เรื่องทั้งหมดโดย Feed News

Boeing ขายเครื่องบินรุ่น 737 MAX ได้ถึง 75 ลำ ล็อตใหญ่ที่สุดในรอบ 20 เดือน หลังจากถูกห้ามขึ้นบินจากเรื่องความปลอดภัย

โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของสหรัฐ สามารถขายเครื่องบินรุ่น 737 MAX ได้ถึง 75 ลำ ถือเป็นล็อตใหญ่สุดนับตั้งแต่ห้ามเครื่องบินรุ่นนี้ขึ้นบินซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 20 เดือน

Boeing 737 MAX โบอิ้ง
ภาพจาก Shutterstock

Boeing ได้ขายเครื่องบินรุ่น 737 MAX ล็อตใหญ่ที่สุดถึง 75 ลำให้กับ Ryanair สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่จากทวีปยุโรปถึง 75 ลำ หลังจากที่เครื่องบินรุ่นนี้ไม่สามารถที่จะขึ้นบินได้มาเป็นระยะเวลาถึง 20 เดือนจากสาเหตุสำคัญคือหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินไม่อนุมัติจากปัญหาเรื่องความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้นั้น Ryanair ได้สั่งเครื่องบินรุ่นนี้กับ Boeing ไปแล้วถึง 135 ลำ ซึ่งจะทำให้สายการบินมียอดสั่งซื้อรวมมากถึง 210 ลำ ซึ่งสื่อของประเทศไอร์แลนด์อย่าง RTE ได้วิเคราะห์ว่าสายการบินอาจได้ราคาเครื่องบินรุ่นนี้ในระดับที่ถูกมาก ซึ่งสายการบินได้ต่อรองมูลค่ากับ Boeing อย่างหนัก โดยถ้าหากเป็นราคาปกติของมูลค่าสั่งซื้อทั้งหมดของ Ryanair นั้นจะมากกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยซ้ำ

ทางด้านผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่จากสหรัฐรายนี้ได้รายงานว่าตั้งแต่มีการแบนไม่ให้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวนี้ขึ้นบินนั้น บริษัทสามารถขายเครื่องบินรุ่นนี้ได้เพียง 42 ลำเท่านั้น นอกจากนี้ Boeing ก็ยังประสบกับปัญหาต่อเนื่องจาก COVID-19 เนื่องจากสายการบินชะลอคำสั่งซื้อในช่วงที่ผ่านมา

ปัจจุบันยอดสั่งจองเครื่องบินรุ่น 737 MAX ที่คงค้างกับ Boeing นั้นมีมากถึง 3,400 ลำ โดยเครื่องบินที่ผลิตเสร็จและรอส่งมอบให้ลูกค้าล่าสุดมีมากถึง 450 ลำ ซึ่งเครื่องบินจำนวนหนึ่งนั้นรวมถึงการยกเลิกคำสั่งซื้อจากบางสายการบิน ซึ่งสร้างภาระให้กับบริษัทที่จะต้องหาผู้ซื้อเครื่องบินรายใหม่

Ryanair คาดว่าเครื่องบินจะส่งมอบให้สายการบินได้ไวสุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2021 เป็นจำนวนถึง 50 ลำ

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินในสหรัฐอเมริกาและยุโรปคาดว่าเตรียมที่จะให้เครื่องบินรุ่นนี้เตรียมขึ้นบินสู่ท้องฟ้าได้อีกครั้งในปี 2021 โดยสายการบินที่มีเครื่องบินรุ่นดังกล่าจะต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม อัพเกรดระบบซอฟต์แวร์ รวมถึงนำนักบินเข้ามาฝึกฝนกับระบบจำลองอีกครั้ง

ที่มา – Fox Business, CNN, RTE

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boeing-sell-airplanes-biggest-lots-737-max-to-ryanair-4-dec-2020/

Acer คว้ารางวัล  The Most Popular Gaming PC & Notebook จากงาน Thailand Zocial AIS Gaming Awards 2020

Acer ครองใจเกมเมอร์ คว้ารางวัล  The Most Popular Gaming PC & Notebook 2020 ในหมวดเกมมิ่งพีซีและโน้ตบุ๊กที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในโซเชียลมีเดีย จากงาน Thailand Zocial AIS Gaming Awards 2020

 

บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด โดย นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผุ้อำนวยการฝ่ายการตลาด เป็นตัวแทนรับรางวัล The Most Popular Gaming PC & Notebook 2020 สำหรับ Acer Nitro ที่ได้รับการกล่าวถึงบนโซเชียลมีเดียผ่านช่อง Facebook, YouTube, Twitter และ IG ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การเล่นเกมมีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2020 จากงาน Thailand Zocial AIS Gaming Award2020 

“สำหรับ The Most Popular Gaming PC & Notebook 2020 เป็นรางวัลที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการรับรู้ ความมั่นใจ ประสบการณ์ และความประทับใจในผลิตภัณฑ์และบริการของเอเซอร์ให้แก่ผู้บริโภคผ่านการสื่อสารบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เอเซอร์ศึกษาและรวบรวบข้อมูลอย่างจริงจัง นำเสนอข้อมูลให้แก่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว แม่นยำ พร้อมกับให้คำปรึกษาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้และเกิดประสบการณ์ที่ดีระหว่างผู้บริโภคและเอเซอร์” นายนิธิพัทธ์ กล่าว

งาน Thailand Zocial AIS Gaming Awards 2020 เป็นงานประกาศรางวัลสำหรับวงการเกมและอีสปอร์ต ด้วยความร่วมมือระหว่าง AIS และ บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของประเทศไทย ร่วมกับคณะที่ปรึกษาในการพิจารณาผลรางวัลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการอีสปอร์ตและโซเชียลมีเดีย ร่วมกับการวิเคราะห์โดยใช้ “Gaming Metric” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับวัดประสิทธิภาพบนโซเชียลมีเดียในด้านเกมและอีสปอร์ต เพื่อเฟ้นหาบุคคล ทีมงาน และอีโคซิสเตมส์ต่างๆ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยรางวัลคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากวงการเกมและโซเชียลมีเดีย

from:https://www.it-reborn.com/acer-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a5-the-most-popular-gaming-pc-notebook-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/

3M ปลดพนักงานอีก 2,900 คน เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ

ปัญหาจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา และวิกฤต COVID-19 ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ 3M ผู้ผลิตสินค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจ และล่าสุดคือการปลดพนักงานกว่า 2,900 คนเพื่อคุมต้นทุน

3m
ภาพจาก 3m

การปรับโครงสร้างธุรกิจที่สำคัญ

Mike Roman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 3M เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมลดพนักงาน 3% จากทั้งหมดทั่วโลก คิดเป็นจำนวน 2,900 คน เพื่อเดินหน้าตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยการปลดพนักงานครั้งนี้จะมีผลกับพนักงานในทุกหน่วยธุรกิจ และเป็นการปลดพนักงานอีกครั้งหลังเคยปลดเมื่อเดือนม.ค. 2563 กว่า 1,500 คน

ทั้งนี้การปลดพนักงานครั้งนี้ของ 3M จะคิดเป็นค่าใช้จ่ายกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนหักภาษี นอกจากนี้ 3M ยังเตรียมทำตลาดในกลุ่มสินค้าที่มีอัตราเติบโตสูงมากขึ้น เช่นสินค้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพราะก่อนหน้านี้บริษัทให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างน้อย

“การเกิดขึ้นของ COVID-19 ทำให้โลก และทุกองค์กรต้องเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น เพราะมันทำลายธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น 3M ก็ต้องปรับตัวให้เร็วขึ้นด้วย เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ และนั่นคือเหตุของของการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ”

ในทางกลับกัน 3M มีมูลค่าหุ้นตกลงอย่างต่อเนื่องในปี 2562 เหตุผลหลักมาจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา และเมื่อมีวิกฤต COVID-19 เข้ามาอีก ทำให้บริษัทต้องดิ้นรนอย่างหนัก และถึงปี 2563 มูลค่าหุ้นจะตกลงเพียง 2.5% แต่บริษัทก็ต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร

สรุป

3M ต้องปรับตัวสุดๆ เพื่อผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ และการรุกตลาดสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะตลาดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องจากวิกฤต COVID-19 และ 3M ค่อนข้างเชี่ยวชาญในตลาดนี้ เช่นหน้ากาอนามัยประสิทธิภาพสูง ทั้งในปีงบประมาณล่าสุด ยอดขายกลุ่มสินค้าสุขภาพยังเติบโตมากกว่า 25% ด้วย

อ้างอิง // CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/3m-new-layoff/

Razer Hammerhead True Wireless Pro หูฟังไร้สาย true Wireless ตัวใหม่เพื่อเกมเมอร์ตัวจริง

เอาใจสายเกมเมอร์กันอีกแล้ว กับแบรนด์งูเขียว Razer ที่เปิดตัวหูไร้สายแบบ TWS หรีอ True Wireless รู่นใหม่ล่าสุด ในชื่อ Hammerhead True Wireless Pro พัฒนาเพิ่มเติมจากรุ่นพี่ตัวเดิม

มีการอัปเดตไมโครโฟนใหม่ ปรับความกระชับในการส่วมใส่แบบ In-Ear ใหม่ ระบบควบคุมแบบสัมผัสที่สามารถปรับแต่งได้ ออกแบบกล่องเก็บชาร์จไฟได้ใหม่ พร้อมแบตเตอรี่ที่อึดขึ้นกว่าเดิม

Razer Hammerhead True Wireless Pro

ถือว่าเป็นหูฟัง In-Ear ที่แปลกมาตัวนึง เพราะว่ามีจุกยางหูฟังมาให้ทั้งหมดถึง 7 คู่ 7 แบบด้วยกัน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ จะได้เสียงที่ดีที่สุด ใส่ได้กระชับมากที่สุด เรียกว่าใส่ดีจริง ๆ

โดยจะแบ่งเป็นจุกแบบยางซิลิโคนแบบผิวเรียบทั้งหมด 3 คู่ 3 ขนาด ต่อด้วยเนื้อซิลิโคนนิ่มอีก 3 คู่ 3 ขนาด และแบบที่เป็นเนื้อโฟม Comply อีก 1 คู่

จุกที่ให้มาจำนวนมากขนาดนี้ ก็เพื่อรองรับกับระบบตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation แบบเดียวกันกับที่มีในหูฟัง Razer Opus นั่นเอง มีไมค์ทั้งด้านใน และด้านนอก ช่วยในการตัดเสียงรบกวนที่ยอดเยี่ยม

gsmarena 002 2

หูฟังไร้สาย TWS ตัวใหม่ล่าสุดสำหรับสายเกมเมอร์ Razer Hammerhead True Wireless Pro

นอกจากนั้นก็ยังมีแอปที่จะช่วยปรับแต่งเสียงของตัวหูฟัง และระบบช่วยวัดว่าเราใส่จุดซิลิโคนที่เป็นขนาดพอดีหูของเราแล้วหรือยัง เพื่อให้ได้เสียงที่ยอดเยี่ยมที่สุดนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีตรามรับรองคุณภาพเสียง THX อีกด้วย ขับด้วยดอกลำโพงไดรเวอร์ภายในขนาด 10 มิลลิเมตร แม้ว่าจะเล็กกว่ารุ่นเดิม แต่ก็มีเทคโนโลยีเสียงที่มากขึ้น คาดว่าจะสามารถให้เสียงที่ดีเยี่ยมกว่าเดิมได้

https3A2F2Fhybrismediaprod.blob .core .windows.net2Fsys master phoenix images container2Fh872Fhe12F91221634253102Frazer hammerhead true wireless pro 1500x1000 20201204 02

และด้วยความเป็นหูฟังเกมมิ่ง จึงมีการหน่วงดีเลย์สัญญาณเสียงที่ต่ำ ไม่ทำให้เสียงไม่ตรงกับปากในวิดีโอ หรือได้ยินเสียงกระสุนช้ากว่าภาพในเกม ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญมากในการเล่นเกม ใช้ระบบการเชื่อมต่อใหม่ล่าสุด Bluetooth 5.1 มีค่าหน่วงแค่ 60 มิลลิวินาทีเท่านั้น

แบตเตอรี่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 20 ชั่วโมงเมื่อรวมกับพลังจากกล่องเก็บ ส่วนตัวหูสามารถใช้งานได้สูงสุด 4 ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าเปิดระบบตัดเสียงรบกวน ANC ด้วย ก็จะใช้ได้น้อยกว่านั้น

ตัวกล่องสามารถชาร์จแบบไร้สายได้ พร้อมช่องชาร์จแบบ USB-C เปิดราคาจำหน่ายที่ $199 ประมาณ 6,0xx บาท

ที่มา: GSM Arena

from:https://notebookspec.com/web/551543-razer-hammerhead-true-wireless-pro

โรงพยาบาลธนบุรี ตั้ง “จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้” ที่พักสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุรับ Aging Society

ประเทศไทยมีจำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศสังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society เรียบร้อยแล้วและกำลังเพิ่มระดับขึ้น แต่การเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้สูงอายุก็ยังมีจำกัด

เครือโรงพยาบาลธนบุรี เห็นถึงโอกาสในการในจุดแข็งการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุ จึงตั้งโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ขึ้น

ภาพจากเว็บไซต์ Jin Wellbeing

บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG กลุ่มธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ โรงพยาบาล และเครื่องมือแพทย์ในเครือโรงพยาบาลธนบุรี ดันโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ตีตลาดบ้านพักคนชราหลังเห็นความต้องการด้านที่พักหลังเกษียณและแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

ทิมโมตี้ เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินการโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ระบุว่า โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยโครงการแรกที่พัฒนาโดย THG ซึ่งมีจุดแข็งคือประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านบริการการแพทย์ที่ได้รับความเชื่อมันจากผู้ใช้บริการมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้ยังมีการออกแบบพื้นที่ภายในโครงการให้เหมาะสมกับช่วงวัย โดยหวังว่าโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จะกลายเป็นโครงการต้นแบบของที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยแบบครบวงจร

ภาพจากเว็บไซต์ Jin Wellbeing

โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์ 7 ชั้น 5 อาคาร มีห้องพักจำนวน 494 ยูนิต บนเนื้อที่กว่า 140 ไร่แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  • ส่วนที่พักอาศัย สามารถซื้อกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของห้องและส่งต่อให้ลูกหลาน หรือเข้าพักตามแพคเกจก็ได้
  • โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้บริการด้านการแพทย์โดยเฉพาะ
  • Jin Wellness พื้นที่ให้บริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและกิจกรรมป้องกันความเสื่อมจากโรคภัยแบบเฉพาะบุคคล

ทางโครงการมีแผนปรับพื้นที่เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายโดยเพิ่มพื้นที่ช้อปปิ้งแบบเอาท์ดอร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ฟาร์มผักออร์แกนิก ออนเซ็นและสปา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564

ภาพจากเว็บไซต์ Jin Wellbeing

การเข้าอยู่ในโครงการสามารถทำได้ 4 แบบ คือ

  • ถือครองโฉนด (Freehold)
  • เช่าซื้อ 30 ปี (Leasehold)
  • Active Living การเช่าอยู่แบบรายเดือนพร้อมแพคเกจกิจกรรมและการบริการดูแลผู้สูงวัย ระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี
  • Short – term Package บริการรับฝากดูแลผู้สูงวัยแบบรายวันและการพักฟื้นระยะสั้น

จากข้อมูลประชากรไทย จะเห็นว่าตอนนี้ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือ มีสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังนั้นการมีที่พักอาศัยที่เตรียมพร้อมไว้ให้กับผู้สูงอายุ มีกิจกรรมต่างๆ มีบริการพื้นฐานที่จำเป็นรองรับ จะกลายเป็นสิ่งที่มีความต้องการมากขึ้นในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thg-jin-wellbeing-county/

Razer เปิดตัวหูฟัง Hammerhead True Wireless Pro มี ANC, ดีเลย์ต่ำ ราคา 200 ดอลลาร์

Razer เปิดตัวหูฟัง TWS รุ่นใหม่ Razer Hammerhead True Wireless Pro มาพร้อมไดรเวอร์ 10mm มี Active Noise Cancelling และ Gaming Mode แบบปรับปรุงใหม่ที่ลดค่าความหน่วงลงเหลือแค่ 60ms ผ่าน Bluetooth 5.1

จุดอ่อนของ Hammerhead True Wireless Pro น่าจะเป็นแบตเตอรี่ เพราะอยู่ได้แค่ 4 ชั่วโมง แม้ปิด ANC ชาร์จผ่านเคสได้อีก 4 รอบ รวมสูงสุด 20 ชั่วโมง ชาร์จไฟเข้าเคสผ่านพอร์ต USB-C เตรียมวางจำหน่ายภายในสหรัฐอเมริกาภายในเดือนนี้ ในราคา 199.99 ดอลลาร์ หรือราว 6,000 บาท

ที่มา – Engadget

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119955

รัฐ São Paulo ของบราซิล ออกคำสั่งให้ Apple ใส่หัวชาร์จไฟมากับ iPhone เครื่องใหม่

ทราบกันอยู่แล้ว ว่าแอปเปิลตัดสินใจหยุดการให้หูฟัง EarPods และหัวชาร์จไฟมาในกล่องของ iPhone รุ่นใหม่ ด้วยเหตุผลเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งระบุว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่มีอุปกรณ์เสริมนี้อยู่แล้ว แต่หน่วยงานของฝรั่งเศสได้สั่งให้แอปเปิลต้องให้หูฟัง EarPods ตามข้อกำหนดเรื่องอุปกรณ์แฮนด์ฟรี และล่าสุดแอปเปิลก็เจอคำสั่งคล้ายกันในบราซิล

มีรายงานว่าหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล ได้ออกคำสั่งให้แอปเปิลต้องใส่หัวชาร์จไฟมาพร้อมกับการซื้อ iPhone เครื่องใหม่ หลังได้ตั้งคำถามกลับไปยังแอปเปิลถึงเหตุผล แต่คำตอบที่ได้รับจากแอปเปิลเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีน้ำหนักมากพอ อีกทั้งมองว่าหัวชาร์จไฟถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นต้องให้มาในกล่อง

คำสั่งดังกล่าวมีผลเฉพาะในรัฐเซาเปาลูในตอนนี้ แต่อาจขยายการคุ้มครองไปทั่วประเทศต่อไป

ที่มา: 9to5Mac

Apple Charger

from:https://www.blognone.com/node/119954

Warner เตรียมปล่อยภาพยนต์ทุกเรื่องลง HBO Max คาดธุรกิจโรงภาพยนต์ซบเซาหลายปี

WarnerMedia เตรียมปล่อยภาพยนต์ทุกเรื่องลงใน HBO Max ภายในปี 2021 หลังรายได้จากโรงภาพยนต์ทรุดขาดทุนหนัก เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งความคิดสร้างสรรค์คือทางออก” Ann Sarnoff ซีอีโอของ Warner Bros. กล่าว “ไม่มีใครต้องการให้ภาพยนต์กลับไปสู่โรงหนังมากยิ่งกว่าเรา เรารู้ว่าคอนเทนต์ใหม่ๆ เป็นเหมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงโรงหนัง แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าวิกฤตในครั้งนี้โรงหนังจะได้รับผลกระทบยาวอย่างน้อยถึงปี 2021”

โดยเรื่องที่ WarnerMedia จะเปิดให้รับชมผ่าน HBO Max นั้นรวมถึงภาพยนต์ดังอย่าง Harry Potter, Inception, The Conjuring, The Suicide Squad, และ Matrix

แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกลายเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนต์ไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้ Warner Bros. ได้เปิดตัวภาพยนต์เรื่อง Tenet ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดหนังในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ขาดทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

“เราจะไม่มองโลกในแง่ดี การคาดหวังให้โรงภาพยนต์ฟื้นตัวกลับมาเป็นเรื่องของปีถัดไป ตอนนี้เราต้องเดินหน้าปรับตัวให้รวดเร็ว เราจึงต้องประเมินตัวเลือกทั้งหมดและเปิดกว้างให้โอกาสใหม่ๆ”

อย่างไรก็ตาม WarnerMedia ไม่ใช่ค่ายเดียวที่เผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว ด้าน Disney ก็ได้ย้ายเรื่อง Hamilton, Artemis Fowl, และ Soul มาฉายทางสตรีมมิ่งแบบพิเศษ เพื่อปรับตัวรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

หนึ่งในคำถามสำคัญต่อจากนี้คืออนาคตของธุรกิจโรงภาพยนต์จะเป็นอย่างไร? ปี 2020 เป็นปีที่อุตสาหกรรมภาพยนต์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โรงภาพยนต์จะจูงใจให้ผู้บริโภคยอมเสี่ยงมานั่งในโรงแทนที่จะนั่งดูจากที่บ้านได้อย่างไร ไม่ว่าทางออกจะเป็นไปในรูปแบบไหน แต่ทั้งอุตสาหกรรมจะซบเซาไปอีกนานหลายปี

ที่มา TheVerge

from:https://www.thumbsup.in.th/warner-release-movie-to-hbo-max?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=warner-release-movie-to-hbo-max

สรุปงานสัมมนา Veritas เตรียมองค์กรให้พร้อมรับมือจากภัยคุกคามและการโจมตีจาก Ransomware

ปัจจุบันหากถามว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ใดน่ากลัวที่สุดสำหรับองค์กร Ransomware คงเป็นชื่อแรกๆ ที่ปรากฎขึ้นมาแน่นอน แม้ว่า Ransomware เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยเหตุนี้ทาง Veritas ผู้นำโซลูชันด้าน Data Protection จึงได้จัดงานสัมมนาเพื่อให้ความรู้ว่าองค์กรควรปฏิบัติตัวอย่างไรถึงจะยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้จะถูก Ransomware โจมตีก็ตาม โดยคอนเซปต์ของงานครั้งนี้คือ “Ransomware Resilience in a Multicloud Era”

สถานการณ์ภัยคุกคาม Ransomware ในประเทศไทย ภารกิจใหม่ของไซเบอร์คอป และบทเรียนจากองค์กรที่เป็นเหยื่อจากการโจมตี

เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจถึงสถานการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามจาก Ransomware ในประเทศไทย ทาง Veritas จึงได้เชิญองค์กรที่เคยตกเป็นเหยื่อของการโจมตี ซึ่งน่าชื่นชมเป็อย่างยิ่งที่ออกมาเผยเรื่องความผิดพลาดให้เป็นวิทยาทานแก่ผู้รับฟัง โดยทีมงานจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราชได้เปิดเผยว่า แรกเริ่มเดิมทีตนและทีมงานได้ถูกแจ้งเตือนไว้อยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าการที่มี Gateway และ Endpoint Protection จะป้องกันได้ ซึ่งนั่นไม่จริงเลยเพราะสุดท้ายแล้วแฮ็กเกอร์ก็สามารถเจาะเข้ามาได้อยู่ดี และแน่นอนว่าความเสียหายไม่สามารถประเมินได้ ทั้งระบบเอกสารและเครื่องที่ให้บริการกิจการภายในของบุคคลากรหรือนักศึกษา

โดยความชะล่าใจเพียงเล็กน้อยจากการที่อนุญาตให้เซิร์ฟเวอร์ออกอินเทอร์เน็ตได้คือข้อผิดพลาดแรก จากนั้นเมื่อแฮ็กเกอร์เข้ามาได้แล้วมีการพุ่งเป้าไปที่บัญชีระดับแอดมิน ซึ่งเล็ดรอดจากสายตาทีมงานเพราะไม่ได้ใช้งานมากว่า 10 ปีแล้วนี่คือจุดผิดพลาดประการที่สอง จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีแฮ็กเกอร์ก็สามารถเข้าจัดการ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทำให้ทีมงานไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาได้ และเมื่อถึงตอนที่ต้องกู้สถานการณ์จริงทีมงานก็พบว่า ตนยังไม่ได้มีระบบ Backup ที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้เองการกู้คืนระบบทั้งหมดจึงกินเวลานับเดือน

Veritas ไม่ใช่ด่านแรก แต่เราคือปราการด่านสุดท้ายที่จะช่วยให้องค์กรยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หากเจอ Ransomware เข้าโจมตีจริง” — คุณศักด์ประเสริฐ อภิวัฒนเดช ผู้จัดการประจำประเทศไทยจาก Veritas กล่าวสรุป นอกจากนี้ยังได้กล่าวแนะนำด้วยว่า อันที่จริงแล้วจากเทรนด์ของโลกพบว่า Ransomware มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย เนื่องจากผลตอบแทนเรื่องตัวเงิน ดังนั้นองค์กรไม่ควรกังวลกับปัจจัยภายนอก จงคิดไว้เสมอว่า Ransomware มาแน่เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่ แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น องค์กรของท่านเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง

รู้หรือไม่ ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือเรียกสั้นๆว่าไซเบอร์คอป โดยภารกิจก็เพื่อประสานงานกับตำรวจท้องที่ และส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือ ณ ที่รับแจ้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เดือนร้อนจากภัยทางไซเบอร์ สามารถเข้าไปแจ้งความได้ผ่านสถานีตำรวจท้องที่ นอกจากนี้ไซเบอร์คอปยังมุ่งมั่นในการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ของฝั่งคนร้าย เพื่อนำมาจัดทำความองค์ความรู้และตีแผ่ให้ประชาชนได้เกิดความตระหนักต่อไป สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.hightechcrime.org/ 

ในมุมของการรับมือภัยคุกคามจาก Ransomware ต้องเกิดจากการมีนิสัยการใช้งานที่ดีเสียก่อน ซึ่งไซเบอร์คอปแนะนำให้ประชาชนหรือผู้ดูแลระบบองค์กรปฏิบัติตามดังนี้

  • อัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
  • อย่าคลิกลิงก์แปลกปลอม ไม่ทราบที่มา หรือแม้จากคนรู้จักก็ควรตรวจสอบก่อน
  • ระมัดระวังการใช้งาน Flashdrive เพราะอาจแฝงมัลแวร์มา
  • ลงโปรแกรมและเปิดบริการเท่าที่จำเป็น
  • ติดตั้ง Antivirus หรือ Endpoint Protection พร้อมอัปเดตเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
  • จัดทำการ Backup ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Sandbox เป็นเลเยอร์การป้องกันอีกชั้นหนึ่ง
  • ต้องเข้ารหัสข้อมูลอีเมลด้วยอัลกอริทึมที่ทันสมัย

เหตุใด Ransomware ยังคงประสบความสำเร็จ

Veritas ได้จับมือกับ Wakefield Research เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของ Ransomware และความซับซ้อนของเทคโนโลยี ว่าเหตุใดคนร้ายเบื้องหลัง Ransomware ยังคงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องได้ประสบความสำเร็จ แม้ว่าองค์กรจะตระหนักดีถึงภัยอันตรายนี้แล้วก็ตาม โดยทีมงานได้เข้าไปสัมภาษณ์ผู้บริหารในสายไอทีจำนวน 2,690 คนจากองค์กรที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 1,000 คน จาก 20 ประเทศในหลายภูมิภาค ซึ่งพบความจริงดังนี้

  • การทำ Digital Transformation ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีมากมาย ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือความซับซ้อนนั่นเอง แต่องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถขยายมาตรการด้าน Security ได้ทันกับการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามา
  • ไม่มีข้อยกเว้นของการโจมตี เพราะไม่ว่าองค์กรจะเก็บข้อมูลอย่างไร ที่ไหน หากคนร้ายพบช่องโหว่ก็มักจะเข้าจู่โจมอย่างไม่เลือกหน้า
  • องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมการวางแผนรับมือกับการกู้ข้อมูลมาก่อนเช่น Best Practice แนะนำการสำรองข้อมูลไว้ที่แผน 3-2-1 (เก็บข้อมูลไว้ 3 ชุดและมี 1 ชุดอยู่นอกไซต์) แต่มีผู้เข้าร่วมสำรวจเพียง 36% เท่านั้นที่บอกว่าตนปฏิบัติตาม 
  • องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้ทดสอบแผนการกู้คืนข้อมูลที่เตรียมเอาไว้ว่าใช้ได้จริงหรือไม่ ดังนั้นเมื่อถูก Ransomware โจมตีจะมีข้อมูลกว่า 20% หรือมากกว่าที่มักจะกู้คืนไม่ได้ แต่ที่น่าตกใจคือมีบางองค์กรไม่สามารถกู้คืนข้อมูลกลับมาได้เลยเพราะเตรียมรับมือไม่ดีพอ

ด้วยเหตุนี้เององค์กรจึงต้องการโซลูชันที่สามารถครอบคลุม ความซับซ้อนจากเทคโนโลยีหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าข้อมูลของท่านจะอยู่ที่ Edge Core หรือ Cloud ก็ตาม อีกประเด็นคือปัจจุบันมี Compliance เกิดขึ้นมากมาย จึงเป็นอีกปัจจัยที่องค์กรต้องเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ด้วย และสุดท้ายตัวโซลูชันเองต้องมีความ Secure มากพอ ซึ่ง Veritas ได้ออกแบบโซลูชันให้ตอบโจทย์ความต้องการทั้ง 3 ข้อไว้โดยสมบูรณ์แล้ว

ป้องกัน ตรวจจับ และกู้คืนข้อมูลด้วยโซลูชันจาก Veritas

Ransomware Resilience หมายถึงการที่องค์กรได้มีการเตรียมตัวรับมือกับการโจมตี ให้ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้แม้จะถูก Ransomware โจมตีจริงก็ตาม อย่างไรก็ดี National Institute of Standards and Technology หรือที่รู้จักในชื่อย่อ NIST ได้เผยโมเดลที่จะช่วยให้องค์กรทำเช่นนั้นได้ ใน 5 หัวข้อตามภาพประกอบด้านล่าง

credit : Veritas

Veritas เองได้นำเสนอโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ได้แล้วถึง 3 หัวข้อนั่นคือ

  • Protect – ไม่ว่าข้อมูลของท่านจะอยู่ที่ใดก็ตาม จะบน Edge Core หรือ Cloud แต่ถือว่าสำคัญเสมอ 
  • Detect – ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาภัยคุกคาม หรือสิ่งผิดปกติ
  • Recover – การกู้คืนข้อมูลนั้นต้องทำได้ง่าย รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจ

ในมุมของ Protect เมื่อไม่นานมานี้ Veritas ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Netbackup flex 2.0 Operating Environment และ NetBackup 8.3 ซึ่งมีการรองรับแหล่งข้อมูลได้กว่า 800 ชนิดและ Storage กว่า 1,400 รุ่น รวมถึงคลาวด์จากผู้ให้บริการต่างๆ ถึง 60 เจ้า จึงมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลของท่านที่อยู่บน เทป ดิสก์ หรือคลาวด์จะปลอดภัยเสมอ มากกว่านั้น Veritas ยังได้มีการ Certified ในมาตรฐานต่างๆ ผนวกกับความสามารถของ AI ที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้งานนั้นง่ายขึ้นกว่าที่เคย สุดท้ายเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ Veritas ยังได้นำเสนอฟังก์ชันของ IDS/IPS, MFA, RBAC และ End-to-End Encryption เอาไว้อีกด้วย

สำหรับด้าน Detect ทาง Veritas นั้นได้นำเสนอโซลูชันที่ชื่อว่า APTARE ซึ่งถูกออกแบบมาให้ช่วยตรวจจับข้อมูลบน Infrastructure ในองค์กร นอกจากนี้เมื่อพูดถึงตัวข้อมูลเอง Veritas ได้นำเสนอโซลูชันที่ชื่อ Data Insight ที่จะบอกได้ว่าหากเกิดความผิดปกติขึ้น เช่น Ransomware มีการแก้ไขนามสกุลของไฟล์ หรือมีการเข้าถึงไฟล์ที่ผิดปกติจากเดิมก็จะสามารถแจ้งเตือนทีมงานได้ทันท่วงที

credit : Veritas

สุดท้ายด้าน Recover บอกได้เลยว่า Veritas เป็นโซลูชันที่เป็นผู้นำหัวข้อนี้มาอย่างยาวนาน ดังนั้นไม่เพียงการกู้คืนข้อมูลของท่านจะเป็นเรื่อง่ายแล้ว เพราะเพียงคลิกเดียวท่านก็สามารถแก้สถานการณ์จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับข้อมูลได้อย่างทันใจ แต่ Veritas ยังได้นำเสนอโซลูชันที่เร็วที่สุดในท้องตลาด ดังนั้นจึงสามารถตอบโจทย์ SLA ของธุรกิจได้อย่างแน่นอน และล่าสุดใน Veritas Netbackup เวอร์ชัน 8.3 ยังได้มีฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การทดสอบความสามารถกู้คืนข้อมูลนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

และทั้งหมดนี้เองคือสิ่งที่ Veritas ได้ถ่ายทอดให้ได้เห็นภาพว่าเหตุใดปัจจุบัน Ransomware จึงยังจะคงเป็นภัยร้ายต่อองค์กรในอนาคต และ Veritas ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถต่อสู้กับอนาคตอันไม่แน่นอนนั้นได้อย่างมั่นใจ แม้ข้อมูลของท่านจะเก็บอยู่ในคลาวด์ใด หรือสภาพแวดล้อมแบบใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ Ransomware Resilience in a Multicloud Era ขององค์กรจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือนำเสนอโซลูชันได้ตามด้านล่าง

Email : sales@veritasthailand.com

Line id : @veritasthailand

from:https://www.techtalkthai.com/summary-veritas-seminar-ransomware-resilience-in-a-multicloud-era/

Google จะสร้างหนังสือเสียงให้อัตโนมัติ แม้หนังสือนั้นจะไม่มีเวอร์ชั่น audio เปิดใช้งานต้นปี 2021

Google อัพเดตความสามารถใหม่ของแอนดรอยด์หลายอย่าง เช่น Nearby Share, ให้บริการ Android Auto เพิ่มอีก 36 ประเทศรวมไทย

พร้อมกันนี้ยังเพิ่มการอ่านหนังสือบน Google Play Books โดยระบบจะสร้างคำบรรยายอัตโนมัติสำหรับหนังสือที่ไม่มีเวอร์ชันเสียง โดย Google ร่วมกับสำนักพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเพื่อเพิ่มหนังสือลงใน Google Play Books ปัจจุบันยังเป็นสถานะเบต้า และจะเปิดให้บริการแก่สำนักพิมพ์อื่นๆ ในต้นปี 2021

ผู้ใช้งานสามารถเลือกลักษณะเวียงที่จะอ่านหนังสือให้ฟังได้ กด play กด ย้อนหลังได้ตามปกติ

No Description

ที่มา – Google Blog

from:https://www.blognone.com/node/119953