เรื่องทั้งหมดโดย Feed News

Nintendo Switch ได้รับ Joy-Con สีสันใหม่ เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

ควบคู่กับการ อัพเกรด Nintendo Switch ให้มีแบตเตอรี่ดีขึ้น Nintendo ก็ได้เปิดตัว Joy-Con คอนโทรลเลอร์สำหรับ Switch ในสีสันใหม่ ได้แก่ สีน้ำเงินกับสีเหลือง และอีกตัวเลือกหนึ่งมาในสีม่วงกับสีส้ม

Joy-Con สีสันใหม่ จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ราคา 79.99 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 2,470 บาท

ที่มา – Kotaku
https://www.flashfly.net/wp/259986

from:https://www.flashfly.net/wp/259986

โฆษณา

สัมผัสเครื่องจริง Sony WF-1000XM3 หูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนขั้นเทพ ใช้งานยาวนาน 24 ชั่วโมง

วันนี้ทาง Sony ได้จัดงานเเปิดตัวหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless รุ่น WF-1000XM3 อย่างเป็นทางการที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น โดยครั้งนี้ทีมงาน @flashfly ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วยและได้สัมผัสและทดลองใช้งานหูฟังรุ่นนี้พร้อมกับสื่อหลายประเทศทั่วโลก

โดยหูฟังรุ่น WF-1000XM3 ( WF-1000X Series Mark 3) นี้นอกจากจะมีดีไซน์สวยงามคลาสสิค แล้วยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ มาพร้อมฟีเจอร์สุดไฮเทคหลายอย่าง เหมาะสำหรับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ใครที่สนใจอยู่ตามมาดูกันได้เลยว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Sony WF-1000XM3 เป็นหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ที่มีดีไซน์เรียบง่าย แต่ดูทันสมัย น้ำหนักเบาเพียงข้างละ  8.5 กรัม มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ กับ สีเงิน แต่ละสีจะมาพร้อมกล่องชาร์จในโทนสีเดียวกัน 

ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้าง ได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ด้วยโครงสร้าง Tri-hold ให้สัมผัสกับสามจุดที่แตกต่างกันบนใบหู เพื่อให้สวมใส่ได้อย่างสบายและกระชับ ขณะที่พื้นผิวของเอียร์บัดเป็นวัสดุยางที่มีแรงเสียดทานสูง จึงแนบสนิทและกระชับพอดีกับหูของผู้ใช้งาน ช่วยป้องกันเสียงรบกวนและทำให้ไม่หลุดลื่นง่าย

หูฟัง Sony WF-1000XM3 ออกแบบมาให้ควบคุมการทำงานด้วยระบบสัมผัสเช่น แตะที่หูฟังด้านซ้าย เพื่อเปลี่ยนจากการป้องกันเสียงรบกวนเป็นเสียงรอบข้าง หรือแตะสองครั้งที่หูฟังด้านขวา เพื่อข้ามไปยังแทร็คถัดไป และสามารถตั้งค่าให้ควบคุมฟีเจอร์อื่นได้ด้วยแอพ Sony Headphones Connect เช่น ตั้งค่าให้แตะเพื่อเข้าถึง Google Assistant หรือ Siri ได้

 หูฟังไร้สาย Sony WF-1000XM3 รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 สามารถรับฟังเสียงจากหูฟังทั้ง 2 ข้าง ได้พร้อมกัน แทนที่จะส่งเสียงจากหูข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง อีกทั้งยังวางสายอากาศ Bluetooth ภายในตัวหูฟังให้รับสัญญาณได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ช่วยให้สัญญาณมีความแรงอยู่เสมอสำหรับการสตรีมได้อย่างไหลลื่น และยังรองรับ NFC จึงจับคู่อุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น

Sony WF-1000XM3 เป็นหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless รุ่นแรก ที่มีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ HD Noise Cancelling Processor QN1e มาใช้งาน ผสานกับจุดเด่นของเทคโนโลยี Dual Noise Sensor ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ช่วยกรองเสียงรบกวนได้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวนบนท้องถนน หรือเสียงสนทนารอบข้าง

 Sony WF-1000XM3 ยังรองรับการประมวลสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบ 24 bit พร้อมเทคโนโลยีเสียง S-Master HX Audio Amplifier และ DSEE HX Digital Sound Enhancement Engine ที่จะยกระดับปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณที่ถูกบีบอัดมาจากต้นฉบับ ให้มีคุณภาพเสียงใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด

Sony WF-1000XM3 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Adaptive Sound Control ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานและตั้งค่าเสียงการตัดเสียงรบกวน และการรับเสียงจากภายนอกอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์นั้นๆ ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านซ้าย ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง

หูฟังไร้สาย Sony WF-1000XM3 ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะ ทำให้หูฟังทั้ง 2 ข้าง รับรู้ว่าผู้ใช้งานกำลังสวมเอียร์บัดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เพื่อปรับการเล่นเสียงให้เหมาะสม เมื่อถอดหูฟังออก 1 ข้าง เพลงจะหยุดเล่นชั่วคราวโดยอัตโนมัติ และเมื่อใส่หูฟังกลับเข้าไปเพลงจะเล่นต่อทันที

Sony WF-1000XM3 ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับผู้ช่วยดิจิตอลอย่าง Google Assistant สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้อย่างอิสระ และยังให้เสียงสนทนาในการโทรแบบแฮนด์ฟรีอย่างคมชัด สามารถรับสายได้ด้วยหูฟังข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง จึงช่วยให้ผู้ใช้งานสลับการชาร์จหรือฟังเสียงได้อย่างชัดเจนในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน

ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้าง สามารถใช้ฟังเพลงได้นานต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง เมื่อเปิดระบบป้องกันเสียงรบกวน และมาพร้อมกล่องชาร์จที่สามารถชาร์จแบดเตอรี่ให้หูฟังทั้ง 2 ข้างได้อีก 3 รอบ รวมแล้วชุดหูฟัง WF-1000XM3 สามารถใช้ฟังเพลงได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมง และเมื่อปิดระบบป้องกันเสียงรบกวน จะสามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 32 ชั่วโมง

กล่องชาร์จยังมีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว สามารถชาร์จหูฟังเพียง 10 นาที สามารถใช้ฟังเพลงได้นาน 90 นาที ส่วนตัวกล่องชาร์จก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ของตัวเองได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ผ่านสายเคเบิล USB-C 

ชุดหูฟังไร้สาย Sony WF-1000XM3 เปิดรับจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 ในราคา 8,990 บาท สำหรับผู้ที่สั่งซื้อล่วงหน้าในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับของแถมเป็น Portable Charger(10000 mAh) ของ Sony รุ่น CP-V10B มูลค่า 1,790 บาทซึ่งตอนนี้ได้ข่าวว่าเต็มจำนวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

from:https://www.flashfly.net/wp/259945

Nintendo Switch ได้รับการรีเฟรชแล้ว มาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ขายราคาเดิม

หลังจาก Nintendo เปิดตัว Nintendo Switch Lite ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ล่าสุดก็มีการเปิดตัว Nintendo Switch รุ่นแรกใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมีการนำมาปรับปรุงใหม่ แต่วางจำหน่ายในราคาเดิม

Nintendo Switch เวอร์ชั่นใหม่ ได้รับการปรับปรุงแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น 4.5 – 9 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเกมที่เล่น อย่างเช่นเกม The Legend of Zelda: Breath of the Wild จะเล่นได้นาน 5.5 ชั่วโมง ขณะที่ Nintendo Switch รุ่นแรก ให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่อยู่ที่ 2.5 – 6.5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเกม และเกม Breath of the Wild จะเล่นได้เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

รูปภาพด้านบนเป็นการเปรียบเทียบอายุการใช้งานแบตเตอรี่ระหว่าง Nintendo Switch Lite ซึ่งให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่อยู่ที่ 3 – 7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเกม และเกม Breath of the Wild จะเล่นได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมงเท่านั้น

Nintendo Switch รุ่นปรับปรุงใหม่ HAC-001(-01) จะเริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ราคาเดิม 299.99 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 9,265 บาท

ที่มา – Kotaku
https://www.flashfly.net/wp/259961

from:https://www.flashfly.net/wp/259961

แค่ขนมมันน้อยไป Uber เปิดให้คนขับขาย Echo, AirPods, Oculus เป็นรายได้เสริม

เมื่อปีที่แล้ว Uber ร่วมมือกับ Cargo เพื่อนำสินค้า เช่น ขนนม, หมากฝรั่ง และที่ชาร์จโทรศัพท์ ขึ้นไปขายบนรถ ล่าสุด Uber กับ Cargo ขยายความร่วมมือไปยังการขายสินค้าที่ราคาแพงขึ้นในระหว่างการโดยสาร ด้วยการเพิ่ม AirPods, Amazon Echo, Away Luggage, Oculus Go หรือเมคอัพของ Glossier ขึ้นมาขายบนรถด้วย

Uber กับ Cargo ได้เปิดตัวแอปใหม่ซึ่งจะช่วยเลือกสินค้าให้ได้ โดยเมื่อผู้โดยสารนั่งรถยนต์ Uber ที่มี Cargo ก็สามารถดาวน์โหลดและเปิดแอปเพื่อซื้อสินค้าได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เพื่อการท่องเที่ยว, ภาพยนตร์ หรือว่าสินค้าเทคโนโลยี โดยฝ่ายผู้ซื้อสินค้าจะได้รับแคชแบค 10% เข้า Uber Cash ไว้ใช้สำหรับการนั่งรถหรือซื้อสินค้า Cargo ในครั้งถัด ๆ ไป

แอป Cargo จะใช้งานได้เฉพาะระหว่างโดยสาร Uber เท่านั้น เมื่อซื้อสินค้าแล้ว สินค้าจะถูกส่งไปยังบ้านของผู้โดยสารภายใน 2-5 วันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ส่วนผู้ขับรถจะได้รับส่วนแบ่ง 1 ดอลลาร์ 25% ของมูลค่าของสินค้าที่ขายได้ ต่อสินค้าหนึ่งชิ้น

นอกจากการขายสินค้าแล้ว Cargo ก็เตรียมจะเปิดให้บริการความบันเทิงบนรถยนต์ด้วย โดยร่วมมือกับ Universal Studio โดยขายภาพยนตร์ในราคาเพียง 5-10 ดอลลาร์ หรือบันเดิลในราคา 15-20 ดอลลาร์ โดย Neal Watterson ผู้บริหาร Uber ระบุไว้ว่าที่เพิ่มบริการความบันเทิงเข้ามานี้ เนื่องจากผู้โดยสารเริ่มนั่ง Uber ไปกลับสนามบินในระยะทางที่ยาวขึ้น

ที่มา – CNBC, Engadget

No Description
ภาพจาก Cargo

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110897

Bloomberg รายงาน Apple ลงทุนทำพอดคาสต์ออริจินัล ทำให้หุ้น Spotify ร่วง 3%

Bloomberg รายงานว่า Apple กำลังลงทุนทำพอดแคสต์แบบออริจินัล สู้ Spotify ที่ลงทุนพอดคาสต์ไปไม่น้อยเช่นกัน จากข่าวนี้ทำให้หุ้น Spotify ร่วง 3%

เม็ดเงินโฆษณาบนพอดคาสต์เพิ่มจึ้น 54% ในปี 2018 โดยมีจำนวน 479 ล้านดอลลาร์ และถ้า Spotify สามารถมีส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้ 25% บริษัทก็จะสามารถทำรายได้ 250 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

Apple เองก็พยายามสู้ในตลาดนี้ด้วยเช่นกัน แม้ Apple จะเปิดตัวพอดคาสต์ตั้งแต่ปี 2005 และไม่มีการอัพเดตใหญ่ๆ เลยจนถึงตอนนี้ ซึ่งปัจจุบันบน Apple มีพอดคาสต์ให้ฟัง 7 แสนชิ้นบนแอพพลิเคชั่น Bloomberg ระบุว่า Apple ก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ตอนนี้กำลังคุยกับบริษัทสื่อเพื่อตกลงเรื่องดีลคอนเทนต์กันอยู่

No Description
ภาพจาก Shutterstock โดย Monkey Business Images

ด้าน Spotify ก็เริ่มรุกหนักในพอดคาสต์มากขึ้น ซึ่งภารกิจในปี 2019 ของ Spotify คือ ทำให้ Spotify เป็นแหล่งฟังพอดคาสต์ที่ดีที่สุดในโลก ประกาศซื้อกิจการ Gimlet Media ผู้ผลิตคอนเทนต์ Podcast ออกแบบเมนู Library ใหม่ แยกแท็บพอดคาสต์ออกมาให้เห็นชัดๆแถมยังได้ดีลกับโปรดักชั่นของ บารัคและมิเชล โอบามา ทำพอดคาสต์แบบเอ็กซคลูซีฟอีกด้วย

ที่มา – Market Insider

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110896

Xiaomi Mi A3 เปิดตัวทางการแล้ว มาพร้อม Android One กล้องหลัง 3 ตัว ราคาในยุโรปเริ่มต้นราว 8,635 บาท

Xiaomi เปิดตัวสมาร์ทโฟน Mi A3 อย่างทางการแล้ว โดยออกมาสานต่อรุ่น Mi A2 ที่เคยทำตลาดในปีที่แล้ว และยังคงเป็นสมาร์ทโฟนในโปรแกรม Android One ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android และจะได้รับการอัพเกรดเวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการอย่างน้อย 2 ปี

Xiaomi Mi A3 มาพร้อมจอแสดงผล OLED (1520 x 720 พิกเซล) ขนาด 6.1 นิ้ว ป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้จอแสดงผล ขอบบนมีรอยบากแบบหยดน้ำสำหรับวางกล้องเซลฟี่ 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0

Xiaomi Mi A3 ทำงานบน Android 9.0 Pie ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 ความจำ RAM 4GB จับคู่กับ ROM แบบ UFS 2.1 ความจุ 64GB หรือ 128GB รองรับการ์ด microSD แลตเตอรี่ 4030mAh สนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Quick Charge 3.0

จุดเด่นของ Xiaomi Mi A3 อยู่ที่ระบบกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบไปด้วย กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง F1.79 กล้องมุมกว้างพิเศษ 118 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และ กล้องจับระยะชัดลึก 1 ล้านพิกเซล

Xiaomi Mi A3 รองรับพอร์ต USB Type-C มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ขนาดบอดี้ 153.58 x 71.85 x 8.45 มิลลิเมตร น้ำหนัก 174 กรัม

Xiaomi Mi A3 พร้อมทำตลาดในสเปนแล้ว ราคาเริ่มต้น 249 ยูโร หรือราว 8,635 บาท สำหรับรุ่น 64GB และราคา 279 ยูโร หรือราว 9,680 บาท สำหรับรุ่น 128GB

ที่มา – Gizchina
https://www.flashfly.net/wp/259944

from:https://www.flashfly.net/wp/259944

สื่อสหรัฐฯ ตั้งข้อสงสัย FaceApp (แอพทำหน้าแก่) ส่งข้อมูลกลับรัสเซีย ?

FaceApp หนึ่งในแอพแต่งรูปภาพใบหน้าที่กำลังฮิตช่วงนี้ โดยเฉพาะที่ดาราหลายๆ คนเอามาทำภาพหน้าแก่แล้วหลายๆ คนดาวน์โหลดมาเล่นตามกัน กำลังถูกตั้งประเด็นและข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (privacy) เนื่องจากแอพดังกล่าวได้ขอสิทธิ์การเข้าถึงรูปภาพในเกลเลอรี่ของเราทั้งหมด และต้องอัพโหลดรูปภาพขึ้นไปทำการปรับแต่ง (โดยทางผู้พัฒนาบอกว่าเป็นระบบ AI) บนเซิพเวอร์ของทางผู้พัฒนาด้วย

เข้าใช้งาน FaceApp ครั้งแรก ตัวแอพจะขอสิทธิ์การเข้าถึงรูปภาพในเครื่องทันที หากไม่กดอนุญาต จะใช้เฉพาะรูปภาพที่ถ่ายใหม่จากในแอพก็ไม่สามารถทำได้

การขอสิทธิ์การเข้าถึงรูปภาพและการอัพโหลดรูปภาพไปบนเซิพเวอร์ของผู้พัฒนาดูเหมือนไม่ใช้เรื่องผิดปกติใดๆ เพราะเข้าใจได้ว่าต้องใช้ระบบ AI ในการวิเคราะห์ แต่เรื่องที่สื่อจากสหรัฐอย่าง Techcrunch และ Forbes ได้หยิบยกเข้ามาเป็นประเด็นในครั้งนี้ คือแอพดังกล่าวพัฒนาโดย Wireless Lab ซึ่งมีฐานหรือสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศรัสเซีย และข้อมูลที่ส่งไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลใบหน้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน biometric ที่สำคัญในระบบ security ของยุคนี้ อดไม่ได้ที่จะโยงไปในเรื่องของการเมืองระหว่าง 2 ประเทศที่มีเรื่องระหองระแหงกันอยู่เรื่อยๆ

ทั้งนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานว่า Wireless Lab นำข้อมูลใบหน้าเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ไม่ดีแต่อย่างใด หรือถ้าจะมองโลกในแง่ดี ปัจจุบันแอพต่างๆ ก็เก็บข้อมูลส่วนตัวเราไปบนเซิพเวอร์ของตัวเองแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นของทางฝั่งอเมริกาเอง จีนหรือรัสเซีย อยู่ที่ว่า “เราไว้ใจนักพัฒนาแค่ไหน(กดเข้าไปอ่านบทความจากคุณหนูเนยต่อกันได้ครับ)

ที่มา : Techcrunch และ Forbes

from:http://www.9tana.com/node/faceapp-privacy/