คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

AIS ผลักดัน “DQ” ความฉลาดทางดิจิทัล ทักษะใหม่เด็กไทย ยุค New Normal เพราะเด็กไทยเกือบครึ่งเกี่ยวข้องกับการ Cyberbully!!

ในโลกแห่งการศึกษา ความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เด็กนักเรียน นักศึกษาทุกคนจำเป็นต้องมี “IQ” (Intelligent Quotient)ที่หมายถึงความฉลาดทางสติปัญญา ซึ่งต้องมีควบคู่ไปพร้อมกับ “EQ” (Emotional Quotient) ที่หมายถึงความฉลาดทางอารมณ์ จึงจะประสบความสำเร็จได้ แต่ในปัจจุบันนอกจากเรื่องความรู้และอารมณ์แล้ว การรู้เท่าทันเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะมีคุณ แต่ก็มีโทษด้วยเช่นกัน

เอไอเอส ในฐานะผู้นำทางเทคโนโลยีในประเทศไทย จึงขอส่งต่อแบบชี้วัดความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า “DQ” หรือ Digital Quotient ไปสู่เยาวชน ที่จะช่วยทั้งป้องกัน ปลูกจิตสำนึก สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักแยกแยะ และจัดการปัญหา อารมณ์ และทัศนคติ ในการรับมือกับการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม

AIS

เอไอเอสเผยผลสำรวจดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก ซึ่งจัดทำร่วมกับสถาบัน DQ(Digital Quotient) ระดับโลก โดยความร่วมมือกับ 30 ประเทศทั่วโลก พบเด็กไทยเกี่ยวข้องกับการรังแกและเคยถูกรังแกบนโลกออนไลน์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กประเทศอื่น

โดย 48% ของเด็กไทย เคยเกี่ยวข้องกับการรังแกบนโลกออนไลน์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 33% แนะผู้ปกครอง โรงเรียน คุณครู ต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจ และเร่งพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัล หรือ DQ (Digital Quotient) ให้กับเด็กๆ อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักแยกแยะ และจัดการปัญหา อารมณ์ และทัศนคติ ในการรับมือกับการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม

1.       บทนำเรื่อง Cyberbullying

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) เป็นการกลั่นแกล้งผ่านอุปกรณ์อย่าง โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, หรือแท็บเล็ต โดยใช้การส่งข้อความทางโทรศัพท์, แอปพลิเคชั่นแชท, อีเมล, บล็อก หรือแม้แต่กระทั่งเกมออนไลน์ ที่เป็นที่สาธารณะ เพื่อให้สามารถมองเห็นได้จากคนทั่วไป และยังสามารถแชร์ออกไปในวงกว้าง โดยเนื้อหาของการกลั่นแกล้งนั้น จะมีทั้งการส่งข้อความ การโพสต์ข้อมูลในแง่ลบ ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้เกิดความอับอาย

2.       บทสัมภาษณ์คุณนัฐิยา พัวพงศกร หัวหน้าแผนกงานพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

โลกอินเทอร์เน็ต คือโลกแห่งเทคโนโลยีที่ปัจจุบันแข่งกันที่ความเร็ว เพราะผู้ที่มีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เร็วกว่าย่อมดีกว่าเสมอ แต่ทว่าทุกวันนี้กลับใช้ความเร็วทาง Cyber มา Bullyingคน ด้วยการเขียนข้อความในเชิงลบและส่งเสริมความเกลียดชังในสังคม ทำให้ AIS ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่าย 5G รายแรกในประเทศไทย จึงขอยืนหยัดต่อต้านการกระทำ Cyberbullying ทุกกรณี

โดย นางสาวนัฐิยา พัวพงศกร หัวหน้าแผนกงานพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “การถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) เป็นปัญหาสากลที่พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านและใช้สื่อดิจิทัลออนไลน์ในการเข้าถึงการเรียนรู้ สาระประโยชน์ ความบันเทิง และโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจทำให้เด็กไทยเสี่ยงภัยจากการรังแกบนโลกออนไลน์เพิ่มจากการใช้สื่อดิจิทัลที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง ก็จะยิ่งทำให้ขาดทักษะความฉลาดทางดิจิทัลในการตระหนักรู้ แยกแยะ และสามารถรับมือกับการรังแกบนโลกออนไลน์ได้”

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งในฐานะของผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ โดยใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง ทั้งนี้มีรูปแบบตั้งแต่การรังควาญผู้อื่น การแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการล้อเลียน โดยการกลั่นแกล้งนั้น แม้อาจจะเกิดได้จากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ล้วนส่งผลกระทบต่อผู้กระทำทั้งสิ้น   

3.       ผลสำรวจดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก

ผลสำรวจดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก (COSI ; Child Online Safety Index) ที่เอไอเอส และ สถาบัน DQ ระดับโลกร่วมกันจัดทำขึ้น โดยเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมเด็กไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 44,000 คนจาก 450 โรงเรียนทั่วประเทศในปี 2562 พบว่า เด็กไทยมีโอกาสเผชิญกับอันตรายต่างๆ บนโลกออนไลน์ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การรังแกออนไลน์, การใช้เทคโนโลยีอย่างไม่มีวินัย, ความเสี่ยงจากการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม, ความเสี่ยงจากการพบคนแปลกหน้า, การถูกคุกคามในโลกไซเบอร์ รวมไปถึงความเสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียง

            โดยในประเด็นของการถูกรังแกบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) พบว่า

·        48% ของเด็กไทย เคยเกี่ยวข้องกับการรังแกบนโลกออนไลน์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 33%

·        41% ของเด็กไทย เคยถูกรังแกบนโลกออนไลน์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 39%

·        เด็กผู้ชาย (56%) รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการรังแกออนไลน์มากกว่าเด็กผู้หญิง (41%)

·        จำนวนเด็กผู้ชายและผู้หญิงที่เคยถูกรังแกมีสัดส่วนเท่าๆ กัน โดยในกลุ่มของเด็กอายุ
13 ปี ขึ้นไป พบว่าเด็กผู้หญิงที่เคยถูกรังแกบนโลกออนไลน์มีจำนวน 43% ในขณะที่เด็กผู้ชายอยู่ที่ 37%

4.       ทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (DQ: Digital Quotient)

เอไอเอส ในฐานะ Digital Life Service Provider จึงถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องการส่งเสริมให้ครอบครัวและเด็กไทย เกิดการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่เป็นผู้ที่รังแกคนอื่น และรับมือการถูกรังแกได้อย่างเหมาะสม

โดยในปีที่ผ่านมา เราได้ริเริ่มโครงการ “อุ่นใจไซเบอร์” ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง หากใช้งานสื่อดิจิทัลอย่างไม่ระมัดระวัง ด้วยการพัฒนาหลักสูตรแบบเรียนรู้ (Self Learning) เพื่อให้เด็กไทยและคนไทยเข้าไปเรียนรู้และสร้างความฉลาดทางดิจิทัลหรือ DQ (Digital Quotient) โดยมี 8 ทักษะพื้นฐานที่เป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ โดยในนี้ มีอย่างน้อย 4 ทักษะ ที่จะเป็นวัคซีนต่อต้านภัย Cyberbullying ได้แก่

1.ใจเขา ใจเราทุกคนมีความรู้สึกและไม่มีใครอยากโดนทำร้าย แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายความรู้สึกหรือชื่อเสียง ดังนั้น ความเห็นใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันในสังคมทั้งบนโซเชียลและชีวิตจริง ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป และก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป ลองคิดถึงใจของอีกฝ่ายว่าถ้าเราไปเป็นเขาจะรู้สึกอย่างไร อย่าคิดแทนคนอื่น และอย่าตัดสินคนอื่น เพียงเพราะสิ่งที่เราเห็น

2. คิดก่อนโพสต์เพียงความสนุกสนานในการโพสต์ข้อความแง่ลบต่อคนอื่นในโลกออนไลน์เพียงครั้งเดียว อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกเจ็บปวดจากการ Cyberbullying ได้ตลอดไป มาเพิ่มความใส่ใจต่อคนอื่นในโลกออนไลน์ ทำได้ง่ายๆ โดยไม่ระบายทุกอย่างลงบนโซเชียล โดยเฉพาะเวลาโกรธ, โพสต์อะไรควรมีที่มาที่ไป ไม่กล่าวหาใครลอยๆ, สุภาพไว้ดีที่สุด เพื่อลดความขุ่นเคืองต่อกัน, คิดให้ดีก่อนโพสต์ว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถส่งผลกระทบอะไรกับเราหรือคนอื่นหรือไม่

3. เช็กก่อนเชื่อหลายครั้งที่การกลั่นแกล้งออนไลน์เกิดขึ้นเพียงเพื่อความสนุก สะใจ หรือความผิดพลาด โดยไม่ทันไม่เช็กข้อมูลให้ดีก่อน แม้เป็นความไม่ได้ตั้งใจรังแกคนอื่่น แต่ก็กลายเป็นฝันร้ายของผู้ถูกกระทำจนยากจะลืมได้ ทักษะดิจิทัล DQ ในหัวข้อ “เช็กก่อนเชื่อ” จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เราไม่กลายเป็นผู้กระทำคนอื่นในโลกออนไลน์ เราสามารถวิเคราะห์ได้ แยกแยะเป็นระหว่างข้อมูลที่ถูกและข้อมูลที่ผิด ไม่รีบด่วนตัดสินใจ มีความรู้เท่าทันและประเมินข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจเชื่อ

4. ทำอย่างไรเมื่อถูก Cyberbullyนี่อาจเป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับหลายคน เมื่อโดนกระทำให้รู้สึกอับอายหรือเสื่อมเสียบนโลกออนไลน์ อย่าปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ สะสมจนมาบั่นทอนจิตใจจนส่งผลกระทบไปถึงด้านอื่นๆ ในชีวิต ด้วยวิธีรับมือดังนี้

1) ไม่โต้ตอบ – ยิ่งเราเลือกตอบโต้ จะเป็นการทำให้เรื่องราวบานปลายได้

2) บล็อกไปเลย – ปิดช่องทางไม่ให้เขามายุ่งวอแวกับเราได้

3) ไม่เก็บเอาไว้คนเดียว – จะสร้างความเครียดให้ตัวเอง ให้ขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวดีกว่า

4) เก็บหลักฐานเอาไว้ – รวบรวมหลักฐานของคนที่มาโพสต์กลั่นแกล้งของเราไว้ ถ้าสิ่งนั้นส่งผลกระทบกับจิตใจและชีวิตมากเกินไป สามารถนำหลักฐานไปแจ้งความได้ โดย เอไอเอสได้นำเข้าแบบเรียนรู้ DQ ซึ่งมีทั้งบททดสอบวัด DQ ในตัวคุณ และบทเรียนออนไลน์ที่มีประโยชน์ เสริมสร้างทักษะทางดิจิทัลที่จำเป็นทั้ง 8 ทักษะ ในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟมัลติมีเดีย และแอนิเมชันสนุกๆ ให้คนไทยทุกคน ทุกเครือข่าย เรียนรู้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่เว็บไซต์  www.ais.co.th/dq

5.       Live Social Sharing ในหัวข้อ “Empathy is the key ใจเขา ใจเรา คิดถึงความรู้สึกคนอื่น และไม่ด่วนตัดสินใคร”จาก AIS

เนื่องในวันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางออนไลน์สากล ปี 2020 (Stop Cyberbullying Day) เอไอเอสจึงตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม ตระหนักถึงการแก้ปัญหาเรื่อง Cyberbullying อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ดังนั้นนอกเหนือจากการรณรงค์ผ่านแบบเรียน DQ แล้ว

จึงได้จัดกิจกรรม Live Social Sharing ในหัวข้อ “Empathy is the key ใจเขา ใจเรา คิดถึงความรู้สึกคนอื่น และไม่ด่วนตัดสินใคร” จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ติช่า กันติชา, ซูซี่ ณัฐวดี, ญา ปราชญา, ลูกกอล์ฟ คณาธิปและ ต้น นรพันธ์ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ พฤติกรรม มุมมอง และสภาพจิตใจ ที่เคยพบกับการถูกกลั่นแกล้ง (Bully) เพื่อร่วมกันส่งต่อแนวคิดที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการรับมือกับการ Bully ในระยะยาว

โดยสามารถรับชมย้อนหลัง ผ่าน AIS PLAY ทุกช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน AIS PLAY, กล่อง AIS PLAYBOX และเว็บไซต์ https://aisplay.ais.co.th

“เราหวังในพลังจากทุกเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัว คุณครู ที่จะช่วยบ่มเพาะทักษะและสร้างภูมิคุ้มกันการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลให้แก่เด็กไทยในทุกด้าน เพราะเทคโนโลยีนั้นหากใช้อย่างถูกวิธีก็จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล แต่หากใช้อย่างไม่รู้เท่าทันย่อมนำมาซึ่งโทษที่รุนแรงเช่นกัน” น.ส.นัฐิยากล่าว                 

from:https://www.mobileocta.com/ais-pushes-dq-to-stop-cyberbully/

ColorOS พร้อมให้อัปเดต Android 11 เวอร์ชั่น Beta บน OPPO Find X2 Series แล้ววันนี้

ColorOS ประกาศความพร้อมในการอัปเดต Android 11 เวอร์ชั่น Beta บนสมาร์ทโฟนแฟล็กชิป OPPO Find X2 Series แล้ววันนี้ โดย OPPO Find X2 Series เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่พร้อมใช้งานบน Android 11 เวอร์ชั่น Beta

โดยการอัปเดต Android 11 เวอร์ชั่น Beta บนสมาร์ทโฟน OPPO Find X2 Series ถือเป็นสิ่งยืนยันในการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ใกล้ชิดของ ColorOS และ Google เพื่อมอบระบบปฏิบัติการบน Android ที่มีประสิทธิภาพ อัจฉริยะ และดีไซน์ที่สวยงาม ซึ่งพร้อมให้อัปเดตแล้วตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป

Manoj Kumar, Senior Principal Engineer ของ ColorOS และ OPPO กล่าวในการประกาศการอัปเดต Android 11 เวอร์ชั่น Beta ว่า “ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มีมากกว่า 350 ล้านคน ColorOS จึงเป็นหนึ่งพาร์ทเนอร์หลักของ Google ทั่วโลก ซึ่งมีปฎิสัมพันธ์กับฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่และหลากหลาย โดยการทำงานกับทีม Android นั้น ColorOS มีหน้าที่รวบรวมข้อเสนอแนะบน Android 11 เวอร์ชั่น Beta จากผู้ใช้โดยตรง เพื่อระบุ แก้ไข และปรับปรุงฟีเจอร์ สำหรับผู้พัฒนา Android และผู้ใช้งาน”

โดยหลายๆ ฟีเจอร์บน Android 11 เวอร์ชั่น Beta ที่ Google ประกาศนั้น พร้อมให้ใช้งานแล้วใน ColorOS เช่น time scheduled system-wide Dark-mode และ built-in screen recorder แต่ฟีเจอร์ที่จะพรีวิวใน Android 11 เวอร์ชั่น Beta เป็นครั้งแรกบน OPPO Find X2 Series ที่จะเป็นฟีเจอร์พื้นฐานแบบใหม่ของ Android นั้น มีดังต่อไปนี้

1. การแจ้งเตือนข้อความจะถูกแบ่งเป็นสัดส่วนใน Conversations section เพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็น จัดการ และจัดลำดับความสำคัญของบทสนทนาได้จากแอปพลิเคชันต่างๆ* 

2. Floating Bubbles UI แบบใหม่ สำหรับแอปพลิเคชั่นสนทนา ให้ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าต่างแบบ Floating เฉพาะบุคคลได้ เพื่อง่ายต่อการใช้งานหลายแอปพร้อมๆ กัน* 

3. พัฒนาการปกป้องความเป็นส่วนตัว ด้วยการเพิ่มตัวเลือกในการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ดังนี้ one-time permission (อนุญาตเพียงครั้งเดียว) permission auto reset* (รีเซ็ตการอนุญาติอัติโนมัติ) background location preferences (การเข้าถึงตำแหน่ง) เพื่อควบคุมการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดยิ่งขึ้น

โดยในอนาคต ColorOS จะเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ มากขึ้นบน Android 11 เวอร์ชั่น Beta รุ่นถัดไป

นอกเหนือจากฟีเจอร์พื้นฐานของ Android 11 แล้ว ColorOS ยังมีฟีเจอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อ OPPO Find X2 Series โดยเฉพาะ เช่น All Pixel Omni-Directional PDAF camera focus, HDR video Enhancement, AI Nature Tone Display, OPPO Share และอื่นๆ

โดยผู้พัฒนา Android และผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดเพื่ออัปเดตได้ที่ https://developers.oppomobile.com/wiki/doc/index#id=107 ตั้งแต่ วันนี้ เป็นต้นไป (สำหรับ OPPO Find X2 Series)

หมายเหตุ: เวอร์ชั่น Beta เป็นเพียงเวอร์ชั่นสำหรับผู้พัฒนาเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เวอร์ชั่นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน จึงอาจมีข้อบกพร่องและไม่เสถียร

———————————————————————————————————

[1] บางฟีเจอร์จะใช้งานได้ในเวอร์ชั่น Beta รุ่นถัดไป

[2] หน้าต่างสนทนาแบบ Bubbles รองรับเฉพาะ Google message เท่านั้น

from:https://www.mobileocta.com/coloros-is-ready-to-update-android-11-beta-version-on-the-oppo-find-x2-series-today/

OnePlus Nord จะเปิดตัวในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ พร้อมเผยภาพกล่องขายปลีก

หลังจากลุ้นกันมานานว่า OnePlus Nord ว่าที่สมาร์ตโฟนระดับกลางราคาประหยัดรุ่นแรกของ OnePlus จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ ล่าสุดมีรายงานว่าสมาร์ตโฟนดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้

OnePlus Nord

เว็บไซต์ Amazon อินเดีย ได้เผยภาพการ์ดเชิญร่วมงานเปิดตัว OnePlus Nord ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ในรูปแบบ AR แบบออนไลน์ครั้งแรกของโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ OnePlus เคยเปิดตัว OnePlus 2 ในรูปแบบ VR มาแล้ว

นอกจากนี้บัญชี Instragram อย่างเป็นทางการของ oneplus.nord ยังได้เผยภาพกล่องขายปลีกของ OnePlus Nord โดยเป็นกล่องสีดำคาดสีฟ้าที่ข้างกล่อง ด้านหน้ากล่องมีโลโก้ OnePlus พร้อมชื่อรุ่น Nord เรียงกัน 3 แถว พร้อมภาพคน 2 คนยืนบนกล่องแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของบรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกของ OnePlus Nord คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 765G ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่น OIS ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่คู่ความละเอียด 32 + 8 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จเร็ว Dart Charge 30W โดยจะมีราคาที่ต่ำกว่า 500 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 15,000 บาท และจะวางจำหน่ายในยุโรปและอินเดียในช่วงแรกก่อน

ที่มา : Gsmarena

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OnePlus ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2VPw0YM

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-nord-to-launch-on-july-21-its-retail-box-revealed/

โผล่สเปก Moto G 5G Plus บนแอป GeekBench มาพร้อมชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon และ RAM 4GB

Motorola มีแผนจะเปิดตัวสมาร์ตโฟนระดับกลางรองรับ 5G รุ่นแรกของค่ายในเร็วๆ นี้ โดยเป็นสมาร์ตโฟนตระกูล Moto G 5G Series จำนวน 2 รุ่นประกอบด้วย Moto G 5G และ Moto G 5G Plus ล่าสุดมีข้อมูลของ Moto G 5G Plus ปรากฎบนแอป GeekBench ออกมาให้เห็นกันแล้ว

Moto G 5G Plus

สำหรับสเปกของ Moro G 5G Plus ที่ปรากฎบนแอป GeekBench 5.2.0 ใช้รหัสรุ่นว่า motorola moto g 5g plus โดยใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 1.8GHz จับคู่กับ RAM 4GB ส่วนชิปเซ็ทไม่ได้ระบุไว้ ซึ่ง Moto G 5G ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 765G ดังนั้น Moto G 5G Plus น่าจะใช้ชิปเซ็ทที่ดีกว่า และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 และเป็นผลทดสอบสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ส่วนคะแนนทดสอบประสิทธิภาพนั้นได้ 596 คะแนน สำหรับ Single-Core และ 1872 คะแนน สำหรับ Multi-Core

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลของ Motorola รหัสรุ่น XT2075-3 ซึ่งคาดว่าจะเป็น Moto G 5G Plus บนฐานข้อมูลของหน่วยงาน FCC ระบุว่า รองรับ 5G, NFC, Wi-Fi แบบ Dual Band, GLONASS และ Galileo

รวมถึงข้อมูลที่ปรากฎบนฐานข้อมูลของหน่วยงาน TUV Rheinland ระบุว่า Moto G 5G Plus จะใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh และรองรับการชาร์จเร็ว 20W

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกอื่นๆของ Moto G 5G Plus คาดว่าจะมาพร้อมจอแสดงผลที่มีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่คู่ความละเอียด 8 + 2 ล้านพิกเซล และติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera ความละเอียด 48 + 16 + 8 + 5 ล้านพิกเซล

ที่มา : Gizmochina

from:https://www.mobileocta.com/moto-g-5g-plus-specs-appear-on-geekbench-app/

Samsung Galaxy Note 20 Series ยืนยันจะเปิดตัวในงาน The Next Galaxy วันที่ 5 สิงหาคมนี้ คาดราคาเริ่มต้น 31,900 บาท

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมปีที่แล้ว Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Note10 Series ในงาน Galaxy Unpacked ที่จัดขึ้นที่ Barclays Center ในเมือง Brooklyn ของรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปีนี้มีข่าวลือว่าจะจัดงานเปิดตัว Galaxy Note20 Series รุ่นภาคต่อเร็วขึ้นมาเล็กน้อย โดยจะมีขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคมนี้

แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทาง Samsung แต่ล่าสุดมีข้อมูลจาก @UniverseIce หรือ Ice universe แหล่งข่าวสมาร์ตโฟนที่เชื่อถือได้ได้ทวีตข้อความผ่านบัญชี Twitter ส่วนตัวสั้นๆ ว่า August 5, TheNextGalaxy ซึ่งเป็นคำใบ้ที่ยืนยันว่าจะเป็นวันเปิดตัวของ Galaxy Note Series รุ่นใหม่นั่นก็คือ Samsung Galaxy Note20 Series นั้นเอง

Ice Universe ยังได้ทวีตเผยราคาของ Galaxy Note20 Series โดยมี 2 รุ่นด้วยกันคือ Galaxy Note20 ราคา 999 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 31,900 บาท และ Galaxy Note20 Ultra ราคา 1,299 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 40,900 บาท ซึ่งข้อมูลราคาที่เผยออกมานี้เป็นการคาดการณ์ส่วนตัวเท่านั้น

ทั้งนี้ นอกจาก Samsung Galaxy Note20 Series จะเปิดตัวในวันที่ 5 สิงหาคมแล้ว The Korea Herald สื่อจากประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกมารายงานว่ายังมี Galaxy Fold 2, Galaxy Z Flip 5G รวมถึงสมาร์ตวอทช์รุ่นใหม่อย่าง Galaxy Watch 3 ที่จะเปิดตัวพร้อมกันในงาน Galaxy Unpacked ด้วย

ที่มา : Playfuldroid

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

from:https://www.mobileocta.com/samsung-galaxy-note-20-series-reaffirmed-to-launched-on-august-5th/

HUAWEI P50 อาจจะมาพร้อมกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้แบบกล้องโปร

นับตั้งแต่ที่ HUAWEI ได้จับมือกับ LEICA บริษัทผลิตกล้องถ่ายภาพสัญชาติเยอรมัน ร่วมกันพัฒนากล้องในสมาร์ตโฟน HUAWEI โดยเริ่มที่รุ่น HUAWEI P9 จนมาถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง P40 Series ที่มาพร้อมคุณสมบัติการถ่ายภาพที่ดีเยี่ยมจนได้คะแนนสูงสุดของ DxOMark ในตอนนี้

แน่นอนว่า HUAWEI คงไม่หยุดพัฒนากล้องสมาร์ตโฟนเพียงแค่นี้ โดยหนึ่งในทางเลือกที่อยู่ในระหว่างการพัฒนากล้องสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ และตัดสินใจนำมาใช้งานก็คือ การออกแบบให้กล้องในสมาร์ตโฟนสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้เหมือนกับกล้องโปร

HUAWEI

แหล่งข่าวระบุว่า HUAWEI ได้ยื่นจดสิทธิบัตรการออกแบบกล้องในสมาร์ตโฟนสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้กับทางสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งยุโรป (EUIPO) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีความเป็นไปได้ว่าการออกแบบนี้อาจจะนำมาใช้ในสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่อย่าง P50 Series ที่เตรียมเปิดตัวในปีหน้านี้

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวยังไม่ได้ให้ข้อมูลในรายละเอียดจำเพาะทางเทคนิค แต่หากพิจารณาจากภาพสิทธิบัตรการออกแบบมีแนวโน้มว่าสมาร์ตโฟน HUAWEI จะมาพร้อมกับระบบกล้องที่มีบล็อคให้สามารถเลือกเปลี่ยนชุดเลนส์ได้ โดยอาจมีเลนส์ซูมขนาดเล็กให้เลือกใช้งานด้วย

ที่มา : Gizchina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Huawei ที่นี่ >>> http://bit.ly/31ikNUq

from:https://www.mobileocta.com/huawei-p50-may-get-interchangeable-lenses-like-professional-cameras/

AIS ผนึก HUAWEI ให้คนไทยสัมผัสสมาร์ทโฟน 5G SA ครั้งแรกในโลก กับ HUAWEI P40 Pro, HUAWEI P40 Pro+ ที่เร็ว แรง และ Latency ต่ำที่สุดในไทย

AIS ยืนหนึ่งผู้นำเครือข่าย 5G ที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ ด้วยคลื่นความถี่มากที่สุดและดีที่สุด เพื่อสร้างประโยชน์ให้คนไทยได้มากกว่า ประกาศความสำเร็จและความภาคภูมิใจครั้งสำคัญให้กับวงการโทรคมนาคมโลก 

โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำ HUAWEI เปิดตัวสุดยอดสมาร์ทโฟน 5G SA แล้วเป็นประเทศแรกในโลก กับรุ่นเรือธง “HUAWEI P40 Pro และ HUAWEI P40 Pro+ 

อันเป็นการผนึกศักยภาพของ Best 5G Device กับ Best 5G Network เข้าด้วยกัน มอบประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่าย 5G SA ที่เหนือระดับยิ่งกว่า ใน 3 ประการ ได้แก่ Super High Upload Speed เชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างเร็วกว่า แรงกว่า, Support 8K Ultra HD รับชมสตรีมมิ่งคอนเทนท์ความคมชัดสูงระดับ 8K ได้อย่างไม่มีสะดุด

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยยุคมิลเลนเนียล และ Ultra Low Latency ด้วยค่าความหน่วงต่ำกว่า 10 มิลลิเซก จึงตอบสนองได้เร็วยิ่งกว่า สามารถสั่งงานและควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยความเสถียรสูงสุด

ทั้งนี้ ลูกค้าเอไอเอส สามารถเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง HUAWEI P40 Pro และ HUAWEI P40 Pro+ ได้แล้ววันนี้ ที่ AIS Shop ทุกสาขาทั่วประเทศ, AIS Online Store และร้านเทเลวิซที่ร่วมรายการ โดย HUAWEI P40 Pro ราคาเริ่มต้นที่ 17,490 บาท และ HUAWEI P40 Pro+ ราคาเริ่มต้นที่ 27,990 บาท

พิเศษ! ทดลองใช้บริการ AIS 5G ฟรี เมื่อซื้อ HUAWEI P40 Pro และ P40 Pro+ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2563 โดยลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจรายเดือนต่ำกว่า 1,099 บาท ได้รับ Data 5G จำนวน 50GB/เดือน ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 (สมาร์ทโฟน 5G รุ่นอื่นๆ ได้รับเพียง 10 GB) และลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจรายเดือน 1,099 บาท ขึ้นไป ได้รับ Data 5G แบบ Unlimited ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563

HUAWEI P40 Pro และ HUAWEI P40 Pro+ เป็นสุดยอดสมาร์ทโฟนที่จะมาพลิกกฏการถ่ายภาพและวิดีโอแบบเดิมๆ ให้สนุกและตื่นเต้น ด้วยกล้องถ่ายรูปและวิดีโอที่ล้ำจากกล้อง Ultra Vision Leica Quad  มาพร้อมชิปเซต Kirin 990 5G Octa-core หน้าจอแสดงผล OLED ขนาด 6.58 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G แบตเตอรี่ 4,200 mAh

โดย HUAWEI P40 Pro มาพร้อม ROM 256GB/RAM 8GB กล้องหน้า 2 ตัว ให้ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล และกล้องหลัก 4 ตัว ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ส่วน HUAWEI P40 Pro+ มาพร้อม ROM 512GB/RAM 8GB กล้องหน้า 2 ตัว ให้ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 5 ตัว ให้ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล

from:https://www.mobileocta.com/ais-teams-up-with-huawei-for-thais-to-experience-5g-sa-smartphones/

เสียวหมี่ ส่งแคมเปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale พร้อมดีลราคาสุดพิเศษสูงสุดถึง 50%

เสียวหมี่ ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เอาใจนักช้อปออนไลน์สไตล์วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ส่งแคมแปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale มอบดีลราคาสุดพิเศษสูงสุดถึง 50% และเอาใจเพิ่มต่อที่สองด้วยโค้ดส่วนลด เมื่อกดติดตามร้าน หรือรับโค้ดส่วนลดที่หน้าร้าน นอกจากนี้ลูกค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 ยังจะได้รับเครื่องกรองอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 3H มูลค่า 5,990 บาท ฟรี

มร.โจนาธาน คัง ผู้จัดการใหญ่ประจำเสียวหมี่ประเทศไทย เปิดเผยว่า “จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนมานิยมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และในเดือนกรกฎาคมนี้ เสียวหมี่ยังคงร่วมมือกับ Shopee ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งมอบดีลราคาสุดพิเศษสูงสุดถึง 50%

และยังให้เพิ่มมากขึ้นไปอีกกับโค้ดส่วนลด เพื่อใช้ซื้อสินค้าเสียวหมี่ภายใต้แคมเปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale ในครั้งนี้ และพิเศษสุดๆ กับลูกค้าที่มียอดการซื้อสินค้าสูงสุดในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 จะได้รับเครื่องกรองอากาศ Mi Air Purifier 3H มูลค่า 5,990 ”

สำหรับไฮไลท์โปรโมชั่น Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale แคมเปญ มีรายละเอียดดังนี้

  • Redmi Note 9 ความจุ 3 GB+64 GB ลดเหลือ 4,699 บาท จาก 4,999 บาท
  • Redmi Note 9 Pro ความจุ 6 GB+64 GB ลดเหลือ 7,599 บาท จาก 7,999 บาท
  • POCO F2 Pro ความจุ 6 GB+128 GB ลดเหลือ 17,399 บาท จาก 17,999 บาท

และลูกค้าที่มียอดการซื้อสินค้าสูงในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น จะได้รับฟรีเครื่องกรองอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 3H มูลค่า 5,990 บาท ฟรี โดยจะต้องทำรายการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันดังกล่าว รายชื่อผู้โชคดีจะประกาศผ่านทางหน้าเฟสบุ๊คแฟนเพจของ Fanslink Thailand ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2563

นอกจากนี้ลูกค้ายังจะได้รับดีลสุดพิเศษไปกับ Flash Sale ตลอดช่วงวันที่ 7 กรกฏาคม 2563 กับขบวนสินค้ามากมายที่มาทุบราคาพร้อมส่วนลดมากสุดถึง 42% ยังไม่พอสำหรับลูกค้าที่ช้อปสินค้าในวันที่ 7 กรกฏาคม 2563 นักช้อปสามารถเลือกบัตรส่วนลดได้ ทั้งจากการกดติดตามหน้าร้านค้าจะได้รับบัตรส่วนลดมูลค่า 100 บาทเมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทขึ้นไป (บัตรส่วนลดมีจำนวนจำกัด) หรือเลือกรับบัตรส่วนลดง่ายๆ มูลค่า 100 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าภายในร้านมูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป โดยบัตรส่วนลดมีจำนวนจำกัด

สำหรับสาวกเสียวหมี่และผู้ที่สนใจต้องห้ามพลาด กับแคมเปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale ในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2563 นี้ พบส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษของเสียวหมี่ ได้ที่ https://bit.ly/2NEBvYi

from:https://www.mobileocta.com/xiaomi-shopee-7-7-mid-year-sale-campaign/

เผยภาพเรนเดอร์ทางการ iQOO Z1x พร้อมยืนยันใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 765G

iQOO แบรนด์ย่อยของ Vivo ที่เน้นสมาร์ตโฟนสายพันธุ์เกมมิ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยสมาร์ตโฟน iQOO ทั้งหมดที่เปิดตัวเป็นรุ่นเรือธงที่ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 8XX Series

ล่าสุดบริษัทกำลังจะเปิดตัว iQOO Z1x ในตำแหน่งสมาร์ตโฟนระดับกลางรุ่นแรกที่ใช้ชิปเซ็ทที่ไม่ใช่เรือธง พร้อมปล่อยทีเซอร์ยืนยันแล้วว่าจะใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 765G SoC

iQOO Z1x

บัญชี Weibo อย่างเป็นทางการของ iQOO ได้ปล่อยภาพทีเซอร์ยืนยันแล้วว่า iQOO Z1x จะใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 765G SoC โดยชิปเซ็ทดังกล่าวจะรองรับ 5G แบบ Dual Mode ทั้งโหมด SA และ NSA และคาดว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน 5G ที่มีราคาประหยัดด้วยในราคาที่ต่ำกว่า 2,000 หยวนหรือประมาณ 8,800 บาท

นอกจากนี้ยังมีภาพเรนเดอร์ทางการของ iQOO Z1x ที่เผยให้ตัวเครื่องที่มาพร้อมจอเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่ที่มุมขวาด้านบน ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้อง 3 ตัวพร้อมไฟแฟลชคู่ LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมซ้ายด้านบน และมีให้เลือก 3 สีคือสีดำ สีน้ำเงิน และสีขาวแบบไล่เฉด

ทั้งนี้ ในส่วนสเปกอื่นๆ ของ iQOO Z1x คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 6.57 นิ้ว ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 48 + 2 + 2 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, ใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับการชาร์จเร็ว 33W และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย iQOO UI

ทั้งนี้ iQOO Z1x มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้

ที่มา : Gizmochina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Vivo ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EM6u36

from:https://www.mobileocta.com/iqoo-z1x-appears-in-multiple-renders-snapdragon-765g-officially-confirmed/

คาด Samsung Galaxy Note20 Series จะมีราคาแพงที่สุดตั้งแต่มี Galaxy Note Series

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า Samsung มีกำหนดจะเปิดตัว Galaxy Note20 Series ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยคาดว่าจะมาพร้อมคุณสมบัติใหม่ๆ รวมถึงโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กล้องที่ได้รับการปรับปรุง และหน้าจอแสดงผลที่มีอัตรารีเฟรชเรทที่สูง ล่าสุดมีรายงานว่าสมาร์ตโฟนซีรี่ส์ใหม่นี้จะมีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Galaxy Note Series เลย

@Ricciolo1 หรือ Ricciolo แหล่งข่าวสมาร์ตโฟนที่เชื่อถือได้ได้ทวีตผ่านบัญชี Twitter ส่วนตัวเผยว่า Samsung Galaxy Note20 Series จะเป็นสมาร์ตโฟนในตระกูล Galaxy Note Series ที่มีราคาแพงที่สุดตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกมา

ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับราคาจากแหล่งที่มา แต่เนื่องจาก Galaxy Note10 ที่มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 950 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 29,500 บาท จึงคาดว่า Galaxy Note20 Series น่าจะมีราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 31,100 บาทหรือมากกว่า

และก่อนหน้านี้ก็มีภาพเรนเดอร์ทางการของ Galaxy Note20 Ultra หลุดออกมาให้เห็นในดีไซน์สุดหรูดูพรีเมี่ยมจึงทำให้คาดกันว่าจะมีราคาจำหน่ายที่สูงมาก

Samsung Galaxy Note20 Ultra

ทั้งนี้ คาดว่า Samsung Galaxy Note20 Series จะใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 865+ เวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา และจีน กับ Exynos 992 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายในประเทศอื่นๆ รวมถึงบ้านเรา โดยเป็นรุ่นอัปเกรดของชิปเซ็ท Exynos 990 ที่ใช้ใน Galaxy S20 Series

ที่มา : Gizmochina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

from:https://www.mobileocta.com/samsung-galaxy-note20-series-will-be-the-most-expensive-in-the-history-of-the-series/