คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

LINE ส่งโซลูชั่นใหม่ MyCustomer ใช้ DATA พัฒนาธุรกิจ พิชิตใจลูกค้า

ทุกวันนี้ ดาต้าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเมื่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนไทยล้วนก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ ดาต้าจึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์สำหรับโลกแห่งการทำธุรกิจยุคใหม่ ใครมีข้อมูลมากกว่าและดีกว่าก็อาจมีชัยไปกว่าครึ่ง จากผลการวิจัยของ Deloitte 2020 พบว่าบริษัทหรือองค์กรที่มีการทำ Digital Transformation พร้อมมีการวิเคราะห์​ดาต้า มักเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ และมีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายได้ถึง 25%

ทว่า ข้อมูลหรือดาต้าล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลาตามพฤติกรรมผู้บริโภค ยิ่งองค์กรที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือมีไลน์สินค้ามากมาย ดาต้าที่ควรต้องจัดหาจัดใช้มาเพื่อวิเคราะห์ ยิ่งต้องมีมากและอัพเดทตลอดเวลาเช่นกัน ในขณะที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่แม้จะยังไม่บังคับใช้อย่างเป็นทางการในไทย แต่ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ภาคธุรกิจควรต้องหันมาใส่ใจ ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลโดยตรงจากลูกค้า หรือที่เรียกว่า First Party Data มากยิ่งขึ้น

การรู้จักนำดาต้าเทคโนโลยีมาใช้จัดหา จัดเก็บและวิเคราะห์ First Party Data ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กลุ่มธุรกิจองค์กรใหญ่จะมองข้ามหรือรอช้าไม่ได้อีกต่อไป บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับเครื่องมือใหม่จาก LINE อย่าง MyCustomer ที่พัฒนามาเพื่อเสริมประสิทธิภาพของ LINE Official Account หรือ LINE OA สำหรับกลุ่มธุรกิจองค์กรใหญ่ที่เน้นการบริหารจัดการ First Party Data โดยเฉพาะ 

ทำให้แบรนด์รู้จัก เข้าใจ และนำข้อมูลของลูกค้าที่ได้ ไปวิเคราะห์ ต่อยอด สร้างสรรค์การสื่อสาร แคมเปญการตลาดที่แม่นยำ โดนใจลูกค้า เป็นการเชื่อมโยงดาต้าเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าได้อย่างกลมกลืน ด้วย 3 สิทธิประโยชน์ ช่วยให้แบรนด์รู้จักลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

วิดีโอแนะนำเครื่องมือใหม่ MyCustomer: https://youtu.be/1-Ey25bg914 , https://youtu.be/-3nuRtXQyM4

LINE

เก็บข้อมูลโดยตรงจากลูกค้า (First Party Data Collection)

การเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามหรือแบบสำรวจ Survey ช่วยให้แบรนด์สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้าได้โดยตรง เพื่อนำไปวิเคราะห์ พัฒนาสู่การสื่อสาร การทำการตลาดเฉพาะบุคคล ซึ่งระบบได้ออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน แบรนด์สามารถตั้งคำถามและจัดการแบบสอบถามเองได้ตามต้องการโดยไม่จำกัด พร้อมจุดเด่นของแบบสอบถามใน MyCustomer ที่ลูกค้าสามารถกลับเข้ามาอัพเดทปรับเปลี่ยนข้อมูลความชอบ ความสนใจของตนเองได้ตลอดเวลา ทำให้แบรนด์ได้ดาต้าที่อัพเดท เรียลไทม์ และแม่นยำ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังสามารถสร้างสติกเกอร์เซตเพื่อตอบแทนให้กลุ่มลูกค้าที่มาตอบแบบสอบถามด้วยการทำ Mission Sticker Survey กระตุ้นความน่าสนใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดาต้าจากลูกค้าได้อีกด้วย โดยจากผลสำรวจภายใน พบว่ามีผู้ใช้งานดาวน์โหลด Mission Sticker มากกว่า 850,000 ครั้งต่อหนึ่งแคมเปญ ส่งผลให้ต้นทุนของแบรนด์ในการได้ดาต้าโดยตรงจากลูกค้าอยู่ที่ประมาณ 2.4 บาท ชี้ให้เห็นว่า Mission Sticker Survey เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการตอบคำถามของลูกค้า ทำให้แบรนด์ได้ข้อมูลที่ “ใช่” กลับมาด้วยต้นทุนที่คุ้มค้า

จำแนกกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน (Segmentation based on OA User Behaviors)  

เมื่อได้ข้อมูลพฤติกรรม ความชอบ ความสนใจจากลูกค้าที่มีหลากหลายมากมายแตกต่างกันไปแล้ว MyCustomer ยังมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ในการช่วยแบรนด์จำแนก แบ่งกลุ่มลูกค้าที่อยู่บน LINE OA ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่ม มีความชอบ สนใจเนื้อหาประเภทไหนได้อย่างชัดเจน เพื่อให้แบรนด์สามารถนำไปต่อยอดออกแบบการสื่อสาร ส่งข้อความไปหาลูกค้าแต่ละคน แต่ละกลุ่มได้อย่างตรงใจ มีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างฟีเจอร์ที่ช่วยจำแนก แบ่งกลุ่มลูกค้า ได้แก่

  • ฟีเจอร์ Segment ที่แบรนด์สามารถเลือกเงื่อนไขหรือตัวแปร มาให้ระบบช่วยจำแนก แบ่งกลุ่มลูกค้าให้ ไม่ว่าจะเป็น การเลือกเอากลุ่มลูกค้าที่เคยเห็น หรือเคยคลิกข้อความที่แบรนด์ยิง Broadcast ไปหา หรือเลือกเอากลุ่มลูกค้าที่เคยตอบแบบสอบถาม (สามารถระบุข้อคำถามได้) มาให้ระบบทำการจำแนก แบ่งกลุ่มให้ตามคำตอบที่ได้ ทำให้แบรนด์ทราบถึงพฤติกรรมความสนใจของลูกค้าที่มีแตกต่างกันไปได้อย่างเป็นระบบ โดยมีการแสดงข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างจำนวนกลุ่มลูกค้าที่ถูกจำแนกไว้กับจำนวนเพื่อนทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
  • ฟีเจอร์ Action Tag คือการที่แบรนด์นำเอาเครื่องมือการติดตามผลที่เรียกว่า ‘Action Tag’ ไปติดตั้งในฟีเจอร์หรือ Automation ต่างๆ เพื่อติดตามผลพฤติกรรมของลูกค้าที่เกิดขึ้นกับฟีเจอร์หรือเครื่องมือนั้นๆ โดยระบบจะจำแนก แบ่งกลุ่มลูกค้าให้ตามผลพฤติกรรมดังกล่าว ตัวอย่างเช่น หากแบรนด์นำ Action Tag ไปติดตั้งในฟีเจอร์ ‘ริชเมนู’ ระบบจะช่วยจำแนก แบ่งกลุ่มลูกค้าให้ตามพฤติกรรมการคลิกบนริชเมนูนั้นๆ โดยอัตโนมัติว่ามีลูกค้ากลุ่มไหนคลิกเนื้อหา A ลูกค้ากลุ่มไหนคลิกเนื้อหา B เป็นต้น หรือหากนำ Action Tag ไปติดตั้งในฟีเจอร์ ‘ข้อความตอบกลับอัตโนมัติ’ ระบบสามารถช่วยจำแนก แบ่งกลุ่มลูกค้าให้ตามบทสนทนาที่ลูกค้าโต้ตอบกับบอทได้ด้วยเช่นกัน 

ยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบตัวต่อตัว (Personalized Experience)

ลูกค้าแต่ละคนมีความชอบและพฤติกรรมต่างกัน แบรนด์จึงต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนสำคัญและได้รับการปฏิบัติแบบเอ็กซ์คลูซีฟ MyCustomer ไม่เพียงช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้า แต่ยังนำข้อมูลเหล่านั้นมาต่อยอด ด้วยฟีเจอร์เสริม ที่ทำให้การสื่อสารกับลูกค้าเป็นไปแบบเฉพาะเจาะจงตรงกับความชอบ และความต้องการของลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น เช่น ฟีเจอร์ Segmented Rich Menu ให้แบรนด์สามารถเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาของเมนูบนริชเมนูให้เป็นไปตามความต้องการและตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่มที่ถูกจำแนกไว้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกและรับรู้ถึงความใส่ใจจากแบรนด์เป็นพิเศษ เช่น สำหรับแบรนด์ค้าปลีก ลูกค้าที่สนใจ Gadget จะเห็นริชเมนูที่นำเสนอโปรโมชั่น Gadget ลูกค้าที่สนใจบิวตี้ จะเห็นริชเมนูที่นำเสนอโปรโมชั่นสินค้าบิวตี้ เป็นต้น 

ฟีเจอร์ Targeting Messages ทั้งแบบ Personalized Image ข้อความในแบบรูปภาพที่สามารถใส่ชื่อและภาพโปรไฟล์ของลูกค้าไปบนภาพของแคมเปญหรือสินค้านั้นๆ เพื่อสื่อสารกับลูกค้าแต่ละคนโดยตรงตามความชื่นชอบ สื่อถึงความใส่ใจลูกค้าขึ้นไปอีกขั้น เสมือนเป็นการส่งบัตรเชิญแขกวีไอพีคนสำคัญให้เข้ามาดูสินค้าชิ้นโปรด สำหรับองค์กรที่มีนักพัฒนาหรือผู้เชี่ยวชาญ ยังสามารถออกแบบข้อความเป็น Flex Message ส่งหาลูกค้าแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ด้วยรูปร่างหน้าตาของข้อความที่ออกแบบเองได้ตามต้องการอีกด้วย

เมื่อธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นบนโลกออนไลน์ ขณะที่ลูกค้าต่างก็มีความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างกันสุดขั้ว แบรนด์จึงจำเป็นต้องมุ่งสู่ดิจิทัล เรียนรู้การนำดาต้าเทคโนโลยีมาช่วยให้เข้าใจและรู้จักตัวตนของลูกค้าได้ลึกและละเอียดมากยิ่งขึ้น MyCustomer เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการตลาดด้านดาต้า ที่จะช่วยต่อยอด LINE OA  ให้แบรนด์สามารถจัดการบริหารข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ทั้งยอดขายและได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MyCustomer ได้ที่นี่: https://lin.ee/bAEpRlj/wcvn

ธุรกิจองค์กรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่นี่https://lineforbusiness.com/th/contact

#MyCustomer #DataSolution #LINEOA

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/line-sends-new-solution-mycustomer/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=line-sends-new-solution-mycustomer

เผยรายงาน Opensignal เดือนก.ย. 2564 ยกให้ทรูมูฟ เอช เป็นผู้นำ 5G ระดับโลก ด้านการใช้งาน 5G

รายงานล่าสุดจาก Opensignal ผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือ และกำหนดมาตรฐานระดับโลก ประกาศรางวัลประสบการณ์เครือข่ายมือถือ 5G ระดับโลก ในเดือนกันยายน 2564 จากการสำรวจข้อมูลการใช้งาน 5G ทั่วโลก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 29 มิถุนายน 2564  ชูทรูมูฟ เอช เป็นผู้ได้รับรางวัลผู้นำ 5G ระดับโลก ด้านการใช้งาน 5G (5G Global Leaders in 5G Availability) ด้วยเปอร์เซ็นต์เวลาการเชื่อมต่อ 5G ที่ 22.1%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.2% จนพุ่งขึ้นติดอันดับท็อป 20 ผู้นำ 5G ระดับโลก 

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช ยังคว้ารางวัลผู้นำประสบการณ์การเล่นเกมผ่านเครือข่าย 5G (5G Global Leaders in 5G Games Experience) ให้เกมเมอร์สัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับการเล่นเกมผ่าน 4G  จนทำให้ติดอันดับ 3 ของโลกด้วยคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 37.1% ความสำเร็จในครั้งนี้ ผนวกกับรางวัลอื่นๆ จาก nPerf สะท้อนชัดความเป็นผู้นำเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G ที่เร็วแรงกว่า ครอบคลุมกว่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

True 5G

นายจิระชัย คุณากร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการโครงข่าย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า  “รายงานล่าสุดจาก Opensignal ระดับโลกครั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งถึงสิ่งที่กลุ่มทรู มุ่งมั่นยกระดับเครือข่าย 5G ของไทยให้เทียบชั้นมาตรฐานโลก ทั้งเรื่องของความเร็วกว่า แรงกว่า ครอบคลุมที่สุดทั่วไทย ซึ่งสอดคล้องกับอีกหลายรางวัลการันตีจากเวทีอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา โดยผลรายงานของ Opensignal ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความ

ภูมิใจที่ทรูมูฟ เอช เครือข่ายของคนไทยขึ้นติดอันดับท็อป 20 ผู้นำ 5G จากทั่วโลกในทุกหมวดประสบการณ์การใช้งาน 5G เมื่อเทียบกับการใช้งาน 4G ส่งผลให้ได้รับรางวัลผู้นำ 5G ระดับโลก ด้านการใช้งาน 5G หรือ 5G Global Leaders in 5G Availability โดยมีค่าเฉลี่ยการใช้งานที่ 22.1%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 11.2% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทรู 5G ยกระดับมาตรฐานการเข้าถึง 5G ของคนไทยได้อย่างโดดเด่น ให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ ทรูยังเป็นรายเดียวในไทยที่มีย่านความถี่มากที่สุด  ครบสุดถึง 7 ย่านความถี่ ครอบคลุมประชากรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 98% และครอบคลุมสูงสุดทั่วประเทศ มีการลงทุนเครือข่าย 5G มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความเป็นอัจฉริยะของทรู 5G ในทุกด้าน

อีกทั้ง Opensignal ยังเปิดเผยว่า เหล่าเกมเมอร์ที่ใช้งานบนเครือข่ายทรู 5G ได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการใช้ผ่าน 4G ด้วยคะแนนที่เพิ่มขึ้นถึง 37.1% จนได้รับรางวัลผู้นำด้านประสบการณ์การเล่นเกมผ่านเครือข่าย 5G หรือ 5G Global Leaders in 5G Games Experience ส่งผลให้ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก

ยิ่งไปกว่านั้น Opensignal ยังรายงานอีกว่าลูกค้าทรู 5G ใช้สัญญาณเชื่อมต่อกับ 5G ได้มากกว่า นับเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ 5G ที่แตกต่างของทรู ที่เน้นความเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายอัจฉริยะที่ผสานคลื่นทุกย่านความถี่ ทั้งคลื่นย่านความถี่ต่ำที่โดดเด่นด้านความครอบคลุมและทะลุทะลวง ย่านความถี่กลางกับคุณสมบัติด้านความจุ รองรับปริมาณการใช้งานหนาแน่น

รวมถึงคลื่นย่านความถี่สูงที่จะตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะพื้นที่ โดยต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงให้คนไทยใช้งาน 5G ได้ทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ 5G ที่ใหญ่ที่สุดเพื่อผู้บริโภคชาวไทย และมอบความคุ้มค่าในการใช้งานได้มากขึ้น

ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทย เปลี่ยนมาใช้ 5G เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าทรู 5G เพิ่มเป็นกว่า 1 ล้านราย (ณ ไตรมาส 2 ปี 2564) และยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าให้ใช้งาน 5G ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” 

Opensignal เป็นผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือ และกำหนดมาตรฐานระดับโลก ประกาศรางวัลประสบการณ์เครือข่ายมือถือ 5G ระดับโลก ประจำปี 2564 โดยรวบรวมหน่วยวัดหลายพันล้านรายการทุกวัน

จากอุปกรณ์หลายล้านเครื่องทั่วโลก จากทุกสถานที่ที่ผู้คนอาศัย ทำงาน เดินทาง และเป็นข้อมูลมาจากผู้ใช้สมาร์ทโฟนจริง ซึ่งรายงานจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานเครือข่ายที่แท้จริง

ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.opensignal.com/5g-global-awards-2021

* Opensignal Awards – 5G Global Mobile Network Experience Awards 2021 based on independent analysis of mobile measurements recorded during the period January 1 – June 29, 2021. © 2021 Opensignal Limited.


.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/true-5g-soars-into-the-top-20-5g-leaders-from-around-the-world/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=true-5g-soars-into-the-top-20-5g-leaders-from-around-the-world

ชีวิตเปลี่ยนไปเมื่อใช้ Samsung Galaxy Z Fold3 5G ค้นพบ 5 สุดยอดฟีเจอร์ที่จะมาทำให้ชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Samsung Galaxy Z Fold3 5G คือสมาร์ทโฟนที่กำหนดนิยามใหม่ให้กับการทำงานแบบมัลติทาส์กกิ้ง ผ่านการรวบรวมทุกฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต้องการมาไว้ในเครื่องเดียว ซึ่งจากคุณสมบัติแบบ 3-in-1 ทั้งการเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เปรียบเสมือนขุมพลังแห่งการทำงานที่พกพาไปได้ทุกที่อย่างง่ายดาย รู้อย่างนี้แล้ว เตรียมเก็บกระเป๋าแล็ปท็อปเอาไว้ที่บ้าน และมาลองดูกัน Galaxy Z Fold3 5Gจะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของคุณไปได้อย่างไร

สองพลังในหนึ่งเดียว การจับคู่ที่แสนจะลงตัวระหว่าง Galaxy Z Fold3 5G และ S Pen

S Pen ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือชิ้นสำคัญของคนทำงาน ด้วยประสิทธิภาพของการเขียนที่แม่นยำ ความอเนกประสงค์ด้านการใช้งาน รวมถึงขนาดที่ง่ายต่อการพกพา ซึ่งเมื่อนำมารวมกับความโดดเด่นของสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้ ที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 7.6 นิ้ว ทำให้สามารถเพิ่มขอบเขตการใช้งาน S Pen ให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

เมื่อใช้งาน Flex Mode คุณจะสามารถวาง Galaxy Z Fold3 5G เพื่อใช้ประชุมออนไลน์ได้ทุกที่ โดยไม่ต้องพิงหรือใช้แท่นวาง และยังหมดกังวลกับการต้องหาสมุดกับปากกามาจดโน้ตระหว่างประชุม เพราะด้วยความสามารถของ S Pen และฟีเจอร์ Multi-Active Window ทำให้คุณสามารถเรียกใช้งาน Samsung Notes เพื่อจดโน้ตบริเวณจอครึ่งล่าง หรือเมื่อตอบอีเมล ก็ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ตอบอีกต่อไป เพราะ Microsoft Outlook ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ รองรับฟีเจอร์การแปลงลายมือเป็นข้อความโดยอัตโนมัติอีกด้วย

นอกจากนี้ หลากหลายฟังก์ชันที่คนนิยมใน S Pen ก็มาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข้อความลงบนหน้าจอด้านนอกโดยไม่ต้องปลดล็อก การแก้ไขเอกสารในรูปแบบ PDF พร้อมบันทึกเสียงเพื่อแนบเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมก่อนแชร์ต่อ การเลือกใช้งาน Air Command เพื่อควบคุมปุ่มลัดต่างๆ หรือหากใครที่ทำงานด้วยการสื่อสารหลายภาษา ก็สามารถเรียกใช้เครื่องมือแปล (Translate) ได้ทันที ไม่ต้องสลับไปมาหลายแอปให้เสียเวลา

ซัมซุงยังได้ร่วมมือกับไมโครซอฟต์ เพื่อให้การประชุมหรือเบรนสตรอมงานร่วมกันแม้อยู่ต่างสถานที่เป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยการออกแบบไวท์บอร์ดเสมือนจริง (Virtual Whiteboard) ที่ทำงานบนสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้และ S Pen เพื่อให้แต่ละคนได้เขียนเพื่อระดมความคิด แบ่งปันไอเดียต่างๆ ร่วมกัน

ตอบโจทย์สายมัลติทาส์ก ด้วย Multi-Active Window และ Flex Mode

โดดเด่นด้วยการใช้งาน 3 แอปพลิเคชันได้พร้อมกัน ไม่ต้องเสียเวลาสลับแอปไปมา ซึ่งฟีเจอร์นี้ทำให้คุณสามารถดูตารางงาน พร้อมกับอ่านอีเมล รวมถึงแชทคุยกับเพื่อนร่วมงานไปพร้อมกันได้ หรือแก้ไขไฟล์ Excel พร้อมบวกเลขผ่านแอปเครื่องคิดเลข ก่อนส่งออกผ่าน Microsoft Outlook ซึ่งแต่ละหน้าจอสามารถปรับขนาดความสูงหรือความกว้างได้ตามต้องการ หรือจะแบ่งหน้าจอออกเป็นสองส่วน ผ่าน Flex Mode ก็ทำได้เช่นกัน ทั้งนี้ หากแอปพลิเคชันไหน
ไม่รองรับการทำงานบน Flex Mode ซัมซุงได้เตรียมฟีเจอร์ Labs เพื่อปรับให้แอปพลิเคชันนั้นสามารถใช้งานแบบแบ่งครึ่งหน้าจอได้อีกด้วย

Microsoft Office ในรูปแบบที่คุ้นเคย เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น

แอปพลิเคชันด้านการทำงาน รวมถึงแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้นิยมใช้งานเป็นประจำ ได้ถุกออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นใน Galaxy Z Fold3 5G เช่น แอปพลิเคชันส่งข้อความ ก่อนหน้านี้ คุณต้องทำการปิดแชทหนึ่งก่อนเปิดใช้งานอีกแชท แต่ตอนนี้ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้ลิสต์กลุ่มแชทจะปรากฏขึ้นทางด้านซ้าย และข้อความจะแสดงทางด้านขวา ทำให้เห็นทุกอย่างได้พร้อมกันในครั้งเดียว หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันปฏิทิน สำหรับการดูตารางงานต่างๆ เมื่อก่อนนี้ แผงเมนูจะรบกวนสายตายามที่เราเลือกใช้ และทำให้พื้นที่บนหน้าจอลดลง แต่ด้วย UI 3.1.1 ทุกอย่างได้รับการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ใช้งานง่ายและชัดเจน

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ ที่หลายคนน่าจะชื่นชอบ คือ Drag and Drop ลองจินตนาการว่าคุณกำลังดู YouTuber คนโปรดรีวิวสินค้า จนรู้สึกสนใจอยากดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อ หากเป็นสมาร์ทโฟนทั่วไป คุณอาจจะต้องปิดวิดีโอก่อน แล้วค่อยเข้าเบราว์เซอร์เว็บไซต์แบรนด์ดังกล่าว แต่ด้วย Galaxy Z Fold3 5G ผู้ใช้จะสามารถดึง URL เว็บไซต์ของแบรนด์ดังกล่าวแสดงขึ้นในอีกหน้าจอหนึ่ง พร้อมกับชม YouTube ต่อไปด้วย หรือหากต้องการดูตัวเลือกอื่นเพื่อเปรียบเทียบ ก็สามารถลากแบ่งมาอีกช่องหนึ่งได้เช่นกัน

ในด้านการทำงาน สมมติว่าคุณต้องแก้ไขงานด่วนระหว่างเดินทาง เพียงเปิดไฟล์เอกสารจากแชทของ Microsoft Teams บนสมาร์ทโฟน พร้อมลากและวาง (Drag and Drop) ไฟล์เอกสารอื่นๆ ที่ต้องการนำมาปรับแต่งหรืออ้างอิง และคัดลอกไฟล์ ย้ายข้อมูล ส่งไฟล์กลับไปได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่อีกต่อไป

คลิกน้อยลง ประหยัดเวลามากขึ้น ด้วย Edge Panel

เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เมื่อเจอแอปพลิเคชันที่ใช้คู่กันงานบ่อย ผู้ใช้สามารถรวมกลุ่มแอปเหล่านั้นไว้ที่ Edge Panel บริเวณแถบด้านข้าง หลังจากนั้น เพียงกดครั้งเดียวทุกแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้ก็จะพร้อมใช้งานบนหน้าจอทันที รวมถึงผู้ใช้ยังสามารถสลับการใช้งานระหว่างแอปพลิเคชันต่างๆ เพียงแค่เลื่อนแถบดังกล่าว แทนที่ต้องกลับไปที่หน้าหลัก (Home Screen) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ซัมซุงยังได้ออกแบบให้หน้าจอหลักทั้งด้านนอกและด้านในเลือกปรับแต่งแอปพลิเคชันที่แตกต่างกันได้เพื่อรองรับการใช้งานยามพับหรือกางหน้าจอ ยกตัวอย่างเช่น หน้าจอด้านนอกที่ใช้งานบ่อย คุณอาจจะเลือกแอปพลิเคชันรับ-ส่ง ข้อความ โซเชียลมีเดียต่างๆ หรือ Google เพื่อการค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หน้าจอด้านใน จะเน้นไปที่แอปพลิเคชันด้านการทำงาน อย่าง Microsoft Outlook เพื่อตอบอีเมล Microsoft Word หรือ Excel เพื่อแก้ไขงานเอกสารต่างๆ รวมถึง Zoom เพื่อการประชุมออนไลน์ เป็นต้น

3-in-1 สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ รวมอยู่แล้วใน Galaxy Z Fold3 5G

อีกหนึ่งเคล็ดลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคนทำงาน คือฟีเจอร์ Samsung DeX ที่จะทำให้ Galaxy Z Fold3 5G กลายเป็นคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Samsung Smart Display หรือ Smart TV ซึ่งการทำงานของ Samsung DeX นั้น ไม่เหมือนกับการสะท้อนหน้าจอทั่วไป (Screen Mirroring) แต่เป็นการมอบประสบการณ์เสมือนการใช้งานคอมพิวเตอร์จริง

โดยผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานหลายแอปพลิเคชันได้พร้อมกันบนหน้าต่างที่ปรับขนาดได้ตามต้องการ หรือเรียกใช้งาน Microsoft Office ก็เป็นไปอย่างลื่นไหล นอกจากนี้ คุณยังสามารถเปลี่ยน Galaxy Z Fold3 5G ให้เป็น Trackpad แทนเมาส์ หรือ virtual keyboard เพื่อใช้ทำงานร่วมกันได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อใช้งานเมาส์หรือคีย์บอร์ดจริงก็ทำได้เช่นกัน

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวไป ถือเป็นการตอกย้ำว่า Galaxy Z Fold3 5G คือสมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อการทำงานแบบ Hybrid Working อย่างแท้จริง ซึ่งหากใครต้องการเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ก็ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลสำคัญ ที่อยู่ในเครื่องจะหายไป เพราะด้วยแอปพลิเคชัน Smart Switch ผู้ใช้จะสามารถโอนถ่ายข้อมูลต่างๆ จากเครื่องเก่าไปเครื่องใหม่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 10-20 นาที[1] โดยไม่จำกัดว่าเครื่องเก่าจะใช้งานระบบปฏิบัติการใด

ซึ่งนอกจากจะย้ายข้อมูลเบอร์โทร รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์เอกสารต่างๆ แล้ว ล่าสุด นับเป็นครั้งแรกของสมาร์ทโฟนซัมซุง กาแลคซี่ ที่ผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS จะสามารถย้ายข้อมูลทั้งหมดที่อยู่บนแอปพลิเคชัน WhatsApp[2] ไม่ว่าจะเป็นข้อความ เอกสาร หรือรูปภาพมายังสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ได้แบบครบถ้วนอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสเครื่องจริงได้ที่ Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-z-fold3-5g/


[1] แตกต่างกันไปตามวิธีการและปริมาณข้อมูล

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/life-has-changed-with-the-samsung-galaxy-z-fold3-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=life-has-changed-with-the-samsung-galaxy-z-fold3-5g

เดลล์ เทคโนโลยีส์ รุกประกาศเปิดตัวเกมมิ่ง พีซีใหม่พร้อมกันทั่วภูมิภาคเอเชียใต้ และ กลุ่มตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชีย

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกาศศักยภาพเปิดตัวแล็ปท็อป Alienware ครบถ้วนเต็มรูปแบบ มาพร้อม X-Series และ M-Series และ Dell G-Series ลงตลาดพร้อมทั่วภูมิภาคเอเชียใต้และตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Asia Emerging Market หรือ AEM)

Dell

“เราเชื่อว่าเหล่าเกมเมอร์จะให้การต้อนรับการเปิดตัวของ Alienware เข้าสู่ตลาดประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา บรูไน เมียนมาร์ และมองโกเลีย ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับอินเทลและเอเอ็มดี เราไม่เพียงนำเอาเกมมิ่งเทคโนโลยีล่าสุดเข้าสู่ตลาดเท่านั้น แต่เรากำลังเดินหน้าในการที่จะขยับขีดจำกัดของพีซีเกมมิ่งออกไปให้มากยิ่งกว่าเดิม Alienware มีความภูมิใจที่สามารถสร้างพีซีประสิทธิภาพสูงที่เป็นขุมพลังเบื้องหลังของประสบการณ์การเล่นเกมที่ไร้ขีดจำกัด” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร ตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชียและกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าว

สร้างขึ้นจากสิ่งที่สืบทอดกันในการบุกเบิกพีซีสำหรับเล่นเกมมายาวนานถึง 25 ปี Alienware ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางสำหรับฟอร์มแฟคเตอร์ที่ดุดัน การออกแบบที่ไม่ธรรมดาและประสิทธิภาพอันน่าประทับใจ

นำ X-Factor มาสู่โมบาย พีซี เกมมิ่ง

Alienware X-Series คือตระกูลโมบายเกมมิ่งใหม่ล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของนวัตกรรมที่โดดเด่นที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพสูง แนวคิดการการออกแบบที่โดดเด่น และคุณภาพในระดับพรีเมียม ทั้งนี้Alienware x15 เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กขนาด 15 นิ้วเครื่องแรกที่ Alienware เคยผลิตแล็ปท็อปได้ถูกรังสรรค์อย่างมีศิลปะมาพร้อมการออกแบบในสไตล์  Alienware Legend 2.0 ที่สะดุดตา

รูปแบบที่ชวนให้หลงใหลให้กับสายตา นอกจากรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์ดึงดูดแล้ว เครื่อง X-Series ใหม่ยังได้รับการออกแบบในเชิงวิศวกรรมเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากความร้อน โดยช่องระบายอากาศได้ถูกวางไว้ ทั้งด้านบนและฐานของโน๊ตบุ๊ค X-Series โดยพัดลมทั้ง 4 ตัวที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มระดับการไหลเวียนของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อน

ด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อน Alienware Cryo-Tech™ ซึ่งนำเอา Element 31 สารสื่อความร้อน (Thermal interface material หรือ TIM) ซึ่งทำให้เครื่อง X-Series สามารถต้านทานความร้อนได้ดีขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์อันเป็นผลมาจาก Element 31

พร้อมด้วย HyperEfficient Voltage Regulation เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในช่วงเวลาอันยาวนานของการเล่นเกม เครื่อง X-Series ให้การระบายความร้อนที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ตามมาด้วยประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ดียิ่งขึ้น การออกแบบพัดลมแบบ Quad Fan ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Alienware ช่วยกระจายลมอย่างมีประสิทธิภาพไปยังระบบ ผ่านไปยังแชสซี และจุดเก็บความร้อนต่างๆ ภายในเพื่อช่วยให้เครื่องเล่นเกมเย็นอยู่เสมอ

และสุดท้าย เทคโนโลยีการควบคุมพัดลมอัจฉริยะ หรือ Smart Fan control ที่รอการจดสิทธิบัตรอยู่นั้น ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแอพพลิเคชั่น โดยที่พัดลมแต่ละตัวจะหมุนเร็วขึ้น ช้าลง หรือรักษาความคงที่โดยอิสระ ขึ้นอยู่กับเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่วางไว้โดยรอบชิ้นส่วนของระบบหลักอย่างมีกลยุทธ์

Alienware X-Series อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ทรงประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก ซึ่งรวมถึง

·      11th Gen Intel® Core™ H-series โมบาย โปรเซสเซอร์ และ NVIDIA GeForce RTX 30 Series Laptop GPUs สำหรับแล็ปท็อป ที่สูงถึง 3080 โดยเครื่องรุ่น x15 รองรับขุมพลังกราฟิกสูงสุดถึง 110W

·      ออฟเซ็ตวงจรควบคุมความร้อน (Thermal Control Circuit offset  หรือ TCC) ช่วยให้เกมเมอร์ตั้งขีดจำกัดของ “cruise control” ไว้ที่อุณหภูมิของ CPU เพื่อช่วยให้มั่นใจว่าอุณหภูมิของ CPU ของระบบจะยังคงอยู่ภายในช่วงที่กำหนด

·      เลือกจากสถานะพลังงานที่ปรับแต่งได้ห้าสถานะ (Tailored Power States) รวมถึงความเร็วแรงเต็มสปีดที่ (ที่กำลังสูงสุด) โหมดประสิทธิภาพ (ลำดับความสำคัญของกราฟิก) ตลอดจนบาลานซ์ โหมด  (balanced CPU/GPU) การประหยัดแบตเตอรี่ (เน้นอุณหภูมิต่ำ) และโหมดเงียบ (เน้น acoustics)

·      DirectX Raytracing นำสีสันสดใสเพื่อทำให้เกมมีชีวิตสมจริงควบคู่ไปกับเทคโนโลยีพาแนลล่าสุดหลากรูปแบบ ตั้งแต่ความเร็ว FHD 360Hz อันเหลือเชื่อไปจนถึง 4K-UHD HDR400 ทั้งนี้การกำหนดค่าของ X-series ยังรวมถึงกล้อง Windows Hello IR เพื่อการล็อคอินด้วย facial biometrics อย่างรวดเร็ว ตัวเลือกพาแนลต่างๆ ยังครอบคลุมถึง ComfortView Plus เทคโนโลยีถนอมสายตาบนฮาร์ดแวร์ที่ให้แสงสีฟ้าต่ำเพื่อช่วยลดอาการเครียดของตาโดยไม่ทำให้คุณภาพการแสดงผลลดลง

·      สเตเดี้ยม ไลท์ติ้งที่ทรงพลังของ AlienFX ยิ่งเจิดจ้ามากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี LED ในระดับแอดวานซ์ ด้วยไมโคร-LED ที่มากถึง 90 ดวงบนเครื่อง x15 ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นโซนไลท์ติ้งอิสระและสามารถโปรแกรมได้ ทำให้เกมเมอร์สามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ (personalize) ผ่าน Alienware Command Center

X-Series มาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืนที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ถึง 92% และเพื่อเพิ่มความสามารถในการพกพาสูงสุด อะแดปเตอร์แปลงไฟขนาด 240W ขนาดเล็กและน้ำหนักเบาตัวแรกของ Alienware ทำให้การเล่นเกมในขณะเดินทางเป็นเรื่องสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพ Visual Performance ขั้นสุดยอดด้วย Alienware m15 R6 และ m15 Ryzen Edition R5

Alienware m15 R6 และ m15 Ryzen Edition R5 ใหม่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและฟีเจอร์การออกแบบใหม่เพื่อมอบประสบการณ์การรับชม (visual experience) ที่ไม่มีใครเทียบได้ ด้วยการนำเสนอจอแสดงผลที่เร็วที่สุดของ Alienware บนโน้ตบุ๊กขนาด 15 นิ้ว เกมเมอร์สามารถเลือกการแสดงผลได้ถึง QHD 240Hz เพื่อมอบการเล่นเกมที่ราบรื่น

โดยเกมเมอร์จะถูกดึงดูดให้ใกล้ชิดกับการเล่นเกมมากยิ่งขึ้นด้วยฟีเจอร์การออกแบบใหม่ที่เรียกว่า Dark Core ซึ่งทำให้เฉดสีภายในของแล็ปท็อปมืดลงเพื่อลดการรบกวนให้มีน้อยที่สุดและช่วยให้ผู้เล่นสามารถจดจ่ออยู่กับเกม นี่คือ Alienware โน้ตบุ๊กตัวแรกที่แต่งด้วยสูตรสี Silky-Smooth High-Endurance ใหม่ ที่ได้รับการออกแบบในเชิงวิศวกรรมเพื่อเพิ่มความทนทานต่อรอยเปื้อนและให้ความรู้สึกของพื้นผิวระดับพรีเมียม

โดย visual experience ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังที่เป็นเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง ได้แก่

·      โปรเซสเซอร์สูงถึง AMD Ryzen 5000 H-Seriesโมบาย โปรเซสเซอร์ และ NVIDIA GeForce RTX 30 Series Laptop GPUs [Alienware m15 Ryzen Edition R5]

·      โมบายล์โปรเซสเซอร์ 11th Gen Intel® Core™ H-series ล่าสุด และ NVIDIA GeForce RTX 30 Series Laptop GPUs ใหม่ [Alienware m15 R6]

·      หน่วยความจำ DDR4 ขนาด 3200 Mhz ที่ผู้ใช้อัพเกรดได้เป็นครั้งแรกบนโน้ตบุ๊ก Alienware ขนาด 15 นิ้ว

ฟีเจอร์ Game Ready ที่ออกแบบใหม่มาพร้อมกับ Dell G15 และ G15 Ryzen Edition

เดลล์พร้อมนำการเล่นเกมในระดับ AAA มาสู่ผู้เล่นกลุ่มใหญ่ ด้วย Dell G15 และ G15 Ryzen Edition ขนาด 15 นิ้วที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด เมื่อดูภายนอก ตัวเครื่องมาในรูปลักษณ์ของฟอร์มแฟคเตอร์ใหม่ที่เพรียวบางพร้อมขอบจอแคบสองด้านและใช้สีระบบน้ำแบบ low VOC waterborne สำหรับภายใน G15 ใหม่ติดตั้งมาพร้อมกับการออกแบบระบบระบายความร้อนที่ได้แรงบันดาลใจจาก Alienware เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศสูงสุดเพื่อการระบายความร้อนและการกระจายความร้อนที่ดีที่สุด การปรับปรุงโฉมใหม่ทั้งหมดมาพร้อมกับคุณสมบัติที่พร้อมสำหรับการเล่นเกม ได้แก่

·      โปรเซสเซอร์สูงถึงระดับ AMD Ryzen 5000 series พร้อม NVIDIA GeForce RTX 30 Series Laptop GPU และหน่วยความจำ DDR4 3200Mhz ที่สามารถอัพเกรดได้ [Dell G15 Ryzen Edition]

·      11th Gen Intel Core โปรเซสเซอร์ และ NVIDIA GeForce RTX 30 Series Laptop GPUs [Dell G15]

·      ปุ่มฟังก์ชั่น “Game Shift” เฉพาะสำหรับ G Series ซึ่งเร่งประสิทธิภาพการระบายความร้อนในทันทีสำหรับช่วงเวลาการเล่นเกมที่เข้มข้น

·      พาแนล 120Hz หรือ 165Hz มาพร้อมฮาร์ดแวร์ดิสเพลย์ถนอมสายตาลดแสงสีฟ้า

ราคาและความพร้อมในการวางตลาด

ผลิตภัณฑ์ ราคาเริ่มต้น รวม VAT (บาท) พร้อมวางตลาด
Alienware x15 113,490 30 กันยายน 2564
Alienware m15 Ryzen Edition R5 72,590 30 กันยายน 2564
Alienware m15 R6 74,490 30 กันยายน 2564
Dell G15 Ryzen Edition 38,090 พฤศจิกายน 2564
Dell G15 35,990 พฤศจิกายน 2564

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dell-technologies-announces-new-gaming-pc/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dell-technologies-announces-new-gaming-pc

Fitbit Charge 5 เริ่มวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย พร้อมเพิ่มฟีเจอร์พรีเมี่ยมใหม่ล่าสุด

Fitbit Charge 5 ประกาศอัพเดท การวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันนี้ ในราคา 7,690 บาท โดยมาพร้อมกับสมาชิก Fitbit Premium เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อ Charge 5 ผ่านช่องทางออนไลน์กันได้แล้ววันนี้ ที่ Fitbit.com และมีวางจำหน่ายที่ B2S, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, Dotlife, JD Central, Lazada, PowerBuy, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, Shopee, Super Sport และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์

Fitbit Charge 5

รายละเอียด Fitbit Premium และฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มีเพิ่มเติมมีดังนี้:

  • ฟิตบิตได้จับมือกับ Calm แอปพลิเคชั่นอันดับ 1 สำหรับการนอนหลับ ทำสมาธิ และผ่อนคลาย ซึ่งสมาชิก Fitbit Premium สามารถใช้งานได้เเล้ววันนี้ โดยผู้ใช้งานสามารถติดตามการนอนหลับ และดูฟีเจอร์ Calm ที่ช่วยลดความเครียดได้ถึงจำนวน 30 รายการ นอกจากนั้นผู้ใช้งาน Fitbit Sense ยังสามารถเห็นผลลัพธ์ของการใช้งาน Calm ที่มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ และการตอบสนอง EDA จากฟีเจอร์ดังกล่าว
  • สำหรับผู้ใช้งาน Sense และ Versa 3 ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์การตรวจจับเสียงกรนและเสียงรบกวน (Snore & Noise Detect)  ได้เเล้ววันนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจสภาพแวดล้อมการนอนหลับของตนเอง ซึ่งไมโครโฟนของ Sense และ Versa 3 นั้นสามารถตรวจจับเสียงได้เกือบทุกวินาทีเพื่อที่จะติดตามเสียงกรน และเสียงของสภาพแวดล้อมในขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีระบบวิเคราะห์เสียง เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับรู้ถึงเสียงที่อาจรบกวนในขณะนอนหลับจนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและทำให้เกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอได้ ทั้งนี้ ตามข้อสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่างๆ ที่ระบุไว้ เราขอยืนยันว่าข้อมูลด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้ Fitbit จากฟีเจอร์นี้ รวมถึงข้อมูลการใช้งานประเภทอื่นๆ จะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อการโฆษณาบน Google และข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกแยกออกจากข้อมูลโฆษณา Google อื่นๆ อีกเช่นเดียวกัน

ในช่วงปีที่ผ่านมา เราต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเครียดที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่พฤติกรรมการนอน การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องรักษาตัวเองให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่สำหรับหลาย ๆ คน ความแข็งแกร่งมีนิยามที่เปลี่ยนไป ความแข็งแรงไม่ได้วัดกันที่น้ำหนักที่เราสามารถจะยกได้หรือความเร็วที่เราวิ่งได้อีกต่อไป แต่มันยังรวมถึงขีดจำกัดที่ร่างกายและจิตใจของเราจะรับได้อีกด้วย

เมื่อนิยามของความแข็งแกร่งเปลี่ยนไป ฟิตบิทจึงได้เปิดตัว Fitbit Charge 5 ฟิตเนสแทรคเกอร์สุดล้ำ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสามารถวัดความพร้อมของร่างกาย ตรวจเช็คความเครียด ดูแลสุขภาพหัวใจ วัดคุณภาพการนอนหลับ และสุขภาพในทุกมิติไว้ในเครื่องเดียว ด้วยดีไซน์ที่บางลงและทันสมัยมากขึ้น จอภาพสีที่สว่างขึ้น กับแบตเตอรีที่อึดสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 7 วัน โดย Fitbit Charge 5 มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่สะดวกสบายให้คุณได้ใช้งานตามต้องการโดยไม่มีอุปสรรค์ใด ๆ

และด้วยสมาชิก Fitbit Premium นาน 6 เดือนที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง[1] ทำให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งคำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้และวิธีการออกกำลังกายกว่า 500 แบบ ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตและการกินที่ช่วยให้คุณสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของคุณได้ในแต่ละวัน

เสียเหงื่ออย่างชาญฉลาด

ด้วยฟังก์ชั่นใหม่ Daily Readiness ที่มาพร้อมกับ Fitbit Premium ซึ่งจะสามารถใช้ได้เร็ว ๆ นี้ในฟิตบิทรุ่น Charge 5, Sense, Versa 3, Versa 2, Luxe และ Inspire 2 ทำให้คุณสามารถทำความเข้าใจร่างกายของตัวเอง ว่าพร้อมสำหรับการออกกำลังกายหรือไม่ หรือควรจะให้ความสำคัญกับการพักฟื้น โดยในตอนเช้าของทุกวัน คุณจะได้รับคะแนนที่ประเมินความอ่อนล้าของร่างกาย ระดับการเต้นของหัวใจ (HRV) และคุณภาพจากการนอนหลับครั้งล่าสุด และข้อมูลที่วิเคราะห์ว่าปัจจัยใดมีผลกับคะแนน พร้อมคำแนะนำ เช่น Active Zone Minutes และคอนเทนท์บน Fitbit Premium ที่ช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง   

โดย Fitbit Charge 5 ยังมาพร้อมกับ GPS ในตัวเครื่อง พร้อมโหมดการออกกำลังกว่า 20 แบบ ระบบตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ และค่าประมาณ V02 max ของคุณ นอกจากนี้ ด้วยสมาชิก Fitbit Premium คุณยังสามารถเข้าถึงคอนเทนต์การออกกำลังกายกว่า 200 แบบจากเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองและแบรนด์ดังต่าง ๆ เช่น Daily Burnbarre3obé และการออกกำลังกายด้วยพลังงานสูงแบบใหม่จาก LES MILLS

ลดความเครียด ผ่อนคลายจิตใจ

ในช่วงปี 2020 พบว่า ผู้ใหญ่กว่า 40% ต้องเผชิญกับความเครียดเป็นอย่างมาก และเพื่อช่วยให้คุณสามารถจัดการความเครียดได้ดียิ่งขึ้น Charge 5 จะเป็นแทรคเกอร์ตัวแรกที่มีเซนเซอร์ EDA ที่คอยวัดการตอบสนองของร่างกายของคุณต่อความเครียด ที่วัดจากการเปลี่ยนแปลงของต่อมเหงื่อบริเวณนิ้วมือ ซึ่ง ฟิตบิท ได้เปิดตัว EDA เป็นครั้งแรกเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วพร้อมกับ Fitbit Sense และพบว่า 70% ของผู้ใช้ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจลงได้ ในระหว่างการทำ EDA Scan เป็นเวลา 2 นาที ซึ่งพิสูจน์ว่าเครื่องมือเหล่านี้สามารถช่วยลดความเครียดได้จริง[2]

ซึ่ง Fitbit Charge 5 ยังมีฟีเจอร์ Stress Management Score บนแอปพลิเคชัน Fitbit ที่ช่วยให้คุณได้ข้อมูลในทุกเช้าว่า คุณพร้อมสำหรับความท้าทายที่มากขึ้นหรือต้องการการพักผ่อน ด้วยระบบสมาชิก Premium คุณยังสามารถเข้าถึงคอนเทนต์การทำสมาธิกว่า 300 แบบจากแบรนด์และผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ฟิตบิทยังจะประกาศความร่วมมือกับ Calm แอปพลิเคชั่นอันดับ 1 ด้านการนอน นั่งสมาธิ และการผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยให้สมาชิก Fitbit Premium เข้าถึงเนื้อหาของ Calm ได้อีกด้วย[3]

ลงลึกกับสุขภาพของคุณในทุกด้าน

เรายังช่วยให้คุณใส่ใจสุขภาพหัวใจของตัวเอง โดยที่ Fitbit Charge 5 สามารถตรวจจับการเต้นของหัวใจของคุณตลอดเวลา และทำการแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจสูงหรือต่ำกว่าระดับปกติที่เป็นระดับเฉพาะตัวของคุณ ซึ่งอาจจะช่วยบ่งบอกอาการของหัวใจที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

นอกจากจะช่วยจัดการสุขภาพหัวใจของคุณแล้ว Charge 5 ยังนำเสนอภาพรวมของเมตริกที่สำคัญต่อสุขภาพของคุณผ่านทาง Health Metrics Dashboard ในแอป Fitbit ซึ่งรวมถึงข้อมูลอัตราการหายใจ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวหนัง และ SpO2[4] และด้วยสมาชิกแบบ Premium คุณยังสามารถแทร็คการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวและข้อมูลเฉพาะตัวของคุณ

และเพราะว่าการนอนก็สำคัญกับสุขภาพ คุณจะได้รับบริการจากเครื่องมือเกี่ยวกับการนอนหลับชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เช่น Sleep Score แบบรายวัน Sleep Stages และฟีเจอร์ปลุกอย่าง SmartWake   นอกจากนี้ สมาชิก Fitbit Premium จะได้รับบทวิเคราะห์เชิงลึกและแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการนอนอีกด้วย

ออกแบบมาสำหรับความสะดวก สมรรถภาพ และความสบาย

นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านสุขภาพและฟิตเนสแล้ว Fitbit Charge 5 ยังมอบฟีเจอร์เพื่อความสะดวกให้คุณ ด้วยการปัดเพียงปลายนิ้ว ดูสถิติ จ่ายเงินแบบไร้การสัมผัส รับ/ส่งการแจ้งเตือน จากสมาร์ทโฟนของคุณ (พร้อมฟังก์ชั่นตอบกลับด่วนบนมือถือในระบบ Android) ไม่เพียงเท่านั้น คุณยังสามารถเลือกหน้าปัดนาฬิกาสีสดใสได้ถึง 20 แบบเพื่อปรับเปลี่ยนการมองเห็นข้อมูลที่คุณอยากรู้มากที่สุด 

ด้วยขนาดที่บางกว่ารุ่นก่อนหน้า 10% ฟิตบิต Charge 5 ยังมีดีไซน์แบบแอโรไดนามิกส์ที่เพิ่มสมรรถภาพและดีไซน์ทางวิศวกรรมสำหรับการสวมใส่แบบไร้รอยต่อ ด้วยหน้าจอสีแบบ AMOLED Charge 5 เป็นแทรคเกอร์ตัวแรกที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ Always-on-display ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้คุณมองเห็นหน้าจอได้ตลอดเวลาออกกำลังกาย ด้วยหน้าจอที่สว่างเป็นสองเท่าของรุ่นก่อนหน้า คุณยังสามารถมองเห็นค่าต่าง ๆ ได้แม้ในวันแดดจ้า นอกจากนี้ คุณยังสามารถปรับเปลี่ยนลุคได้ตลอดเวลา ด้วยสายรัดข้อมือซิลิโคนแบบอินฟินิตีน้ำหนักเบา สายรัดข้อมือแบบสปอร์ตระบายอากาศ สายรัดข้อมือไนลอนแบบนิ่ม และสายรัดข้อมือหนังทำมือสุดพรีเมี่ยมจาก Horween


[1] สำหรับผู้ใช้งานใหม่และผู้ใช้งานปัจจุบันของ Fitbit Premium โดยเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไข  คอนเทนต์ Fitbit Premium อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และบางคอนเทนต์มีให้ใช้งานเฉพาะในภาษาอังกฤษ

[2] จากการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ระบุตัวตนจากผู้ใช้ Fitbit Sense ที่อายุมากกว่า 18 ปี 10,000 คนจากทั่วโลก ระหว่างเดือนธันวาคม 2020 ถึงเดือนมกราคม 2021

[3] คอนเทนต์จาก Calm รองรับการใช้งานในภาษาอังกฤษ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส เยอรมัย ญี่ปุ่น และเกาหลี

[4] Health Metric Dashboard สามารถใช้งานได้ในบางพื้นที่ และไม่ควรใช้สำหรับการวินิจฉัยทางการแพทย์

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/fitbit-charge-5-is-now-available-in-thailand/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=fitbit-charge-5-is-now-available-in-thailand

เปิดตัว Samsung Galaxy F42 5G มาพร้อมชิป Dimensity 700, กล้องหลัง 3 ตัว 64MP และแบตเตอรี่ 5,000mAh

Samsung ประกาศเปิดตัว Samsung Galaxy F42 5G สมาร์ตโฟน 5G รุ่นใหม่ตระกูล F Series อย่างเป็นทางการที่ประเทศอินเดีย โดยเป็นรุ่นรีแบรนด์ของ Galaxy A22 5G ที่เปิดตัวที่ยุโรปไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์โมดูลกล้องหลังใหม่ และใช้สีใหม่

สเปก Samsung Galaxy F42 5G

Samsung Galaxy F42 5G

ตัวเครื่องมีขนาด 167.2 x 76.4 x 9 มม. และน้ำหนัก 203 กรัม หน้าจอแสดงผล Infinity-U แบบ TFT LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek MT6833 Dimensity 700 5G (7 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G57 MC2, RAM 6GB/8GB, หน่วยความจำภายใน 128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 1TB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย One UI 3.1

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ถ่ายมุมกว้างได้ 115 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G dual band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, ช่องหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB Type-C, แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับการชาร์จ 15W

ทั้งนี้ Samsung Galaxy F42 5G มีให้เลือก 2 สีคือ Matte Aqua และ Matte Black โดยจะเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศอินเดียในวันที่ 2 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 6GB+128GB ราคา 20,999 รูปีหรือประมาณ 9,580 บาท
  • RAM 8GB+128GB ราคา 22,999 รูปีหรือประมาณ 10,490 บาท

ที่มา : Gsmarena

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/samsung-galaxy-f42-5g-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=samsung-galaxy-f42-5g-launched

เผยสเปก OPPO A55 4G พร้อมดีไซน์ ก่อนเปิดตัวที่อินเดีย 1 ตุลาคมนี้

หลังจากที่ OPPO เปิดตัว OPPO A55 5G ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุดได้ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว OPPO A55 รุ่น 4G ที่ประเทศอินเดียในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ พร้อมเผยสเปกเด่น และดีไซน์ตัวเครื่องออกมาให้เห็นกันแล้ว

เว็บไซต์ Amazon อินเดีย ได้เปิตหน้า Landing Page เผยวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ OPPO A Series รุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็น OPPO A55 4G โดยจะมีขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2564

พร้อมเผยสเปกเด่น และดีไซน์ โดยจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Punch Hole Display ขนาด 6.51 นิ้ว รวมทั้งติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

รวมทั้งรองรับการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า Face Unlock และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง, รองรับการกันน้ำมาตรฐาน IPX4 และมีให้เลือก 2 สีคือ Rainbow Blue และ Starry Black แม้ว่าภาพเรนเดอร์ที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เราเห็นสีที่ 3 คือ สีเขียว ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกอื่นๆ ของ OPPO A55 4G ตามที่ผ่านการรับรองล่าสุดระบุว่าจะใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh และรองรับการชาร์จเร็ว 18W ส่วนสเปกเเต็ม และราคารอติดตามกันในวันเปิดตัวศุกร์ที่ 1 ตุลาคมนี้

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-a55-4g-specs-and-design-revealed-before-launching-in-india-on-october-1/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-a55-4g-specs-and-design-revealed-before-launching-in-india-on-october-1

แคสเปอร์สกี้เผยสปายแวร์ FinFisher ตัวฉกาจ ปรับปรุงคลังแสงให้วิเคราะห์ยาก ตรวจจับยาก เหยื่อเสี่ยงสูง

นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) เปิดเผยการสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับการอัปเดตล่าสุดของสปายแวร์ FinSpy ที่ใช้ในระบบ Windows, Mac OS, Linux และโปรแกรมช่วยติดตั้งโปรแกรม (installer) การวิจัยนี้ใช้เวลาแปดเดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์ เผยให้เห็นการใช้เครื่องมือ Obfuscator เพื่อสร้างความสับสนถึงสี่ชั้นและมาตรการป้องกันการวิเคราะห์ขั้นสูงที่ใช้โดยนักพัฒนาสปายแวร์ รวมถึงการใช้บูตคิท UEFI เพื่อแพร่เชื้อไปยังเหยื่อ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความพยายามอย่างมากในการหลบเลี่ยงการป้องกัน ทำให้ FinFisher เป็นหนึ่งในสปายแวร์ที่ตรวจจับได้ยากที่สุดในปัจจุบัน

FinFisher (ฟินฟิชเชอร์) หรือที่รู้จักในชื่อ FinSpy (ฟินสปาย) หรือ Wingbird (วิงเบิร์ด) เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังที่แคสเปอร์สกี้ติดตามมาตั้งแต่ปี 2011 สามารถรวบรวมข้อมูลประจำตัว รายชื่อไฟล์ และไฟล์ที่ถูกลบ รวมถึงเอกสารต่างๆ การสตรีมสด การบันทึกข้อมูล การเข้าถึงเว็บแคมและไมโครโฟน การแพร่กระจายใน Windows ถูกตรวจพบและวิจัยหลายครั้งจนถึงปี 2018 ที่ FinFisher พยายามซ่อนตัวหลบหลีกการตรวจจับ

หลังจากนั้น โซลูชันของแคสเปอร์สกี้ตรวจพบโปรแกรมช่วยติดตั้งที่น่าสงสัยของแอปพลิเคชันที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น TeamViewer, VLC Media Player และ WinRAR ซึ่งมีโค้ดที่เป็นอันตรายที่ไม่เชื่อมโยงกับมัลแวร์ใดที่เคยรู้จัก จนกระทั่งเมื่อนักวิจัยค้นพบเว็บไซต์ในภาษาพม่าที่มีโปรแกรมช่วยติดตั้งที่ติดเชื้อและมีตัวอย่าง FinFisher สำหรับ Android ซึ่งช่วยระบุว่าโปรแกรมถูกโจมตีด้วยโทรจันโดยใช้สปายแวร์ตัวเดียวกัน การค้นพบนี้ผลักดันให้นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้ตรวจสอบ FinFisher เพิ่มเติม

FinFisher ต่างจากสปายแวร์รุ่นก่อนที่มีโทรจันในแอปพลิเคชั่นที่ติดเชื้อในทันที FinFisher ได้รับการปกป้องจากคอมโพเน้นต์สองตัว คือ Pre-validator and a Post-Validator ที่ไม่ถาวร คอมโพเน้นต์แรกเรียกใช้การตรวจสอบความปลอดภัยหลายครั้งเพื่อดูว่าอุปกรณ์ที่ติดเชื้อนี้ไม่ใช่อุปกรณ์ของนักวิจัยด้านความปลอดภัยแน่หรือไม่ ส่วนคอมโพเน้นต์ที่สองซึ่งเป็นส่วนประกอบของเซิร์ฟเวอร์ จะดูว่าเหยื่อที่ติดเชื้อนี้เป็นเหยื่อที่ตั้งใจโจมตีแน่หรือไม่ จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะใช้คำสั่งในการปรับใช้แพลตฟอร์มโทรจันเต็มรูปแบบ

FinFisher เพิ่มความยากในการตรวจจับด้วยเครื่องมือ Obfuscator แบบกำหนดเองที่ซับซ้อนถึงสี่ชั้น หน้าที่หลักของ Obfuscator นี้คือการทำให้วิเคราะห์สปายแวร์ได้ช้าลง ยิ่งไปกว่านั้น โทรจันยังใช้วิธีแปลกๆ ในการรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างเช่น ใช้โหมดของนักพัฒนาในเบราว์เซอร์เพื่อสกัดกั้นการรับส่งข้อมูลที่มีการป้องกันด้วยโปรโตคอล HTTPS

นักวิจัยยังได้ค้นพบตัวอย่างของ FinFisher ที่ใช้แทนที่ Windows UEFI bootloader ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เปิดใช้งานระบบปฏิบัติการหลังจากเปิดตัวเฟิร์มแวร์พร้อมกับตัวที่เป็นอันตราย วิธีการติดเชื้อนี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถติดตั้ง bootkit ได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของเฟิร์มแวร์ การติดเชื้อ UEFI เกิดขึ้นได้ยากมาก ในกรณีนี้ ผู้โจมตีไม่ได้แพร่เชื้อในเฟิร์มแวร์ UEFI เอง แต่เป็นการบูทขั้นถัดไป เป็นการโจมตีที่หลบซ่อนตัวมีการติดตั้งโมดูลที่เป็นอันตรายในพาร์ติชั่นแยกต่างหาก และสามารถควบคุมกระบวนการบู๊ตของเครื่องที่ติดเชื้อได้

นายอิกอร์ คุซเน็ตซอฟ นักวิจัยด้านความปลอดภัย ทีมวิเคราะห์และวิจัยระดับโลกของแคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “ดูเหมือนว่านักพัฒนา FinFisher จะพยายามอย่างมากเพื่อใช้ทูลสร้างความสับสนและมาตรการต่อต้านการวิเคราะห์ ทำให้สปายแวร์นี้ติดตามและตรวจจับได้ยากเป็นพิเศษ สปายแวร์นี้ถูกปรับใช้ด้วยความแม่นยำสูงและแทบจะวิเคราะห์ไม่ได้เลย 

ผู้สนใจเรื่อง FinFisher สามารถอ่านรายการฉบับเต็มได้ที่เว็บ Securelist

นักวิจัยแคสเปอร์สกี้ขอแนะนำขั้นตอนเพื่อป้องกันตัวเองจากภัยคุกคาม เช่น FinFisher ดังนี้

  • ดาวน์โหลดแอปและโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้
  • อัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ทั้งหมดเป็นประจำ ปัญหาด้านความปลอดภัยมากมายสามารถแก้ไขได้โดยการติดตั้งซอฟต์แวร์เวอร์ชันที่อัปเดต
  • ไม่เชื่อถือสิ่งที่แนบมากับอีเมล ก่อนคลิกเพื่อเปิดไฟล์แนบหรือคลิกลิงก์ โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบว่า อีเมลมาจากคนที่คุณรู้จักและไว้วางใจหรือไม่ วางเมาส์เหนือลิงก์และเอกสารแนบเพื่อดูว่าไฟล์ชื่ออะไรหรือเป็นลิงก์ไปที่ใด
  • หลีกเลี่ยงการติดตั้งซอฟต์แวร์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก ซึ่งอาจมีและมักจะมีไฟล์ที่เป็นอันตราย
  • ใช้โซลูชันการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหมด เช่น Kaspersky Internet Security for Android และ Kaspersky Total Security

คำแนะนำสำหรับการปกป้ององค์กร

  • กำหนดนโยบายสำหรับการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ใช่ของบริษัท ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับความเสี่ยงในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับอนุญาตจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • จัดให้มีการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นพื้นฐานแก่พนักงาน เนื่องจากการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมายจำนวนมากเริ่มต้นด้วยฟิชชิงหรือเทคนิควิศวกรรมสังคมอื่นๆ
  • ติดตั้งโซลูชันต่อต้าน APT และ EDR ซึ่งช่วยให้สามารถค้นหาและตรวจจับภัยคุกคาม ตรวจสอบ และดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์ได้ทันท่วงที จัดการให้ทีม SOC เข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามล่าสุด และจัดฝึกอบรมระดับมืออาชีพอย่างสม่ำเสมอเพิ่มทักษะให้ทีม ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นมีอยู่ใน Kaspersky Expert Security framework
  • นอกจากการป้องกันเครื่องเอ็นด์พอยต์ที่เหมาะสมแล้ว บริการเฉพาะยังสามารถช่วยป้องกันการโจมตีที่มีรายละเอียดสูงได้ บริการ Kaspersky Managed Detection and Response สามารถช่วยระบุและหยุดการโจมตีได้ตั้งแต่ในระยะแรก

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/kaspersky-reveals-the-spyware-finfisher/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kaspersky-reveals-the-spyware-finfisher

ลงทุนกับจอให้คุ้มค่า ปลดล็อกการทำงานแบบสมาร์ทด้วยหน้าจอที่โดดเด่นทั้งฟังก์ชันและดีไซน์

กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกขึ้นมาทันทีกับกระแสความต้องการลาออกครั้งใหญ่ในประเทศฝั่งตะวันตกอันเนื่องมาจากการทำงานแบบ Work from Home ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการหมดไฟ (burnout) เช่นเดียวกันกับคนวัยทำงานในประเทศไทยที่คงเริ่มรู้สึกว่าการทำงานที่บ้านไม่คล่องตัวเหมือนการทำงานที่ออฟฟิศ

โดยเฉพาะในเรื่องของอุปกรณ์และระบบไอที ยิ่งนานวันเข้ายิ่งทำให้แรงจูงใจและ productivity ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ดังนั้น จะดีกว่าไหมหากมีตัวช่วยที่ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์ ประสิทธิภาพ ฟังก์ชัน และเทคโนโลยี ในแบบที่ลงทุนไม่มากแต่ได้กำไรอย่างเหลือเชื่อ แนะนำเลยกับคุณสมบัติ 3 ข้อหลักของจอมอนิเตอร์ที่ควรรีบไปตำเอามาไว้เป็นตัวช่วยปลดล็อกการทำงานอย่างชาญฉลาดด้วยความโดดเด่นที่ลงตัวทั้งเรื่องดีไซน์และการใช้งาน

ข้อที่ 1: หน้าจอที่ให้คุณภาพและความคมชัดระดับมือโปร พร้อมนำเสนอความสง่างามในทุกมิติ

HUAWEI MateView

บ่อยครั้งที่การทำงานจากบ้านทำให้ใครหลายคนลืมหาเวลาพักให้กับตัวเองจนกระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ยิ่งถ้าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ไม่เอื้อต่อการทำงานด้วยคงยิ่งแล้วกันไปใหญ่ ทางรอดของคนยุคนี้คงต้องหาดีไวซ์ประสิทธิภาพดีๆ มาเป็นผู้ช่วยให้การทำงานลื่นไหลไม่มีสะดุด จะได้มีเวลาพักผ่อนและบาลานซ์ชีวิตให้สมดุล อย่าง HUAWEI MateView จอมอนิเตอร์ความชัดระดับ 4K+ Ultra-HD ที่ผ่านการรับรองโดย VESA Display HDR400 เหมาะกับงานที่ต้องการความคมชัดทุกมิติ ให้วิสัยทัศน์ที่กว้างเต็มตาขนาด 28.2 นิ้ว ขยายจินตนาการให้ไกลด้วยอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 94% ช่วยให้ทำงานได้สบายตายิ่งขึ้น แต่งแต้มสีสันให้ภาพเสมือนจริง

โดยมีคุณภาพเทียบเท่าโรงภาพยนตร์ชั้นเยี่ยม แสดงผลสีและความสว่างในระดับที่เหนือกว่าจอภาพทั่วไป เพิ่มคอนทราสต์บริเวณที่สว่างที่สุดและมืดที่สุดบนหน้าจอ มอบประสบการณ์อันตื่นตา ให้รายละเอียดลึกซึ้งในทุกโทนสี ที่สำคัญยังช่วยถนอมสายตาได้แม้ต้องจ้องหน้าจอตลอดทั้งวัน เพราะได้รับการรับรองจาก TUV Rheinland ว่า จอมอนิเตอร์รุ่นนี้สามารถช่วยลดแสงสีฟ้าได้ดี และปราศจากการสั่นไหวที่อาจส่งผลต่อประสาทตาได้อีกด้วย

ข้อที่ 2: ดีไซน์มินิมอล เน้นความเรียบง่ายแบบมีสไตล์ มิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับทุกมุมในบ้านได้อย่างลงตัว

จะดีกว่าไหมหากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประกอบการทำงานระหว่างที่ Work From Home อยู่บ้านช่วงนี้จะอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ รวมไปถึงมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เรียบง่าย วางมุมไหนในบ้านก็แลดูเหมาะเจาะราวกับเป็นของประดับบ้าน ซึ่งในเรื่องนี้บอกเลยว่า HUAWEI MateView ไม่แพ้ดีไวซ์ตัวไหนๆ เพราะมาพร้อมดีไซน์เรียบหรู ดูลงตัว แถมยังผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด

สะท้อนความงามในแบบมินิมอลผ่านการใช้อัลลอยด์เกรดพรีเมียมสำหรับเฟรมเครื่องและขาตั้ง มองมุมไหนก็เข้ากับพื้นที่ทำงานได้เป็นอย่างดี พร้อมมอบความสมดุลระหว่างการทำงานด้วยรูปทรงโครงสร้างหน้าจอและขาตั้งที่จัดวางสัดส่วนได้สมบูรณ์แบบ โดยหน้าจอและขาตั้งเชื่อมต่อกันด้วยบานพับสแตนเลสที่ทนทาน นอกจากนั้นยังสามารถปรับระดับความสูงได้ 110 มิลลิเมตร และปรับมุมได้ถึง 18 องศา เพื่อความสบายตาขณะทำงาน

ดับเบิ้ลความล้ำขึ้นอีกเสต็ปกับ Smart Bar ที่ถูกติดตั้งให้กลมกลืนอยู่บริเวณใต้ขอบจอ มีไว้เพื่อควบคุมฟังก์ชันและตั้งค่าต่างๆ แค่แตะเบาๆ และปัดตามแถบเพียงเท่านี้ก็สั่งการและขับเคลื่อนระบบอินเทอร์เฟซทั้งหมดได้ง่ายดาย ช่วยอำนวยความสะดวกระหว่างทำงานเพื่อผลลัพธ์และ productivity ที่ดียิ่งขึ้น

ข้อที่ 3: แบ่งปันข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ได้ไว ประหยัดเวลาในการทำงานได้อย่างดี

อยากทำงานเสร็จไวจะได้มีเวลาเหลือไปใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ คงต้องมีสมาร์ทดีไวซ์มาช่วยจัดการความยุ่งเหยิงในแต่ละวันให้กลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งถ้าอุปกรณ์แต่ละชิ้นเชื่อมถึงกันได้แบบไร้รอยต่อก็ยิ่งได้ใจคนทำงาน อย่าง HUAWEI MateView ที่รองรับเทคโนโลยี HUAWEI Share 3.0 ช่วยให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินไปกับความสะดวกสบายของการรับส่งไฟล์ไปมาระหว่างแล็ปท็อป แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน กระชับเวลาทำงานให้ปิดจ๊อบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

หรือจะสัมผัสความล้ำหน้าที่ช่วยทลายขีดจำกัดในการทำงานให้หมดไป ด้วยฟีเจอร์ Wireless projection ที่ฉายภาพจากหน้าจอแล็ปท็อปหรือสมาร์ทโฟนขึ้นไปบนหน้าจอ HUAWEI MateView หรือฟีเจอร์พิเศษสำหรับสาย multi-tasking ตัวจริงอย่าง Multi-Screen Collaboration ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานเวลาที่ต้องการเพิ่มหรือสลับหน้าจอของดีไวซ์ไปมา

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น แตะสมาร์ทโฟนที่ด้านล่างของจอมอนิเตอร์ก็สามารถฉายภาพจากจอเล็กขึ้นจอใหญ่ได้แล้ว จะเป็นแบบ Mirror Mode ที่แสดงผลแบบเดียวกับจอสมาร์ทโฟนก็ได้ หรือจะเป็น Desktop Mode ที่สามารถปรับหน้าจอหลักบนสมาร์ทโฟนให้อยู่ในรูปแบบเดกส์ท็อป และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในสมาร์ทโฟนได้เลยก็ไม่ใช่เรื่องยาก แถมยังสลับหน้าจอแสดงผลไปมาระหว่างดีไวซ์ก็ทำได้ง่ายๆ ผ่านแถบ Smart Bar โดย HUAWEI MateView ยังมาพร้อมกับการรับประกันตัวเครื่องเป็นระยะเวลาถึง 2 ปี* อีกด้วย

หัวเว่ยสนับสนุนให้คนทำงานอย่างสมาร์ทด้วยดีไวซ์อัจฉริยะ สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวกับโอกาสสุดท้ายของโปรโมชันพิเศษในช่วงเทศกาล HUAWEI Smart Working Festival เมื่อซื้อ HUAWEI MateView ราคา 22,990 บาท รับไปเลยของสมนาคุณเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อ HUAWEI WiFi WS52000 และ หูฟังไร้สาย HUAWEI FreeBuds 3i มูลค่ารวม 4,289 บาท ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2564 – 30 กันยายน 2564 นี้เท่านั้น ที่ HUAWEI Experience Store, HUAWEI Store และร้านค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีสินค้าไอทีอื่นๆ ที่จะมาปฎิวัติการทำงานของคุณให้สมาร์ทยิ่งกว่าใคร โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่และผ่านช่องทางออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง เฟซบุ๊กเพจ Huawei Mobile TH | Line | Shopee | Lazada 

#WorkSmartWithHUAWEI #HUAWEIMateView

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด 

*เงื่อนไขการคุ้มครอง

บริการเปลี่ยนคืนสินค้าภายใน 7 วัน นับจากวันที่ซื้อ หากพบปัญหาการใช้งานที่ไม่ได้เกิดจากการใช้งานของลูกค้า โดยสามารถเปลี่ยนคืนสินค้าในรุ่นและ
สเปกเดียวกัน ได้ครั้งเดียวต่อใบเสร็จเดิมที่ใช้ซื้อสินค้าเท่านั้น ทั้งนี้ ตัวเครื่อง อุปกรณ์เสริม และกล่องสินค้า ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ครบถ้วนไม่เสียหาย และไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในใบเสร็จเดิม

2 รับประกันซ่อมหน้าจอแสดงผลฟรีในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่ซื้อสินค้า หากพบปัญหาการใช้งานที่ไม่ได้เกิดจากการใช้งานของลูกค้า โดยต้องมีใบเสร็จของสินค้านั้นๆ เพื่อรับบริการ แต่หากไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐานยืนยันการซื้อสินค้า วันที่เริ่มต้นการรับประกันของสินค้าจะเริ่มนับหลังจากวันที่ผลิต 90 วัน (ตรวจสอบได้จากหมายเลขซีเรียลของสินค้า) สามารถตรวจสอบว่าสินค้าอยู่ในระยะเวลาการรับประกันหรือไม่ได้ที่นี่ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผล เช่น อุปกรณ์เสริมและซอฟต์แวร์ที่ติดตั้ง มีระยะเวลาในการรับประกัน 1 ปี โดยวันที่เริ่มต้นการรับประกัน เริ่มนับจากวันที่ออกใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการซื้อ (เช่น ใบแจ้งหนี้ สำเนาใบแจ้งหนี้ หรือใบรับประกันสินค้า) (หากผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการรับประกัน ศูนย์บริการหัวเว่ยที่ได้รับการแต่งตั้ง จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพิ่มเติม)

ระยะเวลาการรับประกันหากมีการเปลี่ยนสินค้า (ไม่รวมอุปกรณ์เสริม) การรับประกันจะคำนวณใหม่นับจากวันที่เปลี่ยน โดยชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมที่ได้รับการเปลี่ยนสำหรับงานนอกประกันจะได้รับการคุ้มครองเฉพาะชิ้นส่วนแบบจำกัด 90 วัน สินค้าที่จัดจำหน่ายจะมีชิ้นส่วนอะไหล่รองรับการซ่อมแซมภายในระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มนับจากวันที่จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ตรวจสอบรายระเอียดและระยะเวลาการรับประกันอุปกรณ์เสริมแต่ละประเภทได้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการลูกค้าของหัวเว่ย ติดต่อได้ผ่านช่องทางออนไลน์

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/unlock-smart-operation-with-a-screen-that-stands-out-in-both-function-and-design/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=unlock-smart-operation-with-a-screen-that-stands-out-in-both-function-and-design

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เลือก ดีเอ็กซ์ซี เทคโนโลยี ยกระดับอีอาร์พีสู่คลาวด์

ดีเอ็กซ์ซี เทคโนโลยี หรือ DXC Technology (NYSE:DXC) ประกาศความสำเร็จในการอัพเกรดและการย้ายระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) ในส่วนของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ไปยังระบบคลาวด์ – ภายใต้ข้อกำหนดที่ระบุให้ DXC พัฒนาระบบบนโครงสร้าง Google Cloud Platform (GCP) แล้วทำการย้ายระบบ SAP S4/HANA ของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สู่ระบบคลาวด์ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดความราบลื่นต่อเนื่องไปอีก 5 ปีข้างหน้า

SCG

เอสซีจี (Siam Cement Group หรือ SCG) กลุ่มธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เป็นหนึ่งในสามกลุ่มธุรกิจหลักของเอสซีจี มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีเมนต์และคอนกรีต

โดยบริษัทได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ดีเอ็กซ์ซี เทคโนโลยี มายาวนานกว่า 10 ปี ให้ทำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดการเอาท์ซอร์สงานบริการทางด้านไอที จัดการระบบไพรเวทคลาวด์ ระบบความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนการติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ และการให้บริการสนับสนุน

เนื่องจากการดำเนินงานทางธุรกิจของ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ใช้แอปพลิเคชัน SAP ERP ที่ถูกพัฒนาขึ้นหลายชุด (Instances) จึงจำเป็นต้องมีความสามารถเห็นและตรวจสอบข้อมูลการดำเนินงานได้ทั่วทั้งองค์กร (Enterprise-wide Visibility) ที่คมชัดครอบคลุมในทุกหน้าที่การทำงานทางธุรกิจ

ด้วยแนวคิดที่มุ่งเน้นเป้าหมายดังกล่าวนี้ DXC จึงได้วางแนวทางให้เปลี่ยนจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมแบบ on-premises มาเป็น Google Cloud Platform (GCP) โดยจะได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้ :

  • การย้ายระบบไปสู่คลาวด์ที่รวดเร็วกว่า และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานของกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี น้อยที่สุด
  • มีความสามารถในการปรับขยายหรือลดขนาดระบบ ERP เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของลูกค้าและปริมาณข้อมูลได้สะดวก
  • สามารถรวม SAP หลายชุดเข้าด้วยกัน โดยย้ายการทำงานของ SAP เดิมทั้งหมด ขึ้นไปยัง Google Cloud Platform (ด้วย Platform as a Service) ช่วยให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ซึ่งกระจายอยู่ใน 33 บริษัทครอบคลุม 14 ประเทศ

“อุตสาหกรรมการก่อสร้างในภูมิภาคอาเซียนกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน โดยกรอบแนวคิดและการให้ลำดับความสำคัญในสายตาของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไป รวมถึงต้องปรับตัวเข้ากับ New-Normal อีกด้วย” คุณธาริณี จูเจริญ ผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัล – ธุรกิจระดับภูมิภาค ของ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าว

“ดังนั้นการที่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี หันมามุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบคลาวด์ จึงช่วยให้เราสามารถนำหน้าคู่แข่งในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้ เราได้จับมือกับพันธมิตรที่เราเชื่อมั่นอย่าง ดีเอ็กซ์ซี เทคโนโลยี ซึ่งคุ้นเคยและเข้าใจในระบบไอทีของธุรกิจของเราเป็นอย่างดี และได้ช่วยให้เราสามารถเร่งดำเนินการตามกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของเราด้วยแนวทางที่คุ้มค่า”

นับตั้งแต่มีการใช้งานระบบใหม่บนคลาวด์ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นมาก โดยทำให้พนักงานของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กว่า 1,000 คนสามารถใช้โซลูชั่นได้แบบบูรณาการครอบคลุมในด้านการเงิน การขาย ห่วงโซ่อุปทาน การจัดหาและการจัดซื้อ การผลิต และการวางแผนการผลิต

“การนำโซลูชั่นบนคลาวด์มาปรับใช้งานในแนวทางนี้ ช่วยทำให้เอสซีจีสามารถปลดล็อคความสามารถเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้แก่บริษัทได้ การที่เราได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แข็งแกร่งของ ดีเอ็กซ์ซี เทคโนโลยี ในส่วนของ Enterprise Technology Stack และความสามารถของเราในการย้ายแอปพลิเคชันไปยังคลาวด์ด้วยวิธีที่ถูกต้องเพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับการลงทุนของลูกค้า” คุณอภิชาต อรุณคุณารักษ์ กรรมการผู้จัดการ ดีเอ็กซ์ซี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าว

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ขับเคลื่อนธุรกิจและประสบความสำเร็จบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงไปยังคลาวด์”

ทั้งนี้ในระยะที่สอง จะพัฒนาย้ายบริษัทอื่นๆจาก SAP 4.7 มาใช้งานบนแพลตฟอร์ม SAP S4/HANA ได้อย่างกลมกลืน เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบใหม่ที่มีความเร็วสูงและนวัตกรรมใหม่ๆ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานตามโครงการที่วางไว้

“SAP และ DXC เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนานหลายปี” คุณ Atul Tuli กรรมการผู้จัดการของ SAP Indochina กล่าว “การย้ายไปยังคลาวด์จะช่วยให้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ได้ใช้ประโยชน์จาก SAP S/4HANA ซึ่งเป็นโซลูชั่น ERP อัจฉริยะบนคลาวด์ ที่จะช่วยให้ทั่วทั้งองค์กรสามารถทำงานประสานกันเพื่อปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้นสู่ระดับใหม่

นอกจากนี้ยังช่วยให้ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ และบริหารจัดการสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับดีเอ็กซ์ซีเพื่อช่วยให้ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายในบริษัท” คุณ Atul กล่าวเพิ่ม

เกี่ยวกั DXC Technology 

DXC Technology (NYSE: DXC) ช่วยให้บริษัททั่วโลกสามารถใช้งานระบบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อภารกิจหลักของบริษัทและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย ​​ปรับสถาปัตยกรรมข้อมูลให้เหมาะสม และรับรองความมั่นคงปลอดภัยและความสามารถในการปรับขนาดในคลาวด์สาธารณะ ไพรเวท และไฮบริด บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกและองค์กรภาครัฐต่างไว้วางใจ DXC ในการติดตั้งและปรับใช้บริการครอบคลุมทั้ง Enterprise Technology Stack เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจของลูกค้าขึ้นสู่ระดับใหม่ในด้านประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และประสบการณ์ของผู้ใช้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เรามอบความเป็นเลิศให้กับลูกค้าและผู้ร่วมงานของเราได้ที่ DXC.com

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/scg-selects-dxc-technology-to-upgrade-erp-to-cloud/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=scg-selects-dxc-technology-to-upgrade-erp-to-cloud