คลังเก็บหมวดหมู่: enterpriseitpro

ประโยชน์และข้อดี 5 ประการของการใช้ระบบ Remote IT Support

การนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์นั้นสำคัญมากกับการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสรรหาสารพัดเครื่องมือด้านไอทีในการเชื่อมต่อกับลูกค้า และรักษาความเสถียร รวมทั้งความสามารถในการให้บริการ
แต่จากผลการสำรวจพบว่า มีธุรกิจขนาดเล็กมากถึง 28 เปอร์เซ็นต์ในสหรัฐฯ ที่ไม่ได้จัดจ้างหรือใช้บริการฝ่ายซัพพอร์ทด้านไอทีแบบมืออาชีพ ซึ่งการพยายามแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์หรือเน็ตเวิร์กที่ซับซ้อนโดยขาดประสบการณ์ระดับมืออาชีพนั้นก็มักทำให้ปัญหาแย่ลงมากกว่าจะดีขึ้น

แต่ก็มีหลายบริษัทที่เลือกใช้ซอฟต์แวร์รีโมทเพื่อใช้บริการซัพพอร์ทเนื่องจากสะดวกและมีประโยชน์หลากหลาย ซึ่งถ้านำมาใช้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีสามารถเข้ามาแก้ปัญหาไอทีเบื้องต้นได้ด้วย ซึ่งประโยชน์จากการใช้บริการการซัพพอร์ทแบบรีโมทจากระยะไกลมีอยู่ 5 ประการดังต่อไปนี้

1. เร่งความเร็วในการแก้ปัญหา

ปัญหาไอทีที่ร้ายแรงอย่างเน็ตล่มหรือคอมพิวเตอร์ติดไวรัสนั้นอาจทำให้ความสามารถในการทำรายได้ของบริษัทลดฮวบลงทันที ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้านไอทีเบื้องต้นอย่างเหมาะสมในเวลาอันรวดเร็วจึงสำคัญมาก โซลูชั่นรีโมทซัพพอร์ตจึงเป็นทางเลือกที่ดีมากในการเร่งความเร็วของขั้นตอนการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะเมื่อพนักงานสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ซัพพอร์ทด้านไอทีในสาย ก็จะสามารถร่วมกันวินิจฉัยปัญหาได้แทบจะทันที จากความสามารถในการดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนกับมุมมองที่พนักงานหน้างานจริงทำงานอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ด้านไอทีสามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่ครอบคลุมได้อย่างรวดเร็ว

2. ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังหน้างาน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่มองการลดต้นทุนเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ แล้วละก็ ถึงแม้การจัดจ้างเจ้าหน้าที่หรือบริษัทที่ให้การซัพพอร์ทด้านไอทีจะมีค่าใช้จ่าย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเช่นกัน ช่องทางที่คุณสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นการเลือกใช้โซลูชั่นซัพพอร์ททางเทคนิคแบบรีโมท ด้วยความสามารถในการเข้าถึงเครือข่ายและคอมพิวเตอร์ของบริษัทได้จากระยะไกล ทำให้เจ้าหน้าที่ด้านไอทีไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงหน้างานจริง ส่งผลให้สามารถบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้ต่อเนื่องร่วมกับการประหยัดต้นทุนได้ไปพร้อมกัน

3. ดึงระดับประสิทธิภาพในการทำงานกลับมาเป็นปกติได้

ซึ่งหนทางหนึ่งในการรักษาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจก็คือการหาวิธีที่จะยกระดับความสามารถในการทำงานของตัวเอง ถ้าเกิดเครือข่ายหรือคอมพิวเตอร์ที่บริษัทใช้อยู่ทุกวันเกิดเสียขึ้นมา ก็ย่อมเป็นอุปสรรคในการทำงานขั้นร้ายแรงทั้งคุณและพนักงานของคุณด้วย ดังนั้น แทนที่จะเลือกยอมเสียเงินและสร้างความไม่พอใจแก่ลูกค้าอันเนื่องมาจากความบกพร่องของระบบทางเทคโนโลยีแล้ว ก็ควรพิจารณาเลือกใช้บริการรีโมทซัพพอร์ตมากกว่า ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับโซลูชั่นไอทีลักษณะนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดจากระบบเน็ตเวิร์กล่ม เป็นต้น

4. ทำให้สามารถให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจ

มากกว่าเสียเวลามานั่งแก้ไขปัญหาไอทีด้วยตัวเอง การสร้างธุรกิจขนาดเล็กด้วยตัวเองตั้งแต่แรกสุดไปจนถึงระดับที่ประสบความสำเร็จนั้นจะไม่ใช่งานที่ง่าย เจ้าของกิจการจำเป็นต้องทุ่มเทความสำคัญทั้งหมดไปกับการเติบโตและขยายธุรกิจ ดังนั้นการที่ต้องมานั่งคอยแก้ไขปัญหาไอทีบ่อยๆ ทุกๆ วัน ย่อมทำให้ไม่มีเวลาไปทำงานที่สำคัญกว่า ดังนั้น การมองหาผู้ให้บริการด้านไอทีที่สามารถซัพพอร์ทจากระยะไกลได้จึงมีความสำคัญมาก การฝากความรับผิดชอบของงานที่ซับซ้อนให้กับมืออาชีพที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจิปาถะที่อาจขัดขวางเป้าหมายใหญ่ขององค์กร

5. แผนการบำรุงรักษาเชิงรุกนั้นมีความสำคัญมาก

ด้วยความช่วยเหลือจากบริการซัพพอร์ทด้านไอที อาจทำให้คุณสามารถพบปัญหาด้านเครือข่ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนลุกลามจนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้ เช่น ถ้าพบว่าเครือข่ายตัวเองถูกเจาะระบบ ก็สามารถติดต่อฝ่ายรีโมทซัพพอร์ตให้เข้ามาช่วยจัดการได้ทันที จนสามารถสกัดกั้นการโจมตีของแฮ็กเกอร์และปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้อีก ทำให้คุณสามารถรักษาความปลอดภัยทั้งตัวระบบเครือข่ายเองและข้อมูลสำคัญภายในไม่ให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของอาชญากรไซเบอร์

อย่างไรก็ดี แนะนำให้ศึกษาเลือกเฟ้นผู้ให้บริการรีโมทซัพพอร์ทด้านไอทีในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจัดจ้าง โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกบริษัทด้านไอทีที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ เพื่อรับประกันว่าเครือข่ายและระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กรจะสามารถทำงานได้เป็นปกติ และให้บริการลูกค้าได้อย่างมีเสถียรภาพ

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/remote-it-support-advantages/

Advertisements

CEO หัวเว่ย ย้ำ! บริษัทไม่ได้เป็นสายลับให้แก่รัฐบาลจีน พร้อมยกย่องทรัมป์ว่าเยี่ยม

มร. เหริน เจิ้งเฟย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง หัวเว่ย กล่าวว่า เขาจะปฏิเสธคำขอเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานของบริษัทจากรัฐบาลจีน “อย่างเด็ดขาด”
หัวเว่ยจะไม่ยินยอมให้รัฐบาลจีนเข้าถึงข้อมูลลูกค้า แม้รัฐบาลจะร้องขอก็ตามประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ยกล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสกดดันทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน

มร. เหริน เจิ้งเฟย ซึ่งน้อยครั้งจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ จากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ออกมาเตือนว่า อุปกรณ์โทรคมนาคมของบริษัทอาจเปิดช่องให้รัฐบาลจีนเข้าถึงช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ (Backdoor)เพื่อเข้าไปยังระบบเครือข่ายโทรคมนาคมของประเทศ

“เมื่อพูดถึงเรื่องความปลอดภัยด้านไซเบอร์และการปกป้องความเป็นส่วนตัว เรายืนหยัดที่จะอยู่เคียงข้างลูกค้าของเรา เราจะไม่ทำสิ่งที่เป็นภัยต่อประเทศหรือประชาชนคนใด”มร. เหริน กล่าว “ค่านิยมสำหรับองค์กรธุรกิจนั้นคือ การคำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราเองซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจจึงต้องปฏิบัติตามกฎกติกาในการทำธุรกิจด้วยเช่นกัน

ล่าสุด หัวเว่ย ต้องเผชิญกับปัญหาความกดดันระดับโลกที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะถูกแบนไม่ให้ขายอุปกรณ์ในสหรัฐอเมริกามานานหลายปี จนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศอื่น ๆ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น พากันกีดกันบริษัทไม่ให้จำหน่ายส่วนประกอบสำหรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่แห่งยุคอนาคต หรือที่รู้จักกันว่าเทคโนโลยี 5G

ในขณะที่เมิ่ง หว่านโจว ลูกสาวของมร.เหรินและดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย ก็ถูกจับกุมที่แคนาดาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามคำขอร้องของทางการสหรัฐอเมริกา นางเมิ่งถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงเกี่ยวกับการทำธุรกรรมโดยมิชอบซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่าน

“สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ในฐานะคนคนหนึ่ง ผมก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นประธานาธิบดีที่ยอดเยี่ยม”

ในขณะเดียวกันที่โปแลนด์ หน่วยงานด้านกฎหมายได้จับกุมผู้บริหารของหัวเว่ย ด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาได้สมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคนหนึ่ง สร้างวิธีการที่จะสืบข้อมูลของรัฐบาลโปแลนด์ผ่านอุปกรณ์ของบริษัทในโปแลนด์ แต่ มร.เหริน ก็ยังกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

“สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ในฐานะคนคนหนึ่ง ผมก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นประธานาธิบดีที่ยอดเยี่ยม” มร.เหริน กล่าว “ในแง่ที่ว่าเขากล้าที่จะหั่นมาตรการภาษี และผมคิดว่ามันมีส่วนช่วยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ให้เติบโตก้าวหน้าไปได้”

รายงานข่าวจาก CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ceo-we-would-refuse-a-chinese-government/

28 หลักสูตรแบบเข้มข้นที่ชาวไอทีห้ามพลาดในเดือน มกราคม – มีนาคมนี้

IMC Institute เป็นศูนย์รวมข้อมูลเชิงวิชาการและพัฒนาศักยภาพความสามารถให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรม IT เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในโลกของยุคเศรษฐกิจ ได้ทำการเปิดหลักสูตรอบรมที่ครอบคลุมเนื้อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่องค์กรและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีความจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

หลักสูตร ที่ IMC Institute เปิดสอน ออกแบบให้กับทั้งผู้บริหาร IT ระดับสูง ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญใน IT แขนงต่างๆ อาทิ SOA, Java Development, Enterprise Architecture, Software Testing, Cloud Computing, Big Data, BI, IoT เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรทางด้านพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น Sales Technique, Solution Selling, Project Management, Time Management, Creative Thinking, Coaching และ Leaderships อีกด้วย

ในเดือนมกราคม – มีนาคมนี้ IMC Institute เปิด 28 หลักสูตรสำหรับคน IT ด้าน Blockchain, Big Data, BI, Develop, Mobile App, IoT, Cloud Computing, ISTQB, Agile, Microservices, Java Enterprise from Basic to Spring Boot และหลายหลักสูตรผู้ที่สนใจสามารถดูคอร์สอบรมทั้งหมดได้ที่ http://www.imcinstitute.com

IMC Institute เปิดหลักสูตร สำหรับผู้บริหารองค์กร, ผู้บริหารไอที CEO, CIO, CFO, CTO และผู้สนใจการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจในยุคดิจิทัล 4.0 พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงานในต่างประเทศในราคาพิเศษ

หลักสูตรแนะนำDigital Transformation Strategy 5 วัน เข้มข้นทุกวันอังคาร โดย 10 ผู้ทรงคุณวุฒิ เริ่ม 26 กุมภาพันธ์นี้ หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่องค์กรต่างๆ จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ จนทำให้เกิดคำว่า Digital Disruption ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของหุ่นยนต์ การเกิดขึ้นของบล๊อคเชน กระแสการแข่งขันจากการนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มาวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) นโยบายการผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบถึงการปรับตัวและความอยู่รอดของทุกอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ

Digital Transformation Strategy จะช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ทั้งที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าและทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจ ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรับทราบกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากมาย เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร รวมถึงติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงาน มองโลกกว้าง กับทริปดูงาน China Information Technology Expo (CITE)นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/digitalTransform

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร
Ms.Kwanhathai / Ms.Sunisa
Mobile: 088-192-7975Tel: 02-233-4732
Line ID: @imcinstitute

from:https://www.enterpriseitpro.net/28-course-it-on-jan-to-march/

โหลดฟรี ebook ! 10 เหตุผลสำคัญที่ลูกค้าเลือกใช้ระบบคลาวด์ โดย Epicor

ERP บนระบบคลาวด์ได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็วสำหรับการใช้งานในองค์กรทุกขนาด
ปัจจุบัน ลูกค้า (และผู้จำหน่ายระบบ ERP) คาดการณ์ว่าในอนาคต การติดตั้งระบบวางแผนทรัพยากรในองค์กร (Enterprise Resource Planning – ERP) จะเป็นรูปแบบของซอฟต์แวร์ ERP บนระบบคลาวด์ มากกว่าซอฟต์แวร์รุ่นเก่าที่ติดตั้งภายในองค์กร

เอกสารนี้สำรวจเหตุผลสำคัญ 10 ข้อที่ลูกค้าของเอพิคอร์เลือกใช้ระบบคลาวด์สำหรับการติดตั้ง ERP จากประสบการณ์หลายปีที่เราได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเอพิคอร์ในการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มคลาวด์เพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี

ไม่เพียงแค่เราเท่านั้น Nucleus Research ได้สำรวจความคิดเห็นของกว่า 100 บริษัทในช่วงปี 2558 และพบว่า“ลูกค้าได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านไอที เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง” ด้วยการใช้งานโซลูชั่น ERP บนระบบคลาวด์ การใช้งานระบบคลาวด์คือมาตรฐานใหม่ เรามาสำรวจเหตุผลบางประการกัน

ดาวน์โหลดฟรีที่นี่ – Ebook : 10 เหตุผลสำคัญที่ลูกค้าเลือกใช้ระบบคลาวด์

from:https://www.enterpriseitpro.net/download-ebook-10-erp-on-cloud/

คนอเมริกันพอรับได้กับการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ขออย่างเดียวให้ไว!

องค์กรอิสระด้านเทคโนโลยีและนโยบายด้านไอทีอย่าง The Center for Data Innovation ได้ทำโพลออนไลน์เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาว่ารัฐบาลอเมริกาควรออกกฎหมายควบคุมระบบจดจำใบหน้าหรือไม่ ซึ่งจากผู้ที่ถูกสำรวจกว่า 3,151 ราย พบว่ามี 26.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย ขณะที่มีคนไม่เห็นด้วยมากถึง 44.9 เปอร์เซ็นต์

และช่องว่างของคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกว้างมากขึ้นไปอีกเมื่อตอบคำถามแบบเจาะจงสถานการณ์ลงไป เช่น เห็นด้วยหรือไม่ถ้าร้านค้าใช้เทคโนโลยีนี้ในการลดอัตราการโดนขโมยสินค้าจากการตรวจจับโจรที่รู้จักใบหน้า หรือเมื่อสนามบินใช้ระบบนี้เพื่อเร่งความเร็วในการเข้าคิวตรวจสอบด้านความปลอดภัย

เมื่อพิจารณาแยกตามอายุและเพศแล้ว กลับพบว่า คนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 18 – 34 ปี มีถึง 29.8 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลต้องจำกัดการใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างเคร่งครัด เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุสูงกว่าอย่างช่วง 35 – 54 ปี ที่เห็นด้วยกับการจำกัดเพียงแค่ 25.7 เปอร์เซ็นต์ หรือกลุ่มคนอายุมากกว่า 55 ปีที่เห็นด้วยเพียงแค่ 23 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้งกลุ่มเพศชายมีแนวโน้มที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนกับเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามากกว่าเพศหญิงด้วย แม้ที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่นกรณีสนามบินรัฐวอชิงตันจับผู้ชายที่พยายามเข้าโซนด้านหลังตม. ด้วยระบบสแกนไบโอเมตริกที่พบว่าใบหน้าจริงไม่ตรงกับหน้าบนพาสปอร์ต หรือการที่บริษัท FaceFirst ร่วมมือกับร้านค้าเชนรายใหญ่เช่น Walmart และ Target นำร่องตรวจจับการขโมย เป็นต้น

ที่มา : The Register

from:https://www.enterpriseitpro.net/face-recognition-american/

อนาคต 4 ประการของโซลูชั่นด้านการ Monitoring สถานะระบบในปี 2019

เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านไอทีมากมาย รวมถึงในโลกของระบบตรวจสอบหรือ Monitoring ด้วย
ที่ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านไอทีในองค์กรต่างๆ มีความซับซ้อนมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า สร้างปัญหาในการเลือกเฟ้นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบสถานะระบบต่างๆ เพื่อให้สามารถรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลออกมาให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น ตัวเจ้าหน้าที่เองก็จำเป็นต้องมีทักษะและความสามารถมากขึ้นเพื่อไล่ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้ทัน ดังนั้น โซลูชั่นด้านมอนิเตอริ่งแบบครบวงจรจึงเริ่มเข้ามาเติมเต็มความต้องการดังกล่าว และนี่ก็ถึงเวลาที่ควรจะมีนวัตกรรมใหม่มาช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้นในปีใหม่นี้ อันได้แก่

1. ระบบมอนิเตอริ่งที่ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยอัลกอริทึมชั้นสูงและกลไกแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เข้ามาบุกตลาดระบบตรวจสอบสถานะจำนวนมาก เนื่องจากช่วยให้วิศวกรตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นจากข้อมูลประสิทธิภาพและการส่งมอบบริการและแอพพลิเคชั่นที่แม่นยำและรอบด้าน

2. ระบบมอนิเตอริ่งที่ใช้แมนชีนเลิร์นนิ่ง

ก่อนหน้านี้เทคโนโลยี AI ยังจูนไม่ค่อยติดกับข้อมูลหลากหลายประเภทที่ได้รับจากระบบตรวจสอบด้านไอทีเท่าไร โดยมักถูกนำไปใช้ประมวลผลข้อมูลพวกภาพ, วิดีโอ, และเสียงมากกว่า แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาโซลูชั่นที่ลงตัวมากขึ้น และคาดว่าภายในอีกสามปีข้างหน้า แมชชีนเลิร์นนิ่งจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมโลกของโซลูชั่นมอนิเตอริ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้ามาแทนที่การจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในที่สุด ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนด้านบุคลากรมากเกินจำเป็นอีกต่อไป

3. APM จะถูกลดบทบาทลง

แม้จะไม่หายไปเสียทีเดียวสำหรับเครื่องมือจัดการประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่นหรือ APM นั้นเคยมีบทบาทสำคัญมากในการตรวจสอบประสิทธิภาพการให้บริการส่วนหน้าบ้านที่รองรับลูกค้าหรือ Front-End โดยเฉพาะเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ใช้งานดีมากน้อยแค่ไหน แต่ในอนาคตแม้ APM จะยังไม่หนีหายไปไหน แต่องค์กรต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลหลังบ้านแทนหรือ Back-End ซึ่งนอกเหนือความครอบคลุมของระบบ APM โดยเฉพาะการยกระดับความเร็วการประมวลผลข้อมูล

4. จะมีโซลูชั่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

จากเทรนด์การย้ายทุกอย่างขึ้นคลาวด์นั้น หลายบริษัทมองแค่ย้ายแอพเดิมทั้งดุ้นขึ้นไปโดยไม่ได้ปรับแต่งให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบใหม่ จนเกิดช่องว่างด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ดังนั้นต่อจากนี้คาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้มากขึ้น

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/4-predictions-monitoring/

เราท์เตอร์รุ่นใหม่รองรับ Wi-Fi 6 วางขายแล้ว อนิจจา! อุปกรณ์ผู้ใช้ยังตามไม่ทัน

ในงาน CES ที่ผ่านมานั้น พบการจัดแสดงเราท์เตอร์รุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่ออกมารองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 ใหม่ ที่เป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอยการเปลี่ยนยุคของไวไฟที่มักเกิดขึ้นทุกๆ 5 ปี ด้วยความเร็วการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่าเดิมมาก ขณะที่ด้านของอุปกรณ์เครื่องลูกนั้นยังไม่พบการพัฒนาเพื่อไล่ตามเทคโนโลยีใหม่นี้สักเท่าไร

โดยพบว่ามีแค่แล็ปท็อปใหม่บางรุ่นเท่านั้น ไม่พบอุปกรณ์ใหม่ในกลุ่มของสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, อุปกรณ์สมาร์ทโฮม, พีซี, หรือ Gadget อื่นที่รองรับ Wi-Fi 6 จัดแสดงในงานนี้เลย นั่นหมายความว่า แม้คุณจะรีบไปซื้อเราท์เตอร์ Wi-Fi เจนใหม่มาใช้ทันที ก็ยังมีอุปกรณ์แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์

สำหรับไวไฟรุ่นใหม่ Wi-Fi 6 นี้ มีความสามารถใหม่ทั้งด้านการลดการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่, การบีบอัดข้อมูลได้มากขึ้นในการส่งบรอดคาสต์แต่ละครั้ง, และเปิดให้อุปกรณ์เชื่อมต่อพร้อมกันได้จำนวนมากขึ้น แม้จะไม่ชัดเจนเรื่องความเร็วการรับส่งข้อมูลโดยตรงเท่าไร แต่ตอบโจทย์เรื่องความหนาแน่นของการแย่งใช้ Wi-Fi ที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมากในพื้นที่เดียวกันได้เป็นอย่างดี

ซึ่งปี 2019 นี้เป็นปีที่ทุกฝ่ายวางแผนจะเริ่มนำ Wi-Fi 6 มาใช้จริงในเชิงพาณิชย์ทั่วโลก โดยทาง Wi-Fi Alliance เตรียมเริ่มออกใบประกาศรับรองอุปกรณ์ต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเป็นคืออุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ควรเริ่มออกมาโชว์ในงานจัดแสดงอย่าง CES ที่ผ่านมาได้แล้ว แต่ตอนนี้เราเห็นกันแค่เราท์เตอร์ และผู้ผลิตแล็ปท็อปอย่าง HP และ Dell ออกมาประกาศแผนจำหน่ายเครื่องที่รองรับ Wi-Fi 6

ที่มา : The Verge

from:https://www.enterpriseitpro.net/wi-fi-6-laptop-support-ces-2019/