คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

เวียดนามรื้อแผนทำรถไฟความเร็วสูงอีกครั้ง เชื่อมต่อเหนือ-ใต้ มูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท

เวียดนามเคยคิดจะทำรถไฟความเร็วสูงหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะรัฐสภามีมติให้คว่ำไป แต่เวียดนามเองก็ไม่ได้ละทิ้งความคิดที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากได้ศึกษาความเป็นไปได้มาตลอด

รถไฟ เวียดนาม
รถไฟเวียดนาม Photo: Shutterstock

เชื่อมเหนือ-ใต้ภายใน 5 ชั่วโมงครึ่ง จากเดิม 30 ชั่วโมง

หลังพับโครงการรถไฟความเร็วสูงไปหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเวียดนามเตรียมรื้อแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมเชื่อมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้อีกครั้ง โดยมูลค่าที่มีการประเมินอยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (1.8 ล้านล้านบาท)

รถไฟความเร็วสูงที่เวียดนามสร้างจะมีความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะเชื่อมต่อจากภาคเหนือของเวียดนามคือ “เมืองหลวง-ฮานอย” ไปจนถึงศูนย์การค้าที่สำคัญในภาคใต้อย่าง “โฮจิมินห์” และจะใช้เวลาเดินทางเพียง 5 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น (จากรถไฟแบบเดิม 30 ชั่วโมง) ส่วนราคามีการประเมินว่าอยู่ที่ 50 – 90 ดอลลาร์ (1,600 – 2,800 บาท) ราคานี้ถูกกว่าเดินทางด้วยเครื่องบินกว่าครึ่งหนึ่ง

แผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงที่มีระยะทางกว่า 1,560 กิโลเมตร จะแบ่งออกเป็น 2 เฟสใหญ่ดังนี้

  1. ปี 2030 จะเปิดให้บริการเส้นทางฮานาย-วีง (Hanoi – Vinh) ระยะทาง 280 กิโลเมตร และญาจาง-โฮจิมินห์ (Nha Trang – Ho Chi Minh) ระยะทาง 360 กิโลเมตร
  2. ปี 2045 โครงการที่เหลือจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด โดยเงินส่วนใหญ่ที่ใช้ในเฟสนี้จะมาจากค่าบริการในเฟสแรกที่ได้เปิดให้บริการไปก่อนหน้าแล้ว

แผนใหม่ที่เสนอไปนี้จัดทำโดยกระทรวงคมนาคมของเวียดนาม โดยจากการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วจะทำการยื่นต่อรัฐสภาเพื่อให้มีการอนุมัติรับรองในขั้นสุดท้ายช่วงเดือนตุลาคมปี 2019 และหากผ่านการอนุมัติ ขั้นตอนต่อไปจะสามารถเริ่มต้นการก่อสร้างได้

ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงให้ความร่วมมือในการศึกษาเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน โดยคาดหวังว่าจะขายรถไฟชินคันเซ็นให้กับเวียดนาม แต่ยังไม่ได้มีการตกลงเป็นทางการแต่อย่างใด

ถึงที่สุดแล้ว อุปสรรคของเวียดนามในเรื่องนี้คืองบประมาณในการก่อสร้างที่ทางภาครัฐจะดูแลค่าใช้จ่าย 80% ส่วนอีก 20% เป็นของเอกชนกำลังสร้างปัญหา เพราะเวียดนามกำหนดหนี้ภาครัฐไว้ที่ 65% ของ GDP อย่างไรก็ตามรัฐบาลเวียดนามคงต้องถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจังในเร็วๆ นี้

รถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นของญี่ปุ่น
รถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นของญี่ปุ่น Photo: Shutterstock

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของรถไฟความเร็วสูงที่เวียดนามจะสร้างในครั้งนี้ คือสัญลักษณ์ทางการเมือง เพราะนอกจากรถไฟความเร็วสูงจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปอีกขั้นหนึ่ง แต่มันก็หมายถึงการเชื่อมต่อความเป็นปึกแผ่นทางการเมืองของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ให้เข้ากันอีกด้วย

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-high-speed-rail/

Advertisements

Nike ส่ง Adapt BB รองเท้าบาสฯ แบบล้ำๆ ที่ผูกเชือก และปรับรูปทรงให้เข้ากับเท้าได้อัตโนมัติ

ยักษ์ใหญ่ในวงการรองเท้าบาสเกตบอลอย่าง Nike ได้เขย่าวงการนี้อีกครั้งด้วยการเปิดตัว Adapt BB รองเท้าบาสฯ ที่ผูกเชือก และปรับรูปทรงได้เข้ากับเท้าได้อัตโนมัติ แถมมีไฟซิ่งบริเวณพื้นรองเท้าด้วย

รองเท้าบาสเกตบอล
Nike Adapt BB

เลือกรองเท้าบาสฯ ก่อนขยายไปกีฬาอื่น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Nike คือเบอร์หนึ่งในรองเท้าบาสเกตบอลจริงๆ เพราะตั้งแต่ได้ร่วมงานกับ Michael Jordan เพื่อทำรองเท้าบาสฯ รุ่น Air Jordan ออกมาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว Nike ก็สามารถครองใจผู้ชื่นชอบกีฬาบาสฯ และวัฒนธรรม Sneaker ในสหรัฐอเมริกามาได้ตลอด

จึงไม่แปลกที่หากจะปล่อยนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา “รองเท้าบาสฯ” ต้องเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้ ซึ่งล่าสุด Nike ก็ได้เปิดตัวรองเท้าบาสฯ รุ่น Adapt BB ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง FitAdapt มีจุดเด่นคือการผูกเชือก และปรับรูปทรงให้เข้ากับเท้าของผู้สวมใส่ได้อัตโนมัติ

เหตุที่ทำอย่างนั้นได้ก็เพราะ Nike ได้ติดตั้งมอเตอร์ และฟันเฟืองพิเศษเอาไว้ โดยตัวรองเท้าสามารถทำให้คับ หรือหลวมได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาให้กับนักบาสเกตบอลที่รูปทรงเท้ามักจะเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ลงสนาม แต่ผู้สวมใส่ของชาร์จรองเท้าคู่นี้ผ่านแผ่นชาร์จไร้สายเพื่อฟังก์ชั่นดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ Adapt BB จะมาพร้อมกับแอปพลิเคชั่น Nike Adapt เพื่อควบคุมการใช้งานอย่างละเอียด เช่นความน้ำหนักความแน่นของเชือก และสามารถอัพเดท Firmware ของตัวรองเท้าได้ตลอดเวลา รวมถึงปรับสีไฟบริเวณพื้นรองเท้าด้วย ส่วนราคา Adapt BB อยู่ที่ 350 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,000 บาท) เริ่มขายวันที่ 17 ก.พ.

สรุป

นวัตกรรมจากภาพยนตร์ Sci-Fi นั้นเริ่มเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เพราะรองเท้าผูกเชือกด้วยตัวเองนั้นเคยเห็นในเรื่อง Back to the Future มาแล้ว และเชื่อว่าหลังจากนี้จะเห็นคู่แข่งของ Nike ทำรองเท้าแบบนี้ออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีจนเกินไป

อ้างอิง // Tech Radar

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nike-adapt-bb-launch/

Volkswagen จับมือ Ford พัฒนารถกระบะ-รถตู้ร่วมกัน เจาะตลาดยุโรป,อเมริกาใต้ และแอฟริกาใต้

จากเดิมที่เซ็นบันทึกความร่วมมือ หรือ MOU เพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆ ด้วยกัน ล่าสุด Volkswagen กับ Ford ก็เซ็นสัญญาร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มที่การพัฒนารถกระบะ กับรถตู้ ก่อนต่อยอดไปถึงรถยนต์ไฟฟ้า

รถกระบะ
Amarok ของ Volkswagen และ Ranger ของ Ford

จากคู่แข่งสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญ

ก่อนหน้านี้ Volkswagen และ Ford เป็นคู่แข่งกันอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทั้งสองบริษัทต่างพัฒนารถยนต์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก แต่ด้วยสภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป มีบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาโจมตีมากขึ้น ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจร่วมมือกันเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวจะเริ่มด้วยการร่วมกันพัฒนารถกระบะขนาดกลาง และรถตู้สำหรับขนส่งสินค้าที่จะทำตลาดตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งคู่ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้ดีกว่าเดิม

รถตู้ส่งของ
Volkswagen Transporter T6 // ภาพโดย Travelarz [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)%5D, from Wikimedia Commons

อย่างไรก็ตามการร่วมมือกันผลิตรถกระบะ และรถตู้นั้นจะเน้นทำตลาดในพื้นที่ยุโรป, อเมริกาใต้ และแอฟริกาใต้ ไม่ได้ทำตลาดทั่วโลกแต่อย่างใด แต่ Volkswagen และ Ford ก็พร้อมช่วยเหลือในตลาดที่แต่ละฝ่ายอ่อนแอ เช่นในอเมริกาเหนือที่ Volkswagen มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% และในจีนที่ Ford แทบไม่มีที่ยืน

ขณะเดียวกันการร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่าง Volkswagen กับ Ford ยังต่อยอดไปถึงเรื่องการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์ไร้คนขับ และบริการดิจิทัลต่างๆ เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นกัน จึงไม่แปลกที่ Herbert Diess ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen จะบอกว่ามันเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญ

รถกระบะ
Ford F-150 หนึ่งในรถกระบะที่เป็นที่นิยมในตลาดอเมริกา

ก่อนหน้านี้ Volkswagen มีการประกาศลงทุน 44,000 ล้านยูโร (ราว 1.58 ล้านล้านบาท) ใน 5 ปีจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พร้อมกับลงทุนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับ Ford ที่มีการประกาศลงทุน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.75 แสนล้านบาท) เพื่อปรับโครงสร้าง และพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

สรุป

เรียกว่าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ว่าได้ เพราะมันเป็นการจับมือระหว่างเบอร์หนึ่งยานยนต์โลกอย่าง Volkswagen และแบรนด์เก่าแก่จากสหรัฐฯ อย่าง Ford ซึ่งก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าความร่วมมือของทั้งคู่จะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป เพราะมันอาจสืบเนื่องไปถึงการออกแบบรถเก๋งส่วนบุคคลก็เป็นได้

อ้างอิง // Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/volkswagen-ford-partnership/

อนาคตวงการเกษตร จีนเริ่มทดสอบ “แทรกเตอร์ไร้คนขับ” ตั้งเป้า 7 ปีวางขายได้

เร็วๆ นี้เราอาจได้เห็นรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตรไร้คนขับ เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุในประเทศจีน เลยต้องเกิดการพัฒนาในเรื่องนี้

ภาพประกอบบทความจาก Pixabay

Dongfeng ผู้ผลิตรถแทรกเตอร์รายใหญ่ของประเทศจีนกำลังทดลองแทรกเตอร์ไร้คนขับ โดยตั้งเป้าว่าภายใน 7 ปีจะมีรถแทรกเตอร์วางขาย ซึ่งถ้าหากสำเร็จจริงๆ จะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของอนาคตวงการเกษตรทั่วโลกได้เลยทีเดียว เพราะจะถือว่าลดการใช้แรงงานลงจากภาคการเกษตรได้อีกมาก

โดยรถแทรกเตอร์ไร้คนขับที่กำลังทดลองนี้จะสามารถปลูก ใส่ปุ๋ย เก็บเกี่ยว สำหรับพืชที่รองรับมีทั้งข้าว ข้าวสาลี รวมไปถึงข้าวโพด พืชทั้ง 3 ชนิดนี้จำเป็นแก่อุตสาหกรรมอาหารของประเทศจีนอย่างมาก นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังสนับสนุนให้มีการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเกษตรด้วย อย่างเช่นมีการก่อตั้ง Telematics Industry Application Alliance หรือเรียกย่อๆ ว่า TIAA

สาเหตุที่จีนต้องรีบพัฒนารถแทรกเตอร์ไร้คนขับเนื่องจากจีนกำลังประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่กำลังคุกคามจีนในเร็วๆ นี้ และอุตสาหกรรมการเกษตรย่อมได้รับผลจากแรงงานที่ลดลง ไม่ใช่แค่ประเทศจีนเท่านั้น สหรัฐอเมริกา รวมไปถึงออสเตรเลีย ก็เป็นประเทศที่กำลังจะประสบปัญหานี้ด้วย

Alexious Lee นักวิเคราะห์จาก CLSA มองว่า การที่บริษัทในประเทศจีนสามารถพัฒนารถแทรกเตอร์ไร้คนขับได้ เนื่องจากปัจจุบันจีนมีระบบบอกพิกัดตำแหน่งใช้ในประเทศจีนเองที่ชื่อว่า Beidou ซึ่งเหมือนกับระบบ GPS ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้เปรียบประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ดีเมื่อมีการไปพูดคุยกับ Li Guoyong ซึ่งเป็นเกษตรกรปลูกข้าวสาลีในจังหวัด Heibei เขามองว่าเขาเองได้ยินเรื่องนี้มาสักพักแล้ว แต่เขามองว่ารถแทรกเตอร์เหล่านี้ถ้าหากเวลาใช้จริงๆ แล้วอาจประสบปัญหา โดยเฉพาะพื้นที่ใหญ่มากๆ

ยังรวมไปถึงความกังวลในเรื่องราคาของรถแทรกเตอร์ไร้คนขับว่าราคาอาจแพงถึงคันละเกือบๆ 3 ล้านบาท อาจไม่คุ้มกับพื้นที่การเกษตร เนื่องจากชาวจีนที่มีพื้นที่การเพาะปลูกมากๆ นั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา

ที่มาChannel News Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dongfeng-test-driverless-tractor-for-aging-society-in-china-next-7-years/

เงินบาทแข็งค่า เที่ยวนอกถูกลง! กสิกรไทยชี้ไตรมาส 1/62 เงินบาทแข็งค่าแตะ 31.50 บาท/ดอลลาร์

เป็นที่รู้กันว่าค่าเงินบาทแข็งค่า ก็สามารถแลกเงินสกุลต่างประเทศได้มากขึ้น แสดงว่าใครจะไปเที่ยวต่างประเทศก็ได้โอกาสแลกเงินเก็บไว้แล้ว

Photo : Shutterstock

กสิกรไทยชี้เทรนด์ค่าเงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ไตรมาส 1/2562

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ไตรมาส 1 ปี 2562 คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วงที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากที่สุดคือ ช่วง 19 เม.ย. ของทุกปี (อาจจะอยู่ที่ 31.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) และคาดว่าค่าเงินบาทจะปรับตัวอ่อนค่าในไตรมาส 4 เพราะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประกาศการจ่ายเงินปันผลงวดปี 2561 โดยทั้งปี 2562 คาดว่าค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะความเสี่ยงและความผันผวนในต่างประเทศยังสูงมา ได้แก่ 1.การชะลอตัวของเศรษฐจีน 2.สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อยุติ 3. Brexit (แผนการที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป) ที่ยังไม่มีข้อสรุป 4.แนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดเงินตลาดทุนมีความผันผวนมากขึ้น ส่วนเรื่องในประเทศไทยต้องติดตามว่าการเลือกตั้งจะทำให้เกิดเสถียรภาพ และความชัดเจนทางการเมืองได้หรือไม่

ภาพจาก shutterstock

จากความผันผวนทั้งหมดที่เล่ามา น่าจะทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังวล และหาที่หลบภัยให้เงินที่มีอยู่ ซึ่งประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัย และความเสี่ยงต่ำเป็นอันดับที่ 9 ของโลก เลยเห็นนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยโดยเฉพาะตลาดพันธบัตรของไทยที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของไทย (Credit default swap-CDS) อยู่ระต่ำที่ 0.14% ถือว่าต่ำกว่าสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ

เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนไทยต่อเนื่อง ก็ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องไปด้วย นอกจากนี้ไทยมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศค่อนข้างแข็งแกร่ง ทุนสำรองสูง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับสูง ก็หนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย

สรุป

ค่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เงินทุนไหลเข้า-ออก ปัจจัยต่างประเทศ ปัจจัยในประเทศ แต่ใครที่วางแผนเที่ยวในปีนี้ ต้องลองเช็คค่าเงินให้ดี เพราะอาจจะมีช่วงที่ได้เปรียบสามารถให้เงินบาทแลกเงินสกุลต่างชาติได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/q1-2019-baht-appreciation-31-50-baht-usd/

Netflix เตรียมอัพราคาขึ้นอีก 18% ผลมาจากต้นทุนผลิตคอนเทนต์มากขึ้น

Netflix มีแผนกำลังปรับราคาค่าสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 18% แต่มีผลใน 40 ประเทศในละตินอเมริกา เหตุผลที่ปรับราคาในครั้งนี้มาจากการแบกรับต้นทุนในการทำคอนเทนต์ที่มากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

Netflix ประกาศปรับราคาค่าสมาชิกอีกครั้ง มีการปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ขึ้น 18% โดยที่แพ็คเกจ Basic ปรับเพิ่มเป็น 8.99 เหรียญสหรัฐ จาก 7.99 เหรียญสหรัฐ แพ็คเกจ Standard ปรับเพิ่มเป็น 12.99 เหรียญสหรัฐ จาก 10.99 เหรียญสหรัฐ และแพ็คเกจ Premium ปรับเพิ่มเป็น 15.99 เหรียญสหรัฐ (ราว 480 บาท) จาก 13.99 เหรียญสหรัฐ

ค่าสมาชิกใหม่นี้จะมีผลบังคับสำหรับสมาชิกใหม่ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้านี้ และยังไม่ได้ปรับใช้กับทุกประเทศ มีเพียงแค่ 40 ประเทศในละตินอเมริกาที่เริ่มปรับก่อนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เหตุผลที่ทำการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ ทาง Netflix ได้บอกว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงราคาเป็นครั้งคราว เนื่องจากมีการลงทุนด้านความบันเทิง และเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งยังมีการลงทุนด้านคอนเทนต์ที่เป็น Original Content มากขึ้น ได้มีประกาศการลงทุนไป 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีรายงานว่า Netflix กำลังจะเป็นหนี้ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการผลิต Original Content

ทั้งนี้ Netflix เองก็เจอสารพัดคู่แข่งรอบด้านที่ลงมาเล่นในตลาดสตรีมมิ่ง ทำให้ต้องมีการลงทุนด้านคอนเทนต์ และต้องปรับราคาค่าสมาชิก

ต้องดูกันต่อไปว่าประเทศไทยจะมีการปรับราคาขึ้นในอนาคตหรือไม่

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/netflix-prices-increase/

[วิเคราะห์] จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ TMB กับธนชาต จะควบรวมกัน?

ในที่สุดข่าวการควบรวมธนาคารทหารไทย (TMB) กับธนาคารธนชาต (ในเครือ TCAP) ก็ชัดเจน เพราะกระทรวงการคลังเตรียมเสนอแผนควบรวม TMB และ TCAP ให้ครม.เห็นชอบภายในเดือนม.ค.2562 นี้

Tcap tbank tmb

นักวิเคราะห์ชี้แบงก์ควบรวมส่งผลดีระยะยาว

ฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัส (ASP) บอกว่า แผนการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย (TMB) และ TCAP-บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นเรื่องดีในระยะยาว แต่มองว่าการ Synegy ระหว่าง 2 แบงก์อาจไม่ได้มีผลต่อการดำเนินธุรกิจมากนัก แต่การควบรวมกันจะช่วยลดภาระการลงทุนระยะยาวด้าน IT ได้

หลังการควบรวม 2 แบงก์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

  • การควบรวม 2 แบงก์นี้จะทำให้สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.89 ล้านล้านบาท (ในสิ้นไตรมาส 3/2561) โดยสินทรัพย์จะใกล้เคียง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่มีอยู่ราว 2.10 ล้านล้านบาท
  • ด้านภาพรวมสินเชื่อจะกระจายตัวดีขึ้น โดยโครงสร้างสินเชื่อของแบงก์จะมีสัดส่วนรายย่อยไม่น้อยกว่า 54% แต่สินเชื่อจะหลากหลายขึ้น เช่น มีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อที่อยู่อาศัย ฯลฯ จากเดิมที่ธนชาตจะมีสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก
  • อย่างไรก็ตามปัจจุบันโครงสร้างสินเชื่อของทั้ง 2 แบงก์มีสินเชื่อรายใหญ่ และ SME ประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อรวม
  • ด้านเงินฝากกระจายตัวมากขึ้นเช่นกัน แต่กำไรที่เกิดจากเงินฝากจะเพิ่มขึ้น เพราะ NIM (ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ) ซึ่งจะดีขึ้น สำหรับ TMB นั้น yield เพิ่มมากกว่าต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่ม แต่ลดลงสำหรับ TCAP เพราะ yield ลดมากกว่าต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ลด
  • cost to income ratio ไม่รวมกำไรจากการขายบลจ.ทหารไทย เท่ากับ 46.3% สิ่งที่ต้องปรับตัวคือการบริหารจำนวนพนักงาน TCAP ที่สูง
  • หลังควบรวมมองว่าอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ยังตํ่าราว 10% ฝ่ายวิจัยฯจึงไม่ได้ให้น้ำหนักบวกต่อ synergy เท่าใดนัก

อย่างไรก็ตามแนวทางในการควบรวมกิจการยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นแบบไหน (เช่น แบบ A+B = A/B, Amalagamation หรือการซื้อสินทรัพย์) แต่เชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นของแบงก์แห่งใดเป็นพิเศษ เพราะทั้ง 2 แบงก์เป็นบริษัทจดทะเบียน และยังมี PBV (ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี ของหุ้น) ที่ใกล้เคียงกัน

สุดท้ายแล้วผู้ถือหุ้นของ TMB และ TCAP จะได้รับคือ แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งยังต้องมีภาระการลงทุนในระบบ IT จำนวนมาก เพื่อรองรับบริการ digital banking

สรุป

ข่าวการควบรวมธนาคารทหารไทย (TMB) กับธนาคารธนชาต (ในเครือ TCAP) ก็ชัดเจน เพราะกระทรวงการคลังเตรียมเสนอแผนควบรวม TMB และ TCAP ให้ครม.เห็นชอบภายในเดือนม.ค.2562 นี้ แต่ความชัดเจนของแผนควบรวมยังต้องรอดูกันต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/synergy-tmb-tcap-effect-thailand/