คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

เจาะลึกการทำงาน “ใจดี มีวงเงินให้ยืม” ความร่วมมือ 3 องค์กร dtac, LINE BK และ KBTG

ใจดี มีวงเงินให้ยืม แคมเปญจาก dtac, LINE BK และ KBTG ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย รวดเร็ว ยังได้สิทธิพิเศษจาก
ดีแทคด้วย เชื่อว่ามีส่วนช่วยคนไทยที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินได้ไม่น้อย

แต่อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ อะไรที่ทำให้ 3 องค์กรจาก 2 ภาคธุรกิจสามารถร่วมมือกันได้อย่างลงตัว พัฒนาผลงานออกมาได้อย่างดี Brand Inside จะมาชวนคุยกับทีมงานที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญนี้ไปพร้อมกัน

dtac

สำหรับตัวแทนทีมผู้พัฒนาแคมเปญนี้จากทั้ง 3 บริษัท ประกอบด้วย ฐาปกรณ์ ดอกไม้, จรัสกร วรวสุนธรา และ วงษ์ระพี ชุมพงษ์ จากดีแทค ศิรินันท์ โทณวณิก, ทายาท ก่อศรีเจริญพันธ์ และ เบ็ญจวรรณ ยะหัตตะ จาก LINE BK ปิดท้ายด้วย สรญา เทียนธวัชกุล และ กำพล หลุยยะพงศ์ จาก KBTG

เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ คือ ทางออก

จุดเริ่มต้น เกิดจากการหารือร่วมกันว่า ในช่วงเวลาโควิด-19 แบบนี้ หลายคนน่าจะประสบปัญหาทางการเงิน ขาดสภาพคล่อง มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในขณะที่รายได้ลดลง ยิ่งเมื่อได้ข้อมูลจาก Google Trends ยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้ โดยพบว่า  คนไทยค้นหาคำว่า เงินกู้-เงินด่วน เพิ่มสูงขึ้น

แต่ความเป็นจริง ต้องยอมรับว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ เพราะมีเงื่อนไขไม่ครบตามที่กำหนด เช่น รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์, เป็นพนักงานอิสระไม่มีเอกสารรับรองเงินเดือน 

ทีมงานจากดีแทค ให้ความเห็นว่า จากข้อมูลที่ดีแทคมีอยู่บนฐานลูกค้ากว่า 19 ล้านราย มีลูกค้าแบบเติมเงินเป็นจำนวนมาก ที่มีรายได้เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ มีความไม่แน่นอนทางการเงิน ทำให้พลาดโอกาสที่จะเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แต่สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้คือ LINE BK

LINE BK ถือเป็น Social Banking ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ขอแค่มีสมาร์ทโฟนกับอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ดังนั้นความร่วมมือระหว่างดีแทคและ LINE BK จึงเกิดขึ้น

dtac
ภาพจาก Shutterstock

“ข้อมูล” ปัจจัยสำคัญของบริการที่มีถูกต้อง-แม่นยำ

ทีมงานจาก LINE BK เสริมว่า แนวทางของ LINE BK คือ ให้เรื่องเงินง่ายใน LINE คุณ ปัจจัยสำคัญคือ การมี “ข้อมูล” ของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อให้สามารถประเมินและอนุมัติได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดย LINE BK สามารถบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง ดีแทค และ LINE BK ที่ชัดเจนที่สุด

“LINE BK สามารถนำเสนอแคมเปญให้กับกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการสินเชื่อ

การมีข้อมูลจะทำให้ประเมินทั้งวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย และรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ”

ด้านทีมดีแทค ระบุว่า ถือเป็นครั้งแรกสำหรับดีแทคและวงการโทรคมนาคม ที่ผนวกบริการทางการเงินเข้ามาไว้ในที่เดียวผ่าน dtac app และนำเสนอให้กับลูกค้า ซึ่งทั้งหมดทำได้อย่างรวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ และความต้องการของผู้บริโภคในเวลานี้

dtac
ภาพจาก Shutterstock

KBTG ผสานเทคโนโลยีให้ทุกอย่าง “ราบรื่น”

การทำงานระหว่างดีแทคและ LINE BK มีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่าย เพื่อมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งการทำงานที่ราบรื่นของ 2 องค์กรมี KBTG เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

ทีมงานของ KBTG บอกว่า แม้ในช่วงโควิดทุกคนจะทำงานตามนโยบายของบริษัทอย่างเคร่งครัด คือ Work from Home เพื่อป้องกันการติดโควิด แต่ในมุมการทำงานยังต้องมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากเดิม ยิ่งการทำงานร่วมกันของ 3 องค์กร ส่วนสำคัญคือระบบที่เชื่อมต่อกันด้านหลังด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน เริ่มตั้งแต่การนำเสนอแคมเปญ ผ่านทาง SMS, App และ Social Media เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ตรงและสื่อสารให้ได้ชัดเจน รวมถึงขั้นตอนการสมัครที่สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก มีขั้นตอนน้อย และใช้เอกสารน้อย

“แคมเปญนี้เป็นส่วนช่วยให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขั้น การเข้าถึงต้องง่าย การใช้บริการก็ต้องง่ายด้วย จึงจะถือว่าครบทุกด้าน”

dtac
ภาพจาก Shutterstock

ความร่วมมือนี้ แค่เฟสแรกเท่านั้น

ดิจิทัลทำให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทุกขั้นสามารถสำเร็จได้บนมือถือ เช่นเดียวกับการขอสินเชื่อกับ LINE BK ลูกค้าดีแทคจะได้รับเงินคืนหรือสิทธิ์ส่วนลด 200 บาท ซึ่งเป็นเพียงเฟสแรกของบริการที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตรเท่านั้น

อนาคตจะเห็นแคมเปญใหม่ๆ ตามออกมาอีก โดยมีเป้าหมายคือ การผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินด้านอื่นๆ ให้ง่ายและเร็วที่สุดอย่างมีคุณภาพบนมือถือ รวมถึงการเข้าไปอยู่ในทุกช่วงชีวิตของลูกค้า เช่นการใช้งานที่เกี่ยวกับเน็ตและโทร, การเดินทาง, การสั่งอาหาร, การจองโรงแรม, การจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ฯลฯ ทุกๆกิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสที่ลูกค้าอาจต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน

dtac
ภาพจาก Shutterstock

ปิดท้าย ย้อนประวัติศาสตร์ใจดี มีอะไรบ้าง

สำหรับบริการใจดีของดีแทค จุดเริ่มต้นคือ ต้องการเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค สื่อสารผ่านคำว่า “ใจดี” บริการแรกคือ ใจดีให้ยืม คือให้ผู้ใช้ระบบเติมเงิน
“ยืมเงิน” ไปใช้โทรได้ แล้วค่อยเติมเงินคืนทีหลัง

ปัจจุบัน ใจดี ยังเป็นบริการที่โดดเด่นของดีแทค เช่น ใจดี ช่วยค่ายา ดีแทคช่วยจ่ายค่ายา 300 บาทในร้านยาที่ร่วมโครงการ, ใจดี ให้ยืมเน็ต เน็ตหมด เงินไม่มี ยืมเน็ตไปใช้ก่อนได้, ใจดี แจกวัน วันหมด ขอเพิ่มวันได้, ใจดี ฉุกเฉิน เงินหมดโทรไม่ได้ ส่ง sms ให้อีกฝ่ายโทรกลับ เป็นต้น

ทุกบริการใจดี ผ่านการคิดมาอย่างดีว่า อะไรคือปัญหาหรืออุปสรรคของผู้ใช้ จนกลายเป็นบริการที่หลากหลายและแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น จนมาถึง ใจดี มีวงเงินให้ยืม

สรุป

ใจดี มีวงเงินให้ยืม จากความร่วมมือระหว่าง ดีแทค, LINE BK และ KBTG ที่เข้าใจความต้องการ และอยากทำให้เรื่องสินเชื่อให้เป็นเรื่องง่าย กับเงื่อนไขง่ายๆ มีรายได้ขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือน ก็สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทันที ขั้นตอนทุกอย่างทำผ่านมือถือได้เลย ใช้เวลาพิจารณาอนุมัติประมาณ​ 5 นาที หากผ่านการอนุมัติผู้ใช้ดีแทคจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ​ 9.99% ต่อปี ใน 2 เดือนแรก และได้รับเงินคืนหรือสิทธิ์ส่วนลด 200 บาท

ลูกค้าดีแทคที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ ใจดี มีวงเงินให้ยืมสามารถติดต่อ dtac call center 1678 ได้ หรือคลิก https://www.dtac.co.th/s/Advertorial_JD

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะลึกการทำงาน “ใจดี มีวงเงินให้ยืม” ความร่วมมือ 3 องค์กร dtac, LINE BK และ KBTG first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dtac-linebk-kbtg-co-creation-jaidee-borrow/

ส่องแคมเปญ Nokia รุ่นใหม่ ที่ชูความทนทานด้วยการให้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มาเตะลูกบอลอัดเต็มแรง

วันนี้ Brand Inside ชวนมาดูแคมเปญการตลาดเจ๋ง ๆ ของ Nokia ที่โปรโมท Smartphone รุ่นใหม่ที่มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน ด้วยการจ้าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส นักเตะเท้าหนัก มาเตะบอลอัดโทรศัพท์ว่าจะเป็นอะไรหรือไม่

Nokia กับแคมเปญการตลาดรุ่น XR20

Nokia เพิ่งเปิดตัว Smartphone รุ่นใหม่ในชื่อ XR20 มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน เช่นตกจากพื้นสูง 6 ฟุต ก็ไม่เป็นไรแม้ไม่ใส่เคส รวมถึงหน้าจอ Corning Gorilla Glass Victus ที่บอกว่าทนกว่าหน้าจอ Smartphone ทั่วไปถึง 4 เท่า แถมยังทนการจมน้ำ 5 ฟุตได้ 1 ชม. และทำงานได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ -20 ถึง 55 องศาเซลเซียส

คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ Nokia เคลมจุดเด่นของโทรศัพท์รุ่นนี้ว่า Life-Proof และเมื่อต้องการวัดความทนทาน การจะทิ้งใส่พื้น หรือเอาไปแช่น้ำ ก็คงเหมือนการทดสอบขอแบรนด์อื่น Nokia จึงจ้าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส นักฟุตบอลเท้าหนัก อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล กับ ลิซ่า ซิมุช แชมป์ฟุตบอลฟรีสไตล์ มาเตะบอลอัด Smartphone รุ่นนี้

สำหรับท่วงท่าการเตะอัดมีทั้งการเตะไปที่ Smartphone รุ่นนี้ตรง ๆ, การเดาะ Smartphone และการเตะลูก Banana Free Kick เหมือนที่ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ยิงในการแข่งขันกับทีมชาติฝรั่งเศสเมื่อปี 1997 เรียกว่าสร้างความน่าสนใจในการทดสอบ Smartphone ได้ไม่น้อย

ทั้งนี้สเปกอื่น ๆ ของ Nokia XR20 มีหน้าจอ 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 พิกเซล, ชิป Snapdragon 480 5G, กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องหลังคู่ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กับกล้องมุมกว้างพิเศษความละะเอียด 13 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 4,630 mAh ราคา 550 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18,000 บาท)

สรุป

การทดสอบ Smartphone เป็นอีกวิธีการขายของแบรนด์ต่าง ๆ หากต้องการซื้อใจผู้บริโภคด้วยความทนทาน ดังนั้นการทดสอบด้วยรูปแบบใหม่ ๆ น่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย ยิ่ง Nokia พยายามบุกตลาดโลก และแข่งขันกับแบรนด์จีนอื่น ๆ มากขึ้น ความแตกต่างก็เป็นอีกอาวุธสำคัญในการจูงใจ

อ้างอิง // Blognone

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ส่องแคมเปญ Nokia รุ่นใหม่ ที่ชูความทนทานด้วยการให้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มาเตะลูกบอลอัดเต็มแรง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nokia-roberto-carlos/

depa หน่วยงานรัฐมั่นใจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลทรงตัว แต่ประชาชนชะลอซื้อสินค้า-บริการดิจิทัล

ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงจากไตรมาสแรก

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ปี 2564 พบดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 45.6 ทรงตัวจากระดับ 46.4 ของไตรมาส 1 ในเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านผลประกอบการ การผลิต คำสั่งซื้อ การลงทุน และด้านต้นทุนประกอบการ

ผลสำรวจพิจารณาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ได้แก่ 

  • กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ 
  • และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะเห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ทั้งในแง่ผลประกอบการ คำสั่งซื้อ และการลงทุน มีเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 49.5

มาตรการโควิดที่ไม่ชัดเจนของภาครัฐ กระทบความเชื่อมั่น ทำเศรษฐกิจชะลอตัว

 ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ระดับ 45.6 เป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจและประชาชนชะลอคำสั่งซื้อและลดปริมาณการซื้อสินค้าและบริการดิจิทัล เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกที่ 3 

รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัคซีน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและยังผลให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมเกิดการชะลอตัว

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa

ผู้อำนวยการใหญ่ของ depa ยังกล่าวอีกว่า “ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและแหล่งเงินกู้ ครอบคลุมทั้งประชาชนและผู้ประกอบการดิจิทัล”

ด้านผู้ประกอบการวอนรัฐดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจน และควรมีบริการดิจิทัลสำหรับการติดต่อสื่อสารที่ไม่ขาดตอนในช่วง Work from Home เพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้รับบริการ

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ depa.or.th

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post depa หน่วยงานรัฐมั่นใจความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลทรงตัว แต่ประชาชนชะลอซื้อสินค้า-บริการดิจิทัล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/depa-digital-industry-sentiment-index-q2-2021/

4 สิงหา’ นี้ ธนาคารพร้อมโอนเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 พื้นที่ล็อคดาวน์ 10 จังหวัด

สมาคมธนาคารไทยประสานธนาคารสมาชิก พร้อมรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้ผู้ประกันตน ม.33 ได้รับสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากคำสั่งล็อคดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ กว่า 2.87 ล้านราย

ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะทำการโอนให้ผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ได้รับสิทธิในวันที่ 4-6 สิงหาคม 2564 เฉพาะ 10 จังหวัด จำนวนผู้ประกันตนกว่า 2.87 ล้านคน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา ส่วน 3 จังหวัดที่เหลือคือฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยาจะแจ้งการโอนเงินให้ทราบอีกครั้งภายหลัง 

นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ ต้องเป็นผู้ได้สิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไข โดย สปส. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิบนเว็บไซต์ สปส. โดยผู้ประกันตนที่มีบัญชีธนาคารผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนใหม่ (คลิกที่นี่)

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้สิทธิและมีบัญชีธนาคาร แต่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือเดิมผูกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ สามารถดำเนินการผูกบัญชีหรือเปลี่ยนพร้อมเพย์จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนด้วยตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารที่มีบัญชีอยู่ เช่น Mobile Application, Internet Banking และเครื่อง ATM ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขาธนาคารเพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด 19

ส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิและยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก สามารถใช้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นค่อยลงทะเบียนผูกพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขบัตรประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอรับสิทธิตามมาตรการเยียวยาดังกล่าว ผู้ประกันตน ม.33 สามารถตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยาได้ที่ https://www.sso.go.th หรือโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post 4 สิงหา’ นี้ ธนาคารพร้อมโอนเงินเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 พื้นที่ล็อคดาวน์ 10 จังหวัด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/aid-measure-for-employees-under-section-33-of-social-security-act/

วิกฤตคนเจน X ในยุคโควิด-19 ระบาด: หางานยาก อายุเป็นอุปสรรค แถมเจออคติจากนายจ้าง

ด้วยอัตราการเลิกจ้างและว่างงานที่สูงเฉียบพลันในวิกฤตการณ์โควิด-19 ชาว Gen X หรือกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปที่ต้องหางานใหม่คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งอคติจากนายจ้างบางส่วนและการที่ไม่มีทักษะที่ต้องใช้อีกด้วย

Photo by LinkedIn Sales Solutions on Unsplash

Gen X กับอุปสรรคในการหางานใหม่

รายงานจาก Generation องกรณ์​หางานไม่แสวงกำไรอธิบายว่า การใช้งานของเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ทำให้อาชีพที่ต้องใช้แรงงานคนหายไปมากขึ้น และทำให้ปัญหาอคติด้านอายุแย่ลง คนที่มีอายุมากแล้วต้องเปลี่ยนงานกลางคันจึงพบกับอุปสรรคมากที่สุด

หลังจากเก็บข้อมูลจากคนทำงาน 3,800 คน และนายจ้างอีก 1,404 คน จาก 7 ประเทศ ก็พบว่ากลุ่มคนอายุ 45-60 ปีหางานใหม่ได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะในภูมิภาคไหนของโลก

ในอีกด้านหนึ่ง ILO ระบุว่าหนึ่งในเทรนด์การเลิกจ้างในประเทศไทย คือ แนวการสมัครใจลาออกในคนกลุ่มอายุ 45-50 ปี (Early Retire) ที่สูงมากขึ้นจากการที่บริษัทต้องลดจำนวนพนักงานลง

อคติด้านอายุที่ไม่เป็นความจริง

วิจัยค้นพบว่านายจ้างมองกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไปว่ามีความพร้อม ความเหมาะสม และประสบการณ์น้อยที่สุด ความกังวลของนายจ้างส่วนใหญ่อยู่ที่ความเชื่อว่าคนกลุ่มนี้

  • ไม่ชอบลองเทคโนโลยีใหม่ๆ (38%)
  • ไม่สามารถเรียนทักษะใหม่ได้ (27%)
  • ทำงานร่วมกับกลุ่มอายุอื่นๆ ได้ยาก (21%)

ทว่า ความเชื่อเหล่านี้ขัดแย้งกับหลักฐานโดยตรง เพราะกลุ่มคนที่อายุมากกว่ามักจะทำงานได้ดีกว่ารุ่นอายุน้อยเสมอ โดยนายจ้างกว่า 87% ระบุว่าคนที่อายุ 45 ปีขึ้นไปที่จ้างใหม่ทำงานได้ดีเท่า หรือบางทีดีกว่า พนักงานที่เด็กกว่าเสมอ

นอกจากนั้น อคติบางส่วนที่นายจ้างไม่รู้ตัวก็ถูกค้นพบอีกด้วย เช่น นายจ้างมักจะชอบจ้างพนักงานใหม่ที่อายุใกล้เคียงกับตนเอง ส่วนการใช้เรซูเม่ในการสัมภาษณ์จะทำให้ผู้สมัครไม่สามารถแสดงทักษะของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรให้ผู้สมัครลองลงมือทำจะเห็นภาพชัดกว่า

ความลำบากในการฝึกทักษะใหม่

มากกว่า 57% ของผู้หางานระดับต้นและกลางมีท่าทีต่อต้านการฝึกทักษะใหม่ๆ (reskill) โดยมีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่บอกว่าการฝึกช่วยให้ตัวเองมั่นใจขึ้นเวลาหางาน

ส่วนมาก การไม่ชอบเข้าร่วมการฝึกมาจากประสบการณ์ที่ไม่ดีในการศึกษา ตารางเวลาขัดแย้ง รวมถึงการสนับสนุนที่ไม่เพียงพอสำหรับคนอายุมากที่ต้องหางานใหม่ เช่น คอร์สเรียนที่เหมาะสม หรือ การช่วยเหลือทางการเงิน

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าผู้หางานได้รับการฝึกที่เหมาะสมแล้ว โอกาสในการได้งานจะสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ประมาณ 73% ของกลุ่มคนอายุ 45 ปีขึ้นไป ระบุว่าการฝึกสกิลใหม่ทำให้พวกเขาหางานใหม่ได้สำเร็จ

ในประเทศไทยเอง วิจัยจาก Far East Fame Lab ระบุว่าคน Gen X ในยุคโควิดสามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ระหว่างต้องทำงานจากบ้านเสมอ

Photo by RODNAE Productions from Pexels

ทางออกอื่นๆ สำหรับการจ้าง Gen X ให้ดีขึ้น

บริษัทสามารถเปิดโปรแกรมฝึกทักษะใหม่ๆ ให้คนกลุ่มนี้ได้ โดยเสนอโอกาสในการได้งานหลังฝึกจบ ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มคนที่หวั่นเกรงการฝึกได้

อีกทั้ง ทางบริษัทยังสามารถฝึกสกิลใหม่ๆ ให้พนักงานเก่าของตัวเองที่อายุมากแล้วได้อีกด้วย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพนักงานใหม่ที่เด็กกว่าเสมอไป

ทางด้านหน่วยงานรัฐบาลเองก็ควรเก็บข้อมูลด้านอาชีพของประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้น องกรณ์ต่างๆ จึงจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้มากขึ้น

สรุป

การหางานในยุคโควิดยากสำหรับคนทุกกลุ่มอายุ และบางส่วนอาจจะประสบอุปสรรคมากกว่าคนบางกลุ่ม แต่การสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐและเอกชนจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้แน่นอน

ที่มา – CNBC, Far East Fame Line DDB, Generation, LPT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิกฤตคนเจน X ในยุคโควิด-19 ระบาด: หางานยาก อายุเป็นอุปสรรค แถมเจออคติจากนายจ้าง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/gen-x-covid-unemployment-issues/

ใจดีขนาดนี้มีรายได้เท่าไร! เปิดผลประกอบการ Yonex ผู้สละโลโก้ให้ธงชาติไทยปิดทับ

แบรนด์ Yonex ถูกพูดถึงในประเทศไทยเป็นวงกว้าง เพราะสนับสนุนชุดให้นักกีฬาแบตมินตันไทยลุยศึกโอลิมปิกโดยไม่แปะโลโก้ใด ๆ ดังนั้นลองมาดูกันว่า Yonex ใจดีขนาดนี้ แล้วรายได้ปีงบประมาณล่าสุดอยู่ที่เท่าไร

yonex

51,554 ล้านเยน คือรายได้ล่าสุดของ Yonex

Yonex เป็นแบรนด์อุปกรณ์กีฬาเก่าแก้จากญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปี 1946 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเริ่มผลิตไม่แบตมินตันตั้งแต่ปี 1950 แต่ยังเป็นเพียงผู้รับผลิตให้กับแบรนด์ Sanbata ก่อน และหลังจากนั้นจึงมาผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง พร้อมเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ จนแข็งแกร่งมาถึงปัจจุบัน

สำหรับรายได้ของปีงบประมาณ 2021 (สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2021) Yonex มีรายได้ 51,554 ล้านเยน (ราว 15,452 ล้านบาท) ลดลง 16.8% จากปีก่อน แต่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนก.พ. 2021 ที่ 51,000 ล้านเยน ทำกำไรสุทธิ 1,102 ล้านเยน ลดลง 33.3% แต่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนก.พ. 2021 ที่ 400 ล้านเยน เช่นกัน

สาเหตุที่รายได้ลดลง Yonex แจ้งว่า COVID-19 คือปัจจัยหลัก เพราะทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่ด้วยการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของจีน, สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นจากวิกฤตนี้ ประกอบกับการที่ Yonex พยายามกระตุ้นให้ทุกคนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งอีกครั้ง ทำให้รายได้ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

yonex

ถึงรายได้จะไม่ตก แต่กำไรหายมากมาย

อย่างไรก็ตามหากมองในมุมกำไรของ Yonex ที่ลดลงอย่างหนัก ทางบริษัทมองว่ามาจากยอดขายที่ลดลงจากการระบาดของโรค COVID-19 รวมถึงการแข่งขันรายการใหญ่ทั่วโลกต้องเลื่อนออกไป ทำให้การรับรู้กำไรถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน ดังนั้นเมื่อค่าใช้จ่ายยังอยู่เกือบเท่าเดิม กำไรสุทธิจึงลดลงถึง 33.3%

Yonex มีรายได้จาก 2 หน่วยธุรกิจคือ Sporting Goods Division หรืออุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ คิดเป็นสัดส่วน 99.2% กับ Sports Facilities Division หรือสถานที่เล่นกีฬาต่าง ๆ คิดเป็นสัดส่วน 0.8% ถ้าแบ่งเป็นประเภทกีฬา แบตมินตัน คืออุปกรณ์กีฬาที่ทำเงินให้กับ Yonex มากที่สุด คิดเป็น 55.9% ของรายได้รวม

เนื่องจาก Yonex เริ่มต้นธุรกิจจากแบตมินตัน และได้รับการยอมรับจากผู้เล่น, สมาคม รวมถึงรายการแข่งขันทั่วโลก โดยรายได้จากกีฬานี้ Yonex ระบุว่ามาจากไม้แบตมินตัน, ลูกขนไก่, เอ็น และรองเท้า คิดเป็นมูลค่ากว่า 28,836 ล้านเยน ลดลง 18.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน

yonex

ไม่เด่นแค่กีฬาเดียว พร้อมกลับมาในปี 2022

อย่างไรก็ตามในธุรกิจอุปกรณ์กีฬา Yonex ยังมีรายได้จากกีฬา เทนนิส ที่ประกอบด้วย ไม้เทนนิส, เอ็น, รองเท้า และลูกเทนนิส ที่ 7,406 ล้านเยน กับกีฬา กอล์ฟ อีก 1,031 ล้านเยน รวมถึงรายได้จากกลุ่มเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์เสริมอีก 13,857 ล้านเยน

ด้วยการฉีดวัคซีน และมาตรการควบคุมในหลายประเทศจนโรค COVID-19 เริ่มระบาดน้อยลง ทำให้ Yonex คาดการณ์รายได้ในปีงบประมาณ 2022 (สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2022) ให้เทียบเท่ากับปีงบประมาณ 2020 หรือช่วงก่อนโรค COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก

จุดแข็งที่ทำให้ไปจุดนั้นคือการเป็น Global Brand เต็มตัว เพราะในปีงบประมาณ 2010 รายได้จากต่างประเทศของ Yonex อยู่ที่ 29.1% ของทั้งหมด แต่ปีงบประมาณ 2021 อยู่ที่ 52.6% ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากทั่วโลก รวมถึงการขยายตลาดเทนนิส และประเทศจีนมากขึ้น ทั้งยังสนับสนุนนักกีฬาตัวเล็ก ๆ เพื่อสร้างแบรนด์ในอนาคต

สรุป

Yonex เป็นหนึ่งในแบรนด์อุปกรณ์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น เพราะหากพูดถึงอุปกรณ์กีฬาแบตมินตัน แบรนด์ Yonex ต้องติดอยู่อันดับต้น ๆ ดังนั้นการคงจุดแข็งนี้ไว้ พร้อมกับสร้างโอกาสรายได้ใหม่ ๆ จากีฬาอื่น และสนับสนุนนักกีฬาตัวเล็ก ๆ น่าจะช่วยให้ Yonex ฟื้นจากวิกฤต COVID-19 และเติบโตได้ยาว ๆ

อ้างอิง // Yonex

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ใจดีขนาดนี้มีรายได้เท่าไร! เปิดผลประกอบการ Yonex ผู้สละโลโก้ให้ธงชาติไทยปิดทับ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/yonex-2021/

Kakao Webtoon เปิดตัวในไทยที่แรกของโลก กับเป้าหมายขอเป็น ‘เว็บตูน’ เบอร์ 1 ของไทย

Kakao Entertainment เปิดตัว Kakao Webtoon ในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก กับเป้าหมายขอเป็นเว็บตูนเบอร์ 1 ของไทย ท่ามกลางแอปคู่แข่งที่เปิดตัวก่อนหลายปี

ปัจจุบันพฤติกรรมการอ่านของทั่วโลก รวมถึงคนไทยกำลังเปลี่ยนจากการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ สู่การอ่านหนังสือในรูปแบบดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งรวมถึงความนิยมในการอ่านการ์ตูนแบบ Webtoon ที่ในไทยเองมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดจากหลายแอป เช่น LINE Webtoon, Comico หรือ WeComics

ล่าสุดนักอ่าน Webtoon ชาวไทยกำลังมีตัวเลือกในการอ่านมากขึ้นอีก จากการเปิดตัว Kakao Webtoon บริษัทลูกของ Kakao Corp ประเทศเกาหลีใต้

สำหรับ Kakao Webtoon นี้ เป็นหนึ่งในธุรกิจความบันเทิงของ Kakao Entertainment ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเกาหลีใต้มานานกว่า 20 ปีแล้ว

ดร.ยางวอน ฮยอน กรรมการผู้จัดการ ของ Kakao Webtoon

ดร.ยางวอน ฮยอน กรรมการผู้จัดการ ของ Kakao Webtoon ได้เล่าถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้การอ่านการ์ตูนออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Webtoon ทั้งในไทย และในต่างประเทศได้รับความนิยม ว่าเป็นเพราะในยุคปัจจุบันผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอดเวลา การอ่าน Webtoon จึงได้รับความนิยม เพราะเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับการอ่านในโทรศัพท์มือถือ เน้นการอ่านแบบบนลงล่าง มีภาพสีสวยงาม

ต่างจากการ์ตูนเป็นเล่มๆ แบบเดิม ที่มักอ่านกันแบบจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย ส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำ แถมต้องรอนานกว่าตอนใหม่จะออก ในขณะที่ Webtoon มีกำหนดเวลาออกตอนใหม่ที่แน่นอนกว่า บางเรื่องออกเป็นรายอาทิตย์ ตอบโจทย์คนเสพสื่อในยุคดิจิทัลมากกว่าการอ่านการ์ตูนเป็นเล่ม

แม้ว่า Kakao ในประเทศเกาหลีใต้จะเปิดให้บริการอ่าน Webtoon มานานนับ 20 ปี ภายใต้ชื่อ Kaokao Page แต่สำหรับ Kakao Webtoon นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบุกตลาดในระดับโลกที่ประเทศไทย

คนไทยจำนวนมากชอบเกาหลี หมุดหมายสำคัญของ Kakao Webtoon

ดร.ยางวอน ให้เหตุผลที่ Kakao Webtoon เลือกเปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรก เป็นเพราะความจริงแล้ว Kakao Webtoon ต้องการบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านอินเตอร์เน็ต มีจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสูง รวมถึงวัฒนธรรมเกาหลีได้รับความนิยมในกลุ่มคนไทยอยู่แล้ว คอนเทนต์ที่นำมาแปลเป็นภาษาไทยจะมีความเป็นเกาหลีผสมอยู่

เพียงแต่ในปัจจุบันคนไทยอาจยังไม่ได้มองว่า Webtoon เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบบเกาหลี ดังนั้นตลาด Webtoon ในไทยยังไปได้อีกไกล ซึ่งในประเทศเกาหลีใต้เอง ตลาด Webtoon ทั้งหมดมีมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีแอปอ่าน Webtoon ที่เปิดให้บริการมาก่อนจำนวนมาก เช่น LINE Webtoon, Comico และ WeComics ดังนั้นกลยุทธ์การแข่งขันที่ Kakao Webtoon จะใช้เพื่อสู้กับคู่แข่งในประเทศไทยจึงสำคัญ

มีคอนเทนต์ดัง ที่ถูกนำไปสร้างซีรีส์-ภาพยนตร์

กลยุทธ์ที่ Kakao Webtoon จะใช้ในการแข่งขัน คือ คอนเทนต์ ที่เป็นเหมือนจุดแข็งสำคัญของ Kakao Webtoon เพราะ Kakao Webtoon มี Original Story ชื่อดังมากมายที่เคยถูกนำไปต่อยอดสู่การสร้างภาพยนตร์ และซีรีส์ เช่น Itaewon Class, What’s Wrong with Secretary Kim, Space Sweepers, The Uncanny Counter, Love Alarm และ Solo Leveling เป็นต้น

โดยในขณะนี้ Kakao Webtoon มีคอนเทนต์อยู่แล้วประมาณ 90 เรื่อง โดยจะปล่อยเรื่องใหม่ให้อ่านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 เรื่อง และตั้งเป้าว่าจะปล่อยพรีเมี่ยมเค-เว็บตูน ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และประสบความสำเร็จในหลาย ๆ ประเทศเป็นจำนวนอย่างน้อย 150 เรื่องภายในปีนี้

อ่านฟรีไม่เสียเงิน แต่ต้องรอ 3-7 วัน

นอกจากนี้ Kakao Webtoon ยังมีโมเดลการหารายได้ที่เรียกว่าระบบ Wait or Pay หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “รออ่านฟรี” โดยคอนเทนต์ทั้งหมดจะเปิดให้อ่านฟรี แต่จะมีกำหนดระยะเวลารอ 3-7 วัน ในขณะที่คอนเทนต์ราว 70% จากจำนวน 90 เรื่อง จะเปิดให้อ่านฟรีโดยมีระยะเวลาการรอเพียง 1-3 วัน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม Kakao Webtoon จะมีความแตกต่างจากแอปอ่าน Webtoon อื่นๆ คือ จะไม่ได้มีการเปิดรับคอนเทนต์การ์ตูนจากนักเขียนรายย่อย แต่จะเน้นไปที่การทำสัญญากับสตูดิโอ หรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงแทน อย่างในประเทศไทยจะมีการจับมือกับรอมแพง ผู้เขียนนวนิยายบุพเพสันนิวาส โดยจะนำไปสร้างเป็นการ์ตูน Webtoon โดยทีมงานที่ประเทศเกาหลี

สำหรับเป้าหมายของ Kakao Webtoon ในประเทศไทย ดร.ยางวอน เล่าว่า ตั้งเป้าหมายการดาวน์โหลดไว้ที่ 3 ล้านครั้ง และยอดผู้ใช้งานแอปต่อเดือน จำนวน 1 ล้านคน รวมถึงต้องการเป็นแอปที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ในหมวดการ์ตูน และเอ็นเตอร์เทนเม้นต์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Kakao Webtoon เปิดตัวในไทยที่แรกของโลก กับเป้าหมายขอเป็น ‘เว็บตูน’ เบอร์ 1 ของไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kakao-webtoon-thailand/

เมืองไทยประกันภัยร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง ตั้งศูนย์ Community Isolation รวม 400 เตียง 4 แห่งทั่ว กทม.

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จับมือร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง สมทบทุนจัดตั้งศูนย์ Community Isolation จำนวน 400 เตียง และจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท 4 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว บรรเทาวิกฤตเตียงไม่พอ ลดวงจรการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิต เริ่มเปิดบริการต้นเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับ Community Isolation ทั้ง 4 แห่งนั้น สามารถรองรับผู้ป่วยได้แห่งละ 100 เตียงต่อรอบการรักษา กระจาย 4 มุมเมืองของกรุงเทพมหานคร โดยจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ดังนี้

  • วิทยาลัยพาณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง โดย รพ. ลาดพร้าว
  • ร.ร. สุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ เขตบึงกุ่ม โดย รพ. ญาไท นวมินทร์
  • โกดังเก็บของ บมจ. ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เขตราษฎร์บูรณะ โดย รพ. ประชาพัฒน์
  • วัดกำแพง (บางแวก) เขตภาษีเจริญ โดย รพ. มิตรประชา (เพชรเกษม 2)

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมาดามแป้ง กล่าวว่า ปัญหาใหญ่หนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมองอย่างไรก็ไม่มีทางเพียงพอ่อจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 โดยได้มีการสร้างทีมอาสากล้าใหม่มูลนิธิมาดามแป้งขึ้นมาเป็นผู้ช่วยหมอ พยาบาล ในการดูแลผู้ป่วยหน้างานอย่างเร่งด่วนด้วยรูปแบบอบรมระยะสั้นตามมาตรฐาน หากทำได้ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระงานของหมอ พยาบาลไปได้อีกมาก และยังสามารถขยายโมเดลนี้ได้ทั่วประเทศในอนาคตด้วย

ที่มา – เมืองไทยประกันภัย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมืองไทยประกันภัยร่วมกับมูลนิธิมาดามแป้ง ตั้งศูนย์ Community Isolation รวม 400 เตียง 4 แห่งทั่ว กทม. first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/muang-thai-insurance-collab-madam-pang-build-community-isolation/

โรงหนังเอส เอฟ เปลี่ยนพื้นที่โปรโมทหนังบนโซเชียล มารับฝากร้าน 30 วัน 30 ร้าน พร้อมบูสโพสฟรี

โรงหนัง เอส เอฟ เปิดพื้นที่ให้ร้านค้าได้เดินหน้าสู้ไปด้วยกันในยุคโควิด ภายใต้ Concept Now Selling #ขายแล้ววันนี้ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ Social Media ของแบรนด์ ที่เคยโปรโมทหนัง (Now Showing) ไปเป็นพื้นที่สำหรับขายของสำหรับร้านเล็กที่ต้องการความช่วยเหลือ (Now Selling)

sf

เริ่มต้นจากการ recruit ร้านต่างๆ ผ่านคอมเมนต์ฝากร้านในโพสต์เปิดรับร้านค้า https://bit.ly/3xM03E9 และ คัดเลือกร้านที่น่าสนใจมาทำชิ้นงานโฆษณาในสไตล์โปสเตอร์หนัง ตลอด 1 เดือนเต็ม โดยในแต่ละชิ้นงาน จะมีการใส่ไอเดียชื่อหนังต่างๆ ให้มีลูกเล่นและความน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะเริ่มโพสต์โปรโมทร้านค้า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 64 ไปเรื่อยๆ วันละ 1 ร้าน จนครบ 30 วัน 30 ร้าน

ทาง เอส เอฟ ระบุว่า การที่จะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้ เราต้องใช้พื้นที่และทรัพยากรที่ตัวแบรนด์มี ให้เป็นประโยชน์กับสังคมมากที่สุด เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสที่จะก้าวต่อไปได้

sf

sf

sf

sf

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โรงหนังเอส เอฟ เปลี่ยนพื้นที่โปรโมทหนังบนโซเชียล มารับฝากร้าน 30 วัน 30 ร้าน พร้อมบูสโพสฟรี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/change-now-showing-to-now-selling/

การเติบโตของ Social Commerce ในยุคที่คนเลือกซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทโซเชียลมีเดียต่างๆ กำลังแข่งขันกันในอุตสาหกรรม Social Commerce ซึ่งเป็นช่องทางที่อาศัยความสามารถของผู้ใช้ในการค้นหาและเลือกซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดีย 

“ผู้คนเคยชินกับการซื้อของออนไลน์ไปแล้ว และคนไม่น่าจะกลับไปซื้อของจากหน้าร้านในระดับเดิมอย่างที่เคยเป็นมา” Dave Heger นักวิเคราะห์จาก Edward Jones บริษัทผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนได้กล่าวไว้เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้

Social Commerce ในไทยโตได้เท่าตัว

การค้าขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียในไทยเป็นที่นิยมมานานแล้วและเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเติบโตของ LINE SHOPPING ที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 200% และจำนวนร้านค้าเติบโตเพิ่มขึ้น 7 เท่า 

ตามข้อมูลของ Facebook ประเทศไทย จากการวิจัยผู้บริโภคชาวไทยยังพบว่าผู้บริโภครู้สึกใกล้ชิดกับร้านค้ามากขึ้นผ่านการแชท ซึ่งถือเป็นข้อดีของการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดียที่ลูกค้าสามารถพูดคุยสอบถาม และต่อรองราคากับผู้ขายได้โดยตรงซึ่งให้ประสบการณ์ทดแทนความรู้สึกของการซื้อจากหน้าร้านได้

นอกจากนี้ยังเห็นความเข้มแข็งของ Social Commerce ในไทยจากการที่กลุ่มธุรกิจสินค้าหรูหันมาเปิดใช้งาน Line Official Account เพิ่มขึ้นถึง 60% เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่แบรนด์หรูเลือกใช้เพื่อติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรงเหมือนกับการขายหน้าร้าน

การซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมมากขึ้นในภาพรวม

บริษัทวิจัยการตลาด eMarketer คาดการณ์ว่ายอดขายต่อปีผ่านช่องทาง Social Commerce จะเพิ่มขึ้นอย่างในกรณีสหรัฐยอดขายจะเพิ่มจาก 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.18 ล้านล้านบาทต่อปี เป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2023 

Facebook ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำใน Social Commerce และ Google ที่ช่วยให้ผู้ค้าปลีกทำยอดขายได้ในไตรมาสที่แล้ว กับบริษัทอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์อย่าง Shopify บอกว่าอัตราการเติบโตของยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทเทคอย่าง Facebook และ Google ทำได้ดีกว่าการขายผ่านเว็บไซต์ของผู้ขายโดยตรง

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook ยังได้ออกมาบอกอีกด้วยว่า การเปิดพื้นสำหรับขายสินค้าและการทำให้ธุรกิจสามารถติดต่อกับลูกค้าง่ายขึ้นผ่านแอพ Messenger และ WhatsApp ของทางบริษัทเป็นการเดิมพันในระยะยาวที่เหมาะสม

อนาคต Social Commerce กับช่องทางซื้อขายที่มากขึ้น

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Youtube, Snapchat และ Twitter ก็กำลังเร่งลงทุนในฟีเจอร์ช้อปปิ้งเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกิดในขึ้นช่วงเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2

ทางบริษัทแม่ของ Snapchat กำลังลงทุนในเทคโนโลยี AR เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถลองสินค้าอย่างนาฬิกา เครื่องประดับและเสื้อผ้า เพื่อลดการคืนสินค้าซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องเจอ

Twitter ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รู้จักในฐานะช่องทางติดตามข่าวเหตุการณ์ปัจจุบันก็กำลังทดลองทำฟีเจอร์สำหรับร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์วิดีโอสตรีมมิ่งอย่าง Youtube ที่มีคอนเทนต์รีวิวสินค้ามากมายก็มีแพลนที่จะเปิดช่องทางให้สามารถซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มได้โดยตรง

สรุป

การเติบโตของ Social Commerce เป็นที่น่าจับตามองในยุคที่การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องจำเป็นเพราะการระบาดของโควิด และยังสะดวกกับผู้ซื้อ อีกทั้งการติดต่อกับผู้ขายโดยตรงผ่านทางโซเชียลมีเดียสามารถทดแทนความรู้สึกของการซื้อหน้าร้านซึ่งเป็นข้อดีที่จะทำให้การค้าช่องทางนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post การเติบโตของ Social Commerce ในยุคที่คนเลือกซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/social-commerce-growth/