย่างที่ Google มี ส่วนตัว Server ก็แยกใช้อีกบริษัทหนึ่ง…ฟังดูน่ากลัวไหมล่ะ ยังไงก็มีเพื่อนคนไหนเล่นก็เตือนๆ กันหน่อยก็แล้วกัน เดี่ยวจะได้แค่ความบันเทิงแล้วไม่คุ้มเสียเอา ???

 

ที่มา : businessinsiderappleinsider

from:https://notebookspec.com/dont-use-faceapp-if-you-want-to-keep-the-rights-to-your-photos/488620/

CPU – AMD Ryzen 7 3800X ผล Overclock แรก สามารถดันได้ถึง 5.9GHz แถม OC Ram ได้ถึง 5774MHz อีกด้วย

AMD Ryzen 7 3800X สามารถโอเวอร์คล็อกแบบ Single-Core ได้ถึง 5.9 GHz โดยการใช้ไนโตรเจนเหลวช่วยลดอุณหภูมิ ซึ่ง TSAIK นักโอเวอร์คล็อกได้ทำการโอเวอร์คล็อก AMD Ryzen 7 3800X บน บอร์ด MSI MEG X570 GODLIKE อีกทั้งยังโอเวอร์คล็อก Ram DDR4 ได้สูงถึง 5,774 MHz ถึงแม้จะยังไม่เห็นค่าประสิทธิภาพ ทว่าดูเหมือน AMD Ryzen 7 3800X จะโอเวอร์คล็อกได้ดีทีเดียว

สำหรับ CPU Ryzen Gen 3 ที่เปิดตัวในงาน E3 นั้นได้รับบทวิจารณ์ที่ค่อนข้างดี โดยในการเปิดตัว Ryzen 9 3950X นั้น AMD ได้แสดงการโอเวอร์คล็อกด้วยไนโตรเจนเหลวให้ดู ซึ่งค่อนข้างเป็นที่น่าสนใจพอสมควร และในคราวนี้จะเป็นคิวของ Ryzen 7 3800X ที่จะทำลายสถิติความเร็วในการใช้ไนโตรเจนเหลว

นักโอเวอร์คล็อก TSAIK สามารถดันคล็อก AMD Ryzen 7 3800X ไปได้สูงถึง 5.9 GHz เมื่อระบายความร้อนด้วยไนโตรเจนเหลวบนบอร์ด MSI MEG X570 GODLIKE ที่มี Ram 16 GB ซึ่งไม่ใช่แค่ CPU ที่ถูกโอเวอร์คล็อกแต่ Ram เองก็ถูกโอเวอร์คล็อกด้วย โดย Ram DDR4 นั้นโอเวอร์คล็อกได้ถึง 5,774 MHz ซึ่งตัวเลขนี้เป๋าค่าที่น่าประทับใจมากเมื่อตัว CPU มีทำการโอเวอร์คล็อกนั้นมีความเร็วพื้นฐานที่ 3.9 GHz และ Turbo ที่ 4.5 GHz โดย CPU-Z ได้บอกว่ามีความเร็วคล็อกอยู่ที่ 5911.3 MHz ค่า multiplier ที่ x59 และมีบัส 100.19 MHz ซึ่งค่าเหล่านี้นั้นใช้แรงดันไฟเพียง 1.1 V เท่านั้น ซึ่งจะน่าประทับใจอย่างยิ่งหากค่าถูกต้อง

 Ryzen 7 3800X ที่ 5.9 GHz แบบ Single-Core นั้นเมื่อนำไปเทียบกับ Intel Core i9-9900K แล้วถือว่าไม่ได้สูงมากนัก แต่ก็ยังถือว่าน่าชื่นชมสำหรับแพลตฟอร์มใหม่ที่พึ่งจะมา สำหรับ Core i9-9900K ที่สามารถทำได้ถึง 7.6 GHz แบบ All-Core, Ryzen 7 2700X ที่ทำได้ถึง 6 GHz แบบ All-Core ซึ่ง der8auer ทำการโอเวอร์คล็อกด้วยไนโตรเจนเหลว นอกจากนี้ Threadripper 2990WX ที่มี 32 Core นั้นโอเวอร์คล็อกได้ถึง 6 GHz แบบ All-Core เหมือนกัน ซึ่งมีความแตกต่างของแพลตฟอร์มและการตั้งค่าการโอเวอร์คล็อกที่ใช้ในแต่ละกรณีด้วย ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า Ryzen 7 3800X จะสามารถโอเวอร์คล็อกไปได้ไกลแค่ไหน

TSAIK ไม่ได้ให้ตัวเลขประสิทธิภาพใดๆมาเปรียบเทียบเลย ดังนั้นผลจากการโอเวอร์คล็อกนี้นั้นยังไม่ชัดเจนเท่าไร ดังนั้นก็ควรที่จะรอดูว่านักโอเวอร์คล็อกรายอื่นจะสามารถทำการโอเวอร์คล็อกแบบ All-Core ได้ใกล้เคียง 6 GHz ได้หรือเปล่า 

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/amd-ryzen-7-3800x-pushed-to-5-9-ghz-along-with-ddr4-ram-at-5-774-mhz-on-ln2-seems-to-have-good-potential-for-an-all-core-overclock-record/488606/

Review – GIGABYTE X570 AORUS MASTER ออฟชั่นเต็ม ฟีเจอร์โคตรแน่น

ด้วยการเปิดตัวของ AMD Ryzen 3000 series ทำให้หลายแบรนด์เปิดตัวเมนบอร์ดออกมากันเพียบ โดยนอกจากเมนบอร์ดรุ่นเก่าที่สามารถอัพเดท BIOS ให้รองรับแล้วยังมีเมนบอร์ดรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาพร้อมกันกับชิปเซ็ต AMD X570 ที่มาพร้อมฟีเจอร์เด็ดอย่าง PCI-Express 4.0 ที่เรามีรีวิว GIGABYTE X570 AORUS ELITE มาแล้วก่อนหน้านี้ และล่าสุดมากันอีกรุ่นกับ GIGABYTE X570 AORUS MASTER

GIGABYTE X570 AORUS MASTER อัพเกรทขึ้นมาจาก X570 AORUS ELITE ขึ้นมาอีกหลายส่วนโดยเฉพาะเรื่องของความสวยงามที่มากขึ้น เพิ่มพอร์ตออปชั่นต่างๆที่มากขึ้น แต่ยังคงมาพร้อมฟีเจอร์เด่นไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนซีพียู AMD Ryzen 3000 series รุ่นใหม่ รองรับแรมความเร็วสูง DDR4 สูงสุดที่ 4,000MHz (OC) สำหรับคนที่ใช้ซีพียู Gen3 นี้ พร้อมภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ 14 phase เอาใจสายโอเวอร์คล็อก สล็อต PCI-Express 4.0 และมี M.2 สำหรับ SSD ความเร็วสูง พร้อมไฟ RGB สีสันจัดจ้านมาในตัว รวมถึงยังคงเพิ่มความมั่นใจในด้านความทนทานมาให้ เช่น สล็อตการ์ดจอ PCI-Express (PCIe Armor) ที่ครอบโลหะมาอย่างแข็งแรง หรือจะเป็นตัวระบายความร้อนให้กับ M.2 SSD module มาพร้อม Intel Gigabit LAN และระบบเสียง 7.1-channel กับคุณสมบัติอื่น ที่จัดวางมาให้พรั่งพร้อม เพื่อคอเกมและนักโอเวอร์คล็อก ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี รวมถึงคนที่อยากได้เมนบอร์ดใหม่ เพื่อใช้ร่วมกับซีพียู AMD Ryzen 3000 series โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ

ฟีเจอร์เด่น

  • Supports AMD 3rd Gen Ryzen™/ 2nd Gen Ryzen™/ 2nd Gen Ryzen™ with Radeon™ Vega Graphics/ Ryzen™ with Radeon™ Vega Graphics Processors
  • Dual Channel ECC/ Non-ECC Unbuffered DDR4, 4 DIMMs
  • Direct 14 Phases Infineon Digital VRM Solution with PowIRstage
  • Advanced Thermal Design with Fins-Array Heatsink and Direct Touch Heatpipe
  • Triple Ultra-Fast NVMe PCIe 4.0/3.0 x4 M.2 with Triple Thermal Guards
  • Intel® WiFi 6 802.11ax 2T2R & BT 5
  • Rear 125dB SNR AMP-UP Audio with ALC1220-VB & ESS SABRE 9118 DAC with WIMA Audio Capacitors
  • Realtek® 2.5GbE + Intel® Gigabit LAN with cFosSpeed
  • USB TurboCharger for Mobile Device Fast Charge Support
  • RGB FUSION 2.0 with Multi-Zone Addressable LED Light Show Design, Supports Addressable LED & RGB LED Strips
  • Smart Fan 5 Features Multiple Temperature Sensors, Hybrid Fan Headers with FAN STOP and Noise Detection
  • Front & Rear USB 3.2 Gen2 Type-C™ Headers
  • Integrated Base Plate & I/O Shield Armor
  • Q-Flash Plus Update BIOS Without Installing CPU, Memory and Graphics Card

กล่องของเมนบอร์ด GIGABYTE X570 AORUS MASTER มาในสไตล์หล่อๆ ด้วยโลโก้เท่ๆ แต่ดูล้ำไปกว่าเดิมจาก X470 ที่ผ่านมา พร้อมฟีเจอร์หลักๆ ที่ใส่เข้ามาเยอะขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ

ด้านหลังกล่อง ก็เป็นแบบมาตรฐาน ด้วยการใส่รายละเอียดเมนบอร์ดและฟังก์ชั่นต่างๆ มาครบครัน ซึ่งช่วยให้คนที่อยากเห็นรายละเอียดในเบื้องต้น สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อุปกรณ์ภายในกล่อง มาในแบบมาตรฐาน ประกอบด้วย คู่มือ, เอกสารแนะนำการติดตั้ง, แผ่นไดรเวอร์, สาย SATA และ M.2 screw เป็นต้น

มาดูหน้าตาของเมนบอร์ด GIGABYTE X570 AORUS MASTER จะแน่นกว่า GIGABYTE X570 AORUS ELITE ที่ทีมงานเคยทดสอบไปก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ในสไตล์สีดำแบบดุดัน พร้อมซิงก์ขนาดใหญ่ที่มีพัดลมมาในตัวสำหรับชิปเซ็ต พร้อมภาคจ่ายไฟไปจนถึงฝาหลังที่มีฮีทซิงค์ขนาดใหญ่มาให้ นอกจากช่วยระบายความร้อนแล้วยังเพิ่มความสวยงามด้วยการออกแบบ และไฟ RGB อีกด้วย

GIGABYTE X570 AORUS MASTER จะสามารถทำงานร่วมกับแรม DDR4 ได้ถึง 4,000MHz ในแบบ OC ส่วนถ้าใช้ Ryzen 2000 series จะรองรับได้สูงสุด DDR4 3200 และเพิ่มได้สูงสุด 128GB เมื่อใช้งานร่วมกับ AMD Ryzen 3000

ภาคจ่ายไฟของ GIGABYTE X570 AORUS MASTER ที่มากถึง 14 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ระบายความร้อนขนาดใหญ่

GIGABYTE X570 AORUS MASTER เน้นเรื่องของความแข็งแรงของตัวสล๊อตต่างๆอย่างมาก ด้วยการใส่โครงเหล็ก Armor เพิ่มความแข็งแรงทั้งสล๊อตแรม PCIe หรือแม้กระทั่ง M.2 ก็เป็นโครงเหล้กการันตีรับน้ำหนักได้เยอะ ใช้งานได้ยาวนานแน่นอน

ไฮไลต์เด่นของเมนบอร์ด GIGABYTE X570 AORUS MASTER อยู่ที่ Dual PCIe 4.0 ทั้งบนสล็อต PCI-Express X16 Gen4 และ M.2 Connector ที่อยู่เคียงข้างกัน ให้แบนด์วิทธิ์ได้สูงกว่า Gen3 หรือ PCIe 3.0 ที่ผ่านมาเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งให้มา 3 สล๊อต โดยจะมีฮีทซิงค์ให้มาเพื่อด้วย แต่ก็สามารถถอดได้ครับ

บรรดา Connector ด้านล่างก็มีให้ต่อเพิ่มเติม สำหรับพาแนลด้านหน้า ไม่ว่าจะเป็น USB, HD Audio และอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ GIGABYTE ใส่ฟีเจอร์ Q-Flash มาให้ด้วย ในกรณีที่คุณไม่มีซีพียูสำหรับเปิดเครื่องเพื่อแฟลชไบออส ก็สามารถดาวน์โหลดไบออสจากเว็บไซต์ ใส่ในแฟลชไดรฟ์ จากนั้นกดปุ่ม Q-Flash ที่อยู่บริเวณด้านล่างของเมนบอร์ด เพื่อแฟลชไบออสได้แบบง่ายๆ อีกด้วย

GIGABYTE X570 AORUS MASTER มาพร้อมพอร์ต SATA ที่มากถึง 6 พอร์ต

GIGABYTE X570 AORUS MASTER มาพร้อมพอร์ตต่อพ่วง ก็จัดเต็มมาสำหรับคนที่มีอุปกรณ์ค่อนข้างเยอะ และยังใส่ Back plate ด้านหลังมาให้เป็นชุดเดียวกับ Armor ทำให้ติดตั้งได้ง่ายขึ้น พอร์ตประกอบด้วย USB 3.2 Gen 1, USB Type-C™ port with USB 3.2 Gen 2, USB 2.0/1.1 ports รวมไปถึงพอร์ต HDMI 2.0 ที่ใช้ในการแสดงผลและ Gigabit LAN มาให้ครบครัน แต่สังเกตุดีๆไม่มีพอร์ตต่อออกจอภาพมาให้เลย นอกจากนั้นก็ยังมาพร้อม WiFi ในตัวอีกด้วย

GIGABYTE X570 AORUS MASTER เป็นอีกหนึ่งเมนบอรืดที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาก ทั้งพอร์ตเชื่อมต่อ ฟังค์ชั่น ฟีเจอร์การใช้งานที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาก สำหรับท่านที่ต้องการเมนบอร์ดระดับท๊อปของ AMD X570 เพือ่ใช้งานร่วมกับ AMD Ryzen 3000 ครบเครื่องทั้งความสวยงาม ฟังค์ชั่นการ OC และเกมเมอร์อย่างเข้มข้น ด้วยลูกเล่นหลายอย่างที่เอื้อประโยชน์มาให้ เช่น การสนับสนุน OC แรมความเร็วสูง ภาคจ่ายไฟที่ใส่มาถึง 14 phase หรือซิงก์ชิปเซ็ตขนาดใหญ่ ที่ใส่พัดลมมาด้วย ซึ่งหาได้ยากจริงๆ รวมถึงสล็อต PCI-Express ที่ใส่ Armor มาอย่างดี เพื่อรองรับการ์ดจอขนาดใหญ่ๆ ได้อย่างมั่นคง ยังไม่รวมฟีเจอร์ที่เน้นหนักมากับ X570 อย่างเช่น PCIe 4.0 ที่เรียกว่าออกมาเพิ่มแบนด์วิทธ์ให้กับการเล่นเกม ร่วมกับกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ AMD RX 5700 หรือ 5700 XT และ SSD ในแบบ M.2 รุ่นใหม่ สนับสนุน PCIe 4.0 ที่ทะยอยเปิดตัวกันออกมาไม่ขาดสาย ตรงจุดนี้เป็นถือเป็นข้อได้เปรียบของเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ที่เหนือกว่าการอัพเดต X470 เดิมให้สนับสนุนซีพียู Ryzen 3000 series ใหม่นี้

GIGABYTE X570 AORUS MASTER เหมาะกับท่านที่ต้องการเมนบอร์ดฟีเจอร์จัดเต็มทั้งการใช้งานทั่วไป การ OC เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้เยอะ ฟีเจอร์จัดเต็มที่สุดรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ใช้ AMD Ryzen 7 & Ryzen 9 ที่ควรจะมีเมนบอร์ดระดับนี้ประดับบารมีเมื่อการใช้งานที่จัดเต็ม

จุดเด่น

  • รองรับซีพียู AMD Ryzen 3000 series รุ่นใหม่
  • สนับสนุนแรมความเร็วสูง DDR4 4000MHz (OC)
  • มีพัดลมระบายความร้อนบนชิปเซ็ตมาด้วย
  • รองรับ PCI-Express 4.0
  • ภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ 12+2 phase รองรับการโอเวอร์คล็อก
  • ไฟ RGB จัดเต็ม

ข้อสังเกต

  • มีราคาสูง

ราคา: 12,490 บาท สามารถสั่งซื้อได้ที่

 

from:https://notebookspec.com/review-gigabyte-x570-aorus-master/488333/

Review-เมนบอร์ด ASRock X570 Steel Legend ฟังก์ชั่นเยอะ ปรับแต่งง่ายสำหรับ Ryzen

ASRock X570 Steel Legend ต้องเรียกว่าเป็นเมนบอร์ดที่มีความจัดจ้านอีกรุ่นหนึ่งจากค่าย ASRock ที่ออกแบบมาเพื่อคอเกม ที่ต้องการใช้งานร่วมกับซีพียู AMD Ryzen 3000 series รุ่นใหม่ ที่ใช้สถาปัตยกรรม Zen 2 กับกระบวนการผลิต 7nm แม้ว่าซีพียูรุ่นใหม่นี้ จะได้รับการยืนยันว่าใช้กับเมนบอร์ดรุ่นก่อนหน้านี้ เช่น B450 หรือ X470 ได้ก็ตาม แต่ถ้าต้องการใช้ร่วมกับฟีเจอร์ใหม่ เช่น PCIe 4.0 ที่ให้แบนด์วิทธิ์เหนือกว่ารุ่นเดิมหลายเท่า ก็แนะนำให้ใช้ AMD X570 นี้ ซึ่งเมนบอร์ดรุ่นใหม่นี้ มาในสายพันธุ์ของ Steel Legend ที่ออกแบบมาเพื่อคอเกมหรือนักโอเวอร์คล็อกก็ตาม

ASRock X570

ASRock X570 Steel Legend เมนบอร์ดในไลน์ของเกมเมอร์และนักโอเวอร์คล็อก ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้การใช้งานง่ายยิ่งขึ้น รองรับซีพียู AMD Ryzen 3000 series รุ่นใหม่ รวมถึงซีพียูที่เป็น Zen และ Zen+ ในไลน์ของ Ryzen 1000 และ 2000 series ด้วยเช่นกัน ด้วยซ็อกเก็ต Am4 โดยสล็อตแรม DDR4 รองรับได้ถึง 4666MHz (OC) พร้อม Cover ปิดบน M.2 ขนาดใหญ่ ช่วยในการระบายความร้อน ครอบคลุมไปถึงชุดซิงก์และพัดลมบนชิปเซ็ต และ Armor ด้านหลังขนาดใหญ่ ที่มีไฟ RGB มาให้เพิ่มความสวยงาม และชุดซิงก์ที่ช่วยระบายความร้อนให้ภาคจ่ายไฟแบบ 10-phase เอาใจนักโอเวอร์คล็อก และสล็อต PCIe จำนวนมาก ให้เลือกใช้ โครงสร้างเน้นความทนทาน ตั้งแต่แผงเมนบอร์ด ไปจนถึงบรรดาภาคจ่ายไฟ คาปาซิเตอร์และชิ้นส่วนอื่นๆ เพื่อให้เมนบอร์ดรองรับการใช้งานแบบโหดๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ฟีเจอร์จะค่อนข้างแน่น แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องความสวยงามไป กับลูกเล่น RGB ที่นอกจากจะมีจุดที่ RGB สว่างสดใสไปทั่วเมนบอร์ดแล้ว ก็ยังมี connector บนเมนบอร์ดสำหรับต่อพ่วงเพิ่มเติม และยังใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ POLYCHROME RGB ได้อีกด้วย ส่วนรายละเอียดนั้นสามารถเข้าไปชมได้ในพรีวิวนี้

 

Specification

  • Supports AMD AM4 Socket Ryzen™ 2000 and 3000 Series processors
  • 10 Power Phase Design
  • Supports DDR4 4666+ (OC)
  • 2 PCIe 4.0 x16, 3 PCIe 4.0 x1, 1 M.2(Key E) For WiFi
  • AMD Quad CrossFireX™ and CrossFireX™
  • Graphics Output Options: HDMI, DisplayPort
  • 7.1 CH HD Audio (Realtek ALC1220 Audio Codec), Nichicon Audio Caps
  • 8 SATA3, 1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4 & SATA3), 1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4)
  • 2 USB 3.2 Gen2 (Rear Type A+C), 10 USB 3.2 Gen1 (4 Front, 6 Rear)
  • Intel® Gigabit LAN
  • ASRock Polychrome SYNC

 

การออกแบบและฟังก์ชั่น

ASRock X570

เมนบอร์ด ASRock X570 Steel Legend รุ่นใหม่นี้ ค่อนข้างจะต่างจากในซีรีส์เดียวกันเล็กน้อย กับเส้นสายที่ดูหนักแน่นขึ้น รวมถึงโครงสร้างที่มีการจัดวางองค์ประกอบทรงพลังกว่าในรุ่น AMD B450 ในรุ่นก่อนหน้านี้ ด้วยบรรดา Cover และ Armor ที่มีให้เต็มพื้นที่

ASRock X570

เมนบอร์ด ASRock X570 สนับสนุนซีพียู AMD socket AM4 รุ่นใหม่ Ryzen 3000 series และยังรองรับ Ryzen 2000 series ด้วยเช่นกัน กับพื้นที่รอบๆ ที่ดูสบายตา

ASRock X570

พื้นที่ด้านล่างครอบคลุมไปด้วย Armor และชุดระบายความร้อนให้กับ M.2 SSD และมีพัดลมชิปเซ็ตอีกด้วย โดยมีไฟ RGB ตรงโลโก้ด้วยเช่นเดียวกัน

ASRock X570

Armor ด้านบนของเมนบอร์ด มีขนาดใหญ่ และมาพร้อมแสงไฟ RGB พร้อมซิงก์สีเมทัลลิค ที่ช่วยระบายความร้อนให้ภาคจ่ายไฟ 10-phase ขนาดไม่สูงมาก ติดตั้งซิงก์ใหญ่ๆ ได้แบบไม่ต้องกังวล

ASRock X570

Realtek ALC1220 Audio Codec รองรับระบบเสียง 7.1-channel และ Purity Sound 4 พร้อมกับ Nichicon Fine Gold Series Audio Caps

ASRock X570

เมนบอร์ด ASRock รุ่นนี้ มาพร้อม PCI-Express จำนวน 6 สล็อตด้วยกัน ประกอบด้วย PCI Express 4.0 x16 จำนวน 2 สล็อต โดยจะเป็น 4.0 เมื่อใช้กับ Ryzen 3000 series รุ่นใหม่ เป็นแบบ x16/ x16 dual และ PCIe 4.0 x1 อีกจำนวน 3 สล็อต นอกจากนี้ยังมี Key E ที่รองรับ WiFi/BT module มาด้วย

ASRock X570

รองรับแรม DDR4 ได้ถึง 4666MHz ในการโอเวอร์คล็อก และอัพเกรดได้สูงสุด 128GB ตามรูปแบบของเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซ็ตระดับบนเช่นนี้

ASRock X570

นอกเหนือจากสล็อต Hyper M.2 ที่มีมาให้บนเมนบอร์ด 2 ชุดด้วยกัน รองรับ PCIe 4.0 ร่วมกับ SSD M.2 รุ่นใหม่ ก็ยังมาพร้อมพอร์ต SATA3 ที่มีถึง 8 พอร์ตเลยทีเดียว

ASRock X570

I/O shield ก็ถือเป็นจุดขายเล็กๆ ของเมนบอร์ดรุ่นนี้ นอกจากจะมาพร้อมลายกราฟิกให้ดูสะดุดตาแล้ว ASRock ยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ใช้ โดยสามารถปรับเลื่อนได้เล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับช่องด้านหลังของแต่ละเคสได้ดียิ่งขึ้น และมีพอร์ตต่อพ่วงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 2 USB 3.2 Gen2 (Rear Type A+C), 10 USB 3.2 Gen1 (4 Front, 6 Rear), RJ-45 (Gigabit LAN) HDMI และ DisplarPort อีกด้วย

 

Conclusion

ASRock X570

ASRock X570 Steel Legend ในบรรดาซีรีส์เมนบอร์ดของทาง ASRock นั้น Steel Legend แม้จะเป็นน้องใหม่ ที่ปรากฏตัวได้ไม่นาน แต่เรื่องของฟีเจอร์และคุณภาพนั้น ถือว่าให้มาเต็มที่ เมื่อเทียบกับเมนบอร์ดในระดับเดียวกัน ด้วยสนนราคาประมาณ 6-7 พันบาท จุดที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของการออกแบบที่ไม่ได้ดูหนาแน่นเกินไป ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบเมนบอร์ดชิปเซ็ตรุ่นใหญ่ แต่อยากได้การติดตั้งอุปกรณ์ที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพราะไม่ต้องถอดกันหลายชิ้น ตามที่เราเห็นกันบนเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ ที่บางครั้งต้องแกะกันหลายส่วนเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงเรื่องของความสวยงามและการระบายความร้อนที่ดีเอาไว้ และต้องถือว่า X570 Steel Legend นี้ ยังเพิ่มจุดที่เป็น RGB มามากขึ้นกว่าในรุ่นอื่นๆ สำหรับคนที่ชอบสไตล์หรูๆ รวมถึงฟังก์ชั่นอื่นๆ ก็จัดมาครบตามแบบฉบับของ ASRock นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนแรม DDR4 ที่รองรับการโอเวอร์คล็อก สล็อต PCI-Express ที่มี Armor มาให้ และ SATA3 ที่มีให้ถึง 8 พอร์ตด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้งานยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น จะมีบางจุดที่น่าเสียดายไม่ได้ใส่มาให้ด้วยก็คือ LED Debug ที่เป็นตัวบอกสถานะของเมนบอร์ด ว่าทำงานปกติหรือมีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งเคยมีอยู่ในหลายๆ รุ่น แต่รุ่นนี้ใช้เป็น LED status แทนก็ต้องปรับตัวกันไป รวมถึงบรรดาสวิทช์ออนบอร์ด ถ้ามีมาให้ครบๆ ถือว่าลงตัวเลยทีเดียวสำหรับเมนบอร์ดรุ่นนี้

 

จุดเด่น

  • ภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ 10-phase
  • มีไฟ RGB อยู่บนจุดต่างๆ ของเมนบอร์ด เชื่อมต่อเข้ากับ ASRock POLYCHROME RGB ได้
  • ชุด Cover ช่วยระบายคามร้อนให้กับ M.2 SSD
  • ให้พอร์ต SATA3 มาถึง 8 ชุดด้วยกัน
  • รองรับแรม DDR4 4666MHz สำหรับการโอเวอร์คล็อก

ข้อสังเกต

  • ใช้ไฟ LED บอกสถานะระบบ ไม่ได้เป็น LED Debug
  • เมื่อเปลี่ยนหรือติดตั้ง M.2 SSD ต้องถอด Cover ออกทั้งชุด

ASRock X570 Steel Legend ราคาประมาณ 6,990 บาท

ติดต่อ: JIB, Advice

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASRock X570 Steel Legend

from:https://notebookspec.com/review-mainboard-asrock-x570-steel-legend/488408/

Review – Intel Optane Memory H10 เมื่อ Option + SSD

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า Intel Optane Memory เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจด้วยการผนวกเอาหน่วยความจำแบบ SSD มาเป็นแคชช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านเขียนของฮาร์ดดิสค์ให้เร็วมากยิ่งขึ้น ใกล้เคียง SSD ปรกติเลย แต่ได้ความจุแบบในแบบฮาร์ดดิสค์ที่สูงกว่า แต่ด้วยราคาค่าตัว Intel Optane Memory ที่ไม่ได้ต่างจาก SSD ความจุต่ำๆมากนัก เลยทำให้ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร อีกทั้งช่วงแรกการตั้งค่าค่อนค่างยุ่งยาก แต่มายุคหลังตั้งค่าง่าย โน้ตบุ๊คหรือพีซีก็ใช้งานได้สะดวกขึ้น และ Intel เองก็ยังไม่หยุดพัฒนา ด้วยการเปิดตัว Intel Optane Memory H10 ที่ผนวกรวม Intel Optane กับหน่วยความจำแบบ SSD เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ต้องตามไปชมกัน

Intel Optane Memory H10 จะออกแบบมาให้สามารถใช้งานในโน้ตบุ๊คและพีซีที่เป็น 8th Gen และ 9th Gen บนสล๊อตแบบ M.2 PCIe 3.0×4 หน้าตาเหมือน SSD M.2 แบบ PCIe ทั่วไปแต่ภายในได้ผนวกรวม Intel Optane Memory เข้ากับ SSD Intel QLC 3D NAND โดยมีความจุเริ่มต้นที่ 16GB Intel Optane Memory + 256GB Intel QLC 3D NAND ไปจนถึงตัวท๊อป 32GB Intel Optane Memory + 1TB Intel QLC 3D NAND โดยการันตีความเร็วการอ่านถึง 2400 MB/s และเขียนที่ 1800 MB/s โดยช่วงแรกจะมาในโน้ตบุ๊คบางแบรนด์ก่อน และว่างจำหน่ายทั่วไปเร็วๆนี้ แล้วมันจะต่างจาก SSD ทั่วไปอย่างไรเดี๋ยวไปดูกันต่อครับ

Intel Optane Memory H10 Specifications

Capacities 16GB Intel Optane Memory + 256GB Intel QLC 3D NAND
32GB Intel Optane Memory + 512GB Intel QLC 3D NAND
​32GB Intel Optane Memory + 1TB Intel QLC 3D NAND
Form Factor M.2 2280-S3-M
Interface PCIe 3.0×4 with NVMe interface
Performance Sequential R/W: Up to 2400/1800 MB/s
QD1 4KB Random R/W: Up to 32K/30K IOPs
​QD2 4KB Random R/W: Up to 55K/55K IOPs
Latency Read 6.5μs (TYP)
​Write: 18μs (TYP)
Endurance Rating 16GB Intel Optane Memory + 256GB Intel QLC 3D NAND: Up to 75TBW
32GB Intel Optane Memory + 512GB Intel QLC 3D NAND: Up to 150TBW
​32GB Intel Optane Memory + 1TB Intel QLC 3D NAND: Up to 300TBW
Reliability 1.6 million hours Mean Time Between Failure (MTBF)
​1 sector per 10^15 bits read Uncorrectable Bit Error Rate (UBER)
Power 3.3V Supply Rail
​Deep Sleep/L1.2 (PCIe Low Power Link State): <15mW (Combined)
Temperature Operating: 0 to 700°C
Non-Operating: -40 to 850°C
​Temperature monitoring
OS Support Windows 10 64 bit
Supported Platforms 8th Gen and 9th Gen or newer Intel Core processor-based platforms
Weight Less than 10g
Warranty 5-year limited

Intel Optane Memory H10  ที่ทีมงานได้มาทดสอบ ติดตั้งมาในโน้ตบุีครุ่น HP Spectre x360 ที่ใส่มาให้พร้อมทดสอบเลย

หน้าตา  Intel Optane Memory H10 โดยโครงสร้างจะมีการแบ่ง Intel Optane Memory กับ Intel QLC 3D NAND อย่างชัดเจน

หัวใจสำคัญของการใช้งาน Intel Optane Memory คือซอฟแวร์ Intel Rapid Storage Technology ที่ใช้งานไม่ยากครับ ลงปุ๊ปโปรแกรมก็จะเช็คตัวอุปกรณ์เอง ถ้าอุปกรณ์พร้อมก็แค่กด Enable ตัวซอฟแวร์ก็จะจัดการรวมไดร์ฟให้โดยอัตโนมัติ โดยจากเดิมที่ต้องแบ่งเป็นตัว Intel Optane Memory กับตัวฮาร์ดดิสค์หรือ SSD คนละลูก ก็รวมเป็นชิ้นเดียว ประหยัดพื้นที่ แต่ก็ยังสามารถใช้ซอฟแวร์ตัวเดียวในการจัดการ แยก หรือรวมได้เหมือนเดิมครับ

Intel Optane Memory H10 ที่ทีมงานได้มาทดสอบนี้เป็นรุ่นความจุ 512 GB (+ 32GB Intel Optane Memory) มีความจุใช้งานจริงที่ 475 GB

ใน Device Manager จะเป็นเป็น Intel Optane + 477 GB SSD อย่างชัดเจน

ความเร็วการอ่านเขียนของ Intel Optane Memory H10 ออกมาตามสเปคเลยครับ สามารถอ่านได้ที่ 2442 MB/s และเขียนที่ 1210 MB/s เร็วกว่า SSD PCIe ตัวคุ้มที่ขายกันตามท้องตลาดตอนนี้อยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะอ่านอยู่ที่ราวๆไม่เกิน 2000 MB/s และยังเร็วกว่า SSD ที่แถมมากับโน้ตบุ๊คบางตัวเสียอีก

Option H10 – 1 Option H10 – 2 Option H10 – 3 SSD 760p – 1 SSD 760p – 2 SSD 760p – 3
Adobe Photoshop CC Launch time (วินาที) 4 3 3 8 3 3
เปิดไฟล์ Sheet Microsoft Excel (วินาที) 5 5 5 9 10 11
โอนไฟล์ 76 GB (วินาที) 6:51 4:03 4:06 2:35 2:45 2:46

แต่ที่โดดเด่นของ Intel Optane Memory H10 คือการใช้งานที่ต้องอ่านเขียนข้อมูลเป็นปริมาณมาก เช่นแต่งไฟล์รูปขนาดใหญ่ โอนไฟล์ขนาดใหญ่ หรือเปิด/ค้นหา Excel ที่มีข้อมูลเยอะๆ จะสามารถทำงานได้เร็วกว่า หรือเทียบเท่า SSD ตัวดีๆอย่าง Intel SSD 760p ที่ทีมงานทดสอบร่วมกันเลย โดยเฉพาะเปิดไฟล์ Excel ที่ทีมงาน intel มีการสร้างไว้ใหญ่ ด้วยไฟล์ขนาดใหญ่ และมีการเข้าสูตรไว้เยอะ เห็นผลความต่างอย่างชัดเจน

แต่ถ้าพูดถึงการเปิดเครื่อง เปิดโปรแกรมทั่วไป หรือกระทั่งโหลดเกม ไม่ได้รู้สึกต่างกันมากนัก Intel SSD 760p ออกจะเร็วกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำครับ

Intel Optane Memory H10 เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจด้วยการผนวกรวม Intel Optane Memory เข้ากับ Intel QLC 3D NAND เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้มากขึ้นกว่า SSD ทั่วไปอีกขั้น ที่แม้ความเร็วการอ่านเขียนวัดกับ SSD ตัวแรงบางรุ่นอาจจะยังช้ากว่า แต่ถ้ามองถึงภาพรวมการใช้งาน ความเร็วการอ่านระดับ 2,400 MB/s ซึ่งก็ยังเร็วกว่า SSD PCIe NVMe อีกหลายตัวในท้องตลาด  แต่ที่โดดเด่นเลยคือด้วยการเพิ่มหน่วยความจำแคช แยกจากหน่วยความจำหลัก ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการโอนถ่ายไฟล์ขนาดใหญ่ได้เร็วขึ้น เปิดไฟล์ที่มีข้อมูลภายในซับซ้อนจำนวนมากเช่น Excel ที่มีการเข้าสูตรไว้เยอะได้เร็วกว่า เพราะมีพื้นที่พักข้อมูลก่อนใช้งานจริง อีกทั้งเมื่อวัดการใช้งานจริงด้วยหลายๆโปรแกรม แทบไม่ต่างจาก SSD ตัวแรง บางโปรแกรมอาจจะทำงานได้เร็วกว่าด้วยซ้ำไปครับ

Intel Optane Memory H10 เบื่องต้นจะมีติดตั้งในโน้ตบุ๊คก่อนในช่วงแรก และวางจำหน่ายแยกเร็วๆนี้

จุดเด่น

  • อ่านเขียนไฟล์ขนาดใหญ่ หรือเข้าสูตรไว้เยอะได้เร็วกว่า
  • ประสิทธิภาพการใช้งานจริงเทียบชั้น SSD ตัวแรง

ข้อสังเกตุ

  • ยังไม่มีราคาออกมาทำให้ประเมินความคุ้มค่าได้ยาก

from:https://notebookspec.com/review-intel-optane-memory-h10/486286/