คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

Square Enix เผยเทรลเลอร์เกมมือถือ Final Fantasy VII The First Soldier และ Final Fantasy VII Ever Crisis

เซอร์ไพรส์แฟนเกมมือถือสุด ๆ เมื่ออยู่ ๆ ค่ายดังอย่าง Square Enix ก็ปล่อยคลิปเทรลเลอร์เกม Final Fantasy สำหรับ Android และ iOS ออกมาพร้อมกันทีเดียว 2 เกม คือ Final Fantasy VII The First Soldier (เกมแนว Battle Royale) และ Final Fantasy VII Ever Crisis (เกมแนว RPG เหมือนต้นฉบับ) โดยเกมแรกมีแผนเปิดตัวภายในปีนี้ และเกมที่ 2 จะตามมาภายในปี 2022

ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรไปมากกว่าคลิปวิดีโอตัวอย่างของทั้ง 2 เกมเลย แต่ดูแล้วก็พอจะรู้ว่า Final Fantasy VII The First Soldier เป็นเกมแนว Battle Royale โดยเหตุการณ์ในเกมนี้จะเกิดขึ้นในเมือง Midgar (ช่วงเวลาก่อนเนื้อเรื่องหลักของ Final Fantasy VII) ซึ่งการเล่นก็จะคล้าย ๆ กับเกม Battle Royale คือปล่อยผู้เล่นหลาย ๆ คนไว้ในแผนที่เดียวกัน จากนั้นก็ไล่เก็บอาวุธมาซัดกันจนเหลือผู้รอดชีวิตคนเดียว หรือทีมเดียว

แต่ถ้าแค่เอาปืนไล่ยิงกัน มันก็จะไม่ใช่เกม Final Fantasy แน่นอน…ตัวเกมก็เลยใส่ฟีเจอร์อื่น ๆ เข้ามาให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาถาทั้ง Support และโจมตี, การโจมตีระยะใกล้ด้วยดาบ หรือหมัดลุ่น ๆ, คาถาอัญเชิญสัตว์อสูร ฯลฯ แถมยังมีการขี่เจ้านกโจโคโบะแทนการใช้ยานพาหนะทั่วไปอีกต่างหาก เรียกว่าครบรส Final Fantasy เลยล่ะ

ส่วนเกม Final Fantasy VII Ever Crisis ก็ยังคงไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเช่นกัน แต่ดูจากเทรเลอร์แล้วก็เข้าใจได้ว่าตัวเกมน่าจะคล้าย ๆ กับ Final Fantasy VII ภาคต้นฉบับที่มีรุปแบบการเล่น RPG สไตล์ญี่ปุ่น ที่เวลาเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะใช้มุมกล้องจากด้านบนเยื้องลงมา และพอเข้าสู่ฉากต่อสู้ก็เปลี่ยนมุมมองเป็นแบบ Close up พร้อมกับเปลี่ยนกราฟิกให้ดูจริงจังขึ้น เพื่อที่จะได้โชว์ความเทพของตัวละครเวลาใช้ท่าโจมตี

Final Fantasy VII Ever Crisis จะรวมเนื้อเรื่องของซีรีส์ภาคนี้เอาไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น FF VII, FF VII Advent Children, FF VII Before Crisis, FF VII Crisis Force และ FF VII Dirge of Cerberus

ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดการแบบเป๊ะ ๆ ออกมาว่า Final Fantasy VII The First Soldier จะเปิดตัวในช่วงไหนของปี 2021 และ Final Fantasy VII Ever Crisis ในช่วงปี 2022 ด้วย…เอาเป็นว่าถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมแล้วเราจะเอามาอัปเดตให้เรื่อย ๆ นะครับ

 

ที่มา : TouchArcade

from:https://droidsans.com/square-enix-revealed-ffvii-the-first-soldier-ffvii-ever-crisis/

Hands-on | ลองของจริง OPPO X 2021 สมาร์ทโฟนขยายจอได้ พร้อมอธิบายกลไกจอม้วนแบบเจาะลึก

หลังจากเปิดตัวจริงพร้อมให้ลองสัมผัสไปในงาน MWC 2021 Shanghai ไปแล้ว ตอนนี้เครื่อง OPPO X 2021 ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยให้เราได้ไปเห็นด้วยตาว่านวัตกรรม Rollable Phone หรือจอที่ม้วนได้นั้นมันเป็นของจริง ไม่ใช่กิมมิกเอามาโชว์เล่นๆ แน่นอน

สัมผัสมือถือจอม้วน OPPO X 2021

OPPO X 2021 มาพร้อมกล่องที่ดูหรูหรามากๆ แค่เปิดฝามันก็จะดันตัวเครื่องให้ลอยขึ้นมาได้เลย เรียกว่าดูดีตั้งแต่กล่องแล้ว

ขนาดของมันก็พอๆ กับสมาร์ทโฟนรุ่นท็อป ที่มาพร้อมกับจอขนาดใหญ่ๆ 6.7 นิ้ว แต่ด้วยกลไกในการเลื่อนหน้าจอได้ ทำให้ตัวเครื่อง X 2021 อาจจะดูหนากว่าหลายๆ รุ่นเล็กน้อย ปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นทำหน้าที่มากกว่าสแกนลายนิ้วมือ เพราะมันยังเอาไว้รับคำสั่งในการสไลด์เพื่อเลื่อนหน้าจอที่ม้วนเก็บไว้ออกมาด้วย

จากขนาดหน้าจอสมาร์ทโฟนปกติ 6.7 นิ้วทั่วไป ก็สามารถขยายออกเป็นหน้าจอในรูปแบบกึ่งแท็บเล็ตได้

เมื่อหน้าจอเลื่อนออกมาจนหมดแล้ว ก็จะกลายเป็น 7.4 นิ้ว คือเต็มไม้เต็มมือมากขึ้น ส่วนของ UI และคอนเทนต์บนหน้าจอก็ปรับสเกลตามโดยอัตโนมัติ

แล้วหน้าจอที่ม้วนเก็บไว้ มันอยู่ตรงไหน ? ขอบจอด้านซ้ายนี่แหละครับ ทีมีแกนหมุนพร้อมม้วนจอเก็บเข้าไป หรือเลื่อนเพื่อขยายออกมา

ถ้าสังเกตุจากด้านล่าง จะเห็นแกนที่ว่านั่นชัดเจน ส่วนด้านขวาแถวๆ USB C ที่เหมือนจะเป็นคนละชิ้นนั่นคือส่วนที่จะขยับออกไปเมื่อหน้าจอมีการขยาย

เมื่อหมุนเลื่อนออกมา ด้านในก็มีโครงสร้างที่รองรับตัวเครื่องและส่วนของหน้าจอเอาไว้แล้วทำให้ยังคงความแข็งแรงทนทานเอาไว้ได้เหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน

อันนี้เป็นมุมจากด้านบนครับ คือเหมือนกับภายในเครื่องของ OPPO X 2021 มันมีไส้ในอยู่อีกชิ้นนั่นเอง

ด้านหลังของเครื่องเมื่อขยายออกก็จะเป็นแบบนี้ครับ ทาง OPPO ก็มีลูกเล่นในการออกแบบให้ดูไม่แข็งจนเกินไปด้วยสโลปและสีเงินบริเวณของโมดูลกล้อง ซึ่งตัวกล้องหลังแน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ไฮไลท์ของรุ่นนี้ แต่ก็ยังเลือกใช้เทคโนโลยีกล้อง Dual ToF ในการใช้ร่วมกับระบบ AR และ VR เพื่อนำไปต่อยอดกับเทคโนโลยีในอนาคต

ดูจากภาพนิ่งอาจจะไม่เก็ตเท่าไหร่ ยังไงลองไปดูคลิปที่ droidsans ได้ไปลองสัมผัส OPPO X 2021 ตัวเป็นมาแล้วได้ครับ

 

จอม้วน OPPO X 2021 มีกลไกในการทำงานอย่างไร

ส่วนนี้ทาง OPPO ปล่อยคลิปวิธีการทำงานของกลไกใน OPPO X 2021 สมาร์ทโฟนจอม้วนได้ โดยเผยให้เห็นการทำงานของกลไกในระหว่างการยืดหดของหน้าจอจากขนาด 6.7 นิ้วขยายไปเป็น 7.4 นิ้ว ได้แบบไร้รอยต่อ

ซึ่งจะมีการใช้กลไกแบบ Roll Motors สองตัว พร้อมใช้ที่เป็นวัสดุแบบ Wrap Track ลามิเนตที่บางเพียง 0.1 มม. โดยตัวลามิเนตนั้นเป็นวัสดุที่มีความบางแต่แข็งแรงมาก เพราะทำจากโลหะที่มีความแข็งแรงสูงพร้อมรองรับตัวหน้าจอได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่หน้าจอยืดหรือหดได้มีการใช้แผ่นโลหะ 2 ชิ้น (Fixed Flame และ Sliding Flame) เลื่อนผ่าน Roll Motors ทำให้หน้าจอยืดหดได้แบบลื่นไหลไม่สะดุด

ตัวหน้าจอ OLED นั้นถูกม้วนเก็บไว้ที่แกนขนาด 6.8 มิลิเมตร ซึ่งทำให้หน้าจอนั้นมาสามารถแสดงผลได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเลื่อนเข้าออกนับ 100,000 ครั้ง

ในคลิปนี้ของ OPPO ก็ได้อธิบายการทำงานทุกส่วนของกลไล Rollable Phone เอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ

from:https://droidsans.com/hands-on-preview-oppo-x-2021/

เปิดตัว Redmi K40 Series เรือธง Snapdragon 888, กล้อง 108MP, จอ AMOLED 120Hz ราคาไม่ถึง 20,000 บาท

มือถือซีรีส์เรือธงสเปคแรงแต่ราคาไม่แรงอย่าง Redmi K40 Series ได้ฤกษ์เปิดตัวกันแล้ว คราวนี้มาพร้อมกันถึง 3 รุ่น คือ Redmi K40, K40 Pro และ K40 Pro+ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละรุ่นอัดฟีเจอร์ + สเปคมาให้แบบเต็มเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ AMOLED 120Hz, กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 108MP, ชิป Snapdragon 888 ฯลฯ โดยตัวท็อปมีราคาอยู่ที่ 3699 หยวน หรือราว ๆ 17,320 บาทเท่านั้นเอง

สำหรับ Redmi K40 ทั้ง 3 รุ่น มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกัน แต่จะมีสเปคบางส่วนที่ต่างกันออกไป หลัก ๆ ก็คือชิปประมวลผล และกล้องหลังนั่นเองครับ

หน้าจอ OLED รีเฟรชเรท 120Hz

Redmi K40 ทั้ง 3 รุ่น ใช้พาเนลหน้าจอแบบ OLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+ มีรีเฟรชเรทสูง 120Hz แถมยังมี Touch Sampling สูงลิ่วถึง 360Hz ทำให้เหมาะสุด ๆ สำหรับใช้เล่นเกมที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว แตะปุ๊บหันปั๊บ แตะปุ๊บยิงปั๊บ ไม่มีหน่วงให้เสียจังหวะ

หน้าจอครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 5 เพิ่มความทนทานต่อแรงขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน และถึงแม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะใช้จอแบบ OLED แต่ว่าเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือไม่ได้ถูกฝังไว้ใต้จอนะครับ เพราะไปอยู่รวมกับปุ่ม Power ด้านข้างเครื่องแทน

ชิปตัวแรง Snapdragon 8 Series

Redmi K40 Pro และ K40 Pro+ ใช้ชิปเรือธงรุนล่าสุดอย่าง Snapdragon 888 ที่หายห่วงเรื่องความเร็วแรงไปได้เลย เพราะสามารถใช้งานทุกอย่างได้แบบลื่น ๆ ไม่ว่าจะดูหนังความละเอียดสูง หรือจะเล่นเกมกราฟิกโหด ๆ ก็ตาม

ส่วนน้องเล็กสุด Redmi K40 ถึงแม้จะไม่ได้ชิปตัวท็อปเหมือนรุ่นพี่ แต่ก็มากับ Snapdragon 870 ที่คงความแรงในการใช้งานต่าง ๆ เอาไว้แบบไม่น้อยหน้ากันมากนัก เพราะชิปดังกล่าวเป็นรุ่นอัปเกรดจาก Snapdragon 865+ ซึ่งเป็นระดับเรือธงของปีที่แล้วนั่นเอง ทำให้ยังใช้งานทุกอย่างได้ลื่น ๆ อีกเช่นกัน

กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 108MP

รุ่นพี่ใหญ่ Redmi K40 Pro+ มีกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว กล้องหลักใช้เซ็นเซอร์ ISOCELL HM2 ขนาด 1/1.52″ มีความละเอียดสูง 108MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Telephoto macro ความละเอียด 5MP ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ระดับ 8K 30fps และถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่นได้ที่ FHD 960fps

Redmi K40 Pro มีกล้องหลักเซ็นเซอร์ IMX686 ความละเอียด 64MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Telephoto macro ความละเอียด 5MP ถ่ายวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 8K 30fps อีกเช่นกัน

ส่วนน้องเล็กสุด Redmi K40 มากับกล้องหลักเซ็นเซอร์ IMX582 ความละเอียด 48MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Telephoto macro ความละเอียด 5MP และสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดในระดับเดียวกับรุ่นพี่คือ 8K 30fps

แบตเตอรี่ และระบบชาร์จไว

Redmi K40 Series ให้แบตเตอรี่มาเท่ากันที่ 4520 mAh รวมถึงระบบชาร์จไวที่ระดับ 33W ที่ใช้เวลาในการชาร์จจาก 0% – 100% แค่ 52 นาทีเท่านั้นเอง

สเปค Redmi K40 / K40 Pro / K40 Pro+

สเปค Redmi K40 Redmi K40 Pro Redmi K40 Pro+
หน้าจอ OLED ขนาด 6.67 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz OLED ขนาด 6.67 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz OLED ขนาด 6.67 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
CPU Snapdragon 870 Snapdragon 888 Snapdragon 888
GPU Adreno 650 Adreno 660 Adreno 660
RAM (LPDDR5) 6GB / 8GB / 12GB 6GB / 8GB 6GB / 8GB / 12GB
ความจุ (UFS 3.1) 128GB / 256GB 128GB / 256GB 256GB
กล้องหลัง – กล้องหลัก 48MP
– Ultrawide 8MP
– Telephoto macro 5MP
– กล้องหลัก 64MP
– Ultrawide 8MP
– Telephoto macro 5MP
– กล้องหลัก 108MP
– Ultrawide 8MP
– Telephoto macro 5MP
กล้องหน้า 20MP 20MP 20MP
การเชื่อมต่อ  Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, IR Blaster, BT 5.1 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, IR Blaster, BT 5.2 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, IR Blaster, BT 5.2
เซ็นเซอร์ Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass, color spectrum, barometer Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass, color spectrum, barometer Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass, color spectrum, barometer
ระบบเสียง ลำโพงสเตอรีโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. ลำโพงสเตอรีโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. ลำโพงสเตอรีโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP53 IP53 IP53
แบตเตอรี่ 4520 mAh, ชาร์จไว 33W 4520 mAh, ชาร์จไว 33W 4520 mAh, ชาร์จไว 33W
ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 12 Android 11 ครอบด้วย MIUI 12 Android 11 ครอบด้วย MIUI 12
ขนาด / น้ำหนัก 163.7 x 76.4 x 7.8 มม. / 196 กรัม 163.7 x 76.4 x 7.8 มม. / 196 กรัม 163.7 x 76.4 x 7.8 มม. / 196 กรัม

ราคา

Redmi K40

  • Redmi K40 (6GB / 128GB) : ราคา 1999 หยวน หรือประมาณ 9,360 บาท
  • Redmi K40 (8GB / 128GB) : ราคา 2199 หยวน หรือประมาณ 10,300 บาท
  • Redmi K40 (8GB / 256GB) : ราคา 2499 หยวน หรือประมาณ 11,700 บาท
  • Redmi K40 (12GB / 256GB) : ราคา 2699 หยวน หรือประมาณ 12,630 บาท

Redmi K40 Pro

  • Redmi K40 Pro (6GB / 128GB) : ราคา 2799 หยวน หรือประมาณ 13,100 บาท
  • Redmi K40 Pro (8GB / 128GB) : ราคา 2999 หยวน หรือประมาณ 14,000 บาท
  • Redmi K40 Pro (8GB / 256GB) : ราคา 3299 หยวน หรือประมาณ 15,450 บาท

Redmi K40 Pro+

  • Redmi K40 Pro+ (12GB / 256GB) : ราคา 3699 หยวน หรือประมาณ 17,315 บาท

Redmi K40 Series จะเริ่มวางจำหน่ายในจีนตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนประเทศโซนอื่น ๆ รวมถึงบ้านเราคาดว่าจะวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ POCO (อาจใช้ชื่อรุ่นว่า POCO F3 หรือ POCO F3 Pro) แต่ราคาจะเปิดมาได้เร้าใจเหมือนในจีนหรือไม่…ต้องมารอลุ้นกันอีกทีครับ

 

ที่มา : AndroidAuthority, GSMArena, 91mobiles

from:https://droidsans.com/redmi-k40-series-officially-announced-china/

Qualcomm โดนฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 500 ล้านปอนด์ หลังเป็นต้นเหตุที่ทำให้สมาร์ทโฟนมีราคาสูงขึ้น

Qualcomm บริษัท Semiconductor ชื่อดังที่ส่วนมากเรามักจะรู้จักผ่านชื่อของชิปเซ็ต Snapdragon ซีรีส์ต่างๆ ล่าสุดพวกเขาก็งานเข้าซะแล้ว เพราะโดนหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเกือบๆ 500 ล้านปอนด์ โทษฐานทำตัวผูกขาดตลาด

Which? หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเจ้าใหญ่ของเกาะอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยว่า Qualcomm ได้ใช้อำนาจในทางการตลาดของตนเอง บีบขึ้นราคาสิทธิบัตรและสินค้าต่างๆ พร้อมขายให้กับ Apple และ Samsung ในราคาสูงกว่าที่มันควรจะเป็น ซึ่งแน่นอนว่าพอ Apple และ Samsung ต้องซื้อสิทธิบัตรที่แพงๆ มา ย่อมส่งผลให้ราคามือถือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ราคาแพงขึ้นตาม โดยคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ผู้บริโภคตาดำๆ อย่างเรานั่นเอง

โดย Which? ได้ออกมาเรียกร้องต่อศาลให้ Qualcomm จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินกว่า 482.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปแจกจ่ายให้กับผู้บริโภคชาวบริทิชที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรมครั้งนี้ เฉลี่ยจะได้เงินค่าชดเชยจาก Qualcomm กันคนละประมาณ 17 – 30 ปอนด์ ขึ้นอยู่กับจำนวนและประเภทของสินค้าที่ซื้อไป และต้องซื้อสินค้าจาก Apple และ Samsung หลังวันที่ 1 ตุลาคม 2015 เท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่ Which? ได้ฟ้องต่อศาลเกี่ยวกับการผูกขาดตลาดของ Qualcomm ก็คือ

  • Qualcomm ปฏิเสธที่จะขายสิทธิบัตรบางส่วนให้กับบริษัทคู่แข่ง
  • Qualcomm ปฏิเสธที่จะขายชิปให้ผู้ผลิตมือถือ หากบริษัทนั้นๆ ไม่จ่ายค่าต๋งให้กับพวกเขา

อย่างไรก็ดี หาก Which? ชนะคดีขึ้นมา ทาง Qualcomm ก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินเกือบๆ 500 ล้านปอนด์ ซึ่งแม้ว่าสำหรับเราๆ จะดูเหมือนเป็นจำนวนที่เยอะมากๆ แต่ถ้ามองในมุมของ Qualcomm แล้ว ตัวเลขนี้ถือว่าน้อยมากๆ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดของปี 2020 ที่ผ่านมา เพียงแค่ 2.8% เท่านั้น

 

ที่มา: engadget | CNBC

 

from:https://droidsans.com/qualcomm-faces-fine-almost-500-million-pounds-responsible-price-hike/

Xiaomi Mi 11 5G เปิดราคาไทยเริ่มต้น 21,990 บาท พรีออเดอร์ 26 ก.พ. – 12 มี.ค. 64 รับของแถมเกือบ 20,000 บาท

ในที่สุดมือถือสเปคระดับไฮเอนด์พร้อมกล้องเทพ ๆ อย่าง Xiaomi Mi 11 5G ก็ได้ฤกษ์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ด้วยสเปคแน่น ๆ ทั้ง หน้าจอ OLED รีเฟรชเรท 120Hz, กล้องหลัง 108MP และระบบชาร์จไว 55W โดยทั้งหมดนี้มากับราคาเปิดตัวเริ่มต้นเพียง 21,990 บาท แถมคนที่สั่งจองภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดยังจะได้รับของแถมเป็นอุปกรณ์ Smart Home ชุดใหญ่ รวมมูลค่าเกือบ 20,000 บาท เลยทีเดียว

หน้าจอ AMOLED รีเฟรชเรท 120HZ 

Mi 11 5G ใช้จอแบบ AMOLED ขนาด 6.81 นิ้ว ความละเอียด 2K แบบ 10-bit รองรับการแสดงผลสีแบบ 10-bit และ HDR10+ นอกจากการแสดงผลสีสันจะแจ่มแจ๋วแล้ว ความทนทานเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะหน้าจอของ Mi 11 5G จะถูกครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus สุดแกร่ง ส่วนเซนเซอร์สแกนลายนิ้วแบบออปติคอลมือจะฝังอยู่ที่ใต้หน้าจอ ซึ่งจะมีฟีเจอร์เสริมคือทำหน้าที่ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจได้ด้วย

สเปคสุดแรงด้วย Snapdragon 888

Mi 11 5G ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 888 ชิประดับไฮเอนด์ที่ถูกผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5nm ตัวล่าสุดจาก Qualcomm ทำคะแนน AnTuTu ไปได้ 745,942 แต้ม แรงกระฉูด…ประมวลผลได้เร็วขึ้น 25% ส่วน GPU Adreno 660 ก็ทรงพลังขึ้น 35% พ่วงด้วยโมเด็ม X60 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G, RAM ยังคงเป็น LPDDR5 เหมือนเดิมก็จริง แต่ได้ถูกปรับแต่งให้เร็วขึ้น จากเดิม 5500Mbps เป็น 6400Mbps ส่วนความจุเป็นแบบ UFS 3.1 ที่เขียน-อ่านข้อมูลได้เร็วปรู๊ดปร๊าดทันใจ

กล้องหลังระดับเทพ

กล้องหลักของ Mi 11 5G มีด้วยกัน 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียดสูงพิเศษ 108MP ถ่ายวิดีโอสูงสุด 8K + กล้องอัลตร้าไวด์ 13MP มุมกว้าง 123 องศา + กล้องเทเลโฟโต้ 5MP รองรับการถ่ายมาโครและมีออโต้โฟกัสในตัว ซึ่งเมื่อผสานการทำงานกับชิป Spectra ISP ตัวใหม่ (แถมยังมีมากถึง 3 ตัว) และ AI Engine ใน Snapdragon 888 ทำให้การประมวลผลภาพถ่ายทรงประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

ลำโพงคู่ปรับแต่งโดย Harman Kardon

เหล่าคนหูทองน่าจะถูกใจกับ Mi 11 5G อยู่ไม่น้อยเลย เพราะมันมากับลำโพงสเตอรีโอที่ปรับแต่งเสียงโดยแบรนด์ระดับโลกอย่าง Harman Kardon ที่ให้พลังเสียงใสปิ๊งระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ก็สามารถสัมผัสได้ถึงเสียงระดับคุณภาพช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับคอนเทนต์ต่าง ๆ มากขึ้นไปอีก

แบต 4600MAH ชาร์จไว 55W (มีที่ชาร์จให้มาด้วย)

แบตเตอรี่ของ Mi 11 5G มีความจุเท่ากับ 4600mAh รองรับชาร์จไวแบบมีสาย 55W สามารถชาร์จจาก 0 – 100% ได้ในเวลาเพียง 45 นาที ส่วนการชาร์จไร้สายเองก็เร็วไม่แพ้กันที่ 50W ใช้เวลา 53 นาที ห่างกันไม่มาก อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไร้สายย้อนกลับให้อุปกรณ์อื่น ๆ 10W อีกต่างหาก

สเปค XIAOMI M11 5G

  • จอภาพ : AMOLED ขนาด 6.81 นิ้ว, 10.7 พันล้านสี, 2K (515PPI), อัตรารีเฟรช 120Hz, อัตราตอบสนอง 480Hz
  • CPU : Snapdragon 888
  • RAM : (LPDDR5) 8GB
  • ความจุ : (UFS 3.1) 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – Wide 108MP (ƒ/1.85), PDAF, OIS, ขนาดเซนเซอร์ 1/1.33 นิ้ว
    – Ultra-wide 13MP (ƒ/2.4),
    – Telephoto 5MP (ƒ/2.4), AF, รองรับการถ่ายมาโคร
  • กล้องหน้า : 20MP
  • การเชื่อมต่อ : 5G SA/NSA, Wi-Fi 6, Bluetooth 5.2, NFC, USB Type-C
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ใต้จอ), ultrasonic distance, ambient, acceleration, gyroscope, electronic compass, x-axis linear motor, infrared, grip sensor
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ ปรับแต่งโดย Harman Kardon, ไม่มีรูหูฟัง
  • แบตเตอรี่ : 4600mAh, ชาร์จไวแบบมีสาย 55W, ชาร์จไวแบบไร้สาย 50W
  • ระบบปฏิบัติการ : MIUI 12.5 บน Android 11
  • ขนาด / น้ำหนัก : 164.3 × 74.6 × 8.56 มม. / 196 กรัม
  • สีที่วางจำหน่าย : สีเทา Midnight Gray, สีฟ้า Horizon Blue

ราคา และวันวางจำหน่าย

  • Mi 11 5G รุ่น 8GB / 128GB : ราคา 21,990 บาท
  • Mi 11 5G รุ่น 8GB / 256GB : ราคา 23,990 บาท

Mi 11 5G รุ่น 8GB / 128GB เริ่มเปิดให้สั่งจองบนช่องทางออนไลน์เท่านั้น (Lazada, Shopee, JD Central, Thisshop, BaNaNa, Jaymart, TG FONE) ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม 2564 (วางจำหน่ายจริง 13 มีนาคมเป็นต้นไป) โดยจะได้รับของสมนาคุณเป็น Mi Smart Speaker มูลค่า 1,690 บาทไปด้วยฟรี ๆ

และพิเศษสุด ๆ สำหรับ 360 ท่านแรก จะได้รับชุด Smart Home ระดับ XXL จัดหนักจัดเต็มมูลค่ารวมกว่า 19,990 บาท ให้เอาไปแต่งบ้านกันได้แบบล้ำ ๆ ไปเลย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฟอกอากาศ, เครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะ, เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ, Mi Stick และอื่น ๆ อีกตรึม

ส่วน Mi 11 5G รุ่น 8GB / 256GB สามารถสั่งจองได้ที่ AIS, dtac, True, BaNaNa, BKK, Kingkong Phone, Jaymart, TG FONE, Mi Store และร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายวันเดียวกันคือ 26 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม 2564 นอกจากนี้ผู้ที่ซื้อ Mi 11 เครื่องศูนย์ไทยยังจะได้รับการประกันตัวเครื่องเพิ่มเป็น 24 เดือน และประกันหน้าจอแตก (1 ครั้ง) เป็นเวลา 12 เดือนอีกด้วย

หรือหากว่าสั่งจองกับทางผู้ให้บริการเครือข่ายภายในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับสิทธิ์ซื้อ Mi 11 5G รุ่น 8GB / 256GB ราคาพิเศษสุด ๆ เริ่มต้นเพียง 11,990 บาท เท่านั้น

from:https://droidsans.com/xiaomi-mi-11-thailand-official-launch/

True Wireless Hi-Speed เน็ตคอนโด-หอพัก-อพาร์ทเมนต์ แบบเติมเงิน ไม่ต้องติดตั้ง ไม่ติดสัญญา เริ่มแค่ 29 บาท

True Wireless Hi-Speed บริการใหม่จาก True Online ที่หากใครอยากใช้เน็ตความเร็วสูง แบบเสถียรๆ แต่ไม่อยากติดสัญญาเน็ตบ้าน หรือที่พักปัจจุบันไม่ว่าจะคอนโดหรือหอพักไม่ยอมให้ติด ควรมาทำความรู้จัก กัน เพราะสามารถกดสมัครใช้งานได้ทันทีผ่านอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ โดยไม่จำกัดเครือข่าย ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น ไม่มีข้อผูกมัดอะไรอีกด้วย

True Wireless Hi-Speed คืออะไร

True Wireless Hi-Speed เป็นบริการใหม่ที่ปัจจุบันมีเพียง true online เปิดให้บริการก่อนใคร ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถใช้มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เชื่อมต่อเน็ตกับทรูได้ผ่านระบบ WiFi (คล้ายกับ TrueWiFi) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าทรูหรือมีซิมทรูก็ใช้ได้ ซึ่งตัวเน็ต Wireless Hi-Speed นี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการใช้เน็ตความเร็วสูง ที่มีความเสถียรกว่าการใช้งานผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ เพราะทางทรูให้บริการนี้บนโครงข่ายไฟเบอร์ ที่มีการเพิ่มช่องสัญญาณแบนด์วิธเพิ่มขึ้นอีก 1 ท่อโดยเฉพาะ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 200 Mbps

ในช่วงระยะแรกทางทรูแจ้งว่าจะมีการติดตั้งเครือข่าย @TrueHiSpeed ราว 100,000 จุด ทั่วประเทศครอบคลุมบริเวณแหล่งชุมชน ห้าง พื้นที่สาธารณะ และเน้นเป็นพิเศษในพื้นที่พักอาศัยที่มีคนอยู่จำนวนมาก อย่างคอนโด อพาร์ทเมนต์ ที่อยู่บนโครงข่ายทรูไฟเบอร์ทั่วประเทศ ซึ่งบริการ TrueHiSpeed นี้จะตอบโจทย์กลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่ต้องใช้ทำงานหรือเรียนออนไลน์ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และอยากใช้เน็ตความเร็วสูง ๆ โดยที่ไม่มีสัญญาผูกมัด หรือจำเป็นต้องติดตั้งเดินสายให้ยุ่งยากนั่นเอง

True Wireless Hi-Speed แตกต่างจาก TrueWiFi ยังไง

เชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนเมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็น่าจะสงสัยว่า True Wireless Hi-Speed มันแตกต่างจาก TrueWiFi ที่ปัจจุบันก็มีให้บริการอยู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้วอย่างไร โดยรูปแบบการใช้งานระหว่าง True Wireless Hi-Speed แทบจะไม่แตกต่างกับ TrueWiFi เลย ทั้งสองบริการสามารถสมัคร จ่ายซื้อแพ็กเกจได้เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องใช้เครือข่ายทรูก็สามารถสมัครได้ สิ่งที่แตกต่างกันจะเป็นเรื่องของความครอบคลุม ที่ True Wireless Hi-Speed จะมีการเจาะตลาดเข้าไปยังอาคารสถานที่พักอาศัย ที่เป็นพื้นที่เอกชนได้มากกว่า TrueWiFi รวมถึงเงื่อนไขปลีกย่อยที่ต่างกันเล็กน้อย ได้แก่

  • True Wireless Hi-Speed เลือกซื้อได้ทั้งแบบรายชั่วโมง รายวัน และรายเดือน
  • True Wireless Hi-Speed สมัครแล้วใช้ได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน

แพ็กเกจ True Wireless Hi-Speed มีอะไรบ้าง

เบื้องต้นแพ็กเกจของ True Wireless Hi-Speed จะแบ่งออกแบบ 3 แบบ  คือ ใช้งาน 1 ชม. ราคา 29 บาท, ใช้งาน 1 วัน ราคา 49 บาท และใช้งาน 7 วัน ราคา 169 บาท ซึ่งถ้าผู้สมัครเป็นลูกค้าทรูมูฟ เอชอยู่แล้วจะรับสิทธิ์การใช้งานเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งหากดูเผินๆแล้ว อาจจะคิดว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าการติดเน็ตบ้านทั่วไป แต่จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา ต้องการความยืดหยุ่นที่สูงกว่า และสามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ตลอดเวลา ขณะที่หากเทียบกับเน็ตบนสมาร์ทโฟน ที่แม้จะมีแพ็กเกจเล่นได้แบบไม่จำกัดปริมาณ แต่บางแพ็กเกจจะมีการจำกัดความเร็ว ซึ่งจะไม่สะดวกต่อการรับส่งไฟล์ใหญ่ๆสักเท่าไหร่นั่นเอง

เปรียบเทียบเน็ต True Wireless Hi-Speed กับเน็ตบ้าน และเน็ตมือถือ

เน็ตบ้าน True Wireless Hi-Speed เน็ตมือถือ
ความเร็ว 1000Gbps 200Mbps 300Mbps
ความครอบคลุม พื้นที่สายไฟเบอร์เข้าถึง 100,000 จุดทั่วประเทศ เกือบทุกแห่งในประเทศ
การใช้งาน หลายอุปกรณ์พร้อมกัน สูงสุด 3 อุปกรณ์ อุปกรณ์เดียว
ความเสถียร ดีที่สุด ดีมาก ดี
ติดสัญญา 12 เดือน+ ไม่มี มี และ ไม่มี
รายเดือน 599+ 29+ 199+

 

จะเห็นได้ว่า True Wireless Hi-Speed จะเป็นตัวเติมช่องวางตรงกลางระหว่างเน็ตบ้าน และเน็ตมือถือได้เป็นอย่างดี ซึ่งทาง True ก็มองว่าบริการ True Wireless Hi-Speed นี้จะเป็นเหมือนเน็ตบ้านแบบเติมเงิน ที่จะได้รับความนิยม เช่นเดียวกับการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ในปัจจุบัน ที่คนเลือกใช้บริการแบบ pre-paid (จ่ายก่อนใช้ทีหลัง) มากกว่า post-paid (ใช้ก่อนจ่ายรายเดือน) เป็นสัดส่วนจำนวนถึง 80:20 โดยกลยุทธ์นี้จะสำเร็จหรือไม่นั้น ปัจจัยหลักน่าจะต้องดูที่จำนวนจุดให้บริการ ว่าเพียงพอกับการใช้งานขนาดไหนเป็นหลักเลยนั่นเอง

ถ้าคอนโด อพาร์ทเมนต์ หอพัก ยังไม่มีบริการนี้ ทำอย่างไรได้บ้าง 

บริการนี้คนที่หูผึ่งมากกว่าใคร น่าจะเป็นเหล่าเด็กหอ หรือคนที่อยู่อพาร์ทเมนต์ ที่เน็ตส่วนกลางไม่ดีดั่งใจ จะติดเองก็ไม่ยอม เน็ตมือถือที่ใช้ก็แย่งกันใช้งานจนสปีดตก ปิงพุ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดสนใจบริการนี้และอยากให้ไปเปิดบริการในที่พักแล้ว สามารถแจ้งทางเจ้าของหอพัก – อพาร์ตเมนท์ ให้ลองไปติดต่อ Call Center ของทาง true online 1242 ได้ทันที

ส่วนว่ารูปแบบความร่วมมือในการให้บริการจะเป็นในรูปแบบใดนั้น ทาง true ยังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดออกมา มีแจ้งเพียงว่าสามารถคุยเรื่อง Business Model กันได้อีกที ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีทั้งโมเดลของการแบ่งรายได้ คิดเป็นค่าเช่า ค่าไฟ หรืออื่นๆ ตามแต่ตกลงกันต่อไป หากบริการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และมีการแบ่งให้เจ้าของที่ได้รับผลประโยชน์ไปด้วย ก็น่าจะมีแลนด์ลอร์ดจำนวนมากติดต่อเข้าไปขอเป็นพื้นที่ให้บริการ เพราะมีแต่ได้กับได้ ทั้งส่วนแบ่งรายได้ แถมไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับระบบ และไม่ต้องดูแลปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองอีกด้วย

ขั้นตอนการสมัคร True Wireless Hi-Speed

วิธีการสมัครก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงนำมือถือเชื่อมต่อกับ @TrueHiSpeed ตามสถานที่ต่างๆ แล้วระบบก็จะนำพาเข้าสู่การสมัครอัตโนมัติ เลือกแพ็กเกจที่เราต้องการ กดยืนยันชำระเงิน และรอ SMS ยืนยันพร้อมรหัสผ่านที่ส่งมาตามหลังอีกที โดยถ้าเพื่อน ๆ ใช้ระบบเติมเงินอยู่ ระบบก็จะหักจากยอดเงินคงเหลือในบัญชี แต่ใช้ระบบรายเดือนก็จะเป็นการตัดยอดในรอบบิลถัดไปตามปกติ

อย่างไรก็ตามบริการ True Wireless Hi-Speed จะเปิดให้สมัครวันที่ 1 มีนาคม 2564 นี้ ยังไงถ้าเพื่อน ๆ คนไหนสนใจก็สามารถไปอ่านรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://trueonline.truecorp.co.th /PrePayTrueWirelessHiSpeed เลยครับ

from:https://droidsans.com/true-wireless-hi-speed-29-baht/

สเปค OPPO Reno5 K 5G มาพร้อมจอ OLED 90Hz, Snapdragon 750G และ รองรับชาร์จไว 65W

เปิดตัวกันแบบเงียบ ๆ แล้ว สำหรับสมาร์ทโฟนตระกูล Reno5 รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OPPO อย่าง OPPO Reno5 K 5G ที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 750G กล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียด 64MP พร้อมกับระบบชาร์จไว SuperVOOC 2.0 ที่ความเร็ว 65W อีกด้วย โดยจะเตรียมวางจำหน่ายในจีนช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้แล้วครับ

OPPO Reno5 K 5G มาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด FHD+ มีรีเฟรชเรท 90Hz ลื่นไหลไม่มีสะดุด คมชัดเป็นที่สุด

ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 750G จาก Qualcomm พร้อม RAM แบบ LPDDR4X ที่มีให้เลือกสูงสุดถึง 12GB และมีหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.1 ที่ความจุสูงสุด 256GB

ในเรื่องของกล้องนั้น จะใช้กล้องหน้าแบบเจาะรูบนหน้าจอความละเอียด 32MP พร้อมระบบ AI Beauty และมีกล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียด 64MP, เลนส์อัลตราไวด์ความละเอียด 8MP, เลนส์ macro สำหรับถ่ายวัตถุระยะใกล้ความละเอียด 2MP และเลนส์ Depth สำหรับจับความลึกความละเอียด 2 MP สามารถถ่ายวีดีโอได้นิ่งมากขึ้นด้วยระบบกันสั่น EIS พร้อม AI Highlight Video ที่สามารถถ่ายวีดีโอในตอนกลางคืนให้สว่างสดใสได้ด้วย

นอกจากนี้ OPPO Reno5 K 5G ก็ยังมากับแบตเตอรี่ขนาด 4,300 mAh ทีมีเทคโนโลยีชาร์จไว SuperVOOC 2.0 65W สามารถชาร์จเพียงแค่ 5 นาที ก็ใช้งานแบบเพลิน ๆ ได้นานถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สเปค OPPO Reno5 K 5G

  • หน้าจอ AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.4 นิ้ว, รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Snapdragon 750G
  • GPU : Adreno 619
  • RAM : 8GB / 12GB (LPDDR4X)
  • ความจุ : 128GB / 256GB (UFS 2.1) ไม่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้
  • กล้องหน้า : 32MP (f/2.4)
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    – กล้องหลัก 64MP (f/1.7)
    – กล้อง Ultrawide 8MP (f/2.2)
    – กล้อง Macro 2MP (f/2.4)
    – กล้องจับความลึก 2MP (f/2.4)
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ใต้จอ), Accelerometer, Geomagnetic, Proximity, Gravity, Gyroscope, Pedometer
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 dual-band, BT 5.1, NFC, USB-C
  • 5G :  n1/n3/n41/n77/n78 (SA/NSA)
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4,300 mAh รองรับชาร์จไว SuperVOOC 2.0 65W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย ColorOS 11.1
  • ขนาด / น้ำหนัก : 159.1 x 73.4 x 7.9 มม. / 172 กรัม
  • สี : Green Breeze, Starry Dream และ Midnight Black

ราคาและวันวางจำหน่าย

  • ยังไม่มีรายละเอียดในส่วนของราคาจำหน่ายแต่อย่างใด
  • เริ่มวางจำหน่ายในจีนตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 64 เป็นต้นไป

คาดว่ารุ่นนี้น่าไม่เข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราก็เป็นได้ครับ เพราะสเปคของรุ่นนี้นั้นก็มีความใกล้เคียงกับ OPPO Reno5 5G ที่วางจำหน่ายในบ้านเราไปได้ไม่นาน (แตกต่างกันแค่สีตัวเครื่องและชิปเซ็ตที่ใช้)

 

ที่มา : OPPO

 

from:https://droidsans.com/oppo-reno-5k-launch-in-china/

PUBG: New State เกมมือถือ Battle Royale ภาคต่อ มาพร้อมกราฟิกที่งามกว่าเดิม พร้อมลูกเล่นใหม่ ๆ เพียบ

PUBG Mobile เรียกว่าเป็นหนึ่งในเกมมือถือแนว Battle Royale ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเกมนึง โดยตั้งแต่เปิดตัวไปเมื่อปี 2018 ก็มีทั้งการแข่งขัน รวมถึง Event อยู่เรื่อย ๆ โดยล่าสุดทางทีมงานผู้พัฒนาเกมอย่าง PUBG Corporation ก็ได้เตรียมเปิดตัวเกมภาคใหม่ PUBG: New State สำหรับ Android และ iOS ซึ่งจะอัปเกรดทั้งกราฟิก และเพิ่มลูกเล่นของเกมให้หลากหลายขึ้น แถมยังมันกว่าเดิมด้วย

PUBG: New State เป็นภาคที่มีเนื้อเรื่องต่อจากภาคแรก โดยโดดข้ามมาอยู่ในปี 2051 ทำให้อาวุธ, ยานพาหนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ มีความล้ำสมัยขึ้น แถมเรื่องกราฟิกก็เคลมว่าอยู่ในระดับ Ultra-Realistic ที่จะรีดประสิทธิภาพของมือถือออกมาใช้ในระดับสูงสุด

ระบบการเล่นแบบใหม่ที่เพิ่มความสมจริงให้กับการใช้ปืนต่าง ๆ ซึ่งถูกปรับแต่งมาให้เหมาะกับการเล่นบนมือถือ แถมยังสามารถปรับแต่งปืนให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่นของตัวเองได้อีกต่างหาก

เพิ่มลูกเล่นในการสู้รบให้มันกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นโดรนต่อสู้, กลิ้งหลบกระสุน, ยานพาหนะใหม่ ๆ และแผนที่ใหม่ซึ่งกว้างกว่าเดิมถึง 8 x 8 กิโลเมตร

ตอนนี้ PUBG: New State เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้แล้วใน Google Play Store (iOS กำลังตามมาเร็ว ๆ นี้) และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2021 โดยคาดว่าตัวเกมน่าจะกินสเปคมากกว่าภาคเดิมอยู่พอสมควร เพราะจากที่เคลมว่ามีกราฟิกระดับ Ultra-Realistic และยังต้องรีดพลังจากมือถือแบบสุด ๆ อีกด้วย…แบบนี้แฟน ๆ PUBG ก็อาจจะต้องเตรียมตัวอัปเกรดมือถือของตัวเองกันแล้วล่ะครับ

PUBG: NEW STATE (To be announced, Google Play) →

 

ที่มา : Newstate.pubg.com

from:https://droidsans.com/pubg-new-state-prepare-launch-this-year/

หลุดภาพ WF-1000XM4 หูฟัง TWS ระบบตัดเสียง ANC ระดับพระกาฬจาก Sony

Sony WH-1000XM4 นับว่าเป็นหนึ่งในหูฟังแบบครอบหูที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยความที่โฟมถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานนานๆ โดยเฉพาะ รวมถึงระบบตัดเสียง ANC ก็เงียบแบบเงียบมากๆ ล่าสุดเหมือนว่าทาง Sony จะเตรียมเปิดตัวหูฟังรุ่นนี้ในร่างของ TWS แล้ว

โดยตอนนี้ภาพกล่องของ.. (สูดหายใจเข้าลึกๆ) Sony WF-1000XM4 หลุดออกมาบนเว็บไซต์ฟอรั่มชื่อดังอย่าง Reddit เผยให้เห็นถึงดีไซน์ตัวหูฟัง ที่รอบนี้เหมือนว่าจะมีความแตกต่างจากรุ่นเดิม (WF-1000XM3) อยู่พอสมควร แต่ยังคงไว้ซึ่งตัวจุกหูฟังแบบ In-Ear เหมือนเดิม

และแน่นอนว่า Sony WF-1000XM4 จะยังคงมาพร้อมกับระบบตัดเสียง ANC เหมือนเคย รองรับ Hi-Res Audio และฟังต่อเนื่องได้สูงสุด 6 ชั่วโมง (ชาร์จกับเคสเพิ่มได้อีก 18 ชั่วโมง)

อย่างไรก็ดี รูปตัวอักษรบนกล่อง Sony WF-1000XM4 ด้านบนจะดูใช้ฟ้อนท์ที่บางกว่าปกติทั่วไป จึงมีความเป็นไปได้ที่กล่องดังกล่าวอาจจะเป็น “ของปลอม” เอาเป็นว่าหากมีข้อมูลเพิ่มเติม ทีมงาน DroidSans จะรีบมาเขียนอัปเดตทันทีเลยครับ! 👌🏽 …ว่าแต่เมื่อไหร่พี่ Sony จะตั้งชื่อสินค้าออกมาให้จำง่ายๆ กันนะ ฮ่าๆ

 

ที่มา: Reddit

from:https://droidsans.com/sony-wf-1000xm-4-design-leaked/

ก.ล.ต. เตรียมยกระดับคุ้มครองผู้ลงทุนเหรียญ cryptocurrency ต้องมีรายได้ต่อปี 1 ล้านขึ้นไป ถึงจะลงทุนได้

หลังจากที่เหรียญ BitCoin และ cryptocurrency มีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงมีความผันผวนขึ้นลงค่อนข้างสูง ทางด้าน ก.ล.ต จึงได้ออกมาเตรียมยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเบื้องต้นจะมีการกำหนดคุณสมบัติทั้งด้านการเงินและด้านความรู้ ซึ่งสิ่งที่เป็นประเด็นกันอยู่ในตอนนี้เลยคือ ผู้ลงทุนต้องมีรายได้ต่อปี 1 ล้านขึ้นไป ถึงจะลงทุนได้

ล่าสุดทาง ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ได้ออกมาเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องทดสอบความรู้ ของผู้ลงทุนก่อนการให้บริการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้มีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสม

เนื่องจากคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) เป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีความผันผวนสูง การลงทุนจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจรับความเสี่ยงจากการได้รับผลขาดทุนจากการลงทุนได้ เบื้องต้นได้กำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ลงทุนออกมา 2 เป็นด้านคือ

ด้านการเงิน

  • มีรายได้ต่อปี ไม่นับรวมกับคู่สมรส ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือ
  • มีสินทรัพย์สุทธิ(net worth) ตั้งแต่ 10 ล้านบาท โดยไม่นับรวมมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยประจำ หรือ
  • มีมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (port size) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป

ด้านความรู้

  • ต้องเป็นผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หรือ มีประสบการณ์ลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือ เป็น professional ตามที่สำนักงานกำหนด เช่น CFA, CISA, CAIA หรือ CFP เป็นต้น

ในกรณีผู้ลงทุนที่ไม่เข้าข่ายข้อกำหนดข้างต้น จะไม่สามารถลงทุนใน crytocurrency โดยตรงได้ จะต้องผ่านผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Fund manager) เท่านั้น รวมถึงในการเปิดบัญชีใช้บริการใหม่ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดจำนวนเงิน ขั้นต่ำในการเปิดบัญชีไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท

อย่างไรก็ตามข้อกำหนดคุณสมบัติทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิด โดยจะเปิดให้ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: ekarit@sec.or.th และ chawin@sec.or.th จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2564 ครับ  และจะมีการเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ เพจ “สำนักงาน กลต.” ในวันที่ 24 มีนาคม 2564 เวลา 14.00 – 16.00 น. ด้วยเช่นกัน

 

ที่มา : sec, เอกสารเกี่ยวข้อง

from:https://droidsans.com/sec-cryptocurrency-invester/