คลังเก็บหมวดหมู่: enterpriseitpro

Huawei จัดงาน Thailand IoT Industry Summit คนร่วมงานกว่า 300 คน

Huaweit ได้งาน Thailand IoT Industry Summit จัดขึ้นภายใต้ธีม “IoT ขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ดันไทยก้าวไกลสู่เศรษฐกิจดิจิทัล” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและพันธมิตรจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมงานกว่า 300 คน เพื่อแบ่งปันข้อมูลองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม IoT ที่ล้ำหน้า ตลอดจนขยายขอบเขตความร่วมมือเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัลให้รุดหน้า

“IoT เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะมาช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 อีกทั้งยังช่วยเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยเกิดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งด้านสมาร์ทซิตี้ สมาร์ทอินดัสทรี่ และสมาร์ทไลฟ์ เราเชื่อว่า IoT จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของเราควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราอีกด้วย” นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (คนกลาง)

สำหรับประเทศไทยนั้นเทคโนโลยี IoT ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล สร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งผู้ให้บริการ อาทิเช่น เอไอเอสและทรู คอร์ปอเรชั่น ก็ได้วางโครงข่าย NB-IoT ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีตัวอย่างการใช้งาน อาทิ อุปกรณ์ติดตามรถ อุปกรณ์ดูแลเด็ก และการจอดรถอัจฉริยะซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีการใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้ว นวัตกรรมต่างๆ อาทิ สมาร์ทมิเตอร์และอุปกรณ์ติดตามวัว (Connected Cow) ก็ได้เข้ามาทดลองใช้งานในประเทศไทยแล้วเช่นกัน

ในงานดังกล่าวหัวเว่ยประเทศไทยได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม IoT “OceanConnect” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโอเพ่นอีโคซิสเต็มที่พัฒนาขึ้นบน IoT และคลาวด์สาธารณะ ที่จะช่วยให้บริษัทพันธมิตรผู้พัฒนาระบบ หรือ System Integrator (SI)ในประเทศสามารถพัฒนา IoT และนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

“ปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดิจิทัลทำให้โลกและชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนเราตั้งตัวไม่ทันหัวเว่ยก็มีส่วนช่วยผลักดันอีโคซิสเต็มและการพัฒนาIoT ในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนพันธมิตร SI ในประเทศ ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้าน IoT ทั้งในและต่างประเทศ และนำกรณีการใช้งานจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยให้มากขึ้น” มร. เอเบล เติ้ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) กล่าว

มร. เอเบล เติ้ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย)

จากข้อมูลของ GSMA Intelligence เผยว่า ทั่วโลกมีการเปิดใช้งานเครือข่าย Mobile IoT เชิงพาณิชย์ไปแล้วทั้งสิ้น 114 เครือข่ายนับจนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคาดว่าการเชื่อมต่อ IoT ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 หมื่นล้านในปี 2568 โดย GSMA Intelligence คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะเป็นภูมิภาคที่มีรายได้สูงสุดราว 3.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่รายได้จาก IoT ทั่วโลกจะเติบโตสูงกว่าราวสี่เท่า คิดเป็นมูลค่าราว 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 อันเป็นผลมาจากการผลักดันส่งเสริมของรัฐบาลและการเชื่อมต่อ IoT ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรม

“เราหวังที่จะเห็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมIoT ในประเทศไทยผ่านการทำงานร่วมมือกันที่มากขึ้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและประเทศไทย 4.0 ให้รุดไปข้างหน้า” มร. เอเบล เติ้ง กล่าว

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-thailand-iot-industry-summit/

โฆษณา

ดีแทคเปิดตัวแคมเปญ CRM ในโครงการ “ใจดีแจกสุข”

ดีแทคเปิดตัวแคมเปญ CRM (Customer Relationship Management) บริหารความสัมพันธ์อันดีระหว่างดีแทคและลูกค้าเติมเงินให้เป็นลูกค้าที่ยั่งยืน ตอกย้ำจุดยืนทางการตลาด ความคุ้มค่า (Best Value) ภายใต้แนวคิดบริการ “ใจดี” ให้ลูกค้าเติมเงินอยู่กับดีแทคนานขึ้น ไม่ยกเลิกการใช้งานไปง่าย ๆ เพิ่มประสบการณ์ใช้งานดิจิทัล ให้ลูกค้าเติมเงินบนดีแทคแอปพลิเคชัน

นายฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของดีแทคแบบเติมเงินเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ดีแทคไม่หยุดพัฒนา เรายังเดินหน้าสร้างสรรค์บริการจากความต้องการของลูกค้าแบบเติมเงิน โดยศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของลูกค้ามาอย่างถ่องแท้

นายฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

ดีแทคตั้งใจให้แคมเปญใจดีแจกสุข สร้างความคุ้มค่าในการใช้งาน ตลอดเวลาที่อยู่กับดีแทค มีทั้งกิจกรรมลุ้น และแลก เพราะตรงกับพฤติกรรมของคนไทย ที่ชอบความสนุกสนาน โดยนำการใช้งานปกติของลูกค้ามาแลกเป็นสิทธิ์รับรางวัลใหญ่มากมาย ต่อเนื่องถึง เดือน ใจดี แจกสุข’ ให้ลูกค้าปัจจุบันแบบเติมเงินร่วมกิจกรรมผ่านทางดีแทค แอปพลิเคชัน ทุกการใช้งานครบทุก 50 บาท รับ 1 ใบพัด สะสมครบ 3 ใบพัด ใช้แลกสุขได้ทุกวัน หรือ 1 ใบพัดลุ้นสุขใหญ่ได้ทุก 2 สัปดาห์ เริ่มแจกความสุข ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2562 ข้ามปีไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/crm-jaidee-dtac/

ไมโครซอฟท์เปิดตัว TensorWatch ที่เป็นทูลดีบั๊กและทำเวอร์ช่วลผ่าน AI

ระบบสมองกลนับเป็นอนาคตที่ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีทั้งหลายเข้าใจดี อย่างไรก็ดี ก็ไม่มีบริษัทไหนอยากพัฒนาเทคโนโลยี AI แบบโดดเดี่ยว จึงมีการปล่อยข้อมูล ทรัพยากร และเครื่องมือที่มีประโยชน์และศักยภาพสูงออกมาเรื่อยๆ เพื่อช่วยเหลือองค์กรขนาดเล็กและนักพัฒนาอิสระในการแบ่งปันงานของตัวเอง

เช่นเดียวกับไมโครซอฟท์ที่เพิ่งประกาศเปิดตัว TensorWatch ซึ่งเป็นทูลดีบั๊กและทำเวอร์ช่วลแบบโอเพ่นซอร์ส ที่มีเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้ที่สนใจศึกษาด้าน Deep Learning และวิทยาศาสตร์ข้อมูล โดย TensorWatch ที่พัฒนาขึ้นบน Jupyter Notebook

ทูลนี้สามารถทำงานวิเคราะห์ที่สำคัญสำหรับโมเดลและข้อมูลแบบ AI โดยสามารถทำเวอร์ช่วลแบบเรียลไทม์ และสอนการทำแมชชีนเลิร์นนิ่งด้วยการรันคำร้องขอแบบสุ่มระหว่างกระบวนการเรียนรู้ของแมชชีนเลิร์นนิ่ง พร้อมคืนค่าผลการร้องขอแบบสตรีมได้

คุณสามารถเรียกดูสตรีมข้อมูลผลลัพธ์ดังกล่าวได้ผ่านวิชวลไลเซอร์ ทำให้ TensorWatch มีความยืนหยุ่น ขยายความครอบคลุมได้ต่อเนื่อง เปิดให้ผู้ใช้สร้างระบบเวอร์ช่วลไลเซชั่น, UI, และแดชบอร์ดตามต้องการเป็นของตนเองได้

ปัจจุบันแม้จะอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ทางไมโครซอฟท์ตั้งเป้าที่จะให้แพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายสำหรับดีบั๊กแมชชีนเลิร์นนิ่งนี้ในแพ็กเกจที่ปรับแต่งแก้ไขได้ ซึ่งทาง Shital Shahวิศวกรผู้พัฒนาหลักของ Microsoft Research AI ระบุว่า “เรามอง TensorWarch เหมือนมีดพกสวิสที่ใช้งานได้สารพัดประโยชน์”

โดยเห็นว่าความสามารถที่หลากหลายนี้จะช่วยสนับสนุนทั้งนักวิจัยและวิศวกรในการทำงานของตนเอง ทางไมโครซอฟท์ได้นำเสนอ TensorWatch ในงานประชุมด้านระบบประมวลผลแบบอินเตอร์แอคทีฟด้านวิศวกรรมอย่าง 2019 ACM SIGCHI

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-tensorwatch/

บริการ Expertise-as-a-service จำเป็นที่ต้องใช้สถานที่ทำงานแบบคล่องตัว

มาตรฐานการทำงานของคนในยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป จากตำแหน่งงานที่มีหน้าที่เดียว หรือทำให้กับบริษัทเดียวเป็นเวลานานต่อเนื่องนั้น กำลังจะหายไป และเปลี่ยนมาเป็นการทำงานระยะสั้นกับหลายบริษัท ที่มีลักษณะของงานเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียกได้ว่ายุคของ “พนักงานบริษัท” กำลังหมดไป โดยกลายเป็นยุคของ “พนักงานแบบมือปืนรับจ้าง” ในรูปของที่ปรึกษามืออาชีพที่ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญที่มีอยู่นำเสนอบริการให้แก่ผู้ที่ให้ค่าจ้างมากที่สุด ในระยะเวลาชั่วคราว สำหรับโปรเจ็กต์งานที่จำเพาะ

จากผลการศึกษาประสิทธิภาพการทำงานในสถานที่ปฏิบัติงานที่เรียกว่า ADAPT 2018 ของ Ricoh ครั้งล่าสุดนั้น พบว่าระดับ CIO ในออสเตรเลียกว่า 32% ที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าทีมงานของตนเองจะอยู่ในรูปของพนักงานแบบสัญญาจ้างหรือ “การจ้างแบบยืดหยุ่น” ภายในปี 2025 ซึ่งสูงขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเมื่ออิงตามข้อมูลผลการศึกษาของสำนักงานสถิติของออสเตรเลียในปี 2016 ที่แสดงให้เห็นว่ามีเพียง 9% ของแรงงานในออสเตรเลียที่อยู่ในรูปพนักงานอิสระเมื่อปี 2015

ยิ่งการที่ผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงจำนวนพนักงานที่ทำงานประจำเต็มเวลา ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพนักงานประจำต่างพยายามมองหาอิสระมากขึ้นจากการทำงานที่ชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่น หรือการที่สามารถทำงานจากระยะไกลได้

สถานที่ปฏิบัติงานที่เน้นความคล่องตัว

จากการที่แรงงานจำนวนมากขึ้นพยายามทำให้ตัวเองเป็น “บริการความเชี่ยวชาญในเวลาที่ลูกค้าต้องการ” (Expertise-as-a-Service) หรือต้องการอิสระมากขึ้นนั้น บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีที่ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า คล่องตัวกว่าเดิมในการดำเนินธุรกิจ แค่การเปลี่ยนนโยบายของบริษัทให้เอื้อต่อการเป็น “สถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่น” นั้นไม่เพียงพอ อันที่จริง คุณกำลังจะมุ่งสู่หนทางแห่งขวากหนามถ้าไม่สามารถทำให้นโยบายที่เน้นความเป็น “อิสระ” ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งกับกระบวนการทำงาน, ระบบ, และเครื่องมือที่คุณนำมาใช้เพื่อทำงานให้สำเร็จได้

นี่จึงเป็นความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบยืดหยุ่น กับการทำงานแบบคล่องตัวหรือ Agileที่สำคัญที่สุด การทำงานแบบยืดหยุ่นนั้นเป็นเพียงแค่การอนุญาตให้พนักงานทำงานจากสถานที่และเวลาที่ต้องการ แต่การจัดการทำงานแบบเน้นความคล่องตัวจะเป็นการฝังรากลึกลงในทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์กรทำ การทำงานแบบ Agile จะเป็นการขยายขอบเขตของการจัดการโปรเจ็กต์แบบคล่องตัว เพื่อนำเอา “ความเร็ว” มาใช้กับการดำเนินธุรกิจในทุกๆ วัน

พื้นฐานของการทำงาน และการจัดการโปรเจ็กต์แบบเน้นความคล่องตัว
หนึ่งในลักษณะสำคัญของสถานที่ทำงานแบบ Agile คือการส่งเสริมและผลักดันให้มีการติดต่อประสานงานแบบต่อหน้า แม้ประเด็นนี้จะค่อนข้างสวนทางกับสิ่งที่ทุกคนทำอยู่ โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังปรับเปลี่ยนบริษัทให้พึ่งพาพนักงานที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องทำงานทางกายภาพเดียวกันเลยก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถนำไปสู่ทั้งความยืดหยุ่นและคล่องตัวได้ไปพร้อมกันเมื่อใช้กระบวนการทำงาน ระบบ และเครื่องมือที่เหมาะสม ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้เชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น ให้ได้ทีมงานที่ประสานงานใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้ความสำคัญในการนำความเชี่ยวชาญของตัวเองมาใช้ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ และได้ศักยภาพมากกว่าเดิม

โดยคุณสามารถพิจารณาปัจจัยสำคัญเพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่เน้นความคล่องตัวมากขึ้นดังต่อไปนี้:

แพลตฟอร์มบริการคอนเท็นต์:

เมื่อพนักงานและผู้เชี่ยวชาญสามารถประสานงานกันจากทุกสถานที่ ก็จำเป็นต้องมีศูนย์กลางเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยทั้งความรู้ต่างๆ ข้อมูล และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่ถูกสร้างให้เข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การแบ่งหมวดหมู่ แปลงให้อยู่ในรูปดิจิตอล และจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลานั้น ถือเป็นบันไดก้าวสำคัญที่นำไปสู่ทีมงานที่เน้นความคล่องตัว และทำงานได้จากระยะไกล ในการพัฒนานวัตกรรมและตัดสินใจงานได้อย่างดี

โซลูชั่นการสื่อสารแบบยูนิฟายด์:

โซลูชั่นคอลลาบอเรตสำหรับวิดีโอคุณภาพสูงนั้น ทำให้ทีมงานทุกคนร่วมงานกันได้อย่างง่ายบนทุกอุปกรณ์, เครือข่าย, หรือตำแหน่งที่ตั้ง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยน้อยมาก นอกจากนี้การสื่อสารผ่านวิดีโอคุณภาพสูงนั้น ทำให้การทำงานเป็นทีมที่ประสิทธิภาพมักขึ้นกับความสามารถในการประสานงาน ยิ่งทำงานได้ผลดีมากขึ้นไปอีกผ่านเครื่องมือคอลลาบอเรตที่ผสานเข้ากับการประชุมผ่านวิดีโออย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ระบบกระดานไวท์บอร์ดแบบอินเตอร์แอคทีฟที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จะเข้ามาช่วยทั้งด้านการพัฒนา การประสานงาน และการเก็บภาพ แบ่งปันความคิดเห็นของทีมได้แบบเรียลไทม์

โฟลว์การทำงาน และกระบวนการแบบอัตโนมัติ:

การขจัดอุปสรรคที่ขวางประสิทธิภาพและความสามารถในการทำงานจากระยะไกลนั้นถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุณสามารถผสานระบบจัดการเอกสารที่แปลงข้อมูลเอกสารและเนื้อหาต่างๆ ให้อยู่ในรูปดิจิตอลและจัดเก็บได้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมลงทุนกับโซลูชั่นซอฟต์แวร์ที่รันโฟลว์การทำงานที่ใช้เวลาทำด้วยตัวพนักงานเองเป็นเวลานานให้เป็นแบบอัตโนมัติ หรือเลือกใช้โซลูชั่นงานพิมพ์อัจฉริยะ ที่เปิดให้พนักงานสร้างเอกสารของบริษัทขึ้นได้จากทุกที่ ด้วยเป้าหมายในการทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระงานที่เสียเวลาโดยใช่เหตุ และทำให้สามารถให้ความเห็นหรือจัดการได้ในทันที ไม่ว่าพนักงานจะอยู่ตำแหน่งไหนบนโลกก็ตาม เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้เวลาได้มากขึ้นกับเนื้อหางานที่คุณจ้างเพื่อใช้ความเชี่ยวชาญของพวกเขาโดยเฉพาะ

ถ้าคุณต้องการปรับปรุงสถานที่ปฏิบัติงานให้มีความคล่องตัวอย่างแท้จริง โดยไม่เพียงแค่หย่อนคำหวานทำนองว่าทำให้สำนักงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้นแค่นั้นแล้ว คุณจำเป็นต้องถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วย้อนวิเคราะห์ดูว่าจะสามารถผลักดัน หรือปรับปรุงการทำงานของคนในบริษัทให้สามารถตอบโจทย์ของคุณเองได้ดียิ่งขึ้นอย่างไร ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้กับทั้งพนักงานที่เป็นแบบสัญญาจ้างหรือ Expertise-as-a-Service และพนักงานประจำของบริษัทคุณเอง

ที่มา : Ricoh

from:https://www.enterpriseitpro.net/ricoh-expertise-as-a-service/

AIS ผนึก สามย่านมิตรทาวน์ สร้างแลนด์มาร์คแห่งนวัตกรรม!

เอไอเอส ผลักดันให้สามย่านมิตรทาวน์ เป็นศูนย์การค้าแห่งนวัตกรรม ด้วยการซินเนอร์ยี่เทคโนโลยีของเอไอเอส เข้ากับ สามย่านมิตรทาวน์ คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้ เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เตรียมต่อยอดให้สัมผัส รูปแบบบริการต่างๆ จาก 5G ที่เกิดจากโครงการจัดตั้งศูนย์ 5G AI / IOT Innovation Center ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช.เพื่อศึกษาวิจัยในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาสู่การเปิดทดสอบศักยภาพเชิงพาณิชย์ที่สามย่านมิตรทาวน์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider เรามุ่งเน้นนำศักยภาพจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย, และ Digital Service ต่างๆ เข้าไปเสริมขีดความสามารถของพาร์ทเนอร์ในทุกอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นกรณีการเข้าไปร่วมพัฒนาบริเวณสามย่านให้เป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช. ให้ร่วมทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยี 5G ในหลากหลาย use case ด้วยความเชื่อว่า 5G จะมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ และการบริหารจัดการ Space ที่จะก่อให้เกิด Community อันจะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เตรียมให้ประชาชนได้สัมผัส จากความร่วมมือระหว่างเอไอเอส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสามย่านมิตรทาวน์ ในฐานะโครงการแรกเพื่อคนรุ่นใหม่ อาทิ

1. 5G Use Case ต่างๆ ที่เอไอเอส ได้ทำการทดลอง ทดสอบ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกสทช. อาทิ หุ่นยนต์กายภาพบำบัดอัจฉริยะ, 5G Connected Car – รถยนต์ไร้คนขับคันแรกของไทยที่เชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G Live Network ฯลฯ

2. AIS Unmanned Service Point : จุดบริการ Digital จาก Kiosk โดยไม่ต้องมีพนักงาน ทั้งนี้เนื่องจากสามย่านมิตรทาวน์เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้ ซึ่งสามย่านมิตรทาวน์ได้เตรียมพื้นที่เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพ และฟรีแลนซ์ โดยเอไอเอสจะร่วมสนับสนุน โดยเตรียมนำนวัตกรรม เช่น Kiosk บริการอัตโนมัติที่ให้ทำธุรกรรม และใช้บริการ Digital ต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องมีพนักงานให้บริการ

3. Content Co-Creation ระหว่าง AIS และ สามย่านมิตรทาวน์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวรับ Digital Disruption ของนิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จากการคิดเผื่อในหลากหลายแง่มุม เพื่อให้สามย่านมิตรทาวน์เป็นแหล่งกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

นางสาวธีรนันท์ กรศรีทิพา รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจรีเทล บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับเอไอเอส ผู้นำด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยีกับสามย่านมิตรทาวน์ในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของสามย่านมิตรทาวน์ที่ตั้งเป้าจะเป็น “คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้ (Urban Life Library)” โดยได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านนวัตกรรมเครือข่าย และด้านการให้บริการต่างๆ ของเอไอเอส รวมถึงการร่วมเป็นพันธมิตรด้านคอนเทนท์ ที่จะช่วยให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่เป็นยุคดิจิทัลสมบูรณ์แบบ ช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้งส่วนอาคารสำนักงานคอนโดมิเนียมและโรงแรมกว่า 7,000 คน เมื่อมีอัตราการเช่าเต็มพื้นที่รวมทั้งรองรับลูกค้าจากภายนอกที่มาใช้บริการซึ่งคาดว่าจะมียอดผู้ใช้กว่า 25,000 คนต่อวันได้อย่างเต็มที่”

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/digital-life-service-provider/

8 แหล่งข้อมูลหลัก ! ที่มักดึงมาใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพเน็ตเวิร์ก

แพลตฟอร์มวิเคราะห์เครือข่ายหรือ NA (Network Analytics) ถือเป็นทูลระดับองค์กรล่าสุดที่ควรพิจารณาเลือกใช้เป็นอย่างยิ่งในปี 2019 นี้ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเป็นการผสานเทคนิคการตรวจสอบสถานะเครือข่ายแบบเดิมเข้ากับเทคนิคหรือเทคโนโลยีใหม่

สิ่งที่นำมาผสานเพิ่มนั้นได้แก่เทคโนโลยี Deep Analytics และ Artificial Intelligence (AI) ที่ทำให้แอดมินผู้ดูแลระบบเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเครือข่ายไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากทูลนี้ดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมใช้ระบบอัจฉริยะวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้

ทำให้ทูลนี้สามารถระบุปัญหาทั้งด้านเน็ตเวิร์ก, แอพพลิเคชั่น, และประสิทธิภาพการใช้งานของผู้ใช้ปลายทางได้จากการนำข้อมูลหลายส่วนมาประมวลผลร่วมกัน แต่ปัญหาหลักก็คือ ตัว NA นี้ไม่ได้ทำงานได้ดีตั้งแต่ช่วงแรก จนทำให้เหล่าแอดมินเน็ตเวิร์กไม่สามารถเข้าใจศักยภาพได้อย่างเต็มที่

และเมื่อมองถึงการทำตลาดของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Network Analytics ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน สาเหตุมาจากการที่แพลตฟอร์ม NA มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายและยืดหยุ่นมาก ทำให้ผู้จำหน่ายทำตลาดกับผู้ใช้ส่วนใหญ่ให้ชัดเจนได้ยาก

ความยากในการทำตลาดนี้พอๆ กับอีกเทคโนโลยีเครือข่ายหนึ่งที่มีความซับซ้อนอย่างเช่น ระบบ Software Defined Networking หรือ SDN แบบ End-to-End อย่างไรก็ดี ระบบ Network Analytics ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสนใจและศึกษา

ซึ่งเนื้อแท้ของ NA นั้นไม่ได้ซับซ้อนหรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด โดยวิธีที่ดีที่สุดในการศึกษาคือการมองไปที่แหล่งข้อมูลที่แพลตฟอร์มกำลังรวบรวมอยู่ ซึ่งจะเห็นว่ามีหลายแหล่งข้อมูลที่ NA ใช้เป็นแหล่งเดียวกับทูลอื่นๆ ที่คุณใช้ในงานดูแลเครือข่ายปัจจุบันอยู่แล้ว โดยแหล่งข้อมูลที่ NA ใช้ได้แก่:

1. Simple Network Management Protocol (SNMP)

เป็นวิธีหลักที่ถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบเครือข่ายมาหลายทศวรรษ ทำงานด้วยการส่งคำสั่งขอข้อมูลไปยังอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อร้องขอข้อมูลที่จำเพาะเกี่ยวกับสถานะ และข้อมูลเชิงสถิติที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่วิ่งผ่าน

2. ระบบยืนยันตนผ่าน RADIUS/AD

เมื่อมองจากแง่มุมของเครือข่ายไร้สายนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลการยืนยันตัวตนจะสามารถระบุปัญหาต่างๆ อย่างเช่นการเชื่อมต่อของผู้ใช้ที่ผิดปกติ, การปฏิเสธการยืนยันตนซ้ำๆ, หรือการร้องขอการยืนยันตนซ้ำอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

3. Syslog

ที่ผ่านมาแอดมินเครือข่ายใช้ Syslog สำหรับการจัดการเหตุการณ์ที่เกิดกับอุปกรณ์เครือข่าย โดยอุปกรณ์จะส่งข้อความ Log มายังเซิร์ฟเวอร์รวบรวม Syslog

4. CLI/SSH

อุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เฟซคอมมานด์ไลน์สำหรับการตั้งค่าและจัดการนั้น แพลตฟอร์ม NA สามารถล็อกอินเข้าไปจัดการได้แบบอัตโนมัติจากระยะไกลผ่าน SSH ได้ด้วย

5. เซ็นเซอร์และ Probe จากระยะไกล

เป็นอีกหนึ่งวิธีในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะของเครือข่ายได้

6. Flow/IPFIX

มีโปรโตคอล Flow หลากหลายแบบให้ใช้ไม่ว่าจะเป็น NetFlow, SFlow, และ JFlowนอกจากนี้ยังมีโปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานอย่างเช่น IPFIX

7. DNS

เป็นช่องทางที่หลายคนมองข้าม แต่สามารถให้ข้อมูลที่สำคัญในการระบุอุปกรณ์ที่คุยสื่อสารระหว่างกัน รวมทั้งวัตถุประสงค์ในการสื่อสารได้

8. Proprietary streaming telemetry

ถ้าคุณซื้อแพลตฟอร์มวิเคราะห์เครือข่ายที่มาจากผู้จำหน่ายรายเดียวกับอุปกรณ์เครือข่ายที่ติดตั้งอยู่แล้ว ระบบ NA จะสามารถดึงสตรีมข้อมูลเครือข่ายที่จำเพาะกับแบรนด์ได้ ขณะที่การใช้คนละแบรนด์จะไม่สามารถทำได้แบบนี้

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/8-common-network-analytics-data-sources/

ซิสโก้ยอมจ่ายค่าปรับกว่า 8.6 ล้านเหรียญฯ เพื่อจบคดีเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ความปลอดภัย

ซิสโก้ยินยอมที่จะจ่ายเงินกว่า 8.6 ล้านเหรียญฯ เพื่อปิดคดีที่โดนกล่าวหาว่าบริษัทเคยจำหน่ายซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยที่มีช่องโหว่ ที่ทำให้หน่วยงานราชการทั้งระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ และระดับประเทศเสี่ยงต่อการโดนแฮ็กเกอร์เล่นงาน

จากข้อตกลงประนีประนอมดังกล่าว ซิสโก้จะต้องจ่ายเงินกว่า 2.6 ล้านดอลลาร์ฯ แก่หน่วยงานราชการของประเทศ และอีก 6 ล้านดอลลาร์ฯ แก่รัฐกว่า 15 รัฐเมืองอื่นๆ ไปจนถึงหน่วยงานเอกชนที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหา สำหรับรัฐที่ได้รับการชดเชยจากซิสโก้ได้แก่ California, Delaware, Florida, Hawaii, Illinois, Indiana, Minnesota, Nevada, New Jersey, New Mexico, New York, North Carolina, Tennessee, Massachusetts, และ Virginia

ทางซิสโก้ระบุว่า ซอฟต์แวร์ดังกล่าวที่เคยจำหน่ยในช่วงปี 2008 ถึง 2014 ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Broadware ซึ่งถูกซิสโก้ซื้อกิจการตั้งแต่ปี 2007 เพื่อซื้อเทคโนโลยีด้านกล้องวงจรปิด และเปลี่ยนชื่อซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็น Video Surveillance Manager

แต่ทว่าทาง Broadware เจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมแบบเปิดเพื่อให้สามารถปรับแต่งแอพพลิเคชั่นและโซลูชั่นด้านความปลอดภัยที่จะติดตั้งได้ ซึ่งการใช้สถาปัตยกรรมแบบเปิดนั้น ทำให้ฟีดวิดีโอเสี่ยงที่จะถูกแฮ็ก

แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเคยมีระบบความปลอดภัยของลูกค้ารายใดเกิดข้อมูลรั่วไหลก็ตาม รวมทั้งทง Mark Chandler รองประธานบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมาย และที่ปรึกษาทั่วไปของซิสโก้จะออกมากล่าวว่า ซิสโก้เคยออกคู่มือแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดเมื่อ 2009 แล้วก็ตาม

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-pays-8-6m-to-settle-security-software-whistleblower-lawsuit/