คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ThaiBev เลื่อนนำธุรกิจเบียร์เข้าตลาดหุ้น: ว่าที่ IPO ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสิงคโปร์รอบ 10 ปี

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ประกาศเลื่อนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ด้วยการขายหุ้น IPO สัดส่วน 20% ในธุรกิจเบียร์ โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยสำคัญคือการแพร่ระบาดของวิกฤตโควิด ในแถลงการณ์ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ไทยเบฟระบุว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อน IPO มาจากภาวะของตลาดที่ไม่แน่นอนและแนวโน้มของเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยเฉพาะการระบาดของโควิดรอบใหม่ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทำให้ช่วงเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการนำธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟ spin-off เข้าสู่ตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม IPO เบียร์ครั้งนี้ของไทยเบฟอาจเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในรอบ 1 ทศวรรษ

ไทยเบฟระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้จะจับตาสถานการณ์ของตลาดอย่างใกล้ชิด รวมถึงหาโอกาสและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด ส่วนแผนการนำธุรกิจเบียร์เข้าตลาดหุ้นจะนำกลับมาพิจารณาใหม่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ที่มา – Reuters, Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ThaiBev เลื่อนนำธุรกิจเบียร์เข้าตลาดหุ้น: ว่าที่ IPO ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสิงคโปร์รอบ 10 ปี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thaibev-defers-ipo-singapore-listing/

Mercedes-Benz เตรียมเปิดตัว EQB รถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ขนาดเล็ก ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว

หลังเปิดตัว EQS รถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ Sedan 4 ประตูขนาดใหญ่ไปไม่นาน Mercedes-Benz แจ้งว่า บริษัทจะเปิดตัว EQB รถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ขนาดเล็กอีกหนึ่งรุ่น เพื่อต่อยอดแผนการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

mercedes-benz

EQB กับการเพิ่มทางเลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV

รายงานข่าวแจ้งว่า Mercedes-Benz เตรียมเปิดตัว EQB รถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ขนาดเล็ก มีจุดเด่นเรื่องห้องโดยสารขนาด 7 ที่นั่ง และยังปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากถึง 1,700 ลิตร ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ขนาดเล็ก

EQB จะเริ่มทำตลาดในประเทศจีน และกลุ่มยุโรปภายในปี 2021 ก่อนที่จะจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาปี 2022 ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Mercedes-Benz รุ่นอื่น ทั้งยังเพิ่มอาวุธให้แบรนด์เพื่อต่อสู้ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV ที่มีทั้ง Tesla Model X, Audi Q4 E-Tron และ Ford Mustang Mach-E

อย่างไรก็ตาม Mercedes-Benz ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ จนกว่าจะเปิดตัวในงาน Auto Shanghai 2021 แต่การเปิดตัว EQB จะทำให้บริษัทมีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนทำตลาดถึง 4 รุ่นคือ EQA, EQC, EQS และ EQB แบ่งเป็น SUV 3 รุ่น และ Sedan 4 ประตู 1 รุ่น

ก่อนหน้านี้ Mercedes-Benz ตั้งเป้าว่าในปี 2022 จะทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนทั้งหมด 8 รุ่น ครอบคลุม Sedan และ SUV โดยรุ่นที่จ่อคิวเปิดตัวอยู่คือ EQE แบบ Sedan และ EQE กับ EQS แบบ SUV นอกจากนี้จะเพิ่มรุ่นกลุ่ม Plug-in Hybrid ให้มากขึ้นเป็น 25 รุ่น จาก 20 รุ่นภายในปี 2025

สรุป

แม้จะช้ากว่าคู่แข่งในช่วงแรก แต่ระยะหลัง Mercedes-Benz มีความจริงจังในการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนอย่างมาก สังเกตจากการใช้เวลาไม่นานก็มีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนให้เลือกหลายรุ่น และน่าจะไม่ใช่งานง่ายของทั้งผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม และกลุ่ม Startup รถยนต์ไฟฟ้าที่อยากจะแข่งขันกับ Mercedes-Benz ในอนาคต

อ้างอิง // Mercedes-Benz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Mercedes-Benz เตรียมเปิดตัว EQB รถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ขนาดเล็ก ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/mercedes-benz-eqb/

จดหมายฉบับสุดท้าย Jeff Bezos ก่อนลงจากตำแหน่งซีอีโอ Amazon

เป็นธรรมเนียมสืบมาตั้งแต่ปี 1997 ที่ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon จะเขียนจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งในจดหมายแต่ละปีก็มีแนวคิดที่น่าสนใจในเชิงการบริหารธุรกิจ จนกลายเป็นกรณีศึกษามากมาย

แต่ในปี 2021 ถือเป็นปีที่พิเศษ เพราะ Bezos ประกาศลงจากตำแหน่งซีอีโอในช่วงไตรมาสที่สาม และจะโปรโมท Andy Jassy ซีอีโอของ AWS ขึ้นมารับตำแหน่งแทน ทำให้จดหมายประจำปี 2020 (ที่ออกในปี 2021) เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของ Bezos ในฐานะซีอีโอ

จงสร้างมูลค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป

Bezos เริ่มต้นจดหมายของเขาด้วยการคำนวณ “มูลค่า” ของความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างขึ้นมา เพื่อสะท้อนว่าภารกิจของเขาในการสร้างธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ เขายกตัวเลขรวมว่าสร้างมูลค่าถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมาตลอดระยะทาง นับตั้งแต่ขายหุ้น IPO ในปี 1997 โดยหุ้นสัดส่วน 7 ใน 8 เป็นของผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ตัวเขาเอง

Bezos ยังยกตัวอย่างจดหมายจากผู้ถือหุ้นชื่อ Mary และ Larry ที่ซื้อหุ้น Amazon จำนวน 2 หุ้น ในปี 1997 เป็นของขวัญให้ลูกชายที่ตอนนั้นอายุ 12 ปี หุ้นก้อนนี้ถูกถือโดยไม่ขายมายาวนาน 24 ปี จนปีนี้ที่ลูกชายจะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง จึงนำมาขายและมูลค่าหุ้นสูงจนพอซื้อบ้านได้ ถือเป็นตัวอย่างของคนธรรมดาที่ได้ประโยชน์จากความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างให้

Bezos คำนวณความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างขึ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เฉพาะในปี 2020 เพียงปีเดียว

  • สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 21 พันล้านดอลลาร์
  • จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ให้พนักงาน 91 พันล้านดอลลาร์
  • สร้างกำไรให้ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม 25 พันล้านดอลลาร์
  • สร้างประโยชน์ให้ลูกค้า (ทั้งอีคอมเมิร์ซและ AWS) 164 พันล้านดอลลาร์

รวมมูลค่าที่ Amazon สร้างขึ้นทั้งหมดประมาณ 3.01 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.4 ล้านล้านบาทต่อปี

Bezos สรุปว่าในแง่ธุรกิจ เราควรตั้งเป้าว่าจะสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้กับทุกคนที่เราเกี่ยวข้อง (Create More Than You Consume) ถ้าบริษัทใดไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ ก็จะไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้

ภาพการทำงานในศูนย์กระจายสินค้าของ Amazon – ภาพจาก Amazon

โต้เสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพชีวิตพนักงาน

ในประเด็นถัดมา Bezos ตอบโต้เสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน Amazon โดยเฉพาะพนักงานในโกดังและพนักงานส่งสินค้า ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

Bezos บอกว่าถ้าอ่านจากข่าวอย่างเดียว ทุกคนคงคิดว่าบริษัทไม่แคร์คุณภาพชีวิตของพนักงานเลย ถูกปฏิบัติเหมือนกับหุ่นยนต์ แต่จริงๆ แล้วบริษัทดูแลพนักงานดี พนักงานสามารถพักเบรกเข้าห้องน้ำ พักดื่มน้ำ พูดคุยกับหัวหน้างานได้อย่างอิสระ หากไม่กระทบต่อเนื้องาน โดยเวลาพักเบรกนี้ถูกคิดแยกจากเวลาพักเที่ยงปกติ 30 นาที และเวลาเบรกมาตรฐาน 30 นาทีที่มีอยู่แล้ว

เขายังยกตัวอย่างผลสำรวจความพึงพอใจของพนักงานในศูนย์กระจายสินค้า ที่ได้คะแนน 94% ในการแนะนำเพื่อนมาทำงานที่นี่ และยืนยันว่ากำหนดเกณฑ์ประเมินพนักงานอย่างเป็นธรรม ปฏิบัติได้จริง

แต่ถึงแม้ถกเถียงเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน ตัวของ Bezos ก็ยอมรับว่าบริษัทจำเป็นต้องมี “วิสัยทัศน์ที่ดีกว่า” ในแง่การสร้างคุณค่าให้พนักงาน

เขาเสนอภารกิจว่า Amazon จะต้องเป็น “นายจ้างที่ดีที่สุดในโลก” (Earth’s Best Employer) และ “ที่ทำงานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” (Earth’s Safest Place to Work) เพิ่มเติมจากภารกิจเดิม “บริษัทที่ใส่ใจลูกค้ามากที่สุดในโลก” (Earth’s Most Customer-Centric Company) ที่พูดมานานแล้ว

Bezos บอกว่าภารกิจใหม่ทั้ง 2 ข้อจะไม่ทับซ้อนกับภารกิจเดิมเรื่องความใส่ใจลูกค้า โดยบทบาทใหม่ของเขาในฐานะประธานบอร์ด เขาจะมาโฟกัสที่เรื่องความปลอดภัยของพนักงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดและทำได้ดีที่สุด

Bezos แจกแจงว่าปัญหาเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานของ Amazon อาการบาดเจ็บสัดส่วน 40% เกิดจากอาการด้านกล้ามเนื้อ-กระดูก (musculoskeletal disorders หรือ MSDs) จากการเคลื่อนไหวท่าเดิมนานๆ และมักเกิดกับพนักงานใหม่ที่เพิ่งมาทำงานภายใน 6 เดือนแรกของอายุงาน แนวทางแก้ไขของ Amazon คือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เรื่องวิธีเคลื่อนไหวร่างกายให้ปลอดภัย การจัดตารางทำงานของพนักงานด้วยอัลกอริทึม เพื่อให้ได้ทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนสลับกันไป ผลของโครงการเหล่านี้ช่วยลดอาการ MSDs ลงได้ 32% เทียบระหว่างปี 2019 และ 2020

ส่วนในแง่การจ้างงาน เขาย้ำว่า Amazon เป็นผู้นำในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และเมื่อ Amazon ขึ้นค่าแรง บริษัทอื่นๆ ก็จำเป็นต้องขึ้นตาม ทำให้ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้นด้วย

ภาพสำนักงานของ Amazon – ภาพจาก Amazon

ปรัชญาปิดท้าย ผู้ที่แตกต่างคือผู้ที่อยู่รอด

Bezos ปิดท้ายจดหมายฉบับสุดท้ายของเขา ด้วยการพูดถึงปรัชญาเรื่องสุดท้ายที่เขาอยากสอน นั่นคือ “ผู้แตกต่างคือผู้ที่อยู่รอด ในขณะที่จักรวาลรอบตัวเราอยากให้เราเป็นคนธรรมดา” (Differentiation is Survival and the Universe Wants You to be Typical)

Bezos ยกข้อความจากหนังสือชีววิทยาของ Richard Dawkins ว่าร่างกายของสัตว์รวมถึงมนุษย์ จะต้องรักษาอุณหภูมิของตัวเองให้ร้อนกว่าสภาพแวดล้อมเสมอ ยิ่งอากาศเย็น ร่างกายก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น เพราะถ้าไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้ สิ่งที่ตามมาคือความตาย ถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใดไม่พยายามรักษาความร้อนเอาไว้ ก็จะสูญพันธุ์ไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมรอบตัว

เขาเปรียบเทียบว่าบริษัทใดๆ ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ โลกรอบตัวจะพยายามดึงเรากลับมาเป็นบริษัทธรรมดา (typical) เราต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการรักษาจุดเด่น รักษาความแตกต่างของเราไว้ตลอดเวลา (maintain your distinctiveness) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกจุดในสังคม ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่รวมถึงการเมืองและเรื่องอื่นๆ ด้วย

Bezos บอกว่าการรักษาความแตกต่างเอาไว้ มีต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปแน่นอน เราต้องใส่พลังงานเข้าไปตลอดเวลา แต่มันก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าในระยะยาว โลกพยายามดึงให้ Amazon กลับมาเหมือนบริษัทปกติทั่วไป แต่เขาเชื่อว่าบริษัทสามารถทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย

จดหมายสุดท้ายของ Bezos ปิดท้ายว่า จงปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยดี เป็นตัวของตัวเอง สร้างคุณค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป และอย่ายอมให้จักรวาลรอบตัวดึงเรากลับไปเหมือนสภาพแวดล้อม และขอให้รักษาจิตวิญญาณของวันแรกเอาไว้

To all of you: be kind, be original, create more than you consume, and never, never, never let the universe smooth you into your surroundings. It remains Day 1.

จดหมายฉบับเต็มอ่านได้จาก Amazon

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จดหมายฉบับสุดท้าย Jeff Bezos ก่อนลงจากตำแหน่งซีอีโอ Amazon first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jeff-bezos-last-letter/

Coca-Cola เริ่มให้บริการ Subscription ผ่านตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นแล้ว

ระบบ subscription กลายเป็นทางออกสำหรับธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาจากโควิดระบาด ล่าสุด Coca-Cola ก็เข้ามาร่วมแจมกับโมเดลธุรกิจนี้ด้วยการให้บริการ subscription ผ่านตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่น

Coca-Cola เริ่มให้บริการแบบ subscription ในญี่ปุ่นแล้ว เริ่มใช้งานได้ในสัปดาห์นี้ โดยลูกค้าที่ใช้ระบบการจ่ายแบบไร้เงินสดจะสามารถใช้ผ่านแอปพลิเคชั่นและสมัครเพื่อใช้บริการซื้อเครื่องดื่มได้ 1 ครั้งต่อวันจากเครื่องดังกล่าวด้วยราคาสมาชิกที่ 2,700 เยนหรือประมาณ 773 บาทต่อเดือน

ตอนนี้มีเครื่องหยอดเหรียญสำหรับสมาชิกที่สมัครหรือทำ subscription ทั่วประเทศราว 3.4 แสนเครื่อง รายงานจากสถาบันวิจัยยาโนะ ระบุว่า ระบบ subscription นี้ เริ่มถูกนำมาใช้หลังจากที่โควิด-19 ระบาดส่งผลกระทบหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฟชั่น ร้านอาหาร เหล่านี้มีตลาดขนาด 8.76 แสนล้านเยนและยังขยายตัวเกือบ 30% ในปีงบประมาณ 2020

ที่มา – News on Japan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Coca-Cola เริ่มให้บริการ Subscription ผ่านตู้หยอดเหรียญในญี่ปุ่นแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/coca-cola-subscription-service-vending-machines-in-japan/

จีนส่งออกแข็งแกร่ง ดัน GDP โต 18.3% ภายในไตรมาสแรก 2021

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยข้อมูลภาคการส่งออกของจีนแข็งแกร่งจนทำให้ GDP จีนเติบโตถึง 18.3% ในไตรมาสแรกของปี 2021 เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา GDP หดตัวอยู่ที่ 6.8% ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก 

China GDP

แม้ GDP จีนจะเติบโตมากขึ้น แต่ก็ต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยหรือประมาณการณ์ไว้ว่าน่าจะโตอยู่ที่ 19% และขยายตัวกว่าไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.6% ซึ่งอัตราการเติบโตของ GDP ที่อัตรา 18.3% ถือว่าเติบโตมากที่สุด นับตั้งแต่จีนเริ่มปิดเผยตัวเลข GDP รายไตรมาสเมื่อปี 1992 

โควิดระบาดส่งผลให้ภาคการผลิตและการลงทุนของจีนขยายตัวขึ้นมาก ไตรมาสแรกการส่งออกของจีนอยู่ที่ 49% หรือประมาณ 7.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นำเข้าเติบโตอยู่ที่ 5.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สืบเนื่องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นตามแผนพัฒนาแห่งชาติที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังไม่มั่นคงนัก ยังมีอุตสาหกรรมภาคการค้า การบริการและธุรกิจขนาดเล็กที่ยังเผชิญกับปัญหาด้านการผลิตและการดำเนินการอยู่ จีนจะต้องเพิ่มความช่วยเหลือให้แก่ธุรกิจเหล่านี้ให้มีเสถียรภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่รายอื่นๆ ที่ยังเผชิญกับปัญหาโควิดระบาดหนักต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่มีคนติดเชื้อราว 6.9 หมื่นคนต่อวัน หรือเยอรมนีก็มีคนติดเชื้อราว 1.6 หมื่นคนต่อวัน

China Port ท่าเรือ ประเทศจีร
ภาพจาก Shutterstock

ด้านจีนก็เริ่มขยายการฉีดวัคซีนมากขึ้น จีนตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้ 40% ของจำนวนประชากรภายในปลายเดือนมิถุนายน โดย Citi Research คาดการณ์ว่า ความพยายามลดผลกระทบจากโควิดระบาดจะส่งผลให้ภาคการค้าและบริการของจีนเติบโตยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงที่ทำให้ประเทศเปิดพรมแดนช้า

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก DHgate.com ระบุว่า มียอดการให้บริการอีคอมเมิร์ซของจีนสูงขึ้น ความต้องการสินค้าในบ้านของจีน เครื่องแต่งกายผู้หญิงเติบโตมากขึ้นอย่างน้อยเพิ่มขึ้นราวๆ 3 เท่าภายในช่วงไตรมาสแรก โดยมีตลาดส่งออกรายใหญ่อันดับต้นๆ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี ที่คาดว่าความต้องการเพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ กับการควบคุมโรคระบาดในบางพื้นที่ เรื่องนี้ Diane Wang ประธานสตรีของ DHgate คาดการณ์ว่า ภายในไตรมาสถัดไป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ ความสวย ความงาม และสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงจะขยายตัวเพิ่มมากกว่านี้

รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเหล่านี้จะถูกผลักดันให้มีการผลิตมากขึ้นราว 25% การที่รัฐบาลขอให้ประชาชนอยู่ติดบ้าน ลดการเดินทางในช่วงตรุษจีนช่วงกุมภาพันธ์ที่มีการระบาดของโควิดเป็นระยะๆ ส่งผลให้มีการผลิตเริ่มกลับมาฟื้นตัว ส่วนการบริโภคก็ฟื้นตัวอยู่ที่ 33.9% เนื่องจากมีการใช้จ่ายในการจัดเลี้ยงอาหารและการบริโภคสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนด้านสินทรัพย์เติบโตราว 25.6% เนื่องจากมีการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์และการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนส่งออกแข็งแกร่ง ดัน GDP โต 18.3% ภายในไตรมาสแรก 2021 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-export-and-domestic-consumption-rebound-gdp-growth-in-q1-2021/

หมดยุคอ่านข่าวฟรี สำนักข่าว Reuters จะทำ Subscription ให้สมัครสมาชิก เก็บเงินพันบาทต่อเดือน

ต่อไปอ่านข่าว Reuters ต้องเสียเงิน

Reuters สำนักข่าวรายใหญ่ระดับโลกประกาศทำบริการสมัครสมาชิก (subscription) หลังจากนี้ผู้อ่านจะต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (อ่านฟรีได้ 5 ข่าวต่อเดือน หลังจากนั้นต้องจ่ายเงิน) โดยอัตราค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 34.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน

Josh London ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Reuters บอกว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดของ Reuters ในรอบกว่าทศวรรษ

จุดประสงค์หลักของการทำระบบจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าว (paywall) Reuters ให้เหตุผลว่า คนทำงานระดับมืออาชีพต้องการข้อมูลคุณภาพสูง เจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรม แน่นอนว่า Reuters ต้องการเข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้

ระบบจ่ายเงินอ่านข่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำนักข่าวแรกของโลกที่ทำคือ The Wall Street Journal เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1996 หรือ The New York Times ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2011 แต่บางสำนักอย่าง Bloomberg ก็เพิ่งทำในปี 2018 ไม่นานมานี้เอง

มีนักวิเคราะห์สื่อให้ความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ไว้ว่า เมื่อ Reuters ก้าวเข้ามาทำระบบ paywall ถ้ามองในแง่ความ ‘ช้า’ ก็ถือว่าช้า แต่ยังไม่สายเกินไป เพียงแต่ว่าคำถามสำคัญของ Reuters นับจากนี้คือ ในฐานะคนอ่านข่าวธุรกิจ เขาจะได้อะไรมากกว่าการเป็นสมาชิกข่าวธุรกิจของ Bloomberg หรือ Dow Jones อยู่ก่อนหน้าแล้ว?

หน้าตาเว็บไซต์ Reuters โฉมใหม่ ปรับให้ดูดีมากขึ้น

ราคาแพงไปไหม เมื่อเทียบกับตลาด

เมื่อเทียบราคาระบบสมาชิกอ่านข่าวของ Reuters กับสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีระบบ subscription หรือ paywall

  • Reuters ราคา 34.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (1,093 บาท)
  • The Wall Street Journal ราคา 38.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (1,218 บาท)
  • Bloomberg ราคา 34.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (1,093 บาท)
  • The New York Times ราคา 18.42 ดอลลาร์ต่อเดือน (575 บาท)

[opinion] ราคาค่าสมัครสมาชิกเหล่านี้คือราคาก่อนโปรโมชั่น ซึ่งแต่ละสำนักจะจัดโปรโมชั่นลดราคาออกมาอยู่เป็นระยะ ยกตัวอย่างเช่น The New York Times ที่ในขณะนี้ลดราคาเหลือสัปดาห์ละ 0.25 ดอลลาร์ต่อเดือน (8 บาทต่อสัปดาห์ ตกเดือนละ 32 บาท ดูได้ที่ NYT promotion) หรืออย่าง Bloomberg ที่ตอนนี้ก็จัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือสัปดาห์ละ 2 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 62 บาท ดูได้ที่ Bloomberg Promotion) แต่ทั้งนี้ ต้องอ่านรายละเอียดเงื่อนไขให้ดี เพราะแต่ละสำนักจะมีการคิดเงินเต็มราคาหลังจากหมดโปรโมชั่นในทันที

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Reuters มีผู้เข้าชมใน 1 เดือนกว่า 41 ล้านคนทั่วโลก แต่ข่าวทั้งหมดอ่านฟรี แน่นอนว่า รายได้หลักต้องพึ่งพาจากรายได้ของโฆษณาออนไลน์ ซึ่งชัดเจนว่าไม่เพียงพอ (อันที่จริงรายได้กว่าครึ่งของ Reuters ในปัจจุบันมาจาก Refinitiv ธุรกิจเทคโนโลยีของบริษัทที่ดูแลบริหารด้านการเงิน-ความเสี่ยง ซึ่งแยกตัวออกมาจาก Thomson Reuters อีกที ใครที่สนใจอยากทำความรู้จักกับธุรกิจของ Refinitiv อ่านได้ที่นี่)

ที่มา – Reuters, NYT, The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หมดยุคอ่านข่าวฟรี สำนักข่าว Reuters จะทำ Subscription ให้สมัครสมาชิก เก็บเงินพันบาทต่อเดือน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/reuters-paywall-subscription/

เปิดตำนานแบรนด์จีน ผู้ผลิตกรรไกรมาแล้วกว่า 400 ปี อยู่คู่คนจีนมาทุกยุคทุกสมัย

หากพูดถึงประวัติศาสตร์ประเทศจีนแล้ว ราชวงศ์ต่างๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาคุมอำนาจ การปฏิรูปมีมาทุกยุคสมัย ส่วนเศรษฐกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เราเห็นกันได้ตามข่าวในปัจจุบัน 

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสาย ยังมีธุรกิจหนึ่งที่อยู่คู่ชาวจีนมานานกว่า 393 ปี นั่นคือ “ธุรกิจผลิตกรรไกรและมีด” แบรนด์ Zhang Xiaoquan

ผู้ผลิตทีเน้นทั้งสวยงามและความคงทน เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่แฝงอยู่ในความธรรมดา จนชาวจีนต้องยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อกรรไกรมาเป็นของฝากให้กันและกัน

Zhang Xiaoquan
Zhang Xiaoquan แบรนด์กรรไกรอายุ 393 ปี

เปิดตำนานแบรนด์ Zhang Xiaoquan

แบรนด์ Zhang Xiaoquan ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1628 โดย Zhang Jiasi โดยกรรไกรของแบรนด์นี้ขึ้นชื่อว่ามี ‘คุณภาพ’ มากมาตั้งแต่สมัยนั้น

ครั้งหนึ่งแบรนด์นี้เคยได้รับรางวัลจาก China National Goods Exhibition และในปัจจุบันแบรนด์นี้ก็ได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของประเทศจีน

ราวศตวรรษที่ 17 ย้อนกลับไปในสมัยนั้น Zhang Jiasi บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เคล็ดลับมาจากการที่เขาได้ค้นพบวิธีผลิตกรรไกรและมีดให้ออกมาสวยงามและคงทน โดยใช้หลักเดียวกับ “การผลิตดาบสมัยโบราณ” ซึ่งในสมัยนั้นลูกค้าหลักคือแม่บ้านที่ทำอาหารเป็นประจำ

ต่อมาในปี 1663 Zhang Xiaoquan ซึ่งเป็นลูกชายของ Zhang Jiasi ก็ได้สืบทอดธุรกิจและก่อตั้งบริษัทผลิตกรรไกรและมีดชื่อว่า Zhang Xiaoquan ขึ้นมานับตั้งแต่นั้น

ในปัจจุบัน Ding Chenghong ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนี้เล่าว่า เขาพยายามสืบทอดประวัติอันยาวนานของธุรกิจ โดยยึดคติประจำใจซึ่งส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นคือ “เหล็กกล้าที่ดีและงานฝีมือคุณภาพเลิศ” เพราะแบรนด์ Zhang Xiaoquan เลือกใช้เหล็กคุณภาพดีซึ่งมีราคาแพงกว่าท้องตลาด เช่น แม้เหล็กคุณภาพทั่วไปจะขายอยู่ที่ราคา 7,000 ถึง 8,000 หยวนต่อตัน แต่ทางแบรนด์ก็จะเลือกใช้เหล็กคุณภาพสูงซึ่งขายอยู่ที่ราคา 11,000 ถึง 12,000 หยวนต่อตัน

นอกจากนั้น ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของทางแบรนด์ ยังเชื่อว่าตัวเองกำลังผลิตงานฝีมือชิ้นงามให้ลูกค้าได้ชื่นชม ไม่ใช่แค่ผลิตกรรไกรหรือมีดธรรมดาเพียงอย่างเดียว

ด้วยความใส่ใจนี้ในปี 1990 แบรนด์ Zhang Xiaoquan จึงมีพนักงาน 2,500 คน และสามารถขายกรรไกรรวมถึงมีดได้มากถึง 20 ล้านเล่มต่อปี

เมื่อการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2000 รัฐบาลได้ขายหุ้น 75% ของ Zhang Xiaoquan ออกไป ทำให้พนักงานของบริษัทหายไปกว่า 1,000 คน และยอดการผลิตกรรไกรรวมถึงมีดก็ลดลงมาเหลือ 10 ล้านเล่มต่อปี

ทางบริษัทจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่โฟกัสแค่การผลิตกรรไกรและมีด เพราะเชื่อในคำเปรียบเปรยว่าของที่ดีจะขายตัวเองได้ ทางแบรนด์ก็หันมาใส่ใจกับการสร้างแบรนด์มากขึ้น

ความท้าทายครั้งใหม่คือการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

ทางแบรนด์เจอความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือเรื่องการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

โดยปกติแล้ว กรรไกรที่ผลิตให้กับคนจีนจะมีลักษณะแตกต่างจากกรรไกรที่คนฝั่งประเทศตะวันตกนิยมใช้กัน เช่น

  • กรรไกรที่ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้จะมีใบมีดยาวและมีด้ามจับสั้นกว่าของจีน เนื่องจากพวกเขาเน้นใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นหลัก
  • ในทางกลับกันที่จีน จะใช้กรรไกรในหลายกิจกรรม ทั้งตัดกระดาษ ตัดวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร ตัดผ้า รวมถึงซ่อมรองเท้า

ทางบริษัทจึงวางแผนนำเครื่องจักรของเยอรมันมาใช้เพิ่มเติมเพื่อผลิตกรรไกรและมีดที่ตรงกับลักษณะการใช้งานของคนในประเทศฝั่งตะวันตกมากขึ้น

ทั้งนี้ อุปสรรคของธุรกิจ Zhang Xiaoquan ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะเมื่อแบรนด์มีชื่อเสียงก็มักมีสินค้าลอกเลียนแบบถูกผลิตขึ้นมา ทำให้ในช่วงหนึ่งทางแบรนด์ต้องต่อสู้กับข้อพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้า

กรรไกร Zhang Xiaoquan
กรรไกรแบรนด์ Zhang Xiaoquan รุ่นที่คนมักซื้อเป็นของฝาก Photo by https://www.instagram.com/p/BkHwolbnqJe/

เมื่อธุรกิจผ่านร้อนผ่านหนาวจนพัฒนามาเป็นแบรนด์ระดับโลก

ปัจจุบันแบรนด์ Zhang Xiaoquan ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้ และกลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตมีดและกรรไกร เพราะทางแบรนด์ผลิตกรรไกรครอบคลุมกว่า 120 ชนิด ทั้งกรรไกรตัดผ้า กรรไกรทำสวน กรรไกรสำนักงาน กรรไกรทำครัว เป็นต้น

นอกจากนั้น หากมีโอกาสเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดาบและกรรไกรของจีน คุณจะพบว่าที่นั่นได้บันทึกเรื่องราวของ Zhang Xiaoquan ไว้มากมาย เพราะแบรนด์นี้มีประวัติยาวนานอยู่คู่กับชาวจีนมาหลายยุคสมัย

สรุปเคล็ดลับความสำเร็จของ Zhang Xiaoquan

  1. Zhang Xiaoquan เชื่อว่าตัวเองเป็นแบรนด์ที่ผลิตงานศิลปะชิ้นงามให้ลูกค้าได้ใช้ ไม่ใช่แค่ผลิตกรรไกรหรือมีด ธรรมดาเพียงอย่างเดียว 

2. ใส่ใจในคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตสินค้า แม้ว่าตัววัตถุดิบนั้นจะมีราคาสูงกว่าวัตถุดิบทั่วไปตามท้องตลาดก็ตาม

3. ต่อยอดสิ่งที่เชี่ยวชาญออกมาเป็นหลายๆ ผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับที่ทางแบรนด์พัฒนากรรไกรธรรมดามาเป็นกรรไกรที่ใช้ในงานต่างๆ มากกว่า 120 ชนิด

4. มองหาช่องทางพัฒนาธุรกิจเสมอ เหมือนตอนที่ Zhang Xiaoquan อยากขยายตลาดไปที่ยุโรป ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรของเยอรมันเข้ามา 

ที่มา : hisour, bbc, newscgtn, zhangxiaoquan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดตำนานแบรนด์จีน ผู้ผลิตกรรไกรมาแล้วกว่า 400 ปี อยู่คู่คนจีนมาทุกยุคทุกสมัย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/zhang-xiaoquan-chinese-scissors/

Citi ประกาศแผนเลิกธุรกิจ Retail Banking 13 ประเทศ ในเอเชียและยุโรป รวมถึงไทยด้วย

เป็นข่าวที่น่าเสียดายสำหรับลูกค้ารายบุคคลที่ใช้บริการของซิตี้แบงก์ หรือ Citigroup เมื่อ Jane Fraser ซีอีโอใหม่ของ Citi ได้ประกาศแผนเลิกธุรกิจ Retail Banking 13 ประเทศ ในเอเชียและยุโรป ซึ่งมีไทยอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งบริการหลัก เช่น บัตรเครดิต

citi bank

ทั้ง 13 ประเทศที่ Citigroup ได้ประกาศแผนที่จะเลิกธุรกิจ Retail Banking ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, บาห์เรน, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, รัสเซีย, ไต้หวัน, เวียดนาม และไทย แต่ทาง Citigroup ยืนยันว่าบริการด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการบริหารจุดการความมั่งคั่ง (Wealth Managment), ไพรเวท แบงกิ้ง และการลงทุนระดับสถาบันการเงิน จะยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยบริหารผ่าน 4 สำนักงานใน สิงคโปร์, ฮ่องกง, สหรัฐอาหรับเอมิเรต และลอนดอน

อ่านประกอบ

ก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2006-2020 ทาง Citigroup ก็เคยเลิกธุรกิจ Retail Banking ในหลายประเทศแถบลาตินอเมริกา เช่น บราซิล, อาเจนติน่า และโคลัมเบีย ซึ่งหากเป็นไปตามแผนดังกล่าว Citigroup จะเหลือจำนวนสำนักงานเพียง 6 แห่ง (รวมสหรัอเมริกาและแคนาดา) จากเดิมกว่า 50 แห่งในปี 2006

Jane Fraser ซีอีโอ ของ Citigroup บอกว่า การปรับแผนครั้งนี้จะทำให้ Citi สร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและสร้างผลตอบแทนที่ดีในธุรกิจด้านบริหารจัดการความมั่งคั่ง โดยทาง Citigroup ได้สร้างศูนย์ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งที่สิงคโปร์ มี RM และผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการกว่า 300 คน

ทั้งนี้ Citigroup มีรายได้กว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์จากตลาดกลุ่มเอเชียและยุโรปในปี 2020

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Citi ประกาศแผนเลิกธุรกิจ Retail Banking 13 ประเทศ ในเอเชียและยุโรป รวมถึงไทยด้วย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/citi-exit-retail-banking-in-13-markets/

Ferrari ยืนยัน รถยนต์ไฟฟ้าล้วนระดับ Supercar จะทำตลาดในปี 2025 เร็วกว่าที่เคยกำหนดไว้

เมื่อปลายปี 2019 Ferrari เคยแจ้งว่า รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของแบรนด์จะเปิดตัวหลังจากปี 2025 เป็นต้นปี แต่ล่าสุด Ferrari ขยับระยะเวลาขึ้นมา พร้อมยืนยันว่า เตรียมพบกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกในปี 2025 แน่นอน

ferrari
Ferrari SF90 Stradale

Ferrari กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก

รายงานข่าวแจ้งว่า John Elkann ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ferrari แจ้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกในปี 2025 เร็วกว่าที่เคยกำหนดไว้ในปี 2019 ที่จะเปิดตัวหลังจากปี 2025 และไม่ได้ระบุช่วงระยะเวลาชัดเจน

ถือเป็นการเปิดเกมรุกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนตามรอยแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่เริ่มลงทุน และพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนของตัวเอง เช่น Ford, GM และ Mercedes-Benz ที่สำคัญ Ferrari เคยแจ้งว่า เหตุผลที่แบรนด์ต้องล่าช้าในการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วน เพราะกังวลเรื่องประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และระยะเวลาชาร์จที่นาน

เมื่อปี 2020 ทาง Ferrari เคยยื่นจดสิทธิบัตรในการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งสิทธิบัตรดังกล่าวอาจถูกพัฒนาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของแบรนด์ในอนาคตได้

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Ferrari เปิดตัวเมื่อปี 2019 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริดรุ่น SF90 Stradale มีพละกำลังสูงสุดเท่าที่ Ferrari เคยผลิต เช่น 986 แรงม้า และวิ่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 2.5 วินาที และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 24 กม. โดยบริษัทตั้งเป้าว่าในปี 2022 ยอดขายทั้งหมดต้องมาจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด 60%

สรุป

ในที่สุดแบรนด์รถยนต์ Supercar ก็เริ่มลงมาจริงจังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ Ferrari และแบรนด์อื่นๆ ต่างกังวลเรื่องประสิทธิภาพจะมาทดแทนเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์สันดาปภายในไม่ได้ ดังนั้นต้องติดตามกันว่า การเปลี่ยนแปลงของ Ferrari ครั้งนี้จะยังดึงดูดแฟนๆ ของแบรนด์ได้หรือไม่

อ้างอิง // Motor1

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Ferrari ยืนยัน รถยนต์ไฟฟ้าล้วนระดับ Supercar จะทำตลาดในปี 2025 เร็วกว่าที่เคยกำหนดไว้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ferrari-ev-car/

อ่านแผน Growing Beyond Colors ของ TOA ที่มี “สีทนได้” เป็นภาพจำ และสินค้าอื่นเสริมการเติบโต

TOA เป็นแบรนด์สีที่อยู่คู่คนไทยตั้งแต่ปี 1958 และได้รับความมั่นใจจากผู้ใช้ ทั้งมีภาพจำ “สีทนได้” ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แบรนด์ แต่หลังจากนี้ TOA จะเติบโตไปมากกว่านั้น ผ่านกลยุทธ์ Growing Beyond Colors

toa

TOA ที่ไม่ได้มีแค่สีทาบ้านอีกต่อไป

ภาพจำเวลานึกถึงแบรนด์ TOA ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะนึกถึงสีทาบ้านเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะหลังจากการมีโฆษณา TOA 4 Seasons พร้อมวลีเด็ด “สีทนได้” ทำให้แบรนด์สี TOA 4 Seasons รู้จักไปทั้งประเทศไทย แต่จริงๆ แล้ว TOA ในประเทศไทยทำตลาดสินค้ามากมาย เช่นแชลแล็ค หรือน้ำมันทาไม้, สีทาอาคาร และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสี

อย่างไรก็ตาม TOA จะให้ธุรกิจเติบโตด้วยการผลิต และจำหน่ายสี และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสีก็คงไม่พอ จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ Growing Beyond Colors ที่จะช่วยให้ TOA เติบโตโดยไม่ได้ยึดอยู่แค่สิ่งที่เกี่ยวกับสี ไม่ว่าจะเป็นการทำ WHO Service แพลตฟอร์มกลางเกี่ยวกับโซลูชั่นงานบ้านครบวงจรบนมาตรฐาน TOA

toa

รวมถึงการเข้าสู่ธุรกิจกระเบื้องเพื่อเติมเต็มโซลูชั่นงานบ้าน ซึ่งต่อยอดจากการเปิด Mega Paint Warehouse ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และบริการครบวงจร, TOA Smart ศูนย์รวมสินค้าเคมีภัณฑ์ สี และวัสดุก่อสร้างบนออนไลน์ และ TOA ide@color บริการที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการการออกแบบด้วยสี เป็นต้น

TOA ที่สร้างแบรนด์กับกลุ่มคนรุ่นใหม่

ด้วย TOA เป็นแบรนด์เก่าแก่ และแค่คำว่า “สีทนได้” อาจไปไม่ถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันพวกเขาเริ่มมีกำลังทรัพย์ในการซื้อบ้าน หรือสร้างอาคารเพื่อประกอบกิจการ ทำให้ TOA เริ่มเดินหน้าทำตลาดกับคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างให้ TOA เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับแผนการทำตลาดกับคนรุ่นใหม่มีตั้งแต่ การจัดกิจกรรมทาง TikTok ภายใต้แคมเปญ #สีทนได้challenge รวมถึงการทำโฆษณารูปแบบใหม่ที่แพร่ภาพบน YouTube และ Facebook ซึ่งทั้ง 3 ช่องทางนี้เป็นสื่อของคนรุ่นใหม่ ทำให้การสื่อสารข้อมูลของ TOA เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ TOA ยังมีการสื่อสารข้อมูลทางสื่ออื่นๆ เพื่อเล่าถึงเหตุผลในการใช้สี TOA ในธุรกิจต่างๆ, การเข้าไปมีส่วนร่วมในงานบ้านและสวน 2021 และ ACT Forum 2021 รวมถึงการทำแคมเปญพิเศษบนโลกออนไลน์ รวมถึงการทำสีโทน Loft และ Metallic ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่

toa

TOA กับการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้การจะเติบโตด้วยการขยายธุรกิจ และเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย อาจไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ทำให้ TOA ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงหลัก Green Innovation และการบริหารองค์กรจนได้รับรองมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 50001

เมื่อประกอบกับการวางเป้าหมายเชิงธุรกิจที่เน้นสร้างผลกำไร และการเติบโต พร้อมตอบแทนการที่ผู้ถือหุ้นให้ความเชื่อใจ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้น และพาร์ทเนอร์ในส่วนต่างๆ ของกิจการทั้งใน และต่างประเทศ ทำให้ TOA สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยอัตโนมัติ

ในปี 2020 ทาง TOA มีรายได้ทั้งหมด 16,296 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2019 ราว 4% เนื่องจากการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้การลงทุนของโครงการต่างๆ ต้องเลื่อนออกไป ส่วนกำไรสุทธิปิดที่ 2,031 ลดลง 6.1% ด้านสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่ม Decorative 10,774 ล้านบาท, Non-decorative 5,185 และอื่นๆ 337 ล้านบาท

สรุป

ถือเป็นการปรับตัวของ TOA ที่น่าสนใจ เพราะบริษัทพยายามไม่ยึดติดแค่ความสำเร็จของ “สีทนได้” แต่พยายามหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อสร้างบริษัทให้ได้เติบโตด้วยธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจสี ดังนั้นคงต้องติดตามต่อไปว่าแผน Growing Beyond Colors จะช่วย TOA ขยายความยิ่งใหญ่ในอนาคตได้หรือไม่

อ้างอิง // TOA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อ่านแผน Growing Beyond Colors ของ TOA ที่มี “สีทนได้” เป็นภาพจำ และสินค้าอื่นเสริมการเติบโต first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/toa-growing-beyond-colors/