เรื่องทั้งหมดโดย Feed News

Apple ปรับเว็บไซต์ใหม่ เพิ่มหัวข้อ Store สำหรับการเลือกซื้อสินค้าโดยเฉพาะ

แอปเปิลได้ปรับปรุงเว็บไซต์ Apple.com ใหม่ โดยมีสิ่งเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือเพิ่มหัวข้อ Store (ร้าน) ในแถบด้านบนสุด ซึ่งเป็นหน้าของการเลือกซื้อสินค้าโดยเฉพาะ และมีการปรับหน้าตาใหม่

ในอดีตแอปเปิลมีส่วนของ Apple Online Store แยกโดเมนออกมาโดยเฉพาะ ส่วนตัวเว็บไซต์แอปเปิลเป็นการนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว และมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี 2015 โดยไม่มีส่วนของ Store โดยเฉพาะ แต่เพิ่มปุ่ม Buy แทรกในหน้ารายละเอียดของสินค้าแทน

alt="Apple Online Store"

ในหน้า Store แบบใหม่นี้มีเนื้อหาหลายส่วนตั้งแต่สินค้าใหม่ ที่แสดงแบบ carousel ปัดดูตามแนวนอน ส่วนของผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอรายละเอียด การเปรียบเทียบ จนถึงโปรโมชันต่าง ๆ ทั้งนี้ปุ่ม Buy ในหน้ารายละเอียดสินค้าก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

ที่มา: MacRumors

alt="Apple Online Store"

alt="Apple Online Store"

from:https://www.blognone.com/node/124067

[ไม่ยืนยัน] เอกสารหลุดระบุกูเกิลไล่พนักงานออกทุกปี เพราะเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

เว็บ Motherboard อ้างถึงรายงานภายในของกูเกิลที่หลุดออกมา ระบุถึงอัตราการไล่พนักงานออกเนื่องจากเข้าถึงหรือใช้งานข้อมูลไม่ถูกต้อง จำนวน 18 คนในปี 2018, 26 คนในปี 2019, และ 36 คนในปี 2020

เฉพาะปี 2020 นั้น พนักงานถูกไล่ออกเพราะความผิดด้านความปลอดภัย เช่น การส่งเอกสารความลับออกไปนอกบริษัท จำนวน 31 คน ประมาณ 4 คนเป็นความผิดฐานใช้ข้อมูลของผู้ใช้หรือพนักงานไม่ถูกต้อง

การไล่ออกเป็นมาตรการระดับร้ายแรงที่กูเกิลลงโทษพนักงาน โดยพนักงานอาจถูกลงโทษเบากว่า เช่น ตักเตือน, หรือต้องเข้าฝึกการใช้ข้อมูลใหม่ โฆษกของกูเกิลระบุว่าการไล่ออกส่วนใหญ่เป็นความผิดจากการใช้ข้อมูลความลับของบริษัท ส่วนข้อมูลผู้ใช้นั้นถูกจำกัดเฉพาะคนที่จำเป็นต้องเข้าถึงเท่านั้นอยู่แล้ว และการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นต่ำมากไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่

ข่าวกูเกิลไล่พนักงานออกเนื่องจากแอบเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้นั้นมีไม่บ่อยนัก ครั้งที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือปี 2010 ที่กูเกิลไล่ David Barksdale ออกจากบริษัทฐานเข้าถึงอีเมลและแชตของผู้เยาว์ 4 คน โดยครั้งนั้นกูเกิลระบุว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งที่สองของบริษั

ที่มา – Vice

No Description

ภาพโดย gabrielle_cc

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/124066

5 เหตุผลทำไมควรปกป้อง Multi-cloud Apps ด้วย McAfee MVISION CNAPP

เกือบทุกบริษัท ตั้งแต่ธุรกิจ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ต่างใช้ระบบ Cloud กันทั้งสิ้น อีกทั้งหลายๆ บริษัทเริ่มใช้ระบบ Cloud จากผู้ให้บริการหลายๆ รายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ดีที่สุด กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Multi-cloud ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้าน Security และ Compliance ตามมา บทความนี้ Ingram Micro ผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน IT Security ระดับ Enterprise-class จึงได้แนะนำ McAfee MVISION CNAPP แพลตฟอร์ม Multi-cloud Security แบบบูรณาการพร้อม 5 เหตุผลทำไมองค์กรจึงควรนำไปใช้

Multi-cloud นำมาซึ่งผลกระทบด้าน Security และ Compliance

จากการสำรวจล่าสุดของ McAfee พบว่า มีองค์กรมากถึงร้อยละ 92 ของทั่วโลกที่ใช้บริการ IaaS จากผู้ให้บริการ Cloud หลายๆ ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 18% ในแต่ละปี การเปลี่ยนไปสู่การใช้ Multi-cloud นี้เอง สร้างผลกระทบและปัญหาด้าน Security และ Compliance ที่แต่ละองค์กรต้องพิจารณา 5 ประการ ได้แก่

1. การจัดการด้าน Security แบบรวมศูนย์ — แต่ละ Cloud มันใช้เครื่องมือการจัดการด้าน Security ของตัวเอง การขาดการจัดการแบบรวมศูนย์นี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการตั้งค่าที่ผิดพลาด การตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุผิดปกติที่ช้าเกินไป และการสิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคล

2. การปฏิบัติตาม Compliance ต่างๆ — การตั้งค่าระบบ Cloud ให้ตรงตาม Compliance เป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่แล้ว เมื่อต้องใช้ระบบ Cloud จากผู้ให้บริการหลายๆ ราย ทำให้ความเสี่ยงตรงจุดนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุ Security Breach ได้

3. ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล — เมื่อใช้หลายๆ ระบบ Cloud การปกป้องข้อมูลที่รับส่งกันระหว่าง Cloud กลายเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องพิจารณาเพิ่มเติม รวมไปถึงการวางนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลบนแต่ละ Cloud ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

4. การทำงานร่วมกับ DevOps — DevOps ช่วยให้การพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบ Multi-cloud เพื่อรักษาความเร็วนี้ไว้ บ่อยครั้งจึงจำเป็นต้องละเลยประเด็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่ช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการแก้ไข หรือการตั้งค่าที่ผิดพลาดได้

5. การจัดการเหตุไม่พึงประสงค์บน Cloud — Cloud แต่ละรายมีสภาพแวดล้อมและ Shared Responsibility Model ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบเหตุผิดปกติทำได้ยากกว่าแบบ On-Premises

5 เหตุผลทำไมควรปกป้อง Multi-cloud ด้วย McAfee MVISION Cloud

เพื่อปกป้องการใช้ Multi-cloud ขององค์กรในปัจจุบัน Ingram Micro จึงนำเสนอ McAfee MVISION Cloud ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Multi-cloud Security แบบบูรณาการ ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Security และ Compliance ของแต่ละ Cloud ที่ใช้ได้จากศูนย์กลาง พร้อมคุ้มครองข้อมูล สินทรัพย์ และแอปพลิเคชันของทั้งองค์กรและลูกค้าจากภัยคุกคามไซเบอร์ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

McAfee MVISION Cloud มาพร้อมกับ 5 คุณสมบัติเด่นด้าน Multi-cloud Security ดังนี้

1. การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบรวมศูนย์
McAfee MVISION Cloud รองรับการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม IaaS ชั้นนำ ทั้ง AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud Platform ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและบังคับใช้นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยกับแพลตฟอร์ม IaaS เหล่านั้นได้แบบรวมศูนย์ ผ่านหน้าบริหารจัดการแบบบูรณาการ
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • สามารถตั้งค่าและบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของ Multi-cloud ได้ผ่านทางแพลตฟอร์มเดียว
  • เป็นศูนย์กลางจัดเก็บข้อมูลเหตุผิดปกติที่เกิดจากการละเมิดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนแต่ละ Cloud และสถานะของ Compliance ได้อย่างครอบคลุม
  • มี Cloud Security Advisor สำหรับตรวจวัดการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในแต่ละมิติ พร้อมให้คำแนะนำ
  • Full Role-based Access Control ที่มาพร้อมกับ Data Jurisdiction

2. การบริหารจัดการความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Multi-cloud
ด้วยคุณสมบัติ Cloud Security Posture Management (CSPM) สำหรับ AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud Platform ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบ Cloud ที่ใช้กับมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติสากล เช่น CIS Benchmarks, PCI DSS, NIST 800–53 หรือ HIPAA ได้โดยอัตโนมัติ ลดความซับซ้อนในการจัดการนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย รวมไปถึงป้องกัน Data Loss จากความผิดพลาดในการตั้งค่า
นอกจากนี้ McAfee MVISION Cloud ยังสามารถติดตามและตรวจสอบความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Multi-cloud IaaS ว่าเป็นไปตามนโยบายและข้อกำหนดขอองค์กรหรือไม่ พร้อมค้นหาช่องโหว่ที่เกิดจากการตั้งค่าผิดพลาดซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิด Compliance หรือเหตุ Data Breach ได้อีกด้วย

3. การบริหารจัดการนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลจากศูนย์กลาง
McAfee MVISION Cloud ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นและติดตามข้อมูลสำคัญที่ถูกเก็บอยู่ใน Amazon Simple Storage Service (S3), Microsoft Azure Blob Storage และ Google Cloud Storage Bucket ได้อย่างครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลเหล่านี้จะได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามไซเบอร์ นอกจากนี้ยังช่วยจำแนกประเภทข้อมูลสำคัญให้โดยอัตโนมัติ พร้อมบังคับการใช้มาตรการควบคุมเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลสู่สาธารณะและการจารกรรมข้อมูลได้

4. การบริหารจัดการเหตุผิดปกติแบบรวมศูนย์
หน้า Policy Incident Summary นำเสนอข้อมูลสรุปของเหตุผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ DLP and Security Configuration Audit แบบบูรณาการภายในหน้าจอเดียว ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบประสิทธิผลของแต่ละนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยและปรับแต่งให้แม่นยำขึ้นได้ ฟีเจอร์ที่น่าสนใจได้แก่

  • Incident Dashboard แบบบูรณาการสำหรับ Multi-cloud ซึ่งแสดงผล DLP, Malware, Threat Anomalies, Vulnerabilities และ Security Configuration Audit
  • MITRE Dashboard ที่แสดงผลกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเป็นอันตรายต่อ Infrastructure ของระบบ Cloud ทั้ง AWS, Azure และ GCP
  • สามารถทำงานร่วมกับ SIEM, ServiceNow หรือระบบ Ticket อื่นๆ ได้

5. ปกป้อง Cloud-native Apps
อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญ คือ McAfee MVISION Cloud Native Application Protection Platform (CNAPP) ที่ทำงานร่วมกับ Cloud Security Posture Management (CSPM) และ Cloud Workload Protection Platform (CWPP) เพื่อปกป้องโฮสต์และ Workloads ทั้ง VMs, Containers และ Serverless Functions จากภัยคุกคามไซเบอร์ รวมไปถึงมีโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับประเมิน DevOps Template บน AWS, Azure และ GCP ทั้งแบบ Offline และ Inline อีกด้วย ฟีเจอร์ที่น่าสนใจได้แก่

  • ค้นหาและจำแนกประเภท Workloads ตามความเสี่ยง
  • มาตรการควบคุมแบบ Zero Trust
  • ผสานการทำงานร่วมกับ CI/CD Tools ได้อย่างลงตัว

Ingram Micro ผู้จัดจำหน่ายโซลูชันของ McAfee อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) Value Added Distributor ชั้นนำของประเทศไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ McAfee อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยให้บริการแบบ One Stop Service ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขาย เพื่อให้ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของลูกค้าพร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ทุกรูปแบบ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมจาก McAfee โดยตรง

ผู้ที่สนใจโซลูชัน McAfee MVISION Cloud สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล TH-McAfee@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/ingram-micro-mcafee-mvision-cnapp/

Sony ไตรมาสล่าสุด ภาพรวมโต 15% จาก PS5 และธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

Sony รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2021 ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนเป็น 2.257 ล้านล้านเยน และมีกำไรสุทธิ 2.12 แสนล้านเยน

กลุ่มธุรกิจเกมเป็นปัจจัยหลักของยอดขายและกำไร Sony ในไตรมาสที่ผ่านมา ยอดขายรวม 6.16 แสนล้านเยน (+2%) ซึ่งมาจาก PS5 เป็นหลัก Sony ยังคงตั้งเป้ายอดขาย PS5 ในปีแรกไว้ที่มากกว่า 14.8 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ PS4 ทำไว้ ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Sony ก็ได้ประกาศยอดขาย 10 ล้านเครื่อง

ตัวเลขในธุรกิจอื่นของ Sony กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 59% จากยอดขายโทรทัศน์และกล้องดิจิทัล กลุ่มธุรกิจเซ็นเซอร์ถ่ายภาพ เพิ่มขึ้น 6% ธุรกิจเพลงเพิ่มขึ้น 44% และ Sony Pictures เพิ่มขึ้น 17%

ที่มา: Sony (pdf)

PS5

from:https://www.blognone.com/node/124065

สัมมนาออนไลน์ “เคียงคู่ผู้ลงมือทำ EP.1 : “ Made in Thailand สร้างแบรนด์ไทย ส่งไกลทั่วโลก”

ถ้าคุณ ???

  • อยากขายของไปต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี?
  • ไม่รู้ว่าของที่ตัวเองมีอยู่ จะมีประเทศไหนสนใจบ้าง?
  • กลัวเรื่องการสื่อสารกับคนต่างชาติ!!!
  • ถ้าคุณไม่รู้จะส่งของไปต่างประเทศอย่างไรดี???

ปัญหาทั้งหมดนี้มีคําตอบ กับฟรีสัมมนาออนไลน์ ที่จะพาคุณไปเรียนรู้การค้าขายกับต่างประเทศใน “เคียงคู่ผู้ลงมือทำ EP.1 : “ Made in Thailand สร้างแบรนด์ไทย ส่งไกลทั่วโลก” ฟรีสัมมนาออนไลน์เพื่อเปิดโอกาสให้คุณสร้างแบรนด์ไทย ส่งไกลทั่วโลก ไปกับไปรษณีย์ไทยขนส่งแบรนด์ไทยระดับชาติ ผนึกกําลังกับ E-Commerce Platform อันดับ 1 ของโลก อย่าง Amazon พร้อมสร้างโอกาสการเรียนรู้เพื่อช่วย SMEs ไทยฝ่าวิกฤต Covid-19

ห้ามพลาด!! Live สดเปิดโอกาสให้SMEs เริ่มต้นค้าขายกับคนทั่วโลก 🕐 ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้เวลา 13.00-15.00 น.

Live สดผ่าน FB Fanpage

❤️ https://www.facebook.com/thailandpost.co.th

❤️ https://www.facebook.com/THAIAGS

❤️ https://www.facebook.com/TheDigitalTips

👉 ไม่รอช้า คลิกลิ้งค์ https://thailandpost.force.com/postfamily/Signin

เพื่อสมัครเป็นสมาชิก POST FAMILY พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายและ E-Book ฟรี! หลังจบงาน

#เคียงคู่ผู้ลงมือทํา #สร้างแบรนด์ไทยส่งไกลทั่วโลก #AmazonGlobalSelling#ไปรษณีย์ไทย #DigitalTipsAcademy

from:https://www.thumbsup.in.th/seminar-thaipost-brand-thai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=seminar-thaipost-brand-thai

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ธุรกิจขนส่งสินค้าเติบโต 19% ในปี 2021 แม้โควิดทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

ธุรกิจขนส่งสินค้าออนไลน์ (Last-mile delivery) เติบโตช้าลงในปี 2021 เหตุเพราะติดขัดจากยอดโควิดที่สูงขึ้น ต้องระงับการส่งของในบางพื้นที่ ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสำหรับผู้ประกอบการสูงขึ้น

ธุรกิจขนส่งยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2021 แม้จะโตน้อยกว่าเดิม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รายได้รวมของธุรกิจจัดส่งสินค้าออนไลน์ในปี 2021 จะอยู่ที่ประมาณ 71,800 ล้านบาท นับว่าเติบโต 19% ซึ่งน้อยกว่าปี 2020 ที่ 31.3% โดยต้นทุนของบริษัทขนส่งน่าจะสูงขึ้นเช่นกัน

โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากมาตรการป้องกันโควิด การจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น (ทดแทนพนักงานที่ติดโควิด และรองรับคำสั่งซื้อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น) รวมถึงการเดินเส้นทางส่งสินค้าใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิมที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนส่งยังคงเติบโตต่อเนื่องตามธุรกิจ E-commerce ที่ยังคงเพิ่มยอดจากการแจกโปรโมชั่นอยู่เรื่อยๆ แต่ด้วยจำนวนผู้เล่นในตลาดที่มากมาย การลดราคาค่าขนส่งของผู้เล่นรายใหญ่ส่งผลให้ผู้เล่นรายอื่นๆ ต้องปรับราคาตาม และหากบริษัทไหนไม่สามารถบริหารต้นทุนได้ดีพอ ก็อาจจะแข่งขันได้ลำบากขึ้น หรือต้องปิดกิจการลง เช่น Alpha ที่ประกาศปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

พนักงานขนส่งติดโควิด

การที่พนักงานขนส่งสินค้าออนไลน์ของหลายบริษัทติดเชื้อโควิดกันมากขึ้น ทำให้การขนส่งสินค้าช้าลงกว่าเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่เขตสีแดง ซึ่งเกิดจากการที่ศูนย์กระจายสินค้าและสาขารับ-ส่งพัสดุในบางพื้นที่ และที่อยู่ในและนอกห้างสรรพสินค้าสินค้า ต้องปิดทำการชั่วคราว

งดส่งอาหารชั่วคราว

สินค้าประเภทอาหาร เช่น อาหารสด อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ เป็นต้น ที่ผู้คนนิยมหันมาสั่งให้ส่งออนไลน์กันมากขึ้น จะได้รับผลกระทบจากการที่ระบบขนส่งติดขัดมากกว่าสินค้าประเภทอื่น

ผู้ประกอบการบางรายงดส่งสินค้าชั่วคราว เพราะกลัวว่าสินค้าของตัวเองจะเน่าเสียก่อนลูกค้าจะได้รับสินค้า ทางบริษัทขนส่งเองก็ไม่มีอุปกรณ์หรือยานพาหนะที่จัดเก็บสินค้าประเภทอาหารได้นานนัก ทำให้ทั้งบริษัทขนส่งและธุรกิจอาหารที่เน้นการขายออนไลน์เสียรายได้ระหว่างช่วงนี้ไป

สินค้าอื่นๆ รอได้

ในด้านของกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหารและไม่ใช้สินค้าที่ต้องใช้อย่างเร่งด่วน หรือ เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น มียอดขายที่น้อยลงมาตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิดแล้วเพราะผู้คนต้องใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น 

การที่บริษัทขนส่งติดขัดชั่วคราวจึงกระทบต่อสินค้ากลุ่มนี้น้อยกว่า ถึงแม้ว่าจะมีคำสั่งซื้อ ลูกค้าน่าจะรอสินค้ามาส่งได้  ในอีกด้านหนึ่ง ลูกค้าบางส่วนอาจจะซื้อสินค้าบางประเภทมาตุน ทำให้ใช้บริการขนส่งน้อยลงและส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทขนส่งได้

สรุป

ถึงแม้ว่าธุรกิจการขนส่งจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2021 แต่ต้นทุนที่มากขึ้น และอันตรายจากเชื้อไวรัสก็ดูจะไม่คุ้มค่ากำไรเลยแม้แต่น้อย น่าจับตามองว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการระบบขนส่งมากขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจสำเร็จขึ้นหรือไม่

ที่มา – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ธุรกิจขนส่งสินค้าเติบโต 19% ในปี 2021 แม้โควิดทำให้ต้นทุนสูงขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/online-delivery-forecasts-2021-covid-impacts/

[Guest Post] การ์ทเนอร์เผย 3 ปีจากนี้ ผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมาจากมืออาชีพที่อยู่นอกวงการไอที

นักลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ กำลังซื้อกิจการและครองส่วนแบ่งรวมของตลาดไอทีมากขึ้น

 

ภายในปี 2567 ประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีจะมาจากมืออาชีพนอกวงการเทคฯ

แนวโน้มนี้เป็นผลจากแรงผลักดันของนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่อยู่นอกองค์กรไอทีทั่ว ๆ ไปที่ครองส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่าของตลาดไอทีโดยรวม ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านไอทีโดยเฉลี่ยของฝั่งธุรกิจสูงถึง 36% ของงบประมาณด้านไอทีทั้งหมด

ราเจช กานดาสวามี รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “ซีอีโอบริหารธุรกิจดิจิทัลเหมือนเป็นทีมกีฬาที่ไม่ใช่หน่วยงานเดี่ยว ๆ ในสังกัดของฝ่ายไอทีอีกต่อไป การเติบโตของข้อมูลดิจิทัล เครื่องมือในการพัฒนาแบบ Low-Code และการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปอย่างเสรีโดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเท่านั้น”

 

โควิด-19 ขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ

เทคโนโลยีเข้าไปมีบทบาทในทุกด้านของธุรกิจและผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ใช้นอกแผนกไอที ซึ่งความต้องการของผู้ซื้อกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิมๆ ที่ได้รับเสมอไป

ประกอบกับวิกฤตโควิด-19 ที่มีส่วนทำให้เกิดการขยายทั้งปริมาณและประเภทของกรณีการใช้งานเทคโนโลยีที่จำเป็น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2566 จะเกิดการสร้างรายได้ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่เคยมีมาก่อนการระบาด

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ยังกล่าวว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการคลาวด์ แนวคิดริเริ่มต่างๆ จากธุรกิจดิจิทัล และบริการระยะไกลได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เมื่อผสานรวมและเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

 

ในปี 2567 กว่าหนึ่งในสามของผู้ให้บริการเทคโนโลยีต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการนอกกลุ่มเทคฯ

โควิด-19 ยังช่วยลดกำแพงในการสร้างโซลูชันต่าง ๆ ที่ผูกกับเทคโนโลยีและกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้ใครก็ตามที่สามารถตอบสนองความต้องการอันเป็นผลจากการระบาดใหญ่ได้ ซึ่งผู้ให้บริการหน้าใหม่เหล่านี้รวมถึงผู้ที่ทำงานสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีภายในองค์กรต่าง ๆ หรือเป็น “นักเทคโนโลยีธุรกิจ – Business Technologists หรือ  พลเมืองนักพัฒนา (Citizen Developers) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และระบบ AI เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีพบว่าตนกำลังเข้าสู่ตลาดที่เกี่ยวข้องหรือแข่งขันกับผู้ให้บริการจากนอกสายเทคฯ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงบริษัทที่มีนวัตกรรมด้านบริการทางการเงินและการค้าปลีก โดยอย่างหลังกำลังสร้างโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยไอทีถี่ขึ้นและประกอบกับความทะเยอทะยานที่มากขึ้นเนื่องจากองค์กรจำนวนมากยังพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล

การ์ทเนอร์คาดว่าภายในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ จะมีการประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากบริษัทที่ไม่ใช่สายเทคฯ แพร่หลายมากขึ้น

“ความพร้อมของนักเทคโนโลยีธุรกิจทำให้เกิดแหล่งข้อมูลใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและยังสามารถทำงานให้เกิดผลสำเร็จได้ ดังนั้นผู้ให้บริการเทคโนโลยีจำเป็นต้องขยายขอบเขตแนวคิดและแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมไปยังกลุ่มคนใหม่ ๆ อาทิ จากพื้นฐานการพัฒนามือสมัครเล่น หรือจากทีมงานที่ดูแลกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ และแผนกอื่นๆ” กานดาสวามี กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่รายงาน Tech Providers 2025: Strategic Responses to Challenges From New (and Old) Entrants ซึ่งเป็นส่วนนึงของรายงาน Gartner Trends Insight report ในหัวข้อ Tech Providers 2025 Special Report” ที่เก็บรวบรวมผลการวิจัยเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (TSP) เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะยาวและเตรียมพร้อมรับมือได้ตั้งแต่วันนี้

สามารถชมรายละเอียดการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการเทคโนโลยี ได้ที่เว็บบินาร์ของการ์ทเนอร์ หัวข้อ Prepare Now for the 6 Forces That Will Shape Tech Providers by 2025

 

Gartner Tech Growth & Innovation

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์จะนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางในการเร่งการเติบโตของผู้ให้บริการเทคโนโลยี การขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่งาน  Gartner Tech Growth & Innovation Conference 2021 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 กรกฎาคมในอเมริกา ติดตามข่าวสารและอัปเดตเนื้อหาจากการประชุมได้ทาง Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerTGI

 

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติ ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม และมุมมองเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อให้ผู้นำและทีมงานด้านเทคโนโลยีเตรียมพร้อมรับมือตามบทบาทหน้าที่ อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสำคัญทางธุรกิจและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข้อมูลและข่าวสารจาก Gartner for High Tech บน Twitter และ LinkedIn โดยใช้ #GartnerHT

 

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com  

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-majority-technology-product-and-service-will-built-by-professionals-outside-of-it-by-2024/

พนักงาน Tesla ยอมรับ ตามติดชีวิตรักของ Elon Musk หวังรับมือกับอารมณ์เจ้านายล่วงหน้า

ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายบางครั้งก็เอาใจยาก พนักงานบริษัท Tesla ยอมรับว่า ต้องติดตามชีวิตส่วนตัว และความสัมพันธ์ของ Elon Musk กับแฟนสาว เพื่อหวังคาดการณ์ และรับมือกับอารมณ์ของเจ้านายล่วงหน้า

Elon Musk มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ที่เรียกได้ว่าจะขยับ จะทำอะไรก็เป็นกระแสได้ตลอด แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับการทำธุรกิจเลยก็ตาม

ที่ผ่านมา Elon Musk เป็นมหาเศรษฐีที่ขึ้นชื่อว่า “ทำงานหนักมาก” เคยทำงานมากที่สุด 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มากกว่าการทำงาน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ถึงขนาดเคยบอกด้วยว่า “ไม่มีใครเปลี่ยนโลกด้วยการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง” แถมตัวเขายังเป็นคนมุ่งมั่น เป็นคนรักความสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเดาเลยว่าคนที่ทำงานกับ Elon Musk โดยตรงอาจไม่ได้มีความสุขกับการทำงานมากเท่าไหร่นัก

ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่าสภาพการทำงานกับ Elon Musk ไม่ดีนัก บางคนโดนไล่ออกด้วยความโกรธอย่างรุนแรง แต่สุดท้ายแล้ว Elon Musk ก็ขอแก้ข่าวว่าเป็นเพียงการให้ความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมาเท่านั้น หรือบางคนก็ยอมรับว่าบรรยาการศการทำงานกับ Elon Musk “เป็นพิษ” โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “อารมณ์” ของคนเป็นเจ้านาย

เมื่อการทำงานกับ Elon Musk เป็นเรื่องยาก ก็ไม่น่าแปลกใจที่พนักงานต้องหาวิธีการที่ทำให้การทำงานของตัวเองปลอดภัยขึ้น

พนักงาน Tesla ยอมรับ ตามติดชีวิตรักเจ้านาย ทำนายอารมณ์ Elon Musk

คนที่เคยทำงานกับ Elon Musk ยอมรับว่า พนักงานที่ทำงานกับ Elon Musk มีการติดตามชีวิตส่วนตัว และความรักของ Elon Musk เพื่อคาดเดา และรับมือกับอารมณ์ของคนเป็นเจ้านาย โดยระบุไว้ในหนังสือ “Power Play: Tesla, Elon Musk, and the Bet of the Century” ของ Tim Higgins

ในหนังสือเล่มนี้ระบุเอาไว้ว่า ในขณะที่ Elon Musk แต่งงานกับ Talulah Riley อารมณ์ของเขาจะดี และมีความสุข ขึ้นอยู่กับสีผม โดยเฉพาะหาก Talulah Riley ทำสีผมค่อนไปทางเงิน Platinum อารมณ์ของ Elon Musk ก็จะดีขึ้น

นอกจากนี้ Elon Musk ยังเคยระบุด้วยว่า “ถ้าเขาไม่ได้มีความรัก หรือไม่ได้มีความสัมพันธ์ระยะยาวกับใคร เขาจะรู้สึกไม่มีความสุข” รวมถึง “เขาไม่เคยรู้สึกมีความสุขเลยถ้าชีวิตขาดใครสักคนหนึ่ง และการนอนคนเดียวไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบนัก”

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเชื่อข้อมูลทั้งหมดนี้ ก็ต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่า ในหนังสือเล่มนี้มีการกล่าวถึงข่าวลือว่า Elon Musk เคยเสนอขายกิจการ Tesla ให้กับ Apple โดย Elon Musk ได้โทรศัพท์คุยกับ Tim Cook ซึ่งเป็น CEO ของ Apple แต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องได้เป็น CEO พร้อมกับแซวเล่นๆ ด้วยว่า CEO ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึง CEO ของ Tesla แต่เป็น CEO ของ Apple ต่างหาก ซึ่งทำให้ Tim Cook ตอบกลับมาว่า F**k You และตัดสายทิ้งไป

ในท้ายที่สุดแล้ว Elon Musk ก็ได้ไขข้อสงสัยในประเด็นนี้ด้วยตัวเองว่า “ไม่ใช่ความจริง” เพราะทั้งเขา และ Tim Cook ไม่เคยคุยกันเลย

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post พนักงาน Tesla ยอมรับ ตามติดชีวิตรักของ Elon Musk หวังรับมือกับอารมณ์เจ้านายล่วงหน้า first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tesla-employee-track-elon-musk-mood/

นอติลุส เปิดตัว “XTEN” ชูคอนเซ็ปท์ใหม่ “SUPERFOOD” แม้เร่งรีบก็สุขภาพดีได้

ตลาดซีเรียลอาหารเช้าในปี 2563 เติบโตมูลค่า 4% มูลค่า 2,700 พันล้าน และคนไทยที่ต้องใช้เวลาเร่งรีบ พร้อมรักสุขภาพกันมากขึ้น เป็นโอกาสของพัทยาฟู้ดกรุ๊ป ในการเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “เอ็กซ์เทน” (XTEN) ผลิตภัณฑ์มัลติเกรน โอ๊ตมีล ซึ่งเป็นในกลุ่มนอติลุส ถอดแนวคิด Extend Happiness “ยืดสุขให้สุขภาพ” โดยคัดสรรอาหารซุปเปอร์ฟู้ด เป็นรูปแบบอาหารพร้อมทานภายใน 2 นาที ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ชีวิตที่เร่งรีบพร้อมดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย และ ทุกช่วงเวลา ด้วยตัวเลือก 4 สูตร 4 รสชาติ มุ่งมั่นเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพเคียงข้างคนไทย

คุณสุดาทิพ เกียรติศรีชาติ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด (PFG-Pataya Food Group) เป็นผู้ผลิต และจำหน่ายอาหารทะเล มานานกว่า 40 ปี ภายใต้แบรนด์ นอติลุส, มงกุฎทะเล และ ซีคราวน์ โดยนอติลุส มีจุดเด่นเรื่องการสรรค์สร้างนวัตกรรมอาหารสุขภาพเพื่ออยู่เคียงข้างคุณ (Health Partner) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึงนวัตกรรมล่าสุดที่ตอบโจทย์ในยุค New Normal

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยใช้ ซุปเปอร์ฟู้ด (Super Food) ซึ่งมีคุณค่าอันดีจากธรรมชาติ ที่มอบโภชนาการที่ดีให้ผู้ทาน และยังตอบโจทย์กับคนยุคใหม่ที่มีเวลาดูแลตัวเองน้อยลง ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสนใจกับคุณประโยชน์ของ ซุปเปอร์ฟู้ด (Super Food) ซึ่งเป็นทางเลือกของอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคต่างๆ นำมาผสมผสานกับกลุ่มอาหารทะเลที่มีความชำนาญในการผลิตมาอย่างยาวนาน เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ในรูปแบบ อาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) ด้วยการ สร้างเทรนด์ “XTEN Healthvenient – เอ็กซ์เทน เฮลท์วีเนียน” เพื่อชีวิตที่เร่งรีบพร้อมดูแลสุขภาพในทุกช่วงเวลา สำหรับวัยต่างๆ ตั้งแต่เด็กวัยเรียน, คนวัยทำงานหรือ ผู้สูงวัยที่ต้องการอาหารสุขภาพที่สะดวกพร้อมทาน ด้วย “เอ็กซ์เทน” จากนอติลุส

บริษัทฯ คาดว่าสัดส่วนยอดขายของ XTEN ในประเทศ จะแบ่งเป็น ช่องทางหน้าร้านแบบออฟไลน์ 60% และช่องทางการขายแบบออนไลน์ 40% โดย RTE Cereal ไทย มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 3-4% ด้วยภาพรวมตลาดซีเรียลอาหารเช้าในปี 2563 เติบโตมูลค่า 4% มูลค่า 2,700 ล้านบาท

 

“เอ็กซ์เทน” เป็น แบรนด์น้องใหม่ของ นอติลุส ที่ตั้งใจจะเป็นอาหารสุขภาพที่สะดวกพร้อมรับประทาน โดยกลุ่มสินค้าแรกที่ออกส่งตลาด คือผลิตภัณฑ์มัลติเกรนโอ๊ตมีล (Multigrain Oatmeal) ที่ถอดจากแนวคิด Extend Happiness “ยืดดดดดสุขให้สุขภาพ” พัฒนาขึ้น โดยใช้คอนเซปต์ 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ “ซุปเปอร์ฟู้ด” ซึ่งเป็นเทรนด์อาหารสุขภาพที่แพร่หลายไปทั่วโลก ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนที่สอง คือ การนำไอเดีย “High-Low” มาใช้เป็นแกนในการทำวิจัย และ พัฒนาเพื่อส่งมอบสารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายและกำจัดสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย อุดมไปคุณค่าสารอาหารสูงจากการนำ ข้าวโอ๊ต มัลติเกรน และ ซุปเปอร์ฟู้ดมารวมเข้าด้วยกัน มีปริมาณคอเลสเตอรอลและโซเดียมที่ต่ำ เพื่อให้เป็นทางเลือกของการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนในทุกๆ สูตร มานำเสนอในรูปของอาหารพร้อมทานที่มีรสชาติอร่อย ปรุงสะดวกใน 2 นาที พร้อมลดโซเดียมลง 50% มีน้ำตาลน้อยกว่า ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่วัตถุกันเสีย ช่วยยืดสุขภาพและยืดช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับผู้บริโภค สอดคล้องกับรูปแบบชีวิตที่ทันสมัยและมีไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบในชีวิตประจำวัน แบบ “XTEN Healthvenient – เฮลท์วีเนียน” (Healthy Meet Convenience) ที่มีตัวเลือกถึง 4 สูตร 4 รสชาติ คือ

  • NAUTILUS XTEN: WILD RED SALMON โอ๊ตมีลผสมมัลติเกรน เรดแซลมอน สูตรลดโซเดียม 50% ให้วิตามินบี 6 และ บี 12 สูง มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง มีโอเมก้า 3, 6, 9 คอเลสเตอรอลต่ำ และไม่มีไขมันอิ่มตัว อร่อยด้วยเนื้อแซลมอนจริงจากธรรมชาติ
  • NAUTILUS XTEN: TRIPLE MUSHROOM โอ๊ตมีลผสมมัลติเกรน เห็ดรวมและผักโขม สูตรลดโซเดียม 50% ให้ไฟเบอร์และวิตามินซีสูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและต่อต้านอนุมูลอิสระ ไขมันต่ำและไม่มีไขมันอิ่มตัว พร้อมอร่อยเต็มคำด้วยเห็ดรวมชิ้นโต 3 ชนิด
  • NAUTILUS XTEN: DARK CHOC & ALMONDS โอ๊ตมีล ดาร์กช็อกพร้อมอัลมอนด์ สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 50% ให้ธาตุเหล็กและโฟเลตสูง มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบิน และช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน และไม่มีคอเลสเตอรอล
  • NAUTILUS XTEN: MIXED BERRIES โอ๊ตมีล มิกซ์เบอร์รี่ สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 50% ให้วิตามินเอ และซีสูง มีส่วนช่วยคงสภาพปกติของการมองเห็น และมีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ ไขมันต่ำและไม่มีไขมันอิ่มตัว

นางสาวสุดาทิพ ให้ความเห็นว่า ตลาดอาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ เป็นเซกเมนต์หนึ่งที่ยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้คนยุคใหม่ให้ความใส่ใจในการดูแลตัวเองและครอบครัว โดยเน้นอาหารที่มีคุณค่าและดีต่อสุขภาพ เพื่อให้มีความแข็งแรงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ในขณะเดียวกันปัจจัยเรื่องราคาที่สมเหตุสมผลก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผลิตภัณฑ์ต้องคิดเผื่อให้ผู้บริโภคด้วย สิ่งหนึ่งที่อาหารพร้อมทานต้องทำคือใช้ความเข้าใจในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน มาปรับแผนงานเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ยังคงมุ่งนำเสนอสินค้าคุณภาพและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้บริโภคต่อไป

นอติลุส มีปณิธานแน่วแน่ที่จะเป็นผู้ช่วยดูแลสุขภาพเคียงข้างคนไทย สรรค์สร้างนวัตกรรมอาหารสุขภาพ เพื่ออยู่เคียงข้างผู้บริโภคตลอดระยะเวลาที่มา เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อช่วย “ยืดดดดสุขให้สุขภาพ” พร้อมกับตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ในวันที่ทุกคนต้องการให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อต่อสู้กับโรคภัยต่างๆ รอบตัว”

from:https://www.thumbsup.in.th/nortilus-opening-xten-superfood?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nortilus-opening-xten-superfood

ข่าวดี SME ไทย LINE จัดกิจกรรมให้ความรู้การทำธุรกิจดิจิทัล พร้อมโปรโมตร้านฟรีผ่าน LINE SHOPPING

LINE ประเทศไทย เดินหน้าแคมเปญ “WE LOVE YOU” อัดกิจกรรมชุดใหญ่ช่วยเหลือ SME ไทย มุ่งอาสาเป็นส่วนหนึ่งช่วยผู้ประกอบการก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

LINE

พบกับกิจกรรมมากมายจาก LINE

แคมเปญนี้มาพร้อมกิจกรรมให้ความรู้การขาย คลาสเรียนออนไลน์ และ SME Clinic ตอบทุกคำถามการลงโฆษณาบน LINE จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมช่วยโปรโมตร้านค้าออนไลน์ฟรีภายใต้แคมเปญย่อย “Hug SMEs รักนะเจ้าร้านเล็ก” และมอบคูปองส่วนลด 500 บาท สำหรับซื้อโฆษณาบน LINE ฟรี!

สำหรับมาตรการการช่วยหลือสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ภายใต้แคมเปญ WE LOVE YOU มี 3 ด้าน ดังนี้ 

  • ช่วยเสริมความรู้ พร้อมให้ SME ไทยเข้าศึกษาเพื่อเริ่มต้นการทำธุรกิจดิจิทัลด้วยตนเองได้ทุกเมื่อ และคลาสเรียนออนไลน์ฟรีเพื่อเรียนรู้การใช้งานฟีเจอร์เครื่องมือสร้างธุรกิจบน LINE พร้อมเปิด SME Clinic ให้คำปรึกษาในการทำโฆษณาบน LINE ผ่าน LINE Ads Platform จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงในรูปแบบถามตอบออนไลน์ 
  • ช่วยโปรโมตร้าน ผ่านแคมเปญ “Hug SMEs รักนะเจ้าร้านเล็ก” ซึ่งเป็นการจัดตลาดนัดออนไลน์ครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องบนแหล่งรวมร้านค้าโซเชียลยอดฮิตอย่าง LINE SHOPPING พร้อมโปรโมตผ่านสื่อต่าง ๆ ของ LINE SHOPPING ฟรี! 
  • ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย สำหรับ SME ที่เปิดบัญชี LINE Ads Platform จะได้รับคูปองส่วนลดสำหรับลงโฆษณาบน LINE มูลค่า 500 บาทฟรี! ตลอดสิงหาคม – ตุลาคม 2564 ซึ่งสามารถนำไปใช้เมื่อลงแคมเปญโฆษณาโดยไม่มีขั้นต่ำ 

นอกจากนี้ LINE ยังร่วมมือกับรายการออนไลน์ใหม่ล่าสุด “โอปชี้กี้ช้อป” ที่จะมาตามหาไอเทมเด็ด รีวิวสินค้าของดี ชี้เป้าให้ทุกคนมาร่วมช้อป เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยโปรโมตร้านค้า SME และร้านโซเซี่ยลเพิ่มเติมได้ในเดือนกันยายนนี้

ด้านนายเลอทัด ศุภดิลก หัวหน้าฝ่ายธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ LINE ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดอันนำมาสู่มาตรการล็อกดาวน์ที่มีในปัจจุบัน ทำให้เราเพิ่มมาตรการและกิจกรรมช่วยเหลือขึ้นมาเป็นพิเศษมากกว่าเดิม โดยรวมพลังกับบริการอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์ม LINE นำมาสู่กิจกรรมมากมายผ่านแคมเปญ WE LOVE YOU นี้”

“ด้วย Ecosystem ที่ครบถ้วนและมาตรการช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยในด้านต่างๆ เราเชื่อว่าจะสามารถเป็นอีกหนึ่งกำลังให้ SME และร้านค้ารายย่อยในไทยมีกำลังใจในการสู้ต่อ สามารถใช้เครื่องมือทางธุรกิจภายใต้แพลตฟอร์ม LINE ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เรารวมพลังพร้อมให้การสนับสนุนคนไทยด้วยกันจนกว่าจะผ่านพ้นวิกฤตนี้” นายเลอทัด กล่าวทิ้งท้าย

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจาก LINE กับแคมเปญ WE LOVE YOU ได้ ที่นี่

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ข่าวดี SME ไทย LINE จัดกิจกรรมให้ความรู้การทำธุรกิจดิจิทัล พร้อมโปรโมตร้านฟรีผ่าน LINE SHOPPING first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/line-thailand-helps-sme/