คลังเก็บหมวดหมู่: FLASHFLY

สมาร์ทโฟนพับได้ Samsung Galaxy Fold ถูกเปิดเผยสเปกและราคา ก่อนเปิดตัวต้นปี 2019

เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสมาร์ทโฟนพับได้รุ่นแรกของ Samsung ที่เรียกกันว่า Galaxy Fold โดยมีการเปิดตัวจอแสดงผล Infinity Flex Display อย่างทางการแล้ว เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งจะถูกนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนพับได้ในอนาคต และตอนนี้สเปกกับราคาก็รั่วไหลออกมาแล้ว

แหล่งข่าวยืนยันว่าสมาร์ทโฟนพับได้รุ่นแรกของ Samsung จะถูกเรียกว่า Galaxy Fold ไม่ใช้ Galaxy F หรือ Galaxy X ที่เคยลือกัน โดยจะมากับจอแสดงผล 2152 x 1536 พิกเซล ขนาด 7.3 นิ้ว ที่สามารถพับได้ พร้อมด้วยจอแสดงผลด้านหน้า แบตเตอรี่ความจุรวม 5,000 – 6,000 mAh แต่จะถูกแยกออกเป็น 2 ก้อน

Samsung Galaxy Fold ติดตั้งกล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล มาให้ที่ด้านหลัง ที่ด้านหน้าจะมีกล้องเซลฟี่ 8 ล้านพิกเซล และจะผลิตออกมา 2 เวอร์ชั่น สำหรับในเกาหลีใต้ จะได้รับชิปประมวลผล Exynos 9820 ส่วนในสหรัฐอเมริกา จะได้รับชิป Snapdragon 8150

คาดว่า Samsung Galaxy Fold จะมีราคาถึง 1,800 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 59,100 บาท และจะพร้อมเปิดตัวทางการที่งาน Mobile World Congress 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

ที่มา – Tom’s Guide

from:http://www.flashfly.net/wp/237010

Advertisements

Qualcomm มองหาช่องทางแบน iPhone XS และ iPhone XR ในประเทศจีน จากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิบัตร

ดูเหมือนศึกระหว่าง Apple กับ Qualcomm จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะต่างฝ่ายยังไม่มีท่าทีเข้าหารือเพื่อหาข้อยุติ แต่พยายามหาช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งความจริงทั้ง 2 บริษัทเคยมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่แล้วในสหรัฐอเมริกา แต่ล่าสุดทั้งคู่ได้มาต่อสู้ทางกฎหมายกันอีกครั้งในประเทศจีน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลประชาชนชั้นกลางของเมืองฝูโจว ได้มีคำสั่งห้าม Apple วางจำหน่าย iPhone ในประเทศจีนหลายรุ่น หลังจากพบว่า Apple ได้ละเมิดสิทธิบัตรของ Qualcomm อย่างน้อย 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเกี่ยวกับการแก้ไขรูปภาพ ส่วนอีกฉบับเกี่ยวกับการจัดการแอพด้วยจอสัมผัส

สำหรับ iPhone ที่ถูกศาลฯ ในประเทศจีนสั่งห้ามจำหน่าย ได้แก่ iPhone 6S, iPhone 6S Plus, iPhone 7, iPhone 7 Plus, iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X

อย่างไรก็ตาม Apple ยังฝ่าฝืนคำสั่งศาลฯ เพราะยังคงวางจำหน่าย iPhone ทั้ง 7 รุ่นต่อไป โดยอ้างว่าสิทธิบัตรของ Qualcomm ไม่ได้ครอบคลุมถึงระบบปฏิบัติการ iOS 12 และ iPhone ทั้งหมดที่วางจำหน่าย ก็ได้รับการอัพเดทมาใช้ iOS 12 เรียบร้อยแล้ว

แน่นอนว่า Qualcomm ไม่พอใจในเรื่องนี้ และพยายามขอให้ศาลฯ มีคำสั่งออกมาอีกครั้ง ไม่เพียงแค่นั้น รายงานล่าสุดยังระบุว่า Qualcomm จะขอให้ศาลฯ มีคำสั่งแบน iPhone เพิ่มเติม ให้ครอบคลุมถึงรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iPhone XS Max, iPhone XS และ iPhone XR

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวที่เชื่อว่าสาเหตุที่ Apple กำลังถูกศาลฯ ในประเทศจีนเล่นงาน มาจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่กำลังตึงเครียดอยู่ในขณะนี้

ที่มา – MacRumors

from:http://www.flashfly.net/wp/237008

123456 และ Password เป็นรหัสผ่านยอดแย่ แต่ก็มีคนใช้มากที่สุดติดต่อกันมานาน 5 ปี

SplashData รายงานรหัสผ่านยอดแย่ที่ถูกใช้งานมากที่สุดในรอบปี 2018 อ้างอิงจากรหัสผ่านมากกว่า 5 ล้านชุดที่รั่วไหลออกมาในอินเตอร์เน็ต โดยพบว่า 123456 กับ Password ยังคงถูกใช้งานมากที่สุดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และต่อไปนี้คือ 10 อันดับรหัสผ่านยอดแย่ที่ถูกใช้งานมากที่สุดในปีนี้

  1. 123456
  2. password
  3. 123456789
  4. 12345678
  5. 12345
  6. 111111
  7. 1234567
  8. sunshine
  9. qwerty
  10. iloveyou

นอกจาก 10 อันดับบน ยังมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหลายคนที่นำคำว่า princess, sunshine, donald มาตั้งค่าเป็นรหัสผ่านด้วย รวมถึงคำสั้นๆ ที่ง่ายในการจดจำอย่าง cookie หรือ banana และปีเกิด เช่น 1990, 1991 เป็นต้น

ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ในการกำหนดรหัสผ่านที่ง่ายในการคาดเดา SplashData แนะนำว่า รหัสผ่านที่ดีและมีความปลอดภัย ควรมีตัวอักษรอย่างน้อย 12 ตัว โดยมีทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน และควรใช้รหัสผ่านให้แตกต่างกันในแต่ละบัญชี

ที่มา – TeamsID

from:http://www.flashfly.net/wp/237004

เผยหลักฐานใหม่ของ Samsung Galaxy M20 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่าย ที่ใช้จอแสดงผลแบบมีรอยบาก

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Samsung ได้เปิดตัวจอแสดงผลรุ่นใหม่พร้อมกัน 4 แบบ ประกอบไปด้วย New Infinity, Infinity-O, Infinity-U และ Infinity-V โดย Samsung เริ่มนำจอแสดงผล Infinity-O มาใช้แล้วกับสมาร์ทโฟน Galaxy A8s เป็นรุ่นแรก และคาดว่า Galaxy M20 จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่าย ที่ใช้จอแสดงผล Infinity-U อ้างอิงจากภาพหลุดที่รั่วไหลออกมา

อย่างไรก็ตาม ภาพหลุดแผงหน้าจอของ Samsung Galaxy M20 มากับรอยบากรูปทรงหยดน้ำ เหมือนสมาร์ทโฟนของ OPPO / Vivo มากกว่าจะใช้ดีไซน์ Infinity-U ของตัวเอง ส่วนภาพหลุดเคส เปิดเผยให้ทราบว่าจะมาพร้อมกล้องคู่หลัง วางซ้อนกันในแนวตั้ง มาพร้อมพอร์ต USB-C และยังมีช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

คาดว่า Samsung Galaxy M20 จะมากับจอแสดงผล HD+ อัตราส่วนภาพ 19.5:9 ใช้ชิปประมวลผล Exynos 7885 ความจำ RAM 3GB จับคู่กับ ROM 32GB หรือ 64GB

ที่มา – Gizchina

from:http://www.flashfly.net/wp/236944

Truemove H เปิดประสบการณ์ 5G เต็มรูปแบบครั้งแรกในไทย ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม

กลุ่มทรูเปิดประสบการณ์ 5G ให้คนไทยสัมผัสเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทย “True 5G Digital Thailand, The 1st Showcase powered by TrueMove H” 14 ธันวาคม 2561 – 31 มกราคม 2562 ที่ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม

กลุ่มทรูประกาศศักดาผู้นำ 5G เต็มรูปแบบรายแรกในไทย จัดงาน “True 5G Digital Thailand, The 1st Showcase powered by TrueMove H” เปิดให้คนไทยสัมผัสประสบการณ์ 5G บนสภาพแวดล้อมจริงอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทย ได้รับเกียรติจาก พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีคณะผู้บริหารจากกลุ่มทรูให้การต้อนรับ นำโดย นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย “น้องมิลค์ หน้านิ่ง” แชมป์โดรนเรซซิ่งที่อายุน้อยสุดในโลก และศิลปินนักร้องจาก BNK48 The Voice และ AF ร่วมทดลองและสัมผัสสุดยอดนวัตกรรม 5G ก้าวสู่ชีวิตดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2561 – 31 มกราคม 2562 ที่ ทรู แบรนดิ้ง ช้อป ไอคอนสยาม

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรูมูฟ เอช ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมจากการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายต่าง ๆ ซึ่งได้พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี 5G มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2559 และในครั้งนี้ ทรูมูฟ เอช ได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อสาธิตการทำงานของเทคโนโลยี 5G บนคลื่นความถี่สำหรับ 5G โดยเฉพาะ คือคลื่นความถี่ในย่าน 28 GHz. เพื่อเป็นก้าวแรกให้คนไทยสามารถเชื่อมต่อสู่โลกดิจิทัลและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงปฏิรูปการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบและยั่งยืน โดย ทรูมูฟ เอช ในฐานะผู้นำเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนไทยที่มีความหลากหลายด้านคลื่นความถี่มากที่สุด ได้แก่ 850/900/1800 และ 2100 MHz และในวันนี้เรามีความพร้อมที่จะพาคนไทยสัมผัสชีวิตดิจิทัลในยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบ โดยพร้อมให้ทดลองใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง ในงาน “True 5G Digital Thailand, The 1st Showcase powered by TrueMove H” เราตั้งใจให้งานนี้เป็น Bestination คือจุดหมายที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนที่จะเข้ามาเรียนรู้และสัมผัสนวัตกรรมสุดล้ำอันหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ประสบการณ์ด้านความบันเทิง กีฬา ระบบเมืองและการขนส่งยุคอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต่างๆ ที่จะเข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทย รวมถึงการปฏิรูประบบการทำงานต่างๆ ในอนาคต”

ภายในงาน “True 5G Digital Thailand, The 1st Showcase powered by TrueMove H” จะได้พบกับประสบการณ์ 5G เต็มรูปแบบอย่างแท้จริงครั้งแรกของคนไทย ทดลองการใช้งานหลากหลายนวัตกรรมสุดล้ำเป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยี 5G
1. 5G Speed Test, The New Experience
ร่วมทดสอบความเร็วของ 5G พร้อมกับทรูมูฟ เอช สัมผัสความสำเร็จครั้งแรกของไทยกับความเร็วสูงสุด 18 Gbps. และการใช้งานจริง อาทิ วิดีโอ 8K Full HD, กล้อง 8K VR 360 การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน และการปล่อยสัญญาณ Hot Spot ในที่ที่มีคนมากๆ เช่น คอนเสิร์ต เป็นต้น

2. Dancing Robot
พบกับความบันเทิงและลีลาการเต้นแสนน่ารักอย่างพร้อมเพรียงของเหล่าหุ่นยนต์ multi-axis โดยสาธิตการสื่อสารข้อมูลด้วยความหน่วงต่ำบนเครือข่าย 5G โดยหุ่นยนต์ตัวแรกจะถูกควบคุมท่าเต้นและจังหวะการเต้นผ่านระบบควบคุม และหุ่นยนต์ตัวแรกจะส่งต่อคำสั่งไปยังหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ทำให้เกิดการเต้นที่พร้อมเพรียง

3. Virtual Driving
สัมผัสประสบการณ์ขับรถแบบเสมือนจริง และสมจริงด้วย 5G เป็นการสาธิตการสื่อสารข้อมูลด้วยความหน่วงต่ำบนเครือข่าย 5G ผ่านระบบจำลองการขับรถ โดยจะเห็นได้ชัดว่ารถยนต์จำลองจะตอบสนองต่อการการควบคุมในทันทีโดยปราศจากความหน่วง

4. City Model + Connected Drone
พบกับเมืองต้นแบบอัจฉริยะในโลกอนาคต ที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน และนำโดรนเข้ามาช่วยสอดส่องความปลอดภัยและยังสามารถใช้เป็นระบบขนส่งอัจฉริยะ

5. Remote Operation with 5G (Excavator)
สาธิตการทำงานบน latency หรือค่าความหน่วงที่ต่างกัน ในการสั่งงานจากระยะไกล (remote) โดยใช้รถตักจำลอง 2 คันมาทดสอบ คันแรกจะเชื่อมต่อกับเครือข่าย LTE ในขณะที่รถคันที่ 2 จะเชื่อมต่อกับ 5G ซึ่งตัวควบคุม (joystick) จะส่งคำสั่งควบคุมเดียวกันไปยังรถตักทั้ง 2 คัน โดยรถตักที่ใช้ 5G จะตอบสนองต่อการควบคุมได้แบบเรียลไทม์

6. 3D Augmented Reality Collaboration
แสดงศักยภาพการทำงานของ 3D Augmented Reality สาธิตอนาคต แห่งการทำงานร่วมกันโดยผ่านวิดีโอเสมือนจริง โดยคู่สนทนาสามารถทำงานร่วมกันจากระยะไกลแบบอินเตอร์แอคทีฟ

7. Robot Arm Soccer Goal Keeper
ท้าดาวซัลโวพิชิตประตูของผู้รักษาประตูมือจักรกล แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ 5G ในการควบคุมการทำงานระบบ AI ที่มีทั้งความเร็วและความแม่นยำ

8. Rock-Paper-Scissor with Robot Arm
เป่ายิ้งฉุบแบบไม่ธรรมดากับหุ่นยนต์มือกลที่ควบคุมการทำงานด้วย 5G ควบคู่กับ Machine Learning ที่เรียนรู้ท่าทางต่างๆ ของคน

9. 360 VDO Live Streaming
พิสูจน์ความแรงของ 5G ด้วยการใช้งาน 360 Live VR Streaming สาธิตการชมวิดีโอที่ให้ประสบการณ์เสมือนจริงผ่านเครือข่าย 5G โดยข้อมูลจะถูกส่งผ่านด้วยความเร็วสูงและค่าความหน่วงต่ำมายังผู้ชม ซึ่งผู้ชมจะสามารถมองรอบข้างได้ 360 องศา ประหนึ่งว่านั่งอยู่ในสถานที่จริง

10. Ultrasound Robot
สาธิตการทำงานของหุ่นยนต์อัลตร้าซาวด์ควบคุมการสั่งงานจากระยะไกล (remote) ซึ่งนำข้อดีของ 5G ซึ่งมี latency หรือค่าความ หน่วงต่ำ มาพัฒนาใช้งานทางการแพทย์ สามารถสแกนส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อทำงานแบบเรียลไทม์และมีความแม่นยำสูง
“เทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเปิดให้ใช้งานจริงในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติชีวิตของทุกคนในทุกๆ มิติ 5G มีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า มี latency หรือ ค่าความหน่วงต่ำ ใช้เวลาในการตอบสนองต่อการรับ-ส่งสัญญาณที่น้อยกว่า 4G ถึง 10 เท่า เหมาะกับการใช้งานแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล เช่น การผ่าตัดทางไกล รวมถึงมีค่าการเชื่อมต่อ (Connection) ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ต่างๆ ได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ เกิดระบบออโตเมชั่นสมบูรณ์แบบมากขึ้นและฉลาดยิ่งขึ้น ลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในอนาคตเมื่อมีการนำ 5G มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เราจะเห็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่จะพลิกโฉมทุกชีวิต จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อม และทำความรู้จักกับเทคโนโลยี 5G ตลอดจนประโยชน์จากการประยุกต์ใช้งานต่างๆ อย่างรอบด้าน และเรามั่นใจว่าทรูมูฟ เอช จะเป็นผู้นำพาคนไทยก้าวสู่ยุค 5G ไปพร้อมๆ กับประชาคมโลก” นายวิเชาวน์กล่าวทิ้งท้าย

from:http://www.flashfly.net/wp/236937

OnePlus 6T McLaren Edition บุกไทย 20 ธันวาคมนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy

 OnePlusแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำระดับโลก ได้ร่วมมือกับ McLaren แบรนด์รถแข่ง ผู้นำด้านเทคโนโลยีรถสปอร์ต และนวัตกรรมซูปเปอร์คาร์ความเร็วสูง สัญชาติอังกฤษ ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน OnePlus รุ่น 6T McLaren Edition ที่มีประสิทธิภาพความเร็วขั้นสุด กับเทคโนโลยีสุดล้ำ และเหนือกว่ากับจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกัน เพื่อการเฉลิมฉลองความหลงใหลในนวัตกรรมความเร็วแรงของสองแบรนด์นี้ โดยจะไม่หยุดพัฒนา พร้อมก้าวสู่ที่สุดของความเร็วแบบเต็มขั้นอย่างไม่หยุดยั้ง

“OnePlus 6T McLaren Editionเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าทึ่ง ได้ถูกออกแบบและคิดค้นมาด้วยความแม่นยำ พร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน มาพัฒนาเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย เร็ว และแรงที่สุดในโลก

โดยPete Lau CEO ของ OnePlus ได้กล่าวเอาไว้“นี่เป็นการเริ่มต้นของการร่วมมือกันที่น่าตื่นเต้นกับ McLaren ที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความเร็งแรง และประสิทธิภาพอันน่าเหลือเชื่อ”

 

เมื่อที่สุดของเร็วโคจรมาพบกัน

OnePlus รุ่น 6T McLaren คือการผสมผสานกันระหว่างความเร็วแรงของเทคโนโลยี และความสง่างามที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความปรารถนาที่อยากจะท้าทายมาตรฐานที่มีอยู่ ซึ่ง OnePlus และ McLaren ได้ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อสร้างประสบการณ์อันทรงพลังและหลากหลาย

ด้วยความเร็วที่เหนือใคร คือหัวใจที่สำคัญของ OnePlus 6T McLaren Edition มาพร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่นWarp Charge 30การชาร์จแบตเตอรี่รูปแบบใหม่  ที่ใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วภายใน  20 นาที เพื่อให้แบตเตอรี่มีพลังงานเพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งวัน และตลอดจนการพัฒนาการจัดส่งกำลังพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงถึง 30 วัตต์ ซึ่งสามารถถ่ายโอนพลังงานไปยังโทรศัพท์มือถือได้โดยไม่ทำให้ความเร็วของการชาร์จแบตเตอรี่ลดลง แม้ในขณะการใช้งานปกติ หรือการใช้งานที่กินพลังงานมากก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ที่มีกราฟิคสูงๆ การถ่ายวีดีโอในรูปแบบ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที หรือการแก้ไขภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการสลับการใช้งานระหว่างแอปพลิเคชั่นOnePlus 6T McLaren Editionยังสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วด้วยหน่วยประมาวลผล RAM สูงถึง 10 GB

ที่สุดแห่งดีไซน์ของความเร็วแรง

McLarenโดดเด่นด้วยเอกลักษ์เฉพาะตัว กับสีส้มมะละกอ สีสันสวยงามรอบด้าน และสุดขอบด้วยสีดำสวยหรู มาพร้อมกับรูปแบบฝาหลังดีไซน์กระจกด้านหลังที่สะท้อนลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมของ McLaren หัวใจสำคัญของรถยนต์ McLaren ปี 1981 เริ่มใช้งานตั้งแต่การผลิตรถ Formula 1 ก่อนที่จะถูกรวมเข้ากับรถ McLaren ในปี 1993 ขณะที่ อีกหนึ่งไฮไลท์ในรุ่นนี้คือ ฝาหลังมีลวดลายเส้นแนวทะแยง จะปรากฏขึ้นมาและหายตัวไปในทันทีเมื่อโดนแสงกระทบคล้ายกับโลโก้ของ McLaren พร้อมกับชุดสายไฟ Warp Charge 30 ที่มีสายเคเบิลเป็นสีส้มมะละกออีกด้วย

OnePlus และ McLaren ได้ปลดล็อคการเปิดประสบการณ์ระดับใหม่ โดยภายในกล่องมีโลโก้ McLaren สัญลักษณ์แห่งความเร็วแรงของ McLaren มาไว้บนฝาหลังของสมาร์ทโฟน ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เกรด AA  ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกันกับการผลิตรถ McLaren MCL33 2018 Formula 1 และได้ถูกนำมาใช้ในการผลิตรถ F1 มากกว่า6รุ่น

ด้วยตัวกล่องของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ จะมาพร้อมกับหนังสือประวัติความเป็นมาของทั้งสองบริษัท และยังสามารถเพลิดเพลินไปกับซอฟต์แวร์อนิเมชั่นสุดพิเศษที่เป็นเอกสิทธิ์สำหรับรุ่นนี้เท่านั้น

“OnePlus 6T McLaren Editionเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างMcLaren และ OnePlus”Zak BrownCEO McLaren Racing ได้กล่าวไว้ว่า“ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์ที่นำประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และต้องขอขอบคุณพันธมิตรอย่าง OnePlus ของเราในครั้งนี้ที่นำประสิทธิภาพในการทำงาน และความเร็วแรงของพวกเรามาสร้างเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่”

OnePlus 6T McLaren Editionเตรียมวางจำหน่ายที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการผ่านทาง AIS, JD Central ในวันที่ 20 ธันวาคม 2561 และ Power Buy ในเร็วๆนี้ ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ที่

Facebook Fanpage : OnePlusTH Official

from:http://www.flashfly.net/wp/236924

dtac จับมืออีริคสันนำ 5G-Ready Massive MIMO 64T6R ให้บริการครั้งแรกในไทย

  • ครั้งแรกในประเทศไทยกับเทคโนโลยี5G-Ready Massive MIMO 64T64R บนเครือข่าย 4G TDD
  • ยกระดับขีดความสามารถ (Capacity)ทุกประสบการณ์ใช้งานบนสมาร์ทโฟน
  • 5G-Ready Massive MIMO 64T64Rยกระดับคุณภาพชีวิตเหนือกว่า พร้อมสู่เทคโนโลยี5G ได้อย่างไร้รอยต่อ

อีริคสัน (ประเทศไทย) ร่วมมือกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค  พันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดีแทค เทอร์โบ นำเทคโนโลยี 5G-Ready Massive MIMO บนเครือข่าย 4G TDD ที่โรมมิ่งบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ของทีโอทีมาทดลองใช้งานครั้งแรกในประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2561 อีริคสันและดีแทคได้ร่วมกันทดสอบ 5G-Ready Massive MIMO 64T64R  ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคกลางฝั่งตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทย 5G-Ready Massive MIMO 64T64R เป็นนวัตกรรมด้านการอุปกรณ์สื่อสารของอีริคสันที่ไม่ใช่แค่ยกระดับประสบการณ์ใช้งานดาต้าในวันนี้ แต่ยังพร้อมรองรับเทคโนโลยี 5G บนบริการดีแทค เทอร์โบได้ในอนาคต

ดีแทคได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะขยายการให้บริการบนดีแทค เทอร์โบ นอกจากจะเร่งขยายเสาสัญญาณคลื่น 2300 MHz แล้วยังนำ Massive MIMO 64R64R ที่เหนือกว่าในการรับส่งสัญญาณดาต้ามาให้ลูกค้าได้ใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้การใช้งานดาต้าในพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการหนาแน่นมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และยังเหมาะกับพื้นที่ใช้งานดาต้าสูงที่มีความต้องการใช้งานในรูปแบบต่างกัน โดยอุปกรณ์จะรับส่งสัญญาณเฉพาะจุด หรือ Beam forming เจาะจงเฉพาะให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่กำลังใช้งานขณะนั้นอย่างแม่นยำ และยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสัญญาณไปยังอุปกรณ์อีกหลายจุดในพื้นที่เดียวกัน ภายในเวลาและความถี่เดียวกัน ทำให้เพิ่มขีดความสามารถการครอบคลุมของโครงข่ายได้มากขึ้นบนคลื่น 2300 MHz โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยในปีนี้ดีแทคได้ทำการทดสอบและเริ่มใช้ 5G-Ready Massive MIMO 64T64R เพื่อรับรองการใช้งานในย่านพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการหนาแน่นแล้ว ผลการทดสอบความเร็วจากอุปกรณ์ในการรับส่งข้อมูลสูงสุดของ 5G-Ready Massive MIMO สามารถทำได้เร็วขึ้นถึง 4-5 เท่าเมื่อเทียบกับอุปกรณ์รับส่งปกติ ซึ่งจะทำขีดความสามารถรองรับการใช้งานหรือ Capacity ในพื้นที่มีการใช้งานสูงและหนาแน่นมีการเฉลี่ยความเร็วในการับส่งดาต้าทำให้ใช้งานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

ประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคกำลังเร่งขยายบริการดีแทคเทอร์โบ ที่โรมมิ่งบนคลื่น 2300 MHz ที่เป็นพันธมิตรกับทีโอที และนำมาให้บริการในรูปแบบ 4G LTE-TDD อย่างต่อเนื่องทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ เพื่อรองรับทิศทางการเติบโตการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่เพิ่มขึ้น และเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถรองรับการใช้งานลูกค้าในพื้นที่ใช้งานหนาแน่น เราจึงได้ร่วมกับอีริคสันนำอุปกรณ์อัปเกรดเสาสัญญาณด้วยเทคโนโลยี 5G-Ready Massive MIMO 64T64R ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานบนคลื่น 2300 MHz ที่ให้บริการ 4G LTE-TDD โดยในพื้นที่ที่ให้บริการลูกค้าจะได้ประสบการณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการับชมวิดีโอความละเอียดสูง แบบFULL HD และการใช้งานโซเชียลมีเดียต่างๆ เราเชื่อมั่นว่านอกจากจะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้งานกับดีแทคแล้ว นี่ยังเป็นอีกก้าวที่ทดสอบความพร้อมที่จะก้าวสู่ 5G ในอนาคตของดีแทคอีกด้วย”

นาดีน อัลเลน ประธาน บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เทคโนโลยี 5G-Ready Massive MIMO 64T64R ของอีริคสัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 4G LTE-TDD ของดีแทคให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งยังเพิ่มความสามารถ (Capacity) ในการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อใช้งานรับชมวิดีโอ ความละเอียดสูง แบบ Full HD และการใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นและบริเวณตึกสูงอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานข้อมูลในปริมาณมาก การนำเทคโนโลยี5G-Ready Massive MIMO 64T64R มาใช้ นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมไทย และเป็นการเตรียมความพร้อมของเส้นทางสู่ 5G สำหรับดีแทค”

อีริคสันยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้าน Radio System เพื่อสนับสนุนผู้ให้บริการในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่เทคโนโลยี 5G ได้อย่างไร้รอยต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขยายเพิ่มเติมนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น เข้าถึง 5G แบบ end-to-end ซึ่งรวมไปถึง 5G NR Radio ครั้งแรกในอุตสาหกรรมระดับโลก

นอกจากนี้อีริคสันยังเป็นเจ้าแรกในตลาดสำหรับโซลูชั่นส์ที่จะเปลี่ยนถ่าย 4G สู่ 5G ได้อย่างราบรื่น โดยใช้แพลทฟอร์ม 5G ใหม่ของอีริคสัน ผนวกกับ Core และ Radio use cases ซึ่งแพลทฟอร์มใหม่นี้ประกอบไปด้วย 5G core, Radio และ Transport portfolios ทำงานร่วมกับระบบดิจิทัล บริการด้านการเปลี่ยนถ่ายและความปลอดภัย

from:http://www.flashfly.net/wp/236922