คลังเก็บหมวดหมู่: NOTEBOOKSPEC

Gaming Notebook น่าซื้อ 2020 สเปก Core i Gen 10H / Ryzen 4000H ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ แรงลื่นคุ้มค่า เริ่ม 26,900 บาท

มากันเกือบุกแบรนด์แล้วสำหรับ Gaming Notebook รุ่นใหม่สเปกแรงลื่นปี 2020 ที่มาพร้อมกับการอัพเดทล่าสุด ทั้งในส่วนของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H และ AMD Ryzen 4000H ที่แน่นอนว่าได้ความแรงลื่นที่มากกว่าเดิม ส่วนการ์ดจอ Gaming ก็มีรุ่นใหม่ที่น่าสนใจออกมา สำหรับรุ่นราคาที่เน้นความคุ้มค่าของแบรนด์ NVIDIA อย่างในรุ่น GeForce GTX 1650 Ti ที่ต้องบอกว่ายอดนิยมที่สุดของ Gaming Notebook ช่วงราคา 2x,xxx บาทก็ว่าได้ ซึ่งในตอนนี้มีทั้งแบรนด์ Acer / ASUS / MSI / Lenovo / HP

ซึ่งการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti มีสเปกการทำงาน CUDA 1,024 คอร์  และความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุด 1.49GHz รวมถึงปรับปรุงไปใช้แรมภายในมาตรฐาน GDDR6 เหมือนอย่างรุ่น GeForce GTX 1660 Ti โดยได้ขนาดมาเป็น 4GB เท่ากับรุ่นก่อนหน้าอย่าง GeForce GTX 1650 นั่นเอง ส่งผลให้การมาของการ์ดจอ GTX 1650 Ti เป็นตัวแทรกกลางระหว่าง GTX 1650 และ GTX 1660 Ti ก็ว่าได้

ในบทความนี้ก็เลยจะมาแนะนำ Gaming Notebook การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ ใส่แรมภายใน 4GB GDDR6 ที่แรงลื่นเพียงพอต่อการเล่นเกม 3 มิติทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในปัจจุบันแน่นอน เทียบกับความแรงต่อราคาแล้วคุ้มค่า ในส่วนของชิปประมวผลก็มีทั้ง Core i5-10300H / Core i7-10750H และ Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H / Ryzen 7 4800HS เป็นตัวเลือก

ได้แรมมาเป็นมาตรฐาน DDR4 ที่ขนาด 8GB – 16GB ส่วน SSD ได้ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน หน้าจอขนาด 14″ / 15.6″ / 16.1″ Full HD IPS ที่ 120Hz – 144Hz  ที่ต้องบอกเลยว่า สเปกเพียงพอต่อทุกๆ การใช้งานพื้นฐานหรือเล่นเกมหนักๆ ก็ทำได้ดีเยี่ยม โดยมีตัวเครื่องเบาที่ 1.6 กิโลกรัม ติดตั้ง Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที มีประกันดีที่สุดเป็นแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านยาวนาน 3 ปี ราคาเริ่มต้นถูกที่สุดที่ 26,900 บาทเท่านั้น ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

Lenovo IdeaPad Gaming 3i ราคา 27,990 – 30,990 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3i เป็น Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่าประจำปี 2020 เป็นโน้ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปเล่นเกมได้สบายๆ โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H รุ่นใหม่อย่าง Core i5-10300H / Core i7-10750H พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ อีกทั้งได้ดีไซน์ใหม่ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่ไม่หนักจนเกินไป รวมๆ มีความเรียบง่าย โดยมาพร้อมกับโทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า ที่ดูแล้วสวยงามและแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน วางตำแหน่งเป็นซีรีส์ Gaming เริ่มต้นของทาง Lenovo

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3i นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 27,990 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) พร้อม Privacy Shutter และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 2 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น ประกัน 2 ปี แบบ On-Site Service โทรแจ้งช่างมาซ่อมได้ถึงที่ รวมไปถึงมีประกันอุบัติเหตุและบริการอื่นๆ อย่างเครื่องสำรองระหว่างรอซ่อมด้วย

 

สำหรับน้ำหนักและความหนาของตัวเครื่อง Lenovo IdeaPad Gaming 3i ถือว่าเป็นเบาตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊คปี 2020 ที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วน แม้จะมีขนาดหน้าจอใหญ่ที่ 15.6″ แต่ก็มีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้พกพาไปไหนมาไหนสะดวกสบายมาก โดยรวมแล้วการดีไซน์ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นใหม่นี้ถือทำได้ดีมาก ใครจะเอาไปทำงานก็ดูเรียบๆ หรือใครจะเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้ดีเป็นรองตระกูล Legion เลย เชื่อได้เลยว่าจะเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่ทำให้ตลาดคึกคักทีเดียว

HP Pavilion Gaming 16 ราคา 34,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H หรือ Core i5-10300H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 30,900 – 34,900 บาท (ต่างกันที่สเปกชิปประมวลผลเท่านั้น) การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

Lenovo Legion 5 / 5i ราคา 30,990 – 39,990 บาท

Lenovo Legion 5 เป็น Gaming Notebook แบบเมนสตรีมที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 อีกทั้งยังเต็มไปด้วยตัวเลือกองค์ประกอบที่หลากหลายให้แก่ผู้เล่น ทั้งชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ทำงานกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ได้แรมขนาด 8GB DDR4 (Bus 3200MHz) และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ทุกๆ รุ่น โดย Lenovo Legion 5 ทุกรุ่นรองรับ Wi-Fi 6และ Dolby Atmos ตัวเครื่องสี Phantom Black น้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม มีเทคโนโลยี Rapid Charge Pro เทคโนโลยี Lenovo Legion Coldfront 2.0 ที่ช่วยควบคุมความอุณหภูมิ

คีย์บอร์ด Lenovo Legion TrueStrike แม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น  พร้อม 4-zone RGB รองรับ anti-ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms ทนทานมากขึ้นด้วยการเคลือบสารให้คุณสมบัติต้านทานการเสียดสีและการสึกกร่อน และแบตเตอรี่ที่ปรับใหม่ให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (ใช้ได้นานถึง 8 ชั่วโมง)ด้วยเทคโนโลยี Advanced Optimus และ Hybrid Mode อีกทั้งสามารถเลือกปรับโหมดได้เองระหว่างโหมดการรักษาอุณหภูมิ Quiet, Balance และ Performance นอกจากนี้ยังสามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน  

และที่สำคัญคือจอ 15.6 นิ้ว Full HD (1920 x 1080) IPS display 144 Hz และตอบสนองในเวลา ❤ ms รองรับเทคโนโลยี VESA DisplayHDR 400 100% sRGB และคมชัด สมจริงด้วย Dolby Vision จอจัดเต็มจริงๆ แม้ดีไซน์หลักจะยังเป็นรูปแบบเดิมแบบ Y540 และใน Legion 5 แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นดีไซน์ที่ลงตัวที่สุดแบบหนึ่ง เพราะทำให้ตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อนได้ทั้ง 3 ทิศทาง พอร์ตเชื่อมต่อที่มากกว่าและสามารถใช้ประโยชน์เครื่องจากด้านหลังได้เต็มที่ รวมไปถึงจอภาพที่สามารถกางได้ 180 องศา โดยใน Lenovo Legion 5 ยังได้อัพเกรดขึ้นมาหลายๆ ส่วน

นอกเหนือจากนั้นยังมีในส่วนสเปกที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ด้วย ซึ่งจะใช้ชื่อรุ่นเป็น Lenovo Legion 5i อีกทั้งจะมีรุ่นหน้าจอใหญ่ 17.3″ เป็นตัวเลือกอีกด้วย สเปกหลักๆ ในส่วนของการ์ดจอเหมือนกันหมด เพราะเราคะดมาเฉพาะรุ่น GTX 1650 Ti และได้แรม 8GB DDR4 (Bus 2933MHz) พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ไม่ต่างกัน แน่นอนว่าในส่วนของประสิทธิภาพก็มีความโดดเด่นไม่เป็นรองกันด้วย รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็มีความเหมือนกันอีกด้วย แต่สำหรับรุ่นหน้าจอ 17.3″ ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่าด้วย ที่ 2.98 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ Gaming Notebook จอใหญ่แบบนี้

ASUS TUF Gaming A15 FA506 ราคา 26,900 – 29,900 บาท

ASUS TUF Gaming A15 FA506 เป็น Gaming Notebook การ์ดจอ GTX 1650 Ti ที่หลายคนจับตามอง (เพราะรุ่นก่อนหน้าทำไว้ดีมาก) มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ตัวแรงสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7nm จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพสูง ในราคาสุดคุ้มเพียง 26,900 – 29,900 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาท

โดย ASUS TUF Gaming A15 FA506 ได้สเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz (แต่ถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็จะดีเยี่ยมมากๆ) และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz มีเทคโนโลยี Adaptive Sync ให้ภาพลื่นไหลไม่ฉีกขาด พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

ASUS TUF Gaming A15 FX506 ต่อยอดรุ่นก่อนหน้าได้อย่างดีเยี่ยมในหลายๆ ส่วน เริ่มจากกดีไซน์ใช้สีสัน Fortress Gray โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด และตัวคีย์บอร์ดก็ตอบสนองพร้อมความทนทานที่เยี่ยมยอด

รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว อีกทั้งแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงโดยประมาณ โดดเด่นด้วยอุณหภูมิ CPU ชิปประมวลผล ใช้งานหนักๆ ร้อนไม่เกิน 75 – 87 องศาเซลเซียส ส่วน GPU การ์ดจอจะอยู่ที่ไม่เกิน 70 – 75 องศาเซลเซียส เท่านั้นเอง

MSI GF63 Thin ราคา 27,900 – 31,900 บาท

ยังคงเป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ปี 2020 ที่แรงลื่นและเบาที่สุดในตลาด กับการมาของ MSI GF63 Thinโดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น และบางเพียง 21.7 มิลลิเมตร เน้นพกพาสะดวก ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง คุณภาพเยี่ยม  แต่ยังได้สเปก Gaming เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน้ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย อัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q (ร้อนน้อยกว่ารุ่นปกติ) ​ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งคู่ รวมไปถึงมีรุ่นราคาถูกกว่า ที่มาพร้อมกับ Core i5-9300H / Core i7-9750H ที่แม้จะเป็นรุ่นเก่ากว่า แต่ก็ยังแรงเหลือๆ อยู่ (ก็เลยมาแนะนำ เพราะแบรนด์อื่นๆ เค้าไม่ทำกัน)

นอกจากนั้น MSI GF63 Thin จัดเต็มด้วยสเปกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ให้ความลื่นไหลสบายตา พร้อมได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 2666 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB  ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A Gen 1, USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 4 ชั่วโมง

หน้าตาการออกแบบเอง MSI GF63 Thin ปี 2020 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงคล้ายเดิมทั้งหมดทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI GF63 Thin ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้วแม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ซึ่งขอบจอ Thin Bezel บางมากเพียง 4.9 มิลลิเมตร เท่านั้น บางมากๆ จนคิดว่าจอ 14 นิ้วด้วยซ้ำ

ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้ MSI GF63 Thin เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมน่าซื้อที่สุดรุ่นนึงทีเดียว รวมถึงมีซอฟท์แวร์ MSI Dragon Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมของคุณให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ในราคาเพียง 27,900 – 33,900 บาท โดยมีความแตกต่างเพียงเรื่องสเปกชิปประมวลผลและมาตรฐาน Wi-Fi 5 AC / 6 AX รวมถึง Bluetooth 5.0 / 5.1 เท่านั้น

Acer Nitro 5 AN515 ราคา 31,900 บาท

Acer Nitro 5 AN515 หรือ Acer Nitro 5 ปี 2020 สเปก Core i Gen 10H จากที่ก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง ด้วยชิปประมวลผล Intel Core i 10H อย่าง Core i5-10300H ที่ทำงานด้วยความเร็ว 2.50GHz – 4.5GHz แบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 2666MHz ทันทีแบบไม่ต้องอัพเกรดกันให้เสียเวลา มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง) พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน้ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมได้มาตรฐานขอบเขตสี NTSC 72% ด้วย

ดีไซน์มีการปรับปรุงใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม ด้วยเส้นสายลวดลายที่ดูดุดันกว่าที่เคย โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม และที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีแดง รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

ASUS ROG Zephyrus G14 GA401 ราคา 39,900 – 42,900 บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 สเปกการ์ดจอ GTX 1650 Ti ซึ่งเป็นสเปกเริ่มต้น มีทั้งรุ่นที่เป็น AniMe Matrix และไม่เป็น ซึ่งจัดว่าเป็นGaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ สุดล้ำ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม พร้อมมีไฟ LED ปรับแต่งได้ ใช้สเปก AMD Ryzen 5 4600HS / Ryzen 7 4800HS ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่สุดแรงสุด เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ โดยมีน้ำหนักเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาสะดวกตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดกว่า 15.6″ พอตัว

ส่วนสเปกอื่นๆ ของASUS ROG Zephyrus G14 ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสามารถติดตั้งแรมมาขนาด 8GB – 16GB Bus 3200 MHz อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สำหรับหน้าจอเป็นขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง sRGB เกือบ 100% แสดงผล Refresh Rate ที่ 120Hz ลื่นไหล แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที อีกทั้งมีปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint ด้วย ได้ประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

นอกจากนี้รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ก็จะมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 2.2 Channel พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 2 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 และชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้ ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดจั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือไม่ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมมา ถ้าใครจะใช้ต้องหามาติดตั้งเอง และจากกการทดสอบใช้งานแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 10 ชั่วโมงโดยประมาณ

ASUS ROG Zephyrus G14 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์สายพกพาบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด รวมไปถึงหน้าจอมีขนาด 14″ แบบขอบจอบาง แต่ตัวเครื่องเทียบเท่า 13.3″ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้เต็มตามากขึ้น ส่วนช่องระบายความร้อนมีทั้งหมด 4 ช่อง เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 81 ใบ ที่ทรงพลังนำพาความร้อนออกได้เป็นอย่างดี ร้อนที่สุดจากการทดสอบไม่เกิน 90 องศาเซลเซียสเท่านั้นสำหรับ CPU

สำหรับฟีเจอร์ AniMe Matrix ที่ติดตั้งไว้ที่ฝาเครื่องด้านนอกเป็นเครื่องแรกของโลก เป็นฟีเจอร์ที่ล้ำไม่ซ้ำใครจริงๆ ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของ G14 สามารถปรับแต่งได้ในแบบของคุณเอง จอ LED ที่ทันสมัยนี้ประกอบด้วย ไฟ LED มากมายเพื่อใช้แสดงภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในคุณภาพที่เรากำหนดได้เองผ่านทาง Armory Crate เพื่อเป็นการแสดงความคิดสร้างสรรค์ของภาพและเสียงที่ตรงใจผู้ใช้งาน และในอนาคตจะมีการอัพเดทที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะแสดงข้อความแจ้งเตือนต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแสดงสถานะแบตเตอรี วันที่ เวลา อีเมล และอื่นๆ ได้อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/gaming-notebook-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-2020-%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%81-core-i-gen-10h-ryzen-4000h-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2/527632/

แนะนำ HP Pavilion Gaming 16 โน้ตบุ๊คเล่นเกมจอ 16.1″ IPS 144Hz รุ่นแรกของโลก สเปก Core i7-10750H + 1650 Ti ราคา 34,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 34,900 บาท การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

หน้าตาการออกแบบของ HP Pavilion Gaming 16 สเปก Intel รุ่นกลางปี 2020 ยังคงดีไซน์ไว้เหมือนรุ่นปีก่อน ได้ปรับหน้าจอให้ใหญ่กว่า Gaming Notebook รุ่นมาตรฐานทั่วไป ที่ปกติแล้วเป็นขนาด 15.6″ แต่ HP Pavilion Gaming 16 เป็นขนาด 16.1″ เรียกได้ว่าใหญ่ที่ 0.5″ ซึ่งดูแล้วเป็นทิศทางของ Gaming Notebook ในตลาดหลังจากนี้ด้วย คาดว่าในอนาคตหลายๆ แบรนด์น่าจะทยอยขยับหน้าจอเป็น 16.1″ กันหมดก็เป็นไปได้ (เป็นเรื่องเทคนิคทางการผลิตที่อาจจะคุ้มค่ากว่า 15.6″)

ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีเขียว (ส่วนสีม่วงอาจจะตามมาภายหลัง) โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สะดุดตาให้ความมันวาวด้านบน ประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ แต่ได้มีการปรับดีไซน์ให้ใหญ่ขึ้นในทุกมิติแน่นอนว่าช่วยดูดลมเย็นได้ดีขึ้น

ส่วนดีไซน์อื่นๆ ของ HP Pavilion Gaming 16 ปี 2020 ก็ถือว่าน่าประทับใจเช่นเดียวกัน กับมิติที่ตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นถ้าเทียบกับรุ่นหน้าจอ 15.6″ ให้ความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร (หนาขึ้นมา 0.02 มิลลิเมตร) พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องเบาๆ ที่ 2.35 กิโลกรัม (หนักกว่าเดิม 100 กรัม) ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

คีย์บอร์ดตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำเข้ากับตัวเครื่อง โดยสกรีนตัวอักษรเป็นสีเขียวพร้อมฟอนต์ที่ดูเข้ากับตัวเครื่อง การใช้งานก็เด้งรับกันนิ้วเป็นอย่างดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด แน่นอนว่ามาพร้อมกับปุ่มชุดตัวเลข Numpad ด้านขวา ในส่วนของไฟ LED Backlit สีเขียวก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว เห็นได้ชัดว่าดูเป็นเกมมิ่งมากยิ่งขึ้น สำหรับปุ่ม Power อยู่มุมซ้ายบนเป็นสีเงินพร้อมมีไฟ LED แสดงสถานะการเปิดตัวเครื่อง ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง โดยมีสัมผัสที่หนืดเล็กน้อยกำลังดี ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบปุ่มซ่อนคลิกซ้ายขวา ทำให้ความรู้สึกในการกดที่ดี รองรับการใช้งานมัลติทัช

หน้าจอแสดงผลของ HP Pavilion Gaming 16 มีขนาด 16.1” ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare สำหรับการเล่นเกมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วย Refresh Rate สูงสุด 144Hz รองรับการแสดงค่าสีตามมาตรฐาน sRGB ที่ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% ให้ทุกการใช้งาน สมจริง ไร้อาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน ที่ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคมได้ปกติอยู่ ถือว่าดีกว่ามาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2020 ทั่วไปมากทีเดียว

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

ตอนนี้แอดมินโป้งได้เครื่องจริงมารีวิวแล้ว กำลังทำการติดตั้งโปรแกรมและทำการทดสอบอยู่ ยังไงรอชมติดตามรีวิวตัวเต็มของ HP Pavilion Gaming 16 กันได้เลย ในส่วนของสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ได้การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) แรมติดตั้งมาแล้วขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz (แนะนำให้อัพเกรดเป็น 16GB) ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่าหน้าจอเป็น 16.1″ Full HD IPS 144Hz สนนราคาที่ 34,900 บาท คาดว่าอีกไม่นานน่าจะมีสเปกอื่นๆ มาอัพเดทให้เลือกซื้ออีก

from:https://notebookspec.com/introduce-hp-pavilion-gaming-16-gaming-notebook-display-16-ips-144hz-spec-core-i7-10750h-1650-ti/527634/

Intel เตรียมไม้เด็ด Core i9 10850K รุ่นคุ้ม 10 คอร์ Ulnlocked ความเร็ว 5.20GHz ลงตลาด

เมื่อตลาดคึกคักเช่นนี้ ส่วนของซีพียูเอง Intel ก็เตรียมรับมือคู่แข่งต่างค่าย ด้วยการนำซีพียูรุ่นใหม่ Core i9 คาดว่าจะเข้ามาเสริมทัพ อุดช่องว่างในกลุ่มตลาดไฮเอนด์ แต่เน้นที่ราคาคุ้มค่ามากกว่า ในรุ่น i9-10850K ที่อาจจะทำให้ Core i9-10900K รุ่นพี่ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะรุ่นน้อง ที่ความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน แต่กดราคาให้ถูกใจคนชอบเรื่องราคาสบายกระเป๋ามากกว่า

i9-10850k

นับตั้งแต่เปิดตัว Core i9-10900K ในช่วงเมษายนปีนี้ ยังถือว่าเป็นซีพียู 10 Core ที่เร็วที่สุด เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้การตอบรับอย่างกว้างขวางนัก ส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์ตลาดที่ผันผวน รวมถึงกระบวนการผลิต 14nm อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก TUM_APISAK มีการอ้างถึง แผนต่อไปของ Intel ที่จะนำซีพียู 10 core ในตระกูล Comet Lake-S มาลงตลาด ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Core i9 10850K จะเป็นเป้าหมายแรกๆ ในการรุกตลาดนี้อีกระลอก

i9-10850k

จากข้อมูลที่หลุดออกมานั้น Intel น่าจะเตรียม Core i9-10850K ซีพียูที่มี 10 core/ 20 thread มาลุยตลาด ซึ่งรายละเอียดของซีพียูมีปรากฏอยู่บนฐานข้อมูล Geekbench ซึ่งแสดงความเร็วสัญญาณนาฬิกา ในส่วนของ Base clock 3.60GHz และ Boost 5.20GHz มาพร้อม L3-cache 20MB และ L2-cache 2.5MB แต่ยังไม่มีข้อมูล TDP ให้ได้เห็น แต่ความเป็นไปได้ ก็คาดว่าจะไม่ต่างไปจาก Core i9-10900K อยู่ที่ราวๆ 125W เช่นกัน ส่วนราคาคาดการณ์จาก MSRP อาจจะต่ำกว่า 10900K เล็กน้อย อาจจะเคาะที่ราว 459USD หรือประมาณ 15,xxx บาท

ที่มา: Core i9-10850K

from:https://notebookspec.com/intel-core-i9-10850k-unlocked/527638/

แนะนำ 2-in-1 Notebook น่าซื้อ ปี 2020 หน้าจอทัชสกรีนมีปากกาพร้อมใช้งาน สเปก Intel Core i Gen 10 เริ่ม 1x,xxx – 4x,xxx บาท

แนะนำ 2-in-1 Notebook น่าซื้อช่วงหลังกลางปี 2020 สเปก Intel Core i Gen 10 ในช่วงราคาเริ่มต้นที่ 1x,xxx บาท จนไปถึง 4x,xxx บาท โดยรองรับการใช้งานได้หลากหลาย อย่างพับหน้าจอได้ 360 องศา มีโหมดต่างๆ รวมไปถึงมีปากการองรับการขีดเขียนแม่นยำ สูงสุด 4096 ระดับ ที่ให้ความบางเบา พกพาสะดวก หรือบางรุ่นก็ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้อย่างลื่นไหลทั้งหมด

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i3 / i5 / i7 ทั้งสถาปัตยกรรม Ice Lake และ Comet Lake ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน พร้อมให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิปของ Intel ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก และการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX250 หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 4GB – 8GB – 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB – 1TB ที่สำคัญทุกรุ่นจะได้ Windows 10 มาพร้อมใช้งานทันทีด้วย

น้ำหนักประมาณ 1.3 – 1.6 กิโลกรัม เน้นเรื่องของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน โดยใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมงขึ้นไป กรณีที่ไม่ต่ออแดปเตอร์ สำหรับความละเอียดหน้าจอทุกรุ่นจะเป็นมาตรฐาน Full HD 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลได้เป็น IPS คุณภาพดี ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยียม ทั้งสีสันสดใส มุมมองที่กว้าง บางรุ่นได้ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัยอีกด้วย หรือบางรุ่นก็ยังมีฟีเจอร์พิเศษอีกด้วย อาทิ จอที่สอง หรือ Thunderbolt 3 และ Wi-Fi 6

เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหน้าจอทัชสกรีน พร้อมมีปากกาไว้ขีดเขียน รองรับการทำงานด้านกราฟิกหรือวาดภาพ จดบันทึก ส่วนการรองรับใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ตออนไลน์ ส่งอีเมล รวมไปถึงดูหนังฟังเพลง เป็นมาตรฐานที่ต้องทำได้ดี โดยได้รูปแบบประกันดีที่สุดเป็นมาตรฐาน 2 – 3 ปี On-site Servcie ซ่อมฟรีถึงบ้าน ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

ASUS VivoBook Flip 14 ราคา 15,900 – 16,900 บาท

ASUS VivoBook Flip 14 เป็น 2-in-1 Notebook ปี 2020 รุ่นใหม่ล่าสุด บาง 17.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 14″ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel อย่าง Core i3-8145U หรือ Core i3-10110U ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 4GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 15,900 – 16,900 บาท รองรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ ในราคาไม่แพง

ตัวเครื่องบางเพียง 17.6 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูแต่คุ้มค่า เป็นโน้ตบุ๊คที่บางที่ราคาถูกที่สุดจากทาง ASUS ที่ได้บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล TN ขอบบาง 6.15 มิลลิเมตร ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล NanoEdge ที่บางเฉียบเป็นพิเศษ ทำให้ ASUS VivoBook Flip 14 เหมาะกับจอภาพ Full HD ขนาด 14″ ในตัวเครื่องขนาด 13.3″ โดยมีอัตราส่วนจอภาพมากถึง 82% ของตัวเครื่องเพื่อการรับชมที่สมจริง รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง ASUS Active Pen 

การเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, 2-in-1 SD และ Headset 3.5mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.1 และ Wi-Fi มาตรฐานใหม่ 802.11a/b/g/n/ac ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือเพื่อการถอดรหัสเข้าสู่ระบบที่รวดเร็วและง่ายดายโดยผ่านคุณสมบัติของ Windows Hello

สำหรับ ASUS VivoBook Flip 14 รุ่นที่ต่อยอด ASUS VivoBook Flip รุ่นก่อนๆ มาดีไซน์โดยรวมถือว่าคล้ายเดิม ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook มีสไตล์นี้มาพร้อมกับกรอบโลหะสุดอลังการ ด้วยสีน้ำเงิน Galaxy Blue บานพับโลหะที่พับได้รอบถึง 360 องศาของ VivoBook Flip 14 ที่ออกแบบมาเพื่อความทนทาน ได้รับการทดสอบการเปิดและปิดอย่างทรหดกว่า 20,000 ครั้ง เพื่อให้ได้ความทนทานสูงสุด โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนทำงานนักเรียนนักศึกษาที่เน้นใช้งานทั่วไปแต่ลื่นไหล และใช้งานได้หลากหลาย

HP Pavilion x360 14 ราคา 20,900 – 23,900 บาท

HP Pavilion x360 14 ปี 2020 นั้นถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ล่าสุดได้สเปก Core i Gen 10 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่คาดว่าจะขายดีเช่นเดิม จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา

ในราคาเริ่มต้นเพียง 20,900 บาท สเปกจะเป็น Core i3-10310U + GeForce MX130 + RAM 8GB + SSD 512GB สำหรับชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U + NVIDIA GeForce MX130 + RAM 8GB + SSD 512GB จะมีราคาอยู่ที่ 23,900 บาท ที่ในส่วนชิปประมวลผล Core i3 / i5 นี้เป็นสถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 ประกัน 2 ปี On-Site

ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2

HP Pavilion x360 14 เป็น 2-in-1 Notebook บางเบาหน้าจอ 14 ปรับได้หลากหลายโหมด โดยเลือกใช้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับมัลติทัชกรีน และปากกา HP Active Pen รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการขีดเขียนที่สมจริง ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.58 กิโลกรัม และบางเพียง 20 มิลลิเมตร ทำให้การพกพาทำได้โดยง่าย

HP Pavilion x360 14 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่ ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Cloud Blue โดยฝาหลังจะเป็นน้ำเงินอ่อนส่วนตัวเครื่องภายในจะเป็นเทาเข้มที่ดุดัน เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วน

Lenovo Yoga C640 ราคา 28,900 – 32,900 บาท

Lenovo YOGA C640 เป็น 2-in-1 Notebook ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 13.3″ มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U ที่เป็น Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB – 16GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 28,990 – 32,990 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo แบบ On-site Service

ตัวเครื่องบางเพียง 16.95 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.25 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน้ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา  หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดี

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB Type-C 3.1ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Finger Print สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย

สำหรับ Lenovo YOGA C640 ดีไซน์โดยรวมถือว่าปรับปรุงจากรุ่นก่อนๆ ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook เพิ่มเติมคือมีใหม่ ตัวตัวเครื่องบางลง น้ำหนักเบาลง ตัวเครื่องสีดำเทา โดยมีชื่อว่า Iron Grey ซึ่งต้องยอมรับงานประกอบตัวเครื่องดีมากๆ ด้วยพื้นผิวเป็นแบบซอฟต์ทัชสีดำสัมผัสพรีเมียม ทำให้ตัวเครื่องดูเนี้ยบหรูสวยงาม แต่ก็ยังให้ความทนทานไปพร้อมๆ กัน การออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Lenovo YOGA C640  เป็น 2-in-1 Notebook ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปเน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.25 กิโลกรัมเท่านั้น มาพร้อมความบางเพียง 16.95 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าบางสุดๆ แบบที่หารุ่นเปรียบเทียบได้ยาก

Dell Inspiron 14 5491 2-in-1 ราคา 28,900 – 31,900 บาท

Dell Inspiron 14 5491 2-in-1 เป็น 2-in-1 Notebook ที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานทั่วๆ ไปหรือผู้ที่รักความบันเทิงทั้งในส่วนของเกมและมัลติมีเดีย ด้วยฟีเจอร์มีสแกนลายนิ้ว Fingerprint และสเปคภายในที่ครบครัน ตัวเครื่องบางเบาลงไปอีกจากรุ่นก่อน แต่ก็ยังได้ชิปประมวลผล Core i Gen 10 U สถาปัตยกรรม Comet Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร และการ์ดจอแยก​ NVIDIA GeForce MX230 อีกทั้งได้แรมขนาด 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ใช้งานทันที

สเปกของ Dell Inspiron 14 5490 2-in-1 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Core i5-10210U / Core i7-10510U ซึ่งด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผลเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร

ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพดีอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง รองรับทัชสกรีน มีปากกาในชุดจัดจำหน่าย แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็น NVIDIA GeForce MX230 2GB GDDR5 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์พอได้ สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน รวมไปถึงมีบริการอื่นๆ อย่าง Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำการอีกด้วย

ASUS ZenBook Flip 14 ราคา 29,900 – 35,900 บาท

ASUS ZenBook Flip 14 UX463FL นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce MX250 ที่แรงพิเล่นเกมออนไลน์ 3 มิติได้ลื่นไหล เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพขนาดหน้าจอ 14″ IPS Full HD TouchScreen พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม ที่สำคัญได้มี ScreenPad 2.0 กับหน้าจอที่สอง ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ เป็นหน้าจอที่สองโดยเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย

สเปกภายในอื่นๆ ASUS ZenBook Flip 14 UX463FL ที่น่าสนใจได้รับการติดตั้งแรมมาขนาด 8GB พร้อมด้วย SSD ความจุ 512GB ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ รวมไปถึงลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS (ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุ) นับว่าถูกคุ้มมากๆ เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน้ตบุ๊คยุคใหม่เลยก็ว่าได้ กับราคา 29,900 – 35,900 บาท

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ZenBook Flip 15 UX563FD นั้นจะดูเล็กกว่าและบางกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ อยู่พอสมควร ได้สีสันที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่าง Gun Metal Grey โดยมีน้ำหนักเบาเพียง 1.9 กิโลกรัม พร้อมความบางเฉียบ และเนื่องด้วยมีขอบจอที่ค่อนข้างบางตามสไตล์ NanoEdge ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพาสะดวกสบาย แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง เพราะในตลาดตอนนี้แนวคิด 2 หน้าจอแบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น ในรุ่นนี้ได้เป็น ScreenPad 2.0 ขนาด 5.65″

บานพับ ErgoLift 360° แบบ 2 แกน ซึ่งเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอที่ 135 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ที่หากเรากางหน้าจอมากกว่านั้นก็จะรองรับการใช้งาน Multi-Mode อื่นๆ เรียกได้ว่าฟีเจอร์นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบน 2-in-1 Notebook พร้อมดีไซน์ที่ดูสวยวามหรูหรา พร้อมกันนั้นยังการเชื่อมต่อไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX สุดล้ำด้วย

Dell Inspiron 13 7391 ราคา 34,990 – 44,990 บาท

Dell Inspiron 13 7391 จัดว่าเป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ปลายปี 2019 หน้าจอ 13.3″ ขอบจอบางเฉียบ ความละเอียด Full HD / Ultra HD รองรับการทัชสกรีนและปากกา พร้อมมีช่องเก็บตรงบานพับในตัว ที่ดูหรูหรา มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ขอบจอก็บางเฉียบ แรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล WVA ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 13 7391 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Dell XPS 13 ที่เป็นรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ห้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ โดยติดตั้งอยู่ที่บานพับ ซึ่งอาศัยแม่เหล็กในการเก็บอีกที ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello

จุดเด่นของ Dell Inspiron 13 7391 ที่เป็นโน้ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 13.66 -15.90 มิลลิเมตร บอกได้เลยว่าจะหาโน้ตบุ๊คแบบนี้จากแบรนด์อื่นๆ ก็ยากซักหน่อย  ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา ที่สำคัญคือติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 3 มาให้พร้อมใช้งานด้วย สนนราคา Dell Inspiron 13 7391 อยู่ที่ 44,990 บาท กับรุ่น Core i7-10510U ได้จอ Ultra HD / 39,990 บาท จอ Full HD ส่วนถ้าเป็นรุ่น Core i5-10210U ได้จอ Full HD จะอยู่ที่ 34,990 บาท สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน

Acer Spin 5 SP513 ราคา 29,900 – 39,900 บาท

Acer Spin 5 รุ่นใหม่ล่าสุด จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ทั้ง i5 / i7 สถาปัตยกรรม Ice Lake (10 นาโนเมตร) ที่ได้การ์ดจอออนชิปเป็น Iris Plus Graphic อย่าง G4 / G7 โดดเด่นด้วยการมีหน้าจอขนาด 13.5″ พาเนล IPS เกรดสูง เป็นสัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ​เน้นใช้งานพื้นที่ที่มากกว่า รองรับการใช้งานปากกา Acer Active Wacom AES Stylus ที่สำคัญคือมีที่เก็บปากกาในตัวเครื่องเลย แน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่แรงและดีที่สุด

Acer Spin 5 ได้หน้าจอเป็น 13.5″ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความละเอียดระดับ 2K คุณภาพสูงให้มุมมองที่กว้าง รองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้ว 10 จุดพร้อมๆ กัน โดยมีน้ำหนักของตัวเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัม มาพร้อมกับ Windows Hello ติดตั้งเป็นแบบ Fingerprint แน่นอนว่าสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake อย่าง Core i5-1035G4 และ Core i7-1065G7 ส่วนของแรมเป็นขนาดสูงสุดที่ 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe ได้ความจะเป็น 256GB – 1TB รองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมงด้วย

รายละเอียดสเปกอื่นๆ ของ Acer Spin 5รุ่น ปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้เร็วแรงและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานใน Swift 3 / Swift 5 แล้ว ส่วนของระบบเสียงเป็น Acer TrueHarmony และ DTS พร้อมมีคีย์บอร์ดไฟส่องสว่าง มีปากกาที่เขียนได้เหมือนจริงที่สุดอย่าง Acer Active Wacom AES Stylus รองรับแรงกด 4,096 ระดับ

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Acer Spin 5 นั้นจะดูเล็กกว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.5″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ของ Acer Active Wacom AES Stylus โดยติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านล่าง มีความบาง 15.24 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.22 กิโลกรัม

เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คหน้าจอเล็กกระทัดรัดเครื่องเดียวจบแน่นอน ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงาน หรือเพื่อความบันเทิง ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด ด้วยสเปคภายในที่ครบครัน แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเบาแล้ว โดดเด่นด้วยเมื่อเราเปิดฝาขึ้นมาขอบตัวเครื่องด้านหลังก็จะช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยในการมองจอและการพิมพ์ที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย แตกต่างจาก 2-in-1 Notebook ในตลาดยิ่งกว่าจากการที่เป็นขนาด 13.5″ สัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ที่ให้พื้นที่ด้านยาวมากว่า

HP Spectre x360 13 ราคา 44,900 – 47,900 บาท

จัดว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด 2-in-1 Notebook แห่งปี 2020 สำหรับ HP Spectre x360 รุ่นล่าสุดที่นับว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ที่มีความบางเบามากๆ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U (Ice Lake) ซึ่งนอกเหนือจากความบางเบาแล้ว ตัวเครื่องยังมีความหรูหราสุดๆ ด้วยสีสัน Poseidon Blue หรือในสีโทนดำเข้มอย่าง Dark Ash Silver ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน วัสดุอลูมิเนียมทั้งตัวเครื่องผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ระดับสูง กับความบางที่ 14.7 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น

สเปก Intel Core i Gen 10U มีอยู่หลักๆ คือ สเปก Core i5-1035G1 ราคา 44,990 บาท และ Core i7-1065G7 ราคา 47,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Ice Lake เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กและร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ยังพอได้ พร้อมประกัน 3 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหา Ultrabook พรีเมียมหรือ 2-in-1 Notebook ที่เจ๋งเหนือใคร !!

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส รองรับการทัชสกรีนเต็มรูปแบบ โดยเป็นกระจก Corning Gorilla ให้ความทนทานอย่างที่สุด ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล ร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน

พที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 3 ที่ออกแบบมาพิเศษ เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 Combo ตัวเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP ที่สำคัญบันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด รวมไปซอฟต์เคสหนังสุดหรูบันเดิล พร้อมด้วยอแดปเตอร์ตัวแปลงเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปพอร์ตชาร์จไฟก็โดนจับไปรวมกับ Thunderbolt 3 ด้วย

from:https://notebookspec.com/introducing-2-in-1-notebook-to-buy-in-2020-touch-screen-pen-ready-for-intel-core-i-gen-10/527509/

Epic Games Store เตรียมแจกเกม Killing Floor 2, Lifeless Planet และ The Escapists 2 ในวันที่ 9 ก.ค. 2020 นี้

Epic Games Store เป็นแพบตฟอร์มที่ขยันแจกเกม แจกกันแทบทุกสัปดาห์จริง ๆ ล่าสุดมีกำหนดการแจกเกมออกมาอีกแล้ว ว่าทาง Epic Games Store จะแจกเกมฟรี 3 เกมด้วยกัน ได้แก่ Killing Floor 2, Lifeless Planet และ The Escapists 2 ในระหว่างวันที่ 9 – 16 ก.ค. 2020 นี้

Credit: epic games store

  • Killing Floor 2

Killing Floor 2 เป็นเกม Action แนว FPS , Survival ในแบบ Horror เกมยิงแหลกที่ผู้เล่นต้องเอาชีวิตรอดจากสัตว์ทดลองกระหายเลือดสุดโหด (Specimens) ผู้เล่นยังสามารถเล่นไปพร้อมกับเพื่อนได้มากถึง 6 คน

เข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Epic Games Store

  • Lifeless Planet: Premier Edition

Lifeless Planet จะพาผู้เล่นไปแสวงหาชีวิตบนดาวเคราะห์ห่างไกล สำรวจสสภาพแวดล้อมดวงดาวกว่า 20 แบบที่แตกต่างกัน ซากเมืองร้าง หรือสภาพแวดล้อมแบบอื่น ๆ ที่แปลกตาและน่าตื่นเต้น

เข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Epic Games Store

  • The Escapists 2

The Escapists 2 เล่าเรื่องราวถึง U.S.S. Anomaly เรือนจำอวกาศที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเรือนจำไม่เพียงพอบนโลกมนุษย์ ภายในเรือนจำอวกาศจะถูกควบคุมด้วย AI และหุ่นยนต์นานาชนิด โดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็นนักโทษที่ต้องการจะสวมชุดอวกาศและแหกคุกแห่งนี้ออกไป และต้องคอยระวังอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวาง ตัวเกมมีระบบการเล่นแบบ Multiplayer เพื่อช่วยกันแหกคุกได้มากสูงสุดถึง 4 คนด้วยกัน

เข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Epic Games Store

ที่มา: Epic Games Store

อ่านบทความข่าว Epic Games Store แจกเกม อื่นๆ 

พลังเกมฟรีออกผล! เมื่อ Epic Games มีผู้ใช้งานพร้อมกันถึง 13 ล้านคนแล้ว

ลือ!! Epic Games เตรียมแจกเกมฟรี 3 เกมดัง ต่อจาก GTA V

Epic Games Store แจกแน่!! Ark: Survival Evolved ฟรี

Epic Games Store แจกเกม Pathway และ Escapists 2 

from:https://notebookspec.com/epic-games-store-free-games-on-9-july-2020/527614/

บางกว่าเดิม! ลือ iPhone 12 จะมีกล่องที่บางและสวยงาม เนื่องจากไม่แถมทั้งหูฟังและที่ชาร์จมาให้แล้ว

เจ้าของบัญชี Twitter ชื่อ @L0vetodream ได้โพสต์ข้อความที่อ้างถึง iPhone รุ่นถัดไปหรือ iPhone 12 series ว่าจะไม่มีหูฟังกับอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แถมมาให้ในกล่อง ทำให้กล่องบรรจุผลิตภัณฑ์บางลง และจะดูประณีตสวยงามมากขึ้น

Credit: macrumors

โพสต์ข้อความของ @L0vetodream สอดคล้องกับ บันทึกล่าสุดของ Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์จาก TF International Securities ซึ่งอ้างว่า ต้นทุนการผลิต iPhone 12 จะสูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเพิ่มการสนับสนุน 5G แต่เชื่อว่า Apple จะไม่ปรับราคาเพิ่มขึ้นมากเกินไป จึงจำเป็นต้องถอดหูฟัง EarPods และอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ออกจากกล่อง เพื่อลดต้นทุน

ช่วงก่อนหน้านี้ Ming-Chi Kuo เคยออกมากล่าวว่า iPhone 12 อาจไม่แถมหูฟัง EarPods มาให้ในกล่อง จากนั้น นักวิเคราะห์จาก Barclays ก็ได้เห็นตรงกันกับ Ming-Chi Kuo และยังเสริมว่า นอกจากหูฟัง EarPods ในกล่อง iPhone 12 อาจจะไม่พบอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ด้วย นอกจากนี้ Ming-Chi Kuo ยังกล่าวว่า Apple จะเปิดตัวอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ 20W Power Adapter สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ แต่จะวางจำหน่ายแยกต่างหาก โดยมีส่วนคล้ายกับอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ 18W ในปัจจุบัน ซึ่งจะถูกเลิกผลิตในปลายปี 2020 นี้ พร้อมกับรุ่น 5W

อ้างอิง: Macrumors

อ่านข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPhone 12

ลือ!! iPhone 12 อาจไม่มีหูฟังแถมมาให้ในกล่อง เนื่องด้วย Apple ต้องการกระตุ้นยอดขาย AirPods 2

คาดการณ์ ราคา iPhone 12 มาพร้อมจอ OLED รองรับ 5G

คาดการณ์ iPhone 12 จะมีความเร็วมากกว่า iPad Pro เนื่องจาก Apple A14

from:https://notebookspec.com/rumors-iphone-12-has-no-chrager-and-earpods/527556/

Sharp – เปิดตัว Dynabook โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่สัญชาติญี่ปุ่น สู่ที่สุดแห่งประสบการณ์ในการทำงานของผู้ใช้ ด้วยประสิทธิภาพการทำงานและความทนทานขั้นสุด!

ชาร์ป เปิดตัว Dynabook โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่สัญชาติญี่ปุ่น
สู่ที่สุดแห่งประสบการณ์ในการทำงานของผู้ใช้
ด้วยประสิทธิภาพการทำงานและความทนทานขั้นสุด!

กรุงเทพฯ 2 กรกฎาคม 2563 ชาร์ป เผยโฉม Dynabook โน้ตบุ๊กสัญชาติญี่ปุ่น 3 รุ่นใหม่ล่าสุด อย่างเป็นทางการในประเทศไทย รังสรรค์เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานและความแข็งแรงทนทานของตัวเครื่อง สู่ที่สุดแห่งประสบการณ์ในการทำงานของผู้ใช้

เมื่อ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ชาร์ป ประกาศเปิดตัวโน้ตบุ๊กแบรนด์ Dynabook อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จำนวน 3 รุ่น คือ รุ่น Satellite Pro L40 รุ่น Protégé X30 และรุ่น Tecra X40 โดย คุณมากิ ยามาชิตะ General Manager – Global Strategy & Business Planning Division ของ Dynabook  เผยว่าผลิตภัณฑ์ Dynabook เป็นแบรนด์ใหม่ของแล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊ก ที่แต่เดิมนั้นอยู่ภายใต้แบรนด์โตชิบา

โดยหลังจากที่ ชาร์ป ได้เข้าซื้อกิจการคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารจากโตชิบาเมื่อปี 2018 ทางแบรนด์เราได้เพิ่มขีดความสามารถด้านการจัดซื้อและศักยภาพในการผลิต จากความร่วมมือของผู้ถือหุ้นหลักอย่างบริษัท Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเลกโทรนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทางชาร์ปเองก็ได้ช่วยเสริมประสิทธิภาพของหน้าจอและสนับสนุนเทคโนโลยี AIoT จากความร่วมมือของทุกฝ่ายนี้ก่อให้เกิดเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่าง Dynabook

ความพิเศษของโน้ตบุ๊กแบรนด์ Dynabook คือมีความหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการทางธุรกิจ มี Zero Client Solutions เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและมีประสิทธิภาพการใช้งานที่เป็นเลิศ ทั้งยังมี Mobile Edge Computing devices & Smart Glasses ที่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ Dynabook ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นเพียงแค่แบรนด์ที่ผลิตสินค้า แต่มุ่งมั่นเป็นแบรนด์ที่สร้างการบริการซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สืบทอดวามเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ต่อจาก 35 ปีที่ผ่านมานับจากการกำเนิดของโน้ตบุ๊กที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์เครื่องแรกของโลกของโตชิบา โดยยึดหลักการทำงานอย่างมีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมสร้างความร่วมมือกับบรรดาพันธมิตรและพัฒนาผลงานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน

ด้าน คุณสุริยา ก้อนคำ Head of Solution Design Department บริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด ก็ได้เล่าว่าที่มาที่ทำให้โน้ตบุ๊ก Dynabook นั้นแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆนั้น เกิดขึ้นจาก 4P ที่ประกอบด้วย P-People คือบุคลากรที่มีความเชื่อถือได้ มีความรู้ มีประสบการณ์ P-Product ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และการมีนวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ P-Process การมีเทคโนโลยีการผลิตและควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในระดับสูงสุด และ P-Partnership การมีพันธมิตรทางธุรกิจและนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและล้วนเป็นบริษัทชั้นนำของโลก

Dynabook ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดแก่ข้อมูล โดยส่วน BIOS (Basic Input/Output System) ซึ่งเป็นระบบที่เป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่าง Hardware กับ Software ในการเก็บข้อมูล โดยได้สร้าง BIOS ที่เป็นโมเดลของแบรนด์โดยเฉพาะขึ้นมา พร้อมทั้งฝังปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้าไป ให้ผู้ใช้สามารถกดอัพเดทเวอร์ชั่นได้เองเมื่อมีการแจ้งเตือน โดยไม่ต้องพึ่งพาช่างหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งลดความไม่จำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ เพื่อเสถียรภาพในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล นอกจากนี้ทุกเครื่องของ Dynabook ยังมีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ EasyGuard นวัตกรรมเพื่อช่วยในการรักษาข้อมูลไม่ให้สูญหายหรือถูกทำลาย ด้วยการหยุดการทำงานของฮาร์ดดิสก์ให้อัตโนมัติ เมื่อเจอแรงกระแทก ถูกน้ำหกใส่ หรือถูกทับด้วยของหนักๆ

ในงานเปิดตัวครั้งนี้ยังมีกิจกรรมให้ผู้ชมได้ร่วมสนุก ตอบคำถามชิงของรางวัล โดยได้รับเกียรติจาก คุณโรเบิร์ต อู๋ กรรมการผู้จัดการ ชาร์ป ไทย มอบรางวัล พร้อมกล่าวว่า การสร้างสรรค์ Dynabook ถือเป็นการสร้างไลฟ์สไตล์แบบ ‘Remote Life’ อย่างเต็มรูปแบบ เพราะ Dynabook  ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างสะดวกสบายและเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็เติมเต็มสุนทรียะด้านความความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยแนวคิด Beyond Reliable Experience for Your Everyday Work ที่สุดแห่งประสบการณ์ในการทำงานกับ Dynabook โน๊ตบุ๊กรุ่น Satellite Pro L40 รุ่น Protégé X30 และรุ่น Tecra X40 จึงมีความหลากหลายของสเปคและวัสดุที่ทนทานสูงให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานที่กำลังมองหาเครื่องคู่กาย ซึ่งสามารถพกพาไปทำงานได้ทุกวัน คนที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาและต้องการเครื่องที่ทนทาน หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้งานทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ทั้งเล่นเกมและการบ้าน ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนสเปกได้ตามความต้องการที่แตกต่างกันสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรได้อีกด้วย

สำหรับ Dynabook Satellite Pro L40 ซึ่งเป็นรุ่นไฮไลท์มีสองราคาคือ 10th Gen Intel® Core™ i5 ราคา 29,900 บาท และ 10th Gen Intel® Core™ i7 ราคา 32,990 บาท ขณะที่อีกสองรุ่นซึ่งเน้นทำการตลาดในกลุ่มลูกค้าระดับองค์กร คือ รุ่น Dynabook Protégé X30 ราคา 57,990 บาทและรุ่น Dynabook Tecra X40 ราคา 47,990 บาท สามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปทาง Sharp Official Store บน Lazada และ Shopee

การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาด แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและที่มา ที่ทำให้ Dynabook ได้ขับเคลื่อนโน้ตบุ๊กสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ให้ก้าวสู่การสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ด้วยความร่วมมือของเหล่ายักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ในการทำงานให้แก่ผู้ใช้ทุกคน

from:https://notebookspec.com/sharp-introducing-the-new-dynabook-japanese-laptop-to-the-utmost-user-experience-with-the-best-performance-and-durability/527595/

ย้ายรูป Facebook ไป Google Photo ฟรี! ทำง่าย แค่ไม่กี่คลิ้ก

สำหรับคนที่มักจะอัพรูปใน Facebook เป็นประจำ แต่เวลาจะเปิดดูรูปย้อนหลังค่อนข้างลำบาก และบางคนอาจจะกังวลว่า หากเกิดลืมรหัส Facebook หรือไม่ก็โดนลบบัญชี Facebook รูปจะหายไปทั้งหมดด้วย ก็สามารถย้ายรูปใน Facebook ไปไว้ใน Google Photo ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ ที่เพิ่งมีการเพิ่มเข้ามาใน Facebook

การย้ายรูปไปไว้ใน Google Photo นั้นก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรครับ มีระบบการจัดการอัลบั้มต่างๆ ให้ด้วย สามารถแชร์ให้เพื่อนๆ หรือครอบครัวเข้ามาดูรูปของเราได้เช่นกัน มีระบบค้นหารูป และฟังก์ชันที่บอกเลยว่าดีมากๆ ใน Google Photo ก็คือ ฟังก์ชั่นจดจำใบหน้า ซึ่งอยากดูรูปใคร ก็เลือกที่หน้าคนนั้น รูปทั้งหมดก็จะแสดงออกมา หมดปัญหาการหารูปคนที่ยุ่งยากอีกต่อไป ตอนนี้มาดูวิธีการกันครับว่า จะย้ายรูป Facebook ไป Google Photo มีวิธีการยังไงบ้าง

วิธีย้ายรูป Facebook ไป Google Photo

เริ่มจากเปิดหน้า Facebook ของเราขึ้นมาครับ จากนั้นก็ไปที่แถบเมนู ที่เป็นไอคอนสามเหลี่ยมหัวคว่ำอยู่ด้านขวามืออันสุดท้าย เลือกที่ Setting หรือการตั้งค่า ตามภาพตัวอย่างได้เลย

ต่อไปเลือกหัวข้อที่ 3 ครับ ตรงคำว่า ข้อมูลบน Facebook ของคุณ

Facebook จะให้กรอกรหัสผ่านอีกครั้ง ก็จัดการกรอกไปให้เรียบร้อย ถ้าใครเกิดลืมรหัสผ่าน ใส่แล้วไม่ถูก ก็กดที่ข้อความ “ลืมรหัสผ่านของคุณใช่ไหม” แล้วทำตามหน้าจอต่อได้เลยครับ ถ้าจำรหัสผ่านได้ ก็กดที่ปุ่ม ดำเนินการต่อ

เราจะเข้าสู่หน้า โอนย้ายสำเนาของรูปภาพหรือวิดีโอของคุณ ให้ดูที่หัวข้อเลือกปลายทาง กดที่ปุ่มสีน้ำเงิน จะมีตัวเลือกขึ้นมาเป็น Google Photos เลือกได้เลย

จากนั้นจะมีตัวเลือกให้เลือกระหว่าง รูปภาพบน Facebook ทั้งหมดของคุณ และวิดีโอบน Facebook ทั้งหมดของคุณ อันนี้ไม่สามารถเลือกทั้ง 2 อย่างพร้อมกันได้ครับ ให้เลือก 1 อย่างก่อน ส่วนอีกอันก็ค่อนมาทำอีกรอบครับ เลือกแล้วก็กดที่ปุ่ม ถัดไป ได้เลย

ต่อไปหน้าจอจะเข้าสู่หน้าบัญชี google ที่เราต้องการใช้ครับ ในกรณีมีหลายอัน ก็จะมีตัวเลือกบัญชีขึ้นมาให้เราเลือก ส่วนใครมีอันเดียวก็เลือกได้เลย หรือใครยังไม่ได้เข้าระบบบัญชี Google ก็เข้าระบบได้เลยครับ ก็จัดการเลือกบัญชี Google ที่เราต้องการใช้

ระบบจะให้เรายืนยันสิทธิ์อีกทีครับ ว่าให้ Facebook มีสิทธิ์เพิ่มรูปไปยัง Google Photos อันนี้ต้องกดอนุญาตอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ ถ้าปฏิเสธจะไม่สามารถย้ายรูป Facebook ไป Google Photos ได้ กดคำว่า อนุญาต ได้เลย

ยังครับ ยังไม่จบ.. หน้าจอจะให้ยืนยันอีกที ก็กดปุ่ม อนุญาต อีกรอบ

จากนั้นเราจะกลับสู่หน้าจอ Facebook อีกครั้ง ในส่วนของ เลือกปลายทาง ก็ให้เราทำการกดที่ปุ่ม ยืนยันการโอนย้าย ได้เลย

เสร็จแล้วครับ หน้าจอจะแสดงข้อความ ขณะนี้กำลังโอนย้ายรูปภาพ ขึ้นมา ตอนนี้ก็รออย่างเดียว ขั้นตอนก็มีเพียงเท่านี้ครับ

สำหรับการย้ายรูป Facebook ไป Google Photos อยากแนะนำให้ทำกันไว้ครับ เพราะที่ผ่านๆ มาเราคงเคยได้ยินมาว่า มีคนโดนปิดบัญชี Facebook อยู่เป็นประจำ จะด้วยสาเหตุใดๆ ก็สุดแล้วแต่ เพราะบางทีเราโพสต์อะไรที่ไม่ถูกไม่ควร หรือไม่ได้ตั้งใจ บัญชี Facebook อาจจะปลิวไปเลยก็ได้ รูปทั้งหมดที่เราเคยโพสต์ไว้ ก็ไม่สามารถเปิดได้เช่นกัน เอาไปเก็บไว้ใน Google Photos สำรองไว้ก็ดีครับ ถือว่าเป็นภาพสำรองกันเอาไว้ ที่สำคัญฟรี! ไม่เสียอะไรเลย ไปลองทำกันดูนะครับ

from:https://notebookspec.com/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b-facebook-%e0%b9%84%e0%b8%9b-google-photo-%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%81/527581/

หลุด! ROG STRIX RTX 3080 หรือ 3080 Ti ลุ้น กราฟิกการ์ดใหม่ แรงกว่าเดิม 50%

หลายคนจับตามองการมาของกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ กับ GeForce RTX 3000 series กับความแรงที่เหนือกว่า RTX 2000 series อยู่หลายช่วง แม้ว่าจะยังอยู่บนพื้นฐาน Turing แต่เท่าที่ดูคอมเมนต์จากบรรดาเกจิ เว็บดังค่ายต่างๆ เมื่อรวมเข้ากับสเปคคาดการณ์ ก็พอประเมินถึงความแรงได้ดีทีเดียว และล่าสุดก็มีภาพหลุดจากการประชุมภายใน ที่มีภาพกราฟิกการ์ด คาดว่าจะเป็น RTX 3080 หรือ 3080 Ti ออกมาให้เห็นกันด้วย

VideoCardz

โดยภาพที่ปรากฏนี้ แม้จะไม่ได้เด่นชัดและมีรายละเอียดมาให้เห็นมากมายรัก แต่สิ่งที่บ่งบอกก็ถือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบของตัวการ์ดใหม่ หากสังเกตมุมล่างซ้ายของตัวการ์ด จะมีตัวเลข RTX 3080 Ti ให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนด้านบนมีแถบ RGB มาแบบสวยๆ ซึ่งน่าจะรวมถึงโลโก้เช่นเดียวกัน ครอบพัดลมด้านหน้าเปลี่ยนไปจากเดิมที่้เป็นโทนดำ แต่ใส่โลหะสีเงินหรือเทา ซึ่งเน้นความเงาและอาจเป็นแบบลายปัดเสี้ยนมาด้วยก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีมีหลายคนคาดหวังว่า คงไม่ใช่แค่ RTX 3080 series เท่านั้น แต่สิ่งที่อยากจะเห็นคือ RTX 3090 หรือในรุ่น Ultra ที่น่าจะมาพร้อมกันในซีรีส์ด้วย

techpowerup

โดยสเปคที่อย่างไม่เป็นทางการของ RTX 3080 นี้คือ การเพิ่ม Traversal coprocessor ที่จะบูสท์การทำงาน Ray tracing ให้มีความสมจริงมากขึ้น จุดนี้ทำให้เหนือกว่า RTX 2000 series นอกจากนี้ยังอาจเป็นไปได้ว่า RTX 3090 นั้น จะมีประสิทธิภาพมากกว่า RTX 2080 Ti อยู่ราว 60% แต่ก็จะมีเรื่องของค่าการใช้พลังงานตามมา เพราะสเปคต่างๆ แรงขึ้น ประเมินคร่าวๆ ของ NVIDIA Ampere GA102 ที่ใช้ GDDR6X 24GB นี้ อาจสูงถึง 230W

ที่มา: ROG STRIX RTX 3080

from:https://notebookspec.com/leak-rog-strix-rtx-3080/527574/

HP ตั้งเป้าเสริมทักษะเพื่ออนาคตให้เยาวชนหนึ่งหมื่นคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในปี 2563

ประเด็นเด่น

  • เอชพีตั้งเป้าเปิดศูนย์การเรียนรู้ Tech Hubs จำนวน 20 แห่ง ภายในปลายปี 2563 สำหรับอบรมทักษะด้านเทคโนโลยีและความเป็นผู้ประกอบการให้แก่เยาวชน 10,000 คนในชุมชนด้อยโอกาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในปี 2562 มีนักศึกษาและผู้ใหญ่ จำนวน 1.3 ล้านคนในเอเชียแปซิฟิคได้รับประโยชน์จากโครงการการศึกษาของเอชพี ผ่านโครงการ HP LIFE, World on Wheels และหลักสูตรเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ
  • เอชพี ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ไหม่ในเอเชียผ่าน Project STOP, Straw Pallet และ Tidy Tech Kiwi
  • เอชพี ทั่วโลก มุ่งมั่นกำจัดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ร้อยละ 75 ภายในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2561[1]
  • ความมุ่งมั่นในการใช้นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนช่วยให้เอชพีทำยอดขาย[2]ทั่วโลกกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562 หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 69 ปีต่อปี

เอชพี อิงค์ ประกาศแผนเดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ Tech Hubs 20 แห่งในชุมชนด้อยโอกาสทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2563 โดยสามารถฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีและการเป็นผู้ประกอบการสำหรับเยาวชนอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 10,000 คน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของ เอชพีที่ต้องการยกระดับการเรียนรู้ที่ดีขึ้นให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ 100 ล้านคนภายในปี 2568 ดังที่ระบุไว้ในในรายงาน 2019 Sustainable Impact Report

ศูนย์การเรียนรู้ HP Tech Hubs จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ 15 ถึง 20 เครื่อง รองรับการเรียนการสอนในห้องเรียนและทางออนไลน์ สร้างเสริมทักษะทางด้านเทคนิคและทักษะด้านสังคมที่จำเป็นสำหรับเยาวชน รวมทั้งการใช้งานโปรแกรม Microsoft Office และระบบที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารทางธุรกิจ การสร้างกรอบความคิดเชิงรุกเพื่อความสำเร็จ และการเริ่มสร้างธุรกิจขนาดเล็ก โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาสอนหรือเรียนผ่านทางออนไลน์ หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการนั้นดัดแปลงจาก HP LIFE ซึ่งเป็นโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของ HP Foundation ที่นำเสนอหลักสูตรเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ การตลาดและการพัฒนาธุรกิจ โดยผู้เข้าอบรมจะได้รัประกาศนียบัตรเมื่อจบหลักสูตร

“การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และสถานการณ์ของโควิด 19 ในขณะนี้ ทำให้เราต้องหันมากำหนดวิถีการใช้ชีวิต การทำงานและการเชื่อมต่อสื่อสารกับผู้อื่นใหม่ เอชพีมีบทบาทสำคัญและความรับผิดชอบเพื่อเตรียมความพร้อมของเยาวชนให้เผชิญกับวิถีชีวิตแบบใหม่ เพื่อช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในอนาคตของการทำงาน เราต้องเสริมสร้างความมั่นใจ เพิ่มทักษะและเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” อึ้ง เทียน ชง กรรมการผู้จัดการ เอชพี เอเชีย กล่าว

“โครงการ HP Tech Hubs จะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชุมชนด้อยโอกาส เพื่อพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและการลงมือปฏิบัติจริง ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโลกทัศน์ที่ก้าวไกล สร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเตรียมให้พวกเขาก้าวสู่อนาคตอย่างแข็งแกร่ง”

ขณะนี้ เอชพี ได้สร้างศูนย์เรียนรู้ Tech Hubs จำนวน 6 แห่ง ในเมืองลอมบอกและกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และภายในสิ้นปีนี้ จะสร้างศูนย์เพิ่มเติมที่เหลือ ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

สร้างการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเพื่ออนาคต

HP Tech Hubs เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนับสนุนด้านการศึกษาของ เอชพี ริเริ่มขึ้นในเอเชียแปซิฟิก โดยเมื่อสิ้นปี 2562 ที่ผ่านมา ได้สร้างประโยชน์ให้กับนักเรียนและผู้ใหญ่จำนวนมากกว่า 1.3 ล้านคน ผ่านโครงการต่างๆ ประกอบด้วย

  • HP LIFE: เปิดตัวในปี 2559 มีผู้สนใจจากทั่วโลกลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมมากกว่า 214,000 คน เฉพาะในเอเชียแปซิฟิก มีผู้สนใจกว่า 20,600 คนจาก 28 ประเทศ ที่ได้ลงเรียนในหลักสูตร HP LIFE นี้
  • World on Wheels (WOW): จัดตั้งในปี 2560 เป็นรถโมบายความรู้เคลื่อนที่ ประกอบด้วย 43 หน่วยการเรียนรู้ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและขับเคลื่อนด้วยระบบโซล่าแสงอาทิตย์ จนในขณะนี้ มีประชากรในชนบทของอินเดีย มากกว่า 3.5 ล้านคน ในกว่า 1,400 หมู่บ้าน ได้เข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้จากรถเคลื่อนที่นี้
  • Little Makers Challenge: โครงการนี้ถูกออกแบบสำหรับครูและผู้ปกครองโดยเฉพาะ เพื่อสอนเด็กอายุ 5 ถึง 12 ปี เพื่อเรียนรู้ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสนุกสนานผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้สนใจสมัครกว่า 18,600 คน ร่วมทำกิจกรรมนับรวมกันมากกว่า 90,000 ชั่วโมง ครอบคลุมการเรียนรู้ด้านศิลปะ ภูมิศาสตร์ ชีววิทยาและดาราศาสตร์
  • HP-NTU Digital Manufacturing Lab: ก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือกับ Nanyang Technological University (NTU) และ National Research Foundation Singapore โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีและอุสาหกรรมดิจิทัล เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้เปิดตัวโครงการพัฒนาทักษะที่มุ่งช่วยเหลือฝึกฝนและเพิ่มพูนความสามารถในอุตสาหกรรมดิจิทัลของสิงคโปร์

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ

เพื่อเร่งการปฎิรูปงานขององค์กรเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ เอชพี ตั้งเป้าหมายระดับโลกในการจำกัดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวให้ได้ร้อยละ 75 ภายในปี 2568  ในแต่ละปี จะมีการผลิต พลาสติกมากกว่าสามร้อยล้านตัน โดยครึ่งหนึ่งเป็นการใช้ครั้งเดียวทิ้ง และมีร้อยละ 91 ที่ไม่ได้ถูกนำมารีไซเคิล นอกจากนี้ ภายใต้สถานการณ์ โควิด 19 ในขณะนี้ ยังก่อให้เกิดความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงของขยะที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพของผู้คนและโลก

เอชพี มุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบหมุนเวียนกลับมาใช้ให้คุ้มค่า โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้มุ่งการลดขยะพลาสติก เพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลและการฟื้นฟูและปกป้องป่า

  • Project STOP: HP เข้าร่วม Project STOP ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือระหว่างเอกชน รัฐบาล และชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างระบบการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดขยะพลาสติกในมหาสมุทรประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ในจังหวัด Muncar, East Java มีการจัดตั้ง Project STOP เพื่อเป็นศูนย์รวบรวม บริหาร จัดการกับขยะ ที่เก็บจากประชาชนในชุมชนกว่า 60,000 คน โครงการนี้ยังสามารถสร้างงานให้คนในชุมชนกว่า 100 คน และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า จะสามารถขยายเครือข่ายได้มากกว่า 450,000 คน ใน 55 หมู่บ้าน ของจังหวัด Muncar, Pasuruan และ Jembrana
  • Tidy Tech Kiwi: เอชพี ช่วยแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศนิวซีแลนด์ โดยจัดตั้งโครงการ Tidy Tech Kiwi ขึ้นในปี 2562 ซึ่งประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 8,000 กิโลกรัม มาช่วยระดมเงินจำนวน 11,000 เหรียญสหรัฐ ให้กับโรงเรียน 7 แห่ง
  • Straw Pallet Program: เอชพี ยังคงเดินหน้าใช้วัสดุรีไซเคิลมาผลิตพาเลตสำหรับการขนส่งผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท HP โดยในปี 2562 มีพาเลตจำนวน 52,000 ชิ้นในประเทศจีน ถูกผลิตขึ้นจากฟางซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติกว่า 2,450 ตัน โดยทั่วไป ฟางเหล่านี้ จะถูกเผาทิ้ง กลายเป็นขยะทางเกษตรกรรม นับตั้งแต่ปี 2560 มีจำนวนพาเลตมากกว่า 164,900 ชิ้น ซึ่งผลิตจากฟางกว่า 7,400 ตัน
  • HP Sustainable Forest Collaborative: กระดาษที่ผลิตขึ้นภายใต้แบรนด์เอชพี ได้รับการยอมรับว่าเป็นกระดาษที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และในปลายปี 2563 นี้บริษัทฯ จะบรรลุ 100% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ว่าจะไม่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าโดยสมบูรณ์ ขณะนี้ เอชพี ร่วมมือกับ WWF ในโครงการ HP Sustainable Forest Collaborative สำหรับในประเทศจีน โครงการนี้มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่การจัดการผืนป่าอย่างยั่งยืน เพื่อปรับปรุงและเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ไม้ธรรมชาติ องค์กรพันธมิตรใหม่ที่เข้าร่วมทำงานในโครงการ ประกอบด้วยมูลนิธิ Arbor Day, Chenming Paper, Domtar และ New Leaf

การบริหารความหลากหลายและความแตกต่าง

เอชพี เชื่อมั่นและยอมรับในความหลากหลายและความแตกต่างของวัฒนธรรมของทรัพยากรองค์กร และมุ่งต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ผู้บริหารของเอชพี มีความหลากหลายมากที่สุดของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา โดยมีพนักงานหญิง ร้อยละ 38 และเป็นคนกลุ่มน้อยร้อยละ 54  เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เอชพีได้ย้ำถึงคำมั่นสัญญาขององค์กรใน CEO Action for Diversity and Inclusion เพื่อส่งเสริมและยอมรับความหลากหลายและความแตกต่างทางวัฒนธรรมในที่ทำงาน และในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา เอชพี ทั่วโลก มีการจ้างงานพนักงานหญิงคิดเป็นร้อยละ 40.2 และคิดเป็นร้อยละ 44 ในภูมิภาคเอเชีย

โครงการพัฒนาทรัพยากรของเอชพี ที่ส่งเสริมความเป็นผู้นำของผู้หญิงและมอบโอกาสความเท่าเทียม ทั้งเปิดโอกาสในการพัฒนาของพนักงานทุกคนในเอเชีย รวมถึง:

  • โครงการ HOPE ในประเทศจีน: ให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้พิการ ปัจจุบันมีสมาชิกในทีม 28 คนที่ทำงานในออฟฟิศของเอชพีที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และต้าเหลียน
  • โครงการ Disha ในประเทศอินเดีย: มีโปรแกรม 6 เดือนเพื่อฝึกความเป็นผู้นำสำหรับพนักงานผู้หญิง โดยระหว่างปี 2560 ถึง 2562 มีผู้สำเร็จโครงการ 119 คน และในจำนวนนี้ร้อยละ 40 ได้รับการเลื่อนขั้นหรือปรับตำแหน่งใหม่
  • การฝึกความเป็นผู้นำของผู้หญิงและโครงการ HOPE ในประเทศญี่ปุ่น: เอชพี ได้มีการฝึกอบรมความเป็นผู้นำสำหรับพนักงานหญิงทั้งภายในบริษัทฯ และเครือข่ายเอชพี รวมถึงการให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้พิการภายใต้โครงการ HOPE

เอชพี ได้ร่วมมือกับ Girl Rising ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรระดับโลกที่อุทิศตนเพื่อขจัดความยากจนโดยให้การศึกษาแก่สตรีและเด็กผู้หญิง เปิดตัว My Story: The 2020 Storytelling Challenge โครงการจะสร้างแรงบันดาลใจจากตัวอย่างชีวิตของผู้นำเยาวชน ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ความเท่าเทียมของเพศหญิงในด้านการศึกษา

ลิ้งค์ที่มีความเกี่ยวข้อง:

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.

HP Inc. มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างแท้จริงด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่น และการบริการ เอชพีส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ hp.com 

[1] คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลัก (โดยน้ำหนัก) ลดลงต่อหน่วยที่จัดส่ง ไม่รวมส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิและตติยภูมิ รวมถึงระบบส่วนบุคคลของ HP และบรรจุภัณฑ์ฮาร์ดแวร์เครื่องพิมพ์ ไม่รวมบรรจุภัณฑ์สำหรับสิ่งต่อไปนี้: ฮาร์ดแวร์กราฟิกโซลูชัน Business (GSB) นอกเหนือจากเครื่องพิมพ์ PageWide XL และ DesignJet ฮาร์ดแวร์การพิมพ์ 3 มิติ วัสดุการพิมพ์ ผลิตภัณฑ์ตกแต่งใหม่; และอุปกรณ์เสริมเช่นตัวเลือกบุคคลที่สามดร็อปอินบ็อกซ์และตัวเลือกหลังการขาย

[2] ทั่วโลกเอชพีมุ่งมั่นที่จะกำจัดบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว 75 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ. 2568 ตามรายงานของธนาคารโลกว่า What a Waste 2.0 การสร้างขยะทั่วโลกจะทำให้การเติบโตของประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าระหว่างปี 2563 และ 2104 ส่วนของขยะที่ผลิตได้ทั้งหมดและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโลกและผู้คนของเรา (เพิ่มความคืบหน้าของเฮติ)

from:https://notebookspec.com/hp-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7/527567/