คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

รวมฟีเจอร์เด็ด Samsung Galaxy Note10 | 10+ ที่ใครเห็นแล้วต้องร้องว้าว

ขึ้นชื่อว่า Samsung Galaxy Note รุ่นท็อประดับเรือธงของค่าย ทั้งสเปคและฟีเจอร์ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน ซึ่ง Samsung ก็ได้ทำการเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับเจ้าตัว Galaxy Note 10 และ 10+ เห็นแล้วกระเป๋าตังบัตรเครดิตสั่นกันเลยทีเดียว โดยในบทความนี้เองทีมงานก็ได้รวบรวมฟีเจอร์ต่างๆ เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีอะไรเด็ดๆ บ้างไปดูกันเลยครับ

ปากกา S Pen

เอกลักษณ์ที่เคียงคู่ซีรีส์ Note มาตลอดก็คือ ปากกา S Pen ที่คราวนี้ใน Samsung Galaxy Note 10 และ 10+ มาพร้อมกับหัวขนาด 0.7 mm พร้อมรองรับแรงกดได้ถึง 4096 ระดับ สามารถใช้ได้ทั้งงานเขียนและงานวาดรูป มีปุ่มกด 2 ปุ่มคือด้านข้างและใต้ตูด โดยมีฟีเจอร์เด็ดๆ ที่เพิ่มมา คือ

  • มี Air Action ใช้แทนคำสั่งต่างๆ (Gesture to command) เปรียบเสมือนไม้กายสิทธิ์ในเรื่องแฮรี่พอตเตอร์ เช่น ยกปากกาปัดขวาเปลี่ยนเพลง ปัดขึ้นเพิ่มเสียง ปัดลงลดเสียง เป็นต้น ซึ่ง Samsung เคลมว่าสามารถเพิ่มคำสั่งได้กับทุกแอพ และในอนาคตจะมีเกมที่รองรับคำสั่งแบบนี้ด้วย
  • มี AR Doodle ใช้วาดรูปวาดสติ๊กเกอร์บนวิดีโอได้ทันที พร้อมติดแท็คไปกับวัตถุนั้นได้ ทั้งบนใบหน้า หรือวิวสถานที่
  • สามารถเปลี่ยนลายมือตัวเขียนบนหน้าจอเป็นตัวพิมพ์ได้ทันที ใช้ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ โดยไม่ต้องเขียนที่ขอบล่าง
  • เปลี่ยนสีปากกาใน Memo ได้ถึง 4 สี
  • Pen Sound มีเสียงตอนเขียนเหมือนจริงตามหัวปากกาที่เลือก เช่น ใช้ดินสอเขียนก็เป็นเสียงดินสอ ใช้พู่กันเขียนก็เป็นเสียงพู่กัน




หน้าจอ Immersive Dynamic AMOLED Infinity-O

พูดง่ายๆ คือใช้จอรุ่นเดียวกับ Galaxy S10 แต่ได้ขอบบางกว่าได้อัตราส่วนพื้นที่มากกว่าชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้ขอบ ทำให้ได้การแสดงผลเต็มจอ แถมรองรับการแสดงผลระดับ HDR10+ ให้ภาพที่มีสีสันสดใส และมีโทนสีที่กว้างสมจริงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังถนอมสายตาอีกด้วย สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือตำแหน่งกล้องหน้าจากมุมขวาย้ายมาอยู่ตรงกลางแทน(กล้องหน้ามีแค่ตัวเดียวทั้ง Note 10 และ Note 10+)

  • Note 10 ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2280 x 1440 ความสว่าง 1200 นิต ใช้กระจก Gorilla Glass 6
  • Note 10+ ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด 3040 x 1440 ความสว่าง 1200 นิต ใช้กระจก Gorilla Glass 6

กล้องหลังสูงสุด 4 ตัว

แน่นอนว่ากล้องก็ถือเป็นอีกไฮไลท์หลักของ Galaxy Note 10 / Note 10+ ซึ่งทั้งสองรุ่นจะมีกล้องหลัก 3 ตัว 3 ระยะ เหมือนกัน Normal, Tele และ Ultra-Wide Angle ส่วน Note 10+ จะมีเพิ่มมาอีก 1 ตัว คือกล้อง ToF Depth Vision เพิ่มเข้ามาเพื่อไว้สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้นได้แม่นยำ และทำเอฟเฟคหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนๆ

  • กล้องด้านหลังตัวหลักเลนส์ Normal ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 2PD พร้อม Dual Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงอัตโนมัติ F/1.5, F/2.4 OIS (77 ํ)
  • กล้องเลนส์ซูม Tele ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล F/2.1 OIS (45 ํ)
  • กล้องเลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล F/2.2 (123 ํ)
  • กล้อง Tof หรือ Depth Vision ความละเอียดสูงที่สุดในโลก (มีเฉพาะ Note 10+)
  • กล้องหน้า 10 MP 2PD F/2.2 (80 ํ) พร้อมถ่าย Night Shot ได้
  • ถ่ายวิดีโอได้ 4K 60FPS ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • ถ่าย Super Slow-Mo
  • ไมโครโฟนสามตัว พร้อมฟีเจอร์ Zoom in On Sounds ซูมเสียงด้วยเวลาซูมภาพ
  • มีฟีเจอร์กันสั่น Super Standy สำหรับถ่าย Full HD เสมือนเป็น Action Camera
  • มี Live Video Bokeh ใช้เปลี่ยนโบเก้แสงไฟได้ 4 แบบ
  • มี Live Focus Video ละลายหลังได้ดีขึ้น
  • ถ่าย Hyperlape ได้




ชาร์จเร็วด้วย Super Fast Charging

หลังจากที่หลายคนบ่นอุบกันใน Galaxy S10 ที่ชาร์จไวแค่ 15w คราวนี้ Samsung ปรับปรุงมาแล้วให้ชาร์จไวขึ้นสูงสุดถึง 45w ด้วยกัน เรียกได้ว่าแปปเดียวเต็มแน่นอน พร้อมกับมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกเพียบ

  • Note 10 ให้แบตมา 3,500 mAh รองรับชาร์จไวสูงสุด 25W (จาก 0 ชาร์จ 89 นาทีเต็ม) Wireless Charge สูงสุด 12w
  • Note 10+ ให้แบตมา 4,300 mAh รองรับชาร์จไวสูงสุด 45W (จาก 0 ชาร์จ 65 นาทีเต็ม) Wireless Charge สูงสุด 15w
  • มี PowerShare หรือชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นได้ โดยวางไว้หลังเครื่อง

ระบบเสียง Stereo ลำโพงคู่

มาพร้อมลำโพงคู่ Stereo ระบบเสียง 24 bit รองรับ Dolby Atmos ที่ปรับจูนเสียงโดย AKG ดีไซน์ได้รับการปรับปรุงทำให้เสียงดังและใสขึ้น แต่ที่น่าเสียดายคือตัดหูฟัง 3.5 mm ทิ้งไปแล้วทั้งสองรุ่น

โปรแกรมตัดต่อสุดเจ๋ง

ถ่ายวิดีโอเสร็จสามารถตัดต่อคลิปในได้เลย เสมือนมีโปรแกรมตัดต่อบน PC  ใส่เอฟเฟค คำบรรยาย เปลี่ยนความเร็ว หรือเพิ่มภาพประกอบด้วยทำง่ายๆ ผ่านปากกา S Pen เสร็จแล้วก็อัปโหลดเข้า Social แชร์ให้เพื่อนๆ ได้สบายๆ ตัวเดียวจบ ตามคอนเซปถ่าย ตัดต่อ แชร์ บนเครื่องเดียว

Samsung DeX

อัปเกรดเพิ่มขึ้นมาใหม่สามารถต่อเข้ากับ Windows และ Mac ได้เลย ใช้งานเสมือนมี 2 OS โดยสามารถใช้ DeX ได้บนจอใหญ่ เปิดแอพเล่นเกมได้ภาพเต็ม หรือเอาไปพรีเซนต์งานก็สะดวกสบายสุดๆ

Link to Windows

เป็นฟีเจอร์เชื่อมต่อไปยัง Windows เพื่อซิงค์รูปภาพ ข้อความ และการแจ้งเตือนล่าสุดจากมือถือไปยัง PC รวมทั้งสามารถแชร์หน้าจอช่วยให้ทำงานบน PC และมือถือพร้อมกันได้

from:https://droidsans.com/all-feature-samsung-galaxy-note-10-10plus/

โฆษณา

เปิดตัว Galaxy Note 10+ | Galaxy Note 10 มาพร้อมกับฟีเจอร์ S Pen สุดล้ำที่เปลี่ยนปากกาให้กลายเป็นไม้กายสิทธิ์

ในที่สุดก็เปิดตัวสักทีสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงซีรีส์ Galaxy Note 10 ของทาง Samsung หลังจากมีข่าวลือหลุดออกมาอย่างรัวๆ เลยก่อนวันเปิดตัวทั้งเรื่องฟีเจอร์หรือดีไซน์ ว่าแต่จะพอเปิดตัวแล้ว ข่าวหลุดพวกนั้นจะจริงแท้แค่ไหน มาดูพร้อมกันได้เลยครับ บอกใบ้ให้นิดนึงนะว่าฟีเจอร์ S Pen ใหม่ ขอบอกเลยว่าเด็ด!

รอบนี้ Galaxy Note 10 จะมีให้เลือกซื้อด้วยกันทั้งหมด 2 ขนาดได้แก่ขนาด 6.3 นิ้ว (Note 10) และ 6.8 นิ้ว (Note 10+)

หน้าจอยังคงเป็นแบบ Dynamic AMOLED เฉกเช่นเดียวกับที่เราเห็นกันใน Galaxy S10 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาครับ ความพิเศษรอบนี้ก็คือทาง Samsung จะมีซอฟต์แวร์ตัดแสงสีฟ้าเข้ามาช่วย แม้ว่าเราจะยังไม่ได้เปิดโหมด Eye Comfort ก็ตาม อีกทั้งสีก็ยังไม่เพี้ยนอีกด้วยนะ

มาถึงพระเอกหลักของเราให้งานกันบ้างสำหรับปากกา S Pen ที่รอบนี้ความสามารถพิเศษของมันคือสามารถแปลงลายมือของเราเป็นไฟล์ Word หรือ PDF ได้แบบ Real Time แล้ว! แถมยังรองรับภาษาไทยด้วยนะ ค่อนข้างแม่นยำเลย


นอกจากนี้.. S Pen ยังสามารถควบคุมการทำงานของกล้องได้แล้ว! ไม่ว่าจะเป็นการสลับกล้องหน้ากล้องหลัง ซูมเข้าออก เปลี่ยนโหมดโน้นนี้ ทำง่ายๆ ด้วยการร่ายปากกาไปมา ราวกับปากกาเป็นไม้กายสิทธิ์แบบที่เราเห็นกันในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Harry Potter เลย

โดยในปัจจุบันทาง Samsung กำลังร่วมพัฒนากับ YouTube อยู่ เพื่อให้สามารถควบคุมการดูคลิปวิดีโอต่างๆ ได้ด้วย S Pen

ไม่ต้องห่วงเรื่อง S Pen แบตหมดเลย เพราะรอบนี้ชาร์จครั้งเดียว อยู่ได้ยาวๆ หลายชั่วโมงเลย

ส่วนกล้องก็มาทั้งหมด 3 ตัว ครบทุกเซนเซอร์เลยไม่ว่าจะเป็นเลนส์หลัก, เลนส์ Ultra Wide และเลนส์ Telephoto นอกจากนี้ Note 10+ ยังจะมาพร้อมกับเซนเซอร์ Depth Vision เอามาไว้วัดความตื้นลึกอีกด้วย


 

รอบนี้เราสามารถใส่ Bokeh Effects เข้าไว้ในคลิปวิดีโอแล้วนะ! โดยจะเอฟเฟ็กมีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน

มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ Zoom in On Sound ช่วยให้เราสามารถโฟกัสวัตถุได้ พร้อมกับทำให้เสียงชัดขึ้นด้วยฟีเจอร์ดังกล่าว

และฟีเจอร์ SuperSteady รอบนี้ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีกว่าที่ผ่านมาพอสมควรเลย โดยรอบนี้จะใช้ซอฟต์แวร์และ AI เข้ามาช่วย

AR Doodle ฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้เราวาดอะไรก็ได้ใส่หน้าคนหรือวัตถุต่างๆ โดยต่อให้วัตถุหรือคนดังกล่าวหนีไปไหน ทันทีที่พวกเขากลับเข้ามาในเฟรม Effects ที่วาดไว้ จะกลับมาอัตโนมัติเลย


และการที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ Depth Vision (ToF) ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้แอป 3D Scanner App มาสแกนวัตถุได้แล้ว ขยับได้เสมือนมีชีวิตชีวาจริงๆ เลย

สำหรับสายเกมมิ่ง Galaxy Note 10 ได้ผนึกจับมือร่วมกันกับ DISCORD เรียบร้อยแล้ว เวลาเล่นเกมสามารถพูดคุยแชทได้เลย ไม่ต้องเปิดแอปอื่นเพิ่ม จะว่าจะแซวใคร สามารถทำได้ง่ายแล้วนะ GGEZ กันสบายเลย ฮ่าๆ

ชิปเซ็ตรอบนี้จะใส่มาเป็นชิปตัวใหม่ล่าสุดของทางบริษัทอย่าง Exynos 9825 โดยประสิทธิภาพของ CPU จะแรงขึ้น 33% และ GPU แรงขึ้น 42% เมื่อเทียบกับ Galaxy Note 9

สำหรับการใช้งาน Samsung ออกมาเคลมเลยนะว่าสามารถใช้ได้สบายๆ ทั้งวันเลย และถึงแม้ว่าแบตจะหมด ก็สามารถชาร์จกลับคืนได้ด้วยเทคโนโลยีการชาร์จไว 25W โดย Note 10+ จะรองรับการชาร์จไวได้สูงสุดถึง 45W เลยทีเดียว! เสียบปลั๊กไป 30 นาที ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานทั้งวันแล้ว




นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสรุปการเปิดตัวสั้นๆ ของ Galaxy Watch Active 2 และแทบเล็ต Galaxy Tab S6 อยู่ โดยจะประกาศราคาและวันวางจำหน่ายไว้เรียบร้อย


อันนี้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เลย Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Book S ราคาเริ่มต้น $999 วางจำหน่ายพร้อมกันเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ครับ

ความพิเศษของมันก็คือ.. เราไม่ต้องพกสายชาร์จอะไรให้ยุ่งยากแล้ว! เพียงแค่มีพอร์ต Type C ก็สามารถชาร์จได้ทุกที่ทุกเวลา

ไหนๆ ก็พูดถึงคอมกันแล้ว มาพูดถึงฟีเจอร์ Samsung DeX กันบ้างดีกว่า รอบนี้สามารถเชื่อมต่อได้ง่ายๆ แล้วเพียงแค่เสียบพอร์ต USB Type C เข้าไป


 

โดย Samsung ได้จับมือกับ Microsoft พัฒนาโปรแกรม Link to Windows รอบนี้เราสามารถตอบแชทที่อยู่ในโทรศัพท์ผ่านคอมพิวเตอร์เราได้แล้ว รวมทั้งการถ่ายโอนรูปภาพ หรือ screen mirror โทรศัพท์เข้าคอมเลยก็ยังทำได้

สเปค Galaxy Note 10+ และ Galaxy Note 10 

Galaxy Note 10+ Galaxy Note 10
 
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด WQHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+
CPU  Exynos 9825 Exynos 9825
GPU Mali-G77 Mali-G77
RAM  12GB 8GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 รองรับ MicroSD 256GB UFS 3.0

กล้องหลัง 

เลนส์ tele 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Wide 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

Depth Vision

เลนส์ tele 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Wide 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2

กล้องหน้า 10MP (f/2.2) + Night Vision 10MP (f/2.2) + Night Vision
ระบบเสียง  ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง
เซนเซอร์ fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, barometer, compass, brightness sensor, proximity detection, gyroscope fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, barometer, compass, brightness sensor, proximity detection, gyroscope
การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0
แบตเตอรี่ 4,300 mAh รองรับชาร์จไว 45W 3,500 mAh รองรับชาร์จไว 25W
ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย OneUI Android 9 Pie ครอบทับด้วย OneUI
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 IP68

 

มาดูกันเรื่องราคาเปิดตัวกันบ้างดีกว่า Note 10 จะเคาะราคาเริ่มต้นที่ $949 (ประมาณ 29,000 บาท) และ Note 10+ เปิดราคามา $1099 (ประมาณ 33,800 บาท)

ก็ต้องรอลุ้นกันครับว่าเข้าไทยจะเปิดราคามาเท่าไหน ทันทีที่เราทราบข้อมูลในส่วนนี้ จะรีบนำมาบอกเพื่อนๆ ชาวดรอยด์แซนส์กันเลยครับ ตอนนี้ทีมงานขอตัวลาไปนอนก่อนนะ.. คร่อกกก~~zz

from:https://droidsans.com/galaxy-note-10-note-10-plus-launched/

เทียบสเปค Galaxy Note 10, S10, P30 และรุ่นท็อป Note 10+, S10+, P30 Pro, OnePlus 7 Pro, Xperia 1 และ OPPO Reno 10x Zoom

มือถือเรือธงตัวเทพอย่าง Galaxy Note 10 ทั้ง 2 รุ่น เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสเปคและฟีเจอร์ต่างๆ จัดมาให้แบบเต็มเอี้ยดตามเคย.. แต่ถ้าจะเอาสเปคเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับมือถือระดับเรือธงรุ่นอื่นๆ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ทั้งซีรีส์ Galaxy S10, Huawei P30 และ OnePlus 7 แต่ละรุ่นจะแตกต่างกันแค่ไหน และใครจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ดกว่ากันบ้าง

Galaxy Note 10 และ Note 10+ มีฟีเจอร์เด่นสุดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ก็คือปากกา S Pen นั่นเอง ซึ่งฟีเจอร์นี้มือถือรุ่นอื่นๆ ไม่สามารถเอามาเทียบกันได้อยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีรุ่นไหนที่รองรับการใช้งานกับปากกาแบบนี้ได้นั่นเอง เราก็เลยขอเทียบเฉพาะสเปคเครื่อง, กล้อง และฟีเจอร์อื่นๆ นะครับ

สเปค Gaalxy Note 10 Galaxy S10 Huawei P30
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2K รองรับการแสดงผล HDR10+ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10

CPU

 Exynos 9825 Exynos 9820 Kirin 980

GPU

Mali-G76 Mali-G76 Mali-G76

RAM

8GB 8GB 6/8GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 128/512GB รองรับ MicroSD Card 128GB รองรับ Nano Memory Card

กล้องหลัง

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, 2.4), OIS

เลนส์ Ultra wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12MP (f/2.1), OIS

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์หลัก 40MP (f/1.8)

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 3X 8MP (f/2.4) OIS

กล้องหน้า 10MP (f/2.2), Night Shot 10MP (f/1.9) 32MP (f/2.0)

แบตเตอรี่

3600 mAh รองรับชาร์จไว 25W 3400 mAh รองรับชาร์จไว 15W 3,650 mAh รองรับชาร์จไว 22.5W

สแกนลายนิ้วมือ

บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Optical

ระบบเสียง

ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง ลำโพงเดี่ยว, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง

ระบบปฏิบัติการ

Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย EMUI 9.1

สำหรับมือถือเรือธงรุ่นเริ่มต้นของแต่ละซีรีส์ ถึงแม้ว่าจะโดนลดสเปค+ฟีเจอร์ลงไปจากรุ่นท็อปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นมือถือในระดับไฮเอนด์ที่ใช้งานได้สบายๆ ทุกด้าน ส่วนทั้ง 3 รุ่นนี้จะมีอะไรแตกต่างกันบ้าง..

Galaxy Note 10 จะได้เปรียบกว่าใครในมือถือระดับเดียวกัน (ในตาราง) ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่สุด แถมยังใช้ชิปรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Exynos 9825, มีหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ที่เร็วกว่ารุ่นอื่น แต่จะเสียเปรียบในเรื่องที่ไม่รองรับ MicroSD Card (แต่ความจุในตัว 256GB ก็น่าจะเหลือๆ แล้ว) และรูหูฟัง 3.5 มม. ที่โดนตัดออกไปแล้ว, แบตเตอรี่ของรุ่นนี้ถึงจะไม่ได้เยอะที่สุด แต่ก็รองรับการชาร์จไวมากที่สุดถึง 25W, กล้องหลัง 3 ตัว เป็นสเปคแทบจะแบบเดียวกับ Galaxy S10 มีระบบกันสั่น OIS ทั้งเลนส์หลัก และเลนส์ซูม ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดเท่ากับ S10 แต่ถูกลดขนาดรูรับแสงลงไปเพื่อให้กล้องมีขนาดเล็กลง ซึ่ง Samsung ก็ได้ใส่โหมด Night Shot เข้ามาทดแทนสำหรับการถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อย

Galaxy S10 ถึงจะใช้ชิป Exynos 9820 ที่เก่ากว่านิดเดียว แต่ประสิทธิภาพการใช้งานโดยรวมก็เร็วปรู๊ดปร๊าดแทบจะไม่เห็นความแตกต่าง แต่ความเร็วการเขียน-อ่านข้อมูลอาจจะสู้ Note 10 ไม่ได้เพราะยังเป็น UFS 2.1 อยู่, หน้าจอได้ความละเอียดมากที่สุดถึงระดับ 2K, ยังเป็นมือถือที่มีความครบครันทั้งรูหูฟัง 3.5 มม. และรองรับ MicroSD Card อยู่เหมือนเดิม จะเสียเปรียบที่สุดก็ตรงระบบชาร์จที่รองรับแค่ 15W เท่านั้น

Huawei P30 เสียเปรียบรุ่นอื่นที่ชิป Kirin 980 ที่อาจจะแรงน้อยไปหน่อยถ้าเทียบกับชิป Exynos 2 รุ่นบน แต่ถ้าเทียบการใช้งานโดยรวมแล้วก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาเพราะใช้งานได้ลื่นๆ ตามประสามือถือระดับไฮเอนด์, กล้องหลัง 3 ตัว จะได้เปรียบที่เลนส์ซูมเพราะมีระยะไกลที่สุดคือ 3 เท่า และยังมีกล้องเซลฟี่ที่ความละเอียดสูงถึง 32MP อีกด้วย, แบตเตอรี่ให้มามากที่สุดถึง 3650 mAh และยังรองรับระบบชาร์จไวที่ 22.5W อีกต่างหาก ส่วนเรื่องระบบเสียงจะเสียเปรียบตรงที่ให้ลำโพงมาแค่ตัวเดียว แต่ก็ยังดีที่มีรูหูฟัง 3.5 มม. อยู่

สเปค Gaalxy Note 10+ Galaxy S10+ Huawei P30 Pro
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด 2K รองรับการแสดงผล HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2K รองรับการแสดงผล HDR10+ OLED ขนาด 6.47 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10

CPU

 Exynos 9825 Exynos 9820 Kirin 980

GPU

Mali-G76 Mali-G76 Mali-G76

RAM

12GB 8/12GB 6/8GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 รองรับ MicroSD Card 128/512GB รองรับ MicroSD Card 128/256/512GB รองรับ Nano Memory Card

กล้องหลัง

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, 2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12MP (f/2.1), OIS

Depth Vision

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์ซูม 5X 8MP (f/3.4), OIS

เลนส์ Wide 40MP (f/1.6), OIS

เลนส์ Ultra Wide 20MP (f/2.2)

เซ็นเซอร์ ToF

กล้องหน้า 10MP (f/2.2), Night Shot 10MP (f/1.9) + 8MP (f/2.2) 32MP (f/2.0)

แบตเตอรี่

4300 mAh รองรับชาร์จไว 45W 4100 mAh รองรับชาร์จไว 15W 4,200 mAh รองรับชาร์จไว 40W

สแกนลายนิ้วมือ

บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Optical

ระบบเสียง

ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง ลำโพงเดี่ยว, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง

ระบบปฏิบัติการ

Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย EMUI 9.1

 

สเปค OnePlus 7 Pro Xperia 1 OPPO Reno 10x Zoom
หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2K รีเฟรชเรท 90Hz รองรับการแสดงผล HDR10+ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 4K อัตราส่วน 21:9 รองรับการแสดงผล HDR AMOLED ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+

CPU

Snapdragon 855 Snapdragon 855 Snapdragon 855

GPU

Adreno 640 Adreno 640 Adreno 640

RAM

6/8/12GB 6GB 8GB
ความจุ 128/256GB UFS 3.0 128GB รองรับ MicroSD Card 256GB รองรับ MicroSD Card

กล้องหลัง

เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), OIS

เลนส์ซูม 3x 8MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra-wide 16MP (f/2.2)

เลนส์หลัก 12MP (f/1.6), OIS

เลนส์ซูม 2X 12MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra-wide 12MP (f/2.4)

เลนส์หลัก 48MP (f/1.7), OIS

เลนส์ซูม 5X 13MP (f/3.0), OIS

เลนส์ Ultra-wide 8MP (f/2.2)

กล้องหน้า 16MP (f/2.0) 8MP (f/2.0) 16MP (f/2.0)

แบตเตอรี่

4000 mAh รองรับ Warp Charge 30W 3330 mAh รองรับชาร์จเร็ว 18W 4065 mAh รองรับ VOOC 3.0 20W

สแกนลายนิ้วมือ

บนหน้าจอแบบ Optical ด้านข้าง บนหน้าจอแบบ Optical

ระบบเสียง

ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Audio, ไม่มีรูหูฟัง

ระบบปฏิบัติการ

Android 9 ครอบด้วย Oxygen OS Android 9 Android 9 ครอบด้วย ColorOS 6

สำหรับมือถือในระดับท็อปจะเริ่มมีตัวเปรียบเทียบขึ้นมาเป็น 5 รุ่น เลยทีเดียว ซึ่งแต่ละรุ่นก็ขนสเปค+ฟีเจอร์เด็ดๆ มากันเยอะแยะไปหมด

Galaxy Note 10+ เป็นมือถือเรือธงระดับท็อปที่ใช้ชิป Exynos 9825 ซึ่งก็แรงอยู่ในระดับเดียวกับ Snapdragon 855, หน้าจอมีขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุด ด้วยขนาดถึง 6.8 นิ้ว แถมด้วยความละเอียดที่สูงถึง 2K, RAM อัดมาให้แบบเต็มที่ถึง 12GB, ความจุมีมาให้ 256GB แบบ UFS 3.0 ที่มีความเร็วปรื๊ดกว่า UFS 2.1 ในมือถือรุ่นอื่นๆ แถมยังสามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้อีกด้วย, กล้องหลังแทบจะสเปคเดียวกันกับ S10+ แต่เพิ่มเซ็นเซอร์ 3 มิติ Depth Vision เข้ามาให้สำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอที่เนียนกว่า จนสามารถขึ้นครองบัลลังค์จากเว็บไซท์ DxOMark ไปได้ด้วยคะแนนรวม 113 คะแนน , แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดถึง 4300 mAh และยังรองรับการชาร์จไวสุดๆ ถึง 45W, มีลำโพงคู่สเตอรีโอมาให้ด้วย แต่โดนตัดรูหูฟังทิ้งไปแล้ว

Galaxy S10+ ใช้ชิป Exynos 9820 ซึ่งมีความแรงไม่หนีไปจากชิปไฮเอนด์รุ่นอื่นเท่าไหร่, มี RAM ให้เลือกทั้ง 8GB และ 12GB, ความจุสูงสุดถึง 512GB และยังรองรับ MicroSD Card ได้อีก 1TB ทำให้ S10+ อัดความจุได้สูงสุดถึง 1.5TB เลยทีเดียว, กล้องหลัง 3 ตัว การันตีประสิทธิภาพด้วยคะแนนรวมจาก DxOMark ได้ถึง 109 คะแนน และเป็นรุ่นเดียวที่มีกล้องหน้ามาให้ 2 ตัว, ยังคงเป็นมือถือเรือธงระดับท็อปที่มีรูหูฟัง 3.5 มม. อยู่ แต่เสียเปรียบรุ่นอื่นตรงระบบชาร์จไวที่ยังกั๊กไว้แค่ 15W เท่านั้น

Huawei P30 Pro เสียเปรียบที่ชิป Kirin 980 ที่อาจจะแรงสู้คนอื่นไม่ได้ แต่มีกล้องหลัง 3 ตัว + เซ็นเซอร์ ToF ระดับเทพที่ทำคะแนนจาก DxOMark ไปได้ถึง 112 คะแนน (โดน Note 10+ โค่นไปด้วยคะแนนเดียว) และยังเป็นมือถือที่มีกล้องซูมดันระยะไปได้ถึง 50 เท่าเลยทีเดียว ส่วนกล้องหน้าก็อัดความละเอียดมาให้ถึง 32MP, แบตเตอรี่ให้มาเยอะเป็นอันดับ 2 ที่ 4200 mAh และยังรองรับชาร์จไว 40W อีกด้วย, เรื่องระบบเสียงยังคงเสียเปรียบด้วยลำโพงที่มีแค่ตัวเดียว แถมยังไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. อีกต่างหาก

OnePlus 7 Pro ใช้ชิปตัวแรง Snapdragon 855 ที่หายห่วงทั้งเรื่องการใช้งานและการเล่นเกม, เหนือกว่าใครด้วยหน้าจอ 2K ขนาด 6.67 นิ้ว ที่มีรีเฟรชเรทสูงถึง 90Hz, RAM มีให้เลือกสูงสุดถึง 12GB, หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 สุดเร็วแรง แต่เสียตรงที่ไม่รองรับ MicroSD Card, กล้องหลังที่ได้รับการพัฒนาจากรุ่นก่อนๆ แบบก้าวกระโดดจนทำคะแนนจาก DxoMark ไปได้ถึง 111 คะแนน เป็นรองเพียง Note 10+ และ P30 Pro เท่านั้น, แบตเตอรี่ 4000 mAh ที่รองรับ Warp Charge ถึงระดับ 30W เลยทีเดียว

Xperia 1 มีข่าวว่ากำลังจะเข้ามาขายในบ้านเราแล้ว (แต่ก็ยังไม่ขายซักที) สำหรับมือถือระดับเรือธงที่มีสเปคแรงตามประสามือถือไฮเอนด์ แต่ไม่เหมือนใครด้วยหน้าจอยาวอัตราส่วน 21:9 ที่มีความละเอียดมากที่สุดในตลาดถึงระดับ 4K, กล้องหลัง 3 ตัว ที่มีโหมดถ่ายวิดีโอระดับโปรมาให้เลือกปรับแต่งได้, แบตเตอรี่ให้มาน้อยไปหน่อยที่ 3330 mAh และยังรองรับชาร์จเร็วที่ 18W (แต่ก็ยังเร็วกว่า S10+ ล่ะนะ..)

OPPO Reno 10X Zoom มากับสเปคระดับไฮเอนด์ที่สู้กับรุ่นอื่นได้สบายๆ, มีดีไซน์ไม่เหมือนใครด้วยกล้องหน้าแบบ Pivot Rising Camera เลื่อนขึ้นลง, กล้องหลัง 3 ตัวที่มีจุดเด่นตรงเลนส์ซูม 5X ที่ซูมแบบ Hybrid ได้ถึง 10X และสามารถดันระยะซูมดิจิตอลออกไปได้ถึง 60X, มีแบตเตอรี่ขนาด 4065 mAh ที่รองรับระบบชาร์จไว VOOC 3.0 20W

และทั้งหมดนั่นก็คือบรรดามือถือระดับเรือธงที่อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ทีนี้ก็จะอยู่ที่เราแล้ว ว่าจะเลือกซื้อรุ่นไหนที่มีฟีเจอร์โดนใจเราที่สุด เพราะการใช้งานทั่วไปก็แทบจะไม่ต่างกันด้วยสเปคที่อัดมาให้เต็มที่กันขนาดนี้

 


from:https://droidsans.com/galaxy-note-10-flagship-phones-comparison/

เทียบสเปค Galaxy Note 10+ vs Note10 vs Note 9 vs Note 8 ต่างกันแค่ไหน คุ้มมั้ยถ้าจะเปลี่ยน

เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วกับมือถือปากกาเทพรุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องได้รับการอัพเกรดจาก Galaxy Note รุ่นที่ผ่านๆ มา ไม่ใช่แค่มีสเปคที่แรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ทั้งปากกา S Pen, กล้อง, DeX ฯลฯ อีกด้วย.. แต่ถ้าหากเอาไปเทียบกับ Galaxy Note รุ่นก่อนหน้าอย่าง Note 8 และ Note 9 มันจะแตกต่างกันจนน่าลงทุนเปลี่ยนมาใช้รึเปล่า?

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อน ว่าสเปคของมือถือทั้ง 4 รุ่น ก่อนครับ ว่าแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันแค่ไหน

Galaxy Note 10+ Galaxy Note 10 Galaxy Note 9 Galaxy Note 8
 
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รองรับ HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รองรับ HDR10+ S AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รองรับ HDR10 S AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด QHD+ รองรับ HDR10
CPU  Exynos 9825  Exynos 9825 Exynos 9810 Exynos 8895
GPU Mali-G77 Mali-G77 Mali-G72 MP18 Mali-G71 MP20
RAM 12GB 8GB 6GB / 8GB 6GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 256GB UFS 3.0 128GB / 512GB 64GB
กล้องหลัง เลนส์ tele 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Wide 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

Depth Vision

เลนส์ tele 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Wide 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ wide 12MP (f1.5/2.4), OIS

เลนส์ tele 2X 12MP (f/2.4)

เลนส์ wide 12MP f/1.7

เลนส์ tele 2X 12MP f/2.4

กล้องหน้า 10MP (f/2.2) 10MP (f/2.2) 8MP (f/1.7) 8MP (f/1.7)
ระบบเสียง ลำโพงสเตอรีโอ AKG, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ AKG, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ AKG, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง ลำโพงเดี่ยว, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง
เซ็นเซอร์ fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, barometer, compass, brightness sensor, proximity detection, gyroscope fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, barometer, compass, brightness sensor, proximity detection, gyroscope Iris scanner, fingerprint (ด้านหลัง), acceleromet330er, gyro, proximity, compass, barometer, heart rate, SpO2 Iris scanner, fingerprint (ด้านหลัง), accelerometer, gyro, proximity, compass, barometer, heart rate, SpO2
การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0
แบตเตอรี่ 4300 mAh รองรับชาร์จไว 45W 3500 mAh รองรับชาร์จไว 25W 4000 mAh รองรับชาร์จไว 15W 3300 mAh รองรับชาร์จไว 15W
มาตรฐานกันน้ำ IP68 IP68 IP68 IP68

จากนั้นก็มาดูที่ฟีเจอร์กัน ว่าแต่ละรุ่นมีฟีเจอร์อะไรที่เหมือนกัน ต่างกัน หรือมีอะไรใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาบ้าง

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอ

รูปร่างหน้าตาของ Galaxy Note ทั้ง 4 รุ่นนี้ สำหรับ Galaxy Note 8 และ Note 9 อาจจะดูไม่ต่างกันมากนัก ยิ่งถ้าตัวเครื่องสีเดียวกันแล้วดูเฉพาะด้านหน้าก็แทบจะแยกไม่ออกเลย (Note 9 จะมีขอบจอบน-ล่างที่บางกว่านิดหน่อย)

Note 8 (ซ้าย) Note 9 (ขวา)

แต่ถ้าพลิกกลับมาดูด้านหลังถึงจะเห็นความแตกต่างกันแบบชัดๆ ของทั้ง 2 รุ่นนี้ คือตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือที่ของ Note 8 จะอยู่ในระนาบเดียวกับกล้อง แต่ของ Note 9 จะถูกย้ายมาอยู่ด้านล่างกล้อง

Note 8 (ซ้าย) Note 9 (ขวา)

พอมาที่รุ่น Galaxy Note 10 คราวนี้ดีไซน์โดยรวมได้เปลี่ยนไปจากรุ่น Note 8 และ 9 อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องที่เหลี่ยมกว่าเดิม, ขอบจอบน-ล่างที่บางเฉียบสุดๆ แถมยังเจาะรูบนหน้าจอด้านบนตรงกลางสำหรับวางกล้องเซลฟี่อีกด้วย

Note 10 (ซ้าย) Note 10+ (ขวา)

ด้านหลังก็เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยเช่นกัน เพราะตอนนี้เปลี่ยนการจัดวางกล้องหลังใหม่เป็นแนวตั้ง และเปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่ที่มุมซ้ายบนแทน นอกจากนี้จำนวนกล้องก็มีมากขึ้นเป็น 3 ตัว อีกด้วย ส่วนรุ่น Note 10+ ก็จะพิเศษกว่าเพราะมีกล้อง Depth Vision ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ 3 มิติ อยู่ทางด้านขวาถัดจากกล้องหลักทั้ง 3 ตัว

Note 10+ (ซ้าย) Note 10 (ขวา)

ส่วนหน้าจอของ Galaxy Note 10 / Note 10+ ยังได้รับการอัพเกรดจาก Note รุ่นก่อนที่เป็นแค่ Super AMOLED ด้วยการเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแบบ Dynamic AMOLED ความละเอียด FHD+ ในรุ่น Note 10 และ QHD+ ในรุ่น Note 10+ ที่มีความสว่างสูงถึง 1200 Nits แถมยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ ซึ่งให้สีสันที่สมจริงและคมชัดสุดๆ จนสังเกตุได้เลย

Note 10 (ซ้าย) Note 10+ (ขวา)

ปากกา S Pen

Galaxy Note 8 ที่เปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2017 ยังคงมีปากกา S Pen รุ่นเก่าที่ไม่ต้องใช้พลังงานแยก แต่ยังสามารถใช้งานหลักๆ ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น Air View, รองรับแรงกดได้ 4,096 ระดับ, กันน้ำ IP68, Screen off Memo

Note 8

Galaxy Note 9 มีปากกา S Pen ที่ต้องใช้พลังงานในตัวปากกาเองเพราะมันจะเชื่อมต่อกับตัวมือถือผ่านบลูทูธ จึงต้องเสียบปากกาเข้าตัวมือถือเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งระบบเชื่อมต่อดังกล่าวทำให้ปากกา S Pen รุ่นนี้มีลูกเล่นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกดชัตเตอร์กล้องระยะไกล, บังคับการเล่นเพลง หรือวิดีโอด้วย S Pen จากระยะไกล, กดเปลี่ยนสไลด์งาน Presentation ได้

Note 9

Galaxy Note 10 / 10+ มีปากกา S Pen รุ่นล่าสุดยังคงเชื่อมต่อกับตัวมือถือผ่านบลูทูธอยู่เหมือนเดิม และยังคงมีฟีเจอร์สั่งงานจากระยะไกลได้เหมือนกับ Note 9 แต่ฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ก็คือ Air Action ซึ่ง S Pen คราวนี้มีเซ็นเซอร์ Gyroscope และ Accelerometer ในตัว ทำให้เราสามารถวาดปากกาไปบนอากาศเพื่อสั่งงานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสะบัดปากกาเพื่อสลับกล้องหน้า-หลัง การวาดปากกาขึ้นลงเพื่อซูมกล้อง ฯลฯ

Note 10

กล้องหลัง

Galaxy Note 8 เป็นมือถือซีรีส์ Note รุ่นแรกที่มีกล้องหลัง 2 ตัว ประกอบด้วยเลนส์หลักความละเอียด 12MP และเลนส์ซูม 2X ความละเอียด 12MP

Note 8

Galaxy Note 9 ก็ยังคงใช้กล้องจำนวน 2 ตัวเท่าเดิม แต่ได้เพิ่มเทคโนโลยี Dual Aperture เข้ามาในเลนส์หลักความละเอียด 12MP ทำให้รูรับแสงสามารถเปลี่ยนขนาดได้ระหว่าง f/1.5 และ f/2.4 ขึ้นอยู่กับสภาพแสงในขณะนั้น ส่วนเลนส์ซูมความละเอียด 12MP ยังคงมีระยะอยู่ที่ 2 เท่าเหมือนเดิม และยังได้ใส่ระบบ AI สำหรับช่วยประเมินผลการถ่ายภาพ รวมถึงระบบจำแนก Scene ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมแบบ Real Time ด้วย

Note 9

Galaxy Note 10 / Note 10+ เปลี่ยนมาใช้กล้องหลัง 3 ตัว ด้วยการเพิ่มเลนส์ Ultra-wide ความละเอียด 16MP เข้ามา ส่วนรุ่นท็อป Note 10+ จะพิเศษกว่าด้วยกล้อง 3 มิติ Depth Vision สำหรับจับความลึก ทำให้การถ่ายภาพแบบ Portrait หรือหน้าชัดหลังเบลอออกมาเนียนและเป็นธรรมชาติมากกว่า

ส่วนโหมดการถ่ายภาพและวิดีโอก็มีเพิ่มขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Live Focus Video, Super Steady Video, Audio Zoom และระบบจำแนก Scene ที่เพิ่มขึ้นเป็น 30 แบบ (Note 9 แยก Scene ได้ 20 แบบ)

Note 10

Note 10+

กล้องหน้า

กล้องหน้าของ Galaxy Note 8 และ Note 9 มีความละเอียดเท่ากันที่ 8MP มีรูรับแสงอยู่ที่ f/1.7 แต่สำหรับ Galaxy Note 10 / Note 10+ จะได้รับการอัพเกรดให้มีความละเอียดมากขึ้นเป็น 10MP มีค่ารูรับแสงที่แคบลงเป็น f/2.2 เพื่อลดขนาดกล้องหน้าให้เล็ก แต่จะถูกชดเชยด้วยการเพิ่มโหมด Night Shot เข้ามาสำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อย นอกจากนี้ Note 10 / Note 10+ ยังมีระบบตัดเสียงรอบข้างเมื่อถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าอีกด้วย

หน่วยความจำ

Galaxy Note 8 และ Note 9 มีหน่วยความจำแบบ UFS 2.1 แต่สำหรับ Galaxy Note 10 / Note 10+ จะอัพเกรดขึ้นมาเป็นแบบ UFS 3.0 ซึ่งมีความเร็วในการเขียน – อ่านข้อมูลได้เร็วกว่าเป็นเท่าตัว

ส่วน Galaxy Note 10 จะเป็นรุ่นเดียวที่ไม่รองรับการใช้งาน MicroSD Card

Note 10 ไม่มีช่อง MicroSD Card (ซ้าย) Note 10+ มีช่อง MicroSD Card แบบ Hybrid (ขวา)

ระบบเสียง

Galaxy Note 8 ยังคงมีลำโพงอยู่ตรงด้านล่างเครื่องแค่ตัวเดียวเท่านั้น, มีรูหูฟัง 3.5 มม. และมีระบบเสียงแบบ Dolby Atmos

Galaxy Note 9 ได้รับการอัพเกรดให้มีลำโพงคู่สเตอรีโอ, มีระบบเสียง Dolby Atmos และยังคงมีรูหูฟัง 3.5 มม. อยู่

Galaxy Note 10 / Note 10+ ก็ยังคงมีลำโพงคู่แบบสเตอรีโออยู่ในตำแหน่งเดิมคือทางด้านล่างเครื่องและเหนือหน้าจอขึ้นไป แต่เสียงจะดังขึ้นและแน่นขึ้น, ระบบเสียง Dolby Atmos ยังคงมีอยู่ แต่โดนตัดรูหูฟัง 3.5 มม. ทิ้งไปแล้ว

DeX

Galaxy Note 10 / Note 10+ ยังคงมีฟีเจอร์ DeX ที่จะเปลี่ยนให้มือถือของเรากลายเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้ เพียงแค่เสียบสายจาก USB-C เข้ากับมอนิเตอร์ หรือ TV แต่สำหรับ Note 10 ทั้งคู่ ได้เพิ่มความสามารถในการเสียบสายเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ Windows 10 เพื่อแสดงผล DeX บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ขึ้นมาเป็นอีก 1 จอ ได้เลย ซึ่งเราสามารถใช้งาน DeX ไปพร้อมๆ กับ Windows 10 ได้ในหน้าจอเดียวกัน และยังสามารถลากไฟล์ไปมาระหว่าง DeX กับ Windows 10 ได้ง่ายๆ อีกด้วย

แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ

Galaxy Note 8 มีแบตเตอรี่ขนาด 3300 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 15W และระบบชาร์จไร้สาย 10W

Galaxy Note 9 มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 4000 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 15W และระบบชาร์จไร้สายที่ระดับ 10W – 15W

Galaxy Note 10 มีแบตเตอรี่ขนาด 3500 mAh และได้รับการอัพเกรดระบบชาร์จไวขึ้นมาเป็น 25W ส่วนระบบชาร์จไร้สายรองรับได้สูงสุดถึง 12W นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบ PowerShare ชาร์จไฟกลับให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วย

Galaxy Note 10+ มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดในซีรีส์คือ 4300 mAh รองรับระบบชาร์จไวสูงสุดถึง 45W (ต้องซื้อที่ชาร์จแยก) ส่วนระบบชาร์จไร้สายรองรับได้สูงสุดถึง 15W และมีระบบ PowerShare ชาร์จไฟกลับให้อุปกรณ์อื่นได้เช่นกัน

และทั้งหมดนั่นก็คือสเปคและฟีเจอร์ต่างๆ ของมือถือซีรีส์ Galaxy Note ตั้งแต่รุ่น Note 8 ไล่มาจนถึงรุ่น Note 10 นะครับ ใครที่ได้เห็นฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาแล้วคิดว่ามันว้าวกว่ารุ่นที่เราใช้อยู่ ก็เตรียมตัวเสียเงินกันได้เลย ส่วนใครที่ยังคิดว่าฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาทั้งหมดของ Note 10 ยังไม่ค่อยว้าวกว่าเดิมซักเท่าไหร่ (โดยเฉพาะเจ้าของ Note 9) ก็อาจจะหยอดกระปุกรอเอาไว้เตรียมสอยรุ่นถัดไปก็ได้ครับ

 


from:https://droidsans.com/galaxy-note-10-plus-10-9-8-comparison/

เปรียบเทียบสเปค Galaxy Note 10+ และ Galaxy Note 10 มีความแตกต่างอะไรกันตรงไหน และควรเลือกซื้อรุ่นไหนดีให้เหมาะกับการใช้งาน

เปิดตัวกันไปเรียบร้อยแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy Note ทั้ง 2 รุ่นเองอย่าง Galaxy Note 10 และ Galaxy Note 10+ และสำหรับใครที่กำลังเล็งๆ ไว้แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสอยตัวไหนดี ทั้งสองรุ่นนี้มีความเหมือนหรือความแตกต่างกันตรงไหนอย่างไรเปล่า มาหาคำตอบกันไปพร้อมๆ กันที่บทความนี้กันได้เลยครับ

เปรียบเทียบสเปค Galaxy Note 10+ และ Galaxy Note 10 

Galaxy Note 10+ Galaxy Note 10
 
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด WQHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+
CPU  Exynos 9825 Exynos 9825
GPU Mali-G77 Mali-G77
RAM  12GB 8GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 รองรับ MicroSD 256GB UFS 3.0

กล้องหลัง 

เลนส์ tele 2X 12 MP (f/2.4), OISเลนส์ Wide 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

Depth Vision

เลนส์ tele 2X 12 MP (f/2.4), OISเลนส์ Wide 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2

กล้องหน้า 10MP (f/2.2) + Night Vision 10MP (f/2.2) + Night Vision
ระบบเสียง  ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง
เซนเซอร์ fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, barometer, compass, brightness sensor, proximity detection, gyroscope fingerprint (บนหน้าจอ), accelerometer, barometer, compass, brightness sensor, proximity detection, gyroscope
การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0
แบตเตอรี่ 4,300 mAh รองรับชาร์จไว 45W 3,500 mAh รองรับชาร์จไว 25W
ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย OneUI Android 9 Pie ครอบทับด้วย OneUI
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 IP68

 

มาเริ่มกันที่หน้าจอก่อน ทั้ง Galaxy Note 10 และ Galaxy Note 10+ ต่างใช้หน้าจอแบบเดียวกันก็คือหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED จะมีความแตกต่างกันก็ตรงที่ขนาดของหน้าจอและความละเอียดครับ โดย Note 10 จะมีขนาดอยู่ที่ 6.3 นิ้ว ความละเอียดยังคงเป็นแบบ FHD+ ส่วน Note 10+ จะมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยที่ 6.8 นิ้ว ความละเอียดที่ WQHD+ ทั้งคู่ใช้กระจกแบบเดียวกันคือ Gorilla Glass 6 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เรียกได้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋าพร้อมกับพวงกุญแจหรือคัตเตอร์ก็สบายหายห่วงเลยล่ะ ไม่มีรอยเกิดขึ้นแน่ๆ

ขนาดของทั้ง 2 รุ่นก็ทำออกมาใกล้เคียงกันเลย โดย Note 10+ นั้นจะมีขนาดที่กว้างและยาวกว่าเล็กน้อย ส่วนในเรื่องของน้ำหนักตัวเครื่อง เจ้าตัว Note 10+ ก็หนักกว่าอยู่เล็กน้อยนะที่ 198 กรัม ขณะที่ Note 10 หนักเพียง 168 กรัมเท่านั้น

ส่วนเรื่อง RAM ทั้ง 2 รุ่นก็ใส่มาแตกต่างกันอยู่พอสมควรเลยนะ โดย Note 10+ จะใส่มาให้มากถึง 12GB ขณะที่ Note 10 ใส่มาให้น้อยกว่านิดหน่อยที่ 8GB ทว่าเอาเข้าจริง หากพูดถึงการใช้งานทั่วไป (หรือแม้กระทั่งเล่นเกมหนักๆ) 8GB ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากๆ แล้ว ความแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นนี้อาจจะไปสร้างความแตกต่างเวลาเชื่อมต่อขึ้น Samsung Dex มากกว่า ส่วนใครที่เป็นกังวลว่าจะมีผลต่อการเล่นเกมหรือเปล่า ต้องขอบอกก่อนเลยว่าไม่นะ ใช้งานได้สบายๆ

สำหรับใครที่ชอบถ่ายรูปหรือเก็บข้อมูลเยอะๆ คงต้องเลือก Note 10+ แล้วล่ะ เนื่องจากสามารถใส่ microSD card เพิ่มได้ แต่ Note 10 ใส่ไม่ได้จ้า

อีกหนึ่งข้อแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนเลยของ 2 รุ่นนี้ก็คือขนาดของแบตเตอรี่ Note 10 ใส่มาให้ทั้งหมด 3,500 mAh รองรับการชาร์จไวแบบสาย 25W และแบบไร้สาย 12W ขณะที่ตัวใหญ่อย่าง Note 10+ อัดแบตมาให้มากถึง 4,300 mAh มากกว่าเกือบๆ 1,000 mAh เลยล่ะ การชาร์จไวก็ให้มามากกว่านะ สามารถชาร์จไวแบบสายได้ 45W (ในกล่องให้มา 25W) และแบบไร้สาย 20W เรียกได้ว่าปีนี้ Samsung ทำการบ้านออกมาดีมากๆ หลังจากเรื่องการชาร์จไวถือว่าเป็นจุดด้อยของทางบริษัทมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับค่ายอื่นๆ

หากใครช่างสังเกตก็อาจจะเห็นแล้วว่า.. Galaxy Note 10+ และ Note 10 ได้ตัดรูหูฟัง 3.5 ออกไปแล้ว..

อีกเรื่องคือระยะเวลาการชาร์จแบตนะ ถึงแม้ว่า Note 10+ จะมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าที่ 4,300 mAh มากกว่า Note 10 ที่ใส่มาให้ที่ 3,500 mAh อยู่ประมาณ 800 mAh และหม้อแปลงที่แถมมาก็ให้มา 25W เท่ากัน ทว่า Note 10+ กลับใช้เวลาชาร์จจาก 0% – 100% ไวกว่า Note 10 อยู่พอตัวเลยที่ 65 นาที และ 89 นาทีตามลำดับ

แต่สำหรับการชาร์จ 30 นาที Note 10+ จะได้แบตทั้งหมด 65% ขณะที่ Note 10 ได้น้อยกว่าเล็กน้อยที่ 50% ส่วนเรื่องการชาร์จแบบไร้สายเป็นเวลา 30 นาที ทั้งคู่ทำผลงานออกมาได้เท่ากันที่ 34% ครับ

ส่วนการชาร์จแบบไร้สาย Note 10+ จะใช้เวลาจาก 0% – 100% เพียงแค่ 100 นาที หรือประมาณชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง เรียกได้ว่าเร็วมากๆ แต่ Note 10 ธรรมดาก็ไม่น้อยหน้านะ ทำเวลาไป 107 นาที ช้ากว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยความไวของการชาร์จไร้สายจะอยู่ที่ 15W (Note 10+) vs 12W (Note 10) ครับ

เข้ามาเรื่องกล้องหลังกันบ้าง ทั้งสองตัวจะใช้เป็นกล้องเซ็ตเดียวกันทั้งหมด จะเป็น 12MP (f/1.5, 2.4) + 16MP (f/2.2) + 12MP (f/2.1) ต่างตรงที่ว่า Note 10+ จะมีเซนเซอร์พิเศษเพิ่มมาคือ ToF ไว้วัดความตื้นลึก โดยทาง Samsung ได้ตั้งชื่อเซนเซอร์ตัวนี้ใหม่ว่า “Depth Vision” มีความละเอียดมากที่สุดในตลาดตอนนี้เลย เป็นความละเอียดแบบ VGA นอกจากนี้ตัว AI ยังมีมาให้เลือกสรรทั้งหมด 30 ซีนอีกด้วย (Note 10+ ใช้กล้องเซ็ตเดียวกันกับ S10+ 5G ขณะที่ Note 10 ใช้ชุดเดียวกันกับ S10+)

กล้องหน้าทั้ง 2 ตัวจะใช้เป็นเซนเซอร์เดียวกัน ที่ความละเอียด 10MP แต่รูรับแสงจะแคบลงกว่าเดิมที่ f/2.2 ทว่า Samsung เองก็แก้ปัญหารูรับแสงแคบลงด้วยการเพิ่มโหมด Night Shot เข้ามา และที่สำคัญคือสำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่าย Vlog เป็นพิเศษ อันนี้ข่าวดีนะ เพราะทางค่ายใส่ไมค์มาให้มากถึง 3 ตัว เวลาที่เรากำลัง vlogging อยู่ ไมค์ 2 ตัวจะทำการบล็อคเสียงจากภายนอกออกเกือบหมด ส่วนไมค์ตัวที่เหลือก็จะทำการอัดเสียงเราเท่านั้น ทีมงานได้ลองแล้วก็พบว่าเหมือนกับนำไมค์ลอยมาติดไว้ตรงคอเสื้อเลยล่ะ

สรุป Note 10+ และ Note 10 เหมาะสำหรับการใช้งานด้านไหน

เดิมทีแล้วทาง Samsung วางตัว Note 10+ เอาไว้เป็นตัวอัพเกรดจาก Note 9, Note 8 อะไรแบบนี้นะครับ โดยจะวาง Note 10 ตัวธรรมดาไว้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีปากกาเป็นของตัวเอง แต่ขนาดหน้าจอที่ไม่ใหญ่มากกำลังพอดี (แบบซีรีส์ Galaxy S10) ซึ่งวันนี้ทางทีมงานดรอยด์แซนส์ก็ได้สรุปมาให้เรียบร้อยแล้วครับว่าทั้ง 2 รุ่นนี้เหมาะสมสำหรับการใช้งานด้านไหน

  • ผู้ที่ชอบถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ vlog เก็บใส่เครื่องเยอะๆ > Galaxy Note 10+ เพราะ สามารถเพิ่มเมมได้ มีตัวเซนเซอร์ Depth Vision เอาไว้เพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ
  • ผู้ที่อยากได้ฟังชั่นการใช้งานของปากกา S Pen แต่ไม่อยากได้โทรศัพท์ที่มีขนาดใหญ่เกินไป > Galaxy Note 10 เพราะ ตัวเครื่องจะมีขนาดเท่ากับ Galaxy S10+ จับง่ายถือสบาย ไม่มีขนาดที่ใหญ่จนเกินไป
  • ผู้ที่ใช้งานฟีเจอร์ Samsung Dex > Galaxy Note 10+ เพราะ ให้ RAM มามากกว่าที่ 12GB ทำให้การใช้งานเป็น PC จะความไหลลื่นมากกว่า Galaxy Note 10 ที่ใส่ RAM มาให้ 8GB
  • ถึงแม้ว่า Note 10+ จะมีความจุแบตเตอรี่ที่มากกว่า 4,300 mAh (Note 10 มี 3,700 mAh) แต่ด้วยอัลกอริทึ่มอะไรต่างๆ ก็ทำให้ Note 10+ สามารถชาร์จแบตจาก 0% – 100% เต็มไวกว่า เร็วกันกว่าเกือบๆ 30 นาทีเลยทีเดียว น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก

ทั้งนี้หากต้องการนำมาใช้งานทั่วไป อย่างเช่น แชท ฟังเพลง หรือดูหนัง ดูซีรีส์ ทั้ง 2 ตัวถือว่ามีประสิทธิภาพที่เหลือเฟือต่อการใช้งานทำนองนี้ไปยาวๆ 2 – 3 ปีเลยครับ เลือกตัวไหนก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก งบถึงเท่าไหร่ จัดตัวนั้นได้ตามใจชอบเลยครับ


from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-note-10-plus-vs-galaxy-note-10-differences/

Samsung Galaxy Note 10+ | Note 10 ชาร์จไวขึ้นแค่ไหน (25W) เมื่อเทียบกับเรือธงรุ่นที่ผ่านมาของทางค่าย และค่ายอื่นๆ

ในที่สุดสมาร์ทโฟนซีรีส์เรือธงของ Samsung ที่จะมีระบบชาร์จไวที่ทัดเทียมกับเรือธงค่ายอื่นๆ สักที หลังจากก่อนหน้านี้ Galaxy S10+ 5G ได้ชาร์จไวไปแล้ว 25W แต่ก็วางจำหน่ายเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น (เพราะ 5G ยังไม่แพร่หลาย) โดยทั้งสองรุ่นไม่ว่าจะเป็น Note 10+ และ Note 10 ต่างมาพร้อมกับหม้อแปลง 25W แถมมาในกล่องแล้ว ว่าแต่จะชาร์จเต็ม 100% ไวแค่ไหน และเมื่อเทียบกับค่ายอื่นแล้วจะเป็นยังไง มาลองดูกันเลยดีกว่าครับ

โทรศัพท์ที่จะนำเอามาเปรียบเทียบ 

  • Samsung Galaxy Note 10+
  • Samsung Galaxy Note 10
  • Samsung Galaxy Note 9
  • Samsung Galaxy S10+
  • Huawei P30 Pro
  • OnePlus 7 Pro
  • OPPO Reno 10x Zoom
  • SONY Xperia 1
  • Xiaomi Mi 9

พอแค่นี้ก่อนแล้วกันเนอะ.. มากกว่านี้เดี๋ยวจะตาลายอ่านกันไม่ไหว (จริงๆ คนเขียนขี้เกียจเขียนเองมากกว่ามั้ง ฮ่าๆ)

ผลการทดสอบชาร์จไว 0% – 100% ของเรือธงแต่ละรุ่นใช้เวลากี่นาที 

โทรศัพท์ ความจุแบตเตอรี่ ไฟหม้อแปลง (ที่แถมมาในกล่อง) ชาร์จกี่นาทีเต็ม 
Galaxy Note 10+ 4,300 mAh  25W 65 นาที
Galaxy Note 10  3,500 mAh 25W 89 นาที
Galaxy Note 9  4,000 mAh 15W ~100 นาที
Galaxy S10+  4,000 mAh 18W ~99 นาที
Huawei P30 Pro 4,200 mAh 40W ~60 นาที
OnePlus 7 Pro 4,000 mAh 30W ~80 นาที
OPPO Reno 10x Zoom 4,065 mAh 20W ~90 นาที
SONY Xperia 1 3,330 mAh 18W ~105 นาที
Xiaomi Mi 9 3,300 mAh  20W ~90 นาที

จากตารางจะเห็นได้ว่าแม้ Galaxy Note 10+ จะมีความจุแบตที่เยอะที่สุดในบรรดาโทรศัพท์ที่นำมาเปรียบเทียบ และความเร็วในการชาร์จไม่ได้เยอะที่สุด ทว่ากลับทำเวลาในการชาร์จ 0% – 100% ไวที่สุดกว่าชาวบ้านเลยที่ 65 นาที* (จะแพ้เพียงแต่ P30 Pro เท่านั้นที่ให้ความไวในการชาร์จมามากถึง 40W เรียกได้ว่ามากกว่ากันเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว) แต่ทั้งนี้หากใครอยากได้ความเร็วที่ไวแบบทะลุนรก Note 10+ สามารถรองรับการชาร์จไวได้มากสุดถึง 45W เลยนะ แต่ในกล่องจะแถมมาให้แค่ 25W เท่านั้น อยากได้ต้องหาซื้อเพิ่มเองนะครับ

 

*ตรงนี้หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าทำไม Note 10+ ที่มีความจุแบตมากกว่า Note 10 (4,300 mAh vs 3,500 mAh) กลับทำเวลาการชาร์จไวได้เร็วกว่า ทาง Samsung เองก็ออกมาชี้แจงว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะตัวกลไกอัลกอริทึ่มต่างๆ ของ Note 10+ ที่มีประสิทธิภาพและฉลาดกว่านั่นเอง

 

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องความไวในการชาร์จแล้ว เรามาพูดถึงความไวในการชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charging) กันบ้างดีกว่า ซึ่งรอบนี้ Galaxy Note 10+ และ Note 10 ก็มีความไวในการชาร์จแบบไร้สายมากถึง 15W และ 12W ตามลำดับเลย ไวพอๆ กับ Note 9 แบบมีสายเลย พัฒนาการก้าวกระโดดมากๆ

  • Note 10+ ใช้เวลาในการชาร์จแบบไร้สาย 0% – 100% = 90 นาที
  • Note 10 ใช้เวลาในการชาร์จแบบไร้สาย 0% – 100% = 107 นาที

โดยทั้งคู่ หากชาร์จแบบไร้สายเป็นเวลา 30 นาที จะได้ความจุแบตเท่ากันที่ 34% ส่วนแบบมีสาย Note 10+ จะทำความจุได้ทั้งหมด 65% ขณะที่ Note 10 ตัวธรรมดาจะได้ไป 50% ด้วยกันครับ ซึ่งทาง Samsung เคลมว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันเลย

อย่างไรก็ดี ปกติแล้วเทคโนโลยีการชาร์จไวเนี่ย มันจะไวแบบเต็มสปีดเฉพาะตอนแรกๆ เท่านั้น หลายค่ายเลือกที่จะใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น โดยเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว ระบบจะทำการลดสปีดลง ทั้งหมดนี้ก็เพราะป้องกันไม่ให้โทรศัพท์เกิดความร้อนจนเกินไปนั่นเองครับ ดังนั้นหากเราจะดูว่าตัวไหนชาร์จไวกว่ากัน การเลือกดูจาก 0% – 30% ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจะนำมาพิจารณาด้วยอีกตัวหนึ่งครับ

 

from:https://droidsans.com/galaxy-note-10-note-10-plus-charging-speed-and-time/

Preview | พรีวิว Samsung Galaxy Note 10 / Note 10+

รอลุ้นกันมานานมาก ทั้งถอดรหัสไขปริศนา Next Galaxy เกาหัวแล้วเกาหัวอีก ตอนนี้ได้มาลองสัมผัสตัวเครื่อง + ฟีเจอร์ของ Galaxy Note 10 และ Note 10+ ที่ทาง Samsung บอกว่ามันคือ Super Phone มือถือที่เป็นทุกอย่างให้คุณได้ ทั้งเครื่องมือสื่อสาร Social ใช้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ รวมถึงกล้องถ่ายภาพและวิดีโอ และที่พิเศษกว่าใคร S Pen ตัวแทนของปากกาและกระดาษ จุดเริ่มต้นของการบันทึกทุกสิ่ง ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ทุกอย่าง ที่ผ่านจากสมองลงสู่ปลายปากกา

ตัวเครื่อง Galaxy Note 10

ดีไซน์ของ Galaxy Note นั้นจะมีการยกเครื่องใหม่ทุกๆ 2 ปี และในรอบนี้ก็เป็นคิวของ Note 10 ที่ปรับโฉมเรียกว่าเห็นครั้งแรกก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง แว่บแรกที่เห็นมันไม่เหมือน Samsung เลย มีความคล้าย Sony และ Nokia ในเรื่องของความเหลี่ยม แต่ด้วยลักษณะพิเศษของหน้าจอ Infiny-O ที่รุ่นนี้พัฒนาจนขอบบางยิ่งกว่าพิซซ่าไร้ขอบนั่นคือเครื่องหมายการค้าของ Samsung อย่างไม่ต้องสงสัย

สัมผัสแรกที่หยิบ Galaxy Note 10 ขึ้นมานั้นเหมือนการตามหามือถือที่ขนาดเครื่องกำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป แต่ได้พลังและฟีเจอร์ระดับเรือธงนั้นได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง น้ำหนัก ขนาด ทุกอย่างลงตัวมาก แต่พอสลับไปหยิบ Galaxy Note 10+ แล้ว.. โอ้ย ของใหญ่มันก็ดี เต็มไม้เต็มมือเต็มตา เชื่อว่าทุกคนจะเจอปัญหาแบบเดียวกันกับผมตอนไปเลือกว่าจะเอาเครื่องไหนแน่นอน

หน้าจอทั้ง 2 รุ่นเป็น Dynamic AMOLED เหมือนกัน ผ่านมาตรฐาน HDR10+ ทั้งคู่ เรื่องสีสันและความละเอียดนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนที่ต่างกันคือความละเอียด Note 10 นั้นจะเป็นจอ Full HD+ ส่วน Note 1o+ เป็น QHD+

การย้ายรูกล้องมาตรงกลางนั้นแรกๆ ก็แอบขัดใจขวางตาตั้งแต่ตอนเห็นภาพหลุดแล้ว แต่พอได้มาเห็นของจริงก็รู้สึกว่ารูกล้องมันเล็กกว่าที่คิดไว้ เล็กกว่าของ Galaxy S10 ลงอีกนิด ก็เลยรู้สีกรำคาญน้อยลง แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเราชินชากับเรื่องแบบนี้ไปแล้วละมั้ง

ความบางของ Galaxy Note 10 อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใครคาดคิดเอาไว้ด้วยความที่ตระกูล Note นั้นเครื่องมักจะหนามาตลอด เพราะต้องมีช่องเสียบ S Pen แต่ในรุ่นนี้ไม่รู้ Samsung ไปปรับดีไซน์อะไรตรงไหนเพิ่ม จนเครื่องมันออกมาบางได้เท่ากับ Galaxy S10 แต่ยังมีช่องสำหรับ S Pen อาวุธคู่ใจเหมือนเดิม

ปุ่มด้านข้างอย่าง Bixby ที่ทำเอาแฟนๆ Note กดผิดกดถูก จนต้องหาทางปิดมัน ตอนนี้มันได้อันตรธานหายสาบสูญไปแล้ว (เฮ~) แต่สำหรับใครที่ใช้แล้วชอบ ติดใจและหลงใน Bixby ระบบผู้ช่วยส่วนตัวนี้ไม่ได้หายไปไหน เพราะยังสามารถเรียกขึ้นมาได้ แค่ไปเลือกตั้งค่าว่าจะกดปุ่มพาวเวอร์แบบไหน เช่นกดค้างเอาไว้อะไรแบบนั้น

ส่วนด้านบนนั้นมีช่องถาดซิมอยู่ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันตรงที่ Note 10 นั้นมีสลอตสำหรับใส่ได้ 2 ซิมเท่านั้น แต่ของ Note 10+ เป็น Hybrid ใส่ได้ 2 ซิม หรือเลือกเป็น 1 ซิม 1 micro SD ก็ได้ ถัดไปก็เป็นช่องลำโพงและไมค์ตัดเสียง

เรือธงรุ่นนี้ทาง Samsung ยังใส่ลำโพงคู่สเตอริโอดังกระหึ่มด้วยพลังเสียงโดย AKG เหมือนเดิม นอกจากด้านบนที่เราพูดถึงไปแล้ว ด้านล่างนั้นช่องลำโพงอยู่ใกล้ๆ กับช่องปากกา S Pen นอกจากนั้นก็เป็นช่อง USB C และไมโครโฟนสนทนา…

ณ จุดนี้ขอไว้อาลัยให้กับช่องหูฟัง 3.5 มม. เป็นการส่งท้ายการสัมผัสตัวเครื่องครับ ขอทุกคนสงบนิ่งเป็นเวลา 3 วินาที . . . โอเค เลื่อนต่อไปอ่านเรื่องถัดไปได้เลย~

 

ความเปลี่ยนแปลงของ S Pen

รอบนี้นอกจากตัวเครื่องเปลี่ยนแปลงแล้ว ปากกา S Pen ก็เปลี่ยนด้วย วัสดุและงานประกอบเป็น Unibody ชิ้นเดียวไร้รอยต่อ ยังมีความสามารถเป็นรีโมทได้เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่คือความสามารถที่เรียกว่า Air Actions

Air Actions นั้นทำงานโดยการแกว่ง S Pen ที่มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการหมุนแบบ 6 แกน พร้อม Gyroscope และ Accelerometer ทำให้มันรู้ว่าเรากำลังกวัดหรือแกว่งปากกาไปในทิศทางไหน ซึ่งหลักๆ ก็จะมีทั้งหมด 6 ท่า สะบัดขึ้น/ลง, ซ้าย/ขวา, หมุนวงกลมตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา

เช่นหากเข้ามาในโหมดกล้อง กดปุ่ม S Pen ค้างไว้ สะบัดขึ้นหรือลง จะเป็นการสลับระหว่างกล้องหน้า-หลัง แบบนี้!

หากสะบัดซ้าย/ขวา จะเป็นการเปลี่ยนโหมด และถ้าอยากซูม ก็ให้หมุนเป็นวงกลม..

ซูม ซู้ม ซูม.. ทั้ง 6 คำสั่งนี้สามารถใช้งานกับแอปอื่นๆ ได้ด้วย เช่น Media เล่นเพลงก็สามารถเลื่อนไปเพลงถัดไป ปรับระดับเสียงเพิ่ม/ลด แน่นอนว่าแอปอื่นๆ ทาง Samsung ก็เปิด SDK ให้เอาไปพัฒนาเพิ่ม ต่อไปเราอาจจะไถฟีดได้โดยไม่ต้องแตะจอ

ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้น S Pen ก็ยังขีดเขียนได้ดีเหมือนเดิม รองรับแรงกด 4096 ระดับ และการใช้งาน Samsung Note ก็มีฟีเจอร์เพิ่มเข้ามาอีก อย่างแรกคือเสียงของ S Pen เวลาเขียนบนหน้าจอ เปลี่ยนปากกาเป็นแบบไหน เสียงเวลาใช้งานก็จะเปลี่ยนไปด้วย

ฟีเจอร์ใหม่ Transcibe อันนี้จะแปลงลายมือเราให้กลายเป็นตัวพิมพ์ได้ รองรับทั้งอังกฤษและไทย บางคนบอกฟีเจอร์นี้ก็มีอยู่แล้ว แต่บอกเลยว่ารอบนี้แอดวานซ์กว่าเดิม เพราะไม่จำกัดว่าต้องเขียนในช่อง แต่จะเขียนตรงไหนบน Samsung Note ก็ได้ จะเขียนจากบน Screen off memo ก็สามารถมาแปลงเป็นตัวพิมพ์ได้เหมือนกัน

แน่นอนว่า Screen off memo เองก็มีฟีเจอร์ใหม่ รอบนี้ไม่ต้องเปลี่ยนด้ามปากกาเพื่อจะเปลี่ยนสีอีกแล้ว เพราะสามารถเลือกสีปากกาได้เลย มีด้วยกันทั้งหมด 5 สีจ้า

AR Doodle ฟีเจอร์กวนๆ ให้เราเขียนหรือวาดลวยลาย AR ลงไปบนหน้าหรือวัตถุต่างๆ ได้ และมันก็จะขยับตามด้วย เหมือนมี AR Sticker เป็นของตัวเอง ฟีเจอร์นี้เล่นกับเพื่อนๆ น่าจะสนุกแน่นอน

นอกจากนั้นก็ยังมี Live Message ที่รอบนี้สามารถใช้วิดีโอมาเขียนทำ GIF ได้แล้ว และก็ Screenrecorder ที่อัดวิดีโอหน้าจอไป เปิดกล้องหน้าได้ และใช้ S Pen เขียนไปพร้อมกันก็ได้ (เยอะมากๆ ยังไงลองไปดูในคลิป Hands-on ได้ครับ)

กล้องของ Note 10

Galaxy Note 10 นั้นมีกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 12MP ที่ปรับรูปรับแสงได้ f1.5/f2.4 + กล้อง 16MP Ultrawide มุมกว้าง และกล้อง 12MP เลนส์เทเล

แต่ใน Galaxy Note 10+ นั้นมีเพิ่มมาอีกหนึ่งคือกล้อง ToF ที่เรียกว่า Depth Vision ซึ่งมาช่วยในการถ่ายภาพและวิดีโอแบบ Live Focus เพื่อให้สามารถเบลอฉากหลังได้เนียนมากขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่อย่าง Zoom-in Mic นั้นจะเป็นการเร่งเสียงของตำแหน่งที่เราซูมเข้าไป

ส่วน Super Steady กล้องกันสั่นแบบ Action Cam ตอนนี้ก็สามารถซูมได้ 1 สเตป เพื่อให้การใช้งานสะดวกมากขึ้น และมีโหมด Hyperlapse ให้ใช้งานด้วย

เอฟเฟคของ Live Focus Video นั้นมีด้วยกัน 4 แบบ ทั้งการเบลอฉากหลังแบบปกติ การเลือกแสดงสีเฉพาะตัวเรา

Circle การเปลี่ยนดวงไฟข้างหลังเป็นวงกลม

Glitch จะได้อารมณ์ Pop culture หรือฟิล์มสมัยก่อน

 

แบตเตอรี่และการชาร์จ

แม้ทั้ง 2 รุ่นจะมีขนาดตัวเครื่องที่บางกว่า Note รุ่นก่อนๆ แต่ความจุของแบตเตอรี่นั้นไม่ได้น้อยตาม Galaxy Note 10 มีแบตเตอรี่ขนาด 3500 มิลลิแอมป์ ส่วน Note 10+ นั้นมีขนาด 4300 มิลลิแอมป์

โดย Note 10 รองรับ Super FastCharge สูงสุดที่ 25 วัตต์ ส่วน Note 10+ รับไฟได้สูงถึง 45 วัตต์เลยทีเดียว ทาง Samsung บอกว่าชาร์จแค่ประมาณชั่วโมงนิดๆ แบตก็เต็มแล้ว

สำหรับสีและสเปคความจุของ Galaxy Note 10 | Note 10+ ที่จะขายในประเทศไทยนั้นยังไงต้องรออัพเดทกันอีกทีนะครับ ในงานเปิดตัวนั้นมีสีไฮไลท์ที่เป็นประกายรุ้งนั่นเรียกว่า Aura Glow ส่วนสีอื่นๆ ก็จะมี Aura Black, Aura White

สีพิเศษของ Note 10+ คือ Aura Blue จะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ส่วนสีพิเศษของ Note 10 จะเป็น Aura Red และ Aura Pink

คาดว่าในประเทศไทยน่าจะมีการประกาศราคาในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ รวมถึงกำหนดวางจำหน่ายด้วยครับ

 

from:https://droidsans.com/preview-samsung-galaxy-note-10/