คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

OPPO ยกระดับประสบการณ์อัจฉริยะและการเชื่อมต่อในหลากหลายอุปกรณ์ ด้วยการร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรและนักพัฒนา

OPPO แบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกได้จัดงาน OPPO Developer Conference (ODC) ผ่านทางออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “For a Future of Convergence” โดยภายในงาน OPPO ได้เปิดตัว ColorOS 11 อย่างเป็นทางการในประเทศจีน พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ทางด้านอุปกรณ์ IoT “ให้คุณสนุกไปกับชีวิตที่ชาญฉลาดและยอดเยี่ยม” นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อีกด้วย

OPPO

“ในฐานะที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบครบวงจรทั่วโลก เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนักพัฒนาที่โดดเด่นทั่วโลกในการร่วมกันสร้าง ecosystem ใหม่ บนประสบการณ์การใช้การอินเตอร์เน็ต” Henry Duan, Vice President และ President of Internet Services ของ OPPO กล่าว “เราจะทำงานร่วมกันกับนักพัฒนาและเหล่าพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหา Internet ecosystem ที่เปิดกว้างและครบวงจร รวมถึงมอบประสบการณ์ที่อัจฉริยะและไหลลื่นมากขึ้นให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก

ColorOS มีผู้ใช้งานทั่วโลกแล้วมากกว่า 370 ล้านคนต่อเดือน จากการสะสมจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมากในแอปพลิเคชั่น การบริการ และ content ecosystem นอกจากนี้ ยังมีนักพัฒนากว่า 140,000 คน เข้าใช้แพลตฟอร์มแบบเปิดของ OPPO และ มีจำนวนเข้าใช้งานในบริการแบบเปิดจาก OPPO มากกว่า 18 พันล้านครั้งต่อวัน ซึ่ง ecosystem ของแอปพลิเคชั่นทั่วโลกของ OPPO นั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยผู้ใช้งานมากกว่า 330 ล้านคนต่อเดือนและใช้บริการมากกว่า 1.7 พันล้านครั้งต่อวัน

การประกาศ seven system-level capability exposure engines หรือ เจ็ดเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ พร้อมคงความปลอดภัยด้านการใช้งาน

ในฐานะ OEM รายแรกที่ให้บริการ Android 11 แก่ผู้ใช้ OPPO จึงหวังที่จะสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีที่ไหลลื่นให้แก่ผู้ใช้ผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงระบบของ OPPO ได้ดียิ่งขึ้น ColorOS จึงเปิดเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบอีก 2 เครื่องมือ คือ AIUnit และ FusionUnit ส่วนอีก 5 เครื่องมือนั้น ประกอบด้วย CameraUnit, MediaUnit, Hyper Boost, Link Boost, และ ARUnit[1] ซึ่งเครื่องมือทั้งเจ็ดใน ColorOS นี้จะทำให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้ทางด้านเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น

ColorOS 11 ถือเป็น ColorOS รุ่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบแบบ “ไร้ขอบเขต” ในการใช้งานและการเชื่อมต่อเพื่อมอบประสบการณ์ที่ไหลลื่น เชื่อมต่อได้หลากหลายอุปกรณ์ และใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ อีกทั้ง เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และความปลอดภัยของ ecosystem ทำให้ ColorOS 11 ที่ทำงานบน Android 11 ใหม่ เพิ่มตัวเลือกในการป้องกันความปลอดภัยและเพิ่มฟีเจอร์ในการป้องกันความปลอดภัยด้านข้อมูล นอกจากนี้ ColorOS ยังได้รับการรับรองจากองค์กรมาตรฐานระดับโลก อาทิ ISO และ ePrivacy ที่แสดงถึงมาตรฐานอุตสาหกรรมสูงสุดในด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัว

3 สถานการณ์หลัก ที่จะมอบประสบการณ์อันชาญฉลาดและยอดเยี่ยมให้แก่ผู้ใช้

ด้วยการเริ่มต้นของยุค IoT ( Internet of Things ) OPPO จะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์การใช้งานสามแบบตามความต้องการหลักของผู้ใช้ คือ ความบันเทิงเฉพาะบุคคลเครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่งรวมไปถึงด้านกีฬาและสุขภาพ นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์ IoT ที่หลากหลายและความร่วมมือกันในด้านระบบนิเวศ ผู้ใช้จะสามารถเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตแบบอัจฉริยะในสถานการณ์ที่หลากหลายได้หลายอุปกรณ์ ด้วยแนวคิดนี้จึงทำให้ OPPO เปิดตัว HeyTap Health Platform เป็นครั้งแรกเพื่อเสริมสร้าง OPPO IoT ecosystem

นอกจากนี้ OPPO ได้เปิดตัว “แผนการเปิดใช้งาน IoT 2.0 (IoT Enablement Plan 2.0)[2]” ในการประชุมครั้งนี้ด้วย โดย OPPO เป็นผู้นำในการลงทุนทรัพยากร 29.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนพันธมิตรในด้านระบบนิเวศในระยะยาวทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การตลาด และช่องทาง ในขณะเดียวกัน สำหรับการใช้ประโยชน์จากระบบการเปิดใช้งานทั้งห้าของแพลตฟอร์ม HeyThings IoT[3] นั้น OPPO จะเริ่มต้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำลายกำแพงระหว่างเทคโนโลยีและประสบการณ์เพื่อมอบ “ชีวิตที่ชาญฉลาดและยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้”

สำหรับแผนการเปิดใช้งาน IoT แผนแรกของ OPPO ได้เปิดตัวขึ้นในงาน ODC 2019 แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคนิคของ OPPO IoT ecosystem ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยบริษัทได้เปิดตัวอุปกรณ์อัจฉริยะหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ OPPO Enco Series, OPPO Watch และ 5G CPE รวมไปถึงการทำงานร่วมกันกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากกว่า 30 แบรนด์ในอุตสาหกรรม พร้อมมอบประเภทผลิตภัณฑ์กว่า 50 ประเภท และหน่วยผลิตภัณฑ์ (SKU) มากกว่า 300 หน่วย

การมุ่งเน้นระบบนิเวศสามโมดูลเพื่อสนับสนุนนักพัฒนา

เป็นเวลานานที่ OPPO ได้พัฒนา Internet ecosystem อย่างต่อเนื่อง ด้วยแพลตฟอร์มแบบเปิดของ OPPO ที่ถือเป็นเสมือนหน้าต่างและความต้องการของผู้ใช้เป็นหลัก ทางบริษัทจึงสร้างโมดูลระบบนิเวศ 3 โมดูล ได้แก่ แอปพลิเคชัน บริการ และเนื้อหาเพื่อให้บริการแบบครบวงจรให้แก่นักพัฒนาซึ่งครอบคลุมวงจรของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

การพัฒนาธุรกิจคอนเทนต์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นด้วยการสนับสนุนของพาร์ทเนอร์ชั้นนำในอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือระหว่าง OPPO และแพลตฟอร์มเนื้อหาคุณภาพสูงระดับโลกอย่าง Vision และ Dailymotion ทำให้ผู้ใช้ content ecosystem ของ OPPO เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่า 280 ล้านคน และการแสดงผลเนื้อหารายวันโดยเฉลี่ยมากกว่า 10,000 ล้านคน

ในปัจจุบันด้วยความนิยมใน 5G ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นส่วนให้การรวมกันของ 5G และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น AI, AR และการประมวลผลแบบคลาวด์เกิดรูปแบบประสบการณ์และบริการใหม่ๆ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการทั่วโลกรวมถึงการบริการด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ OPPO จะยังคงมุ่งเน้นไปที่ความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกโดยยังยึดมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบwin-winสนับสนุนนักพัฒนาและพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่างครอบคลุมตั้งแต่การเปิดกว้างด้านความสามารถไปจนถึงการลงทุนด้านทรัพยากร โดยทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง ecosystem บนอินเทอร์เน็ตที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้คุณได้สัมผัส


[1] เอ็นจิ้นทั้งหมดมีให้บริการเฉพาะประเทศจีนเท่านั้น ยกเว้น CameraUnit และ Hyper Boost

[2] แผนการนี้ใช้ในประเทศจีนเท่านั้น

[3] แพลตฟอร์มนี้สามารถใช้งานได้ในประเทศจีนเท่านั้น

from:https://www.mobileocta.com/oppo-leverages-smart-and-connected-experiences-across-multiple-devices/

HUAWEI Flash Sale ลดค่าเครื่องสูงสุด 85% เฉพาะ LINE @TrueStore เท่านั้น!!

อีกช่องทางการขายของ True ที่กำลังมาแรง แค่แอด LINE @TrueStore ก็มีโปรเด็ดๆ ให้ช้อปกัน

เริ่มแล้ว!! HUAWEI Flash Sale ลดค่าเครื่องสูงสุด 85% เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจรายเดือน หรือเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา เริ่มเพียง 1,990.- พร้อมผ่อนสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน

ดีลสุดคุ้มแบบนี้ เฉพาะลูกค้าที่ซื้อผ่าน LINE @TrueStore เท่านั้น!! 25 กันยายน 2563 – 15 ตุลาคม 2563

ทักแชทสั่งซื้อเลย คลิก https://lin.ee/pLzHHIB

ข้อมูลเพิ่มเติม คลิก https://bit.ly/3mJLjRc

#TrueMoveH #TrueMoveHxHUAWEI

#FlashSale #Sale #Promotion

from:https://www.mobileocta.com/huawei-flash-sale-discount-the-device-up-to-85-only-line-truestore/

หลุดภาพเรนเดอร์ OPPO Reno4 Lite รุ่นรีแบรนด์ F17 Pro พร้อมราคา คาดเปิดตัวที่ยุโรป 1 ตุลาคมนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ OPPO ได้เปิดตัว OPPO F17 Pro และ OPPO Reno4 Pro 5G ที่ประเทศอินเดีย ล่าสุดมีรายงานว่า F17 Pro จะได้รับการรีแบรนด์ในยุโรปเป็นรุ่น Reno4 Lite พร้อมกับมีภาพเรนเดอร์และราคาหลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว


@Sudhanshu1414
หรือ Sudhanshu แหล่งข่าวหลุดสมาร์ตโฟนทวีตภาพเรนเดอร์ชอง OPPO Reno4 Lite ผ่านบัญชี Twitter ส่วนตัว เผยให้เห็นตัวเครื่องใน 2 สีคือสีน้ำเงิน และสีดำ ด้านหน้ามาพร้อมจอเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่คู่ที่มุมซ้ายด้านบน ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้อง 4 เลนส์อยู่ในโมดูลสีเหลี่ยมมุมซ้ายด้านบน

นอกจากนี้ Sudhanshu ยังระบุว่า OPPO Reno4 Lite จะมีหน่วยความจำให้เลือก 2 รุ่นคือ RAM 8GB+128GB กับ RAM 8GB+256GB โดยรุ่นพื้นฐานจะมีราคาที่ต่ำกว่า 300 ยูโรหรือประมาณ 11,000 บาท ในขณะที่รุ่นที่สูงกว่าจะมีราคาประมาณ 450 ยูโรถึง 500 ยูโรหรือประมาณ 16,500-18,400 บาท

ในส่วนสเปกของ OPPO Reno 4 Lite คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.43 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และติดตั้งสแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio P95, RAM แบบ LPDDR4x และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2,1

ติดตั้งกล้องเซลหี่คู่ โดยกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิเซล และกล้องรองเลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียด 48+8+2+ ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,015mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W VOOC 4.0

ทั้งนี้ คาดว่า OPPO Reno4 Lite จะเปิดตัวที่ยุโรปพร้อมกับ Reno4 Pro ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และคาดว่าจะเปิดตัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต่ในชื่อรุ่น OPPO A93

ที่มา : Gizmochina

from:https://www.mobileocta.com/oppo-reno4-lite-renders-leaked-with-price/

Samsung Galaxy A72 จะเป็นสมาร์ตโฟนกล้องหลัง 5 ตัวรุ่นแรกของ Samsung คาดเปิดตัวต้นปี 2021

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Samsung ได้เปิดตัว Galaxy A71 ตามมาด้วย Galaxy A71 5G เมื่อช่วงค้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีรายงานว่า Samsung กำลังทำงานกับ Galaxy A72 รุ่นใหม่ และมีข่าวลือว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของ Samsung ที่มาพร้อมกล้องหลัง 5 ตัว

Samsung Galaxy A72

สื่อสิ่งพิมพ์ของเกาหลีใต้รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแหล่งอุตสาหกรรมว่า Samsung มีแผนที่จะเพิ่มพิ้นที่ด้านหลังของ Samsung A72 ว่าที่สมาร์ตโฟนตระกูล A Series รุ่นใหม่ โดยคาดว่าจะติดตั้งกล้อง 5 ตัวเป็นรุ่นแรกของ Samsung ซึ่งประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล,
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องตัวที่ 5 เลนส์ Bokeh ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้ตามรายงานที่เคยเผยออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคมอ้างว่า Galaxy A72 จะมาพร้อมกล้องที่รองรับระบบกันสั่น OIS รุ่นที่ 2 ในตระกูล A Series ต่อจากรุ่น Galaxy A5 2016 edition และคาดว่ามีรองรับการซูมแบบออปติคอล 3 เท่าเท่าด้วย ซึ่งเดิมมีเฉพาะในรุ่นเรือธงอย่าง Galaxy S20 และ Galaxy S20 FE ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้เท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ยังไม่มีข้อมูลเผยออกมาในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม สื่อสิ่งพิมพ์เกาหลีใต้ยังรายงานอีกว่า นอกจาก Galaxy A72 แล้ว ยังมี Galaxy A52 ที่คาดว่าจะเปิดตัวพร้อมกันในช่วงต้น 2021 โดยจะมาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัวเหมือน Galaxy A51 แต่มาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล และเลนส์ Macro และคาดว่าจะมีทั้งรุ่น 4G และ 5G

ที่มา : Playfuldroid

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

from:https://www.mobileocta.com/samsung-galaxy-a72-will-be-samsungs-first-5-camera-smartphone/

Serenade Great Deal ประจำเดือนก.ย. 63 ที่สุดของสมาร์ทโฟนรุ่นล้ำ โปรแรง เริ่มต้นเพียง 2,390 บาท จากหลายแบรนด์ดัง

Serenade Great Deal ประจำเดือนกันยายน 2563 ที่สุดของสมาร์ทโฟนรุ่นล้ำ โปรแรง เริ่มต้นเพียง 2,390 บาท จากหลายแบรนด์ดัง และ iPhone 11 Pro ราคาสุดพิเศษ เฉพาะลูกค้าเซเรเนด เริ่มต้นเพียง 17,700 บาท รับสิทธิพิเศษ 26-27 ก.ย. 63 เพียง 2 วันเท่านั้น

AIS Serenade Great Deal

โปรสุดปัง สมาร์ตโฟนรุ่นล้ำ โปรแรง เริ่มต้นเพียง 2,390 บาท จากหลายแบรนด์ดัง มีจำนวน 4 รุ่นด้วยกันดังนี้

  • Xiaomi Mi 9T ราคาปกติ 12,990 บาท พิเศษเหลือเพียง 2,390 บาท
  • Xiaomi Mi 9 ราคาปกติ 16,999 บาท พิเศษเหลือเพียง 5,399 บาท
  • realme X3 Super Zoom ราคาปกติ 16,990 บาท พิเศษเหลือเพียง 11,490 บาท
  • Samsung Galaxy Note 20 ราคาปกติ 29,900 บาท พิเศษเหลือเพียง 12,400 บาท

รวมถึงยังมี iPhone 11 Pro รุ่น 64GB ราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 17,700 บาท และ iPhone 11 Pro Max รุ่น 64GB เริ่มต้นเพียง 23,200 บาท ไม่ต้องชำระค่าบริการล่วงหน้า เมื่อมีหรือสมัครแพ็คเกจตามที่กำหนด โดยมีรุ่นและราคาตามตารางด้านล่างนี้

AIS Serenade Great Deal

พิเศษ!! สามารถใช้แต้ม AIS Point จำนวน 200 พอยท์แลกส่วนลดเพิ่มได้ 2,000 บาท

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

  • ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ซื้อเครื่องโทรศัพท์ราคาพิเศษได้ 1 เครื่อง / 1 หมายเลข
  • ลูกค้า 1 ท่าน (ชื่อ/นามสกุลเดียวกัน) สามารถรับสิทธิซื้อเครื่องโทรศัพท์ราคาพิเศษ ที่มีเงื่อนไขติดสัญญาใช้บริการไม่ว่าแคมเปญใดๆ รวมได้ไม่เกิน 2 สัญญา
  • สำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนดในระบบรายเดือน ที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา ที่มีอายุการใช้งาน 12 เดือนขึ้นไป
  • ไม่ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า ไม่ต้องเปลี่ยนแพ็กเกจ สำหรับลูกค้าที่มีแพ็กเกจขั้นต่ำ ตามที่กำหนดในแต่ละรุ่น หลังหักส่วนลดตามรายการส่งเสริมการขาย หรือสมัครใช้แพ็กเกจ ตามที่กำหนดในแต่ละรุ่น
  • ราคาเครื่องโทรศัพท์รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
  • ติดสัญญาใช้บริการต่อเนื่อง นาน 12 เดือน ตามที่กำหนดในแต่ละรุ่น โดยตลอดระยะเวลาสัญญา จะมีผลให้ลูกค้า ไม่สามารถดำเนินการ ดังต่อไปนี้
    • ขอยกเลิกใช้บริการ (Disconnect)
    • ขอโอนย้ายไปใช้งานเครือข่ายอื่น (Port Out)
    • ขอโอนเปลี่ยนชื่อผู้จดทะเบียน (Change Owner)
    • ขอเปลี่ยนแปลงเลขหมายใหม่ (Change Mobile Number)
    • ขอเปลี่ยนเป็นระบบเติมเงิน (Change Charge Type)
    • ขอเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจหลักค่าบริการรายเดือน ไม่ต่ำกว่าราคาที่กำหนด นาน 12 เดือน ตามที่กำหนดในแต่ละรุ่น
  • กรณีเลขหมายที่รับสิทธิ์ติดสัญญาใช้บริการจากการซื้อเครื่องโทรศัพท์ราคาพิเศษใดๆ อยู่ก่อน การซื้อโทรศัพท์ เครื่องเปล่าราคาพิเศษนี้ จะมีผลให้นับระยะเวลาติดสัญญาต่อเนื่องจากสัญญาเดิม
  • กรณีผู้ใช้บริการยกเลิกบริการหรือขอยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บเงินค่าปรับเท่ากับมูลค่าส่วนลดค่าเครื่องทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับ ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด
  • รับสิทธิ์ส่วนลดโครงการ Serenade Great Deal ได้ 1 หมายเลข / 1 สิทธิ์ / 1 เครื่อง ตลอดโครงการ
  • ลูกค้าไม่สามารถเลือกรับสิทธิ์เฉพาะส่วนลดจากเอไอเอส พอยท์ได้
  • กรณีทำรายการแลกพอยท์แล้ว ไม่สามารถยกเลิก / เรียกคืนพอยท์ได้ทุกกรณี
  • การกดรับสิทธิ์แลกพอยท์ จะต้องเป็นเลขหมายเดียวกันกับเบอร์ที่รับสิทธิ์ซื้อมือถือเท่านั้น (ไม่สามารถนำพอยท์เบอร์อื่นมาเป็นส่วนลดได้)
  • ลูกค้าต้องนำโทรศัพท์มากดรับสิทธิ์ที่สาขาเท่านั้น และไม่สามารถรับสิทธิ์ได้จากการแสดงภาพที่บันทึกสิทธิ์บนหน้าจอโทรศัพท์
  • 1 หมายเลขสามารถแลกพอยท์ได้ 1 สิทธิ์/โครงการฯ เท่านั้น
  • ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการซื้อมือถือพิเศษอื่น ๆ ของบริษัทได้
  • สมัครเข้าร่วมโครงการสะสมพอยท์ กด *550# ฟรี
  • เช็คพอยท์ กด *550*2# ฟรี
  • สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีพอยท์สะสมครบตามกำหนด
  • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

from:https://www.mobileocta.com/serenade-great-deal-september-2020/

มาตามคำเรียกร้อง OnePlus Nord สี Gray Onyx รุ่น 12+256GB วางจำหน่ายแล้ววันนี้

หลังจากที่ทาง OnePlus ประเทศไทย ได้เปิดตัวและวางจำหน่าย OnePlus Nord ที่มาภายใต้สโลแกน Lite Flagship for New Gen สมาร์ทโฟนคุณภาพระดับเรือธง ที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ได้การตอบรับที่ดีจากแฟน ๆ  สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ และในครั้งนี้เองทาง OnePlus จึงเปิดวางจำหน่าย OnePlus Nord สี Gray Onyx รุ่น 12+256 GB ตามคำเรียกร้องของแฟน ๆ มากมายหลายท่านที่เรียกร้องกันเข้ามา ได้พร้อมกันแล้ววันนี้ทั่วประเทศ

OnePlus Nord มาพร้อมดีไซน์หน้าจอแบบ Fluid Display ขนาด 6.44 นิ้ว และค่า Refresh rate 90 Hz กล้องหลัง 4 ตัว ความคมชัดสูงสุด 48 MP และครั้งแรกของทาง OnePlus ด้วยกล้องหน้าคู่คมชัดสูงสุดที่ 32 MP สามารถบันทึกวิดีโอความชัดสูงสุดที่ 4K 60fps เร็วแรงกับสเปคภายใน Qualcomm Snapdragon 765G บนระบบปฏิบัติการ OxygenOS ที่เสถียรภาพ ความจุแบตเตอรี่ 4,115 mAh และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Warp Charge 30T

รุ่น RAM 8GB / ROM 128GB

ราคา 14,990 บาท

·      Blue Marble

·      Gray Onyx

รุ่น RAM 12GB / ROM 256GB

ราคา 17,990 บาท

·      Blue Marble

·      Gray Onyx

OnePlus Nord

ช่องทางการสั่งซื้อ OnePlus Nord สามารถสั่งซื้อได้ที่ช่องทางผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง AIS, Dtac และ Truemove H ดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่

AIS >>> https://bit.ly/3ggYvZA

DTAC >>> https://bit.ly/3crgI6k

Truemove H >>> https://bit.ly/3j0kqq4

ช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ ที่วางจำหน่ายพร้อมกันทุกช่องทาง JD Central, LAZADA, Shopee และ Thisshop พร้อมโปรโมชันและของแถมดี ๆ อีกมากมาย >>> http://onlineoneplus.com/

และช่องทางหน้าร้านที่พร้อมยกทัพของแถมสุดพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Banana, CSC, IT City, Jaymart และ TGFone (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ)

สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลของ OnePlus ประเทศไทยได้ที่ https://www.oneplus.com/th

และ Facebook Fanpage: OnePlus Thailand  >>> https://www.facebook.com/oneplusthailand/

Instagram: OnePlus Thailand >>> www.instagram.com/oneplus_thai/

หรือติดต่อสอบถาม OnePlus Call Center ได้ที่เบอร์ 02-793-3818

#OnePlusNord #LiteFlagshipForNewGen #OnePlus #OnePlusThailand

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-nord-gray-onyx-color-12-256gb-model-is-available-today/

เอไอเอส ควง มศว. เปิด AIS PLAYGROUND @SWU แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นวัตกรรุ่นใหม่ เติมเต็มประสบการณ์เทคโนโลยี

เอไอเอส โดยนายอราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าฝ่ายงานขับเคลื่อนนวัตกรรม ร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี และเปิด AIS PLAYGROUND @SWU พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งใหม่ภายในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

AIS

เปิดโอกาสให้นิสิต อาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัยที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้เข้ามาทดลองสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับเอไอเอส ไม่ว่าจะเป็น NB-IoT, VR, API ฯลฯ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนนำนวัตกรรมเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น AIS 5G, AIS NEXT G, AIS Fibre และ AIS SUPER WiFi มาให้เหล่าครีเอเตอร์และนักพัฒนาสายเลือดใหม่ เข้ามาทดลองใช้งานบนเครือข่ายและสภาพแวดล้อมจริง 

นอกจากนี้ ภายใน AIS PLAYGROUND @SWU ยังมีบริการในโซนอื่นๆ อีก เช่น Co-Working Space โดยเอไอเอส เป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา พร้อมจัด Showcase และกิจกรรมต่างๆ จากเทคโนโลยีสุดล้ำ เช่น 5G, Robot, XR, 3D Printer ฯลฯ ที่จะสลับหมุนเวียนมาให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์จริงและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

สำหรับ AIS PLAYGROUND @SWU ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 อาคาร 14 (อาคารอเนกประสงค์เทาแดง หรือตึกไข่ดาว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เปิดให้นิสิต อาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัย เข้าใช้บริการฟรี ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.30 – 18.30 น.

โดยสามารถสมัครสมาชิกได้ฟรีที่ AIS PLAYGROUND @SWU ซึ่งจะสามารถใช้ Facilities ต่างๆ ได้ อาทิ VR, AIS NB-IoT Devkit และ AIS NB-IoT Shield, 3D Printer, Co-Working Space, ชุดอุปกรณ์ Conference Call, โทรศัพท์มือถือ และ Tablet สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเชื่อมต่อ APIs ของ AIS และอุปกรณ์อื่นๆ

from:https://www.mobileocta.com/ais-joins-swu-open-ais-playground-swu/

ดีแทค เปิดตัว dtac Business จัดทัพ 3 ฮีโร่โซลูชัน ช่วยผู้ประกอบการทำธุรกิจได้อย่างสบายใจแม้ในสถานการณ์ท้าทาย

ดีแทค ขออยู่เคียงข้างธุรกิจและ SME ไทย ก้าวผ่านวิกฤตและความท้าทายทุกสถานการณ์ จัดตั้งกลุ่มธุรกิจองค์กร หรือ dtac Business ช่วยองค์กรธุรกิจและ SME ไทย สู้วิกฤตเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว นำเทคโนโลยีผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เส้นทางดิจิทัล

ด้วยจุดยืนของ dtac Business ที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้าจากความเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร และ SME อย่างลึกซึ้ง (Understanding Expert) ที่ต้องการนำเอาเทคโนโลยีความเชี่ยวชาญและโซลูชัน มาช่วยดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจไร้ความกังวล

ให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาไปทุ่มเทกับเรื่องการทำธุรกิจหลัก และพัฒนาศักยภาพของผลิตผล เสริมประสิทธิภาพในการทำงาน และการแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมเปิดตัว 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ชู 3 โซลูชั่นฮีโร่ที่จะช่วยตอบโจทย์ธุรกิจไทย คือ

1. Mobility solutions: ซิม WorryFree แพ็กเกจอัพเกรดที่คุ้มค่าทั้งลูกค้าใหม่และปัจจุบัน

2. IoT Solution: บริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

3. SmartConnect: คลาวด์โซลูชั่น (Cloud Solutions) เพิ่มความรวดเร็วในการทำงานและความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล

Samsung Galaxy S10 Lite

ก้าวกระโดดสู่อนาคตดิจิทัล

ปี 2563 ภาคธุรกิจต่างเผชิญกับ “ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน” จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านของดิจิทัลเทคโนโลยีอันรุนแรง (Digital disruption) หรือแม้กระทั่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงอย่างไร ส่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเตรียมความพร้อมขององค์กรธุรกิจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านการลงทุน “ด้านเทคโนโลยี” ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญทำที่ภาคธุรกิจ บริษัทและผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ต่างๆ สามารถก้าวผ่านอุปสรรคที่ไม่คาดคิด ตลอดจนการพิชิตเป้าหมายทางธุรกิจ

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจองค์กรและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “แนวโน้มการทำธุรกิจ 3 ประการในวิถีชีวิตใหม่ ที่สร้างโอกาส ศักยภาพ และความท้าทายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ

1. การเตรียมพร้อมแพ็กเกจดาต้าและการโทรเพื่อรองรับการสื่อสารที่เพิ่มขึ้น

2. การเตรียมพร้อมเครื่องมือและโซลูชันการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มความปลอดภัยเพื่อรองรับการทำงานแบบใหม่

3. การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทาง ดิจิทัลเพื่อตอบรับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น

สิ่งที่ dtac Business มอบคุณค่าที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจคือ ความเข้าใจที่แท้จริงของปัญหาธุรกิจในทุกๆขนาดเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันและบริการในการตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญของ ความง่าย และ ความคุ้มค่า ในการใช้งานเพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างสบายใจไร้กังวล หรือเรียกว่า Worry Free

“เทคโนโลยีการสื่อสารถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็วในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างราบรื่น ลงทุนต่ำและมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ดีแทคจะให้ทุกธุรกิจก้าวผ่านอุปสรรคและประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้นั้น ไม่ใช่มีเพียงบริการวอยซ์หรือดาต้าเท่านั้น แต่ดีแทคมุ่งมั่นสรรหาโซลูชันต่างๆ ที่จะเข้ามาทำให้ธุรกิจต่างๆ เติบโตในยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีได้” นายราจีฟ กล่าว

3 ฮีโร่โซลูชันจาก dtac Business ที่พร้อมติดอาวุธให้ธุรกิจไทย

ดีแทคได้ชูโซลูชัน 3 กลุ่ม สำหรับบริการธุรกิจองค์กร และ SME ได้แก่

  1. Mobility solutions: ซิม WorryFree อัพเกรดแพ็กเกจที่คุ้มค่า หมดปัญหาความไม่เท่าเทียมทั้งลูกค้าใหม่และปัจจุบัน

นอกจากแพ็กเกจโทรฟรี 24 ชั่วโมงทุกเครือข่ายที่มอบให้แล้ว ลูกค้า dtac Business ที่ใช้ซิม WorryFree จะได้อัพเกรดแพ็กเก็จโทรศัพท์ที่เพิ่มปริมาณดาต้าโดยไม่ต้องสมัครเพิ่ม ให้ลูกค้าได้ใช้งานมากขึ้น ให้กับองค์กรที่เป็นลูกค้าดีแทคปัจจุบัน และสำหรับองค์กรที่เข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ ตอบโจทย์หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ลูกค้าปัจจุบันที่ต้องพบเจอตลอด เรื่องความไม่เท่าเทียมเพราะลูกค้าใหม่จะได้โปรโมชันที่ดีกว่าเสมอ  เพราะการสื่อสารเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะยุคดิจิทัล พฤติกรรมลูกค้าที่ใช้ออนไลน์มากขึ้น ภายใต้ Mobility โซลูชันยังรวมถึง อุปกรณ์สื่อสาร (Device Care) และ Virtual PBX สำหรับกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะ ช่วยให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจสามารถบริหารค่าโทรและอินเทอร์เน็ตได้อย่างคุ้มค่า ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น สนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจไม่ว่าเป็น SMEs หรือบริษัทขนาดใหญ่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายและเติบโตอย่างยั่งยืน

  1. IoT Solution: บริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดีแทคนำเสนอ IoT ผ่านพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านส่วนอุปกรณ์การเชื่อมต่อที่หลากหลาย ครอบคลุมการใช้งานทุกภาคอุตสาหกรรม พันธมิตรติดตั้งระบบ หรือซิสเต็ม อินทิเกรเตอร์ และนักพัฒนาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานแต่ละอุตสาหกรรมมากกว่าสิบโซลูชั่น พร้อมผสมผสานเทคโนโลยีของดีแทคเอง  Managed  IoT cloud platform และการเชื่อมต่อ  IoT SIM บนเครือข่าย สี่จี  ด้วยความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีจากเทเลนอร์ ทำให้ดีแทคมีแพลตฟอร์มการบริหารอุปกรณ์ IoT ที่มีความปลอดภัยสูง โดยใช้โปรโตคอล MQTTS ที่ใช้แบนด์วิธน้อย และมีการเข้ารหัสข้อมูลด้วย TLS 1.2  จากอุปกรณ์ IoT มายังแพลตฟอร์มของดีแทค ดีแทคสั่งสมประสบการณ์มายาวนานตั้งแต่การให้บริการ แมชชีน ทู แมชชีน (Machine to Machine: M2M)ที่ให้บริการ    ซิมรองรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ เช่น การใช้งาน เอทีเอ็ม และการทำฟลีทแมนเนจเม้นท์ การทำเทเลเมติกส์ และยังให้คำปรึกษาการลงทุนโครงการ IoT ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การใช้ IoT นำร่องกับลูกค้าของดีแทค  ในภาคการเกษตร การใช้ IoT กับตู้สวิทช์บอร์ด หรือ ตู้ MDB (Main Distribution Board)

  1. SmartConnect: คลาวด์โซลูชั่น (Cloud Solutions)

ด้วยความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ดีแทคจึงวางจุดยืนการเป็น อะกรีเกรเตอร์มัลติคลาวด์ ที่รวบรวมคลาวด์จากหลากหลายผู้ให้บริการ โดยใช้ความแข็งแกร่งในการเชื่อมต่อและการเคลื่อนที่ ควบคู่ไปกับการจับมือกับพันธมิตรยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการคลาวด์ การทำงานผ่านพันธมิตรในโมเดลของการเป็นอะกรีเกรเตอร์มัลติคลาวด์  โดยมีโซลูชันสมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวเดอรี่ (SmartConnect powered by NetFoundry) ให้บริการเครือข่าย (Network as a Service) โดยเน็ตฟาวเดอรี่ (NetFoundry) ทำให้ธุรกิจขององค์กรสามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างสำนักงานหรือสาขาต่างๆในที่ใดก็ได้ ในโลกนี้ หรือเชื่อมต่อกับคลาวด์สาธารณะหรือ ไฮบริดคลาวด์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างคลาวด์ส่วนตัวและคลาวด์สาธารณะ ตอบโจทย์ต่อเทรนด์การทำงานของธุรกิจที่มีการใช้ระบบคลาวน์ในการจัดการข้อมูลและดำเนินงานมากยิ่งขึ้น โดยการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายของสมาร์ทคอนเน็คมีความปลอดภัยสูง มีประสิทธิภาพ และช่วยลูกค้าองค์กรลดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์และระบบเครือข่าย นอกจากนั้น ดีแทค จะปรับแต่งเพิ่มเติม หรือคัสโตไมเซชั่น คลาวด์ของพันธมิตรเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอโซลูชั่นนวัตกรรมให้กับลูกค้า อีกทั้งยังสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น บริการคลาวด์ของดีแทค เหมาะสมอย่างยิ่งกับการใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี ทั้ง ธนาคาร บริษัทประกัน และร้านอาหาร เนื่องจากคลาวด์มีความยืดหยุ่นจึงทำให้องค์กรคล่องตัวและรวดเร็ว

“จะเห็นว่าเทคโนโลยีการสื่อสารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในยุคดิจิทัล ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ ‘ความเร็ว’ ในการปรับใช้เทคโนโลยีในธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เพื่อให้ก้าวทันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงขึ้น ซึ่งดีแทคมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ลูกค้าไว้วางใจ (Trusted partner) ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กใหญ่ขนาดใดก็ตาม เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเพื่อข้ามผ่านทุกความท้าทาย” นายราจีฟ กล่าว

ทั้งนี้ dtac Business ยังเปิดตัวบริการ self-service  เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล โดยการเปิดตัวการให้บริการ E-care และ E-Store ที่ให้ลูกค้าธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยน และจัดการแพ็กเกจและการจ่ายค่าบริการต่างๆได้ด้วยตัวเอง และยังเปิดตัว Business call center สำหรับลูกค้าธุรกิจโดยเฉพาะเพื่อให้การทำธุรกิจเป็นเรื่องง่าย สบายใจในการจัดการและติดต่อการได้รับความช่วยเหลือทางทีมงาน

สอบถามเพิ่ม โทร 1431 หรือ www.dtac.co.th/business

บรรยายภาพ

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจองค์กรและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค (ที่สี่จากขวา) พร้อมด้วยทีมงานผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจ dtac Business จัดงานเปิดตัว dtac Business พร้อมแนะนำ 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ชู 3 โซลูชั่นฮีโร่ที่จะช่วยตอบโจทย์ธุรกิจไทย โดยมีนายไพบูลย์ อังคณากรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) หรือ ASEFA (ที่หกจากขวา)  พาร์ทเนอร์ผู้ร่วมพัฒนา IoT โซลูชัน นายซีท เรีย เจีย ผู้จัดการทั่วไป Anywheel (ที่สามจากขวา) ลูกค้าดีแทคที่ใช้ IoT ซิม ในจักรยานให้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น ในจังหวัดเชียงใหม่ และนางสมัย พรหมทอง กรรมการผู้จัดการ Noble (ที่ห้าจากขวา) ตัวแทนจำหน่ายซิม WorryFree มาร่วมเสวนาในงานครั้งนี้

from:https://www.mobileocta.com/dtac-business/

JD CENTRAL จับมือเสียวหมี่นำ “POCO X3 NFC” จำหน่ายในประเทศไทยแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

JD CENTRAL ประกาศความร่วมมือกับเสียวหมี่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด “POCO X3 NFC” ในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือนี้ JD CENTRAL เป็นตัวแทนจำหน่ายเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับการจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

POCO X3 NFC

POCO X3 NFC ซึ่งเป็นแชมป์สมาร์ทโฟนระดับกลาง มาพร้อมหน้าจอ 120Hz ระดับแนวหน้าอีกทั้งยังมีความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5,160 mAh พร้อมประสิทธิภาพที่ผู้ใช้ต้องการ สำหรับการจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทยสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ JD CENTRAL ตั้งแต่วันที่ 23-30 กันยายนพร้อมข้อเสนอพิเศษมากมาย

ความเอ็กซ์คลูซีฟนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญวันเกิด JD CENTRAL 9.28 BIRTHDAY FEST โดย POCO X3 NFC ขนาดความจุ 6GB + 64GB และความจุ 6GB + 128GB จะวางจำหน่ายในราคา 6,499 บาทและ 7,199 บาทตามลำดับ เมื่อทำการซื้อสมาร์ทโฟนสำเร็จ JD CENTRAL จะให้มอบพอยท์เงินคืน JD POINTS CASHBACK 10% ให้กับลูกค้า

มร. โจนาธาน คัง ผู้จัดการใหญ่ประจำเสียวหมี่ ประเทศไทยกล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้เปิดตัว POCO X3 NFC ซึ่งเป็นแบรนด์อิสระของเสียวหมี่ในประเทศไทยพร้อมกับ JD CENTRAL ซึ่งมอบข้อเสนอพิเศษมากมายให้กับลูกค้าและสาวกหมี่ของเรา สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ออกแบบมาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและการเล่นเกม โดยใช้การออกแบบชั้นดีแบบไม่เหมือนใครที่เปล่งพลังออกมา สมาร์ทโฟนนี้นั้นให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิภาพเหนือสิ่งอื่นใด โดยมอบเฉพาะสเปคระดับไฮเอนด์ที่มีประโยชน์ที่สุดโดยไม่เติมแต่งอะไรที่ไม่จำเป็นในราคาที่ย่อมเยา
กว่าปกติ”

คุณรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เจดีเซ็นทรัล (JD CENTRAL) ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซและธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยเปิดเผยว่า  “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับเสียวหมี่ในการนำ POCO X3 NFC มาสู่ประเทศไทยและประกาศว่าเราเป็นตัวแทนจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในการขายสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งในความพิเศษของแคมเปญ JD CENTRAL 9.28 BIRTHDAY FEST เพื่อฉลองครบรอบเดือนเกิดของเจดีเซ็นทรัล เราจึงมอบข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ในช่วงการสั่งซื้อล่วงหน้าระหว่างวันที่ 23-27 กันยายนผ่านแอป JD CENTRAL เรารับประกันคุณภาพสินค้าของแท้ 100% ในราคาดีที่สุดและเชื่อว่า POCO X3 NFC จะได้รับการตอบรับที่ดีเป็น”

ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนเป็นต้นไป  POCO X3 NFC จะวางจำหน่ายสองสีในประเทศไทย ได้แก่สี Shadow Gray และ สี Cobalt Blue

  • การสั่งซื้อล่วงหน้าผ่าน JD CENTRAL จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23-27 กันยายนนี้และสำหรับในช่วงเวลาดังกล่าว เครื่องความจุ 6GB + 64GB จะวางจำหน่ายในราคา 6,499 บาทจากราคา  6,999 บาท  ในขณะที่เครื่องความจุ 6GB + 128GB จะวางจำหน่ายในราคา 7,199 บาทจาก 7,999 บาท เพียงวางเงินมัดจำเพียง 9 บาทคุณก็สามารถทำการสั่งซื้อล่วงหน้าได้เเล้ว
  • เมื่อทำการสั่งซื้อ POCO X3 NFC สำเร็จ ลูกค้าจะได้รับพอยท์เงินคืน 10% JD POINTS CASHBACK และรับฟรี Mi Fidget Cube
  • สำหรับทุกออเดอร์ที่ 50 ที่ทำการสั่งซื้อระหว่างวันที่ 23 ถึง 30 กันยายน ลูกค้าจะได้รับเครื่องฟอกอากาศ Mi ไปเลย รายชื่อผู้โชคดีจะประกาศบน Official Xiaomi Store บน JD CENTRAL ในเดือนตุลาคม
  • นอกจากนี้ยังสามารถผ่อนชำระ 10 เดือนผ่านบัตรเครดิตได้อีกด้วย

สำหรับข้อมูลการจำหน่ายเพิ่มเติมไปที่  Official Xiaomi Store @ JD Central, http://www.jd.co.th or Facebook:
JD CENTRAL ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอป JD CENTRAL App ผ่าน AppStore และ PlayStore.

from:https://www.mobileocta.com/jd-central-poco-x3-nfc/

realme แจกหนัก จัดเต็ม เอาใจสายช้อปไอทีกับ 9 ช็อปทั่วประเทศ พร้อมรับของแถมสุดพิเศษในวันที่ 26 กันยายน วันเดียวเท่านั้น

realme แบรนด์สมาร์ทโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก  เตรียมแจกหนัก จัดเต็ม เอาใจสายช้อปในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้กับ 9 ช้อป 9 ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ จาก 4 ช่องทางยักษ์ใหญ่และ realme Brand Shop เพียงจอง realme 7 Pro และรับเครื่องกับร้านที่ร่วมรายการ รับฟรีของแถมสุดพิเศษกว่าที่อื่น มูลค่ารวมกว่า 580,000 บาท ในวันที่ 26 กันยายนนี้ วันเดียวเท่านั้น

realme 7 Pro

สำหรับลูกค้าที่จอง realme 7 Pro ที่ BaNANA, BKK, KingKongPhone เพียงนำใบเสร็จพร้อมบัตรประชาชนตรงตามใบเสร็จมาแสดง ที่ BaNANA สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ชั้น 2 ในวันที่ 26 กันยายนนี้ 50 ท่านแรกลุ้นรับของรางวัลใหญ่ Sony PlayStation 4 PRO 2 TB Gamma Black และรางวัลอื่นๆรวมมูลค่ามากกว่า 138,300 บาท

สำหรับลูกค้าที่จอง realme 7 Pro ที่ TG FONE สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิ ระหว่างวันที่ 17-24 กันยายน 2563 และรับเครื่องในวันที่ 26 กันยายนนี้ สำหรับ 50 ท่านแรก มีสิทธ์ลุ้นรับของรางวัลใหญ่ TV Samsung ขนาด 49 นิ้ว จำนวน 3 รางวัลและรางวัลอื่นๆมูลค่ารวมกว่า 170,000 บาท เฉพาะที่สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิเท่านั้น

สำหรับลูกค้าที่จอง realme 7 Pro ที่ CSC และ IT City ระหว่างวันที่ 17-24 กันยายน มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ Acer Swift SF314-42-R0ND และรางวัลอื่นๆมูลค่ารวมกว่า 60,000 บาท เฉพาะ 50 ท่านแรกที่นำใบเสร็จพร้อมบัตรประชาชนตรงตามใบเสร็จมาแสดง ในวันที่ 26 กันยายนนี้ที่ CSC สาขาซีคอนบางแค ชั้น 2 เท่านั้น

สำหรับลูกค้าที่จอง realme 7 Pro ที่ Jaymart ทุกสาขา ระหว่างวันที่ 17-24 กันยายนนี้ เพียงนำใบเสร็จการซื้อเครื่องมาแสดงรับบัตรคิวที่ Jaymart สาขา Fashion Island ฟรี! ประกันเครื่องนานสูงสุด 2 ปีพร้อมประกันจอแตก นานสูงสุด 1 ปี นอกจากนี้ รับ 3 รางวัลถึง 3 ต่อ

ต่อที่ 1 : ทุกการจอง รับทันที TP – Link TAPO C100 และ กระเป๋าล้อฉาก มูลค่า 3,850 บาท จำนวน 2 รางวัลต่อที่ 2 : สำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสูงสุด 3 ท่านแรก รับทันที Mavic Air Flame Red และ  Marshall Stockwell           II มูลค่า 45,980 บาท                                                                                                                                                                 ต่อที่ 3 : สำหรับลูกค้าที่มาร่วมกิจกรรมตั้งแต่ 13:00 – 14:00 น. ลุ้นรับ Booster Mimi Massage Gun 3 รางวัล และ Logitech G331 Headphone 5 รางวัล                                                                 

พิเศษ ! สำหรับลูกค้าที่จอง realme 7 Pro ที่ realme Brand Shop สาขาที่ร่วมรายการและไปรับเครื่องในวันที่ 26 กันยายน ช่วงเวลา 13:00 น. เท่านั้น รับทันที Gift Set พิเศษจาก realme นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่มารับเครื่องลำดับแรก รับทันที Dyson V8 Slim Fluffy มูลค่า 14,900 บาท และ ลำดับที่ 2-40 ร่วมลุ้บรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 70,000 บาท

สาขาที่ร่วมรายการ

  1. เซ็นทรัล พระราม 2
  2. เซ็นทรัล ระยอง
  3. เซ็นทรัลเวิลด์
  4. เมกา บางนา
  5. อยุธยาซิตี้พาร์ค

ร่วมเปิดประสบการณ์การชาร์จที่เหนือขั้นโดยเป็นเจ้าของ realme 7 Pro ได้แล้ววันนี้ผ่าน 4 ช่องทางยักษ์ใหญ่และ realme Brand Shop ในราคาเพียง 10,990 บาท ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/realmeTH  

หมายเหตุ

  • สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์
  • ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด     

from:https://www.mobileocta.com/realme-gives-full-distribution-for-it-shopping-with-9-shops-nationwide/