คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

Gartner พยากรณ์ยอดขายสินค้าไอทีทั่วโลกปี 2022 พบตลาดพีซีหดตัวหนัก 9.5% ตามด้วยแท็บเล็ต 9% และมือถือ 7.1%

บริษัทวิจัยตลาด Gartner พยากรณ์ยอดส่งมอบสินค้าไอทีในตลาดทั่วโลกปี 2022 ซึ่งประกอบด้วยสินค้าประเภทพีซี, แท็บเล็ต และมือถือ พบว่าทุกรายการมีแนวโน้มยอดขายหดตัวลงทั้งหมดจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะตลาดพีซีที่คาดว่าจะลดลงมากที่สุด 9.5% ตามด้วยตลาดแท็บเล็ต 9% และมือถือ 7.1% คิดเป็นลดลงรวมทั้งตลาดกว่า 158 ล้านเครื่อง หรือประมาณ 7.2%

ทาง Gartner เน้นการสำรวจเจาะจงไปที่ตลาดพีซีโดยเฉพาะ พบว่าหากแยกตามประเภทสินค้า ฝั่งพีซีคอนซูมเมอร์มียอดส่งมอบลดลงมากที่สุดถึง 13.1% ตามด้วยฝั่งพีซีธุรกิจลดลง 7.2% และหากแยกตามภูมิภาค ประเทศกลุ่ม EMEA ซึ่งได้แก่ ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จะลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 14%

ปัจจัยที่กระทบต่อความต้องการผู้บริโภคในตลาดพีซี เกิดจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่กำลังก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหนักทั่วโลก รวมถึงปัญหาการล็อกดาวน์ของจีนที่กระทบต่อห่วงโซ่ซัพพลายน์เชนโดยตรง ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงขึ้นและกำลังขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลกระทบลากยาวออกไปอีกตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้

 

 

ที่มา : Gartner

from:https://droidsans.com/worldwide-pc-tablet-smartphone-shipments-to-decline-in-2022/

ยอดขายสินค้าไอทีปีนี้หดตัวหนักกว่าเดิมทั่วโลก พบตลาดพีซีลดลง 9.5% ตามด้วยแท็บเล็ต 9% และมือถือ 7.1%

บริษัทวิจัยตลาด Gartner พยากรณ์ยอดส่งมอบสินค้าไอทีในตลาดทั่วโลกปี 2022 ซึ่งประกอบด้วยสินค้าประเภทพีซี, แท็บเล็ต และมือถือ พบว่าทุกรายการมีแนวโน้มยอดขายหดตัวลงทั้งหมดจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะตลาดพีซีที่คาดว่าจะลดลงมากที่สุด 9.5% ตามด้วยตลาดแท็บเล็ต 9% และมือถือ 7.1% คิดเป็นลดลงรวมทั้งตลาดกว่า 158 ล้านเครื่อง หรือประมาณ 7.2%

ทาง Gartner เน้นการสำรวจเจาะจงไปที่ตลาดพีซีโดยเฉพาะ พบว่าหากแยกตามประเภทสินค้า ฝั่งพีซีคอนซูมเมอร์มียอดส่งมอบลดลงมากที่สุดถึง 13.1% ตามด้วยฝั่งพีซีธุรกิจลดลง 7.2% และหากแยกตามภูมิภาค ประเทศกลุ่ม EMEA ซึ่งได้แก่ ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จะลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 14%

ปัจจัยที่กระทบต่อความต้องการผู้บริโภคในตลาดพีซี เกิดจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่กำลังก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหนักทั่วโลก รวมถึงปัญหาการล็อกดาวน์ของจีนที่กระทบต่อห่วงโซ่ซัพพลายน์เชนโดยตรง ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงขึ้นและกำลังขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลลากยาวออกไปอีกตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้

 

 

ที่มา : Gartner

from:https://droidsans.com/worldwide-pc-tablet-smartphone-shipments-to-decline/

WIKO กลับมาแล้ว! เปิดตัวมือถือใหม่ 3 รุ่น WIKO T50, T3 และ T10 เริ่มต้นแค่ 3,599 บาท

ห่างหายไปพักใหญ่เลยสำหรับค่าย WIKO ในบ้านเรา ซึ่งล่าสุดก็ขอกลับมารุกตลาดมือถือสุดคุ้มในประเทศไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัว WIKO T Series พร้อมกันถึง 3 รุ่น ทั้งตัวท้อป WIKO T50 มากับกล้อง 64MP และชาร์จไว 40W, WIKO T3 ที่มีกล้อง 48MP พร้อมลำโพงเสียงกระหึ่ม และสุดท้ายคือ WIKO T10 มือถือแบตอึดถึกราคาน่ารัก

Wiko T50

เริ่มด้วยตัวท้อปเรือธงของซีรีส์ที่มากับหน้าจอ LCD ขนาดเต็มตาขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ดีไซน์ Punch hole เจาะรูหน้าจอตรงกลางด้านบนพร้อมขอบบางเฉียบ สเปคลื่นไหลใช้งานได้ไม่สะดุดด้วยชิป MediaTek Helio G85, RAM 6GB และความจุ 128GB

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 64MP + กล้อง Ultrawide 8MP + กล้อง Macro 2MP และกล้องเซลฟี่ 16MP ส่วนแบตเตอรี่ให้มาที่ 4000 mAh รองรับชาร์จไว 40W สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 – 100% ในเวลาแค่ 20 นาที

สเปค Wiko T50

  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : MediaTek Helio G85
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 128GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 64MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
    – กล้อง Macro ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้า : 16GB
  • การเชื่อมต่อ : 4G, WiFi 5G / 2.4GHz, BT 5.1
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ด้านข้าง), Compass, Ambient Light, Accelerometer
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4000 mAh รองรับชาร์จไว 40W
  • ระบบ Android 11
  • ขนาด / น้ำหนัก : 160.68 x 73.3 x 8.4 มม. / 179 กรัม



Wiko T3

ต่อด้วยรุ่นกลาง WIKO T3 ที่มากับหน้าจอใหญ่เต็มตา 6.6 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD+ ใช้ดีไซน์ Notch หยดน้ำสำหรับวางกล้องเซลฟี่ ส่วนสเปคเครื่องใช้ชิป MediaTek Helio P35 พร้อม RAM ขนาด 4GB และคววามจุ 128GB รองรับ microSD card

กล้องหลังให้มา 3 ตัว คือกล้องหลัก 48MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 5MP + กล้องจับความลึก 2MP และกล้องเซลฟี่ 8MP แบตเตอรี่ให้มาแบบจุก ๆ ถึง 5000 mAh ใช้งานได้ยาวข้ามวัน

สเปค Wiko T3

  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด HD+
  • CPU : MediaTek Helio P35
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 128GB รองรับ microSD card
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 48MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 5MP
    – กล้อง Macro 8วามละเอียด 2MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • การเชื่อมต่อ : 4G, WiFi 2.4GHz b/g/n, BT 5.0
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ด้านข้าง), Proximity, Ambient Light, Accelerometer
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh
  • ระบบ Android 11
  • ขนาด / น้ำหนัก : 165.26 x 76.02 x 9.2 มม. / 188 กรัม


 

Wiko T10

ปิดท้ายด้วยน้องเล็ก WIKO T10 ที่มากับสเปคคุ้มค่าคุ้ราคาด้วยหน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ ดีไซน์ Notch หยดน้ำอีกเช่นกัน ใช้ชิป Mediatek Helio A22, RAM 2GB และความจุ 64GB รองรับ microSD card สูงสุด 512GB มากับระบบ Android 11 Go Edition เพื่อความไหลลื่นในการใช้งาน สำหรับกล้องหลัง 1 ตัว มีความละเอียด 13MP ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 5MP

สเปค Wiko T10

  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+
  • CPU : MediaTek Helio A22
  • RAM : 2GB
  • ความจุ : 64GB รองรับ microSD card
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • การเชื่อมต่อ : 4G, WiFi 2.4GHz b/g/n, BT 5.0
  • เซนเซอร์ : Proximity, Ambient Light, Accelerometer
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh
  • ระบบ Android 11 Go Edition
  • ขนาด / น้ำหนัก : 163.94 x 75.79 x 8.97 มม. / 192 กรัม



ราคา

สำหรับราคาของ WIKO T Series ทั้ง 3 รุ่น ก็มีตามนี้ครับ

  • WIKO T50 : ราคา 7,299 บาท
  • WIKO T3 : ราคา 4,799 บาท
  • WIKO T10 : ราคา 3,599 บาท

WIKO T Series จะวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ตามร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ทั้ง Lazada และ Shopee ด้วย นอกจากนี้ยังจะมีโปรโมชั่น 7.7 เพื่อรับสิทธิ์ซื้อราคาพิเศษ + ของแถมด้วยนะ

from:https://droidsans.com/wiko-t50-t3-t10-thailand-officially-announced/

เปิดตัว Huawei nova 10 / 10 Pro และ Huawei Tag อุปกรณ์ติดตามสิ่งของที่มีน้ำหนักเพียง 6 กรัม

มือถือ Huawei nova 10 และ nova 10 Pro เปิดตัวมาแล้ว พร้อมกับชิป Snapdragon 778G 4G หน้าจอ OLED 120Hz และกล้องหน้าความละเอียด 60MP และนอกจากนี้ยังมีมีการเปิดตัว Huawei Tag เครื่องมือติดตามสิ่งของที่มีราคาวางจำหน่ายราว 500 บาท

หลังจากที่เปิดตัวมือถือ Huawei nova 9 และ Huawei nova 9 SE ออกมาเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วและเดือนมีนาคมที่ผ่านมาตามลำดับ ล่าสุด Huawei ก็ได้เปิดตัวมือรุ่นใหม่อย่าง Huawei nova 10 Series ออกมาแล้ว ซึ่งจะมีรุ่น nova 10 และ nova 10 Pro นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการเปิดตัวเครื่องมือติดตามสิ่งของอย่าง Huawei Tag ออกมาพร้อมกันเลยด้วย

Huawei nova 10

nova 10 รุ่นนี้จะใช้ชิป Snapdragon 778G 4G มาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรต 120Hz มีสองรุ่นให้เลือกคือ RAM 8/ Rom 128 และรุ่น RAM 8/ ROM 256 ลำโพงเป็นแบบสเตอริโอ

รองรับ Super Fast Charge

nova 10 รุ่นนี้จะใส่แบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh มาให้ ซึ่งมีเทคโนโลยี Super Fast Charge ที่สามารถรองรับการชาร์จไวได้ถึง 66W

ถ่ายวีดีโอได้แบบ 4K

ในส่วนของกล้องหลังมีด้วยกัน 3 ตัว ประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 MP กล้อง Ultra-Wide 8MP และกล้องจับความลึก 2MP ซึ่งสามารถถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงสุดได้แบบ 4K

กล้องหน้าอัดเต็มด้วยฟีเจอร์

ส่วนกล้องหน้าก็จัดเต็มให้กล้องความละเอียด 60MP มาให้ และยังมีฟีเจอร์ที่จะช่วยเบลอพื้นหลังได้อย่างเป็นธรรมชาติในการถ่าย Portrait

สเปค Huawei nova 10

  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.77 นิ้ว ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 รีเฟรชเรท 120Hz
  • ชิป Snapdragon 778G 4G
  • RAM : 8GB
  • หน่วยความจำ : 128GB/ 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Main Camera : 50MP (f/1.9)
    • Ultra-Wide : 8MP (f/2.2)
    • Depth : 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 60MP (f/2.4)
  • การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/a/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh รองรับชาร์จไว 66W
  • ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 2.0

Huawei nova 10 Pro

nova 10 Pro จะใช้ชิป Snapdragon 778G 4G เหมือนกันกับรุ่นเล็ก มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรต 120Hz มีสองรุ่นให้เลือกคือ RAM 8/ Rom 128 และรุ่น RAM 8/ ROM 256 ลำโพงเป็นแบบสเตอริโอ

รองรับชาร์จไว 100W

แบตเตอรี่ในรุ่นนี้ก็ใส่มาให้ที่ 4,500 mAh และยังมีเทคโนโลยี Super Fast Charge ซึ่งรองรับชาร์จไว 100W โดย Huawei เคลมว่าสามารถชาร์จจาก 20-80% ได้ภายใน 10 นาที

กล้องหลัง 3 ตัวฟีเจอร์จัดเต็ม

กล้องหลังมีมาให้ 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียด 50MP กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8MP และกล้องจับความลึก 2MP มีฟีเจอร์ที่ช่วยล็อคโฟกัสตามวัตถุแม้จะมีการเคลื่อนที่ และยังสามารถถ่ายวีดีโอแบบ 4K ได้ด้วย

กล้องหน้าคู่ถ่าย Portrait สวยสมจริง

กล้องหน้ามี 2 ตัว คือกล้อง Portrait ความละเอียด 8MP และกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 60MP ที่ผสานกับการทำงานของ AI ทำให้สามารถถ่ายรูป Close-Up ออกมาได้สวยสมจริง

 

สเปค Huawei nova 10 Pro

  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด FHD+ 1200 x 2652 รีเฟรชเรท 120Hz
  • ชิป Snapdragon 778G 4G
  • RAM : 8GB
  • หน่วยความจำ : 128GB/ 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Main Camera : 50MP (f/1.8)
    • Ultra-Wide : 8MP (f/2.2)
    • Depth : 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า Ultra-Wide : 60MP (f/2.4) / Portrait : 8MP (f/2.2)
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (สแกนนิ้วใต้จอแบบ Optical), accelerometer, gyro, compass , Virtual proximity sensing
  • การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/a/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2
  • แบตเตอรี่ 4,500 mAh รองรับชาร์จไว 100W
  • ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 2.0

ทั้งสองรุ่นนี้จะมีสีให้เลือก 4 สีเหมือนกันคือสีดำ สีเงิน สีเขียว และสีม่วง ส่วนราคาเปิดตัวจะอยู่ที่

  • nova 10 รุ่น RAM 8GB + ROM 128GB ราคา 2,699 หยวน (ประมาณ 14,300 บาท)
  • nova 10 รุ่น RAM 8GB + ROM 256GB ราคา 2,999 หยวน (ประมาณ 15,900 บาท)
  • nova 10 Pro รุ่น Ram 8 + ROM 128GB ราคา 3,699 หยวน (ประมาณ 19,700 บาท)
  • nova 10 Pro รุ่น Ram 8 + ROM 256GB ราคา 3,999 หยวน (ประมาณ 21,300 บาท)

Huawei Tag

นอกจากจะเปิดตัวมือถือ nova 10 Series แล้วก็ยังมี Huawei Tag หรือก็คือเครื่องติดตามสิ่งของ โดยใช้งานร่วมกับเครือข่าย Find ของ Huawei ซึ่งสามารถใช้ได้กับ OS 2.0 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลำโพงในตัวที่จะส่งเสียงดังได้ถึง 92db เพื่อทำการบอกตำแหน่งด้วย

Huawei Tag มีน้ำหนักเพียงแค่ 6 กรัม ความหนาเพียง 5.6 มม. กันน้ำและฝุ่นระดับ IP67 ใช้แบตเตอรี่เป็นถ่านกระดุม CR2032 1 ก้อน ซึ่งทาง Huawei เคลมว่าสามารถใช้งานได้นาน 1 ปี มาในสีขาวสีเดียว และมีราคาขายอยู่ที่ 99 หยวน (ประมาณ 500 บาท) นอกจากนี้ยังมีขายแบบแพ็ค 4 ชิ้นในราคา 299 หยวน (ประมาณ 1,590 บาท)

Huawei nova 10 Series สามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้วในจีน และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ส่วน Huawei Tag จะเปิดขายอย่างเป็นทางการในจีนวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการประกาศวันและราคาวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

 

ที่มา : Huawei(1), Huawei(2)

from:https://droidsans.com/huawei-nova-10-series-debuts-alongside-huawei-tag/

HTC A101 แทบเล็ตหน้าจอ 10.1 นิ้ว พร้อมกล้องหลังคู่ รองรับ 4G ราคาราว 12,900 บาท

HTC เริ่มกลับมาทำตลาดมือถือ / แทบเล็ตอีกรอบ โดยล่าสุดได้เปิดตัวแทบเล็ต HTC A101 (ภาคต่อจากรุ่น A100 เมื่อปีที่แล้ว) โดยมาพร้อมหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว กล้องหลังคู่ และแบตเตอรี่อึดถึกทน แถมยังรองรับการใช้งานเคสคีย์บอร์ดที่เสียบผ่านพอร์ตด้านล่างเครื่องด้วย เริ่มวางจำหน่ายในประเทศรัสเซียแล้วที่ราคาราว ๆ 12,900 บาท

HTC A101 มีหน้าจอที่ใช้พาเนลแบบ LCD ขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1200) ดีไซน์ขอบโค้งแบบ 2.5D เฟรมเครื่องทำจากโลหะบางเบา มีขนาดอยู่ที่ 241.5 x 160.3 x 8.4 มม. น้ำหนัก 530 กรัม มีให้เลือก 2 สี คือ สีเทา และสีเงิน

สเปคเครื่องใช้งานทั่วไปได้ไม่ติดขัดด้วยชิป UNISOC Tiger T618, RAM 8GB และความจุ 128GB รองรับ microSD card สูงสุด 256GB รองรับการใช้งาน 4G แบบ Dual LTE และมีแบตเตอรี่ให้มา 7000 mAh ชาร์จ 10W ผ่านพอร์ต USB-C

กล้องหลังมีทั้งหมด 2 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 16MP + กล้องตัวที่ 2 ความละเอียด 2MP มีแฟลช LED รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 1080p แถมยังมี Night Mode และ Portrait Mode ด้วย ส่วนกล้องเซลฟี่ความละเอียด 5MP

สเปค HTC A101

  • หน้าจอ LCD ขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1200)
  • CPU : UNISOC Tiger T618
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128GB รองรับ microSD Card 256GB
  • กล้องหลังคู่
    – กล้องหลักความละเอียด 16MP
    – กล้องตวที่ 2 ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้า : 2MP
  • การเชื่อมต่อ : 4G, Wi-Fi: (2.4G/5G) 802.11 a/b/g/n/ac, BT 5.0
  • เซนเซอร์ : P/L Sensor, Gyroscope Sensor
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบ Android 11
  • ขนาด / น้ำหนัก : 241.5 x 160.3 x 8.4 มม. / 530 กรัม


 

HTC A101 วางจำหน่ายแล้วในประเทศรัสเซียโดยมีราคาอยู่ที่ 19,890 รูเบิล หรือประมาณ 12,900 บาท และจะวางจำหน่ายในแอฟริกาใต้เร็ว ๆ นี้ด้วย ส่วนประเทศอื่น ๆ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลครับ

 

ที่มา : GSMArena, HTC

from:https://droidsans.com/htc-a100-10-1-inch-tablet-officially-announced/

HTC A101 แทบเล็ตหน้าจอ 10.1 นิ้ว พร้อมกล้องหลังคู่ รองรับ 4G ราคาราว 12,900 บาท

HTC เริ่มกลับมาทำตลาดมือถือ / แทบเล็ตอีกรอบ โดยล่าสุดได้เปิดตัวแทบเล็ต HTC A101 (ภาคต่อจากรุ่น A100 เมื่อปีที่แล้ว) โดยมาพร้อมหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว กล้องหลังคู่ และแบตเตอรี่อึดถึกทน แถมยังรองรับการใช้งานเคสคีย์บอร์ดที่เสียบผ่านพอร์ตด้านล่างเครื่องด้วย เริ่มวางจำหน่ายในประเทศรัสเซียแล้วที่ราคาราว ๆ 12,900 บาท

HTC A101 มีหน้าจอที่ใช้พาเนลแบบ LCD ขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1200) ดีไซน์ขอบโค้งแบบ 2.5D เฟรมเครื่องทำจากโลหะบางเบา มีขนาดอยู่ที่ 241.5 x 160.3 x 8.4 มม. น้ำหนัก 530 กรัม มีให้เลือก 2 สี คือ สีเทา และสีเงิน

สเปคเครื่องใช้งานทั่วไปได้ไม่ติดขัดด้วยชิป UNISOC Tiger T618, RAM 8GB และความจุ 128GB รองรับ microSD card สูงสุด 256GB รองรับการใช้งาน 4G แบบ Dual LTE และมีแบตเตอรี่ให้มา 7000 mAh ชาร์จ 10W ผ่านพอร์ต USB-C

กล้องหลังมีทั้งหมด 2 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 16MP + กล้องตัวที่ 2 ความละเอียด 2MP มีแฟลช LED รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 1080p แถมยังมี Night Mode และ Portrait Mode ด้วย ส่วนกล้องเซลฟี่ความละเอียด 5MP

สเปค HTC A101

  • หน้าจอ LCD ขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด FHD (1920 x 1200)
  • CPU : UNISOC Tiger T618
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128GB รองรับ microSD Card 256GB
  • กล้องหลังคู่
    – กล้องหลักความละเอียด 16MP
    – กล้องตวที่ 2 ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้า : 2MP
  • การเชื่อมต่อ : 4G, Wi-Fi: (2.4G/5G) 802.11 a/b/g/n/ac, BT 5.0
  • เซนเซอร์ : P/L Sensor, Gyroscope Sensor
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบ Android 11
  • ขนาด / น้ำหนัก : 241.5 x 160.3 x 8.4 มม. / 530 กรัม


 

HTC A101 วางจำหน่ายแล้วในประเทศรัสเซียโดยมีราคาอยู่ที่ 19,890 รูเบิล หรือประมาณ 12,900 บาท และจะวางจำหน่ายในแอฟริกาใต้เร็ว ๆ นี้ด้วย ส่วนประเทศอื่น ๆ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลครับ

 

ที่มา : GSMArena, HTC

from:https://droidsans.com/htc-a101-10-1-inch-tablet-officially-announced/

จะชื่อไหนก็ขายดีเหมือนเดิม… Galaxy S22 Ultra มียอดขายเหนือกว่า Galaxy Note Series สี่รุ่นล่าสุด

หลังจากปี 2564 เป็นต้นมา Samsung ได้ปรับกลยุทธ์การตลาดโทรศัพท์มือถือใหม่ โดยการยุบ Galaxy Note Series ทิ้ง เพื่อนำไปรวมกับ Galaxy S Sereis ที่มีความใกล้เคียงกัน แล้วใส่ปากกา S Pen มาในรุ่น Ultra ที่เป็นตัวท็อปสุดแทน วิธีนี้ดูเหมือนจะไปได้สวย (สวนทางกับที่แฟน ๆ บางกลุ่มเป็นกังวลในช่วงแรก) เพราะรายงานล่าสุดเปิดเผยว่า Galaxy S22 Ultra สามารถทำยอดขายไปได้ 10.9 ล้านเครื่อง แซงหน้า Galaxy Note Series สี่รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด

  • Galaxy Note 8 – ขายได้ 10.3 ล้านเครื่อง
  • Galaxy Note 9 – ขายได้ 9.6 ล้านเครื่อง
  • Galaxy Note 10 – ขายได้ 9.5 ล้านเครื่อง
  • Galaxy Note 20 – ขายได้ 7.5 ล้านเครื่อง
  • Galaxy S22 Ultra – ขายได้ 10.9 ล้านเครื่อง

ถ้าจะนับอย่างถูกต้องจริง ๆ อาจต้องบอกว่า Galaxy S22 Ultra มียอดขายที่เหนือกว่า Galaxy Note มากกว่าสี่รุ่นด้วยซ้ำไป เพราะใน Galaxy Note 10 Series และ Galaxy Note 20 Series มีการซอยรุ่นย่อย ๆ ออกไปอีก และยอดขายตามรายงานด้านบนเป็นการนับรวมกัน แตกต่างจากก่อนหน้านั้นที่มีแค่รุ่นเดียวโดด ๆ

โดยทั่วไปแล้ว ยอดขายของ Galaxy Note Series เฉลี่ยก็จะอยู่ที่ราว ๆ นี้ ไม่เกิน 10 ล้านเครื่อง แต่จะมีรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นมาก ๆ รุ่นหนึ่ง นั่นคือ Galaxy Note II ในปี 2555 ที่สามารถทำยอดขายไปได้ถึง 30 ล้านเครื่อง เยอะกว่าพี่น้องร่วมซีรีส์ราวสามเท่าเลยทีเดียว

เดิมที Samsung จะมีงาน Galaxy Unpacked ครั้งใหญ่ 2 ครั้งต่อปี ครั้งแรกช่วงไตรมาส 1 เป็นคิวของ Galaxy S Series ครั้งถัดมาจะอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นคิวของ Galaxy Note Series แต่พอทั้งคู่ถูกยุบรวมกันแล้ว ช่องว่างที่หายไปของ Galaxy Note Series ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วย Galaxy Z Series ที่เป็นตระกูลจอพับแทน และจนถึงตอนนี้ แนวทางนี้ก็เป็นไปได้ด้วยดีเช่นกัน คือยอดขายเติบโตขึ้นรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับว่า อะไร ๆ ก็ดูเข้าที่เข้าทาง Samsung ไปหมด

 

ที่มา : Ice Universe

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s22-ultra-outsell-galaxy-note-series/

เผยโฉม Mi Band 7 Pro ดีไซน์พรีเมี่ยม ฟีเจอร์แน่น พร้อม GPS ในตัว ราคาราว 2,000 บาท

ในงานเปิดตัว Xiaomi ในครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่การเปิดตัว Xiaomi 12S Series อย่างเดียว แต่ยังมีการเปิดตัวสมาร์ทแบนด์รุ่นใหม่อย่าง Mi Band 7 Pro ด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าน่าสนใจมากเพราะเป็นการอัปเกรดขึ้นจาก Mi Band 7 ทั้งเรื่องดีไซน์ที่ดูพรีเมี่ยมขึ้น รวมถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็มาแบบครบ ๆ และมีราคาราว 2,000 บาท เท่านั้น

หลังจากที่ Xiaomi เปิดตัว Mi Band 7 ไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Xiaomi ต่อยอดความสำเร็จโดยการเปิดตัว Xiaomi Band 7 Pro ออกมาในงานเดียวกับมือถือเรือธงอย่าง Xiaomi 12S Series ซึ่งในรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้มีหน้าจอเป็นสี่เหลี่ยมจากรุ่นก่อนที่เป็นทรงยาว ตัวเรือนมีกรอบให้เลือกสองสีคือสีทองและสีดำ นอกจากนี้ยังดีไซน์มาให้เปลี่ยนสายเองได้ง่าย ๆ

ส่วนโหมดการใช้งานต่าง ๆ ก็จะมีโหมดกีฬาให้เลือกได้ถึง 117 โหมดซึ่งครอบคลุมกีฬากลางแจ้งและในร่ม รวมถึงยังมีโหมดการวิ่งมากถึง 10 โหมด มี GPS ติดตั้งมาในตัว พร้อม NFC และฟีเจอร์ Always on display ด้วย แถมยังมีเซ็นเซอร์วัดแสงเพื่อปรับแสงหน้าจออัตโนมัติ ส่วนฟีเจอร์ติดตามสุขภาพทั่วไปอย่างการวัดอัตราการเต้นหัวใจ ตรวจวัดออกซิเจนในเลือด การติดตามการนอนหลับ และอื่น ๆ ก็มากันครบเลย

ทาง Xiaomi เคลมว่า Mi Band 7 Pro แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานแบบปกติได้นานสูงสุดถึง 12 วัน และจะสามารถใช้งานได้นาน 6 วันหากใช้งานอย่างหนัก และยังสามารถกันน้ำได้ถึงระดับ 5ATM

Mi Band 7 Pro เปิดราคามาที่ 379 หยวน (ประมาณ 2,000 บาท) และจะมีสายให้เลือกถึง 6 สีนั่นก็คือสี Joy Live Pink, Vitality Orange, Stretch Blue, Meditation Green, Night Leap Black และ Resting White ซึ่งสามารถซื้อแยกได้ในราคา 39 หยวน (ประมาณ 200 บาท) นอกจากนี้ยังมีสายสีพิเศษอีก 2 สีคือสี Van Gogh Green และ Monet Grey มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 59 หยวน (ประมาณ 300 บาท)

หากใครที่เล็ง ๆ เอาไว้แล้วล่ะก็อาจจะต้องรออีกหน่อย เพราะในงานนี้ยังไม่ได้มีการประกาศออกมาว่าจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วโลกเมื่อไร หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะรีบนำมาอัปเดตให้ทันทีเลยครับ

 

ที่มา : xiaomi

from:https://droidsans.com/mi-band-7-pro-launched-in-china/

เปิดตัว Xiaomi Book Pro รุ่นใหม่ ให้จอ OLED ดีสุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมซีพียู Intel Gen 12

Xiaomi Book Pro แล็ปท็อปไฮเอนด์รุ่นใหม่เปิดตัวแล้วในจีน ตัวท็อปมากับหน้าจอ 16 นิ้ว เป็นพาเนล OLED ที่ดีที่สุดเท่าที่ Xiaomi เคยใส่มาให้ในอุปกรณ์ประเภทนี้ คืออัปเกรดขึ้นทั้งประสิทธิภาพการแสดงผล ความเที่ยงตรงของสี และเพิ่มคุณสมบัติการรองรับ 3D LUT สำหรับงานวิดีโอที่ต้องการการปรับแต่งสีอย่างละเอียดอ่อน รวมถึงการรองรับ Dolby Vision ด้วย นอกจากนี้ยังมีรุ่น 14 นิ้วเป็นอีกทางเลือก ซึ่งมีราคาที่ย่อมเยากว่า

หน้าจอของ Xiaomi Book Pro ทั้งรุ่น 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว มีขอบเขตสีครอบคลุม 100% ของ DCI-P3 เป็นพาเนล 10-bit แสดงผลได้ 1 พันล้านสี ความสว่าง 600 นิตเท่ากัน รองรับทัชสกรีนเหมือนกัน ส่วนที่แตกต่างกันคือ

  • ขนาด 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว ตามชื่อรุ่น
  • ความละเอียดหน้าจอ 2.8K และ 4K
  • อัตรารีเฟรชหน้าจอ 90Hz และ 60Hz
  • ค่า ΔE ≈ 0.41 และ ΔE ≈ 0.33 ตัวเลขยิ่งน้อย หมายถึงสีสันยิ่งแม่นยำ
  • น้ำหนัก 1.5 กก. และ 1.8 กก.

Xiaomi บอกว่า หน้าจอของ Xiaomi Book Pro รุ่น 16 นิ้ว จะให้สีเหมือนกับหน้าจอของ Xiaomi 12S Ultra เป๊ะ ๆ เลย เพราะทั้งคู่ใช้กระบวนการคาลิเบรตปรับเทียบสีแบบเดียวกัน ใช้อัลกอริทึมแสดงผลเหมือนกัน คือเปิดภาพเดียวกัน เอามาวางเทียบข้าง ๆ กัน แยกแทบไม่ออก

อีกจุดเด่นหนึ่งของ Xiaomi Book Pro ที่ Xiaomi โปรโมตคือ ดีไซน์ที่เรียบง่ายและดูหรูหราแบบยูนิบอดี้ โครงสร้างหลักทำมาจาก CNC ที่แข็งแรงทนทาน และในรุ่นนี้ยังมีการปรับปรุงในส่วนของแทร็กแพ็ดให้ตอบสนองต่อการแตะหรือกดได้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นโดยการใส่มอเตอร์แฮปติกแกน X เข้าไป และเลือกใช้แก้วเป็นวัสดุครอบทับแทร็กแพ็ด

ทั้ง Xiaomi Book Pro รุ่น 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยซีพียูเจเนอเรชัน 12 ของ Intel เลือกได้ระหว่าง Core i5 และ Core i7 แบ่งเป็น 2 และ 3 รุ่นย่อยตามลำดับ ดังนี้

Xiaomi Book Pro รุ่น 14 นิ้ว

  • CPU Core i5-1240P / RAM 16GB / SSD 512GB
    – ราคา 5,899 หยวน (ประมาณ 31,499 บาท)
  • CPU Core i5-1240P / GPU MX 550 / RAM 16GB / SSD 512GB
    – ราคา 6,499 หยวน (ประมาณ 34,699 บาท)
  • CPU Core i7-1260P / GPU RTX 2050 / RAM 16GB / SSD 512GB
    – ราคา 7,999 หยวน (ประมาณ 42,699 บาท)

Xiaomi Book Pro รุ่น 16 นิ้ว

  • CPU Core i5-1240P / RAM 16GB / SSD 512GB
    – ราคา 6,499 หยวน (ประมาณ 34,699 บาท)
  • CPU Core i7-1260P / GPU RTX 2050 / RAM 16GB / SSD 512GB
    – ราคา 8,499 หยวน (ประมาณ 45,399 บาท)

เบื้องต้น Xiaomi Book Pro จะมีวางจำหน่ายเฉพาะในจีน ส่วนประเทศอื่น ๆ ต้องรอติดตามประกาศหลังจากนี้

from:https://droidsans.com/xiaomi-book-pro-14-16-specs/

เปิดตัว Xiaomi 12s Series มาพร้อมเทคโนโลยีจาก LEICA และเซนเซอร์กล้องเทพขนาด 1 นิ้ว

มาแล้ว…มือถือระดับเรือธงตัวท็อปรุ่นล่าสุด Xiaomi 12s Series ที่คราวนี้มาทั้งหมด 3 รุ่น คือ Xiaomi 12s, Xiaomi 12s Pro และ Xiaomi 12s Ultra ตัวเทพสุดที่ไปจับมือกับแบรนด์ LEICA เพื่อช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีกล้องแถมยังได้ใช้เซนเซอร์กล้องตัวล่าสุดอย่าง Sony IMX989 ที่มีขนาดใหญ่ 1 นิ้ว เป็นรุ่นแรกอีกต่างหาก

สเปคแรง แต่ประหยัดพลังงาน

Xiaomi 12s Series ทั้ง 3 รุ่น มากับชิปรุ่นตีบวกใหม่ล่าสุดอย่าง Snapdragon 8+ Gen 1 ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าการทำงานทั่วไปจะไม่มีอาการสะดุดหรือหน่วงให้เห็นแน่นอน รวมถึงการเล่นเกมกราฟิกโหด ๆ ในปัจจุบันก็สามารถปรับได้ถึงขั้นสุดแบบไม่มีปัญหาแน่นอน

นอกจาก Xiaomi 12s Series จะมากับสเปคสุดแรงแล้ว มันยังมากับระบบจัดการแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยจากการทดสอบดู TikTok ติดต่อกันพบว่า Xiaomi 12s Series ทั้ง 3 รุ่น สามารถดูคลิปวิดีโอได้ต่อเนื่องยาว ๆ ถึง 12 – 13+ ชม. แม้จะมีแบตเตอรี่เริ่มต้นที่ 4500 mAh นอกจากนี้มันยังควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

หน้าจอ AMOLED ไหลลื่น

ทั้ง 3 รุ่นใช้พาเนลหน้าจอแบบ AMOLED ที่มีรีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz รองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ และ Dolby Vision  และยังแข็งแกร่งทนทานด้วยกระจก Gorilla Glass Victus ด้วย

Xioami 12s มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.28 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz ส่วนรุ่นพี่ Xiaomi 12s Pro และ 12s Ultra มีขนาดอยู่ที่ 6.73 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K ทั้งคู่เป็นหน้าจอแบบ LTPO 2.0 ที่สามารถปรับรีเฟรชเรทตามการใช้งานได้ตั้งแต่ 1 – 120Hz ทำให้ประหยัดพลังงานได้มากกว่า

 

กล้องหลังร่วมพัฒนากับ LEICA

Xiaomi 12s

Xiaomi 12s Series เป็นมือถือที่เรียกว่าเกิดมาเพื่อการถ่ายภาพโดยเฉพาะ ด้วยการจับมือร่วมพัฒนากับค่าย LEICA เพื่อเพิ่มความเทพให้มากกว่าเดิม โดย Xiaomi 12s มากับกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักเซนเซอร์ IMX707 ความละเอียด 50MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 13MP + กล้อง Tele-macro นอกจากนี้ตัวกล้องหลักยังมระบบกันสั่น OIS ให้มาเพื่อเพิ่มความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างคมชัด รวมถึงการถ่ายวิดีโอที่เนียนนิ่งด้วย

 

Xiaomi 12s Pro

Xiaomi 12s Pro มีสเปคกล้องหลังที่อัปเกรดขึ้นมาเป็นกล้องหลักเซนเซอร์ IMX707 ความละเอียด 50MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 50MP + กล้อง Telephoto ซูม Optical 2x ความละเอียด 50MP โดยกล้องหลักได้ใส่ระบบกันสั่น OIS มาให้ด้วย

 

Xiaomi 12s Ultra เซนเซอร์กล้องเทพขนาด 1 นิ้ว

ตัวท็อปสุดของซีรีส์ที่มากับความพิเศษด้วยกล้องหลักที่ใช้เซนเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด IMX989 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1 นิ้ว สูสีกับกล้อง Compact ในตลาด ใช้เลนส์แบบ 8 ชิ้น ส่วนความละเอียดอยู่ที่ 50MP มีกันสั่น OIS + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 48MP + กล้อง Telephoto เลนส์ Periscope ความละเอียด 48MP ซูมดิจิทัลสูงสุด 120x มีระบบกันสั่น OIS

นอกจากนี้ยังมีระบบกันสั่นแบบ HyperOIS เพื่อช่วยในการถ่ายวิดีโอให้นิ่งสุด ๆ แม้ว่าจะกำลังวิ่งอยู่ก็ตาม

 

ถ่ายภาพสไตล์ LEICA

LEICA ไม่ได้แค่มาช่วยพัฒนาเรื่องกล้องอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใส่โหมดการถ่ายรูปในรูปแบบของ LEICA ให้ได้เลือกใช้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น  LEICA Authentic ที่ให้อารมณ์ภาพแบบสีสันสมจริงเหมือนตาเห็นหรือโหมด LEICA Vibrant ที่ให้ภาพสีสันสดใสขึ้นแต่ก็ไม่ฉูดฉาดเกินจริง และยังมี Filter สไตล์ LEICA อื่น ๆ ให้ได้ใช้ด้วย

 

สเปค Xiaomi 12s

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 8+ Gen 1
  • RAM : 8GB / 12GB
  • ความจุ : 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว พัฒนาร่วมกับ LEICA
    – กล้องหลัก IMX707 ความละเอียด 50MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 13MP
    – กล้อง Tele-macro ความละเอียด 5MP
  • กล้องหน้า : 32MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอปรับแต่งโดย Harman Kardon
  • แบตเตอรี่ : 4500 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 67W ชาร์จไร้สาย 50W

 

สเปค Xiaomi 12s Pro 

  • หน้าจอ AMOLED แบบ LTPO 2.0 ขนาด 6.73 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รีเฟรชเรท 1-120Hz
  • CPU : Snapdragon 8+ Gen 1
  • RAM : 8GB / 12GB
  • ความจุ : 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว พัฒนาร่วมกับ LEICA
    – กล้องหลัก IMX707 ความละเอียด 50MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 50MP
    – กล้อง Telephoto 2x ความละเอียด 50MP
  • กล้องหน้า : 32MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอปรับแต่งโดย Harman Kardon
  • แบตเตอรี่ : 4600 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 120W ชาร์จไร้สาย 50W

 

สเปค Xiaomi 12s Ultra

  • หน้าจอ AMOLED แบบ LTPO 2.0 ขนาด 6.73 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รีเฟรชเรท 1-120Hz
  • CPU : Snapdragon 8+ Gen 1
  • RAM : 12GB
  • ความจุ : 256GB / 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว พัฒนาร่วมกับ LEICA
    – กล้องหลัก IMX989 ความละเอียด 50MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 48MP
    – กล้อง Telephoto เลนส์ Periscope ความละเอียด 48MP
  • กล้องหน้า : 32MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอปรับแต่งโดย Harman Kardon
  • มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น : IP68
  • แบตเตอรี่ : 4860 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 67W ชาร์จไร้สาย 50W

 

ราคา

สำหรับ Xiaomi 12s Series ทั้ง 3 รุ่น + Xiaomi 12s Pro รุ่นพิเศษที่ใช้ชิป Dimensity 9000 ด้วย มีราคาเปิดตัวในจีนอยู่ที่…

  • Xiaomi 12s : ราคาเริ่มต้น 3,999 หยวน หรือประมาณ 21,300 บาท (8/128GB)
  • Xiaomi 12s Pro : ราคาเริ่มต้น 4,699 หยวน หรือประมาณ 25,000 บาท (8/128GB)
  • Xiaomi 12s Pro (Dimensity Version) : ราคาเริ่มต้น 3,999 หยวน หรือประมาณ 21,300 บาท (8/128GB)
  • Xiaomi 12s Ultra : ราคาเริ่มต้น 5,999 หยวน หรือประมาณ 32,000 บาท (8/256GB)

ใครที่รอสอยมือถือกล้องเทพ ๆ แบบ Xiaomi 12s Series ก็ต้องรอติดตามกันอีกทีครับ ว่าจะมีการวางจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ เมื่อไหร่ และจะมีราคาอยู่ที่เท่าไหร่กันบ้าง

from:https://droidsans.com/xiaomi-12s-series-officially-announced/