คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

เรื่องราวของการรับมือของ Huawei บนอุปกรณ์แอนดรอยด์ด้วย HMS เมื่ือไม่มี GMS

ในท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างประเทศที่ทำให้ GMS ถูกตัดออกไปใน Huawei Mate 30 Series และยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะจบลงอย่างไร รุ่นต่อไปจะมีโอกาสได้กลับมาใช้ GMS หรือไม่ หรือว่าต้องโดนแบนกันแบบยาวๆไป

แต่สำหรับบริษัทระดับ Global อย่าง Huawei จะให้นั่งคอยความหวังก็คงจะทำไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่กระทบกับบริษัทโดยตรง จึงทำให้ Huawei จำเป็นต้องพัฒนา Huawei Mobile Service (HMS) ของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อให้อยู่ต่อไปได้

เกร็ดความรู้ : HMS นั้นมีมาซักพักใหญ่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือนิยมมากนัก ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้มีการพัฒนาต่อยอดให้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมไปอีก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ก่อนจะพูดถึงเรื่ือง HMS ของ Huawei ขอแนะนำให้อ่านเรื่องของ GMS ที่ผมเคยเขียนไว้ ความสำคัญของ Google Play Services สำหรับ Android และนักพัฒนา เพื่ือให้เข้าใจว่าถ้าอุปกรณ์แอนดรอยด์ขาด GMS ไปแล้วจะต้องพบกับปัญหาอะไรบ้าง

 

HMS สามารถทดแทน GMS ได้แค่ไหน?

เมื่อ GMS นั้นเป็นมากกว่าตัวกลางสำหรับแอปของ Google เพราะมันแฝงไปด้วยความสามารถต่างๆมากมายที่อำนวยความสะดวกให้กับนักพัฒนาจนทำให้แอปส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความสามารถของ GMS และไม่สามารถทำงานได้ถ้าอุปกรณ์แอนดรอยด์เครื่องนั้นไม่มี GMS

ดังนั้นสิ่งที่ Huawei ต้องทำจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาแอปอย่าง App Gallery เพื่อมาแทน Google Play หรือพัฒนาแอปเพื่อทดแทน Google Maps เท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องทำจริงๆนั้นคือการทำให้ HMS สามารถทดแทนความสามารถของ Google Play Service ที่อยู่ใน GMS เพื่อให้แอปอื่นๆสามารถใช้งานแทน GMS ได้

 

การรับมือของ Huawei

เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ทาง Huawei ได้เริ่มติดต่อกับนักพัฒนาในแต่ละประเทศเพื่อให้นำแอปไปลงใน App Gallery ซึ่งตอนนี้ก็ได้มีแอปต่างๆมากมายของไทยที่สามารถดาวน์โหลดจาก App Gallery ได้แล้ว (ต้องนับถือ Huawei จริงๆที่ทำได้ไวขนาดนี้)

แต่เอาเข้าจริงก็เป็นแค่การรับมือขั้นแรกสุดของทาง Huawei  เท่านั้น เพราะการนำแอปลง App Gallery ก็เป็นแค่การเปลี่ยนแหล่งดาวน์โหลดเท่านั้น แต่แอปที่ต้องการ GMS ก็ยังคงต้องการอยู่ดี

ดังนั้นในขั้นตอนต่อมาก็คือการทำให้แอปเหล่านั้นรองรับกับ HMS ให้ได้ โดยในเดือนที่ผ่านมาผู้เขียนเป็นหนึ่งในนักพัฒนาที่ทาง Huawei ได้เชิญเข้าร่วมงานที่ชื่ือว่า Huawei Developer Day ที่สำนักงาน Huawei Thailand ซึ่งเป็นงานสำหรับแนะนำแนวทางในการพัฒนาแอปสำหรับ HMS ให้กับนักพัฒนาแอปในประเทศไทย

เกร็ดความรู้ : สำหรับความสามารถของ HMS ที่ทำมาเพื่อทดแทน GMS จะมีชื่อเรียกว่า HMS Core

และนั่นก็หมายความว่าในอนาคตแอปตัวหนึ่งก็อาจจะต้องแบ่งเป็น 2 เวอร์ชันสำหรับ Google Play ที่ใช้ GMS และสำหรับ App Gallery ที่ใช้ HMS Core หรืออาจจะทำเป็นเวอร์ชันเดียวกันไปเลยและใช้งานได้ทั้ง GMS และ HMS (ขึ้นอยู่กับว่าเครื่องนั้นๆมีอันไหนให้ใช้) ส่วนผู้ใช้ก็อาจจะเจอปัญหาจากการโหลด APK มาแล้วใช้งานไม่ได้ เพราะเครื่องใช้ GMS ส่วน APK ที่โหลดมาเป็นเวอร์ชัน HMS แต่ในขณะเดียวกันถ้าแอปนั้นรองรับทั้ง GMS และ HMS ควบคู่กันในตัวเดียว ก็จะเจอปัญหาแอปมีขนาดใหญ่ขึ้นแทน

ซึ่งภายในงาน Huawei Developer Day ก็ได้มีการแนะนำความสามารถต่างๆของ HMS Core ที่พร้อมให้ใช้งานแล้วในตอนนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย

Account Kit – บริการสำหรับแอปที่ต้องการให้ผู้ใช้สามารถ Huawei ID ในการล็อกอินเข้าแอป โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Sign In

Game Service – บริการสำหรับแอปเกมที่ต้องการระบบต่างๆสำหรับเกมด้วย เช่น ระบบ Achievement หรือ Leaderboard เป็นต้น โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Play Game Services

Location Kit – บริการสำหรับแอปที่ต้องการรู้พิกัดตำแหน่งของเครื่องเพื่อใช้งานภายในแอป โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Fused Location Provider & Geofencing

Drive Kit – บริการเพื่อให้แอปของนักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานข้อมูลที่อยู่ใน Huawei Drive ของผู้ใช้คนนั้นๆได้ โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Drive

Map Kit – บริการสำหรับแอปที่ต้องการแสดงแผนที่ภายในแอป โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Maps

Push Kit – บริการสำหรับส่งข้อมูลจากระบบเซิฟเวอร์ไปยังเครื่องของผู้ใช้ในรูปแบบของ Push Notification โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Cloud Messaging และ Firebase Cloud Messaging

Analytics Kit – บริการสำหรับเก็บข้อมูลของผู้ใช้ในตอนใช้งานแอป เพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ให้มากขึ้น โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Analytics และ Firebase Analytics

Ads Kit – บริการสำหรับแสดงโฆษณาภายในแอปเพื่อสร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาแอปนั้นๆ โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Mobile Ads

In-App Purchases – บริการสำหรับเก็บเงินจากการใช้งานแอปในรูปแบบต่างๆ เช่น ซื้อไอเท็มในแอป หรือค่าใช้บริการรายเดือน โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า Google Play In-app Billing

หนึ่งในบริการของ Huawei ที่ไม่ได้เกี่ยวกับ HMS แต่น่าสนใจมากก็คือบริการบริการให้นักพัฒนาสามารถทดสอบแอปของตัวเองบนเครื่อง Huawei ผ่าน Cloud ได้กันแบบฟรีๆ

และในงาน Huawei Developer Day ที่จัดขึ้นเมื่ือไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาที่สำนักงาน Huawei Singapore (ผมไม่ได้ไป) ก็ได้มีการประกาศ​ Roadmap ของ HMS ในเวอร์ชันถัดไปว่าจะมีบริการใดบ้างเพิ่มเข้ามาในอนาคต ซึ่งจะมีดังนี้

Awareness Kit – น่าจะเป็นบริการสำหรับแอปที่ต้องการรับรู้ถึง Activity ต่างๆของผู้ใช้ว่าผู้ใช้กำลังเดิน หรือวิ่ง หรือกำลังขับรถอยู่ โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ Activity Recognition

Health Kit – น่าจะเป็นบริการสำหรับ Platform ที่เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพต่างๆ โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ Google Fit ของ GMS

Site Kit – น่าจะเป็นบริการสำหรับสถานที่ต่างๆบนแผนที่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ Place ของ GMS

Nearby Service – น่าจะเป็นบริการสำหรับค้นหาอุปกรณ์แอนดรอยด์รอบๆและเชื่อมต่อได้สะดวกรวดเร็ว โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ Google Nearby ของ GMS

Panorama Kit – น่าจะเป็นบริการสำหรับแสดงภาพถ่ายแบบพาโนรามา โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ Panorama Viewer ของ GMS

DRM Kit – น่าจะเป็นบริการสำหรับแอปที่ต้องการความปลอดภัยสำหรับการทำ Streaming Media Content ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยในเรื่องไหน เพราะเดิมที DRM นั้นมีให้ใช้งานอยู่บนระบบของแอนดรอยด์อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้ GMS แต่อย่างใด

Safety Detect – บริการด้านความปลอดภัยที่จะช่วยให้แอปมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์แอนดรอยด์ที่ใช้งานแอปอยู่ไม่มีการถูกแก้ไขหรือดัดแปลง (Sys Integrity), การตรวจสอบ URL ที่เรียกใช้งานภายในแอปเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี (URL Check), ระบบยืนยันบุคคลเพื่อป้องกันการถูก Spam จากโปรแกรมภายนอกที่ไม่ใช่บุคคลจริงๆ (User Detect) และระบบตรวจสอบแอปภายในเครื่องเพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากแอพอื่นๆ (App Check) โดยของ GMS จะเป็นบริการที่ชื่อว่า SafetyNet

Wallet Kit – น่าจะเป็นบริการสำหรับแอปที่ต้องการชำระเงินผ่านออนไลน์ผ่าน Huawei Wallet โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ Google Pay ของ GMS

ML Kit – น่าจะบริการสำหรับแอปที่ต้องการทำระบบที่ต้องใช้ความสามารถของ Machine Learning ภายในแอป โดยเดาว่าน่าจะมาแทนที่ ML Kit for Firebase ของ GMS

Scan Kit – ยังไม่มีข้อมูลสำหรับบริการตัวนี้ แต่เดาว่าน่าจะเกี่ยวกับการใช้กล้องทำ Image Recognition เหมือนกับ Mobile Vision ของ GMS

FIDO, Fast Identity Online – บริการสำหรับยืนยันตัวตนด้วย FIDO ภายในแอป โดยจะมาแทนที่ Google Identity Platform ของ GMS

Identity Kit – ยังไม่มีข้อมูลสำหรับบริการตัวนี้ แต่น่าจะเป็นบริการสำหรับการยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน โดยคาดว่าจะมาแทนที่ Google Identity Platform

Connectivity Kit – บริการสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆเพื่อรับส่งข้อมูลระหว่างแอปกับอุปกรณ์นั้นๆ โดยคาดว่าจะมาแทนที่ Google Cast

Dynamic Tag Manager – ยังไม่มีข้อมูลสำหรับบริการตัวนี้

ซึ่งเมื่อเทียบบริการระหว่าง HMS Core กับ GMS แล้ว ก็จะพบว่าบริการยอดนิยมส่วนใหญ่ที่แอปใช้งานนั้นมีให้เกือบทั้งหมดแล้ว

บางอันไม่รู้จะเทียบอันไหนกับของ GMS เพราะยังไม่มีข้อมูล

แต่บริการที่น่าจะเป็นโจทย์ที่หินที่สุดสำหรับ Huawei ก็คงไม่พ้นบริการที่ชื่อว่า Firebase ซึ่งผมขอพูดถึงทีหลัง

ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของ HMS Core ก็คือการออกแบบโค้ดให้มีรูปแบบที่คล้ายกับ GMS เพื่อให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขโค้ดให้รองรับได้ง่ายใช้เวลาน้อย

ตัวอย่างข้างบนนี้เป็นคำสั่งเรียกใช้งานแผนที่ภายในแอปด้วยรูปแบบที่ง่ายที่สุด โดยจะเห็นว่าคำสั่งเหมือนกันแทบทั้งหมด เว้นแต่ชื่อเรียกของ GMS ที่ต้องเปลี่ยนเป็นของ HMS Core

โดยความยากอย่างหนึ่งของ HMS ก็คือถึงแม้ว่าจะมี HMS Core ให้ใช้ แต่ก็ใช่ว่านักพัฒนาจะหันมาทำให้แอปรองรับกับ HMS Core ในทันทีทันใด เพราะในปัจจุบันตอนนี้อุปกรณ์แอนดรอยด์ที่มี HMS อยู่ในเครื่องไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น จึงทำให้มีแรงจูงใจในการทำแอปให้รองรับค่อนข้างน้อย

ซึ่งในตอนนี้ทาง Huawei ได้ทยอยรับมือกับปัญหานี้ดว้ยการติดต่อกับนักพัฒนาของแต่ละแอปเพื่อทำแอปให้รองรับกับ HMS Core เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพักหนึ่งถึงจะได้เห็นแอปในประเทศไทยทยอยรองรับ HMS Core

แต่ที่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คงจะเป็นบริการที่จะมาทดแทนบริการ Firebase เพราะว่าบริการ Firebase นั้นเป็นบริการที่จัดการทั้งในส่วนของแอปและรวมไปถึงระบบข้างหลังบ้านของแอปนั้นๆด้วย

ดังนั้นการมีระบบมาทดแทนบริการของ Firebase จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะว่านักพัฒนาไม่สามารถย้ายระบบหลังบ้านไปใช้ของ HMS (ถ้ามีในอนาคต) ได้ง่ายๆ ซึ่งใช้เวลามากกว่าการทำแอปให้รองรับ HMS Core หลายเท่าเลยล่ะ ก็ต้องรอติดตามดูว่า Huawei จะใช้ Solution แบบไหนในการแก้ปัญหานี้ เพราะผมก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกัน

 

บทสรุปจะเป็นเช่นไรใครจะรู้

ต้องบอกเลยว่า ณ ตอนนี้ Huawei ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อผลักดันให้ HMS นั้นอยู่รอดในตลาดได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีฐานผู้ใช้อยู่แล้วในประเทศจีนก็ตาม แต่การจะเพิ่มฐานผู้ใช้ให้ทั่วโลกจะเป็นเรื่องที่ยากกว่า ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาความสามารถต่างๆให้กับ HMS ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนไปจนถึงปีถึงจะเห็นผลตอบรับ

แต่ในอีกมุมหนึ่งผู้เขียนก็แอบเชียร์ให้ HMS สามารถอยู่รอดได้นะ เพราะว่าที่ผ่านมา GMS แทบจะผูกขาดตลาดแอนดรอยด์ทั่วโลกเกือบทั้งหมด ยกเว้นในประเทศจีนที่ไม่สามารถใช้งาน GMS ได้อยู่แล้ว ซึ่งเดิมทีก็เป็นปัญหาสำหรับนักพัฒนาแอปที่ต้องการทำตลาดในประเทศจีนด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้า HMS สามารถหาพื้นที่ให้ตัวเองได้ ก็จะทำให้ตลาดของอุปกรณ์แอนดรอยด์นั้นมีทางเลือกเพิ่มขึ้นมาแทนที่จะมีแค่ GMS เท่านั้น รวมไปถึงการทำตลาดในประเทศจีนด้วยเช่นกัน

แต่การ HMS ที่อยู่รอดได้นั้นก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดีเสมอไป เพราะสำหรับนักพัฒนาแอปถือว่าเป็นการเพิ่มงานให้กับพวกเขาด้วยเช่นกัน และยังเพิ่ม Fragmentation ให้กับการพัฒนาแอนดรอยด์มากกว่าเดิมไปอีก ทั้งๆที่ทุกวันนี้ก็ลำบากกันอยู่แล้ว 😂

ดังนั้นถ้าจะให้สรุปสถานการณ์ของ Huawei ในตอนนี้ก็คือ

• ยังไม่มีวี่แววว่าจะใช้ GMS ได้ในอนาคตหรือไม่ แต่รอลมๆแล้งๆไปก็เปล่าประโยชน์ จึงต้องผลักดัน HMS ไปด้วย
• ผู้ใช้จะได้เห็นแอปที่ลง App Gallery เพิ่มมากขึ้น
• จะเริ่มเห็นแอปต่างๆทยอยรองรับ HMS Core เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกเหนือจากนี้ก็มาติดตามสถานการณ์ไปพร้อมๆกันครับ

from:https://droidsans.com/huawei-and-hms-story-without-gms/

ลือ Google จ่อเปิดตัว Online Banking ในปี 2020! หวังลุยตลาดการเงินตาม Apple – Facebook

ในขณะที่บรรดา Tech Giants ชั้นนำอย่าง Facebook กับ Apple นั้นได้นำร่องไปก่อนแล้วกับการตบเท้าก้าวเข้าสู่โลกของแพลตฟอร์มให้บริการทางการเงินในปีนี้ ล่าสุดมีข่าวลือว่าทาง Google เองก็น่ากลัวว่าจะตกรถไฟ กำลังเร่งดีลพาร์ทเนอร์ธนาคารรายใหญ่นำโดย Citibank เพื่อหวังเปิดตัวบริการ บัญชีธนาคารแบบออนไลน์หวัง Disrupt ธุรกิจสถาบันการเงินกับเขาด้วยอีกราย

โปรเจค “Cache” ให้บริการบัญชีธนาคาร ร่วมมือกับ Citibank เปิดตัวปีหน้า

จากรายงานของหลายฝ่ายที่ตรงกัน ทั้งสำนักข่าวชื่อดังอย่าง Forbes และ The Wall Street Journal ต่างเผยว่า Google ซุ่มพัฒนาโครงการลับ ๆ ที่เป็นบริการทางการเงินที่มี codename ว่า “Cache” จนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในที่สุดพร้อมเปิดให้บริการแล้วในปี 2020 ที่จะถึงนี้เลย โดยจะไม่ใช่การตั้งตัวเป็นสถาบันการเงินโดยตรง แต่จะให้บริการผ่านโครงสร้างของระบบและข้อบังคับของสถาบันดั้งเดิม อย่างเช่น Citigroup (Citibank) ตามข่าวลือที่จะมีสถานะเป็น Official Partner รายแรกในการให้บริการ

โดย Google จะอาศัยโครงสร้างและระเบียบข้อบังคับการให้บริการทางการเงินที่ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านทั้งจากฝ่ายการเมืองและในด้านกฎหมาย ซึ่งคาดว่าในขั้นตอนการศึกษาของโปรเจคน่าจะได้เห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แล้วจากทั้ง Apple และ Facebook 😆 ที่ล้วนแล้วแต่กำลังประสบปัญหาพวกนี้กันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการของ Google คือจะหาพาร์ทเนอร์ที่เป็นสถาบันการเงินอื่นอีกนอกจาก Citibank เพื่อทยอยขยายขอบเขตการให้บริการซึ่ง Google น่าจะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้จะเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของธนาคารต่าง ๆ ที่มีกันอยู่แล้ว

ในส่วนรายละเอียดการให้บริการนั้น ถ้าโปรเจคนี้ได้เกิดขึ้นจริงน่าจะทยอยเปิดเผยออกมา แต่สิ่งที่แน่นอนอย่างนึงเลยคือ บริการใหม่ที่ว่านี้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับให้กับแพลตฟอร์ม e-Wallet อย่าง Google Pay ที่ปัจจุบันกำลังจะมีผู้ใช้งานทั่วโลกครบ 100 ล้านบัญชีแล้ว และจะทำให้ประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินบนโลกออนไลน์นั้นลื่นไหลยิ่งขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจสถาบันการเงินในโลกยุคดิจิทัลที่ผู้เล่นระดับ Tech Giants จ้องจะลงสังเวียน อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

บรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่จากย่าน Silicon Valley ในรัฐ California ของสหรัฐ ฯ นั้นถูกมองว่าหากเข้าสู่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจทางการเงินได้จริง จะสามารถผันตัวเองเป็นผู้เล่นระดับ Heavyweight ได้แทบจะทันที เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ก็เพราะนวัตกรรมทางเทคโนโลยีดิจิทัลล้วน ๆ หรือมีคำนิยามทื่ถูกเรียกกันอย่างติดปากว่าเป็น “Data-driven Business” ซึ่งฝั่งธนาคารหรือสถาบันการเงินดั้งเดิมนั้นต้องปรับตัวกันเสียยกใหญ่อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

อันที่จริงนอกจากข่าวลือของ Google แล้วยังมีอีกชื่อที่ถูกกล่าวถึงด้วยคือยักษ์ใหญ่แห่งโลก E-commerce อย่าง Amazon นั้นก็มีข่าวว่ากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจการเงินอยู่เช่นกัน ซึ่งการที่เหล่า Tech Giants จะเข้าสู่แวดวงการเงินได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากมองจากตัวอย่างของ Facebook ที่กำลังเผชิญปัญหารอบด้านในการผลักดัน Libra ที่วุ่นวายถึงขนาดพาร์ทเนอร์รายใหญ่ทยอยกันถอนตัว หรือแม้แต่ Apple เองที่ก็กำลังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบัตรเครดิตของพวกเขาอย่าง Goldman Sachs

แน่นอนว่าหาก Google จะเข้าร่วมสังเวียนธุรกิจการเงินด้วยจริง ๆ นั้นคงไม่พ้นต้องถูกเรียกไปชี้แจงเช่นเดียวกับ Facebook และ Apple ที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ด้วย เพราะรัฐบาลสหรัฐนั้นดูจะเป็นกังวลมากกับความพยายาม Disrupt โลกการเงินของยักษ์ใหญ่สายเทค ฯ เหล่านี้ เพราะจะเท่ากับเป็นการ Disrupt ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐ ฯ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเงินโลกมาโดยตลอดด้วยโดยตรงเลย แถมยังมีเรื่อง Data Privacy ที่หากธุรกิจซึ่งถือครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปแล้วรวม ๆ กันก็น่าจะค่อนโลกนั้น หากใช้ประโยชน์ผิดรูปแบบแล้วล่ะก็ สุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิและประเด็นการผูกขาดทางการค้าได้อีกด้วย

Tech Giants ฝั่งสหรัฐ ฯ ทั้ง 4 อย่าง Amazon | Apple | Facebook | Google ที่กำลังเป็นข่าวเรื่องการเข้าสู่ธุรกิจการเงินในขณะนี้นั้น ถูกสำรวจความน่าเชื่อถือเอาไว้โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจอย่าง McKinsey & Co. เผยว่า ผู้บริโภคประเมินความน่าเชื่อของบริษัทเทค ฯ เหล่านี้หากต้องใช้บริการด้านการเงินให้ Amazon มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดอยู่ที่ 65% ส่วน Google กับ Apple นั้นน้อยลงมาอยู่ที่ 58% และ 56% ตามลำดับ ส่วน Facebook นั้นแย่หน่อยอยู่ที่ 35% เท่านั้น ซึ่งดูจะสอดคล้องกับข่าวฉาวทั้งหลายตามหน้าสื่อชนิดรายวันอย่างที่เราทราบกันดีนั่นเอง

 

อ้างอิง: Forbes | The Wall Street Journal (Subscription)

from:https://droidsans.com/google-rumored-to-join-fintech-business-with-offering-bank-accounts/

3BB ออกโปรเน็ต Fiber ใหม่ แรงทะลุมิติ 1 Gbps/ 100 Mbps เดือนละ 790 บาท (สมัครได้ถึง 30 พ.ย. นี้เท่านั้น)

เปิดก่อนได้เปรียบ 3BB ออกโปรเน็ตบ้าน Fiber แรงทะลุมิติ ความเร็ว 1 Gbps / 100 Mbps เพียงเดือนละ 790 บาท พร้อมบริการ 3BB WiFi และ Cloudbox เก็บไฟล์สูงสุด 40GB ฟรีตลอดอายุการใช้งานอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ จะดาวน์โหลดไฟล์หลาย GB จนถึงระดับ TB ก็สามารถทำได้สบายๆ หรือจะปล่อย WiFi แชร์ในบ้านก็ทำได้เหลือๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องความเร็วจะตกกันเลยทีเดียว

โปรเน็ต 3BB ประจำเดือน พ.ย 2019 มี 5 แบบคือ

  • 200/200 Mbps ราคา 590 บาท
  • 400/400 Mbps ราคา 700 บาท
  • 500/500 Mbps ราคา 900 บาท
  • 700/700 Mbps ราคา 1,290 บาท
  • 1 Gbps/ 100 Mbps ราคา 790 บาท

* สมัครภายใน  30 พ.ย. 62 จะได้รับราคาโปรโมชั่น ตลอดการใช้งาน

เงื่อนไขโปรโมชั่นและการบริการ

  • ใช้งานสำหรับลูกค้าประเภทบ้านพักอาศัย (Home Use) เท่านั้น
  • ผู้ใช้บริการชำระค่าบริการ 1 เดือนในวันสมัคร
  • รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ GPON ONT มูลค่า 2,200 บาท
  • รับส่วนลดค่าติดตั้ง 5,000 บาท
  • แพ็กเกจ Ultimate Giga Fiber 1 Gbps/100 Mbps ทำสัญญา 24 เดือน*
  • เฉพาะพื้นที่ที่สามารถให้บริการได้เท่านั้น กรุณาตรวจสอบพื้นที่ให้บริการก่อน
  • บริการ 3BB Fiber Movie ดูหนัง Monomax ฟรี 30 วัน โดยลูกค้าจะได้รับ Username และ Password ภายใน 7 วันทำการ หลังจากติดตั้งใช้งานเรียบร้อยแล้ว และจะมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม 199 บาท (ราคาไม่รวม VAT) ในเดือนถัดไป
  • บริการ 3BB WiFi จะได้รับเมื่อสมัครบริการเรียบร้อยแล้ว
  • บริการ 3BB Cloudbox พื้นที่เก็บไฟล์ ขนาด 20-40 GB ใช้ฟรีตลอดการใช้งาน

อย่างไรก็ตามทีมงานแอบมีข้อสังเกตอยู่นิดหน่อยตรงที่เฉพาะโปร 1000/100 Mbps ราคา 790 บาท อันใหม่นี้ จะติดสัญญาถึง 24 เดือน จากปกติแค่ 12 เดือนเท่านั้น เท่ากับว่าสมัครแล้วบังคับใช้ยาว 2 ปีเลยนั่นเอง

และที่สำคัญสำหรับใครที่เป็นลูกค้าเก่า 3BB อยู่แล้ว แต่ยังได้สปีดไม่เท่าโปรใหม่ อย่าลืมโทรไปบอก Call Center ให้อัปสปีดกันด้วยนะครับ

 

ที่มา : 3bb

from:https://droidsans.com/3bb-promotion-new-1gbps-790-baht/

FBI ขยายผลคดีหลอกเคลม iPhone ปลอมกับ Apple Store… ทำเป็นขบวนการเคลมไปแล้วนับ 10,000 เครื่อง เสียหายร่วม 200 ล้านบาท !

นึกว่าจะเป็นแค่คดีมิจฉาชีพทั่วไป ให้พอได้เล่ากันติดตลกเท่านั้น กับข่าวดราม่าเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในความสัพเพร่าของ Apple Store อเมริกา ที่พลาดท่าปล่อยให้ 2 นักศึกษาแสบ หลอกเคลมเอา iPhone ปลอมเกรดทำเหมือนไปแลกเครื่องแท้ได้ฟรี ๆ ไปนับพัน เสียหายไปกว่า 1 ล้านเหรียญ ที่ไหนได้ ดูท่าว่ามิจฉาชีพรายดังกล่าวเป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ ของขบวนการเท่านั้น หลังล่าสุด FBI ประกาศขยายผลคดี ประเมินความเสียหายไปแล้วราว 6 ล้านเหรียญ หรือเกือบ ๆ 200 ล้านบาทเลยทีเดียว

หลังจากมีข่าวดราม่าตลกร้ายไปช่วงกลางปีที่ผ่านมา จากกรณีนักศึกษาจีน 2 คน ในอเมริกาที่เอา iPhone ปลอมมาขอเปลี่ยนเครื่องใหม่เพื่อเอาไปขายต่อจนทำเงินไปได้เกือบ 1 ล้านเหรียญ! ล่าสุดปรากฎว่าเจ้านักศึกษา 2 รายดังกล่าว เป็นเพียงแค่ทีมงานส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติที่ประกอบไปด้วยชาวจีน เวียดนาม และรัสเซียผู้ถือสัญชาติอเมริกันทั้งหมด 14 ราย โดยมีชาวจีน 3 พี่น้องเป็นระดับหัวหน้าแก๊งค์ตามรายงานเบื้องต้นของ FBI ที่แถลงขยายผลในคดีเกี่ยวเนื่องกันกับกรณีที่เกิดขึ้นจากนักศึกษาตัวแสบทั้ง 2 รายก่อนหน้านี้นั่นเอง

โดยงานนี้ถูกประเมินว่า Apple สูญเสียให้กับขบวนการข้ามชาติรายนี้ไปแล้วกว่า 6.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยร่วม 200 ล้านบาท จากจำนวนเครื่องปลอมที่ถูกเคลมไปแล้วเกิน 10,000 เครื่อง ซึ่งวิธีการที่สุดแยบยลแต่น่าจะผิดกฎหมายได้อีกหลายกระทงเลย เพราะนอกจากจะลักลอบสั่งทำและนำเข้าผลิตภัณฑ์ iPhone หลากรุ่นที่ทำเหมือนชนิดที่บ้านเราชอบเรียกว่า “สินค้ามิเรอร์ทำเหมือน ก้อประดับเกรด A+++” แถมมีการลักลอบไปดึงเอาข้อมูล IMEI (ซึ่ง Apple จะใช้ตรวจสอบเครื่องแท้ในการทำเคลมเครื่องใหม่ให้) มาจากเครื่อง iPhone แท้ที่มีผู้ใช้งานจริง ๆ งานนี้ทั้งละเมิด หลอกลวง ฝั่ง Apple แล้ว ยังนับเป็นการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไปอีกด้วย

ขบวนการนี้ได้คัดสรรไปดึง IMEI มาได้อย่างไร ทาง FBI ยังไม่มีการแจงรายละเอียดออกมาเพราะกลัวจะตกเป็นเยี่ยงอย่างให้มิจฉาชีพต่อไป แต่มีการเผยว่า IMEI จำนวนนับหมื่นจากเครื่องที่มีผู้ใช้งานแท้ ๆ จาก สหรัฐอเมริกา และ แคนาดา ถูกขโมยมาแล้วหมดอายุไปแล้วโดยวันนี้เจ้าตัวเองก็ยังอาจจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเครื่องปลอมที่นำไปเคลมได้มานั้น จะถูกส่งออกไปขายยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในราคาเครื่องใหม่เคลมศูนย์ หรือใกล้เคียงกับราคาเครื่อง Refurbished ซึ่งได้เครื่องใหม่ในราคาถูกมาก ๆ นั่นเอง

ทั้งกระบวนการตั้งแต่การผลิต ลักลอบนำเข้า และฉ้อโกงบริษัทอเมริกัน (Apple) นับเป็นการบ่อนทำลายตั้งแต่สิทธิในผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี และรวมไปถึงตลาดในภาพรวม (เพราะมีการนำเครื่องเคลมไปขายตัดราคาตลาด) นอกจากนั้นยังเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนข้อมูลระบุตัวตนทางโทรคมนาคม (IMEI) โดยเป็นการทำให้ได้มา ถือครอง และนำไปใช้ประโยชน์อย่างผิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง – Robert Brwer | อัยการรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดยในการแถลงผลการขยายผลคดีในเบื้องต้นนั้น FBI ชี้แจงว่าเข้าจับกุมขบวนการนี้ได้ 11 คนจากทั้งหมด 14 คนแล้ว โดยมี 3 หัวหน้าแก๊งค์ชาวอเมริกันเชื้อชาติจีนพร้อมกับภรรยาโดนรวบนำไปก่อนตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในมลรัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมเงินสดกว่า 250,000 เหรียญ (~7.5 ล้านบาท) และ iPhone ปลอมรอเคลมล็อตล่าสุด 90 เครื่อง ซึ่งคดีนี้ FBI เผยว่า ที่จริงได้มีความพยายามเร่งรัดและสืบสวนกันมานานหลายปีแล้ว หลังจาก Apple เริ่มระแคะระคายเข้าแจ้งความตั้งแต่ปี 2017 โดยความเริ่มแตก เป็นที่รู้จัก ทำให้มีมูลคดีและหลักฐานพร้อมทิศทางในการจับกุมที่ชัดเจนขึ้นหลังจากคดีที่เกี่ยวเนื่องกันของ 2 นักศึกษาแสบเมื่อกลางปีที่ผ่านมาดันโป๊ะแตกโดนจับเข้าให้

 

ที่มา: CNN Business | Tech Spot

 

from:https://droidsans.com/fbi-arrested-criminal-rings-of-10000-counterfeit-iphone-claims/

Huawei เตรียมเปิดตัวลำโพงอัจฉริยะสุดหรู Huawei Sound X ที่ร่วมพัฒนากับ Devialet บริษัทเครื่องเสียงระดับ Audiophile

ถ้าพูดถึงงานจับมือหลายคนอาจจะนึกถึง BNK48 แต่ค่ายมือถือที่มีงานจับมือเด็ดไม่แพ้กันก็ Huawei นี่แหละ ทั้งการไปจับมือกับ Leica ร่วมพัฒนากล้อง ไปจนถึง Porsche Design แบรนด์แฟชั่นจนผลิตออกมาเป็นมือถือสุดหรู และล่าสุดกับ Devialet กับลำโพง smart speaker ตัวใหม่

หลายคนอาจจะไม่รู้จักชื่อของ Devialet กันเท่าไหร่ (แอดเองก็เพิ่งจะเคยได้ยิน) เลยขอเล่าให้ฟังกันสักนิด Devialet เป็นแบรนด์ลำโพงชั้นนำ สัญชาติฝรั่งเศส ที่ผลิตลำโพงระดับ High-End และแอมป์เกรดพรีเมี่ยมระดับ Audiophile การมาจับมือกับ Huawei คราวนี้ถือน่าจะหมายถึงลำโพงตัวนี้จะเน้นในเรืองของพลังเสียงด้วยแน่นอน

 

สเปคเบื้องต้นของ Huawei Sound X นั้นคาดว่าตัวลำโพงจะมีกำลังขับ 60 วัตต์, วูฟเฟอร์คู่ และขับเสียงแบบรอบทิศทาง 360 องศา, เชื่อมต่อกับเครื่องเสียงใช้งานเป็นลำโพง 5.1 ได้ แน่นอนว่าเชื่อมต่อกับระบบ IoT ของ Huawei อย่าง HiLink ด้วย โดยภายในจะมีชิปประมวลผลระดับ Quad-core ใส่ RAM 512MB และหน่วยความจำ 8GB พร้อมไมโครโฟนเพื่อรับคำสั่งเสียง มีปุ่มสัมผัสสำหรับควบคุมการใช้งาน เปิด/ปิด และปรับเสียงได้

ตัวลำโพงนั้นมีความกว้างราวๆ 165 มิลลิเมตร และสูง 20 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 3.5 กิโล ส่วนราคาและรายละเอียดอื่นๆ รอติดตามได้ในงานเปิดตัวครับ

 

source huaweicentral

from:https://droidsans.com/huawei-sound-x-devialet-co-engineered-25-november-launch/

เตือนภัย! ชาร์จแบตมือถือจากพอร์ท USB ตามที่สาธารณะ เสี่ยงโดนขโมยข้อมูล หรือโดนติดตั้ง Malware โดยไม่รู้ตัว

ทุกวันนี้หลายๆ คนน่าจะมีมือถือเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายเราไปแล้ว ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องหยิบขึ้นมาจิ้มๆ ไถๆ ให้หายเครียด ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ แบตเตอรี่มือถือในปัจจุบันไม่ได้อึดอะไรเลย เข้าเว็บ ดูคลิป เล่นเกม แป๊บๆ แบตจะหมดซะแล้ว ก็เลยต้องหาแบตสำรองมาคอยชาร์จ หรือบางทีโชคดีไปเจอช่อง USB ไว้ให้ชาร์จแบตในที่สาธารณะเอาก็มีเหมือนกัน…แต่ต้องคอยระวังนิดนึงนะ เพราะอาจจะเสี่ยงต่อการโดนแฮก และขโมยข้อมูลในมือถือได้

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อัยการประจำเมือง Los Angeles สหรัฐ อเมริกา ได้ออกเอกสารแจ้งเตือนถึงนักเดินทางและบุคคลทั่วไป ให้ระวังและหลีกเลี่ยงการเสียบสายชาร์จไฟจากพอร์ท USB ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น สนามบิน, ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, รถโดยสารประเภทรถบัส, แท็กซี่, รถตู้ ฯลฯ เนื่องจากอาจจะเสี่ยงโดนโจรกรรมข้อมูลที่อยู่ในสมาร์ทโฟนผ่านสายชาร์จที่เสียบเข้ากับพอร์ทเหล่านั้นได้

การขโมยข้อมูลของเหล่า Smart Device ผ่านสายเคเบิลแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Juice Jacking โดยแฮคเกอร์จะใช้มือถือหรือโน้ตบุ๊คของตัวเองแอบเชื่อมเข้ากับที่ชาร์จไฟสาธารณะที่เป็นพอร์ท USB เพื่อคอยดึงข้อมูลหรือติดตั้ง Malware เข้าไปที่มือถือของเหยื่อแบบไม่รู้ตัว ซึ่งจริงๆ แล้วเวลาที่เราเสียบสายเข้ากับ USB ที่ไม่ใช่แค่พอร์ทสำหรับชาร์จอย่างเดียว มันจะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมาเตือนว่าจะอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้รึเปล่า? หรือต้องการจะรับ-ส่งไฟล์กับพอร์ท USB ต้นทางรึเปล่า? ถ้าคนที่สังเกตกดปฏิเสธก็อาจจะรอดตัวไป แต่ถ้าใครที่กำลังรีบๆ หาที่ชาร์จเพราะแบตกำลังจะหมด อะไรเด้งขึ้นมาก็ไม่สนใจอ่านขอชาร์จก่อน กดอนุญาตปุ๊บก็เรียบร้อย…เสร็จโจร

ตัวอย่างหน้าต่างที่จะเด้งขึ้นมาเวลาเสียบสาย USB เข้ากับอุปกรณ์อื่น ที่ไม่ใช่พอร์ทสำหรับชาร์จไฟอย่างเดียว

แล้วแบบนี้ถ้าแบตหมดระหว่างวันจะทำยังไงถึงจะไม่เสี่ยงโดนแฮก? เราก็มีวิธีต่างๆ มานำเสนอให้ไว้เป็นตัวเลือกตามนี้ครับ

  • พกหัวชาร์จไปเอง 
    • ข้อดี: ชาร์จไว และปลอดภัยที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนขโมยข้อมูล
    • ข้อเสีย: ต้องหาปลั๊กไฟเพื่อที่จะเสียบชาร์จ
  • พกพาวเวอร์แบงค์
    • ข้อดี: ไม่ต้องคอยหาปลั๊กไฟ เสียบชาร์จได้เลย
    • ข้อเสีย: พาวเวอร์แบงค์บางรุ่นมีขนาดที่ใหญ่และหนักจนเกินไป และบางรุ่นไม่รองรับการชาร์จไว
  • เสียบชาร์จกับโน้ตบุ๊ค (สำหรับคนที่พกพาอยู่แล้ว)
    • ข้อดี: ปลอดภัย
    • ข้อเสีย: ใช้เวลาชาร์จไฟเข้านาน, โน้ตบุ๊คอาจแบตหมดแทน
  • ใช้ USB Condom (อุปกรณ์ป้องกันการโอนถ่ายข้อมูลผ่านพอร์ท USB)
    • ข้อดี: ไม่โดนขโมยข้อมูลแน่ๆ หากเสียบพอร์ตสาธารณะชาร์จแบตที่อื่น
    • ข้อเสีย: ต้องพกอุปกรณ์เพิ่ม, ต้องซื้อเพิ่ม
  • ใช้สายแบบที่ชาร์จได้อย่างเดียว
    • ข้อดี: ปลอดภัย
    • ข้อเสีย: ต้องพกสายเพิ่มอีกเส้น, อาจจะใช้เวลาชาร์จนานในการชาร์จไฟเข้า
  • Wireless Charging กับมือถือเพื่อนที่รองรับฟีเจอร์ Reverse Wireless Charging 
    • ข้อดี: ไม่ต้องใช้สายให้วุ่นวาย เอาเครื่องวางแปะกันก็ชาร์จได้เลย
    • ข้อเสีย: มือถือที่รองรับระบบนี้ไม่ได้มีหลายรุ่นให้เลือก ที่สำคัญยังชาร์จช้ามาก และจะพาลทำให้แบตอีกเครื่องหมดไปด้วย
  • ชาร์จกับมือถือเพื่อนที่รองรับฟีเจอร์ Reverse Charging 
    • ข้อดี: ปลอดภัย
    • ข้อเสีย: มีมือถือไม่กี่รุ่นที่รองรับระบบนี้ และมือถือที่ปล่อยไฟให้ก็จะแบตหมดเองเหมือนกัน

เอาเป็นว่าทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงการชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ท USB สาธารณะนะครับ เพราะเราไม่อาจทราบได้เลยว่าพอร์ทที่เราจะใช้นั้นปลอดภัยหรือเปล่า จะมีคนไม่หวังดีแอบไปติดตั้งโปรแกรมปล่อยมัลแวร์ หรือเตรียมขโมยข้อมูลจากเราหรือไม่ และอีกหนึ่งวิธีรับมือกับปัญหาแบตจะหมดที่ดีก็คือเปิดโหมดประหยัดพลังงาน (Battery Saving Mode) ครับ น่าจะช่วยยืดอายุการใช้งานโทรศัพท์ไปได้อีกเล็กน้อย สำหรับโทรเข้าออกหรือแชทในกรณีฉุกเฉินนะครับ

 

ที่มา: lacounty via LifeHacker

from:https://droidsans.com/usb-ports-in-public-not-safe/

Google Dictionary แปลภาษาจากหน้าเว็บได้ง่ายๆ แค่เมาส์คลิก ดาวน์โหลดมาใช้ได้แล้วฟรีๆ บน Chrome สำหรับ PC

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาษาอังกฤษถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนไปแล้ว ใครที่รู้ภาษาอังกฤษ ความรู้ก็จะงอกเงยขึ้นเป็นกอง เพราะสามารถหาข้อมูลจากเว็บต่างประเทศได้ด้วย ติดก็ตรงเรื่องคำศัพท์ต่างๆ ที่อาจจะเจอเข้ากับศัพย์ยากๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ต้องเสียเวลาเปิดแอป Dict หรือหาคำแปลจากเว็บเอา วันนี้ผมเลยขอมาแนะนำฟีเจอร์ของ Chrome อย่าง Google Dictionary สำหรับแปลศัพท์ภาษาอังกฤษได้ทันทีจากหน้าเว็บ

ฟีเจอร์ Google Dictionary เป็นส่วนต่อขยาย (Extension) ของบราวเซอร์ Chrome ที่ใช้บนระบบ Windows และ Mac นะครับ

วิธีการติดตั้ง Google Dictionary บน Google Chrome

ก่อนอื่นต้องไปดาวน์โหลดและติดตั้งบราวเซอร์ Google Chrome ซะก่อนถึงจะใช้งานส่วนต่อขยายวุ้นแปลภาษาตัวนี้ได้ ซึ่งหากเพื่อนๆ คนไหนที่ติดตั้งและใช้งานบราวเซอร์ยอดฮิตนี้เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนนี้ พร้อมกับไปค้นหาคำว่า “Google Dictionary Google Chrome” ในช่อง Search Bar ได้เลยครับ

หลังจากกดเข้ามาลิงก์ที่ผมไฮไลท์สีเหลืองไว้ให้ Google Chrome ก็จะพาเรามาอยู่ที่หน้าเพจของเจ้าส่วนต่อขยาย (Extension) Google Dictionary (by Google)  กด Add to Chrome เพื่อเพิ่มส่วนต่อนี้เข้าเป็นฟีเจอร์วุ้นแปลภาษาให้กับบราวเซอร์

ตรงนี้สำคัญมาก ให้กด Add Extension นะครับ อย่าเผลอกด Cancel เด็ดขาด โดยคำอธิบายภาษาอังกฤษสั้นๆ ของประโยคที่ทุกคนกำลังเห็นก็คือ.. “Google Dictionary สามารถอ่านและเปลี่ยนข้อมูลบนเว็บไซต์ที่คุณเข้า” เป็นไงล่ะ แปลดีใช่ไหม กูเกิ้ลทรานสเลดสุดๆ.. ฮ่าๆ หลังจากกด Add ไป Google Dictionary ก็สามารถใช้งานได้แล้วครับ สะดวกและง่ายสุดๆ ไปเลย


ผมเลยลองนำเจ้าส่วนต่อขยายที่เพิ่งติดตั้งมาลองกับเว็บไซต์ droidsans.com ดู เพียงแค่ดับเบิ้ลคลิ๊กไปที่คำที่เราสงสัยว่ามันแปลว่าอะไร เท่านี้ความหมายของเด้งขึ้นมาแล้วครับ สามารถคลิ๊กได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพียงแต่ว่าถ้าเราคลิ๊กไปที่ภาษาอังกฤษ คำบรรยายแปลก็ยังคงแสดงผลเป็นภาษาอังกฤษเหมือนเดิม.. (แปลอังกฤษเป็นอังกฤษซะงั้น) ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนภาษามากกว่าแปลเป็นไทยนะ

วิธีทำให้ Google Dictionary แปลคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ครับ สำหรับใครที่อยากให้เจ้าส่วนต่อขยายแปลคำศัพท์อังกฤษให้กลายเป็นภาษาไทย ตรงนี้เราจำเป็นต้องเข้าไปตั้งค่าเพิ่มนิดหน่อยนะครับ แต่ทำครั้งเดียว ใช้ได้ยาวๆ ตลอดชีพ อย่างไรก็ดี วิธีที่กำลังจะบอก อาจจะมีความซับซ้อนนิดหน่อยนะ เพราะต้องไปแก้โค้ดของ Google Dictionary นิดหน่อย เนื่องจากส่วนต่อขยายดังกล่าวยังไม่รองรับภาษาไทยนั่นเอง

ขั้นตอนแรกเลย คือเข้าไปที่ไอคอน Google Dictionary ที่แถบ Extension บริเวณมุมขวาบน จากนั้นกดไปที่ Extension Options เพื่อเข้าไปแก้ไขโค้ด เพิ่มภาษาไทยเข้าไปไว้ในแอปครับ

เมื่อเข้ามาแล้วก็กด F12 เพื่อเข้าสู่หน้าแก้ไขได้เลยครับ (สำหรับโน้ตบุ๊กใครกดไม่ติด ให้กดปุ่ม Fn ด้วย) จากนั้นคลิ๊กไปที่ลูกศรตามที่ผมทำเครื่องหมายไว้ให้ได้เลย

พอกดแล้ว ให้คลิ๊กตรงช่องตัวเลือกภาษาได้เลยครับ จากนั้นให้ไปคลิ๊กขวาที่ตัวเลือก <select id=”language-selector”> แล้วเลือก Edit as HTML

พอมาถึงขั้นตอนนี้ก็พิมพ์ <option value=”th”>Thai</option> ต่อท้ายภาษาสเปนได้เลยครับ ทำแล้วอย่าลืมเปลี่ยนภาษาให้เป็นภาษาไทยนะ พร้อมกับกดเซฟด้วย จากนั้นก็สามารถใช้งานฟีเจอร์แปลภาษาสุดมีประโยชน์ตัวนี้ได้แล้วล่ะ

ทีนี้เวลาอ่านบทความจากเว็บต่างประเทศ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่รู้คำไหนแล้วครับ เพียงแค่เอาดับเบิ้ลคลิ๊กคำที่เราไม่รู้ เพียงเสี้ยววินาที คำแปลก็จะเด้งขึ้นมาอัตโนมัติเลย สะดวกสุดๆ ไม่รู้คำไหนก็จิ้มๆ เอา ฝึกบ่อยๆ ท่องจำบ่อยๆ อีกหน่อยก็เก่งภาษาอังกฤษแล้วครับ ผมเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ แบบห่วงๆ สงสัยอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าใช้งาน Google Dictionary ก็สอบถามมาได้ในคอมเม้นท์เลยครับ

แค่นี้ก็แปลศัพท์ยากๆ ได้แล้ว

from:https://droidsans.com/instant-translate-google-dictionary-google-chrome-how-to/