คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ชีวิตนักศึกษาจบใหม่ เมื่อ “เงินเดือน” สวนทางกับรายจ่าย จะอยู่สบายถ้าที่บ้านช่วยเหลือ

ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายนของทุกปี เป็นช่วงที่นักศึกษาจำนวนมากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กัน ซึ่งการจบการศึกษานี้เป็นเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิต จากวัยเรียนไปสู่วัยทำงานที่ต้องเผชิญกับโลกความเป็นจริง และสร้างความกดดันให้กับบุคคลที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะภายในเวลาช่วงข้ามคืน

ความกดดันของนักศึกษาจบใหม่ในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการหางาน ในสภาพเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากสถานการณ์โควิด-19 จากสถิติอุดมศึกษา ของกระทรวงการอดุมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่า ในปี 2561 มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เป็นจำนวน 303,149 ราย ระดับปริญญาโท 31,273 ราย และระดับปริญญาเอก มีผู้จบการศึกษา 3,905 ราย

โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ในระดับปริญญาตรี ที่นับว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากชีวิตการเรียน เข้าสู่โลกแห่งการทำงาน ที่แต่ละปีมีผู้จบการศึกษาใหม่หลายแสนราย ซึ่งตัวเลขนี้สวนทางกับอัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์โควิด-19 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่าในเดือนมีนาคม 2563 มีผู้ว่างงานประมาณ 3.92 แสนคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 1%

คู่แข่งของนักศึกษาจบใหม่ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากจะต้องแข่งกับนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมาพร้อมๆ กันแล้ว ยังต้องแข่งกับนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตร 3 ปีครึ่ง ที่เรียนจบตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่อาจยังไม่ได้งาน และกำลังหางานอยู่ เพราะติดปัญหาไม่สามารถหางานได้เมื่อตอนโควิด-19 ระบาดหนักๆ นอกจากนี้ยังต้องแข่งกับคนที่เพิ่งตกงาน เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจ ยิ่งทำให้นักศึกษาจบใหม่มีคู่แข่งมากขึ้น และคนที่เพิ่งตกงานก็มีข้อได้เปรียบบางประการ นั่นคือ ประสบการณ์ที่นักศึกษาจบใหม่ยังไม่เคยมี

นักศึกษาจบใหม่บางคนหางานได้แล้ว และกำลังกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัว แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญคือ “เงินเดือน” ของนักศึกษาจบใหม่ ที่ไม่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร

จากผลการสำรวจผู้อ่าน Brand Inside ที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนใหญ่พบว่า มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทขึ้นไป และนักศึกษาจบใหม่ที่มีรายได้ น้อยกว่า 15,000 บาท และมีรายได้ประมาณ 15,000 บาท มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ นักศึกษาที่เรียนจบใหม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหรือไม่?

เด็กจบใหม่ มีรายได้ แต่ใช้จ่ายอย่างไรจึงจะพอ

นางสาวมะปราง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดัง เธอทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีรายได้อยู่ในช่วง 15,000-18,000 บาท เธอเล่าว่า เงินเดือนของเธอแต่ละเดือนหมดไปกับค่าใช้จ่ายการเดินทางกว่า 20% เพราะบ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน เสียค่าเดินทางวันละประมาณ 100 บาท ยังไม่รวมกับค่าอาหารที่ต้องจ่ายอีก 100 บาทต่อวัน เพราะทำงานอยู่กลางเมืองค่าครองชีพจึงค่อนข้างสูง

เมื่อถามเธอว่ามีเงินเหลือเก็บบ้างไหม มะปรางตอบว่า มีเงินเหลือเก็บ เพราะตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงิน ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเพื่อซื้อของใดๆ เลยดังนั้นเธอกล่าวเสริมว่า หากใช้ชีวิตแบบซื้อของที่อยากได้ จะทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ

นางสาวใบบัว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในหลักสูตร 3 ปีครึ่ง เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้งานทำตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ เล่าว่า เธอทำงานสาย Customer Service หรือการบริการลูกค้า มีรายได้ในช่วง 18,000-20,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องแลกด้วยการทำงานไม่เป็นเวลา และแต่ละวันหมดไปกับการทำงานถึง 12 ชั่วโมง เธอจึงมองว่ารายได้ของเธออาจไม่เหมาะสมกับการทำงาน

ยิ่งถามถึงค่าใช้จ่ายรายวัน พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางยังคงเป็นค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ใบบัวต้องเสีย มากกว่า 100 บาทต่อวัน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่างวัน โดยเฉพาะค่าอาหาร ส่วนเงินที่เหลือเก็บในแต่ละเดือนใบบัวเล่าว่า เธอเก็บเงินได้ประมาณเดือนละ 5,000 บาท บางเดือนก็ไม่ได้เก็บเงินเลย แต่อย่างไรก็ตาม บางเดือนมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินก็จะต้องเอาเงินที่เคยเก็บไปออกมาใช้อยู่ดี ไม่สามารถเก็บเงินได้ตลอด

นายปกป้อง จบการศึกษาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา มีรายได้อยู่ในช่วงเดือนละ 20,000 บาทขึ้นไป เล่าว่า แม้รายได้เดือนละสองหมื่นกว่าๆ จะดูเหมือนมากสำหรับเด็กจบใหม่ในสายสังคมศาสตร์ แต่ความจริงแล้ว รายได้เท่านี้จะเพียงพอก็ต่อเมื่อเด็กจบใหม่คนนั้นมีที่บ้านคอยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่อยู่ ไม่พ่อแม่ช่วยออกค่าน้ำมันรถ

ปกป้องคิดว่า หากตัวเองต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในชีวิตประจำวันเอง รายได้สองหมื่นกว่าบาทคงไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงอย่างกรุงเทพฯ ส่วนเงินออม ปกป้องเล่าว่า เขามีเงินเหลือเก็บเดือนละ 10,000 บาท เพราะไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่บ้าน หากที่บ้านมีภาระเขาคงไม่สามารถเก็บเงินได้มากเท่านี้

เงินเดือนเด็กจบใหม่ ใช้พอ ถ้าที่บ้านช่วยเหลือ

นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบและมีงานทำ ได้รับความกดดันจากหลายๆ ทาง โดยเฉพาะเรื่องรายได้ จากที่ไม่เคยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิต บางคนโชคดีที่ครอบครัวยังให้ความช่วยเหลือออกค่าใช้จ่ายให้บางส่วน บางคนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย ก็จะสามารถใช้เงินเดือนที่มีได้อย่างเต็มที่ มีเงินพอเหลือเก็บ ซื้อของฟุ่มเฟือยได้ตามสมควร

แต่บางคน โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่เพิ่งเรียนจบและเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพียงคนเดียว ต้องเสียค่าเช่าที่พักเดือนละหลายพันบาท รายได้ 15,000-18,000 คงอาจไม่พอใช้ หรือหากพอใช้ คงเป็นการใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน ไม่ได้มีเงินเหลือเก็บเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ยิ่งคนที่ครอบครัวมีภาระ ต้องช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ก็จะยิ่งสร้างความกดดันให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้นไปอีก

ที่มา – สำนักงานสถิติแห่งชาติ, กระทรวงการอุดมศึกษา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/newly-graduate-student-salary/

ออมสินเปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 กู้ฉุกเฉินรายละ 50,000 บาท รอบ 2 ผ่อนชำระ 3 ปี

ธนาคารออมสินเปิดให้กู้รอบ 2 สินเชื่อช่วยประชาชนที่มีรายได้ประจำ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน ผ่อนชำระ 3 ปี โดยมีการผ่อนคลายเงื่อนไข ให้ใช้สลิปเงินเดือนย้อนหลังเดือนเดียวเท่านั้น และสเตทเมนท์ 3 เดือน 

เริ่มเปิดยื่นกู้ 4 สิงหาคมเป็นต้นไป ถึง 30 ธันวาคม 2563 นี้ ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินระบุ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งตรงและทางออม ธนาคารออมสินได้ดำเนินให้ความช่วยเหลือผ่านโครงการสินเชื่อพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราว วงเงิน 20,000 ล้านบาท

 

สินเชื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำ มีผู้ยื่นกู้จำนวนมาก มีทั้งผู้ยื่นกู้ไม่ผ่านเกณฑ์หรือคุณสมบัติไม่ตรงและไม่มาติดต่อธนาคารตาที่ได้แจ้งข้อความผ่าน SMS จึงทำให้มีวงเงินอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกัน มีผู้สนใจยื่นกู้อีกเป็นจำนวนมาก จึงเปิดให้บริการสินเชื่อนี้อีกครั้ง

ธนาคารยังคงให้วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน ​(Flat Rate) ให้ผ่อนชำระไม่เกิน 3 ปี ผู้มีคุณสมัติคือ ผู้มีรายได้ประจำ เช่น ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหรือบริการ ได้รับผลกระทบ เช่น ตกงาน ถูกลดเงินเดือน ขาดรายได้ เป็นต้น 

สามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ มีอายุ 20 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย มีที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถติดต่อได้ มีเอกสารทางการเงินเป็นรายงานการเจ่ายเงินเดือน (สลิปเงินเดือน) 1 เดือนล่าสุดทั้งผู้กู้และผู้ค้ำ และใช้เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด

ที่มา – ธนาคารออมสิน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gsb-soft-loan-50000-baht/

เปิดแนวคิดวิธีทำงาน 5 นักธุรกิจชื่อดัง ทำอย่างไรให้ได้งาน มีประสิทธิภาพ แต่เวลาเหลือ

24 ชั่วโมง คือเวลาที่เราทุกคนในโลกมีเท่าๆ กัน แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมคนบางคนถึงทำอะไรหลายๆ อย่าง ได้พร้อมๆ กันภายในวันเดียว เหมือนใน 1 วัน มีเวลา 30 ชั่วโมง โดยเฉพาะนักธุรกิจบางคนที่ดูแลกิจการมากกว่าหนึ่งอย่างภายในวันเดียว

Elon Musk ก็เป็นนักธุรกิจที่มีกิจการอยู่ในมือมากมายเช่นกัน ทั้ง Tesla, SpaceX, The Boring Company และ Neuralink ส่วนอีกคนหนึ่งคือ Jack Dorsey ที่เป็น CEO ทั้ง Twitter และ Square คำถามคือนักธุรกิจเหล่านี้ทำอย่างไรจึงสามารถงานหลายๆ อย่าง ได้ในวันเดียวกัน

คำตอบของคำถามนี้คงหนีไม่พ้น นักธุรกิจเหล่านี้ต้องพยายามหาทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวเอง เพื่อลดเวลาการทำงาน และทำงานได้ดีขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งนักธุรกิจแต่ละคนมีวิธีที่ต่างกันออกไปดังนี้

Jack Dorsey CEO ของ Twitter

Jack Dorsey CEO ของ Twitter และ Square ประชุมด้วย Google Doc

ที่ผ่านมาเคยมีผลการศึกษาเกี่ยวกับการประชุม พบว่า ผู้จัดการส่วนใหญ่เชื่อว่าการประชุม คือต้นเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ผู้จัดการอีกกว่า 65% เชื่อว่า การประชุมเป็นอุปสรรคในการทำงานอื่นๆ ให้เสร็จ และอีกกว่า 71% คิดว่าการประชุมส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ

เมื่อการประชุมกลายเป็นข้อจำกัดในการทำงาน Jack Dorsey ก็ไม่ได้อยู่เฉย แต่เขากลับคิดวิธีการประชุมแบบใหม่ด้วยตัวของเขาเอง คือการประชุมผ่าน Google Doc โดยเขาจะใช้เวลาในการอ่านเอกสารประมาณ 10 นาที แล้วเริ่มแสดงความคิดเห็นลงไปบนเอกสารโดยตรง โดย Dorsey เล่าว่า วิธีนี้จะช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานด้วยกันจากที่ได้ก็ได้ โดยไม่ต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน

นอกจาก Jack Dorsey แล้ว Steven Sinofsky อดีตผู้บริหารที่ดูแลผลิตภัณฑ์ Windows ของ Microsoft ก็เห็นด้วยกับการประชุมที่คล้ายๆ กับที่ Dorsey ทำเช่นกัน แต่เขาจะใช้วิธีการเขียน และจดบันทึก ในระหว่างการประชุมแบบดั้งเดิมแทน

Elon Musk
WASHINGTON, DC – MARCH 09: Elon Musk, founder and chief engineer of SpaceX speaks at the 2020 Satellite Conference and Exhibition March 9, 2020 in Washington, DC. Musk answered a range of questions relating to SpaceX projects during his appearance at the conference. (Photo by Win McNamee/Getty Images)

Elon Musk เลือกประชุมเท่าที่จำเป็น อะไรไม่จำเป็นตัดทั้งไป

Elon Musk เริ่มต้นการทำงานในแต่ละวัน ด้วยการทำงานที่มีความสำคัญมากที่สุดก่อน โดยเขาจะให้ความสนใจกับสิ่งที่มีความสำคัญจริงๆ มากกว่าอะไรเล็กๆ น้อยๆ (Focus on signal over noise) และจะไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์

ดังนั้นการประชุมของ Elon Musk จะต้องเป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น เรื่องไม่สำคัญไม่ต้องประชุม ซึ่งเขาเคยส่งจดหมายถึงพนักงาน ใจความว่า ให้หลีกเลี่ยงการประชุมบ่อยๆ ยกเว้นกำลังเผชิญกับงานที่มีความเร่งด่วนมากๆ และในท้ายที่สุดแล้วหากต้องมีการประชุมจริงๆ ต้องแน่ใจว่าการประชุมครั้งนั้นสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง ให้กับผู้เข้าร่วม

นอกจากนี้ Elon Musk ยังบอกพนักงานด้วยว่า ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าจะออกจากการประชุม หรือวางสายในทันที ที่รู้สึกว่าการประชุมนั้นไม่สำคัญ ไม่ได้มีคุณค่าใดๆ

ภาพจาก Shutterstock

Jeff Bezos ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ยักษ์ใหญ่ e-Commerce จากประเทศสหรัฐอเมริกา เน้นความเร็วในการทำงาน เพราะเขาเชื่อว่า ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ

ดังนั้นการตัดสินใจอย่างรวดเร็วจึงจำเป็นมาก การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว อาจสำคัญกว่าการตัดสินใจอย่างถูกต้อง เพราะ บางครั้งเราสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจ เปลี่ยนทางเลือกที่ได้เลือกไปแล้วก็ได้ เหมือนประตูที่มีสองทาง ถ้าตัดสินใจผิด ก็แค่เดินกลับออกมาใหม่ เพราะบางครั้งค่าเสียโอกาสของการตัดสินใจช้า อาจมากกว่าการตัดสินใจผิด

นอกจากการตัดสินใจอย่างรวดเร็วจะสำคัญต่อการทำธุรกิจของ Jeff Bezos แล้ว เขายังบอกด้วยอีกว่า ในอีกทางหนึ่ง ความรวดเร็วก็เป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่งในสภาพการทำงานเช่นกัน

SAN FRANCISCO – JANUARY 11: Apple CEO Steve Jobs delivers a keynote address at the 2005 Macworld Expo January 11, 2005 in San Francisco, California. (Photo by Justin Sullivan/Getty Images)

รู้จักวิธีการปฎิเสธแบบ Steve Jobs

Steve Jobs อดีต CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เคยเล่าถึงหลักการปฎิเสธของเขา ที่งาน Worldwide Developers Conference (WWDC) เมื่อปี 1997 ว่า การรู้จักปฎิเสธ คือการเลือกให้ความสนใจกับอีกสิ่งหนึ่ง เพราะการปฎิเสธ คือการเลือกให้ความสนใจกับไอเดีย หรือแนวคิดดีๆ เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้สนใจความคิดอื่นๆ อีกนับร้อยความคิด เพื่อตัดสินใจว่าควรที่จะลงแรง และเสียเวลาไปกับสิ่งใด

นอกจาก Steve Jobs แล้ว Warren Buffett ก็มีแนวคิดที่จะปฎิเสธเช่นกัน โดย เขาเล่าว่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่รู้จักปฎิเสธสิ่งต่างๆ หลายๆ สิ่ง และเลือกที่จะทำเพียงสิ่งเดียวแทน

Bill Gates บิล เกตส์
ภาพจาก Shutterstock

Bill Gates ทำสมาธิเป็นประจำ

Bill Gates นักธุรกิจผู้ก่อตั้ง Microsoft เล่าว่า การฝึกทำสมาธิเป็นประจำ เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และทำให้จิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ทำได้ดียิ่งขึ้น เพราะการทำสมาธิ เป็นการออกกำลังกายของจิตใจ เหมือนการออกกำลังกายปกติ ที่ใช้มัดกล้ามเนื้อเวลาเล่นกีฬา

โดย Bill Gates ใช้เวลาไปกับการทำสมาธิ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 10 นาที การทำสมาธิสอนให้ Bill Gates รู้จักให้ความสนใจกับความคิดที่อยู่ในหัวของเขา นอกจากนี้เขายังแนะนำให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำสมาธิที่ชื่อว่า The Headspace Guide to Meditation and Mindfulness ซึ่งเขียนโดยอดีตพระสงฆ์ชาวพุทธ ที่ชื่อว่า Andy Puddicombe ด้วย

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/five-way-to-work-like-a-successful-business-man/

EIC: กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ช่วงที่เหลือปี 2020 เศรษฐกิจใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 2 ปี

หลังจากที่ กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี โดย กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ส่งออกสินค้าเริ่มฟื้นตัวในระดับต่ำ 

นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่ กนง. ประเมินไว้ อุปสงค์ภายในประเทศหดตัวทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การจ้างงานและรายได้ครัวเรือนได้รับผลกระทบรุนแรงจากเศรษฐกิจที่หดตัวและจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบในปีนี้ก่อนที่จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปีหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นบ้างตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ระบบการเงินมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมรับผลกระทบจากโควิด-19 

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดจากการทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มทยอยกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ดัชนีการบริโภคในเดือนมิถุนายนหดตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจปรับดีขึ้นแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกของไทย (ไม่รวมทองคำและอาวุธ) เดือนมิถุนายนหดตัวน้อยลงเช่นกัน 

สัญญาณการชะลอตัวของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ จากข้อมูล Google mobility index ชี้ว่า หลังจากเริ่มมีการทยอยเปิดเมืองในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวการเดินทางในหลายประเทศเริ่มชะลอลง 

ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนที่หมดอายุลงสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย มาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 สิ้นสุดเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ขระนี้ยังไม่มีความแน่นอนเรื่องการต่ออายุมาตรการ อาจเป็นความเสี่ยงที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงช่วงที่เหลือของปี

EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ความเสี่ยงในระยะต่อไปยังมีอยู่มาก ทำให้ กนง. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ 0.5% ต่อไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2020 เพื่อรักษาขีดความสามารถในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เพื่อเตรียมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด

การผ่อนคลายนโยบายการเงินระยะถัดไป จะหันมาพึ่งพาเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ ที่ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้น เช่น การเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) การค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนดย่อม (บสย.)  การสนับสนุนสินเชื่อโดยสถาบัน การเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือการปรับลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟู (Financial Institutions Development Fund: FIDF Fee) เป็นต้น

ที่มา – SCB EIC 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/eic-analysis-on-thai-economy-2-years-recovery/

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนย้ำ ไม่เคยคิดแทนที่สหรัฐ มหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

ฝ่ายจีนออกมาตอบโต้สหรัฐฯ ต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีเกมยื้อขอคืนดีด้วยการใช้ตัวแทนกลุ่มธุรกิจให้เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าสานประโยชน์ให้ตัวเองไปด้วยในแง่ของการพยายามเพิ่มแรงดึงดูดให้บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนเพิ่ม

Chinese Foreign Minister Wang Yi addresses reporters as U.S. Secretary of State John Kerry listens at the Ministry of Foreign Affairs in Beijing, China, following a bilateral meeting on May 16, 2015. [State Department Photo/Public Domain]

ล่าสุด Wang Yi รัฐมนตรีต่างประเทศต้องออกมาตอบคำถามสื่อผ่าน Xinhua News Agency ว่า จีนไม่ได้มีเจตนาแทนที่สหรัฐฯ หรือคิดเทียบสหรัฐฯ หรือขึ้นมาแทนสหรัฐฯ เลย สิ่งที่สหรัฐฯ พยายามทำอยู่ในปัจจุบัน (ที่มีการโจมตีต่อเนื่อง) จีนมองว่า เป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดสงครามเย็นรอบใหม่ และกดดันนานาประเทศให้เกิดการแบ่งขั้วอีกครั้ง เหมือนเมื่อครั้งที่สงครามเย็นเคยเป็นมา 

 

Wang Yi ระบุว่า ทุกวันนี้ จีนไม่ใช่อดีตสหภาพโซเวียต ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะขึ้นมาแทนที่สหรัฐฯ หรือกลายเป็นสหรัฐฯ เสียเอง จีนไม่ส่งออกอุดมการณ์ (อาทิ ประชาธิปไตย เสรีนิยม สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ฯลฯ) จีนไม่เคยแทรกแซงกินการภายในของประเทศใดเลย จากนั้น จีนก็อ้างถึงข้อความที่เป็นถ้อยแถลงของบรรดาคนที่เป็นระดับผู้นำของสหรัฐฯ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ Robert O’Brien ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ (แม้กระทั่ง William Barr รัฐมนตรียุติธรรมฯ ก็มีเอี่ยวเช่นกัน)

Chinese President Xi Jinping
ภาพจาก Shutterstock

Wang ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญกับความท้าทายของใหญ่นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมา Wang มองว่า รากของปัญหามาจากนักการเมืองชาวอเมริกันมีอคติ ต่อต้านจีน ตั้งตัวเป็นศัตรูกับจีน ใช้อำนาจทำให้จีนแปดเปื้อน เหล่านี้ ล้วนเป็นข้ออ้างในการต้านจีนทั้งนั้น   

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-no-attempt-become-another-usa/

สายการบิน Virgin Atlantic ประกาศล้มละลาย ขอเข้าฟื้นฟูกิจการ หลังได้รับผลกระทบจาก COVID-19

สายการบิน Virgin Atlantic ประกาศล้มละลาย ขอเข้าฟื้นฟูกิจการ หลังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ทำให้กระแสเงินสดของสายการบินกำลังจะหมดลงในเร็วๆ นี้

Virgin Atlantic เวอร์จิน แอตแลนติก
ภาพจาก Shutterstock

สายการบิน Virgin Atlantic ได้ประกาศขอล้มละลาย และเข้าฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากมีหนี้สินก้อนใหญ่ในช่วงก่อนหน้านี้ ซ้ำร้ายสายการบินได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ขณะเดียวกันกระแสเงินสดของสายการบินนั้นก็กำลังจะหมดภายในเดือนกันยายนนี้ ทำให้สายการบินรายนี้ต้องยื่นเรื่องต่อศาลในสหรัฐเพื่อที่จะเข้าฟื้นฟูกิจการ และขอปรับโครงสร้างหนี้

ตัวแทนของ Virgin Atlantic ได้ประกาศว่าในการขอฟื้นฟูกิจการในศาลสหรัฐนั้น สายการบินจะยังดำเนินธุรกิจต่อไป และขั้นตอนต่างๆ จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ขณะเดียวกันก็จะยื่นเรื่องฟื้นฟูกิจการในศาลของอังกฤษเช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้นั้นสายการบินได้ปรับโครงสร้างองค์กรมาแล้วหลายรอบ เช่น การปลดพนักงานออกกว่า 3,500 ราย เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน Virgin Atlantic ก็มีความพยายามที่จะระดมทุนเพิ่มอีก 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อที่จะนำเม็ดเงินมาช่วยสายการบิน อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดสายการบินไม่สามารถที่จะรอเม็ดเงินดังกล่าวได้

Virgin Atlantic ป็นสายการบินราคาประหยัดที่เน้นเที่ยวบินระหว่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก โดยสายการบินได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จนต้องหยุดทำการบินในช่วงเดือนเมษายน และสายการบินเคยกล่าวว่าจะกลับมาให้บริการในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จนท้ายที่สุดสายการบินต้องเลื่อนการให้บริการมาในเดือนกันยายน

ที่มา – CBS News, Fox 29

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/virgin-atlantic-files-chapter-15-on-us-court-for-bankruptcy-7-aug-2020/

Facebook ให้ Work From Home ถึงเดือนก.ค. 2564 แถมแจกเงิน 1,000 เหรียญไปซื้อของที่จำเป็น

ด้วยโรค COVID-19 ยังระบาดต่อเนื่อง ทำให้ Facebook ตัดสินใจให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home ไปจนถึงเดือนก.ค. 2564 พร้อมแจกเงินอีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐไปยกระดับการทำงานที่บ้าน

facebook
ภาพ pexels.com

ทำงานที่บ้าน แต่ก็เตรียมเปิดออฟฟิศ

ก่อนหน้านี้ Facebook อนุญาตให้พนักงาน Work From Home มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะต้องการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แต่ด้วยโรคดังกล่าวยังระบาดไม่หยุด คำสั่งนี้จึงยืดยาวออกไป โดยเบื้องต้นจะไปสิ้นสุดที่เดือนก.ค. 2564

ขณะเดียวกันการอนุญาตครั้งใหม่นี้ Facebook ยังจ่ายเงินให้พนักงานอีก 1,000 ดอลลาร์ (ราว 31,000 บาท) เพื่อให้พนักงานไปซื้อสินค้าที่จะมาช่วยให้การ Work Form Home ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการต้องทำงานที่บ้านเป็นเวลานาน พนักงานบางคนอาจไม่พร้อมกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม Facebook มีแผนเปิดสำนักงานในพื้นที่ต่างๆ อีกครั้ง โดยจะปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ ของหน่วยงานสาธารณสุข และรัฐบาล พร้อมกับเลือกพื้นที่ที่การระบาดของโรค COVID-19 ทุเลาลงแล้ว โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 2 เดือนข้างหน้า แต่ไม่ใช่ในสหรัฐอเมริกา และลาติน อเมริกาที่โรคนี้ยังระบาดอย่างหนัก

การเดินหน้าให้พนักงาน Work From Home ของ Facebook ถือเป็นอีกบริษัทเทคโนโลยีที่เดินหน้าแนวคิดนี้ เพราะก่อนหน้า Facebook มีทั้ง Alphabet ที่ให้พนักงาน Work From Home จนถึงเดือนมิ.ย. 2564 รวมถึง Twitter ที่ให้พนักงานบางคนสามารถทำงานนอกสำนักงานได้อย่างไม่จำกัด

สรุป

การเดินหน้ากลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน แต่ด้วย Facebook เป็นบริษัทเทคโนโลยี ย่อมมีความพร้อมในการเดินหน้าเรื่องนี้ ในทางกลับกัน บริษัททั่วไปอาจลำบาก เพราะเทคโนโลยีไม่เอื้อ ดังนั้นคงต้องติดตามต่อไปว่า บริษัทอื่นๆ จะเดินกลยุทธ์แบบนี้ด้วยหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-work-from-home/

หลายประเทศในอาเซียน “จัดการโควิดดี แต่เศรษฐกิจแย่ยาวนาน” ไทยสาหัสเพราะท่องเที่ยวพัง

Euben Paracuelles หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์แห่งอาเซียน จาก Nomura มองว่า แม้หลายประเทศจากกลุ่มอาเซียนจะจัดการโควิด-19 ได้ดี ประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคระบาดได้ แต่เศรษฐกิจน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวในลักษณะ U-shape เนื่องจากความไม่แน่นอนยังมีอยู่เต็มไปหมด จึงมีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะแย่ลง

SINGAPORE, SINGAPORE – November 15: Singapore’s Prime Minister Lee Hsien Loong hands over the ASEAN chair to Thai Prime Minister Prayut Chan-O-Cha during the closing ceremony of the 33rd Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) Summit and Related Meetings on November 15, 2018 in Singapore. Leaders from around the world gathered this week in Singapore during the 33rd ASEAN Summit as well as related summits. U.S. Vice President Mike Pence and Chinese Premier Li Keqiang joined the meetings amidst ongoing trade tensions between Washington and Beijing as negotiators said on Wednesday that a major China-backed trade agreement has moved to its final stage but couldn’t finish the deal this year.(Photo by Ore Huiying/Getty Images)

ทั้งนี้ มีการอ้างรายงานจาก UNCTAD (การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา: อังค์ถัด: United Nations Conference on Trade and Development) ได้ระบุว่าไทยน่าจะได้รับผลกระทบหนักสุดจากการท่องเที่ยวที่ย่ำแย่ ไทยอาจจะมี GDP ติดลบ 9% หรือราว 4.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.47 ล้านล้านบาท 

ก่อนที่โลกจะต้องเผชิญกับโควิด-19 ไทยก็มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง UNCTAD ระบุว่าภาคการท่องเที่ยวโลกจะสูญเงินราว 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 37 ล้านล้านบาท หรือ 1.5% ของ GDP โลก 

ขณะที่ไทยก็เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักพอๆ กับจาไมกาซึ่งติดลบ 11% ของ GDP ไทยติดลบ 9% ของ GDP

ภาพจาก UNCTAD

ด้านสิงคโปร์นั้น แม้ว่าจะมีการปลดล็อคหรือผ่อนคลายล็อคดาวน์บางส่วนแล้ว แต่การระบาดอีกครั้งของโควิด-19 ก็ทำให้กระทบต่อความต้องการสินค้าและบริการในต่างประเทศลดลงไปด้วย แน่นอนว่า สิงคโปร์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากเพราะพึ่งพาความต้องการภายนอกประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ 

นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังไม่สามารถควบคุมหรือจัดการโควิด-19 ได้ อีกทั้งยังได้รับผลกระทบหนักจากเศรษฐกิจที่แย่ตามๆ กันไปด้วย โดยอินโดนีเซียนั้น GDP ติดลบที่ 5.3% ซึ่งถือว่าหดตัวมากสุดในรอบกว่า 20 ปี ถ้ายังไม่หยุดใช้มาตรการควบคุมโรคระบาดอย่างเข้มข้น ก็จะส่งผลลบทางเศรษฐกิจไปด้วย 

ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็ GDP ติดลบมากถึง 16.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ Paracuelles ระบุว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินมากพอๆ กับประเทศอื่นในภูมิภาคที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือผลักดันได้ในทันทีก็อาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม ธุรกิจต่างๆ จะยิ่งประสบความไม่แน่นอนสูง และสุดท้ายมันก็จะนำไปสู่ภาวะชะงักงันในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/most-asean-countries-u-shape-recovery/

AIS ไตรมาส 2/63 รายได้ลดลงจากโควิด ทุ่มงบ 4 หมื่นล้านบาทลงทุน 5G

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ภาพรวมของผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 จากผลกระทบของโควิด-19 การล็อกดาวน์ประเทศ ธุรกิจโทรคมนาคมได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวและการปิดบริการชั่วคราว AIS Shop, Serenade Club และ AIS Telewiz ในพื้นที่ตามประกาศของภาครัฐ ส่งผลต่อรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในส่วนธุรกิจเน็ตบ้านได้รับผลเชิงบวกจากการที่ลูกค้าต้องทำงานหรือเรียนหนังสือจากบ้าน ทำให้มีความต้องการติดเน็ตบ้านสูงขึ้นมาก ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นที่จะบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อคงความแข็งแรงของกระแสเงินสดให้สามารถลงทุนในธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุน 5G เพื่อการเติบโตในระยะยาว

ในไตรมาส 2 เอไอเอสมีรายได้รวม 42,256 ล้านบาท ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ เอไอเอสยังคงมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือสูงที่สุดในตลาดที่ 41 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นลูกค้าระบบรายเดือน จำนวน 9.5 ล้านราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 395,600 ราย ในไตรมาสนี้ และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.4 ล้านราย ซึ่งลดลงจำนวน 531,900 ราย โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขาย Sim2Fly ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดของการเดินทางระหว่างประเทศ

ขณะที่รายได้ต่อเลขหมายเฉลี่ยเท่ากับ 239 บาท/เลขหมาย/เดือน จากสภาพการแข่งขันในตลาดที่ยังคงสูงจากแพ็กเกจประเภท Fixed Speed Unlimited ซึ่งยังมีให้บริการในทุกโอเปอร์เรเตอร์ ขณะที่ COVID-19 ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทั้งการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเรียนที่บ้าน (Learn from Home) ส่งผลให้การใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 15% เทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่เฉลี่ย 17 กิกะไบต์ต่อเดือน และสัดส่วนลูกค้าที่ใช้ 4G ยังเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง 75%

ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ จากความต้องการติดเน็ตบ้านในช่วงโควิด ส่งผลให้มีลูกค้ารวม 1.2 ล้านราย และมีรายได้จากธุรกิจเน็ตบ้าน 1,683 ล้านบาท เติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กรก็ยังคงเติบโตจากความต้องการใช้บริการโซลูชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Cloud และ ICT solution เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แม้ว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบในเชิงรายได้ บริษัทมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกิจกรรมทางการตลาดที่น้อยลงในช่วงสถานการณ์โควิด ส่งผลให้เอไอเอสมีกำไรสุทธิ 7,235 ล้านบาท ลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เติบโต 3.3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงมีการบริหารจัดการกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการลงทุนขยายโครงข่ายทั้งบริการ 5G และ 4G โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในครึ่งปีแรกรวม 42,328 ล้านบาท และคงงบลงทุนทั้งปี 2563 ประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-q2-2020/

ตามโผ! ครม. ชุดใหม่ ประยุทธ์ ยื่นทูลเกล้าแล้ว ปรีดี ดาวฉาย ขึ้นขุนคลังคนใหม่

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว แต่ทีมเศรษฐกิจใหม่รวมไปถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีความท้าทายหลังจากนี้ไม่น้อย

ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประยุทธ์ จันทร์โอชา – ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

ตามที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ แทนตำแหน่งที่ว่างและเพิ่มเติมบางตำแหน่ง ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

  1. ดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรองนายกรัฐมนตรี อีกตำแหน่งหนึ่ง
  2. สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  3. อนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  4. ปรีดี ดาวฉาย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  5. อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
  6. สุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  7. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ปรีดี ดาวฉาย อดีตกรรมการและกรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทย ได้ตกลงร่วมกับธนาคารที่จะยุติสัญญาว่าจ้างกรรมการผู้จัดการก่อนครบกำหนด โดยมีข่าวลือที่ว่าอาจได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือไม่ก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนที่ท้ายที่สุดนั้นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง

สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ครั้งนี้รวมไปถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากนี้ถือว่ามีความท้าทายอย่างมาก เพราะสภาวะเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างหนัก เป็นผลมาจากในช่วงที่ผ่านมาไทยได้เน้นที่ภาคการส่งออกรวมไปถึงการท่องเที่ยวเป็นหลัก

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ได้กล่าวในมุมมองเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ว่า หลังจากที่รัฐบาลได้ปรับทีมเศรษฐกิจใหม่ ใครที่จะมาทำงานต่อจะต้องมีความต่อเนื่องจากทีมเดิมก่อนหน้า ขณะเดียวกันด้วยสถานการณ์ของ COVID-19 นั้นทำให้นโยบายต่างๆ ที่ออกมาก็ต้องรวดเร็วด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-cabinet-prayuth-2-2-new-team-6-aug-2020/