คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ปิดฉากรถสปอร์ตในตำนาน! Audi สั่งเลิกผลิตรุ่น TT หลังทำตลาดมานานกว่า 20 ปี

เชื่อว่าสายซิ่งทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับรถสปอร์ตขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากอย่าง Audi TT และไฝ่ฝันว่าจะครอบครองรถยนต์คันนี้สักครั้ง แต่หากไม่รีบทำตอนนี้ก็คงไม่ทัน เพราะ Audi เตรียมยกเลิกผลิตรุ่นนี้ รวมถึงรุ่นพี่ R8 ด้วย

Audi TT
Audi TT RS Coupé

ยอดขายไปไม่ไหว-เดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้าแทน

เป็นข่าวอีกข่าวช็อคของวงการรถยนต์ เพราะในที่สุด Audi ก็ประกาศยกเลิกผลิตรถสปอร์ตในตำนานอย่าง Audi TT แล้ว เนื่องจากภาพรวมยอดขายรถสปอร์ตทั่วโลกไม่สู้ดีนัก ประกอบกับทาง Audi เองก็ไม่สามารถทำตลาด Audi TT ได้สำเร็จเหมือนในอดีต เช่นในปี 2561 ที่สหรัฐอเมริกาก็ขายได้เพียง 1,300 คันเท่านั้น

Bram Schot ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เล่าให้ฟังว่า ด้วยแผนบริษัทที่เดินตามบริษัทแม่อย่าง Volkswagen ที่ต้องการเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ ทำให้ต้องตัดรถยนต์บางรุ่นที่ไม่สามารถทำตลาดได้เหมือนเดิมออกไป หนึ่งในนั้นคือกลุ่มรถยนต์สปอร์ต เช่น Audi TT และ Audi R8

“ภายใน 2 ปีข้างหน้า Audi จะมีรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 5 รุ่น และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid ให้เลือกซื้อ 7 รุ่น ถือเป็นหนึ่งในแผนมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ จำหน่ายให้ผู้บริโภคถึง 30 รุ่นภายในปี 2568 ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนให้เห็นกันแล้วคือรุ่น e-tron ส่วน Audi TT ก็มีแนวโน้มที่จะกลับมากับเครื่องยนต์ไฟฟ้าในอนาคต”

สำหรับ Audi TT นั้นเปิดตัวเมื่อปี 2541 มีทั้งหมด 3 เจเนอเรชั่น และสร้างความคึกคักให้กับตลาดในช่วงแรกเป็นอย่างมาก เพราะรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับราคาที่ไม่ได้สูงจนเกินไป ทำให้รถสปอร์ต 2 ประตูรุ่นนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และคนที่เริ่มมีกำลังซื้อไปทั่วโลก

สรุป

ช่วงนี้รถสปอร์ตนั้นอาการหนักจริงๆ เพราะผู้บริโภคเริ่มมองข้ามสิ่งนี้ และหันไปซื้อรถยนต์ SUV หรือรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เท่ากัน อาจเพราะความเอนกประสงค์ และลดการมลพิษตามนโยบายของหลายประเทศ ดังนั้นคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีค่ายรถยนต์รายไหนอีกที่จะเลิกผลิตรถสปอร์ตที่เคยทำตลาดมายาวนาน

อ้างอิง // Jalopnik

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/end-of-audi-tt/

โฆษณา

McDonald’s สวีเดน เปิดตัว McHive ร้านที่เล็กที่สุดในโลกสำหรับเลี้ยงผึ้ง!

McDonald’s ในประเทศสวีเดนออกไอเดียร้านอาหารที่เล็กที่สุดในโลกสำหรับเจ้าผึ้ง เป็นความคิดว่าต้องการอนุรักษ์ประชากรผึ้ง หลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว

ประเทศสวีเดนกำลังเผชิญปัญหาประชากรผึ้งลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อระบบนิเวศของธรรมชาติอย่างแน่นอน เพราะผึ้งมีผลต่อระบบนิเวศอย่างมาก

ทีนี้ McDonald’s ในสวีเดนจึงออกไอเดียที่จะช่วยอนุรักษ์ประชากรผึ้ง ด้วยการเปิดตัว McHive เป็นผลงานที่ทำงานร่วมกับเอเจนซี่โฆษณา NORDDDB เพื่อเป็นร้านอาหารที่เล็กที่สุดในโลกสำหรับเหล่าผึ้งทั้งหลาย จริงๆ แล้วเป็นนวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งแบบใหม่ โดยมีการตกแต่งหน้าตาเป็นร้าน McDonald’s มีประตูสีทอง มีโซนไดร์ฟทรู แต่ด้านบนหลังคาเป็นรังผึ้ง

ก่อนหน้านี้ McDonald’s ได้มีไอเดียในการช่วยอนุรักษ์ผึ้งไว้นานแล้ว บางสาขาในสวีเดนได้เลี้ยงรังผึ้งไว้บนชั้นดาดฟ้า หรือหลังคาของร้าน และมีการเริ่มขยายในสแกลใหญ่ขึ้นอย่างการทำบรรยากาศของร้านให้เอื้อต่อการเลี้ยงผึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกหญ้า ปลูกดอกไม้รอบร้าน เพื่อให้กลุ่มผึ้งคึกคักมากขึ้น

ไอเดียนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของ McDonald’s เช่นกัน

ทาง Christoffer Rönnblad ผู้อำนวยการด้านการตลาดของ McDonald’s สวีเดน ได้บอกว่า เรามีแฟรนไชส์จำนวนมากที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนนี้ และมีความรู้สึกดีที่ได้ใช้ร้านในการช่วยเลี้ยงผึ้งได้

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mcdonalds-mchive-worlds-smallest-restaurant-bee-hive/

dtac เตรียมลุยตลาดเน็ตบ้าน เปิด dtac@home เน็ตบ้านไร้สาย เสียบปลั๊กใช้ได้ทันที

คู่แข่งในตลาดอย่าง AIS และ True มีบริการอินเทอร์เน็ตบ้านกันหมด ส่วน dtac ที่ผ่านมายังไม่มี แต่ล่าสุดแม้จะไม่ได้เดินโครงข่ายไฟเบอร์ไปถึงบ้าน แต่ dtac เปิดบริการอินเทอร์เน็ตบ้าน dtac@home เรียบร้อย

สิ่งที่เป็นจุดแข็งของ dtac และยังไม่ถูกหยิบมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร คือ การมีคลื่นความถี่ 2300MHz จากความร่วมมือกับ TOT มาให้บริการโทรคมนาคม ดังนั้น dtac@home อาจเป็นหนึ่งในบริการจากคลื่นความถี่นี้

เบื้องต้นจากข้อมูลในเว็บไซต์ dtac@home ให้บริการใน 3 จังหวัด คือ สงขลา,​ สุราษฎร์ธานี และ ชลบุรี คาดว่าเป็นพื้นที่ทดลองให้บริการก่อนจะขยายไปทั่วประเทศ​ เนื่องจากการเป็นอินเทอร์เน็ตไร้สาย การขยายบริการสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องรอสายไฟเบอร์

สำหรับคนที่สนใจ dtac@home ระบุว่า จุดเด่นที่แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น คือ ไม่ต้องติดตั้ง เสียบปลั๊กอุปกรณ์ก็ใช้งานได้ทันที ไม่ติดสัญญาทาส เลิกใช้บริการได้ และรับประกันความพอใจ คืนเงินใน 7 วัน และแน่นอนว่า ข้อดีต่อดีแทคคือ สามารถให้บริการในพื้นที่ที่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตมีสายเข้าไม่ถึง

รายละเอียดการใช้บริการ ถ้าเป็นลูกค้าใหม่ต้องซื้อ Router ด้วย โดยมี 2 แบบให้เลือก คือ 4G Router Basic 1,999 บาท หรือ 4G Router Pro 2,999 บาท (ใช้บริการฟรี 1 เดือนแรก) และต้องเลือกแพ็คบริการ โดยมี 2 แพ็คให้เลืิอก คือ 499 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษี) ความเร็ว 10Mbps และ 599 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษี) ความเร็ว 15 Mbps

โดยทาง dtac@home ระบุว่า ความเร็วดังกล่าวเพียงพอสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป การสตรีมมิ่งวิดีโอ เล่นเกมออนไลน์ แต่ไม่ควรใช้งาน BitTorrent

สรุป

dtac@home บริการอินเทอร์เน็ตบ้านจาก dtac ที่มีจุดเด่นคือ เข้าถึงพื้นที่ที่โครงข่ายสายเข้าไม่ถึง เสียบปลั๊กใช้ได้เลยและไม่ติดสัญญาใช้บริการ แต่เนื่องจากจำกัดพื้นที่ให้บริการอยู่ 3 จังหวัด จึงต้องรอดูต่อไปว่าจะมีการขยายบริการพื้นที่ใหม่ๆ เมื่อไร และจะรักษาคุณภาพบริการและความเสถียรได้มากน้อยแค่ไหน หากมีผู้ใช้งานพร้อมกันมากขึ้น เพราะเป็นบริการแบบไร้สาย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-at-home/

ถึงเวลาช้อปของจีนมาขาย! เมื่อหยวนอ่อนค่าแตะ 4.6 บาท/หยวน กระทบส่งออกติดลบ แล้วเศรษฐกิจไทยล่ะ?

เมื่อ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐใช้ Trade War กดดันประเทศจีนตั้งแต่การขึ้นภาษีการค้า ล่าสุดแบนเทคโนโลยีจากจีน เลยเป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจจีนอ่อนแอลง ส่งผลต่อเนื่องให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่า ปัจจุบันค่าเงินหยวนอยู่ที่ 4 บาทกว่าๆ จะกระทบต่อไทยอย่างไร?

ภาพจาก Shutterstock

เมื่อเงินจีนอ่อนค่าเหลือ 4.6 บาท/หยวน จากจุดสูงสุดที่ 6 บาท/หยวน

อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) บอกว่า ปัจจุบันค่าเงินหยวนอ่อนค่า 0.5% เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทดอลลาร์สหรัฐ และถ้าเทียบกับค่าเงินบาทที่อยู่ในทิศทางแข็งค่า ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง 2.3% เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท

ทั้งนี้ค่าเงินหยวนมีอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง นับแต่ต้นเดือนต.ค.ปี 2558 เป็นช่วงที่รัฐบาลจีนเริ่มดูแลพฤติกรรมเก็งกำไรในตลาดทุนจีน โดยอ่อนค่าจาก 5.743 บาทต่อหยวน ปัจจุบันมาอยู่ที่ราว 4.625 บาทต่อหยวน

“ค่าเงินหยวนทยอยอ่อนค่าต่อเนื่องเพราะปัจจัยพื้นฐานของจีนไม่ดี การส่งออกจีนยังติดลบเพราะได้รับผลกระทบจาก Trade War แต่การอ่อนค่าครั้งนี้ไม่ได้อ่อนค่าอย่างรุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ เลยไม่ทำให้ตลาดตกใจ และไม่กระทบตลาดอาเซียนมากนัก”

หลังจากนี้ทิศทางค่าเงินหยวนยังอ่อนค่าอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบค่าเงินบาท โดยมีความไม่แน่นอนจากกรณี Trade war เศรษฐกิจจีนที่เริ่มชะลอ การส่งออกมีปัญหา ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์สกุลหยวนมาต่อเนื่อง

“จีนไม่อยากให้ค่าเงินอ่อนยาวนานจนมีปัญหา เพราะเงินอาจจะไหลออก และกระทบเสถียรภาพของประเทศ ขณะเดียวกันจีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง มีพันธบัตรสหรัฐอยู่ในมือ ต้องรอดูว่าเขาจะทำอะไรได้บ้าง ถ้า Trump ไม่ขึ้นภาษีอีก ค่าเงินจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และหากเศรษฐกิจสหรัฐยังดี คนลดความกังวลสงครมการค้า และตลาดรอดูอยู่ว่าสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไหม ถ้าขึ้นดอกเบี้ยเงินจะไหลกลับไปสหรัฐ ทำให้เงินหยวนและค่าเงินทั่วโลกน่าจะกลับมาอ่อนค่า”

ภาพจาก Shutterstock

เงินหยวนอ่อนค่ากระทบเศรษฐกิจไทยไหม?

เมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง แต่ค่าเงินบาทยังแข็งค่า ทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปจีนอาจจะแพงขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันการส่งออกของไทยไปจีนติดลบ 8% ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว และเงินบาทยังแข็งค่า โดย 4 เดือนแรกของปี 2019 ไทยส่งออกไปจีนสัดส่วนอยู่ที่  11.34% รองจากการส่งออกไปสหรัฐที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 13.6%

ทั้งนี้เดือนม.ค.-เม.ย. 2019 การส่งออกรวมของไทยติดลบ 1.86% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และในไตรมาส 2 มีโอกาสติดลบ 3-4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปัญหาการส่งออกติดลบมาตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งการส่งออกติดลบทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ตามมองว่าทั้งปีการส่งออกไทยจะกลับมาขยายตัวได้หากมีความชัดเจนเรื่องสงครามการค้า (Trade War)

“ปีนี้การส่งออกไทยยังไม่ติดลบรุนแรง ซึ่งเราจะเห็นภาพที่ดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีนที่ยังมาเที่ยวเพิ่มขึ้น แม้จะลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 1 ของปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะฐานเดิมอยู่ในระดับสูง แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังจำนวนนักท่องเที่ยวจีนน่าจะขยายตัวดีเพราะอานิสงค์จากครึ่งปีที่แล้วฐานค่อนข้างต่ำ”

ภาพจาก Unsplash

ทางออกของไทย และเศรษฐกิจหลังจากนี้

ปัจจุบันประเทศไทยจะได้รับผลกกระทบมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ดังนั้นเมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่า จะกระทบต่อคนที่ทำธุรกิจส่งออกไปประเทศจีน ทั้งนี้ทางแก้ปัญหาของไทยแบ่งเป็น 3 ข้อ ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการต้องปรับตัว เมื่อเจอการกดดันราคาจาก Trade war ต้องหันมาเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น
  2. ต้องพึ่งพาตลาดประเทศอื่นๆ เช่น ตลาดสหรัฐยังโต ยิ่งจีนส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้อาจเป็นโอกาศให้ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้มากขึ้น ต้นปีถึงปัจจุบันการส่งออกไทยไปสหรัฐขยายตัว 26%
  3. สร้างภายในให้เข็มแข็ง ป้องกันภายนอกที่อ่อนแอ แรงผลักดันหลักจะมาจากการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในประเทศ ให้ภาคธุรกิจลดต้นทุนได้มากขึ้น

หลังจากนี้สงรามการค้าจะยืดเยื้อต่อไป จากที่สหรัฐฯ พยายามไม่ให้จีนเป็นมหาอำนาจของโลก ผ่านการออกมาตรการควบคุมเทคโนโลยี ประเมินว่าสถานการณ์นี้ไม่ถึงขั้นฉุดเศรษฐกิจโลกให้เข้าขั้นวิกฤต และโดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยและอาเซียนน่าจะปรับตัวดีขึ้น 

ส่วนเศรษฐกิจในประเทศไทย กำลังซื้อระดับกลางถึงบนยังดีอยู่ และครึ่งปีหลังเมื่อการเมืองมีความชัดเจน ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือกำลังซื้อระดับล่าง เช่น นโยบายช่วยลดค่าครองชีพ มาตรการกระตุ้นต่างๆ อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนประเทศจะมาจากการลงทุนภาครัฐ และภาคเอกชน และหากรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นจะดึงการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น

สรุป

เมื่อไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และคู่ค้าสำคัญอย่างจีนกลับได้รับผลกระทบจาก Trade war ดังนั้นไทยต้องเริ่มต้นพึ่งพาตัวเอง ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า เพิ่มนวัตกรรม สร้าง S-Curve ใหม่ในธุรกิจไทย เพื่อสู้กับการแข่งขันราคาในตลาดโลก แต่ถ้าการเมืองยังไม่นิ่งแบบนี้ต่างชาติและภาคเอกชนจะกล้าลงทุนเพิ่มหรือ? เป็นเรื่องที่ต้องถามรัฐบาลชุดปัจจุบันของไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cimbt-yuan-impact-baht/

Taco Bell รุกหนักตลาดอินเดีย ประกาศเพิ่มอีก 600 สาขา สร้างงานกว่า 20,000 ตำแหน่ง

หลังแผนนี้ได้ประกาศออกมา “อินเดีย” ก็เตรียมขึ้นแท่นเป็นตลาดนอกสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดของ Taco Bell เป็นที่เรียบร้อย

Taco Bell
Taco Bell Photo: Shutterstock

อินเดียจะกลายเป็นตลาดนอกสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดของ Taco Bell

Taco Bell เชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์เม็กซิกัน ประกาศขยายสาขา 600 แห่งภายในปี 10 ปีนับจากนี้ โดยจะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่อีกประมาณ 20,000 ตำแหน่ง

Ankush Tuli กรรมการผู้จัดการของเชนร้าน Taco Bell เอเชีย บอกว่า “เรามองเห็นโอกาสในตลาดอินเดียที่มีอยู่อีกมาก” การประกาศรุกหนักตลาดอินเดียในครั้งนี้ จะทำให้แบรนด์มีศักยภาพอีกมากในตลาดนอกประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะอินเดียนอกจากจะเป็นตลาดที่ใหญ่ ยังมีจำนวนคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางที่จะเป็นฐานให้กับแบรนด์อีกมหาศาลในอนาคต

ปัจจุบัน Taco Bell มีสาขาอยู่แล้ว 35 แห่งในอินเดีย แต่สำหรับการประกาศขยายสาขากว่า 600 แห่งในครั้งนี้ได้จับมือกับ Burman Hospitality บริษัทอินเดียผู้ดูแลแฟรนไชส์ของ Taco Bell ในอินเดีย โดยในขั้นแรกจะขยายสาขาเพิ่มทันที 25 แห่งภายในปี 2019 นี้

ปัจจุบัน Taco Bell มีสาขาส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยมีจำนวนกว่า 7,000 สาขา ส่วนในตลาดนอกประเทศมีประมาณ 480 สาขา โดยตั้งอยู่ในกว่า 29 ประเทศ ซึ่งทาง Taco Bell มีแผนที่จะเจาะตลาดนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งอินโดนีเซีย เนื่องจากคู่แข่งในธุรกิจเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มีสาขาอยู่ทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง ดังนั้นถ้า Taco Bell ต้องการแข่งขัน จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขยายสาขาไปครอบคลุมในหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนในไทยเอง เมื่อต้นปี Taco Bell ก็ได้เข้ามาเปิดสาขาแรกที่ The Mercury Ville ชิดลม โดยผู้บริหารแฟรนไชส์ในไทยคือ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ธุรกิจของครอบครัว “มหากิจศิริ

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/taco-bell-india-expansion/

ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ออกแคมเปญลดราคาอาหารใกล้หมดอายุ หวังลดปริมาณขยะอาหาร

ปัญหาที่ท้าทายสังคมญี่ปุ่นและทั่วโลกอย่างหนึ่ง ก็คือปริมาณขยะอาหารที่หมดอายุก่อนถูกรับประทาน (Food Waste) มีการผลิตออกมาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตัวเลขของญี่ปุ่นนั้นสูงถึงปีละ 6.4 ล้านตัน ซึ่งเป็น 2 เท่า ของตัวเลขปริมาณอาหารที่สหประชาชาติส่งมอบให้ผู้ขาดแคลนเสียอีก

ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการผลิตขยะอาหารออกมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากร้านเหล่านี้จำเป็นต้องวางสินค้าอาหารไว้เยอะ ๆ เพื่อให้ลูกค้าสะดุดตาและเพิ่มทางเลือก แต่ในทุกวันก็ย่อมมีอาหารที่ขายไม่ออก และต้องทิ้งไปเพราะหมดอายุ ล่าสุด Lawson ญี่ปุ่น ประกาศโครงการสะสมแต้ม โดยลูกค้าจะได้แต้ม 5 พอยต์ ทุกการซื้ออาหารใกล้หมดอายุ 100 เยน โครงการนี้จะเริ่มที่สาขาในเกาะโอกินาว่าก่อน หากประสบผลดีก็จะขยายทั่วประเทศต่อไป

อาหารกล่อง ข้าวปั้น ที่ใกล้หมดอายุจะมีสติกเกอร์ติดแสดงไว้ โดยเริ่มกับอาหารที่เหลือวางขายหลัง 4 โมงเย็น เป็นต้นไป ซึ่งใกล้เวลาที่ต้องนำไปทิ้งของวันนั้น

มีรายงานว่า เซเว่นอีเลฟเว่น ในญี่ปุ่น ก็มีแผนจะทำโครงการกระตุ้นการซื้ออาหารที่ใกล้หมดอายุเพื่อได้แต้มสะสมเช่นเดียวกัน

นอกจากผลดีด้านสิ่งแวดล้อม การพยายามลด Food Waste ของร้านสะดวกซื้อก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น 2 ทาง ทั้งค่าแรงคนงานที่สูงขึ้นจากปัญหาสังคมสูงอายุที่ขาดแคลนคนทำงาน ขณะที่ขยะอาหารก็ถือเป็นต้นทุนที่ร้านต้องแบกรับ หากลดขยะส่วนนี้ได้ก็จะช่วยลดต้นทุนดำเนินการได้เช่นกัน

ที่มา: The Japan Times ภาพ Lawson JP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-combini-food-waste/

BlueScope ส่งแนวคิด Living Green  ผ่านนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สถาปนิก

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือ Living Green ได้รับความสนใจมาโดยตลอด ทำให้ บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป
(ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบสีของไทย ใส่ใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ​ และนำแนวคิด Living Green ผสานนวัตกรรมใหม่ๆ มาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของสถาปนิกยุคใหม่

พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ความต้องการเปลี่ยน สร้างไลน์สินค้าตอบโจทย์ตลาดในงานสถาปนิก’ 62 ภายใต้แนวคิด “กรีน อยู่ ดี Living Green” บลูสโคป ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจ เชื่อว่าจะโดนใจสถาปนิก ดังนี้

  1. Colorbond®  ผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบผสมระหว่างอลูมิเนียม และสังกะสีเคลือบสี เหมาะสำหรับการใช้งานภายนอก และภายใน เช่นหลังคา และผนังอาคาร ที่ต้องการความคงทนของสี และความสวยงามยาวนาน
  2. Zincalume® ผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบผสมระหว่างอลูมิเนียม และสังกะสี เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานในส่วนของหลังคา และผนังอาคาร งานตกแต่งด้านสถาปัตยกรรม และโครงหลังคา
  3. SuperDyma® ผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบโลหะผสมที่ประกอบด้วยสังกะสี ร่วมกับอลูมิเนียม 11% และแมกนีเซียม 3% เหมาะสำหรับใช้ในงานแปหลังคา โครงคร่าวผนัง และแผ่นพื้นเหล็ก ทั้งภายใน และภายนอกอาคาร ในงานอาคารทั่วๆ ไป
  4. CRP AntibacterialTM SD ผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบโลหะผสมที่ประกอบด้วยสังกะสี ร่วมกับอลูมิเนียม 11% และแมกนีเซียม 3% เคลือบสีบุผนัง เหมาะสำหรับใช้ในงานห้องเย็น และการใช้งานที่เน้นการรักษาอนามัย และปลอดเชื้อ

ผลิตภัณฑ์บลูสโคปสร้างความสอดคล้องกับแนวคิด กรีน อยู่ ดี ในงานสถาปนิกปีนี้ โดยผลิตภัณฑ์ Colorbond®  และ Zincalume®  เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติที่สามารถใช้ประกอบในการพิจารณายื่นขอฉลากเขียวได้

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของบลูสโคป Colorbond® ในรูปแบบของ Color Chart เพื่อให้กลุ่มลูกค้า และสถาปนิก สัมผัสถึงเฉดสีที่หลากหลายของ Colorbond® โดยมีการจัดสาธิตความสามารถในการสะท้อนรังสีความร้อนของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนได้สูง

และการจัดส่วนสาธิตในเรื่องของการทดสอบในน้ำชะหลังคา ว่าปริมาณโลหะหนักและสารปนเปื้อนที่ตรวจพบอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทางบลูสโคปยังได้เชิญกลุ่มลูกค้ารายสำคัญ เข้าร่วมแสดงสินค้าในงานนี้ด้วย ตามรายชื่อดังต่อไปนี้

  1. บริษัท เอส เจ เจ เพอร์เฟค รูฟ จำกัด
  2. บริษัท เอส พาเนล จำกัด
  3. บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป ไลสาจท์ (ประเทศไทย) จำกัด
  4. บริษัท เกรทวอลล์ (1988) จำกัด
  5. บริษัท ดับบลิวเอ็มไอ เอ็มโปเรี่ยม จำกัด
  6. บริษัท ฟาเท็ค เวิร์คส์ จำกัด
  7. บริษัท พีจี เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด
  8. บริษัท เมทัล บิวล์ดิง (ประเทศไทย) จำกัด
  9. บริษัท มั่นคงสตีล จำกัด
  10. บริษัท นาสป้า เอเซีย จำกัด
  11. บริษัท สตีล รูฟ จำกัด
  12. บริษัท ที ไอ พี เมทรูฟ จำกัด

สรุป

ยุคสมัยเปลี่ยน BlueScope ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสถาปนิกและผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bluescope-living-green/