คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

Facebook จับมือ Ray-Ban เตรียมเปิดตัว Smart Glasses แว่นตา AR ไวสุดสิ้นปีนี้

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอันดับต้น ๆ ของโลก ได้ออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่า ฮาร์ดแวร์ตัวต่อไปของบริษัทฯ จะเป็นแว่นตาอัจฉริยะ Smart Glasses ใช้กรอบจากแบรนด์ชื่อดังอย่าง Ray-Ban ลุ้นเปิดตัวในเร็ววันนี้

โดยแว่นตาอัจฉริยะดังกล่าว นอกจากจะใช้กรอบของ Ray-Ban แล้ว ยังจะมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบที่ยืดหยุ่นสามารถนำไปใช้งานได้ในหลากหลายสถานการณ์ รองรับการแสดงผลแบบ Augmented Reality หรือภาพเสมือนจริง และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้

ในตอนแรกมีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่า Facebook อาจเปิดตัว Smart Glasses รุ่นใดรุ่นหนึ่งในช่วงปี 2021 นี้ ทว่าโปรเจกต์ที่ว่ากลับถูกพับออกไปก่อนชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น แต่เชื่อว่าหลังจาก CEO คนเก่งของบริษัทฯ ออกมาประกาศยืนยันการมีตัวตนของแว่นตานี้ งานเปิดตัวก็น่าจะใกล้เข้ามาเต็มแก่แล้วล่ะ แหล่งข่าวเผยว่าไม่มาสิ้นปีนี้ก็ช่วงต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีภาพเรนเดอร์หรือรายละเอียดสเปคของแว่นตาอัจฉริยะ Facebook นี้เปิดเผยออกมาเลยแต่อย่างใด คาดว่าเดี๋ยวใกล้ ๆ วันเปิดตัว น่าจะมีอะไรซักอย่างหลุดออกมาครับ

 

ที่มา: gizmochina

from:https://droidsans.com/facebook-partnership-rayban-smart-glasses-rumour/

แหล่งข่าวเผย S Pen Pro เขียนหน้าจอ Galaxy Z Fold 3 ได้โดยไม่เป็นรอย, ชาร์จผ่านพอร์ต USB C, ราคาประมาณ 3,190 บาท

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม Samsung ได้เปิดตัว Galaxy S21 Ultra ที่มีคุณสมบัติรองรับการใช้งานร่วมกับ S Pen และ S Pen Pro แต่สุดท้ายปากกาสไตลัสเวอร์ชัน “โปร” กลับหายเข้ากลีบเมฆอย่างไร้วี่แวว ล่าสุดมีข้อมูลชุดแรกเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมดังกล่าวออกมาแล้ว ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า S Pen Pro จะสามารถใช้ขีดเขียนบน Galaxy Z Fold 3 ได้โดยไม่ทำให้หน้าจอเป็นรอย และจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 70 ปอนด์ หรือราว 3,190 บาท


S Pen และ S Pen Pro

Chun (@chunvn8888) นักปล่อยข่าวหลุด ได้ทวีตภาพ S Pen Pro พร้อมระบุถึงคุณสมบัติที่สำคัญหลายประการ ดังนี้

  • หัวปากกาขนาด 0.7 มม.
  • รองรับแรงกด 4,096 ระดับ
  • ใช้งานกับ Galaxy Z Fold 3 ได้โดยไม่ทำให้หน้าจอเป็นรอย
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB Type-C
  • มีแม่เหล็กในตัวสำหรับดูดติดกับเคสที่รองรับ
  • ราคาประมาณ 70 ปอนด์

สำหรับหน้าตาของ S Pen Pro นั้นคงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่ เพราะ Samsung เคยเผยโฉมให้เราดูไปแล้ว นอกจากนี้ รายละเอียดใน 2 ข้อแรกเองก็ไม่แตกต่างไปจาก S Pen ปกติ ทั้งขนาดของหัวปากกาและแรงกดที่รองรับ สิ่งที่น่าสนใจนั้นอยู่ตรงที่มีการเอ่ยถึงพอร์ต USB Type-C ดังนั้น S Pen Pro จึงน่าจะรองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธเพื่อการควบคุมระยะไกลฟีเจอร์และอื่น ๆ เหมือนอย่างใน Galaxy Note รุ่นใหม่ ๆ รวมถึงมีปุ่มบริเวณด้ามจับเสริมเข้ามาอีก 2 ปุ่มด้วย ส่วนราคาจะแพงขึ้นจาก S Pen ปกติประมาณ 2 เท่า (ในประเทศไทยขายคู่กับเคสในราคา 1,590 บาท)


Galaxy S21 Ultra 5G Smart Clear View Cover with S Pen

จากเอกสารของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร ทำให้เราได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า นอกเหนือจาก Galaxy Z Fold 3 และ Galaxy S21 Ultra แล้ว S Pen Pro นั้นสามารถนำไปใช้งานกับอุปกรณ์ Galaxy Note และ Galaxy Tab อื่น ๆ ได้อีกต่างหาก (แต่จะใช้งานฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับบลูทูธได้หรือเปล่า อันนี้ต้องรอติดตามนะครับ)

Galaxy Z Fold 3 มีกำหนดการจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Galaxy Unpacked วันที่ 11 สิงหาคมนี้ พร้อม ๆ กับ Galaxy Z Filp 3 และอาจมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โผล่มาแจมด้วย

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s-pen-pro-detail-price-leak/

Xiaomi แซงหน้า Apple ขึ้นอันดับสอง ไล่จี้ Samsung ติด ๆ ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก Q2 2021

Canalys ออกมารายงานสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกประจำไตรมาสสองที่ผ่านมาของปี 2021 นี้ พบว่าแชมป์ยังคงเป็น Samsung เหมือนเดิม กวาดส่วนแบ่งการตลาดไป 18% ส่วนที่สองเปลี่ยนมือหลัง Apple โดน Xiaomi ขวัญใจมหาชนแซงหน้า

เมื่อไตรมาสสองที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน Samsung ได้ส่งออกสมาร์ทโฟนทั่วโลกไปกว่า 58 ล้านเครื่อง มากกว่าเดิมราว ๆ 3 – 4 ล้านเครื่อง คว้าส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share ไปมากถึง 18% ขณะที่อันดับสองเป็น Xiaomi มาแรงสุด ๆ ไล่จี้มาติด ๆ คว้าส่วนแบ่งการตลาดไปได้ถึง 17% มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 10% เลยทีเดียว

ส่วน Apple ตกมาหนี่งอันดับ อยู่ที่ 3 ตามมาด้วย OPPO และ Vivo สองแบรนด์จากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งรายงานจาก Canalys ครั้งนี้ ก็ไร้เงาของ HUAWEI อดีตยักษ์ใหญ่ของวงการ ที่ล่าสุดเพิ่งจะหลุดวงโคจรไม่ติดท็อปไฟว์ของตลาดสมาร์ทโฟนในจีน ที่แต่ก่อนพวกเขาเคยเป็นเต้ยอยู่

ที่น่าสนใจมาก ๆ คือ Xiaomi แม้ว่าไตรมาสที่ผ่านมาจะไม่ได้เข้าวินเป็นอันดับหนึ่ง แต่อัตราการเติบโตของบริษัทฯ ถือว่าดีมาก ๆ ยอดส่งออกดีกว่าเดิมถึง 83% ทำให้หลายฝ่ายคิดว่าในไตรมาสต่อไป ไม่แน่ว่า Xiaomi อาจจะโค้น Samsung ได้ในที่สุด 

แต่ทาง Samsung ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ หรือนิ่งนอนใจอะไร เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเปิดตัว Galaxy Z Fold 3 และ Galaxy Z Flip 3 สองคู่หูสมาร์ทโฟนจอพับสุดพรีเมียมแล้ว ทั้งสองน่าจะเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายเข้าบริษัทฯ ได้ไม่น้อย แม้ว่าโพซิชั่นของทั้งคู่จะไม่ได้ออกมาเพื่อตลาดแมสก็ตาม

อย่างไรก็ดี ต้องรอดูว่าตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาสหน้าจะเป็นยังไง เพราะวิกฤตชิปเซ็ตขาดแคลนก็ถือว่าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ Galaxy S21 FE ต้องถูกยุติการผลิตชั่วคราว รวมถึง OnePlus 9T ที่มีรายงานว่าปีนี้อาจจะไม่มีมาเปิดตัวเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวนี้นี่เอง โดยจนถึงป่านนี้ OnePlus 9 และ OnePlus 9 Pro ยังไม่มาเปิดตัวที่ไทยบ้านเราเลย

 

ที่มา: Android Authority

from:https://droidsans.com/xiaomi-overtakes-apple-second-best-to-samsung/

OPPO A16 มาแล้ว ! หน้าจอ 6.25 นิ้ว, แบตอึด 5000mAh, กล้องหลัง 3 ตัว พลัง AI – ราคา 4,799 บาท (เปิดจอง 1 ส.ค. 2564)

ออปโป้ประเทศไทย ประเตรียมวางจำหน่าย OPPO A16 อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นดีไซน์บางเพียง 8.4 มม. แบตอึด 5000mAh หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.25 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยีอายแคร์ถนอมสายตา กล้องหลังจัดเต็ม 3 ตัว เสริมพลังด้วยปัญญาประดิษฐ์สุดฉลาด ราคา 4,799 บาท เริ่มเปิดจอง 1 สิงหาคม 2564 นี้


ดีไซน์ผอมเพรียว ตัวเครื่องบาง 8.4 มม.

OPPO A16 เป็นทายาทผู้สืบทอดของ A16 จากเมื่อปีที่แล้ว แน่นอน…คราวนี้ย่อมต้องมาพร้อมกับฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัยกว่าเดิม แถมหน้าตายังดูดีขึ้นมากอีกต่างหาก ความเปลี่ยนแปลงภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือ การย้ายตำแหน่งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือจากเดิมอยู่ตรงกลางฝาหลัง เอามาไว้ที่ปุ่มเพาเวอร์แทน ให้ใช้งานกันได้สะดวกกว่าเดิม


หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.25 นิ้ว

ในส่วนด้านหน้า OPPO A16 ยังคงใช้ดีไซน์แบบหยดน้ำ คมชัดระดับ HD+ ความสว่างสูงสุด 480 นิต และมีขอบเขตสีครอบคลุม 71% ของ NTSC ซึ่งค่อนข้างกว้างพอสมควร ส่วนกล้องเซลฟี่ 8MP นั้นจะอยู่ที่ด้านบนสุด นอกจากนี้ยังรองรับคุณสมบัติปรับระดับความสว่างอัตโนมัติตามสภาพแสงแวดล้อม โดยจะมีเอไอช่วยวิเคราะห์และประมวลผล ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาแม่นยำยิ่งขึ้น


MediaTek Helio G35 ความเร็วสูงสุด 2.3GHz

ภายในขับเคลื่อนด้วยชิป Helio G35 จาก MediaTek ให้ RAM กับ ROM มา 3GB และ 32GB ตามลำดับ นอกจากนี้ OPPO A16 ยังรองรับฟีเจอร์ System Booster ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพประมวลผลของซีพียูอีกต่างหาก โดยบริษัทฯ กล่าวว่า ช่วยลดความหน่วงได้มากถึง 18% เลยทีเดียว


แบตเตอรี่ความจุ 5000mAh

สเปค OPPO A16

  • จอภาพ : IPS LCD ขนาด 6.25 นิ้ว
    – ความละเอียด 720 x 1600 พิกเซล (HD+)
    – อัตรารีเฟรช 60Hz
    – ขอบเขตสี 71% ของ NTSC
    – คอนทราสต์เรโช 1500:1
    – ความสว่าง 480 นิต
  • ชิป : MediaTek Helio G35
  • หน่วยความจำ : RAM 3GB (LPDDR4) + ROM 32GB (eMMC 5.1)
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 13MP, รูรับแสง f/2.2
    – กล้องมาโคร 2MP, รูรับแสง f/2.4
    – กล้องจับความลึก 2MP, รูรับแสง f/2.4
  • กล้องหน้า : 8MP, รูรับแสง f/2.0
  • การเชื่อมต่อ :
    – Wi-Fi 2.4, 5GHz
    – Bluetooth 5
    – GPS
  • พอร์ต : USB Type-C, แจ็ก 3.5 มม.
  • เซนเซอร์ : Geomagnetic sensor, light sensor, proximity sensor, accelerometer, gravity sensor, step counting function
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh
  • ระบบปฏิบัติการ : ColorOS 11.1 บนพื้นฐาน Android 11
  • ขนาด : 163.8 x 75.6 x 8.4 มม.
  • น้ำหนัก : 190 กรัม
  • สี : ฟ้า Pearl Blue, เงิน Space Silver, ดำ Crystal Black

ราคาและการวางจำหน่าย

OPPO A16 เปิดให้พรีออร์เดอร์พร้อมกันผ่าน 3 ช่องทางออนไลน์ ได้แก่ JD Central, Lazada และ Shopee ระหว่างวันที่ 1 – 7 สิงหาคม 2564 ผ่อนชำระนานสุด 24 เดือน พร้อมดอกเบี้ย 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีของแถมให้ด้วยนะ รวมถึงราคาพิเศษช่วงแฟลชเซล


*อาจวางขายในไทยไม่ครบทุกสีนะครับ ต้องรอติดตามดูอีกที

 

ดูเพิ่มเติม : OPPO

from:https://droidsans.com/oppo-a16-specs-price-thailand-official/

แนะนำ 10 หนังน่าดู แนวแอคชั่นสาดกระสุน บู๊ บุ๋น สุดมัน จาก Netflix, HBO Go และ Disney+ Hotstar

กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความแนะนำหนังและซีรีส์ ในสัปดาห์นี้ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านหลายๆคนอาจจะกับบรรยากาศสีชมพูของหนังและซีรีส์แนวโรแมนติกจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ดังนั้นเรามาต่อกันด้วยหนังบู๊ แอคชัน ระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันค่ะ มีทั้ง white house down, con air ฯลฯ เข้ามาชมกันก่อนได้ในบทความนี้เลยค่า

1.hunter killer

เปิดประเดิมเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์สงครามอันแสนดุเดือด เรื่องราวของกัปตันเรือดำน้ำสหรัฐฯที่ต้องร่วมมือกับหน่วยซีลเพื่อช่วยเหลือตัวประกันคนสำคัญอย่าง ประธานาธิบดีรัสเซียอันมีสาเหตุมาจากการก่อกบฎของทหารแปรพักตร์เพื่อก่อสงครามโลกครั้งที่ 3  ซึ่งกัปตันเรือเองก็ดันไม่เคยผ่านการรบมาก่อน อีกทั้งต้องมายับยั้งเหตุการณ์ใหญ่อย่างสงครามโลกอีก โอ้ย…ทุกชีวิตในโลกอยู่ในกำมือกัปตันแล้วนะคะเนี่ย

นักแสดง : เจอร์ราด บัตเลอร์, ไมเคิล นีควิสต์, ลินดา คาร์เดลลีนี

ช่องทางการรับชม : Netflix

พากย์ไทย : มี

ลิงก์ : https://www.netflix.com/browse/genre/1365?bc=34399&jbv=80993331

2.the thieves

มาที่หนังแอคชั่นทริลเลอร์ของทางเกาหลีกันค่ะ the thieve เรื่องราวของ 10 โจรฝีมือระดับเทพที่มารวมตัวกันเพื่อปล้นเพชรมูลค่า 20 ล้านเหรียญ แต่ด้วยความที่ทุกคนเป็นโจรจึงไม่สามารถไว้ใจกันเองได้ ความวุ่นวายและสิ่งเหนือความคาดหมายจึงเกิดขึ้นตลอดภารกิจ!!!

นักแสดง : ช็อน จีฮยอน, คิม ซูฮยอน, คิมฮีซู

ช่องทางการรับชม : Netflix

พากย์ไทย : ไม่มี

ลิงก์ : https://www.netflix.com/search?q=the%20th&jbv=70259456

 

3.white house down

เดือดซะยิ่งกว่าเดือด white house down เรื่องราวของจอห์น เคล เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกปฎิเสธจากการเป็นผู้คุ้มครองประธานาธิบดี ในนาทีนี้เค้าทำได้แค่พาลูกสาวทัวร์ทำเนียบขาว และบังเอิ๊ญญญในวันนั้นเองได้มีกองกำลังกึ่งทหารติดอาวุธบุกเข้ายึดทำเนียบขาว คราวนี้เป็นหน้าที่ของเคลที่จะช่วยเหลือทุกคนรวมทั้งประธานาธิบดีให้รอดพ้นจากการก่อการร้ายครั้งนี้

นักแสดง : แชนนิง เททัม, เจมี ฟ็อกซ์, แมกกี จิลเลนฮอล

ช่องทางการรับชม : Netflix

พากย์ไทย : ไม่มี

ลิงก์ : https://www.netflix.com/search?q=white&jbv=70264801

 

4.con air

ใครที่ทันดูเรื่องนี้บอกเลยว่าอายุไม่น้อยกันแล้วนะคะ con air เรื่องราวของคาเมรอนนายทหารที่กลับบ้านเกิดไปหาภรรยาอันเป็นที่รัก แต่ดันมีนักเลงที่ไหนไม่รู้เข้ามาทำร้าย ด้วยความที่เค้าเป็นทหารจึงพลั้งมือฆ่านักเลงตายทำให้เค้าถูกศาลตัดสินจำคุก นี่คือความซวยแรกนะ แต่ยังไม่หมดเพราะว่าวันปล่อยตัวเค้าดันติดไปกับนักโทษที่วางแผนยึดเครื่องบินเพื่อหนีไปอเมริกา อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้คะคุณพี่!!!

นักแสดง : นิโคลัส เคจ, จอห์น มัลโควิช, สตีฟ บูเซมี

ช่องทางการรับชม : Disney+ Hotstar

พากย์ไทย : มี

ลิงก์ : https://www.hotstar.com/th/1260017289

 

5.Air Force One

ถัดมาค่ะ  Air Force One เรื่องราวนาทีชีวิตของตัวประกันบนเครื่องบินที่ถูกยึดโดยกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งผู้โดยสารทั้งหมดนั้นมีทั้งภรรยาและลูกของประธานาธิบดี รวมถึงผู้ติดตามอีกหลายชีวิต โดยข้อแลกเปลี่ยนในการก่อการร้ายครั้งนี้คือการปล่อยตัวทรราชที่สร้างความวายป่วงให้ทางรัสเซีย บอกเลยว่าเป็นการเล่นเกมชีวิตที่ตัดสินใจยากมากเพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องลักพาตัวชิงทรัพย์ธรรมดา แต่ว่ามันจะกระทบกับความมั่นคงอื่นด้วย

นักแสดง : แฮร์ริสัน ฟอร์ด, ลีเชล แมธธิว, แกรี โอลด์แมน

ช่องทางการรับชม : Disney+ Hotstar

พากย์ไทย : มี

ลิงก์ :https://www.hotstar.com/th/movies/air-force-one/1260018137

6.the rock

the rock ใครเห็นชื่อนี้คงคิดว่าเป็นหนังของดเวย์น จอห์นสัน นักแสดงชื่อดังกล้ามใหญ่ยักษ์แน่ๆ แต่ไม่ใช่นะคะ the rock เรื่องราวของนายพลและพรรคพวกที่ได้ทำการยึดคุกที่เก่าแก่และแน่นหนาที่สุดในเมืองซานฟราน โดยการบุกยึดในครั้งนี้เค้าได้สร้างเงื่อนไขกับทางรัฐบาลไว้ว่าให้นำเงินมา 100 ล้านเหรียญ แต่ถ้าคิดจะเบี้ยวล่ะก็พวกเค้าจะปล่อยอาวุธเคมีทำลายล้างทั้งเมืองให้สิ้นซาก

นักแสดง :นิโคลัส เคจ , ฌอน คอนเนอรี , เอ็ด แฮร์ริส

ช่องทางการรับชม : Disney+ Hotstar

พากย์ไทย : มี

ลิงก์ : https://www.hotstar.com/th/movies/the-rock/1260017294

 

7.real steel

มาต่อกันด้วยสังเวียนมวยหุ่นยนตร์กันบ้างค่ะ real steel เรื่องราวของสองพ่อลูกที่ร่วมมือกันทำให้หุ่นยนตร์ธรรมดากลายเป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ในสังเวียนเดือดได้ ขอไม่สปอยเยอะ แนะนำให้ดูเองค่ะ เพราะว่ามันหยดติ๋งเลยจริงๆ

นักแสดง : ฮิว แจ็กแมน, ดาโกตา โกโย, อีแวนเจไลน์ ลิลลี

ช่องทางการรับชม : Disney+ Hotstar

พากย์ไทย : มี

ลิงก์ : https://www.hotstar.com/th/movies/real-steel/1000062486

 

8. The Hunt

The Hunt เรื่องราวการล่า ฆ่าโหดที่ดูแล้วลุ้นมาก เมื่อคนแปลกหน้าทั้ง 12 คนถูกจับตัวมาอยู่ในที่เดียวกันเพื่อเล่นเกมเอาตัวรอด อารมณ์แบบ SAW อะนะ แต่ว่าความพีคก็คือ 1 ในคนที่ถูกจับตัวมาดันรู้ว่าเกมนี้เล่นยังไง ทำให้ผู้ถูกล่ากลายเป็นผู้ล่าไม่รู้ว่าใครจะอยู่ใครจะไปก่อนกันเลยล่ะค่ะ

นักแสดง : เบ็ตตี้ กิลพิน, เอมมา โรเบิตส์, ฮิลารี สแวงก์

ช่องทางการรับชม :  HBO Go

พากย์ไทย : ไม่มี

ลิงก์ : https://www.hbogo.co.th/movies/030448X0

 

9.Battleship

แค่เห็นตัวอย่างก็รู้เลยนะคะว่าเดือดขนาดไหน Battleship เรื่องราวการสู้กันระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยนท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างขวาง ยิงกันเปรี้ยงปร้างสนั่นหวั่นไหว ซึ่งทางเอเลี่ยนมีอาวุธที่พร้อมจะทำลายมวลมนุษยชาติให้สูญสิ้น ไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆว่าเรื่องจะไปสุดที่ตรงไหน แล้วเหล่าทหารที่กล้าหาญจะสามารถชนะได้หรือไม่

นักแสดง : รีแอนนา, บรูคลิน เดคเกอร์, เทย์เลอร์ คิตช์

ช่องทางการรับชม :  HBO Go

พากย์ไทย : ไม่มี

ลิงก์ : https://www.hbogo.co.th/movies/014573X0

 

10.the losers

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องราวห้าวๆของแก๊งนี้กันบ้างค่ะ the losers เรื่องราวของกองกำลังพิเศษทั้ง 6 คนที่เชี่ยวชาญกันคนละด้านได้ถูกส่งตัวไปป่าแถบโบลิเวียเพื่อทำภารกิจสำคัญ แต่ดันโดยหมายหัวเพื่อที่จะเล่นงานจากศัตรูที่ไม่รู้หน้ามาก่อน

นักแสดง : คริส อีแวนส์ , โซอี ซัลดานา, เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน

ช่องทางการรับชม :  HBO Go

พากย์ไทย : ไม่มี

ลิงก์ : https://www.hbogo.co.th/movies/012249X0

 

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวบู๊ ๆ สุดมันทั้ง 10 เรื่องที่เราได้จัดมาให้ทึุกคนได้ดูกันอย่างจุใจในสัปดาห์นี้ แต่ถ้าหลายๆคนยังไม่อยากปะทะความมันก็แนะนำให้แวะมาชมเรื่องราวโรแมนติกหวานๆที่บทความข้างล่างนี้ก่อนเลยค่า

from:https://droidsans.com/action-movie-31-july-2021/

realme เปรย MagDart บางกว่า MagSafe และแรงกว่า 440% คาดจ่ายไฟสูงสุด 66W

มีข้อมูลเปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ นับตั้งแต่มีคนตาดีไปแอบเห็น realme จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สาย MagDart ล่าสุดทางบริษัทฯ ก็ปล่อยทีเซอร์ออกมาโปรโมทสินค้าชนิดนี้แซะคู่แข่งนิรนามแบรนด์นึงแบบเบา ๆ ว่าของตัวเองบางและเร็วกว่าถึง 440%

โดย Madhav Sheth ซีอีโอของ realme ได้ออกมาทวีตภาพทีเซอร์ของ MagDart ผ่าน Twitter ส่วนตัวของเขา แอบแซะผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งที่คาดว่าเป็น MagSafe จากฝั่ง Apple ว่าแท่นชาร์จ MagDart ของ realme นั้น มีขนาดที่บางกว่า และไวกว่าถึง 440% 


 

ซึ่งถ้าลองบวกลบคูณหารกันแล้ว จะเห็นว่าหาก MagDart นั้นแรงกว่า MagSafe ที่มีกำลังจ่ายไฟสูงสุด 15W ถึง “440%” นั่นแปลว่า MagDart ของ realme นั้นจะมีความเร็วในการจ่ายไฟสูงสุดถึง 66W ซึ่งถือว่าเยอะกว่าระบบชาร์จไวแบบมีสายของหลาย ๆ ค่ายซะอีก

อย่างไรก็ดี พิจารณาจากภาพของ MagDart ที่หลุดออกมา ก็ไม่ถือว่าแปลกใจอะไรหากแท่นชาร์จไร้สายนี้จะจ่ายไฟได้สูงสุด 66W จริง ๆ เพราะขนาดตัวเครื่องถือว่าค่อนข้างใหญ่ แถมยังมีพัดลมระบายความร้อนด้านในอีก จึงทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ MagDart จะรองรับชาร์จไว 66W จริง ๆ

ปัจจุบัน Xiaomi ถือว่ามีระบบชาร์จไวไร้สายที่แรงที่สุดในตลาด โดยจ่ายไฟได้สูงสุด 80W (แต่ขายเฉพาะจีน) ส่วน HUAWEI และ OPPO รองรับสูงสุดแค่ 50W เท่านั้น ซึ่งหาก realme เปิดตัว MagDart 66W จริง ๆ ก็จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์สองของตลาดทันทีเลย โดย realme จะนำ MagDart มาเปิดตัวในวันที่ 3 สิงหาคมที่จะถึงนี้

 

ที่มา: GSMArena

from:https://droidsans.com/realme-magdart-faster-thinner-than-magsafe/

ลือ Android 13 อาจกลับมาใช้ชื่อขนมอีกครั้ง คาดเป็นขนมอิตาเลียนนาม Tiramisu

เมื่อก่อนเวลา Google ปล่อยแอนดรอยด์เวอร์ชั่นต่าง ๆ ออกมา มักจะมีชื่อของขนมหวานมาเป็นชื่อโค้ดเนมของแต่ละเวอร์ชั่น ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องนึงที่ทำให้แฟน ๆ แอนดรอยด์หลายคนหลงรัก แต่หลังจากที่ทาง Google ได้เลิกใช้ชื่อขนมหวานเป็นชื่อโค้ดเนมแอนดรอยด์ตั้งแต่ Android 10 วันนี้ก็มีข่าวหลุดมาว่า Google จะกลับมาใช้ชื่อขนมหวานอีกครั้งใน Android 13 ที่คาดว่าจะมาในชื่อ Tiramisu

ขนมหวานอย่าง ทีรามิสุ เป็นขนมอิตาเลียนแสนอร่อยที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ ทำมาจากบิสกิตเลดี้ฟิงเกอร์ผสมกาแฟและวิปครีมมาสคาโปน ซึ่งมันอาจจะกลายมาเป็นชื่อโค้ดเนมของแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ ตามรายงานของ XDA Developers ที่มีนักพัฒนาไปเจอว่าใน AOSP Gerrit ทาง Google มีการตั้งชื่อเรียกโค้ดเนมแบบใช้กันภายในว่า Tiramisu ซึ่งไม่ใช่เวอร์ชั่นปัจจุบันที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแต่อย่างใด แต่จะเป็น Android 13 ที่น่าจะเปิดตัวในปีหน้ากันเลย

ก่อนหน้านี้จนถึงแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 10 ปกติ Google จะตั้งชื่อระบบปฎิบัติการของตัวเองไว้ 2 ชื่อ ทั้งชื่อที่เป็นเลข และชื่อที่เป็นขนม โดยเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดย Android 4 มีชื่อว่า Ice Cream Sandwich,  4.1 ชื่อว่า Jelly Bean หรือในเวอร์ชั่น 4.4 ที่มีชื่อว่า KitKat แต่ Google ก็ได้หยุดการตั้งชื่อที่เป็นขนมต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ Android 10 เพราะไม่สามารถหาชื่อขนมที่เป็นตัว Q ได้ ตั้งแต่นั้นมา ชื่อของแอนดรอยด์เวอร์ชั่นต่าง ๆ ก็มีแค่ชื่อที่เป็นตัวเลข 

ถึงอย่างนั้น Google เองก็ได้ลองสร้างชื่อให้กับแอนดรอยด์รุ่นต่าง ๆ ที่เอาไว้รับรู้กันภายในด้วย อย่างเช่น Android 10 ที่เป็นตัว Q นี้ก็มีชื่อว่า Quince Tart, Android 11 มีชื่อว่า Red Velvet และ Android 12 ที่ตอนนี้ยังเป็นเวอร์ชั่นเบต้าอยู่และมีแพลนจะปล่อยในอนาคตก็มีชื่อขนมน่ารัก ๆ อย่าง Snow Cone (อันนี้ก็งงเหมือนกันว่าทำไมตั้งชื่อใช้กันในบริษัทได้ แต่ไม่เอามาตั้งชื่อในแอนดรอยด์จริง ๆ)

รวมชื่อเรียก Android Version ต่างๆ รวมจนถึงตอนนี้ก็ 18 เวอร์ชั่นแล้ว

  1. Android 1.5 >> Cupcake
  2. Android 1.6 >> Donut
  3. Android 2.0 >> Eclair
  4. Android 2.2 >> Froyo
  5. Android 2.3 >> Gingerbread
  6. Android 3.0 >> Honeycomb
  7. Android 4.0 >> Ice Cream Sandwich
  8. Android 4.1 >> Jelly Bean
  9. Android 4.4 >> KitKat
  10. Android 5.0 >> Lollipop
  11. Android 6.0 >> Marshmallow
  12. Android 7.0 >> Nougat
  13. Android 8.0 >> Oreo
  14. Android 9 >> Pie
  15. Android 10 >> Quince Tart
  16. Android 11 >> Red Velvet Cake
  17. Android 12 >> Snow Cone
  18. Android 13 >> Tiramisu

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ชื่นชอบขนมทีรามิสุก็อาจจะตั้งตารอคอยเจ้าแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่นี้ใช่มั้ยล่ะครับ แล้วเพื่อน ๆ คนอื่นล่ะครับ คิดว่าถ้าไม่ใช่ทีรามิสุ อยากให้เป็นชื่ออะไรกัน คอมเมนต์พูดคุยกันได้ หรือมาเม้นบอกกันหน่อย ว่าใช้ขนมชิ้นไหนเป็นตัวแรกกันบ้าง ^^

 

ที่มา : The Verge

 

from:https://droidsans.com/android-13-codename-leak/

Apple ได้รับสิทธิบัตร ใส่กล้องไว้ใต้จอ iPhone และ Macbook

เทคโนโลยีกล้องถือเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา การมาของติ่งหน้าจอ (Notch) ของ iPhone ทำให้ค่ายมือถือต่าง ๆ พากันใส่ติ่งนี้มาด้วย ถึงแม้จะมีความพยายามทำให้เล็กลงด้วยการทำเป็นติ่งหยดน้ำ (Water-drop display) หรือ เจาะรูกล้อง (Punch-hole display)  ก็ยังไม่สามารถตัดปัญหาความกวนใจของติ่งได้ ล่าสุด Apple ได้รับสิทธิบัตรในการใส่เซ็นเซอร์รับภาพไว้ในจอ ถือว่าเป็นข่าวดีของผู้ใช้ iPhone เพราะนี่ถือเป็นการจัดการปัญหาติ่งหน้าจอได้อย่างตรงจุด

Apple ได้ยื่นขอจด “สิทธิบัตรเทคโนโลยีใต้จอ” เมื่อปีที่แล้ว และในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Mark Gurman ได้บอกว่า Face ID ที่จะมาในอุปกรณ์ Mac ในไม่อีกกี่ปีข้างหน้า  ได้รับการจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้วเรียบร้อย ซึ่งจะเป็นของเจ้า iMac และในวันนี้ สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐฯได้ให้สิทธิบัตรแก่ Apple อีกหนึ่งฉบับ

โดยสิทธิบัตรนี้เกี่ยวข้องกับการใส่กล้องไว้ใต้จอสำหรับ Face ID หรือ Touch ID  โดยในสิทธิบัตรนี้ได้ระบุไว้ด้วยว่าทั้ง iPhone และ Mac ที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีนี้จะต้องเป็นอุปกรณ์ใหม่ในอนาคตเท่านั้น และตามข้อมูลที่ได้หลุดออกมา การวางตำแหน่งของกล้องจะอยู่หลังจอและออกแบบมาให้รับแสงผ่านจอก่อนที่จะแปลงเป็นสัญญาณภาพ

การทำงานของกล้องใต้จอ

การทำงานของกล้องแบบนี้สามารถนำไปใช้เพื่อการถ่ายภาพ อย่างเช่น ใช้ในการตรวจจับวัตถุ เก็บข้อมูล และไม่เพียงแค่วัดแสงรอบ ๆ ตรวจจับความใกล้ หรือตรวจจับความลึกเท่านั้น แต่ยังสามารถเอาไปใช้ในการแสกนลายนิ้วมือ แสกนหน้า และอื่น ๆ ได้อีกด้วย

การแสดงผลของหน้าจอจะมีความเกี่ยวข้องกับการวางตำแหน่งกล้องแบบนี้ หรือที่เรียกว่า under-display camera เป็นการจับภาพด้วยแสงที่แยกจุดรับแสงเป็นหลาย ๆ จุด กระจายอยู่ด้านหลังของจอภาพ แต่ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ คือการมีเซ็นเซอร์บางอย่างอยู่ด้านหลังของของมือถือ ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงภาพ โดยจะปรับเปลี่ยนแสงที่รับเพื่อรวมไปที่เซ็นเซอร์รับภาพต่าง ๆ ซึ่งเซ็นเซอร์นี้อาจอยู่ใต้ส่วนที่เป็นจอภาพหรือไม่ใช่จอภาพก็ได้

สำหรับการทำงานของการแสกนลายนิ้วมือ การแสกนลายนิ้วมือจะทำงานแยกกับการใช้เซ็นเซอร์รับภาพเพื่อแสกนหน้า ยกตัวอย่างเช่น การใช้เซ็นเซอร์สำหรับแสกนลายนิ้วมือ บางครั้ง เราอาจจะคิดว่าตอนที่เรากดแสกนนิ้ว เซ็นเซอร์รับภาพจะคิดว่าเป็นหน้าเราไหม คำตอบก็คือ ไม่ครับ เพราะว่าระบบเซ็นเซอร์จะแยกการทำงานของทั้งสองอย่าง หาเราเราแสกนนิ้ว แสงที่ปล่อยออกมาเพื่อแสกนลายนิ้วมือจะท้อนคนละแบบกับการใช้เซ็นเซอร์รับภาพเพื่อแสกนใบหน้านั่นเอง ดังนั้น หายห่วงได้เลยว่าจะเกิดการทับซ้อนกันของทั้งสองอย่างนี้

 

รูป 1A คืออุปกรณ์ที่ใช้จอที่สามารถรองรับการถ่ายภาพผ่านจอแสดงผลได้ (กล้องใต้จอ) รูป 1B คือเลเยอร์ของอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีของรูป 1A โดยเราจะเห็นส่วนประกอบและโครงสร้างต่าง ๆ ที่อยู่รวมกันในอุปกรณ์ที่สามารถถ่ายภาพผ่านจอได้

ส่วนสิทธิบัตรที่ Apple ได้รับนั้น จะเห็นได้จากรูป 6A ที่เราจะเห็นว่า iPhone จะมีหน้าจอที่มีการตัวส่งสัญญาณภาพในจอ (inter-pixel transmittance) และรูป 6B จะเห็นว่า Macbook ใช้เทคโนโลยีเดียวกันเพื่อให้สามารถใช้กล้องใต้จอได้

 

ทั้งนี้ มือถือที่มีการใส่กล้องไว้ใต้จอได้มีออกมาวางขายแล้วก่อนหน้านี้ อย่าง ZTE Axon 20 5G ที่เปิดตัวในปลายปี 2020 ที่เป็นมือถือที่ใส่กล้องไว้ใต้จอรุ่นแรก หรือทาง Vivo เอง ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทำคอนเซปต์โฟนออกมาในงาน MWC2020 มีชื่อรุ่นว่า Vivo Apex 2020 แต่ด้วยพิษโควิดและปัจจัยหลายอย่าง ทำให้รุ่นนี้ยังเป็นเพียงแค่คอนเซปต์เท่านั้น ยังไม่สามารถทำขายจริงได้

ดังนั้น ถึงแม้ว่า Apple จะได้รับสิทธิบัตรนี้ไป แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมาใน iPhone รุ่นใหม่นี้เลยหรือเปล่า เพราะเทคโนโลยีนี้ยังถือว่าใหม่มาก และหลาย ๆ อย่างยังไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อนกล้อง หรือการทำคุณภาพของภาพให้ออกมาดีเหมือนกับการใส่กล้องแบบปกติ

ที่มา : Patentlyapple

from:https://droidsans.com/apple-granted-patent-for-under-display-cameras/

REVIEW | รีวิว Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) หน้าจอสวย ขอบบางเฉียบ ลำโพงคู่สเตอรีโอ ใส่ซิมเล่นเน็ตได้ ราคา 7,990 บาท

Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Android ที่เลอโนโวนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยในราคาแค่ 7,990 บาท แต่ได้ทั้งบอดี้โลหะสุดพรีเมียม หน้าจอขนาดใหญ่ความละเอียด FHD ลำโพงคู่ระบบเสียงสเตอรีโอ และที่สำคัญคือ ใส่ซิมเพื่อเล่นเน็ตได้จากทุกที่อีกต่างหาก เทียบกับค่าตัวแล้วเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่เบา น่าจะตอบโจทย์สำหรับคนที่กำลังมองหาแท็บเล็ตสำหรับใช้งานทั่วไปควบคู่ไปกับการใช้งานด้านความบันเทิงในงบประมาณไม่ถึง 1 หมื่นบาทครับ

ดีไซน์ภายนอก

เลอโนโวยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแท็บเล็ตซีรีส์นี้เอาไว้เป็นอย่างดี ฝาหลังใช้เป็นวัสดุโลหะครอบคลุมมาถึงบริเวณเฟรมเครื่องทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เรียบ ๆ โล่ง ๆ ไม่มีลวดลายหรือเท็กซ์เจอร์อะไรเลย ในขณะที่ด้านบนจะเป็นแถบพลาสติกนะครับ เพราะ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) สามารถใส่ซิมได้ จึงต้องเว้นที่เอาไว้สำหรับวางเสาอากาศเพื่อรับสัญญาณ


Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) บอดี้โลหะ เรียบหรู ดูดี

ปุ่มกดทั้งหมดจะอยู่ที่ฝั่งขวามือ ไล่จากบนลงล่างคือ ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเพาเวอร์ ถัดมาอีกนิดจะเจอกับช่องใส่ซิม (เชื่อมต่อ 4G LTE ได้ รับข้อความผ่าน SMS ได้ แต่โทรออกหรือรับสายไม่ได้นะ) และ microSD card โดยจะรองรับสูงสุดที่ 256GB


ใส่ microSD card และซิมได้

พอร์ตเชื่อมต่อมีมาให้ 3 ช่อง ที่ด้านบนด้านล่างจะเป็นที่อยู่ของแจ็กเสียง 3.5 มม.กับพอร์ต USB-Type C ตามลำดับ รวมถึงลำโพงสเตอรีโอที่รองรับเทคโนโลยี Dolby Atmos ด้วย และที่ด้านซ้ายจะมีพินแม่เหล็กสำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ด แต่อันนี้ต้องซื้อแยกเอาเองนะครับ ไม่ได้แถมมาให้


พิน Pogo สำหรับเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ด (ต้องซื้อแยก)

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen)
  • อะแดปเตอร์แปลงไฟขนาด 5V 2A
  • สาย USB Type-C
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานด่วน

นอกเหนือจากที่กล่าวไป ทางเลอโนโวยังมีแถมเคสโฟลิโอกับฟิล์มกันรอยมาให้อีกต่างหาก ซึ่งเคสโฟลิโอสามารถใช้งานเป็นขาตั้งในตัวได้ด้วย


เคสโฟลิโอ แถมมาให้ฟรี สามารถตั้งได้ 1 ระดับ


วัสดุภายนอกจะเป็นผ้า งานเนี๊ยบใช้ได้เลย

สเปค Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen)

  • จอภาพ : IPS LCD ขนาด 10.3 นิ้ว
    – ความละเอียด1080 x 1920 พิกเซล
    – สัดส่วน 16:9
    – ความสว่าง 330 นิต
    – ขอบเขตสี 70.3% ของ NTSC
    – ผ่านมาตรฐาน TÜV Rheinland
  • ชิป : MediaTek Helio P22T
  • หน่วยความจำ : RAM 4GB + 128GB, รองรับ microSD card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลัง : 8MP, ออโต้โฟกัส
  • กล้องหน้า : 5MP
  • เครือข่าย : 4G LTE
  • การเชื่อมต่อ :
    – Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac
    – Bluetooth 5
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 10

จอภาพและการแสดงผล

หน้าจอของ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) มีขนาดอยู่ที่ 10.3 นิ้ว ส่วนตัวแล้วโอเคกับตรงจุดนี้มาก ๆ เพราะเป็นขนาดที่สามารถรับชมคอนเทนต์ได้เต็มตา แต่ในทางเดียวกันก็ไม่ได้ใหญ่เกินไปเสียจนรู้สึกใช้งานลำบาก (เพราะขอบหน้าจอบางมาก ๆ ด้วยส่วนหนึ่ง) และด้วยความที่มีสัดส่วนการแสดงผล 16:9 จึงทำให้สามารถดูหนังส่วนใหญ่ได้เต็มหน้าจอแบบ 100% โดยไม่มีขอบดำ และอีกเรื่องที่ต้องชมคือ เป็นพาเนล IPS LCD ที่สีสันดีมาก ๆ ในช่วงราคาเดียวนี่บอกเลย ชนได้หมดแน่นอน


หน้าจอ IPS LCD ขนาด 10.3 นิ้ว สีสวยมาก ขอบก็บางทั้ง 4 ด้าน

รูปแบบการแสดงผล สามารถเลือกปรับได้ 2 อย่าง คือ Standard และ Bright ตัวเลือกแรกจะเป็นโปรไฟล์สี sRGB มาตรฐานนะครับ สีสันแม่นยำพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนตัวเลือกหลังเหมาะสำหรับคนที่ชอบสีสด ๆ โหด ๆ แบบจี๊ดจ๊าดถึงทรวง ซึ่งจะมีการบูสต์สีขึ้นมาค่อนข้างแรง โดยเฉพาะโทนสีแดงและเขียวจะสังเกตความแตกต่างได้ชัดเจนมาก อีกอย่างนึ่งที่สามารถปรับได้ คือ อุณหภูมิสี เลือกได้ทั้ง Standard, Warm, Cool หรือกำหนดเองโดยใช้นิ้วแตะไปยังตำแหน่งที่ต้องการ


เลือกปรับได้ทั้งโหมดสีและอุณหภูมิสี

แบตเตอรี่และการชาร์จ

ผมทดลองเปิดวิดีโอ FHD ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ด้วยความสว่างหน้าจอและระดับเสียง 50% พบว่า แบตเตอรี่ลดไปเกือบ 20% เป็นอัตราการบริโภคพลังงานที่อยู่ในเกณฑ์ปกติสำหรับความจุ 5000mAh ไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่าไหร่ ส่วนการเล่นเกมเองก็อยู่ในเรตประมาณนี้เช่นกัน แต่บางเกมที่กราฟิกสูง ๆ หรือต้องประมวลผลหลัก ๆ จะกินแบตเพิ่มขึ้น ลองเล่น Genshin สลับกับ RoV ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที แบตเตอรี่ลดไปราว ๆ 25%

Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) ไม่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วนะครับ ด้วยอะแดปเตอร์แปลงไฟขนาด 5V 2A ที่แถมมานี่ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงในการชาร์จจาก 0 – 100% อาจเป็นจุดอ่อนข้อหนึ่งที่ต้องพิจารณา


อะแดปเตอร์แปลงไฟ 5V 2A ใช้เวลาชาร์จนานเลยทีเดียว

อินเทอร์เฟซและการใช้งานทั่วไป

อินเทอร์เฟซของ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) จะมักลักษณะใกล้เคียงกับ Android พื้นฐานเกือบทั้งหมด เรียกได้ว่า Google ดีไซน์มาแบบไหน เลอโนโวก็ใส่มาให้แบบนั้นเลย ผมคิดว่า ตรงนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ดูโล่ง สะอาดตา เข้าใจง่าย ตอบสนองได้ดีและเร็ว ที่สำคัญผมไม่เจอบั๊กอะไรเลย ส่วนข้อเสียคือ ด้วยความที่เรียบง่ายแบบสุด ๆ จึงแทบไม่มีฟีเจอร์อะไรเลย และน่าเสียดายที่ยังเป็น Android 10 ไม่ใช่ Android 11 และไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ถึงจะได้รับการอัปเดต






หน้าตาของระบบโดยรวมแทบไม่มีการปรับแต่งจาก Android ดั้งเดิม ดูเรียบง่ายและสะอาดตามาก ๆ

ฟีเจอร์และลูกเล่นที่น่าสนใจ

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลัก ๆ ของ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) มีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ แบ่ง 2 หน้าจอ, ตั้งเวลาเปิดและปิดเครื่อง และโหมดการทำงาน

  • แบ่ง 2 หน้าจอ – ฟีเจอร์พื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android ที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว




สามารถเปิดแอปพร้อมกันได้ 2 หน้าต่าง ทั้งแนวตั้งและแนวนอน (บางแอปอาจไม่รองรับฟีเจอร์นี้)

  • ตั้งเวลาเปิดและปิดเครื่อง – อันนี้ผมชอบมาก ตั้งให้ปิดเครื่องไว้ตอนที่ไม่ได้ใช้งาน เช่น ในเวลาทำงานหรือเวลานอนหลับ ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ไปได้วันละ 10% เป็นอย่างน้อย ซึ่งจะเป็นการถนอมสภาพของแบตเตอรี่ในระยะยาวด้วย อีกทั้งยังตั้งค่าแยกกันได้อิสระ คือ จะตั้งค่าให้ปิดเครื่องเฉย ๆ โดยที่ไม่ต้องเปิดอัตโนมัติก็สามารถทำได้ (หลาย ๆ แบรนด์มักบังคับให้ต้องกำหนดค่าทั้ง 2 อย่าง)
  • โหมดการทำงาน – กล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

การนำทางของระบบ

แถบการนำทางเราสามารถกำหนดได้ 4 รูปแบบนะครับ ซึ่งจะมีให้เลือกตั้งแต่ตอนที่เปิดใช้งานครั้งแรก แต่สามารถมาเปลี่ยนเอาเองทีหลังได้ตลอดเวลา ดังนี้

  • นำทางด้วยท่าทาง
  • นำทางด้วย 2 ปุ่ม
  • นำทางด้วย 3 ปุ่ม
  • โหมดการทำงาน




สังเกตความแตกต่างได้ที่บริเวณด้านล่างของหน้าจอ

โหมดการทำงานหรือ Productivity mode เมื่อเปิดใช้งานจะมีด็อกปรากฏขึ้นมาบริเวณด้านล่างสุดของหน้าจอ เมนูการนำทางแบบ 3 ปุ่มจะถูกย้ายไปได้ที่บริเวณมุมด้านซ้าย แถบด็อกจะแสดงแอปทั้งหมดที่เราเปิดใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และสามารถแตะค้างเพื่อเลื่อนสลับตำแหน่งได้ คล้ายกับทาสก์บาร์ของระบบปฏิบัติการ Windows แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถปักหมุดแอปที่ใช้งานบ่อย ๆ เอาไว้ได้

กล้องและการถ่ายภาพ

ปกติแล้วอุปกรณ์ประเภทแท็บเล็ตเนี่ย มักจะมีจุดอ่อนเรื่องกล้องถ่ายภาพที่ทำได้ไม่ค่อยดีนัก และแน่นอน Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) นี่ก็ไม่รอดเหมือนกัน (ฮา) แต่อาจเป็นเรื่องพอเข้าใจได้ เพราะโดยทั่วไปคงไม่มีใครซื้อแท็บเล็ตมาถ่ายรูปเป็นหลักอยู่แล้ว อะไรทำนองนั้น


ภาพถ่ายในสภาพแสงปกติ ไดนามิกเรนจ์มีจำกัดอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วยังพอโอเค


ภาพถ่ายในสภาพแสงน้อย มีนอยส์เยอะและสูญเสียรายละเอียดและความคมชัดไปพอสมควร












ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen)

ภาพจากกล้องหลังความละเอียด 8MP ของ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) ถ้าแสงสว่างเพียงพอจะถ่ายออกมาพอใช้ได้นะครับ แต่ถ้าเจอกับสภาพแสงสลัวหรือแสงน้อยนี่ลำบากเลยแหละ โฟกัสได้ค่อนข้างยาก ไม่ค่อยเข้าเป้า และรูปดูมืด แอปกล้องปรับได้แค่การตั้งค่าพื้นฐานเท่านั้น ไม่มีโหมดมืดให้ใช้งาน และตัวแท็บเล็ตเองก็ไม่มีไฟแฟลช LED ด้วย


แอปกล้องปรับได้คุณสมบัติพื้นฐานได้เล็กน้อย


กล้องหลังความละเอียด 8MP ไม่มีแฟลช LED มาให้

ขอเสริมในหัวข้อนี้ต่ออีกนิด ผมแอบขัดใจตรงเลย์เอาต์ของปุ่มชัตเตอร์และปุ่มบันทึกวิดีโอ เพราะทั้ง 2 ปุ่มมันมีขนาดใหญ่เท่ากันเลยอะครับ แถมอยู่ติดกันอีก กดพลาดบ่อยมาก ~ จริง ๆ ปุ่มชัตเตอร์ควรย้ายมาอยู่ตรงกลางมากกว่า เพราะใช้งานบ่อย


ตำแหน่งของปุ่มถ่ายภาพและปุ่มบันทึกวิดีโอ อยู่ชิดกันเกินไปหน่อย กดพลาดเอาได้ง่าย ๆ

ประสิทธิภาพการใช้งานและการเล่นเกม

Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) ขับเคลื่อนด้วยชิป Helio P22T จาก MediaTek ซีพียู 8 แกน ความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุด 2.3GHz จากการทดสอบด้วย Geekbench 5 ได้คะแนนซิงเกิลคอร์กับมัลติคอร์ออกมาที่ประมาณ 150 และ 1,000 แต้มตามลำดับ การใช้งานทั่วไปผมบอกเลยว่า สอบผ่านฉลุยครับ เล่นเว็บเบราว์เซอร์ ไถเฟซบุ๊ก ดูยูทูป แชตในไลน์ สลับแอปไป ๆ มา ๆ เอาอยู่หมด ถือเล่นนานเป็นชั่วโมงไม่มีอาการร้อนให้เห็นเลย ฝาหลังเย็นเจี๊ยบ ส่วน RAM 4GB อาจออกอาการรีโหลดให้เห็นบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่ไม่ได้มีปัญหาต่อการใช้งานอะไรขนาดนั้น


ประสิทธิภาพซีพียู ใช้งานทั่วไปได้ลื่น ๆ สบาย ๆ เลย

หากจะเรื่องให้ติคงเป็นความฉับไวในการเขียนข้อมูล เนื่องจาก ROM เป็นแบบ eMMC ไม่ใช่ UFS การถ่ายโอนไฟล์หรือการติดตั้งแอปจึงใช้เวลานานอย่างสังเกตได้ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่า เลอโนโวให้พื้นที่เก็บข้อมูลมามากถึง 128GB เลย ยังไม่นับตรงที่สามารถใส่ microSD card เพิ่มได้อีกนะ เป็นข้อดีที่น่าจะพอชดเชยได้ทั้งหมด


สตอเรจ eMMC ทำให้การทำงานบางอย่างดูช้า แต่ชดเชยด้วยความจุที่ให้มาเยอะสะใจ 128GB

เกมเบา ๆ อย่างเช่น Among Us หรือซีรีส์ Kingdom Rush รวมถึงเกมอื่น ๆ ที่มีกราฟิกประมาณนี้ เท่าที่ลอง Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) สามารถเล่นได้ลื่นไหลทั้งหมดนะครับ การรับสัมผัสของหน้าจอเองก็แม่นยำดี

ขยับขึ้นมาอีกนิดหนึ่งเป็น RoV: Arena of Valor ยังพอทำเนา เปิดโหมดเฟรมเรตสูงได้ แต่พอเจอ Genshin Impact เข้าไปปุ๊บ Helio P22T ออกอาการทันที ลากไม่ค่อยจะไหวแล้ว (ฮา) ทั้งนี้สิ่งที่ต้องชม ยังเป็นเรื่องเดิมที่เคยชมไปแล้วคือ เครื่องแทบไม่ร้อนเลยครับ อุณหภูมินิ่งมาก ๆ

  • Genshin Impact – ที่กราฟิกระดับต่ำสุดยังกระตุกและค้างเป็นจังหวะแม้กระทั่งฉากคัตซีน และมีอาการอ่านข้อมูลทรัพยากรของเกมไม่ทันบ้างในบางครั้ง อาจเพราะสตอเรจเป็น eMMC ตามที่ผมเขียนไปแล้วด้านบน จึงไม่ค่อยแนะนำให้เล่นเท่าไหร่นะครับ เดี๋ยวพาลจะเสียอารมณ์เปล่า ๆ


Genshin Impact พอเล่นได้ แต่กระตุกเป็นระยะตลอดเวลา

  • RoV: Arena of Valor – สามารถเปิดโหมดเฟรมเรตสูงได้ ปกติจะวิ่งอยู่ที่ 50 กลาง ๆ ไปจนถึงปลาย ๆ ช่วงชุลมุนจะตกลงมาเหลือประมาณ 40 กลาง โดยรวมแล้วโอเคครับ เล่นได้สบาย ๆ หน้าจอใหญ่ กดสกิลมันมือมาก


RoV: Arena of Valor จังหวะปะทะกันเฟรมเรตจะวิ่งที่ประมาณ 45 นะครับ คงที่ที่ระดับประมาณนี้

สรุปจุดเด่นและจุดสังเกต

จุดเด่น

  • แถมฟิล์มกันรอยกับเคสมาให้ในกล่อง ไม่ต้องซื้อเพิ่ม และเป็นเคสที่ดูดีมีคุณภาพ ไม่ไก่กาเลย
  • วัสดุเป็นโลหะ ให้ความรู้สึกแข็งแรง ทนทาน จับแล้วไม่ติดรอยนิ้วมือง่าย
  • ขนาดใหญ่กำลังดี ไม่ใหญ่เกินไปจนถือใช้งานไม่ถนัด
  • หน้าจอสวย สีสันเที่ยงตรงอย่างน่าพอใจในโหมดการแสดงผลปกติ
  • หน้าจอมีสัดส่วน 16:9 ทำให้ดูหนัง การ์ตูน ซีรีส์ และรายการทีวีต่าง ๆ ส่วนใหญ่ได้เต็มพื้นที่ 100%
  • ลำโพงเสียงดังสุดขีด (มาก ๆ)
  • สามารถใส่ซิมเพื่อเล่นเน็ตได้ตลอดเวลา ไม่ง้อ Wi-Fi
  • ให้สตอเรจมาเยอะถึง 128GB แถมยังใส่ microSD card เพิ่มได้อีก
  • อินเทอร์เฟซเป็นแบบ Android พื้นฐานเกือบทั้งหมด ตอบสนองได้ดี เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
  • ไม่มีแอปโบลตแวร์ให้รกเครื่อง นอกจากแอปทั่วไปแล้ว ที่เหลือจะมีแค่แอปของ Google

จุดสังเกต

  • ลำโพงเสียงดังมากก็จริง แต่ขาดมิติอยู่พอสมควร
  • ซอฟต์แวร์น่าเบื่อไปหน่อย แทบไม่มีฟีเจอร์หรือการปรับแต่งให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ประเภทแท็บเล็ตเลย
  • สามารถแตะ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอได้ แต่ไม่สามารถแตะ 2 ครั้งเพื่อดับหน้าจอได้ รู้สึกไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะต้องเอื้อมไปกดที่ปุ่มเพาเวอร์เท่านั้น
  • ไดนามิกเรนจ์ของรูปที่ถ่ายออกมาค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในที่แสงน้อยซึ่งทำได้ไม่ดีนัก
  • ใช้เวลาชาร์จแบตนานมาก

กล่าวโดยสรุป Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) เป็นแท็บเล็ต Android ที่น่าสนใจมากตัวหนึ่ง มีราคาไม่ถึง 1 หมื่นบาท แต่ได้ทั้งวัสดุพรีเมียม หน้าจอคุณภาพยอดเยี่ยม คมชัดระดับ FHD สตอเรจอัดมาให้จุใจ 128GB ที่สำคัญคือ ใส่ซิมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา อุปกรณ์เสริมมีมาให้ครบชุด ทั้งเคสและฟิล์มกันรอย ซื้อทีเดียวแล้วจบเลย ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มแล้ว

จุดที่ควรปรับปรุงนั้นหลัก ๆ คงเป็นเรื่องของลำโพงสเตอรีโอ ที่ถึงแม้จะใส่มาให้ถึง 2 ตัวและมีเสียงดังระเบิดเถิดเทิงมาก ๆ แต่มิติเสียงกลับแบนราบ ขาดไดนามิกเสียอย่างนั้น อุตส่าห์ใส่หน้าจอเทพ ๆ มาแล้วทั้งที อัปเกรดลำโพงเพิ่มให้อีกหน่อยเถอะนะ ขาดแค่นิดเดียวจริง ๆ Lenovo Tab M10 FHD Plus (2nd Gen) จะกลายเป็นแท็บเล็ตด้านเอนเทอร์เทนเมนต์ที่เข้าใกล้คำว่า “สมบูรณ์แบบ” มาก ๆ ในช่วงราคานี้

from:https://droidsans.com/review-lenovo-tab-m10-fhd-plus-2nd-gen/

Qualcomm ธุรกิจโตขึ้นเกือบเท่าตัว แม้จะโดนพิษสงชิปเซ็ตขาดแคลน

Qualcomm บริษัทเซมิคอนดักเตอร์อันดับหนึ่งของโลก ออกมาประกาศผลประกอบการของไตรมาส 3 ที่ผ่านมาของทางค่าย (คิดคนละแบบกับ Alphabet ที่เพิ่งออกมารายงานเช่นเดียวกัน) พบว่าธุรกิจโดยรวมโตขึ้น ท่ามกลางการระบาดของวิกฤตชิปเซ็ตขาดแคลนที่ส่งผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลก

โดย Qualcomm กวาดรายได้เข้าบริษัทฯ ไปทั้งหมด 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้อยู่ราว ๆ 400 – 500 ล้านเหรียญ และโตมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วอยู่เกือบ ๆ เท่าตัว

ธุรกิจในภาคส่วน QCT เซมิคอนดักเตอร์ หรือ Data Centre Hardware and Cloud Solutions ของ Qualcomm ถือว่าเป็นพระเอกของไตรมาสนี้เลยก็ว่าได้ เพราะกอบโกยเงินได้มากถึง 6,4700 ล้านเหรียญ มากกว่า Q3 2020 ถึง 70%

แม้ว่าวิกฤตชิปเซ็ตขาดแคลนในตอนนี้ จะดูเหมือนว่ายังไม่คลี่คลาย แถมยังอาจทวีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ แต่ทาง Qualcomm ก็มั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าจะก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้ภายในสิ้นปีที่จะถึงนี้

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Intel เพิ่งออกมาประกาศว่า พวกเขาเตรียมผลิตชิปเซ็ตให้กับ Qualcomm ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ใช้พื้นฐานสถาปัตยกรรมแบบใหม่ Intel 20A ที่เปลี่ยนจากการวัดขนาดนาโนเมตรมาเป็น “อังสตรอม” แทน

 

ที่มา: Android Central

from:https://droidsans.com/qualcomm-earnings-report-q3-2021/