คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

Pet Tracker อุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง ระบุตำแหน่งด้วย GPS แบบ Real-time ราคาพิเศษสำหรับลูกค้า AIS

ใครที่มีสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว หากว่าเราปล่อยเค้าให้วิ่งเล่นนอกบ้านได้แบบอิสระ บางทีก็จะเกิดอาการไม่อยากกลับบ้าน แอบไปวิ่งเล่นถึงไหน ๆ ก็ไม่รู้ กว่าจะกลับมาให้เห็นหน้าไอ้เราก็เป็นห่วงแทบแย่ (บางทีไปเล่นน้ำเล่นโคลนจนเละกลับมาอีก…) แต่ปัญหานี้จะหมดไปด้วยอุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง Pet Tracker ที่สามารถระบุตำแหน่งของเจ้าตัวยุ่งทั้งหลายได้แบบ Real-time จากมือถือ แถมยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมายให้ได้ใช้กัน โดยลูกค้า AIS สามารถซื้อมาใช้ได้ในราคาพิเศษเพียง 2,490 บาท เท่านั้น 

Pet Tracker เป็นอุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง ที่มีระบบ GPS ในตัวสำหรับใช้ระบุตำแหน่งของสัตว์เลี้ยงได้แบบ Real-time จากหน้าจอมือถือของเราเอง (ผ่านแอป AIS Family Connect) โดยมันสามารถระบุตำแหน่งได้ทั้งในบ้าน / อาคาร หรือนอกบ้านก็ได้ และยังครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเพราะมันต้องใส่ micro SIM เพื่อใช้คู่กับระบบ GPS นั่นเอง

Pet Tracker ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ สำหรับสอดส่องดูแลสัตว์เลี้ยงของเราได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกประวัติเส้นทาง เอาไว้มาเรียกดูได้ว่าแต่ละวันไปซนที่ไหนมาบ้าง, สร้างอาณาเขตเสมือน (Geofence) บนแผนที่เพื่อแจ้งเตือนมาที่มือถือหากสัตว์เลี้ยงของเราวิ่งออกนอกเขตดังกล่าว, ส่งเสียงและแสงออกมาจากตัวอุปกรณ์เพื่อหาสัตว์เลี้ยงในอาคาร นอกจากนี้ Pet Tracker ยังเปลี่ยนไปใช้กับปลอกคออื่น ๆ ได้ตามใจ แถมยังมีน้ำหนักเบา ๆ แค่ 35 กรัมเท่านั้นเอง

มีไฟ LED เอาไว้หาตัวในที่มืด

Pet Tracker จะต้องใช้งานคู่กับแอป AIS Family Connect ที่มีให้ใช้ทั้งบนระบบ Android และ iOS โดยแบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มจะใช้งานได้สูงสุด 96 ชั่วโมง และจะมีการแจ้งเตือนได้ด้วยหากแบตเตอรี่ใกล้หมด

อุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง Pet Tracker มีราคาเต็มอยู่ที่ 3,490 บาท แต่สำหรับลูกค้า AIS ที่เปิดเบอร์ใหม่ แพ็กเกจรายเดือน เน็ต 1GB ราคา 99 บาท/เดือน (สัญญา 12 เดือน) จะได้รับสิทธิ์ซื้อในราคาพิเศษเหลือ 2,490 บาท 

ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจเลยล่ะ สำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยงตัวป่วนชอบวิ่งไปเล่นแล้วหายไปนาน ๆ เรียกก็ไม่ยอมกลับ หรืออยู่ในบ้านแต่ชอบไปแอบมุดอยู่ตรงซอกไหนต่อไหน ถ้าได้เอา Pet Tracker ไปคล้องคอ รับรองว่าอยู่ตรงไหนก็หาเจอแน่นอนจ้า

 

ที่มา : AIS

from:https://droidsans.com/ais-pet-tracker/

เผย Samsung อาจติดต่อ BOE และ CSOT มาช่วยผลิตจอ OLED สำหรับใช้บน Galaxy A Series ปีหน้า

มีข่าวลือจากเกาหลีใต้เปิดเผยว่า Galaxy A Series ในปี 2022 นอกจากจะเปลี่ยนมาใช้ชิปลูกหม้อของ Samsung อย่าง Exynos แล้ว ดูเหมือนว่าผู้ผลิตพาแนลจอ OLED จะเปลี่ยนมือจาก Samsung Display มาเป็นแบรนด์จีน BOE และ CSOT ซะแล้ว โดยสาเหตุของการเปลี่ยนก็เพื่อที่จะลดต้นทุนการผลิตให้ถูกลงนั่นเอง

ในปีหน้า Samsung มีแผนที่จะลดการพึ่งพาจาก Qualcomm และ MediaTek หันมาใช้ชิป Exynos บนสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ให้มากขึ้น หลังจากในปัจจุบันมีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่ขับเคลื่อนด้วยชิปตัวกลั่นของบริษัทฯ โดย Samsung มีตัวเลขในใจว่าจำนวนมือถือ Galaxy ที่ใช้ชิป Exynos ต้องแตะหลัก 50 – 60% เรียกได้ว่าเกือบ ๆ สามเท่าตัวเลยทีเดียว

แต่พอเป็นเรื่องพาแนลจอ OLED แล้ว ตรงนี้เหมือน Samsung จะมีแผนที่ตรงกันข้าม จากปกติให้ Samsung Display ผลิตจอให้กับสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ทุกรุ่น แต่ในปีหน้า Galaxy A Series (บางรุ่น) อาจจะมาพร้อมกับจอ OELD จากแบรนด์จีนอย่าง BOE และ CSOT เนื่องจาก Samsung ต้องการลดต้นทุนการผลิตนั่นเอง

โดยสาเหตุของการเปลี่ยนจาก Samsung Display มาเป็น BOE หรือ CSOT ก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นเลย คือ Samsung ต้องการลดต้นทุนการผลิตของ Galaxy A Series ปี 2022 ลง คาดว่าน่าจะตั้งใจมาสู้กับเหล่ามือถือแบรนด์จีนที่มักจะอัดสเปคมาแบบจัดเต็มในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์จากชาติอื่น ๆ

ตอนนี้ลือ ๆ กันว่าทั้ง BOE และ CSOT กำลังพัฒนาพาแนลจอ OLED สำหรับ Galaxy A73 อยู่ ซึ่งทั้งสองไม่ถือเป็นหน้าใหม่ของวงการนะ BOE ตอนนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว จนถึงขั้นโดน Apple จับเซ็นสัญญาผลิตหน้าจอ OLED ให้กับ iPhone ของพวกเขา ส่วน CSOT ก็เคยมีข่าวว่าซุ่มพัฒนาพาแนล LCD ที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังเอาไว้ใต้จอ (แต่ตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จ)

สำหรับ Galaxy A73 คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 (อาจจะมาพร้อมกับ Galaxy A53) ใช้เซ็นเซอร์หลักความละเอียด 108MP และอาจรองรับระบบกันสั่นแบบ OIS กันทั้ง Galaxy A Series ไม่จำกัดแค่เฉพาะ A73

 

ที่มา: sammobile

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-a-series-2022-might-outsource-oled-panels-china/

HUAWEI nova 9 เตรียมเปิดตัววันที่ 28 ตุลาคม 2564 พร้อม WATCH GT 3 Series และสินค้าอื่น ๆ

HUAWEI เตรียมจัดงาน APAC AUTUMN PRODUCT LAUNCH วันที่ 28 ตุลาคม 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ หลายอย่าง นำโดย nova 9 ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 778G มีหน้าจอ OLED ความลึกสี 10-bit ขนาด 6.57 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz รองรับชาร์จไวแรงกระฉูด 66W เสริมทัพด้วย MateBook 14s, WATCH GT3 และ Vision S

HUAWEI nova 9

นอกเหนือจากจุดเด่นที่กล่าวไปด้านบนแล้ว nova 9 ยังมีความหน้าสนใจตรงชุดกล้องหลัง 4 ตัว ที่ประกอบด้วย กล้องหลัก 50MP บนเซนเซอร์ RYYB, กล้องอัลตราไวด์ 8MP, กล้องมาโคร 2MP และกล้องจับความลึก 2MP ในขณะที่กล้องเซลฟี่มีความละเอียด 32 MP

สเปค HUAWEI nova 9

  • จอภาพ : OLED ขนาด 6.57 นิ้ว
    – ความละเอียด FHD+
    – อัตรารีเฟรช 120Hz
    – ความลึกสี 10-bit
  • ชิป : Qualcomm Snapdragon 778G
  • หน่วยความจำ : RAM 8GB
  • ความจุ : ROM 128GB ; 256GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 50MP, เซนเซอร์ภาพชนิด RYYB
    – กล้องอัลตราไวด์ 8MP
    – กล้องมาโคร 2MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 32MP
  • เครือข่าย : 4G LTE
  • แบตเตอรี่ : 4300mAh, รองรับชาร์จไว 66W
  • ระบบปฏิบะติการ : HarmonyOS 2.0
  • ขนาด : 160 x 73.7 x 7.77 มม.
  • น้ำหนัก : 175 กรัม

HUAWEI MateBook 14s

สำหรับ MateBook 14s นั้นเผยโฉมที่ต่างประเทศไปแล้วตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นมาจาก MateBook 14 เล็กน้อย อัปเกรดหน้าจอเป็นความละเอียด 2.5K ความลึกสี 10-bit พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz และน้ำหนักเบาลงเล็กน้อย จาก 1.49 กก. เหลือ 1.43 กก. ส่วนซีพียูมี 2 ออปชันให้เลือก คือ Intel Core i5-11300H และ i7-11370H ราคาเริ่มต้นในจีนจะอยู่ที่ 7,000 หยวน หรือประมาณ 36,490 บาท

HUAWEI WATCH GT 3

นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะรุ่นล่าสุดจาก HUAWEI คือ WATCH 3 และ WATCH 3 Pro ส่วน WATCH GT 3 ที่กำลังจะมาถึงนี้ยังไม่มีข้อมูล แต่ในการโปรโมตมีระบุคำว่า “ซีรีส์” พ่วงท้าย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ WATCH GT 3 Pro จะโผล่มาร่วมแจมด้วยครับ

HUAWEI Vision S

Vision S เป็นสมาร์ททีวีที่รันด้วย HarmonyOS เน้นการทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบเดียวกัน มีกล้องความละเอียด 13MP ในตัวสำหรับใช้งานวิดีโอคอลผ่าน MeetTime พาเนลแสดงผลเป็นชนิด IPS LCD มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 55 นิ้ว และ 65 นิ้ว ความละเอียด 4K เท่ากันตั้งคู่ ต่างประเทศขายในราคา 2,999 ริงกิต (ประมาณ 24,190 บาท) และ 3,999 ริงกิต (ประมาณ 32,190 บาท) ตามลำดับ

ปล. ย้ำอีกที เผื่อเพื่อน ๆ คนไหนลืมไปแล้ว …วันที่ 21 ตุลาคม HUAWEI มีจัดงานเหมือนกันนะครับ ซึ่งน่าจะเป็นการนำ P50 มาเปิดตัวในต่างประเทศ หรือถ้าเซอร์ไพรส์หน่อยอาจเป็น Mate 50 ถึงแม้จะดูไม่ค่อยมีลุ้นก็ตาม

 

ที่มา : HUAWEI

from:https://droidsans.com/huawei-new-product-launch-oct-28/

สเปค Vivo S10e 5G มือถือจอ AMOLED 90Hz ขนาด 6.4 นิ้ว พร้อมกล้องหลัง 64MP เปิดราคาในจีนราวหมื่นบาทต้น ๆ

Vivo เปิดตัวมือถือซีรีส์ S รุ่นน้องเล็กอย่าง Vivo S10e 5G ภาคต่อจาก Vivo S9e 5G ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคม โดยมือถือรุ่นนี้มากับจุดเด่นที่หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว และกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 64MP และระบบชาร์จไวปรู๊ดปร๊าดถึง 44W ส่วนราคาเริ่มต้นเปิดมาได้น่าสนใจมาก ๆ ที่ 2399 หยวน หรือประมาณ 12,500 บาทเท่านั้น

Vivo S10e 5G ยังคงใช้พาเนลหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 90Hz รองรับ HDR10+ มีดีไซน์ที่เหมือนกับ Vivo S9e 5G ด้วย Notch แบบหยดน้ำ และเซนเซอร์สแกนนิ้วมือใต้จอ แต่พอพลิกมาด้านหลังจะเห็นความแตกต่างของโมดูลกล้องที่ใช้สีดำแล้วตัดขอบด้วยสีเงิน และวางกล้องแบบเรียงเป็นแถวเดียว (รุ่นก่อนวางกล้องแบบสามเหลี่ยม)

ส่วนด้านสเปคได้รับการอัปเกรดมาใช้ชิป Dimensity 900 ที่มีประสิทธิภาพสู้กับ Snapdragon 7 Series ได้สบาย ๆ มากับ RAM แบบ LPDDR4x ขนาด 8GB และความจุแบบ UFS 2.1 ขนาด 128GB และ 256GB (ไม่รองรับ microSD Card) แบตเตอรี่ให้มาแบบพอดี ๆ ที่ 4000 mAh รองรับชาร์จไว 44W

กล้องหลังมีทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 64MP (f/1.89) + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP มุมกว้าง 119 องศา + กล้องจับความลึก 2MP และกล้องเซลฟี่ให้มาแบบจุใจที่ความละเอียดถึง 32MP

สเปค Vivo S10e 5G

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Dimensity 900
  • GPU : Mali-G68
  • RAM (LPDDR4x) : 8GB
  • ความจุ (UFS 2.1) : 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 64MP (f/1.89)
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP มุมกว้าง 119 องศา
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 32MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, BT 5.1, USB-C
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ใต้จอ), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • แบตเตอรี่ : 4000 mAh รองรับชาร์จไว 44W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย OriginOS 1.0
  • ขนาด / น้ำหนัก : 160.87 × 74.28 × 7.49 มม. / 175 กรัม

Vivo S10e 5G เตรียมเปิด Pre-order ในจีนวันที่ 20 ตุลาคม 2564 โดยมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ 8GB / 128GB ราคา 2399 หยวน (ประมาณ 12,500) และรุ่น 8GB / 256GB ราคา 2599 หยวน (ประมาณ 13,500 บาท) แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าจะขายในต่างประเทศด้วยรึเปล่า หรือว่าอาจจะวางขายแต่เปลี่ยนไปใช้ชื่อซีรีส์อื่นแทนก็ได้ครับ

 

ที่มา : Gizchina

from:https://droidsans.com/vivo-s10e-officially-announced-china/

สรุปสเปค M1 Pro และ M1 Max ชิปเซ็ตบน MacBook ตัวใหม่ของ Apple

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงาน Unleased เมื่อคืนที่ผ่านมา ที่จะไม่พูดถึงไปเลยไม่ได้ก็คือชิปเซ็ต M1 Pro และ M1 Max ที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีของ ARM เหมือนกับรุ่นก่อน แต่ประสิทธิภาพ CPU และ GPU แรงกว่าเยอะ โดย Apple เปิดเผยชิปทั้งสองถือเป็นชิปขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทฯ เคยพัฒนามาเลย ว่าแต่สเปคจะมีอะไรบ้าง มาหาคำตอบได้ในบทความนี้เลยครับ

M1 Pro

Apple เปิดเผยว่าชิปเซ็ต M1 Pro ตัวใหม่ ได้ถูกผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร โดยมี Memory Bandwidth มากถึง 200GB/s มากกว่า M1 รุ่นก่อนหน้าเกือบ 3 เท่า และสามารถใส่ RAM ได้สูงสุด 32GB 

M1 Pro มีทรานซิสเตอร์กว่า 3.37 หมื่นล้านตัว ซึ่งแน่นอนว่าจะเข้ามาช่วยให้ M1 Pro นั้นมีประสิทธิภาพการสั่งงานอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเมื่อเทียบกับ M1 ตัวที่แล้ว จะพบว่า M1 Pro มีทรานซิสเตอร์มากกว่าถึง 2 เท่าตัวเลยทีเดียว

Apple ให้ข้อมูลว่า M1 Pro มีโครงสร้าง CPU แบบ 8+2 ประกอบด้วย ตัว High-Performance ทั้งหมด 8 แกน และตัว High-Effiency หรือตัวประหยัดพลังงานอีก 2 แกน แรงกว่าเดิม 70% ขณะที่ในส่วน GPU ตัว M1 Pro ใส่มาให้ทั้งหมด 16 แกน ประสิทธิภาพดีกว่า M1 สองเท่าตัว

M1 Pro มาพร้อมกับตัวเร่งประมวลผลวิดีโอชื่อว่า ProRes ที่จะเข้ามาทำให้ MacBook ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตดังกล่าวสามารถสตรียมวิดีโอ 4K หรือ 8K ได้ดีขึ้น แต่กินไฟเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

เมื่อประสิทธิภาพ CPU กับ GPU ออนบอร์ดของ PC Laptop ทั่วไป จะเห็นว่า M1 Pro ช่วง Peak Performance จะแรงกว่าถึง 7 เท่า 

M1 Pro ทำผลงานได้ดีกว่า GPU แยกของ PC Laptop ประสิทธิภาพแรงพอ ๆ กัน แต่กินไฟน้อยกว่า 70%

M1 Max

Apple เคลมว่า M1 Max มีพื้นฐานการพัฒนามาจาก M1 Pro แต่ประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีกว่า มี Memory Bandwidth มากกว่าเดิมสองเท่าที่ 400GB/s และรองรับ RAM สูงสุด 64GB มากกว่ารุ่น Pro สองเท่า และ M1 ธรรมดาถึง 6 เท่าตัว

หากบอกว่า M1 Pro มีทรานซิสเตอร์ที่เยอะแล้ว Apple บอกว่า M1 Max มีมากกว่า โดยมีทั้งหมด 5.7 หมื่นล้านตัว เป็นชิปเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ Apple เคยพัฒนาขึ้นมา 

M1 Max มีโครงสร้าง CPU แบบเดียวกับ M1 Pro แต่ GPU ได้รับการอัปเกรดขึ้นมาเป็น 32 แกน ประสิทธิภาพแรงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับชิป M1 ถึง 4 เท่า และมีตัวเร่ง ProRes ถึง 2 ตัว มากกว่าตัว Pro ที่มีแค่หนึ่งตัวเท่านั้น 

Apple เผยว่า ในช่วงระยะเวลากินไฟ 30W ชิปเซ็ต M1 Max (และ M1 Pro) สามารถขึ้นไปถึงจุด Peak Performance และมีประสิทธิภาพที่แรงกว่าชิป 8 แกนของ PC Laptop ทั่วไปถึง 1.7 เท่า

และหากเทียบในช่วงประสิทธิภาพเท่ากันจะเห็นว่า M1 Max (และ M1 Pro) กินไฟน้อยกว่าถึง 70% เลยทีเดียว 

M1 Max ประสิทธิภาพ GPU ใกล้เคียงกับ GPU แยกของ PC Laptop ตัวแรง แต่กินไฟน้อยกว่า 40% 

ส่วนถ้าเทียบกับ GPU แยกรุ่นไฮเอนด์ของฝั่ง PC Laptop จะเห็นว่า M1 Max พอสู้ได้ แพ้แบบไม่ขาดลอย แต่กินไฟน้อยกว่าถึง 100 วัตต์เลยทีเดียว 

Apple เผยว่า M1 Max ไม่ว่าจะเสียบชาร์จหรือถอด ประสิทธิภาพ GPU ก็เท่าเดิม ไม่แตกต่าง เทียบกับ GPU ฝั่ง PC Laptop จะเห็นชัดเจนเลยว่า ประสิทธิภาพตกลงไปเยอะมาก ๆ 

Apple เคลมว่า MacBook ที่ใช้ M1 Pro หรือ M1 Max จะประมวลผล Final Cut Pro ได้ดีกว่า MacBook Pro รุ่น M1 ถึง 13 เท่า 

โดย M1 Pro และ M1 Max จะมีหน่วยประมวลผล Neural Engine 16 แกน ช่วยให้ Machine Learning ทำงานดีขึ้น และปรับปรุงประสิทธิภาพการถ่าย, Engine การแสดงผลหน้าจอแบบใหม่ที่ช่วยให้ต่อได้หลายจอกว่าเดิม, ตัวควบคุม Thunderbolt 4 ที่เข้ามาเพิ่ม Bandwidth I/O ได้สูงขึ้น,  ตัวประมวลผลภาพที่ทำให้สีผิวมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน และระบบความปลอดภัย Secure Enclave


from:https://droidsans.com/apple-m1-pro-and-m1-max-specs-summary/

สเปค M1 Pro และ M1 Max แรงกว่า M1 ขาดลอย เรนเดอร์ Final Cut Pro ไวขึ้น 13 เท่า

อีกหนี่งไฮไลท์ของงาน Unleased เหมือนคืนที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นชิปเซ็ต M1 Pro และ M1 Max ตัวใหม่ของ Apple พัฒนาบนพื้นฐานสถาปัตยกรรมของ ARM เหมือนเดิม ประสิทธิภาพ CPU แรงกว่า M1 ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงปีก่อนถึง 70% ขณะที่ GPU ตัว M1 Pro แรงกว่าสองเท่า ส่วน M1 Max ตัวเทพแรงกว่าเดิมมากถึง 4 เท่าตัวเลยทีเดียว

ชิปเซ็ตทั้งสองได้รับการอัปเกรดขึ้นจาก M1 พอสมควร โดย M1 Pro มี Memory Bandwidth อยู่ที่ 200GB/s รองรับ RAM สูงสุด 32GB ขณะที่ M1 Max มี Memory Bandwidth ที่ 400GB/s (มากกว่าตัว M1 ถึง 6 เท่า) และรองรับ RAM สูงสุด 64GB 

Apple บอกว่า Windows Laptop จะมี Graphics Memory สุดเพียงแค่ 16GB แต่ MacBooks รุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป M1 Pro หรือ M1 Max จะมี Graphics Memory ที่มากกว่านั้น แถมบริษัทฯ ยังเคลมอีกว่า ประสิทธิภาพการใช้งานระหว่างการเสียบปลั๊กชาร์จกับการถอดจะเหมือนกันเป๊ะ ๆ ไม่มีอะไรลดหย่อนลงไปเลย ที่สำคัญ M1 Pro และ M1 Max ยังมีตัวเร่งความเร่งสำหรับประมวลผลวิดีโออย่าง ProRes เข้ามาด้วย

M1 Pro

M1 Pro และ M1 Max ต่างผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตรด้วยกันทั้งสองตัว โดยสเปคของ M1 Pro จะมี CPU ทั้งหมด 10 แกน แบ่งเป็นตัวแรง 8 แกน และตัวประหยัดพลังงานอีก 2 แกน ประสิทธิภาพแรงกว่าชิป PC Laptop 8 แกนทั่วไปถึง 1.7 เท่า และสามารถทำงานได้ถึงระดับประสิทธิภาพสูงสุดของ ทว่ากินไฟน้อยลงกว่าเดิม 70%

ขณะที่ GPU ตัว M1 Pro จะมีทั้งหมด 16 แกน แรงกว่าชิปของ PC Laptop 8 แกนทั่วไปถึง 7 เท่า และเมื่อเทียบกับการ์ดจอแบบแยกที่แรงที่สุด ตัว M1 Pro ก็ยังมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า แต่กินไฟน้อยลง 70%

กินไฟน้อยลงกว่าเดิม 70% เมื่อเทียบกับ CPU 8 แกน บน PC Laptop ทั่วไป 

M1 Max

มาถึง M1 Max พระเอกใหญ่สุดของงานกันบ้าง โครงสร้าง CPU จะเหมือนกับ M1 Pro เลย เพียงแต่ว่า GPU จะมีทั้งหมด 32 แกน ด้านในมีทรานซิสเตอร์กว่า 5.7 พันล้านตัว มากกว่า M1 Pro ถึง 70% นอกจากนี้ GPU ของ M1 Max ยังมีประสิทธิภาพเท่ากับ PC Laptop ระดับรุ่นโปร Compact แต่ใช้พลังงานน้อยกว่า 40% และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ GPU ระดับไฮเอนด์สูงสุดใน PC Laptop ขนาดใหญ่ ขณะที่ใช้พลังงานน้อยกว่า 100 วัตต์

กินไฟน้อยลงกว่าเดิม 40% เมื่อเทียบกับ GPU ของ PC Laptop รุ่น Pro แบบ Compact

มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ GPU ระดับไฮเอนด์สูงสุดใน PC Laptop ขนาดใหญ่ ขณะที่ใช้พลังงานน้อยกว่า 100 วัตต์

Apple เคลมว่า MacBook Pro ที่ใช้ชิป M1 Pro จะสามารถเรนเดอร์ Final Cut Pro ได้เร็วกว่าเดิม 13 เท่า เมื่อเทียบกับ MacBook Pro 13″ รุ่นก่อนหน้าที่ใช้ชิป M1 ตัวธรรมดา ส่วน M1 Max จะเรนเดอร์ไวกว่าตัว Pro 2 เท่า เพราะมีตัวเร่ง ProRes มากถึงสองตัว (มากกว่าตัว Pro หนึ่งตัว)

โดย M1 Pro และ M1 Max จะมีหน่วยประมวลผล Neural Engine 16 แกน ช่วยให้ Machine Learning ทำงานดีขึ้น และปรับปรุงประสิทธิภาพการถ่าย, Engine การแสดงผลหน้าจอแบบใหม่ที่ช่วยให้ต่อได้หลายจอกว่าเดิม, ตัวควบคุม Thunderbolt 4 ที่เข้ามาเพิ่ม Bandwidth I/O ได้สูงขึ้น,  ตัวประมวลผลภาพที่ทำให้สีผิวมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยน และระบบความปลอดภัย Secure Enclave

ที่มา: GSMArena

from:https://droidsans.com/specs-apple-m1-pro-m1-max/

Apple อัปเกรด AirPods Pro โมเดลใหม่ รองรับ MagSafe ราคาเท่าเดิม 8,992 บาท

หนึ่งในคุณสมบัติใหม่ของ AirPods 3 ที่พึ่งเปิดตัวในงาน Unleashed เมื่อคืนนี้ คือ ตัวเคสจะรองรับการชาร์จแบบไร้สายผ่าน MagSafe ซึ่ง Apple ได้เพิ่มสามารถนี้ให้กับ AirPods Pro แบบเงียบ ๆ ด้วยเหมือนกัน โดยยังคงวางจำหน่ายในราคาเท่าเดิม 8,992 บาท ไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด ส่วน AirPods 2 ปรับราคาลง จากเดิม 6,790 บาท เหลือ 4,990 บาท

ทั้งนี้ AirPods Pro ที่รองรับ MagSafe เป็นการอัปเกรดทางด้านฮาร์ดแวร์ ดังนั้นคนที่ซื้อไปก่อนหน้านี้จะไม่สามารถใช้งานได้นะครับ และตอนนี้ Apple ยังไม่มีเคสชาร์จรุ่นใหม่วางขายแยกด้วย…

 

ที่มา : Apple

from:https://droidsans.com/apple-airpods-pro-magsafe-support/

เปิดตัว OnePlus Watch Harry Potter Limited Edition สมาร์ทวอทช์รุ่นพิเศษสำหรับแฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์

แฟน ๆ ซีรีส์พ่อมด Harry Potter เตรียมตัวเก็บเงินรอกันเลย เพราะล่าสุด OnePlus ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นพิเศษ OnePlus Watch Harry Potter Limited Edition ออกมาแล้ว โดยสมาร์ทวอทช์ดังกล่าวมาในธีมของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ด้วยตัวเรือนสีทองแดง สายหนังสีน้ำตาล พร้อมกับหน้าปัด หรือ Watch Face ที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านต่าง ๆ ให้ได้เลือกใช้กันตามชอบ

OnePlus Watch Harry Potter Limited Edition เป็นรุ่นพิเศษของสมาร์ทวอทช์ OnePlus Watch ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมากับหน้าปัดจอ AMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว ครอบด้วยกระจกขนาด 46 มม. โค้งสวยงามไปกับตัวบอดี้ วัสดุตัวเครื่องทำมาจากสแตนเลส 316L เกรดเดียวกับที่เอาไปใช้ทำมีดผ่าตัด ซึ่งคราวนี้ใช้สีทองแดงพร้อมกับสายรัดข้อมือหนังสีน้ำตาลให้เข้ากับธีมของ Harry Potter ทำให้มันยิ่งดูคลาสสิกเข้าไปอีก



มีเซนเซอร์ที่ครบครันไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์วัดคลื่นหัวใจ, เซ็นเซอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) พร้อมฟีเจอร์การใช้งานที่สะดวกครบครันเช่น ฟีเจอร์ตรวจจับความเครียด, ติดตามการนอนหลับ ฯลฯ และแน่นอนว่ามีฟีเจอร์ออกกำลังกายมากถึง 110+ แบบ เช่น ระยะเวลาการวิ่ง, ระยะทาง, แคลอรี่ที่เผาผลาญไป และอัตราการเต้นของหัวใจ และข้อมูลอื่น ๆ อีกมากมายตามกีฬาที่เลือก

สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ได้รับมาตรฐาน IP68 และ 5ATM กันน้ำกันฝุ่นสบาย ๆ ไม่ว่าจะว่ายน้ำหรือออกกำลังกายจนเหงื่อท่วม ก็ไม่ต้องกลัวเป็นอันตรายต่อตัวเครื่อง ส่วนแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสูงสุดถึง 2 สัปดาห์ พ่วงมาด้วย Warp Charge สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น

ส่วนที่พิเศษของ OnePlus Watch Harry Potter Limited Edition ก็คือเหล่าหน้าปัดที่ถูกออกแบบมาเป็นสัญลักษณ์ของบ้านต่าง ๆ ในซีรีส์ Harry Potter

แถมยังมากับกล่องใส่ที่เป็นรูปกำแพงอิฐซึ่งจะแยกออกมาเพื่อเผยโฉมของตัวสมาร์ทวอทช์อีกด้วย

OnePlus Watch Harry Potter Limited Edition มีราคาจำหน่ายในประเทศอินเดียอยู่ที่ 16999 รูปี หรือประมาณ 7,550 บาท และจะเริ่มวางขายตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนจะมีเข้ามาในบ้านเราด้วยรึเปล่า…แฟน ๆ พ่อมดแฮร์รี่ต้องรอลุ้นกันอีกทีครับ

 

ที่มา : OnePlus

from:https://droidsans.com/oneplus-watch-harry-potter-limited-edition-is-official/

เปิดตัว MacBook Pro 14 และ 16 นิ้ว ชิป Apple M1 Pro กับ M1 Max เร็วขึ้นสูงสุด 3.7 เท่า ดีไซน์จอติ่ง ตัด Touch Bar ทิ้ง เริ่ม 73,900 บาท

รอกันมานานในสุดก็ได้ฤกษ์เปิดตัวสักทีสำหรับ MacBook Pro รุ่นใหม่ประจำปี 2021 ซึ่งคราวนี้มาพร้อมกับรุ่นจอ 14″ และ 16″ โฉมใหม่ ดีไซน์ดูย้อนยุคเหมือน MacBook Gen แรก ๆ พร้อมจอติ่งเหมือนมือถือ iPhone เพิ่มฟีเจอร์ ProMotion มี Refesh Rate สูงสุด 120Hz กับเปลี่ยนชิปใหม่เป็น Apple M1 Pro และ M1 Max ประสิทธิภาพเร็วขึ้นกว่าเดิมสูงสุดถึง 3.7 เท่า ในราคาเริ่มต้นที่ 73,900 บาท เตรียมวางจำหน่ายในไทยเร็ว ๆ นี้

ชิป Apple M1 Pro และ M1 Max เป็นยังไงบ้าง


สเปคภาพรวมของทั้ง 2 ชิป

ทั้ง Apple M1 Pro และ M1 Max จะยังคงใช้สถาปัตยกรรมการผลิตขนาด 5nm เหมือนกับ M1 รุ่นเดิม เพิ่มเติมคือยัดจำนวน Transistor มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า (เดิม M1 มี 16,000 ล้านหน่วย) โดย M1 Pro เพิ่มขึ้น 2 เท่ากว่า ๆ เป็น 33,700 ล้านหน่วย และ M1 Max มีถึง 57,000 ล้านหน่วยกันเลยทีเดียว พร้อมกับรองรับพอร์ต Thunderbolt 4 การถอดรหัสไฟล์ H.264, HEVC, Pro Res และมี Memory bandwidth สูงสุดถึง 400GB/s ด้วยกัน

แน่นอนว่าด้วยความที่ยังคงใช้สถาปัตยกรรม 5 nm เท่าเดิม แต่ยัดทรานซิสเตอร์มากขึ้น ขนาดชิปย่อมมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย จากรูปคือชิปตัว M1 Max อันเดียวจะมีขนาดใหญ่กว่าชิป M1 ธรรมดาถึง 4 อันเลยก็ว่าได้

ซีพียู Apple M1 Pro และ M1 Max มีทั้งหมด 5 แบบคือ

  • M1 Pro จะมี 3 แบบคือ CPU 8‑core/GPU 14-core, CPU 10‑core/GPU 14-core และ CPU 10‑core/GPU 16-core
  • M1 Max จะมี 2 แบบคือ CPU 10‑core/GPU 24-core และ CPU 10‑core/GPU 32-core

**ทั้ง 2 รุ่นมี Neural Engine จำนวน 16 Core เท่ากันตั้งแต่ตัวเริ่มต้นจนถึงท็อป

ประสิทธิภาพของ Apple M1 Pro และ M1 Max เป็นยังไงบ้าง


รูปเทียบประสิทธิภาพ CPU เทียบกับพลังงานที่ใช้

ทาง Apple เคลมว่าชิป M1 Pro และ M1 Max ประสิทธิภาพต่อวัตต์แรงกว่าชิปโน้ตบุ๊ค 8 Core ทั่วไปถึง 1.7 เท่า และใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 70% เมื่อทำงานในระดับประสิทธิภาพเดียวกัน ซึ่งถือว่าทั้งแรงและกินไฟต่ำสุด ๆ


รูปเทียบประสิทธิภาพ GPU M1 Pro เทียบกับพลังงานที่ใช้

ถัดมาดูทางฝั่งชิป GPU ใน M1 Pro กันบ้างซึ่งทาง Apple เองก็เคลมว่าประสิทธิภาพดีกว่าการ์ดจออนบอร์ดบนโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ถึง 7 เท่า และใช้พลังงานน้อยกว่าการ์ดจอแยกเกมมิ่ง 70% เมื่อทำงานให้ประสิทธิภาพระดับเดียวกัน แรงน้อง ๆ การ์ดจอแยกบนโน้ตบุ๊คเกมมิ่งเลยจริง ๆ (ดีไม่ดีอาจแรงกว่าขึ้นกับการทดสอบ)


รูปเทียบประสิทธิภาพ GPU M1 Max เทียบกับพลังงานที่ใช้

ส่วน GPU ของ M1 Max ทาง Apple ทำแยกออกมาประสิทธิภาพถือว่าแรงพอตัวเลยทีเดียว เคลมว่าเมื่อถอดปลั๊กทำงานสามารถให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าการ์ดจอระดับ High-End โน้ตบุ๊คถึง 3.3 เท่า และใช้พลังงานน้อยกว่า 100W เมื่อทำงานในระดับเดียวกัน (ดูเวอร์มากอยากรู้เลยว่าทดสอบด้วยอะไร โปรแกรมอะไร)

ดีไซน์ สเปค MacBook Pro 14″ และ 16″

คราวนี้มาดูทางด้านดีไซน์ตัวเครื่องกันต่อซึ่งทั้ง MacBook Pro 14″ และ 16″ จะเหมือนกันเลยต่างกันแค่ขนาดจอ ดีไซน์ดูย้อนยุคเหมือนพวก MacBook Gen แรก ๆ ช่วงปี 2012-2013 เพิ่มเติมมาคือเรื่องขอบจอบางขึ้นและมีจอติ่งใส่กล้อง Webcam 1080p อยู่ข้างใน ซึ่งทาง Apple เคลมว่าเป็นกล้องที่ดีที่สุดบน Mac notebook เท่าที่เคยมีมา

ตัวกล้องรองรับ FaceTime ระดับ 1080p มีชิ้นเลนส์ 4 ชิ้น รูรับแสง f 2.0 ถือว่ากว้างใช้ได้เลย แต่ส่วนตัวแอบหงุดหงิดที่อุตส่าห์เป็นติ่งมาขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ให้ Face ID มาด้วย (มีแต่ Touch ID)

หน้าจอของทั้งสองรุ่นจะมีขนาดจริงวัดแล้วอยู่ที่ 14.2 นิ้ว กับ 16.2 นิ้ว ตามลำดับ เป็นแบบ Liquid Retina XDR พาเนล mini LED ความสว่างสูงสุด 1,600 nit พร้อมรองรับ ProMotion แบบ Adaptive เหมือน iPhone 13 ที่ปรับ Refresh Rate ไปมาได้สูงสุด 120 Hz และทาง Apple เคลมว่าเป็นจอโน้ตบุ๊คที่ดีที่สุดในโลกด้วย

ทีนี้มาดูภายในตัวเครื่องกันบ้าง ระบบระบายความร้อนคราวนี้ให้มาจัดเต็มไม่มีกั๊กเหมือน M1 ตัวก่อน มีพัดลมระบายความ 2 ตัว ฮีทไปป์ขนาดใหญ่ 1 เส้น และช่องดูดลมเย็น 3 ทาง เป่าลมร้อน 2 ทาง หมดห่วงเรื่องการใช้งานหนัก ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


พอร์ตด้านซ้ายและด้านขวา

อันนี้ถือเป็นไฮไลท์เด็ดอีกอย่างคือในที่สุด Apple ก็ยอมเอาพวกพอร์ต HDMI และ SD Card Reader กลับคืนมา ไม่ต้องไปหาซื้อ Hub ต่อแยกอีกต่อไป รวมถึงยังเอาพอร์ตชาร์จ MagSafe กลับมาด้วย โดยภายในกล่องจะให้มาเป็นสาย USB-C to MagSafe พร้อมอะแดปเตอร์จ่ายไฟสูงสุด 140W

ต่อมาดูตัวคีย์บอร์ดอันนี้คือตัด Touch Bar ทิ้งไปเลยไม่มีอีกแล้ว ซึ่งคนที่ใช้งานระดับมืออาชีพจากผลสำรวจคือจะชอบปุ่ม Function กดดิบ ๆ แบบเดิมมาก เพราะให้ฟีลลิ่งที่ดีกว่า ควบคุมง่ายกว่า ทำให้ทาง Apple เลือกที่จะตัดทัชบาร์ออกไปเสีย แต่ตรงนี้ก็มีเสียงแตกคนบ่นกันอยู่บ้างทั้งชอบและไม่ชอบ

นอกจากเรื่องจอแล้ว ระบบเสียงทาง Apple เองก็เคลมว่า MacBook รุ่นใหม่ทั้งสองตัวนี้มีระบบเสียงโน้ตบุ๊คที่ดีที่สุดในโลกด้วย โดยตัวเครื่องจะมีลำโพง 6 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์ เสียงเบสมากกว่าเดิม 80% ให้เสียงดังรอบทิศทาง และมีไมค์เกรดเดียวกับระดับ Studio อีกด้วย


ซ้ายคือ MacBook Pro 14″ ขวาคือ MacBook Pro 16″

แล้วก็เรื่องแบตเตอรี่ทาง Apple เคลมว่า MacBook Pro 14″ รุ่นใหม่นี้จะสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 17 ชั่วโมงในการดู Video playback และรุ่น MacBook Pro 16″ ใช้งานนานสูงสุดถึง 21 ชั่วโมง รวมถึงรองรับ Fast Charge แบตชาร์จ 0-50% ได้ในเวลา 30 นาที ซึ่งถือว่าเร็วและอึดมาก ๆ ใช้งานจริงขอแค่เปิดเบราว์เซอร์ท่องเว็บดู YouTube Netflix ได้เกิน 10 ชั่วโมงก็ดีใจแล้ว

ราคา MacBook Pro 14″ และ 16″

MacBook Pro 14″ ปี 2021 จะมีให้เลือก 2 สีคือ เทาสเปซเกรย์ และเงิน แบ่งออกเป็น 2 สเปคหลักคือ

  • M1 Pro CPU 8‑core + GPU 14 Core+  Ram 16GB + SSD 512GB ราคา 73,900 บาท
  • M1 Pro CPU 10‑core + GPU 16 Core+  Ram 16GB + SSD 1TB ราคา 89,900 บาท

MacBook Pro 16″ ปี 2021 จะมีให้เลือก 2 สีคือ เทาสเปซเกรย์ และเงิน แบ่งออกเป็น 3 สเปคหลักคือ

  • M1 Pro CPU 10‑core + GPU 16 Core+  Ram 16GB + SSD 512GB ราคา 89,900 บาท
  • M1 Pro CPU 10‑core + GPU 16 Core+  Ram 16GB + SSD 1TB ราคา 96,900 บาท
  • M1 Max CPU 10‑core + GPU 32 Core+  Ram 32GB + SSD 1TB ราคา 124,900 บาท

สรุป

ภาพรวมทั้งหมดสำหรับ MacBook Pro 14″ และ 16″ ในการเปิดตัวครั้งนี้ในเรื่องสเปคและฟีเจอร์ต่าง ๆ คือพูดตรง ๆ ทำออกมาดีมาก ไม่ว่าจะเป็นชิป M1 Pro และ M1 Max จากพรีเซนต์ออกมาคือแรงจริงแรงจัง โดยไม่ต้องพึ่งการ์ดจอแยกเหมือนโน้ตบุ๊คฝั่ง Windows ก็สามารถทำงานเรนเดอร์กราฟิกหนัก ๆ ได้สบาย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊ก หน้าจอการแสดงผลสุดเทพ รองรับ 120Hz พอร์ตเชื่อมต่อเพิ่มมากขึ้น ลำโพงหกตัว แบตอึด ฯลฯ

แต่ส่วนตัวที่รู้สึกไม่ชอบเลยดีไซน์ MacBook แบบนี้เท่าที่เห็นจากรูปคือมันดูย้อนยุคไปหน่อย น่าจะออกแบบมาให้ล้ำ ๆ แรง ๆ ดูโมเดิลกว่านี้อาจจะดีกว่า รวมถึงหน้าจอติ่งที่ดูจะเสียพื้นที่การใช้งานตรงนั้นไปด้วยดูขัด ๆ ตานิดหนึ่ง และที่น่าตกใจที่สุดคือราคาดีดขึ้นจากเดิมไปเยอะมาก คือดูทรงแล้วคงกะเอามาขายเฉพาะสายทำงานมืออาชีพอย่างเดียว เด็กนักศึกษา มือสมัครเล่นอยากลองใช้ถ้าจะจัดมาใช้สักเครื่องคงคิดหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ (ผ่อน 0% ยังคิดแล้วคิด)

 

ที่มา : Apple (1,2)

from:https://droidsans.com/macbook-pro-14-16-m1-pro-max-2021/

เปรียบเทียบฟีเจอร์ AirPods 2, AirPods 3 และ AirPods Pro

Apple ได้เปิดตัว AirPods 3 อย่างเป็นทางการแล้วในงาน Unleashed เมื่อช่วงดึกของวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายอย่าง ดีไซน์ภายนอกทั้งตัวหูฟังและเคสชาร์จถูกออกใหม่ให้อ้วน ๆ กลม ๆ ใกล้เคียงกับ AirPods Pro มากขึ้น ฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามา คือ Adaptive EQ และ Spatial audio พร้อมความสามารถทนน้ำ IPX4 นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่อึดที่สุดในตระกูล ส่วนราคายังเท่ากับรุ่นเดิมที่ 6,790 บาท แต่ AirPods 2 ที่ถูกปรับราคาลงมาเหลือ 4,990 แล้วก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

เปรียบเทียบฟีเจอร์ AirPods 2 , AirPods 3 และ AirPods Pro

AirPods 2 AirPods 3 AirPods Pro
ฟีเจอร์ Adaptive EQ Adaptive EQ
Custom high-excursion Apple driver
Custom high-excursion Apple driver
Custom high dynamic range amplifier
Custom high dynamic range amplifier
Spatial audio Spatial audio
Vent system for pressure equalization
Vent system for pressure equalization
Active Noise Cancellation
Transparency mode
ความทนทาน กันน้ำและเหงื่อ IPX4
ชิป Apple H1
แบตเตอรี่
ใช้งานต่อเนื่อง 5 ชม. ใช้งานต่อเนื่อง 6 ชม. ใช้งานต่อเนื่อง 4.5 ชม.
ใช้งานร่วมกับเคส 24 ชม. ใช้งานร่วมกับเคส 30 ชม. ใช้งานร่วมกับเคส 24 ชม.
เซนเซอร์
Dual optical sensors Skin-detect sensor Skin-detect sensor
Motion-detecting accelerometer Motion-detecting accelerometer Motion-detecting accelerometer
Speech-detecting accelerometer Speech-detecting accelerometer Speech-detecting accelerometer
Force sensor Force sensor
ไมโครโฟน
ไมโครโฟนคู่แบบบีมฟอร์มมิ่ง ไมโครโฟนคู่แบบบีมฟอร์มมิ่ง ไมโครโฟนคู่แบบบีมฟอร์มมิ่ง
ไมโครโฟนที่หันเข้าด้านใน ไมโครโฟนที่หันเข้าด้านใน
การเชื่อมต่อ Bluetooth 5
ขนาด
หูฟัง
40.5 x 16.5 x 18 มม
หูฟัง
30.79 x 18.26 x 19.21 มม.
หูฟัง
30.9 x 21.8 x 24 มม.
เคสชาร์จ
53.5 x 44.3 x 21.3 มม.
เคสชาร์จ
46.4 x 54.4 x 21.38 มม.
เคสชาร์จ
45.2 x 60.6 x 21.7 มม.
น้ำหนัก
หูฟัง
4 กรัม
หูฟัง
4.28 กรัม
หูฟัง 5.4 กรัม
เคสชาร์จ
38.2 กรัม
เคสชาร์จ
37.91 กรัม
เคสชาร์จ
45.6 กรัม
ราคา 4990.- 6,790.- 8,992.-

 

AirPods 3 ยังเป็นหูฟังไร้สายแบบเอียร์บัด แบบเดียวกับ AirPods 2 แต่การที่ Apple ได้เพิ่มไมโครโฟนด้านในเข้าไป ทำให้ตัวมันรองรับฟีเจอร์ Adaptive EQ สำหรับชดเชยรายละเอียดของเสียงในย่านความถี่ต่ำและกลางให้เหมาะสมกับหูโดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ตรงส่วนนี้จะเหมือนกับ AirPods Pro เลย ส่วนฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ใส่มาให้ คือ ระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอกทีฟ หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า ANC และรวมถึงโหมด Transparency สำหรับฟังเสียงภายนอกด้วย

สำหรับบอดี้ใหม่ของ AirPods 3 ทาง Apple กล่าวว่า ถูกปรับให้มีความโค้งมนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สวมใส่ได้กระชับกับหูที่หลากหลายของผู้คนยิ่งกว่าเดิม หน้าตาเหมือนกับ AirPods Pro ที่ถูกตัดจุกยางออก น่าจะพอช่วยลดปัญหาทำหูฟังหลุดหายโดยไม่รู้ตัวลงไปได้บ้าง… ที่สำคัญ บริเวณก้านมีเซนเซอร์ Force รับแรงกดแล้ว หมายความว่า AirPods 3 จะรองรับการควบคุมด้วยการบีบด้วยนั่นเอง แตกต่างจาก AirPods 2 ที่ทำได้แค่แตะเฉย ๆ

AirPods 3 ใช้งานต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง ส่วน AirPods 2 ทำได้ 5 ชั่วโมง ในขณะที่ AirPods Pro น้อยกว่าใครเพื่อนที่ 4.5 ชั่วโมง หรือหากรวมกับเคสชาร์จจะใช้งานได้นานสุดที่ 24, 30 และ 24 ชั่วโมง ตามลำดับ เป็นตัวเลขที่เยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเท่าว่า AirPods 3 กับจะชาร์จเพื่อใช้งานเพิ่มได้อีก 1 รอบเต็ม ๆ เลยทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดท้ายที่สังเกตได้ของ AirPods 3 คือ เคสชาร์จรองรับการใช้งานร่วมกับ MagSafe แล้ว …ถ้าให้กล่าวโดยสรุป หากไม่ได้สนใจฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน ANC ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะฟีเจอร์อื่น ๆ ใส่มาให้เหมือน AirPods Pro แถมแบตยังอึดกว่าอีกต่างหาก ส่วน AirPods 2 นั้นก็แน่นอน ราคาถูกที่สุด แม้ไม่ได้มีฟีเจอร์ที่หวือหวา แต่น่าจะพอสำหรับการฟังเพลงทั่ว ๆ ไปอย่างเหลือเฟือครับ

from:https://droidsans.com/apple-airpods-2-airpods-3-airpods-pro-compare/