คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

วิธีเปิดฟีเจอร์ Tab Groups ใน Google Chrome สำหรับแบ่ง Tab ออกเป็นกลุ่มๆ ให้เรียกดูได้ง่ายกว่าเดิม

การเปิดแท็บมากมายใน Chrome แม้แต่ในโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยดีหรือทำประจำอยู่แล้ว ซึ่งมันจะไม่มีผลอะไรถ้าเราเปิดเพียงไม่กี่แท็บ แต่ถ้าแท็บที่เปิดอยู่มีเยอะมากเป็น 10-20 แท็บ มันก็จะเกิดความวุ่นวาย ความสับสนหา Tab ที่ต้องการไม่เจอซักที.. Google จึงเพิ่มฟีเจอร์ Tab Groups เข้ามาให้เราสามารถจัดการแบ่ง Tab ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่และหาเว็บที่เคยเปิดไว้ได้ง่ายขึ้น

Tab Groups จะทำให้เราสามารถจัด Tab ของเว็บที่เราเปิดขึ้นมาให้เป็นหมวดหมู่ตามที่เราต้องการได้ จากแต่ก่อนที่ต้องแตะตรง Tab แล้วไถหาหน้าเว็บที่เราเคยเปิดเอาไว้ แต่ถ้าเราเปิดฟีเจอร์ Tab Groups แล้ว Tab เหล่านั้นก็จะย้ายมาอยู่ตรงขอบจอด้านล่างเป็นไอคอนให้เราเลือกเปิดได้เลย

วิธีเปิดใช้งาน Tab Groups ใน Chrome สำหรับมือถือ Android

เข้าแอป Google Chrome พิมพ์ “chrome://flags” ในแถบ URL พิมพ์คำว่า “enable-tab-groups” ลงไปในช่องค้นหา

จะมีตัวเลือกว่า Default, Enabled, Disabled ก็ให้เราเลือกเป็น Enabled ซะ

จากนั้นก็ Restart เบราว์เซอร์ซัก 2 – 3 ครั้ง (โดยการเปิด Recent apps แล้วค่อยสั่งปิด Chrome โดยตรง) ทดลองเข้าแอป Chrome และกดค้างตรงไอคอนเว็บที่เราต้องการ ถ้าหากมีเมนูให้เลือก เปิดแท็บใหม่ในกลุ่ม (Open in new tab in group) ก็แสดงว่าใช้ได้แล้ว

วิธีสร้าง Tab Groups

เมื่อแน่ใจแล้วว่า Chrome ของเราเปิดฟีเจอร์ Tab Groups เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าหน้าเว็บที่เราต้องการได้เลย ตัวอย่างเช่นเราอยากจะสร้าง Group Tabs ที่เป็นเว็บไซท์เกี่ยวกับข่าวสาร IT ก็ให้เปิดเว็บไซท์ที่ต้องการขึ้นมา อย่างเช่น droidsans.com พอเข้าหน้าเว็บแล้ว ก็ให้กดตรงเครื่องหมาย เพิ่ม Tab

และกดที่ สร้างกลุ่ม (Create Group) หรือเครื่องหมาย + ตรงบริเวณมุมซ้ายบนของหน้าจอ เพื่อสร้าง Tab Groups ที่เราต้องการ มันก็จะแบ่ง Tab Groups ออกเป็นช่องแบบนี้

และเมื่อเราเข้าไปที่ Group ที่เลือกไว้ ทางด้านล่างจอก็จะมีแถบแสดงไอคอนของเว็บไซท์ที่เราเปิดเอาไว้ โดยเราสามารถกด + เพื่อเข้าหน้าเว็บใหม่ได้เลย

ส่วนปุ่ม Tab เดิม ก็จะเป็นการเลือก Group ของเว็บที่เราได้แบ่งเอาไว้นั่นเอง (เข้าเว็บแบบ Incognito ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ)

ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์สำหรับเราๆ มาก ไม่ต้องเสียเวลาเลื่อนหานานๆ แค่จำไว้ว่ากรุ๊ปไหนเป็นเว็บเกี่ยวกับอะไรก็เลือกดูได้เลย ส่วนการใช้งานส่วนตัวก็คิดว่ามันสะดวกทันใจไม่วุ่นวายอีกด้วย.. หลายๆ คนน่าจะใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะกับการไม่ต้องเลื่อนหา Tab ที่เปิดทิ้งไว้เยอะๆ ในทีเดียว

from:https://droidsans.com/google-chrome-android-tab-group/

โฆษณา

มาอ่านความเห็นของ YouTubers และ Bloggers สายไอที หลัง Google ออกมาเปิดเผยดีไซน์ Pixel 4 เองแบบไม่เกรงใจคนทำหลุด

เมื่อวานนี้ทางดรอยด์แซนส์เพิ่งจะลงบทความภาพหลุดของ Google Pixel 4 ที่ดันไปมีดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับภาพเรนเดอร์ของ iPhone XI (iPhone 2019) ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถือว่ามีภาพหลุดเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนซีรีส์เรือธงของ Google ซะเยอะเลย ทั้งเคสบ้างล่ะ ทั้งโน่นทั้งนี่ จนบริษัทเหมือนจะอยากมีส่วนร่วมกับข่าวลือตรงนี้บ้าง พร้อมออกมาทวีตภาพหลุดของโทรศัพท์ตัวเองเสียเลยซะงั้น! ซึ่งก็เรียกเสียงฮือฮาให้กับสาวกสมาร์ทโฟนได้มากสมควรเลยทีเดียว เพราะถือว่าเป็นเรื่องแปลกมากที่บริษัทผู้ผลิตเองจะออกมาปล่อยภาพหลุดเอง.. จังหวะซิทคอมจริงๆ

ซึ่งดีไซน์ก็ออกมาในรูปแบบเดียวกับที่เราเขียนไปเมื่อวานเป๊ะเลย หากสังเกตดูดีๆ การจัดวางของกล้องใน Pixel 4 มันก็มีรูปร่างหน้าตาที่คลับคล้ายคลับคากับอิโมติคอนว้าวใน Facebook และมีมปิกาจูเหมือนกันนะเนี่ย.. โดย Google ก็ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมนอกจากให้พวกเรารอดูกันเองว่าเจ้า Pixel 4 นั้นจะทำอะไรได้บ้าง 

อารมณ์ขันของ Google ทำให้นักรีวิวสมาร์ทโฟนต่างประเทศชื่อดังหลายคนถึงกับตกใจ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะ เพราะเราเองในฐานะผู้ชมก็ได้เห็นทวีตตลกๆ เยอะพอสมควรเลย อย่างด้านบนเป็นของ @MKBHD โดยเขาทวีตว่าเมื่อปี 2015 มีภาพหลุดแบบเบลอๆ ออกมา 2 ภาพ และในปี 2017 ก็ดันมีภาพหลุดคู่มือโทรศัพท์ออกมาซะงั้น จนกระทั่งล่าสุดปีนี้ 2019 ทางบริษัทเป็นคนปล่อยภาพหลุดออกมาเองซะเลย! ให้มันได้แบบนี้สิ..

เฮียเจอร์รี่นักทรมานสมาร์ทโฟนของเราก็เอากับเขาด้วย โดยเฮียบอกว่าไม่เป็นไร ถึงดีไซน์จะไม่เข้าตาเฮีย แต่ขอให้ด้านในสวยไว้ก่อนนะ เพราะเฮียจะไปโมฝาหลังให้เป็นแบบใส

เอ๊ะ.. บัญชีนี้คุ้นๆ นะ เอากับเขาด้วยเหรอเนี่ย! โดยทางเราก็เข้าไปแซวกับเหตุการณ์โปกฮารอบนี้ด้วยเหมือนกัน เนื้อความก็จะประมาณว่า “แบบนี้ถ้า iPhone ตัวใหม่ออกมาแล้วดีไซน์ดันมาคล้ายกับ Pixel 4 ก็เท่ากับ Apple ก๊อป Google ใช่ไหม..” ทั้งๆ ที่มีภาพหลุดออกมาจากฝั่งผลไม้มาตั้งนานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหาก Google มือไวกว่า โพสต์ภาพจริงก่อน ก็เหมือนจะยืนยันดีไซน์นี้ก่อนหน้า Apple ที่มีแต่ภาพหลุดนั่นเอง

from:https://droidsans.com/google-leaked-pixel-4-themselves/

Huawei ชี้แจงข่าวลือ การเข้าร่วมทดสอบ HongMeng OS โดยสมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ นั้นไม่เป็นความจริง

หลังจากที่มีข่าวลือออกมาว่ามีค่ายสมาร์ทโฟนจากประเทศจีนหลายรายรวมไปถึง OPPO และ Xiaomi กำลังทดสอบใช้งานระบบปฏิบัติการที่ทาง Huawei พัฒนาขึ้นมาเองอย่าง Hongmeng OS นั้น ล่าสุดทางบริษัทเองก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ข่าวนี้เริ่มมากจากทวิตเตอร์ของ Global Times อ้างว่ามีหลายค่ายมือถือสนใจเข้าร่วมทดสอบ HongMeng OS ของ Huawei และกระทำการกันอย่างลับๆ ไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งในเนื้อหาข่าวก็บอกว่ามีแบรนด์สมาร์ทโฟนหลายรายตบเท้าเข้าร่วมด้วย และดันมีชื่อของ OPPO กับ Xiaomi เข้าไปเกี่ยวข้อง แถมยังมีการอ้างชื่อของ Shao Yang ผู้บริหารของ Hauwei อีกด้วย

ผ่านไปได้ไม่นานทาง Huawei ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้ทันที โดยอ้างว่าข้อมูลทั้งหมดไม่เป็นความจริง และหากจะติดตามข่าวอะไรก็ให้รอการแถลงจากทาง Huawei เอง รวมถึงหน้าเวบไซต์ของทาง Huawei จะดีกว่า ล่าสุดตอนนี้ทาง Global Times ได้ลบข่าวนี้ทิ้งไป แม้แต่ทวิตก็หายไปด้วยเหมือนไม่เคยมีรายงานเรื่องนี้มาก่อน (แต่งานนี้ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของสายแคป)

ในยุคที่อะไรๆ มันก็แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว มีทั้งข่าวจริงและข่าวปั่น ยังไงก็พยายามเสพข่าวกันอย่างมีสตินะครับ

 

ที่มา: huaweicentral

from:https://droidsans.com/hauwei-denied-rumours-hongmeng-os-domestic-testers/

หลุดภาพ LG W10 มือถือกล้องหลัง 3 ตัวซีรี่ส์ใหม่ของ LG จัดให้ในราคาไม่ถึง 5,000 บาท

ประเทศอินเดียเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ค่ายมือถือหลายๆ ค่ายพุ่งเป้าเข้าไปทำการตลาดซึ่งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีข่าวว่า LG จะเปิดตัวมือถือระดับกลางที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว  ในรุ่น W Series ที่คาดว่าอาจจะมาท้าชนกับ Samsung M Seires และ Redmi ตระกูล Note ซึ่งทางค่ายโปรยไว้ว่าราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์อย่างแน่นอน

จากรายงานข่าวเผยว่า มือถือในรุ่นนี้อาจจะใช้ชื่อว่า  LG W10 ที่มีดีไซน์ตัวเครื่องในเทรนด์ฮิตแบบไล่เฉดสี ตัวเครื่องเป็นดลหะครอบทับด้วยกระจกทั้งสองด้าน  และมีหน้าจอแสดงผลแบบไร้ขอบ มีติ่งทรงหยดน้ำที่มีฟังก์ชั่นปรับลดขนาดติ่งได้

สำหรับด้านหลังของตัวเครื่องจะเห็นเซนเซอร์สแกนนิ้ว รวมทั้งกล้องหลัง 3 ตัว ( AI triple camera)เรียงลงมาทางมุมบนด้านขวามือ และมี LED flash อยู่ในตำแหน่งล่างสุด พร้อมรองรับฟีเจอร์ในการถ่ายรูปอย่าง night mode, portrait mode, bokeh และ wide-angle เป็นต้น ทั้งนี้มีการคาดว่าอาจจะมีการนำเอาฟีเจอร์บางตัวที่มีใน LG V-series และ G-series มาใช้อีกด้วย

LG W10 พร้อมกับชิปเซ็ต MediaTek Helio P60 (12nm octa-core,2.0 GHz) หรือ Snapdragon 439 จับคู่กับ RAMขนาด 3GB และมีหน่วยความจำในตัวเครื่องขนาด 32GB รันบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie

แบตเตอรี่มีความจุ 4000 mAh รวมถึงมีระบบเสียง Boombox Audio

ตัวเครื่องมีความหนา 8.5 มม.

 

โดยล่าสุดหลุดภาพเครื่องจริงออกมาให้เห็น ซึ่งจากรูปที่หลุดออกมาจะเห็นได้ชัดว่า มีลำโพงด้านล่างและไม่มีช่องเสียบหูฟังตามข่าวลือ

LG W10 จะมีสีให้เลือกคือ น้ำเงิน,ดำ และเขียว โดยสนนราคาเปิดตัวอยู่ที่ราวๆ Rs. 9,999 หรือประมาณ 4,500 บาท ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยเช่นกันค่ะ

 

ที่มา gizchina, smartprix, gizmochina

 

from:https://droidsans.com/lg-w-series-p-specs-and-price-leak/

American (เจ็บ) First | Tech Giants สัญชาติอเมริกัน เร่งย้ายฐานการผลิตจากจีน หลบภัยสงครามการค้า

งานนี้เรียกว่าต้องดิ้นรนหาทางหนีทีไล่กันยกใหญ่ สำหรับบรรดาบริษัทเทคฯข้ามชาติที่มีการดำเนินกิจการประเภทโรงงานผลิตอยู่ในประเทศจีนทั้งหลาย โดยเฉพาะถ้าหากมีสหรัฐเป็นจุดหมายปลายทางของการบริโภค หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้มีการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนครั้งล่าสุดในสินค้ากลุ่มเทคฯเพิ่มขึ้นไปอีก โดยรอบนี้ปัญหาตกเป็นของ Tech Giants สัญชาติอเมริกันเองที่ต้องตัดสินใจเร่งขยับฐานการผลิตไปยังไต้หวันและประเทศกลุ่มอาเซียนแทน

สหรัฐขึ้นภาษีอีก 2.5 เท่า ส่วนฝั่งจีนงัดไม้เด็ดส่งบริษัทเทคฯอเมริกันเข้าต่อรอง

ช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมานี้เอง ทางสหรัฐได้ประกาศเพิ่มความเข้มข้นทางมาตรการกดดันทางการค้าเข้าไปอีกโดย เพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าจากประเทศจาก 10% เป็น 25% คิดเป็นมูลค่าวงเงินกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ (6.24 ล้านล้านบาท) ในทันทีสำหรับสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีอย่าง motherboards | smartphones | game consoles | computers เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบในทันทีไม่ใช่แค่สำหรับผู้ประกอบการหรือโรงงานผลิตสัญชาติจีน แต่รวมไปถึงบรรดาบริษัทเทคฯชั้นนำของโลกต่างๆที่มีฐานผลิตในจีนกันอยู่มาก (แน่นอนว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันเองก็อ่วม ถ้า 2 ชาตินี้เจรจากันไม่ได้ข้อสรุปเสียที)

โดยจากรายงานเป็นที่เชื่อกันว่าผลิตภัณฑ์เกมส์คอนโซลชื่อดังอย่าง Nintendo Switch นั้นกำลังจะต้องขายสินค้าในราคาขาดทุน เรียกว่ายิ่งขายมากเท่าไหร่ จะยิ่งขาดทุนมากขึ้นเท่านั้น หากไม่ย้ายฐานการผลิตไปจากประเทศจีนและต้องเจอกำแพงภาษีใหม่ ที่เพิ่มต้นทุนการนำเข้าไปอีก 250%

ส่วนทางฝั่งจีนก็ไม่ได้นิ่งเฉย ล่าสุดมีรายงานจากแหล่งข่าวของ New York Times ระบุว่ามีการทำคำเตือนไปยังบรรดาบริษัทเทคฯยักษ์ใหญ่ทั้งหลายว่า “ระวังจะพบกับผลลัพธ์ที่เป็นการถาวร หากให้ความร่วมมือกับนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์” ส่วนนี้คาดการณ์ว่าน่าจะหมายความถึง ปัญหาในเรื่องการจัดการต้นทุนทางธุรกิจในระยะยาวและแรงกดดันอื่นๆจากทางจีน ซึ่งทางบริษัทเทคฯชั้นนำสัญชาติอเมริกันหลายรายก็กำลังทำงานกันอย่างหนักเพื่อเจรจาให้ Trump อ่อนข้อลงมาบ้างนั่นเอง

Google เร่งย้ายฐานผลิตไปไต้หวัน พร้อมเข้าร่วมวงเจรจาให้ Android อยู่คู่ Huawei ได้ต่อไป

ทาง Google หลังจากที่ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อประเด็นสงครามทางการค้าในประเด็นระหว่าง Huawei กับ รัฐบาลสหรัฐเอาไว้ ก็ได้มีการเตรียมพร้อมรับผลกระทบไว้บ้างแล้วหลังจากล่าสุดได้ย้ายฐานการผลิตสำหรับสินค้าที่มีสหรัฐเป็นตลาดหลัก โดยกลุ่มแรกจะเป็นชิ้นส่วนเทอร์โมสแตทส์ และ เมนบอร์ด ของผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมแบรนด์ Nest จะถูกย้ายไปยังโรงงานในไต้หวัน (คาดเป็นโรงงานเดียวกันที่ผลิตอุปกรณ์ Google Pixel) หรือเม็กซิโกแทน เพื่อไม่ให้รับผลกระทบจากอัตราภาษีนำเข้าใหม่นั่นเอง

นอกจากนั้น Bloomberg ยังรายงานอีกว่า Google ที่มีส่วนได้เสียจำนวนมหาศาลกับปัญหาระหว่างจีนกับสหรัฐ ถึงกับออกอาการนั่งไม่ติดเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจเพื่อช่วยล้อบบี้กับทางการในกรุง Washington D.C. อย่างต่อเนื่องให้มั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกับ Huawei ต่อไปได้ในกรณีของ Android และที่มากกว่านั้นคือตามข่าวลือที่ว่า Google ได้เตรียมการและทำงานกับรัฐบาลจีนอย่างใกล้ชิดมาหลายปีเพื่อที่จะเปิดให้บริการซอฟแวร์ภายในประเทศจีนให้ได้เร็วๆนี้ คงไม่ต้องการเห็นสงครามทางการค้านี้ยืดเยื้อออกไปอีกแน่ๆ

อ่านเพิ่มเติม: ทำไม Google ถึงมองว่าการแบน Huawei อาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา มากกว่าเดิม

Apple บอกเตรียมตัวมาดีกับ Foxconn ส่วน Nintendo ลืออาจย้ายมาแถวๆอาเซียน

สำหรับยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอีกรายที่เรียกได้ว่ามีจีนเป็นโรงงานผลิตหลักมาตลอดเลยก็ว่าได้อย่าง Apple นั้น ดูจะเตรียมการมาเป็นอย่างดีเพราะล่าสุดประกาศชัด ไม่ยกเลิกการผลิตสินค้าในจีนที่ทำร่วมกับ Foxconn Technology มาอย่างยาวนาน เพียงแต่จะโยกไปใช้โรงงานผลิตของ Foxconn ที่อยู่ในประเทศอื่นแทนเฉพาะสำหรับสินค้าล็อตที่จะต้องถูกส่งไปขายในสหรัฐเท่านั้น ซึ่งไม่มีปัญหากับต้นทุนมากนักหากอัตราภาษีนำเข้า 25% กับจีนนี้จะคงอยู่ต่อไป

ส่วนในรายของ Nintendo มีแหล่งข่าวในระบบ Supply Chain ของการผลิตเผยว่าผลิตภัณฑ์ Game Console ที่กำลังสร้างชื่ออย่าง Nintendo Switch นั้น กำลังจะต้องทยอยโยกย้ายการผลิตไปยังโรงงานในประเทศกลุ่มอาเซียนที่คาดว่าจะเป็นมาเลเซียเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีความชัดเจนต่อไปในปัญหาสงครามการค้านี้ นอกจากนั้นยังเผยอีกว่ารุ่นถัดไปของ Nintendo Switch นั้นอาจจะต้องถูกเลื่อนเวลาเปิดตัวออกไปก่อนด้วยเพราะเหตุเดียวกัน

นอกจากนั้น บริษัทชื่อว่า Wistron Corp. ซึ่งทำหน้าที่รับผลิตอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลของ Tech Giants อย่าง Facebook และ Microsoft นั้นก็กำลังมีการพูดคุยและตัดสินใจกันอยู่เช่นกันว่าจะต้องย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศจีนหรือไม่ งานนี้เรียกได้ว่านโยบาย “อเมริกามาก่อน” หรือ “American First” ของรัฐบาลภายใต้การนำของ Trump นั้นเริ่มแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น เพราะตอนนี้ “American (เริ่มเจ็บ) First” แล้วนั่นเอง

อ้างอิง: Engadget | Bloomberg (subscription) | The Wall Street Journal (subscription) | The New York Times (subscription)

from:https://droidsans.com/american-tech-giants-start-moving-production-out-of-trade-warzone-china/

มหาลัยอเมริกาเจ๋ง พัฒนาซอฟต์แวร์จดจำเสียง (Voice Recognition) ให้สามารถตรวจจับโรคหอบหืดกับปอดอักเสบได้

ล่าสุดมีแอปพลิเคชั่นมีใช้ AI ตัวเดียวกับผู้ช่วยอัจฉริยะที่พวกเราคุ้นเคยกันดีอย่าง Siri และ Alexa อาจจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระหมอในการตรวจหาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจในเด็กได้แล้วนะ โดยโปรเจ็คพัฒนาแอปที่ว่านั้นได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากบริษัทในเครือ ASX อย่าง ResApp Health

การตรวจหาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจในเด็กนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ แม้แต่สำหรับหมอที่มีประสบการณ์สูงและสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยตรวจหาก็ตาม หากวินิจฉัยโรคผิด ก็อาจจะนำไปสู่การดูแลที่ไม่ตรงจุด หรืออาจจะให้ยาไม่ตรงกับอาการ ซึ่งจุดนี้อาจจะลามไปถึงอาการดื้อยาในอนาคตของเด็กเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี ทาง Curtin University และ University of Queensland ก็ได้ช่วยกันพัฒนาแอปตรวจหาโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ซึ่งอาจจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้างต้นได้ โดยนักวิจัยจากทั้งสองมหาวิทยาลัยได้ทำการพัฒนาและป้อนคำสั่งให้อัลกอริทึ่มในแอปนั้นสามารถจดจำเสียงไอที่เป็นลักษณะสำคัญของที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจหลักๆ 5 โรคได้อย่าง หอบหืด, ปอดบวม, ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ, หลอดลมฝอยอักเสบ และโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่าง

โดยแอปตัวนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลผ่านข้อมูลเสียงเท่านั้น ซึ่งความแม่นยำของแอปดังกล่าวเมื่อเอาไปเทียบกับการวินิจฉัยของกุมารแพทย์ (แพทย์ที่รักษาเด็ก) ก็พบว่า.. หลังจากที่เก็บข้อมูลเด็กกว่า 585 คนในช่วงอายุระหว่าง 29 วันถึง 12 ปี ความแม่นยำของแอปก็ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียง (เผลอๆ แอปทำได้ดีกว่าด้วย) กับการวินิจฉัยของแพทย์มืออาชีพเลย

ซึ่งโรคหอบหืดนั้นถือเป็นโรคที่ทั้งแอปและแพทย์นั้นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าง่ายต่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งในการเก็บข้อมูลดังกล่าว คิดออกมาเป็นเปอร์เซนต์ความแม่นยำได้ดังนี้

  • หอบหืด | แอปมีความแม่นยำในการตรวจหาโรคนี้ได้มากถึง 91% ขณะนี้กุมารแพทย์ทำได้ไป 91%
  • โรคปอดอักเสบ | แอปก็ยังมีความแม่นยำมากกว่ากุมารแพทย์อยู่ดี โดยเปอร์เซนต์ความแม่นยำอยู่ที่ 87% ขณะที่แพทย์อยู่ที่ 85%
  • โรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่าง | ความแม่นยำของแอปอยู่ที่ 83% ขณะที่แพทย์อยู่ที่ 82%
  • ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ | แอปทำได้ที่ 85% และแพทย์ทำได้ไป 82%
  • หลอดลมฝอยอักเสบ | แอปก็ยังทำผลงานได้ดีกว่าคิดเป็น 84% ขณะที่แพทย์ก็ทำผลงานออกมาได้ค่อนข้างดีอยู่ที่ 81%

Dr Pual Porter ซึ่งเป็นหัวหน้างานวิจัยในครั้งนี้ออกมากล่าวว่า แอปตัวนี้สามารถใช้งานได้แม้ว่าคุณจะไม่มีประสบการณ์พื้นเพใดๆมาก่อนทว่าเขาเองก็แนะนำมาว่า ควรจะใช้แอปตัวดังกล่าวควบคู่ไปกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้วย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้นกว่าเดิม

ประโยชน์ของแอปตรวจหาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

  • แอปนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์ที่แพทย์ไม่สามารถเจอกับคนไข้ได้แบบตัวต่อตัว เนื่องจากเสียงไอของผู้ป่วยที่ผ่านจากอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ อาจจะถูกบดบังด้วยคลื่นแทรกๆ ต่าง ทำให้แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำเท่าที่ควร
  • แอปนี้จะช่วยร่นระยะเวลาให้ผู้ป่วยนั้นได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องรอผลอะไรต่างๆ จากแพทย์

ถ้า Voice Recognition ในมือถือปรับให้ฟังเสียงและตรวจสอบโรคแบบนี้ได้เหมือนกันก็น่าจะเจ๋งดีไม่น้อยเลยนะเนี่ย

ที่มา: itnews

from:https://droidsans.com/voice-recognition-identify-children-asthma-pneumonia/

Facebook ปล่อยแอปสำหรับเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยเฉพาะ พร้อมกับมีค่าเสียเวลาให้ด้วย

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา Facebook ได้ปล่อยแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Study from Facebook ออกมา ซึ่งจะมีเพียงสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้นที่สามารถเข้าใช้งานได้ คาดกันว่าการปล่อยแอปนี้ออกมา ก็เพราะว่าทางบริษัทนั้นต้องการจะเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของผู้ใช้โดยที่ไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งยังมีรายงานว่าทางบริษัทก็พร้อมจะจ่ายค่าเสียเวลาให้กับผู้เข้าร่วมด้วย

ซึ่งแอป Study from Facebook นั้นจะเตือนเราก่อนเป็นอันดับแรกก่อนเลยว่าหากเราติดตั้งแอปนี้มานั้น แอปจะสามารถเข้าถึงได้ว่าในโทรศัพท์ของเรานั้นได้ทำการติดตั้งแอปอะไรไว้บ้าง, เราเข้าไปใช้แอปนั้นๆ เป็นเวลานานเท่าไหร่ และฟีเจอร์ที่เราใช้ในแต่ละแอปนั้นๆ นอกจากนี้ Facebook ก็ยังจะสามารถทราบด้วยว่าเราอยู่ที่ประเทศไหน, ใช้สมาร์ทโฟนยี่ห้อหรือรุ่นอะไร หรือว่าจะเป็นเครือข่ายโทรศัพท์ว่าเราใช้ของเจ้าไหน 

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของแอปนี้จะเป็นคนในช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยจะดึงคนกลุ่มดังกล่าวนั้นจากแบนเนอร์โฆษณาที่จะถูกโชว์ภายในแอปหลักของ Facebook เองและในแอปอื่นๆ สำหรับคนที่ไม่เล่น Facebook แต่ว่าในปัจจุบันจะเพียงผู้ใช้งานจาก 2 ประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอินเดียเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมโครงการวิจัยครั้งนี้ของ Facebook ได้ สำหรับคนไหนที่ไม่ได้อยู่ใน 2 ประเทศดังกล่าวก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปนะ เพราะเดี๋ยวในที่สุดทางบริษัทก็คงจะทำให้พวกเราทุกคนเข้าถึงแอปวิจัยดังกล่าวนี้ได้เอง

ทันทีที่เราคลิ๊กไปที่โฆษณาดังกล่าว เราก็จะถูกไดเร็กไปที่เว็บไซต์ Applause ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Facebook เองในการพัฒนาแอป Study from Facebook และในเว็บไซต์ดังกล่าวก็จะบอกข้อมูลอย่างละเอียดเลยว่าทางแอปจะเข้าถึงข้อมูลอะไรบ้าง, เราจะได้ค่าเสียเวลาเป็นจำนวนเท่าไหร่ และวิธีการที่จะออกจากโครงการวิจัย

แต่สำหรับใครที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำเป็นต้องมีบัญชี PayPal นะ ซึ่ง Facebook ก็จะมีมาตรการเช็คอายุเราอีกทีว่าเราโกหกหรือเปล่าว่าอายุเกิน 18 แล้ว นอกจากนี้ยังไม่มีไม่มีสัญญาปกปิดความลับ (NDA) ทำให้เราสามารถที่จะพูดถึงแอปดังกล่าวกับใครก็ได้ตามต้องการเลย

สำหรับใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่ 2 ประเทศดังกล่าวสามารถโหลดแอปดังกล่าวได้ผ่าน Google Play Store แต่ทว่าจำเป็นต้องเข้าเว็บไซต์ Applause ก่อนนะ เพื่อไปยืนยันตัวตนถึงจะได้สิทธิ์ log in แล้วก็เข้าร่วมโครงการ ผู้เข้าร่วมนั้นจะได้รับการแจ้งเตือนตลอดว่าให้ข้อมูลอะไรไปกับ Facebook ไปแล้วบ้าง อีกทั้งยังสามารถทราบได้ถึงโอกาสและวิธีการออกจากโครงการวิจัยนั้นอีกด้วย

ค่าตอบแทนและความเป็นส่วนตัว

สำหรับค่าตอบแทนอันนี้ Facebook ยังไม่ได้ออกมาประกาศตัวเลขที่แน่นอนและ Facebook ก็ย้ำว่าพวกเขาจะไม่เก็บข้อมูลในส่วนของไอดี, รหัสผ่าน และคอนเทนต์ที่ผู้เข้าร่วมนั้นเปิดเผยให้กับสาธารณะชน นอกจากนี้ทางบริษัทก็จะไม่เอาข้อมูลดังกล่าวที่ว่านั้นไปขายในกับพวกบริษัท third-party หรือพวกจัดทำโฆษณาแต่อย่างใด

ในทิศทางหนึ่ง แอป Study from Facebook นี้ก็อาจจะทำให้ Facebook นั้นมีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาให้พวกเราได้ใช้กัน แต่ในขณะเดียวกันการปล่อยแอปทำนองนี้ของทางบริษัทนั้นก็อาจจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์โดยร่วมเนื่องจากอาจจะมีนักการเมืองบางกลุ่มที่ซีเรียสเรื่องความเป็นส่วนตัวและข่าวที่ Facebook นั้นชอบแอบเก็บข้อมูลต่างๆ

โดยรวมๆ แล้วถือว่า Facebook นั้นเลือกเปิดตัวแอปดังกล่าวมาในเวลาที่แปลกพอสมควรเลย เนื่องจากตอนนี้ทางบริษัทนั้นยังคงได้รับผลกระทบจากกรณี Cambridge Analytica อยู่ ทั้งนี้ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าไอเดียนี้จะรุ่งหรือจะแป๊ก..

สำหรับใครที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ หรือว่าอินเดีย ลองโหลดแอปดังกล่าวแล้วมาเล่าสู่กันฟังทีนะว่าเป็นอะไรยังไงบ้าง

Study from Facebook (Free, Google Play) →

ที่มา: AndroidAuthority

from:https://droidsans.com/study-from-facebook-research-app/