คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

รู้จักกับ Wi-Fi 6 และ 6E สู่ยุคใหม่แห่งการเชื่อมต่อไร้สายบนคลื่น 6 GHz

กลุ่ม Wi-Fi Alliance ได้เปิดตัว Wi-Fi 6 หรือในชื่อเต็ม ๆ ว่า 802.11ax ไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว Wi-Fi 6 มีจุดเด่น คือ อัตราการรับส่งข้อมูลสูงขึ้น ความจุสัญญาณมากขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เป็นจำนวนมาก จากนั้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Wi-Fi Alliance ก็ได้เปิดตัว Wi-Fi 6E ตามมา ซึ่งมันกำลังจะกลายเป็นมาตราฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายในอนาคต แล้วมันคืออะไร มีดียังไง จะพามาให้รู้จักกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ในบทความนี้

Wi-Fi 6 คืออะไร

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของ Wi-Fi 6E ต้องขอพาย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ Wi-Fi 6 เสียก่อน เพราะมันเป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดกันมา ตามที่ได้กล่าวไว้ด้านบน และคาดว่ายังมีผู้อ่านอีกเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ก็ยังไม่รู้จักกับ Wi-Fi 6

แต่เดิมนั้น เราจะเรียกการเชื่อมต่อไร้สายของ Wi-Fi เป็นชื่อรหัส 802.11 ตามมาตราฐานของ IEEE ซึ่งมันดูเข้าใจได้ยาก และไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ทั่วไป ดังนั้น ในปี 2018 ทาง Wi-Fi Alliance จึงได้ทำการตั้งชื่อเล่นให้กับมัน โดยนำตัวเลขมาใช้แบ่งเป็นเจเนอเรชันเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ แทน ดังนี้

  • Wi-Fi 1: 802.11b (1999)
  • Wi-Fi 2: 802.11a (1999)
  • Wi-Fi 3: 802.11g (2003)
  • Wi-Fi 4: 802.11n (2009)
  • Wi-Fi 5: 802.11ac (2014)
  • Wi-Fi 6: 802.11ax (2019)

นอกจากจะมีชื่อเล่นใหม่แล้ว ยังมีไอคอนใหม่อีกด้วย เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

Wi-Fi 6 นั้น มีเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นจาก Wi-Fi 5 หลายอย่าง แต่ในส่วนของข้อมูลเชิงลึก หรือเชิงเทคนิคที่เข้าใจได้ยากนั้น จะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ เพราะไม่มีประโยชน์กับผู้ใช้งานทั่วไป จึงขอยกแค่ส่วนที่เป็นคีย์ฟีเจอร์หลัก ๆ มาอธิบาย ได้แก่

  • Orthogonal Frequency Division Multiple Access (OFDMA): ซอยช่องสัญญาณเป็นช่องย่อย ๆ เพื่อลดความหน่วงแฝง (latency) และเพิ่มประสิทธิภาพในการรับ-ส่งข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อหนาแน่น
  • Multi-user MIMO (MU-MIMO): ที่ถูกพัฒนามาจาก Wi-Fi 5 ซึ่งมันไม่สามารถรับ-ส่งข้อมูลไปยังหลายอุปกรณ์พร้อมกันในคราวเดียว ยังคงต้องใช้การทำงานในรูปแบบสลับสัญญาณไปมา และนี่ก็เป็นสาเหตุของอาการเน็ตสะดุดอีกด้วย แต่ใน Wi-Fi 6 นี้ มันสามารถทำอย่างที่ว่าได้แล้ว (แต่ในกรณีนี้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเองก็ต้องรองรับ MU-MIMO ด้วยนะครับ ถึงจะใช้งานได้)
  • Target wake time (TWT): ช่วยประหยัดพลังงานหรือแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ปลายทาง เปรียบได้กับมี sleep mode นั่นเอง แถมยังรองรับอุปกรณ์ IoT ด้วย และอุปกรณ์ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็พวก IoT นี่แหละ เพราะปรกติจะเป็นอุปกรณ์ประเภท low-power อยู่แล้ว
  • 1024 quadrature amplitude modulation mode (1024-QAM): เป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ต้องเข้าใจก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของทางผู้ผลิต สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจแค่เพียงว่า มันเพิ่มความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูล จากเดิม 256-QAM ใน Wi-Fi 5 ทำให้มีอัตราการรับ-ส่งข้อมูลสูงขึ้นถึง 40% ก็พอ

Wi-Fi 6E คืออะไร

มาถึงคิวของพระเอกของเรา Wi-Fi 6E กันบ้าง… ซึ่งต้องบอกตรง ๆ ว่า ที่จริงแล้ว Wi-Fi 6E มันก็เหมือน Wi-Fi 6 แทบทั้งหมด ยังคงอยู่บนมาตราฐาน IEEE 802.11ax เหมือนเดิม แต่คราวนี้ได้มีการนำคลื่นความถี่ในย่าน 6 GHz มาอัปเกรดให้มันด้วย ในขณะที่จากเดิมมีใช้อยู่แค่ 2.4 GHz และ 5 GHz ซึ่งมันเริ่มที่จะไม่เพียงพอแล้วในปัจจุบัน เพราะอย่าลืมว่า ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อปอีกแล้ว ที่สามารถต่อ Wi-Fi ได้ อุปกรณ์จำพวก IoT ต่าง ๆ ทั้งหลายก็ต่อ Wi-Fi ได้เช่นกัน นอกจากนี้ทั้งจำนวนผู้ใช้งานรวมถึงปริมาณการใช้งานก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

โดยจากรายงานของ Cisco ระบุว่า ในปี 2018 มียอดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกราว 3.9 พันล้านคน คิดเป็น 51% ของประชากรโลก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึง 5.3 พันล้านคนในปี 2023 ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับ 66% หรือสองในสามของประชากรโลก Wi-Fi จึงต้องขยับไปใช้คลื่นความถี่ 6 GHz ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อได้มากกว่าเดิม เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการได้เพียงพอ

นอกจากนี้ การขยับไปใช้คลื่นความถี่ 6 GHz ของ Wi-Fi ในครั้งนี้ หลายฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่า นี่คือการพัฒนาครั้งใหญ่ของ Wi-Fi ในรอบ 20 ปี ที่จะมาสร้างมาตราฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายได้เลยทีเดียว

วัตถุประสงค์และจุดเด่นของ Wi-Fi 6E

วัตถุประสงค์หลัก ๆ ของ Wi-Fi 6E ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำในสิ่งที่ Wi-Fi 6 ยังทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อเป็นจำนวนมาก เช่น ในสถานที่อย่างห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่ง สนามกีฬา หรือโรงงาน รวมไปจนถึงการสตรีมวิดีโอระดับ 4K หรือสูงกว่า และการใช้งานด้าน AR/VR เป็นต้น

การที่มันขยับไปใช้คลื่นความถี่ย่าน 6 GHz ทำให้ได้ความจุสัญญาณเพิ่มขึ้นมาถึง 1200 MHz ซึ่งมากกว่าสองเท่าของการนำเอาความจุสัญญาณของ 2.4 GHz และ 5 GHz มารวมกันเสียอีก และด้วยความกว้างขนาด 1200 MHz นี้ ทำให้มันสามารถรองรับช่องสัญญาณขนาด 160 MHz ได้ถึง 7 ช่อง หรือขนาด 80 MHz ได้ถึง 14 ช่องเลยทีเดียว ทำให้มีความหน่วงแฝงในขณะเชื่อมต่อที่ต่ำมาก ๆ (ดีเลย์ หรือปิง ตามแต่จะเรียก) แม้ว่าจะเชื่อมต่อกับหลายอุปกรณ์ในคราวเดียวก็ตาม โดยทาง Broadcom ระบุว่า Wi-Fi 6E สามารถทำความหน่วงแฝงได้ต่ำที่สุด ‘ไม่ถึงมิลลิวินาที’ ภายในระยะห่างไม่เกิน 3 เมตร จากเราเตอร์หรือ AP (access point)

อัตราการรับ-ส่งข้อมูล และระยะทาง ยิ่งสูงยิ่งดี / ความหน่วงแฝง ยิ่งต่ำยิ่งดี

อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหา ‘สัญญาณตีกัน’ บน 2.4 GHz และ 5 GHz ที่มีปริมาณผู้ใช้งานสูงได้อีกด้วย หากจะกล่าวให้เป็นรูปธรรมอีกสักหน่อย ให้ลองนึกภาพว่า บนถนนมันมีรถเยอะแล้ว รถติด ก็เลยเปิดถนนเส้นใหม่เพิ่ม แล้วขับโล่ง ๆ เต็มสปีดไปเลย แถมถนนที่สร้างใหม่นี้ยังเปิดได้หลายเลน (ช่องสัญญาณ) และแต่ละเลนก็กว้างกว่าเก่าด้วย (แบนด์วิดท์) เพราะมีพื้นที่มากเพียงพอ (ความจุสัญญาณ)

มันเร็วกว่าเดิมแค่ไหน

ประเด็นนี้ไม่เป็นที่ถูกพูดถึงกันสักเท่าไหร่ อาจเพราะ ‘ความเร็วในการใช้งานจริง’ ที่ระดับ 1 Gbps บน Wi-Fi 6 ในปัจจุบันก็สูงเพียงพอต่อผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ในทางเทคนิคแล้ว Wi-Fi 6E นั้นจะเร็วขึ้นกว่าเดิมประมาณ 2 – 2.5 เท่า สามารถทำความเร็วสูงสุดในระดับ 2 Gbps บนอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้

จะใช้ Wi-Fi 6E ต้องเปลี่ยนเราเตอร์มั้ย แล้วจะได้ใช้เมื่อไหร่

เราเตอร์ในปัจจุบันส่งสัญญาณได้แค่คลื่นความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz ดังนั้น หากคุณต้องการใช้งาน 6 GHz ของ Wi-Fi 6E คำตอบก็คือ ‘ใช่’ คุณต้องเปลี่ยนเราเตอร์ที่มีชิปเซตตัวใหม่ที่รองรับ นอกจากนี้อุปกรณ์ปลายทางอันได้แก่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็บท็อป หรืออื่น ๆ ก็ต้องเป็นรุ่นใหม่ที่รองรับด้วยเช่นกัน (ตอนนี้ยังไม่มี)

Xi AIoT AX3600 เราเตอร์ Wi-Fi 6 ของ Xiaomi ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ไม่รองรับ Wi-Fi 6E เช่นกัน

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอุปกรณ์ในปัจจุบันไปครับ มันจะยังคงใช้งานได้ตามปรกติต่อไป เพียงแค่จะไม่รองรับในส่วนของ 6 GHz เท่านั้น และก็คงยังอีกนานกว่าที่ Wi-Fi 6E จะใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะในช่วงแรก ๆ นั้น ราคาอุปกรณ์และราคาแพ็กเกจจะยังคงมีราคาสูงอยู่ (ขนาดทุกวันนี้ Wi-Fi 6 ที่ออกมาเป็นปีแล้วยังไม่ค่อยมีคนได้ใช้เลย)

โดยมีการคาดการณ์กันจากทาง Wi-Fi Alliance, Broadcom, บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ IT ไปจนถึงบรรดานักวิเคราะห์ ว่า อุปกรณ์ชุดแรกจะเข้าสู่ตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 นี้ หรือไม่ก็ในต้นปีหน้า และอุปกรณ์จำพวกแรกที่จะได้ใช้งาน Wi-Fi 6E ก็คาดว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน (ซึ่งก็เดาได้ไม่ยาก) ในส่วนของประเทศไทยนั้นก็ให้บวกเวลาเพิ่มไปกว่านั้นไปอีกสักหน่อยครับ เพราะต้องรอทาง กสทช.ประเทศไทย จัดสรรคลื่นให้เรียบร้อยเสียก่อน

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าจับตามองมากทีเดียว สมกับที่บรรดาสื่อและบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างประเทศต่างกำลังให้ความสนใจ ซึ่งภายใน 1-2 ปีนี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า มันจะสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่โลกขนาดไหน สมกับที่หลายคนคาดหวังหรือไม่ กับการมาของ Wi-Fi 6E ที่กำลังจะกลายเป็นมาตราฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายนี้ควบคู่ไปกับ 5G

อ้างอิง : Wi-Fi Alliance, Broadcom, Cisco, Wikipedia (1, 2)

from:https://droidsans.com/introducing-wifi-6-6e-6ghz/

Xiaomi เปิดระดมทุน NextClass.ai NX1 แท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้ไซซ์ยักษ์ 15.6 นิ้ว พร้อมลำโพง Hi-Fi 360° ราคาแค่ 8,800 บาท

Xiaomi เปิดระดมทุน NextClass.ai NX1 แท็บเล็ตที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์ 15.6 นิ้ว ผ่านทาง Youpin โดยเจ้า NextClass.ai NX1 เป็นแท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ มาพร้อมลำโพง Hi-Fi 360° และขาตั้งในตัว ราคาในช่วงระดมทุนแค่ 1,999 หยวน หรือประมาณ 8,800 บาท

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน ทำให้การเรียน-การสอนออนไลน์กลายมาเป็นความปรกติใหม่ ซึ่งทาง Xiaomi ก็ได้เปิดตัว NextClass.ai NX1 ที่เป็นแท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้นี้ขึ้นมา เพื่อตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเหล่าเด็ก ๆ ในราคาที่พอจับต้องได้

NextClass.ai NX1 ผลิตโดย NextClass.ai ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ตอัปของจีนที่เน้นผลิตแท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้อยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้ NextClass.ai NX1 จะมาพร้อมกับคลาสเรียนออนไลน์จำนวนมาก ทั้งยังมีแบบฝึกหัด หนังสือเสียงอีกด้วย

NextClass.ai NX1 จะมาพร้อมกับหน้าจอทัชกรีนขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD รองรับปากกาสไตลัส ซึ่งก็แถมมาให้ในกล่องเลย นอกจากนี้หน้าจอของมันยังได้รับการรับรองจาก TUV Rhineland ว่าเป็นหน้าจอที่มีแสงสีน้ำเงินต่ำเพื่อถนอมสายตา และฟังก์ชันตรวจจับระยะ ที่จะแจ้งเตือนเมื่อจ้องหน้าจอใกล้เกินไปอีกด้วย

ในส่วนของเสียงก็ไม่ธรรมดา เพราะมันมาพร้อมลำโพง Hi-Fi แบบ 360° ทั้งยังมีขาตั้งในตัวที่ปรับได้หลายระดับ มีกล้องมาให้ถึง 2 ตัว โดยกล้องหลักจะอยู่ตรงกระบอกด้านบน ส่วนกล้องรองจะซ่อนอยู่ใต้กระบอกอีกที และจะหันหน้าลงบนโต๊ะ (ใช้สำหรับถ่ายสมุดหรือหนังสือบนโต๊ะในการเรียนออนไลน์)

ส่วนสเปกภายในนั้น NextClass.ai NX1 เลือกใช้ CPU Cortex A55 4 คอร์, GPU Mali-G31 mp2, ชิป NPU 1.2T, Ram 4 GB และความจำ 64 GB ซึ่งอาจจะไม่ใช่สเปกที่หวือหวาอะไร แต่ก็เพียงพอเหลือเฟือสำหรับใช้ในการเรียน ส่วนพอร์ตก็ให้มาครบทั้ง HDMI (out), WAN และ USB-A

ในตอนนี้ Xiaomi ได้เปิดให้ระดมทุน NextClass.ai NX1 บน Youpin โดยจะมีราคาในช่วงระดมทุนอยู่ที่ 1,999 หยวน หรือประมาณ 8,800 บาท และหากหมดช่วงระดมทุนไปแล้ว ก็จะปรับราคาเป็น 2,699 หยวน หรือประมาณ 11,900 บาท

 

ที่มา : Xiaomi Youpin จาก Gizmochina

from:https://droidsans.com/xiaomi-nextclass-ai-nx1-learning-tablet/

รวม 25 ฟิลเตอร์ Instagram สุดปัง ครบรสทั้งแนวหวาน สวย ตลก หรือออกหลอนๆ ก็มี

หลังจากที่แนะนำ 18 ฟิลเตอร์ Instagram สุดฮิต ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คาดว่าหลายๆคนคงได้ไปลองโหลดเล่นกันดูบ้างเเล้ว แต่ถ้ายังไม่สะใจ วันนี้เรามีฟิลเตอร์ใหม่ๆมาอัปเดตให้ทุกคนได้ไปลองโหลดกันอีกครั้ง บอกเลยไม่ผิดหวังแน่นอนสำหรับสาย IG Story เพราะว่าเรามีทั้งแนวสวยหวาน เกาหลี ละมุน วิ้งวับ เฟียส หลอน ตลก หรือ จะพวก Q&A ไว้เล่นพลินๆ ก็มีมาให้ ไม่ต้องตามหากันให้เสียเวลา เอาเป็นว่าไปดูกันดีกว่า ว่ามีฟิลเตอร์อะไรบ้าง

ปกติแล้วเวลาเราเจอ Filter ที่ชอบแล้วอยาก Save ไว้เนี่ย ก็จะเข้าไปดาวน์โหลดเพื่อใช้งานกันได้ตาม Story ที่เราดูอยู่ หรือ เข้าไปที่แอคเคาท์ของเจ้าของ Filter เลย แต่ถ้าหากใครที่ยังนึกภาพไม่ออก หรือยังไม่เข้าใจวิธีการดาวน์ก็สามารถเข้าไปดูแบบละเต็มๆได้ที่ วิธีโหลด Instagram Filter ได้ค่ะ

ตัวอย่างดาวน์โหลดฟิลเตอร์จาก IG : please.b.goodd 

Filter โทนสีหวาน  

ขอประเดิมเซ็ตแรกกันด้วยฟิลเตอร์สีหวานๆแล้วกันค่ะ เพราะน่าจะเป็นแนวที่ใช้บ่อยที่สุดในการถ่ายรูปในชีวิตประจำวันแล้ว และขอการันตีเลยว่าต้องเป็นที่ถูกใจทั้งสายหวาน สายเซลฟี่ สายเกาหลีอย่างแน่นอน เพราะแต่ละอันที่เราคัดมาให้นั้น แสงสีดีงามทำให้ผิวหน้าเราฉ่ำวาว ประหนึ่งว่าชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสอากาศ 40 องศาของเมืองไทยเลยล่ะค่ะ

Milk*Four

ฟิลเตอร์กันตายอันดับ  1 ในดวงใจของใครหลายๆคน รวมทั้งอิชั้นด้วยค่ะ เพราะ ต่อให้หน้าสดจนดิบขนาดไหนก็รอด บอกเลย แค่เงยหน้าหาแสงและสาดฟิลเตอร์ Milk*Four เข้าไป ก็ได้ผิวขาวใสเปล่งประกายแล้ว จาก IG : ya.molli 

routine

อีกหนึ่งฟิลเตอร์ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเปิดไปใน Story ไหนก็มีให้เห็นตลอด ก็แน่ล่ะค่ะ เพราะว่าโทนสีของฟิลเตอร์นี้มีความซีเปียหน่อยๆ ประหนึ่งถ่ายจากกล้องฟีล์ม แถมมีตัวอักษรสวยๆเพิ่มความเก๋ ใส่มาให้ตรงกลางด้วยทั้งคำว่า Morning, Skincare, Beauty, night routine จาก IG : filpearantes 

CUTE DESSERT

สำหรับใครที่ขาดความหวานจนน้ำตาลลด ก็แนะนำให้ใช้ CUTE DESSERT เลยค่ะ มีไอคอนขนมหวานอย่าง ลูกอม คัพเค้ก โดนัท ฯลฯ ลอยออกมาเต็มไปหมด แถมยังน่ารักมากด้วย จาก IG : Kamnoyy 

Glossary

ฟิลเตอร์นี้บอกเลยว่าเก๋มากกก อีกทั้งกำลังฮิตอยู่ในช่วงนี้ด้วย น้อยแต่มาก เรียบแต่ชิคที่แท้จริง จาก IG : ekrulila  

Stories

ฟิลเตอร์เล่นสีอักษรขาวเหลือง ทำให้รู้สึกถึงความมินิมอล เรียบแต่เก๋ เหมือนถ่ายรูปในคาเฟ่ จาก IG : ftchann

Bright

ถ้าใครที่ชอบถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มต้องลองฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ เวลาภาพออกมาก็จะได้ภาพเหมือนใช้ฟิล์ม KODAK POTRA 400 เลยจาก IG : Kamnoyy 

Flower vibe

ฟิลเตอร์ลายดอกไม้สวยๆ ช่วยให้ดูมีความน่ารักและสดใสขึ้น ไม่เชื่อก็ลองดูที่ภาพได้ค่ะ ขนาดกุ้งชุบแป้งทอดยังออกมาดูน่ารักน่าทานเลย จาก IG : ya.molli

Viewfinder

ฟิลเตอร์นี้นอกจากถ่ายเป็นภาพนิ่งจะสวยแล้ว ถ่ายเป็นวิดีโอก็ดูเก๋ไม่น้อย มีความเป็นกล้องฟิล์มสำหรับถ่ายหนัง จาก IG : ya.molli

ShadowSunset

อยากถ่ายรูปกับแสงแดดชิคๆ แต่ช่วงนี้ฝนตก ทำยังไง?… ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ ถ้ามีฟิลเตอร์นี้ มีความเหมือนแสงแดดสาดส่องมาที่ห้องสุดๆ จาก IG: Shkoda.tanya 

Have a nice day

ฟิลเตอร์สีสันละมุนละไม จะถ่ายมุมไหนก็ดีไปหมด บวกกับมีตัวอักษรขึ้นให้ ทำให้ดูชิคมากกกก สามารถเลือกได้ทั้ง Have a nice day, good morning, ฯลฯ จาก IG : paolastapazzoli  

Shine

ถ้าใครที่ชอบอะไรวิบวับเนี่ย ก็ต้องฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ ให้ความรู้สึกเปล่งประกายสุดๆ จาก IG : Juliataskaeva

80’s Sunday

หากใครที่คิดถึงภาพในวันเก่าๆเหงาๆ ต้องฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ จาก IG :Philippheigel 

90-e by prequel

อีกฟิลเตอร์ดีงามที่อยากแนะนำสำหรับถ่ายภาพวิว หรือสิ่งของรอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ซึ่งฟิลเตอร์นี้จะคล้ายๆกับการใช้กล้องวิดีโอ VHS จาก IG : ya.molli

Cuteness~

ขอปิดท้ายฝั่งโทนสีหวานด้วย Cuteness Filter ฟิลเตอร์แสงสีดีงาม หน้าดูเนียนธรรมชาติ และเพิ่มความหวานด้วยสติกเกอร์รูปหัวใจโปรยลงมาจากหน้าจอ แถมยังใส่เสียงประกอบน่ารักๆมาให้ ไม่ Save ไม่ได้แล้วนะ จาก IG : cinnddyyyy

Filter แนวเฟียส

ถ้าใครเป็นสาย ฝ. หรือชอบการแต่งหน้าจัดเต็ม ขนตาฟูปังๆ ปากเบินๆ ต้องมาที่โซนของฟิลเตอร์นี้เลยค่ะ

Paleta Angelical

ฟิลเตอร์นี้บอกเลยว่าเก๋ไม่หยุดจริงๆ มีความหน้าแน่นมาก จะถ่ายรูปก็เก๋ หรือจะถ่ายเป็น Boomerang ก็เริ่ด เวลากระพริบตาก็จะมีดาวปิ๊งๆออกมาด้วย แถมมีเทพเจ้ากรีกต่างๆโผล่มาเพิ่มสีสันบนหน้าอีก จาก IG : mxtheuso 

Butterfly

ถ้าฟิลเตอร์ที่แล้วมันดูเยอะไป ก็ลองใช้อันนี้แทนค่ะ มีความจมูกแก้มอมชมพูดูเป็นวัยรุ่นฝรั่งม๊าก แถมขนตาเดิ้นมากด้วยจ่ะ ต้องมีติด IG ไว้แล้วนะ จาก IG : popkapirozhka 

Butterfly

ถึงแม้จะชื่อ Butterfly เหมือนกัน แต่ว่าอันนี้จะให้ความรู้สึกที่น่ารักกว่า ฟุ้งฟริ้งกว่า และดูเป็นธรรมชาติกว่านั่นเองค่ะ จาก IG : tikadew_

 

Filter แนวหลอน

ถัดมาเป็นฟิลเตอร์แนวหลอนชวนนอนไม่หลับ ซึ่งแต่ละอันที่รวบรวมมา บอกเลยว่าเห็นแล้วภาพติดตามาก ซึ่งจะมีแบบไหนมาอัปเดตใหม่ ตามมาดูกันได้เลยค่ะ

Weirdest

มาที่ฟิลเตอร์แรก แปลกสมชื่อจริงๆค่ะ ให้ความรู้สึกว่ากำลังดูหน้าสัตว์ประหลาดในหนังเอเลี่ยนซักเรื่องนึงอยู่ จาก IG : viv_galinari 

TrEYEpophobia

ถ้าอันที่แล้วลูกตายังเยอะไม่หลอนสะใจ ก็ใช้อันนี้เลยค่ะ จาก IG : iamcraiglewis2

Boing Boing 2

อันนี้ไม่รู้เรียกว่าแนวอะไร แต่ดูแล้วหลอนดี จาก IG : Mitsukokubota

Eyeboys

อันนี้ก็หลอนมากกก ถ้าตาจะถลนออกมาขนาดนี้ จาก IG : Mitsukokubota 

 

Filter ฮาๆ

นอกจากจะมีฟิลเตอร์แปลกๆหลอนๆแล้วเนี่ย ฟิลเตอร์แนวฮาๆเราก็มีมาให้เหมือนกัน ซึ่งจะมีไรอัปเดตใหม่บ้างนั้น ไปชมกันเลย

YOUTOUBEURS

แกล้งๆรับบทเป็นยูทู้ปเบอร์กันซักนิดจาก IG : xsqueezie

Xfiles Meme

ปกติแค่เป็นมีมธรรมดาก็ฮาจนท้องแข็งแล้ว พอมีเป็นฟิลเตอร์มาให้บวกใส่เสียงประกอบไปอีก…บอกเลยว่าชาวมีมทั้งหลายห้ามพลาดจริงๆกับฟิลเตอร์ครุ่นคิดอันนี้ จาก IG : Teijaboo09

 

Filter แนว Q&A

เห็นว่าช่วงนี้ก็กำลังฮิตเช่นกันกับฟิลเตอร์แนวนี้ ซึ่งเป็นแนว Q&A รีวิวชีวิตตั่งต่างเก๋ๆ สนุกๆ โดยคำถามจะเป็นแบบสุ่มให้เราตอบเองเออเอง เล่นไปมาก็ว่าเพลินอยู่นะ

Ask me ชีวิตมหาลัย

รีวิวให้ตายก็ไม่หมด บอกเลยว่า มหากาพย์ค่ะ ทั้งสนุก มัน ระทึกขวัญมาครบ จาก IG : f_fahkao 

5 Facts EP1

รีวิวชีวิตตัวเองวนไปค่ะ บอกเลยว่าเพลิน โดยมีให้เลือก 5 คำถาม พอรีวิวเสร็จข้อนึง ก็กดไปเรื่อยๆจนจบ จาก IG : dingmintt 

และทั้งหมดนี้ ก็คือ 25 ฟิลเตอร์ IG ใหม่ ที่เราได้รวบรวมมาอัปเดตให้ทุกคนไปเซฟเล่นกันเพลินๆ ครบทุกสไตล์ จะเกาหลี ฮิปสเตอร์ มินิมอล คาเฟ่ ก็มีมาให้ ไม่ต้องแยกแอปแต่งภาพให้วุ่นวาย สามารถถ่ายละโพสลงใน Instagram ได้เลย เรียกได้ว่าถูกใจสาย IG Story แน่นอน ซึ่งถ้าใครชื่นชอบฟิลเตอร์ไหน หรือว่ามีฟิลเตอร์ใหม่เด็ดๆดีๆ ก็อย่าลืมมาร่วมแบ่งปันกันนะคะ

from:https://droidsans.com/25-instagram-filters-recommended/

GET เตรียมรีแบรนด์ใหม่ ยุบรวมกับ Gojek สตาร์ตอัประดับโลกจากอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ทาง GET แอปพลิเคชั่นให้บริการเรียกรถ ส่งคน ส่งของ และสั่งอาหารชื่อดังในไทย ได้ประกาศว่า จะทำการรีแบรนด์ใหม่ โดยยุบรวมทั้งแอปและชื่อแบรนด์ GET เข้ากับ Gojek ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปชื่อดังจากอินโดนีเซีย ภายใต้ทีมบริหารคนไทยชุดเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่การต่อยอดความสำเร็จจาก GET และเพื่อพัฒนาแอปให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

Gojek คืออะไร มาจากไหน ?

อันที่จริงแล้ว Gojek ก็เป็นผู้ร่วมลงทุนใน GET ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดย Gojek นั้น เป็นแอปผู้ให้บริการแบบออนดีมานด์ระดับโลก (แอปที่ให้บริการหลายอย่าง ตามความต้องการของผู้ใช้) จากประเทศอินโดนีเซีย ที่มีจุดเริ่มต้นจากบริการเรียกรถ (คล้าย ๆ กับ Uber หรือ Grab นั่นเอง) และ Gojek ก็ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้มีบริการอื่น ๆ อีกเยอะแยะ เช่น ส่งคน ส่งของทั้งเล็ก-ใหญ่ ซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อตั๋ว หรือแม้แต่ซื้อยาจากร้านขายยา (อย่างถูกต้อง) ซึ่ง Gojek นั้น เปิดให้บริการหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพาร์ตเนอร์ในระบบเป็นจำนวนกว่า 2 ล้านคน พาร์ตเนอร์ร้านอาหารอีกกว่า 500,000 ราย ในกว่า 200 เมืองเลยทีเดียว

จุดประสงค์ของการรีแบรนด์ในครั้งนี้คืออะไร ?

จากความสำเร็จของ GET ในปีที่ผ่านมา จนถึงเดือนมิถุนายน 2563 ทาง GET นั้นได้ให้บริการผู้ใช้ไปกว่า 20 ล้านออเดอร์แล้ว โดย GET ต้องการต่อยอดความสำเร็จต่อไป จึงยุบรวมเข้ากับ Gojek ในครั้งนี้ โดยเป็นกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาทั้งในด้านของตัวแอปและบริการนั่นเอง

จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก GET บ้าง ? แล้วจะได้ใช้เมื่อไหร่ ?

จากข้อมูลของทาง GET แจ้งว่า สิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนไป ก็คือตัวแอปจะมอบประสบการณ์การใช้งานใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น ให้แก่ผู้ใช้ นอกจากนี้ ตัวแอปใหม่ยังสามารถใช้งานได้ในหลายประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และแน่นอนว่า รวมถึงประเทศไทยด้วย ส่วนที่ว่าจะได้ใช้งานเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ก็คาดว่า จะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ครับ

ลูกค้า GET เดิมจะทำยังไง ? ต้องสมัครใหม่มั้ย ?

สำหรับลูกค้าเดิมที่ใช้บริการ GET และมีบัญชีอยู่ก่อนแล้ว ทาง GET แจ้งว่า ไม่ต้องทำการสมัครใหม่ สามารถใช้งาน Gojek ผ่านบัญชีเดิมได้ทันที หลังจากที่ตัวแอป Gojek เปิดให้ดาวน์โหลดผ่าน App Store และ Play Store ภายในอีกไม่นานนี้ครับ

เรียกได้ว่า เป็นการรีแบรนด์ใหม่ที่น่าจับตามองมากทีเดียว ต้องมาดูกันว่า Gojek ในไทย จะสามารถก้าวไปอยู่ระดับเดียวกับประเทศแม่อย่างอินโดนีเซียที่มันถูกขนานามว่า ‘ซูเปอร์แอป’ หรือเปล่า ทั้งนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ

 

ที่มา/อ้างอิง : ประชาชาติธุรกิจ, ผู้จัดการออนไลน์, BrandInside, GET, Gojek

from:https://droidsans.com/get-rebranding-collaborate-with-gojek/

ชี้เป้า Banana IT ลดจัดหนัก มือถือล้างสต๊อคสูงสุดถึง 80% ในงาน TME 2020 วันที่ 2-5 ก.ค. 2563

Banana IT ได้ขนเอาโทรศัพท์มือถือ, สมาร์ทวอทช์ และ แท็บเล็ตมากมายหลายรุ่นมาจัดโปรราคาพิเศษ พร้อมของแถมกันในงาน Thailand Mobile Expo 2020 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2563 แต่ถ้าใครอยากได้มือถือที่ถูกกว่านั้น Banana ก็ยังมีเหล่ามือถือที่เป็นตัวโชว์ หรือสินค้าตกรุ่นมาล้างสต๊อคขายในราคาพิเศษสุด ๆ โดยบางเครื่องลดสูงสุดถึง 80% ก็มี

สำหรับมือถือที่นำมาล้างสต๊อคขายในราคาพิเศษกันคราวนี้ ก็อย่างที่บอกนะครับว่ามันเป็นมือถือตัวโชว์ ที่อาจจะมีตำหนิบ้าง หรืออาจจะผ่านการทดลองใช้งานมาแล้ว แต่ว่ายังสามารถใช้ได้ตามปกติ โดยมือถือที่เอามาล้างสต๊อคก็มีทั้งแบรนด์ Samsung, Huawei, OPPO, Vivo และ realme ครับ

Samsung

รุ่น สภาพ ราคาปกติ ราคาพิเศษ
Samsung Galaxy Watch Active Black สินค้าตัวโชว์ 7,490.- 4,990.-
Samsung Galaxy A30s Balck, Green สินค้าตัวโชว์ 7,990.- 5,290.-
Samsung Galaxy A50s Green, White สินค้าตัวโชว์ 8,990.- 6,290.-
Samsung Galaxy A70 Black สินค้าตัวโชว์ 17,990.- 7,900.-
Samsung Galaxy A70 Blue สินค้าตัวโชว์ 14,990.- 7,900.-
Samsung Galaxy A70 White สินค้าตัวโชว์ 8,900.- 7,900.-
Samsung Galaxy A80 Angel gold, Ghost White, Phantom Black สินค้าตัวโชว์ 21,990.- 8,900.-
Samsung Galaxy S10e (128GB) Prism Green, Prism White สินค้าตัวโชว์ 18,900.- 9,900.-
Samsung Galaxy S10 Plus (128GB) Prism Green, Prism White สินค้าตัวโชว์ 35,900.- 14,900.-
Samsung Galaxy A80 BLACKPINK Edition สินค้าตัวโชว์ 32,990.- 27,990.-
Samsung Galaxy Tab A 10.1 (3+16) White สินค้าตัวโชว์ 11,900.- 6,990.-

Huawei

รุ่น สภาพ ราคาปกติ ราคาพิเศษ
Huawei Nova 3 Red สินค้าตัวโชว์ 12,990.- 5,490.-
Huawei P30 Lite Pearl White สินค้าขายตามสภาพ 9,990.- 6,490.-
Huawei Tablet T3 7 inch Grey (2GB+16GB) สินค้าตัวโชว์์ 3,990.- 2,490.-
Huawei Tablet T2 7 inch (SL) Gold สินค้าขายตามสภาพ 4,590.- 3,490.-
Huawei Tableet MediaPad M5 Pro 10 Grey สินค้าตัวโชว์ 18,990.- 11,990.-

OPPO

รุ่น สภาพ ราคาปกติ ราคาพิเศษ
OPPO A5a (4GB+64GB) Red สินค้าตามสภาพ 4699.- 4,190.-
OPPO Reno 10X Jet Black สินค้าตัวโชว์ 24,990.- 13,990.-

VIVO

รุ่น สภาพ ราคาปกติ ราคาพิเศษ
Vivo Y93 Starry Black สินค้าตัวโชว์ 4,599.- 2,790.-
Vivo V15 Glamour Red สินค้าตัวโชว์ 7,499.- 4,990.-
Vivo V17 Pro Crystal White สินค้าตัวโชว์ 12,999.- 7,990.-

realme

รุ่น สภาพ ราคาปกติ ราคาพิเศษ
Realme C2 Diamond Black, Diamond Blue สินค้าตัวโชว์ 3,599.- 2,499.-
Realme 5 (3+64) Crystal Blue สินค้าตัวโชว์ 4,599.- 3,290.-
Realme 5A Crystal Red สินค้าตัวโชว์ 5,999.- 3,999.-
Realme 5 Pro สินค้าตัวโชว์ 8,999.- 4,990.-
Realme 3 Pro Lightning purple สินค้าตัวโชว์ 6,999.- 5,999.-
Realme XT Pearl Blue, White สินค้าตัวโชว์ 10999.- 7,290.-
Realme x2 Pro (12+256) Lunar White สินค้าตัวโชว์ 19,999.- 14,990.-

 

และเนื่องจากมือถือทั้งหมดเป็นสินค้าล้างสต๊อคประเภทตัวโชว์ ก่อนออกจากร้านก็ควรจะเช็คเครื่องกันให้ละเอียดด้วยนะครับว่ามันมีจุดบกพร่องตรงไหนบ้างหรือเปล่า จะได้ขอเปลี่ยนเครื่องได้ทัน ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดหากเจอสิ่งผิดปกติทีหลังครับ

from:https://droidsans.com/banana-it-smartphone-clearance-sales-tme-2020/

โรงงานผลิต iPhone ในอินเดียหยุดชะงักกว่าสัปดาห์ หลังรัฐบาลสั่งห้ามนำเข้าชิ้นส่วนประกอบจากจีน

เรียกว่าค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับความขัดแย้งระหว่างจีน และ อินเดียที่ส่งผลกระทบโดยตรงมาถึงวงการเทคโนโลยี อย่างคราวที่แล้วอินเดียวเพิ่งแบนแอปพลิเคชั่นจากจีนไปหมาด ๆ ล่าสุดอินเดียได้มีการสั่งหยุดรับการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ จากจีน รวมไปถึงสินค้าไอทีจำพวก iPhone ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสินค้าแบรนด์อเมริกา แต่ว่าใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ผลิตจากจีนนั่นเอง ทำให้ตอนนี้โรงงานประกอบ iPhone ในประเทศอินเดียต้องหยุดการผลิตไปอย่างไม่มีกำหนด

ทำไมจึงต้องผลิต iPhone ในอินเดีย

การหยุดนำเข้าสินค้าจากจีนเข้าสู่อินเดียส่งผลเป็นวงกว้างต่อวงการไอทีทั่วโลก เพราะแม้ว่า iPhone จะถูกดีไซน์โดยประเทศสหรัฐฯ แต่ฐานผลิตนั้นตั้งอยู่หลัก ๆ ที่ประเทศจีน และ อินเดีย โดย iPhone รุ่นประหยัดอย่าง iPhone SE และ iPhone XR ล้วนมีฐานผลิตตั้งอยู่ในอินเดียเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้ากว่า 100 USD หรือประมาณ 3,000 บาทต่อเครื่อง หากมีการนำ iPhone เข้ามาจากนอกประเทศ

สาเหตุเพราะแม้ประเทศอินเดียจะมีตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกก็ตาม แต่อัตรารายได้ส่วนใหญ่ของคนอินเดียนั้นยังอยู่ในระดับกลางถึงต่ำ ทำให้ภาษี 3,000 บาทต่อเครื่อง มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของคนอินเดียนั่นเอง

ผลที่ตามมา

จากการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าต่าง ๆ จากจีนนั้น ทำให้ชิ้นส่วน iPhone จำนวนมากติดค้างอยู่ที่ท่าเรือ และ สนามบินตามชายแดนอินเดียทำให้ Foxconn ซึ่งเป็นโรงงานประกอบ iPhone และ มือถือของ Xiaomi บางรุ่นในอินเดีย เกิดการชะลอตัวลงเป็นอย่างมาก จนล่าสุดชิ้นส่วนหมดเกลี้ยง และทำให้พนักงานในโรงงานไม่มีงานทำจนต้องนั่งว่าง ๆ มาแล้วเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม

เหตุการณ์ระงับการนำเข้าสินค้าจากจีนครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับ Foxconn อย่างมหาศาลเพราะบริษัทมีพนักงานหลายพันคนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งพนักงานเหล่านั้น ล้วนใช้ชีวิตอยู่ในที่พักและใช้สวัสดิการที่ทางบริษัทจัดให้ ซึ่งหากเหตุการณ์ความขัดแย้งนี้ยังยืดเยื้อ และ ทวีความรุนแรงต่อไปจะเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมายแน่นอน

ด้วยความที่อินเดียเป็นประเทศที่ตลาดสมาร์ทโฟนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก การระงับการนำเข้าสินค้าของจีนนั้นอาจส่งผลด้านลบโดยตรงต่อแบรนด์มือถือจีนอย่าง Huawei, Vivo และ Realme แต่ในทางกลับกันอาจจะส่งผลดีต่อแบรนด์เกาหลีที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้อย่าง Samsung นั่นเองครับ

 

Source: Phonearena

from:https://droidsans.com/foxconn-ceased-iphone-production-due-to-dispute-with-china/

30 อันดับหนังและซีรีส์ใน Netflix ที่คนไทยนิยมดูมากสุดประจำวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563

กลับมาเจอกันอีกแล้วในวันศุกร์สุดสัปดาห์ 3 กรกฎาคม 2563 อย่าพึ่งเบื่อหน้ากันก่อนนะคะ เพราะว่าวันนี้เรามี หนังและซีรีส์ 30 อันดับ ประจำสัปดาห์มาให้ทุกคนเลือกดูกันเหมือนเดิม บอกเลยว่าในวันนี้ มีหนังใหม่เข้ามามากมาย ทั้งของไทยและของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนังตลกเรื่องขุนบันลือ หนังแนวอบอุ่นหัวใจอย่าง Low Season หรือแอคชั่นมันๆอย่าง John Wick ฯลฯ เอาเป็นว่า ไม่ขอพูดไรมาก เข้ามาดูให้เห็นกับตากันด้วยตัวเองเลยดีกว่าค่ะ ว่ามีเรื่องอะไรที่น่าสตรีมบ้าง

อันดับ 1 IT’S OKAY TO NOT BE OKAY

ขึ้นมาอยู่อันดับ 1 แล้วค่ะ กับ IT’S OKAY TO NOT BE OKAY  เรื่องราวความรักสุดแปลกของ มุนคังแท (คิมซูฮยอน) ชายหนุ่มรูปงาม ทำงานเป็นผู้ดูแลในแผนกจิตเวช ซึ่งตัวเค้าเองไม่เคยเชื่อในความรักและใช้ชีวิตอยู่บนความกดดันและเจ็บปวดมาโดยตลอด อีกทั้งยังอุทิศตนดูแลพี่ชายที่พิการอีกด้วย ขณะที่ ซอเยจี เป็นนักเขียนสุดเย็นชาที่มีนิสัยต่อต้านสังคม แล้วเรื่องราวสุดมึนตึงจะดำเนินไปในทิศทางใด ต้องมาดูกันเองค่ะ โดยตอนใหม่จะมาทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ปล. นางเอกสวยม๊ากก ชุดคือปังทุกฉาก แถมรุกหนักมากด้วย

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : ตอนนี้มี 4 ตอน

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 14 นาที

 

อันดับ 2 ขุนบันลือ

ภาพยนตร์คอมเมดี้ย้อนยุคสุดฮา ของน้าหม่ำ จ๊กมก ที่ได้ขกขบวนนักแสดงทั้งวงการ มาร่วมรังสรรค์ความวุ่นวาย เอ้ย! ความฮา ในภาพยนตร์ “ขุนบันลือ” เรื่องราวของท่านขุนบันลือ ที่ต้องไปทำงานไกลถึงเชียงราย (เปิดเรื่องมาก็คุ้นๆแล้วปะ) ทำให้คุณภรรยาทาสอย่าง มด จับได้ว่าท่านขุนไปมีภรรยาคนใหม่ที่นั่น แล้วท่านขุนจะมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของมดหรือไม่ ต้องไปดูในหนังกันเองนะคะ

ความยาวภาพยนตร์ : 1 ชั่วโมง 36 นาที

 

อันดับ 3 Low Season

ใครกำลังเหงา เศร้า และเฮิ้ท มารวมตัวกันทางนี้ เพราะภาพยนตร์เรื่อง Low Season จะพาทุกคนไปรักษาแผลใจแบบสโลวไลฟถึงเชียงใหม่ สถานที่ที่คนอกหักนิยมไป เรื่องราวความบังเอิญของหลิน (พลอยไพลิน) สาวน้อยมีเซ้นส์, พุธ (มาริโอ้) ชายหนุ่มหน้ามึน ที่ต่างเดินทางไปเที่ยวอย่างไร้จุดหมาย คนนึงก็ใจพัง ส่วนอีกคนก็ไม่มีที่ไป ทำให้ต้องมารวมตัวกันในโฮมสเตย์วิวดีกลางหุบเขาแห่งนี้ แถมยังมีเรื่องผีๆเข้ามาเกี่ยวด้วย

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง

 

อันดับ 4 12 Strong

หนึ่งในภาพยนตร์สุดลุ้นระทึก ที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของเหล่าทหารผู้กล้าทั้ง 12 คน จากเหตุการณ์วินาศกรรมสะเทือนขวัญ 911 ซึ่งสหรัฐอมเริกาได้ส่งทหารกล้าฝีมือดี 12 นายจากหน่วยรบพิเศษไปยังแหล่งกบดานของตาลีบัน เพื่อที่จะบุกทำลายและสกัดกั้นแผนการของผู้ก่อการร้าย โดยใช้วิธีการรบแบบโบราณ คือ ใช้ม้า เป็นยานพาหนะในการเคลื่อนผ่านเขตกองกำลังของเหล่าผู้ก่อการร้าย

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 4 นาที

 

อันดับ 5 SNOWPIERCER (เวอร์ชั่นล่าสุด)

จากอันดับ 3 ลงมาอยู่ที่อันดับ 5 กับ Snowpiercer อีก 1 ซีรีส์ที่น่าติดตามจากผลงานชิ้นโบว์แดงของ บงจุนโฮ ผู้กำกับ Parasite โดยเนื้อเรื่องตอนนี้ บอกเลยว่าเข้มข้นขึ้นเรื่องๆจริงๆค่ะ เรื่องราวของมหันตภัยวันสิ้นโลกที่จะเกิดขึ้นในอีก 18 ปีข้างหน้า หลังจากที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ ทำให้เกิดน้ำแข็งปกคลุมทั่วโลก  ซึ่งก็มีเพียงรถไฟสายพิเศษที่ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำทำให้วิ่งโดยไม่หยุดพักขบวนนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ทุกคนรอดได้ แต่ยังโหดร้ายไม่พอ เพราะยังมีเรื่องความอดอยาก และการแบ่งชนชั้นทางสังคมบนรถอีกด้วย บอกเลยว่า ซี๊ด! ค่ะ

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 7

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) : 45 นาที

 

อันดับ 6 John Wick 2

เรื่องราวภาคต่อของ John Wick หนุ่มนักฆ่าฝีมือเทพที่คัมแบคสู่วงการอีกครั้ง กับน้องหมาตัวใหม่ โดยในภาคนี้ตัวเค้าได้รับภารกิจ (ที่ถูกบังคับจากสัญญาเลือดที่เคยทำไว้) ทำให้ต้องไปเผชิญความตายกับเหล่านักฆ่าฝีมือสูสี ที่กรุงโรม นครแห่งสถาปัตยกรรม ซึ่งบอกเลยว่า ตลอดการดูหนังทั้งเรื่อง อิชั้นนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยจริงๆค่ะ  เพราะว่า แอคชันกันมันเหลือเกิ๊นนน แถมองค์ประกอบอื่นๆ ยังดูมีมิติ ผสมผสานกับเรื่องราวความเป็นนักล่าได้อย่างลงตัว

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 2 นาที

 

อันดับ 7  MYSTIC POP- UP BAR

จากอันดับ 4 ตกมาอยู่ที่อันดับ 7 กับ MYSTIC POP- UP BAR ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งมายา ที่อยู่ในบาร์ลึกลับอันน่าพิศวงแห่งนี้ ซึ่งตอนนี้ตัวซีรีส์ก็ได้จบบริบูรณ์เป็นที่เรีบร้อยแล้ว แต่กระแสตอบรับจากผู้ชมก็ยังคงดีอยู่ เรื่องราวของ วอลซู หญิงสาวที่ต้องโทษจากการลบหลู่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นผู้สะสางความแค้นจากฝันของคนที่ผ่านไปมาเป็นเวลา 500 ปี จนถึงตอนนี้เหลือเพียงแค่อีก 10 คนเท่านั้นก็จะบรรลุเป้าหมายในภารกิจแล้ว แต่กว่าจะครบนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะค่ะ

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : ตอนนี้มีแค่ 12 ตอน

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 8 นาที

 

อันดับ 8 GUARDIAN : THE LONELY AND GREAT GOD (GOBLIN)

จากอันดับ 5 ลงมาอยู่ที่อันดับ 8 กับ Goblin คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ ซีรีส์ในตำนานของใครหลายๆคน เรื่องราวของนักรบหน้าหล่อ (กงยู) ที่ถูกสาปให้กลายเป็นผู้พิทักษ์วิญญาณ และต้องมีชีวิตยาวนานถึง 900 ปี สุดจะทรมานเพราะไม่ตายซักที แถมมีดาบปักอยู่ที่อกตลอดเวลา ซึ่งถ้าอยากถอนคำสาปนี้ ก็ต้องไปตามหาเจ้าสาวของตัวเองมาดึงดาบออกให้ได้ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะว่าเธอเห็นความตายล่วงหน้าได้ จึงทำให้เธอสามารถหนียมทูตได้นานถึง 10 ปี

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 16

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 15 นาที

 

อันดับ 9 THE KING

จากอันดับ 6 ลงมาอยู่ที่อันดับ 9 แล้วค่ะ กับ The King ซีรีส์แนวโรแมนติกแฟนตาซีที่เกี่ยวกับโลกคู่ขนาน ซึ่งถึงแม้จะจบบริบูรณ์ไปได้ซักระยะแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถมูฟออนจากลีมินโฮ หรือ เจ้าชายอีกนได้จริงๆค่ะ เรื่องราวของเจ้าชายรูปงามที่ได้มีเหตุต้องข้ามมิติที่เป็นโลกคู่ขนานมาพบกับ จองแทกึล ตำรวจสาวที่เคยช่วยชีวิตเค้าไว้เมื่อ 25 ปีก่อน อีกทั้งยังมีปริศนามากมายเกี่ยวกับตัวทุกตัวละครซ่อนไว้ รอให้ทุกคนไปหาคำตอบอยู่ …เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้ใน Netflix ทั้ง 16 ตอนได้แล้ววันนี้

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : ตอนนี้มีแค่ 16 ตอน

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 12 นาที

 

อันดับ 10 JURASSIC WORLD : FALLEN KINGDOM

จากอันดับ 1 ลงมาอยู่ที่อันดับ 10 กับ Jurassic World ซึ่งเรื่องนี้คือภาคต่อของสวนสนุกและรีสอร์ทบนเกาะ ที่ถูกทิ้งให้เป็นพื้นที่รกร้าง (หลังจากเกิดความวุ่นวายจากชาติที่แล้ว) ไดโนเสาร์ต่างก็พากันออกมาใช้ชีวิตแบบอิสระ แต่วันดีคืนดี ภูเขาไฟเจ้ากรรมดันเกิดระเบิดขึ้นมา ทำให้โอเว่น (คริส แพรตต์) และ แคลร์ (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด) ต้องกลับเข้าไปในเกาะนี้อีกครั้ง เพื่อทำการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากโลก แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นตามแผนแบบนั้น เพราะว่าดันมีคนจ้องจะทำลายแผนการนี้อยู่

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 8 นาที

 

TOP 10 หนังที่คนไทยนิยมดูมากที่สุด

อันดับ 1 ขุนบันลือ

ขึ้นสู่อันดับ 1 ภาพยนตร์คอมเมดี้ย้อนยุคสุดฮา ของน้าหม่ำ จ๊กมก ที่ได้ขกขบวนนักแสดงทั้งวงการ มาร่วมรังสรรค์ความวุ่นวาย เอ้ย! ความฮา ในภาพยนตร์ “ขุนบันลือ” เรื่องราวของท่านขุนบันลือ ที่ต้องไปทำงานไกลถึงเชียงราย (เปิดเรื่องมาก็คุ้นๆแล้วปะ) ทำให้คุณภรรยาทาสอย่าง มด จับได้ว่าท่านขุนไปมีภรรยาคนใหม่ที่นั่น แล้วท่านขุนจะมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของมดหรือไม่ ต้องไปดูในหนังกันเองนะคะ

ความยาวภาพยนตร์ : 1 ชั่วโมง 36 นาที

 

อันดับ 2 Low Season

ใครกำลังเหงา เศร้า และเฮิ้ท มารวมตัวกันทางนี้ เพราะภาพยนตร์เรื่อง Low Season จะพาทุกคนไปรักษาแผลแบบสโลวไลฟใจถึงเชียงใหม่ สถานที่ที่คนอกหักนิยมไป เรื่องราวความบังเอิญของหลิน (พลอยไพลิน) สาวน้อยมีเซ้นส์, พุธ (มาริโอ้) ชายหนุ่มหน้ามึน ที่ต่างเดินทางไปเที่ยวอย่างไร้จุดหมาย คนนึงก็ใจพัง ส่วนอีกคนก็ไม่มีที่ไป ทำให้ต้องมารวมตัวกันในโฮมสเตย์วิวดีกลางหุบเขาแห่งนี้ แถมยังมีเรื่องผีๆเข้ามาเกี่ยวด้วย

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง

 

อันดับ 3 12 Strong

หนึ่งในภาพยนตร์สุดลุ้นระทึก ที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของเหล่าทหารผู้กล้าทั้ง 12 คน จากเหตุการณ์วินาศกรรมสะเทือนขวัญ 911 ซึ่งสหรัฐอมเริกาได้ส่งทหารกล้าฝีมือดี 12 นายจากหน่วยรบพิเศษไปยังแหล่งกบดานของตาลีบัน เพื่อที่จะบุกทำลายและสกัดกั้นแผนการของผู้ก่อการร้าย โดยใช้วิธีการรบแบบโบราณ คือ ใช้ม้า เป็นยานพาหนะในการเคลื่อนผ่านเขตกองกำลังของเหล่าผู้ก่อการร้าย

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 4 นาที

 

อันดับ 4 John Wick 2

เรื่องราวภาคต่อของ John Wick หนุ่มนักฆ่าฝีมือเทพที่คัมแบคสู่วงการอีกครั้ง กับน้องหมาตัวใหม่ โดยในภาคนี้ตัวเค้าได้รับภารกิจ (ที่ถูกบังคับจากสัญญาเลือดที่เคยทำไว้) ทำให้ต้องไปเผชิญความตายกับเหล่านักฆ่าฝีมือสูสี ที่กรุงโรม นครแห่งสถาปัตยกรรม ซึ่งบอกเลยว่า ตลอดการดูหนังทั้งเรื่อง อิชั้นนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยจริงๆค่ะ  เพราะว่า แอคชันกันมันเหลือเกิ๊นนน แถมองค์ประกอบอื่นๆ ยังดูมีมิติ ผสมผสานกับเรื่องราวความเป็นนักล่าได้อย่างลงตัว

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 2 นาที

 

อันดับ 5 JURASSIC WORLD : FALLEN KINGDOM

จากอันดับ 1 ลงมาอยู่ที่อันดับ 5 กับ Jurassic World ซึ่งเรื่องนี้คือภาคต่อของสวนสนุกและรีสอร์ทบนเกาะ ที่ถูกทิ้งให้เป็นพื้นที่รกร้าง (หลังจากเกิดความวุ่นวายจากชาติที่แล้ว) ไดโนเสาร์ต่างก็พากันออกมาใช้ชีวิตแบบอิสระ แต่วันดีคืนดี ภูเขาไฟเจ้ากรรมดันเกิดระเบิดขึ้นมา ทำให้โอเว่น (คริส แพรตต์) และ แคลร์ (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด) ต้องกลับเข้าไปในเกาะนี้อีกครั้ง เพื่อทำการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากโลก แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นตามแผนแบบนั้น เพราะว่าดันมีคนจ้องจะทำลายแผนการนี้อยู่

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 8 นาที

 

อันดับ 6 HomeStay

เมื่อสวรรค์สันสร้างประทานร่างเด็กมัธยมปลายที่ชื่อ “มิน” ให้กับวิญญาณเร่ร่อน โดยมีเงื่อนไขว่าภายใน 100 วัน จะต้องหาคำตอบให้ได้ ว่าร่างที่เค้าอาศัยอยู่นั้นตายเพราะใคร ซึ่งการย้ายร่างนี้ก็เปรียบเสมือนมาอยู่ที่พักใหม่ 100 วัน ตามชื่อเรื่องเลยค่ะ Home stay จนทำให้วิญญาณตนนี้ ได้มาเจอกับ”พาย” จิ๊กซอวตัวใหม่ ที่จะมาเติมเต็มให้มินอยากมีชีวิต และยึดติดอยู่ในร่างนี้ตลอดไป

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 15 นาที

 

อันดับ 7 365 DNI

จากอันดับ 4 ตกมาอยู่ที่อันดับ 7 แล้วค่ะ กับภาพยนตร์แนวอิโรติกสัญชาติโปแลนด์สุดฮอต ที่เคยตกเป็นประเด็นร้อนอยู่ในโลกโซเชียลก่อนหน้านี้ เรื่องราวของมาเฟียหนุ่มรูปงาม กล้ามเป็นมัดๆอย่าง มัสซิโม ที่ได้ตกหลุมรักนักธุรกิจสาวแสนสวยสุดฮอตอย่าง เลาร่า จนถึงขั้นต้องลักพาตัวเธอมาเพราะว่าทนแอบรักอยู่ห่างๆไม่ไหว แต่ไม่ได้จะพามาทำมิดีมิร้ายอะไรนะ มัสซิโม มีกฎว่า จะทำให้เลาร่าตกหลุมรักเค้าให้ได้ภายใน 365 วัน หลังจากนั้นก็จะปล่อยเธอไป และจะไม่แตะต้องเธอก่อนถ้าเธอไม่ยินยอม แต่งานนี้ เลาร่าจะทนใจเเข็งหรือไม่ ในเมื่อมัสซิโมทำตัวเซ็กซี่ตลอดเวลาขนาดนี้

ความยาวภาพยนตร์ : 1 ชั่วโมง 54 นาที

 

อันดับ 8 INDEPENDENCE DAY : RESURGENCE

ตกมาอยู่ที่อันดับ 8 แล้วค่ะ ในสัปดาห์นี้ กับ Independence Day: Resurgence เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์เอเลี่ยนบุกโลกที่มาพร้อมกับอาวุธล้ำๆ ซึ่งมีพลังทำลายล้างสูงแบบจัดเต็ม ทำให้มนุษย์อย่างเราต้องร่วมมือร่วมใจออกมาปกป้องโลก โดยมองยังไงฝั่งที่ได้เปรียบก็คือฝั่งที่มีอาวุธเจ๋งกว่า แต่ทว่าก็ยังมีความหวัง เพราะว่ายังเหลือคนที่จะมาช่วยหยุดยั้งการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ได้

ความยาวภาพยนตร์ : 1 ชั่วโมง 59 นาที

 

อันดับ 9 LA LA LAND

La La Land ภาพยนตร์เพลงยอดเยี่ยมแห่งปีที่หลายๆคนไม่ควรพลาด เรื่องราวความรักของ มีอา สาวสวยช่างฝัน ผู้มุ่งมั่นอยากจะเป็นดารา ไม่ว่าจะมีบริษัทไหนเปิดให้ออดิชัน เธอก็ไปหมด แต่ก็ยังไม่ถึงฝั่งฝันซักที กับ ซาบาสเตียน ชายหนุ่มผู้มีความสามารถในด้านดนตรีที่มีความฝันอยากจะเปิดคลับเป็นธุรกิจของตนเอง ซึ่ง ระหว่างความฝันกับความรัก จะสามารถไปควบคู่กันได้หรือไม่ แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ จะเลือกอะไร?

ความยาวภาพยนตร์ : 2 ชั่วโมง 2 นาที

 

อันดับ 10 The Foreigner

ภาพยนตร์ดรามาแอคชันสุดมัน ว่าด้วยเรื่องราวของลูกสาวและภรรยาของเจ้าของภัตตาคารชาวจีน (เฉินหลง) ที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนถูกลักพาตัวไป ซึ่งสิ่งแรกที่เค้าทำหลังจากเกิดเหตุการณ์คือ รีบไปแจ้งความ แต่กลับกลายเป็นว่าตำรวจเหล่านั้นกลับไม่สนใจ ทำให้เฉินหลงต้องลงมือตามหาลูกเมียเอง… บอกเลยว่า สำหรับแฟนเฉินหลงไม่มีผิดหวังแน่นอน ถึงแม้เฮียแกจะอายุมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความเก๋าลดลงเลย

ความยาวภาพยนตร์ : 1 ชั่วโมง 45 นาที

 

TOP 10 ซีรีส์ ที่คนไทยนิยมดูมากที่สุด

อันดับ 1 IT’S OKAY TO NOT BE OKAY

ยังอยู่ที่อันดับ 1 เหมือนเดิมค่ะใน Top 10 ซีรีส์ กับ IT’S OKAY TO NOT BE OKAY  เรื่องราวความรักสุดแปลกของ มุนคังแท (คิมซูฮยอน) ชายหนุ่มรูปงาม ทำงานเป็นผู้ดูแลในแผนกจิตเวช ซึ่งตัวเค้าเองไม่เคยเชื่อในความรักและใช้ชีวิตอยู่บนความกดดันและเจ็บปวดมาโดยตลอด อีกทั้งยังอุทิศตนดูแลพี่ชายที่พิการอีกด้วย ขณะที่ ซอเยจี เป็นนักเขียนสุดเย็นชาที่มีนิสัยต่อต้านสังคม แล้วเรื่องราวสุดมึนตึงจะดำเนินไปในทิศทางใด ต้องมาดูกันเองในวันเสาร์ อาทิตย์ เวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ปล. นางเอกสวยม๊ากก ชุดคือปังทุกฉาก แถมรุกหนักมากด้วย

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : ตอนนี้มีแค่ 4 ตอน

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 14 นาที

 

อันดับ 2 SNOWPIERCER (เวอร์ชั่นล่าสุด)

ตามมาติดๆในอันดับ 2 ค่ะ กับ Snowpiercer อีก 1 ซีรีส์ที่น่าติดตามจากผลงานชิ้นโบว์แดงของ บงจุนโฮ ผู้กำกับ Parasite โดยเนื้อเรื่องตอนนี้ บอกเลยว่าเข้มข้นขึ้นเรื่องๆจริงๆค่ะ เรื่องราวของมหันตภัยวันสิ้นโลกที่จะเกิดขึ้นในอีก 18 ปีข้างหน้า หลังจากที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ ทำให้เกิดน้ำแข็งปกคลุมทั่วโลก  ซึ่งก็มีเพียงรถไฟสายพิเศษที่ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำทำให้วิ่งโดยไม่หยุดพักขบวนนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ทุกคนรอดได้ แต่ยังโหดร้ายไม่พอ เพราะยังมีเรื่องความอดอยาก และการแบ่งชนชั้นทางสังคมบนรถอีกด้วย บอกเลยว่า ซี๊ด! ค่ะ

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 7

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) : 45 นาที

 

อันดับ 3 MYSTIC POP- UP BAR

ยังอยู่ที่อันดับ 3 เหมือนเดิม กับ MYSTIC POP- UP BAR ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งมายา ที่อยู่ในบาร์ลึกลับอันน่าพิศวงแห่งนี้ ซึ่งตอนนี้ตัวซีรีส์ก็ได้จบบริบูรณ์เป็นที่เรีบร้อยแล้ว แต่กระแสตอบรับจากผู้ชมก็ยังคงดีอยู่ เรื่องราวของ วอลซู หญิงสาวที่ต้องโทษจากการลบหลู่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นผู้สะสางความแค้นจากฝันของคนที่ผ่านไปมาเป็นเวลา 500 ปี จนถึงตอนนี้เหลือเพียงแค่อีก 10 คนเท่านั้นก็จะบรรลุเป้าหมายในภารกิจแล้ว แต่กว่าจะครบนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะค่ะ

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : ตอนนี้มีแค่ 12 ตอน

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 8 นาที

 

อันดับ 4 GUARDIAN : THE LONELY AND GREAT GOD (GOBLIN)

ตามมาด้วยอันดับ 4 ในอาทิตย์นี้ก็ยังอยู่ที่อันดับเดิม กับ Goblin คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ ซีรีส์ในตำนานของใครหลายๆคน เรื่องราวของนักรบหน้าหล่อ (กงยู) ที่ถูกสาปให้กลายเป็นผู้พิทักษ์วิญญาณ และต้องมีชีวิตยาวนานถึง 900 ปี สุดจะทรมานเพราะไม่ตายซักที แถมมีดาบปักอยู่ที่อกตลอดเวลา ซึ่งถ้าอยากถอนคำสาปนี้ ก็ต้องไปตามหาเจ้าสาวของตัวเองมาดึงดาบออกให้ได้ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะว่าเธอเห็นความตายล่วงหน้าได้ จึงทำให้เธอสามารถหนียมทูตได้นานถึง 10 ปี

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 16

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 15 นาที

 

อันดับ 5 THE KING

ยังคงอยู่ที่อันดับ 5 ค่ะ กับ The King ซีรีส์แนวโรแมนติกแฟนตาซีที่เกี่ยวกับโลกคู่ขนาน ซึ่งถึงแม้จะจบบริบูรณ์ไปได้ซักระยะแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถมูฟออนจากลีมินโฮ หรือ เจ้าชายอีกนได้จริงๆค่ะ เรื่องราวของเจ้าชายรูปงามที่ได้มีเหตุต้องข้ามมิติที่เป็นโลกคู่ขนานมาพบกับ จองแทกึล ตำรวจสาวที่เคยช่วยชีวิตเค้าไว้เมื่อ 25 ปีก่อน อีกทั้งยังมีปริศนามากมายเกี่ยวกับตัวทุกตัวละครซ่อนไว้ รอให้ทุกคนไปหาคำตอบอยู่ …เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้ใน Netflix ทั้ง 16 ตอนได้แล้ววันนี้

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : ตอนนี้มีแค่ 16 ตอน

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง 12 นาที

 

อันดับ 6 Black Clover

ในสัปดาห์นี้มีอนิเมะติดอันดับกับเค้าด้วย กับเรื่อง Black Clover เมื่อเด็กกำพร้าทั้งสองคนที่ถูกเลี้ยงมาด้วยกันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนนึงมีพลังวิเศษ สามารถใช้เวทมนต์ได้ ส่วนอีกคนไม่มีอะไร ยอกจากความขยัน หมั่นฝึกฝนเพื่อที่จะได้เป็นจักรพรรดิแห่งเมืองเวทย์มนต์ให้ได้ แล้วมันจะเป็นยังไงต่อไป ต้องไปติดตามใน Netflix นะคะ

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 51

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :   23 นาที

 

อันดับ 7 Dark

มหากาพย์ซีรีส์ที่มีความซับซ้อนสูง ที่ตอนนี้มีให้เราดูถึง 3 ซีซัน เรื่องราวของเมืองอาถรรพ์เมืองนึงที่ชื่อว่า วินเดน ซึ่งถ้าใครที่ได้อาศัยอยูู่ ในทุกๆ 33 ปี จะมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งทุกตัวละครหลักในเรื่องนี้ในแต่ละคน จะมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเป็นกุญแจเปิดประตูสำคัญที่จะทำให้ชวนน่าติดตามเนื้อเรื่องจนจบ แถมยังมีความลับอีกมากมาย รอให้ผู้ชมไปร่วมแก้ไขอยู่

จำนวนซีซั่น : 3

จำนวนตอน : 26

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :   50 นาที

 

อันดับ 8 DOCTOR PRISONER

ลงมาอยู่ที่อันดับ 8 แล้วค่ะ ในสัปดาห์นี้ กับ DOCTOR PRISONER ซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนที่เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและทางการแพทย์ของประเทศเกาหลี เมื่อกฎหมายไม่สามารถทำอะไรคนเลวได้ ก็ต้องใช้อำนาจที่เหนือกว่าเข้าสู้ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับหมอที่ถูกกล่าวหา จนกลายไปเป็นนักโทษ ด้วยความแค้นที่สะสมมา บวกกับความเก่งเพราะอาชีพหมอ ทำให้เกิดเป็นการล้างแค้นสุดมันที่ฟาดฟันกันด้วยมันสมองอย่างมีชั้นเชิง

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 16

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง

 

อันดับ 9 คนเก่งฟ้าประทาน

การ์ตูนดังจากยุค 90 ซึ่งตอนนี้ทาง Netflix เค้าก็มีให้ชมได้ครบถึง 4 ภาค ภาคแรกคือ นักสืบโลกวิญญาณ เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้เป็นนักสืบโลกวิญญาณ ถัดมาเป็นภาค งานประลองโลกมืด , โลกสีดำ และสุดท้ายสามราชาโลกปิศาจ บอกเลยว่า คลาสสิคสุดๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ มีเวลาก็สามารถนอนดูยาวๆได้เลยค่ะ

จำนวนซีซั่น : 4

จำนวนตอน : 112

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  23 นาที

 

อันดับ 10 Twogether

ปิดท้าย Top 10 ซีรีส์ด้วยรายการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ Twogether นำทีมโดย ลี ซึงกิ นักร้องดังจากฝั่งเกาหลีใต้ และ แจสเปอร์ หลิว นักแสดงดังจากไต้หวัน ที่ได้รับภารกิจ พาทุกคนมาชมสถานที่ท่องเที่ยว วิถีชีวิตของทางฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามที่แฟนคลับแนะนำ (ทำบุญด้วยอะไร) แถมยังมาถ่ายทำในประเทศไทยบ้านเราด้วยนะ 😀  ถ้าหากเบื่อๆ ไม่อยากดูหนัง หรือซีรีส์ รายการนี้ก็ถือว่าเพลินใช้ได้อยู่นะคะ

จำนวนซีซั่น : 1

จำนวนตอน : 8

ความยาวแต่ละตอน(เฉลี่ย) :  1 ชั่วโมง

 

และนี่ก็คือ 30 อันดับหนังและซีรีส์ใน Netflix ที่คนไทยนิยมดูมากสุดประจำวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563 ที่เราได้รวบรวม และนำมาให้ทุกคนได้ชมกันอย่างจุใจ มีทั้งเรื่องเก่า เรื่องใหม่ ของไทยและของต่างประเทศ ส่วนสัปดาห์ถัดไปจะมีเรื่องอะไรใหม่ ก็ต้องมาติดตามกันในวันศุกร์หน้า และถ้าหากถูกใจเรื่องไหนก็อย่าลืมคอมเมนต์มาบอกกันด้วยนะคะ

from:https://droidsans.com/30-top-movies-series-netflix-thailand-3rd-of-july-2020/

ลือ…อาจได้เห็น Google Glass รุ่นใหม่ หลัง Google ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตแว่นตาอัจฉริยะ North

เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา Google ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ North บริษัทผลิตอุปกรณ์จำพวก wearable สัญชาติแคนาดา ทำให้มีการคาดเดากันว่า Google อาจกำลังซุ่มพัฒนา Google Glass รุ่นต่อไปอยู่หรือไม่

ตามรายงานแล้ว การซื้อ-ขายครั้งนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยมูลค่าออกมาแต่อย่างใด แต่จากรายงานของ The Globe and Mail เมื่อเดือนที่แล้ว ได้คาดการณ์มูลค่าเอาไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านเหรียญ หรือประมาณ 5.6 ล้านล้านบาท

Google เรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกยุคแรก ๆ ในการผลิตแว่นตาอัจฉริยะลักษณะนี้ โดยมันจะมีการใช้เทคโนโลยี AR ที่จะผสานภาพกราฟิกต่างๆ เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งจะแสดงผลผ่านกระจกปริซึมของแว่นตา (เหมือนกับ J.A.R.V.I.S. ของ Iron Man นั่นแหละครับ) และถ้าใครยังจำกันได้ Google Glass รุ่นแรก ได้เปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2012 แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วไปเท่าไหร่นัก และหลังจากนั้น Google ก็ได้เปิดตัวรุ่นสำหรับองค์กรตามมา ในชื่อ Google Glass Enterprise Edition ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับลูกค้าระดับองค์กรที่เน้นในการใช้งานจริง ๆ เพื่อแข่งกับ HoloLens ของทาง Microsoft

Google Glass ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน Google I/O ตั้งแต่เมื่อปี 2012

ในการเข้าซื้อกิจการ North ในครั้งนี้ Google ได้ให้ความเห็นว่า ทางบริษัทจะหันไปให้ความสำคัญกับ ambient computing หรือก็คือ การประมวลผลที่อาศัยการรับคำสั่งจากสิ่งที่อยู่รอบตัว แต่ให้คอมพิวเตอร์ทำงานอยู่เบื้องหลัง

Focals แว่นตาอัจฉริยะจาก North

ส่วนทางด้าน North ที่ถูก Google ซื้อไปแล้วนั้น ก็ได้ยุติการจำหน่ายแว่นตาอัจฉริยะของตัวเองอย่าง Focals ผ่านทางหน้าเว็บเป็นที่เรียบร้อยแล้วในตอนนี้ (และหน้าเว็บในส่วนของ Focals ก็เข้าไม่ได้แล้วด้วย) ทำให้เป็นที่น่าจับตาว่า Google อาจจะเปิดตัว Google Glass รุ่นใหม่เพื่อเตรียมมาแข่งกับ Apple Glasses ที่มีข่าวหลุดออกมาเรื่อย ๆ ว่าจะเปิดตัวในอีกไม่นานนี้นั่นเองครับ

 

ที่มา : Google, North จาก CNBC

from:https://droidsans.com/google-acquires-north/

Google ลบ 25 แอปอันตรายออกจาก Play Store หลังพบสามารถขโมย Password บัญชี Facebook ได้

ถึงแม้ว่า Google จะเข้มงวดกับเหล่าแอปที่อยู่ใน Play Store และพยายามจะคัดเลือกเฉพาะแอปที่ปลอดภัยมาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันอย่างสบายใจ แต่ก็ยังไม่วาย มีเหล่าแฮกเกอร์ที่พยายามหาช่องโหว่เข้ามาโจมตีกันได้อยู่เรื่อยๆ โดยล่าสุดได้มีการค้นพบ 25 แอปอันตรายใน Play Store ที่มีความสามารถประเภท Phishing หลอกเอา Password ของบัญชี Facebook จากผู้ใช้งานได้แบบเนียนๆ 

แอปอันตรายทั้ง 25 แอปดังกล่าว ถึงแม้ว่าตอนนี้ทาง Google จะลบออกไปจาก Play Store หมดแล้ว แต่ผู้ที่เคยดาวน์โหลดไปติดตั้งมาก่อนนี้ ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะโดนขโมยบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์คได้อยู่ โดยมีรายงานว่าแอปทั้ง 25 แอป มียอดดาวน์โหลดจากทั่วโลกไปแล้วกว่า 2.34 ล้านครั้ง

การทำงานของแอปอันตรายเหล่านี้ จะมีการฝังโค้ดเอาไว้ในตัวแอป ซึ่งหากติดตั้งลงเครื่องในตอนแรกจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตัวแอปจะทำงานทันทีหากมีการเปิดแอป Facebook ขึ้นมา โดยมันจะสร้างหน้าต่างสำหรับ Log in เด้งขึ้นมาซ้อนบนหน้าจอแอป Facebook อีกที และหากผู้ใช้งานไม่เอะใจว่าทำไมต้องมา Log in อีกครั้ง แล้วใส่ทั้ง E-Mail และ Password ของตัวเองเข้าไป ก็เสร็จโจรทันที เพราะข้อมูลพวกนั้นจะถูกส่งไปให้แฮกเกอร์ที่สร้างแอปนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าหน้า Log in ปลอมนั้น เนียนจนแยกไม่ออกเลยทีเดียว

หน้าจอ Log in ปลอมที่เนียนจนแยกไม่ออก

ส่วนรายชื่อแอปอันตรายทั้ง 25 แอป ก็มีตามนี้เลยครับ

  1. Super Wallpapers
  2. Flashlight
  3. Padenatef
  4. Wallpaper Level
  5. Contour Level wallpaper
  6. iPlayer & iWallpaper
  7. Video Maker
  8. Color Wallpapers
  9. Pedometer
  10. Powerful Flashlight
  11. Super Bright Flashlight
  12. Super Flashlight
  13. Solitare Game
  14. Accurate scanning of QR code
  15. Classic card game
  16. Junk file cleaning
  17. Synthetic Z
  18. File Manager
  19. Composite Z
  20. Screenshot Capture
  21. Daily Horoscope Wallpapers
  22. Wuxia Reader
  23. Plus Weather
  24. Anime Live Wallpaper
  25. Health Step Counter

ถ้าใครที่เห็นว่าเคยดาวน์โหลดแอปในรายชื่อดังกล่าวมาติดตั้ง ก็ให้รีบลบทิ้งทันที หรือถ้าใครจำไม่ได้ว่าเคยดาวน์โหลดมาแล้วรึเปล่า ก็ไปเปลี่ยน Password บัญชี Facebook เพื่อความชัวร์ก็ดีเหมือนกันครับ

 

ที่มา : ZDNet

from:https://droidsans.com/google-ban-25-dangerous-apps-from-play-store/

มาแล้ว…Reon Pocket แอร์ติดเสื้อจาก Sony ลดอุณหภูมิได้ราว 13° เคาะราคารวมทั้งชุดราว 4,300 บาท

Sony เริ่มวางจำหน่าย Reon Pocket ซึ่งเป็น Gadget ที่ถือว่าเหมาะสุดๆ กับการใช้ชีวิตในประเทศไทย เพราะมันเป็นแอร์ติดเสื้อเครื่องจิ๋ว ที่เคลมว่าสามารถลดอุณหภูมิลงไปได้กว่า 13° เซลเซียส หรือถ้าไปเที่ยวที่หนาวๆ ก็สามารถเพิ่มอุณหภูมิขึ้นมาได้ 8° เซลเซียส เรียกว่าจะสภาพอากาศแบบไหน ก็น่ามีติดตัวเอาไว้ซักเครื่องจริงๆ

สเปคของ Reon Pocket ตัวอุปกรณ์มีขนาดอยู่ที่ 54 x 20 x 116 มม. ลักษณะจะคล้ายๆ เมาส์ตัวแบนๆ เล็กๆ มีน้ำหนักแค่ 85 กรัม เท่านั้น โดยการใช้งานจะต้องเชื่อมต่อกับแอปมือถือ Android หรือ iOS ผ่าน Bluetooth 5.0 จากนั้นก็เอาเจ้า Reon Pocket ไปเสียบไว้ที่ช่องบนเสื้อซึ่งออกแบบมาสำหรับใช้งานคู่กันโดยเฉพาะ

Reon Pocket ไม่ได้ใช้การเป่าความเย็น หรือร้อน ออกมาด้วยพัดลมนะครับ แต่มันใช้หลักการแบบ Peltier Effect ซึ่งมีการทำงานแบบแผ่นแปะที่ให้ความร้อน หรือความเย็นได้ โดยผู้ใช้สามารถปรับอุณหภูมิผ่านแอปเอานั่นเอง

ตัวเครื่อง Reon Pocket มีราคาอยู่ที่ 13,000 เยน หรือราวๆ 3,800 บาท โดยจะต้องใช้งานคู่กับเสื้อยืดที่ออกแบบมาให้ใช้คู่กัน มีราคาอยู่ที่ 1,800 เยน หรือราวๆ 520 บาท (มีสีขาว และสีน้ำตาลอ่อน) ซึ่งเสื้อดังกล่าวจะมีช่องสำหรับใส่ Reon Pocket อยู่ตรงบริเวณคอด้านหลัง

ใครสนใจก็เข้าไปเยี่ยมชมกันได้ที่เว็บไซต์ของ Sony ของประเทศญี่ปุ่นได้เลย (ไม่แน่ใจว่ามีส่งสินค้านอกประเทศรึเปล่านะครับ) ส่วนตัวคิดว่าเป็น Gadget ที่เหมาะกับบ้านเรามากๆ ถ้าสมมุตว่า Sony ประเทศไทยเอามาขาย น่าจะมีคนสนใจเยอะเลยล่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : Sony

from:https://droidsans.com/reon-pocket-sony-air-conditioned-shirt/