คลังเก็บหมวดหมู่: enterpriseitpro

Canon ออกมายอมรับแล้ว ! เรื่องที่โดนแรนซั่มแวร์โจมตีและขโมยข้อมูล

ล่าสุดทาง Canon ได้ออกมายืนยันต่อสาธารณะว่าการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้นเกิดจากแรนซั่มแวร์ อีกทั้งยังโดนแฮ็กเกอร์จารกรรมข้อมูลไปจากเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทด้วย

โดยทางสำนักข่าว BleepComputer เป็นรายแรกที่รายงานข้อมูลการโจมตีหลังจากตรวจพบระบบให้บริการจัดเก็บภาพและวิดีโอบนคลาวด์ของ Canon อย่าง image.canon ล่มแบบผิดปกติ และทำให้ผู้ใช้บางคนพบว่าไฟล์ตัวเองหายไป ซึ่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม

ทาง Canon USA ได้ส่งการแจ้งเตือนไปยังพนักงานทั่วทั้งบริษัทว่าระบบกลางที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานหลายอย่าง เช่น Teams และระบบอีเมล์นั้นมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายทางสำนักข่าว BleepingComputer กลับได้ภาพหน้าข้อความเรียกค่าไถ่ของแรนซั่มแวร์ชื่อ Maze ที่ระบุว่าเป็นต้นเหตุของระบบล่มดังกล่าว

ทั้งนี้ Maze เป็นกลุ่มอาชญากรที่มักขโมยข้อมูลออกมาจากเครือข่ายที่เจาะระบบเข้าไปก่อนเพื่อใช้กดดันเหยื่อให้รีบจ่ายเงินค่าไถ่

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/canon-publicly-confirms-ransomware-attack-data-theft/

งานเข้า Sophos ! หลังพบข้อมูลลูกค้าอาจรั่ว เหตุตั้งค่าผิด ! รีบโร่แจ้งลูกค้า

บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และฮาร์ดแวร์สัญชาติอังกฤษอย่าง Sophos ได้ส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าบางรายเพื่อแจ้งเตือนว่า ข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาอาจถูกเปิดเผยสู่ภายนอกจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่ค้นพบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ข้อมูลลูกค้าที่รั่วไปนั้นได้ถูกเข้าถึงโดยบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากการตั้งค่า “ทูลตัวหนึ่ง” ผิดพลาด ซึ่งเป็นทูลที่บริษัทใช้จัดเก็บข้อมูลของลูกค้าที่ติดต่อมายังทีมงานซัพพอร์ตของบริษัทช่วงก่อนหน้านี้

เนื้อความในอีเมล์ของ Sophos ระบุว่า “เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2020 ทาง Sophos ได้รับแจ้งถึงปัญหาการอนุญาตการเข้าถึงของทูลที่ใช้จัดเก็บข้อมูลลูกค้าที่ใช้บริการฝ่ายซัพพอร์ต ทำให้มีข้อมูลบางอย่างของลูกค้าแค่บางส่วนที่ถูกรั่วไหลออกไป”

ทั้งนี้ Sophos ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับว่าใครเป็นผู้ค้นพบ หรือเปิดเผยทูลจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยนี้ หรือจำนวนลูกค้าที่แท้จริงที่ได้รับผลกระทบ ส่วนข้อมูลที่รั่วออกไปนั้นได้แก่ชื่อ ที่อยู่อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ถ้ามีการแจ้งไว้กับทีม Sophos Support

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/sophos-data-leak/

มช. จับมือ หัวเว่ย ยกระดับการเรียนรู้ยุคดิจิทัล ร่วมผลักดัน 5G เพื่อการศึกษา

ในยุคแห่งเทคโนโลยี CLOUD AI และ 5G มีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำพาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและดึงศักยภาพของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะภาคการศึกษา อันจะเป็นปัจจัยที่ช่วยยกระดับความสามารถและสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขันทุกมิติบนเวทีโลก รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาและนักวิจัยมุ่งไปสู่โลกแห่งนวัตกรรม

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาครั้งสำคัญของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการ Huawei ICT Academy สร้างความร่วมมือทางการศึกษายุคดิจิทัล  โดยมี ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Mr. Jason Peng, Vice President of Huawei Technologies (Thailand) Co., Ltd. ร่วมลงนาม และมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐ วรยศ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ร่วมขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G เพื่อการศึกษา สู่ Digital Transformation ตลอดจนแนวทางพัฒนาความร่วมมือโครงการ Huawei ASEAN Academy ในอนาคต

ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมทักษะองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 5G เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอน ในการสนับสนุนหลักสูตรอบรมด้านเทคโนโลยีจากบริษัท หัวเว่ย หลายหลักสูตร อาทิ อุปกรณ์โครงข่ายสื่อสาร ระบบคลาวด์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ปัญญาประดิษฐ์ และอื่นๆ ตลอดจนนักศึกษาจะได้รับการสนับสนุนสิทธิ์เข้าสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสมัครเข้าทำงานในองค์กรที่ใช้อุปกรณ์โครงข่ายสื่อสารของบริษัทหัวเว่ยที่รับคนเข้าทำงานจำนวนมาก และในอนาคตจะมีโครงการรับสมัครนักศึกษาไปฝึกงานและสหกิจศึกษากับบริษัทหัวเว่ย ในโอกาสการลงนามบันทึกข้อตกลงในวันดังกล่าว บริษัทหัวเว่ยได้มอบกระดานอัจฉริยะและชุดอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสารให้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปอีกด้วย

จากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงสานต่อและดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดี ได้นำคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเยี่ยมชม ศูนย์นวัตกรรมโซลูชันและการเรียนรู้ (Customer Solution Innovation and Integration Experience Center – CSIC) ณ สำนักใหญ่ของบริษัทประจำประเทศไทย โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวเป็นเครือข่ายห้องปฏิบัติการการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมระดับโลกอันทันสมัย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ รวมถึงออกแบบ พัฒนา และสร้างสรรค์โซลูชันและแอปพลิเคชันด้าน ICT โซนจัดแสดงภายในศูนย์ได้รวบรวมตัวอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ โดยปัจจุบันดำเนินการจัดแสดงนวัตกรรมและองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี 5G เนื่องจากเทคโนโลยี 5G เป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรมให้เป็นดิจิทัล เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลและการสร้าง 5G อีโคซิสเต็มอย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงสร้างการเติบโตทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย

นอกจากนี้ ในโอกาสดังกล่าว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม ศูนย์ Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC) ณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ซึ่งศูนย์ฯ ดังกล่าว จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศและทดสอบนวัตกรรมดิจิทัล รวมทั้งเป็นศูนย์กลางให้ผู้พัฒนาจากอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศได้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนและพัฒนานวัตกรรม 5G ตลอดจนเป็นสถานที่ในการศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี 5G ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

ความร่วมมือของ มช. กับ หัวเว่ย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จะนำเอาความทันสมัยของเทคโนโลยี 5G มาร่วมพัฒนาการศึกษา เพื่อรองรับการเติบโตของโลกยุคดิจิทัลในอนาคตต่อไป

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-chaing-mai-university/

บทความน่ารู้ : 10 เสิร์ชเอนจิ้น ส่วนตัว ที่ไม่เก็บข้อมูลการค้นหาของคุณ

แม้เว็บบราวเซอร์ยอดนิยมในปัจจุบันอย่างเช่น Google Chrome, Mozilla Firefox, Microsoft Edge จะมีโหมดไพรเวทหรือไร้ตัวตนมาให้ แต่เอาเข้าจริง โหมดไร้ตัวตนหรือ Incognito ก็ไม่ได้ให้ความเป็นส่วนตัวเท่าที่คุณคิด

ถ้าคุณไม่ต้องการโดนตรวจติดตามโดย ISP หรือตัวติดตามบนเว็บต่างๆ แล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือการใช้เสิร์ชเอนจิ้นที่รักษาความเป็นส่วนตัวได้อย่างแท้จริง ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่หลายเว็บที่ความสามารถสูง แต่ไม่เก็บข้อมูลการค้นหา หรือติดตามกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตของคุณ

เสิร์ชเอนจิ้นแบบไพรเวทที่ไม่ติดตามกิจกรรมของคุณ

เสิร์ชเอนจิ้นไพรเวทเหล่านี้ยังใช้งานได้ง่ายและฟรีด้วย บางเว็บยังช่วยบล็อกโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตให้อีก ดังนั้นในบทความนี้ เราจะมาไล่ดูรายชื่อเสิร์ชเอนจิ้นแบบส่วนตัวที่ดีที่สุดประจำปี 2020 ที่จะได้ดูดข้อมูลคุณดังต่อไปนี้

1. WolframAlpha

เว็บนี้เป็นหนึ่งในเสิร์ชเอนจิ้นที่ดีที่สุดที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักวิจัยด้านความปลอดภัย ซึ่ง WolframAlpha ได้เปลี่ยนรูปแบบการค้นหาข้อมูลหรือคำตอบจากปกติไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่เพียงเสิร์ชข้อมูลบนเว็บเท่านั้น แต่ยังคอยประมวลผลแบบไดนามิกให้จากข้อมูล อัลกอริทึม และวิธีการแบบบิ้วท์อินที่มีอยู่อย่างมหาศาล คุณจึงสามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์, วัดค่าหน่วยต่างๆ, แก้ปัญหาฟิสิกส์ เป็นต้น ได้จากเสิร์ชเอนจิ้นนี้โดยตรง

2. DuckDuckGo

เมื่อพูดถึงเสิร์ชเอนจิ้นที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว DuckDuckGo มักขึ้นมาอยู่อันดับแรกๆ จุดเด่นที่สำคัญของ DuckDuckGo คือการให้ประสบการณ์ค้นหาข้อมูลของคุณที่ดีมากโดยที่ไม่คอยติดตามกิจกรรมออนไลน์ของคุณ DuckDuckGo จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเสิร์ชเอนจิ้นขนาดเล็กที่คอยคัดกรองผลการค้นหาได้เป็นอย่างดี

3. Yippy

Yippy เป็นเว็บที่แตกต่างจากเว็บอื่นๆ อยู่พอสมควร ด้วยการเป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่เปิดให้คุณกรองผลการค้นหาตามกลุ่มประเภทข้อมูล รวมทั้งยังสามารถทำเครื่องหมายบนผลการค้นหาที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง นอกจานี้ Yippy ยังให้คุณเสิร์ชหาคอนเท็นต์ได้หลายประเภทบนอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่รูปภาพ ข่าวสาร การจัดหางาน ข้อมูลภาครัฐฯ เป็นต้น

4. Startpage

Startpage ใช้ข้อมูลจากกูเกิ้ลเพื่อแสดงผลการค้นหาให้คุณ โดยจ่ายค่าบริการให้กูเกิ้ลแลกกับผลการค้นหาเพื่อกรองเอาตัวติดตามบนเว็บและบันทึก Log ทั้งหลายออกไป นั่นหมายความว่า Startpage จะแสดงผลการค้นหาเดียวกันกับบนกูเกิ้ล แต่ไม่มีการตรวจติดตามหรือบันทึก Log

5. Disconnect Search

Disconnect Search เป็นหนึ่งในเสิร์ชเอนจิ้นแบบส่วนตัวที่ดีที่สุด ที่ใช้บริการค้นหาคอนเท็นต์ของเสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่เจ้าอื่นๆ อย่าง Yahoo, Google, และ Bing โดยก่อนจะแสดงผลการค้นหาก็จะกำจัดเอาตัวตรวจติดตามเว็บและบันทึก Log ออกไปก่อน สิ่งที่ทำให้ Disconnect Search แตกต่างขึ้นไปอีกคือ การแสดงผลการค้นหาในรูปแบบเหมือนกับเสิร์ชเอนจิ้นนั้นๆ เลย

6. Lukol

Lukol ค่อนข้างแตกต่างจากเว็บอื่นที่อยู่ในบทความนี้เล็กน้อย ด้วยการใช้เซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่เพื่อส่งต่อผลการค้นหาจาก Google Custom Search ซึ่งการใช้พร็อกซี่เพื่อส่งต่อผลการค้นหาออกมานั้น ก็จะเป็นการเอาตัวตรวจติดตามบนเว็บและโฆษณาทั้งหลายออกไปจากอินเทอร์เน็ตด้วย

7. Gigablast

Gigablast เป็นหนึ่งในเว็บที่ทำดัชนีค้นหาเว็บไซต์จำนวนมากหลายพันแห่ง และให้ข้อมูลการค้นหาโดยไม่ได้ตรวจติดตามประวัติการท่องเว็บของคุณ ถือเป็นหนึ่งในเสิร์ชเอนจิ้นที่ดีที่สุดที่คุณสามารถใช้ในการค้นหาแบบส่วนตัว เป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่ช่วยกันคุณออกจากพวกทำการตลาดและสแกมเมอร์

8. Oscobo

เป็นหนึ่งในเสิร์ฟเอนจิ้นแบบไร้ตัวตนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดว่าไม่ตรวจติดตามข้อมูลใคร เป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่จะไม่สืบข้อมูลผู้ใช้ทุกกรณี รวมทั้งยังจำกัดไม่ให้สแกมเมอร์หรือพวกที่คอยดูดข้อมูลจากภายนอกมาใช้ข้อมูลของผู้ใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมด้วย คุณสามารถใช้ Oscobo เพื่อเสิร์ชหารูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารต่างๆ ไม่เพียงแค่นี้ Oscobo ยังมีในรูปของเอ็กซ์เทนชั่นบนโครมสำหรับใช้เสิร์ชข้อมูลได้สะดวกด้วย

9. MetaGer

ถ้าคุณต้องการค้นหาแบบลับสุดๆ ไม่มีร่องรอยเหลือแล้ว MetaGer ก็เป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับคุณ สิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับ MetaGer คือการเป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่ไม่ปล่อยร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้ โดย MetaGer ใช้เซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถคลิกลิงค์ใดๆ จากผลการค้นหาได้แบบไร้ตัวตน

10. Qwant

Qwant เป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่ได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ถือเป็นหนึ่งเสิร์ชเอนจิ้นแบบไพรเวทที่ดีที่สุดที่ไม่ตรวจติดตามข้อมูลออนไลน์ของคุณ รวมทั้งไม่แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวของคุณให้แก่ภายนอกด้วย นอกจากนี้ Qwant มีการเอาผลการค้นหาจาก Bing มาเพิ่มรวมไว้ด้วย

ทั้งหมดข้างต้นนี้ถือเป็นเสิร์ชเอนจิ้นแบบส่วนตัวที่ดีที่สุดที่ไม่เคยดูดข้อมูลการค้นหาของคุณ

ที่มา : Techviral

from:https://www.enterpriseitpro.net/10-private-search-engines/

VMware เผยพบช่องโหว่ Zero-day ร้ายแรงบน Workspace One

ทาง VMware ได้ออกประกาศด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับช่องโหว่แบบ Zero-day ร้ายแรงในหลายองค์ประกอบบน VMware Workspace One ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันคำสั่งบนโฮสต์ทั้งแบบลีนุกซ์และวินโดวส์ด้วยสิทธิ์ผู้ใช้ที่มากขึ้นได้

สำหรับบั๊กแบบ Zero-day นั้นเป็นช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแพ็ตช์จากผู้จำหน่าย ซึ่งในบางกรณีนั้น บั๊ก Zero-day ก็ได้ถูกนำไปใช้โจมตีในวงกว้างแล้ว หรือมีการเผยรายละเอียดไปถึงวิธีขั้นตอนการโจมตี (Proof-of-Concept)

สำหรับช่องโหว่ครั้งนี้อยู่ภายใต้รหัส CVE-2020-4006 เป็นบั๊กที่เปิดให้ใส่คำสั่งเข้ามาจากภายนอก มีคะแนนความร้ายแรงถึง 9.1 เต็ม 10 ตามสเกลของ CVSSv3 พบในส่วนของตัวตั้งค่าแอดมินในชุดผลิตภัณฑ์ VMware Workspace ONE ในบางเวอร์ชั่น ทั้งส่วนของ Workspace ONE Access, Access Connector, Identity Manager, และ Identity Manager Connector

โดยผู้โจมตีที่เข้าถึงเครือข่ายได้จะเข้าถึงตัวตั้งค่าแอดมินผ่านพอร์ต 8443 เพื่อรันคำสั่งโดยไม่ถูกจำกัดสิทธิ์จากะดับผู้ใช้ได้

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-workspace-one-zero-day/

8 ขั้นตอนปิด Location Access บนวินโดวส์ 10 สร้างความเป็นส่วนตัวแก่ตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วินโดวส์ 10 เป็นระบบปฏิบัติการบนเดสก์ท็อปที่ดีที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ เมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปตัวอื่นแล้ว วินโดวส์ 10 มีฟีเจอร์และออปชั่นเยอะกว่ามาก แต่มีไม่กี่คนที่ทราบว่าวินโดวส์ 10 เองก็มีบริการระบุตำแหน่งที่ตั้ง (Location Access) แบบบิ้วท์อินที่แบ่งปันข้อมูลตำแหน่งของคุณให้กับบางแอปฯ ด้วย

ไมโครซอฟท์จะแชร์ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของคุณกับแอปอื่นๆ เพื่อให้คุณพบกับประสบการณ์ใช้งานเดสก์ท็อปและแอปนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น เซอร์วิสระบุตำแหน่งที่ตั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณเดินทางบ่อย หรือใช้บริการที่ต้องอาศัยพิกัดตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม กับหลายคนแล้วก็อาจกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวมากกว่า (กลัวเมียตามกระมัง 555)

โชคดีที่ไมโครซอฟท์เปิดให้ผู้ใช้สามารถเปิด/ปิดบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งบนวินโดวส์ 10 ได้ และถึงแม้คุณยังไม่อยากปิดฟีเจอร์นี้โดยสิ้นเชิง ก็ยังสามารถเลือกว่าให้เฉพาะแอปไหนบนวินโดวส์ 10 ที่เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งของคุณได้ด้วย

วิธีปิด Location Access บนวินโดวส์ 10

ในบทความนี้ จะอธิบายรายละเอียดวิธีการปิดการเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งบนวินโดวส์ 10 โดยเริ่มจาก

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มที่การกดปุ่มโลโก้วินโดวส์แล้วคลิกไปที่ Settings”

 ขั้นตอนที่ 2 ในหน้าการตั้งค่านี้ ให้คลิกออปชั่นPrivacy”

ขั้นตอนที่ 3 มาที่เมนูฝั่งด้านซ้าย ให้เลือกLocation”

ขั้นตอนที่ 4 ให้มายังหน้าฝั่งขวาแทน คลิกปุ่มChange” ที่อยู่ข้างล่างส่วนออปชั่น Location for this device is on

ขั้นตอนที่ 5 ให้เลื่อนปุ่มนี้เพื่อปิดบริการระบุตำแหน่งที่ตั้ง

ขั้นตอนที่ 6 ถ้าคุณไม่ต้องการปิดบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งนี้ แต่อยากแบล็กลิสต์บางแอปไม่ให้มาใช้เซอร์วิส ก็ให้เลื่อนลงมาจนเจอออปชั่นที่เขียนว่าChoose which apps can access your precise location.’

ขั้นตอนที่ 7 ถึงตรงนี้ คุณก็แค่เพียงเลือกว่าแอปไหนสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งได้บ้างตามต้องการ

ขั้นตอนที่ 8 คุณยังสามารถจำกัดแอปบนเดสก์ท็อปไม่ให้เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งของคุณได้ด้วย เพียงแค่เลื่อนปุ่มปิดตรงออปชั่น ‘Allow desktop apps to access your location’

เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยสำหรับการเลือกปิดการเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งบนวินโดวส์ 10

ที่มา : TechViral

from:https://www.enterpriseitpro.net/turn-off-location-access/

“สามารถ” รับปันผล พร้อมขายหุ้นบริษัทย่อย “วันทูวัน” รวมมูลค่า 620 ล้านบาท

บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น ระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 ได้มีมติอนุมัติให้จำหน่ายหุ้นสามัญของ บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ (บริษัทย่อย) ให้กับนายบุญเอื้อ จิตรถนอม นายสุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์ และนายณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 193,700,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.18 ของทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้นละ 2.40 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 464.88 ล้านบาท โดยจะทำการซื้อขายกันในวันที่ 9 ธันวาคม 2563 พร้อมทั้งบริษัทฯ จะได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจาก บมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ หุ้นละ 0.80 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 154.96 ล้านบาท โดยกำหนดสิทธิ์ในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะทำให้ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น รับเงินรวมมูลค่า 619.84 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2563 นี้

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงที่มาในการขายหุ้นบริษัทย่อยครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทสามารถมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจบนพื้นฐานของความชำนาญและโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยธุรกิจที่มุ่งเน้น (Core Business) ประกอบด้วยธุรกิจด้าน Digital ICT Solutions & Services และธุรกิจด้าน Utilities & Transportations ซึ่งเกี่ยวโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

จากเป้าหมายดังกล่าวนำมาสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความชัดเจน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจที่มุ่งเน้นเติบโตทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้บริษัทจึงตัดสินใจขายหุ้นใน บมจ.วันทูวันฯ บริษัทย่อยซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการ Contact Center ให้กับกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวที่มีความสนใจ และมีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต
“อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ และการให้บริการลูกค้าแต่อย่างใด และยังส่งผลให้ บมจ.วันทูวันคอนแทคส์ จะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการและการขยายธุรกิจมากยิ่งขึ้น ” นายวัฒน์ชัยกล่าวปิดท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/samart-sell-stock/

เอปสันรุกเสริมไลน์เครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา ย้ำจุดยืนลดมลภาวะ พร้อมเปิดตัว R-Series เครื่องพิมพ์หมึกเรซิ่นฐานน้ำรุ่นแรก

เอปสัน ผู้นำเทคโนโลยีการพิมพ์ของโลก ตอกย้ำจุดยืนการเป็นผู้ผลิตสินค้าไอทีที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของยูเอ็น ผ่านการเปิดตัว SureColor SC-R5030L เครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาที่ใช้หมึกเรซิ่นฐานน้ำ (Water-based Resin) รุ่นแรกของเอปสัน

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “สำหรับเอปสันแล้ว ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ โดยเอปสันได้มีการทำข้อตกลงในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เทคโนโลยีของเอปสันจึงถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ทั้งในเรื่องการประหยัดพลังงาน ไม่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้และธรรมชาติ โดยล่าสุดทางเอปสันได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์ระดับมืออาชีพสำหรับธุรกิจการพิมพ์ป้ายโฆษณาและสื่อประชาสัมพันธ์ รุ่น SureColor SC-R5030L ที่ใช้หมึกเรซิ่นฐานน้ำรุ่นแรกของเอปสัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใช้หมึกเรซิ่น ทั้งยังเป็นการเสริมไลน์เครื่องพิมพ์ในตลาดนี้ ซึ่งปัจจุบันเอปสันจำหน่ายแต่เครื่องรุ่นที่ใช้หมึก อีโค่โซเวนท์ที่ปราศจากกลิ่นและสารนิกเกิ้ลที่เป็นพิษต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม”

“SureColor SC-R5030L เป็นเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาขนาดหน้ากว้าง 64 นิ้ว ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับหมึก UltraChrome RS ของเอปสัน ซึ่งมีจุดเด่นที่แห้งเร็ว ทนรอยขีดข่วน และใช้ความร้อนไม่สูงในการทำให้หมึกพิมพ์แห้งติดลงบนวัสดุ ทำให้ผู้ใช้สามารถนำผลงานไปใช้ได้ในทันที ไม่ต้องรอนาน อีกทั้งยังให้งานพิมพ์ที่มีสีสันสดใส คุณภาพสม่ำเสมอ และใช้ได้กับวัสดุหลายชนิด ทั้งไวนิลแบนเนอร์ ผ้า แคนวาส วอลล์เปเปอร์ และฟิล์ม เป็นต้น อีกทั้งยังไม่มีกลิ่นเหม็น จึงเหมาะที่จะใช้ในสถานที่ที่ต้องการความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หรือโรงแรม หมึกเรซิ่นฐานน้ำของเอปสันยังได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานสากลต่างๆ เช่น EcoLogo, REACH, Nordic Swan Ecolabel, GREENGUARD เป็นต้น”

นอกจากนี้ เอปสันยังได้ผลิตชิ้นส่วนประกอบทั้งหมดของเครื่องพิมพ์ซีรีส์นี้ขึ้นเอง รวมถึงหัวพิมพ์ PrecisionCore และใช้เฟิร์มแวร์และซอฟต์แวร์ของเอปสัน เพื่อรับประกันประสิทธิภาพการพิมพ์ขั้นสูงสุด สามารถเพิ่มเวลาในการทำงานได้นานยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง รวมถึงใช้เทคโนโลยี Precision Dot ที่ช่วยพิมพ์งานให้ได้คุณภาพที่ดีเยี่ยม เครื่องทำความร้อน (Heater) ที่ใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าในการอบน้ำหมึกให้แห้ง เมื่อเทียบกับเครื่อง พิมพ์ขนาดเท่ากันของแบรนด์อื่น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการพิมพ์บนวัสดุที่ไวต่อความร้อน หรือมีความบางมาก หรือพิมพ์งานแบบเรียงภาพต่อกันหลายแผ่น (Tiling) ทั้งยังมีเครื่องตรวจจับอัลตร้าโซนิคที่ช่วยลดความเสี่ยงการทำงานผิดพลาดของหัวพิมพ์และเตือนผู้ใช้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของหัวพิมพ์ได้

นายยรรยง กล่าวต่อ “หมึกเรซิ่นฐานน้ำของเอปสันได้รับการพัฒนาสูตรให้ไม่ต้องใช้ความร้อนมากนักในการทำให้งานพิมพ์แห้งติดลงบนวัสดุ ทำให้ไม่เพียงแต่ได้งานพิมพ์ที่มีสีสดใส แต่ยังช่วยประหยัดไฟ และไม่ทำให้สภาพ แวดล้อมการทำงานมีอุณหภูมิที่สูง ที่สำคัญ หัวพิมพ์ยังมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น”

SureColor SC-R5030L ใช้หมึก 6 สี ประกอบด้วย C, M, Y, K, LC (ฟ้าอ่อน) และ LM (ชมพูอ่อน) ติดตั้งในชุดจ่ายน้ำหมึกปริมาณสูงความจุ 1.5 ลิตรต่อสี จำนวน 2 ชุด สำหรับการป้อนน้ำหมึกอย่างต่อเนื่อง หากหมึกสีใดก็ตามในชุดหนึ่งหมดลง อีกชุดหมึกจะทำการจ่ายน้ำหมึกต่อเนื่องทันที รวมถึงฟังก์ชั่น Hot Swap ที่ช่วยให้ผู้ใช้ถอดเปลี่ยนชุดหมึกได้ในขณะที่การพิมพ์ยังดำเนินอยู่ ไม่เกิดปัญหาขั้นตอนการพิมพ์สะดุดหรือต้องหยุดเติมหมึก นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติการปรับแต่งค่าต่างๆ อัตโนมัติ  เช่น Advanced Auto Tension Control ที่ควบคุมการป้อนสื่อสิ่งพิมพ์เข้าเครื่องได้อย่างแม่นยำไม่สั่นไหว การปรับหัวพิมพ์โดยอัตโนมัติ และการทำความสะอาดอัตโนมัติ

“การลดมลภาวะ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในที่ทำงานกลายเป็นเรื่องสำคัญในวงการการพิมพ์มากขึ้นทุกวัน การใช้เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ที่มีเทคโนโลยีที่สามารถตอบรับแนวโน้มนี้ได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำธุรกิจต่อไปในอนาคตของผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอีหรือโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ เอปสันจึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัว SureColor SC-R5030L ทำให้เอปสันมีเครื่องพิมพ์ที่ใช้หมึกเรซิ่นฐานน้ำให้ลูกค้าได้เลือกใช้ นอกเหนือจากเครื่องหมึกอีโค่โซเวนท์ ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ไลน์สินค้าเครื่องพิมพ์สำหรับป้ายโฆษณาของเอปสันยิ่งขึ้น” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/epson-r-series/

ลูกค้า Spotify กว่า 3 แสนบัญชีโดนแฮ็ก ด้วยเทคนิค Credential Stuffing Attack

มีกลุ่มแฮ็กเกอร์พยายามเข้าถึงบัญชี Spotify โดยใช้ฐานข้อมูลรหัสผ่านล็อกอินและข้อมูลส่วนตัวที่มีจำนวนมากถึง 380 ล้านรายการที่รวบรวมมาจากหลายแหล่งในการระดมยิงสุ่มรหัส ซึ่งก่อนหน้านี้หลายปีก็มีผู้ใช้คอยร้องเรียนเรื่องบัญชีโดนแฮ็กอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งหลังจากพวกเขาเปลี่ยนรหัสผ่านแล้ว กลับพบรายการเพลงใหม่โผล่ขึ้นมาในโปรไฟล์ หรือบัญชีครอบครัวของตัวเองกลับมีคนแปลกหน้าเพิ่มเข้ามาจากประเทศอื่น

และจากรายงานล่าสุดที่ระบุถึงฐานข้อมูลที่มีหลายร้อยล้านรายการดังกล่าว ที่ถูกนำมาใช้แฮ็กบัญชี Spotify ก็ทำให้ทุกคนร้องอ๋อว่าทำไมถึงโดนแฮ็กกันอย่างทั่วถึงขนาดนี้ โดยนักวิจัยเชื่อว่าจำนวนรายชื่อที่มากกว่า 300 ล้านรายชื่อนั้น น่าจะรั่วออกไปประมาณ 300,000 – 350,000 รายชื่อเลยทีเดียว

สำหรับการโจมตีดังกล่าวเรียกว่า Credential Stuffing Attack เป็นการที่อาชญากรใช้ฐานข้อมูลชื่อผู้ใช้/รหัสผ่านขนาดใหญ่มากที่เคยหลุดออกมาจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งก่อนๆ เพื่อใช้เข้าถึงบัญชีผู้ใช้เดิมในแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

โดยล่าสุด ทาง VPNMentor ได้เผยรายงานเกี่ยวกับฐานข้อมูลที่หลุดออกมาบนอินเทอร์เน็ตที่มีฐานข้อมูลรหัสผ่านจำนวนมาก ที่ถูกใช้ในการโจมตี Spotify ข้างต้น

ที่มา : Bleepincomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/spotify-hacked-credential-stuffing-attack/

แฮกเกอร์แสบ! ใช้จิตวิทยาหลอกทีมงาน GoDaddy ให้โอนสิทธิ์ควบคุมโดเมนมาให้เฉย!

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีกลุ่มอาชญากรจ้องเล่นงานแพลตฟอร์มเงินคริปโตสองแห่ง โดยใช้วิธีเข้าถึงโดเมนที่จัดการผ่าน GoDaddy ซึ่งจากประกาศของบริษัทที่ตกเป็นเหยื่อนั้น เหมือนบริษัทที่จดทะเบียนโดเมนมีปัญหาในการเปิดการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทางโฆษกของ GoDaddy ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อาชญากรครั้งนี้สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ด้วยการใช้เทคนิคหลอกลวงทางจิตวิทยาเพื่อลวงให้พนักงานของ GoDaddy โอนย้ายสิทธิ์ควบคุมโดเมนไปให้อาชญากรไซเบอร์ชั่วคราว

ทั้งนี้บริษัทย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบกับลูกค้า “เพียงไม่กี่บัญชี” และกำลังสืบสวนพร้อมจัดการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับเทคนิคการโจมตีแบบใหม่ และนำมาตรฐานความปลอดภัยใหม่มาใช้ป้องกันการโจมตีในอนาคตด้วย

ทางซีอีโอของ Liquid ที่เป็นแพลตฟอร์มค้าเงินคริปโตก็ได้โพสบล็อกเมื่อวันพุธที่แล้ว อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ส่วนเหยื่ออีกรายอย่าง NiceHash ก็กล่าวโทษปัญหาทางเทคนิคของทาง GoDaddy พร้อมทั้งล็อกธุรกรรมในทุกวอลเล็ตไว้เพื่อความปลอดภัย

from:https://www.enterpriseitpro.net/godaddy-hacker/