คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

เปิดกลยุทธ์ Isuzu กับการฟื้นยอด PPV ให้โตช่วง COVID-19 ด้วย MU-X ราคาเริ่ม 1.109 ล้านบาท

ในที่สุดตลาด PPV กลับมาดุเดือดอีกครั้ง เพราะ Isuzu ได้เปิดตัว MU-X รถ SUV พื้นฐานกระบะ D-Max ออกมาแล้ว โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขาย 2,000 คัน/เดือน แม้การระบาดของ COVID-19 ยังทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา

isuzu mu x

เป้า 2,000 คัน/เดือน แม้ COVID-19 ระบาด

ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 ตลาดรถยนต์แบบ PPV หดตัวถึง 41% คิดเป็นจำนวนราว 27,000 คัน เนื่องจากตัวราคาที่สูง ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจชะลอการจับจ่ายเพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้ชีวิตในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 แต่ถึงอย่างไร Isuzu ยังมองว่า โอกาสในตลาด PPV ตอนนี้เปิดกว้าง เพียงแต่ต้องหาจุดนั้นให้เจอ

“เราเปิดตัว MU-X ในช่วงเวลายากลำบาก แต่สมรรถนะ และการออกแบบของ PPV รุ่นนี้ทำให้ Isuzu เชื่อมมั่นว่าจะทำยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกได้ 2,000 คัน/เดือน หลังจากนั้นขอ 1,500 คัน/เดือน เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้หลากหลาย” โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าว

สำหรับการทำตลาดของรถยนต์ MU-X ทาง Isuzu จะใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก เพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริโภคที่สนใจ โดยบริษัทมีการอบรมดีลเลอร์ให้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ทั้งยังทำราคาพิเศษออกมาในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2563 เพื่อกระตุ้นยอดขายอีกทางหนึ่ง

เปิดราคาเริ่ม 1.109-1.591 ล้านบาท

ส่วนรายละเอียดของ All-new MU-X จะประกอบด้วยการมี 6 รุ่นย่อย ราคาตั้งแต่ 1.109-1.591 ล้านบาท ใช้เครื่องยนต์สองแบบคือดีเซล 1.9 ลิตร และ 3.0 ลิตร พร้อมระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีต่างๆ จำนวนมาก ยิ่งการใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ร่วมกับรถกระบะ D-Max ทำให้ประหยัดค่าบำรุงรักษา เหมาะกับช่วงวิกฤต COVID-19

isuzu mu x

“ทุกการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ Isuzu มีการทำราคาพิเศษในช่วงแรกอยู่แล้ว และครั้งนี้ก็เกิดกับ MU-X ส่วนในปี 2564 ราคาจะปรับขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่การที่ Isuzu เปิดตัว MU-X ในเวลานี้ ทำให้บริษัทมีสินค้าครบทุกกลุ่มที่เป็นโฉมใหม่ตั้งแต่รถกระบะ, SUV และรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์”

ขณะเดียวกัน Isuzu คาดว่ายอดขาย MU-X รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร ที่ราคา 1.491-1.591 ล้านบาท จะจำหน่ายได้ดีกว่ารุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่า ต่างกับ MU-X โฉมก่อนที่เครื่องยนต์ 1.9 ลิตรจะจำหน่ายได้ดีกว่า

isuzu mu x

ตลาดรถยนต์รอฟื้นตัวอีกหลายปี

ในทางกลับกันด้านภาพรวมตลาดรถยนต์ของประเทศไทย Isuzu คาดการณ์ว่า สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 7.57 แสนคัน เพราะ 9 เดือนแรกตัวเลขอยู่ที่ 5.34 แสนคัน เหตุผลหลักมาจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคมีรายได้ลดลง และส่งผลกระทบต่อไลน์ผลิตของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย

ส่วนยอดขายของ Isuzu ในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 1.23 แสนคัน แบ่งเป็นรถกระบะ D-Max ราว 1.1 แสนคัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 44.6% ของตลาดรถกระบะ เหตุที่จำหน่ายได้ดีเพราะการระบาดของ COVID-19 ทำให้การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เริ่มกลับไปที่บ้านต่างจังหวัด และทำอาชีพที่รถกระบะค่อนข้างตอบโจทย์กว่า

isuzu mu x

“การเติบโตของตลาดรถกระบะยังมีอีกปัจจัยคือ การเติบโตของธุรกิจขนส่งพัสดุที่ต้องการใช้รถกระบเพิ่มขึ้นเพื่อส่งสินค้าที่จำหน่ายบนโลกออนไลน์ แต่ถึงอย่างไรกว่าตลาดรถยนต์จะกลับมาเหมือนช่วงก่อนวิกฤต COVID-19 คงต้องรอถึงปี 2567 เพราะในปี 2564 ก็คงมียอดขายเพียง 8 แสนคันเท่านั้น”

สรุป

จากตัวเลขดังกล่าว Isuzu ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดรถกระบะอยู่ และหากยังประคองยอดขายแบบนี้ไว้ได้ ปีนี้ก็มีโอกาสครองตำแหน่งนี้ด้วย ส่วนการเปิดตัว All-new MU-X ก็ทำให้ Isuzu มีโปรดักต์ไลน์ใหม่ครบถ้วน ติดอาวุธให้แข่งกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Toyota ได้สนุกว่าเดิมแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/isuzu-all-new-mu-x/

พลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส แอดไวซ์ ยอดขายโต 40% จากความต้องการอุปกรณ์ไอทีช่วง WFH

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การจ้างงาน รวมถึงพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่ในขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบ แต่แอดไวซ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมอุปกรณ์ไอที กลับไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยคาดการณ์ว่าในช่วงสิ้นปีนี้รายได้ของแอดไวซ์จะเติบโตกว่า 20%

จักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตภัณฑ์ การขายและการตลาด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด เล่าว่า สถานการณ์โควิด-19 แม้จะส่งผลกระทบในเชิงลบทางด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจบางประเภทที่มีความจำเป็น เช่น อุปกรณ์ป้องกันไวรัส อาหาร และเดลิเวอรี

อุปกรณ์เทคโนโลยี และไอทีก็กลายเป็นส่วนสำคัญกับชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น ทั้งการเรียน และการทำงานที่บ้าน ทำให้แอดไวซ์ มียอดขายเติบโตในช่วงโควิด-19 40% เพราะปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านแอดไวซ์ที่มี 350 สาขา อยู่ในห้างสรรพสินค้าน้อย กว่า 90% เป็นร้านแบบ Stand Alone ไม่ได้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขและข้อบังคับของรัฐบาล

ส่วนแอดไวซ์ออนไลน์ ก็มีการเติบโตถึง 150% และคาดการณ์ว่าในช่วงสิ้นปีนี้จะสามารถสร้างยอดขายได้ 15,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 20%

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/advice-sell-grow-during-covid-19/

Allbirds ไม่ได้มีแค่ “รองเท้า” อีกต่อไป ขยายไลน์ลุยตลาดแฟชั่น ผลิตเสื้อผ้าจากเปลือกปูเหลือทิ้ง

Allbirds

Allbirds ผลิตเสื้อผ้าจากเปลือกปูเหลือทิ้ง

Allbirds แบรนด์รองเท้าที่สร้างชื่อจากรองเท้าขนแกะรักษ์โลกและการตลาดแบบ Direct-To-Consumer (DTC) ได้ขยายไลน์สินค้าไปสู่การผลิตเสื้อยืด เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อคาร์ดิแกน และเสื้อแจ็คเก็ตสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

แต่จุดขายของ Allbirds ที่ใช้วัสดุรักษ์โลกยังคงอยู่ โดยวัสดุที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้ามีตั้งแต่ผ้าเทนเซลที่ได้จากเซลลูโลสของเปลือกไม้ซึ่งเป็นใยธรรมชาติและรวมถึงขนแกะที่จุดเด่นของแบรนด์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นไฮท์ไลท์สุดพิเศษของ Allbirds ในการลุยตลาดแฟชั่นคือ เสื้อที่ทำจากเปลือกปูเหลือทิ้ง ซึ่งถือเป็นสินค้าชนิดแรกของทางแบรนด์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ 100% (ตัวอย่างเสื้อที่ทำจากเปลือกปูเหลือทิ้ง)

Jad Finck หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและความยั่งยืนของ Allbirds บอกว่า ทางบริษัทใช้เวลาหลายปีในการปรับปรุงและพัฒนาให้เปลือกปูเหลือทิ้งกลายมาเป็นเส้นใยในการผลิตเสื้อผ้าได้อย่างในทุกวันนี้

เสื้อผ้าของ Allbirds ที่ผลิตจากเปลือกปูเหลือทิ้งได้รับมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการรับรองมาตรฐานสินค้าประมง (Marine Stewardship Council) ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่องค์กรนี้ได้รองรับมาตรฐานสินค้าประมงที่นำมาทำเสื้อผ้า เพราะปกติมาตรฐานนี้จะใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลเท่านั้น

ที่มา – Fast Company

ทำความรู้จักรองเท้า Allbirds ในคลิปของ Brand Inside TALK ด้านล่างนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/allbirds-goes-fashion/

Demon Slayer หนังอนิเมะผู้โค่น Spirited Away ทำรายได้ 3 พันล้านภายใน 10 วัน

Demon Slayer Photo: https://demonslayer-anime.com/risshihen/#intro

หนังอนิเมะทำเงินเร็วสุดในญี่ปุ่น

Demon Slayer หนังอนิเมชั่นญี่ปุ่นหรือในชื่อไทยคือ “ดาบพิฆาตอสูร” ทำรายได้ในญี่ปุ่นทะลุ 10,000 ล้านเยน (เฉียด 3,000 ล้านบาท) ภายใน 10 วันหลังการเปิดตัว โดยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วญี่ปุ่นกว่า 403 แห่ง โดยมียอดเข้าชมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7.98 ล้านครั้งตั้งแต่เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบัน Demon Slayer นับเป็นหนังอนิเมชั่นที่ทำเงินไวเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อุตาหกรรมของญี่ปุ่น โค่นล้มแชมป์เก่าอย่าง Spirited Away ที่ต้องใช้เวลาถึง 25 วันหลังเปิดตัวจึงจะทำเงินแตะหลักหมื่นล้านเยน และสุดท้าย Spirited Away ก็ไปปิดตัวรายได้ที่ประมาณ 30,000 ล้านเยน (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) รอบนี้ต้องจับตาดูว่ารายได้ปิดตัวของ Demon Slayer จะไปอยู่ที่เท่าไหร่ และจะทำสถิติใหม่ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือไม่

ก่อนหน้านี้ในปี 2019 Demon Slayer เคยฉายในโทรทัศน์ญี่ปุ่นและได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยคาดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในฝั่งอเมริกาเหนือในช่วงต้นปี 2021 ส่วนในไทยภาพยนตร์อนิเมชั่น Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba the Movie: Mugen Train หรือ ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ จะเข้าฉายในช่วงเดือนธันวาคมนี้

Demon Slayer Photo: https://demonslayer-anime.com/risshihen/#intro

ที่มา – Japantimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/demon-slayer-beats-spirited-away/

โบรกเกอร์ตกงาน Charles Schwab บริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังปลดพนักงาน 1,000 ตำแหน่ง หลังควบรวมกิจการ

Charles Schwab
Charles Schwab Photo: Shutterstock

ลดงานซ้ำซ้อนในบริษัท หลังควบรวมกิจการ

หลังจากที่ Charles Schwab ได้ประกาศควบรวมกิจการกับ TD Ameritrade ตั้งแต่ปลายปี 2019 ด้วยมูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8 แสนล้านบาท)

ล่าสุด Charles Schwab ประกาศปลดพนักงาน 1,000 ตำแหน่งในบริษัท โดยคิดเป็น 3% ของพนักงานทั้งหมด

เหตุผลของการปลดพนักงานเป็นเพราะต้องการลดตำแหน่งงานที่ “ซ้อนทับ” และ “ซ้ำซ้อน” ของทั้ง 2 บริษัทหลังการควบรวมกิจการ โดยพนักงานที่ถูกปลดออกจากบริษัทในครั้งนี้จะได้รับสิทธิพิเศษในการสมัครงานตำแหน่งที่เปิดอยู่ก่อนคนข้างนอก แต่ต้องสมัครภายใน 60 วันหลังจากที่ได้รับแจ้งว่าถูกปลดออกจากบริษัท

อย่างไรก็ตาม Charles Schwab ย้ำว่า จนสิ้นสุดปี 2020 นี้ ทางบริษัทไม่มีแผนการปลดพนักงานเพิ่มเติม

ที่มา – Reuters, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/charles-schwab-lay-off-workers/

Mercedes-Benz ถือหุ้น Aston Martin เพิ่มเป็น 20% เพื่อช่วยแบรนด์รถอังกฤษฟื้นฟูกิจการ

เมื่อปี 2556 Mercedes-Benz ได้เข้ามาถือหุ้นใน Aston Martin 5% ผ่านข้อตกลงการพัฒนาเครื่องยนต์ร่วมกัน แต่ล่าสุด Mercedes-Benz ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 20% เพื่อเข้ามาช่วยเหลือพาร์ทเนอร์รายนี้

Aston Martin แอสตัน มาร์ติน
ภาพจาก Shutterstock

Aston Martin ไม่ไหวในโลกธุรกิจ

การเข้ามาเพิ่มสัดส่วนหุ้นใน Aston Martin ของ Mercedes-Benz เบื้องต้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.8% ก่อน คิดเป็นมูลค่า 140 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นจะทยอยเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดย Aston Martin ให้เหตุผลว่า ดีลดังกล่าวเป็นการยกระดับความเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยี

สำหรับสิ่งที่ Aston Martin ได้จาก Mercedes-Benz จะเน้นไปที่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ และระบบเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งช่วยให้ Aston Martin เข้าถึงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าในอดีต

“ถือป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Aston Martin และคิดว่าจะช่วยให้การทำธุรกิจหลังจากนี้ของบริษัทดีขึ้นกว่าเดิม ผ่านการเข้าถึงโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้ติดอยู่แค่ในกรอบเดิม” Lawrence Stroll ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Aston Martin กล่าว

ทั้งนี้ Aston Martin วางแผนเพิ่มยอดขายเป็น 10,000 คันภายในปี 2568 จากปี 2562 จำหน่ายได้ 5,862 คัน แต่สัดส่วนกำไรนั้นยังทำได้ไม่ดีนัก ทำให้บริษัทคาดหวังกับความร่วมมือครั้งนี้ว่าจะช่วยสานเป้าหมายยอดขาย 2,000 ล้านปอนด์ระยะยาว โดยต้องการได้ 500 ล้านปอนด์ภายใน 5 ปีจากนี้

สรุป

Aston Martin เป็นรถหรู แต่รายได้ และกำไรกลับไม่หรูอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นการร่วมมือกับ Mercedes-Benz ก็น่าจะช่วยให้แบรนด์นี้เข้าถึงการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ Aston Martin ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องแผนได้ไม่มากก็น้อย

อ้างอิง // BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mercedes-benz-aston-martin/

ถอนตัวจากไทยอีกราย ห้างสรรพสินค้าโตคิว เตรียมปิดให้บริการสิ้นเดือนมกราคม 2021 หลัง COVID-19 ทำพิษ

ห้างสรรพสินค้าโตคิว เตรียมปิดให้บริการในช่วงสิ้นเดือนมกราคมปีหน้า จะทำให้ห้างสรรพสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นทยอยถอนตัวจากประเทศไทย เหลือเพียงแค่สยามทาคาชิมาย่าเท่านั้น

Tokyu Department Store ห้างสรรพสินค้าโตคิว
ภาพจาก Shutterstock

เว็บไซต์ Thaich และ สำนักข่าว Nikkei ได้รายงานว่า ห้างสรรพสินค้าโตคิว เตรียมปิดให้บริการในช่วงสิ้นเดือนมกราคมปีหน้า และจะทำให้เป็นอีกธุรกิจค้าปลีกจากประเทศญี่ปุ่นอีกรายที่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย โดยสาเหตุหลักๆ มาจากการแข่งขันในธุรกิจห้างสรรพสินค้าและค้าปลีกที่รุนแรงมากขึ้นในประเทศไทย ขณะเดียวกันปัญหาของ COVID-19 เองก็ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง

ห้างสรรพสินค้าโตคิวได้มีฐานหลักอยู่ที่ MBK Center หลังจากที่ย้ายห้างสรรพสินค้ามาจากถนนรัชดาภิเษก ขณะเดียวกันทางโตคิวเองก็พยายามขยายธุรกิจไปที่ Paradise Park ที่ถนนศรีนครินทร์ในช่วงปี 2015 แต่ก็ต้องปิดตัวไปในเดือนมกราคมปี 2019

การประกาศปิดห้างสรรพสินค้าโตคิวทำให้เหลือห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทยเพียงแค่สยามทาคาชิมาย่าเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้อิเซตันได้ประกาศปิดกิจการในประเทศไทยไปแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tokyu-department-store-close-business-jan-2021-28-oct-2020/

รู้จักกับ Model No. แบรนด์เฟอร์นิเจอร์เครื่องพิมพ์ 3D วัสดุรีไซเคิลจากอ้อยและข้าวโพด

การตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อมาจากร้านขายเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยความง่าย มีรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกหลายรูปแบบ ในราคาที่ไม่แพง เบื่อแล้วก็ทิ้ง กลายเป็นกระแส Fast Furniture เหมือนกับ Fast Fashion

เฟอร์นิเจอร์ที่กลายเป็นขยะเมื่อเลิกใช้งาน ภาพจาก Shutterstock

แต่ความจริงแล้วเบื้องลึกของการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป ไม่ได้มีแต่ข้อดี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนที่ชอบตกแต่งบ้านเท่านั้น เพราะในความจริงแล้ว กระแส Fast Furniture สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด

ในแต่ละปีปริมาณขยะกว่า 12.2 ล้านตัน เป็นขยะที่เกิดจากเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ในจำนวนนี้กว่า 80% หรือราว 9 ล้านตัน ถูกปล่อยทิ้งไว้ที่หลุมขยะ หากจินตนาการไม่ถูกว่าปริมาณขยะจากเฟอร์นิเจอร์เพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ในปี 1960 มีปริมาณขยะจากเฟอร์นิเจอร์เพียงแค่ 2 ล้านตันเท่านั้น

ภาพจาก Model No.

เฟอร์นิเจอร์รักสิ่งแวดล้อม จากเครื่องพิมพ์สามมิติ

ทางออกของปัญหาขยะที่เกิดขึ้นจากเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน แก้ง่ายๆ ด้วยการเลิกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ Fast Furuniture ที่ใช้แล้วทิ้ง เบื่อแล้วก็เปลี่ยน ตามความคิดของ Model No. บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน แล้วใช้การผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ

Model No. อาศัยช่องว่างของเฟอร์นิเจอร์ที่ขายตามท้องตลาด ระหว่างเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปแพคใส่กล่องพร้อมนำไปประกอบ ราคาถูก แต่อาจไม่พอดีกับบ้านทุกๆ หลัง กับเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตตามออเดอร์ ออกแบบได้เหมาะกับบ้านแต่ละหลัง แต่มีราคาแพง

Phillip Raub CEO ของ Model No. เล่าว่า ปัญหาของเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่มีขายอยู่ทั่วไปคือ ความไม่พอดีกับบ้านแต่ละหลัง เช่น โต๊ะกินข้าว ที่มีอยู่อาจมีขนาดใหญ่เกินไป เราก็จะไม่เลือกซื้อโต๊ะกินข้าวตัวนั้น แต่ในเชิงสิ่งแวดล้อม โต๊ะตัวนั้นได้รับการผลิต และปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีผลกระทบกับโลกออกมาเรียบร้อยแล้ว

ภาพจาก Model No.

ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลในอุตสาหกรรมการเกษตร

Model No. จึงต้องการผลิตเฟอร์นิเจอร์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยใช้วัสดุเรซิน ที่รีไซเคิลจากอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น เปลือกข้าวโพด อ้อย และน้ำตาลหัวบีต โดยลูกค้าสามารถออกแบบเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นได้ด้วยตัวเอง ทั้งรูปร่าง ขนาด และสีสัน

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าเฟอร์นิเจอร์ของ Model No. ทุกชิ้นส่วนจะผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติทั้งหมด แต่ชิ้นส่วนบางชิ้น เช่น พื้นผิวของโต๊ะ จะผลิตจากไม้เนื้อแข็ง และอลูมิเนียม ต่างจากเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปทั่วไป ที่จะใช้ไม้อัด ที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เพราะมีกาวเป็นส่วนผสม

นอกจากจุดเด่นด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นด้วยตัวเอง และนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยใช้วัสดุรีไซเคิลแล้ว ในอนาคต Model No. ยังวางแผนด้วยว่า เฟอร์นิเจอร์ที่ลูกค้าซื้อไปแต่ละชิ้น จะมีรหัสสินค้าเป็นของตัวเอง (ตามชื่อของ Model No.) เมื่อลูกค้าเลิกใช้งานเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นแล้ว สามารถส่งกลับมายัง Model No. เพื่อนำเฟอร์นิเจอร์ไปรีไซเคิลเป็นของใช้ชิ้นใหม่ได้ด้วย

เฟอร์นิเจอร์รักสิ่งแวดล้อม กับราคาที่ต้องยอมจ่ายแพง

เฟอร์นิเจอร์ของ Model No. ไม่ได้มีราคาที่ถูกเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป แต่จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 400-1,630 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12,496-50,921 บาท สำหรับโต๊ะกาแฟ และ 260-670 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,119-20,924 บาท สำหรับโต๊ะอเนกประสงค์ ส่วนอุปกรณ์จัดระเบียบของใช้ จะมีราคาประมาณ 50 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,561 บาท

ที่มา – Fastcompany

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/model-no-furniture-from-3d-printing/

เพื่อคนรุ่นใหม่ สิงคโปร์เร่งสร้างพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

Desmond Lee รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ สิงคโปร์ ประกาศว่าคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเตรียมปลูกต้นไม้กว่า 1.7 แสนต้นหรือเกือบ 3 เท่าจากจำนวนต้นไม้ที่มีอยู่เดิมในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมภายใน 10 ปีข้างหน้า 

One Million Trees movement

คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) และนิคมอุตสาหกรรม สิงคโปร์ (JTC) ระบุว่า จะเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้มากขึ้นเป็น 2.6 แสนต้นภายในปี 2030 ทั้งนี้ ทางหน่วยงานระบุว่า การเตรียมปลูกต้นไม้เพิ่มนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในนิคมอุตสาหกรรมนี้ให้มีอากาศที่เย็นลง ขณะเดียวกันก็เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศในสิงคโปร์และสร้างบรรยากาศให้น่าอยู่มากขึ้น

Lee ระบุว่า ต้นไม้ที่เตรียมจะปลูกนี้ จะปลูกตามท้องถนนทั่วไปด้วย เพื่อให้มีความรู้สึกเหมือนเป็นป่าไม้ธรรมชาติจริงๆ สิงคโปร์จะเร่งปลูกพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มมากขึ้น มีทางเดินที่มีร่มเงาสามารถหลบแดดจากความร้อนได้ 

One Million Trees movement

One Million Trees movement ลดความร้อน สร้างบรรยากาศให้น่าอยู่

แนวคิดดังกล่าวข้างต้นถือว่าอยู่ในโครงการ One Million Trees movement ที่ได้เคยประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยอุทยานแห่งชาติระบุว่าตั้งเป้าจะปลูกต้นไม้ให้ได้ 1 ล้านต้นในสิงคโปร์ภายในปี 2030 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ประกาศว่าจะปลูกต้นไม้ในนิคมอุตสาหกรรมราว 1 แสนต้น แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 1.7 แสนต้นแล้ว  

แผน One Million Trees movement ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี มีเป้าหมายเพื่อลดความร้อนในตัวเมือง ตอนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้ว 60,522 ต้น ภายในปี 2030 จะมีพื้นที่สีเขียวราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 625 ไร่ สำหรับเมษายนปีนี้ได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวไปแล้วราว 20 ไร่ 

อย่างไรก็ดี แผนที่จะมีการปลูกต้นไม้ราว 1.7 แสนต้นนี้ บางส่วนก็จะนำมาปลูกบริเวณเกาะจูร่ง (Jurong Island) ภายในปี 2022 ด้วย ช่วงมีนาคม 2019 ถึง ตุลาคม 2020 ที่ผ่านมาได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วเกือบ 1.3 หมื่นต้น ต้นไม้ที่นำมาเลือกปลูกในบริเวณเกาะจูร่งนี้ เป็นไม้ที่ทนแล้งและสามารถให้ร่มเงา เพิ่มชีวิตชีวาให้เกาะได้ด้วย

เอกชนหลายแห่งจับมือหลากองค์กร สร้างสิงคโปร์ที่น่าอยู่ให้คนรุ่นใหม่มีชีวิตที่ดีขึ้น

การร่วมแรงร่วมใจสร้างพื้นที่สีเขียวดังกล่าวผลักดันโดยบริษัทต่างๆ กว่า 70 แห่งและองค์กรที่มาจากชุมชนในเกาะจูร่งที่ช่วยกันบริจาคราว 7.4 แสนเหรียญสิงคโปร์หรือประมาณ 16.9 ล้านบาท สนับสนุนกว่า 2,400 ต้น

โครงการ One Million Trees นี้ตั้งใจจะปลูกต้นไม้ทั่วสิงคโปร์ให้ได้นับล้านๆ ต้นภายใน 10 ปีข้างหน้าจะมีต้นไม้เพิ่มขึ้นรวมกว่า 8 ล้านต้น โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมษายน 2020 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับสิงคโปร์ทั้งบริเวณท้องถนน ในสวน ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ในอุทยานแห่งชาติ และอีกหลายแห่ง 

ปัจจุบัน NParks ปลูกต้นไม้ราว 50,000 ต้นต่อปี และกำลังจะพัฒนาให้บรรยากาศในเมืองของสิงคโปร์สามารถรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองแห่งธรรมชาติได้ สาเหตุที่เลือกปลูกต้นไม้ก็เพราะต้นไม้มีส่วนสำคัญที่จะทำให้สภาพแวดล้อมในเมืองมีความน่าอยู่ มีชีวิตชีวามากขึ้น และยังลดมลภาวะ สร้างอากาศที่สะอาดให้แก่ประชาชนด้วย 

One Million Trees movement

การเคลื่อนไหวดังกล่าวของ One Million Trees movement นี้เป้าหมายหลักก็เพื่อทำให้คนรุ่นต่อไปได้อยู่ในประเทศที่มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – CNA, NParks (1), (2) 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-one-million-trees-movement-for-the-next-generation/

MG เปิดเกม Plug-in Hybrid ด้วยรถยนต์ SUV รุ่น MG HS PHEV ชูราคาเริ่ม 1.359 ล้านบาท

การสร้างความแตกต่างในตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะเรื่องราคา คือสิ่งที่ MG ทำมาตลอด และล่าสุดมันเกิดขึ้นอีกครั้งกับการเปิดตัว MG HS PHEV รถยนต์ C-SUV แบบ Plug-in Hybird รุ่นแรกของบริษัท และตลาดรถยนต์ไทย

mg hs phev

ราคาเริ่มต้น 1.359 ล้านบาท

การทำตลาด MG HS PHEV ของ MG เริ่มด้วยการทำราคาที่ 1.359 ล้านบาท ไม่มีรุ่นย่อย หรือเปรียบเป็นรุ่นสูงที่สุดของ MG HS โดยราคานี้ผู้ซื้อจะได้รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่ความจุ 16.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง พละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า

ทั้งยังวิ่งได้ไกล 67 กม. หลังจากชาร์จแบตเตอรี่เต็ม ส่วนการตกแต่งภายในจะใกลเคียงกับ MG HS รุ่นปกติ แตกต่างกันเรื่องสีของห้องโดยสาร, หน้าปัดเรือนไมล์ที่แสดงผลบนหน้าจอขนาด 12 นิ้ว และระบบเสียง 8 ลำโพงของ Bose เป็นต้น โดย MG HS PHEV จะพร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนพ.ย. เป็นต้นไป

mg hs phev

“ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไทยถูกครองด้วยแบรนด์ญี่ปุ่นถึง 90% แต่ตอนนี้ MG และแบรนด์จีนอื่นๆ เริ่มเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ เช่น MG สามารถขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด SUV ด้วยยอดขาย 11,181 คันในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ผ่านการทำตลาด 2 รุ่นคือ MG HS และ MG ZS” จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าว

ตั้งเป้าขาย 800 คันภายในปีนี้

จากการวางราคา และความเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid ทำให้ MG ตั้งเป้ายอดขาย MG HS PHEV ไว้ที่ 800 คันภายในสิ้นปี 2563 โดยเพื่อการจูงใจให้เกิดการซื้อรถยนต์ในช่วงนี้ MG จึงทำโปรโมชั่นต่างๆ เช่นการให้ MG Home Charger พร้อมติดตั้ง, ประกันแบตเตอรี่ 8 ปี และประกันคุณภาพรถยนต์ 4 ปี

mg hs phev

ขณะเดียวกัน MG เตรียมสถานีชาร์จไฟเป็น 500 จุดภายในปี 2564 ผ่านการทยอยติดตั้งในดีลเลอร์ MG ทั่วประเทศกว่า 150 แห่ง และเจรจากับพาร์ทเนอร์ธุรกิจต่างๆ เช่นค้าปลีก เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานของลูกค้า MG ส่วนการติดตั้งสถานีชาร์จไฟในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างพิจารณา

“ด้วยรถยนต์ Plug-in Hybrid ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มรถหรู ราคาตั้งแต่ 2.5-3.5 ล้านบาท และ C-SUV ในตลาดไทยเป็นเครื่องยนต์เบนซิน, ดีเซล และไฮบริด ทำให้ MG HS PHEV แตกต่างทั้งราคา และสมรรถนะ ถือเป็นอาวุธหลักในการทำตลาดปีนี้ของเรา”

mg hs phev

ตลาดรถยนต์ปีหน้าฟื้นตัวแน่นอน

ในทางกลับกันด้วยภาพรวมตลาดรถยนต์ของประเทศไทยปี 2563 หดตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากการระบาดของโรค COVID-19 แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ทาง MG มองว่า การซื้อเริ่มกลับมา เช่นการทำแคมเปญการตลาดของรถกระบะรุ่น MG Extender ในเวลาดังกล่าวทำให้เกิดการเข้ามาซื้อรถยนต์รุ่นนี้เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ใน 9 เดือนแรกของปี 2563 ทาง MG ได้จำหน่ายรถยนต์ไป 18,699 คัน เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น MG 3 3,400 คัน, MG ZS, 7,688 คัน, MG ZS EV 377 คัน, MG HS 3,982 คัน และ MG Extender 3,809 คัน

mg hs phev

“ผมเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์ในช่วงปลายปีนี้ ประกอบกับในปี 2564 ปัจจัยลบต่างๆ น่าจะเริ่มดีขึ้น และ MG ก็พร้อมที่จะกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นเดียวกับที่เราเคยทำมาในช่วงก่อนหน้านี้” จาง ไห่โป กล่าวทิ้งท้าย

สรุป

ถือเป็นการเขย่าตลาดอีกครั้งของ MG เพราะ MG HS PHEV ทำราคาออกมาได้จูงใจ และคนที่หนักใจที่สุดคงไม่พ้น Toyota Corolla Cross ที่มีราคา และขนาดของรถยนต์ชนกันตรงๆ ดังนั้นก็ต้องวัดใจกันว่า ผู้บริโภคจะเชื่อในความเก่าแก่ของญี่ปุ่น หรือหน้าใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีจากจีน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-mg-hs-phev/