คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

รัฐบาลฝรั่งเศสพร้อมเก็บภาษี Tech Tax 3% หลังทรัมป์ล่มดีลเจรจา แต่ยังรอท่าทีไบเดน

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศทีท่าในการจัดเก็บภาษีผู้ให้บริการออนไลน์ หรือ Tech Tax ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Tech Giants สัญชาติอเมริกันโดยให้โอกาสตัวแทนของ Trump เข้าร่วมโต๊ะเจรจาหาข้อสรุปก่อนจัดเก็บจริงในช่วงปี 2021 ต่อไป แต่ปรากฎว่ารัฐบาลสหรัฐ ฯ เล่นแรงขู่ขึ้นภาษีสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางค์สัญชาติฝรั่งเศสเป็นการตอบโต้แถมไม่เข้าร่วมเจรจา ทำให้ล่าสุดฝรั่งเศสยืนยันเป็นครั้งสุดท้ายว่า เก็บภาษีแน่ เว้นแต่ Biden จะขอเข้าเจรจาอีกครั้งหลังเข้ารับตำแหน่ง

สำหรับประเด็นข้อพิพาทการจัดเก็บ Tech Tax จากผู้ให้บริการออนไลน์ทั้งหลายนั้นกำลังเป็นกระแสที่มาแรงสำหรับรัฐบาลทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยของเราเองด้วย หลังจากที่ Tech Giants ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสัญชาติอเมริกัน (หรือไม่ก็จีน) นั้น ทำรายได้มหาศาลจากผู้บริโภคทั่วโลกแต่กลับไม่ได้มีการจ่ายภาษีให้แต่ละประเทศที่พวกเขาได้เข้าไปให้บริการเสียเท่าไหร่ เพราะตัวเลขทางบัญชีที่มักจะไปโผล่ในประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีพิเศษหรือไม่ก็ในบ้านเกิดของตัวเองโดยเฉพาะสหรัฐ กับ จีนเท่านั้น

งานนี้ทำให้เหล่าประเทศที่มีอำนาจต่อรองอย่างชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรปนั้น เริ่มขยับตัวก่อนใครมาระยะหนึ่งแล้ว โดยล่าสุดมีฝรั่งเศสภายใต้การนำของเอ็มมานูเอล มาครง ที่ประกาศจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์จากสัดส่วนการให้บริการภายในประเทศฝรั่งเศสทั้งหมดที่อัตรา 3% โดยประกาศไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และการจัดเก็บจะเริ่มต้นขึ้นในปีภาษี 2021 เป็นต้นไปซึ่งจะมี Tech Giants สัญชาติอเมริกันอย่าง Apple – Amazon – Facebook และ Google ติดโผเป็นชื่อแรก ๆ อย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม: Tech Giants ทำไมถึงไม่เสียภาษี ?

Trump ล้มเจรจา ก่อนขู่ขึ้นภาษีตอบโต้ไม่เป็นผล – ฝรั่งเศสยันเก็บจริงแน่เว้นแต่ Biden เปิดโต๊ะเจรจาทันทีหลังรับตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ทางด้าน Trump Administration ของรัฐบาลสหรัฐก็ได้มีท่าทีที่ขึงขังประกาศถอนตัวออกจากการร่วมโต๊ะเจรจาทางเศรษฐกิจกับประเทศกลุ่ม OECD (Organization of Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ของสหภาพยุโรปที่มีฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในผู้นำหลัก โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาจัดเก็บภาษี Tech Tax นั่นเอง ยังไม่พอ ! ทาง Trump ยังได้ประกาศขู่ขึ้นภาษีแฟชั่นและเครื่องสำอางค์นำเข้าจากฝรั่งเศสอีก 25% หากพวกเขาไม่ล้มเลิกความพยายามจัดเก็บ Tech Tax 3% เพื่อเป็นการกดดันตอบโต้ฝรั่งเศสเสียอย่างนั้น

งานนี้ทำให้ทางรัฐบาลฝรั่งเศสที่หวังจะได้รับการพูดคุยอย่างประเทศพันธมิตร ต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจนล่าสุดได้ข้อสรุปแล้วว่า ฝรั่งเศสยืนยันเดินหน้าเก็บภาษี Tech Tax 3% ต่อไป เว้นเสียแต่ว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ฯ อย่าง Joe Biden จะติดต่อขอเจรจาทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง (มกราคม 2021) เพื่อให้เกิดการทำข้อตกลงร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่สงครามการค้าผ่านกำแพงภาษีแบบที่ Trump ยึดถือ

พวกเราหวังอย่างยิ่งว่า Biden Administration จะหมายถึงการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐ ฯ กับสหภาพยุโรป โดยประเด็นสำคัญอย่างแรกคือการได้ฉันทามติใหม่ร่วมกัน (เรื่องความสัมพันธ์ทางภาษีและเศรษฐกิจกับสหรัฐ ฯ) สำหรับประเทศกลุ่ม OECD ในช่วงแรกของปี 2021 – Bruno Le Maire | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส หนึ่งในคีย์แมนของฝรั่งเศสในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจโลก

การประกาศยืนยันเดินหน้าเก็บภาษี Tech Tax 3% ของฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นการมอบการบ้านล่วงหน้าอีกหนึ่งโจทย์สำหรับ Joe Biden ในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ฯ ที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาเป็นการด่วนสำหรับประเด็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับนานาชาติที่ Trump เล่นบทมหาอำนาจจอมกดดันเอาไว้ อย่างไรก็ตาม Joe Biden ที่มักจะมีท่าทีในการเล่นบทมหามิตรสไตล์ Democrats นั้น งานนี้อาจไม่ง่ายนักเพราะ Tech Tax ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Tech Giants ชั้นนำของสหรัฐ ฯ ซึ่งอาจหมายถึงฐานเสียงของพวกเขาด้วยนั่นเอง

 

อ้างอิง: CNN Business

from:https://droidsans.com/france-confirms-tech-tax-as-trump-failed-to-negotiate/

แนะนำ 10 ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีน่าดูจาก Netflix และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความแนะนำหนังเช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้จัดทำเป็นรวมเป็นหนังและซีรีส์ฮิตติดกระแสมาให้ทุกคนได้เลือกชมกัน…เนื่องจากว่าในช่วงนี้ ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีอย่าง Tale of the nine tailed กำลังเป็นที่พูดถึงกันเยอะมากในโลกโซเชียล เราจึงได้ไปรวบรวมซีรีส์แนวเดียวกันมาให้ดูกันจนตาแฉะไปเลยค่ะ โดยคราวนี้ไม่ได้มีแค่ Netflix เท่านั้นนะ แต่จะรวบรวมมาจากแพลตฟอร์มอื่นๆ เข้ามาด้วย อย่างเช่น viu, iQIYI หรือ WeTV ค่ะ

1.Tale of the Nine Tailed

เอาล่ะค่ะ…ว่ากันด้วยซีรีส์ฮิตของเราในวันนี้ Tale of the Nine Tailed เป็นซีรีส์เกาหลีแนวโรแมนติกแฟนตาซี โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับ “อียอน” จิ้งจอกเก้าหางที่ได้หลงรักมนุษย์อย่างอาอึม ซึ่งอาอึมเองได้ถูกฆ่าตายในอดีตชาติ ทำให้อียอนต้องรอคอยนางมาเกิดใหม่นานหลายพันปี แต่พอได้เจอกันในชาตินี้ ก็กลับมีเรื่องราวของโชคชะตามาขวางกั้นอีก

อย่างที่บอกว่าซีรีส์เค้าเป็นแนวโรแมนติกแฟนตาซี ซึ่งนอกจากความหวานของพระนางแล้ว พวก CG แสง สี ก็ดีอยู่เด้อ ใครที่ชอบความลึกลับ ผีสาง สืบสวนสอบสวน ปนตื่นเต้นนิดๆ ก็แนะนำเลยค่า! แล้วที่สังเกตเลยคือ ชื่อกิมมิคของเรื่อง อย่างพวกตัวละคร จะมาจากตำนานของเกาหลี อย่างเช่น เจ้าสาวหอยทาก, อีบูกิ (งูยักษ์ที่ถูกสาป) ก็ถูกใส่เข้ามาด้วย

นักแสดง : ลีดงวุค, คิมบอม

ช่องทางการรับชม : WeTV, viu, iQIYI

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 14 ตอน

 

2.KOREAN ODYSSEY

ถ้าพูดถึงซีรีส์แนวโรแมนติกแฟนตาซี บอกเลยว่าเรื่องนี้ห้ามพลาด เรื่องราวตำนานของ ไซอิ๋ว เวอร์ชั่นเกาหลี ที่ CG ตื่นตาตื่นใจมาก โดยเรื่องมีอยู่ว่าพระถังซัมจั๋ง(ซัมจั๋ง)นั้นได้กลับชาติมาเกิดในชาติปัจจุบันเป็นหญิงสาวผู้งดงาม ซึ่งซัมจั๋งจะมีเลือดเป็นกลิ่นดอกบัว ทำให้ซุนโอกง(หงอคง)และปีศาจตนอื่นต้องการที่จะกินเลือดเนื้อซัมจั๋ง เพื่อที่จะได้กลายไปเป็นเทพผู้แข็งแกร่งที่สุด

นักแสดง : ลีซึงกิ, โอยอนซอ, ชาซึงยอน

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

3.LEGEND OF THE BLUE SEA

เรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวกับตำนานข้ามภพข้ามชาติเหมือนกัน แต่เป็นตำนานนางเงือกค่ะ เรื่องราวความรักของเงือกสาวและลูกชายขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ชะตาพามาพบกันกันอีกครั้งในยุคปัจจุบัน แต่ในชาตินี้พระเอกดันมาเกิดเป็นนักต้มตุ๋นสุดหล่อแสนเจ้าเล่ห์ แล้วเอาของที่ติดตัวมาของเงือกสาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาขาย ใจร้ายมากพ่อ

นักแสดง : ลีมินโฮ, ซอนจียอน

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu , iQIYI

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

4.GUARDIAN : THE LONELY AND GREAT GOD (GOBLIN)

สำหรับซีรีส์แนวโรแมนติกแฟนตาซี เรื่องนี้ขาดไม่ได้เลยจริงๆ เรื่องราวของนักรบ ที่ถูกสาปให้กลายเป็นผู้พิทักษ์วิญญาณ และต้องมีชีวิตยาวนานถึง 900 ปี สุดจะทรมานเพราะไม่ตายซักที แถมมีดาบปักอยู่ที่อกตลอดเวลา ซึ่งถ้าอยากถอนคำสาปนี้ ก็ต้องไปตามหาเจ้าสาว ของตัวเองมาดึงดาบออกให้ได้ โดยเจ้าสาวของเค้าคนนี้สามารถมองเห็นความตาย จนทำให้ตัวเองหนียมทูตมาได้นานถึง 10 ปี คราวนี้ ทั้งคน ยมฑูตและก็ผู้พิทักษ์วิญญาณ ต้องมาอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน แล้วมันจะวุ่นขนาดไหนกันล่ะเนี่ย

นักแสดง : กงยู, ลีดงวุค, คิมโกอึน

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

5.He is Psychometric

มาที่ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีบวกสืบสวนสอบสวนที่เป็นยุคปัจจุบันซักหน่อย เรื่องราวของหนุ่มหล่อจิตสัมผัส สามารถรู้อดีตของคนอื่นได้ เพียงแค่แตะตัวกันเท่านั้น ซึ่งเค้าเองก็ได้มาพบกันสาวน้อยที่ต้องการจะปิดบังความในใจ จนนำไปสู่การไขคดีปริศนา บอกเลยว่ามันมากกก

นักแสดง : ปาร์ค จิน ยัง, ชินเยอึน

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu, WeTV

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

6.While you were sleeping

ซีรีส์แนวโรแมนติกแฟนตาซีมีดราม่าแน่น แต่ก็เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ดีงามเช่นกันค่ะ เรื่องราวของหญิงสาวที่สามารถฝันเห็นอนาคตได้ ทำให้เธอต้องตกอยู่ในฝันร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งฝันร้ายนี้สามารถแก้ไขให้กลายเป็นดีได้ (ถ้าเร็วพอ) อีกทั้งเนื้อเรื่องจะพาผู้ชมไปพบกับโลกแห่งกฎหมายของอาชีพของตัวละครในเรื่องนั้นมีทั้ง อัยการ ตำรวจและนักข่าวเลยล่ะค่ะ

นักแสดง : ลี จง ซ็อก, แพ ซูจี, จอง แฮอิน

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu, WeTV, iQIYI

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

7.Memories of the Alhambra

อีกหนึ่งซีรีส์แนวโรแมนติกที่มีความแฟนตาซีม้ากกก เรื่องราวของเกม AR ที่เอาออกมาเล่นในชีวิตจริงได้ แค่ใส่คอนแทคเลนซ์เท่านั้น ซึ่งผู้ผลิตทั้ง 2 บริษัทอย่างเซจู (คนทำ AR) กับ จินอู (เจ้าของบริษัทคอนแทคเลนซ์) ก็ได้มีการนัดเจอกันที่โรงแรมในสเปนแห่งหนึ่ง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้จินอูต้องมาเข้าไปในเกมเพื่อไขปริศนา แต่ว่าห้ามทำพลาดเด็ดขาด เพราะเกมไม่สามารถใช้ชีวิตสำรองได้

นักแสดง : ฮยอนบิน, พัค ชินเฮ,ชานยอล

ช่องทางการรับชม : Netflix

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

8.Strong Woman Do Bong Soon

เรื่องนี้เป็นซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีที่ดูแล้วขำมากกก บ้าพลังสุด เรื่องราวของโดบงซุน สาวน้อยผมสั้นน่ารักที่มีความแข็งแกร่งสูง (สูงถึงขนาดหักแขนคนได้)ซึ่งเธอเองก็ปกปิดเรื่องราวนี้มาตลอด แล้วก็ใช้ชีวิตเป็นสาวตัวเล็กปกติเหมือนผู้หญิงทั่วไป เนื่องจากบงซุนอยากให้ตำรวจหนุ่มที่เธอแอบชอบอย่างอิน กุกดุ คอยปกป้องเธอ แต่กุกดุอะชอบผญ.อ่อนหวาน จึงทำให้ดงซุนต้องแอบซ่อนความแข็งแกร่งของเธอแบบสุดชีวิต

นักแสดง : พัคฮยองชิค, พัตโบยอง, จีซู

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu, iqiyi, iflix

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

9.HOTEL DEL LUNA

อีกหนึ่งซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีที่เน้นไปทางเรื่องผีซะมากกว่า เรื่องราวเกิดขึ้นที่โรงแรมร้างที่อยู่ใจกลางที่ดินที่แพงที่สุดผืนนึงของกรุงโซลที่ได้รับพนักงานใหม่อย่าง กูซานซอง ชายหนุ่มผู้มากความสามารถระดับท็อปของวงการเข้ามาเป็นผู้จัดการโรงแรมคนใหม่ แต่ใครจะไปรู้ว่าโรงแรมแห่งนี้ ไม่ได้มีให้คนเป็นอยู่ บรึ๋ย..

นักแสดง : ไอยู, ยอจินกู, อีจุนกิ

ช่องทางการรับชม : Netflix, viu, iqiyi,

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

10. 18 Again

พึ่งจบไปสดๆร้อนๆเลยจ้า กับซีรีส์ 18 Again จะเป็นอย่างไร ถ้าเราสามารถย้อนเวลากลับไปตอนอายุ 18 ได้ เรื่องราวของฮงแดยอง คุณพ่อวัย 37 ปีที่จู่ๆก็พบว่าตนเองกลับไปอยู่ในวัย 18 แบบงงๆ ทำให้ต้องปกปิดนิสัยลุงๆแบบเดิมไว้ ไม่ให้คนรอบข้างจับโป๊ะได้ แล้วเรื่องราวจะวุ่นวายขนาดไหน ต้องไปดูกันเองค่ะ

นักแสดง : ยุนซังฮยอน, คิมอานึล

ช่องทางการรับชม : viu, iqiyi,

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

11.Bring it on ghost (แถม)

เรารู้ว่าคุณชอบของแถมค่ะ ก็เลยขอแนะนำให้อีก 1 เรื่อง กับซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีสุดฮา เมื่อพระเอกค้นพบว่าตัวเองสามารถปราบผีได้ ทำให้เค้าผันตัวไปเป็นหมอผีซะเลย อยู่มาวันนึง มีข้อความเข้ามาว่าให้เค้าไปปราบผีในโรงเรียนให้หน่อย แต่…เจ้าของข้อความที่ส่งมานั้นเป็นวิญญาณหญิงสาวที่ยังเข้าร่างไม่ได้ แล้วโดนผีเจ้าถิ่นรังแก โอ้ยแม่พีคไปอีกกก

นักแสดง : คิมโซฮยอน, อก แท็ก ยอน

ช่องทางการรับชม : viu, Netflix

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 16 ตอน

 

สำหรับซีรีส์เรื่อง Tale of the Nine Tailed ก็ดำเนินมาใกล้ถึงตอนจบแล้ว ปมเนื้อเรื่องต่างๆกำลังจะถูกคี่คลาย อีก 2  ตอนสุดท้ายเท่านั้นก็จะเข้าสู่บทสรุปแล้ว ใครที่เห็นรีวิว รวมถึงกระแสของซีรีส์นี้เยอะแยะแล้ว แต่ยังไม่ชัวร์ว่าจะดูดีมั้ย ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงว่าต้องดูค่ะ! ส่วนใครที่ดูอยู่แล้วติดใจจนมูฟออนไม่ได้ ก็ลองดูเรื่องที่เหลือเพื่อปลอบประโลมใจไปก่อน สัปดาห์หน้าจะมาในแนวอะไร ไว้มาลุ้นกันน้าาาา

from:https://droidsans.com/recommended-movies-and-series-of-the-week/

หลุดสเปคเพิ่มเติม OPPO Reno 5 คาดเตรียมเปิดตัวภายในเดือนธันวาคม 2020

แม้ว่าตอนนี้มือถือ OPPO Reno 5 จะยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีชื่อโผล่อยู่ในรายชื่อของมือถือที่ผ่านการรับรองจาก กสทช. เรียบร้อยแล้ว แถมล่าสุดยังมีข้อมูลสเปคเพิ่มเติมหลุดออกมาอีกด้วย โดยจะมีทั้งรุ่นที่ใช้เครือข่าย 4G และ 5G แถมยังมีรุ่นท็อปที่จะมากับชิป Snapdragon 870 ที่ผลิตขึ้นมาสำหรับ OPPO โดยเฉพาะอีกด้วย 

โดยจากข้อมูลที่หลุดออกมานั้นบอกว่ามือถือรุ่น Reno 5 จะมีด้วยกัน 2 รุ่นย่อย คือรุ่น 4G ที่ใช้ชิป Snapdragon 720G รองรับการชาร์จไว SuperVOOC 50W และรุ่น 5G จะใช้ชิป Snapdragon 765G ที่รองรับการชาร์จไว SuperVOOC 65W

OPPO Reno 5

ยังมี Reno 5 Pro ที่ใช้ชิป Snapdragon 765G สำหรับเครื่องที่ขายแบบ Global กับรุ่นที่ใช้ชิป Dimensity 1000+ สำหรับขายในจีนด้วย

OPPO Reno 5 Pro

ส่วนตัวท็อป Reno 5 Pro+ จะมาพร้อมกับชิป Snapdragon 870 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่พัฒนามาสำหรับ OPPO โดยเฉพาะ (ประสิทธิภาพประมาณ Snapdragon 865+ รุ่นอัปเกรด) มีกล้องหลังใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX689 ความละเอียด 48MP โดยคาดว่ารุ่นท็อปนี้จะวางขายเฉพาะในจีนเท่านั้นค่ะ

นอกจากนี้ทางแหล่งข่าวยังวิเคราะห์ว่าการที่ OPPO รีบเปิดตัว Reno 5 Series ภายในปี 2020 ก็เพราะหวังว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับมือถือซีรีส์นี้มากขึ้นนั่นเอง (อย่างที่ Samsung เคยเปิดตัว Galaxy A51 และ A71 เมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 จนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

แฟนๆ OPPO ก็ต้องมารอดูกันว่ามือถือซีรีส์ OPPO Reno 5 ที่เตรียมเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร น่าใช้แค่ไหน และจะเอาเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเรากี่รุ่นบ้าง

 

ที่มา : GizmoChina (1,2)

from:https://droidsans.com/rumors-oppo-reno5-series-global-launch-in-december/

Nokia 9.3 PureView ถูกเลื่อนไปเปิดตัวปี 2021 และอาจเปลี่ยนชื่อเป็น Nokia 10 PureView แทน

ก่อนหน้านี้ไม่นานพึ่งจะมีข่าวออกมาว่า HMD Global อาจเปิดตัวมือถืออีก 3 รุ่น ส่งท้ายปี 2020 นั่นคือ Nokia 9.3 PureView, Nokia 7.3 5G และ Nokia 6.3 แต่ไม่ทันไรก็มีข่าวออกมาให้เหล่าแฟนๆ Nokia ต้องใจแป้วกันซะแล้ว เพราะเราอาจต้องรอการเปิดตัวของมือถือเรือธง Nokia 9.3 PureView ยาวไปจนถึงช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 นู่นเลยค่ะ

ทำเอาแฟนๆ Nokia เซ็งไปตามๆ กัน เมื่อล่าสุดมีแหล่งข่าวออกมาบอกว่าทาง HMD Global ยืนยันว่าต้องชะลอการเปิดตัวของ Nokia 9.3 PureView ออกไปจนถึงครึ่งปี 2021 แทน และอาจจะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Nokia 10 PureView ด้วย ซึ่งช่วงเวลาที่จะเปิดตัวก็ยังไม่แน่ชัดเหมือนกัน แต่มีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม จนถึงเดือนมิถุนายนของปี 2021 ขึ้นอยู่กับว่าต้องใช้เวลาในการพัฒนามือถือรุ่นนี้นานขนาดไหน กว่าที่มันจะออกมาเพอเฟ็คท์

สำหรับชิปเซ็ตที่ก่อนหน้ามีข่าวว่า Nokia 9.3 PureView จะใช้ Snapdragon 865 ซึ่งก็คงจะไม่น่าสนใจเท่าไรถ้าหากยังจะใช้ชิปของปี 2020 กับมือถือเรือธงที่จะเปิดตัวในปี 2021 ก็เลยต้องมารอลุ้นว่าสุดท้ายแล้ว Nokia 9.3 PureView จะมากับ Snapdragon 875 เลยหรือไม่

รูปเรนเดอร์ของ Nokia 9.3 pureview

ส่วนสเปคอื่นๆ ของมือถือเรือธงรุ่นนี้ตามที่หลุดออกมาบอกว่าจะใช้หน้าจอที่มีค่ารีเฟรชเรท 120Hz, กล้องเซลฟี่ที่ซ่อนอยู่ใต้จอ และกล้องหลังที่จะมีถึง 5 ตัว และจะสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียด 8K

รูปเรนเดอร์ของ Nokia 9.3 pureview

สุดท้ายก็ต้องมารอลุ้นกันต่อไปค่ะ ว่าเราจะได้เห็น Nokia 9.3 หรือ Nokia 10 PureView เปิดตัวตามกำหนดการช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จริงหรือเปล่า และถ้าหากเปิดตัวมาแล้วจะมีสเปค + ฟีเจอร์อะไรที่เอามาสู้กับคู่แข่งได้บ้างค่ะ

 

ที่มา : PhoneArena, LetsGoDigital 

from:https://droidsans.com/nokia-9-3-pureview-delay/

REVIEW | รีวิว Xperia 5 II ขนาดพอดีมือ น้ำหนักเบา กล้องถ่ายสนุก แบตอึดกว่าที่คิด

Xperia 5 II สมาร์ทโฟนเรือธงขนาดกะทัดรัดรุ่นล่าสุดจาก Sony โดดเด่นมากเรื่องการจับถือและใช้งานมือเดียว แอปกล้องปรับตั้งค่าได้เยอะ UI น่าใช้งาน พร้อมปุ่มชัตเตอร์แยก ทำให้รู้สึกสนุกกับการถ่ายภาพ แบตเตอรี่อึดสุด ๆ ใช้งานข้ามวันก็ยังไหว จอภาพ OLED 120Hz พร้อมลำโพงคู่ เล่นเกมก็ดี ดูหนังก็เพลิน แถมด้วยประสบการณ์การใช้งานที่ใกล้เคียงกับ pure Android แท้ ๆ ในราคา 28,990 บาท

สเปค XPERIA 5 II

  • จอภาพ :
    – CinemaWide OLED 6.1 นิ้ว, Full HD+ 2520 × 1080 พิกเซล, สัดส่วน 21:9
    – อัตรารีเฟรช 120Hz, อัตราตอบสนองการสัมผัส 240Hz
    – รองรับ HDR
  • ชิป : Qualcomm Snapdragon 865 5G
  • หน่วยความจำ : RAM 8GB + 256GB, รองรับ micro SD card สูงสุด 1TB
  • กล้องหลัง :
    – Wide 12MP (ƒ/1.7), 24 มม.
    – Ultra-wide 12MP (ƒ/2.2), 16 มม.
    – Telephoto 12MP (ƒ/2.4), 70 มม.
    – เลนส์ ZEISS T*
  • กล้องหน้า : 8MP (ƒ/2.0)
  • เครือข่าย : GSM / HSPA / LTE / 5G (ไม่รองรับคลื่นความถี่ 2600 MHz)
  • การเชื่อมต่อ :
    – Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax
    – Bluetooth 5.1
    – GPS, A-GPS, A-Glonass, Beidou, Galileo, QZSS9
    – USB Type-C 3.1
  • เซนเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือ (รวมกับปุ่มพาวเวอร์)
  • แบตเตอรี่ : 4000mAh, รองรับชาร์จไว USB Power Delivery (USB PD) 3.0 21W
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 10
  • ความทนทาน :
    – กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP65/68
    – Corning Gorilla Glass 6 (ด้านหน้า, ด้านหลัง)
  • ขนาด : 158 × 68 × 8 มม.
  • น้ำหนัก : 163 กรัม
  • สี :  ชมพู,  น้ำเงิน, ◉ ดำ
  • ราคา : 28,990 บาท

อุปกรณ์ภายในกล่อง

Sony ใส่อุปกรณ์พื้นฐานมาให้ในกล่อง Xperia 5 II อย่างครบครัน ได้แก่ สาย USB-C to USB-C สำหรับชาร์จไฟและถ่ายโอนข้อมูล, อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB PD (Power Delivery) ขนาด 18W และสุดท้าย หูฟังอินเอียร์รุ่น MH750 ที่ชาวอารยธรรมน่าจะคุ้นเคยกันดี

ไม่มีเข็มสำหรับจิ้มถาดซิมแถมมาให้ เพราะ Xperia 5 II สามารถดึงถาดซิมออกมาได้โดยใช้เพียงแค่เล็บเกี่ยว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เข็มจิ้มถาดซิมนั่นเอง ส่วนวัสดุของบรรจุภัณฑ์นั้นทำมาจากกระดาษแข็งแทบทั้งหมด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดี

เป็นเรื่องน่าเสียดายเล็กน้อยที่ Sony เลือกแถมอะแดปเตอร์แปลงไฟขนาด 18W มาให้ แทนที่จะเป็นตามระดับสูงสุด 21W ที่ Xperia 5 II รองรับ

ดีไซน์ภายนอกและการจับถือ

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ลองจับ Xperia 5 II ต้องบอกว่า เป็นอะไรที่สร้างประทับใจได้มากถึงมากที่สุด ด้วยขนาดตัวเครื่องที่เล็ก น้ำหนักที่เบา และเฟรมเครื่องที่โค้งมน ทำให้ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ถือได้กระชับ เข้ามือมาก ๆ ใช้งานมือเดียวได้โดยที่นิ้วโป้งยังคงเอื้อมถึงขอบหน้าจออีกฝั่งได้แบบไม่ต้องฝืนหรือเกร็งเลย งานประกอบทำได้เนี๊ยบ ไม่รู้สึกถึงรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนเท่าไหร่ เพราะตรงมุมจะมีความโค้งมนทั้งหมด เต็ม 10 ไม่หัก

ปุ่มกดทั้งหมดของ Xperia 5 II จะมากองรวมอยู่ที่ฝั่งขวา ไล่จากบนลงล่าง ประกอบด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่มพาวเวอร์พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, ปุ่ม Google Assistant และสุดท้ายคือ ปุ่มชัตเตอร์ โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ตำแหน่งของปุ่มโดยรวมจะอยู่ค่อนข้างต่ำ เข้าใจได้ว่า Sony ต้องการออกแบบให้ใช้งานมือเดียวได้ถนัด กดปุ่มต่าง ๆ โดยการขยับเพียงแค่นิ้ว ไม่ต้องขยับทั้งมือ ใช้ไปสักพักคงชินไปเอง

การที่ปุ่มกดทั้งหมดอยู่รวมกันในฝั่งเดียวนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียในคราวเดียวกัน ซึ่งจะพูดถึงในส่วนถัดไป และบริเวณมุมขวาบนของหน้าจอจะมีไฟ LED สำหรับบอกสถานะหรือการแจ้งเตือนมาให้ด้วย

Sony เลือกใช้กระจก Gorilla Glass 6 จาก Corning เป็นวัสดุสำหรับทั้งหน้าจอและฝาหลังของ Xperia 5 II ซึ่งดูเหมือนมีการเคลือบสารลดรอยนิ้วมือมาให้แล้ว แต่หากจับบ่อย ๆ ก็หนีไม่พ้นอยู่ดี รวมถึงเฟรมเครื่องที่เป็นโลหะผิวมันวาวเองก็เช่นกัน ถ้าหงุดหงิดกับอะไรแบบนี้ แนะนำให้หาเคสมาใส่ก็จะดีกว่า

มีหลายคนสงสัยเกี่ยวกับสีของตัวเครื่อง โดยเฉพาะสีชมพู ซึ่งเครื่องที่ผมได้มาก็บังเอิญเป็นสีชมพูพอดี ของจริงสีจะออกหม่น ๆ อมม่วง อมเทา เล็กน้อย หากกระทบกับแสงจะสะท้อนแบบเมทัลลิก ให้ความรู้สึกพรีเมียมและหรูหรา แต่ถ้าไม่โดนแสงตรง ๆ จะเป็นสีแบบพาสเทล สวยไปอีกแบบ ผู้ชายถือได้ไม่มีปัญหาแน่นอน โดย Xperia 5 II รุ่นนี้ยังคงผลิตที่ประเทศไทยบ้านเราเหมือนเดิม แต่ไม่มีการสกรีนบอกเอาไว้ที่ฝาหลังนะครับ

จอภาพและการแสดงผล

Xperia 5 II มาพร้อมกับจอภาพ CinemaWide OLED 6.1 นิ้ว หากดูจากความยาวตามแนวทแยงอาจดูเหมือนเยอะ แต่จริง ๆ แล้วเครื่องไม่ได้ใหญ่อะไรเลย เพราะจอภาพมีสัดส่วน 21:9 ยาวเป็นพิเศษ ด้านกว้างจึงสั้น และหน้าจอขนาดประมาณนี้ถือว่าหาได้ยากมาก ๆ สำหรับสมาร์ทโฟนในสมัยนี้ ยิ่งกับพวกเรือธงด้วยยิ่งแล้วใหญ่

เรื่องสีสันนั้นทำได้ดีตามมาตรฐาน แสดงผลสีดำได้มืดสนิทตามแบบฉบับ OLED โดย Xperia 5 II มีโปรไฟล์การแสดงผลให้เราเลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Standard สีสดจี๊ดจ๊าด บาดลึกไปทั้งหัวใจ อุณหภูมิสีจะอมฟ้าแบบที่หลายคนน่าจะชอบ (แต่หากไม่ถูกใจก็สามารถปรับเอาทีหลังได้) ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ โหมด Creator ที่เน้นความถูกต้องเที่ยงตรงของเฉดสี ให้ผู้ใช้งานได้เสพสีสันที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องการจะสื่อมากที่สุด โดยจะรองรับการแสดงผลสีในขอบเขตสเปกตรัม BT.2020 และสีแบบ 10-bit


โหมด Creator เน้นความถูกต้องของสี / โหมด Standard เน้นความสดใสของสี


ปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอได้ด้วยนะ

ยิ่งไปกว่านั้น Sony ยังใส่เทคโนโลยี X1 for mobile มาให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วย เมื่อเปิดใช้งานจะเป็นการเพิ่มความสดใสและความคมชัดให้แก่วิดีโอ ฟีเจอร์นี้จะเปิดใช้งานได้เฉพาะโปรไฟล์ Standard ถ้าไม่ชอบก็สามารถปิดได้ตามสะดวก ซึ่งส่วนตัวผมก็ปิดเอาไว้ เพราะรู้สึกว่า เมื่อเปิดใช้งานแล้วภาพวิดีโอมันดูแข็ง ๆ กระด้างแปลก ๆ เพราะมันไปเร่งความคมชัด จนเกิดเป็นเอฟเฟกต์เฮโล (halo effect) ในภาพ ขึ้นเป็นขอบขาว ๆ และคอนเทนต์สมัยนี้ก็มีความคมชัดมากพออยู่แล้ว จนไม่มีความจำเป็นต้องไปยัดเยียดแบบฝืน ๆ เข้าไปอีก

อัตรารีเฟรช 120Hz แสดงผลได้ลื่นไหลเนียนตาสุด ๆ แต่มีจุดสังเกตเล็กน้อยตรงที่ Xperia 5 II มีให้เลือกแค่ 60 Hz กับ 120Hz เท่านั้น ไม่มีโหมด adaptive ที่จะปรับเปลี่ยนอัตรารีเฟรชไปตามสถานการณ์โดยอัตโนมัติ ดังนั้น หากเปิดใช้งาน 120Hz คงต้องทำใจล่วงหน้าเลยว่า มันจะสูบแบตเพิ่มขึ้น


อัตรารีเฟรช 120Hz เลือกได้แค่ เปิด หรือ ปิด

สำหรับมือถือขนาดปกติทั่ว ๆ ไป ผมสามารถแยกความแตกต่างระหว่างความละเอียดจอภาพ Full HD กับ 2K หรือสูงกว่าได้อย่างง่ายดาย แต่กับ Xperia 5 II ที่มีพื้นที่การแสดงผลค่อนข้างเล็ก แม้จะมีความละเอียดระดับ Full HD แต่ความหนาแน่นของจุดพิกเซลก็สูงเกินพอ ระดับ 449 PPI สามารถใช้งานได้โดยไม่ติดขัดอะไรเลย

จากที่ได้ลองใช้งาน Xperia 5 II มาสักระยะหนึ่ง ผมพบกับสิ่งชวนหงุดหงิดในเรื่องจอภาพของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อยู่ 3 ประการด้วยกัน อันดับแรกคือ ระดับความสว่าง ทั้งต่ำสุดและสูงสุด ซึ่งทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นักหากเทียบกับมือถือที่ใช้หน้าจอ OLED เหมือน ๆ กันจากที่ส่วนตัวเคยสัมผัสมา ซึ่งสร้างปัญหาให้กับผมเป็นอย่างมากเมื่อใช้งานกลางแจ้ง ต่อให้ไม่ใช่สภาพที่มีแดดจัดก็แทบมองไม่เห็นอะไรเลย ต้องคอยเอามือมาป้องบังแดดเอาไว้

ผมไม่มีอุปกรณ์สำหรับวัดระดับความสว่าง จึงแอบไปส่องผลทดสอบจากแลปของเว็บต่างประเทศมา พบว่า Xperia 5 II ทำความสว่างสูงสุดได้ประมาณ 530 nit เท่านั้น เป็นค่าความสว่างที่ต่ำมากหากเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นที่ทำได้สูงสุดทะลุเกิน 800 nit ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่า เรือธงรุ่นต่อไปของ Sony จะได้รับการปรับปรุงในส่วนนี้ ส่วน Xperia 5 II คงต้องรับสภาพกันไป เพราะมันเป็นปัญหาระดับฮาร์ดแวร์ แก้ไขอะไรไม่ได้

อันดับถัดมาคือ การไล่ระดับความสว่างที่ไม่นุ่มนวล แทนที่จะไล่เป็นสเต็ป 1, 2, 3, 4, 5, … อย่างที่ควรจะเป็น แต่ Xperia 5 II กลับกระโดดเป็น 1, 5, 13, 15, 19, … เสียอย่างนั้น ส่วนอันดับสุดท้ายคือ อาการภาพซ้อนแบบแปลก ๆ เมื่อปรับระดับความสว่างต่ำกว่า 10% ลงไป พบได้ทั้ง 60Hz และ 120Hz

กล้องและการถ่ายภาพ

Xperia 5 II มีกล้องหลังจำนวน 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก ความยาวโฟกัส 24 มม. รูรับแสง ƒ/1.7 ซึ่งกล้องนี้จะมีคุณภาพสูงที่สุด + กล้องอัลตร้าไวด์ ให้ภาพมุมกว้าง 124 องศา กว้างเป็นอันดับต้น ๆ ของสมาร์ทโฟน รูรับแสง ƒ/2.2 + กล้องเทเลโฟโต้ ความยาวโฟกัส 70 มม. รูรับแสง ƒ/2.4 ความละเอียด 12 MP ปิดทับด้วยเลนส์ ZEISS T* คุณภาพสูงที่ได้รับการเคลือบผิวมาเป็นพิเศษ ขยับขึ้นมาด้านบนเล็กน้อยจะมีไฟแฟลช LED และเซนเซอร์ RGB-IR สำหรับช่วยประมวลผลไวต์บาลานซ์ให้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

แอปกล้องของ Xperia 5 II มีด้วยกัน 3 แอป Camera เป็นแอปกล้องพื้นฐานที่ปรับตั้งค่าอะไรแทบไม่ได้เลย เน้นถ่ายง่าย ๆ ไว ๆ ส่วนแอป Photo Pro กับ Cinema Pro เป็นแอปใหม่ Sony ที่พัฒนาโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องในตระกูล Alpha ของตัวเอง ดังนั้น ทั้งหน้าตา UI การปรับตั้งค่า รวมทั้งเสียงตอนโฟกัสและกดชัตเตอร์ จะเหมือนกับกล้อง Alpha เป๊ะ ๆ เลย ใครชอบถ่ายภาพ บอกเลย ฟินมาก

ในการทดสอบถ่ายภาพ ผมจะใช้แอป Photo Pro ในโหมดออโต้เป็นหลัก ปน ๆ กับเซมิออโต้บางภาพ แต่จะไม่ใช้โหมดแมนนวล เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้งานโหมดนี้ได้เป็น และในบางสถานการณ์อาจไม่ได้มีเวลามากพอให้เรามานั่งปรับตั้งค่าอย่างประณีต









.
ภาพถ่ายจาก Xperia 5 II มีสีสันแนวธรรมชาติ โทนกลาง ๆ ตัวซอฟต์แวร์ไม่ได้บูสต์ความสดมาให้สักเท่าไหร่ ข้อดีคือ เอาภาพไปแต่งต่อได้ง่าย ไดนามิกเรนจ์กว้างพอที่จะตอบรับกับสถานการณ์ทั่วไปได้สบาย ๆ การวัดแสงตัวแบบไวต์บาลานซ์ทำงานได้ดีในสถานการณ์ส่วนใหญ่ น่าจะเป็นอานิสงส์จากเซนเซอร์ RGB-IR ส่วนระบบโฟกัสทั้งแบบปกติและแบบ Eye AF ติดตามดวงตาก็รวดเร็วและแม่นยำไว้ใจได้






.
แม้ว่า Xperia 5 II จะมีไวต์บาลานซ์ที่เชื่อที่ได้ แต่จากภาพตัวอย่างด้านล่าง แสดงให้เห็นว่า เมื่อกับแสงจากหลอดไฟทังสเตน ภาพจะอมเหลือง ๆ ส้ม ๆ ทันที ซึ่งเป็นปัญหาที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ ก็เจอเหมือนกัน



.
การถ่ายภาพกลางคืนและในสภาวะแสงน้อย Xperia 5 II พอถู ๆ ไถ ๆ ไปได้ เท่าที่ผมสังเกต Sony เลือกใช้เทคนิคการลากความเร็วชัตเตอร์นาน ๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคการรวมภาพ (image fusion) แบบที่ค่ายอื่นนิยมใช้กันในปัจจุบัน ข้อดีคือ ไม่เกิด artifact หรือการเรนเดอร์เพี้ยน ๆ จากการรวมภาพ ส่วนข้อเสียคือ มือต้องนิ่ง ไม่อย่างนั้นภาพที่ถ่ายออกมาจะเบลอ ไดนามิกเรนจ์แคบกว่า และต้องรอประมวลผลนาน


ไดนามิกเรนจ์เมื่อถ่ายในสภาวะแสงน้อยมีจำกัด เพราะไม่มี image fusion


เมื่อเจอกับสภาวะแสงน้อย Xperia 5 II จะพยายามเกลี่ยนอยส์ให้เนียน ภาพจึงขาดความคมชัดและรายละเอียด

เลนส์อัลตร้าไวด์มีซอฟต์แวร์แก้ความบิดเบี้ยวที่ดี แทบไม่รู้สึกถึงความบวมของภาพเลย เก็บงานได้เนียนกริบ ซึ่ง Sony ได้ให้อิสระแก่เราในการตั้งค่าตรงนี้ สามารถเลือกปิดการแกไขความบิดเบี้ยวได้ มุมมองจะกว้างขึ้นอีกสเต็ป แต่ภาพก็จะป่อง ๆ บวม ๆ ตามข้อจำกัดของเลนส์


เลนส์อัลตร้าไวด์ ปิดการแก้ไขความบิดเบี้ยว


เลนส์อัลตร้าไวด์ เปิดการแก้ไขความบิดเบี้ยว


เปรียบเทียบความกว้างของภาพกับเลนส์หลัก

เลนส์เทเลโฟโต้ของ Xperia 5 II มีความยาวโฟกัสเทียบเท่า 70 มม. ซึ่งเป็นระยะที่ทับซ้อนกับระยะซูมไกลสุดแบบดิจิทัลของเลนส์หลัก เอาจริง ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาแทบไม่แตกต่างกันเลย ผมจึงคิดว่า หาก Sony ขยับความยาวโฟกัสขึ้นเป็น 85 มม., 100 มม. หรือ 135 มม. ดูจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์มากกว่า


เลนส์เทเลโฟโต้ มีทางยาวโฟกัสทับซ้อนกับการซูมแบบดิจิทัลของเลนส์หลัก


ภาพนี้ถ่ายด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ ซูมดิจิทัลไปที่ 100 มม. ผลลัพธ์พอรับได้ ไม่ถึงกับแย่มาก

Xperia 5 II ไม่มีเลนส์มาโครสำหรับถ่ายภาพระยะใกล้ แต่เลนส์หลักและเลนส์อัลตร้าไวด์ต่างก็มีระยะโฟกัสที่ค่อนข้างใกล้ ประมาณ 8.5 ซม. และ 8 ซ.ม. ตามลำดับ พอแก้ขัดได้บ้างในระดับหนึ่งหากจำเป็นต้องใช้งานขึ้นมาจริง ๆ


ไม่มีเลนส์มาโคร แต่สามารถใช้เลนส์หลักแก้ขัดได้โดยการซูมถ่าย

การถ่ายภาพแบบ burst shooting เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Xperia 5 II หากถ่ายด้วยเลนส์หลักจะสามารถล็อกโฟกัสและความสว่างของวัตตุขณะถ่ายรัว ๆ ได้ที่ความเร็วสูงสุด 20 fps จำนวนสูงสุด 200 ภาพ (หากอยากถ่ายต่อ ต้องกดชัตเตอร์ใหม่) เอาไว้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ หรือคาดเดาไม่ได้ เช่น ถ่ายเด็กเล็ก ถ่ายสัตว์เลี้ยง หรือถ่ายกีฬา เป็นต้น การใช้งานโหมดนี้ต้องแลกมาด้วยสีสันและรายละเอียดของภาพที่ด้อยลงไปกว่าการถ่ายปกติ และไม่สามารถบันทึกภาพเป็นไฟล์ RAW ได้ แต่ผมกลับชอบนะ สีภาพจะซีด ๆ เฟด ๆ คอนทราสต์ต่ำมาก เหมือนภาพจากกล้องฟิล์มไม่มีผิด

ปัญหาเรื่องความร้อนที่หลายคนกังวลกัน แม้ยังร้อนอยู่บ้าง แต่กล้องไม้ตัด เครื่องไม่ดับ แอปไม่เด้งแล้ว ส่วนเรื่องประมวลผลช้า ยังคงมีอยู่สำหรับภาพถ่ายกลางคืน ต้องรอสักอึดใจใหญ่ ๆ เลยกว่าจะประมวลผลเสร็จและถ่ายภาพต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Sony ควรปรับปรุง

ข้อเสียหลัก ๆ เกี่ยวกับแอปถ่ายภาพของ Xperia 5 II คือ เมื่อเราปรับตั้งค่าอะไรเอาไว้ แล้วละออกจากหน้าจอ เช่น เรียกดูภาพ สลับไปแอปอื่น หรือออกมาหน้าจอโฮม พอกลับเข้าแอปกล้องอีกที ระยะการซูมที่เราตั้งค่าเอาไว้จะถูกรีเซตหายไปหมด กลับมาเป็นระยะดั้งเดิมของเลนส์นั้น ๆ ยิ่งกับแอป Camera พื้นฐาน ยิ่งแล้วใหญ่เลย เพราะจะเด้งกลับมาเป็นเลนส์หลักเสมอ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ Sony ควรแก้ไขแบบด่วน ๆ


หน้าตาอินเทอร์เฟซภายในแอป Photo Pro


เมื่อตั้งค่าระยะการซูมไว้แล้วสลับไปหน้าจออื่นหรือเปลี่ยนโหมดการถ่ายภาพ การตั้งค่าจะถูกรีเซต

นอกจากนี้ ผมพบว่า การสลับกล้องแต่ละตัวขณะถ่ายภาพนั้นทำได้ช้า ราวกับว่า กล้องตัวที่เหลืออื่น ๆ ไม่ได้มีการสแตนด์บายเอาไว้ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา พอสลับกล้องทีก็ต้องรอให้กล้องเปิดการทำงานใหม่ ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการใช้งาน

กลับมาเรื่องของปุ่มกด ตามที่ค้างคาไว้ด้านบน ข้อดีของการที่ Xperia 5 II มีปุ่มอยู่ฝั่งเดียวกันทั้งหมด คือ เมื่อถ่ายรูปในแนวนอนแล้วต้องวางโทรศัพท์ราบไปกับพื้น จะวางได้ระนาบพอดีโดยไม่มีปุ่มจากอีกฝั่งมารบกวน เช่น หากเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ก็อาจลั่นไปโดนกลายเป็นกดถ่ายรูปได้โดยไม่ตั้งใจ แต่ทั้งนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกัน คือ Xperia 5 II จะเจอปัญหาเมื่อใช้งานกับขาจับสมาร์ทโฟนสำหรับยึดกับขาตั้งกล้องทั่วไป เพราะปุ่มเรียงติดกันเป็นพืด จนไม่มีที่ว่างเหลือพอสำหรับหนีบ

ระบบเสียงและการฟังเพลง

Xperia 5 II มีลำโพงคู่สเตอรีโอแบบหันหน้าเข้าหาผู้ใช้งาน เวลาฟังเพลงที่มีการแพนเสียงจากซ้ายไปขวา (หรือขวาไปซ้าย) จะรู้สึกได้ในทันที ข้อดีคือ สามารถปรับระดับเสียงได้ละเอียดยิบถึง 30 ระดับ แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน คือ เสียงเบามากและมีความอู้อี้พอสมควร เหมือนเสียงไปอุดอยู่ข้างในเครื่อง ส่งผลให้ฝาหลังสั่นมากเมื่อเปิดลำโพงด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานนมือถือ Sony บ่นกันมาหลายรุ่นแล้ว และใน Xperia 5 II ก็ยังคงมีปัญหาดังกล่าวอยู่ ส่วนแจ็กหูฟัง 3.5 มม. ในรุ่นนี้ไม่ได้ถูกตัดหายไปไหน

การฟังเพลงผ่านหูฟังนั้นทำได้ดีไม่มีปัญหาอะไร ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านสายหรือไร้สายก็ตาม Xperia 5 II มีเทคโนโลยีด้านเสียงเด่น ๆ 2 อย่าง คือ DSEE Ultimate โดยจะเป็นการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มคุณภาพไฟล์เพลงธรรมดาให้เทียบเท่า Hi-Res และ 360 Reality Audio ฟอร์แมตเสียงสามมิติรูปแบบใหม่ ให้ประสบการณ์ที่แปลกแหวกแนว แต่อย่างหลังหูฟังกับแอปก็ต้องรองรับด้วยนะครับ ถึงจะใช้ได้



นอกจากนี้ Xperia 5 II ยังมีลูกเล่นเก๋ ๆ อย่าง Dynamic Vibration เมื่อเราเล่นเกม ฟังเพลง หรือดูหนัง ตัวเครื่องจะสั่นไปตามจังหวะ คล้ายระบบสั่นบนจอย DUALSHOCK ของเครื่อง PlayStation เลย สนุกไปอีกแบบ

ประสิทธิภาพการใช้งานและอินเทอร์เฟซ

Xperia 5 II ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 865 ชิประดับไฮเอนด์จาก Qualcomm ซึ่งเป็นชิปที่ทรงพลังที่สุดของ Android ในปัจจุบันแล้ว แรงสุดขีด ลื่นหัวทิ่ม เป็นรองแค่ Snapdragon 865+ นิดหน่อยเท่านั้น หัวข้อนี้จึงไม่มีอะไรให้พูดถึงมากเท่าไหร่





หน้าตาอินเทอร์เฟซต่าง ๆ ใน Xperia 5 II เหมือน Android แบบดั้งเดิมแทบทุกประการ (stock Android หรือ pure Android) แต่มีการเสริมฟีเจอร์ Side sense เข้าไป สำหรับเรียกใช้งานทางลัดต่าง ๆ โดยการ แตะ 2 ครั้ง เลื่อนขึ้น หรือเลื่อนลง กำหนดค่าทางลัดต่าง ๆ และตำแหน่งกับขนาดของ Side sense เองได้ตามความถนัดของแต่ละคน


ตัวอย่างการใช้งาน Side sense โดยการแตะขอบหน้าจอ 2 ครั้ง


หน้าจอการตั้งค่า Side sense

เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำงานได้แม่นยำและรวดเร็ว แต่ด้วยขนาดหน้าสัมผัสที่เล็ก จึงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การสแกนที่อาจไม่ครอบคลุมนิ้วมากนัก เวลาบันทึกลายนิ้วมืออาจต้องขยับนิ้ว ซ้าย-ขวา บน-ล่าง หลาย ๆ ตำแหน่ง หรือใช้วิธีการบันทึกลายนิ้วมือเดิมซ้ำ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มความครอบคลุม หากนิ้วเปียกหรือมีคราบมันจะสแกนไม่ติด ต้องเช็ดให้สะอาดก่อน

การเล่นเกม

Game enhancer แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ฮับสำหรับรวมเกมทั้งหมดในเครื่องเอาไว้ในที่เดียว ให้เราปรับตั้งค่าเกมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกได้จากตรงนี้ อีกส่วนหนึ่งเป็นโอเวอร์เลย์ให้เรียกใช้งานขณะกำลังเล่นเกมอยู่

มีให้เลือกปรับได้ 3 โหมด ได้แก่ Performance preferred จัดเต็มสุด สูบแบตสุด, Balanced เน้นสมดุล ระหว่างประสิทธิภาพและอายุแบตเตอรี่, Battery life preferred ลดทอนประสิทธิภาพลง ยืดอายุแบตเตอรี่ให้ยาวนาน และมีโหมด Custom ให้เรากำหนดค่าต่าง ๆ เองได้ด้วย ทั้งอัตรารีเฟรชหน้าจอ อัตราตอบสนองการสัมผัส และความแม่นยำของการติดตามการสัมผัส ปรับแยกกันแต่ละเกม ของใครของมันได้เลย





ในส่วนนี้เราสามารถล็อกอัตรารีเฟรชหน้าจอได้ ต่อให้เกมที่กำลังเล่นไม่รองรับการแสดงผลถึงระดับนั้นก็ตาม ซึ่งมีให้เลือกปรับสูงสุดที่ 240Hz แต่จะเป็นเพียงการจำลองด้วยซอฟต์แวร์เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ 240Hz แท้ เป็นเทคนิคแทรกเฟรมแบบเดียวที่ใช้กันบนทีวีในปัจจุบัน


ปรับอัตรารีเฟรชได้สูงสุด 240Hz แต่เป็นการจำลองด้วยซอฟต์แวร์

ฟีเจอร์ที่เด็ดที่สุดในหัวข้อนี้ ผมยกให้เป็นของ H.S. power control เมื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ ขณะเล่นเกมไปด้วยเสียบชาร์จไปด้วย แบตจะชาร์จแทบไม่เข้า เสียบทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แบตขึ้นมาไม่ถึง 5% แต่…เอ๊ะ ! ชาร์จแบตไม่เข้า…แล้วมันจะไปดีได้ยังไง ? ข้อดีของมันก็คือ เครื่องจะไม่ร้อนเลยแม้แต่นิดเดียวครับ ทำให้ประสิทธิภาพการประมวลผลของซีพียูไม่ดร็อปลงขณะเล่นเกม ซึ่ง H.S. ย่อมาจาก Heat Suppression อีกทั้งยังเป็นการช่วยถนอมแบตเตอรี่ไปในตัวด้วย เหมาะสำหรับเกมที่มีการเปิดบ็อตทิ้งไว้มาก ๆ

แบตเตอรี่และการชาร์จ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2014 Sony ได้เผยโฉมเรือธงรุ่นจิ๋วเป็นครั้งแรก ในนาม Xperia Z1 Compact มาพร้อมกับหน้าจอขนาดมินิ 4.3 นิ้ว แม้จะมีแบตเตอรี่ความจุเพียง 2300mAh แต่ก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมากในเรื่องความอึด ซึ่ง Sony ก็รักษามาตรฐานในเรื่องในได้ดีเสมอมาในรุ่นต่อ ๆ ไปหลังจากนั้น รวมถึง Xperia 5 II เองก็ด้วย

ความจุแบตเตอรี่ของ Xperia 5 II ได้รับการอัปเกรดขึ้นรุ่นก่อน จากเดิม 3140mAh เป็น 4000mAh เท่ากับ Xperia 1 II แล้ว ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างวันเลยแม้แต่ครั้งเดียว เปิดใช้งานฟังก์ชั่นทุกอย่างเต็มที่ไม่มีกั๊ก อย่างแย่ที่สุด เคยออกจากบ้านด้วยแบต 70% และวันนี้ก็ใช้งานเยอะกว่าทุกที แต่ก็ยังเหลือแบตอีก 15% เมื่อกลับถึงบ้าน


แบตอึดมาก สมราคา Sony

ตามข้อมูลระบุว่า Xperia 5 II รองรับการชาร์จไว USB Power Delivery (USB PD) 3.0 สูงสุด 21W แต่อะแดปเตอร์ที่แถมมาในกล่องเป็นแบบ 18W เท่านั้นนะครับ ด้วยอะแดปเตอร์ที่แถมมา Xperia 5 II สามารถชาร์จจาก 0 – 50% ได้ในเวลาประมาณ 35 นาที และชาร์จจาก 0 – 100% ได้ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กับอีก 50 นาที หากเทียบกับ Android ระดับท็อปด้วยกันที่ตอนนี้หลาย ๆ รุ่นสามารถชาร์จจาก 0 – 100% ได้ในเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมงนิด ๆ คงต้องบอกว่า Sony ต้องทำการบ้านเพิ่มอีกพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ Batter Care ของ Xperia 5 II นั้นเป็นอะไรที่น่าสนใจ หลักการทำงานของมันก็คือ แบ่งการชาร์จออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกเป็นการชาร์จด้วยความเร็วระดับเดียวกับปกติ จากนั้นจะหยุดการชาร์จลงเมื่อถึงความจุที่กำหนด 80% หรือ 90% ยิ่งน้อยยิ่งถนอมแบต และจะทำการชาร์จต่อจนเต็ม 100% เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม


ฟีเจอร์ Battery Care ช่วยถนอมแบตเตอรี่ในระยะยาว

ในการตั้งค่าเริ่มต้น Battery Care จะเรียนรู้พฤติกรรมและระยะเวลาการชาร์จของเราและคำนวณเวลาให้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็คือ เวลาเข้านอนกับเวลาตื่นของเรานั่นแหละครับ (ชาร์จเต็มก่อนตื่นนอนเล็กน้อย) หรือถ้าใครไม่อยากเสียเวลารอเครื่องเรียนรู้ ก็สามารถตั้งเวลาได้เอง ทั้งเวลาเริ่มต้นและเวลาที่ต้องการให้ชาร์จเต็ม หรือจะเปิดให้ Batter Care ทำงานตลอดเวลา ลิมิตการชาร์จไวที่ 80% หรือ 90% ก็ทำได้เช่นกัน


หลักการทำงานของ Battery Care คือ แบ่งการชาร์จออกเป็น 2 เฟส

วิธีการถนอมแบตในลักษณะนี้มีใช้กันมานานแล้วกับอุปกรณ์ประเภทแล็ปท็อป โดย Sony เคลมว่า เมื่อรวมฟีเจอร์ Battery Care เข้ากับ H.S. power control แล้วล่ะก็ Xperia 5 II สามารถใช้งานกันได้ยาว ๆ 2 ปี โดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเลยทีเดียว เจ๋งสุด ๆ ไปเลย ยี่ห้ออื่นน่าเอาไปทำตามบ้าง เป็นอะไรง่าย ๆ ที่ให้ผลลัพธ์ดีมาก

การใช้งาน 5G และ 4G VoLTE ในประเทศไทย

Xperia 5 II ยังไม่สามารถใช้งาน 5G ในไทยได้ เพราะไม่รองรับคลื่นความถี่ 2600 MHz (n41) เฉกเช่นเดียวกับ Xperia 1 II อย่างเร็วที่สุดคงต้องรอไปจนถึงช่วงต้นปี 2021 ให้คลื่นความถี่ 700 MHz (n28) ทำการรีฟาร์มกันให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน เพราะฉะนั้น ตอนนี้ทำได้แค่รอกันไปยาว ๆ ครับ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อยากแจ้งไว้ให้ทราบกัน คือ  Xperia 5 II หากใส่ 2 ซิมพร้อมกัน จะสามารถใช้งาน 5G ได้แค่ซิมเดียวเท่านั้นนะครับ


มีตัวเลือก 5G ก็จริง แต่ยังใช้งานในประเทศไทยไม่ได้นะ

ส่วน 4G VoLTE เองก็ยังใช้งานไม่ได้เหมือนกัน ซึ่ง Sony ประเทศไทยพึ่งปล่อยอัปเดตปลดล็อกให้ Xperia 1 II ไปหมาด ๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (18 พฤศจิกายน 2020) ซึ่งกว่า Xperia 5 II จะส่งถึงมือผู้พรีออร์เดอร์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 เป็นต้นไป ถึงตอนนั้นอาจมีอัปเดตออกมาแล้วก็เป็นได้ครับ

สรุปข้อดีและข้อสังเกต Xperia 5 II

ข้อดี

  • ตัวเครื่องขนาดพอดีมือ จับถือถนัด และมีน้ำหนักเบา
  • งานประกอบและวัสดุสมราคา แทบไม่รู้สึกถึงรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนเมื่อสัมผัส
  • จอภาพไม่มีติ่ง บาก หรือกล้องเซลฟี่แบบเจาะรูให้รำคาญตา
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ทั้งวันสบาย ๆ ข้ามวันก็ยังพอไหว
  • มีฟีเจอร์ Battery Care ช่วยยืดอายุการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ในระยะยาว
  • H.S. power control ใช้งานได้จริง ควบคุมอุณภูมิขณะเล่นเกมได้อยู่หมัด
  • มีปุ่มชัตเตอร์แยก ถ่ายภาพและเปิดใช้งานกล้องได้สะดวก
  • UI ของ Photo Pro และ Cinema Pro น่าใช้ ปรับแต่งได้เยอะ ทำให้รู้สึกสนุกกับการถ่ายภาพ และสามารถใช้งานมือเดียวได้โดยไม่ติดขัด
  • ระบบโฟกัสติดตามดวงตา Eye AF ทำงานได้รวดเร็วมาก
  • ไวต์บาลานซ์แม่นยำ เชื่อถือได้ และวัดแสงฉลาดในแทบทุกสถานการณ์ แม้แต่ขณะเปิดแฟลช LED
  • มีแจ็กหูฟัง 3.5 มม. กับไฟ LED แสดงสถานะและการแจ้งเตือน ซึ่งหาได้ยากสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงในปัจจุบัน
  • ถอดถาดซิมได้โดยใช้เล็บเกี่ยว ไม่ต้องอาศัยเข็มจิ้ม
  • กันน้ำและฝุ่น IP65/68
  • UI ของระบบ โล่ง สะอาดตา ตอบสนองได้ฉับไว แทบไม่มี bloatware ให้รกเครื่อง

ข้อสังเกต

  • จอภาพไม่สว่าง ไม่สู้แสง มีปัญหาเวลาใช้งานกลางแจ้ง
  • ปรับระดับความสว่างของหน้าจอได้ไม่ละเอียด
  • แสดงผลเป็นภาพซ้อนเมื่อปรับความสว่างหน้าจอต่ำกว่า 10% ทั้ง 60Hz และ 120Hz
  • มีแอปกล้องถึง 3 ตัว อาจสร้างความสับสนให้ผู้ใช้งาน
  • ซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพถ่ายในที่แสงน้อยยังตามหลังคู่แข่ง ทำงานได้ช้า และขาดทั้งรายละเอียดและความคมชัด
  • ลำโพงเสียงเบา อู้อี้ และฝาหลังจะมีอาการสั่นเมื่อเปิดลำโพงเสียงดัง
  • รองรับชาร์จไวสูงสุดเพียง 21W
  • อะแดปเตอร์ที่แถมมาในกล่องเป็นขนาด 18W หากอยากใช้งาน 21W เต็มประสิทธิภาพ ต้องซื้อเพิ่มเอง (แต่การใช้งานจริงก็ไม่ต่างกันมากนะ)

Xperia 5 II น่าซื้อไหม แล้วเหมาะกับใคร ?

ส่วนตัวมองว่า Xperia 5 II นั้นเหมาะสำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเรือธงสักรุ่นที่มีขนาดตัวเครื่องเล็กกะทัดรัด ฟีเจอร์การใช้งานครอบคลุมแทบทุกอย่าง มีแอปกล้องที่ดูน่าสนุก ปรับแต่งได้เยอะ ทำให้อยากออกไปถ่ายภาพ

และหากใครอยากลองใช้งาน Pixel มือถือ pure Android จาก Google แต่ไม่อย่างเสี่ยงกับเครื่องหิ้ว Xperia 5 II ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน ให้ประสบการณ์การใช้งานใกล้เคียงกันเลย เสริมด้วยลูกเล่นที่มากกว่าด้วย ถ้ารับได้กับจอภาพที่ไม่ค่อยสว่างและลำโพงที่เสียงอู้อี้นิดหน่อยล่ะก็นะ

Sony ประเทศไทยนำ Xperia 5 II เข้ามาจำหน่ายด้วยกัน 3 สี คือ ชมพู น้ำเงิน และดำ ในรุ่น RAM 8GB + 256GB ค่าตัวอยู่ที่ 28,990 บาท แว่วมาว่า ตอนนี้สินค้าล็อตแรกที่เปิดให้พรีออร์เดอร์ของใกล้หมดแล้ว ใครเล็ง ๆ อยู่ก็รีบกันหน่อยนะ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ทิ้งคอมเมนต์เอาไว้ได้เลยครับ

from:https://droidsans.com/sony-xperia-5-ii-review/

โปรแลกแต้มบัตรเครดิต รับ iPhone 12 และสมาร์ทโฟนอีกหลากหลายรุ่น จาก AIS แบบไม่ต้องควักเงินสักบาท (ถ้าแต้มมากพอ)

จากผลกระทบของโควิดทำให้ปีนี้หลายคนน่าจะไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศกัน จากที่ปกติคะแนนในบัตรเครดิตจะได้มีการใช้งานเพื่ออัปเกรดตั๋วเครื่องบินเป็น Business Class หรือซื้อแพ็กเกจต่างๆ เป็นจำนวนมาก ก็กลายเป็นมีคงค้างในบัตรกันอยู่เพียบ และคะแนนจำนวนนี้ก็ใกล้จะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้อีกต่างหาก ซึ่งถ้ายังไม่มีแผนจะทำอะไรแล้วนั้น เราจะมาขอแนะนำวิธีเบิร์นแต้มเพื่อซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กัน ซึ่งถ้ามีจำนวนมากพอก็รับกลับไปใช้กันได้เลยแบบไม่ต้องควักเงินจ่ายสักบาท

สรุปให้ก่อนอ่านต่อ : AIS มีการทำโปรโมชั่นร่วมกับ The 1 บัตรในเครือเซนทรัล สามารถนำเอาแต้มมาแลกใช้แทนเงินสดได้ ถ้ามากพอก็รับโทรศัพท์กลับบ้านไปได้แบบไม่ต้องควักเงินสักบาท ซึ่งบัตรเครดิตของธนาคารดังเกือบทุกเจ้าสามารถโอนแต้มในบัตรไปเป็นแต้ม The 1 กันได้เกือบทั้งหมด และยังมีโปรโมชั่นแถมแต้มพิเศษให้ในบางใบอีกด้วย

ฉะนั้นโปรนี้สำหรับคนมีบัตรเครดิต หรือเป็นสมาชิก The 1 เท่านั้น (ถ้ายังไม่เป็นสมาชิกไปสมัคร The 1 กันได้ฟรี)

ใช้คะแนน The 1 แลกรับสมาร์ทโฟนกลับไปฟรีๆ

สำหรับโปรโมชั่นแลกคะแนน The 1 เป็นสมาร์ทโฟนนี้ จะซ่อนอยู่ในหน้าของโปร @The 1 SIM (แอทเดอะวันซิม) ซึ่งจะมีแพ็กเกจเฉพาะให้สำหรับสมาชิก The 1 แต่เราจะข้ามเรื่องโปรนี้ไปก่อน แต่ไปโฟกัสที่เรื่องของการเอาแต้มแลกเครื่องหรือส่วนลดได้ โดยจะมีสมาร์ทโฟนที่เอาแต้ม The 1 ไปแลกกลับบ้านแบบฟรีๆ ได้เลยทันทีอยู่ทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

รุ่น ราคาเต็ม แต้ม The 1 แพ็กขั้นต่ำ
Galaxy Note 20 Ultra 5G 256 GB 42,900 บาท 330,000 คะแนน 699 บาท
OPPO Reno 4 11,990 บาท 69,000 คะแนน 499 บาท
Huawei Nova 5T 9,990 บาท 69,000 คะแนน 499 บาท
Vivo Y30 5,990 บาท 30,000 คะแนน 499 บาท

ซึ่งในปัจจุบันแม้จะยังไม่มีอัปเดตรายละเอียดของ iPhone 12 แต่ละรุ่นเข้าไป ในส่วนของการเอาคะแนน The 1 ไปแลกเครื่องทั้งเครื่อง แต่ตอนท้ายของหน้าโปรโมชั่นนี้จะมีเขียนเอาไว้อยู่ว่า นอกจากทั้ง 4 รุ่นที่ว่ามาข้างต้นแล้ว สามารถนำเอาแต้มของ The 1 เอาไปใช้เป็นส่วนลดสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึง iPhone 12 ทุกรุ่น ด้วยนั่นเอง

โดยเท่าที่สอบถามมา คะแนน The 1 แปดแต้มเท่ากับหนึ่งบาท และถ้าใครมีแต้มมากพอก็สามารถแลกรับส่วนลดได้เทียบเท่ากับราคาเครื่อง iPhone 12 เลยก็ทำได้เช่นเดียวกัน โดยจะมี iPhone ที่เข้าร่วมรายการทั้งหมด 5 รุ่นได้แก่

  • iPhone 12 Pro @ 256GB
  • iPhone 12 Pro @ 512GB
  • iPhone 12 Pro Max @ 256GB
  • iPhone 12 Pro Max @ 512GB
  • iPhone SE

แน่นอนว่าคนทั่วไปอาจจะไม่ได้มีแต้ม The 1 กันมากมายขนาดนั้น ตรงนี้ก็จะเป็นที่มาของการแลกแต้ม เปลี่ยนคะแนนบัตรเครดิตต่างๆ ให้กลายเป็นคะแนน The 1 กันได้ ซึ่งจะมีโปรโมชั่นการแลกดังนี้

ธนาคาร บัตร ใช้แต้มบัตร ได้แต้ม The 1
KBank
แลกได้ที่ 0-2888-8888, K PLUS
The Wisdom Kasikorn 1,000 1,000
บัตรอื่นๆ 1,250 1,000
SCB SCB Private Banking 1,500 1,200
SCB First 1,500 1,200
บัตรอื่นๆ 1,500 1,000
UOB ทุกบัตร 2,000 1,600
BBL ทุกบัตร 2,000 1,600
Citi
แลกได้ที่ Line : Citi Thailand
Citi Ultima 5,000 5,000
Citi Prestige 5,000 5,000
Citi Premier 5,000 5,000
Citi Rewards 5,000 5,000
Tanachart Visa Infinite 900 1,000
Privi Miles 900 1,000
AEON
แลกได้ที่ http://www.aeon.co.th
AEON Happy 2,000 1,600

การแลกคะแนนสามารถทำได้ที่จุดบริการลูกค้า Central, Robinson หรือตามช่องทางที่แจ้งเอาไว้เพิ่มเติมใต้ธนาคารนะครับ

นอกจากนี้ยังมีการแลกแต้มจากบริการอื่นๆด้วย ดังนี้

ธนาคาร ใช้แต้มบัตร ได้แต้ม The 1 ช่องทางการแลก
ปตท. (PTT Blue Card) 500 500 PTT Website
Esso 500 800 Esso Line Official
SUSCO 500 500 Susco Application
PT MAX 500 500 PT Website
AIS Point 100 400 MyAIS Application
Centara 1,000 800 Centara Website

ข้อควรรู้หลัก ๆ ก่อนใช้โปรโมชั่นส่วนลดจากแต้มของ The 1

  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดอื่นได้
  • ต้องสมัครเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่ายเบอร์เดิมเท่านั้น
  • ต้องใช้แพ็กเกจ 5G Hot Deal Max Speed ขั้นต่ำ 699 บาทขึ้นไป 12 เดือน หรือคิดเป็นเงิน 8,975.16 บาท

อ่านเงื่อนไขรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ @The 1 SIM ซึ่งน่าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในรายละเอียดของการแลก iPhone 12 Pro / 12 Pro Max เร็วๆนี้ ถ้าใครสนใจอยากจะใช้แต้มบัตรเครดิตในมือก่อนที่มันจะหมดอายุ ตัวเลือกนี้ก็น่าจะเป็นออปชั่นที่น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกันครับ

 

from:https://droidsans.com/ais-the1-point-convert-iphone-12/

เตรียมลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Apple, Tesla,หรือ Google ได้ง่าย ๆ ผ่านกองทุน กับแอป Fin​Vest

อ่านหัวข้อแล้วหมิ่นเหม่เหมือนจะเป็นการลงทุนแชร์ลูกโซ่ขายฝัน แต่นี่เป็นบริการใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ ธ.กสิกร, โรโบเวลธ์, และลู โกลบอล ที่จะทำให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยแอป FinVest ที่คัดสรรกองทุนที่น่าสนใจมาให้เราเลือกได้ง่ายๆ พร้อมกรองหาได้ว่าตัวไหนมีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ชอบ บริษัทที่ใช่ และเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 1,000 บาท เท่านั้น

FinVest คืออะไร

FinVest คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลงทุน หรือจะบอกว่าเป็นแอปบนสมาร์ทโฟนของเรา ทั้ง Android และ iOS ก็ไม่ผิดนัก ก่อตั้งโดยความร่วมมือของ 3 บริษัท ได้แก่

  1. ธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งในไทย
  2. ลู อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทลูแฟ๊กซ์โฮลดิ้ง ในเครือ ผิงอันกรุ๊ป กลุ่มบริษัทสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในจีน ซึ่งมีทีมงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก
  3. บลน. โรโบเวลธ์ จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Wealth Tech

ให้บริการด้านการซื้อขายกองทุนรวม โดยกองทุนรวมนี้จะเป็นการที่เราเอาเงินไปฝากให้เหล่ามืออาชีพในบลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) ดูแลเงินของเราแทนตัวเราเองที่อาจจะไม่มีเวลาและความเชี่ยวชาญนัก ซึ่งเค้าจะเอาไปลงทุนด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือตราสารหนี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

เหตุผลที่คนไม่กล้าลงทุน > มีความเสี่ยง, ยุ่งยาก, เสียเวลาเยอะ, สำหรับคนรวยเท่านั้น

แม้จะรู้ว่าบลจ.ต่างๆนี้ จะมีเหล่ามืออาชีพคอยดูแลอยู่ แต่หลายคนก็จะยังไม่วางใจที่จะเอาทรัพย์สินไปให้เค้าบริหารจัดการนัก โดยกลัวในเรื่องของความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจนทำให้เงินของเค้าร่อยหรอลงไป ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไร  หรือแม้ว่าเค้าจะก้าวข้ามความกังวลในเรื่องความเสี่ยงได้ และอยากจะลองเริ่มลงทุน การที่ต้องมานั่งศึกษารวบรวมข้อมูลว่า – เราควรจะต้องเอาเงินเราไปลงทุนในกองทุนไหน ของบลจ.ใด มีใครเป็นผู้จัดการกองทุน ตรวจสอบจากสถานะการเงิน ลักษณะการลงทุน ความเสี่ยงของกองทุน ผลตอบแทนที่ได้ตลอดระยะเวลาเปิดกองมา และอื่น ๆ –  ซึ่งแน่นอนว่าจะเสียเวลาเยอะ และปวดหัวสำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้เรื่องการลงทุนมาก่อน จนอาจทำให้เลิกสนใจในการลงทุนกันไปเลย

FinVest มาช่วยแก้ปัญหาที่ทำให้หลายคนยังไม่กล้าลงทุน

FinVest ช่วยตอบโจทย์ปัญหานี้ด้วยการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ กองทุนรวมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ทั้ง  Onshore (ในประเทศ) และ Offshore (นอกประเทศ) เพิ่มความหลากหลายและโอกาสการลงทุนให้มากขึ้น จากเดิมการไปซื้อหุ้น หรือกองทุน ที่ลงทุนในบริษัทต่างประเทศโดยตรงเป็นไปได้ยาก หรือหากทำได้มูลค่าการลงทุนต่อครั้งก็จะสูง แต่ด้วยแอป FinVest นี้ จะ “ติดปีกการลงทุน” ทำให้เราลงทุนได้แบบไม่มีพรมแดน ไปได้แม้ในกองทุนต่างประเทศ* ซึ่งถูกคัดสรรมาจากทีมงานของ FinVest ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน มานำเสนอให้เราทั้งบทวิเคราะห์และประเมินมาเป็นค่าตัวเลขเพื่อการพิจารณาได้ง่าย และที่โดดเด่นกว่าบริการอื่นในตลาด คือ มีฟิลเตอร์ให้เลือกได้ว่าอยากจะลงทุนในอุตสาหกรรมไหน เช่น การแพทย์ เทคโนโลยี หรือ โครงสร้างพื้นฐาน ก็สามารถกดดูได้ทันที ปรับแต่งการลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อผลตอบแทนที่ต้องการ และที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น คือ สามารถเปิดใช้บริการได้ง่าย ๆ ผ่าน K PLUS* ไม่ต้องเตรียมเอกสาร หรือไปธนาคารให้เสียเวลา ทำทุกอย่างได้เสร็จสรรพผ่านแอปได้เลย และเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 1,000 บาท เท่านั้น

*เตรียมเปิดให้บริการต้นปี 2564

ฟีเจอร์เด่นของ FinVest ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มการลงทุนอื่น

FinVest อาจจะไม่ใช่แอปแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือเหล่านักลงทุน แต่เป็นแอปที่เพียบพร้อมที่สุดตัวนึงของตลาด ที่จะมาช่วยติดปีกให้คนที่อยากจะลงทุน สามารถเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น สะดวกกว่า และเข้าใจการลงทุนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดย FinVest จะประกอบไปด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ดังนี้

แนะนำกองทุน Featured Funds 

ฟีเจอร์หน้าแนะนำกองทุนที่น่าสนใจในหน้าแรก

หมดปัญหากับการต้องศึกษากองทุนมากมายแสนซับซ้อนเพราะ Finvest ได้ทำการรวบรวมกองทุนที่น่าสนใจ และดูมีศักยภาพที่สุดมาให้นักลงทุนได้เลือกสรรกัน โดยทีมลงทุนของ Finvest จะมีการประชุมทุก ๆ 2 สัปดาห์เพื่อเลือกกองทุนที่ดีที่สุดมาให้นักลงทุนได้เลือกซื้อตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เทรนด์ตลาดที่คิดว่ามีแนวโน้มที่จะโตมากที่สุด ไปจนถึงเลือกเทรนด์การลงทุนที่เหมาะกับทุก ๆ ความต้องการของนักลงทุน

คอนเท้นต์ข้อมูล และบทวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ

หน้าคอนเท้นต์เชิงวิเคราะห์เพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ความรู้ และข้อมูลน่าจะเป็นหนึ่งใน Painpoint หลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยไม่กล้าเริ่มลงทุน เกิดมาจากความซับซ้อนและข้อมูลมากมายที่อาจส่งผลต่อการผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ จะตามข่าวการลงทุนก็ยากไปหมด แต่ Finvest เข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยหน้าคอนเทนต์จากทีมกองทุนของ Finvest ที่ได้รวมข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และสาระน่าสนใจเกี่ยวกับวงการลงทุนมารวมให้ในที่เดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสละเวลาเพียงบทความละ 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อมูลเหล่านี้เพื่อประกอบกับการตัดสินใจลงทุนได้ อีกทั้งตัวคอนเท้นต์ยังมีการแนะนำกองทุนที่น่าสนใจอ้างอิงจากทีมการลงทุนในบทวิเคราะห์อีกด้วยมีประโยชน์มาก ๆ 

ระบบหน้า Filter และการจัดอันดับกองทุน ง่ายต่อการอ่าน

ฟีเจอร์กรองประเภทกองทุนเพื่อความสะดวกในการหา

อีกปัญหาของนักลงทุนที่เจอในแอปต่างๆ จะเป็นเรื่องของ User-interface ที่ดูแล้วซับซ้อน ใช้งานยาก ทั้งกราฟกับตัวเลข เขียว แดง เต็มไปหมด แต่ Finvest ได้ทำการดีไซน์หน้า UX/UI ให้ง่ายต่อการอ่าน/ใช้งาน มาพร้อมระบบตัวกรองกองทุนทำให้สามารถจำแนกประเภทของกองทุนได้ตาม ประเภทสินทรัพย์ หรือประเทศของบริษัทที่ต้องการลงทุน เช่นผู้ลงทุนต้องการที่จะซื้อกองทุนเกี่ยวกับสายเทคโนโลยี หรือทองคำก็สามารถเลือกได้ในหน้าตัวกรองนั่นเองครับ 

ลงทุนในบริษัท Tech ชั้นนำของโลก ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

เชื่อว่าหลาย ๆ ครั้งที่ทุกคนตามข่าวสาย Tech ก็น่าจะมีโมเม้นต์ที่เจอข่าวบริษัทที่ตัวเองชื่นชอบมีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นแล้วรู้สึกอยากลงทุนกับแบรนด์พวกนี้กันใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็เตรียมทุบกระปุกหมูกันได้เลยเพราะใน Finvest ก็มีกองทุนสาย Tech มากมายที่รวมเอาบริษัทสายเทคโนโลยีระดับ World-Class รวมมาไว้ในกองทุนเดียว แถมยังจำแนกประเภทอุตสาหกรรมอย่างชัดเจนให้เรา ๆ สามารถเลือกลงทุนกันได้สบาย ๆ เลย โดยหลังจากที่เราได้ไปส่องกองทุนสาย Tech ที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มเติบโตสูง ๆ มาก็พบว่าถ้าเลือกตัวดี ๆ ถูกต้อง ก็จะได้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 55.59% ต่อปี ถ้าปีที่แล้วลงทุนไป 100,000 บาท ปีนี้เราจะได้กำไรมากกว่า 55,000 บาทเลยทีเดียว

ฟีเจอร์ Filter ทำให้เราสามารถหากองทุนสาย Tech ได้ในทันที

หน้า Funds Fact Sheet ของกองทุนสายเทคโนโลยีที่มีการถือหุ้นบริษัทสาย Tech มากมาย

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมแบบนี้ คือความเสี่ยงที่น้อยกว่าการลงในหุ้นเดี่ยว ๆ จัดการดูแลด้วยตัวคนเดียวมาก ยกตัวอย่าง เช่น หากเรามีการถือหุ้น Tesla เอาไว้ และบริษัทเจอข่าวในเชิงลบจนมูลค่าตกฮวบฮาบ ราคากองทุนที่เราลงไว้ก็จะลดลงไม่มาก เพราะสัดส่วนของหุ้น Tesla ที่กองทุนซื้อไว้อาจมีน้อย หรือหุ้นส่วนอื่นมีราคาดีขึ้นหักล้างกันไปได้

กองทุนรวมด้านเทคโนโลยีที่เราลองกรองและค้นหาดู จะมี KFHTECH-A ที่น่าสนใจ โดยจะนำเงินในกองทุนไปลงใน 5 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เป็นหลัก ได้แก่ Microsoft, Apple, Amazon, Tencent และ Alphabet ซึ่งรายละเอียดส่วนที่ว่ากองทุนนั้นๆ เอาเงินไปลงที่ไหนอย่างไรบ้างนี้ เราสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ใน Funds Fact Sheet โดยข้อมูลจะถูกอัปเดตให้ผู้ลงทุนได้เห็นกันทุก ๆ 3-4 เดือน หรือเลือกลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้เองนะครับ กองทุนเหล่านี้จะมีการผสมผสานเงินทุนไปลงยังแหล่งต่างๆ หุ้นของหลายบริษัท แต่จะจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่ระบุเอาไว้ เพื่อกระจายความเสี่ยงให้ไม่สูงเกินไปนั่นเอง

สมัครง่ายไม่ต้องไปธนาคาร ใช้แค่บัตรประชาชน

7 ขั้นตอนการสมัคร Finvest 

อ่านมาจนถึงตรงนี้ คิดว่าน่าจะเริ่มสนใจและอยากลองกันบ้างแล้ว แต่เพื่อน ๆ อาจจะคิดว่าต้องใช้เวลา และเอกสารมากมายในการเปิดพอร์ตลงทุน แต่ Finvest สามารถสมัคร และเริ่มลงทุนโดยใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น แถมใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเป็นหลักฐานยืนยันตัวตน สามารถสมัคร และทำเรื่องทุกอย่างได้จบในมือถือไม่ต้องเดินทางไปไหนเลยครับ

สามารถไปดาวน์โหลดมาลองใช้งานกันได้แล้วทั้งใน Google Play Store และ iOS App Store และ Huawei App Gallery

และขอยก Quote ที่น่าสนใจซึ่งเราได้ยินมาจากในงานเปิดตัว FinVest มาฝากกัน

“จริงอยู่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนอะไรเลย เสี่ยงยิ่งกว่า”

เพราะนั่นจะทำให้คุณขาดประสบการณ์และความรู้ที่จำเป็นต่อชีวิตด้านนี้ไปนั่นเอง ขอให้มีความสุขและได้กำไรจากการลงทุนกันทุกคนครับ 😁

from:https://droidsans.com/finvest-launched-new-group-funds-investment-application/

ยอดจอง iPhone 12 สูงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาอย่างมาก แม้สภาพเศรษฐกิจจะย่ำแย่

เริ่มวางจำหน่ายกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ iPhone 12 ทุกรุ่น ตั้งแต่เที่ยงคืนหนึ่งนาทีของวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจถูกเปิดเผยออกมาว่า แม้สภาพเศรษฐกิจในช่วงนี้จะย่ำแย่ขนาดไหน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขาย Apple แต่อย่างใด เพราะยอดจอง iPhone 12 ในบ้านเรามีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อคราว iPhone Xs และ iPhone 11 เป็นอย่างมากกันเลยทีเดียว

โดยข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยจากทางค่ายมือถือค่ายหนึ่ง ที่ไม่ได้ระบุว่ามียอดขายของ iPhone จำนวนเป๊ะ ๆ เท่าไหร่ ให้ข้อมูลเพียงว่ามียอดจองที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับที่ brandinside.asia ได้มีการนำเสนอข้อมูลจากแหล่งข่าวในสายโทรคมนาคมว่า ยอดจองมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 70% ด้วยปัจจัยบวกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเปลี่ยนรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่, รองรับเทคโนโลยี 5G, และโครงการคืนภาษีของภาครัฐกับ ช้อปดีมีคืน

สภาพเศรษฐกิจมีผลต่อการใช้จ่าย แต่ iPhone คือการลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ทางเรายังได้สอบถามเพิ่มเติมถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ว่าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับหลายๆฝ่าย แต่ที่ยอดจองของ iPhone 12 มีจำนวนเยอะขึ้น คาดว่าเกิดจากการที่ลูกค้าเห็นว่าการซื้อ iPhone เป็นการลงทุนระยะยาว ซื้อแล้วใช้งานยาวนานหลายปี โดยรุ่นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เยอะ และรองรับเทคโนโลยี 5G ด้วยความที่มีการโปรโมตอย่างต่อเนื่องจึงอยากลองใช้งานกันนั่นเอง

 

ว่าแต่เพื่อนๆ มีใครไปโดน iPhone 12 กันมามั่ง ใช้รุ่นไหนกัน และเพราะอะไร มาคุยกันในคอมเมนต์หน่อยครับ ^^

 

from:https://droidsans.com/prebooking-iphone-12-higher-than-2years-ago/

POCO M3 สมาร์ทโฟนสเปคครบครันในราคาเบาๆ เตรียมเปิดตัวในไทยเร็ว ๆ นี้

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา POCO พึ่งจะเปิดตัว POCO M3 มือถือราคาประหยัดสเปคครบครัน ทั้งกล้องหลัง 3 ตัว, แบตเตอรี่ขนาด 6,000 mAh ฯลฯ และถ้าใครกำลังสนใจมือถือรุ่นนี้อยู่ ก็ไม่ต้องรอกันนานแล้ว เพราะล่าสุด POCO ประเทศไทยได้ออกมาบอกใบ้ว่าเราจะได้พบกับ POCO M3 ในบ้านเราเร็วๆ นี้แล้วล่ะ

ก่อนหน้านี้ POCO ประเทศไทยได้ออกมาโพสต์รูปใน Facebook เกี่ยวกับงานการเปิดตัวของ POCO M3 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา



และล่าสุดก็ได้มีโพสต์ใหม่โผล่ขึ้นมาพร้อมกับรูปภาพ ที่ระบุว่า POCO M3 กำลังจะมาถึงประเทศไทยเร็วๆ นี้ โดยให้รอติดตามข่าวสารได้ที่เพจของ POCO ใน Facebook เรียกได้ว่าเป็นการมาที่เร็วมากๆ ทีเดียว เพราะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง

สเปค POCO M3

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ค่ารีเฟรชเรท 60Hz
  • CPU : Snapdragon 662
  • GPU Adreno 610
  • RAM : 4GB (LPDDR4X)
  • ความจุ : 64GB (UFS 2.1) / 128GB (UFS 2.2) รองรับ microSD Card สูงสุด 512GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • กล้องหลัก : 48 ล้านพิกเซล
    • กล้อง Macro : 2 ล้านพิกเซล
    • กล้อง Depth : 2 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า : ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านข้าง
  • การเชื่อมต่อ : GPS/ A-GPS / GLONASS / Beidou / Galileo / WiFi 2.4GHz/5GHz , BT 5.0
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 6,000 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบปฏิบัติการ MIUI 12 for POCO บนพื้นฐาน Android 10

น่าเสียดายที่ตอนนี้ทาง POCO ยังไม่ได้เผยวันเปิดตัว และราคาอย่างเปิดทางการของประเทศไทยออกมา ก็ต้องมารอลุ้นกันอีกทีครับ ว่ามือถือรุ่นนี้จะเคาะราคาออกมาได้เร้าใจแค่ไหน

 

ที่มา : POCO (TH)

from:https://droidsans.com/poco-m3-thailand-announce/

HUAWEI เตรียมนำ “เลนส์เหลว” มาใช้กับเรือธงในปี 2021 โฟกัสไวพอ ๆ กับดวงตามนุษย์

เลนส์เหลว (liquid lens) ของ HUAWEI เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาแล้ว คาดเตรียมออกสู่ตลาดปีหน้า โดยนำมาใช้กับ P50 หรือ Mate 50 เป็นรุ่นแรก  จุดเด่นคือ การทำงานของระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วมาก ๆ ในระดับมิลลิวินาที เร็วพอ ๆ กับดวงตาของคนเลย

HUAWEI ขึ้นชื่อเป็นผู้นำด้านกล้องและการถ่ายภาพในแวดวงอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็มักจะมีเทคโนโลยีกล้องเจ๋ง ๆ ล้ำ ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริงและให้ผลลัพธ์ที่ดีใส่มาให้ในมือถือของตัวเอง เช่น การเลือกใช้เซนเซอร์ภาพ RYYB แทนที่ RGB แบบที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งเห็นผลชัดเจนว่า เซนเซอร์ของ HUAWEI รับแสงได้ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นในตลาด

หรืออย่างล่าสุดที่ได้มีการนำเลนส์ฟรีฟอร์ม (freeform lens) มาใช้กับกล้องอัลตร้าไวด์ของ Mate 40 Pro+ โดยเสริมเข้าไปที่ช่วงท้ายสุดของโมดูลกล้อง เพื่อแก้ไขความบิดเบี้ยวของภาพและช่วยเพิ่มความคมชัดในระดับฮาร์ดแวร์ แถมยังมีผลพลอยได้ที่ตามมา คือ โมดูลกล้องโดยรวมจะมีทั้งหนาและน้ำหนักที่ลดลงกว่าเดิมอีกด้วย

ภายหลังงานเปิดตัวของสมาร์ทโฟนในซีรีส์ Mate 40 ทาง HUAWEI ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า แผนขั้นต่อไปคือ การนำเลนส์ชนิดนี้ไปใช้งานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่ กินพื้นที่ภายในของสมาร์ทโฟน อีกทั้งยังมีน้ำหนักมาก ดังนั้น หากได้เลนส์ฟรีฟอร์มเข้าไปช่วยก็จะสามารถบรรเทาข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้บ้าง โดยมีการคาดการณ์ว่า อาจได้เห็นอย่างเร็วที่สุดกับสมาร์ทโฟนระดับเรือธง ในซีรีส์ P50 หรือไม่ก็ Mate 50 ในปี 2021 ที่กำลังจะมาถึง

ดูเหมือน HUAWEI ยังไม่พอใจ ไม่ได้หยุดการพัฒนาอยู่แค่เลนส์ฟรีฟอร์ม เพราะล่าสุดมีข้อมูลออกมาว่า ตอนนี้บริษัทอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบเลนส์เหลว ตามที่ได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรไปเมื่อช่วงต้นปี 2019 ซึ่งตอนแรกหลายฝ่ายเดาว่า อาจได้เห็นเทคโนโลยีนี้ใน Mate 30 แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะยังพัฒนาไม่สมบูรณ์

แต่ตอนนี้ดูเหมือนใกล้จะได้เวลาอันสมควรที่เลนส์ชื่อประหลาดนี้จะได้โลดแล่นออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกแล้ว เพราะรายงานจากประเทศจีนอ้างว่า HUAWEI จะนำเลนส์เหลวมาใช้งานกับสมาร์ทโฟนเรือธงของตัวเองในปี 2021 ซึ่งก็คือ P50 หรือไม่ก็ Mate 50 นั่นแหละครับ

เลนส์เหลว… ชื่ออาจฟังดูแปลก ๆ ไปสักนิด แต่ความหมายค่อนข้างตรงตัว คือ มีของเหลวอยู่ภายในเลนส์ หลักการทำงานคือ การควบคุมของเหลวให้เปลี่ยนรูปร่างด้วยแรงดันจากกระแสไฟฟ้าเพื่อโฟกัสภาพ แทนที่จะเป็นการโฟกัสโดยการขยับชิ้นเลนส์แบบที่ใช้กันในปัจจุบัน

ตามทฤษฎีแล้ว เลนส์เหลวสามารถช่วยลดระยะเวลาในการโฟกัสลง เหลือเพียง 2 – 3 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการโฟกัสของดวงตามนุษย์เราเลยล่ะครับ นอกจากนี้ยังช่วยลดการสั่นไหวของภาพ และอาจเป็นการเพิ่มความทนทานให้แก่โมดูลกล้องอีกด้วย เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใส่มอเตอร์สำหรับเคลื่อนชิ้นเลนส์ที่ใช้ในการโฟกัสเข้ามาในโมดูลแล้ว แถมชิ้นส่วนที่เป็นกระจก (หรือพลาสติก) ก็น้อยลงกว่าเดิมอีกต่างหาก ดังนั้นมันก็น่าจะทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า หากเผลอทำตก อะไรแบบนี้

แหล่งข่าวต้นทางระบุเพิ่มเติมอีกด้วยว่า HUAWEI จะนำเลนส์เหลวมาใช้งานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ก่อน ซึ่งถ้าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง หมายความว่า สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นถัดไปของ HUAWEI อาจมาพร้อมกับกล้องเทเลโฟโต้ที่มีทั้งเลนส์ฟรีฟอร์มและเลนส์เหลวในโมดูลเดียวกันเลยก็เป็นได้

ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจและน่าจับตามองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว กับเทคโนโลยีเลนส์เหลวนี้ ซึ่งเราก็คงต้องมารอลุ้นไปพร้อม ๆ กันครับ ว่า จะได้เห็นเลนส์ชนิดนี้ใน P50 หรือ Mate 50 ในปีหน้าจริง ๆ หรือไม่ รวมถึงผลลัพธ์ในการใช้งานจริงของมันเองก็ด้วย…

 

ที่มา : AnTuTu | Digital Chat Station จาก GSMArena

from:https://droidsans.com/huawei-to-use-liquid-lens-in-its-2021-flagships/