คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ธนา โพธิกำจร ย้ายจาก SCB เปิดตัวอย่างเป็นทางการนั่ง CEO KASIKORN LINE

ธนา โพธิกำจร อดีต Head of Digital Banking ของ SCB ผู้พัฒนา SCB Easy ที่เปลี่ยนโฉมแอพธนาคารไปจากเดิม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็น CEO ของ บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารกสิกรไทย และ บริษัท ไลน์ คอร์ป เพื่อพัฒนาบริการทางการเงินรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์ม LINE

เป้าหมายคือ สามารถให้บริการทางการเงินได้ครบวงจร ตั้งแต่การทำธุรกรรมทางการเงิน บริการสินเชื่อ ประกัน และการลงทุน ให้กับผู้ใช้แอพ LINE ในไทยจำนวนกว่า 44 ล้านราย

สำหรับ ธนา มีประสบการณ์กว่า 7 ปีร่วมกับ SCB ผลงานที่โดดเด่นคือการพัฒนา Mobile Banking ของธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Easy ให้มีความทันสมัย และทำให้มียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10 ล้านรายในปัจจุบัน นอกจากนี้ ธนายังมีประสบการณ์บริหารงานด้านเทคโนโลยีจาก Silicon Valley

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ceo-kasikorn-line/

อาการหนัก! ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ผลิตรถยนต์หดตัวสุดในรอบ 5 ปี

ผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2562 อยู่ที่ 91.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.1 ในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่มิถุนายน 2561 เป็นต้นมา 

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พบว่า ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลกำลังซื้อในส่วนภูมิภาคที่ยังชะลอตัว และผู้ประกอบการ SMEs ประสบปัญหาด้านการเงิน 

เนื่องจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงยืดเยื้อ การแข็งค่าของเงินบาททำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ผลการสำรวจครั้งนี้ สำรวจจากผู้ประกอบการ 1,211 รายทั่วประเทศในเดือนตุลาคม 

  • ผู้ประกอบการ 75.1% ยังคงกังวลปัญหาสภาวะเศรษฐกิจโลก
  • 58.4% มีความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน (บาทต่อเหรียญสหรัฐ)

ในมุมผู้ส่งออก ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง 

  • ราคาน้ำมัน
  • การเมืองในประเทศ
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 43.8, 36.5 และ 21.0 ตามลำดับ

ในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่งออกมียอดขายและคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับผลดีจากการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อใช้ในเทศกาลช่วงปลายปีโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นและอาหาร ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการชิมช้อปใช้ส่งผลดี ต่อยอดขายสินค้าอุปโภค บริโภค

ดัชนีฯ คาดการณ์​ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 102.9 ลดลงจากระดับ 103.4 ในเดือนกันยายน 

สุรพงษ์​ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเผยตัวเลขการผลิตรถยนต์ในประเทศประจำเดือนตุลาคม พบว่า 

  • ยอดขายอยู่ที่ 77,121 คัน ลดลง 11.3% 
  • รถกระบะขนาด 1 ตัน ที่เป็นตัวบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจในต่างจังหวัด ลดลง 13.10% 
  • รถยนต์นั่งลดลง 7.60%
  • รถ PPV หรือรถครอบครัว ซึ่งเป็นคนกลุ่มมีเงิน ลดลง 25.5%

ยอดส่งออกมีจำนวน 85,552 คัน 

  • ลดลง 8.34%
  • ยอดการผลิตรถยนต์ทั้งระบบ หดตัวมากถึง 22.5% จากปีก่อน และมากที่สุดในรอบ 5 ปี 
  • ผลิตได้ 152,787 คัน

สุรพงษ์​ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง 

ขณะที่ตลาดส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดรถยนต์หดตัวมากกว่า 5% แต่ยังหวังว่าปลายปีนี้ที่จะมีงานมอเตอร์เอ็กซ์โปร์ ยอดขายในประเทศจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 

เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ปัญหา Brexit รวมทั้งการที่ไทยถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กำลังมีผลบังคับใช้ปี 2563 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง 

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้

  1. ให้ความรู้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่แบงก์ชาติประกาศเรื่องปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
  2. เร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย- EU
  3. เร่งการลงทุนภาครัฐเพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน อันจะส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 
  4. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อชดเชยภาคการส่งออกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก
  5. เร่งการเจรจาขอคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสหรัฐฯ​

ที่มา – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, Trinity Securities, BEC Tero

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-industries-sentiment-index-contracted/

Lacoste เปิด Flagship Store ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ Lacoste (ลาคอสท์) แวะไปดูกันได้ โดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ลาคอสท์ เปิดร้าน Lacoste Le Club Flagship Store (ลาคอสท์ เลอ คลับ แฟลกชิป สโตร์) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

Flagship Store มีพื้นที่ 500 ตร.ม รวบรวมคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Fall/Winter 2019 (ฟอล วินเทอร์2019) ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าและแอคเซสเซอรี่แบบครบครันมารวมไว้  ที่ ณ Lacoste Le Club Flagship Store (ลาคอสท์ เลอ คลับ แฟลกชิป สโตร์) ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Lacoste Le Club Flagship Store (ลาคอสท์ เลอ คลับ แฟลกชิป สโตร์) ถือว่าเป็นแฟลกชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่กว่า 500 ตร.ม ภายใต้คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ที่ได้นำแรงบันดาลใจมาจากสนามเทนนิส ตกแต่งภายในด้วยไม้ธรรมชาติ

จากการออกแบบด้วยเสื้อโปโลสุดคลาสสิคของแบรนด์ รุ่น L.12.12 ผสานกับสินค้าทุกอย่างตั้งแต่เครื่องแต่งกายสำหรับคุณผู้หญิง คุณผู้ชายและคุณหนู เครื่องหนังระดับพรีเมี่ยม รองเท้า หมวก ถุงเท้า ไปจนถึงน้ำหอม แว่นตากันแดด นาฬิกา และชั้นในชาย พร้อมกับคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Fall/Winter 2019 (ฟอล วินเทอร์2019) ไม่ว่าจะเป็น Made in France (เมด อิน ฟรานซ์), Outerwear Remix (เอาท์เตอร์แวร์ รีมิกซ์), Runway Collection (รันเวย์ คอลเลกชั่น)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lacoste-largest-flagship-store-in-thailand/

เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องรู้ !  จับเทรนด์เกษตรอินทรีย์ สู่ผู้ผลิตอาหารปลอดภัย โอกาสภาคการเกษตรไทยมหาศาล

ความต้องการของโลกที่เน้นความยั่งยืนทางอาหาร เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารครั้งใหญ่ ดีแทคเดินหน้าให้การสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่เกษตรกรยุค 4.0 และปลุกปั้นการทำเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

อเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค

อเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เล่าว่า ดิจิทัลเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

  • ความมั่นคงทางอาหาร (Food security) จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก 9,000 ล้านคน ในปี 2593  
  • วิถีชีวิตจากชนบทสู่เมือง (Urbanization) ประชากรเมืองจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 66% ของประชากรทั้งประเทศ  ภายในปี 30 ปีข้างหน้า 

สิ่งที่จะเกิดตามมา คือ ความตระหนักในความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งสามารถติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตได้ (Traceability)

จากแนวโน้มความต้องการของโลกที่เน้นความยั่งยืนทางอาหารมากขึ้น นั่นคือ โอกาสประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก 

จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา สร้างห่วงโซ่ทางการเกษตรมีประสิทธิภาพผ่านการทำเกษตรอย่างแม่นยำ (precision farming) ซึ่งผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล (data) 

“โจทย์ของภาคการเกษตรตอนนี้ การทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรปลอดภัยมากขึ้น ลดการพึ่งพาสารเคมี สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค” 

สำหรับดีแทคมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยยึดหลักการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) หรือ CSV ระหว่างภาคธุรกิจ สังคมและประชาชน 

และเพื่อเสริมศักยภาพภาคการเกษตรไทย ตอกย้ำบทบาทของดีแทคที่มากกว่าการเป็น Mobile connectivity กว่าทศวรรษที่ดีแทค เป็นผู้ขับเคลื่อนการเวทีการประกวดเกษตรสำนึกรักบ้านเกิด เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย โดยจับมือร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด

สำหรับเวทีประกวดเกษตรกรสำนักรักบ้านเกิด 2562 จัดขึ้นเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด ”เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจผู้บริโภค” ส่งเสริมภาคการเกษตรที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยเริ่มจากการสร้างความยั่งยืนให้กับตนเองแล้วส่งต่อให้กับผู้อื่น 

การแข่งขันปีนี้ ดีแทคส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ กระบวนการปลูก การแปรรูปเพิ่มมูลค่า การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านการตลาด 

ทำไมต้อง ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารด้วยความยั่งยืนทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสังคม 

การพัฒนาเกษรอินทรีย์ต้องยึดหลักสำคัญทั้ง 4 ประการ คือ สุขภาพ(health) นิเวศวิทยา(ecology) ความเป็นธรรม(fairness) และการดูแลเอาใจใส่ (care) นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-friendly) ตั้งแต่กระบวนผลิต การขนส่ง การบริโภค ไปจนถึงการจัดการและกำจัดของเหลือใช้ในฟาร์ม 

ผลตัดสินเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด

  • รางวัลชนะเลิศ 

“ปรีชา หงอกสิมมา” จ.ขอนแก่น เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเป็นแบบอย่างของการทำเกษตรแบบยั่งยืน โดยเน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร ยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ 

โดยแบ่งพื้นที่ 14 ไร่ เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการผสมผสานกิจกรรมทางการเกษตรอย่างครบวงจร ได้แก่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่จัดสรรเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นอกจากนี้ ยังได้นำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งผลิตพืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ “WANAPHANW” (วนพรรณ) พร้อมกับนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก สามารถเลือกปลูกผลผลิตนำมาแปรรูปเป็นการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด

บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด เล่าว่า กว่าทศวรรษที่เราดำเนินโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด เราภาคภูมิใจที่ได้เชิดชูเกษตรกรต้นแบบที่มีศักยภาพ 

จนเกิดเป็นเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ที่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ร่วมกันขับเคลื่อนชุมชน สังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืน” 

ปีนี้ได้ขยายแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด “เกษตรวิถีอินทรีย์แบบครบวงจร” โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ได้แก่ ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

สำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าว่า อาหารปลอดภัยเป็นความท้าทายหนึ่งของโลกที่กำลังเผชิญ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตอนนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564  สู่กระบวนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ทั้งการเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกร 

เมื่อมองถึงพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วโลกรวมกันประมาน 436.53 ล้านไร่ ใน 173 ประเทศ มีมูลค่าทางการตลาดสูง 3 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทยจัดว่าเป็นอันที่ 7 ของภูมิภาค ซึ่งมีพื้นที่รวม 360,000 ไร่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 1.3 ล้านไร่ ให้ได้ในปี 2565 

การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์นี้ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภคและการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ในอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-agriculture/

“อยากประสบความสำเร็จ คุณต้องมีเพื่อนฉลาด” เจ้าของ Hedge Fund ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าว

Ray Dalio เจ้าของ Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ให้คำแนะนำว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จนั้น ต้องมีเพื่อนที่ฉลาดๆ เพราะจะช่วยทำให้เรามีความคิดที่กว้างไกล

เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio)
เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) เจ้าของ Hedge Fund ใหญ่ที่สุดในโลก – Photo by Kimberly White/Getty Images for TechCrunch

Ray Dalio เจ้าของ Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Bridgewater Associates ได้ตอบคำถามแก่ผู้ใช้งาน Twitter รายหนึ่งว่าถ้าหากต้องการประสบความสำเร็จและร่ำรวยนั้นเขาเองแนะนำให้ “หาเพื่อนที่ฉลาด” โดยเขากล่าวว่าเพื่อนที่ฉลาดๆ นั้นจะช่วยให้เราเรียนรู้ได้มากขึ้น ถามถึงความเป็นไปได้ของสิ่งต่างๆ และเพื่อนฉลาดๆ เหล่านี้นั้นมีข้อโต้แย้งที่น่าสนใจ

ผู้ใช้งานรายหนึ่งได้กล่าวว่า Ray นั้นมีเงิน ถึงสามารถมีเพื่อนดีๆ หรือมีผู้ที่เชี่ยวชาญ ทำงานกับเขา โดยเขาเองได้ตอบว่า “ต่อให้ไม่มีเงินก็ตาม การที่มีเพื่อนฉลาดก็ทำให้เราได้ประโยชน์อย่างมากจากการพูดคุยกับคนเหล่านี้ และเรื่องนี้นั้นทำให้เขาเองประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำและทำให้ตัวเขาเองมีเงินขึ้นมา”

เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเขาเองได้วิจารณ์ถึงเศรษฐกิจโลกและการดำเนินการของธนาคารกลางว่าจะเหลือนโยบายทางการเงินไม่มากที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้เขายังมองว่าเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้อาจแย่ลงเนื่องจากหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นทั้งโลกเป็นสาเหตุหลัก

นอกจากนี้ตัวเขาเองที่กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่อย่าง “Principles for Success” ที่นำแนวคิดการใช้ชีวิตของเขามาทำเป็นการ์ตูนให้อ่านได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะวางแผนในเร็วๆ นี้ โดยก่อนหน้านี้หนังสือของเขา “Principles: Life & Work” มียอดขายกว่า 2.2 ล้านเล่มทั่วโลก และมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 34 ภาษา รวมไปถึงภาษาไทยของเราด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-to-be-a-success-ray-dalio-advice-find-smart-friends-from-his-tweeting/

Retail ผสาน Online ถล่มแคมเปญ 11.11 เบื้องหลังความสำเร็จเซ็นทรัล รีเทลโต 2 เท่า

เบื้องหลังความสำเร็จของแคมเปญ 11.11 ของเซ็นทรัล รีเทล สามารถชิงกำลังการซื้อสู้กับยักษ์ใหญ่อี – คอมเมิร์ซลาซาด้าและช้อปปี้ จนสามารถกวาดยอดขายออนไลน์เและออฟไลน์เติบโต 2 เท่า มาจากการใช้กลยุทธ์อะไรกันบ้าง

ผสานออฟไลน์และออนไลน์ปีแรก 

ปีนี้เป็นปีแรกที่ควบรวมทั้งหน้าร้านและออนไลน์ไว้ในแคมเปญ 11.11 เรียกว่าเป็น Fully omnichannel โดยใช้ความได้เปรียบเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น คือ การมีช่องทางออฟไลน์หรือธุรกิจค้าปลีก รวมทุกธุรกิจทั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น มากกว่า 3,000 สาขา ร่วมทำโปรโมชั่น ซึ่งคู่แข่งอย่างลาซาด้าและช้อปปี้ไม่มี

  • เจดี เซ็นทรัล สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งไร้รอยต่อแคมเปญ 11.11 ให้กับผู้บริโภค ซื้อช่องทางไหนก็ได้เหมือนกันไม่ต้องแย่งซื้อให้เหนื่อย
  • สร้างความแตกต่างจากอี – คอมเมิร์ซรายอื่นๆ พบว่าลูกค้าซื้อโดยเฉลี่ยต่อ 1 ใบเสร็จสูงกว่า อี – คอมเมิร์ซ
  • การมีช่องทางค้าปลีก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและบริการหลังการขายให้กับลูกค้าได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับช่องทางออนไลน์ความเชื่อถือด้านบริการอาจมีน้อยกว่า

ทำไมต้องทำ Fully omnichannel 

คนไทยซื้อสินค้าจากอีคอมเมิร์ซ เพียงแค่ 5% เท่านั้น อีก 95% ยังชอบการซื้อจากหน้าร้านอยู่ และแนวโน้มอีก 3 ปีข้างหน้าสัดส่วนอีคอมเมิร์ซเพิ่มเป็น 7-8% เซ็นทรัล รีเทล จึงมีแนวคิดที่ว่าถ้าสามารถรวมทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์ไว้ด้วยกันจะสามารถให้บริการลูกค้าได้ถึง 100%

นอกจากนี้พฤติกรรมของลูกค้ายังซื้อสินค้าทั้งสองช่องทาง คือ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

  • Click and collect คือบริการที่สั่งของออนไลน์แล้วไปรับที่หน้าร้าน
  • Chat and shop คือการที่ลูกค้าพูกคุยกับ personal assistance ของเรา และสามารถเลือกรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือ ให้สินค้าไปส่งที่บ้านก็ได้
  • ผู้บริโภคจะมีสินค้าให้เลือกทางออนไลน์มากขึ้น เช่นลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดก็ไม่สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้ แต่ลูกค้าจะสามารถซื้อจากออนไลน์ของเซ็นทรัลได้

และพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจจากแคมเปญ 11.11 Mega Sale พบว่า 26% ของยอดขายที่เป็นช่องทางออนไลน์คือลูกค้าที่ได้รับผลประโยชน์จากบริการหน้าร้านอย่างที่ไม่สามารถได้รับจากคู่แข่งรายอื่นเช่น โดยพบว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อจากความสะดวกสบายและบริการหลังการขาย

ดูดลูกค้าเข้ามาเป็นสมาชิก the 1 card

แคมเปญนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเป็น member the 1 card เพิ่มได้เช่นกัน โดยก่อนเริ่มแคมเปญคาดว่าจะโต 5-10 เท่า แต่กลับสามารถโตเกินคาดถึง 14% เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงวันปกติ

  • ตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่างคือ 45% ของลูกค้า The 1 card เป็นลูกค้าที่เข้ามาซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หมายความว่าเราสามารถทำให้ลูกค้าที่ซื้อหน้าร้านมาโดยตลอดสามารถเปลี่ยนใจมาซื้อทางออนไลน์เป็นครั้งแรก
  • 60% ของผู้ใช้จ่ายที่เป็นลูกค้า The 1 card ในช่วงนี้คือผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด ชี้ให้เห็นว่าเราสามารถอำนวจความสะดวกให้กับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถร่วมแคมเปญได้ด้วย

คว้านักช้อปหน้าใหม่ในโลกออนไลน์

มากกว่า 50% เป็นลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยช้อปซื้อสินค้าทางออนไลน์กับเจดี เซ็นทรัล ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนก็จะสามารถจ่ายเงินทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น หากสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและลูกค้าก็ไว้ใจที่จะซื้อ

11.11 สร้างสถิติยอดขายโต 5 เท่าตัว 

  • แคมเปญวันที่ 11.11 สร้างยอดขายทางช่องทางออนไลน์โต 14 เท่า (ไม่รวม office mate เพราะเป็น b2b) เมื่อเทียบกับยอดขายวันปกติที่ไม่มีการทำโปรโมชั่น
  • เมื่อเทียบกับ 11.11 online promotion ในปี 2561 ปีนี้เราทำยอดขายโตขึ้นถึง 5 เท่า
  • ปีนี้นำ “เจมส์ มาร์” มาโปรโมทเพราะเราอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า อยากสื่อสารในเรื่องการที่สินค้าเป็นของแท้ 100%
  • เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ยอดขายในช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Web + Store) โตขึ้นถึง 2 เท่า เปรียบเทียบกับช่วยเดียวกันของปีที่แล้ว ตอนแรกเราคิดว่าเมื่อออนไลน์โตถึง 5% แต่จะเห็นได้ว่า หน้าร้านก็โตขึ้นด้วยเช่นกัน
  • คนที่มาซื้อสินค้ามีการใช้เงินโดยเฉลี่ยต่อ 1 ใบเสร็จอยู่ที่ 3,600 บาท ซึ่งโตขึ้นถึง 20%
นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าว่า วันนี้เรามาได้ครึ่งทางในการเป็น omni channel leader แล้ว เราได้เปิดตัว omnichannel service ต่างๆ

  • One Hour Pick Up ในเพาเวอร์ บาย 
  • 2Hours delivery ในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต
  • Chat and shop ที่ เซ็นทรัลและโรบินสัน
  • E-ordering /marketplace และใน b2s

ขณะที่ไทยวัสดุ เรายังไม่มีการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ หรือเว็บ ช็อปให้บริการ จริงๆ แล้ว เซ็นทรัล รีเทลวางเป้าหมายอยากมีให้ครบทุกกลุ่มธุรกิจให้เร็วที่สุด  

การจะทำ Omnichannel ยากเพราะเราต้องเชื่อมต่อทุกช่องทางเข้าด้วยกันด้วยเทคโนโลยี ทุกคนจะพยายามที่จะไปทางนั้นแต่มีไม่กี่เจ้าที่จะทำได้สำเร็จ

Retailer ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ก็จะได้ประโยชน์ในขณะที่ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงนั้น

ระบบหลังบ้านแคมเปญ 11.11

  • เราทุ่มสุดตัวมีพนักงานมากมายที่อดหลับอดนอนเพื่อให้แคมเปญนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะเราทำแคมเปญนี้ทั้ง ออนไลน์ ออฟไลน์ เพราะถือว่าเป็น commitment ของพนักงานที่ร่วมมือร่วมใจกันทำออกมาให้ดีที่สุด
  • มีการจัดการเพื่อแก้ปัญหาด้านระบบหลังบ้านให้ดีที่สุดและในการที่เว็ปของเซ็นทรัลล่ม ซึ่งเราต้องแก้ปัญหาให้ได้เร็วที่สุด
  • พนักงานของเราทำงานเต็มที่อย่างน่าชื่นชม ในด้านออฟไลน์เรามีจัดแข่งขันกันภายในว่าใครโปรโมท 11.11 ได้ดีที่สุด ซึ่งมีร้านออฟไลน์มากมายของเราที่ส่งรูปและวีดีโอมาแข่งขัน มีร้านที่ร่วมแข่งขันกว่า 200 ร้านค้า และ รูปกว่า 1,000 รูป

สรุป

การแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่อย่างลาซาด้า ช้อปปี้ จะใช้กลยุทธ์ราคาเพื่อช่วงชิงกำลังการซื้อของลูกค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการดังกล่าวยังขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเซ็นทรัล รีเทลจับมือร่วมกับ JD.com จึงนำจุดแข็งของการมีช่องทางออฟไลน์หรือธุรกิจค้าปลีกมาเชื่อมโยงกับออนไลน์เป็นการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า ซึ่งลาซาด้ากับช้อปปี้ไม่มี โดยกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เชื่อว่าการทำอี-คอมเมิร์ซไม่จำเป็นต้องทำสงครามราคากันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สำคัญคือการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งของลูกค้าให้ดีที่สุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-central/

Retail ผสาน Online ถล่มแคมเปญ 11.11 เบื้องหลังความสำเร็จเซ็นทรัล รีเทลโต 2 เท่า

เบื้องหลังความสำเร็จของแคมเปญ 11.11 ของเซ็นทรัล รีเทล สามารถชิงกำลังการซื้อสู้กับยักษ์ใหญ่อี – คอมเมิร์ซลาซาด้าและช้อปปี้ จนสามารถกวาดยอดขายออนไลน์เและออฟไลน์เติบโต 2 เท่า มาจากการใช้กลยุทธ์อะไรกันบ้าง

ผสานออฟไลน์และออนไลน์ปีแรก 

ปีนี้เป็นปีแรกที่ควบรวมทั้งหน้าร้านและออนไลน์ไว้ในแคมเปญ 11.11 เรียกว่าเป็น Fully omnichannel โดยใช้ความได้เปรียบเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น คือ การมีช่องทางออฟไลน์หรือธุรกิจค้าปลีก รวมทุกธุรกิจทั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น มากกว่า 3,000 สาขา ร่วมทำโปรโมชั่น ซึ่งคู่แข่งอย่างลาซาด้าและช้อปปี้ไม่มี

  • เจดี เซ็นทรัล สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งไร้รอยต่อแคมเปญ 11.11 ให้กับผู้บริโภค ซื้อช่องทางไหนก็ได้เหมือนกันไม่ต้องแย่งซื้อให้เหนื่อย
  • สร้างความแตกต่างจากอี – คอมเมิร์ซรายอื่นๆ พบว่าลูกค้าซื้อโดยเฉลี่ยต่อ 1 ใบเสร็จสูงกว่า อี – คอมเมิร์ซ
  • การมีช่องทางค้าปลีก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและบริการหลังการขายให้กับลูกค้าได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับช่องทางออนไลน์ความเชื่อถือด้านบริการอาจมีน้อยกว่า

ทำไมต้องทำ Fully omnichannel 

คนไทยซื้อสินค้าจากอีคอมเมิร์ซ เพียงแค่ 5% เท่านั้น อีก 95% ยังชอบการซื้อจากหน้าร้านอยู่ และแนวโน้มอีก 3 ปีข้างหน้าสัดส่วนอีคอมเมิร์ซเพิ่มเป็น 7-8% เซ็นทรัล รีเทล จึงมีแนวคิดที่ว่าถ้าสามารถรวมทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์ไว้ด้วยกันจะสามารถให้บริการลูกค้าได้ถึง 100%

นอกจากนี้พฤติกรรมของลูกค้ายังซื้อสินค้าทั้งสองช่องทาง คือ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

  • Click and collect คือบริการที่สั่งของออนไลน์แล้วไปรับที่หน้าร้าน
  • Chat and shop คือการที่ลูกค้าพูกคุยกับ personal assistance ของเรา และสามารถเลือกรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือ ให้สินค้าไปส่งที่บ้านก็ได้
  • ผู้บริโภคจะมีสินค้าให้เลือกทางออนไลน์มากขึ้น เช่นลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดก็ไม่สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้ แต่ลูกค้าจะสามารถซื้อจากออนไลน์ของเซ็นทรัลได้

และพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจจากแคมเปญ 11.11 Mega Sale พบว่า 26% ของยอดขายที่เป็นช่องทางออนไลน์คือลูกค้าที่ได้รับผลประโยชน์จากบริการหน้าร้านอย่างที่ไม่สามารถได้รับจากคู่แข่งรายอื่นเช่น โดยพบว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อจากความสะดวกสบายและบริการหลังการขาย

ดูดลูกค้าเข้ามาเป็นสมาชิก the 1 card

แคมเปญนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเป็น member the 1 card เพิ่มได้เช่นกัน โดยก่อนเริ่มแคมเปญคาดว่าจะโต 5-10 เท่า แต่กลับสามารถโตเกินคาดถึง 14% เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงวันปกติ

  • ตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่างคือ 45% ของลูกค้า The 1 card เป็นลูกค้าที่เข้ามาซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หมายความว่าเราสามารถทำให้ลูกค้าที่ซื้อหน้าร้านมาโดยตลอดสามารถเปลี่ยนใจมาซื้อทางออนไลน์เป็นครั้งแรก
  • 60% ของผู้ใช้จ่ายที่เป็นลูกค้า The 1 card ในช่วงนี้คือผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด ชี้ให้เห็นว่าเราสามารถอำนวจความสะดวกให้กับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถร่วมแคมเปญได้ด้วย

คว้านักช้อปหน้าใหม่ในโลกออนไลน์

มากกว่า 50% เป็นลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยช้อปซื้อสินค้าทางออนไลน์กับเจดี เซ็นทรัล ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนก็จะสามารถจ่ายเงินทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น หากสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและลูกค้าก็ไว้ใจที่จะซื้อ

11.11 สร้างสถิติยอดขายโต 5 เท่าตัว 

  • แคมเปญวันที่ 11.11 สร้างยอดขายทางช่องทางออนไลน์โต 14 เท่า (ไม่รวม office mate เพราะเป็น b2b) เมื่อเทียบกับยอดขายวันปกติที่ไม่มีการทำโปรโมชั่น
  • เมื่อเทียบกับ 11.11 online promotion ในปี 2561 ปีนี้เราทำยอดขายโตขึ้นถึง 5 เท่า
  • ปีนี้นำ “เจมส์ มาร์” มาโปรโมทเพราะเราอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า อยากสื่อสารในเรื่องการที่สินค้าเป็นของแท้ 100%
  • เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ยอดขายในช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Web + Store) โตขึ้นถึง 2 เท่า เปรียบเทียบกับช่วยเดียวกันของปีที่แล้ว ตอนแรกเราคิดว่าเมื่อออนไลน์โตถึง 5% แต่จะเห็นได้ว่า หน้าร้านก็โตขึ้นด้วยเช่นกัน
  • คนที่มาซื้อสินค้ามีการใช้เงินโดยเฉลี่ยต่อ 1 ใบเสร็จอยู่ที่ 3,600 บาท ซึ่งโตขึ้นถึง 20%
นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าว่า วันนี้เรามาได้ครึ่งทางในการเป็น omni channel leader แล้ว เราได้เปิดตัว omnichannel service ต่างๆ

  • One Hour Pick Up ในเพาเวอร์ บาย 
  • 2Hours delivery ในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต
  • Chat and shop ที่ เซ็นทรัลและโรบินสัน
  • E-ordering /marketplace และใน b2s

ขณะที่ไทยวัสดุ เรายังไม่มีการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ หรือเว็บ ช็อปให้บริการ จริงๆ แล้ว เซ็นทรัล รีเทลวางเป้าหมายอยากมีให้ครบทุกกลุ่มธุรกิจให้เร็วที่สุด  

การจะทำ Omnichannel ยากเพราะเราต้องเชื่อมต่อทุกช่องทางเข้าด้วยกันด้วยเทคโนโลยี ทุกคนจะพยายามที่จะไปทางนั้นแต่มีไม่กี่เจ้าที่จะทำได้สำเร็จ

Retailer ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ก็จะได้ประโยชน์ในขณะที่ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงนั้น

ระบบหลังบ้านแคมเปญ 11.11

  • เราทุ่มสุดตัวมีพนักงานมากมายที่อดหลับอดนอนเพื่อให้แคมเปญนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะเราทำแคมเปญนี้ทั้ง ออนไลน์ ออฟไลน์ เพราะถือว่าเป็น commitment ของพนักงานที่ร่วมมือร่วมใจกันทำออกมาให้ดีที่สุด
  • มีการจัดการเพื่อแก้ปัญหาด้านระบบหลังบ้านให้ดีที่สุดและในการที่เว็ปของเซ็นทรัลล่ม ซึ่งเราต้องแก้ปัญหาให้ได้เร็วที่สุด
  • พนักงานของเราทำงานเต็มที่อย่างน่าชื่นชม ในด้านออฟไลน์เรามีจัดแข่งขันกันภายในว่าใครโปรโมท 11.11 ได้ดีที่สุด ซึ่งมีร้านออฟไลน์มากมายของเราที่ส่งรูปและวีดีโอมาแข่งขัน มีร้านที่ร่วมแข่งขันกว่า 200 ร้านค้า และ รูปกว่า 1,000 รูป

สรุป

การแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่อย่างลาซาด้า ช้อปปี้ จะใช้กลยุทธ์ราคาเพื่อช่วงชิงกำลังการซื้อของลูกค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการดังกล่าวยังขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเซ็นทรัล รีเทลจับมือร่วมกับ JD.com จึงนำจุดแข็งของการมีช่องทางออฟไลน์หรือธุรกิจค้าปลีกมาเชื่อมโยงกับออนไลน์เป็นการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า ซึ่งลาซาด้ากับช้อปปี้ไม่มี โดยกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เชื่อว่าการทำอี-คอมเมิร์ซไม่จำเป็นต้องทำสงครามราคากันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สำคัญคือการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งของลูกค้าให้ดีที่สุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/%e0%b9%88jd-central/