คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

Facebook เตรียมเปลี่ยนชื่อให้ Instagram และ WhatsApp มี from Facebook ห้อยท้าย

อีกไม่นานนี้ Facebook เตรียมเปลี่ยนชื่อให้ 2 บริการใหญ่อย่าง Instagram และ WhatsApp เพิ่มแค่ว่า from Facebook เพื่อให้รู้ว่าอยู่ภายใต้ใคร แต่ฟังก์ชั่นข้างในเหมือนเดิมทุกประการ

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เพียงแค่ Facebook ต้องการสร้างการรับรู้แก่คนทั่วไปว่า 2 บริการนี้อยู่ภายใต้อาณาจักรของใครเท่านั้นเอง

โดยที่ Instagram จะใช้ชื่อว่า “Instagram from Facebook” ส่วน WhatsApp ก็ใช้ชื่อว่า “WhatsApp from Facebook”

แต่ฟังก์ชั่น การใช้งานต่างๆ ข้างในจะยังเหมือนเดิมทุกประการ ส่วนชื่อบนแอปที่ปรากฎตรงหน้า Home Screen ก็ยังเหมือนเดิม เป็นการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ดูสวยงามมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่อาจจะไม่ได้ใช้งานมากนัก

ซึ่งทาง Facebook ก็บอกเองว่า ต้องการให้บริการต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของ Facebook การใส่ชื่อเข้าไปเพิ่มจะช่วยสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-rename-instagram-whatsapp/

โฆษณา

แบงก์ชาติเอาจริงออกเกณฑ์คุมสินเชื่อรายย่อยสิ้นปีนี้ ค่ายบัตรเครดิตรับกระทบลูกค้าใหม่ลด 15%

2 ปีมานี้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกเกณฑ์มาควบคุมสินเชื่อรายย่อยเกือบทุกด้าน ทั้งสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (PLoan) สินเชื่อบ้าน แต่สิ้นปีนี้จะออกเกณฑ์ใหม่คือ DSR มาคุมภาพรวมว่า 1 คนจะมีภาระหนี้รวมได้เท่าไร

เกณฑ์นี้จะกระทบภาคธุรกิจอย่างไร?

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรุงศรีคอนซูมเมอร์

กรุงศรีคอนซูมเมอร์ชี้เกณฑ์ DSR อาจส่งผลให้ฐานลูกค้าใหม่ลง 15% เห็นผลสิ้นปีนี้

“ฐากร ปิยะพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรุงศรีคอนซูมเมอร์ บอกว่า ปัจจุบันทางธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้จะมีเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) โดยทางบริษัทเริ่มทดลองและคาดการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสินเชื่อส่วนบุคคล (Ploan) ทำให้ฐานลูกค้าใหม่ลดลง 15% 

ทั้งนี้เกณฑ์ใหม่ของธปท. อาจจะออกมาควบคุมสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากควบคุม DSR หรือไม่ให้มีภาระหนี้เกิน 70% ถือเป็นระดับที่เหมาะสมและทางบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือ เพราะกลุ่มรายได้นี้หากมีภาระหนี้ 70% ของรายได้ มีค่าใช้จ่าย 30% ดังนั้นคนกลุ่มนี้อาจไม่มีเงินออม

อย่างไรก็ตามปัจจุบันทางบริษัทฯใช้ DSR เฉลี่ยอยู่ที่ 50-60% ขึ้นอยู่กับรายได้ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในส่วนของกรุงศรีคอมซูมเมอร์ฐานลูกค้าส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน แต่ฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามาส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน

ไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี กรุงศรีฯ เชื่อสินเชื่อบัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคลยังโต

จากตัวเลขการเติบโตของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อ Ploan ในประเทศไทย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ยอดสินเชื่อทั้ง 2 ประเภทเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากปัจจุบันสินเชื่อบัตรเครดิต ประชาชนมองเป็นเรื่องความสะดวกในการใช้จ่าย และเปลี่ยนจากการใช้เงินสดมาใช้บัตรเครดิต ในขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลช่วงที่มีการเติบโตกว่า 10% เกิดขึ้นช่วงหลังน้ำท่วม และช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา

ดังนั้นภายในปี 2019 นี้ทางบริษัทคาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะอยู่ที่ 330,000 ล้านบาทเติบโต 12%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่สินเชื่อ Ploan แม้จะได้รับผลกระทบในช่วงปลายปี แต่คาดว่าจะมียอดสินเชื่อใหม่รวม 85,000 ล้านบาท เติบโต 11% ปีนี้การเติบโตมาจากการขยายงานไปต่างจังหวัด

“สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลที่เติบโต ส่วนใหญ่กว่า 40% มาจากช่องทางพันธมิตร เช่น HomePro Central ทำให้แม้ไม่เปิดสาขาใหม่ แต่ช่องทางสาขาพันธมิตรทำให้ขยายสินเชื่อในต่างจังหวัดได้ง่าย”

แผนงานใหญ่ของปี 2019 นี้ทางกรุงศรี คอนซูมเมอร์จะเปิดขอสินเชื่อออนไลน์ (Digital Lending) ในไตรมาส 4 หล้งจาก NDID ของภาครัฐเริ่มเปิดให้บริการซึ่งจะเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ และอาจจะเชื่อมโยงสู่การขยายบานลูกค้าให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bot-krungsri-dept/

อัดฉีด 88 ล้านรักษาลูกค้าเติมเงิน! “ดีแทค” เชื่อบริการดิจิทัลเพิ่มคุณภาพลูกค้ากลุ่มนี้ได้

ก่อนหน้านี้ “ดีแทค” แข็งแกร่งในบริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินอย่างมาก เพราะด้วยภาพลักษณ์ที่ใช้งานง่ายทำให้ยอดผู้ใช้ในระบบเยอะ แต่ตอนนี้แค่ 3-6 เดือนลูกค้าเติมเงินก็ปิดซิมกันแล้ว ทำให้ดีแทคต้องเดินกลยุทธ์ใหม่

ดีแทค
แคมเปญ “ใจดี แจกสุข” ของดีแทค

ดึงลูกค้าเติมเงินให้อยู่ในระบบด้วย CRM

อย่างที่แจ้งไปข้างต้นว่าปัจจุบันผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในระบบเติมเงินนั้นแทบไม่มี Loyalty หรือความภักดีต่อแบรนด์ เพราะถ้าค่ายไหนให้ราคาถูกกว่าก็จะย้ายออกอย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกที่ผู้ใช้ระบบเติมเงินจะมีแนวโน้มยกเลิกบริการภายใน 3-6 เดือน

จากจุดนี้เอง “ดีแทค” ที่สิ้นไตรมาส 2 ปี 2562 มีลูกค้าในระบบเติมเงินอยู่ 14.3 ล้านเลขหมายจากทั้งหมด 20.6 ล้านเลขหมายเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าในระบบนี้มากกว่าเดิม เนื่องจากในอดีตลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ มากนัก ทำให้ปัจจัยในการใช้บริการน่าจะมีแค่เรื่องราคา และคุณภาพของเครือข่าย

ดีแทค
ฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดของดีแทค

ฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดของดีแทค เล่าให้ฟังว่า CRM (Customer Relationship Management) จะถูกนำมาใช้กับลูกค้ากลุ่มเติมเงินของดีแทค เพื่อรักษาผู้ใช้งานกลุ่มนี้ให้อยู่กับบริษัทนานยิ่งขึ้น ผ่านการออกแบบแพ็คเกจให้คุ้มค่ากับการใช้งานแต่ละบุคคล

88 ล้านบาทกับการกระตุ้นให้ใช้บริการดิจิทัล

เพื่อให้ลูกค้าเติมเงินในระบบสามารถเข้าถึงแพ็คเกจที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ “ดีแทค” จึงลงทุน 88 ล้านบาทจัดแคมเปญการตลาดชื่อว่า “ใจดี แจกสุข” โดยลูกค้าเติมเงินสามารถสะสมใบพัดหลังจากเติมเงินเข้าระบบได้ นอกจากนี้ยังได้ลุ้นรางวัลเช่น มอเตอร์ไซค์, โทรศัพท์มือถือ และคูปองเงินสดต่างๆ ซึ่งรางวัลทั้งหมดนี้มูลค่ารวม 20 ล้านบาท

ดีแทค
การใช้งานแคมเปญ “ใจดี แจกสุข” ของดีแทค

อย่างไรก็ตามการที่ลูกค้าเติมเงินจะเข้าร่วมแคมเปญ “ใจดี แจกสุข” ได้นั้นต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่น dtac บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันลูกค้าเติมเงินนั้นใช้แอปพลิเคชั่น dtac เพียง 4.4 แสนเลขหมายจากจำนวนลูกค้าเติมเงินทั้งหมด ซึ่งภายใต้แคมเปญนี้ “ดีแทค” ตั้งเป้าว่าจะมีผู้ติดตั้งแอปพลิเคชั่น dtac อีก 1 ล้านเลขหมายภายใน 6 เดือนจากนี้

สถานการณ์เติมเงินที่ไม่เหมือนเดิม

ทั้งนี้เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาจำนวนลูกค้าในระบบของดีแทคนั้นลดลงอย่างมาก และตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่ตัวเลขมันนิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่ดีแทคจะเริ่มทำตลาดเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการใช้งานของลูกค้าเติมเงินดีขึ้น และด้วยการใช้งานข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญก็สามารถดึงลูกค้าเหล่านี้ไปใช้บริการรายเดือนที่ใช้งานได้ต่อเนื่องด้วย

สรุป

ก่อนหน้านี้ “ดีแทค” เหนื่อยหนักเอาการ เพราะต้องเสียลูกค้าในระบบไปยังค่ายคู่แข่ง แถมกลายเป็นเบอร์ 3 ในแง่จำนวนเลขหมาย จากที่เป็นเบอร์ 2 มานาน ดังนั้นตอนนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีแทคจะเอาคืน แต่มันก็ต้องรอติดตามกันว่าดีแทคจะทำได้จริงแค่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-prepaid-marketing-campaign/

คนโกนหนวดน้อยลง! ทำเอา Gillette ขาดทุนอ่วม 8,000 ล้านเหรียญ

Gillette แบรนด์ที่โกนหนวดในเครือของ P&G เผชิญกับวิกฤติ เพราะพฤติกรรมของหนุ่มๆ ยุคนี้โกนหนวดน้อยลง ทำเอาแบรนด์ต้องเผชิญปัญหาขาดทุนหนักถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo : Shutterstock

P&G เพิ่งประกาศผลประกอบการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมของทั้งบริษัทมีการเติบโตได้ดี แต่ในธุรกิจของที่โกนหนวดในแบรนด์ Gillette ต้องกุมขมับ เพราะขาดทุนอ่วมถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยที่ทำให้ Gillette ขาดทุนหนักขนาดนี้ มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่นิยมไว้หนวดกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะด้วยบุคลิก การแต่งกาย เทรนด์ฮิปสเตอร์ ทำให้หนุ่มไม่ค่อยโกนหนวดมากเหมือนแต่ก่อน ทำให้แบรนด์ได้รับผลกระทบโดยตรง

P&G ได้เข้าซื้อกิจการ Gillette เมื่อปี 2005 ด้วยมูลค่า 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

แต่แล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่าตลาดที่โกนหนวดเริ่มมีการเติบโตลดลง เนื่องจากค่านิยมของสังคมในทุกวันนี้ไม่ได้มองคนที่ไม่โกนหนวดในด้านลบแล้ว ไม่ได้มองว่าไม่สุภาพ ไม่เรียบร้อยเหมือนในอดีตอีกต่อไป ทำให้ผู้บริโภคโกนหนวดน้อยลง ขายได้น้อยลงเช่นกัน

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pgs-gillette-writes-off-men-stop-shaving/

หรือเทรนด์บาทอ่อนค่าจะกลับมา? เมื่อธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายสวนคาดการณ์ตลาด

ค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่ามาตั้งแต่ต้นปี 2019 ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยหลายแห่งก็มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75% เพื่อถ่วงเสถียรภาพทางการเงินของไทยให้มั่นคง

แต่ผิดคาดกนง. ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ใครๆ คาดการณ์ไว้โดยกนง.ยอมรับเศรษฐกิจไทยชะลอตัวกว่าที่คิด เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างไร?

ภาพจาก Shutterstock

บาทอ่อนค่าทันทีเมื่อ กนง.ประกาศลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี

เมื่อเช้านี้ (7 ส.ค.2019) ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.72 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.5% ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ารวดเร็วจนอยู่ที่ระดับ 30.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ในระยะสั้นค่าเงินบาทจะอ่อนค่าจากแรงเซอร์ไพรส์ที่กนง.ลดดอกเบี้ยสวนทางกับคาดการณ์ตลาด แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติยังดูส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ สัปดาห์ที่ผ่านมาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไป ก็ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐ-ไทย อยู่ในระดับเท่าเดิม อาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับมาที่ไทยเพราะต่างชาติยังมองบาทเป็น Safe Haven

การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาจากธปท. ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปี เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกไทยครึ่งปีแรกติดลบ 4.1% สอดคล้องกับธปท. ที่ก่อนหน้านี้ปรับลดการเติบโตเศรษฐกิจไทย GDP ที่ปี 2019 มาอยู่ที่ 3.3% ในระยะต่อไปตลาดจับตามองว่า กนง. จะลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องไหม  และจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อไร เช่น การประชุมในเดือนก.ย. 2019 หรือต้นปี 2020

ส่วนอีกสาเหตุที่ธปท. เลือกจะลดดอกเบี้ยเพราะอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่า 1% ซึ่งเป็นขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1-4%

ทั้งนี้จากต้นปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันค่าเงินบาทยังแข็งค่ามากกว่า 5% และซึ่งค่าเงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินเพื่อนบ้านกลายเป็นความเสี่ยงที่ทุกฝ่ายจับตามอง ในสถานการณ์ที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังเพิ่มสูงขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

การลดดอกเบี้ยของธปท.อาจไม่ส่งผลกระทบต่อ ดอกเบี้ยเงินกู้หรือเงินฝากในไทย

สาเหตุที่การลดอกเบี้ยนโยบายในไทยอาจจะไม่ส่งผลกระทบให้ ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝาก เพราะปัจจุบันสภาพคล่องในไทยยังสูงมาก ธนาคารไม่จำเป็นต้องเร่งหาเงินฝากเพื่อปล่อยกู้สินเชื่อให้มากขึ้น ขณะเดียวกันการแข่งขันธุรกิจสินเชื่อยังสูงมากทำให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ เพื่อการแข่งกันกับนธาคารอื่นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามในช่วงสิ้นปีนี้ ธปท. เตรียมออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดหนี้เสียรายบุคคล และเพื่อลดหนี้ครัวเรือน

ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตามองยังมาจากเรื่องต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ธนาคารกลางยุโรป การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึง Brexit

สรุป

การลดอัตราดอกเบี้ยมีผลโดยตรงกับค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่งออกมักเข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า แต่การลดอัตรานโยบายในทางเศรษฐศาสตร์ยังหมายถึงธนาคารกลางมองว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ต้องลดดอกเบี้ยลงเพื่อให้คนนำเงินออกมาลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่เท่ากันทำให้นักลงทุนเลือกจะดูภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ในประเทศควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยก่อนเลือกลงทุนที่ใดที่หนึ่ง

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทิสโก้, ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/baht-depreciation-when-bot-reduce-interestrate/

ตลาดส่งอาหารที่เติบโต 6 เท่าตัว กับเป้าหมายของ GET ที่ต้องทุ่มสุดตัวถึงจะเป็นเบอร์หนึ่ง

ด้วยวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นความเร่งรีบ และการอาศัยอยู่ในครอบครัวเล็ก ทำให้บริการส่งอาหารนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งน้องใหม่อย่าง GET ก็เกาะกระแสการเติบโตนี้ด้วยการอัดแคมเปญการตลาดต่อเนื่อง

ธนนท์ จำเริญ
ธนนท์ จำเริญ พรีเซนเตอร์คนแรกของ GET

ตลาดส่งอาหารเติบโต 6 เท่าตัว

ก่อนหน้านี้บริการส่งอาหารอาจอยู่แค่ร้าน Fast Food หรือบางร้านอาหารตามสั่ง แต่ปัจจุบันก็มีหลายแพลตฟอร์มพัฒนาบริการส่งอาหารถึงที่ ทั้ง Food Panda กับตำแหน่งผู้มาก่อนกาล, LINE MAN ที่ชูจุดเด่นเรื่องสั่งได้ทุกเมนู ครอบคลุมทุกพื้นที่, Grab ที่พยายามวางตัวเป็นทุกอย่าง และน้องใหม่อย่าง GET ที่มี Go-Jek อยู่เบื้องหลัง

ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GET เล่าให้ว่า ปัจจุบันตลาดส่งอาหารนั้นเติบโต 6 เท่าตัวในระยะเวลาเพียง 6 เดือนแรกในปี 2562 แสดงให้เห็นถึงความนิยมบริการนี้ของคนเมือง แต่ถึงจะเติบโตขนาดนี้ก็ยังมีโอกาสเหลืออีกมาก เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเมืองยังไม่ได้ใช้บริการนี้

GET
ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GET

“ถึงตลาดจะเติบโตเร็ว และมีผู้เล่นเยอะ แต่จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าคู่แข่งของ GET คือร้านอาหารตามท้องถนน เพราะร้านเหล่านี้ยังตอบโจทย์คนเมืองส่วนใหญ่ได้มากกว่า ดังนั้นภารกิจของเราคือกระตุ้นให้ทั้งผู้บริโภค และร้านเหล่านี้หันมาใช้บริการส่งอาหารมากกว่าเดิมเพื่อให้ธุรกิจเติบโตยิ่งขึ้น”

บริการที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำของ GET

สำหรับบริการส่งอาหารของ GET นั้นให้บริการภายใต้ชื่อ GET Food เป็นอีกบริการที่เปิดตัวพร้อมกับที่บริษัททำตลาดอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนธ.ค. 2561 ปัจจุบันมีร้านค้าอยู่ในระบบ 20,000 ร้าน ครอบคลุมเกือบทั่วพื้นที่กรุงเทพ ส่วน Active User ในปัจจุบันของ GET นั้นอยู่ที่ 5 แสนราย/เดือน

GET
GET

“GET Food คือบริการเรือธงของเราในตอนนี้ และเราก็ศึกษาบริการใหม่ๆ เกี่ยวกับบริการส่งอาหารตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริการเดินไปส่ง หรือ Walk รวมถึงบริการที่อยู่กึ่งกลางระหว่างจัดส่งโดยมอเตอรไซค์กับเดินอีกด้วย แต่ทั้งนี้มันก็ต้องไม่กระทบกับคุณภาพในการจัดส่งที่ปัจจุบัน GET Food สามารถส่งถึงที่ใน 30 นาที”

เบื้องต้น GET Food ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เช่น การพัฒนาระบบค้นหาร้าน และเมนูอาหารให้แม่นยำยิ่งขึ้น, OMAKASE ที่แนะนำเมนูอาหารให้ตรงกับความชอบของผู้ใช้ที่สุด รวมถึงการแสดงส่วนลดแบบใหม่ และการสั่งอาหารได้หลายร้านพร้อมกันในการกดสั่งครั้งเดียว เพื่อแก้ปัญหาในการสั่งอาหารได้แค่ทีละร้าน

ใช้พรีเซนเตอร์ พร้อมสร้างเมนูพิเศษเพิ่มความแตกต่าง

ขณะเดียวกัน GET ยังเปิดตัว “ธนนท์ จำเริญ” เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของ GET เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ และประสิทธิภาพในการทำตลาด นอกจากนี้ยังสร้างเมนูพิเศษโดยร่วมกับเชฟชื่อดังของไทยเพื่อสร้างความแตกต่าง ผ่านการสั่งเมนูพิเศษไปรับประทานที่บ้านในราคาที่เอื้อมถึง

“แคมเปญเมนูพิเศษชื่อว่า “Only At GET เรื่องกินต้องเก็ท” มีทั้งเชฟต้น จากร้านบ้าน, เชฟกิ๊ก จากร้านเลิศทิพย์, เชฟเปเปอร์ จากร้าน ICI และเชฟเก๊า จากร้านเจ๊โอว โดยเมนูเหล่านี้สั่งได้ที่ GET Food เท่านั้น และค่อนข้างตอบโจทย์คนที่อยากไปรับประทานร้านอาหารเหล่านี้แต่ไม่อยากไปต่อคิวนาน”

GET
เชฟชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมแคมเปญ Only at GET

ทั้งนี้ GET มีแผนพัฒนาบริการ GET Win บริการรับส่งคน, GET Delivery บริการส่งพัสดุ และ GET Pay บริการชำระเงินอย่างต่อเนื่อง โดย GET Pay นั้นแม้จะอยู่ในช่วงทดสอบให้บริการ แต่ผู้บริโภคก็สามารถเติมเงินเข้าระบบและใช้จ่ายบริการต่างๆ ของ GET ได้ ที่สำคัญ GET Pay จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในอนาคตของ GET ด้วย

สรุป

ตอนนี้การแข่งขันของบริการส่งอาหารนั้นดุเดือดมากๆ เพราะทุกเจ้าต่างส่งโปรโมชั่น และยิ่งโฆษณาเพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่ GET น้องใหม่ในตลาดก็ต้องเร่งลงทุนเรื่องนี้หลังจากช่วงแรกอาจทำไม่เต็มที่นัก เพื่อเพิ่มยอดใช้งาน และกลายเป็นเบอร์หนึ่งเหมือนกับที่ Go-Jek ยิ่งใหญ่ในอินโดนีเซีย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/get-and-food-delivery-in-thailand/

เปิดแผน Sea (ประเทศไทย) อัพสเกล Garena-Shopee-AirPay ให้เข้าถึงผู้ใช้เป็นวงกว้าง

Sea (ประเทศไทย) เปิดกลยุทธ์ Enlarge-Expand-Empower สร้างความแข็งแกร่งให้ 3 บริการหลักอย่าง Garena, Shopee และ AirPay ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

จากบริษัทเกม สู่เพย์เมนต์ และอีคอมเมิร์ซ

ถ้าพูดชื่อบริษัท Sea (ประเทศไทย) หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นบริษัทแม่ของ Garena บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ หลายคนต้องร้องอ๋อแน่นอน

ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2009 บริษัท Garena ได้ถือกำเนิดขึ้น เริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งเป็นคนชอบเล่นเกม แล้วเห็นว่ายังไม่มีบริการสำหรับคนเล่นเกมอย่างจริงจังจึงเปิดเป็น Garena ตอนนั้นเป็นสตาร์ทอัพเล็กๆ ในประเทศสิงคโปร์ จากนั้นก็เริ่มขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และไต้หวัน 

เมื่อปี 2014 ธุรกิจเกมเริ่มมีความอยู่ตัว จึงขยายตลาดไปยังธุรกิจเพย์เมนต์ หรือการชำระเงินบนโลกออนไลน์ เปิดบริการ AirPay อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับธุรกิจเกมอยู่ เพราะเกมต้องมีการเติมเงินเพื่อซื้อไอเท็มในเกม และในปี 2015 ได้เห็นเทรนด์ของอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างมาก จึงเปิดตัว Shopee 

Photo : Shutterstock

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อปี 2017 Garena ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Sea เพราะชื่อ Garena ติดกับธุรกิจเกมเกินไป อีกทั้งบริการไม่ได้มีแค่เกมอีกต่อไปแล้ว 

Sea มีสำนักงานใหญ่ หรือ Sea (Group) อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจอยู่ใน 7 ประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไต้หวัน Sea (Group) เป็น Unicorn รายแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ภายใต้สัญลักษณ์ ‘SE’ เมื่อปลายปี 2017

ในระดับภูมิภาคฯ Sea (Group) มีผลประกอบการที่เติบโตแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ 1 ของปี 2019 Sea (Group) มีอัตราการเติบโตถึง 194% เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2018 มูลค่าของบริษัทในตอนนี้อยู่ที่ 500,000 ล้านบาทแล้ว

Photo : Shutterstock

สำหรับ Sea (ประเทศไทย) เข้ามาทำตลาดในปี 2012 เริ่มต้นจากธุรกิจด้านดิจิทัลเอนเตอร์เทนเมนท์ หรือ Garena ต่อยอดด้วยบริการเพย์เมนต์ AirPay ในปี 2014 และก้าวเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจาก Shopee ในปี 2015 

ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดหลักของ Sea โดยกลุ่มดิจิทัลเอนเตอร์เทนเมนท์จาก Garena มียอดผู้ลงทะเบียนจำนวน 35 ล้านบัญชีบนเกมประเภท PC และ 40 ล้านบัญชีบนเกมมือถือ พร้อมเกมยอดนิยม เช่น เกม Arena of Valor (RoV), Free Fire, Speed Drifters, และ FIFA Online 4  

กลุ่มอีคอมเมิร์ซจาก Shopee มียอดการดาวน์โหลดสูงกว่า 30 ล้านครั้ง กลุ่มบริการเพย์เมนต์ AirPay มีผู้ดาวน์โหลด 7.5 ล้านดาวน์โหลด และมีจุดให้บริการมากกว่า 200,000 จุด 

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า 

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริการจาก Sea ไม่ว่าจะเป็น Garena, Shopee และ AirPay ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดีมาโดยตลอด Sea มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการบนอินเทอร์เนตแพลตฟอร์ม ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านบริการที่ครอบคลุมทั้งดิจิทัลเอนเตอร์เทนเมนท์ อีคอมเมิร์ซ และ บริการด้านการเงินแบบดิจิทัล เพื่อมอบประสบการณ์ของไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจรให้กับผู้บริโภค” 

กลยุทธ์ 3Es : Enlarge-Expand-Empower

สำหรับในปีนี้ Sea (ประเทศไทย) มีกลยุทธ์ 3Es ได้แก่ Enlarge-Expand-Empower เพื่อสร้าง Ecosystem ให้กับทั้ง 3 บริการให้มีการเติบโต

Enlarge ขยายสัดส่วนของฐานผู้ใช้งาน 

เป้นการขยายผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การีนาสามารถขยายฐานเกมเมอร์ในประเทศไทย ผ่านสองการเปลี่ยนแปลงหลัก คือ 1. ขยายความสำคัญในการให้บริการจากเกม PC ไปสู่เกมบนมือถือ ซึ่งการีนาได้เกมยอดนิยมอย่าง  Arena of Valor (RoV) เกมบนมือถือยอดนิยม มียอดลงทะเบียนในประเทศไทยกว่า 31 ล้าน เทียบเท่าเป็น 1 ใน 3 ของประชากรไทย 

และ 2.จากการเป็น Game Publisher สู่การเป็น Game Developer ซึ่ง เกม Free Fire คือเกมมือถือเกมแรกที่การีนาพัฒนาเองอย่างเต็มรูปแบบ ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและสามารถขยายฐานผู้เล่นเกมไปทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในแถบละตินอเมริกา เกม Free Fire มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 450 ล้านครั้ง ทำให้ขึ้นแท่นสู่การเป็นเกมออนไลน์ Free to Play ที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังมียอดผู้เล่นพร้อมกันสูงสุดถึง 50 ล้าน ผู้เล่นต่อวันอีกด้วย

Enable เกิดการใช้งานจากผู้บริโภคในวงกว้าง 

ผ่านความเข้าใจตลาด และความต้องการของผู้ใช้งานที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น บนการีนาจากเกม Free Fire ที่ทำให้เกมกลายเป็น Inclusive entertainment โดยเกม Free Fire ใช้เมมโมรี่น้อยลง โดยไม่ลดคุณภาพของเกมเพื่อสามารถดาวน์โหลดและเล่นได้ ตอบโจทย์กับความต้องการของเกมเมอร์ใน emerging market 

สำหรับอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee ใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นดาราชั้นนำ เช่น ญาญ่าณเดชน์, แบมแบม GOT7  และ BLACKPINK ควบคู่กับกิจกรรม Gamification ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การรับรู้ และใช้งานในวงกว้าง เช่น Shopee LIVE Shopee Quiz  และ Shopee Shake Shake

Empower สร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรม

ทำให้ระบบนิเวศของแต่ละอุตสาหกรรมแข็งแรงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้ของผู้ประกอบการรายย่อยที่จะได้รับความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มผู้ค้าขายจาก Shopee University คอมมูนิตี้ภาคการศึกษาผ่านการสนับสนุนและพัฒนาความสามารถของคนรุ่นใหม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sea-thailand-strategy-2019/