คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติข้อบังคับสำหรับการสร้างคาสิโน คาดเปิดได้ภายในปี 2024 ที่โอซาก้า

ญี่ปุ่นอนุมัติข้อบังคับสำหรับการสร้ารีสอร์ตครบวงจร คาดเปิดได้ภายในปี 2024 ที่โอซาก้า ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นในอนาคต

ภาพจาก Unsplash

รัฐบาลญี่ปุ่นผ่านร่างข้อบังคับสำหรับการสร้างรีสอร์ตครบวงจร ซึ่งภายในจะมีคาสิโนให้บริการด้วย เหมือนกับในมาเก๊า หรือสิงคโปร์ โดยคาดว่าเมืองแรกที่จะมีรีสอร์ตครบวงจรคาดว่าจะเป็นเมืองโอซาก้าภายในปี 2024 และจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับกฎหมายที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมให้มีรีสอร์ตครบวงจรในประเทศถูกกฎหมายนั้นมีมาตั้งแต่ปี 2016 และเตรียมที่จะเปิดได้มีการอนุมัติตัวกฎหมายลูกออกมาเพื่อรองรับบ้างแล้ว รวมไปถึงข้อบังคับที่รีสอร์ตครบวงจรจะต้องประกอบไปด้วยข้อบังคับต่างๆ เช่น

  • พื้นที่ของคาสิโนจะไม่เกิน 3% ของพื้นที่รวม
  • พื้นที่ของห้องพักไม่น้อยกว่า 100,000 ตารางเมตร
  • คาสิโนสามารถโฆษณาได้ตามสนามบินนานาชาติและเรือสำราญเท่านั้น
  • คาสิโนจะต้องรายงานกับรัฐบาลญี่ปุ่นถ้าหากลูกค้าต้องการแลกเงินคืนมูลค่าเกินกว่า 100,000 เยน

ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าของคาสิโนในสหรัฐ รวมไปถึงในมาเก๊า ต่างสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม MGM Resorts ที่สนใจกำลังหาพันธมิตรในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Melco Resorts & Entertainment จากมาเก๊า รวมไปถึง Las Vegas Sands ก็สนใจที่จะทำธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน

อย่างไรก็ดียังมีความกังวลถึงเรื่องการเปิดคาสิโนในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว โดยเรื่องสำคัญคือการติดการพนันของชาวญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลนั้นได้ออกมาย้ำถึงเรื่องนี้ว่ามีมาตรการมารองรับแล้ว เช่น การเก็บเงินชาวญี่ปุ่นถ้าหากเข้าคาสิโน และจำกัดการเข้าแต่ละครั้งต่อเดือนด้วย

ที่มา – Casino News, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-gov-approve-regulate-rules-for-casinos/

โฆษณา

ลดอิทธิพลยักษ์ใหญ่ไอที รัฐสภายุโรปออกกฎคุมเข้มลิขสิทธิ์ ต้องลบเนื้อหาทันที ก่อนจะมีใครแจ้ง

Facebook Google Amazon Apple Microsoft

กฎหมายใหม่: บริษัทไอทีต้องลบเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์ทันที ก่อนที่จะมีใครมาแจ้ง

รัฐสภายุโรปออกกฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ โดยกำกับให้บริษัทไอทีแพลตฟอร์มทั้งหลายต้องทำการเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์กับศิลปิน/นักดนตรี นักเขียน และสำนักข่าว ก่อนที่จะมีการนำเอาผลงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนังสือ หรือข่าวมาโพสต์บนแพลตฟอร์ม

นอกจากนั้น ในกรณีที่พบว่ามีการโพสต์ผลงานที่ผิดลิขสิทธิ์จากผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม กฎหมายใหม่ระบุว่าบริษัทไอทีจะต้องทำการลบผลงานชิ้นนั้นออกจากแพลตฟอร์มโดยทันที ชนิดที่ไม่ต้องรอให้ใครมาแจ้งแล้วค่อยลบ เหมือนที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน

พูดง่ายๆ คือ กฎหมายใหม่นี้จะเข้มงวดกับลิขสิทธิ์เนื้อหาบนแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น และเรียกร้องให้บริษัทไอทีต้องมีท่าที active ต่อการกำกับเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์ม

  • ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น Google ที่มี Google News ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมข่าวจากสำนักต่างๆ (คล้ายๆ กับ LINE TODAY บ้านเรา) โดยกฎหมายใหม่ของรัฐสภายุโรปจะกำกับให้ Google ต้องทำการขอใบอนุญาตจากสำนักข่าวหรือผู้ผลิตเนื้อหาก่อนที่จะนำมาเผยแพร่

The New York Times รายงานว่า กฎหมายทำนองนี้เคยออกมาก่อนแล้วในประเทศสเปน โดยหลังจากนั้นได้ทำให้ Google ถอด Google News ออกจากการให้บริการในประเทศสเปนไปแล้ว

กลุ่มผู้สนับสนุนการออกกฎหมายในครั้งนี้ บอกว่า กฎหมายนี้เป็นการบังคับให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ของผลงานต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (creative industries) ในยุโรป

อย่าไรก็ดี เป็นที่ทราบกันว่า การเติบโตของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ถูกตั้งคำถามมาตลอดถึงอิทธิพลที่มากเกินไปจนทำให้เกิดการผูกขาดตลาด อย่างเช่น Google และ Facebook ได้ผูกขาดตลาดโฆษณาไปเกินกว่าครึ่งในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการออกกฎหมายในครั้งนี้จึงมองได้ว่าเป็นการลดอิทธิพลของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่นั่นเอง

ที่มา – The New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/european-parliament-tech-industry-copyright/

ไทยสมุทรประกันชีวิตออกแอพฯ ใหม่ “Ocean club” ไม่เป็นลูกค้าก็เล่นได้ นอนยังได้ Coin

เมื่อค่ายประกันชีวิตแห่กันออกแอพพลิเคชั่นใหม่ ขยายฐานลูกค้าให้ติดต่อง่ายขึ้น เช็คข้อมูลด้วยตัวเองได้ง่ายไม่ต้องโทรหา Call Center รอนานๆ ด้านบมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิตก็ถึงคิวออกแอพฯ ใหม่

Ocean Club ไม่ต้องเป็นลูกค้า แค่นอน-เดิน-วิ่ง-ปั่นก็ได้ Coin แลกของฟรี!

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต ถือว่าอยู่ในธุรกิจมานานปีนี้ครบ 70 ปีเต็ม ส่วนใหญ่มีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดเป็นหลัก แต่หลังจากเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ “มาริโอ้ เมาเร่อ” หันมาขยายฐานลูกค้ากลุ่มที่อยู่ในเมืองมากขึ้น ล่าสุดเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Ocean Club เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการช่องทางดิจิทัลในการดูข้อมูล และบริษัทสามารถเพิ่ม Engagement กับลูกค้ามากขึ้น

ทั้งนี้การเปิดแอพฯ ใหม่นี้สิ้นปีคาดว่าจะมีผู้ดาวน์โหลด 100,000 ราย (ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแล้ว 20,000 ราย) ซึ่งแอพฯ นี้ช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และตอบสนองลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่ 2 ล้านราย ทั้งปี 2562 ทางบริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันชีวิตใหม่โต 15% เบี้ยปีต่ออายุคาดว่าจะเติบโตที่ 4-5% และมีอัตราการต่ออายุที่ 84%

Ocean Club เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดและร่วมสนุกได้เลย เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมภายในแอพฯ เช่น การนอน (อย่างมีคุณภาพ) เดิน ปั่นจักรยาน ตอบแบบสอบถาม ฯลฯ จะสามารถเก็บคะแนนหรือที่เรียกว่า Ochi Coin สามารถใช้แลกของรางวัลได้ง่ายขึ้น เช่น แลกตั๋วเครื่องบิน (Air asia) แลกรับ Voucher Swensens ฯลฯ (ลูกค้าบมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิตจะได้รับ Ochi coin เพิ่มเมื่อซื้อประกันภัย)

จุดต่างของ Ocean Club ที่แอพพลิเคชั่นค่ายประกันอื่น ไม่มีคือ “การนอน” แล้วได้แต้ม เช่น ถ้านอนอย่างมีคุณภาพ 6 ชั่วโมงจะได้ 20 ochi coin ถ้านอนเต็มที่ 8 ชั่วโมงได้ 50 ochi coin (การนอนมีคุณภาพจะวัดเมื่อ ผู้ใช้งานกด Start ในแอพฯ แต่ไม่ได้ใช้งานมือถือ ไม่ได้ขยับเครื่องเป็นเวลาที่กำหนด เมื่อตื่นมากด Stop จึงจะได้รับแต้ม)

ข้อเสียคือตัวแอพฯ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับ Gadget หรือ Smart Watch ต่างๆ ทำให้การวัดต้องอาศัยแอพลิเคชั่นบนมือถือเป็นหลัก นอกจากนี้หากวิ่งบนลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่จะไม่สามารถนับคะแนนได้ (เพราะ App จะคำนวนระยะทางจาก GPS ของเครื่องว่าผู้ใช้ทำกิจกรรมจริง)

สรุป

แม้คนไทยจะมีประกันชีวิตน้อยมาก (ไม่ถึงครึ่งของประชากรทั้งประเทศ) แต่ค่ายประกันชีวิตของไทยก็เตรียมระบบไว้รองรับเรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะโลกดิจิทัล อย่างไรก็ตามค่ายประกันต้องโฟกัสเรื่อง Market Conduct และมาตรฐานในการขายประกันเป็นหลัก ซึ่งต้องพัฒนาความรู้ทั้งฝั่งผู้ขาย และผู้ซื้อให้เข้าใจไปด้วยกันทั้งหมด ต่อไปหวังว่าแอพพลิเคชั่นจะสร้างความรู้ด้านประกัน และทำให้ประชาชนเข้าใจประกันได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ocean-life-new-app-club-for-point/

ADVANC-DTAC-TRUE ธุรกิจโทรคมนาคมปี 2562 น่าลงทุนหรือไม่?

2-3 ปีที่ผ่านมาเรียกว่าค่ายโทรศัพท์มือถือต้องลงทุนไปเยอะ โดยเฉพาะการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ราคาแพงหูฉี่ ว่าแต่ปี 2562 ธุรกิจ Telco น่าลงทุนหรือยัง?

ais, dtac, true

พิสุทธิ์ งามวิจิตรวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย บอกว่า 3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจโทรคมนาคม (Telco) ได้รับผลกระทบจากการประมูลใบอนุญาตคลื่น 900 GHz ทำให้ กำไร และ dividend หายไป แต่ช่วง 12 เดือนหลังจากนี้คาดว่า ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้น โดยธุรกิจ Telco ไทยมี 3 ปัจจัยที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. โครงสร้างการแข่งขันธุรกิจ Telco ในไทยมีผู้เล่นแค่ 3 รายคือ TRUE ADVANC และ DTAC ทำให้ทั้ง 3 ค่ายร่วมมือกันง่ายขึ้น ต่างจากโครงสร้างในต่างประเทศที่มีผู้เล่นในตลาด 4 เจ้าขึ้นไป ทำให้ต้องแข่งขันกันอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามฐานลูกค้าในไทยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันคนไทยการใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ที่คนละ 10 Gb ต่อเดือนต่อคน
  2. ปัจจัยความไม่แน่นอนที่เคยกดดันหุ้นทั้ง 3 ตัวลดลง เช่น ปีนี้ไม่มีการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องการจัดตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อาจเกิดขึ้นหลังจากผลการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่ารัฐบาลใหม่จะทำงานร่วมกับผู้ประกอบได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจ Telco
  3. ผลประกอบการธุรกิจนี้ฟื้นตัวขึ้นเพราะการแข่งขันที่ลดลง มาจาก
    1) เนื่องจาก 3 ปีที่ผ่านมา ในธุรกิจมีการลงทุนเรื่อง Network ระบบและโครงสร้าง 4G  จำนวนมาก ช่วงนี้ถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนกับ 5G ในระยะต่อไป

    2) งบรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ลดลงจำนวนมาก แต่ความต้องการในตลาด (Demand) ยังเพิ่มขึ้นทำให้หลังจากนี้ค่ายต่างๆ ไม่จำเป็นต้องทำโปรโมชั่นลดราคา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆได้

ทั้งนี้ผลประกอบการที่ดีขึ้น ต้นทุนต่ำลงย่อมส่งผลดีให้เงินปันผลของแต่ละบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะตอบสนองนักลงทุนส่วนใหญ่ที่สนใจลงทุนใน Telco เพราะต้องการ Dividend Yield ที่สูง โดยหุ้น Top Pick ของบล.กสิกรไทย คือ TRUE  เพราะที่ผ่านมามีปัญหามาก จึงคาดว่าปีนี้จะกลับมาดีขึ้นได้ง่ายกว่า โดยกองทุนรวมที่น่าสนใจเช่น DIF INTOUCH เพราะเงินปันผลยังสูงถือว่าน่าสนใจ

ภาพจาก Shutterstock

ปัจจัยที่อาจกระทบธุรกิจ Telco 2562

  • การประมูลคลื่นความถี่ 5G ที่ทางภาครัฐเดิมต้องการให้เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ทางบล.กสิกรไทย คาดว่าจะสามารถเปิดการประมูลคลื่นความถี่ 5G ได้ในปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 เพราะต้องใช้เวลาอีกสักพักในการคัดเลือกกสทช. และกสทช.ต้องใช้เวลา 6-12 เดือนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ระบบจากผู้ที่ถือครองอยู่ในปัจจุบัน
    แต่หากการประมูลเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไทย เพราะต้องกลับสู่วงจรการลงทุน นอกจากนี้เชื่อว่ารอให้เทคโนโลยี 5G ในต่างประเทศเริ่มทำ และมีความชัดเจน จะช่วยให้ผู้ประกอบการลงทุนน้อยลงแต่สามารถพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า
    (ในต่างประเทศที่เริ่มเรื่อง 5G เร็วเพราะเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีในขณะที่ไทยหากเริ่มลงทุนก่อนโดยที่ยังไม่มีธุรกิจ และเทคโนโลยีใช้จริงจะกลายเป็นผลเสียให้ต้นทุน 5G แพงขึ้น)
  • กรณีกสทช.จะปิดคลื่นความถี่ 2G (ในวันที่ 31 ต.ค. 2562) ส่งผลดีต่อ ADVANC และ DTAC เพราะประหยัดต้นทุนได้หลักพันล้านบาท
  • นอกจากนี้ต้องจับตามองเรื่องการชำระค่าใบอนุญาตคลื่น 900 MHz โดยผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมหวังว่า รัฐจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผ่อนชำระค่าใบอนุญาตจากเดิมที่ต้องชำระงวดสุดท้ายในปี 2563 เช่น ADVANC ต้องจ่ายเงินค่าใบอนุญาต 59,574 ล้านบาท  TRUE 60,218 ล้านบาท
    หากสามารถขยายการผ่อนชำระยอดเงินได้อีก 5 ปี (2563-2567) จะช่วยลดภาระผู้ประกอบการได้ ขณะเดียวกันภาครัฐได้รับดอกเบี้ยผ่อนชำระเพิ่มเติมด้วย
  • ทั้งนี้ต้องจับตามองข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการตั้งผู้กำกับอย่างกสทช.จะออกมาในรูปแบบใด

สรุป

ภาพรวมคาดว่าธุรกิจคมนาคมรายได้จะเติบโตขึ้น เพราะลงทุนมาเยอะใน 2-3  ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามต้องจับตามองการเจรจากับ กสทช. ทีมใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทั้งการประมูล 5G ท่ี่เร็วเกินไป และการเลื่อนชำระค่าใบอนุญาต 900 GHz แต่สำหรับกองทุนรวมยังสามารถลงทุนได้เพราะให้เงินปันผลอย่างต่อเนื่องทุกปี  และหากมีความผันผวนเกิดขึ้นการลงทุนในกองทุนรวมยังมีความมั่นคงกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/advanc-dtac-true-telco-2562-kb/

เกมใหม่ Suzuki กับการเปิดตัว Jimny สายลุยคันเล็กแต่ราคาดุ เพราะเริ่มต้น 1.55 ล้านบาท

หลังจากเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดเมื่อกลางปี 2561 ตัว Jimny ของ Suzuki ก็จุดพลุความต้องการถสายลุยคันเล็กกระทัดรัดให้กับผู้บริโภคหลายคน แต่พอเปิดราคาไทยมาเท่านั้นแหละ ความคิดของคนที่อยากได้ก็อาจเปลี่ยนไป

Suzuki Jimny
Suzuki Jimny

ราคาเริ่ม 1.55 ล้านบาทที่ไม่ง่ายในยุคนี้

ถ้าพูดถึงชื่อ Jimny ของ Suzuki นั้นคนไทยอาจไม่คุ้นเคยนัก เพราะน่าจะรู้จักรถขับสี่สายลุยคันเล็กรุ่นนี้ในชื่อ Caribian กันมากกว่า แต่นั่นมันก็ต้องเป็นคนที่อายุวัยกลางคนสักหน่อย ผ่านการที่ Suzuki ประเทศไทยหยุดทำตลาดรุ่นดังกล่าวไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

จึงไม่แปลกที่พอ Suzuki ประเทศไทยแง้มว่าจะนำรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวรุ่นนี้กลับมาทำตลาดที่ไทยอีกครั้งจะสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับของรถยนต์รุ่นนี้ที่น่าจะมีกำลังซื้อแน่นอนอย่างมาก รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากขับขี่รถยนต์ทางเลือก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Suzuki Jimny
Suzuki Jimny

อย่างไรก็ตามการประกาศราคาทางการของ Jimny ที่จำหน่ายในไทยออกมาก็สร้างความตกใจให้กับผู้ที่สนใจไม่น้อย เพราะเริ่มต้น 1.55 ล้านบาทในรุ่นเกียร์ธรรมดา ส่วนเกียร์อัตโนมัติเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท ถ้าอยากได้สี Two-Tone ก็ต้องเพิ่มเงินอีก 30,000 บาท ซึ่งเมื่อเอาไปเทียบกับรุ่นอื่นในราคาเดียวกันนั้นไม่ก็ตัดสินใจได้ไม่ยากเลย

นำเข้าจากญี่ปุ่น และมาพร้อมกับคุณสมบัติที่แตกต่าง

“เรานำเข้า Jimny รุ่นล่าสุดมาจากญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อชาวไทย ชูความเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ในทุกสภาพ และเป็นการนำรุ่นที่เคยสร้างชื่อให้กับ Suzuki กลับมาทำตลาดในไทยอีกครั้ง” วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ทั้งนี้เมื่อเทียบกับรถยนต์ในประเทศไทยนั้นน่าจะไม่มีรุ่นใดที่มีราคา, การออกแบบ และคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับ Jimny มากนัก ถ้าจะมีจริงๆ ก็น่าจะเป็น XV ของ Subaru เพราะมีการขับเคลื่อน 4 ล้อเหมือนกัน แต่ออกแบบเป็น 4 ประตู และมีราคาเริ่มต้นเพียง 9.7 บาทเท่านั้น

เจาะประวัติ Caribian รถทางเลือกที่ขายกระจายในไทย

หากย้อนประวัติเจ้า Suzuki Jimny หรือ Caribian ในไทยนั้นเรียกว่าโชกโชนพอสมควร เพราะระหว่างพ.ศ. 2520-2530 รถยนต์รุ่นนี้ขายดีมาก ผ่านราคาเพียง 2 แสนต้นๆ และเป็นรถยนต์ทางเลือกของคนที่อยากแตกต่าง และชอบใช้ชีวิตลุยๆ แต่พอรุ่นล่าสุดที่เปิดตัวราคาขนาดนี้ คงต้องลุ้นต่อแล้วว่าจะต่ำได้มากกว่านี้หรือไม่

สรุป

ตัว Jimny รุ่นล่าสุดที่ Suzuki เอาเข้ามาทำตลาดในไทยนั้นมีเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร หรือเทียบเท่ากับรถเก๋งขนาดกลาง ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรุ่น และมีราคาถูกกว่า Jimny หลายแสน ดังนั้นถ้าไม่รักกันจริง หรือเป็นแฟนบอยของ Suzuki เชื่อว่าคนที่ตอนแรกอยากจะได้ ก็คงต้องปล่อยผ่านแน่ๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/suzuki-jimny-not-easy/

ศึกรถตู้ระอุ! MG กดราคาเริ่มไม่ถึงล้าน ส่วน Toyota เตรียมเปิดจอง Commuter ใหม่กลางปีนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “รถตู้เอนกประสงค์” เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ถูกใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ประเทศไทยจำนวนมาก และจากนี้การแข่งขันของตลาดนี้มันจะมากขึ้นแน่ๆ หลัง MG ส่งรถตู้รุ่นใหม่กับราคาล่อใจตัดหน้าพี่ใหญ่อย่าง Toyota แล้ว

MG V80
MG V80

MG V80 บรรทุกใจในราคาเริ่มไม่ถึงล้าน

หลังจากมีข่าวลือในการนำรถตู้เอนกประสงค์เข้ามาทำตลาดมานาน ในที่สุด MG ประเทศไทยก็ตัดสินใจเปิดตัวรถตู้รุ่น V80 ที่จุถึง 11 ที่นั่ง และเป็นรถตู้เอนกประสงค์รุ่นแรกที่ MG นำมาทำตลาดในไทย พร้อมติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า เปิดรับจองตั้งแต่วันนี้ ก่อนรับรถตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. 2562

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า ตลาดรถตู้เพื่อใช้โดยสาร หรือ Passenger Van นั้นยังมีช่องว่างอีกมาก ดังนั้นการสร้างความแตกต่างด้วยรถตู้ 11 ที่นั่งก็น่าจะดึงดูดความต้องการของผู้บริโภคได้ และทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Commuter
Toyota Hiace Commuter

สำหรับรถตู้ V80 ของ MG นั้นเปิดราคาเริ่มต้นที่ 9.88 แสนบาทในรุ่นเกียร์ธรรมดา ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติเริ่มต้น 1.03 ล้านบาท แต่ในช่วงระหว่างวันที่ 27 มี.ค.-30 มิ.ย. ทาง MG ทำโปรโมชั่นส่วนลด หรือวงเงินที่ใช้เพื่อการตกแต่งมูลค่า 65,000 บาท และมาพร้อมกับประกันคุณภาพ 4 ปี หรือ 1.2 แสนกม.

Toyota เตรียมเปิดจอง Commuter รุ่นใหม่กลางปี

แม้จะถูกตัดหน้าโดย MG แต่ทาง Toyota ก็ยังมีหมัดเด็ดกับรถตู้ยอดนิยมในประเทศไทยอย่างตระกูล Hiace ที่เพิ่งเปิดตัวรุ่นใหม่ไปที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยตัวรถตู้รุ่นใหม่นั้น Toyota แจ้งว่าเตรียมนำรุ่น Commuter มาจำหน่ายในประเทศไทย และพร้อมให้เปิดจองในช่วงกลางปีนี้

Hyundai H-1 Limited III
Hyundai H-1 Limited III

สำหรับเครื่องยนต์ที่ Toyota จะติดตั้งมาใน Hiace Commuter รุ่นใหม่คือ GD 2.8 ลิตร เกียร์ 6 สปีด ที่มาพร้อมกับโครงสร้างใหม่ Semi Bonnet กับการวางเครื่องยนต์ด้านหน้า ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางกว่าเดิม ดังนั้นคงต้องดูว่าค่ายสามห่วงจะวางราคารถตู้รุ่นนี้ไว้ที่เท่าไร

Hyundai กับการดิ้นสู้ก่อนพี่เบิ้มลงสนาม

ฟาก Hyundai ก็ไม่รอช้าที่จะรอให้ Toyota เปิดตัวแล้วค่อยมาแข่ง เพราะล่าสุดออกเวอร์ชั่นพิเศษให้กับ H-1 รถตู้รุ่นเรือธง (ยอดจำหน่ายก็น่าจะเยอะที่สุดของ Hyundai ประเทศไทย) ในชื่อรุ่นว่า Limited III ผ่านการติด Sunroof 2 จุด และระบบควมคุมความบันเทิงต่างๆ กับราคา 1.67 ล้านบาท มีจำนวนจำกัดแค่ 300 คัน

สรุป

ตลาดรถตู้เพื่อโดยสารนั้นแข่งขันกันดุเดือดหลังจากนี้แน่ เพราะเจ้าตลาดอย่าง Toyota ก็เตรียมถวงคืนตลาดด้วยรุ่นใหม่ ไหนจะ MG ที่เปิดตัวรถตู้ 11 ที่นั่งมาแล้ว งานนี้ Hyundai ที่เคยครองตลาดรถตู้ที่ใช้ในครอบครัวต้องเหนื่อยหนักหน่อย เพราะถ้าจะขายนิ่งๆ แบบเดิมก็คงอยู่ไม่ได้แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/van-war-in-thailand/

ฉายภาพมุมมองค้าปลีกในไทย กับ “ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด

พูดคุยกับ “ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” กูรุแห่งวงการค้าปลีกในไทย ท่ะมาฉายภาพรวมอุตสาหกรรม และให้คำนำแก่ผู้ประกอบการว่าจะต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองอย่างไรในยุคนี้

มองธุรกิจค้าปลีกแบบ 3 มิติ

แม้ธุรกิจค้าปลีกในไทยจะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีการเติบโตได้อยู่ เพราะคนไทยยังคงมีพฤติกรรมออกไปช้อปปิ้ง ผู้ประกอบได้มีการปรับตัว เพิ่มกิมมิกใหม่ๆ ให้ศูนย์การค้ามากขึ้นเช่นกัน

แต่ทิศทางในวงการค้าปลีกต่อไปจะเป็นอย่างไร ผู้ประกอบการจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ Brand Inside ได้มาพูดคุยกัน “ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเทล แพสชั่น จำกัด ได้มองทิศทางของวงการค้าปลีก และการทรานส์ฟอร์มในอนาคต

ฐิติรัตน์เป็นกูรูด้านค้าปลีกคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาอย่างยาวนาน ชอบช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ และได้เป็นที่ปรึกษาเรื่องกลยุทธ์แก่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ระดับประเทศ

จนได้เปิด บริษัท รีเทล แพสชั่น จำกัด หรือ Retail Passion ตอนนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว เป็นที่ปรึกษาทั้งเรื่องกลยุทธ์ การตลาด การจัดการระบบต่างๆ เชี่ยวชาญด้านปลีกเป็นพิเศษ แต่ในช่วงหลังได้เพิ่มบริการอื่นๆ เข้ามาเพื่อให้ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม มีจุดเด่นเรื่องความเข้าใจผู้บริโภค การปรับเเปลี่ยน ให้ลูกค้าอยู่รอดในยุคปัจจุบัน

ฐิติรัตน์เริ่มต้นจากการมองภาพรวมตลาดค้าปลีกที่ตอนนี้สปอร์ตไลท์ฉายไปที่ออนไลน์เยอะมีมูลค่าสัดส่วน 5% จากตลาดค้าปลีกทั้งหมด เติบโตเฉลี่ย 15-16%

ถ้าถามว่าแล้วตลาดค้าปลีกในโลกออฟไลน์มีการเติบโตหรือไม่ จริงๆ ก็ยังมีการเติบโต แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค มอง 3 มิติ

  1. สินค้า

ต้องเป็น 3D ก็คือ Differentiation ต้องแตกต่างจากคนอื่น คนไทยมีจุดอ่อนที่ชอบทำอะไรที่ฮิตตามๆ กันก็ไม่ต่างจากคู่แข่ง ข้อเสียคือขายแล้วไม่ได้ราคา Distinct ตัวเองเก่งเรื่องอะไร ถ้าทำหม้อแกงเหมือนๆ กัน ต้องดูว่าเก่งเรื่องรสชาติ แพ็คเกจจิ้ง ดึงจุดเด่นออกมา ทำให้คนจำเราได้ เป็นเหตุผลที่ทำให้คนมาหาเรา Demand ต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายกลักคือใคร ปัญหาของค้าปลีกคือจะขายทุกคนบนโลก ต้องขายแฟนพันธ์แท้ รู้จักดีมานด์ของแฟนพันธุ์แท้ก่อน ต้องทำ 3D ให้กลมกล่อม ถ้าผู้ประกอบการหาเจอ ทำธุรกิจอย่างไรก็รอด ปกติพลาด ไม่รู้จักลูกค้า ไม่รู้ว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร

และจะขายแต่โปรดักส์ไม่ได้ ต้องมีบริการด้วย ส่งง่ายขึ้น กินง่ายขึ้น คือการขายประสบการณ์ ถามว่าทำไมคนต้องมาซื้อหน้าร้าน ต้องมีประสบการณ์อำนวยความสะดวก ประสบการณ์ คือการติดต่อ การพูดคุย ความสัมผัส ความรู้สึก มันใหญ่กว่าบริการ ทำยังไงให้สะดวกขึ้น ปรับวิธีการส่ง ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้นเพื่อได้ความสะดวก

Photo : Shutterstock
  1. การปรับระบบการทำงาน

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ประกอบการรีเทลในไทยคือทำงานหลังบ้านไม่ค่อยเป็น หลายๆ เจ้าทำเหมือนกันคือจ้างคนอื่นมาทำ จะเห็นว่าร้านค้าในยุคนี้มีหน้าตาเหมือนๆ กันหมด สินค้าเหมือนๆ กันหมด

การทำธุรกิจที่ดีต้องมีระบบที่ดี ต้องมีระบบจัดส่ง มีพาร์ทเนอร์ การจ่ายเงิน คิวอาร์โค้ด ยุคนี้อาจจะเน้นเพย์เมนต์เยอะหน่อย เพราะเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด ถ้าไม่มีระบบเอื้ออำนวยลูกค้าก็ไม่สะดวก ถ้าจ่ายเงินยากลูกค้าก็ไม่เอา และหลายคนใช้เครดิต ระบบโลจิสติกส์ที่ลูกค้าต้องการได้เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อำนวยความสะดวกโอกาสการขายก็ลดลง ยุคนี้ลูกค้ารอไม่เป็น ขี้เกียจออกจากบ้าน ต้องเพิ่มยอดขายด้วยการจัดส่ง และการจ่ายเงิน

  1. ผันตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ

และสุดท้ายคือผู้ประกอบการต้องหาความรู้เพิ่มเติม ในยุคโซเชียลมีเดียมีการหาข้อมูลง่าย ถ้ารู้งูๆ ปลาๆ จะคุยกับลูกค้าไม่ได้ ต้องผันตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญในสินค้า และบริการของตัวเอง ต้องรู้เรื่องนี้ดีที่สุด ต้องเปลี่ยนจากแม่ค้าเป็น Expert ให้คำแนะนำลูกค้าได้ ต้องมีทีมที่ดี หรือต้องมีเครือข่าย มีพาร์ทเนอร์ ยุคนี้ทำอะไรคนเดียวไม่ได้แล้ว ต้องรู้ว่าอ่อนอะไร จะหาความร่วมมือจากที่ไหน ต้องมีการปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าติดกับความสำเร็จเก่าๆ ต้องมีความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว

Photo : Shutterstock

คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ แต่จัดการระบบไม่ดี

จากประสบการณ์ที่ได้อยู่ในวงการค้าปลีกมานาน ฐิติรัตน์วิเคราะห์จุดอ่อน และจุดแข็งของวงการค้าปลีกในไทยไว้ว่า จุดแข็ง คือ คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในตัว แต่ไม่ค่อยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เห็นใครทำแล้วสำเร็จก็ทำตามๆ กัน แต่ไม่ค่อยเอาไอเดียดีๆ มาทำจริงๆ มีความเป็นอาร์ตในตัวสูง อยากให้มาประยุกต์ในการทำการค้า พัฒนาบริการ ในเรื่องประสบการณ์ต้องเน้นเรื่องบริการ

ตอนนี้ผู้ประกอบการจะยึดติดกับ “ยิ้มสยาม” ไม่ได้แล้ว ต้องขึ้นอยู่กับบริการ ไม่ใช่แค่ยิ้มสวย พูดเพราะ เน้นพูดจาอ่อนหวานไม่ได้แล้ว ต้องมีบริการ เรียนรู้ความต้องการลูกค้าอยู่เสมอ

ส่วนจุดอ่อนก็คือ เรื่องระบบการจัดการไม่ดี หลายคนทำบัญชีไม่ดี ขายไปเงินหมุนไปเรื่อยๆ แค่เศรษฐกิจถอยนิดหน่อยก็บ่น เพราะไม่รู้ระบบการเงินที่แท้จริง ระบบแรกที่ต้องจัดการ คือ เรื่องบัญชี จากนั้นก้มาทำเรื่องคน สต็อกสินค้า ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายย่อยต้องทำการจัดการเหล่านี้ บางคนไม่ค่อยลงทุนมองว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่ที่จริงแล้วคือการบริหารให้แข็งแรง

“ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเทล แพสชั่น จำกัด

อีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องการพัฒนาตัวเอง คนไทยบางคนถ้าประสบความสำเร็จก็จะติดกับความสำเร็จเดิมๆ ถ้าไม่สำเร็จก็กลัว ไม่กล้าเสี่ยง เพราะพื้นฐานคนไทยเป็นคนรักสบาย

“แนะนำให้เสี่ยงโดยมีขอบเขต บริหารจัดการความเสี่ยงได้ เช่น ถ้าทำสินค้าทดลองทำไม่ต้องเยอะ ทำไปเก็บข้อมูลไป ดีกว่ากล้าๆ กลัวๆ คนไทยไม่มี Learning Curve ต้องลองเรียนรู้ปรับเรื่อยๆ เข้ากับคอนเซ็ปต์ Start up ต้องควบคุมความเสี่ยง ไม่ต้องทำใหญ่ แต่ลองทำเลย เรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอด ถ้าล้มก็ล้มเร็ว เรียนรู้เร็ว”

ความท้าทาย : ทรานส์ฟอร์มให้ได้ในยุค 4.0

Retail Passion ได้ให้คำปรึกษาวงการรีเทลตั้งแต่สเกลใหญ่ๆ ไปจนถึงรายย่อย ทำให้เห็นภาพรวมของผู้ประกอบการว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นผู้ประกอบการระดับท้องถิ่นจะรู้ตัวเองว่ามีปัญหาอะไร ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร แต่สิ่งที่เจอหลักๆ คือ ไม่มีทีมงานที่ลงมือทำได้เพียงพอ ลูกน้องไม่พร้อม มีทั้งรูปแบบของร้านค้าส่ง ตลาด ร้านอาหาร ดีลเลอร์รถ ส่วนใหญ่จะขาดทีมงาน และยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ ต้องพัฒนาทีมงานด้วย

ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ระดับประเทศเจอเรื่องการแข่งขันสูง การปรับตัว ปรับองค์กร พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว ถ้าถามว่าในระดับสเกลใหญ่จะเริ่มปรับตรงไหนก่อนดี ฐิติรัตน์บอกว่าในมุมมองของที่ปรึกษาจะให้เริ่มจากปรับที่การเข้าใจลูกค้าก่อน ต้องถามว่าเข้าใจลูกค้าของคุณแค่ไหน ต้องรู้ว่าลูกค้าปัจจุบันจริงๆ คือใคร

แต่ก่อนวงการค้าปลีกยังยึดติดกับ Demographic อยู่ แต่ตอนนี้ต้องยึดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค Demographic ไม่บ่งบอกพฤติกรรม ต้องมาคุยก่อนว่าพฤติกรรมเป็นอะไร คาดหวังอะไร ขายใคร ความต้องการ ความคาดหวังคืออะไร Pain Point คืออะไร และจากนั้นจะมาดูว่าทรานส์ฟอร์มยังไง

การทรานส์ฟอร์มส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการปรับหลังบ้าน ปรับคอนเซ็ปต์ให้ทันสมัย มีหลายเคสที่เคลียร์คอนเซ็ปต์ บางเคสก็มีปรับเรื่องการตลาด แล้วแต่โจทย์แตกต่างกันออกไป ต้องเคลียร์กลุ่มเป้าหมาย ต้องเคลียร์จุดเด่น เพราะเป็นพื้นฐานของธุรกิจ

“การทรานส์ฟอร์มเริ่มเห็นเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่เปิดห้างเมกาบางนา ตอนนั้นเป็นยุคบุกเบิกห้าง ทางยุโรปเริ่มบอกแล้ว เขาแบ่งลูกค้าเป็น Persona สนว่ามีลุคมีไลฟ์สไตล์ยังไง แต่ละคนจะมีกิจกรมต่างกัน เดินห้าง ช้อปปิ้ง ทำธุระ ทานอาหาร ได้เริ่มทำตั้งแต่ปี 2555 

จากนั้นก็เริ่มมาทำที่เอ็มโพเรียม สยามพารากอน เริ่มรู้จักไลฟ์สไตล์ เข้าใจลูกค้า เน้นการเจาะเป็นเซ็กเมนต์ ไม่ได้แบ่งเป็น Demographic อีกต่อไป เพราะมีเรื่องการตัดสินใจ การจูงใจ จิตวิทยา วิธีการเรื่องราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย”

ฐิติรัตน์ได้ทิ้งท้ายให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการค้าปลีกในไทยไม่ว่าจะร้ายเล็ก หรือรายใหญ่ อยากให้เปลี่ยนตัวเองกลายเป็น Expert เป็นผู้ช่วยเหลือลูกค้ามากกว่าเป็นแม่ค้า ต้องมีความรู้จริง รู้ลึก ไม่ใช่แค่รับของมาขาย ต้องเข้าใจ ต้องมีสตอรี่ ตอนนี้ไม่ช่ยุคเอาข้าวมาแลกเกลือ คนอยากรู้ว่าของมาจากไหน ต้องมีข้อมูล ช่วยแก้ปัญหาให้เขา

ย้อนกลับมาดูว่าวันนี้ธุรกิจช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง รู้ว่ามี Pain Point อะไร จริงๆ ไอเดียธุรกิจมีเยอะมาก ต้องรู้ว่าจะขายใคร ต้องรู้ว่าแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า สินค้าจะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ต้องหาให้เจอว่าลูกค้าอยากได้อะไรแล้วพัฒนาให้ลูกค้า จึงจะได้เงินลูกค้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/interview-thitirat-retail-passion/