คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

เปรียบเทียบ Galaxy S20 FE เรือธงรุ่นเล็กกับรุ่นพี่อย่าง Galaxy S20 | S20+ | S20 Ultra ซื้อรุ่นไหนดี

เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นเล็กที่สเปคแทบจะขี่คอรุ่นพี่อยู่แล้วอย่าง Galaxy S20 Fan Edition ที่รอบนี้มีให้เลือกทั้งตัวชิปเซ็ต Snapdragon 865 และ Exynos 990 เลย …ว่าแต่ถ้านำเจ้า Galaxy S20 FE ไปเทียบกับเรือธงต้นปีในซีรีส์เดียวกันอย่าง Galaxy S20, S20+ และ S20 Ultra จะเป็นยังไงกันบ้างนะ ซื้อรุ่นไหนจะคุ้มกว่ากัน สเปคเหมือน-ต่างกันตรงไหนบ้าง?

ขนาดตัวเครื่อง

เริ่มด้วยขนาดตัวเครื่อง และความยากง่ายของการพกพากันดีกว่า โดยแต่ละรุ่นก็จะมีขนาดตัวเครื่องตามนี้

  • Galaxy S20 FE ขนาดตัวเครื่อง 74.5 x 159.8 x 8.4 มม. น้ำหนัก 190 กรัม
  • Galaxy S20 ขนาดตัวเครื่อง 151.7 x 69.1 x 7.9 มม. น้ำหนัก 163 กรัม 
  • Galaxy S20+ ขนาดตัวเครื่อง 162 x 73.7 x 7.8 มม. น้ำหนัก 186 กรัม
  • Galaxy S20 Ultra ขนาดตัวเครื่อง 167 x 76 x 8.8 มม. น้ำหนัก 220 กรัม

จะเห็นว่าถ้าวัดกันในเรื่องนี้ Galaxy S20 จะเป็นมือถือที่พกพาง่ายที่สุด น้ำหนักเบาที่สุด ส่วน Galaxy S20 Ultra นี่หนักสุดเลยที่ 220 กรัม ขณะที่ Galaxy S20 FE นั้นจะอยู่กลางๆ ที่ 190 กรัม ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่าแอบหนักอยู่นิดนึง แต่ถ้าไม่ซีเรียสอะไร สมาร์ทโฟนทั้ง 4 รุ่นก็ถือว่าไม่ได้มีน้ำหนักที่มากเกินไปขนาดนั้น (ยกเว้น Galaxy S20 Ultra ที่หนักเกิน ฮ่าๆ)

หน้าจอ

ในเรื่องของหน้าจอ ตรงนี้ Galaxy S20 FE แม้ว่าจะใช้เป็นแบบ AMOLED เหมือนกัน ค่ารีเฟรชเรท 120Hz เท่ากัน แต่เมื่อลงลึกไปอีกนิดจะสังเกตเห็นว่าชื่อเรียกจะแตกต่างกันเล็กน้อย

  • Galaxy S20 FE ใช้หน้าจอ Super AMOLED
  • Galaxy S20, S20+ และ S20 Ultra ใช้หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X

ซึ่งแน่นอนว่าหากเทียบกันแบบนี้ หน้าจอของ Galaxy S20 Series ทั้ง 3 รุ่น ย่อมเหนือกว่าหน้าจอของ Galaxy S20 FE อยู่แล้ว อีกทั้งความละเอียดยังใส่มาให้ที่ WQHD+ อีกด้วย ขณะที่ Galaxy S20 FE มีความละเอียดที่ Full HD+ เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ถ้าจะปรับรีเฟรชเรท 120Hz บน Galaxy S20 Series ก็จะต้องดันความละเอียดลงเหลือแค่ Full HD+ เท่านั้น

ประสิทธิภาพการใช้งาน

ส่วนด้านชิปเซ็ต Galaxy S20 FE น่าจะได้เปรียบอยู่หน่อยๆ เพราะมีให้เลือกทั้ง 2 รุ่นเลย ทั้ง Snapdragon 865 ตัวกลั่นจาก Qualcomm และชิป Exynos 990 ในส่วน Galaxy S20 Series ทั้ง 3 รุ่น จะมีเพียงแค่ Exynos 990 ให้เลือกเท่านั้น

ซึ่งความแตกต่างระหว่างชิป Snapdragon 865 กับ Exynos 990 ตรงนี้ทาง JerryRigEverything ได้ทำการทดสอบเอาไว้ให้แล้ว ใครที่สนใจอยากอ่านเพิ่มเติม ก็สามารถกดไปที่บทความด้านล่างได้เลยนะคร้าบ~

อีกหนึ่งจุดที่ Galaxy S20 FE นัันดูจะกุมความได้เปรียบเหนือ Galaxy S20 Series ก็น่าจะเป็นเรื่องการใช้งาน 5G เพราะรองรับการใช้งานทั้งคลื่น 700MHz และ 2600MHz เลย ส่วนในตระกูลรุ่นพี่อย่าง Galaxy S20 Series นั้น จะมีเพียงแค่ Galaxy S20 Ultra เท่านั้น ที่มาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อ 5G แต่จะรองรับเพียงแค่คลื่น 2600MHz เท่านั้น

กล้องถ่ายรูป

Galaxy S20 FE มากับกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยเซ็นเซอร์หลักความละเอียด 12MP, กล้อง Ultra-Wide 12MP และกล้อง Telephoto 8MP สามารถซูม Optical ได้ 3x และดัน Digital ได้ไกลสุดที่ 30x

ส่วน Galaxy S20 นั้นจะให้มาที่ 3 ตัวเช่นกัน แต่กล้อง Telephoto จะมีความละเอียดสูงกว่าที่ 64MP ขณะที่ Galaxy S20+ มีเซ็นเซอร์ DepthVision (ToF) เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตัว สำหรับเอาไว้วัดระยะเบลอฉากหลังเวลาถ่ายโหมดหน้าชัดหลังเบลอนั่นเอง

ขณะที่รุ่นพี่ใหญ่สุดอย่าง Galaxy S20 Ultra อันนี้จะใส่กล้องมาแบบโหดจัดแบบชัดเจน กล้องตัวหลักความละเอียด 108MP, กล้อง Ultra-Wide 12MP, กล้อง Telephoto เป็นแบบ Periscope 48MP และเซ็นเซอร์ DepthVision (ToF) สามารถดันซูมได้ไกลสุดลูกหูลูกตา 100x 

Galaxy S20 Ultra มาพร้อมกับเซ็นเซอร์หลักความละเอียด 108MP

ซึ่งแน่นอนว่าพอมาเทียบแบบนี้ Galaxy S20 FE จะมีสเปคกล้องที่ด้อยกว่า Galaxy S20 Series อยู่ชัดเจน แต่ถ้าใครที่ใช้งานทั่วไปเฉยๆ บอกเลยว่าตามสเปคกระดาษ Galaxy S20 FE ก็ไม่ได้ดูแย่อะไรนะ เอาเป็นว่าอันนี้อาจจะต้องรอดูการรีวิวแบบเต็มๆ อีกทีนะคร้าบ

แบตเตอรี่ และระบบชาร์จไว

ทั้ง Galaxy S20 FE, S20+ และ S20 Ultra มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 4500 มิลลิแอมป์ รองรับระบบชาร์จไว 25W ด้วยกันทั้งหมด (ยกเว้น Galaxy S20 Ultra ที่รับได้สูงสุดถึง 45W) ส่วน Galaxy S20 นี่เหมือนจะไม่ได้อ่านไลน์กลุ่ม ใส่แบตมาให้แค่ 4000 มิลลิแอมป์เท่านั้น

สรุปซื้อรุ่นไหน?

Galaxy S20 FE Galaxy S20 Galaxy S20+ Galaxy S20 Ultra
หน้าจอ Super AMOLED 6.5″ Dynamic AMOLED 2X 6.2″ Dynamic AMOLED 2X 6.7″ Dynamic AMOLED 2X 6.9″
ความละเอียด Full HD+ WQHD+
รีเฟรชเรท 120Hz
ชิปเซ็ต Snapdragon 865 (รองรับ 5G)

Exynos 990 (รองรับแค่ 4G)

Exynos 990
RAM 8GB (LPDDR5) 12GB (LPDDR5)
ความจุ 128GB / 256GB รองรับ microSD Card 128GB รองรับ microSD Card
กล้องหลัง

3 ตัว

  • Wide: 12MP
  • Ultra-Wide: 12MP
  • Telephoto: 8MP Optical 3x, Digital 30x

3 ตัว

  • Wide: 12MP
  • Ultra-Wide: 12MP
  • Telephoto: 64MP Hybrid Optic 3x, Space Zoom 30x

4 ตัว

  • Wide: 12MP
  • Ultra-Wide: 12MP
  • Telephoto: 64MP Hybrid Optic 3x, Space Zoom 30x
  • ToF: DepthVision

4 ตัว

  • Wide: 108MP
  • Ultra-Wide: 12MP
  • Telephoto: 48MP Hybrid Optic Zoom 10x, Space Zoom 100x
  • ToF: DepthVision
กล้องหน้า 32MP 10MP 40MP
ลำโพง คู่สเตอริโอ
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ใต้หน้าจอ (Optical) ใต้หน้าจอ (Ultrasonic)
แบตเตอรี่ 4500 mAh 4000 mAh 4500 mAh
ระบบชาร์จไว 25W 45W
การใช้งาน 5G คลื่น 700MHz และ 2600MHz ไม่รองรับ คลื่น 2600MHz
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68
ระบบปฏิบัติการ One UI 2.5 บนพื้นฐาน Android 10 One UI 2.0 บนพื้นฐาน Android 10
ขนาดน้ำหนัก 190 กรัม 163 กรัม 186 กรัม 220 กรัม

 

ะเห็นว่าสเปคในภาพรวมของ Galaxy S20 FE นั้นแทบจะไม่ได้ด้อยไปกว่า Galaxy S20 Series ซักเท่าไหร่เลย แถมราคาเปิดตัวก็เริ่มต้นมาเพียงแค่ $699 หรือราวๆ 22,000 บาทเท่านั้น เรียกว่าถูกกว่า Galaxy S20 รุ่นเริ่มต้นอยู่หลายพันเลยทีเดียว แต่สเปคที่ได้นี่แทบจะขี่คอกันแล้ว

ซึ่งถ้าใครที่ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องสเปคอะไรขนาดนั้นว่ามือถือของเราต้องเป็นที่หนึ่งของทุกเรื่อง ตรงนี้บอกเลยว่า Galaxy S20 FE เหมาะมากๆ เลยนะ เพราะอย่างที่เห็นในตารางสเปคด้านบน จะเรียก Galaxy S20 FE เป็น “มือถือเรือธง” ก็สามารถพูดได้เต็มปากแบบไม่เคอะเขิน ทั้งจอ Super AMOLED รีเฟรชเรท 120Hz, ชิป Snapdragon 865, กล้องหลัง 3 ตัว ซูม 30x, ใช้งาน 5G ได้ทุกเครือข่ายในไทย และแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh รองรับชาร์จไว 25W แถมได้มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 อีก

…แต่ถ้าใครอยากได้แบบจัดเต็มจริงๆ อันนี้ยังไงก็ต้อง Galaxy S20 Ultra แหละ 

 

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s20-fe-compare-s20-series/

Samsung เปิดตัว Glaxy S20 FE มือถือเรือธงรุ่นเล็ก สเปคจัดเต็ม แบบไม่น้อยหน้ารุ่นพี่

เปิดตัวเรียบร้อยแล้ว กับ Galaxy S20 FE มือถือเรือธงรุ่นเล็ก ที่จัดหนักมาให้ไม่น้อยหน้ารุ่นพี่ ทั้งสเปคระดับไฮเอนด์ กล้องหลังงามๆ หรือจะเป็นหน้าจอพริ้วๆ แบบ 120Hz แถมยังเป็นหน้าจอแบบแบนราบซึ่งน่าจะถูกใจหลายๆ คนที่รอมือถือเรือธงขอบจอไม่โค้งกันอยู่เลย ส่วนฟีเจอร์อื่นจะมีอะไรเด็ดๆ แค่ไหน มาดูกันครับ

ตัวเครื่องให้เลือกมากถึง 6 สี

Galaxy S20 FE มีรูปร่างหน้าตาที่ดูพรีเมี่ยมเหมือนกับรุ่นพี่ Galaxy S20+ แต่น้องเล็กรุ่นนี้พิเศษกว่าด้วยสีสันของตัวเครื่องที่มีให้เลือกมากถึง 6 สี ซึ่งต่างก็เป็นสีที่แฟนๆ เรียกร้องกันเข้ามาไม่ว่าจะเป็น สีเขียว Cloud Mint, สีกรมท่า Cloud Navy, สีม่วง Cloud Lavender, สีแดง Cloud Red, สีส้ม Cloud Orange และสีขาว Cloud White

หน้าจอแบนราบ รีเฟรชเรท 120Hz

Galaxy S20 FE มากับหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่มากับรีเฟรชเรทสูง 120Hz ทำให้การไถหน้าจอเพื่อเลื่อนดูหน้าเว็บ หรือแม้แต่การเล่นเกมต่างๆ มีการแสดงผลที่ลื่นไหล และชัดเจนกว่า แถมหน้าจอยังแบนราบไม่มีขอบโค้งให้อุ้งมือไปโดนจนจอลั่นอีกด้วย

นอกจากนี้หน้าจอแบบ Infinity-O ที่มีการเจาะรูสำหรับวางกล้องเซลฟี่ ยังมีขนาดที่เล็กสุดๆ เพียง3.34 มม. ทำให้ไม่บดบังหน้าจอ หรือเกะกะสายตา เวลาใช้งาน

กล้องหลัง 3 ตัว ระดับโปร

Galaxy S20 FE มากับกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12MP + กล้อง Ultra wide ความละเอียด 12MP + กล้อง Telephoto ความละเอียด 8MP พร้อมระบบกันสั่น OIS

โหมด Tracking Auto Focus

มากับฟีเจอร์กล้องที่หลากหลายเหมือนรุ่นพี่เป๊ะๆ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Tracking Auto Focus ที่สามารถโฟกัสวัตถุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แม้ว่าวัตถุนั้นจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

กดชัตเตอร์ค้างเพื่อถ่ายวิดีโอ

หรือถ้าถ่ายภาพนิ่งอยู่แล้วเกิดอยากจะถ่ายวิดีโอ ก็ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนโหมด เพราะแค่กดปุ่มชัตเตอร์ค้างไว้ก็เข้าโหมดถ่ายวิดีโอทันที

Night Mode

จะถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ไม่มีปัญหาด้วย Night Mode ที่ใช้ระบบ AI Multi-Frame ในการจับภาพรัวๆ แล้วนำมาประมวลผลรวมกันให้ภาพออกมาสว่างไสว และยังคงรายละเอียดไว้ได้แบบครบถ้วน แถมยังจัดการกับเหล่า Noise ได้อยู่หมัด

Zoom สูงสุด 30x

กล้อง Telephoto ของ S20 FE มากับระบบซูม Optical 3x และสามารถซูมแบบ Digital ได้สูงสุดถึง 30x

 

โหมด Single Take

โหมด Single Take กดชัตเตอร์ค้างเพื่อเก็บทั้งภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอสั้นๆ ของช่วงเวลาที่น่าสนใจมารวมไว้เป็น ภาพนิ่ง 4 ภาพ และคลิปสั้น 4 คลิป ซึ่งจะมีการแสดงผลที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นภาพขาวดำ คลิปสโลว์โมชั่น คลิปเล่นย้อนหลัง ฯลฯ

 

กันสั่น Super Steady

จะถ่ายวิดีโอก็มีระบบกันสั่นเทพๆ Super Steady ที่ไม่ว่าจะเดินถ่าย วิ่งถ่าย หรือปั่นจักรยานถ่าย ก็ยังให้ภาพที่นิ่ง และลื่นปรื๊ดแบบไม่ต้องง้ออุปกรณ์ Stabilizer เลย

 

แบตเตอรี่ 4500 mAh ที่ใช้งานได้ทั้งวัน

แบตเตอรี่ของ Galaxy S20 FE ที่ให้มา 4500 mAh สามารถใช้งานได้ยาวๆ ทั้งวัน ด้วยฟีเจอร์ All-Day Intelligent Battery ที่ทำให้ใช้งานได้ยาวๆ ถึง 25 ชั่วโมง ไม่ว่าจะถ่ายรูป เล่นเกม ท่องเว็บ หรือดูหนังความละเอียดสูง

 

ยังมีระบบชาร์จไว 25W ที่ชาร์จแบตจาก 0% ถึง 50% ในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

 

สเปค Galaxy S20 FE

  • หน้าจอ sAMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Exynos 990 (4G) / Snapdragon 865 (5G)
  • GPU : Mali-G77 MP11 / Adreno 650
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128GB / 256GB รองรับ microSD card
  • กล้องหลัง :
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 12MP
    – กล้อง Wide ความละเอียด 12MP
    – กล้อง Telephoto ความละเอียด 8MP, 3x Optical, 30x Digital
  • กล้องหน้า : 32MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.1
  • 5G : SA/NSA N41, N28
  • มาตรฐานกันน้ำ กันฝุ่น : IP68
  • ระบบเสียง : ลำโพงคู่สเตอรีโอ, ปรับแต่งเสียงโดย AKG
  • แบตเตอรี่ 4500 mAh รองรับชาร์จไว 25W
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย OneUI 2.5

 

ราคา

Galaxy S20 FE 5G เปิดราคา Global เริ่มต้นอยู่ที่ 699 ดอลลาร์ หรือประมาณ 22,000 บาท และจะเริ่มเปิดจองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2020 เป็นต้นไปครับ

from:https://droidsans.com/samsung-glaxy-s20-fe-officially-announced/

Google เล็งพัฒนาระบบพลังงานสะอาดปราศจากก๊าสคาร์บอน เพื่อนำไปใช้ใน Data Center คาดพร้อมภายในปี 2030

เราไม่สามารถปฎิเศษได้เลยว่าปัญหาสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง กับวิกฤติโลกร้อนนั้นเริ่มจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และบริษัทเทคโนโลยีหลาย ๆ แห่งก็เริ่มมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งล่าสุดทาง Google ก็กำลังวางแผนพัฒนาระบบพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หวังนำไปใช้งานใน Data Center อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030

Alphabet บริษัทแม่ซึ่งเป็นเจ้าของ Google ได้เล็งพัฒนาระบบพลังงานสะอาดชนิดใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานให้กับระบบ Data Center (สถานที่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่ Google มี) ตลอด 24 ชม. หวังพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030 ซึ่งก็ถือว่าเป็นความตั้งใจที่เจ๋งมากของทาง Google เพราะก่อนหน้านี้ทาง Google ก็เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็น Carbon Neutral มาแล้ว อีกทั้งอีก 10 ปีให้หลัง Google ยังได้เป็นบริษัทแรกที่ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบ 100% ด้วย

Carbon Neutral คืออะไร?

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าบริษัท Carbon Neutral คือการที่บริษัทสามารถสร้างสมดุลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมตามจำนวนก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยออกไป และในทางกลับกัน Carbon Free คือไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเลย ซึ่งด้วยระดับความใหญ่โตของ Google แล้ว หากสามารถทำได้จริง ๆ ภายใน 2030 ก็จะถือว่าเป็นก้าวสำคัญแห่งวงการไอทีเลยทีเดียว อีกทั้งทาง Google ยังเล็งไว้อีกด้วยว่าจะใช้พลังงานเหล่านี้เพื่อรันระบบเซิฟเวอร์ของ Google ตลอด 24 ชั่วโมง 

Google ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2030 จะต้องมีแหล่งพลังงานสะอาดเช่นแผงโซล่า กังหันลม และอื่น ๆ ให้เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งจำนวนที่ตั้งไว้อยู่ที่ 5GW ภายในช่วงปี 2030 ซึ่งเท่ากับพลังงานที่สามารถทำให้หลอดไฟสว่างพร้อมกันได้มากถึง 550 ล้านดวงเลยทีเดียว

นอกจากจะลดจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ของตัวเองแล้ว ทาง Google ก็ยังจะเล็งเพื่อลดจำนวนก๊าซคาร์บอนในเมืองต่าง ๆ อีกด้วย (Google ได้เผยข้อมูลออกมาว่า 70% ของก๊าซคาร์บอนทั้งหมด มีจุดกำเหนิดมาจากพื้นที่ในเมืองทั้งสิ้น) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การลดจำนวนคาร์บอนมากถึง 1 Gigaton ซึ่งมีน้ำหนักเทียบเท่ากับวาฬสีน้ำเงิน 6 ล้านตัวเลยทีเดียว 🤔 นอกจากที่ว่ามาข้างต้นทาง Google ก็ยังได้จัดเงินทุนมากกว่า 10 ล้านยูโร (ราว ๆ 368,650,800 ล้านบาท) ให้กับโครงการอิสระต่าง ๆ ที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น

หลังจากที่ทาง Google ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุดยอดระบบ Neural Network ที่อาศัยระบบ Machine learning ในการทำงานคำนวณ Google Map อย่าง Deepmind ไปแล้ว คราวนี้ก็ออกมาเผยเพิ่มเติมว่าในปี 2016 ทาง Google ได้ลองใช้งานระบบ Google DeepMind เพื่อทำการคำนวณ และควบคุมระบบระบายความร้อนของ Data Center ซึ่งช่วยทำให้ประหยัดพลังงานไปมากกว่าปกติมากถึง 30% เลย แถมยังหวังว่าระบบนี้จะสามารถนำไปปรับเปลื่ยนเพื่อใช้งานกับบริษัทอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เรียกว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่ตอนนี้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google รวมไปถึงหลาย ๆ แบรนด์ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนรวมถึงเรื่องการปล่อยก๊าซ Carbon กันมากขึ้น เห็นแบบนี้เราก็คงจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว ต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกันบ้างแล้วแหละ 😀

 

Source: Google 

from:https://droidsans.com/google-to-operate-100-through-carbon-free-energy-in-2030/

PUBG MOBILE x BLACKPINK ร่วมส่งของที่ระลึกในเกมให้กับ 4 สาวได้ในวันที่ 24 กันยายน 2563 นี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่ายเกม Tencent ได้ประกาศโปรเจ็คท์ใหม่สุดปังจากเกมมือถือยอดนิยมอย่าง PUBG  Mobile x BLACKPINK ซึ่งได้ปลุกกระแสความฮือฮาให้กับเหล่าเกมเมอร์ และ ชาว Blink เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้มีการปล่อยชื่อตัวละครและ ID Code ของทั้ง 4 สาว BP ออกมาให้ทุกคนได้แอดเป็นเพื่อนในเกมด้วย แต่!…ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะในวันที่ 24 กันยายน 2563 เกม PUBG Mobile จะมีกิจกรรมรอเซอไพรส์แฟนเกม และเหล่า Blink อยู่ด้วยค่ะ

ก่อนอื่น สำหรับใครที่ยังไม่ได้แอด ID Code ของทั้ง 4 สาว เพื่อเป็นเพื่อนในเกม PUBG Mobile ก็เข้ามาดู ID ได้ตรงนี้เลยค่ะ รักใคร เมนใคร เข้ามาแอดให้ไวเล้ยยย

  • คนที่ 1 ยัยเกี๊ยว (เจนนี่) ID : 51009797582
  • คนที่ 2 พี่จีซู (จีซู) ID : 51009780171
  • คนที่ 3 น้องลิซ (ลิซ่า) ID : 51009791380
  • คนที่ 4 คุณโรส (โรเซ่) ID : 51009801702

ส่วนกิจกรรมที่ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2563 เป็นต้นไป จะมีด้วยกัน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมสนับสนุน H5 และ กิจกรรมส่งของที่ระลึก

กิจกรรมสนับสนุน H5

ในกิจกรรมนี้ ถ้าหากใครที่สนับสนุน BLACKPINK ก็จะได้สิทธิลุ้นรับอัลบั้มชุดล่าสุดอย่าง The Album พร้อมกับลายเซ็น รวมถึงไอเท็มต่างๆ ในเกม (ธีม BLACKPINK) เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน – 8 ตุลาคม 2563 โดยกติกาคือ แชร์ภาพสกรีนช็อตเนื้อหาที่เกี่ยวกับการสนับสนุน พร้อมติดแฮชแทก #PUBGMXBLACKPINK ลงบน Instagram , Facebook หรือ Twitter ซึ่งผู้โชคดี 5 คน ก็จะได้รับอัลบั้มพร้อมลายเซ็นหลังจากจบกิจกรรม

กิจกรรมส่งของที่ระลึก

กิจกรรมนี้แหละค่ะที่ทำให้แฟนๆ ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะว่าเป็นกิจกรรมที่จะทำให้เราได้ใกล้ชิดกับทั้ง 4 สาวเลย ซึ่งในวันที่ 24 กันยายน ทุกคนจะสามารถส่งของที่ระลึกและส่งข้อความไปหาเจนนี่, จีซู, ลิซ่า และโรเซ่ได้ อีกทั้งยังได้ลุ้นรับไอเท็มพร้อมลายเซ็นสุดพิเศษอีกด้วย

ยัง ยังไม่หมดค่ะ เพราะทาง PUBG Mobile ได้เผยอีกว่า วันที่ 2 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2563 จะมีเซเลบริตี้แถวหน้า (BLACKPINK นี่แหละค่ะ) จะมากระโดดร่มลง PUBG Mobile เพื่อเข้าร่วมสังเวียนเดือดด้วย แฟนๆ ทั้งหลายเตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์ความมันไปพร้อมกับทั้ง 4 สาวได้เลย! อีกไม่กี่อึดใจ นับวันถอยหลังรอได้เลยค่ะ

 

ที่มา : PUBG Mobile

from:https://droidsans.com/pubg-x-blackpink-project-24-sep-2020/

Xiaomi ประกาศเตรียมเปิดตัวมือถือในซีรีส์ Mi 10T วันที่ 30 ก.ย.นี้ คาดมาทั้ง Mi 10T Pro, Mi 10T และ Mi 10T Lite

หลังจากมีข่าวลือออกมาหลายเดือน ในที่สุด Xiaomi ก็ออกโรงประกาศวันเปิดตัวของมือถือในซีรีส์ Mi 10T อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดมาพร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ Mi 10T และ Mi 10T Pro นอกจากนี้อาจมีเซอร์ไพรส์รุ่นเล็ก Mi 10T Lite อีก 1 รุ่นด้วย โดยจะเปิดตัวในวันที่ 30 กันยายนนี้ 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย แถมล่าสุดมีทั้งภาพหลุดโปสเตอร์โฆษณาในประเทศไทยออกมาแล้วอีกต่างหาก

Mi 10T Pro นั้นได้มีภาพหลุดออกมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมแล้ว ตามที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ มีกล้องหลังจำนวน 4 ตัวเป็นจุดเด่น  กล้องหลักจะมีขนาดโมดูลใหญ่อย่างเตะตาความละเอียด 108MP ส่วนหน้าจอเป็นแบบเจาะรูเล็กจิ๋วสำหรับวางกล้องเซลฟี่ และมีอัตราการรีเฟรชอยู่ที่ 144Hz ขณะที่แบตเตอรี่จะมีความจุ 5000 mAh

ส่วนทาง Mi 1oT รุ่นธรรมดาจะมีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันเลย แต่กล้องหลังจะลดความละเอียดลงเหลือ 64MP และถ้าหากยังจำกัดได้ เมื่อช่วงต้นเดือน Xiaomi ได้ออกมาประกาศไปหนหนึ่งแล้วว่า เตรียมจะเปิดตัวมือถือในซีรีส์ Mi 10 ที่รองรับ 5G ในราคาที่จับต้องได้ โดยยืนยันจะมีราคาต่ำกว่า 11,200 บาท ทำให้มีการคาดการณ์กันว่า อาจมีรุ่นเล็กเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นคือ Mi 10T Lite ก็เป็นได้

สมาร์ทโฟนในซีรีส์ Mi 10T จะมีการวางจำหน่ายในบ้านเราอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ได้มีภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่แปะหรากลาง Mi Store ประเทศไทยเลย อย่างไรแล้วเราก็มารอติดตามไปพร้อม ๆ กันในวันที่ 30 กันยายนนี้ครับ

 

ที่มา : Xiaomi | Digital Chat Station (@StationChat)

from:https://droidsans.com/xiaomi-mi-10t-series-launch-date-30-sept/

ผู้ใช้งาน OnePlus สามารถเดินถือเครื่องเข้ารับบริการหลังการขายกับ OPPO Service Center ได้แล้ววันนี้

หลังจากเปิดศูนย์บริการหลังการขาย OnePlus Service Center ไปในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus เข้ามาปรึกษาปัญหาการใช้งาน ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ (เฉพาะเครื่องศูนย์ไทย) ล่าสุด OnePlus ก็ได้ตัดสินใจจับมือกับ OPPO ขยายเพิ่ม Service Center ให้ผู้ใช้งาน OnePlus เครื่องศูนย์ไทยทุกท่าน สามารถเข้าศูนย์บริการ OPPO ได้แล้วทั่วประเทศ

โดยการขยายเพิ่มศูนย์บริการครั้งนี้ ผู้ใช้งาน OnePlus ทุกคน สามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 และศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 12 สาขาต่อไปนี้

  1. OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสเกต
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอซ์แลนด์
  7. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่

และหากใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปศูนย์บริการข้างต้นทั้ง 12 สาขา ก็สามารถเข้าไปใช้บริการ Drop-off service หรือจุดบริการรับ-ส่งเครื่องผ่านศูนย์บริการ OPPO Service Center อีก 29 สาขา ที่ตั้งกระจายอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ดังนี้

  1. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด
  7. จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง
  13. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา
  14. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี
  15. ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์
  16. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น
  17. ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด
  18. ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร
  19. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี
  20. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย
  21. ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง
  22. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์
  23. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก
  24. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร
  25. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร
  26. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต
  27. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช
  28. ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี
  29. ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี

ซึ่งการรวม Service Center กันของ OnePlus และ OPPO ในครั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ใช้งาน OnePlus ได้ทดสอบใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 30 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 นี้ครับ 

 

อ่านเพิ่มเติม: OnePlus x OPPO Service Center รายละเอียดและขั้นตอนการรับบริการหลังการขาย

ที่มา: อีเมลประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/oneplus-oppo-after-service-partnership-nationwide/

เปิดตัว Royole Flexpai 2 มือถือจอพับ 5G รุ่นอัปเกรด มากับชิป Snapdragon 865 และดีไซน์ที่พรีเมี่ยมกว่าเดิม

แบรนด์มือถือ Royole จากประเทศจีนสร้างความฮือฮาไปเมื่อช่วงปลายปี 2018 ด้วยการเปิดตัวมือถือจอพับรุ่นแรกของโลก Royole Flexpai ออกมาตัดหน้าทั้ง Samsung และ Huawei แต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก ด้วยดีไซน์ที่ดูขาดๆ เกินๆ และซอฟท์แวร์ที่ยังเอ๋อๆ ไปบ้าง มาคราวนี้ Royole ขอแก้มือออีกครั้งด้วยการเปิดตัว Flexpai 2 มือถือจอพับภาคต่อที่ได้รับการอัปเกรดทั้งสเปค และดีไซน์ให้น่าใช้กว่าเดิม โดยเปิดราคาเริ่มต้นมาราวๆ 46,000 บาท เท่านั้น

ดีไซน์ของ Royole Flexpai 2 ยังคงเป็นแบบพับจอออกด้านนอกเหมือนเดิม แต่อัปเกรดบานพับใหม่ให้สามารถพับจอลงไปได้สนิทแนบแน่น ไม่เหมือนรุ่นแรกที่พับแล้วไม่สนิท (คล้ายๆ กระเป๋าตังค์ผู้ชาย) ทำให้ขนาดของมันยังคงมีความหนา และพกพาลำบากอยู่

หน้าจอและบานพับของ Royole Flexpai 2 ใช้เทคโนโลยี Cicada Wing 3S ที่สามารถพับๆ กางๆ ได้กว่า 1.8 ล้านครั้ง โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติ แถมหน้าจอก็ยังเนียนเรียบเหมือนเดิมไม่เกิดรอยยับเหมือนหน้าจอรุ่นก่อนแล้ว

Royole Flexpai 2 เมื่อกางจอออกจะมีขนาดอยู่ที่ 7.8 นิ้ว ความละเอียด 1440p อัตราส่วน 4:3 และเมื่อพับเครื่อง จอด้านหน้าจะมีขนาดอยู่ที่ 5.5 นิ้ว อัตราส่วน 16:9 ส่วนจอด้านหลังมีขนาด 5.4 นิ้ว อัตราส่วน 16:10 มากับลำโพงสเตอรีโอคู่ที่ขอบเครื่องทั้ง 2 ฝั่ง เพิ่มอรรถรสในการชมคอนเทนท์ให้กระหึ่ม และมีมิติกว่า

กล้องของมือถือรุ่นนี้จะอยู่ที่ขอบจอด้านขวาซึ่งจะหนากว่าด้านอื่นๆ โดยมีทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 64MP + กล้อง Ultra wide 16MP (116°) + กล้อง Telephoto 8MP Optical 3x + กล้อง Portrait 32MP ที่อยู่ด้านล่างสุด เน้นการถ่ายภาพแบบเซลฟี่

กล้องของ Royole Flexpai 2 เมื่อใช้งานตอนพับเครื่อง จะแสดงผลมุมกล้องไปที่หน้าจอได้ทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้คนที่ถูกถ่ายสามารถจัดท่าทางที่ตัวเองต้องการได้เลย ไม่ต้องมารอลุ้นตอนถ่ายเสร็จว่าโอเคแล้วรึยัง

สเปค Royole Flexpai 2

  • หน้าจอ (กาง) ขนาด 7.8 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 1920
  • จอด้านหน้า (พับ) ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 900
  • จอด้านหลัง (พับ) ขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 810
  • CPU : Snapdragon 865
  • GPU : Adreno 650
  • RAM : 8GB / 12GB
  • ความจุ : 256GB / 512GB
  • กล้อง :
    – กล้องหลัก 64MP (f/1.89)
    – กล้อง Ultra wide 16MP (f/2.2) มุมกว้าง 116°
    – กล้อง Telephoto 8MP (f/2.4) Optical 3x
    – กล้อง Portrait 32MP (f/2.0)
  • รองรับ 5G SA/NSA N41, N77, N78, N79, N1, N3, N5, N28, N38
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.1
  • ลำโพงสเตอรีโอคู่
  • แบตเตอรี่ 4450 mAh รองรับ QC 4.0 18W
  • ระบบ Android 10 ครอบด้วย waterOS 2.0
  • ขนาด / น้ำหนัก : 186.2 x 133.8 x 6.3 มม (ตอนกาง) 89.4 x 133.8 x 12.8 มม. (ตอนพับ) / 339 กรัม

Royole Flexpai 2 จะเริ่มวางจำหน่ายใน JD Central ประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2020 เป็นต้นไป โดยรุ่น 8GB/256GB มีราคาอยู่ที่ 9,988 หยวน (ประมาณ 46,000 บาท) ส่วนรุ่น 12GB/512GB อยู่ที่ 11,588 หยวน (53,750 บาท) มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ สีเงิน สีทอง และสีดำ ส่วนจะวางจำหน่ายประเทศอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลครับ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : Royole Flexpai 2

from:https://droidsans.com/royole-flexpai-2-officially-announced/

ฝันสลาย.. ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า BTS และ MRT เจอปัญหาอีกรอบ สุดท้ายอาจต้องดีเลย์ไปเป็นปีหน้า

ก่อนหน้านี้ไม่นานพึ่งจะมีข่าวดีกันหยก ๆ ว่า “ตั๋วร่วม” เชื่อมข้ามระบบระหว่างรถไฟฟ้า BTS และ MRT เตรียมเปิดให้ใช้ภายในเดือนตุลาคม 2563 นี้  แต่ล่าสุดดูเหมือนจะมีปัญหาจนต้องดีเลย์ไปเป็นปีหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบมีจำนวนที่สูงเกินไป อีกทั้งทาง BEM บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) ก็ได้มีการวางแผนเปลี่ยนระบบเก็บค่าโดยสารเป็นแบบ ABT (Account Based Ticketing) ในภายหลัง ชี้ให้เห็นการลงทุนซ้ำซ้อนไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบที่สูงเกินไป

หลังจากที่เราก็พอได้ยินข่าวเรื่องระบบบัตรโดยสารรถไฟฟ้าร่วมที่สามารถเดินทาง และชำระเงินข้ามระบบได้ในทุก ๆ เส้นทางทั้ง BTS, ARL และ MRT คงเตรียมเฮกันแล้ว เพราะเชื่อว่าคนที่ต้องเดินทางรถไฟฟ้าข้ามสายหลาย ๆ คน ก็คงเบื่อกับการต้องพกบัตรเดินทางหลาย ๆ ใบกัน แต่จากข้อมูลล่าสุดดูเหมือนเราก็ต้องรอกันต่อไป เพราะทางบอร์ด รฟม (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ได้ตีกลับค่าปรับปรุงระบบตั๋วร่วมเฟสแรกซะนี่ โดยมีสาเหตุเพราะการทำบัตรรถไฟฟ้าข้ามระบบมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป

จากแหล่งข่าวได้มีการให้ข้อมูลว่า รฟม. จะต้องเสนอบอร์ดเพื่อขออนุมัติงบประมาณในการเปลื่ยนหัวอ่านบัตรโดยสารแบบข้ามระบบให้รถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นวงเงิน 140 ล้านบาท และสายสีน้ำเงินเป็นวงเงิน 100 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้นับว่าล่าช้ามาระยะหนึ่งแล้วทำให้การปรับปรุงบัตรโดยสารร่วมนั้นไม่สามารถทำได้ทันปีนี้แน่นอน

บัตรร่วมแบบไม่ร่วม ?

อีกประเด็นที่ทำให้เกิดความล่าช้าของระบบบัตรร่วม ก็มาจากประเด็นเรื่องการกำหนดอัตราค่าโดยสารการใช้งานบัตรข้ามระบบที่ยังไม่มีข้อสรุป ทำให้ยังไม่สามารถเติมเงินข้ามระบบได้ โดยตัวอย่างวิธีการใช้งานของบัตรก็คือ ในตอนนี้บัตรหนึ่งใบจะสามารถชำระหลาย ๆ ค่าเดินทางได้ก็จริง แต่ในบัตรนั้นจะแยกค่าโดยสารออกเป็น 2 กระเป๋าแทนที่จะใช้กระเป๋าเดียว ซึ่งตอนนี้ตัวระบบยังไม่สามารถรองรับการเติมเงินข้ามระบบได้

อีกทั้งทางฝั่ง MRT ก็มีการกำหนดราคาโดยสารสามอัตราได้แก่เด็กที่ส่วนสูงไม่เกิน 90 ชม. และอายุไม่เกิน 14 ปีสามารถใช้บริการฟรี เด็กที่มีส่วนสูง 91-120 ซม. และอายุไม่เกิน 14 ปี จะได้รับค่าโดยสาร 50% ในขณะที่ทางฝั่ง BTS นั้นมีเพียงแค่ฟรีค่าโดยสารสำหรับ เด็กที่ส่วนสูงไม่เกิน 90 ชม.เท่านั้น

ทำระบบใหม่แล้ว แต่มีแผนจะเปลื่ยนอีก ชี้ลงทุนซ้ำซ้อน

หากการปรับปรุงหัวอ่านบัตรข้ามระบบเสร็จเรียบแล้ว ในระยะต่อ ๆ ไปอาจมีการพัฒนาเพื่อปรับปรุงการชำระค่าโดยสารไปเป็นระบบ ABT (Account Based Ticketing) หรือระบบเปิดที่สามารถให้ผู้โดยสารใช้บัตรจำพวก EMV (Euro/ Master/ Visa Card) ชำระค่าบริการรถไฟฟ้าได้โดยตรงไปจนถึงการรองรับระบบ QR Code ซึ่งอาจเป็นการลงทุนซ้ำซ้อนเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ทำให้ทางฝ่ายนโยบาย และบอร์ดบริหารต้องทบทวนโปรเจคนี้อีกครั้งเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้โดยสาร

จากที่ดู ๆ กันตอนนี้กระบวนการพัฒนาระบบบัตรโดยสารร่วมยังอีรุงตุงนังไปหมด เพราะรถไฟฟ้าแต่ละสายก็บริหารโดยบริษัทที่แตกต่างกัน ทำให้การหันมาทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยากเหลือเกิน แต่จากที่อ่านมา ถ้าตัวระบบยังไม่พร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ การเลื่อนกำหนดออกไปก่อนก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตอนนี้คนที่จำเป็นต้องเดินทางหลายสายก็คงต้องพกบัตรหลาย ๆ ใบกันต่อไปก่อนซักพักนะครับ 😅

 

Source: mgronline 

from:https://droidsans.com/joint-public-transport-card-mangmoom-postponed-yet-again/

FUJITSU x BaNANA IT เตรียมขายโน้ตบุ๊ค UH-X สเปค Intel Gen 10 พอร์ตครบไม่กั๊ก หนักแค่ 778 กรัม เริ่มต้น 39,990 บาท

เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาใหม่อีกครั้งในรอบ 5 ปี กับโน้ตบุ๊ค FUJISU ที่คราวนี้ได้จับมือกับร้าน BaNANA IT เตรียมขายโน้ตบุ๊ครุ่น FCCL’S UH-X ที่มาพร้อมกับ Intel Gen 10 รุ่นใหม่ล่าสุดในคอนเซ็ปต์ที่เน้นความบางเบา ซึ่งมีน้ำหนักตัวเพียง 778 กรัมเท่านั้น พอร์ตเชื่อมต่อให้มาครบ รวมถึงมีพอร์ต Lan Origami แบบพับเก็บได้ โดยพร้อมจำหน่าย 1 ตุลาคม 2020 นี้ เริ่มต้น 39,990 บาท

สเปคเบื้องต้น

  • CPU : Intel Core i5-10210U / Intel Core i7-10510U
  • Ram : 16GB LPDDR3-2133 (Onboard Dual Channel)
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB / 1TB
  • Display : 13.3 นิ้ว Full HD 1,920 x 1,080 pixel
  • Connection : Wi-Fi 6, Bluetooth 5.0
  • Size : 309 x 212 x 15.5 mm
  • Weight : 778 กรัม

ทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อของ UH-X เรียกได้ครบกันแบบจัดเต็มสุดๆ โดยไม่ต้องซื้อ Hub เพิ่ม มีทั้ง USB 3.2 Type C x2 (แบบ PD+DP 1 ช่อง, PD 1 ช่อง), USB 3.2 Type A x2, HDMI, SD Card Reader, Lan Origami และ Headset 3.5mm ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน

นอกจากนี้ตัวเครื่อง UH-X ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Windows Hello ที่ใช้สำหรับสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคตัวเครื่องได้ อีกทั้งตัวเครื่องยังให้ไมโครโฟนแบบคู่มาให้ด้วย ทำให้เอาไปใช้วิดีโอคอลพูดคุยกันได้อย่างชัดเจนไม่มีติดขัดอีกด้วย

ส่วนตัวดีไซน์โน้ตบุ๊ค UH-X นั้นถูกออกแบบเป็นยูนิคัลเลอร์ โครงสร้างด้านข้างเป็นแบบซิงเกิลเพลต ซึ่งทำให้อุปกรณ์ดูเรียบหรูยิ่งขึ้น มีความทนทานมากยิ่งขึ้น ผ่านการทดสอบการตกและแรงดันอีกด้วย ดูเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานธุรกิจมีความเป็นมืออาชีพ เหมาะแก่การพกพาทำงานสุดๆ สมกับเป็นโน้ตบุ๊ค Made In Japan นั่นเองครับ

ราคาและวันวางจำหน่าย FCCL’S UH-X

สำหรับผู้สนใจโน้ตบุ๊ค FCCL’S UH-X สามารถพรีออเดอร์ผ่าน BaNANA IT ทั้ง 10 สาขาที่ร่วมรายการ และบนช่องทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นไป ซึ่งจะพร้อมวางจำหน่ายเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2020 โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ

  • สเปค i5-10210U + SSD m.2 PCIe 512GB ราคา 39,990 บาท
  • สเปค i7-10510U + SSD m.2 PCIe 1TB ราคา 46,990 บาท

บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊คบางเบา พรีเมียมหรูๆ งานประกอบญี่ปุ่น เอามาทำงานสายทำงานสายธุรกิจต้องโดนแล้วละจังหวะนี้ โดนเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ที่ : https://www.fmworld.net/overseas/th/th/uh-x/2008

 

ที่มา : เมลประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/fujitsu-banana-it-uh-x-10-th/

Qualcomm เปิดตัวชิป Snapdragon 750G (8nm) มากับ Cortex-A77 รองรับ 5G ทั้ง mmWave และ Sub-6GHz

เมื่อคืนที่ผ่านมา Qualcomm ได้เปิดตัวชิปเซ็ตระดับกลางตัวใหม่ในซีรีส์ 700 ชื่อว่า Snapdragon 750G ที่มาพร้อมกับ CPU ตัวใหม่จาก ARM อย่าง Cortex-A77 และโมเด็ม X52 ใช้งาน 5G ได้ทั้งแบบ mmWave และ Sub-6GHz โดยจะผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาดเล็กเพียงแค่ 8 นาโนเมตร

Snapdragon 750G ถูกผลิตโดย Samsung บนสถาปัตยกรรมขนาด 8 นาโนเมตร โดยสเปคเบื้องต้นของชิปนี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับชิป Snapdragon 690 ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นาน มากับ CPU ทั้งหมด 8 แกน ได้แก่ Cortex-A77 ตัวแรง 2 ตัว ความเร็ว 2.2GHz ที่ทาง ARM เคลมว่าแรงกว่า A76 อยู่ราวๆ 25% ส่วนอีก 6 ตัวที่เหลือใช้เป็น Cortex-A55 ความเร็ว 1.8GHz ขณะที่ GPU ใช้เป็น Adreno 619 ที่แรงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับตัวที่อยู่บน Snapdragon 730 อยู่ราวๆ 10%

มากับโมเด็ม Snapdragon X52 (เหมือนกับที่อยู่ใน Snapdragon 765/768) ใช้งาน 5G ได้ทั้ง mmWave และ Sub-6GHz ทำความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 3.7 Gbps ในส่วนของหน้าจอ ชิป Snapdragon 750G จะรองรับจอความละเอียด Full HD+ ค่ารีเฟรชเรท 120Hz และการแสดงผลแบบ HDR10+ และแสดงผลสีแบบ 10-bit

ส่วนการเชื่อมต่อต่างๆ ชิป Snapdragon 750G จะรองรับการใช้งาน 5G แบบหลายซิม, Bluetooth 5.1, WiFi 6 และระบบชาร์จไว Quick Charge 4

สเปค Snapdragon 750G

  • สถาปัตยกรรม 8 นาโนเมตร
  • CPU: 8 หัว
    • Cortex-A77 @2.2GHz จำนวน 2 หัว
    • Cortex-A55 @1.8GHz จำนวน 6 หัว
  • GPU: Adreno 619
  • DSP/NPU:
    • Hexagon 694
    • HVX + Tensor
  • RAM: รองรับ LPDDR4x 2x 16-bit สูงสุด 12GB
  • หน้าจอ Full HD+ ค่ารีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz
  • โมเด็ม X52 รองรับ 5G แบบ mmWave และ Sub-6
  • WiFi 6, Bluetooth 5.1
  • ระบบชาร์จไว Quick Charge 4+

ตารางเปรียบเทียบชิป Snapdragon 750G กับชิป Snapdragon 700 Series ตัวอื่นๆ

คาดว่าในช่วงสิ้นปีนี้ เราน่าจะได้เห็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 750G โดยรุ่นแรกๆ ที่จะใช้ชิปตัวนี้ ข่าวล่าสุดเผยว่าอาจจะเป็น Galaxy A42 5G จาก Samsung นั่นเอง

 

ที่มา: 9to5google | anandtech

from:https://droidsans.com/qualcomm-snapdragon-750g-official-launch/