คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

วันเดียว เเเผ่นดินไหว เกือบ 30 ครั้ง นอกชายฝั่งหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากเกาะภูเก็ต 500 กม.ทุ่นเตือนวัดคลื่นสึนามิไม่ทำงาน

ข้อมูลจาก ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.ภูเก็ต (ภาคประชาชน) เเจ้งข้อมูลเกิดแผ่นดินไหว(ล่าสุด 05/07/2022@14:48) ขนาด 4.8 ที่ความลึก 87 กิโลเมตร นอกชายฝั่งหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากจังหวัดภูเก็ตไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 570 กิโลเมตร รอบที่ 29

ทีมงาน Brand inside ตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์  https://www.ndbc.noaa.gov/ (องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ โนอา) พบว่า สัญญาณการรับแจ้งเตือนของทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิในทะเลอันดามัน สถานี 23461 ซึ่งเป็นจุดที่ติดตั้งใกล้ชายฝั่งจังหวัดภูเก็ต  ไม่พบสัญญาณของการทำงานที่หน้าจอ

โดยทางทีมงานได้สอบถามไปยังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ถึงประเด็นที่ทุ่นเตือนวัดคลื่นสึนามิไม่ทำงาน ได้เปิดเผยว่า ทางศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้เก็บกู้ทุ่นเตือนวัดคลื่นสึนามิ สถานี 23461 เข้ามาซ่อมเเซมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่าน เนื่องจากระบบใช้การไม่ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการซ่อมเเซม เเล้วเสร็จเเละจะนำไปติดตั้งเดือนพฤศจิกายน นี้  เเต่ยังมีอีกหนึ่งทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย สถานี 23401 ห่างจากเกาะภูเก็ตไปทางทิศตะวันตก เป็นระยะทาง 965 กิโลเมตร

สถานี 23461 ระบบไม่ทำงาน

ส่วนประเด็นที่มีการรายงานเรื่องเเผ่นดินไหว นอกชายฝั่งหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากเกาะภูเก็ต 400 กิโลเมตร ทางศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้รับรายงานการเเจ้งเตือนเเผ่นดินไหว ขนาด 4-5 ที่ความลึก 10-80 กิโลเมตร เเต่ไม่มีผลต่อฝ่าย 5โดยเฉพาะ 5 จังหวัดที่ติดฝั่งทะเลอันมามัน

ทางเพจ ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.ภูเก็ต (ภาคประชาชน) ระบุว่า  ทุกๆครั้งที่มีข่าวแผ่นดินไหวในทะเล ก็จะมีคำว่า สึนามิเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งนี้ที่มีการบันทึกความสั่นสะเทือนตั้งแต่ระดับ 4.0 ขึ้นไป รวมได้ 28 ครั้ง (5/7/2022@13.30)

แน่นอนว่าสึนามิทุกครั้งเกิดในทะเล แต่ไม่ใช่จะเกิดทุกครั้งหลังแผ่นดินไหว ซึ่งแผ่นดินไหวที่จะทำให้เกิดสึนามิได้นั้น จะต้องประกอบด้วย 3 ประการคือ 1.) ความรุนแรงระดับ 6.5 ขึ้นไป* 2.) เกิดจากการงัด/มุดของแผ่นเปลือกโลก 3.) ความลึกสู่ผิวน้ำ

ส่วนการเกิดแผ่นดินไหวบริเวณนอกชายฝั่งนิโคบาร์ช่วงสองวันนี้ (4-5 ก.ค. 2565) เป็นการเกิดในช่วงความรุนแรงที่ 4.0-5.6 ในโซนแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่แบบแนวระนาบ และความลึกที่ 10-250+ กม.

ดังนั้น สรุปได้ว่าแผ่นดินไหวชุดนี้ไม่อาจก่อให้เกิดสึนามิได้ แม้จะมีการเชื่อมโยงถึงแรงลมและระดับน้ำที่ท่วมล้นหาดทรายแก้วก็ตาม ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่บังเอิญมาพร้อมกัน ถ้าเป็นน้ำที่มาจากสึนามิจริง ก่อนน้ำล้นจะต้องลดก่อน

สึนามิ (เกือบ) ทุกครั้งเกิดจากแผ่นดินไหว แต่แผ่นดินไหวทุกครั้งไม่เกิดสึนามิ”

อ้างอิง ภาพข้อมูล ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.ภูเก็ต (ภาคประชาชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วันเดียว เเเผ่นดินไหว เกือบ 30 ครั้ง นอกชายฝั่งหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากเกาะภูเก็ต 500 กม.ทุ่นเตือนวัดคลื่นสึนามิไม่ทำงาน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/earthquake-phuket-th/

รีวิว ฟีเจอร์ใหม่ K PLUS สแกนจ่าย QR Code UnionPay ข้ามพรมแดน ใช้ได้กว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้าทั่วโลก

Brand Inside พาไปชมฟีเจอร์ใหม่ของ K PLUS สแกนจ่าย QR Code ของ UnionPay ได้แบบไร้พรมแดน ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้า

ยุคใหม่ของการชำระเงินข้ามพรมแดน โดย K PLUS

ในยุคที่การท่องเที่ยวโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว อย่างในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ยุโรป หรือสหรัฐฯ ก็ผ่อนคลายมาตรการโควิดลง และเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเดินทาง นั่นก็คือ ‘การจับจ่ายใช้สอย’

แต่การชำระเงินในรูปแบบเดิมๆ อาจไม่สะดวกอีกต่อไปในโลกทุกวันนี้ เพราะหากพูดถึงการท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อ 2-3 ปี ที่แล้ว เราจำเป็นต้องแลกเงินสด ซึ่งอาจไม่สะดวกเพราะต้องแลกเงิน เก็บเงินสด และเมื่อใช้จ่ายก็อาจมีการสัมผัสเกิดขึ้น

K PLUS เปิดให้สแกนจ่ายผ่าน QR Code ของ UnionPay ข้ามประเทศ

แต่โซลูชั่นล่าสุดจาก KBank จะทำให้ปัญหาในการท่องเที่ยวในยุคโควิดหลังหลายประเทศเริ่มเปิดพรมแดนหมดไป เพราะหลังจากนี้ ลูกค้า KBank สามารถใช้ K PLUS สแกนจ่าย QR Code ของ UnionPay ในกว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้าได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปยังต่างประเทศในช่วงนี้ ก็จะสะดวกมากขึ้น เพราะบริการ QR Cross-Border Payment ผ่าน K PLUS ครอบคลุมจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ อังกฤษ จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือ มาเลเซีย เป็นต้น 

ที่สำคัญเลยคือการสแกนจ่ายยังได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดี ไม่มียอดขั้นต่ำ ฟรีค่าธรรมเนียม และใช้จ่ายได้สูงสุดถึง 100,000 บาท/วัน ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกของการชำระเงินให้กับลูกค้า นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต

ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า KBank หากใช้ K PLUS สแกนจ่าย QR UnionPay 500 บาทขึ้นไปต่อรายการ ระหว่าง 1 ก.ค. – 31 ต.ค. 65 รับคะแนนสะสม K Point 100 คะแนน จำกัดสิทธิ์ไม่เกิน 2,000 คะแนนต่อท่านต่อเดือน มีโอกาสรับสูงสุด 8,000 คะแนนตลอดรายการ

พูดได้ว่า K PLUS คือผู้นำด้าน Mobile Banking อย่างแท้จริง เพราะสามารถเติมเต็มทุกมิติการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ลูกค้ากว่า 18 ล้านคน เข้าถึงบริการทางการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ที่ผ่านมาเราได้เห็นการจับมือกับพันธมิตรรายใหญ่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เช่น Shopee, Blue CONNECT, LINE BK เพื่อส่งมอบบริการทางการเงินให้ลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน หลากหลายไลฟ์สไตล์ และอย่างกรณีล่าสุด คือการร่วมมือกับ UnionPay International อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ด้านระบบชำระเงินของโลก เพื่อตอบโจทย์การใช้จ่ายข้ามพรมแดนแบบดิจิทัล

นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

บริการสแกนจ่ายด้วย QR Code ของ UnionPay ผ่าน K PLUS เข้ากับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัลอย่างมาก เพราะข้อมูลชี้ว่าการสแกนจ่ายเติบโตอย่างมาก ถือเป็นวิธีการจ่ายเงินที่ลูกค้าในปัจจุบันคุ้นชินเป็นอย่างดี ในเดือนมีนาคมปี 2565 มีปริมาณการสแกนจ่ายผ่าน K PLUS กว่า 38 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิด-19 ระบาดในเดือนมีนาคมปี 2563 เกือบ 10 เท่าตัว ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุ

นอกจากนี้ อีกเทรนด์หนึ่งที่บ่งบอกว่า KBank มาได้ถูกจังหวะมากๆ คือการที่การท่องเที่ยวต่างประเทศฟื้นตัวจากการเปิดประเทศของหลายประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา จึงเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกในการชำระเงินในต่างประเทศสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

ถ้าจะลองประเมินดูว่า KBank ตอบโจทย์เติมเต็มทุกมิติการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลของลูกค้าได้มากแค่ไหน K PLUS คือ Mobile Banking อันดับ 1 มีผู้ใช้กว่า 18 ล้านคน ติด Top 10 แอปที่คนไทยใช้บ่อยที่สุดร่วมกับแอปพลิเคชั่นในชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น Facebook, LINE, TikTok, IG และที่สำคัญคือมีสัดส่วนธุรกรรมทางการเงินบน Mobile Banking สูงถึง 32% ในเดือนมีนาคมปี 2565 โดยใน 5 เดือนแรกของปี 2565 K PLUS มีจำนวนธุรกรรมทางการเงินเกือบ 45 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 208%

แน่นอนว่าความสำเร็จในการตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบถ้วนทุกมิติไลฟ์สไตล์มาจากการที่ธนาคารกสิกรไทยพัฒนา K PLUS อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่สามารถตอบสนองความต้องการบริการทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปของคนไทยและภาคธุรกิจ

ข้อมูลเพิ่มเติมฟีเจอร์ K PLUS สแกนจ่าย QR UnionPay https://kbank.co/3u3J94h

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รีวิว ฟีเจอร์ใหม่ K PLUS สแกนจ่าย QR Code UnionPay ข้ามพรมแดน ใช้ได้กว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้าทั่วโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-k-plus-%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%88/

รีวิว ฟีเจอร์ใหม่ K PLUS สแกนจ่าย QR Code UnionPay ข้ามพรมแดน ใช้ได้กว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้าทั่วโลก

Brand Inside พาไปชมฟีเจอร์ใหม่ของ K PLUS สแกนจ่าย QR Code ของ UnionPay ได้แบบไร้พรมแดน ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้า

ยุคใหม่ของการชำระเงินข้ามพรมแดน โดย K PLUS

ในยุคที่การท่องเที่ยวโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว อย่างในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ยุโรป หรือสหรัฐฯ ก็ผ่อนคลายมาตรการโควิดลง และเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการเดินทาง นั่นก็คือ ‘การจับจ่ายใช้สอย’

แต่การชำระเงินในรูปแบบเดิมๆ อาจไม่สะดวกอีกต่อไปในโลกทุกวันนี้ เพราะหากพูดถึงการท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อ 2-3 ปี ที่แล้ว เราจำเป็นต้องแลกเงินสด ซึ่งอาจไม่สะดวกเพราะต้องแลกเงิน เก็บเงินสด และเมื่อใช้จ่ายก็อาจมีการสัมผัสเกิดขึ้น

K PLUS เปิดให้สแกนจ่ายผ่าน QR Code ของ UnionPay ข้ามประเทศ

แต่โซลูชั่นล่าสุดจาก KBank จะทำให้ปัญหาในการท่องเที่ยวในยุคโควิดหลังหลายประเทศเริ่มเปิดพรมแดนหมดไป เพราะหลังจากนี้ ลูกค้า KBank สามารถใช้ K PLUS สแกนจ่าย QR Code ของ UnionPay ในกว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้าได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปยังต่างประเทศในช่วงนี้ ก็จะสะดวกมากขึ้น เพราะบริการ QR Cross-Border Payment ผ่าน K PLUS ครอบคลุมจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ อังกฤษ จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือ มาเลเซีย เป็นต้น 

ที่สำคัญเลยคือการสแกนจ่ายยังได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดี ไม่มียอดขั้นต่ำ ฟรีค่าธรรมเนียม และใช้จ่ายได้สูงสุดถึง 100,000 บาท/วัน ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกของการชำระเงินให้กับลูกค้า นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต

ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า KBank หากใช้ K PLUS สแกนจ่าย QR UnionPay 500 บาทขึ้นไปต่อรายการ ระหว่าง 1 ก.ค. – 31 ต.ค. 65 รับคะแนนสะสม K Point 100 คะแนน จำกัดสิทธิ์ไม่เกิน 2,000 คะแนนต่อท่านต่อเดือน มีโอกาสรับสูงสุด 8,000 คะแนนตลอดรายการ

พูดได้ว่า K PLUS คือผู้นำด้าน Mobile Banking อย่างแท้จริง เพราะสามารถเติมเต็มทุกมิติการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ลูกค้ากว่า 18 ล้านคน เข้าถึงบริการทางการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ที่ผ่านมาเราได้เห็นการจับมือกับพันธมิตรรายใหญ่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เช่น Shopee, Blue CONNECT, LINE BK เพื่อส่งมอบบริการทางการเงินให้ลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน หลากหลายไลฟ์สไตล์ และอย่างกรณีล่าสุด คือการร่วมมือกับ UnionPay International อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ด้านระบบชำระเงินของโลก เพื่อตอบโจทย์การใช้จ่ายข้ามพรมแดนแบบดิจิทัล

นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

บริการสแกนจ่ายด้วย QR Code ของ UnionPay ผ่าน K PLUS เข้ากับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัลอย่างมาก เพราะข้อมูลชี้ว่าการสแกนจ่ายเติบโตอย่างมาก ถือเป็นวิธีการจ่ายเงินที่ลูกค้าในปัจจุบันคุ้นชินเป็นอย่างดี ในเดือนมีนาคมปี 2565 มีปริมาณการสแกนจ่ายผ่าน K PLUS กว่า 38 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิด-19 ระบาดในเดือนมีนาคมปี 2563 เกือบ 10 เท่าตัว ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุ

นอกจากนี้ อีกเทรนด์หนึ่งที่บ่งบอกว่า KBank มาได้ถูกจังหวะมากๆ คือการที่การท่องเที่ยวต่างประเทศฟื้นตัวจากการเปิดประเทศของหลายประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา จึงเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกในการชำระเงินในต่างประเทศสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

ถ้าจะลองประเมินดูว่า KBank ตอบโจทย์เติมเต็มทุกมิติการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลของลูกค้าได้มากแค่ไหน K PLUS คือ Mobile Banking อันดับ 1 มีผู้ใช้กว่า 18 ล้านคน ติด Top 10 แอปที่คนไทยใช้บ่อยที่สุดร่วมกับแอปพลิเคชั่นในชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น Facebook, LINE, TikTok, IG และที่สำคัญคือมีสัดส่วนธุรกรรมทางการเงินบน Mobile Banking สูงถึง 32% ในเดือนมีนาคมปี 2565 โดยใน 5 เดือนแรกของปี 2565 K PLUS มีจำนวนธุรกรรมทางการเงินเกือบ 45 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 208%

แน่นอนว่าความสำเร็จในการตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบถ้วนทุกมิติไลฟ์สไตล์มาจากการที่ธนาคารกสิกรไทยพัฒนา K PLUS อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่สามารถตอบสนองความต้องการบริการทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปของคนไทยและภาคธุรกิจ

ข้อมูลเพิ่มเติมฟีเจอร์ K PLUS สแกนจ่าย QR UnionPay https://kbank.co/3u3J94h

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รีวิว ฟีเจอร์ใหม่ K PLUS สแกนจ่าย QR Code UnionPay ข้ามพรมแดน ใช้ได้กว่า 40 ประเทศ/ภูมิภาค 30 ล้านร้านค้าทั่วโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/k-plus-qr-unionpay/

Sony ผลิตแอร์พกพา พร้อมใส่ทุกเวลาในวันหัวร้อน ไอเดียสุดล้ำจากญี่ปุ่น สนนราคา 4 พันบาท

ขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่นก็ต้องมีนวัตกรรมสุดล้ำ ไอเดียสุดปัง มาให้เราเห็นอยู่เสมอ อย่างล่าสุด Sony บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากญี่ปุ่นก็เพิ่งจะออกผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งอย่าง แอร์พกพา Reon Pocket 3 เข้ากับสถานการณ์โลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น

Reon Pocket 3 คืออุปกรณ์ทำความเย็น สามารถใช้งานได้โดยการแปะไว้บริเวณสะบักคล้ายแผ่นแปะเจลเย็น แต่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ผ่านแอปพลิชันบนสมาร์ตโฟน นอกจากจะเป็นแอร์เคลื่อนที่แล้ว อุปกรณ์นี้ยังสามารถทำงานเป็นฮีทเตอร์แบบพกพาได้ด้วย

Reon Pocket 3 มีสนนราคาอยู่ที่ 14,850 เยน หรือประมาณ 4 พันบาท โดยปัจจุบันสินค้ามีวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

สำหรับวิธีการใช้สินค้า ผู้ใช้จะต้องสวมเสื้อซับในชนิดพิเศษที่มีช่องสำหรับใส่เครื่องทำความเย็น โดยจะมีการเจาะช่องเพื่อระบายอากาศร้อนที่ออกมาจากตัวเครื่อง อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์มีการวางจำหน่ายเสื้อเชิ้ตธุรกิจสีขาวที่มีช่องใส่เครื่องสำหรับใส่เครื่อง Reon Pocket 3 แยกต่างหาก 

และยังมี Neck Band 2 ห่วงคล้องคอสำหรับติดเครื่องทำความเย็นเพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำกัดทางเลือกการแต่งตัวอยู่แค่เสื้อที่ทางแบรนด์ผลิตออกมาโดยเฉพาะ

Sony ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ 8-61 ชั่วโมงในโหมดทำความเย็น และ 27-54 ชั่วโมงในโหมดทำความร้อน โดยจะใช้เวลาในการชาร์จแต่ละครั้งที่ 100 ชั่วโมง ผ่านสายชาร์จแบบ USB-C

ที่มา – soranews24, Sony (1)(2), PRTimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Sony ผลิตแอร์พกพา พร้อมใส่ทุกเวลาในวันหัวร้อน ไอเดียสุดล้ำจากญี่ปุ่น สนนราคา 4 พันบาท   first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/portable-ac-by-sony/

AIS ควบรวม 3BB ไล่จี้ TrueOnline เขย่าตลาดเน็ตบ้าน 10 ล้านครัวเรือน ลุ้นราคาไม่แข่งดุอีกแล้ว

หลังจากมีข่าวหลุดมาหลายครั้งในรอบเกือบ 10 ปี ว่าจะมีใครสักคนมาซื้อกิจการเน็ตบ้าน 3BB ซึ่งที่สุดแล้วข่าวนั้นก็เป็นจริง เพราะ AIS ประกาศควบรวมกิจการ 3BB แล้ว ทั้งยังซื้อหุ้นในของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต JASIF อีก 19% ที่ปัจจุบัน 3BB เช่าใช้อยู่ โดยทั้งสองดีลรวมมูลค่ากว่า 32,420 ล้านบาท

การลงทุนครั้งนี้ทำให้ AIS ที่สิ้นสุดไตรมาส 1 ปี 2022 มีลูกค้าเน็ตบ้านอยู่ที่ 1.86 ล้านราย จะมีลูกค้าจาก 3BB เข้ามาในระบบที่สร้างรายได้อีก 2.42 ล้านราย หรือรวมกัน 4.28 ล้านราย ตัวเลขนี้ถึงจะไม่แซงหน้า TrueOnline เบอร์ 1 ของตลาดที่มีลูกค้าสิ้นไตรมาส 1 ปี 2022 ที่ 4.7 ล้านราย แต่ก็ไล่จี้มาติด ๆ

อย่างไรก็ตามดีลดังกล่าวยังต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. รวมถึงกลุ่มผู้ถือหุ้นของทั้งสองฝ่ายก่อน ซึ่ง AIS เองคาดว่าดีลนี้กว่าจะเสร็จสิ้นอาจต้องรอไปถึงไตรมาส 1 ของปี 2023

กว่าจะถึงจุดนั้น Brand Inside อยากชวนมาวิเคราะห์ว่า การที่ AIS ควบรวมกิจการ 3BB จะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างไรให้กับตลาดเน็ตบ้านบ้าง และมันจะเขย่าตลาดได้เหมือนกับที่ True กำลังเจรจาเป็นพาร์ตเนอร์ที่เท่าเทียมกันกับ dtac เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยหรือไม่

AIS Fibre

AIS ควบรวม 3BB เสริมแกร่งธุรกิจเน็ตบ้าน

อย่างแรกที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ หากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นได้คือ AIS จะกลายเป็นผู้เล่นอันดับที่ 2 ของตลาดเน็ตบ้านทันที เพราะเป็นการรวมกันระหว่างเบอร์ 2 กับเบอร์ 3 ในแง่จำนวนฐานลูกค้าช่วงสิ้นไตรมาส 1 ปี 2022 ถือเป็นการผงาดของ AIS ในตลาดอีกครั้งหลังเริ่มต้นทำตลาดเน็ตบ้านในปี 2016 หรือแค่ 6 ปีเท่านั้น (ปัจจุบัน NT เป็นอันดับ 4)

เมื่อได้ลูกค้ามามากขึ้น AIS ย่อมทำเงินจากธุรกิจเน็ตบ้านได้มากกว่าเดิม โดยอ้างอิงสิ้นไตรมาส 1 ปี 2022 AIS มีรายได้จากธุรกิจนี้ 2,437 ล้านบาท ส่วน จัสมิน มีรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ 3BB และอินเทอร์เน็ตทีวีที่ 4,614 ล้านบาท

หากลงลึกในรายละเอียดของดีลนี้ AIS จะใช้ AWN หรือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด เพื่อซื้อหุ้น 99.87% ของ บมจ. ทริปเปิลที บอร์ดแบนด์ จาก บริษัท อคิวเมนท์ จำกัด ซึ่งบริษัทนี้ถือหุ้น 100% โดย บมจ. จัสมิน อินเทอร์เนชั่นแนล

เท่ากับว่า จัสมิน ที่ไตรมาส 1 ปี 2022 มีรายได้ 3 ส่วนคือรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และอินเทอร์เน็ตทีวี 4,614 ล้านบาท, ส่วนจัดหา ออกแบบ และวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม 349 ล้านบาท และรายได้ส่วนงานอื่น และรายได้อื่น ๆ 157 ล้านบาท รายได้หลักของธุรกิจจะหายไป และเหลือรายได้จากธุรกิจรองเท่านั้น

ไม่ขึ้นเบอร์ 1 แต่เขย่าตลาดเน็ตบ้านไม่มากก็น้อย

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แม้จะเกิดการควบรวมระหว่างเบอร์ 3 กับเบอร์ 2 ของตลาดเน็ตบ้าน แต่หากนับตัวเลขลูกค้าไตรมาส 1 ปี 2022 TrueOnline ยังเป็นเบอร์ 1 ของตลาด แต่ด้วยการไล่จี้จำนวนลูกค้าเหลือแค่หลักแสนราย จากปกติที่ทิ้งห่างเป็นล้านรายก็คงทำให้ TrueOnline ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อยึดตำแหน่งเบอร์ 1 ไว้

เบื้องต้นในมุมการตลาด TrueOnline และ AIS มีการโปรโมทอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง 2 Gbps เพื่อชูจุดเด่นเรื่องความเร็วในแง่บริการ แต่การจะใช้งานความเร็วขนาดนั้นอุปกรณ์รับ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือต้องรองรับความเร็วระดับนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้งานได้ในรุ่นเรือธงของแต่ละแบรนด์ และแลกมาด้วยค่าบริการหลักพันบาทต่อเดือน

แต่ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด และความไม่พร้อมของอุปกรณ์ทำให้ราคาค่าบริการเฉลี่ยสิ้นไตรมาส 1 ปี 2022 ของ TrueOnline อยู่ที่ 491 บาท/เดือน, 3BB อยู่ที่ 596 บาท/เดือน และ AIS อยู่ที่ 446 บาท/เดือน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การที่ผู้บริโภคจะเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่านวัตกรรมก็ไม่แปลก

ราคาอาจไม่ดุเดือดเหมือนช่วงแรกของตลาด

ในทางกลับกัน การควบรวมระหว่าง AIS กับ 3BB อาจส่งผลกระทบต่อการทำตลาดด้วยราคาเช่นกัน เพราะในอดีต 3BB มีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ต่อเนื่องด้วยการกดราคาเท่าเดิมแต่ให้ความเร็วที่มากกว่าคู่แข่ง ซึ่ง 3BB ทำแบบนี้กับ TrueOnline มาตลอดจนได้ฐานลูกค้าเข้ามาจำนวนมากด้วยกลยุทธ์แบบนี้

ซึ่งจริง ๆ แล้วช่วงแรกของ AIS ในการทำตลาดเน็ตบ้านก็ใช้กลยุทธ์นี้เช่นกัน แต่ปัจจุบันลดความดุเดือดลงผ่านความแข็งแกร่งเรื่องแบรนด์ และความหลากหลายของบริการ ดังนั้นเมื่อผู้เล่นหลักเหลือแค่ 2 รายของตลาด ก็ไม่แปลกที่การแข่งขันจะดุเดือดน้อยลง อาจไม่เห็นการปาราคาถูกความเร็วสูงใส่กันของแบรนด์ต่าง ๆ อีกแล้ว

คุณได้ dtac ผมได้ 3BB

ปัจจุบัน True อยู่ระหว่างเจรจาเป็นพาร์ตเนอร์ที่เท่าเทียมกับ dtac ซึ่งหากสำเร็จการรวมกันของจำนวนลูกค้าจะทำให้ True ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และหาก AIS เจรจาควบรวม 3BB สำเร็จ ตัว AIS จะมีความแข็งแกร่งในธุรกิจเน็ตบ้านมากขึ้น แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่าดีล True-dtac แต่ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS ควบรวม 3BB ไล่จี้ TrueOnline เขย่าตลาดเน็ตบ้าน 10 ล้านครัวเรือน ลุ้นราคาไม่แข่งดุอีกแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-acquire-3bb-aim-no1-market/

รู้จัก HMC Polymers ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PP รายแรกของไทย รายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

HMC Polymers คือบริษัทผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PP (Polypropylene โพลีโพรพิลีน) ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในไทยมายาวนานเกือบ 40 ปีแล้ว เริ่มก่อตั้งโรงงานเพื่อผลิตเม็ดพลาสติก PP ที่จังหวัดระยองมาตั้งแต่ปี 1987 ถือเป็นผู้ผลิตรายแรกในไทยและยังเดินหน้าขยายการผลิตให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง 

HMC-Polymers

บริษัท HMC Polymers ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PP นี้มี GC เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในอัตรา 41% อยู่ภายใต้ร่มใหญ่ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญในการทำธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย 

HMC-Polymers

มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยจาก LyondellBasell บริษัทข้ามชาติที่ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำรายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกและยังถือหุ้นในอัตรา 29% รวมทั้งนักลงทุนรายอื่น ๆ ในไทยอีก 30%

HMC-Polymers

รายได้จากยอดขายที่บริษัท HMC Polymers ทำได้เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา สูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท จากนั้นในปี 2021 ก็ทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 25% อยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท กำไรจากปี 2020 อยู่ที่ 779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 272% เป็น 2,900 ล้านบาทในปี 2021 (อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.hmcpolymers.com/uploads/files/resources/hmc-annual-update-fy2021.PDF)

เม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีนหรือ PP นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน เป็นส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์หลากประเภท อาทิ บรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถใช้ซ้ำได้ เป็นส่วนสำคัญสำหรับอุปกรณ์ของเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ภายในบ้าน สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย และสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้น 

เม็ดพลาสติก PP ยังถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชุด PPE ทางการแพทย์ รวมถึงหน้ากากอนามัย เม็ดพลาสติก PP นี้ช่วยส่งเสริมให้ทุกชีวิตในสังคมสร้างโลกให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืนมากขึ้นด้วย

HMC-Polymers

HMC Polymers ถือเป็นบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติก PP ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยและก้าวหน้าที่สุดในเอเชีย เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์สามารถผลิตเม็ดพลาสติก PP ได้มากกว่า 810,000 ตันต่อปีและกำลังเดินหน้าขยายกำลังการผลิตให้ได้ถึง 1 ล้านตันภายในปี 2022 ปัจจุบันผลิตสินค้าจำหน่ายไปแล้วกว่า 35 ประเทศทั่วโลก

HMC-Polymers

ติดตามข้อมูลข่าวสาร HMC Polymers ได้ที่นี่

HMC-Polymers

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จัก HMC Polymers ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PP รายแรกของไทย รายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/get-to-know-hmc-polymers/

AIS ประกาศซื้อ 3BB ลุยให้บริการลูกค้าเน็ตบ้านครอบคลุมทั่วประเทศไทย

AIS ประกาศซื้อหุ้นบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ หรือ 3BB และเงินลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน JASIF เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ลดปริมาณการลากสายไฟเบอร์ที่ทับซ้อนเกินความจำเป็น

ais

โดย AWN ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงกับ ACU และ JAS ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 เพื่อซื้อขายหุ้น TTTBB และหน่วยลงทุนใน JASIF (Undertaking Agreement) (“บันทึกข้อตกลง”) โดย AWN จะยื่นเรื่องขออนุญาตในการเข้าทำธุรกรรมจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งภายหลังจากการได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุน โดยบริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุนจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 1 ของปี 2566 ถ้าได้รับการอนุมัติจาก กสทช.

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า การลงทุนขยายธุรกิจในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อขยายการเติบโตในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน และมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทำให้บริษัทฯ มีขีดความสามารถในการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านสายไฟเบอร์ที่ครอบคลุมลูกค้าที่กว้างขวางมากขึ้น สามารถขยายการลงทุนไปยังพื้นที่ใหม่เพื่อให้คนไทยสามารถได้รับบริการอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดและรอบนอกตัวเมือง รวมถึงช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพที่ดี อีกทั้ง จะช่วยให้การพัฒนาโครงข่ายไฟเบอร์ในประเทศไทยโดยรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดทอนความซ้ำซ้อนของการลากสายไฟเบอร์โดยไม่จำเป็นซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยรวมแล้วการลงทุนนี้จะส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้เช่าของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน  จะส่งเสริมให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้น รวมถึงจะมีการปรับเงื่อนไขให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างโอกาสแก่กองทุนในการลงทุนทรัพย์สินโทรคมนาคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIS ประกาศซื้อ 3BB ลุยให้บริการลูกค้าเน็ตบ้านครอบคลุมทั่วประเทศไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ais-acquire-3bb/

ฟุตบอลหญิงมาแรง! แบรนด์ดังลงทุนสนับสนุนเพียบ UEFA คาด Euro 2022 ทำเงินกว่า 2,200 ล้านบาท

มากกว่ากระแสความเท่าเทียม แต่คือฝีมือ และความสนุกของการแข่งขัน ทำให้ ฟุตบอลหญิง เริ่มเป็นที่สนใจของผู้ชม และแบรนด์ต่าง ๆ ในการเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ตัวอย่างคือการแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศ UEFA Women’s Champions League ระหว่าง Barcelona กับ Real Madrid ที่ขายตั๋วเข้าชมได้กว่า 91,000 ที่นั่ง

ปัจจัยบวกข้างต้นทำให้การแข่งขัน UEFA Women’s EURO England 2022 หรือ Euro 2022 คึกคักเป็นพิเศษ ผ่านการขายตั๋วนัดชิงในสนาม Wembly ที่มีความจุ 90,000 ที่นั่งได้หมด แถมมีแบรนด์ชั้นนำมาเป็นสปอนเซอร์ และขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเยอะขึ้น จน UEFA คาดว่า จะได้ทำเงินมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับการแข่งขันในปี 2017

จุดเริ่มต้นในกระแสฟุตบอลหญิงเกิดขึ้นเมื่อไร อะไรที่ทำให้การแข่งขัน Euro 2022 ในอังกฤษกลายเป็นกระแสที่แบรนด์ และผู้ชมต่างให้ความสนใจ แล้วกระแสดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับฟุตบอลหญิงของไทยหรือไม่ Brand Inside อยากชวนมาหาคำตอบ และร่วมวิเคราะห์กระแสนี้ไปด้วยกัน

ฟุตบอลหญิง

ฟุตบอลหญิง กระแสที่จุดติดมาตลอด 2 ปี

หากย้อนไปช่วงสิบกว่าปีก่อน ฟุตบอลหญิง ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญนักจากทั้งฝั่งสโมสร และสมาคมฟุตบอลของแต่ละประเทศ เพราะด้วยฝีมือ และความสนุกในการแข่งขันที่อาจทัดเทียมการแข่งขันของฝั่งผู้ชายไม่ได้ แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสโมสร และสมาคมต่างเริ่มจริงจังกับฟุตบอลหญิงมากขึ้น ทั้งยังมีการเข้ามาสนับสนุนของแบรนด์ต่าง ๆ ด้วย

Karen Carney อดีตนักเตะฟุตบอลหญิงของอังกฤษ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกของการเริ่มเล่นอาชีพ เธอไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก การแข่งขันสนุกขึ้น มีผู้ชมมากกว่าเดิม จนแบรนด์เข้ามาสปอนเซอร์ และพอครบ 3 สิ่ง ฟุตบอลหญิงก็ถูกขับเคลื่อนให้เติบโตมาตลอดช่วง 2 ปีล่าสุด

จากเป็นเพียงแค่แพ็คเกจสปอนเซอร์ที่ผู้จัดแถมให้กับแบรนด์ที่สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลชาย ตอนนี้ฟุตบอลหญิงถูกแบรนด์ต่าง ๆ ติดต่อเข้ามา แถมการแข่งขันฟุตบอลลีกผู้หญิงของอังกฤษฤดูกาล 2021 ถูก BBC และ Sky Sport ซื้อลิขสิทธิ์ไปถ่ายทอด

ถือเป็นครั้งแรกที่สมาคมฟุตบอลประเทศอังกฤษ หรือ FA ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแยกจากฟุตบอลชายได้ นอกจากนี้ Barclays ได้บรรลุข้อตกลงขยายการสนับสนุนการแข่งขัน Women’s Super League และ English Championship ไปอีก 3 ปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านปอนด์ เช่นกัน

Euro 2022 กับเงินสะพัด 2,200 ล้านบาท

การเติบโตของฟุตบอลหญิงตลอด 2 ปีล่าสุดทำให้การแข่งขัน Euro 2022 ที่จัดขึ้นในอังกฤษ มีการแข่งขัน 31 นัดใน 10 สนามกินเวลาตั้งแต่วันที่ 6 – 31 ก.ค. 2022 ถูกผู้คนในอังกฤษ และผู้ชื่นชอบฟุตบอลในประเทศต่าง ๆ พูดถึงเป็นจำนวนมาก จากปกติที่แทบจะไม่มีการรับรู้ว่ามีการแข่งขันนี้เกิดขึ้น

UEFA ผู้จัดการแข่งขัน Euro 2022 คาดว่าการแข่งขันนี้จะสร้างเม็ดเงินได้กว่า 60 ล้านยูโร หรือราว 2,200 ล้านบาท มากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับการแข่งขัน Euro 2017 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผ่านตั๋วเข้าชมที่จำหน่ายได้แล้วกว่า 5 แสนใบ มากว่าการจัดครั้งก่อนเท่าตัว

นอกจากนี้บริษัทที่ปรึกษา Ernst & Young ยังคาดว่า Euro 2022 จะมียอดผู้ชมทั่วโลกกว่า 250 ล้านคน เพิ่มจากการแข่งขัน Euro 2017 ที่มีผู้ชมทั่วโลกราว 178 ล้านคน โดยการแข่งขันครั้งนี้เพิ่มเงินรางวัลรวมเป็น 16 ล้านยูโร แต่ยังน้อยกว่าการแข่งขันของผู้ชาย เช่น Euro 2020 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายจะได้เงิน 331 ล้านยูโร/ทีม

ใครสปอนเซอร์ Euro 2022 บ้าง

สำหรับแบรนด์ที่เข้ามาสนับสนุนการแข่งขัน Euro 2022 ประกอบด้วย Visa, Adidas และ Nike รวมถึงเครื่องดื่ม Heineken โดย Visa มองว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมตามวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการรับรู้เรื่องนี้

อย่างไรก็ตามการเข้ามาสนับสนุน Euro 2022 ก็มาพร้อมความท้าทาย เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา รวมถึงในช่วงปลายปีจะมีการแข่งขันฟุตบอลโลกของผู้ชาย หรือ FIFA World Cup ที่ประเทศกาตาร์ด้วย ทำให้กระแสที่คาดว่าจะได้รับอาจไม่มากอย่างที่หลายแบรนด์หวัง

ฟุตบอลหญิงไทย ยังไม่บูมเท่าที่ควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2022 Thai Women’s League ลีกสูงสุดของฟุตบอลหญิงไทยพึ่งปิดฤดูกาลไป โดยมีแชมป์คือ บัณฑิตเอเซีย ถือเป็นแชมป์ติดต่อกันสมัยที่ 3 โดยทางทีมมีสปอนเซอร์คาดอกคือ เมืองไทยประกันภัย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดรางวัล และค่าตอบแทนต่าง ๆ

สำหรับลีกฟุตบอลหญิงไทยปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ระดับ โดยแต่ละระดับยังไม่มีสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการ ต่างกับลีกฟุตบอลชายไทยที่ลีกสูงสุดมี โตโยต้า เป็นสปอนเซอร์หลัก และลีกรองลงมามีเครื่องดื่ม M-150 เป็นสปอนเซอร์หลัก เป็นต้น ส่วนเงินรางวัลรวมลีกสูงสุดฟุตบอลชายไทยฤดูกาล 2021 อยู่ที่ราว 17 ล้านบาท

ด้านระดับชาติ ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเคยทะลุเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก หรือ FIFA Women’s World Cup ปี 2015 ที่แคนาดา จุดกระแสฟุตบอลหญิงไทยได้เล็กน้อย แต่ยังเทียบกับกีฬาหญิงชนิดอื่น ๆ ไม่ได้ โดย ณ วันที่ 2 ก.ค. 2022 ฟุตบอลหญิงไทยอยู่อันดับที่ 43 ของโลก และอันดับที่ 8 ของเอเชีย

สรุป

กีฬาจะเติบโตได้ต้องมี 3 สิ่งคือ เงินทุน, นักกีฬาที่เก่ง และผู้ชม เมื่อมีครบ สปอนเซอร์ก็เข้ามาได้ไม่ยาก ซึ่งฟุตบอลหญิงอาจกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ 3 สิ่งนี้ แต่คงไปเปรียบเทียบกับฟุตบอลชาย รวมถึงกีฬาหญิงประเภททีมอื่น ๆ เช่น วอลเลย์บอล หรือบาสเกตบอล

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ฟุตบอลหญิง คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะกลายเป็นกีฬาหญิงประเภททีมที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะเรื่องความสนุก และฝีเท้าของนักกีฬาที่ยังห่างจากนักฟุตบอลชาย แต่ด้วยแรงจากการสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้น ก็คงย่นระยะเวลาเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของฟุตบอลหญิงจนกว่าจะได้รับความนิยมเหมือนในปัจจุบัน

อ้างอิง // FT, CNN, FIFA, UEFA, Thai Women’s League

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ฟุตบอลหญิงมาแรง! แบรนด์ดังลงทุนสนับสนุนเพียบ UEFA คาด Euro 2022 ทำเงินกว่า 2,200 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/uefa-euro-2022-women-football/

รสชาติจากน้ำใช้แล้ว: สิงคโปร์จับมือกับคราฟท์เบียร์ท้องถิ่นเปิดตัวเบียร์ NEWBrew

สิงคโปร์พยายามแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำขาดแคลน ด้วยการนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมารีไซเคิลใหม่ ไม่ใช่แค่เพียงผลิตน้ำใช้แล้วมาใช้ใหม่ แต่ยังจับมือกับบริษัทที่ผลิตคราฟท์เบียร์ในประเทศ ทำเบียร์ให้คนได้ดื่มจากน้ำที่ใช้แล้วด้วย

NEWBrew

ก่อนหน้านี้เราเพิ่งจะได้เห็นเบียร์ที่ถือว่าเป็นรสชาติแห่งความมั่นคงจาก NATO ไป นั่นคือเบียร์ที่ผลิตจากฟินแลนด์ เป็นเบียร์ที่ร่วมฉลองการเข้าร่วมพันธมิตร NATO ของฟินแลนด์ ชื่อเบียร์คือ OTAN ที่ไม่ได้เป็นแค่ตัวอักษรที่สามารถอ่านกลับด้านเป็น NATO ได้ แต่มันเป็นภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึง NATO ด้วย ครั้งนี้ ผู้ที่ไม่หยุดคิดค้นนวัตกรรมแห่งการเปิดประสบการณ์ใหม่จากรสชาติใหม่ๆ ไม่ได้มาจากยุโรป แต่มาจากเอเชียหรือสิงคโปร์นั่นเอง

 OTAN NATO beer

สิงคโปร์ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมเพื่อจะสามารถนำน้ำใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้ แก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำขาดแคลนในประเทศ แต่ครั้งนี้มาใหม่ ด้วยการจับมือกันระหว่าง PUB หรือองค์การน้ำแห่งชาติของสิงคโปร์ร่วมกับบริษัท Brewerkz ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ในประเทศ ปล่อยเบียร์รสชาติใหม่ออกมาภายใต้ชื่อว่า NEWBrew ที่เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่การประชุมเรื่องน้ำเมื่อปี 2018 แล้ว และเริ่มจำหน่ายในซุปเปอร์มาเก็ตและช่องทางจัดจำหน่ายเบียร์ของ Brewerkz ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

หลายสื่อพาดหัวว่ามันคือเบียร์ที่นำน้ำใช้แล้วจากห้องน้ำ ถ้าจะบอกว่ารสชาติแห่งห้องน้ำหรือรสชาติแห่งการปลดปล่อยก็อาจจะดูเข้ากัน แต่สำหรับผู้ที่ดื่มเบียร์ชนิดนี้แล้ว เขาก็บอกว่ามันก็รสชาติเหมือนเบียร์นี่แหละ Chew Wei Lian วัย 58 ปี ผู้ซื้อเบียร์จากซุปเปอร์มาเก็ตให้สัมภาษณ์ผ่านบลูมเบิร์กส์ว่า เขาบอกไม่ได้จริงๆ ว่าเบียร์นี่ทำมาจากน้ำในห้องส้วม เขาบอกว่ารสชาติมันก็เหมือนเบียร์น่ะแหละและเขาเองก็เป็นคนชอบดื่มเบียร์ด้วย

NEWBrew ใช้น้ำจาก NEWater เป็นแบรนด์น้ำดื่มใช้แล้วจากสิงคโปร์ที่ผ่านกระบวนการผลิตน้ำจากน้ำใช้แล้วที่พัฒนามาตั้งแต่ปี 2003 เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงด้านน้ำของสิงคโปร์ PUB ระบุว่า เบียร์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่นี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะสอนให้ชาวสิงคโปร์ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการใช้น้ำอย่างยั่งยืนด้วยการนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่

NEWater

แนวคิดในการนำน้ำเสียมาทำให้กลายเป็นน้ำสะอาดที่ดื่มได้นี้ ครั้งหนึ่งก็เคยได้รับการต่อต้านอย่างหนัก และยังได้รับการสนับสนุนมาตั้งแต่ทศวรรษที่แล้วหลังจากที่โลกเผชิญกับการจัดหาน้ำสะอาดได้ยากมากขึ้น ซึ่ง WWF หรือองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลได้ประเมินว่าประชากรโลกราว 2.7 พันล้านคนจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างน้อยปีละ 1 เดือน ประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างอิสราเอลและสิงคโปร์ก็มีทรัพยากรน้ำใช้ที่จำกัดได้หาทางที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการปัญหาเรื่องน้ำเช่นกัน ขณะที่เมืองใหญ่อย่างลอสแองเจลิสและลอนดอนก็กำลังเตรียมแผนที่จะทำเช่นกัน

NEWater คือกระบวนการรีไซเคิลน้ำใช้แล้วให้มีความสะอาด ปัจจุบันมีโรงงานผลิตน้ำสะอาดในสิงคโปร์ถึง 5 แห่งแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้ทำการศึกษากระบวนการนำน้ำใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 ซึ่งก็พบว่ามีเทคโนโลยีที่สามารถทำได้แต่มีต้นทุนสูงมากและไม่สามารถพิสูจน์ข้อกังวลต่างๆ ได้ จากนั้นในทศวรรษ 1990 รัฐบาลสิงคโปร์ยังคงไม่ละความพยายาม ก็พบเทคโนโลยี membrane ที่มีศักยภาพและต้นทุนน่าพิจารณาจากสหรัฐอเมริกา (เทคโนโลยี membrane สามารถแยกสิ่งที่ปนเปื้อนน้ำออกจากน้ำได้ เช่นสิ่งเจือปนที่มองเห็นได้คือสารแขวนลอยหรือฝุ่น ละอองในน้ำ ถ้าสารที่มองไม่เห็นเช่นสารละลาย)

จากนั้นในปี 1998 ทางองค์กรน้ำแห่งชาติของสิงคโปร์ (PUB) จึงได้ตั้งทีมเพื่อทำการทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าว สองปีต่อมาจึงเริ่มทดลองผลิตน้ำได้ราว 10,000 ลูกบาศก์เมตร (1 ลูกบาศก์เมตร = 1,000 ลิตร) หรือ 10 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งการนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่นี้ถูกตั้งชื่อว่า NEWater มีการตรวจสอบแล้วพบว่าปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่งที่นำน้ำกลับมาใช้ได้

อย่างไรก็ดี เบียร์จากน้ำใช้แล้วไม่ได้เพิ่งมีการคิดค้นกัน แต่ยังมีบริษัท Nya Carnegie Brewery ร่วมกับ Carlsberg และ IVL สถาบันวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของสวีดเดนที่ปล่อยเบียร์ที่ทำจากน้ำใช้แล้วเช่นกัน และยังมีแคนาดาที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Calgary และ Xylem บริษัทเทคโนโลยีด้านน้ำก็เคยผลิตเบียร์จากน้ำใช้แล้วเช่นกัน

Grace Chen วัย 52 ปี ระบุถึงรสชาติเบียร์จากน้ำใช้แล้วว่า ถ้าคุณไม่ได้บอกใครว่ามันเป็นเบียร์จากน้ำใช้แล้ว บางทีพวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่ามันทำมาจากน้ำที่ใช้แล้ว

ที่มา – Business Insider, Bloomberg, PUB

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รสชาติจากน้ำใช้แล้ว: สิงคโปร์จับมือกับคราฟท์เบียร์ท้องถิ่นเปิดตัวเบียร์ NEWBrew first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/sigapore-water-agency-collab-brewerkz-launch-newbrew-from-newater/

กลยุทธ์หนีขาดทุน! มาม่า Less Sodium สินค้าใหม่ ซองละ 8 บาท เอาใจคนรักสุขภาพ

ขณะที่ มาม่า รุ่นดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันดี อยู๋ระหว่างการขอขึ้นราคากับกระทรวงพาณิชย์ เป็น 7 บาท จากปัจจุบันขายอยู่ที่ 6 บาท บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่าย “มาม่า” ซึ่งยืนยันว่าตลอดว่า เวลานี้บริษัทแบกต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนใกล้จะขาดทุนเต็มทีแล้ว ดังนั้น อีกทางหนึ่งในการทำธุรกิจ ก็คือการออกสินค้าใหม่มาเพื่อกระตุ้นการขาย และเป็นสินค้าที่ขยับราคาขึ้นเพื่อทำตลาดส่วนที่แตกต่างกัน

มาม่า

มาม่า ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของคนรายได้น้อย

อย่างที่รู้กันดีว่า มาม่า คืออาหารราคาถูกสำหรับคนรายได้น้อย ดังนั้นการจะขึ้นราคาแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องผ่านการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน อย่าลืมว่า การขึ้นราคา 1 บาท กระทบกับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ในอดีตหลายสิบปีก่อน มาม่าซองละ 4 บาท ก่อนจะขยับเป็น 5 และ 6 บาทในปัจจุบัน (บางคนอาจรู้สึกด้วยว่า เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่แน่นเหมือนแต่ก่อน – แต่นั่นก็เป็นแค่ความรู้สึก)

ทางสหพัฒนพิบูล แจ้งว่า มาม่า ไม่มีการปรับราคามากว่า 14 ปีแล้ว แต่ครั้งนี้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งน้ำมันปาล์ม ที่เพิ่มขึ้น 110% ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 53% ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบที่เป็นต้นทุนหลักของมาม่า คิดเป็น 50% ยังไม่นับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดได้เสนอต่อกระทรวงพาณิชย์แล้ว

สำหรับมาม่าดั้งเดิม ซองละ 6 บาท ทั้งรสต้มยำกุ้งและรสหมูสับ ถือเป็นสินค้าที่สร้างยอดขายหลัก มีสัดส่วน 80% ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่แม้ว่ายอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบซองจะดีขึ้น แต่กำไรที่ได้อาจไม่มากตามไปด้วยเพราะต้นทุนที่สูงขึ้น

มาม่า

เปิดตัวสินค้าใหม่ เอาใจคนรักสุขภาพ ด้วยราคา 8 บาท

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขึ้นราคามาม่าดั้งเดิมจาก 6 เป็น 7 บาท จะยังอยู่ระหว่างการพิจารณา สหพัฒนพิบูล ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เดินกลยุทธ์การตลาดเพื่อหนีการขาดทุน ด้วยการเปิตดัวสินค้าใหม่ มาม่า Less Sodium พูดง่ายๆ ว่าโซเดียมลดลง ในราคาซองละ 8 บาท

มาม่า Less Sodium มาด้วยกัน 4 รสชาติคุ้นเคย คือ ต้มยำกุ้งน้ำใส, ต้มยำกุ้งน้ำข้น, หมูสับ และเส้นหมี่น้ำใส ซึ่งเป็นรสชาติหลักของมาม่าที่คนไทยชื่นชอบ โดยทางมาม่าประกาศว่า

  • เส้นหมี่น้ำใส ลดโซเดียมลง 38%
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสต้มยำกุ้ง ลดโซเดียมลง 43%
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสต้มยำกุ้งน้ำข้น ลดโซเดียมลง 38%
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสหมูสับ ลดโซเชียมลง 32%

เวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บอกว่า มาม่าเป็นอาหารยอดนิยมของทุกคน และเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมรักสุขภาพ และเป็นสินค้าทางเลือก จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ มาม่า Less Sodium ขึ้น และจะเริ่มวางจำหน่ายในทุกช่องทางช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้

มาม่า Less Sodium จัดอยู่ในสินค้ากลุ่มพรีเมียมเช่นเดียวกัน มาม่าแบรนด์ OK ซองละ 15 บาท, มาม่าบะหมี่หยก ซองละ 10 บาท ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 20% พร้อมกับย้ำว่า นี่เป็นคนละส่วนกับมาม่าดั้งเดิม ซองละ 6 บาท ที่อยู่ระหว่างการขอกระทรวงพาณิชย์ปรับราคา

สำหรับตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครึ่งปีแรกมีมูลค่า 8,000 ล้านบาท เติบโต 7% คาดทั้งปี 2565 เติบโต 3-5% ขณะที่กลุ่มพรีเมี่ยมเติบโต 15% ส่วนสินค้าพรีเมี่ยมมาม่าเติบโต 28% จากการออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กลยุทธ์หนีขาดทุน! มาม่า Less Sodium สินค้าใหม่ ซองละ 8 บาท เอาใจคนรักสุขภาพ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/mama-less-sodium-new-product/