คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

เจดีเซ็นทรัล โชว์ผลประกอบการ ความสำเร็จปี 2020 ประกาศศักดา ชูความเป็นเจ้าแห่ง E-Commerce ของแท้ทั้งแอป

แม้ว่าจะเพิ่งกระโดดเข้าสู่สนาม E-Commerce ได้เพียงแค่ 2 ปีกว่า แต่ เจดีเซ็นทรัล มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดขึ้นทุกปี ล่าสุดได้เผยตัวเลขปี 2563 ที่ผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยเมื่อเทียบกับปี 2562 พบว่ายอดขายสูงขึ้นถึง 165% อัตราการเติบโตของผู้ใช้งานใหม่สูงถึง 43% และยอดซื้อเฉลี่ยต่อบิลเพิ่มขึ้น 25% โดยกลุ่มสินค้าที่ทำรายได้อย่างต่อเนื่องเป็นอันดับแรก ๆ คือ สินค้าในหมวดไอที สมาร์ทโฟน และแทปเล็ต หมวดสินค้าแม่และเด็ก หมวดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน หมวดสินค้าสุขภาพและความงาม ตลอดจนหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน

นอกจากจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าแล้ว เจดีเซ็นทรัลยังได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการทั้งแบรนด์อินเตอร์ และแบรนด์ชั้นนำในประเทศ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่จำหน่ายสินค้ากับเจดีเซ็นทรัล ทำให้มีผู้จำหน่ายสินค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 87% มีคลังสินค้ากระจายไปในเส้นทางที่จะออกหัวเมืองหรือภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่ง อีกทั้งเจดีเซ็นทรัลยังมีเจ้าหน้าที่จัดส่งสินค้าหรือเจดีแมน ที่คอยให้บริการจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ประกอบการขนส่งเอกชนร่วมจัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง ล่าสุด เจดีเซ็นทรัลได้ทำสถิติการจัดส่งสินค้า “ถึงมือลูกค้าได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 55 นาที”

“เราใช้ Innovation & Technology จากเจดีดอทคอม ผสานกับความเข้าใจใน insight และ journey ของลูกค้า และความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อเซ็นทรัลกรุ๊ปมายาวนานกว่า 70 ปี ทำให้เจดีเซ็นทรัล กลายเป็นแพลตฟอร์มในดวงใจของลูกค้าที่มองหาสินค้าคุณภาพของแท้ 100% ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายแบรนด์จากผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย จากทั้งในและต่างประเทศ” นายวินเซนต์ หยาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจดีเซ็นทรัล กล่าว

ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา เจดีเซ็นทรัล ยังมีกิจกรรมตอบแทนสังคม ด้วยการประสานความร่วมมือกิจกรรมกับทุกภาคส่วน อาทิ การร่วมบริจาคสมทบทุนแก่มูลนิธิรามาธิบดี เพื่อสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์แก่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ และในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19เจดีเซ็นทรัลยังได้สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ให้กับโรงพยายาล 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลลำปาง โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาสารคาม โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลสงขลา และโรงพยาบาลปัตตานี

รวมถึงเข้าร่วมโครงการร่วมมือกับภาครัฐ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มร้านค้าขนาดกลางและขนาดย่อม และเครือข่ายจากภาครัฐ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเยาวชน ในการเปิดร้านจำหน่ายบนแพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัล เช่น โครงการตลาดรวมใจไทยช่วยไทย, โครงการ JOY ฟาร์ม, โครงการ JOY ช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด, โครงการชวนกันมาช้อป น้อง ๆ สุขใจ เป็นต้น โดยมีมาตรการช่วยเหลือร้านค้าเหล่านี้ด้วยการยกเว้นค่าแรกเข้า ค่าเปิดร้าน ค่าสมัคร ค่าดำเนินการ และค่าคอมมิชชั่นนาน 3 เดือน และบริการฝึกอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง 

สำหรับปี 2564 เจดีเซ็นทรัล ยังคงมุ่งมั่นที่จะตอกย้ำการรับรู้ในการเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนสร้างความมั่นใจในมิติต่าง ๆ

–    ในมิติของลูกค้า คือการได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีพร้อมกับได้รับความสะดวกสบายจากการช้อปปิ้งกับเจดีเซ็นทรัล

–    ในมิติของผู้ประกอบการ เจดีเซ็นทรัลมีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะช่วยดูแลผู้ประกอบการทุกรายในแพลตฟอร์มให้เติบโตไปด้วยกัน ด้วยการทำการตลาดร่วมกับผู้ขายทุกระดับ

–    ในมิติของพันธมิตรทางการค้า เจดีเซ็นทรัลจะสามารถช่วยให้คู่ค้ามีผลกำไรและเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน

– ในมิติของชุมชนและสังคม เจดีเซ็นทรัลก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ได้มีโอกาสเปิดร้านจำหน่ายบนแพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัลโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาที่ซับซ้อน ทั้งการเปิดรับผู้ประกอบการรายย่อยช่วงการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือการจับมือกับกลุ่มเกษตรกรในการนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม

ด้วยวิสัยทัศน์ของเจดีเซ็นทรัล ที่ตอกย้ำเรื่องการจำหน่ายสินค้าคุณภาพ การันตีแบรนด์ของแท้ 100% มาโดยตลอดนั้น ทำให้เจดีเซ็นทรัลพลิกเกมการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ จากสงครามราคามาสู่การสร้างความไว้วางใจ โดยส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในทุก ๆ ด้านให้แก่ลูกค้า ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้า ความเชื่อมั่นในมาตรฐานการจัดส่งที่รวดเร็ว และความปลอดภัยจากการจัดส่งสินค้าในช่วงสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตลอดจนกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ๆ จึงทำให้เจดีเซ็นทรัลสามารถครองใจเหล่านักช้อปออนไลน์ที่มองหาของแท้จากอีคอมเมิร์ซที่ได้เต็ม ๆ เพราะถ้าเมื่อไรที่พูดถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์แท้ 100% แล้วละก็ แน่นอนว่าเจดีเซ็นทรัลเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน

from:https://www.mobileocta.com/jd-central-showcases-success-results-in-2020/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=jd-central-showcases-success-results-in-2020

หยุดความเลิ่กลั่กไว้ตรงนั้น: 5 ทริคจบความโป๊ะช่วง Work From Home

กลับเข้าสู่ช่วงนั่งทำงานที่บ้านกันอีกครั้งแล้ว เมื่อหลายๆ บริษัทมีนโยบายให้พนักงานปฏิบัติตนแบบ Social Distancing แน่นอนว่าผ่านมาเกือบปี สิ่งที่เคยทำเป็นกิจวัตรตอน Work From Home ครั้งที่แล้วก็คงมีลืมกันบ้าง แถมยิ่งอยู่บ้าน ก็ยิ่งห่างไกลจากสายตาเจ้านาย จะให้มาหลุดเรื่องเปิ่นๆ หรือปล่อยให้เกิดปัญหาทางเทคนิคบ่อยๆ จนงานเดินช้า ประชุมติดขัด ก็คงไม่เข้าที ลองมาดูกันดีกว่าว่า ถ้าเจอปัญหาเปิ่นๆ โก๊ะๆ  เราจะมีทริคอะไรบ้าง ที่ช่วยจัดระเบียบการทำงานให้ใหม่แบบไม่ต้องกลัวโป๊ะ แม้จะทำงานจากบ้านก็ตาม

แย่แล้ว! ลืมอุปกรณ์เสริมไว้ที่ออฟฟิศ

เจอกันบ่อยมากๆ ที่เปิดแล็ปท็อปเตรียมทำงานปุ๊บ ก็หาเมาส์ไม่เจอปั๊บ  ลืมหยิบเมาส์กลับบ้านมาด้วยนั่นเอง เป็นการลืมที่เข้าใจได้เลย เพราะเมาส์ออฟฟิศนอกจากจะอันใหญ่แล้ว สายก็ยังรุงรังอีก พกกลับบ้านไม่สะดวก ซ้ำร้ายคือไม่ชอบใช้แทร็กแพดบนตัวเครื่องเพราะไม่ถนัด แต่ยุคนี้คนแทบไม่ใช้เมาส์มีสายอันเท่าที่ทับกระดาษกันแล้ว แนะนำให้มีเมาส์ไร้สายอันเล็กๆ เบาๆ พกติดตัวไว้ จะหยิบมาต่อบลูทูธเมื่อไรก็ได้ หรือถ้าอยากจะล้ำและสะดวกยิ่งกว่าที่เคย ก็ใช้เป็นแล็ปท็อปที่สามารถใช้งานแบบจอสัมผัสได้ เพียงเท่านี้ปัญหากวนใจอย่างการลืมเมาส์ก็จะหมดไป

แล็ปท็อปจอสัมผัสที่ทำได้หลายอย่างและน่าซื้อตอนนี้ คือรุ่นท็อปสุดของหัวเว่ยอย่าง HUAWEI MateBook X Pro (ราคาลดพิเศษ 52,990 บาท) ที่มีจอคมชัดระดับ 3K สเปกการประมวลผลแรงพอสำหรับงานตัดต่อที่ใช้ความละเอียดสูง รุ่นนี้ใช้หน้าจอ Multi-touch Screen ซึ่งทำได้หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแคปหน้าจอโดยใช้นิ้วมือสามนิ้วปัดลงพร้อมกัน การเคลื่อนย้ายไฟล์บนหน้าจอ หรือการซูมแบบเดียวกับสมาร์ทโฟน นอกจากจะสวยงามหรูหราแล้ว ยังดูเป็นมืออาชีพสุดๆ แถมถ้าซื้อตอนนี้แถมเมาส์บลูทูธฟรีอีกด้วยนะ

หมดกัน! ลืมปิดกล้อง

เวลาประชุมกับลูกค้า สิ่งที่เกิดบ่อยๆ คือเผลอลั่นภาพ ลั่นเสียง โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ของการประชุม เพราะไม่รู้ตัวว่าเปิดกล้องหรือเปิดไมค์อยู่ เป็นเหตุการณ์ที่น่าเห็นใจจริงๆ เพราะเวลาทำงานที่บ้าน เรามักจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมพบปะผู้คน และแต่ละแอปฯ ที่ใช้ประชุมก็อาจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางแอปฯ เราตั้งได้ก่อนเข้าประชุมเลยว่าจะเปิดกล้องมั้ย ปิดเสียงอยู่หรือเปล่า แต่บางแอปฯ ก็มัดมือชกเปิดกล้องเปิดไมค์ให้แบบไม่ถามกันเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องเช็คให้ดีโดยเฉพาะกล้องว่าเปิดค้างไว้หรือไม่ แล็ปท็อปบางเครื่องมีที่ปิดเลนส์ไว้ให้แบบเห็นได้ชัดบนหน้าจอ แต่เราอาจไม่ได้สังเกต แต่บางเครื่องก็ไม่มีเลย ในกรณีนั้นก็สามารถตั้ง Virtual Background และนั่งเยื้องๆ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนก็ได้

Huawei

หรือวิธีการแก้ปัญหาที่เซฟที่สุด อาจเป็นการใช้ประโยชน์จากรูปแบบการจัดวางกล้องที่พิเศษของแล็ปท็อป ซึ่งสามารถทำให้เรารู้ได้ชัดๆ เลยว่ากล้องปิดหรือเปิดอยู่ อย่าง HUAWEI MateBook Family ทุกรุ่นในปัจจุบันมีกล้อง Recessed Camera ซึ่งติดตั้งอย่างเรียบเนียนอยู่บนคีย์บอร์ด เมื่อจะเปิดใช้งาน เราต้องกดลงไปที่ปุ่ม เพื่อให้ตัวกล้องป๊อบอัปขึ้นมา ดังนั้นจึงสังเกตได้ง่ายมากๆ ว่ากล้องปิดหรือเปิดอยู่ รับรองไม่มีโป๊ะแน่ๆ

ว้า! ไฟล์อยู่ในโทรศัพท์นี่นา

บางครั้งคนเราก็ต้องทำงานบนดีไวซ์อื่นนอกจากแล็ปท็อปกันบ้าง โดยเฉพาะบนสมาร์ทโฟน เวลาไม่อยู่หน้าคอมแล้วเราอาจจะพิมพ์งานที่นึกได้เอาไว้ในมือถือเสียยืดยาว พอถึงเวลาต้องรีบใช้จริงๆ ก็ต้องส่งอีเมล์กันให้วุ่นวาย เดี๋ยวนี้ระบบ Cloud จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าทำงานแล้วเซฟไฟล์ไว้ในเครื่องที่ผูก Account Cloud เอาไว้ด้วย เวลาเปิดแล็ปท็อปขึ้นมา ทุกอย่างก็จะพร้อมให้แก้ไขและทำงานต่อทันที แต่จะดีขึ้นไปอีกถ้าเราสามารถแชร์ทุกอย่างจากโทรศัพท์ขึ้นไปที่แล็ปท็อปได้เลย โดยที่ไม่ต้องมาดูว่าไฟล์ไหนเซฟขึ้น Cloud หรือยัง

ฟีเจอร์ HUAWEI Share เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้แบบไร้รอยต่อ โดยเมื่อนำสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่ใช้ EMUI 10.1 ขึ้นไป (เฉพาะรุ่นที่รองรับ) แตะลงบน HUAWEI MateBook ตรงบริเวณที่มีสัญลักษณ์ NFC และกด “ยอมรับ” จากนั้นหน้าจอสมาร์ทโฟนก็จะปรากฏบนหน้าเดสก์ท็อปของแล็ปท็อปทันที ทำให้สามารถลากรูป ลากวิดีโอที่ถ่ายไว้ลงแล็ปท็อป หรือเปิดงานที่ทำค้างไว้มาทำต่อได้เลย โดยแล็ปท็อปของหัวเว่ยที่เปิดตัวล่าสุดในปี 2020 ไม่ว่าจะเป็น HUAWEI MateBook X Pro, HUAWEI MateBook 14, HUAWEI MateBook D 14 หรือ HUAWEI MateBook D 15 ก็ล้วนรองรับฟีเจอร์นี้แล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะ HUAWEI MateBook D15 รุ่น AMD Ryzen 5 ที่ตอนนี้ลดพิเศษเหลือ 15,990 บาท

โอ๊ย! ปวดหลังจังเลยให้ตายสิ

หนึ่งในคำอวยพรปีใหม่ยอดฮิตที่คนเล่นโซเชียลมีเดียเห็นผ่านตาคือ “ขอให้ปีนี้ไม่ปวดหลัง” คนทำงานด้วยกันคงเข้าใจดีว่าตอนที่นั่งทำงานนานๆ บางทีถ้านั่งไม่ถูกท่าก็จะทำให้ปวดหลังปวดคอ เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันรัวๆ จริงๆ ข้อนี้เป็นอุปนิสัยที่เริ่มแก้ได้จากตัวเองคือการนั่งท่าที่เหมาะสม เพราะการทำงานด้วยแล็ปท็อปที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาอาจจะทำให้ก้มโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ปวดคอ ดังนั้นควรนั่งหลังตรงและกดสายตามองต่ำแทน วางแขนเป็นมุมฉาก หรือถ้าไม่ถนัดก็อาจจะหาที่วางแล็ปท็อปแบบปรับได้หลายองศา มาวางให้หน้าจอเสมอระดับสายตาก็ได้

แต่ตอนนี้แล็ปท็อปบางรุ่นมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับตามท่านั่ง ความสูง และความถนัดของเราได้ หัวเว่ยเองก็มี HUAWEI MateBook D 14 ที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะตัว คือสามารถกางออกได้ถึง 180 องศา หากวางบนแท่นวาง ก็จะสามารถกางได้กว้างตามใจ หรือถ้าอยากทำงานสบายๆ ในอิริยาบถอื่น ก็ปรับให้กว้างขึ้นได้อีก แต่ทางที่ดีที่สุดคือนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยท่าที่ถูกต้องจะดีกว่า

HUAWEI MateBook D 14 หน้าจอ 14 นิ้ว ตอนนี้ลดราคาเหลือแค่ 28,990 บาท สำหรับชิปเซ็ต Intel® Core™ i7 ส่วนรุ่น AMD Ryzen 7 จะอยู่ที่ราคา 19,990 บาท

ตายจริง! แย่งกันใช้ปลั๊กกับคนอื่น

ปกติเวลาทำงานออฟฟิศ ทุกโต๊ะก็จะมีปลั๊กของตัวเองที่ใช้คนเดียว แต่พอ Work From Home ที่ทุกคนในครอบครัวต้องทำงานอยู่ในบ้านเดียวกัน ก็กลายเป็นว่าต้องแย่งปลั๊กกันใช้ ถ้าบ้านใครมีปลั๊กเชื่อมหลายๆ ช่องก็จะโชคดีหน่อย แต่ถ้าต้องใช้เดี๋ยวนั้นแล้วไม่มีก็คงปวดหัวน่าดู วิธีที่ทำได้คือผลัดกันใช้ปลั๊กที่มีนั่นล่ะ ผลัดกันชาร์จจนพอใช้งานต่อได้อีก 1-2 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่อยากให้มีปัญหานั้นเลย แล็ปท็อปที่เลือกก็ควรมีเทคนิคในการใช้พลังงานที่ดีมากพอให้แบตไม่หมดง่ายๆ และชาร์จได้เต็มในเวลาที่รวดเร็ว

HUAWEI MateBook Family ก็มีรุ่นที่ได้รับการพัฒนาสถาปัตยกรรมภายใน ให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ HUAWEI MateBook 14 ที่เพิ่งออกมาล่าสุดนั่นเอง แล็ปท็อปตัวนี้ถึงแม้ตัวเครื่องจะบาง แต่มีพื้นที่ข้างในมากพอที่จะระบายอากาศได้ดี แถมพัดลม Shark Fin 2.0 ที่มีใบพัดแน่นขึ้นก็ช่วยระบายความร้อน แล็ปท็อปทุกรุ่นใน HUAWEI MateBook Family มาพร้อมสายชาร์จ HUAWEI SuperCharge™ 65 วัตต์ ที่ชาร์จไฟให้มีแบตสำหรับการใช้งานยาวๆ ได้ในเวลาไม่นานอีกด้วย ตอนนี้ HUAWEI MateBook 14 รุ่น AMD Ryzen 5 วางจำหน่ายที่ราคา 25,990 บาท มาพร้อมของสมนาคุณแบบจัดเต็มในโปรโมชันช่วงตรุษจีน ถ้าอยากทำงานแบบสะดวกสุดๆ รอช้าไม่ได้แล้ว

หัวเว่ยรู้ใจและเข้าถึงทุกความต้องการของคนทำงาน ล่าสุดจึงฉลองกันอย่างต่อเนื่องด้วยโปรโมชันช่วงปีใหม่ – ตรุษจีน เปิดโอกาสให้คนทำงานที่บ้านได้เป็นเจ้าของแล็ปท็อปกันแบบคุ้มสุดๆ โดยผู้ที่ซื้อรุ่นใดก็ตามใน HUAWEI MateBook Family ช่วงระหว่างวันที่ 9 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2564 จะได้รับฟรี HUAWEI Laptop Bag, HUAWEI Mouse และ USB Flash Drive มูลค่ารวม 2,270 บาท ส่วนใครที่ซื้อแล็ปท็อปรุ่นท็อป HUAWEI MateBook X Pro ก็จะได้รับ Microsoft office 365, ซองใส่แล็ปท็อป และ Mate Dock มูลค่ารวม 4,470 บาท แถมไปด้วยอีกชุดใหญ่

นอกจากนี้หัวเว่ยได้ยกระดับความสะดวกสบายสูงสุดให้ลูกค้า ด้วยแพลนต่ออายุ HUAWEI Mobile Cloud รายปีอัตโนมัติในราคาพิเศษ ตั้งแต่ 14 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีขนาดพื้นที่ความจุตามความต้องการของผู้ใช้ และราคาลดพิเศษดังต่อไปนี้

·        50GB – เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลและไฟล์ส่วนตัว ราคาลดเหลือเพียง 294 บาทต่อปี

·        200GB – เหมาะสำหรับเก็บรูปภาพ และวิดีโอโมเมนต์สำคัญต่างๆ ของครอบครัว ราคาลดเหลือเพียง 832 บาทต่อปี

·        2048GB – เหมาะสำหรับเก็บไฟล์รูปภาพ วิดีโอ ความบันเทิงต่างๆ ในระยะยาว ใช้ได้ทั้งครอบครัวใหญ่ ราคาลดเหลือเพียง 2,513 บาทต่อปี

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่นี่ หรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชันได้ที่นี่ และอ่านวิธีเริ่มต้นใช้งาน HUAWEI Mobile Cloud ได้ที่ http://bit.ly/39xidPc รวมทั้งอัปเดตข่าวสารล่าสุดของหัวเว่ยได้ก่อนใครทาง เฟซบุ๊กเพจ Huawei Mobile TH

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้ที่:    

Website: http://consumer.huawei.com/th

Facebook: http://www.facebook.com/HuaweiMobileTH

LINE: HuaweiMobileThailand, IG: Huawei.TH

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Huawei ที่นี่ >>> http://bit.ly/31ikNUq

from:https://www.mobileocta.com/5-tricks-to-finish-the-shade-during-work-from-home/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-tricks-to-finish-the-shade-during-work-from-home

Infinix NOTE 8i มาพร้อมกับชิป Helio G80 เปิดตัวในประเทศไทย พร้อมขาย 2 กุมภาพันธ์นี้ สเปคดี ในราคาสุดคุ้ม ไม่เกิน 4,000 บาท!!

อินฟินิกซ์ (Infinix) แบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลก เตรียมปล่อย Infinix NOTE 8i ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Helio G80 เสริมประสิทธิภาพการเล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด แบตเตอรี่อึด จอกว้างดูหนังได้อย่างจุใจ โดดเด่นด้วยกล้องหลังที่มีความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล รวมถึงฟีเจอร์ AI และฟังก์ชันการถ่ายภาพกลางคืน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทั้งสายเกมและผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ

Infinix NOTE 8i รุ่นรองจาก NOTE 8 มาพร้อมชิปเซ็ท Media Tek Helio G80 กล้องหลังจัดเต็มด้วย 4 เลนส์พร้อม Ultra-Night Mode ช่วยในการรับแสงเหมาะแก่การถ่ายรูปในช่วงกลางคืน ส่วนกล้องหน้าดีไซน์ punch-hole ทำให้มีหน้าจอกว้าง 6.78 นิ้ว HD+ สามารถเล่นเกมและรับชมวิดีโอได้อย่างจุใจ ให้เสียงคมชัดด้วยลำโพงจาก DTS Audio

พร้อมด้วยระบบยืนยันตัวตนมีทั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง และระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า ความจุแบตเตอรี่ 5,200 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18 วัตต์ พร้อมหน่วยความจำสูงถึง 4+128 GB สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องอย่างไม่มีสะดุด

สำหรับ Infinix NOTE 8i จะเปิดตัวในประเทศไทยวันที่ 29 มกราคม 2564 ด้วยราคาสุดคุ้มไม่เกิน 4,000 บาท และจะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 นี้

ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/39jPSMm แฟนๆ อินฟินิกซ์ห้ามพลาด!

from:https://www.mobileocta.com/infinix-note-8i-launched-in-thailand-ready-for-sale-on-february-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infinix-note-8i-launched-in-thailand-ready-for-sale-on-february-2

เจาะเบื้องหลังฮาร์ดแวร์สุดล้ำ Galaxy S21 Series 5G พบกับ 4 หัวใจหลักของนวัตกรรมสมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุดจากซัมซุง

สมาร์ทโฟนเปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากการทำงานของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ร่วมกัน โดยหลากหลายฟีเจอร์อันยอดเยี่ยมในปัจจุบัน จะไม่สามารถทำงานได้เลยหากไม่มีฮาร์ดแวร์ที่ดีคอยทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะในปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป พวกเขาต้องการสมาร์ทโฟนที่มีกล้องที่ดี มากกว่าที่เคย

ดังนั้น ฮาร์ดแวร์ของสมาร์ทโฟนจึงต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำตามไปด้วย ซึ่ง Galaxy S21 Series 5G คือสมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุดของซัมซุง ที่มาพร้อมกับหลากหลายนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ใหม่ ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นสมาร์ทโฟนแห่งยุคที่ตอบโจทย์สาย “ทำคอนเทนต์” อย่างแท้จริง

Samsung

Exynos 2100 ชิปเซ็ตอันทรงพลัง ขุมกำลังของสมาร์ทโฟนอันล้ำสมัย

ชิปเซ็ตเปรียบเสมือนหัวใจของสมาร์ทโฟน ยิ่งสมาร์ทโฟนมีนวัตกรรมและฟีเจอร์ที่โดดเด่นมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีชิปเซ็ตที่ดีเพื่อทำให้ทุกอย่างทำงานร่วมกันได้อย่างไหลลื่นเท่านั้น ซึ่งชิปเซ็ตไม่ได้เป็นเพียงแต่ขุมพลังให้กับสมาร์ทโฟน แต่ยังทำหน้าที่บริหารจัดการแบตเตอรี่ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอันมีค่าตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์อีกด้วย

โดย Exynos 2100 ใน Galaxy S21 Series 5G คือหน่วยประมวลผล 5nm ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่เร็วที่สุดใน Galaxy ที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการทำงานของสมาร์ทโฟนที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับคนยุคนี้โดยเฉพาะ ด้วยหน่วยประมวลผล (CPU) ที่มอบประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นจากเดิม 30%[1] การ์ดจอ (GPU – Graphics Processing Unit) ที่เพิ่มการประมวลผลกราฟฟิกมากกว่าเดิม 40%1 AI ที่เร็วกว่าเดิม 2 เท่า1 รวมถึงการใช้พลังงานแบตเตอรี่ที่น้อยลงกว่าเดิมถึง 20%1 

ดังนั้น ผู้ใช้จึงสามารถทำในสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพหรือวิดีโอคุณภาพสูงระดับ 4K/8K การใช้ฟีเจอร์ที่ทำงานจากกล้องหลายเลนส์พร้อมกัน อย่างในโหมด Director’s View การเล่นเกมที่อัดแน่นไปด้วยภาพกราฟฟิกแบบมาราธอน หรือการสตรีมภาพยนตร์หรือซีรีส์ผ่านเครือข่ายความเร็วสูงแบบ 5G โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

บันทึกทุกเฉดสี ทุกรายละเอียด ดั่งตาเห็น ด้วยเซนเซอร์ใหญ่ที่สุดในกาแลคซี่ 1/1.33”

ถ้าชิปเซ็ตคือหัวใจของสมาร์ทโฟน เซนเซอร์ก็เปรียบเสมือนหัวใจของกล้องถ่ายภาพ ที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตสีของภาพ (Dynamic range) จำนวนพิกเซล หรือจัดการจุดรบกวนของภาพ (Noise reduction) ซึ่งภาพสวยงามที่เราเห็น เกิดจากการรวมตัวของเม็ดสีหลากหลายพิกเซล ดังนั้น ยิ่งจำนวนพิกเซลในภาพมีมากเท่าไหร่ ภาพจะยิ่งคมชัด มีรายละเอียดที่ครบถ้วนเหมือนดั่งตาเห็นมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงการมีพื้นที่รับแสงที่เยอะ ยิ่งทำให้ได้ไฟล์ภาพที่มีคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย

โดยเซนเซอร์ของ Galaxy S21 Ultra 5G เป็นเซนเซอร์กล้องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนซัมซุง กาแลคซี่ขนาด 1/1.33″ มอบสีสันคมชัดมากขึ้นกว่าเดิมถึง 64 เท่า ระบบโฟกัสอัตโนมัติที่เร็วและแม่นยำขึ้นถึง 50% พร้อมรองรับการถ่ายภาพในสถานที่ที่มีแสงมืดและสว่างอยู่ด้วยกัน เช่น ปลายอุโมงค์ หรือการถ่ายภาพแบบย้อนแสง พร้อมลดจุดรบกวนของภาพ และเพิ่มความไวแสงขึ้น 50% เพื่อให้ได้ภาพที่สว่าง ชัดเจน แม้ในที่แสงน้อย

  [Raw File 12 bits – Before]    

[Raw File 12 bits – After]

RAW File 12-bit มาตรฐาน D.S.L.R เพื่อการปรับแต่งภาพอย่างมืออาชีพ คมชัด ไม่เสียรายละเอียด 

ภาพส่วนใหญ่ที่เราถ่ายและเห็นจากกล้องสมาร์ทโฟนนั้น ส่วนใหญ่คือภาพจากไฟล์ JPEG ซึ่งถือเป็นไฟล์ภาพมาตรฐานที่มีสีสันสดใส พร้อมใช้งานได้ในทันที โดยไม่ต้องแต่งภาพเพิ่ม หรืออาจจะแต่งเพิ่มได้เล็กน้อย เนื่องจากข้อจำกัดของไฟล์ที่ถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็ก ทำให้หากแต่งภาพมากเกินไป ภาพอาจจะแตกหรือเสียรายละเอียดได้ง่าย

ดังนั้น สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ และต้องการแต่งภาพเพื่อเพิ่มความสวยงามและความคมชัดของเฉดสีมากยิ่งขึ้น ไฟล์ที่เหมาะที่สุด คือ RAW File ซึ่งเป็นข้อมูลดิบที่มาจากการบันทึกภาพผ่านเซนเซอร์โดยตรง จึงมีคุณภาพที่สูงเต็มประสิทธิภาพของกล้อง

โดย Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกับการบันทึกไฟล์ Raw 12-bit[2] มาตรฐาน D.S.L.R ซึ่งดีที่สุดที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน มีเฉดสีถึง 68,000 ล้านสี ทำให้ปรับจูนสีผ่านโปรแกรมแต่งภาพยอดนิยม อย่าง Lightroom หรือ VSCO ได้ยืดหยุ่นกว่า ทั้งในด้านค่าความสว่างโดยรวมของภาพ (Exposure) การปรับส่วนมืดหรือส่วนสว่างพร้อมกัน (Contrast) การปรับค่าเงา (Shadows) หรือการปรับเฉพาะส่วนที่สว่างของภาพ (Highlights) โดยที่สีไม่เพี้ยน ซึ่งการแต่งภาพสามารถทำได้เลยบนสมาร์ทโฟน ไม่ต้องทำในคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยากอีกต่อไป

วิดีโอ สีสวย คมชัดทุกสภาพแสง ด้วย HDR10+

HDR (High Dynamic Range) คือเทคนิคการประมวลผลภาพ เพื่อให้ภาพสามารถแสดงของเขตของสีได้มากขึ้น โดยจะแสดงสีดำได้มืดสนิทกว่าเดิม และสีขาวได้สว่างจ้ากว่าเดิม พร้อมช่วยปรับภาพมืดและสว่างให้มีคอนทราสต์ที่ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ โดย Galaxy S21 Ultra 5G ได้ยกระดับภาพวิดีโอขึ้นไปอีกขั้น ด้วย HDR10+ ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีด้านภาพที่ดีที่สุดในปัจจุบัน 

รวมถึงยังมี Dynamic Range สูงสุดในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ตามมาตรฐาน HDR ทำให้มอบเฉดสีที่กว้างกว่า พร้อมปรับความสว่างแบบเฟรมต่อเฟรม ทำให้ภาพสวยงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ด้วย HDR10+ เป็นมาตรฐานวิดีโอที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไฟล์ที่ได้จึงสามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที ไม่ว่าจะนำไปขึ้นยังหน้าจอทีวี หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืออัพโหลดขึ้นบน YouTube ได้เลยโดยไม่ต้องปรับแต่งสีใหม่ 

Galaxy S21 Series 5G เปิดพรีออเดอร์เพื่อให้เป็นเจ้าของได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 28 มกราคม 2564 ในราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท เมื่อจองผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย[3] ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com/th/s21ultra

from:https://www.mobileocta.com/breaking-behind-the-groundbreaking-hardware-galaxy-s21-series-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=breaking-behind-the-groundbreaking-hardware-galaxy-s21-series-5g

เปิดตัว Infinix Hot 10 Play มาพร้อมจอหยดน้ำ 6.82 นิ้ว, ชิปเซ็ืท Helio G25 และแบตอึด 6,000 mAh

Infinix ประกาศเปิดตัว Infinix Hot 10 และ Hot 10 Lite ไปเมื่อปีที่แล้ว ล่าสุดมาปีนี้ได้เปิดตัว Infinix Hot 10 Play มาเสริมทัพตระกูล Hot 10 Series เพิ่มอีกรุ่น โดยมาพร้อมชิปเซ็ท Helio G25 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 (Go Edition) ครอบทับด้วย XOS 7.0

สเปก Infinix Hot 10 Play

Infinix Hot 10 Play

ตัวเครื่องมีขนาด 171.82 x 77.94 x 8.90 มม. หน้าจอแสดงผลทรงหยดน้ำแบบ IPS LCD ความละเอียด HD+ 720 x 1640 พิกเซล ขนาด 6.82 นิ้ว ในอัตราส่วน 20.5:9 

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G25, หน่วยประมวลผลกราฟิก IMG PowerVR GE8320, RAM 2GB/4GB, หน่วยความจำภายใน 32GB/64GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 (Go Edition) ครอบทับด้วย XOS 7.0

ติดตั้งกล้องหลังคู่ AI Dual Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องรองเลนส์ Depth สำหรับถ่ายภาพบุคคล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 ac/a/b/g/n, Bluetooth 5.0, ช่องหูฟัง 3.5 มม., วิทยุ FM, พอร์ต microUSB และแบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh รองรับการชาร์จ 10W และยังมีโหมด Ultra Power ที่ให้มาโดย Power Marathon Tech ซึ่งจะเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 19 ชั่วโมงเมื่อแบตเตอรี่เหลือเพียง 5%

ทั้งนี้ Infinix Hot 10 Play มีให้เลือก 4 สีคือ Aegean Blue, Morandi Green, Obsidian Black และ 7 ° Purple โดยปัจจุบันวางจำหน่ายเฉพาะรุ่น RAM 2GB+32 ที่ประเทศปากีสถานราคา 16,999 รูปีปากีสถานหรือประมาณ 3,200 บาท และที่ประเทศฟิลลิปินส์ จะวางจำหน่ายในวันที่ 23 มกราคมในราคา 4,290 เปโซฟิลิปปินส์หรือประ่มาณ 2,700 บาท ส่วนจะเข้าบ้านเราหรือไม่นั้นถ้ามีข่าวจะมาแจ้งให้ทราบกันนะครับ

ที่มา : Gsmarena

from:https://www.mobileocta.com/infinix-hot-10-play-announced/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infinix-hot-10-play-announced

เผยภาพเรนเดอร์ Sony XPERIA 10 III จากโปรแกรม CAD ก่อนเปิดตัวเร็วๆ นี้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีรายงานว่า Sony มีแผนที่จะเปิดตัวสมาร์ตโฟน 3 รุ่นใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยรุ่นแรกเป็นรุ่นเรือธงที่ชื่อรุ่นว่า XPERIA 1 III ตามด้วยรุ่นระดับกลาง XPERIA 10 III และรุ่นเล็ก XPERIA L5 ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์จากโปรแกรม CAD ของ XPERIA 10 III เผยออกมาให้เห็นก่อนเปิดตัวแล้ว

XPERIA 10 III

@OnLeaks หรือ Steve Hemmerstoffer แหล่งข่าวหลุดสมาร์ตโฟนชื่อดัง ได้โพสต์ภาพเรนเดอร์ของ Sony XPERIA 10 III จากโปรแกรม CAD เผยให้เห็นตัวเครื่องที่มีดีไซน์คล้ายกับ XPERIA 10 II ที่เปิดตัวไปเมื่อปีก่อน โดยมีกรอบหนารอบหน้าจอ ส่วนตัวเครื่องมีขนาด 154.4 x 68.4 x 8.3 มม. และหนาเพิ่มขึ้นเป็น 9.1 มม. เมื่อรวมโมดูลกล้องหลัง เทียบกับ XPERIA 10 IIที่มีขนาด 157 x 69 x 8.2 มม.

XPERIA 10 III มาพร้อมหน้าจอแสดงผลจอแบนขนาด 6 นิ้ว โดยคาดว่าหน้าจอแบบ OLED เหมือนรุ่นก่อน เหนือหน้าจอมีเลนส์ของกล้องเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และช่องลำโพงเสียงอยู่ตรงกลาง ซึ่งยังมีช่องลำโพงเสียงอีกตัวอยู่ด้านล่างเครื่อง ทำให้เป็นลำโพงคู่สเตอริโอ

ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้อง 3 ตัวเรียงในแนวตั้งอยู่ในโมดูล พร้อมมีไฟแฟลช LED โดยคาดว่าจะประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 3 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

ในส่วนด้านซ้ายข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง, ปุ่มเปิดปิดเครื่อง และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังบนปุ่ม และช่องใส่ซิมการ์ด ด้านบนมีช่องหูฟัง 3.5 มม. กับช่องไมโครโฟนตัดเสียง และด้านท้ายเครื่องมีพอร์ต USB Type-C และช่องไมโครโฟน

ทั้งนี้ คาดว่า Sony XPERIA 10 III จะขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Snapdragon 690 5G ซึ่งหมายความว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน 5G ระดับกลางรุ่นแรกของ Sony

ที่มา : Playfuldroid

from:https://www.mobileocta.com/sony-xperia-10-iii-cad-renders-emerge-to-showcase-design-before-launch/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sony-xperia-10-iii-cad-renders-emerge-to-showcase-design-before-launch

เปิดตัว Vivo X60 Pro+ มาพร้อมจอ 120Hz, ชิปเซ็ท Snapdragon 888 และกล้องหลัง 4 ตัวเลนส์ Zeiss ความละเอียด 50 MP

Vivo ประกาศเปิดตัว Vivo X60 Pro+ อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน โดยเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นท๊อปสุดในตระกูล X60 Series หลังจากที่เปิดตัว Vivo X60 และ X60 Pro ไปเมื่อช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา ซึ่งรุ่นท๊อปสุดนี้มาพร้อมจุดเด่นใช้้ชิปเซ็ท Snapdragon 888 5G ใหม่ล่าสุด และกล้องหลัง 4 ตัวเลนส์ Zeiss ความละเอียด 50MP

สเปก Vivo X60 Pro+

Vivo X60 Pro+

ตัวเครื่องมีขนาด 158.59×73.35×9.10 มม. และน้ำหนัก 190 กรัม หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด 2K 2376 x 1080 พิกซล ขนาด 6.56 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.8:9 โดยมีสัดส่วนจอต่อเครื่องที่ 92.7%, รองรับ HDR10+, มีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ความสว่าง 1300nits และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ที่ตรงกลางด้านบนแบบ Punch Hole Display

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.84GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 888 (5nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 660, RAM 8GB/12GB แบบ LPDDR5, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 3.1 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย OriginOS 1.0

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera ที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GN1, รูรับแสงขนาด f/1. 57 และรองรับระบบกันสั่น OIS แบบ 4 แกน
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX598. รูรับแสงขนาด f/2.2 และสามารถเก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 114 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Portrait ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.08 และซูมแบบออปติคอล 2x
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Periscope ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/3.4 ซูมแบบออปติคอล 5 เท่า และซูมแบบ ซุปเปอร์ซูม 60 เท่า

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่แบบฝังบนจอ (In-Display Selfie) ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.45

รวมทั้งรองรับ 4G/5G แบบ Dual Mode ทั้งสแตนอนโลน (SA) และนอนสแตนอโลน (์NSA), ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, พอร์ต USB Type-C, NFC, ผู้ช่วยส่วนตัว Jovi, รองรับไฟล์เสียง Hi-Res และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,200mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W Vivo FlashCharge 2.0 

Vivo X60 Pro+

ทั้งนี้ Vivo X60 Pro+ มีตัวเลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Classic Orange และ Deep Sea Blue โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีนวันที่ 30 มกราคม 2021 ส่วนราคามีดังนี้

  • รุ่น RAM 8GB+128GB ราคา 4,998 หยวน หรือประมาณ 23,150 บาท
  • รุ่น RAM 12GB+256GB ราคา 5,998 หยวน หรือประมาณ 27,800 บาท

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Vivo ที่นี่ >>> https://bit.ly/3qL5T4L

from:https://www.mobileocta.com/vivo-x60-pro-plus-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-x60-pro-plus-launched

ดีแทคเผยส่ง OTP ราว 5 แสนรายการใน 9 นาทีช่วงลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง

ดีแทคได้พบ กสทช. เพื่อรายงานในส่วนการดำเนินการเตรียมความพร้อมและการดำเนินการของบริษัทที่เกี่ยวข้องการให้บริการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา

dtac

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ระบบไอทีของดีแทคสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 100% เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในช่วงลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม โดยมีอัตราเฉลี่ยในการส่ง OTP ให้ลูกค้าสำเร็จด้วยเวลาที่รวดเร็วและถูกต้องตามมาตรฐานของเรา”

ทั้งนี้ ดีแทคได้รายงานข้อมูลต่อ กสทช. ระบุว่าระบบของดีแทคสามารถส่ง OTP ประมาณ 500,000 รายการในการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งก่อนที่จะปิดให้ทำรายการในเวลาประมาณ 06.09 น. ตามที่โครงการแจ้งในเว็บไซต์ระบุสิทธิ์ครบจำนวน โดยผู้ที่ลงทะเบียนจะได้รับการยืนยันสิทธิ์ตามขั้นตอนต่อไป สำหรับในครั้งนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ์จากโครงการคนละครึ่งจำนวน 1.34 ล้านสิทธิ์

“ดีแทคได้เตรียมพร้อมล่วงหน้าอย่างเต็มที่ในการให้บริการ ซึ่งเป็นไปตามที่ กสทช ร้องขอ และที่สำคัญเราเตรียมพร้อเพื่อลูกค้าของเรา ดีแทคได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ในการทดสอบทั้งระบบไอทีและระบบโครงข่ายเพื่อรองรับโครงการคนละครึ่ง รวมถึงทดสอบความพร้อมเทคโนโลยีทั้งระบบกับพันธมิตรผู้ที่ให้บริการหลักที่เกี่ยวข้อง และจำลองการทดสอบในสถานการณ์จริงล่วงหน้าเพื่อความมั่นใจในการให้บริการอย่างเต็มที่” นายชารัด กล่าว

from:https://www.mobileocta.com/dtac-processed-close-to-500k-otp-sms-in-first-9-minutes-of-governments-5050-program/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-processed-close-to-500k-otp-sms-in-first-9-minutes-of-governments-5050-program

เผยภาพหลุด! สมาร์ตโฟน Vivo รุ่นแรกของปี 2021 สเปกแน่น ราคาดี ดีไซน์โดดเด่น คาดเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้

หลังจากที่ Vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประสบความสำเร็จกับ Vivo V20 Series เมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุด มีภาพสมาร์ตโฟนหน้าตาคล้าย V20 SE หลุดออกมาให้เห็นเป็นรุ่นแรกของปี ซึ่งคาดว่าเป็น Vivo ในตระกูล Y Series โดยภาพได้เผยให้เห็นรายละเอียดหน้าจอทรงหยดน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นขนาดหน้าจอที่ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกช่วงวัยในปีนี้ พร้อมกล้องหลังถึงสามเลนส์และแฟลช LED จัดเรียงชิดขอบตัวเครื่องอย่างสวยงาม แต่ยังไม่ระบุรายละเอียดและความละเอียดของกล้องแต่ละประเภทอย่างชัดเจน

Vivo

นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นโทนสีด้านหลังตัวเครื่องที่โดดเด่นสะดุดตา คาดว่ามาพร้อมกับชิปเช็ตตัวแรงอย่าง Snapdragon  เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่รองรับการชาร์จเร็วผ่านพอร์ตเชื่อมต่อ USB Type C โดยคาดว่า Vivo Y Series รุ่นนี้ จะมาพร้อมกับสเปกแบบจัดเต็มในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้นอีกด้วย ต้องมารอลุ้นกันว่า ทาง Vivo ประเทศไทย จะมีเซอร์ไพรซ์และประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นดังกล่าวเร็วๆ นี้หรือไม่

from:https://www.mobileocta.com/reveal-the-picture-the-first-vivo-smartphone-of-2021/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=reveal-the-picture-the-first-vivo-smartphone-of-2021

อาร์ทีบีฯ เปิดตัว SteelSeries รุ่น ARCTIS 7P หูฟังเกมมิ่งไร้สายที่เกิดมาเพื่อ PS5

บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด  ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า Gadget รายใหญ่ในประเทศไทย  และเป็นผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ ภายใต้แบรนด์ “SteelSeries” อุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับการเล่นเกมชั้นนำระดับโลก เปิดตัวหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ SteelSeries รุ่น ARCTIS 7P ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์ตัวจริง สร้างประสบการณ์การเล่นเกมสุดมันส์บนเครื่องเล่น Playstation5 หรือ PS5  ได้อย่างเต็มอรรถรส      

SteelSeries

สำหรับ ARCTIS 7P FOR PS5 เป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สายที่ออกแบบมาอย่างเหนือชั้น เพื่อรองรับการใช้งานกับเครื่อง “PlayStation 5” สุดฮอตได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งแพลตฟอร์มเกมอื่น ๆ อีกมากมาย ไล่ตั้งแต่เครื่อง PlayStation 4, Nintendo Switch, อุปกรณ์ Andriod รวมถึง PC สำหรับหูฟังรุ่น ARCTIS 7P FOR PS5 

อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ที่ตอบสนองคอเกมตัวจริง ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่อึดยาวนาน สามารถใช้เล่นเกมต่อเนื่องได้ถึง 24 ชั่วโมงต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง มีระบบขับเสียงด้วยเทคโนโลยี Arctis อันเป็นเอกลักษณ์ของ SteelSeries ส่งมอบมิติและทิศทางของเสียงที่ครบถ้วนคมชัด ไม่พลาดทุกรายละเอียดเสียงที่จะทำให้มีแต้มต่อเหนือคู่แข่งในการเล่น Multiplayer

ที่สำคัญคือมีดีไซน์ที่เรียบเท่ห์ ทำจากวัสดุที่ทนทาน แต่มีน้ำหนักเบา ทำให้สวมใส่สบาย นอกจากนั้น สายคาดศีรษะแบบสายรัดแว่นตาสกี และการออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักได้อย่างดี ทำให้ไม่กดศีรษะให้ปวดหัวถึงแม้จะใส่เป็นเวลานาน ทั้งยังมีไมโครโฟนที่รองรับเทคโนโลยี ClearCast สำหรับโปรแกรม Discord และระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก เพื่อการเล่นเกมที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ หูฟัง ARCTIS 7P ยังมาพร้อม Dongle ที่ใช้เชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านคลื่น 2.4 GHZ ให้สัญญาณเสียงแบบ Real-Time ครบถ้วนไม่มีตกหล่น และยังการันตีความเป็นหนึ่งในด้านหูฟังเกมมิ่งไร้สายด้วยรางวัล “PC Gaming Award” จากหลากหลายสื่อชั้นนำอย่าง  WIRED, T3, Tom’s Guide, Digital Trends, IGN, PC Gamer และ Rock สำหรับผู้ที่สนใจหูฟังเกมมิ่งไร้สาย SteelSeries รุ่น ARCTIS 7P จากแบรนด์ Steelseries 

สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านในเครือของ Com7,IT City, Advice IT, Banana IT ,ร้านในเครือของ Copperwired ,Dotlife, Power Buy, Speed, Munkonggadget, Aptsoft, Mercular, Wemall, Gump, Lazada, Shopee และ Gadgetthai และตัวแทนจำหน่ายของ Steelseries ในราคา  6,990 บาท โดยในช่วงเปิดตัวลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษรับของสมนาคุณเมื่อซื้อหูฟัง ARCTIS 7P พร้อมเครื่อง PS5 อีกด้วย

from:https://www.mobileocta.com/rtb-launches-steelseries-model-arctis-7p-the-wireless-gaming-headset-born-for-ps5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rtb-launches-steelseries-model-arctis-7p-the-wireless-gaming-headset-born-for-ps5