คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ไทยพาณิชย์เปิดงบครึ่งปีแรก 2019 กำไรสุทธิ 20,132 ล้านบาทลดลง 10.4% จากปีก่อน

เมื่อธุรกิจธนาคารมีความท้าทายมากขึ้น ด้านธนาคารไทยพาณิชย์ครึ่งปีแรกนี้กำไรสุทธิลดลง 10.4% มีสาเหตุจากอะไร?

ภาพจาก Shutterstock

ผลประกอบการนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยครึ่งปีแรกของปี 2019 มีจุดสำคัญดังนี้

กำไรสุทธิอยู่ที่ 20,132 ล้านบาท ลดลง 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมากจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียวในการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานจากกฎหมายแรงงานใหม่ (เมื่อไตรมาส 1 ปี 2019) และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงเพราะการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล รวมถึงรายได้จากการรับประกันภัยที่ลดลง

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 50,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
โดยเติบโตจากสินเชื่อของธนาคาร และที่ผ่านมาธนาคารปรับพอร์ตสินเชื่อโดยเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 20,362 ล้านบาท ลดลง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 34,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นเพราะการดำเนินงานของโครงการ Transformation เข้าสู่ช่วงสุดท้ายน่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายการลงทุนส่วนนี้หมดไป 

สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ท่ 68,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนี้เสียใหม่ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์เกษตร สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อ

ส่วนการขายหุ้น SCB Life ทางธนาคารไทยพาณิชย์คาดว่าจะได้รับค่าตอบบแทน 92,700 ล้านบาท  ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการโอนหุ้นเสร็จสิ้นภายในปี 2019

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-h12019/

โฆษณา

ออกไปลุยโลกให้เต็มที่ ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง Dunloppillo บอกว่า การนอนให้เพียงพอสำคัญที่สุด

คุณให้ความสำคัญกับการนอนมากแค่ไหน? 

ยุคสมัยแห่งการเร่งรีบ การใช้ชีวิตในเมือง ทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับการนอนน้อยลงไปมาก สำรวจง่ายๆ ตื่นขึ้นมาสดชื่นหรือไม่ เมื่อคืนนอนหลับสนิท สบายตลอดคืนหรือเปล่า แล้วเช้าวันนี้ คุณพร้อมมากแค่ไหนกับการออกไปลุยงาน ผจญโลกกว้าง และ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง

ถ้าพักผ่อนน้อย นอนไม่เพียงพอ หรือหลับไม่สนิทจริง ไม่มีทางพร้อมเต็ม 100%

#ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง แคมเปญที่ให้ความสำคัญกับการนอน

บริษัท ดันล้อปพิลโล่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Dunloppillo แบรนด์ที่นอนระดับโลกจากประเทศอังกฤษ รู้ว่า ทุกวันนี้คนละเลยเรื่องคุณภาพการนอน หลายคนอดหลับอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ เพื่อทำงาน เพื่อออกไปท่องเที่ยว ผจญภัยในโลกกว้าง คำถามคือ นั่นคือวิธีที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ?

เราใช้งานร่างกายมากเกินไป เราดูแลตัวเองน้อยเกินไป แล้วเราจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพ หรือมีโอกาสประสบความสำเร็จได้จริงหรือ?

นั่นจึงเป็นที่มาของแคมเปญ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest ที่ต้องการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการนอนอย่างจริงจัง เพื่อให้มีพลังที่จะเต็มที่กับทุกกิจกรรมในทุกๆ วัน

Dunlopillo Live your life to the fullest

 

ชวนทุกคนประกวดภาพถ่าย กับหัวข้อ  #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง หลังการพักผ่อนอย่างเต็มที่

Dunlopillo ต้องการสื่อสารแคมเปญ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest ออกมาให้ตรงกับความหมายมากที่สุด นั่นคือ ถ้าพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ก็จะมีพลังออกมาใช้ชีวิตได้เต็มที่ และหนึ่งในวิธีการสื่อสารที่ชัดเจนคือ การถ่ายภาพ

หนึ่งภาพถ่าย แทนความหมายนับล้านคำ

โดยอยากชวนทุกคนใช้พลังความคิดสร้างสรรค์มาถ่ายภาพประกวดเพื่อสื่อความหมาย #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ตามนี้

  1. แอด LINE ID: @Dunlopillothai และเลือกเมนูลงทะเบียนกิจกรรม-กรอกข้อมูลชื่อจริง นามสกุลจริง อีเมล และเบอร์โทรศัพท์ ให้ถูกต้อง
  2. ออกค้นหาความหมาย ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ในแบบเฉพาะของตนเอง ที่สื่อถึงหัวข้อ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง หลังได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
  3. Upload รูปไปที่ https://dunlopilloliveyourlifetothefullest.com/upload  หรือเลือกเมนู อัปโหลดรูปภาพ ในช่องทาง LINE ID: @Dunloppillothai
  4. กด Share ไปยัง Facebook ของตนเอง ตั้งค่าเป็น สาธารณะ (Public) พร้อมใส่  #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest
  5. ร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 15 ก.ค. – 13 ส.ค. 62 ประกาศผลรางวัล รูปภาพที่มีพลังมากที่สุด 2 ก.ย. 62

ผู้เข้าร่วมสามารถอัปโหลดรูปภาพได้มากกว่า 1 ครั้ง ทางระบบจะบันทึกเฉพาะรูปล่าสุดเท่านั้น และหากผู้เข้าประกวดต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ชื่อ – นามสกุล, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ สามารถแจ้งได้ที่ LINE @Dunlopillothai หรือโทร 02 751 8030 ต่อ 4417

ลุ้นรางวัล กล้อง Leica Q (Typ 116) และรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

สำหรับรูปภาพที่มีพลังในการใช้ชีวิต จะได้รับรางวัล

  • รางวัลชนะเลิศ รับไปทั้งคู่ กับกล้อง Leica Q (Typ 116) Digital Camera wields a full-frame 24.2-megapixel มูลค่า 168,400 บาท และ ที่นอน Dunlopillo รุ่น Preston มูลค่า 149,129 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ที่นอน Dunlopillo  รุ่น Inspire มูลค่า 142,741 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ที่นอน Dunlopillo  รุ่น Reflection มูลค่า 131,414 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 ที่นอน Dunlopillo  รุ่น Excellency มูลค่า 69,900 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลชมเชย หมอน  Goose down มูลค่า 13,900 บาท  20 รางวัล

#ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง กับ 3 ประสบการณ์ 3 รูปแบบจาก 3 บุคคล

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น Dunloppillo ได้สะท้อนมุมมองจาก 3 บุคคลที่แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์และความสำเร็จมีจุดกำเนิดมาจากการนอนหลับผักผ่อนที่มีคุณภาพและเพียงพอ ถ่ายทอดผ่านคลิปวิดีโอสั้นดังนี้

ถึงตรงนี้ อยากให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณพร้อมลุยงานสำคัญขนาดไหน พร้อมที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ร่างกายต้องการออกไปสัมผัสธรรมชาติ ป่าเขาและทะเล หรือเปล่า

ชีวิตคนเรามีแค่นี้ ต้องเต็มที่ในทุกๆ วัน แต่ขอให้เต็มที่อย่างมีคุณภาพ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง

แล้วพลังของคุณมาจากไหน? มาร่วมกันแชร์ภาพถ่ายที่สะท้อน #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest ด้วยกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dunloppillo-live-your-life-to-the-fullest/

เปิดตัว NDID คาดใช้จริงช่วงปลายปีนี้ เริ่มเปิดบัญชีใช้ข้อมูลต่างธนาคารยืนยันตัวตน

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 มีการเปิดตัว National Digital ID ซึ่งจะสร้างความสะดวกในการยืนยันตัวเองได้ เริ่มต้นที่การเปิดบัญชีเงินฝากโดยสามารถยืนยันตัวตนข้ามธนาคารได้ทันที

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เพื่อที่จะเป็นตัวกลางของภาครัฐและเอกชนในการเชื่อมต่อข้อมูลในการพิสูจน์และรวมไปถึงการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (National Digital ID) หรือ NDID ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในอนาคต

สุทธิรา ศรีไพบูลย์ รักษาการประธานบริษัท และตัวแทน บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด ได้กล่าวว่า NDID มีวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับการทำธุรกรรมทางดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการรองรับทางกฎหมายในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์บนโลกดิจิทัล

สำหรับ NDID จะสร้างประโยชน์ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาคบริการ และช่วยยกระดับของการทำความรู้จักลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-KYC รวมไปถึง NDID ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่หลากหลายและได้รับความสะดวก เช่น ธนาคาร ลงทุน ประกันภัย สาธารณะสุข โทรคมนาคม และการศึกษา

บริการของ NDID คาดว่าจะใช้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ซึ่งบริการที่จะเปิดใช้จะสามารถทำให้ประชาชนสามารถเปิดบัญชีเงินฝากที่ลูกค้าเคยมีบัญชีธนาคารอื่นอยู่แล้ว สามารถยืนยันตัวตนข้ามธนาคารได้ทันที ในอนาคต NDID สามารถยืนยันจากบุคคลธรรมดาไปสู่นิติบุคคล และชาวต่างชาติในระยะต่อไป

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ได้กล่าวว่า โครงการนี้รัฐและเอกชนเข้ามาร่วมมือกันกว่าจะตกผลึกได้ และเชื่อมั่นว่าปลอดภัย ไม่ละเมิด ความเป็นส่วนตัว อยากเชิญให้หน่วยงานรัฐหลายๆ ภาคส่วนมาใช้บริการนี้ด้วยซ้ำ เช่น เรื่องสาธารณสุข หรือ แม้แต่ในด้านความยุติธรรม และมองว่า NDID คือแพลตฟอร์มหลักของประเทศ 

โครงสร้างของ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เป็นการถือหุ้นมากถึง 60 บริษัท ประกอบไปด้วย ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนรวม บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทผู้ให้ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทไปรษณีย์ไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-national-digital-id-open-today-at-thailand-fintech-2019/

ครึ่งปีแรกปี 2019 มีนักท่องเที่ยวเยือนญี่ปุ่นแล้ว 16.6 ล้านคน คนไทยเดือนละ 1 แสนคน

มีสถิติในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2019 มีนักท่องเที่ยวไปเยือนประเทศญี่ปุ่น 16.63 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% มีผลจากการยกเว้นวีซ่าสำหรับประเทศจีน และประเทศอื่นๆ คนไทยไปเยือนรวม 6 แสนคน

Photo : Shutterstock

สำนักงานการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นได้เปิดเผยสถิติเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศว่า นักท่องเที่ยวจากจีนเป็นประเทศที่มาเยือนญี่ปุ่นมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้มีจำนวนลดลง 3.8% หรือประมาณ 3.86 ล้านคน เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากที่ครองแชมป์อันดับหนึ่งมาโดยตลอด

ถ้านับเพียงแค่เดือนมิถุนายนแค่เดือนเดียว มีตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นจำนวน 2.88 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน ซึ่งก็ถือเป็นสถิติสูงที่สุดเฉพาะในเดือนนี้ ซึ่งชาวจีนยังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีมากถึง 880,700 คน เพิ่มขึ้น 15.7%

ส่วนคนไทยนั้นขึ้นชื่อว่านิยมไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นอย่างมากในยุคนี้ มีตัวเลขเฉลี่ยในการไปเยือนญี่ปุ่นถึงเดือนละ 1 แสนคนเลยทีเดียว

และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2019 เพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อน แตะที่ 2.43 ล้านล้านเยน (หรือ 22,000 ล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตลอดกาล

โดยที่นักท่องเที่ยวจากจีนใช้เงินมากที่สุด 895,000 ล้านเยนรองลงมาคือ ไต้หวัน 298,100 ล้านเยน และเกาหลีใต้ 276,200 ล้านเยน

ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น // ภาพจาก Shutterstock

ทั้งนี้ทางรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศถึง 40 ล้านคนต่อปี และต้องการเพิ่มการใช้จ่ายเป็น 8 ล้านล้านเยนในปีหน้าให้ได้ เพราะในปี 2020 ประทเศญี่ปุ่นในงานใหญ่ก็คือเป็นเจ้าภาพงาน 2020 Tokyo Olympics และ Paralympics จะสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อีกมหาศาลอย่างแน่นอน

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวมีการเติบโต เพราะได้มีการยกเลิกวีซ่าจากนักท่องเที่ยวชาวจีน อีกทั้งยังมีการเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น ทำให้มีนักท่องเทีย่วจีนเพิ่มขึ้นถึง 11%

แต่เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงการควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ในอนาคตอาจจะกระทบเรื่องการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เป็นไปได้ที่ชาวเกาหลีใต้จะยกเลิกการมาเที่ยวญี่ปุ่น

ทำให้ญี่ปุ่นเองก็ต้องหาตลาดประเทศใหม่ๆ อย่างนักท่องเที่ยวจากเวียดนามก็โตขึ้น 30% รวมถึงรัสเซียก็โตขึ้น 20% ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการดึงดูดชาวต่างชาติด้วยการยกเลิกวีซ่า รวมถึงขยายสนามบินเพื่อรองรับสายการบินโลวคอส และส่งเสริมเรื่องที่พักต่างๆ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-foreign-visitors-hy-of-2019/

[ความคืบหน้า] เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยสร้างสกุลเงินดิจิทัลไว้ใช้เองในชื่อ “อินทนนท์”

หลายคนคงเห็นข่าว Cryptocurrency (สกุลเงินดิจิทัล) นำมาใช้ในบางประเทศ ขณะเดียวกันราคาก็ยังผันผวนมาก อย่าง Bitcoin ราคาพุ่งขึ้นพุ่งลงจนตามไม่ทัน แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งธนาคารกลางหลายแห่งรวมถึงแบงก์ชาติของไทยก็เริ่มทำสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองบ้าง

แบงก์ชาติไทยสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง มีไว้ทำไม?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สร้างสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency : CBDC) ในชื่อ “อินทนนท์” เพื่อเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมและทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการชำระเงินของประเทศให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain หรือ DLT เป็นพื้นฐานภายในระบบ

ทั้งนี้ธปท.ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต ธนาครสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น นอกจากนี้ยังร่วมมือกับบริษัท R3 ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้าน Blockchain ระดับโลก

3 เฟสในโครงการอินทนนท์มีอะไรบ้าง?

ทั้งนี้ปี 2018 ธปท.ทดสอบโครงการอินทนนท์ระยะที่ 1 โดยศึกษาการปรับใช้กับการโอนเงินระหว่างธนาคารและธนาคาร รวมถึงธนาคารกับแบงก์ชาติได้โดยตรง ข้อดีคือทำให้เกิดการโอนเงินง่ายขึ้นตลอดเวลา และลดต้นทุนการทำธุรกรรม

ปัจจุบันเข้าสู่ระยะที่ 2 (ก.พ.-มิ.ย. 2562) จะขยายสู่การซื้อขายพันธบัตระหว่างธนาคาร ซึ่งใช้ระบบ Smart contract โดยแบงก์ชาติจะออก Bond Token และ CBDC เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม เพื่อให้การซื้อขายพันธบัตรได้ตลอด 24 ชม.ทุกวัน นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและตรวจสอบข้อมูลการโอนเงินสำหรับลูกค้า จุดเด่นคือลูกค้าสามารถติดตามสถานะการโอนเงินได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้โครงการอินทนนท์ระยะที่ 3 จะเริ่มในเดือนส.ค. 2562 โดยจะใช้เทคโนโลยี DLT ทดสอบการโอนเงินระหว่างประเทศ (cross-border funds transfer) และนำมาออกแบบเชิงธุรกิจรวมถึงการกำกับดูแล อย่างไรก็ตามธปท. มีแผนจะร่วมมือกับธนาคารกลางฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority: HKMA) เพื่อส่งเสริมการโอนเงินระหว่างประเทศให้มีต้นทุนที่ลดลงและประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต คาดว่าจะทดสอบเสร็จสิ้นในไตรมาส 4 ปี 2562

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cryptocurrency-bot-inthanon/

[ความคืบหน้า] เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยสร้างสกุลเงินดิจิทัลไว้ใช้เองในโครงการอินทนนท์

หลายคนคงเห็นข่าว Cryptocurrency (สกุลเงินดิจิทัล) นำมาใช้ในบางประเทศ ขณะเดียวกันราคาก็ยังผันผวนมาก อย่าง Bitcoin ราคาพุ่งขึ้นพุ่งลงจนตามไม่ทัน แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งธนาคารกลางหลายแห่งรวมถึงแบงก์ชาติของไทยก็เริ่มทำสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองบ้าง

แบงก์ชาติไทยสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง มีไว้ทำไม?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สร้างสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency : CBDC) ในโครงการอินทนนท์เพื่อเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมและทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการชำระเงินของประเทศให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain หรือ DLT เป็นพื้นฐานภายในระบบ

ทั้งนี้ธปท.ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต ธนาครสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น นอกจากนี้ยังร่วมมือกับบริษัท R3 ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้าน Blockchain ระดับโลก

3 เฟสในโครงการอินทนนท์มีอะไรบ้าง?

ทั้งนี้ปี 2018 ธปท.ทดสอบโครงการอินทนนท์ระยะที่ 1 โดยศึกษาการปรับใช้กับการโอนเงินระหว่างธนาคารและธนาคาร รวมถึงธนาคารกับแบงก์ชาติได้โดยตรง ข้อดีคือทำให้เกิดการโอนเงินง่ายขึ้นตลอดเวลา และลดต้นทุนการทำธุรกรรม

ปัจจุบันเข้าสู่ระยะที่ 2 (ก.พ.-มิ.ย. 2562) จะขยายสู่การซื้อขายพันธบัตระหว่างธนาคาร ซึ่งใช้ระบบ Smart contract โดยแบงก์ชาติจะออก Bond Token และ CBDC เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม เพื่อให้การซื้อขายพันธบัตรได้ตลอด 24 ชม.ทุกวัน นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและตรวจสอบข้อมูลการโอนเงินสำหรับลูกค้า จุดเด่นคือลูกค้าสามารถติดตามสถานะการโอนเงินได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้โครงการอินทนนท์ระยะที่ 3 จะเริ่มในเดือนส.ค. 2562 โดยจะใช้เทคโนโลยี DLT ทดสอบการโอนเงินระหว่างประเทศ (cross-border funds transfer) และนำมาออกแบบเชิงธุรกิจรวมถึงการกำกับดูแล อย่างไรก็ตามธปท. มีแผนจะร่วมมือกับธนาคารกลางฮ่องกง (Hong Kong Monetary Authority: HKMA) เพื่อส่งเสริมการโอนเงินระหว่างประเทศให้มีต้นทุนที่ลดลงและประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต คาดว่าจะทดสอบเสร็จสิ้นในไตรมาส 4 ปี 2562

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cryptocurrency-bot-inthanon-1/

DEAN & DELUCA เจอวิกฤติขนาดหนัก ขาดทุน 40 ล้านบาท/เดือน เร่งลดไซส์-ลดต้นทุน

DEAN & DELUCA ในประเทศสหรัฐอเมริกาถึงคราววิกฤติ หลังประสบภาวะขาดทุนติดต่อกันหลายปี “เพซ” เร่งปรับโรงสร้าง ปิดสาขา ลดไซส์ หวังห้ามเลือดหยุดการขาดทุนให้ได้ในปีนี้ 

ถูก Disrupt รอบด้าน ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี

การล่มสลายของวงการค้าปลีกในสหรัฐอเมริกามีให้เห็นมาหลายปีแล้ว พิษจากปรากฎการณ์นี้ส่งผลให้ผู้เล่นค้าปลีกหลายรายต้องบาดเจ็บหนัก มีการปิดสาขา ปรับโครงสร้างกันยกใหญ่

ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านค้าแบบ Grocery Store ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน DEAN & DELUCA ที่เป็นแบรนด์ที่ตำนานมา 40 ปีก็ไม่สามารถหนีรอดได้ เจอปัญหาหนักถึงกับต้องกุมขมับเลยทีเดียว

DEAN & DELUCA เป็นแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา จากนั้นเมื่อปี 2557 ทางบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อกิจการแบรนด์ DEAN & DELUCA ทั่วโลก พร้อมกับขยายสาขาทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

แต่ดูเหมือนว่าพื้นที่ต้นกำเนิดอย่างในสหรัฐอเมริกาจะส่อแววไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะในช่วงที่เพซซื้อกิจการมา ในสหรัฐอเมริกามีอยู่ 11 สาขา ผ่านไปเพียงแค่ 1 ปีก็ต้องปิดให้บริการ 5 สาขา เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน มีการบริหารจัดการไม่ค่อยดีเท่าที่ควร โดยที่ปัจจุบันมีการขาดทุนเฉลี่ยเดือนละ 40 ล้านบาท

สรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)

“DEAN & DELUCA เป็นแบรนด์ที่คนอเมริกันรู้จักอย่างดี เพราะอยู่มายาวนานกว่า 40 ปี แต่ช่วงที่ผ่านมาได้ถูก Disrupt รอบด้าน ทั้งเรื่องเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขัน รวมถึงสภาพตลาด ทำให้ต้องเจอกับความท้าทายรอบด้าน ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้” 

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพของ DEAN & DELUCA เป็นในรูปแบบของร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม พร้อมกับมีอาหาร และแซนวิชต่างๆ แต่จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมที DEAN & DELUCA ได้วางจุดยืนเป็น Grocery Store ร้านขายของชำที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพดี ที่มีเพิ่มในส่วนของคาเฟ่ ร้านอาหารรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

สรพจน์เสริมอีกว่า สภาวะตลาดรีเทลทั่วโลกรวมถึงอเมริกาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาด Grocery Store ในอเมริกาเองก็มีการขายอาหาร Prepared Foods หรืออาหารพร้อมทานมากขึ้นและมีพื้นที่ให้นั่งทาน ประกอบกับผู้บริโภคชาวอเมริกันซื้อสินค้า ของใช้ต่างๆ และอาหารออนไลน์มากขึ้นถึง 30% ซึ่งทำให้ร้านรีเทลต่างๆ ที่มีหน้าร้านจะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ลุยโมเดล STAGE ลดไซส์ลง ต้องหยุดขาดทุนให้ได้ในสิ้นปี

เพราะฉะนั้นโจทย์หลักของเพซในปีนี้คือต้อง “ห้ามเลือด” ให้กับ DEAN & DELUCA ในอเมริกา ไม่ให้บาดเจ็บมากไปกว่านี้ สรพจน์บอกว่าก่อนหน้านี้มีการแก้ปัญหาแบบผิดๆ คิดว่าขยายสาขาจะช่วยให้มีรายได้มาโปะให้กับสาขาที่ขาดทุน แต่จริงๆ แล้วเป็นวิธีที่ผิด!

ทางออกของเพซคงหนีไม่พ้นการ “ลด” ทุกอย่าง ตั้งแต่ลดต้นทุน ลดสาขา เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม อย่างที่ก่อนหน้านี้ได้มีข่าวว่าปิดสาขา ก็เป็นข่าวใหญ่ลงหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์เลยทีเดียว

“ตอนนี้อยู่ในระหว่างการปรับขนาดธุรกิจให้เหมาะสม ควบคุมค่าใช้จ่าย และควบรวมการดำเนินงานอย่างคลังสินค้า สำนักงานใหญ่ให้อยู่ที่เดียวกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ต้องเสียเวลาในการขนส่งมากนัก รวมถึงปิดสาขาที่ไม่สามารถทำยอดขาย และกำไรได้ตามเป้า ตั้งเป้าว่าจะต้องหยุดการขาดให้ได้ภายในสิ้นปีนี้”

DEAN & DELUCA ในสหรัฐอเมริกาจะมี 2 รูปแบบ ได้แก่ Grocery Store ขนาดพื้นที่ 600 ตารางเมตร และแบบคาเฟ่มีพื้นที่ 100-200 ตารางเมตร 

ทางเพซได้ค้นพบว่าพฤติกรรมชาวอเมริกันเปลี่ยนไป มีคนกลุ่มมิลเลเนียม กับคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีทักษะการทำอาหาร เน้นความสะดวก จึงต้องปรับโมเดลร้านให้มีเมนูอาหารพร้อมทานมากขึ้น

โมเดล DEAN & DELUCA STAGE จึงได้เริ่มทดลองให้บริการ มีขนาดเท่าๆ กับโมเดลคาเฟ่ แต่จะเน้นที่ 3 เมนูหลัก คือ “กาแฟ สลัด และแซนวิช” เป็นเมนูที่คนอเมริกันชื่นชอบ เห็นได้จากร้านขายแซนวิชที่เปิดทั่วเมือง พร้อมกับเทรนด์การดูแลสุขภาพ  

สรพจน์บอกว่าการปรับในครั้งนี้ถือเป็นการ “ล้างไพ่ใหม่” เป็นการลดขนาดเพื่อหยุดการขาดทุนก่อน ถ้าเชื่อว่าการปรับอะไรหลายอย่างในครั้งนี้ จะช่วยทำให้ลดต้นทุนไปได้ 50% และถ้าสามารถหยุดการขาดทุนได้ตามแผน ในปีหน้าก็พร้อมที่จะกลับมาขยายสาขา และเน้นเปิดแฟรนไชส์ และทำออนไลน์ รวมถึงเดลิเวอรี่มากขึ้นด้วย 

ตอนนี้ DEAN & DELUCA ในอเมริกาเหลือ 5 สาขาด้วยกัน คาดว่าจะเหลือ 4 สาขาในอนาคต

จัดโครงสร้างใหม่ แยกบริษัทเอเชีย-อเมริกา

ต้องอธิบายก่อนว่า DEAN & DELUCA มีการทำตลาดใน 12 ประเทศทั่วโลก ทั้งหมด 77 สาขา จะแบ่งกลุ่มธุรกิจเป็นในสหรัฐอเมริกา และในเอเชีย (รวมประเทศไทยด้วย) ในประเทศไทย และอเมริกาจะเป็นโมเดลของเพซบริหารเองทั้งหมด แต่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียเป็นการขายแฟรนไชส์ 

เมื่อธุรกิจในสหรัฐอเมริกามีปัญหา ทำให้เพซก็มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เช่นกัน โดยมีการแยกบริษัทกลุ่มอเมริกา และเอเชียอย่างชัดเจน

โดยที่ธุรกิจในอเมริกาจะบริหารโดย บริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า อิงค์ จำกัด ส่วนธุรกิจในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยจะบริหารงานโดย บริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด

ซึ่งภาพรวมธุรกิจในเอเชียกลับตรงกันข้ามกับในอเมริกา พบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำรายได้รวม 630 ล้านบาท มีกำไร 115 ล้านบาท หรือมีการเติบโต 13%

การจัดโครงสร้างใหม่เป็นการแยก 2 บริษัทให้ชัดเจน แต่ก่อนเป็นการรวมบริษัทเข้าด้วยกัน มีตัวเลขรายได้รวมกันทำให้เห็นภาพไม่ชัดมากนัก

“การแยกก้อนบริหารจะชัดเจนมากขึ้น อย่างในอเมริกามีปัญหาอย่างหนึ่งก็แก้ปัญหาไป ส่วนในเอเชียยังเติบโตก็ยังขยายต่อไป ตรงไหนมีปัญหาก็ต้องแก้ ต้องปรับลดไซส์ เป็นการเอาพลังงานของบุคลากรมาใส่ในตลาดที่เติบโต” 

โดยในปัจจุบัน  DEAN & DELUCA ในประเทศไทยมีสาขาทั้งหมด 11 สาขา ประกอบด้วย สาขาที่เป็นคาเฟ่ และร้านอาหาร ได้แก่ Central Embassy, Emquartier, The Crystal Ramindra และตึกสาทรสแควร์, ตึกออลซีซันเพลส, ตึกพาร์คเวนเจอร์ และสนามบินสุวรรณภูมิ มีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีก 5 สาขาภายในปี 2562 โดยแบ่งเป็น 2 สาขาที่ภูเก็ต และอีก 3 สาขาในกรุงเทพฯ

ประเทศอื่นๆ นอกเนื้อจากประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิรเตส์ คูเวท ฟิลิปปินส์ มาเก๊า บาห์เรน และสิงคโปร์

สรุป 

กลายเป็นว่าเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt กับทุกธุรกิจ แม้แต่แบรนด์ที่อยู่มานานก็ยังต้องเจอกับปัญหา แต่ส่วนหนึ่งก็คือการแข่งขันในตลาดสูงขึ้น การวางจุดยืนของ DEAN & DELUCA ที่ดูพรีเมี่ยมเกินไป อาจจะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ในทุก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dean-and-deluca-usa-restructure/