คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

Honda จับมือ GM ช่วยกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน 2 รุ่น วางขายภายในปี 2567

การร่วมมือกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ายังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะล่าสุด Honda กับ GM ก็แจ้งว่า ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน 2 รุ่น เพื่อทำตลาดภายในปี 2567

Honda’s Clarity Fuel Cell vehicles to provide zero-emissions shuttle at COP23
Honda’s Clarity Fuel Cell

สองความเชี่ยวชาญผนวกกัน

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ทั้งสองบริษัทจะช่วยกันพัฒนานั้น ทาง Honda จะรับหน้าที่ดูแลงานออกแบบภายนอก-ภายใน ส่วน GM ดูแลเรื่องระบบส่งกำลัง และแบตเตอรี่ เนื่องจาก Honda ค่อนข้างเชี่ยวชาญงานออกแบบ ส่วน GM ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่ายังไม่มีชื่อรุ่นที่ชัดเจน แต่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง Honda และ GM จะทำตลาดภายใต้แบรนด์ Honda และมีบริษัทลูกของ GM ที่ชื่อว่า OnStar ช่วยดูแลเรื่องระบบความปลอดภัยต่างๆ ของรถยนต์ ที่สำคัญรถยนต์ไฟฟ้าล้วนทั้งสองรุ่นจะผลิตที่โรงงานของ GM ในสหรัฐอเมริกา

แต่น่าเสียดายที่รถยนต์ไฟฟ้าทั้งสองรุ่นจะจำหน่ายในตลาดสหรัฐอเมริกา และแคนาดา โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำออกมาทำตลาดในประเทศอื่นๆ หรือไม่ ในทางกลับกัน ความร่วมมือระหว่าง Honda กับ GM ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมาระยะหนึ่งแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell อย่างจริงจังถึงขนาดจดสิทธิบัตรกันกว่า 1,200 ใบ นอกจากนี้การร่วมมือระหว่างทั้งสองบริษัทยังช่วยเพิ่มการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale จนประหยัดต้นทุน และแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่าง Tesla ได้ดีขึ้น

สรุป

ช่วงนี้การแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้านั้นหนักขึ้นเรื่อยๆ และจากนี้จะเห็นการประกาศความร่วมมือของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่มากกว่าเดิมแน่นอน เพราะจะให้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าคนเดียวมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการหาพาร์ทเนอร์ที่น่าไว้ใจ และพร้อมเติบโตไปด้วยกันน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า

อ้างอิง // Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/honda-gm-new-two-full-ev/

อยู่บ้าน ไม่ตกงาน! สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาเปิดคอร์สสอนทำอาหารออนไลน์ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คอร์สสอนทำอาหาร เรียนฟรีผ่าน Facebook Live

สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาเปิดคอร์สสอนทำอาหารออนไลน์เพื่อสร้างอาชีพในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่ในบ้านเพราะสถานการณ์โควิด-19

ในโพสต์เฟซบุ๊กของสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ระบุว่า คอร์สสอนทำอาหารผ่านออนไลน์จะมีมากกว่า 20 เมนู ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยการชมผ่านการสอนสดผ่าน Facebook Live หรือทาง YouTube ของทางสถาบัน และไม่ต้องสมัครหรือลงทะเบียนใดๆ กับทางหลักสูตร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cdti-food-online-course-for-free-at-home/

Luckin Coffee ออกมาขอโทษหลังโกงตัวเลขยอดขาย ก.ล.ต. จีน เตรียมไล่บี้ต่อ

Luckin Coffee คู่แข่ง Starbucks ในประเทศจีน ได้ออกมาขอโทษหลังจากโกงตัวเลขยอดขาย ขณะที่ทางด้านของ ก.ล.ต. จีน เตรียมไล่บี้บริษัทต่อในเรื่องนี้

Luckin Coffee China
ภาพจาก Shutterstock

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟที่ต้องการโค่นล้ม Starbucks ในประเทศจีนได้ออกมาขอโทษนักลงทุน และยังยืนยันว่าจะดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยเหตุการณ์นี้ตามมาไม่กี่วันหลังจากบริษัทพบว่าผู้บริหารและพนักงานได้ตกแต่งตัวเลขยอดขาย ส่งผลทำให้ราคาหุ้นได้ตกลงไปสูงสุดถึง 81% ในช่วงการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ Jian Liu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หรือ COO กับทีมงานได้ตกแต่งตัวเลขยอดขายในไตรมาส 2-4 ของปี 2019 ที่ตกแต่งตัวเลขแล้วนั้นทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจากความเป็นจริงถึง 2,200 ล้านหยวน คิดเป็นประมาณ 40% ของยอดขายทั้งปี

บัญชี Weibo ของบริษัท ได้โพสต์ข้อความในวันอาทิตย์ว่า “หลังจากบริษัทของเราได้พบว่ามีการตกแต่งบัญชีของบริษัท และทำให้เกิดสิ่งแย่ๆ ตามมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ทางบริษัทได้ขออภัยต่อสาธารณะชนเป็นอย่าสูง”

ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีบทวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์นิรนามรายหนึ่ง ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ตัวเลขยอดขายในไตรมาส 2-4 ของปี 2019 ว่าบริษัทอาจมีการตกแต่งตัวเลข โดยบทวิเคราะห์ดังกล่าวนี้ได้ตั้งข้อสงสัย เช่น การนับคิวของร้านที่รันตัวเลขแปลกๆ เพื่อปกปิดยอดขาย และยังมีการจ้างนักสืบไปนับจำนวนผู้ซื้อกาแฟตามสาขาต่างๆ ของ Luckin Coffee แบบสุ่มเพื่อดูยอดขายจริงๆ หลังจากนั้นไม่กี่วันบริษัทได้ออกมาแถลงว่าบทวิเคราะห์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ขณะเดียวกันทางด้านของ ก.ล.ต. จีน เตรียมที่จะตรวจสอบเรื่องการตกแต่งบัญชีกับ Luckin Coffee อีกด้วย

ที่มา – Yahoo Finance

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/luckin-coffee-says-business-will-continue-and-china-sec-will-investigate-too/

สาหัส! โควิด-19 ทำคนอเมริกันตกงาน 10 ล้านคนภายใน 2 สัปดาห์

กว่า 6.6 ล้านคนตกงานแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า สัปดาห์ต่อมาตกงานเพิ่มอีก 3.3 ล้านคน จำนวนตัวเลขคนตกงานถูกเปิดเผยโดยกรมแรงงานเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าโรคระบาดโควิด-19 กำลังทำลายล้างเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง 

10 ล้านคนกำลังใช้ชีวิตอยู่ติดบ้าน ขาดรายได้ ภายใต้การหยุดความเคลื่อนไหวของประทศ

นักเศรษฐศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องการว่างงาน คาดการณ์ว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจนำไปสู่การฆาตกรรมหมู่ได้ ก่อนหน้านี้ Morgan Stanley คาดว่าจะมีคนว่างงานมากขึ้นราว 4.5 ล้านราย ขณะที่ Golman Sachs ประเมินว่าคนอาจจะตกงานราว 5.5 ล้านราย 

Golman Sachs คาดการณ์ว่าสัปดาห์นี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะทรุดลง 34% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้า และอัตราการว่างงานในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงกลางปี 2020 แต่ธนาคารคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะชะลอลงครึ่งหนึ่งและจะฟื้นคืนได้ช่วงปลายปีพอๆ กับโรคระบาดที่น่าจะผ่อนคลายลงในช่วงเวลาเดียวกัน

Donald Trump ภาพจาก White House

ธุรกิจอันดับแรกๆ ที่มีการปลดระวางคน ลอยแพพนักงาน เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระบาดอย่างหนักหน่วง คือร้านอาหารและโรงแรม และกำลังจะลุกลามไปยังด้านสุขภาพ การผลิต ค้าปลีก และก่อสร้างด้วย 

มาตรการฉุกเฉินที่สหรัฐฯ ช่วยเหลือประชาชนอยูที่ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (66 ล้านล้านบาท) ยังถือว่าล้มเหลวที่จะรักษางานให้ประชาชน

  • 600 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ สำหรับคนที่โดนปลดออกจากงาน
  • 1,200 เหรียญสหรัฐ ส่งตรงถึงคนอเมริกันทันที
  • 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เงินกู้สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและคนทำงาน gig economy
  • 5 แสนเหรียญสหรัฐ สำหรับเป้นกองทุนให้กู้ยืมสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ และภาครัฐ

*หมายเหตุ* คนติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก รวม 312,481 ราย เสียชีวิต 8,503 ราย รักษาหาย 15,021 ราย (ตัวเลขรวมทั้งโลกติดเชื้ออยู่ที่ 1,226,644 ราย เสียชีวิต 66,560 ราย รักษาหาย 252,658 ราย

ที่มา – VICE, CSSE JHU

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/covid-19-outbreak-us-workers-lost-jobs-10-million-people/

WHO เตือน คนรุ่นใหม่กำลังเสียชีวิตจากโควิด-19 ระบาดมากขึ้น ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ

องค์การอนามัยโลกเตือน คนรุ่นใหม่ คนอายุน้อยกำลังป่วยหนักและเสียชีวิตจากโควิด-19 มากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเข้าใจผิดว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบหนักต่อคนสูงวัยเท่านั้น ในอิตาลีนั้น การระบาดของโควิด-19 ทำคนอายุต่ำกว่า 50 ปีต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มข้น 10-15%

WHO หรือองค์การอนามัยโลก สรุปสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันเมื่อศุกร์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่า คนรุ่นใหม่ คนที่อายุยังน้อยตอนนี้ประสบปัญหากับโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นแล้ว ข้อมูลจากหลายประเทศในยุโรปพบว่า ประชาชนที่อายุยังน้อย ต้องเสียชีวิตจากโรคระบาดนี้ 

ข้อมูลจากในหลายประเทศพบว่า คนที่มาอายุ 30 ปีขึ้นไปแต่ต่ำกว่า 50 ปีกำลังอยู่ในห้อง ICU เพิ่มมากขึ้น หลายคนก็เสียชีวิตแล้ว ในอิตาลี มีคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ราว 10-15% เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ขณะที่ในเกาหลีใต้ 1 ใน 6 รายที่เสียชีวิตมีอายุต่ำกว่า 60 ปี

นอกจากนี้ ทัศนคติผิดๆ ที่เชื่อว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้สูงวัยเท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่หรือคนอายุยังไม่มากนั้นไม่ได้รับผลกระทบเท่าไร ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกระบุว่า ได้เก็บข้อมูลทั่วโลกแล้วพบว่า โควิด-19 นี้จะไม่พบอาการมากนักในหมู่คนหนุ่มสาว แต่จะแสดงอาการมากสำหรับคนสูงวัย 

จากข้อมูลการติดเชื้อในหมู่คนหนุ่มสาวนั้น ทาง WHO อ้างผลการศึกษาจากจีนที่มีคนติดเชื้อ 2,134 คน ช่วง 16 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า กว่า 90% ของคนติดเชื้อ ไม่มีอาการ ถ้าจะมีอาการก็ปรากฎให้เห้นเพียงเล็กน้อย มีเกือบ 6% เท่านั้นที่แสดงอาการรุนแรงในวัยเด็ก มี 18.5% ในวัยผู้ใหญ่ที่แสดงอาการให้เห็น 

ที่มา – CNBC, WHO, Independent 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/who-tell-young-people-become-critically-ill-and-dying-from-covid-19/

จัดการโควิด-19 ได้ แม้ไม่ปิดประเทศ บทเรียนจากเกาหลีใต้ “เน้นโปร่งใส ใส่ใจกักกันโรค”

เกาหลีใต้ไม่ได้ปิดประเทศหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้คนแบบจีนหรืออิตาลี แต่เลือกทำตรงข้ามทุกอย่าง แม้ตัวเลขคนติดเชื้อจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่ตอนนี้สามารถทำให้ตัวเลขคนติดเชื้อค่อยๆ ลดลงแล้ว

เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งเป้าไปที่การกักกันโรคของผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดคนติดเชื้อ ขณะเดียวกันก็เน้นให้คำแนะนำว่าประชาชนควรอยู่บ้าน หลีกเลี่ยงไปงานต่างๆ ที่มีการรวมตัวของผู้คนเยอะๆ พยายามใส่หน้ากาก และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ 

เกาหลีใต้ไม่แบนการเดินทางจากต่างประเทศแต่ใช้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองแบบพิเศษแทน สำหรับประเทศที่มีการติดโควิด-19 อย่างหนักในจีน จะมีทั้งการตรวจอุณหภูมิ ยืนยันข้อมูลที่อยู่และกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพ 

Kang Kyung-wha รัฐมนตรีต่างประเทศ เกาหลีใต้ เผยยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการรับมือโควิด-19 คือความโปร่งใส การให้ข้อมูลกับสาธารณชนเต็มที่ การมีระบบสาธารณสุขที่ดีก็ทำให้รับมือโควิด-19 ได้ดีด้วย ความเชื่อใจของประชาชนก็สำคัญ

Kang กล่าวว่า สิ่งสำคัญอย่างมากคือระบบการตรวจสอบ การตรวจสอบถือเป็นขั้นตอนอันดับต้นๆ ที่เราจะป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสได้ (เกาหลีใต้ตรวจสอบโรคราว 20,000 รายต่อวัน ค่าตรวจราว 4,500 บาทต่อคน) เว้นแต่คนที่ได้รับการอ้างอิงจากแพทย์หรือมีอาการหลังจากติดต่อกับคนที่ติดเชื้อแล้วหรือเพิ่งเดินทางกลับจากจีนจะสามารถตรวจฟรีได้ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังเป็นที่แรกๆ ที่มีการให้ตรวจโรคแบบ drive-through แบบไม่ต้องลงจากรถอีกด้วย

ทั้งนี้ ช่วงกลางเดือนมกราคมที่มีการยืนยันการติดเชื้อจากจีน ทางสาธารณสุขเกาหลีใต้ก็เร่งหารือกับบริษัทที่ผลิตยาเพื่อผลิตชุดตรวจโรคขึ้นมาทันที

หลังจากคนไข้รายที่ 31 ปรากฎขึ้น ไวรัสก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 

Kang Kyung-wha รัฐมนตรีต่างประเทศแห่งเกาหลีใต้กล่าว “มันไม่สำคัญว่าประเทศของฉันจะจัดการมันได้อย่างไร แต่สิ่งสำคัญก็คือ โลกจะต้องผ่านมันไปให้ได้” นับตั้งแต่มีคนติดเชื้อรายแรก จนวันนี้เกาหลีใต้มีคนติดเชื้อรวม 10,237 คน เสียชีวิต 183 คน รักษาหาย 6,463 คน

รัฐมนตรีต่างประเทศเล่าว่า เราจัดการตั้งแต่เริ่มต้น แต่การแพร่กระจายของไวรัสที่รวดเร็วมากสร้างความประหลาดใจให้เราเช่นกัน ซึ่ง 30 คนแรกที่ติดเชื้อโควิด เราจัดการอย่างรวดเร็ว จริงจัง แต่เมื่อถึงคนติดเชื้อรายที่ 31 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คนไข้คนที่ 31 หรือ patient 31 คือคนที่เรียกกันว่าเป็น “superspreader” ของเกาหลีใต้ 

WASHINGTON, DC – SEPTEMBER 25: Kang Kyung-wha, South Korean Foreign Affairs Minister (Photo by Mark Wilson/Getty Images)

Patient 31 คนนี้คือหญิงสูงวัยอายุ 61 ปีก่อนจะได้รับการวินิจฉัยโรค เธอเดินทางไปหลายแห่งที่มีผู้คนอยู่หนาแน่นในเมืองแทกู และโซล เธอเข้าร่วมพิธีกรรมตามความเชื่อชินชอนจี (Shincheonji) เธอไปโรงพยาบาล  ไปโรงแรมเพื่อทานข้าวกับเพื่อน จนกระทั่งไข้ขึ้น ไม่กี่วันหลังจากเธอได้รับวินิจฉัยโรคว่าเป็นโควิด-19 ผู้คนที่เคยร่วมพิธีกรรมในโบสถ์ก็ตรวจพบติดเชื้อโควิดเป็นผลบวกนับร้อยราย

สิ่งแรกที่เกาหลีใต้ทำ หลังจากพบคนไข้รายที่ 31

Kang Kyung-wha ศกล่าวว่า การวางแผนสำคัญมาก เธอใช้วิธี “Joined-up response” คือการให้หน่วยงานรัฐรับมือร่วมกันทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรีตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจของทุกกระทรวงขึ้นมา กระจายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่น 

จากนั้นเธอก็ยกตัวอย่างว่า ถ้ามีภูมิภาคใดที่โรงพยาบาลเตียงเต็ม คนไข้เต็มแล้ว เราจะขอให้จังหวัดอื่นๆ ที่ยังมีเตียงว่างรองรับผู้ป่วยแทน หากแพทย์ที่โรงพยาบาลไหนไม่เพียงพอต่อความต้องการ เราจะขอให้แพทย์จากโรงพยาบาลอื่นให้ความช่วยเหลือเพิ่ม

จากนั้น Kang Kyung-wha ก็อธิบายว่า การตรวจโรคสำคัญ ความเชื่อมั่นกันสำคัญที่สุด เธอบอกว่า ความสำเร็จของพวกเราคือ ความโปร่งใส และการที่สาธารณชนร่วมแชร์ข้อมูลของกันและกัน มันทำให้เห็นว่าไวรัสแพร่กระจายอย่างไร ทำให้เราได้เห็นข้อเสียทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ในปี 2015 เกาหลีใต้ก็เคยมีประสบการณ์รับมือกับโรคเมอรส์มาแล้ว (MERS: Middle East Respiratory Syndrome) ซึ่งก็เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากโคโรนาไวรัสเช่นกัน  ช่วงนั้น เกาหลีใต้ติดเชื้ออยู่ที่ 185 ราย ทำให้เชื่อได้ว่าควรจะมีหน่วยงานส่วนกลางเพื่อรับมือกับโรคระบาดที่มาจากไวรัสนี้ ตอนนี้เกาหลีใต้ตรวจโรคไปแล้ว 350,000 คน คนป่วยได้รับการตรวจซ้ำๆ หลายครั้ง ก่อนจะปล่อยตัวออกไป 

เกาหลีใต้ไม่ปิดประเทศ แต่ปิดโรงเรียนแทน

Kang บอกว่า เกาหลีใต้ตั้งใจจะเปิดโรงเรียนให้กลับมาเรียนได้ปกติในวันที่ 6 เมษายน การศึกษาเป็นสิ่งที่สังคมเราให้ความสำคัญมาโดยตลอด เราเลื่อนการเปิดเรียนมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งทางการเตรียมทำทุกวิถีทางให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 

เธอตระหนักว่า เมื่อโรงเรียนเปิดให้มีการเรียนการสอนแล้ว ทุกอย่างจะไม่กลับมาปกติเหมือนก่อนหน้าที่ยังไม่มีไวรัสระบาด โควิด-19 จะอยู่กับเราไปอีกนาน สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือ ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเลขมันคงที่ 

ประเด็นเรื่องไม่ปิดประเทศนั้น Kang กล่าวว่ามันเป็นความเชื่อมั่นที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย และรัฐบาลเรารับใช้ประชาชนที่เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานสูงสุด เราตรวจสอบการเดินทางเข้าและออกประเทศอย่างเข้มข้น แม้จำนวนคนติดเชื้อต่ำลงแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก 

Kang บอกว่าความโปร่งใสนั้นสำคัญ ไม่ใช่แค่ในประเทศแต่รวมถึงชุมชนระหว่างประเทศด้วย เกาหลีใต้ยังต้องพึ่งพาระหว่างประเทศสูงมาก นักธุรกิจต้องเดินทางสำหรับติดต่อธุรกิจกัน การไปมาหาสู่กันระหว่างครอบครัว รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังต้องพึ่งพาโลกภายนอกอยู่ เราจำเป็นต้องเปิดกว้างเพื่อต้อนรับประเทศอื่นอยู่ 

เธอบอกว่า นี่คงไม่ใช่โรคระบาดครั้งสุดท้าย โรคระบาดที่ได้กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระดับโลก เธอคิดว่าประสบการณ์และแนวทางในการจัดการโควิด-19 จะทำให้โลกเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดในครั้งต่อไปได้อีก

ที่มา – World Economic Forum, South China Morning Post, AlJazeera, BBC, CNN, CSSE JHU 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/south-korea-lesson-how-to-contain-covid-19-without-lockdown/

ทรัมป์อาจขึ้นภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันในสหรัฐ

ประธานาธิบดีสหรัฐมีแผนที่จะช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันโดยใช้วิธีขึ้นภาษีนำเข้า หลังจากที่ราคาน้ำมันตกลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา กระทบต่อผู้ผลิตรวมไปถึงแรงงานหลักหมื่นคน

Oil Rig น้ำมันดิบ
ภาพจาก Shutterstock

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า เขาเองมีแผนที่จะเตรียมที่จะเพิ่มภาษีนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เพื่อที่จะปกป้องอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่ผู้ผลิตน้ำมันขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังจากราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมาลดลงจาก 60 เหรียญต่อบาร์เรล จนล่าสุดราคาอยู่ที่ 28.97 เหรียญต่อบาร์เรลแล้วก็ตาม

ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวว่า ถ้าเขาสามารถทำอะไรเพื่อที่จะปกป้องแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันที่มีนับหมื่นราย รวมไปถึงปกป้องบริษัทขุดเจาะน้ำมันต่างๆ นั้น เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องทันที และยังได้กล่าวเสริมว่า ราคาน้ำมันที่ต่ำแบบนี้ส่งผลทำให้แรงงานและบริษัทได้รับความเดือดร้อนกันไปหมด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้องออกมาใช้ไม้แข็งคือ การเจรจาระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบีย ที่จะต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียนั้นต่างฝ่ายได้โทษซึ่งกันและกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบตกลงมาอย่างหนัก

ทางด้านกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน หรือ OPEC และประเทศอื่นๆ ที่อยู่นอกกลุ่มนั้นจะมีการประชุมทางไกลเพื่อสรุปเรื่องการลดกำลังการผลิตนั้น ล่าสุดได้เลื่อนวันประชุมออกไปเป็นวันที่ 9 เมษายนแล้ว หลังจากที่ยังข้อสรุปไม่ได้ว่าควรปรับลดกำลังการผลิตในระดับใด

นอกจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังมองว่าท้ายที่สุด 2 ประเทศนี้จะต้องหาทางเจรจากันจนได้ เนื่องจากถ้าหากไม่เจรจากันแล้วต่างฝ่ายก็เจ็บตัว

ที่มา – Gulf News, ABC News, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trump-maybe-using-tariffs-on-crude-oil-after-russia-saudi-not-complete-settle-april-05/