คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ลูกค้า ไทยพาณิชย์ ถอนเงินผ่าน ตู้บุญเติม ได้แล้ว แต่มีค่าธรรมเนียม 30 บาท

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส เจ้าของ ตู้บุญเติม ให้ลูกค้าธนาคารถอนเงินสดจาก ตู้บุญเติมได้ ต่อยอดจากบริการฝากเงิน และยืนยันตัวตน ผ่านตู้ดังกล่าว โดยมีค่าธรรมเนียม 30 บาท

ไทยพาณิชย์

ไทยพาณิชย์ กับความร่วมมืออีกครั้งกับ บุญเติม

รายงานข่าวแจ้งว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ ยกระดับพันธมิตรด้านแบงก์กิ้งเอเย่นต์ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส เจ้าของ ตู้บุญเติม เพื่อให้บริการถอนเงินสดผ่าน ตู้บุญเติม Mini ATM กว่า 5,000 จุดทั่วประเทศ ตลอด 24 ชม. โดยลูกค้าธนาคารสามารถทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน SCB Easy และไปรับเงินสดได้ที่ตู้ดังกล่าว

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมตอบโจทย์ความต้องการด้านการเงินของลูกค้าได้อย่างตรงจุด” อรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว

ทั้งนี้การถอนเงินสดผ่าน ตู้บุญเติม สามารถถอนเงินขั้นต่ำ 100 บาท สูงสุดครั้งละไม่เกิน 2,000 บาท และถอนได้ 20,000 บาทต่อวัน โดยมีค่าธรรมเนียม 30 บาท แต่ระหว่างวันที่ 18 ม.ค. – 28 ก.พ. 2565 ลูกค้าไทยพาณิชย์ที่ใช้บริการนี้จะได้รับเครดิตบุญเติม 5 บาท เพื่อนำไปใช้บริการต่าง ๆ ที่ตู้ เช่น เติมเงิน, ซื้อแพ็คเกจ หรือจ่ายบิล

สำหรับขั้นตอนการถอนเงินสดจากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ผ่านตู้ บุญเติม Mini ATM มีดังนี้

  1. กดทำรายการถอนเงินผ่านบริการผ่านแบงก์กิ้งเอเย่นต์ บนแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อรับ QR Code
  2. กดเลือกบริการ ถอนเงิน ที่ ตู้บุญเติม Mini ATM
  3. กดใส่หมายเลขโทรศัพท์ผู้ถอนเงิน
  4. นำบัตรประจำตัวประชาชนใส่ในช่องใส่บัตร และนำ QR Code สแกนที่ตู้
  5. รอรับเงินสดตามจำนวนที่เลือกไว้ได้ทันที

ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมมือกับ ตู้บุญเติม เพื่อให้บริการฝากเงินสด และยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์)

อ้างอิง // ไทยพาณิชย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ลูกค้า ไทยพาณิชย์ ถอนเงินผ่าน ตู้บุญเติม ได้แล้ว แต่มีค่าธรรมเนียม 30 บาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/scb-boonterm-atm/

เมื่อจีนแพ้ไต้หวัน! Tencent โดน TSMC ปาดหน้า ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชีย

เมื่อจีนแพ้ไต้หวันเสียเอง! ล่าสุด Tencent โดน TSMC ปาดหน้า คว้าตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในเอเชีย ด้วย Market Cap กว่า 6 แสนล้านเหรียญ

บริษัทใหญ่จากไต้หวันมูลค่าแซงจีน

“TSMC กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียเรียบร้อยแล้ว”

และสิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้นไปอีกคือการที่ผู้ผลิตชิปสัญชาติไต้หวันรายนี้ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 แห่งเอเชีย ด้วยการแซงหน้าบริษัทเทคโนโลยีจากจีนอย่าง Tencent Holding ที่เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน

The Wall Street Journal รายงานว่าล่าสุด มูลค่าตลาด (Market Capitalization) ของ TSMC เติบโตทะลุ 6 แสนล้านเหรียญ (ประมาณ 19.8 ล้านล้านบาท) เข้าไปแล้ว จากข้อมูลของ S&P Global Market Intelligence ส่วนมูลค่าตลาดของ Tencent อยู่ที่ 5.69 แสนล้านเหรียญ (18.7 ล้านล้านบาท)

ตอนนี้ TSMC คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือตามหลังบริษัท Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ด้วยช่องว่างไม่มากนัก

บริษัทจีนโดนคุมเข้มหนัก

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Tencent อันดับร่วง คือการที่รัฐบาลจีนแผ่ขยายบทบาทควบคุมบริษัทเทคโนโลยีของรัฐบาลจีน ตั้งแต่ปลายปี 2020 เมื่อรัฐบาลประกาศให้การ IPO ในตลาดเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงของ Alibaba ไม่ผ่านเงื่อนไขด้านการกำกับดูแลบางประการ 

ไล่ไปจนถึงการคุมเข้มบริษัทอื่นๆ ทั้ง Tencent, Didi, TikTok และยังมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในธุรกิจสอนพิเศษ และวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจเกม

ประเด็นคือ เรื่องราวของบริษัทในจีนสวนทางกับไต้หวันพอสมควร เพราะในปีที่ผ่านมา TSMC ได้กำไรทุบสถิติที่ 2.15 หมื่นล้านเหรียญ (7 แสนล้านบาท) จากหลายๆ ปัจจัย ทั้งชิปขาดตลาด สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี

เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ 2 ปัจจัยหนุน ของ TSMC

ในภาวะที่ชิปกลายเป็นที่ต้องการมากกว่าครั้งไหนๆ TSMC ได้ประโยชน์จากตรงนี้เต็มๆ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า TSMC มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้ง Intel ไปจนถึง Samsung มีส่วนแบ่งการผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดกว่า 90% แถมยังรับผลิตสินค้าให้กับ Nvidia และ AMD อีกด้วย

Chip Semiconductor เซมิคอนดักเตอร์
ภาพจาก Shutterstock

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนักวิเคราะห์จะมองว่า TSMC จะมีมูลค่าบริษัทเติบโตทำจุดสูงสุดใหม่ได้เรื่อยๆ หลังจากนี้ แถมช่องว่างด้านเทคโนโลยีระหว่าง TSMC อาจถูกฉีกห่างออกเรื่อยๆ

อีกเรื่องคือ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยีของจีนและสหรัฐฯ ที่ยังคุกรุ่นทำให้ TSMC ได้เปรียบในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ จับตาบริษัทเทคโนโลยีของจีน การห้ามการลงทุน หรือการกดดันให้บริษัทสหรัฐฯ ขายสินค้าเทคโนโลยีให้จีน 

นอกจากนี้ นโยบาย Buy American ที่สนับสนุนสายพานการผลิตของประเทศพันธมิตร และโดดเดี่ยวจีนก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไม TSMC รุ่ง Tencent ร่วง ในปีที่ผ่านมา

ที่มา – WSJ, Taiwan News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมื่อจีนแพ้ไต้หวัน! Tencent โดน TSMC ปาดหน้า ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชีย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tsmc-surpass-tencent-in-terms-of-market-cap/

อวสาน เจอ-จ่าย-จบ! อาคเนย์ เลิกธุรกิจประกันวินาศภัย ย้ำกระทบพนักงาน 1,396 คน และลูกค้าน้อยสุด

บมจ. เครือไทย โฮลดิ้งส์ แจ้งว่า บริษัทจะเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ บมจ. อาคเนย์ ประกันภัย เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 กระทบกับการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยรวม

อาคเนย์

ปิดฉาก อาคเนย์ ประกันภัย

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของ บมจ. เครือไทย โฮลดิ้งส์ ครั้งที่ 2/2565 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 จึงได้มติเกี่ยวกับการเลิก ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ อาคเนย์ประกันภัย ดังนี้

  1. เห็นชอบ กับแผนการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของอาคเนย์ประกันภัยซึ่งเป็นการใช้สิทธิขอเลิกประกอบธุรกิจ ประกันวินาศภัยโดยสมัครใจ และส่งคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่อนายทะเบียนตามมาตรา 57 และ 57/1 แห่ง พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 (รวมทั้งที่การแก้ไขเพิ่มเติม)
  2. ไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอที่ให้ อาคเนย์ ประกันภัย โอนกิจการของ อาคเนย์ประกันภัย ให้แก่ บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากมีความเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยพิจารณาให้กองทุน ประกันวินาศภัยเป็นผู้เข้ามาดำเนินการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ อาคเนย์ ประกันภัย ตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กองทุนประกันวินาศภัยมีอยู่แล้ว ก็ควรให้กองทุนประกันวินาศภัยเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการในเรื่องการดำเนินการคืนเบี้ย ประกันให้กับผู้เอาประกันภัยทุกรายตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ อาคเนย์ ประกันภัย ยังมีภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อผู้เอาประกันภัยนั้น ๆ (ซึ่งรวมถึง กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ และการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)) รวมทั้งการจัดหาผู้รับประกันภัยรายใหม่ให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามหลักเกณฑ์ และแนวทางของกองทุนประกันวินาศภัยด้วย โดย อาคเนย์ ประกันภัย เป็นผู้ให้การสนับสนุน การดำเนินการด้านต่าง ๆ แก่กองทุนประกันวินาศภัยดังกล่าวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เอาประกันภัย และเพื่อเป็น การดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย และบุคคลที่เกี่ยวข้องในทุก ๆ ฝ่าย ดังนั้น บริษัทฯ จะมอบหมายให้ผู้รับ มอบฉันทะนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ อาคเนย์ประกันภัยเพื่อลงมติเห็นชอบให้กองทุนประกันวินาศภัยเป็น ผู้เข้ามาดา เนินการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเลิกประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ อาคเนย์ประกันภัย ตามหลักเกณฑ์ และแนวทางที่กองทุนประกันวินาศภัยมีอยู่

ทั้งนี้การลงมติเลิกธุรกิจประกันวินาศภัยของ บมจ. อาคเนย์ ประกันภัย มาจากเหตุผลเช่น หากดำเนินธุรกิจต่อไปจนถูกเพิกถอนใบอนุญาต บริษัทจะประสบปัญหาด้านการเงิน โดยสถานะของหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน และผู้ถือกรมธรรม์ Non Covid19 ของอาคเนย์ประกันภัย 8,629,036 ราย อาจไม่ได้รับการคุ้มครองต่อ รวมถึงผู้ถือกรมธรรม์ Covid-19 ของอาคเนย์ประกันภัย 1,851,921 ราย เช่นกัน

นอกจากนี้คู่ค้า (อาทิ อู่ซ่อมรถ/โรงพยาบาล/ตัวแทน) ของอาคเนย์ประกันภัย 9,000 ราย อาจมีความเสี่ยงไม่ได้รับค่าบริการ หากบริษัทถูกสั่งปิดกิจการ รวมถึงพนักงานอาคเนย์ ประกันภัย 1,396 คน อาจถูกเลิกจ้างกระทันหัน และได้รับการชดเชยที่ล่าช้า

อ้างอิง // SET

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อวสาน เจอ-จ่าย-จบ! อาคเนย์ เลิกธุรกิจประกันวินาศภัย ย้ำกระทบพนักงาน 1,396 คน และลูกค้าน้อยสุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/end-of-southeast-insurance/

โควิดระบาดก็ทำอะไรไม่ได้ SCGP รายได้เพิ่มขึ้น 34% ตั้งเป้าปี 65 สร้างรายได้ 1.4 แสนล้านบาท

SCGP หรือบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เผยผลประกอบการปี 2564 เติบโตโดดเด่น ทำรายได้จากการขาย 124,223 ล้านบาท รายได้เพิ่มขึ้น 34% กำไร 8,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน

scgp

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ระบุ ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทปี 2564 เติบโตอย่างมั่นคง โดยผลการดำเนินงานปี 2564 เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้เกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งสินค้า และอัตราค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง

SCGP

นับจากจดเทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศเมื่อตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน SCGP ขยายการลงทุนในอาเซียนและภูมิอาคอื่นๆ ใช้เงินลงทุนตลอดอายุโครงการราว 40,000 ล้านบาท ทั้งควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) และขยายกำลังการผลิตของบริษัทรวม 12 โครงการ ดำเนินการเสร็จแล้ว 9 โครงการ อีก 3 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ ดังนี้

  1. ขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ของ United Pulp and Paper Co., Inc. (UPPC) ประเทศฟิลิปปินส์อีก 2.2 แสนตันต่อปี คาดว่าแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 65
  2. ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยและเวียดนามอีก 1,838 ล้านชิ้นต่อปี คาดว่าแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 65
  3. โครงการก่อสร้างฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์แห่งใหม่ทางตอนเหนือของเวียดนามภายใต้ Vina Kraft paper Company Limited (VKPC) ด้วยกำลังการผลิต 3.7 แสนตันต่อปี คาดว่าแล้วเสร็จปี 67

 SCGP

ไตรมาส 4 ปี 2564 รายได้จากการขายอยู่ที่ 35,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% กำไรสำหรับงวด 2,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ภาพรวมของการใช้บรรจุภัณฑ์ในอาเซียนช่วงไตรมาส 4 ทั้งในไทย เวียดนาม อินโดฯ ฟิลิปปินสื และมาเเลเซียปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและการบริโภคปี 2565 จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดในประเทศต่างๆ ส่วนค่าระวางเรือขนส่งจะยังอยู่ในรดับสูงอย่างต่อเนื่อง ภาวะเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยกดดันการผลิตและบริโภค SCGP ตั้งเป้าหมายว่ารายได้ปี 2565 จะเติบโตอยู่ที่ 140,000 ล้านบาท บริษัทฯ เตรียมวางแผนขายธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายใต้งบลงทุน 5 ปี ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยอาเซียนคือพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของ SCGP และจะยังมองหาโอากาสขยายการลงทุนที่เหมาะสมในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย

SCGP

ที่มา – SCGP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โควิดระบาดก็ทำอะไรไม่ได้ SCGP รายได้เพิ่มขึ้น 34% ตั้งเป้าปี 65 สร้างรายได้ 1.4 แสนล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/scgp-growth-revenue-in-2021/

ยุคเด็กมีตัง! ผู้ซื้อ Rolls-Royce ทั่วโลกปี 2021 อายุเฉลี่ยแค่ 43 ปี ต่ำกว่าแบรนด์หรู-Supercar

Rolls-Royce ประกาศยอดขายทั่วโลกประจำปี 2021 ที่ 5,586 มากที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจมา 117 ปี และมีจุดน่าสนใจคือ อายุเฉลี่ยของผู้ซื้อยู่ที่ 43 ปี ต่ำกว่าแบรนด์หรู และ Supercar รายอื่น เหตุลูกค้าวัย 20-30 ปี ซื้อเพิ่มขึ้น

rolls-royce

Rolls-Royce รถหรูขวัญใจเด็กยุคใหม่

ในสายตาคนทั่วไป Rolls-Royce คือแบรนด์รถหรูที่ปกติจะเห็นผู้ใหญ่ หรือคนวัย 50-60 ปี ใช้งาน เพราะราคาค่อนข้างสูง (ราคาไทยเริ่มต้นราว 30 ล้านบาท) จึงต้องประสบความสำเร็จในชีวิตมาระยะหนึ่ง ยิ่งปกติการซื้อ Rolls-Royce หนึ่งคันมักต้องใส่ Option ต่าง ๆ เพิ่มเข้าไป ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่ความคิดดังกล่าวกำลังถูกหักล้าง เพราะล่าสุด Rolls-Royce ประกาศยอดจำหน่ายทั่วโลกในปี 2021 ที่ 5,586 คัน มากที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจมา 117 ปี และมากกว่า 49% เมื่อเทียบกับปี 2020 สวนทางตลาดรถยนต์โลกที่หดตัวเพราะพิษ COVID-19 และมีอีกจุดน่าสนใจคือ อายุเฉลี่ยของผู้ซื้อ Rolls-Royce ในปีดังกล่าวอยู่ที่ 43 ปี

ตัวเลข 43 ปี น้อยกว่า BMW แบรนด์เจ้าของ Roll-Royce ที่ปี 2021 มีลูกค้าในสหรัฐอเมริกาอายุเฉลี่ย 55 ปี ส่วน Mini อีกแบรนด์ในเครือ มีลูกค้าในสหรัฐอเมริกาอายุเฉลี่ย 52 ปี ชี้ให้เห็นว่า การที่อายุเฉลี่ยของลูกค้า Roll-Royce น้อยขนาดนี้ ต้องมาจากลูกค้าอายุ 20-30 ปี ซื้อมากขึ้น ขัดกับภาพลักษณ์เดิมของแบรนด์อย่างชัดเจน

rolls-royce

ทำไมวัยรุ่นถึงซื้อ Rolls-Royce

การประสบความสำเร็จในชีวิตในวัย 20-30 ปี พบเห็นได้มากในปัจจุบัน เพราะมีช่องทางสร้างรายได้มากมาย และพวกเขามักหาซื้อรถยนต์หรูมาตอบแทนความสำเร็จนี้ แต่จริง ๆ แล้วมีแบรนด์รถหรูมากมาย รวมถึงกลุ่ม Supercar ที่พร้อมจูงใจวัยรุ่นเหล่านี้ แต่ทำไมพวกเขาถึงเลือกซื้อ Rolls-Royce ล่ะ?

Maxie Kaan-Lilly หญิงวัย 30 ปี อาชีพนางแบบ และนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่เธอซื้อ Rolls-Royces รุ่น Dawn มาจากการครอบครองรถยนต์แบรนด์นี้แสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จ และเป็นหนึ่งในเครื่องมือเพิ่มโอกาสการขายอสังหาริมทรัพย์ผ่านการให้ลูกค้านั่งรถของเธอเพื่อดูสถานที่

ในทางกลับกัน Rolls-Royce มีการออกแบบรถยนต์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าวัยรุ่นมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่รถเก๋งขนาดใหญ่ 4 ประตูอีกต่อไป เช่น การทำรุ่น 2 ประตู Wraith ให้รถดูสปอร์ต และคล่องตัวมากขึ้น หรือการพัฒนา Cullinan รถ SUV ขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกับความหรูหรา จับเทรนด์ SUV และขยายฐานลูกค้าได้ทันที

มากกว่าหรู คือความดุดันที่ไม่เคยมีมาก่อน

นอกจากนี้ Rolls-Royce ยังทำตลาดชุดแต่ง Black Badge ที่แปลงร่าง Rolls-Royce ให้ดูดุดันยิ่งขึ้น ด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนสีเงินต่าง ๆ เช่นกระจังหน้า หรือมือจับประตู ให้กลายเป็นสีดำ ผสานความหรูหรา และความดุดัน ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่

ชุดแต่ง Black Badge ราคาเริ่มต้นราว 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.65 ล้านบาท) ถือว่าราคาค่อนข้างสูง แต่ผู้ซื้อ Rolls-Royce ยุคใหม่กล้าจ่ายจนเป็นเรื่องปกติ เพื่อเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของรถ และสร้างความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับ Rolls-Royce คันอื่น

ในสหรัฐอเมริกา Rolls-Royce ให้บริการ Whispers แอปพลิเคชัน Social Media ที่ใช้งานได้เฉพาะเจ้าของ Rolls-Royce ภายในแอปฯ ผู้ขับรถยนต์แบรนด์นี้สามารถติดต่อกัน และร่วมกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ได้ โดยมากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ขับ Rolls-Royce ในสหรัฐฯ ใช้งานแอปฯ นี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นวัยรุ่นของแบรนด์เช่นกัน

หลายแบรนด์หรูชิงตลาดวัยรุ่นเงินล้าน

จากตัวเลขอายุเฉลี่ยลูกค้า Rolls-Royce ที่ 43 ปี ซึ่งน้อยกว่าแบรนด์อื่นในเครือ BWM และแบรนด์หรูอย่าง Audi, Mercedes-Benz หรือ Supercar อาทิ Lamborghini ทำให้แบรนด์คู่แข่งเหล่านี้พยายามลดอายุเฉลี่ยลูกค้าตัวเองเพื่อไม่เกาะอยู่กับฐานลูกค้าเดิมในอดีต

เริ่มต้นที่กลุ่มแบรนด์หรู หากมองในตลาดไทย Mercedes-Benz มีการรุกตลาด A-Class รถเก๋งคันเล็ก และ AMG กลุ่มรถสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ ส่วน BMW มีการปล่อย 2 Series ในราคาที่จูงใจ และ Audi ชูรถนำเข้า 100% ในราคาที่เอื้อมถึง

ด้านกลุ่ม Supercar ทาง Lamborghini เปิดตัว Urus รถยนต์ SUV ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่าเดิม ส่วน Porsche ส่ง Taycan รถยนต์ไฟฟ้าล้วน 4 ประตู และ Ferrari เปิดตัว Roma ที่จูงใจคนรุ่นใหม่ และใช้ผู้หญิงโฆษณา เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงก็ขับ Ferrari ได้

สรุป

การจะครอบครอง Rolls-Royce สักคันหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และหากเป็นเศรษฐี Rolls-Royce ก็คงเป็นหนึ่งในจุดชี้วัดความสำเร็จ และความภูมิใจในการใช้ชีวิตได้ แต่น่าสนใจว่า Rolls-Royce ไปถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร และเชื่อว่าหลังจากนี้แบรนด์อื่น ๆ คงพยายามลดอายุตัวเองเพื่อจูงใจพวกเขา และเพิ่มยอดขายได้เช่นกัน

อ้างอิง // CNN

อ่านข่าวเกี่ยวกับ Rolls-Royce และรถหรูเพิ่มเติมได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ยุคเด็กมีตัง! ผู้ซื้อ Rolls-Royce ทั่วโลกปี 2021 อายุเฉลี่ยแค่ 43 ปี ต่ำกว่าแบรนด์หรู-Supercar first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/rolls-royce-go-younger/

Omicron ไม่กระทบเศรษฐกิจมากถ้าไม่ปิดเมือง มีแนวโน้มจบลงเร็ว

รายงานจากเกียรตินาคินภัทร ประเด็น “จับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย 2022: Omicron กระทบเศรษฐกิจมากแค่ไหน” ประเมินว่า Omicron กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยลง หากเทียบกับการระบาดในรอบก่อนๆ เนื่องจาก สัดส่วนการป่วยเข้าโรงพยาบาลจากโควิดสายพันธุ์ Omicron มีตัวเลขต่ำลง ส่วนหนึ่งมาจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับการระบาดครั้งก่อนๆ

Omicron-kkp-research---cover

สำหรับไทย การระบาดของโควิดในรอบปัจจุบันจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกว้างขวางแต่น่าจะจบลงเร็วกว่ารอบก่อนๆ อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ขณะเดียวกันรัฐมีความใจในการอยู่ร่วมกับโควิดมากขึ้น โดยหลายประเทศเร่งฉีดวัคซีนและไม่ออกมาตรการปิดเมือง ช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ ประชาชนเหนื่อยล้ากับการปิดเมืองเป็นเวลานานและการรับวัคซีนมากขึ้น ทำให้ความกังวลลดลง หันมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

  • การระบาดของ Omicron จะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักจากความระมัดระวังของผู้บริโภค และข้อจำกัดจากภาครัฐที่มีมากขึ้ แต่จะไม่นำไปสู่การปิดเมืองอย่างรุนแรงแบบการระบาดในรอบก่อน หากการบริโภคและการลงทุนลดลงพร้อมกัน 1%-2% ในระยะ 1 เดือน (เทียบกับรอบก่อน 2%-5%) จะกระทบตัวเลข GDP ทั้งปีประมาณ 0.06%-0.12% เท่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
  • การระบาดมีแนวโน้มจบลงเร็ว การฟื้นตัวการท่องเที่ยวจะชะลอออกไ แต่จะกลับมาเร่งตัวขึ้นเมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศปี 2022 จะกลับเข้ามาได้ประมาณ 5.8 ล้านคนช่วงครึ่งหลังของปี

KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2022 จะเติบโตได้ระดับ3.9% ถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการหดตัวในปี 2020 ที่ 6.1% และปี 2021 คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาเพียง 0.9% โดยการบริโภคและการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

Thiland

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

หากรัฐมีนโยบายสาธารณสุขที่จัดให้คนติดเชื้อที่มีความเสี่ยงต่ำต้องรักษาในโรงพยาบาล อาจทำให้ระบบสาธารณสุขถึงขีดจำกัดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น คนสูงอายุไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้เป็นจำนวนมาก กรณีเลวร้ายที่การระบาดนำไปสู่การปิดเมืองจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ดังนี้

  • การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีก จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคือที่พักและอาหาร การขนส่ง การค้า และจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลต่อเนื่องต่อการจ้างงาน
  • หากนักท่องเที่ยวไม่สามารถกลับมาได้ในปีนี้ คาดการณ์ว่า GDP ปี 2022 จะเติบโตน้อยกว่า 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • แรงกดดันต่อค่าเงินบาทในทิศทางอ่อนค่าจะรุนแรงขึ้นมาก

ที่มา – KKP Research

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Omicron ไม่กระทบเศรษฐกิจมากถ้าไม่ปิดเมือง มีแนวโน้มจบลงเร็ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kkp-research-omicron-not-impact-thai-economic-much/

เมื่อ Workation คืออนาคตของการท่องเที่ยว! ซีอีโอ Airbnb ชี้ ยอดจองพักยาวโตเร็วสุด

Workation อาจเป็นอนาคตของการท่องเที่ยว เพราะโตเร็วสวนกระแสโอไมครอนระบาดทั่วโลก ซีอีโอ Airbnb ชี้ ยอดจากที่พักระยะยาวเติบโตเร็วที่สุด

workation airbnb

เมื่อ Workation คืออนาคต

Workation หรือ การเที่ยวไปทำงานไป เติบโตขึ้นอย่างน่าตกใจ สวนกระแสการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนที่สร้างความกังวลไปทั่วโลก เพราะนี่คือการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานในอนาคต 

โดย Brian Chesky ซีอีโอของ Airbnb ประกาศผ่านทวิตเตอร์ว่าแม้แต่ตัวเขา “ก็จะพักอาศัยใน Airbnb อาศัยในเมืองต่างๆ โดยจะย้ายไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์สองอาทิตย์ นับตั้งแต่ตอนนี้ บ้านของเขาก็คือ Airbnb ที่ไหนซักที่”

นอกจากนี้ เขายังให้ความเห็นเกี่ยวกับ Workation เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า นับตั้งแต่การเกิดเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ วิกฤติการระบาดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในด้านการท่องเที่ยว 

ท่องเที่ยว พักอาศัย ทำงาน เริ่มไม่มีเส้นแบ่งระหว่างกัน

ถ้าถามว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ใหญ่แค่ไหน ก็ให้ลองดูผลประกอบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาของ Airbnb

การจองที่พักระยะยาว (เกิน 1 เดือน) คือหมวดหมู่การจองที่เติบโตเร็วที่สุด ในไตรมาส 3 ของ Airbnb ในปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการจองทั้งหมด ส่วนการจองที่พักนานกว่า 1 สัปดาห์ คิดเป็นเกือบ 50% ของการจองทั้งหมด

มากไปกว่านั้น ในปีที่ผ่านมา (จนถึงกันยายน) ผู้เข้าพักกว่า 100,000 คน จองที่พักจองที่พักนานกว่า 3 เดือน

สาเหตุสำคัญคือ “การระบาดทำให้ Remote Worker หรือพนักงานที่ทำงานทางไกลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และการทำงานทางไกลก็ลดความจำเป็นของการต้องเข้าออฟฟิศทุกวันลง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผู้คนหลายล้านสามารถพักอาศัยที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้” Chesky ระบุ

การท่องเที่ยวแบบใหม่: โอกาสของธุรกิจและชุมชน

Chesky มองถือแนวโน้มในอนาคตเมื่อคน Workation เที่ยวไปทำงานไปว่า “ในปี 2022 ผมคิดว่าเทรนด์การท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดคือการที่ผู้คนจำนวนมากกระจายตัวไปตามเมืองต่างๆ พักอาศัยเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือแม้แต่ทั้งฤดูกาลในคราวเดียว”

workation

“คนจะเริ่มไปอยู่ต่างประเทศมากขึ้น เที่ยวยาวๆ ทั้งช่วงซัมเมอร์ หรือแม้แต่เลิกเช่าบ้านและเปลี่ยนตัวเองเป็น digital nomads ไปเลยก็ได้” เขาระบุ

ดังนั้น เมืองและประเทศต่างๆ ในอนาคตก็จะแข่งขันกันดึงดูดให้ remote workers เหล่านี้เข้ามาพักอาศัยและสร้างผลประโยชน์ต่างตอบแทนกลับไปให้เมืองที่พวกเขาเข้ามาอาศัยอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

พูดง่ายๆ นี่คือการเลิกเอาชีวิตความเป็นอยู่ไปผูกอยู่กับบ้านหรือที่ทำงานเท่านั้น แต่เป็นการกระจายความเป็นไปได้ในการใช้ชีวิตออกไปยังที่ต่างๆ ที่อยากไป และนี่ก็คือเทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปในสายตาของ Airbnb

ที่มา – Bloomberg, Airbnb

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมื่อ Workation คืออนาคตของการท่องเที่ยว! ซีอีโอ Airbnb ชี้ ยอดจองพักยาวโตเร็วสุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/brian-chesky-on-workation-2022/

Lamborghini ย้ำ ปี 2023 ทุกรุ่นที่เปิดตัวใหม่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid

Lamborghini กลับลำ เตรียมจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Hybrid และ Plug-in Hybrid หลังเคยบอกว่า ไม่ต้องการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ไว้ใน Supercar พร้อมเผยช่วงเวลาเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วน

lamborghini

Lamborghini จริงจังในรถยนต์ไฟฟ้า

Stephan Winkelmann ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lamborghini หนึ่งในแบรนด์รถยนต์เครือ Volkswagen เผยว่า นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ Hybrid และ Plug-in Hybrid ทั้งหมด และในช่วงปี 2025 เป็นต้นไปจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วน

รถยนต์รุ่นใหม่ที่ Lamborghini จะเปิดตัวในปี 2023 ประกอบด้วย

  • Aventador เครื่องยนต์ Hybrid ในปี 2023
  • Urus เครื่องยนต์ Plug-in Hybrid ในปี 2024
  • Huracán เครื่องยนต์ Hybrid ในปี 2025
  • และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ยังไม่มีชื่อรุ่นในช่วงปี 2028

ทั้งนี้รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ Lamborghini จะเปิดตัวในช่วงเวลาดังกล่าว ทางประธานเจ้าหน้าที่บริหารย้ำว่า ตัวรถยนต์จะมาในรูปแบบ รถเก๋ง 4 ประตู ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และเป็นอีกครั้งที่ทางแบรนด์หันมาทำตลาดรถยนต์ 4 ประตู หลังจากเปิดตัว Urus รถ SUV 4 ประตู เมื่อปลายปี 2017

การเร่งทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Lamborghini อาจมาจากความสำเร็จของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ Supercar ทั้ง Tesla Roadster รวมถึง Posche Taycan แบรนด์ร่วมเครือ Volkswagen ดังนั้นหากทางแบรนด์ยังยึดมั่นในเครื่องยนต์สันดาปต่อไป อนาคตอาจมีที่ยืนในตลาดนี้ได้ลำบาก

สรุป

ปี 2022 จะเป็นปีสุดท้ายของ Lamborghini ในการเปิดตัวรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน ถือเป็นการตามกระแสโลกที่เดินหน้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะฝั่งรถยนต์ไฟฟ้าล้วน อาจบอกว่าเป็นการคาดการณ์ผิดของ Lamborghini ว่ากระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มาเร็วขนาดนี้ แต่การยอมกลืนเลือดตัวเองก็ดีกว่าการพ่ายแพ้ในตลาด

อ้างอิง // Electrek

อ่านข่าวเกี่ยวกับ Lamborghini และรถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มเติมได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Lamborghini ย้ำ ปี 2023 ทุกรุ่นที่เปิดตัวใหม่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/lamborghini-go-ev/

เคาะแล้ว! สินค้าควบคุมปี 65 พร้อมมาตรการแก้ปัญหาเนื้อหมูราคาแพง

ครม. เห็นชอบกำหนดสินค้าควบคุมปี 2565 จำนวน 5 รายการตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการโดยแบ่งเป็นรายการสินค้าควบคุมเดิมปี 2564 จำนวน 4 รายการคือ

  1. หน้ากากอนามัย
  2. ใยสังเคราะห์ Polypropylene (Spunbond) เพื่อใช้สำหรับผลิตหน้ากากอนามัย
  3. ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ
  4. เศษกระดาษและกระดาษที่นำกลับมาใช้ได้อีก
  5. ไก่ เนื้อไก่ เนื่องจากราคาไก่ปรับตัวสูงขึ้น (เป็นรายการสินค้าควบคุมใหม่)

solution-pork-price-raise

ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ประกาศรายการสินค้าและบริการควบคุมแล้วรวมครั้งนี้จะเป็นจำนวนทั้งสิ้น 56 รายการ จากเดิม 51 รายการ เช่น ไข่ไก่ หมูและเนื้อหมู แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร กระเทียม อาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องแบบนักเรียน ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น

ผู้เลี้ยงไก่และโรงชำแหละรวมทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ตามเกณฑ์ที่กำหนด ต้องแจ้งข้อมูลรัฐ โดยคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดให้ผู้ประกอบการ ผู้ค้าและฟาร์มเลี้ยงไก่ต้องปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ดังนี้

  • ผู้เลี้ยงไก่ที่มีปริมาณการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัวขึ้นไป และโรงชำแหละไก่ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 4,000 ตัวต่อวัน ต้องแจ้งปริมาณ สต็อก และต้นทุนราคาจำหน่ายทุกเดือน
  • โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ที่มีอยู่ 55 โรง ต้องแจ้งต้นทุนราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต และสต็อก
  • การปรับราคาสินค้าจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน

มาตรการแก้ปัญหาเนื้อหมูราคาแพง

  1. งดส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นเวลา 3 เดือน
  2. ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์แก่เกษตรกร
  3. สถาบันการเงินจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่
  4. ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุน
  5. เพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน
  6. ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  7. เร่งศึกษาวิจัยและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคระบาด
  8. ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด
  9. ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรค
pig หมู
Photo by Lucia Macedo on Unsplash

จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันเข้าตรวจสต๊อกเนื้อสุกร หากพบการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา จะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด กรณีตรวจพบว่า มีการรายงานตัวเลขการครอบครองเนื้อสุกรไม่ตรงกับที่แจ้งพาณิชย์จังหวัด จะเข้าข่ายกักตุนหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียด

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กำหนดว่า กรณีที่ไม่แจ้งปริมาณสต๊อกถือว่ามีความผิด

  • มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี
  • ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และ
  • ปรับอีกวันละ 2,000 บาทตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน

กรณีแจ้งข้อมูลเป็นเท็จ จะมีความผิดอีก หากพบว่ากักตุนที่หมายถึงปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย

  • มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
  • ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพบเห็นผู้กระทำผิดหรือสงสัยว่าเป็นการกระทำผิด สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 เพื่อให้จ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการทันที

ที่มา – รัฐบาลไทย (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เคาะแล้ว! สินค้าควบคุมปี 65 พร้อมมาตรการแก้ปัญหาเนื้อหมูราคาแพง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/restricted-goods-and-solutions-for-pork-price-raise/

ไม่พบฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ ตรวจสอบแล้วอากาศเข้าเกณฑ์มาตรฐาน อยู่ในระดับดีถึงดีมาก

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการเคลื่อนแผนรับมือป้องกันและแก้ปัญหา PM 2.5 ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่ผ่านมาโดยตลอด โดยกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยการตรวจสอบวัดค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล (ข้อมูล 23 มกราคม 2565) พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่ ในระดับดีถึงดีมาก

PM 2.5

โดยกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยการตรวจสอบวัดค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล (ข้อมูล 23 มกราคม 2565) พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่ ในระดับดีถึงดีมาก ค่าฝุ่นปรับตัวลดลงอยู่ในเกณฑ์มมมาตรฐานทุกพื้นที่ ดังนี้

  • ภาคเหนือ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 10-29 มคก./ ลบ.ม
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ตรวจวัดได้ 26-48 มคก./ ลบ.ม
  • ภาคกลางและตะวันตก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 8-43 มคก./ ลบ.ม
  • ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 11-48 มคก./ ลบ.ม
  • ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 10-18 มคก./ ลบ.ม
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 9-29 มคก./ ลบ.ม

นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์ปริมาณ PM 2.5 ในช่วงระหว่างวันที่ 25-28 มกราคม 2565 ในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ปิดและลมอ่อน จึงขอให้ประชาชนงดการเผาในที่โล่ง ใช้รถเท่าที่จำเป้น ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเอง ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์และป้องกันสุขภาพอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

นายกรัฐมนตรีห่วงใยสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคประจำตัว ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ รวมทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนขอความร่วมมือไม่เผากระดาษเงินกระดาษทอง ใช้ธูปสั้นหรือเปลี่ยนเป็นใช้ธูปไฟฟ้าแทน เตือนให้ประชาชนป้องกันตัวสูงสุด สวมหน้ากากอนามัยและเฝ้าติดตามสถานการณ์ฝุ่นใกล้ชิด

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไม่พบฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ ตรวจสอบแล้วอากาศเข้าเกณฑ์มาตรฐาน อยู่ในระดับดีถึงดีมาก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/pollution-control-dep-says-bangkok-and-surrounding-areas-good-air-quality/