คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

เปิดตัว Infinix Note 12 Turbo มาพร้อมชิป MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 33W

Infinix ประกาศเปิดตัว Inifinix Note 12 Turbo สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ตระกูล Note 12 Series ที่ประเทศอินเดีย โดยมาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว, ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 33W

Infinix Note 12 Turbo

ตัวเครื่องมีขนาด 164.57×76.80×7.89 มม. และน้ำหนัก 184.5 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz, อัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 180Hz , รองรับ NTSC 108% รวมถึงการครอบคลุม DCI-P3 100%

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.05GHz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Mediatek MT6781 Helio G96 (12 nm) จับคู่กับ RAM 8GB แบบ LPPDDR4 และหน่วยความจำภายใน 128GB แบบ UFS 2.2 เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย XOS 10.6

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Quad LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ AI ความละเอียด 0.3 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งรองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, พอร์ต USB Type-C, ช่องหูฟัง 3.5 มม. และแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 33W

ทั้งนี้ Infinix Hot 12 Turbo มีให้เลือก 3 สีคือ Sapphire Blue, Force Black และ Snowfall White โดยมีราคาอยู่ที่ 14,999 รูปีหรือประมาณ 6,620 บาท วางจำหน่ายที่ประเทศอินเดียในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ผ่านร้านค้าออนไลน์ Flipkart

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/infix-note-12-turbo-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infix-note-12-turbo-launched

เปิดตัว vivo Y75 4G มาพร้อมชิป MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 44W

ก่อนหน้านี้ vivo ได้เปิดตัว vivo Y75 5G ที่ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 700 ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว vivo Y75 4G อีกรุ่นในตลาดอินเดีย โดยมาพร้อมชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 44W ในราคาไม่ถึงหมื่น !!!

สเปก vivo Y75 4G

vivo Y75 4G

ตัวเครื่องมีขนาด 160.87×74.28×7.36 มม. (สี Moonlight Shadow) และขนาด 160.87×74.28×7.41 มม. ( สีDancing Waves) และน้ำหนัก 172 กรัม หน้าจอแสดงผลจอ Halo FullView Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.44 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz

ใช้หน่วยประมวลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.05GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, หน่วยประมวลผลกราฟิก  Arm Mali-G57 จับคู่กับ RAM 8GB (4GB Extended RAM), หน่วยความจำภายใน 128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Funtouch OS 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF 
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,050mAh รองรับการชาร์จเร็ว 44W

ทั้งนี้ vivo Y75 4G มีให้เลือก 2 สีคือ Moonlight Shadow และ Dancing Waves โดยวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศอินเดียในราคา 20,999 รูปีหรือประมาณ 9,270 บาท

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/vivo-y75-launches-in-india/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-y75-launches-in-india

รีวิว vivo X80 Series 5G สุดยอดเรือธง Camera Phone เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS พร้อมสเปคจัดเต็มตอบทุกโจทย์การใช้งาน !!!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงล่าสุดของ X Series ที่มาพร้อมแนวคิด Cinematics. Redefined. เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก

ที่รอบนี้ได้มีการต่อยอดด้วยการอัปเกรดคุณสมบัติ Hardware ระดับโปรที่พัฒนาขึ้นโดย vivo อย่าง ชิป vivo V1+ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอมาให้แบบอัดแน่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว vivo X80 Series 5G ยังคงสืบทอดความโดดเด่นจากรุ่นพี่ X70 Pro Series มาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของดีไซน์ที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยมและขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปรวมถึงการเล่นเกมและผู้ใช้งานที่มองหาสมาร์ตโฟนจัดเต็มในด้านการถ่ายภาพและวิดีโอได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกล้องแล้ว vivo X80 Series 5G ยังมาพร้อม สเปกเครื่องเร็ว แรง ครบครันในทุกด้าน สำหรับฟีเจอร์และความน่าสนใจอื่น ๆ ของ vivo X80 Series 5G จะสามารถตอบโจทย์โดนใจแฟน ๆ ซีรีส์นี้หรือไม่ มาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ 

vivo X80 Seires

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G 

ขนาด 164.57×75.30×9.10 มม.  
น้ำหนัก 219 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED E5 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 3200×1440 (WQHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz รองรับ HDR 10+ และการปกป้องดวงตา SGS Eye Care Display และรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด   
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Qualcomm SM8450 Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm) Octa-core (1×3.00 GHz Cortex-X2 & 3×2.40 GHz Cortex-A710 & 4×1.70 GHz Cortex-A510) หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
– เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย High resolution, Night, Portrait, Photo, Video, Pro, Panorama, Dynamic Photo, Slow Motion, Time-Lapse, AR Stickers, Micro Movie, Supermoon, Hi-Res Docs, Astro Mode, Pro Sports Mode, Long Exposure, Double Exposure, Dual-View Video, AI Group Photo

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby
2G GSM : 850/900/1800/1900MHz
3G WCDMA : B1/B2/B4/B5/B8
4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B13/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B32/B66
4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41/B42
5G : n1/n2/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n66/n77/n78 *n2 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4700mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge, 50W Wireless FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black
ราคา ราคาเปิดตัว  39,999 บาท 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 5G

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G

ขนาด 164.95×75.23×8.30 มม.  
น้ำหนัก 206 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED  ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400×1080 (FHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz 
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9000 (4 nm) Octa-core (1×3.05 GHz Cortex-A78 & 3×2.6 GHz Cortex-A78 & 4×2.0 GHz Cortex-A55) หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G710 MC10
RAM 12GB
หน่วยความจำภายใน
เครื่อง
256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS 
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย Night, Portrait, Photo, Video, 50MP, Panorama, Live Photo, Slow Motion, Time-Lapse, Pro, AR Stickers, Documents, AI Group Portrait, Double Exposure, Dual-View Video

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby 2G GSM : 850/900/1800/1900MHz 3G WCDMA : B1/B2/B5/B8 4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28 4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41 5G : n1/n3/n5/n7/n8/n28/n38/n40/n41/n78 *n8/n38 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black, Urban Blue
ราคา ราคาเปิดตัว  29,999 บาท 

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ vivo X80 Series ยังคงมาในโทนและรูปทรงเดิมที่ขับเน้นในเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความพรีเมี่ยมไว้ในตัวเหมือนเช่นเคย โดยด้านหน้าจะมีเพียงชื่อรุ่นและชูจุดเด่นด้วยข้อความกำกับในการร่วมมือระหว่าง vivo กับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกในการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก 

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับ vivo X80 Pro 5G ในสี Cosmic Black ที่ได้มีการติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A / 11V – 6A Max / 20V – 4A Max – รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W FlashCharge

2. หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 (Type-C earjack) พร้อมจุกยางอีก 2 ขนาด 

3. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C

4. Hard Case สีดำ

5. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

6. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งานฉบับย่อ

ตัวเคสจะเป็นวัสดุโพลีคาร์โบเนตแบบเปิดข้าง โดยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่งและมาพร้อมเท็กเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนหนังแท้ ซึ่งช่วยเพิ่มความ luxury ตั้งแต่แรกสัมผัส 

ในส่วนของ vivo X80 ก็จะให้อุปกรณ์ภายในกล่องมาเหมือน X80 Pro 5G ทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเคสภายในกล่องจะให้มาตามสีของตัวเครื่อง เช่นตัวเครื่อง Cosmic Black ก็จะได้สีดำ ส่วนสี Urban Blue ก็จะได้ตามสีของตัวเครื่องนั่นเอง 

vivo X80 Series ยังคงสืบทอด DNA ของรุ่นพี่ X70 Series ทั้งในด้านความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยม จากตัววัสดุชั้นเลิศ ผสานด้วยดีไซน์ luxury ผ่านดีไซน์โค้งมนบนโครงสร้างที่บางเบาสวยงามแบบมีระดับ ตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมด้วยกระจกฝาหลังและขอบเฟรมอะลูมิเนียม พร้อมตกแต่งด้านบนของตัวเครื่องด้วยสไตล์ Choker ที่มอบความรู้สึกหรูหราให้กับผู้ใช้งานตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ตัวฝาหลังยังใช้เทคโนโลยี “fluorite AG” ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ให้ความรู้สึกถือใช้งานได้สะดวกสบายและไม่เกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

ยกระดับด้านการออกแบบไปอีกขั้นด้วยการจัดวางรูปแบบกล้องด้วยแนวคิด Cloud Window 2.0 ที่มาพร้อมโมดูลกล้องขนาดใหญ่ ที่ผสานรูปทรงกลมเข้ากับรูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมโลโก้ Zeiss T*  ซึ่งเป็นการ certified กำกับไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือกับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก ในการพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเลนส์กล้องของ vivo X80 Series ทุกรุ่นจะได้รับการเคลือบชิ้นเลนส์ในมาตรฐาน Zeiss T*  ซึ่งประโยชน์ที่โดดเด่นของการเคลือบ Zeiss T*  จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพถ่ายมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pure Night View แสดงค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในความคมชัดบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี AI Deglare และ RAW HDR ที่วีโว่พัฒนาขึ้นเอง ให้ทุกภาพถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม คมชัด โดดเด่นมากกว่าที่เคย

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้อีกทางหนึ่งด้วย vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 Series จึงพร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความงามอันบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

ดีไซน์ในภาพรวมของ vivo X80 จะมีความใกล้เคียงกับ vivo X80 Pro เกือบทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือ vivo X80 จะมีขนาดที่ะทัดรัดกว่าเล็กน้อย รวมถึงโมดูลกล้องก็มีขนาดที่เล็กกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับ vivo X80 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
  • เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

ส่วน vivo X80 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

ทั้งสองรุ่นต่างก็มาพร้อม ZEISS T* Coating ด้วยกันทั้งคู่ แต่ vivo X80 5G จะไม่มีระบบกันสั่น Gimbal Stabilization และความละเอียดรวมถึงค่ารูรับแสงบางช่วงจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

vivo X80 Pro 5G  เลือกใช้จอแสดงผล E5 AMOLED พร้อมความละเอียด WQHD+ ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยรีเฟรชเรต 120Hz และยังรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด ช่วยให้จอแสดงผลสามารถปรับอัตราการรีเฟรชระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจอแสดงผล มอบความเพลิดเพลินกับการใช้หน้าจอที่ชัดเจนและสบายตายิ่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ X80 Pro 5G ยังมาพร้อมดีไซน์หน้าจอ 2K E5 super-sensing ที่ได้รับรางวัลการออกแบบจากสถาบัน DisplayMate ในระดับ A+ และรางวัล SGS Eye Care Display ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ที่ดีเยี่ยม และยังช่วยปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แม้จะใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม 

สำหรับ vivo X80 5G มาพร้อมเทคโนโลยีอันอัดแน่นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า X80 Pro 5G เพียงแต่ vivo X80 5G จะให้ความละเอียดมาที่ FHD+ ซึ่งเมื่อมองในแง่การใช้งานจริง ถือว่าเพียงพอและตอบทุกโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างเหลือเฟือ

vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก โดยจัดวางเลย์เอาท์ไว้อยู่ตรงกลางของจอแสดงผล ซึ่งจากการใช้งานจริงให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่รบกวนสายตา แต่ยังคงให้คุณภาพมาแบบเต็มเปี่ยม ด้วยความละเอียดของกล้องหน้าที่สูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์แบบอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นโหมด Super Night Selfie, Portrait mode, Multi style portrait และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยงามในทุกสภาพแสงและทุกสถานการณ์

ลำโพงสนทนาของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มีขนาดเล็กและจัดวางอยู่ในขอบของตัวเครื่องซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ของจอแสดงผลได้อีกทางหนึ่ง และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอร่วมกับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องอีกด้วย 

ด้านบนออกแบบในสไตล์ Choker หรือสร้อยคอ โดยมีการเว้าเป็นร่องเพื่อเพิ่มมิติให้ตัวเครื่องพร้อมสลักตัวอักษรเรืองแสง ที่ขับเน้นเรื่องกล้องอันเป็นจุดขายของ vivo X80 Pro 5G นั่นเอง นอกจากนี้ที่ฝั่งขวายังมี IR Blaster ที่ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เหมือนรีโมท และถัดไปจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนและทำหน้าที่ในการบันทึกเสียงอีกด้วย 

ด้านล่างประกอบไปด้วย ช่องถาดซิมการ์ด., ไมค์สนทนา, พอร์ต Type-C, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง, และเส้นเสาอากาศ สำหรับลำโพงหลักจะเป็นแบบสเตอริโอโดยทำงานร่วมกับลำโพงสนทนาที่ด้านบนของตัวเครื่อง ผสานเข้ากับชิปเสียง Hi-Fi CS43131 โดยได้การรับรองคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องความดัง เสียงย่านต่ำและมิติของเสียงที่ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์พร้อมเส้นเสาอากาศที่มุมบนของตัวเครื่อง  ส่วนฝั่งซ้ายจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ แต่จะมีเส้นเสาอากาศอยู่ที่มุมบนและล่างของตัวเครื่อง 

การจัดวางเลย์เอาท์ต่าง ๆ ของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G จะเหมือนกันทุกประการ 

ตัวถาดซิมของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เป็นแบบ Dual Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม แต่จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-vivo-x80-series-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-vivo-x80-series-5g

หมดปัญหากวนใจเรื่อง SMS…ทรูมูฟ เอช จัดให้เต็มที่ ไม่เสียเงินฟรี ไม่โดนสแปม แถมรู้ทันโลกไซเบอร์

เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องเคยหงุดหงิดใจกับปัญหา SMS เป็นแน่ ที่ทั้งมึนและงงว่าเราเคยไปสมัครบริการเสริมคอนเทนต์ไว้ตอนไหน แล้วยังมาเรียกเก็บเงินอีก? หรือบางทีก็ได้รับข้อความที่ไม่พึงประสงค์แบบรัวๆ ทั้งขายของ หลอกลวง สารพัดอย่าง…

วันนี้ ทรูมูฟ เอช ใส่เกียร์เดินหน้า พิทักษ์ลูกค้าคนสำคัญให้หายห่วง หมดกังวล แถมปกป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้ราบคาบอีกด้วย มาส่องมาตรการ ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ มีอะไรบ้าง…

Truemove H

ใช้บริการเสริม SMS Content แบบปลอดภัย ไม่กินเงิน

  • อัปเกรดระบบยืนยันตัวตนผ่าน OTP ทุกครั้งที่สมัครบริการเสริม SMS ก่อนจะมีการเรียกเก็บค่าบริการ และมีการส่ง SMS ยืนยันการสมัครบริการทันทีทุกครั้ง โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการเนื้อหาทุกรายทั้งในและต่างประเทศ
  • จัดช่องทางพิเศษดูแลลูกค้าที่พบปัญหาโดยเฉพาะ
  • ศูนย์เฉพาะรับแก้ไขปัญหาบริการคอนเทนต์ดาวน์โหลด โทร 02 700 8085 ลูกค้าทรูมูฟ เอช โทรฟรี ทุกวัน เวลา 9.00-18.00 น.
  • ยกเลิกรับข้อความ SMS กด *137 โทรออก โดยกด 1 ตรวจสอบ SMS ที่ถูกคิดค่าบริการ กด 2 ยกเลิกรับ SMS ประชาสัมพันธ์ หรือ กด 3 ยกเลิก SMS ที่ถูกคิดค่าบริการ ลูกค้าทรูมูฟ เอช โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
  • Online Self-Service ให้ตรวจสอบบริการ SMS ที่สมัครไว้ หรือยกเลิกบริการ SMS ด้วยตัวเอง ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ True iService 

หยุด SMS กวนใจ ทั้ง Junk & Spam และเบอร์โทรจากกลุ่มมิจฉาชีพ

  • Hotline 9777 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรต้องสงสัย และ SMS มิจฉาชีพ ดำเนินการบล็อกเบอร์โทร หรือ SMS ทันทีที่ตรวจพบว่าเป็นของมิจฉาชีพจริง พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อสืบค้นและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  
  • ใส่เครื่องหมาย +697 นำหน้าเบอร์โทรศัพท์ เพื่อให้ทราบว่าเป็นการโทรจากต่างประเทศ และบล็อกเบอร์ต้องสงสัยเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 
  • บล็อกข้อความที่ไม่เหมาะสม ลามกอนาจาร หลอกลวง และการพนันออนไลน์ โดยเน้นย้ำมาตรการกับบริษัทคู่สัญญา ผู้ให้บริการที่มีการส่ง SMS จากต่างประเทศ รวมทั้งร่วมมือกับผู้ให้บริการรายอื่นในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ SMS ที่ไม่เหมาะสม พร้อมรายงานกสทช. ต่อไป
  • เตือนหมายเลขโทรเข้า หรือ SMS ต้องสงสัย โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน “Whoscall” เพื่อให้รู้ทันก่อนหลงเชื่อ ช่วยยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

เสริมภูมิคุ้มกันให้รู้ทันภัยไซเบอร์

สร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์แก่ลูกค้าและผู้บริโภค ผ่าน True Cyber Care ที่เว็บไซต์ http://www.true.th/truemoveh/site/true-cyber-care ให้ข้อมูลและแนะนำวิธีป้องกันภัยจากมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทร หรือ SMS หลอกลวง ปลอมแปลงเป็นผู้อื่น หรือ Phishing

#truetogether

#truemoveh

#TrueiService

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/no-more-worries-about-sms-truemove-h-provides-it-to-the-fullest/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=no-more-worries-about-sms-truemove-h-provides-it-to-the-fullest

“การ์มิน” ประเดิมเปิดตัว “VIVOSMART 5” ต้นแบบอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย เทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพ ใช้งานง่าย มอนิเตอร์ร่างกายแบบองค์รวมกับพลังแบตเตอรี่ยาวนานสูงสุด 7 วัน

การ์มิน ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์จีพีเอสสมาร์ทวอทช์ระดับโลกเปิดตัว “VIVOSMART 5” ที่สุดของอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย

มาพร้อมกับหน้าจอที่อ่านง่าย แสดงสถิติข้อมูลแบบครบครัน ตั้งแต่คะแนนการนอน วัดระดับออกซิเจนในเลือด อายุสุขภาพ อัตราการเต้นหัวใจ พลังงานร่างกาย ระดับความเครียด การนับก้าว อัตราเผาผลาญแคลอรี่ และระดับนาทีความเข้มข้นในการออกกำลังกาย (Intensity Minute)¹ 

พร้อมโหมดกีฬาหลากหลายในตัว ทั้งเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ คาดิโอ และอื่นๆ รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ ปฏิทิน และปุ่มกดในกรณีฉุกเฉิน มาพร้อมพลังแบตเตอรี่ยาวนานสูงสุด 7 วัน

คุณสกาย เชน ผู้อำนวยการ การ์มิน ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปิดตัว VIVOSMART 5 ถือเป็นการนำร่องยกระดับนวัตกรรมด้านสุขภาพด้วยฟีเจอร์ที่ได้รับการอัพเกรดแบบครบครัน และปลดล็อคข้อจำกัดของการสวมใส่ด้วยดีไซน์แบบสายรัดข้อมือ น้ำหนักเบา สามารถสวมใส่สบายได้ตลอดเวลา เพราะเราตระหนักดีว่าสุขภาพกายและสุขภาพใจ คือ ตัวบ่งชี้สำคัญที่บ่งบอกถึงคุณภาพชีวิตที่ดี

ดังนั้นการติดตามผลลัพธ์จากการออกกำลังกายและตัวชี้วัดทางสุขภาพที่เชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการนอน อายุสุขภาพ อัตราการเต้นหัวใจ พลังงานร่างกาย ระดับความเครียด การนับก้าว อัตราเผาผลาญแคลอรี่ จึงเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาว ด้วยเหตุนี้ดาต้าจากอุปกรณ์สวมใส่ของการ์มินที่มีอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ” 

COMFORTABLE DESIGN ดีไซน์เพื่อที่สุดของความสะดวกสบายในการใช้งาน 

VIVOSMART 5 ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในรูปทรงโค้งมนสามารถสวมใส่เข้ากับข้อมือได้อย่างสบายตั้งแต่เช้าจรดเย็นและขณะนอนหลับ มีขนาดจอพร้อมระบบสัมผัสที่ใหญ่ขึ้นถึง 66% สว่าง ใช้งานง่าย มาพร้อมปุ่มกดช่วยเสริมความสะดวกในการใช้งาน เปลี่ยนสายได้ตามต้องการ ไร้กังวลเรื่องการสวมใส่ขณะว่ายน้ำหรืออาบน้ำ การชาร์จหนึ่งครั้งสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 7 วัน นับเป็นอุปกรณ์สวมใส่ได้ที่ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ได้แบบ 24/7 เก็บข้อมูลสุขภาพได้แบบไม่มีสะดุด 

Garmin

HEALTH ESSENTIALS ครบเครื่องเรื่องการมอนิเตอร์สุขภาพขั้นสูง 

จัดเต็มกับฟีเจอร์ติดตามสุขภาพขั้นสูงกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพจากการ์มิน ตั้งแต่การวัดอัตราการเต้นหัวใจแบบ 24/7 มีการเก็บข้อมูลการเต้นของหัวใจแบบรายวินาทีตลอด 24 ชั่วโมง และยังสามารถแจ้งเตือนอัตราการเต้นหัวใจที่ผิดปกติได้ด้วย และในช่วงเวลาพักผ่อนฟีเจอร์มอนิเตอร์และให้คะแนนการนอนจะทำงานทันที

โดยผู้สวมใส่จะได้รับข้อมูลวิเคราะห์การนอนหลับทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยการให้คะแนนจะอิงจากระยะเวลาการนอนในแต่ละช่วง การเคลื่อนไหว ความเครียด และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งยังมีฟีเจอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Ox) ที่สามารถตั้งค่ามอนิเตอร์ได้ทั้งช่วงกลางวัน กลางคืน หรือตามช่วงเวลาที่ต้องการ อัตราการหายใจ (Respiration Rate) พลังงานร่างกาย (Body Battery) การวัดระดับความเครียดตลอดวัน (Stress Level) การวัดการดื่มน้ำ (Hydration Tracking) และฟีเจอร์สำหรับสุขภาพผู้หญิงโดยเฉพาะ (Women’s Health) 

VIVOSMART 5 นับเป็นอุปกรณ์ในฝันของลูกค้าที่ชอบความเรียบง่าย แต่ละฟีเจอร์ใน VIVOSMART 5 ช่วยกระตุ้นให้ผู้สวมใส่สนใจติดตามข้อมูลสุขภาพแบบอัตโนมัติ ด้วยความเรียบง่ายในการเรียกใช้งาน เพียงเลื่อนขึ้น เลื่อนลง เพื่อดูเนื้อหาผ่านหน้าจอ และยังสามารถปรับแต่งหน้าจอให้สามารถเรียกใช้ฟีเจอร์โปรดได้สะดวกยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ VIVOSMART 5 ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Garmin Index S2 เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ ที่จะช่วยติดตามพัฒนาการของผู้ใช้งานได้แบบครบวงจร และความพิเศษของฟีเจอร์วัดอายุสุขภาพ (Fitness Age) ใน VIVOSMART 5 คือความสามารถในการดึงข้อมูลน้ำหนัก เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย BMI และมวลกล้ามเนื้อจาก Index S2 มาคำนวนเพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับตัวเลขอายุสุขภาพได้ และยังสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของการ์มินในการดูข้อมูลเชิงลึก และข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ เพื่อการดูแลสุขภาพตนเองในภาพรวมที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด  

BUILT FOR THE ACTIVE LIFESTYLE เพื่อคุณคนที่รักและใส่ใจสุขภาพ 

ไม่ว่าการดูแลสุขภาพของคุณจะเป็นแบบไหน ทั้งการเดินออกกำลังกายกับเพื่อน ว่ายน้ำในสระ ปั่นจักรยานในฟิตเนส หรือการเล่นเวทในยิม VIVOSMART 5 ก็มีโหมดกีฬาที่สามารถรองรับได้หลากหลายทุกกิจกรรม รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับระบบ GPS ของสมาร์ทโฟนได้ด้วย จึงวัดระยะทาง จำนวนก้าว และความเร็วได้อย่างแม่นยำเมื่อคุณออกเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน และที่สำคัญ ยังมี Fitness Age ที่ช่วยระบุอายุสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้คุณพยายามทำกิจกรรมให้มากกว่าเดิม และลดปริมาณไขมันในร่างกาย  

ส่วนฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยและการติดตามตัว จะช่วยให้ผู้สวมใส่สบายใจเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เพียงผู้ใช้งานกดปุ่มบนสายรัดข้อมือค้างไว้ 2-3 วินาที อุปกรณ์จะส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปยังบุคคลที่ผู้ใช้เลือกให้อยู่ในรายชื่อผู้ที่ต้องติดต่อในกรณีฉุกเฉินทันที พร้อมตำแหน่งที่ตั้งของผู้สวมใส่อุปกรณ์ 

CONNECTING IT ALL ไม่พลาดทุกการติดต่อ 

ชีวิตสายแอคทีฟสามารถเดินหน้าอย่างไร้รอยต่อ และไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อผ่านการรับแจ้งเตือนอัจฉริยะของ VIVOSMART 5 เมื่อมีการจับคู่อุปกรณ์กับสมาร์ทโฟน (ทั้งระบบปฏิบัติการของ Apple® หรือ AndroidTM ) ผู้สวมใส่สามารถดูข้อความ แจ้งเตือนจากปฏิทิน จากโซเชียลมีเดีย ข่าวด่วนหรือแจ้งเตือนอื่นๆ ที่ส่งเข้ามือถือได้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น VIVOSMART 5 ยังมีฟีเจอร์ Morning Report สำหรับเฉพาะบุคคล โดยรายงานดังกล่าวถือเป็นตัวช่วยเริ่มต้นวันดีๆ ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อย่างคะแนนคุณภาพการนอนหลับ เป้าหมายจำนวนก้าว รายละเอียดนัด สภาพอากาศ รวมถึงข้อความอวยพรวันเกิดสำหรับวันพิเศษของผู้ใช้งานด้วย 

“VIVOSMART 5 มาในราคาเพียง 5,290 บาท พร้อม 3 สีให้เลือกสรร ได้แก่ สีเขียว (Mint Green) สีขาว (Morning White) และสีดำ (Midnight Black) มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ ไซส์ S/M เหมาะกับข้อมือที่มีขนาดระหว่างขนาด 122 – 188 มม. และ ไซส์ L เหมาะกับข้อมือที่มีขนาดระหว่างขนาด 148 – 228 มม. ด้วยจุดเด่นของงานดีไซน์และนวัตกรรมด้านสุขภาพจากการ์มิน VIVOSMART 5 จึงเป็นอีกตัวช่วยที่สมบูรณ์แบบสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างคุ้มค่า” คุณสกายกล่าว 

VIVOSMART 5 พร้อมแล้วเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า และพร้อมให้คนไทยเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคาเพียง5,290 บาท ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของการ์มินทุกสาขา ติดตามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3wpxPQ8 หรือที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Garmin Thailand และ อินสตาแกรม Garmin Thailand 

Note:  ผลิตภัณฑ์นี้มิใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์และมิได้ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคหรือติดตามอาการของโรค สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Garmin.com/ataccuracy และฟีเจอร์ Pulse Ox ใช้งานได้เฉพาะในบางประเทศ 

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/garmin-launches-vivosmart-5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=garmin-launches-vivosmart-5

ASUS ส่งไลน์อัพโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปพีซี 12th Gen Intel Core Processor เปิดตัวในไทย ชู Zenbook และ Vivobook ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมนวัตกรรมและฟีเจอร์อัดแน่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เอซุส (ประเทศไทย) เดินหน้าเปิดตัวโน้ตบุ๊กและเดสก์ท๊อปพีซีครบไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมวางจำหน่ายโน้ตบุ๊กไลน์อัพใหม่แห่งปี 2022 จากงาน The Pinnacle of Performance ชูโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุด 12th Gen Intel Core ที่จะช่วยให้การทำงานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นำโดย Zenbook 14 OLED (UX3402) โน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว พร้อมดีไซน์ใหม่ โดดเด่นในสี Ponder Blue,  Zenbook Pro Duo 15 OLED (UX582ZM) โน้ตบุ๊กสายครีเอเตอร์ความละเอียด 4K ที่มาพร้อมหน้าจอที่สอง ScreenPad Plus, Zenbook 14 Flip OLED (UP5401ZA) โน้ตบุ๊กพรีเมียมขนาด 14 นิ้ว พับจอได้ 360 องศา สำหรับการทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น, โน้ตบุ๊กตระกูล Vivobook S series ที่เน้นความบางเบา พกพาง่าย ได้แก่ Vivobook S 14X OLED (S5402) ขนาด 14.5 นิ้ว 

และ Vivobook S 15 OLED (K3502) ขนาด 15.6 นิ้ว เอาใจวัยรุ่นด้วยตัวเลือกสีหลากหลาย พร้อมดีไซน์ใหม่ และโน้ตบุ๊กขวัญใจนักเรียน นักศึกษาอย่าง  Vivobook 15X OLED (X1503) พร้อมด้วย Vivobook 14 (X1402) นอกจากนี้ยังเปิดตัว ASUS S500 ดีไซน์เพรียวบาง ขนาดกะทัดรัดเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่มองหาเครื่องเดสก์ท๊อปพีซีสำหรับการใช้งาน

ASUS Zenbook 14 OLED (UX3402)

ASUS

Zenbook 14 OLED (UX3402) นำเสนอดีไซน์ใหม่บริเวณฝาหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบ ‘คินสึงิ’(Kintsugi) ให้ความหรูหรา ทั้งคงความเรียบง่ายตามคอนเซ็ปต์เซน ‘Modern Zen’ มาพร้อมหน้าจอ OLED อัตราส่วน 16:10 2.8K ขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว สี Ponder Blue ใหม่ให้ความหรูหรา พรีเมียม โดดเด่นเรื่องการพกพาด้วยน้ำหนักเครื่องเพียง 1.39 KG ตัวเครื่องบาง 16.9 mm 

พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 75Wh พร้อมระบบ fast charge สำหรับการใช้งานตลอดวัน นอกจากนี้ยังสามารถกางหน้าจอได้ถึง 180 องศา วางราบไปกับโต๊ะได้อย่างสะดวก เหมาะกับการใช้พรีเซ้นท์งาน มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยสแกนลายนิ้วมือสำหรับการล๊อคอินเข้าเครื่องบนปุ่ม power

Zenbook 14 OLED (UX3402) มาพร้อมโปรเซสเซอร์สูงสุด 12th Gen Intel Core i7 ผ่านมาตรฐาน Intel EVO platform ตอบสนองได้เร็วขึ้น สามารถใช้งานหลายโปรแกรมพร้อมกัน หรือโปรแกรมหนักหน่วงได้อย่างไม่สะดุด, การ์ดจอ Intel® Iris Xᵉ, RAM ขนาด 16 GB พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลความจุสูงสุด 1 TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0

ASUS Zenbook Pro Duo 15 OLED (UX582ZM)

โน้ตบุ๊กความละเอียด 4K UHD OLED ขนาด 15.6 นิ้ว พร้อมหน้าจอที่สอง หรือ ASUS ScreenPad™ Plus โฉมใหม่ขนาด 14 นิ้ว ที่ยกหน้าจอขึ้น และเทคโนโลยี Active Aerodynamic System Plus (AAS Plus) เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนและลดปัญหาแสงสะท้อนได้ดียิ่งขึ้น 

พร้อมการอัปเกรดโปรเซสเซอร์ใหม่ ทรงพลังด้วยโปรเซสเซอร์ระดับท๊อป 12th Gen Intel H-Series Core i9, การ์ดจอ NVIDIA® GeForce® RTX™ 3060, RAM ขนาด 32 GB เพื่อการทำงานที่คล่องตัวและราบรื่นระหว่างสองหน้าจอ พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลความจุ 1 TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้รวดเร็ว

ASUS Zenbook 14 Flip OLED (UP5401ZA)

ASUS Zenbook 14 Flip OLED (UP5401ZA) รุ่นอัปเดทใหม่ปี 2022 นี้มาพร้อมโปรเซสเซอร์สูงสุด 12th Gen Intel Core i7, การ์ดจอ Intel® Iris Xᵉ, RAM ขนาด 16 GB พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลความจุสูงสุด 1 TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 มาพร้อมหน้าจอ OLED อัตราส่วน 16:10 เพิ่มเนื้อที่การรับชม สำหรับการทำงานหรือใช้งานด้านบันเทิงได้อย่างลงตัว

ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการใช้งานหลากหลาย สามารถใช้งานเป็นแท็บเล็ตได้อย่างสะดวกด้วยตัวเครื่องที่สามารถพับหน้าจอได้ 360 องศา หนักเพียง 1.4 KG พกพาสะดวก คล่องตัวสูง มาพร้อมปากกาสไตลัสสำหรับการใช้งานอย่างอิสระ

ASUS Zenbook 14 OLED (UX3402), ASUS Zenbook Pro Duo 15 OLED (UX582ZM) และ ASUS Zenbook 14 Flip OLED (UP5401ZA) วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มาพร้อมการรับประกัน ASUS Exclusive Care ครอบคลุมการบริการซ่อมถึงที่ (on-site service) 3 ปี, ประกันระหว่างประเทศ 57 ประเทศทั่วโลก และประกันอุบัติเหตุ (Perfect Warranty) 1 ปีเต็ม พร้อมด้วย Windows 11 และ Pre-installed Office Home & Student 2021 ติดตั้งพร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง พร้อมรับสมาชิก Adobe Creative Cloud® ฟรี เป็นระยะเวลาสามเดือน

ASUS Vivobook S 14X (S5402) / S 15 OLED (K3502)

Vivobook S 14X OLED (S5402) โน้ตบุ๊กยอดนิยมขนาด 14.5 นิ้ว ตัวเครื่องบางเบา น้ำหนักเริ่มต้นเพียง 1.63 KG พร้อมอัตราส่วนหน้าจอ 16:10 2.8K 120 Hz OLED พร้อมวางจำหน่ายในสี Midnight Black พร้อมโปรเซสเซอร์ 12th Gen Intel Core i5 ผ่านมาตรฐาน Intel EVO platform, การ์ดจอ Intel® Iris Xᵉ, RAM 8GB DDR4 on board + 8GB DDR4 SO-DIMM และหน่วยเก็บข้อมูลขนาด 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD

Vivobook S 15 OLED (K3502) มาพร้อมหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว อัตราส่วน 16:9 FHD OLED นำเสนอโปรเซสเซอร์สูงสุด 12th Gen Intel Core i7 ผ่านมาตรฐาน Intel EVO platform, RAM 8GB DDR4 on board + 8GB DDR4 SO-DIMM พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลขนาด 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD พร้อมสามสีสวย ให้เลือกตามความชอบ ได้แก่ สี Indie Black, Brave Green และ Neutral Grey

Vivobook 15X OLED (X1503) และ Vivobook 14 (X1402)

Vivobook 15X OLED (X1503) มาพร้อมหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว FHD OLED อัตราส่วน 16:9 และ Vivobook 14 (X1402) โน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว FHD อัตราส่วน 16:9 ทั้ง Vivobook 15X OLED และ Vivobook 14 วางจำหน่ายในสี Quiet Blue พร้อมด้วยโปรเซสเซอร์ 12th Gen Intel Core i5 (Vivobook 15X OLED มาพร้อม โปรเซสเซอร์ Intel H-Series และ Vivobook 14 มาพร้อมโปรเซสเซอร์ Intel P-Series, การ์ดจอ Intel® Iris Xᵉ, RAM 8GB DDR4 พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลขนาด 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD

ASUS Vivobook S14X / S15 OLED (S5402 / K3502), Vivobook 15X OLED (X1503) และ Vivobook 14 (X1402) วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมการรับประกันตัวเครื่อง 2 ปีเต็มครอบคลุม 57 ประเทศทั่วโลก และการรับประกันอุบัติเหตุ (Perfect Warranty) 1 ปีแรก พร้อมด้วย Windows 11 และ Pre-installed Office Home & Student 2021 ติดตั้งพร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง พร้อมรับสมาชิก Adobe Creative Cloud® ฟรี หนึ่งเดือน

ASUS S500 Series

เดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่มาพร้อมโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก 12th Gen Intel® มี 2 ขนาด ทั้งแบบ Tower และแบบ Small form factor ที่ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด ประหยัดเนื้อที่ และน้ำหนักเบา แต่ยังคงประสิทธิภาพเหมือนเครื่องพีซีขนาดปกติ จัดวางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมหน่วยเก็บข้อมูลแบบ SSD เปิด-ปิดเครื่องได้ไว โปรเซสเซอร์สูงสุด 12th Gen Intel® Core™ i7, RAM สูงสุด 8GB DDR4 พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลสูงสุดขนาด 512GB

ASUS S500TD พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ และ S500SD จะวางจำหน่ายช่วงกลางเดือนมิถุนายน 65 เป็นต้นไป มาพร้อมประกัน 3 ปี Onsite service ซ่อมถึงที่เมื่อเครื่องมีปัญหา และการรับประกันอุบัติเหตุ (Perfect Warranty) 1 ปีแรก เมื่อเกิดอุบัติเหตุ น้ำหกใส่ ไฟฟ้าลัดวงจร หรือเครื่องตกหล่น พร้อมด้วย Windows 11 และ Pre-installed Office Home & Student 2021 ติดตั้งพร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง (สำหรับรุ่น S500SD)

ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม

  • UX582ZMH2901WS : Intel® Core™ i9-12900H/ 32GB LPDDR5 on board/ 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 Performance SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ NVIDIA® GeForce® RTX™ 3060 Laptop GPU / 15.6-inch 4K (3840 x 2160) OLED 16:9 aspect ratio/ 2.34 kg/ Office Home and Student 2021 included/ Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 109,990 บาท
  • UX3402ZAKM701WS : Intel® Core™ i7-1260P / 16GB LPDDR5 on board/ 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 Performance SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 14.0-inch 2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio/ 1.39 kg/ Office Home and Student 2021 included/ Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 43,990 บาท
  • UX3402ZAKM501WS : Intel® Core™ i5-1240P / 16GB LPDDR5 on board/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 Performance SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 14.0-inch 2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio/ 1.39 kg/ Office Home and Student 2021 included/ Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 35,990 บาท
  • UP5401ZAKN701WS : Intel® Core™ i7-12700H/ 16GB LPDDR5 on board/ 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD/ Intel Iris Xᵉ Graphics / 14.0-inch 2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio/ 1.40 kg/ Office Home and Student 2021 included/ Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 49,990 บาท
  • UP5401ZAKN501WS : Intel® Core™ i5-12500H/ 16GB LPDDR5 on board/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD/ Intel Iris Xᵉ Graphics / 14.0-inch 2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio/ 1.40 kg/ Office Home and Student 2021 included/ Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 41,990 บาท
  • S5402ZAM9501WS : Intel® Core™ i5-12500H/ 8GB DDR4 on board + 8GB DDR4 SO-DIMM/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 14.5-inch 2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio/ 1.63 kg/ Office Home and Student 2021 included/ One-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 30,990 บาท
  • K3502ZAL1701WS : Intel® Core™ i7-12700H/ 8GB DDR4 on board + 8GB DDR4 SO-DIMM/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 15.6-inch FHD (1920 x 1080) OLED 16:9 aspect ratio/ 1.80 kg/ Office Home and Student 2021 included/ One-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 34,990 บาท
  • K3502ZAL1501WS / K3502ZAL1502WS / K3502ZAL1503WS : Intel® Core™ i5-12500H/ 8GB DDR4 on board + 8GB DDR4 SO-DIMM/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 15.6-inch FHD (1920 x 1080) OLED 16:9 aspect ratio/ 1.80 kg/ Office Home and Student 2021 included/ One-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 29,990 บาท
  • X1503ZAL1501WS : Intel® Core™ i5-12500H/ 8GB DDR4 on board/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 15.6-inch FHD (1920 x 1080) OLED 16:9 aspect ratio/ 1.70 kg/ Office Home and Student 2021 included/ One-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 26,990 บาท
  • X1402ZAEB501WS : Intel® Core™ i5-1240P / 8GB DDR4 on board/ 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD/ Intel® Iris Xe Graphics/ / 14.0-inch FHD (1920 x 1080) 16:9 aspect ratio/ 1.50 kg/ Office Home and Student 2021 included/ One-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps ราคา 22,990 บาท
  • S500TD712700013W : : Intel® Core™ i7-12700/DDR4 8G/512G/UMA/8X S-M DL/CRD+WIFI6(11AC)1*1+BT/WIN11 ราคา 26,990 บาท
  • S500TD512400012W : Intel® Core™ i5-12400/DDR4 8G/512G/GT730/8X S-M DL/CRD+WIFI6(11AC)1*1+BT/WIN11 ราคา 21,990 บาท
  • S500TD512400022W : Intel® Core™ i5-12400/DDR4 8G/512G/UMA/8X S-M DL /CRD+WIFI6(11AC)1*1+BT/WIN11 ราคา 19,990 บาท
  • S500SD512400002WS : Intel® Core™ i5-12400/DDR4 8G/512G/UMA/8X S-M DL /CRD+WIFI6(11AC)1*1+BT/WIN11+office ราคา 20,990 บาท
  • S500SD312100003WS : Intel® Core™ i3-12100 /DDR4 4G /256G /UMA /8X S-M DL /CRD+WIFI6(11AC)1*1+BT /WIN11+office ราคา 16,990 บาท

ติดตามข้อมูลข่าวสารและผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ASUSTHAILAND

Zenbook14OLEDUX3402 : https://th.asus.click/MFf91l 

ZenbookProDuo15OLEDUX582 : https://th.asus.click/4hT3iq 

Zenbook14FlipOLEDUP5401 : https://th.asus.click/eP9yku 

VivobookS14XOLEDS5402 : https://th.asus.click/FZ1LUy 

VivobookS15OLEDK3502 : https://th.asus.click/1JcV3S 

S500TD : https://th.asus.click/TwnPi7 

ผลิตภัณฑ์ของ ASUS วางจำหน่ายผ่านตัวแทนชั้นนำทั่วประเทศ: https://bit.ly/35DwOaJ 

ASUS Official Store บน Shopee: https://bit.ly/2UEpBCb 

ASUS Official Store บน Lazada: https://bit.ly/2UBBmcJ 

ASUS Official Store บน JD: https://bit.ly/3fi1S5b 

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/asus-launches-a-lineup-of-notebooks-and-desktop-pcs-with-12th-gen-intel-core-processors/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=asus-launches-a-lineup-of-notebooks-and-desktop-pcs-with-12th-gen-intel-core-processors

OPPO Reno8 Pro ผ่านการรับรองจาก TENAA พร้อมเผยสเปกเต็มก่อนเปิดตัว

OPPO มีกำหนดเปิดตัว OPPO Reno8 Series อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีนในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ โดยประกอบด้วย OPPO Reno8, Reno8 Pro และ Reno8 Pro+ ซึ่งคาดว่าจะใช้ชิปเซ็ท Dimensity 1300, Snapdragon 7 Gen 1 และ Dimensity 8100

ล่าสุด OPPO Reno8 Pro ได้ผ่านการรับรองจาก TENAA เป็นที่เรียบร้อยพร้อมเผยสเปกเต็มออกมาให้เห็นกันแล้ว

OPPO Reno8 Pro

สำหรับสเปกของ OPPO Reno8 Pro ที่ผ่านการรับรองจาก TENAA ใช้หมายเลขรุ่น PGAM10 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.62 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชปิเซ็ท Snapdragon 7 Gen 1 ใหม่ จับคู่กับ RAM 8GB/12GB, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย ColorOS 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50+8+2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอีบด 32 ล้านพิกเซล รวมทั้งใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับการชาร์จไว 80W, ตัวเครื่องมีขนาด 161 × 74.2 × 7.57 มม. และน้ำหนักประมาณ 188.8 กรัม และมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีฟ้า สีทอง และสีม่วง

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-reno8-pro-full-specifications-revealed-through-tenaa-certification/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-reno8-pro-full-specifications-revealed-through-tenaa-certification

realme Pad X แท็บเล็ตรุ่นใหม่เตรียมเปิดตัว 26 พฤษภาคมนี้ พร้อมเผยภาพเรนเดอร์

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า realme กำลังทำงานกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่ ล่าสุดบริษัทได้ปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว realme Pad X อย่างเป็นทางการในวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับบ้านเราเวลา 13.00 น. พร้อมภาพเรนเดอร์หลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว

realme Pad X

สำหรับภาพเรนเดอร์ของ realme Pad X ที่หลุดออกมาเผยให้เห็นดีไซน์ตัวเครื่องที่มีขอบเหลี่ยม และค่อนข้างบาง ด้านหน้าติดตั้งกล้องเซลฟี่อยู่มุมขวาด้านบนเมื่อถือเครื่องในแนวตั้ง

ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้องตัวเดียวรองรับ AI อยู่ในโมดูลมุมซ้ายด้านบน ขณะที่ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ด ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง และด้านขวาบนเครื่องมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และมี 3 สีคือ สีเขียว, สีฟ้า และสีดำ

ทั้งนี้ในส่วนสเปกของ realme Pad X ที่ได้รับการยืนยันจากบริษัทแล้วคือ ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 870 รองรับ 5G ส่วนสเปกอื่นๆ คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียด QHD+ โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-pad-x-incoming-on-may-26/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-pad-x-incoming-on-may-26

ซัมซุงเผยโฉมพรีเมียมไลน์อัพ Neo QLED 8K แห่งปี 2022 ชูจุดเด่นนวัตกรรมที่เป็นมากกว่าทีวี คมชัดไร้ขอบเขต อีกระดับของความสมบูรณ์แบบ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้สำหรับสุดยอดนวัตกรรมทีวี Neo QLED 8K พรีเมียมไลน์อัพล่าสุดแห่งปี 2022 ที่มาพร้อมอีกขั้นของความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ นำโดยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อความคมชัดไร้ขอบเขตและพลังเสียงเหนือระดับ พร้อมชูประสบการณ์ที่เป็นมากกว่าทีวีด้วย Smart Hub โฉมใหม่ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งการเชื่อมต่อและเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์รองรับแพลตฟอร์ม NFT แบบครบวงจรบนสมาร์ททีวีเป็นครั้งแรกของวงการอีกด้วย

“ซัมซุงมุ่งให้ความสำหรับกับการสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างราบรื่น โดยการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการทีวีที่ไม่เพียงแค่ยกระดับคุณภาพการรับชมที่เหนือชั้นเท่านั้น แต่ยังสามารถเติมเต็มความต้องการและแพสชันของผู้ใช้งานได้ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ล้วนถูกจุดประกายมาจากเทรนด์และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง Neo QLED 8K จึงพร้อมปลดล็อคประสบการณ์ที่เป็นมากกว่าทีวีในฐานะศูนย์กลางแห่งไลฟ์สไตล์ภายในบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ” นางสาวเจนนิเฟอร์ ซอง ประธานธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว

คมชัดไร้ขอบเขต อีกระดับของความสมบูรณ์แบบ

ทีวี Neo QLED 8K รุ่นปี 2022 ได้รับการอัพเกรดเพื่อยกระดับประสบการณ์รับชมสู่อีกขั้น โดยมีหัวใจสำคัญเป็นหน่วยประมวลผลขั้นสูงหรือ Neutral Quantum Processor 8K ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์คอนเทนต์เพื่อคุณภาพการรับชมที่ดีที่สุด พร้อมด้วยเทคโนโลยี Real Depth Enhancer ช่วยเพิ่มระดับคอนทราสต์และความคมชัดของวัตถุ สร้างมิติให้ภาพอย่างเหนือชั้นบนความละเอียดระดับ 8K คมชัดถึง 33 ล้านพิกเซล พร้อมสีสดสมจริงด้วยเทคโนโลยี 100% Color Volume และ Quantum HDR 4000 ช่วยขับทุกรายละเอียดของภาพได้ทั้งฉากมืดและสว่าง ในขณะเดียวกัน ยังมาพร้อม Anti Reflection ลดการสะท้อนจากแสงไฟหรือแสงอาทิตย์ที่รบกวนสายตาขณะรับชม

Samsung

Neo QLED 8K โดดเด่นด้วยพื้นที่การรับชมไร้ขอบเขตกับ Infinity Q Screen ดีไซน์หน้าจอเสมือนไร้ขอบ มอบประสบการณ์ที่เต็มอิ่มเหนือทุกขีดจำกัดพร้อมสัมผัสที่หรูหรา มาในดีไซน์เรียบง่ายแต่แฝงความงดงามอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังสามารถแสดงผลได้สูงสุดถึง 4 หน้าจอเพื่อรับชมพร้อมกันด้วยฟังก์ชัน Multi View

คุณอ๊อฟ-จุมพล อดุลกิตติพร มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความคมชัดไร้ขอบเขต อีกระดับของความสมบูรณ์แบบ

ในงาน “Live Limitless with Samsung Neo QLED 8K”

ครั้งแรกของโลกกับแพลตฟอร์ม NFT บทสมาร์ททีวี

นอกจากนวัตกรรมจอภาพอันไร้ที่ติแล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์ของไลน์อัพปีนี้คือฟีเจอร์รองรับ NFT อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกของวงการทีวีโลก โดยซัมซุงได้จับมือกับแพลตฟอร์มผลงานศิลปะดิจิทัลระดับโลกอย่าง Nifty Gateway ให้ผู้ใช้สามารถค้นหา ซื้อ-ขาย และแสดงผลงานในรูปแบบของ Non-Fungible Token หรือ NFT ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มคนยุคใหม่ได้อย่างง่ายดายและครบวงจรผ่านโหมด Ambient บนทีวี Neo QLED และ QLED รุ่นปี 2022[1]

โดยในงานเปิดตัวครั้งนี้ ทางซัมซุงยังได้ร่วมมือกับ Bitkub แพลตฟอร์มเทรดเหรียญดิจิทัลด้วยเงินบาทแห่งแรกของไทย เปิด Bitkub NFT Gallery ให้กับผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์การค้นหา ซื้อ-ขาย และชมผลงาน NFT ผ่านทีวี Neo QLED ของซัมซุง ณ NFT Gallery Experience Zone  โดยมี นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ร่วมพูดคุยถึงเทรนด์ของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและ NFT

“NFT เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะ NFT กำลังเข้ามามีบทบาทในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ต่างๆ เช่นงานศิลปะ เป็นต้น ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ที่สนใจกับศิลปินได้โดยตรง กลายเป็นของสะสมหรือนําไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างต่อไปได้

ซึ่งการที่วันนี้ มีสมาร์ททีวีที่รองรับแพลตฟอร์ม NFT ได้อย่างเต็มรูปแบบก็ยิ่งช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เพิ่มพื้นที่สื่อกลางในการนําชิ้นงานที่สะสมไว้มาจัดแสดง ในขณะเดียวกันยังช่วยเปิดช่องทางในการนํา NFT ไปต่อยอดกับวงการอื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้อีกด้วย”

อีกระดับของเกมมิ่งทีวีสมรรถนะสูง

ในฐานะศูนย์กลางที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ Neo QLED 8K พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้านเกมมิ่งอย่างเหนือชั้น นำโดยฟีเจอร์ Motion Xcelerator Turbo Pro ระบบรีเฟรชแบบไดนามิกที่ให้ภาพกราฟิกลื่นไหลคมชัดถึงระดับ 4K 144Hz ปราศจากอาการหน่วงแม้เฟรมเรทสูง อีกทั้งยังสามารถปรับอัตราส่วนหน้าจอให้เหมาะกับสไตล์การเล่นเกมด้วย Super Ultrawide GameView & Game Bar 2.0 พร้อมด้วยฟีเจอร์ Ultra Viewing Angle ให้ผู้เล่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนทุกมุมมอง และยังลดการสะท้อนด้วยจอ Anti Reflection

ผสานพลังเสียงสมจริงรอบทิศทาง

และเพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุกมิติ ทีวี Neo QLED 8K ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเสียงระดับแนวหน้า นำโดย Q-Symphony[2] ที่ผสานการทำงานของลำโพงทีวีและซาวด์บาร์ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพเสียงที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมมอบเอฟเฟกต์เสียงดื่มด่ำโอบล้อมรอบทิศทางด้วย Wireless Dolby Atmos2 ระบบเสียง 3 มิติแบบไร้สายครั้งแรกของโลก

Neo QLED 8K มาพร้อมพลังเสียงทรงพลังถึง 90 วัตต์ ชัดเจนด้วยทิศทางเสียง 6.2.4ch และยังมีเทคโนโลยี Object Tracking Sound Pro (OTS Pro) สามารถสร้างเอฟเฟกต์เสียงให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวได้แบบไดนามิกจากทั่วทุกมุมทีวีเพื่อการรับชมที่สมจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นด้วยฟีเจอร์ Active Voice Amplifier (AVA) ที่สามารถปรับเสียงทีวีให้ชัดเจนขึ้นเมื่อตรวจจับสภาวะที่มีเสียงรบกวน รวมถึง Adaptive Sound+ ช่วยปรับระดับเสียงให้เหมาะสมกับแต่ละคอนเทนต์ เช่น กีฬา ภาพยนตร์แอ็คชัน หรือคอนเสิร์ต เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ซัมซุงยังได้เปิดตัวไลน์อัพซาวด์บาร์ใหม่ล่าสุด นำโดยQ990B ที่มาในดีไซน์ใหม่ มาพร้อมหน้าจอ LED แสดงสถานะที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง และระบบเสียงเซอร์ราวอันเหนือชั้นกับ True 11.1.4 CH Sound ที่รองรับระบบ Wireless Dolby Atmos และอีกหนึ่งไฮไลท์อย่างS800B ครั้งแรกของซาวด์บาร์ที่มาพร้อม Ultra Slim Design มาในรูปทรงที่บางเฉียบ สามารถติดตั้งแล้วกลมกลืนไปกับผนังอย่างลงตัว

ซัมซุงพร้อมวางจำหน่ายทีวี Neo QLED 8K รุ่นปี 2022 แล้ววันนี้ ในขนาด 85, 75, 65 และ 55 นิ้ว ในราคาเริ่มต้น 69,990 บาท สำหรับซาวด์บาร์รุ่นQ990B วางจำหน่ายในราคาพิเศษ 29,990 บาท (จากราคาปกติ 36,990 บาท) และรุ่น S800Bซาวด์บาร์Ultra Slim Design วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ความคมชัดไร้ขอบเขต อีกระดับของความสมบูรณ์แบบกับนวัตกรรมทีวี Neo QLED 8K ด้วยตัวเองได้ในงาน “Live Limitless with Neo QLED 8K” จัดขึ้นที่ Bitkub M Social ณ ห้างสรรพสินค้าดิ เอ็มควอเทียร์ ตึก​Helix ชั้น 9 ตั้งแต่วันที่ 20-22 พฤษภาคม 2565 พร้อมรับ NFT Airdrop รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันโดย Sovereign Club by 333 Gallery เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่มาในงานและร่วมกิจกรรมเท่านั้น

โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทีม Bitkub Digital Asset Strategist คอยช่วยเหลือในการเปิดบัญชีและแนะนำวิธีการยืนยันตัวตนเพื่อให้คุณเริ่มเดินทางไปในโลกของสินทรัพย์ดิจิตอล พร้อมด้วยทีม Bitkub Blockchain Technology ที่คอยช่วยเหลือด้านการเปิดกระเป๋า Bitkub NEXT Wallet ให้กับผู้เข้าร่วมงาน

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์กลุ่มจอภาพจากซัมซุงเพิ่มเติมได้ทาง https://www.samsung.com/th/


[1] รุ่น Q60B ขึ้นไป โดยฟีเจอร์และยูสเซอร์อินเตอร์เฟซอาจแตกต่างกันตามแต่ละรุ่นผลิตภัณฑ์และประเทศ

[2] ใช้งานได้กับซาวด์บาร์ที่รองรับเท่านั้น

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/samsung-reveals-2022s-premium-neo-qled-8k-lineup/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=samsung-reveals-2022s-premium-neo-qled-8k-lineup

โตชิบา ทีวี ฉลองครบรอบ 70 ปี มุ่งเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด 10% ภายใน 5 ปี เดินหน้าเปิดตัวทีวีใหม่ 6 รุ่น ที่ตอบครบทุกความต้องการในยุคนิวนอร์มอล

โตชิบา ทีวี (Toshiba TV) ฉลองครบรอบการก้าวสู่ปีที่ 70 จัดงานแถลงข่าวทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในตลาดทีวีไทย ปี พ.ศ. 2565 เดินหน้ารับความท้าทายครั้งใหม่ นำ “โตชิบา ทีวี” สมาร์ททีวีสุดล้ำรุ่นล่าสุด มาพร้อมเทคโนโลยี REGZA ครบครันด้วยภาพและเสียงที่เหนือระดับด้วยคุณภาพระดับโรงภาพยนตร์ ลุยขยายส่วนแบ่งการตลาดทีวีพรีเมียม ตั้งเป้ายอดขาย 330 ล้านบาท ณ ชฎารูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้

Toshiba

มร.เจสัน ซู ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปส่วนงานปฎิบัติการต่างประเทศ TVS REGZA Corporation Japan เผยว่า “แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมของตลาดทีวีในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท จะอยู่ในภาวะค่อนข้างอิ่มตัว และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% ต่อปี อันเนื่องมาจากภาคเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 ภายในประเทศ และวิถีชีวิตของคนในสังคมที่เข้าสู่ยุค “Mobile First” เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เมื่ออยู่นอกบ้านและภายในบ้าน

แต่ขณะเดียวกันได้เป็น “ความท้าทายครั้งใหม่” ของแบรนด์ผู้ผลิตทีวีเพื่อที่จะผลักดันให้ตลาดทีวีเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสมาร์ททีวี ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 50% ในกลุ่มยุโรป อเมริกา และสิงคโปร์ ขณะที่ในไทยยังอยู่ที่ 25% ของมูลค่าตลาดทีวีในไทย ซึ่งจากนโยบายการเปิดประเทศและการกำหนดให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นในปีนี้ เป็นปัจจัยเชิงบวกสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทยอยฟื้นตัว และการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization)

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลดีต่อ “โตชิบา ทีวี” ในการปลุกกระแสความต้องการของผู้บริโภคในตลาดทีวีอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความสุขและความบันเทิงภายในบ้านของครอบครัว ด้วยสมาร์ททีวีที่มาพร้อม “นวัตกรรม” ที่พัฒนาไปไกล เติมเต็มความสมบูรณ์แบบจากการดึงคอนเทนต์บนมือถือหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมารับชมผ่านจอทีวีที่มีขนาดใหญ่

ด้วยเทคโนโลยีภาพและเสียง REGZA ซึ่งเป็นตัวย่อของคำว่า “Real Expression Guaranteed by amazing Architecture แทนความหมายถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ของโตชิบา ทีวี ที่จะนำเสนอเฉพาะโซลูชันที่ดีที่สุด จึงให้ภาพที่มีความคมชัดระดับ 4K และเสียงที่สมจริงประหนึ่งอยู่ในโรงภาพยนตร์

พร้อมเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์และคุณสมบัติอัจฉริยะอีกมากมาย ทำให้ได้อรรถรสความบันเทิงมากกว่า ในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย โดยปีนี้ โตชิบา ทีวี พร้อมแนะนำ ไลน์อัพผลิตภัณฑ์ใหม่รวม 6 รุ่นด้วยกัน” 

ด้าน มร.ทัตสึฮิโระ นิชิโอกะ ผู้จัดการด้านภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์โตชิบา ทีวี, Toshiba TV Global TVS REGZA Corporation เผยว่า “โตชิบา ทีวี (Toshiba TV) เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.1952 และตลอด 70 ปี  ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะแบรนด์ทีวีชั้นนำระดับโลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นครั้งแรกในโลกและครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นมากมาย ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นแบรนด์ทีวีคุณภาพระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมเสน่ห์และสไตล์ความเป็นญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียบง่ายแต่มีสไตล์ เป็นการหลอมรวมระหว่างงานฝีมือชั้นสูงและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

โตชิบา ทีวี ได้สร้างนวัตกรรมเพื่อเปิดโลกใหม่แห่งความบันเทิง อาทิ ทีวีกรอบจอคู่ (double-window) การชมแบบปรับเวลา (time-shift viewing) การชมภาพ 3 มิติแบบไม่ต้องใช้แว่นตา (glasses-free 3D) และอัลตร้าเอชดี 4 เค (UltraHD 4K) เพื่อมอบประสบการณ์รับชมภาพในบ้านที่เสมือนนั่งชมในโรงภาพยนตร์  

โตชิบา ทีวี มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์รับชมภาพและเสียงที่สมจริงที่สุดด้วยเทคโนโลยีขั้นสุดยอดที่สร้างคอนเทนต์ตรงตามแบบฉบับที่ผู้สร้างคอนเทนต์ตั้งใจมอบให้ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้รับชมภาพและฟังเสียงอย่างสมจริงและตื่นเต้นมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพื่อนำไปสู่การยกระดับการใช้ชีวิตของทุกคน

ในปี พ.ศ.2561 ตลาดสมาร์ททีวีทั่วโลกมีมูลค่า152.96 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะสูงถึง 288.71 พันล้านดอลลาร์ใน พ.ศ.2568  โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 9.5% ตลอดระยะเวลาคาดการณ์ตามผลสำรวจของ Nielsen นอกจากนี้ยังพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มในการใช้สมาร์ททีวีเพื่อหลากหลายจุดประสงค์มากขึ้น ไม่เพียงแค่รับชมข่าวสาร แต่ยังเพลิดเพลินกับบริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ จากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทีวี  

อีกทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังทำให้ใครหลายคนจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from home : WFH) ทำให้ต้องอาศัยหน้าจอทีวีเพื่อการทำงาน  และความบันเทิงเพิ่มขึ้น กรณีการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตสูงสุดในตลาดความบันเทิงภายในบ้าน ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคคาดหวังสมาร์ททีวีคุณภาพสูง

สอดคล้องตรงกับปรัชญา Truth ของโตชิบา ทีวี ซึ่งคำว่า Truth คือ คุณภาพที่ผู้บริโภคต้องการในยุคนิวนอร์มอล (New Normal) ทั้งนี้ด้วยคุณภาพของโตชิบา ทีวี แบรนด์ REGZA สามารถคว้าส่วนแบ่งตลาดถึงอันดับ 1 ในตลาดญี่ปุ่นช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ.2565* ดังนั้นเราจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าทีวีรุ่นใหม่ที่เราเปิดตัวในวันนี้จะตอบโจทย์ยุคนิวนอร์มอลได้เป็นอย่างดี”    

ส่วน พงษ์เทพ ศิริสกุลเวโรจน์ ผู้จัดการอาวุโสแผนกขายผลิตภัณฑ์ทีวี, TVS REGZA Corporation Thailand Office  กล่าวว่า “เนื่องจากปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อทีวีพรีเมียมเครื่องใหม่ของผู้บริโภคกลุ่มบน อันดับหนึ่ง คือ คุณภาพของภาพและเสียง ตามมาด้วยรูปโฉมและการออกแบบ แบรนด์ และฟังก์ชั่นสมาร์ททีวี ซึ่งเป็นจุดได้เปรียบของโตชิบา ทีวี ที่ใช้เทคโนโลยี ภาพ REGZA Engine 4K PRO ระบบประมวลผลอัจฉริยะ มีพลังการวิเคราะห์ภาพที่แม่นยำ ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสีควอนตัมดอท (Quantum Dot) และระบบปรับความสว่างแบบ Full Array Local Dimming  

อีกทั้งยังเพิ่มความคมชัดของภาพยิ่งขึ้นด้วยระบบอัจฉริยะหลักของโตชิบา AI Ultra Essential PQ Technology เพื่อการรับชมภาพที่สมจริงที่สุด พร้อมทั้งระบบ REGZA Engine ที่ช่วยยกระดับภาพคอนเทนต์ Full HD ในทุก ๆ เนื้อหา เช่น รายการทีวี, DVD, Blu-ray และสตรีมมิ่ง ให้มีความคมชัดเทียบเท่า 4K ด้านประสบการณ์รับฟังเสียงที่สมจริงก็เป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีเสียง REGZA Power Audio Technology รวมทั้ง REGZA Power Audio PRO+ ที่มาพร้อมกับ Quad Passive REGZA bass woofer ให้เสียงสมจริงสุดเร้าใจ และ REGZA Power Audio PRO ที่ติดตั้ง Power Bass Booster ให้เสียงอันทรงพลัง

พร้อมยกระดับความบันเทิงด้วย Dolby Atmos และประสบการณ์เสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทางที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้รับการปรับแต่งคุณภาพจากห้องปฏิบัติการในประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับความบันเทิงทั้งภาพและเสียงให้เสมือนการรับชมอยู่ในโรงภาพยนตร์ ภายใต้รูปลักษณ์ดีไซน์มินิมอลสไตล์ แต่คงไว้ซึ่งโครงสร้างที่แข็งแรงและทนทาน พร้อมออกแบบเส้นสายในแนวตั้งและแนวนอนให้สอดคล้องกับพื้นที่อยู่อาศัย ผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างลงตัว และเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี เราจึงขยายไลน์อัพโตชิบา ทีวี ประจำปีนี้มีรุ่นใหม่ถึง 6 รุ่น”

 สำหรับปี พ.ศ.2565  โตชิบา ทีวี รุ่นใหม่มีด้วยกัน 6 รุ่น  ได้แก่:  X990 ซีรี่ส์  Z770 ซีรี่ส์  M550 ซีรี่ส์  C350 ซีรี่ส์  V35 ซีรี่ส์  และ S25 ซีรี่ส์   

นายพงษ์เทพ เพิ่มเติมว่า “โตชิบา ทีวี ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดไว้ที่ 10% ภายใน 5 ปี เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายทั้งยอดขายและส่วนแบ่งตลาด เราจะดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดที่ช่วยกระตุ้นการซื้อ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การขยายช่องทางการขาย ส่งเสริมแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและสร้างการรับรู้แบรนด์ให้ดียิ่งขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย รวมถึงรีวิวโดยนักอินฟลูเอนเซอร์ และการชูจุดแข็งขององค์กรให้แพร่หลายยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ยังชูกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอล FIFA World Cup 2022 อย่างเป็นทางการ และฉลองครบรอบ 70 ปี ของโตชิบา ทีวี เพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเป้าหมาย”  

ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ “โตชิบา ทีวี” และกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ ได้ที่  Facebook : Toshiba TV Thailand  /  https://www.th.toshiba-visual.com/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/toshiba-tv-celebrates-its-70th-anniversary-with-the-launch-of-6-new-tvs/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=toshiba-tv-celebrates-its-70th-anniversary-with-the-launch-of-6-new-tvs