คลังเก็บหมวดหมู่: FLASHFLY

Samsung Galaxy S11 จะมาพร้อมฟีเจอร์กล้องที่ทรงพลัง สามารถถ่ายวีดีโอ 8K

Samsung ปล่อยเฟิร์มแวร์ One UI 2.0 เวอร์ชั่น Beta ออกมาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว และได้ซ่อนหลักฐานบางอย่างเอาไว้ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึง Galaxy S11 สมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่จะได้รับการเปิดตัวในต้นปี 2020

ข้อมูลที่ได้จากแอพกล้องของ One UI 2.0 เวอร์ชั่น Beta ชี้ให้เห็นว่า สมาร์ทโฟนของ Samsung จะสามารถใช้งานกล้องหลายตัวในเวลาเดียวกันได้ คล้ายกับแอพ Filmic Pro ที่นำมาใช้กับ iPhone 11 Pro

Night Hyperlapse เป็นอีกฟีเจอร์ที่ถูกค้นพบ เป็นการถ่ายภาพพาโนราม่าแนวตั้ง สำหรับถ่ายภาพทิวทัศน์ในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังพบว่า แอพกล้องของ Samsung จะสามารถถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูง 8K ด้วยอัตรา 30 เฟรมต่อวินาที

คาดว่า Samsung Galaxy S11 จะมาพร้อมกล้อง 108 ล้านพิกเซล และใช้ชิปประมวลผล Exynos 990

ที่มา – SamMobile
https://www.flashfly.net/wp/274951

from:https://www.flashfly.net/wp/274951

วิธีเปิดโหมดตัดเสียงรบกวน และโหมดฟังเสียงภายนอกของ AirPods Pro

AirPods Pro เป็นหูฟังไร้สายรุ่นแรกของ Apple ที่มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ Active Noise Cancellation (ANC) และยังมีโหมดฟังเสียงภายนอก หรือ Transparency ซึ่งทั้ง 2 โหมด มีประโยชน์แตกต่างกันเล็กน้อย

โหมดตัดเสียงรบกวน จะปิดกั้นเสียงรบกวนอย่างสมบูรณ์ ขณะที่โหมดฟังเสียงภายนอก ไม่ได้เป็นการปิดระบบตัดเสียงรบกวน แต่เป็นการลดประสิทธิภาพของโหมดตัดเสียงรบกวน เพื่อให้ได้ยินเสียงรอบข้าง ซึ่งให้ความปลอดภัยกับผู้สวมใส่ในระหว่างเดินทางอยู่ริมถนน และยังได้ยินเสียงประกาศในบริเวณนั้น

วิธีสลับโหมดตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ และโหมดฟังเสียงภายนอก บน iPhone หรือ iPad

  1. ไปยัง Control Center
  2. แตะค้างไว้ที่แถบเสียงของ AirPods Pro
  3. เลือกโหมดการใช้งานที่ต้องการ หรือจะปิดทั้ง 2 โหมดก็ได้

วิธีสลับโหมดตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ และโหมดฟังเสียงภายนอก บน AirPods Pro

  • บีบที่ก้านหูฟังค้างไว้ (ตรงตำแหน่ง Force Sensor) จนได้ยินเสียงสัญญาณ เพื่อสลับการใช้งานระหว่าง 2 โหมด

สามารถอ่านเทคนิคการใช้งาน AirPods Pro เพิ่มเติม ได้ที่นี่

ที่มา – OSXDaily
https://www.flashfly.net/wp/274947

from:https://www.flashfly.net/wp/274947

Sony จะอัพเดท Android 10 ให้กับสมาร์ทโฟนทั้งหมด 8 รุ่น เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้

Sony ประกาศแผนอัพเดทระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุด Android 10 ให้กับสมาร์ทโฟนทั้งหมด 8 รุ่น โดยจะเริ่มปล่อยออกมาตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ ส่วนจะมีสมาร์ทโฟนรุ่นอะไรบ้าง ตรวจสอบได้จากรายการด้านล่าง

  • Xperia 1 (เดือนธันวาคม 2019)
  • Xperia 5 (เดือนธันวาคม 2019)
  • Xperia 10 (ต้นปี 2020)
  • Xperia 10 Plus (ต้นปี 2020)
  • Xperia XZ2 (ต้นปี 2020)
  • Xperia XZ2 Compact (ต้นปี 2020)
  • Xperia XZ2 Premium (ต้นปี 2020)
  • Xperia XZ3 (ต้นปี 2020)

ทั้งนี้ Xperia 1 และ 5 จะเริ่มได้รับการอัพเดทภายในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากนั้น Xperia 10, 10 Plus, XZ2, XZ2 Compact, XZ2 Premium และ XZ3 จะเริ่มได้รับการอัพเดทในช่วงต้นปี 2020

ที่มา – Sony
https://www.flashfly.net/wp/274942

from:https://www.flashfly.net/wp/274942

realme 5s จะมาพร้อมชิป Snapdragon 665 กล้องหลัง 48MP Quad Camera เปิดตัว 20 พฤศจิกายนนี้

Flipkart ร้านค้าออนไลน์รายใหญ่ในอินเดีย เปิดเผยรายละเอียดสมาร์ทโฟน realme 5s ออกมาบางส่วนแล่ว ก่อนจะเปิดตัวทางการในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้

บนเว็บไซต์ระบุว่าจะมาพร้อมชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 655 แต่ในวีดีโอทีเซอร์ระบุว่าใช้ชิป Snapdragon 665 (realme 5 ใช้ชิป Snapdragon 665)

นอกจากนี้ realme 5s จะมาพร้อมจอแสดงผลระดับ HD ขนาด 6.51 นิ้ว กล้องหลัง 4 ตัว (ตัวหลัก 48 ล้านพิกเซล) และมีความจุแบตเตอรี่ 5,000mAh

ที่มา – Flipkart
https://www.flashfly.net/wp/274935

from:https://www.flashfly.net/wp/274935

Microsoft ประกาศปิดตัวแอพ Cortana บนอุปกรณ์ iOS และ Android ในวันที่ 31 มกราคม 2020

Microsoft ประกาศปิดตัวแอพพลิเคชั่น Cortana บนอุปกรณ์ iOS และ Android อย่างถาวร หลังจากวันที่ 31 มกราคม 2020 โดยมีผลอย่างแน่นอนในประเทศจีน, อินเดีย, ออสเตรเลีย, เยอรมัน, เม็กซิโก, สเปน, แคนาดา และ สหราชอาณาจักร

Cortana ได้รับการเปิดตัวบนอุปกรณ์ iOS และ Android ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2015 โดยออกแบบมาให้เชื่อมโยงสมาร์ทโฟนกับคอมพิวเตอร์ที่รันบน Windows 10 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งทาง Microsoft ก็เคยออกมายอมรับในความล้มเหลวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันได้กับ Alexa และ Google Assistant

หลังจากนี้ไป Cortana จะถูกรวมเข้ากับแอพ Microsoft 365 และ Outlook สำหรับรายการเตือนความจำและบันทึกกิจกรรมต่างๆ จะถูกซิงค์เข้ากับแอพ Microsoft To Do โดยอัตโนมัติ

ที่มา – The Verge
https://www.flashfly.net/wp/274931

from:https://www.flashfly.net/wp/274931

ยืนยันแล้ว!! Vivo S1 Pro มาพร้อมแรม 8GB กล้องหลัง 4 ตัว ใช้ชิป Snapdragon 665 แบตเตอรี่ 4500mAh

Vivo S1 Pro เปิดตัวอย่างทางการแล้วในอินโดนีเซีย และจะเปิดตัวในไทยอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ โดยมีจุดเด่นที่กล้องหลัง 48MP AI Quad Camera วางอยู่ในกรอบกันชนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด และซ่อนกล้องเซลฟี่ 32MP ไว้ในรอยบาก

Vivo S1 Pro มาพร้อมจอแสดงผล Super AMOLED FHD+ ขนาด 6.38 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอต่อบอดี้ 90% ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้จอแสดงผล ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 ความจำ RAM 8GB จับคู่กับ ROM 128GB ความจุแบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging ผ่านพอร์ต USB Type-C

ที่มา – Vivo
https://www.flashfly.net/wp/274859

from:https://www.flashfly.net/wp/274859

รีวิว ASUS ROG Phone 2 สุดยอดเกมมิ่งสมาร์ทโฟน มาพร้อมจอ 120Hz ชิป Snapdragon 855+ แรม 12GB ความจุ 512GB

ASUS พร้อมส่งสมาร์ทโฟน ROG Phone 2 เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้ว ซึ่งการนำแบรนด์เกมมิ่ง ROG (Republic Of Gamers) มาใช้ ก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นเล่นเกมเป็นพิเศษ และนับเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ถัดจาก ROG Phone รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2018

ASUS ได้นำจุดอ่อนจาก ROG Phone รุ่นแรกมาปรับปรุงเพื่อให้ ROG Phone 2 เป็นสมาร์ทโฟนสำหรับเกมเมอร์ที่สมบูรณ์แบบ เริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างภายนอกของสมาร์ทโฟน ให้เหมาะสำหรับการจับถือเพื่อเล่นเกม จอแสดงผลรองรับการสัมผัสได้อย่างแม่นยำตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ฮาร์ดแวร์ภายในมีประสิทธิภาพสูง ระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมที่จะทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นเครื่องเล่นวีดีโอเกม

ROG Phone 2 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลก ที่มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED 10-bit HDR อัตราการรีเฟรชสูงถึง 120Hz/1ms ซึ่งเกมมิ่งสมาร์ทโฟนในปัจจุบันทำได้ 90GHz ให้ขอบเขตสีกว้าง DCI-P3 111.8%, NTSC 107.4%, sRGB 151.7% และมีค่า Delta E น้อยกว่า 1 ซึ่งหมายถึงให้สีสันที่ถูกต้อง มีความผิดเพี้ยนของสีน้อยมาก

จอแสดงผลของ ROG Phone 2 มีความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.59 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19.5:9 อัตราส่วนคอนทราสต์ 500,000:1 ความสว่างสูงสุด 600 นิต มองเห็นได้ชัดเจนในที่กลางแจ้ง  อีกทั้งยังมีตัวกรองแสงสีฟ้า สนับสนุนฟีเจอร์ Always On Display และป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 6 

จอแสดงผลของ ROG Phone 2 ยังให้อัตราตอบสนองการสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว 240Hz และมีความหน่วงเพียง 49 มิลลิวินาที ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่าง Galaxy S10+ มีความหน่วง 87 มิลลิวินาที OnePlus 7 Pro มีความหน่วง 85 มิลลิวินาที iPhone XS Max มีความหน่วง 75 มิลลิวินาที

ทำให้ ASUS กล้าพูดว่าจอแสดงผลของ ROG Phone 2 สามารถตอบสนองการสัมผัสได้เร็วที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับจอแสดงผลของสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในตลาดปัจจุบัน นั่นหมายถึงการแตะเพื่อเล่นเกมก็ทำได้ไวกว่าด้วย สำหรับสายเกมคงทราบกันดีว่าเมื่อหน้าจอตอบสนองการสัมผัสได้ไวกว่า โอกาสชนะผู้เล่นคนอื่นก็มีสูง 

มุมมองด้านหลังของ ROG Phone 2 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจาก ROG Phone รุ่นแรกเท่าไรนัก ยังมาพร้อมโลโก้ ROG ที่สามารถเปล่งแสงไฟ Aura RGB ได้ 4 แบบ คือ Static (เปิดแสงค้างไว้ตลอดเพียงสีเดียว), Breathing (กระพริบแสงช้าๆ), Color Cycle (แสงเปิดค้างไว้ตลอดแต่จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ) และ Strobing (กระพริบแสงเร็วกว่า Breathing)

ROG Phone 2 มีขนาดใหญ่กว่ารุ่นแรกอย่างชัดเจน เพราะมีจอแสดงผลใหญ่กว่า และอีกจุดที่แตกต่างไปจากรุ่นแรกคือไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง เพราะถูกย้ายไปติดตั้งไว้ใต้จอแสดงผล ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อคสมาร์ทโฟนด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ หรือ ใช้กล้องเซลฟี่สแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคก็ได้เช่นกัน

ROG Phone 2 ยังมาพร้อมกล้องหลัง 2 ตัว แต่ได้รับการปรับปรุงความละเอียด และติดตั้งแฟลชมาให้ 2 ตำแหน่ง โดยลดช่องระบายความร้อนออกไปจาก 2 เหลือ 1 ช่อง แต่การลดอุณหภูมิยังคงมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม

ปุ่ม AirTrigger ได้รับการพัฒนาใหม่ เรียกว่าปุ่ม AirTrigger II กดได้ถนัดขึ้น รองรับการพักนิ้ว (สามารถวางนิ้วลงบนปุ่มได้ไม่ต้องชูนิ้วขึ้นตลอดเวลา) รองรับคำสั่ง Gesture สามารถใช้ปลายนิ้วสไลด์บนปุ่ม AirTrigger เพื่อควบคุมเกมได้ และยังมีมอเตอร์ตอบสนองการสั่นเมื่อกดปุ่ม AirTrigger ทั้งซ้าย-ขวา ระบบสั่นของปุ่ม AirTrigger II บน ROG Phone 2 ยังตอบสนองได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับปุ่ม AirTrigger ของ ROG Phone รุ่นแรก จาก 63 มิลลิวินาที เป็น 20 มิลลิวินาที

สิ่งที่หลายคนชอบและ ASUS ยังคงรักษาไว้ นั่นก็คือช่องต่ออุปกรณ์เสริมที่อยู่ด้านข้าง (มีจุกยางปิดกันฝุ่น) สามารถต่อสายชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วย ช่วยให้ผู้ใช้งานถือสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นเกมในแนวนอนได้อย่างถนัด เนื่องจากสมาร์ทโฟนทั่วไปจะวางช่องต่อสายชาร์จไว้ที่ด้านล่าง ซึ่งเกะกะเมื่อต้องถือสมาร์ทโฟนในแนวนอน 

ถาดใส่ซิมการ์ดอยู่ด้านข้าง (ฝั่งเดียวกับช่องต่ออุปกรณ์เสริม) รองรับ 2 ซิมการ์ดแบบนาโน 

ช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ด้านล่าง พร้อมด้วยช่องต่อ USB Type-C 

ปุ่มเพาเวอร์กับปุ่มปรับระดับเสียง ติดตั้งอยู่ที่ขอบด้านข้าง ฝั่งเดียวกับปุ่ม AirTrigger II

ROG Phone 2 ติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 4 ตัว พร้อมเทคโนโลยีลดเสียงรบกวนรอบข้าง สามารถดูดซับเสียงได้ดีไม่ว่าจะถือสมาร์ทโฟนในแนวตั้งหรือแนวนอน โดยติดตั้งไว้ที่ด้านบน 1 ตัว ด้านข้างติดกับปุ่มเพาเวอร์ 1 ตัว และด้านล่าง 2 ตัว

สิ่งทึ่ขาดไม่ได้เลยก็คือระบบเสียง ROG Phone 2 มาพร้อมลำโพงคู่หน้า ติดตั้งไว้ที่ด้านบนกับด้านล่าง ให้เสียงสเตอริโอ พร้อมสมาร์ทแอมป์ NXP TFA9874 แบบคู่ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขยายเสียงเท่านั้น แต่ยังให้มิติเสียง และลดความผิดเพี้ยนของเสียงเอฟเฟกต์ อีกทั้งยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง DTS:X Ultra สนับสนุนการเล่นเสียงคุณภาพสูงระดับ Hi-Res 192kHz/24-bit ซึ่งให้เสียงที่มีคุณภาพมากกว่าการฟังจากแผ่น CD ถึง 4 เท่า และยังรองรับระบบเสียงรอบทิศทางเสมือนจริง DTS:X Ultra 7.1 ช่อง เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟังที่สนับสนุนมาตรฐานเดียวกัน

ส่วนขอบด้านข้างมีความบาง 9.48 มิลลิเมตร อาจจะหนากว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่อย่าลืมว่า ROG Phone 2 มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ถึง 6000mAh ซึ่งถือว่ามีความจุมากที่สุด เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับเรือธงหรือเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ทำให้ ROG Phone 2 เล่นเกมได้ยาวนานกว่า

อย่างเกม PUBG Mobile สามารถเล่นได้นานสูงสุด 7.1 ชั่วโมง ขณะที่ OnePlus 7 Pro เล่นได้นาน 4.7 ชั่วโมง และ Galaxy S10+ เล่นได้นาน 5.1 ชั่วโมง

สำหรับการชาร์จ ROG Phone 2 รองรับชาร์จเร็ว 30 วัตต์ สนับสนุนเทคโนโลยี Quick Charge 4.0 และ PD Charging ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 0 ถึง 4000mAh ในเวลา 58 นาที

ASUS ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบภายใน โดยเฉพาะการวางเสาอากาศรับสัญญาณ Wi-Fi เพื่อตอบโจทย์การเล่นเกมออนไลน์ให้มีความเสถียรที่สุด ด้วยการติดตั้งเสาอากาศ Wi-Fi ไว้ถึง 4 จุด เพื่อให้สัญญาณไร้สายมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าจะถือสมาร์ทโฟนในแนวนอนหรือแนวตั้ง โดยรองรับ Wi-Fi มาตรฐาน 802.11a/b/g/n/ac 2.4GHz/5GHz และ 802.11ad 60GHz

เกมมิ่งสมาร์ทโฟนที่ดีต้องเล่นเกมได้ยาวนานโดยที่ยังรักษาอุณหภูมิไม่ให้ร้อนจนเกินไป ความร้อนที่สะสมภายในตัวเครื่อง นอกจากจะทำให้ผู้ใช้งานไม่สบายมือแล้ว ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนด้วย เมื่อเล่นเกมไปนานๆ อาจทำการแสดงกราฟิกเกิดอาการสะดุด แต่จะไม่เกิดกับ ROG Phone 2 เพราะมาพร้อมระบบระบายความร้อน 3 ชั้น จาก 3D Vapro Chamber ขนาดใหญ่ กับ Copper Heat Sink และทำช่องระบายความร้อนให้รอดผ่านออกมาทางด้านหลัง 

ระบบระบายความร้อนชั้นที่ 3 ของ ROG Phone 2 เป็นอุปกรณ์เสริมที่แถมมาให้ในกล่อง คือพัดลมระบายอากาศที่มีชื่อว่า AeroActive Cooler II ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ทำงานเงียบกว่ารุ่นแรกถึง 4 เท่า ช่วยลดอุณหภูมิได้ถึง 5 องศา มาพร้อมเอฟเฟกต์แสง Aura RGB ตรงโลโก้ ROG โดยมีน้ำหนัก 30 กรัม และมีช่องต่อ USB Type-C กับหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร มาให้ด้วย

สมาร์ทโฟนพับได้? ROG Phone 2 มีอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า TwinView Dock II ซึ่งมาพร้อมจอแสดงผล AMOLED (2340 x 1080 พิกเซล) ขนาด 6.59 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19.5:9 ให้อัตราการรีเฟรชสูงถึง 120Hz/1ms และรองรับการสัมผัสพร้อมกัน 10 จุด เหมือนกับจอแสดงผลของ ROG Phone 2 

TwinView Dock II เป็นจอแสดงผลที่ 2 ของ ROG Phone 2 และสามารถใช้งานได้อิสระ เช่น เปิดเกมบนจอแสดงผลของ TwinView Dock II พร้อมกับเปิดแอพ YouTube บน ROG Phone 2 

TwinView Dock II ยังติดตั้งพัดลมช่วยระบายความร้อน และมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000mAh สามารถเติมพลังงานให้กับ ROG Phone 2 จึงเล่นเกมได้ยาวนานยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีเอฟเฟกต์แสง Aura RGB ตรงโลโก้ ROG มีช่องต่อ USB Type-C กับหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 300 กรัม

ภายในกล่องแถม Aero Case มาให้ด้วย โดยออกแบบมาให้มีช่องว่างสำหรับแสดงเอฟเฟกต์แสง Aura RGB ของโลโก้ ROG ที่อยู่ด้านหลัง และไม่บังช่องระบายอากาศ ที่สำคัญก็คือ สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ AeroActive Cooler II หรือ TwinView Dock II ได้ทันที โดยไม่ต้องถอดเคสออก

ROG Kunai GamePad เป็นอุปกรณ์เสริมอีกชิ้นที่จำเป็นต้องมี มาพร้อมปุ่มควบคุมเกม 2 ข้าง ที่สามารถประกบกันเอง หรือประกบเข้ากับส่วนบนและส่วนล่างของสมาร์ทโฟนก็ได้ ประกอบด้วยปุ่ม Thumbstick ซ้าย-ขวา, ปุ่ม D-Pad, ปุ่ม A, B, X, Y และยังมีปุ่ม Trigger R2, L2 กับปุ่ม Bumper R1, R2, L1, L2 แต่เมื่อใช้งานในโหมด Gamepad จะมีปุ่ม Select, Profile, Home, Function, Start, Reset พร้อม Grip ช่วยให้จับถือได้อย่างถนัด

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้ ROG Phone 2 เชื่อมต่อกับจอทีวีหรือจอมอนิเตอร์ เพื่อให้ประสบการณ์การเล่นเกมแบบคอมพิวเตอร์หรือคอนโซล อย่าง Mobile Desktop Dock, Pro Dock และ WiGig Display Dock Plus

ROG Phone 2 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ได้รับชิปประมวลผล Snapdragon 855 Plus พร้อมจีพียู Adreno 640 มีประสิทธิภาพสูงกว่าชิปรุ่นก่อน 15% ถือเป็นชิปประมวลผลที่ดีที่สุดของ Qualcomm ในปี 2019 มาพร้อม RAM แบบ LPDDR4X สูงถึง 12GB ความจุ ROM 512GB แบบ UFS 3.0 และยังมีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้เล่นเกมได้เป็นเวลานาน 

ROG Phone 2 มาพร้อมแอพ Armoury Crate ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นศูนย์กลางของการควบคุมเกม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Games Lobby แสดงเกมที่ติดตั้งไว้ในสมาร์ทโฟน สามารถเปิดเข้าเกมจากส่วนนี้ได้ทันที หรือจะดูโปรไฟล์ของแต่ละเกมก็ได้ (ตั่งค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับแต่ละเกม) และสามารถเปิดดูรูปภาพหรือวีดีโอที่เคยบันทึกไว้ระหว่างเล่นเกม 

อีกส่วนคือ Console จะแสดงข้อมูลที่สำคัญสำหรับการเล่นเกม ทั้งซีพียู จีพียู อุณหภูมิ หน่วยความจำ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่เหลือ และยังมีฟีเจอร์ X Mode สำหรับตั้งค่า Game Genie, ปุ่ม AirTrigger (ปรับความไวของระบบตอบสนองการสัมผัส), ปรับความเร็วพัดลม รวมไปถึงตั้งค่าไฟ RGB ของโลโก้ ROG ด้านหลัง จะเปิดหรือปิด เปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปแบบการกระพริบ ทำได้ที่นี่

สำหรับ Game Genie จะเป็นตัวช่วยที่เรียกใช้งานได้ระหว่างเล่นเกม เพียงปัดจากขอบจอเข้ามา จะพบกับฟีเจอร์ล็อคปุ่มเสมือนบนหน้าจอ ป้องกันการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ ปิดกั้นการรบกวนจากการแจ้งเตือนต่างๆ ตั้งค่าปุ่ม AirTrigger เร่งประสิทธิภาพ และบันทึกหน้าจอระหว่างเล่นเกมในรูปแบบวีดีโอได้

ROG Phone 2 มาพร้อมกล้องคู่หลัง ประกอบด้วยกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รูรับแสง F1.79 วางคู่กับกล้องอัลตร้าไวด์ 13 ล้านพิกเซล สามารถเก็บภาพในมุมมองกว้างถึง 125 องศา 

กล้องหลังรองรับโหมดถ่ายภาพ Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ โหมด Night สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย และโหมด Pro สำหรับปรับการตั้งค่ากล้องได้อย่างละเอียด เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านการถ่ายภาพ สามารถเปิดรับแสงได้นานสูงสุด 32 วินาที บันทึกภาพรูปแบบไฟล์ RAW 

แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องกล้อง ROG Phone 2 ก็มีเทคโนโลยี AI Scene Detection มาให้อยู่แล้ว ช่วยให้แอพกล้องปรับการตั้งค่าให้อัตโนมัติ ตามฉากหรือวัตถุที่กำลังจะถ่าย สามารถระบุได้ 16 รูปแบบ เช่น อาหาร, ท้องฟ้า, สนามหญ้า, ทะเล, พระอาทิตย์ตก, ดอกไม้, ผู้คน, สุนัข, แมว, กลางคืน เป็นต้น

ROG Phone 2 รองรับการถ่ายวีดีโอสูงสุด 4K ด้วยอัตรา 60 เฟรมต่อวินาที สำหรับกล้องหลัก ส่วนกล้องมุมกว้างพิเศษสามารถถ่ายวีดีโอ 4K ด้วยอัตรา 30 เฟรมต่อวินาที มีโหมด Time Lapse และ Slow Motion ความละเอียด 720p ที่อัตรา 480 เฟรมต่อวินาที โดยมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว 3 แกน แบบ EIS (Electronic Image Stabilization)

สำหรับกล้องเซลฟี่มีความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 รองรับโหมดถ่ายภาพ Portrait มีฟิลเตอร์ให้เลือก 8 แบบ 

สรุปแล้ว ROG Phone 2 เป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการเล่นเกมโดยเฉพาะ ถ้าให้ระบุรายชื่อสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในปี 2019 จะต้องมีชื่อ ROG Phone 2 รวมอยู่ในนั้น แต่สิ่งที่ ROG Phone 2 ทำได้เหนือกว่าเกมมิ่งสมาร์ทโฟนคู่แข่งก็คือ จอแสดงผลที่ให้อัตราการรีเฟรชสูงที่สุด 120Hz ตอบสนองการสัมผัสได้รวดเร็วกว่า และยังมีดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

ROG Phone 2 ยังได้รับการปรับปรุงจุดอ่อนจากรุ่นแรก เพื่อให้เป็นเกมมิ่งสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่ช่วยให้จับถือสมาร์ทโฟนในแนวนอนได้อย่างเหมาะสม จอแสดงผลใหญ่ขึ้น แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น ระบบเสียงดีขึ้น และยังมาพร้อมอุปกรรณ์เสริมมากมายที่ทำให้ ROG Phone 2 กลายเป็นคอนโซล และให้ประสบการณ์การใช้งานระดับ Desktop

from:https://www.flashfly.net/wp/274836