คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

CP คว้าโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เสนอราคาดีกว่ากลุ่ม BTS

กลุ่มร่วมทุนของ CP คว้าโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน โดยเอาชนะกลุ่มของ BTS ไปได้ เนื่องจากขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาลน้อยกว่า

ภาพจาก Unsplash

กลุ่ม CP คว้าโปรเจครถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินไปได้ เนื่องจากยื่นขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลน้อยกว่ากลุ่มของ BTS ซึ่งขอเงินสนับสนุนเต็มวงเงิน 119,000 ล้านบาท โดยการประชุมในการหาผู้ที่ชนะครั้งนี้ใช้เวลายาวนานถึง 9 ชั่วโมงด้วยกัน

คณะกรรมการในการพิจารณา 6 ฝ่ายครั้งนี้ประกอบไปด้วย ตัวแทนจาก กระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมไปถึง การรถไฟแห่งประเทศไทย ประกอบไปด้วย รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ และ รองผู้ว่าการการรถไฟฯ

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา มูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาท ประกอบไปด้วย ค่าลงทุนระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 168,718 ล้านบาท ค่าลงทุนในระบบการเดินรถของแอร์พอร์ตลิงก์ 10,671 ล้านบาท ค่าพัฒนาที่ดินมักกะสันและศรีราชาอีกประมาณ 45,155 ล้านบาท

กลุ่มร่วมทุนของ CP ที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ประกอบไปด้วย กลุ่ม CP ถือหุ้น 70% กลุ่ม BEM และ ช.การช่าง ถือหุ้น 15% CRRC จากประเทศจีนถือหุ้น 10% รวมไปถึง บมจ. อิตาเลียนไทยถือหุ้น 5% โดยมีการสนับสนุนการเงินจากประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดีคณะกรรมการคัดเลือกยังต้องเรียกกลุ่ม CP มาชี้แจงเรื่องความสอดคล้องทางด้านการเงินเพิ่มเติมภายในวันที่ 21 ธันวาคม และถ้าหากหารือและชี้แจงไม่สำเร็จก็จะพิจารณากลุ่ม BTS เป็นรายถัดไป

ที่มาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-consortium-beat-bts-consortium-bid-high-speed-train-3-airports-project/

Advertisements

อาณาจักรแฟชั่นควบรวมต่อเนื่อง ล่าสุดคือ Diesel กับการแสดงความสนใจซื้อ Roberto Cavalli

กระแสการควบรวมกิจการนั้นเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแต่วงการแฟชั่นที่แต่ละแบรนด์มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ล่าสุดคือเจ้าของแบรนด์ Diesel ได้ประกาศแสดงความสนใจซื้อห้องเสื้อจากอิตาลี Roberto Cavalli แล้ว

ภาพจากเว็บไซต์ของ Diesel และ Facebook ของ Roberto Cavalli

ควบรวมเพื่อการเติบโตไปด้วยกัน

นอกจากการจับมือเพื่อทำ Collection พิเศษร่วมกัน วงการแฟชั่นยังมีอีกกระแสที่น่าจับตามองนั่นคือการควบรวมกิจการระหว่างแบรนด์ต่างๆ เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มแบรนด์หรู่อย่าง LVMH และ Kering ก็พยายามรวบรวมแบรนด์หรูต่างๆ ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่มตัวเองเพื่อสร้างอาณาจักรแบรนด์หรูที่แข็งแกร่ง

แต่ไม่ใช่แค่กลุ่มแบรนด์หรูอีกแล้วที่พยายามควบรวมกิจการ เพราะปัจจุบันกลุ่มแบรนด์ระดับ High End ก็พยายามทำเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ล่าสุดคือกลุ่ม OTB ผู้ถือแบรนด์ Diesel, Maison Margiela, Marni และ Viktor & Rolf ก็มีความสนใจที่จะซื้อกิจการห้องเสื้อจากอิตาลีอย่าง Roberto Cavalli

อาจเพราะ Roberto Cavalli นั้นมีความชัดเจนในเรื่องการออกแบบ รวมถึงทำสินค้าออกมาตอบโจทย์หลากหลายกลุ่มลูกค้า รวมถึงมีสินค้าสำหรับใช้ภายในบ้านด้วย ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม OTB ได้เป็นอย่างดี เพราะถึงจะมีแบรนด์แฟชั่นดังๆ ในมือ แต่มันก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ชอบอะไรที่หรูหรามีระดับได้

สำหรับแบรนด์ Roberto Cavalli นั้นถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มทุน Clessidra และมียอดขาย 152 ล้านยูโร (ราว 5,600 ล้านบาท) เมื่อปีก่อน รวมถึงมีบริษัทกว่า 10 รายให้ความสนใจซื้อบริษัทนี้ ส่วนทางกลุ่ม OTB นั้นปัจจุบันมีพนักงานอยู่ทั่วโลก 7,000 คน และมีรายได้ในปีงบประมาณล่าสุดที่ 1,580 ล้านยูโร (ราว 58,000 ล้านบาท)

สรุป

เชื่อว่าการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นยังต่อมีต่อเนื่องออกไปแน่นอน เพราะปัจจุบันมีแบรนด์เก่าแก่ที่ยังสามารถทำให้เติบโตได้มากกว่านี้ หากไปอยู่ในมือผู้บริหารที่ใช้กลยุทธ์ได้ถูกต้อง ดังนั้นคงต้องจับตาต่อไปว่าอาณาจักรแฟชั่นรายใหม่นั้นจะเป็นกลุ่มไหน

อ้างอิง // BOF

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/diesel-and-roberto-cavalli/

เปิด 4 เทรนด์การท่องเที่ยวปี 62 บินหรูมาแรง ยอมจ่ายแพงแลกความสบาย

Skyscanner เปิดเทรนด์การท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2562 พบว่าคนไทยยอมจ่ายแพงมากขึ้นแลกความสบาย เริ่มมองเส้นทางใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์แตกต่าง

Photo : Shutterstock

Skyscanner เจาะบิ๊กดาต้าพฤติกรรมจองตั๋วของคนไทย พบว่าคนไทยยังคงฮิตเที่ยวปลายทางยอดนิยม ให้ความสำคัญกับวิธีท่องเที่ยวให้คุ้มค่า และชอบได้รับบริการพิเศษขึ้นกว่าเดิมนอกจากนี้ยังสนใจประสบการณ์ที่แตกต่างในสถานที่แปลกใหม่อย่างเช่น เมืองดาลัด (ประเทศเวียดนาม) และเมืองชัยปุระ (ประเทศอินเดีย) เป็นจุดหมายที่คนไทยค้นหามากจนขึ้นมาติด TOP 100 ในปี 2561

จากการรวบรวมข้อมูลราคาของเว็บ Skyscanner เว็บไซต์ค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ที่พัก และรถเช่าชั้นนำของโลก พบว่านักท่องเที่ยวไทยเลือกประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างและบริการหรูหรากว่าเดิม แต่ยังคงให้ความสำคัญกับวิธีท่องเที่ยวให้คุ้มค่าที่สุด เช่น การจองตั๋วเครื่องบินชั้นที่สูงขึ้นในราคาที่ไม่แพงเกินไป โดยคาดการณ์ว่าในปี 2562 ปลายทางใหม่ ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมจะเติบโตขึ้นอีก รวมถึงบริการท่องเที่ยวแบบพิเศษก็จะได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งมี 4 แนวโน้มหลักดังนี้

  1. เทรนด์บินหรูมาแรง คนไทยยอมจ่ายแพง แลกความสบายขึ้น

คนไทยกล้าใช้จ่ายเพื่อแลกกับความสุขมากขึ้น โดยเฉพาะกับเรื่องท่องเที่ยวที่พร้อมจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์พิเศษทั้งนี้การันตีด้วยตำแหน่งอันดับ 4 ของประเทศที่มียอดการจองตั๋วเครื่องบินระดับ Business Class มากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นรองเพียงประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้

Photo : Shutterstock

ซึ่งเป็นผลจากรสนิยมที่ชอบได้รับบริการท่องเที่ยวแบบพิเศษยิ่งขึ้น รวมถึงค่าโดยสารระดับ Business Class และ Premium Economy Classที่ปรับลดลงเฉลี่ย 6%-10%

นอกจากนี้ยังพบว่าในปี 2561 นักท่องเที่ยวไทยจองตั๋วระดับ Business Class เพิ่มขึ้น 36% และจองตั๋วระดับ Premium Economy Class เพิ่มขึ้น 24% ซึ่งหากเป็นการโดยสารระหว่างประเทศระยะไกลคนไทยจะนิยมจองตั๋วระดับ Premium Economy Class เพิ่มขึ้น 43% เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายเป็นพิเศษแต่ถ้าเดินทางภายในประเทศหรือระหว่างประเทศระยะใกล้ คนไทยจะเลือกรับบริการที่หรูหราด้วยการจองตั๋วระดับ Business Class มากขึ้น 35%

  1. คนไทย “เสิร์ช” ที่แปลกใหม่ แต่ยัง “จอง” ไปที่เดิม

นักท่องเที่ยวไทยเริ่มค้นหาเที่ยวบินไปยังปลายทางอื่นๆ ทั้งในเอเชียและยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากปลายทางน้องใหม่มาแรงที่มีคนค้นหาจนขึ้นมาติด TOP 100 ในปี 2561 เช่น เมืองดาลัดประเทศเวียดนามมีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้น 859% รองลงมาเป็นเมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย ที่มีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้น 367% และเมืองทบิลีซี ประเทศจอร์เจีย ที่มีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้น 125%

Photo : Shutterstock

อย่างไรก็ตาม ปลายทางที่มียอดจองตั๋วไปเที่ยวสูงที่สุดในปี 2561 ยังคงเป็นประเทศยอดนิยมอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ซึ่งคาดว่ายังคงครองแชมป์ต่อไปในปี 2562 แต่ด้วยเทรนด์การเสิร์ชที่เริ่มเปลี่ยนไป ก็เป็นไปได้ว่าจุดหมายใหม่ ที่คนไทยมองหากำลังจะกลายเป็นที่เที่ยวในฝันของหลาย ๆ คน ซึ่งอาจได้รับความนิยมมียอดจองพุ่งสูงขึ้นได้ในอนาคต

  1. กล้าจ่ายแพงแต่ก็จ่ายเป็น เน้นโปรสุดคุ้มค่า

ในปี 2561 นักท่องเที่ยวไทยใช้เวลาค้นหาเที่ยวบิน (Flight Search) เพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทางนานขึ้นจาก 43 วัน เป็น 45 วัน แต่เวลาตัดสินใจจองตั๋วก่อนเดินทางยังคงเป็น 41 วันเหมือนเดิม ซึ่งข้อมูลดังกล่าววิเคราะห์ได้ว่านักท่องเที่ยวไทยใช้เวลาเตรียมตัวท่องเที่ยวนานขึ้นกว่าเดิมเพื่อค้นหาข้อเสนอตั๋วเครื่องบินราคาคุ้มค่าที่สุด โดยให้ความสำคัญในการค้นหาจนถึงวินาทีสุดท้าย

Photo : Shutterstock

เนื่องจากทั้งสายการบินและกลุ่มเว็บไซต์ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTAs) มีข้อเสนอใหม่ๆ เข้ามาให้พิจารณาอยู่เสมอ จึงไม่น่าแปลกใจคนไทยใช้เวลาค้นหานานขึ้นและใช้เวลาตัดสินใจน้อยลง โดยจองตั๋วใกล้กับวันเดินทางมากขึ้น

  1. 2562 เป็นปีแห่งการเที่ยวเมืองหรู ในราคาเมืองรอง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวไทยในปี 2019 คือโอกาสที่จะได้ไปเที่ยวเมืองใหญ่ในราคาประหยัดกว่าเดิม พบว่าในปี 2561 อัตราค่าโดยสารตั๋วเครื่องบินไปยังหลายเมืองยอดนิยมทั่วโลกได้ปรับลดลง ซึ่งนักท่องเที่ยวไทยสามารถใช้ข้อมูลนี้เป็นตัวช่วยสำหรับวางแผนท่องเที่ยวปี 2562 ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น

Photo : Shutterstock

โดยเป็นจังหวะดีที่จะได้เที่ยวเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก ออร์แลนโด และพอร์ตแลนด์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินลดลงเฉลี่ย 12%-15% ขณะเดียวกันในเอเชียก็เหมาะจะไปถ่ายรูปสวยๆ โดยไม่ต้องจ่ายแพงอย่างเคยที่เกาะมาเลของประเทศมัลดีฟส์เพราะค่าตั๋วปรับลดลง 14%

โอกาสแพลนทริปในราคาสบายๆ นี้ยังรวมถึงหลายปลายทางสุดฮิตของคนไทยไม่ว่าจะเป็นเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ค่าตั๋วลดลง 11% เมืองบาหลีประเทศอินโดนีเซีย ค่าตั๋วลดลง 10% ตลอดจนเมืองเลห์ และเมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย ค่าตั๋วก็ลดลง 10%-12% นอกจากนี้ในปีหน้าตั๋วเครื่องบินไปยังประเทศไต้หวัน กรีซ และฟิลิปปินส์ ก็มีแนวโน้มว่าจะปรับลงราว 4%-6% ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-trends-travel-2019/

สรุป 3 จุดเด่นที่ทำให้ HUAWEI Mate 20 Series เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดประจำปีนี้

ตอนนี้สมาร์ทโฟนไม่ใช่มือถืออีกต่อไป แต่กลายเป็นอุปกรณ์ประจำตัวไปเรียบร้อยแล้ว บางคนใช้แทนกล้อง บางคนใช้แทนวิทยุ บางคนใช้แทนกระเป๋าเงิน หรือสรุปว่า หลายๆ คนใช้แทนในหลายๆ สิ่ง ที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม

และนั่นทำให้ HUAWEI Mate 20 Series สร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ได้ชัดเจน และต่อไปนี้คือ สิ่งที่ทำให้ HUAWEI โดดเด่นและแตกต่าง จนกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดประจำปีนี้

กล้อง 3 เลนส์​ New Leica Triple Camera

ว่าด้วยเรื่องกล้องก่อนเลย เพราะแทบทุกคนใช้มือถือเพื่อถ่ายรูป และ HUAWEI Mate 20 Series มีกล้องมาพร้อมกัน 3 เลนส์ และไม่ใช่เลนส์ธรรมดา แต่เป็น Leica เลนส์กล้องคุณภาพระดับโลก โดยทั้ง 3 เลนส์ช่วยควบคุมระยะถ่ายภาพ 16-270 มม. ทำให้การถ่ายภาพสวยๆ เป็นเรื่องง่าย โดยความพิเศษ คือ

  1. ถ่ายภาพ Macro ได้ระยะใกล้ที่สุด 2.5 เซนติเมตร
  2. ถ่ายภาพ Wide Angle มุมกว้างได้
  3. ถ่ายภาพเวลากลางคืนได้คมชัด แสงน้อยๆ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

มั่นใจได้ว่าเก็บภาพได้ทุกสถานการณ์ และยังมีระบบ AI และ AI Camera Mode ถ่ายภาพได้สวยงามและถ่ายวิดีโอได้แบบมืออาชีพ ทั้งที่ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเดียว ใครเป็นสายถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ มาลองถ่ายดูได้เลย

แบตเตอร์รี่อึด ชาร์จเดียวอยู่

เพราะสมาร์ทโฟนเป็นมากกว่าแค่มือถือ การใช้งานจึงหลากหลาย และปัญหาที่ตามมาคือ แบตเตอร์รี่หมดเร็ว หมดก่อนจะจบวันซะอีก หลายคนต้องพกสายชาร์จ ต้องพกพาวเวอร์แบงก์ บางครั้งก็ไม่สะดวกกับการใช้งาน นี่คือ pain point ของผู้ใช้ที่ HUAWEI เล็งเห็นและต้องการแก้ปัญหา

HUAWEI Mate 20 Series มีความจุในรุ่น Mate 20 ที่ 4,000 mAh รุ่น Mate 20 Pro ที่ 4,200 mAh และ Mate 20 X ที่ 5,000 mAh จะใช้ให้หมดนี่ต้องเปิดทุกสิ่งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันจริงๆ

แบตเตอร์รี่ขนาดใหญ่ สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี HUAWEI SuperCharge ใช้เวลาชาร์จ HUAWEI Mate 20 Pro ได้ 70% ในเวลา 30 นาที ดังนั้น แบตฯ ขนาดใหญ่ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะชาร์จนาน รวมถึงการชาร์จแบบไร้สาย HUAWEI Wireless Quick Charge ชาร์จได้ 30% ในเวลา 30 นาที

ปิดท้ายด้วย Wireless Reverse Charging ในเมื่อแบตเตอร์รี่ความจุมากขนาดนี้ เลยมีน้ำใจ ทำหน้าที่เป็นพาวเวอร์แบงก์สามารถแบ่งปันพลังงานจากแบตฯ ไปให้อุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ด้วย

เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยี AI

เรื่องของปัญญาประดิษฐ์​หรือ AI ถูกพูดถึงกันอย่างมาก ซึ่งใน HUAWEI Mate 20 Series เลยจัดเทคโนโลยี AI มาไว้ในสมาร์ทโฟนเรียบร้อย เช่น Hivision เป็นการใช้กล้องสแกนสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล เช่น สถานที่ท่องเที่ยว,​ งานศิลปะ,​ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือ สามารถช่วยเรื่องการแปลภาษา และตรวจแคลลอรี่อาหารที่กำลังจะรับประทาน

Hitouch เป็นการสัมผัสหน้าจอทัชสกรีนที่เป็นรูปสินค้าที่เราสนใจ ระบบจะพาไปช้อปปิ้งในโลกออนไลน์ได้ทันที นอกจากนี้ยังใช้ AI ในระบบการถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว รวมถึงการตัดต่อด้วย

สรุป

จากจุดเด่นทั้ง 3 ข้อ ซึ่งสามารถแก้ Pain Point ของผู้ใช้ ทั้งเรื่องของการถ่ายภาพ ซึ่งปัจจุบันสมาร์ทโฟนต้องสามารถถ่ายภาพได้ดี รวมถึงเรื่องของแบตเตอร์รี่ ที่ต้องอึดทนนาน ใช้ได้ยาวนานตลอดวัน และปิดท้ายด้วยเทคโนโลยี AI ที่ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ทำให้ Huawei Mate 20 Series สร้างความแตกต่างจากสมาร์ทโฟนอื่นๆ ในตลาด ตอบความต้องการของผู้ใช้ได้ดี และเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดประจำปีนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/huawei-mate-20-series/

เจ้าของ Louis Vuitton ทุ่มกว่าแสนล้านบาทซื้อกิจการโรงแรมหรูเพิ่มพอร์ตฝั่งอสังหาริมทรัพย์

ถือเป็นอีกดีลที่น่าจับตามองของกลุ่ม LVMH เจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton และ Moet Hennessy เพราะล่าสุดเพิ่งทุ่ม 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อกิจการกลุ่มโรงแรมหรู Belmond

Louis Vuitton // ภาพ pixabay.com

รุกตลาดโรงแรมหรูเต็มรูปแบบ

หลังกว้านซื้อกิจการแบรนด์หรูมาอยู่ในกลุ่มมากมายจนกลายเป็นอาณาจักรแบรนด์หรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนี้ กลุ่ม LVMH ก็มีแผนขยายธุรกิจไปในตลาดใหม่ ซึ่งนั่นก็คืออุตสาหกรรมโรงแรมหรู โดยก่อนหน้านี้มีการประยุกต์เอาแบรนด์หรูที่ตัวเองถืออยู่มาปรับเป็นธุรกิจโรงแรมแล้ว

เช่น Bvlgari Hotels and Resorts ที่ปัจจุบันมี 6 แห่ง เช่นในเมืองมิลาน, ลอนดอน และดูไบ รวมถึงมีแผนเปิดเพิ่มอีก 3 แห่งเร็วๆ นี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำพื้นที่ดีๆ มาปรับให้เป็นโรงแรมหรู Cheval Blanc ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 4 แห่ง หนึ่งในนั้นตั้งอยู่บริเวณเทือกเขา Alps

แต่ด้วยผลตอบรับในธุรกิจโรงแรมหรูเป็นไปด้วยดี ทำให้กลุ่ม LVMH ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อซื้อกิจการผู้ทำธุรกิจโรงแรมหรู Belmond ที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงแรมหรู 46 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโรงแรมเพียงแห่งเดียวน Machu Picchu ที่ประเทศเปรู นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของร้านอาหารหรู, รถไฟ และเรือสำราญจำนวนหนึ่งด้วย

Bernard Arnault ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานคณะกรรมการของกลุ่ม LVMH เล่าให้ฟังว่า ประวัติศาสตร์ของกลุ่ม Belmond นั้นเก่าแก่มาก และด้วยความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมหรูก็น่าจะช่วยให้กลุ่ม LVMH สามารถรุกตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อ้างอิง // Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lvmh-go-hospitality-business/

[วิเคราะห์] 4 ปีผ่านไปธนาคารในไทยลดสาขากว่า 300 แห่ง แล้วพนักงานแบงก์-ลูกค้าต้องปรับตัวอย่างไร?

ช่วงนี้เห็นสาขาธนาคารยุบไปรวมกับสาขาใกล้ๆ ไม่ก็ย้ายไปตั้งอยู่บนห้างฯ แต่ใครจะรู้ว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาสาขาธนาคารลดลงกว่า 300 สาขา!! แล้วพนักงานสาขาเขาจะไปทำอะไรกัน ลูกค้าจะติดต่อแบงก์อย่างไร

บรรยากาศภายในสาขา Mini-Branch ของ KBank

แบงก์ชาติเผย 4 ปีนี้ธนาคาร “ยุบ โยก ย้าย” สาขากว่า 300 แห่ง

Brandinside ค้นข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า เดือนพ.ย. 2561 นี้สาขาธนาคารทั้งระบบอยู่ที่ 6,734 สาขา ลดลงกว่า 327 สาขาจากปลายปี 2558 ที่อยู่ 7,061 สาขา

โดยธนาคารที่ปิดสาขามากที่สุดคือ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ปิดสาขาไป 136 สาขา รองลงมาคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ปิดไป 100 สาขา และธนาคารกรุงไทย (KTB) ปิดสาขาไป 94 สาขา แต่แบงก์ใหญ่ที่เพิ่มสาขาคือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) 28 สาขา และธนาคารกรุงเทพ (BBL) เพิ่มขึ้น 25 สาขา

ผู้บริหารหลายธนาคารไม่ว่าจะ KBank SCB KTB ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สาขาของธนาคารต้องเปลี่ยนได้แล้ว ทั้งเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ให้บริการทุกสิ่งอย่าง หันมาให้บริการเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน เป็นที่ปรึกษาให้ SME เจาะลูกค้ากลุ่ม Wealth รวมไปถึงการพัฒนาสาขาที่มีแต่เครื่องอัตโนมัติไม่ต้องมีพนักงานในสาขา

อย่างที่เราเห็นสาขารูปแบบใหม่ เช่น  K ONLINESHOP SPACE ให้บริการลูกค้าที่อยากทำธุรกิจออนไลน์ SCB Express สาขาที่ทำธุรกรรมผ่านตู้อัตโนมัติได้ง่ายขึ้น (แต่มีพนักงานช่วยแนะนำ) BAY และ KTB ที่เปิดตัวสาขาเพื่อลูกค้า Wealth

ปิดสาขาแล้วพนักงานแบงก์จะไปทำอะไร?

สารัชต์ รัตนาภรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคลและผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่า ปัจจุบันสถิติธุรกรรมช่องทางสาขาของ SCB ลดลง 20% จาก 13 ล้านรายการ/เดือน เหลือ 10 ล้านรายการ/เดือน และถ้าปี 2019 ถ้ายังเห็นธุรกรรมที่สาขาลด อาจะเห็นการลดอีก 100-124 สาขา จากปี 2018 ที่ปิดสาขาไปแล้วกว่า 140 สาขา

“ลูกค้าเปลี่ยนมาทำธุรกรรมบนมือถือมากขึ้น หลังจากมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมช่องทางดิจิทัล ส่วนสาขาแบงก์ที่ปิดไปกว่า 140 สาขา ทำให้เรายกระดับพนักงานเป็นที่ปรึกษาการเงินได้ 2,000 คน ขณะเดียวกันแม้ว่าปีนี้สาขาจะลดลงมากที่สุด แต่ลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคนจากก่อนหน้าอยู่ที่ 14 ล้านคน”

ห้างสรรพสินค้า // ภาพ pixabay.com

ธนาคารต้องอยู่ทุกที่ที่มีคนหรือไม่ต้องไปตั้งสาขาเองก็ได้?

เมื่อสาขาธนาคารต้องเข้าถึงไลฟ์สไตล์ เข้าถึงคนทุกกลุ่มมากขึ้นไม่ว่าจะผู้สูงอายุ หรือคนรุ่นใหม่ ดังนั้นสาขาต้องเป็นให้มากกว่าสาขาธนาคาร อย่งตอนนี้เราจะเห็นสาขาที่ Stand alone ที่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศจะลดลง สาขาแบงก์จะเข้าไปอยู่ในจุดที่มีคนเยอะๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ชุมชน ฯลฯ มากขึ้น

แต่การปิดสาขาไมได้แปลว่าธนาคารจะไม่มีจุดบริการลูกค้า เพราะธนาคารเริ่มมองหาตัวแทนเพื่อให้บริการทางการเงิน อย่าง Banking Agent เช่น ไปรษณีย์ไทย ที่เป็นตัวแทนให้บริการรับฝากเงินจากหลายธนคาร ตู้บุญเติมที่ร่วมมือกับ BAY และร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven ที่รับฝาก-ถอนเงิน รวมไปถึงความร่วมมือกับ เทเลคอม เช่น AIS ร่วมกับแบงก์ CIMB Thai เปิด Beat Banking ธนาคารดิจิทัลขึ้นมา

แน่นอนว่าทุกธนาคารต้องปรับใช้เทคโนโลยีกับสาขาธนาคาร และเพิ่มบริการการเงินใหม่ๆ ล่าสุดธนาคารหันไปร่วมมือกับ Non-Bank คือ KBank จับมือกับ LINE ตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด เพื่อเจาะประชากรไทยกว่า 44 ล้านคนที่ไม่มีบัญชีธนาคาร แต่แบงก์ดิจิทัลก็มีในไทยมานานแล้วเช่น ME by TMB และ Beat Banking

แต่แบงก์เล็กยังต้องขยายสาขาเพราะอะไรล่ะ?

ธนาคารขนาดเล็กอย่าง CIMB Thai เคยบอกว่าจะมุ่งสู่ดิจิทัลไม่เน้นสาขาแล้วปัจจุบันมีอยู่ 84 สาขา จากปี 2555 มีอยู่ถึง 165 สาขา ด้าน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ไทย ที่ปัจจุบันเหลือแค่ 1 สาขา จากปี 2555 มีอยู่ 27 สาขา ที่ลดลงขนาดนี้เพราะแบงก์เปลี่ยนนโยบายขายธุรกิจรายย่อยออกไปจากพอร์ททั้งหมด เหลือแต่ลูกค้ารายใหญ่สาขาเลยดูไม่จำเป็นอีกต่อไป

แต่แบงก์เล็กอีกหลายที่ที่เพิ่มสาขาอย่างเข้มข้นคือ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย แม้ปัจจุบันจะมีแค่ 209 สาขา แต่ขยายตัวรวดเร็วมากจากปี 2558 ที่มีอยู่ 74 สาขา

วิญญู ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อยในเครือ บมจ.ไทยประกันชีวิต บอกว่า เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อยในตลาดสดที่มีอยู่กว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีอยู่ 1 ล้านราย ธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกันเพิ่มขึ้น เช่น นาโนไฟแนนซ์

แบงก์อื่นๆ จำนวนสาขายังมีการปรับเปลี่ยนต่อเนื่อง เพราะตัวเลขที่ปิดสาขาวันนี้อาจจะเปิดเพิ่มในช่วงปีหน้าถ้าเขาหาที่ตั้ง หรือรูปแบบี่เหมาะสมได้แล้ว

สรุป

ธนาคารยังต้องมีสาขาเพื่อให้บริการลูกค้าต่อไป แต่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนบริการที่อยู่ในสาขาให้ตอบสนองลูกค้าได้มากที่สุด เช่น ที่ปรึกษาการลงทุน ฯลฯ โดยเฉพาะบริการการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ปีหน้าแบงก์จะแข่งกันให้สินเชื่อผ่านแอพฯ คงต้องจับตาว่าแบงก์ในอนาคตจะพัฒนาเป็นแบบไหน?

ที่มา มติชน, Posttoday (1) (2)ประชาชาติธุรกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bank-branch-decrease-digital-banking-growth/