เรื่องทั้งหมดโดย Feed News

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Pylance ตัวรองรับภาษา Python บน VS Code ทำงานเร็วกว่าเดิม, ตรวจชนิดตัวแปร, อิมพอร์ตโมดูลอัตโนมัติ

Visual Studio Code มีส่วนขยายยอดนิยมสามภาษา ได้แก่ Python, C/C++, และ C# โดยไมโครซอฟท์รับนักพัฒนาส่วนเสริมภาษา Python มาร่วมงานตั้งแต่ปี 2007 และตอนนี้ก็หันมาพัฒนาเซิร์ฟเวอร์ภาษาใหม่ในชื่อ Pylance โดยระบุว่าประสิทธิภาพจะดีขึ้น, รองรับการตรวจสอบชนิดตัวแปร, และสามารถอิมพอร์ตโมดูลอัตโนมัติ

เซิร์ฟเวอร์ภาษา เป็นส่วนขยายชนิดภิเศษของ VS Code ที่ให้บริการการรองรับภาษากับโปรแกรมแก้ไขโค้ด โดยไมโครซอฟท์กำหนดโปรโตคอลของฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อเปิดให้ตัวแก้ไขโค้ดไม่ว่าจะเป็น VIM หรือ Visual Studio ก็สามารถรองรับภาษาได้เหมือนกันหากรองรับโปรโตคอลนี้ โดยตัวโปรโตคอลรองรับฟีเจอร์เช่น การเติมโค้ด (code completion), การวิเคราะห์ความผิดพลาด, จัดรูปแบบโค้ด เป็นต้น

No Description

Pylance สามารถอ่านไฟล์ type-stub (ไฟล์ .pyi) เพื่อวิเคราะห์ชนิดตัวแปรแต่ละตัวพร้อมกับวิเคราะห์ชนิดตัวแปรในโค้ดได้ ทำให้สามารถเสนอตัวเลือกเติมโค้ดได้แม่นยำและเร็วขึ้น โดยตัว Pylance เองมาพร้อมกับ type-stub ของโมดูลยอดนิยมจำนวนหนึ่งในตัว

ตัวนักพัฒนาสามารถเลือกเซิร์ฟเวอร์ภาษาได้จากคอนฟิกของส่วนขยาย Python อีกที หรือหากลง VS Code ใหม่แล้วติดตั้ง Pylance ตัวติดตั้งก็จะติดตั้งส่วนขยาย Python ให้เอง

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/117310

Gaming Notebook น่าซื้อ 2020 สเปก Core i Gen 10H / Ryzen 4000H ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ แรงลื่นคุ้มค่า เริ่ม 26,900 บาท

มากันเกือบุกแบรนด์แล้วสำหรับ Gaming Notebook รุ่นใหม่สเปกแรงลื่นปี 2020 ที่มาพร้อมกับการอัพเดทล่าสุด ทั้งในส่วนของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H และ AMD Ryzen 4000H ที่แน่นอนว่าได้ความแรงลื่นที่มากกว่าเดิม ส่วนการ์ดจอ Gaming ก็มีรุ่นใหม่ที่น่าสนใจออกมา สำหรับรุ่นราคาที่เน้นความคุ้มค่าของแบรนด์ NVIDIA อย่างในรุ่น GeForce GTX 1650 Ti ที่ต้องบอกว่ายอดนิยมที่สุดของ Gaming Notebook ช่วงราคา 2x,xxx บาทก็ว่าได้ ซึ่งในตอนนี้มีทั้งแบรนด์ Acer / ASUS / MSI / Lenovo / HP

ซึ่งการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti มีสเปกการทำงาน CUDA 1,024 คอร์  และความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุด 1.49GHz รวมถึงปรับปรุงไปใช้แรมภายในมาตรฐาน GDDR6 เหมือนอย่างรุ่น GeForce GTX 1660 Ti โดยได้ขนาดมาเป็น 4GB เท่ากับรุ่นก่อนหน้าอย่าง GeForce GTX 1650 นั่นเอง ส่งผลให้การมาของการ์ดจอ GTX 1650 Ti เป็นตัวแทรกกลางระหว่าง GTX 1650 และ GTX 1660 Ti ก็ว่าได้

ในบทความนี้ก็เลยจะมาแนะนำ Gaming Notebook การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ ใส่แรมภายใน 4GB GDDR6 ที่แรงลื่นเพียงพอต่อการเล่นเกม 3 มิติทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในปัจจุบันแน่นอน เทียบกับความแรงต่อราคาแล้วคุ้มค่า ในส่วนของชิปประมวผลก็มีทั้ง Core i5-10300H / Core i7-10750H และ Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H / Ryzen 7 4800HS เป็นตัวเลือก

ได้แรมมาเป็นมาตรฐาน DDR4 ที่ขนาด 8GB – 16GB ส่วน SSD ได้ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน หน้าจอขนาด 14″ / 15.6″ / 16.1″ Full HD IPS ที่ 120Hz – 144Hz  ที่ต้องบอกเลยว่า สเปกเพียงพอต่อทุกๆ การใช้งานพื้นฐานหรือเล่นเกมหนักๆ ก็ทำได้ดีเยี่ยม โดยมีตัวเครื่องเบาที่ 1.6 กิโลกรัม ติดตั้ง Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที มีประกันดีที่สุดเป็นแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านยาวนาน 3 ปี ราคาเริ่มต้นถูกที่สุดที่ 26,900 บาทเท่านั้น ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

Lenovo IdeaPad Gaming 3i ราคา 27,990 – 30,990 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3i เป็น Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่าประจำปี 2020 เป็นโน้ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปเล่นเกมได้สบายๆ โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H รุ่นใหม่อย่าง Core i5-10300H / Core i7-10750H พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ อีกทั้งได้ดีไซน์ใหม่ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่ไม่หนักจนเกินไป รวมๆ มีความเรียบง่าย โดยมาพร้อมกับโทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า ที่ดูแล้วสวยงามและแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน วางตำแหน่งเป็นซีรีส์ Gaming เริ่มต้นของทาง Lenovo

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3i นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 27,990 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) พร้อม Privacy Shutter และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 2 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น ประกัน 2 ปี แบบ On-Site Service โทรแจ้งช่างมาซ่อมได้ถึงที่ รวมไปถึงมีประกันอุบัติเหตุและบริการอื่นๆ อย่างเครื่องสำรองระหว่างรอซ่อมด้วย

 

สำหรับน้ำหนักและความหนาของตัวเครื่อง Lenovo IdeaPad Gaming 3i ถือว่าเป็นเบาตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊คปี 2020 ที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วน แม้จะมีขนาดหน้าจอใหญ่ที่ 15.6″ แต่ก็มีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้พกพาไปไหนมาไหนสะดวกสบายมาก โดยรวมแล้วการดีไซน์ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นใหม่นี้ถือทำได้ดีมาก ใครจะเอาไปทำงานก็ดูเรียบๆ หรือใครจะเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้ดีเป็นรองตระกูล Legion เลย เชื่อได้เลยว่าจะเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่ทำให้ตลาดคึกคักทีเดียว

HP Pavilion Gaming 16 ราคา 34,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H หรือ Core i5-10300H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 30,900 – 34,900 บาท (ต่างกันที่สเปกชิปประมวลผลเท่านั้น) การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

Lenovo Legion 5 / 5i ราคา 30,990 – 39,990 บาท

Lenovo Legion 5 เป็น Gaming Notebook แบบเมนสตรีมที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 อีกทั้งยังเต็มไปด้วยตัวเลือกองค์ประกอบที่หลากหลายให้แก่ผู้เล่น ทั้งชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ทำงานกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ได้แรมขนาด 8GB DDR4 (Bus 3200MHz) และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ทุกๆ รุ่น โดย Lenovo Legion 5 ทุกรุ่นรองรับ Wi-Fi 6และ Dolby Atmos ตัวเครื่องสี Phantom Black น้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม มีเทคโนโลยี Rapid Charge Pro เทคโนโลยี Lenovo Legion Coldfront 2.0 ที่ช่วยควบคุมความอุณหภูมิ

คีย์บอร์ด Lenovo Legion TrueStrike แม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น  พร้อม 4-zone RGB รองรับ anti-ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms ทนทานมากขึ้นด้วยการเคลือบสารให้คุณสมบัติต้านทานการเสียดสีและการสึกกร่อน และแบตเตอรี่ที่ปรับใหม่ให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (ใช้ได้นานถึง 8 ชั่วโมง)ด้วยเทคโนโลยี Advanced Optimus และ Hybrid Mode อีกทั้งสามารถเลือกปรับโหมดได้เองระหว่างโหมดการรักษาอุณหภูมิ Quiet, Balance และ Performance นอกจากนี้ยังสามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน  

และที่สำคัญคือจอ 15.6 นิ้ว Full HD (1920 x 1080) IPS display 144 Hz และตอบสนองในเวลา ❤ ms รองรับเทคโนโลยี VESA DisplayHDR 400 100% sRGB และคมชัด สมจริงด้วย Dolby Vision จอจัดเต็มจริงๆ แม้ดีไซน์หลักจะยังเป็นรูปแบบเดิมแบบ Y540 และใน Legion 5 แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นดีไซน์ที่ลงตัวที่สุดแบบหนึ่ง เพราะทำให้ตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อนได้ทั้ง 3 ทิศทาง พอร์ตเชื่อมต่อที่มากกว่าและสามารถใช้ประโยชน์เครื่องจากด้านหลังได้เต็มที่ รวมไปถึงจอภาพที่สามารถกางได้ 180 องศา โดยใน Lenovo Legion 5 ยังได้อัพเกรดขึ้นมาหลายๆ ส่วน

นอกเหนือจากนั้นยังมีในส่วนสเปกที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H ด้วย ซึ่งจะใช้ชื่อรุ่นเป็น Lenovo Legion 5i อีกทั้งจะมีรุ่นหน้าจอใหญ่ 17.3″ เป็นตัวเลือกอีกด้วย สเปกหลักๆ ในส่วนของการ์ดจอเหมือนกันหมด เพราะเราคะดมาเฉพาะรุ่น GTX 1650 Ti และได้แรม 8GB DDR4 (Bus 2933MHz) พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ไม่ต่างกัน แน่นอนว่าในส่วนของประสิทธิภาพก็มีความโดดเด่นไม่เป็นรองกันด้วย รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ก็มีความเหมือนกันอีกด้วย แต่สำหรับรุ่นหน้าจอ 17.3″ ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่าด้วย ที่ 2.98 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ Gaming Notebook จอใหญ่แบบนี้

ASUS TUF Gaming A15 FA506 ราคา 26,900 – 29,900 บาท

ASUS TUF Gaming A15 FA506 เป็น Gaming Notebook การ์ดจอ GTX 1650 Ti ที่หลายคนจับตามอง (เพราะรุ่นก่อนหน้าทำไว้ดีมาก) มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ตัวแรงสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7nm จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพสูง ในราคาสุดคุ้มเพียง 26,900 – 29,900 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาท

โดย ASUS TUF Gaming A15 FA506 ได้สเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz (แต่ถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็จะดีเยี่ยมมากๆ) และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz มีเทคโนโลยี Adaptive Sync ให้ภาพลื่นไหลไม่ฉีกขาด พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

ASUS TUF Gaming A15 FX506 ต่อยอดรุ่นก่อนหน้าได้อย่างดีเยี่ยมในหลายๆ ส่วน เริ่มจากกดีไซน์ใช้สีสัน Fortress Gray โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด และตัวคีย์บอร์ดก็ตอบสนองพร้อมความทนทานที่เยี่ยมยอด

รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว อีกทั้งแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงโดยประมาณ โดดเด่นด้วยอุณหภูมิ CPU ชิปประมวลผล ใช้งานหนักๆ ร้อนไม่เกิน 75 – 87 องศาเซลเซียส ส่วน GPU การ์ดจอจะอยู่ที่ไม่เกิน 70 – 75 องศาเซลเซียส เท่านั้นเอง

MSI GF63 Thin ราคา 27,900 – 31,900 บาท

ยังคงเป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ปี 2020 ที่แรงลื่นและเบาที่สุดในตลาด กับการมาของ MSI GF63 Thinโดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น และบางเพียง 21.7 มิลลิเมตร เน้นพกพาสะดวก ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง คุณภาพเยี่ยม  แต่ยังได้สเปก Gaming เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน้ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย อัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q (ร้อนน้อยกว่ารุ่นปกติ) ​ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งคู่ รวมไปถึงมีรุ่นราคาถูกกว่า ที่มาพร้อมกับ Core i5-9300H / Core i7-9750H ที่แม้จะเป็นรุ่นเก่ากว่า แต่ก็ยังแรงเหลือๆ อยู่ (ก็เลยมาแนะนำ เพราะแบรนด์อื่นๆ เค้าไม่ทำกัน)

นอกจากนั้น MSI GF63 Thin จัดเต็มด้วยสเปกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ให้ความลื่นไหลสบายตา พร้อมได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 2666 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB  ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A Gen 1, USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 4 ชั่วโมง

หน้าตาการออกแบบเอง MSI GF63 Thin ปี 2020 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงคล้ายเดิมทั้งหมดทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI GF63 Thin ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้วแม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ซึ่งขอบจอ Thin Bezel บางมากเพียง 4.9 มิลลิเมตร เท่านั้น บางมากๆ จนคิดว่าจอ 14 นิ้วด้วยซ้ำ

ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ออกแบบโน้ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้ MSI GF63 Thin เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมน่าซื้อที่สุดรุ่นนึงทีเดียว รวมถึงมีซอฟท์แวร์ MSI Dragon Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมของคุณให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ในราคาเพียง 27,900 – 33,900 บาท โดยมีความแตกต่างเพียงเรื่องสเปกชิปประมวลผลและมาตรฐาน Wi-Fi 5 AC / 6 AX รวมถึง Bluetooth 5.0 / 5.1 เท่านั้น

Acer Nitro 5 AN515 ราคา 31,900 บาท

Acer Nitro 5 AN515 หรือ Acer Nitro 5 ปี 2020 สเปก Core i Gen 10H จากที่ก่อนหน้านี้เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง ด้วยชิปประมวลผล Intel Core i 10H อย่าง Core i5-10300H ที่ทำงานด้วยความเร็ว 2.50GHz – 4.5GHz แบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 2666MHz ทันทีแบบไม่ต้องอัพเกรดกันให้เสียเวลา มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง) พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน้ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมได้มาตรฐานขอบเขตสี NTSC 72% ด้วย

ดีไซน์มีการปรับปรุงใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม ด้วยเส้นสายลวดลายที่ดูดุดันกว่าที่เคย โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม และที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีแดง รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

ASUS ROG Zephyrus G14 GA401 ราคา 39,900 – 42,900 บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 สเปกการ์ดจอ GTX 1650 Ti ซึ่งเป็นสเปกเริ่มต้น มีทั้งรุ่นที่เป็น AniMe Matrix และไม่เป็น ซึ่งจัดว่าเป็นGaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ สุดล้ำ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม พร้อมมีไฟ LED ปรับแต่งได้ ใช้สเปก AMD Ryzen 5 4600HS / Ryzen 7 4800HS ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่สุดแรงสุด เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร พร้อมการ์ดจอประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ โดยมีน้ำหนักเบาแค่ 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาสะดวกตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดกว่า 15.6″ พอตัว

ส่วนสเปกอื่นๆ ของASUS ROG Zephyrus G14 ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสามารถติดตั้งแรมมาขนาด 8GB – 16GB Bus 3200 MHz อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สำหรับหน้าจอเป็นขนาด 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง sRGB เกือบ 100% แสดงผล Refresh Rate ที่ 120Hz ลื่นไหล แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที อีกทั้งมีปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint ด้วย ได้ประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

นอกจากนี้รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ก็จะมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 2.2 Channel พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 2 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 และชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้ ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดจั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือไม่ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมมา ถ้าใครจะใช้ต้องหามาติดตั้งเอง และจากกการทดสอบใช้งานแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 10 ชั่วโมงโดยประมาณ

ASUS ROG Zephyrus G14 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์สายพกพาบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าที่เคยมีมาทั้งหมด รวมไปถึงหน้าจอมีขนาด 14″ แบบขอบจอบาง แต่ตัวเครื่องเทียบเท่า 13.3″ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้เต็มตามากขึ้น ส่วนช่องระบายความร้อนมีทั้งหมด 4 ช่อง เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 81 ใบ ที่ทรงพลังนำพาความร้อนออกได้เป็นอย่างดี ร้อนที่สุดจากการทดสอบไม่เกิน 90 องศาเซลเซียสเท่านั้นสำหรับ CPU

สำหรับฟีเจอร์ AniMe Matrix ที่ติดตั้งไว้ที่ฝาเครื่องด้านนอกเป็นเครื่องแรกของโลก เป็นฟีเจอร์ที่ล้ำไม่ซ้ำใครจริงๆ ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของ G14 สามารถปรับแต่งได้ในแบบของคุณเอง จอ LED ที่ทันสมัยนี้ประกอบด้วย ไฟ LED มากมายเพื่อใช้แสดงภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในคุณภาพที่เรากำหนดได้เองผ่านทาง Armory Crate เพื่อเป็นการแสดงความคิดสร้างสรรค์ของภาพและเสียงที่ตรงใจผู้ใช้งาน และในอนาคตจะมีการอัพเดทที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะแสดงข้อความแจ้งเตือนต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแสดงสถานะแบตเตอรี วันที่ เวลา อีเมล และอื่นๆ ได้อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/gaming-notebook-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-2020-%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%81-core-i-gen-10h-ryzen-4000h-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b2/527632/

บริษัทเจ้าของ Mercedes-Benz เตรียมขายโรงงานที่ฝรั่งเศสเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในช่วงตลาดหดตัว

การควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องปกติของผู้ผลิตรถยนต์ในช่วงนี้ เพราะพอเกิดการระบาดของโรค COVID-19 ความต้องการซื้อรถยนต์ใหม่ก็ลดลง และล่าสุดบริษัทแม่ของ Mercedes-Benz เตรียมขายโรงงานที่ฝรั่งเศสแล้ว

mercedes benz
ภาพจาก Shutterstock

Daimler ต้องการควบคุมต้นทุน

ปัจจุบันภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ในกลุ่มประเทศยุโรปค่อนข้างมีปัญหา ผ่านความต้องการซื้อรถยนต์ใหม่ลดลง และโรงงานต่างๆ ที่นั่นที่มีกำลังผลิตค่อนข้างมากก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป โดยกรณี Daimler บริษัทแม่ของ Mercedes-Benz และ Smart ถึงขั้นเตรียมขายโรงงานในฝรั่งเศส

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มาจาก Daimler มีการย้ายฐานการผลิตรถยนต์แบรนด์ Smart ที่ปกติจะผลิตในโรงงานที่เมือง Hambach ในประเทศฝรั่งเศส ไปที่ประเทศจีนมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้โรงงานนี้ที่เคยมีกำลังผลิตรถแบรนด์ Smart กว่า 80,000 คันในช่วงปี 2560 เริ่มมีประโยชน์ลดลง

ขณะเดียวกัน แผนการผลิตรถยนต์แบรนด์ Smart ในประเทศจีน มีแนวทางชัดเจน เช่นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าล้วนโฉมใหม่ รวมถึงการร่วมมือกับ Geely หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจีน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Smart ในการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

ในทางกลับกันรัฐมนตรีคลังของประเทศฝรั่งเศสได้ออกมาแจ้งกับ Mercedes-Benz ว่า อยากให้บริษัทไตร่ตรองอย่างดีอีกครั้งหนึ่ง และทางการต้องการให้บริษัทเก็บโรงงานนี้เอาไว้ก่อน เพื่อให้เกิดการสร้างงานภายในประเทศฝรั่งเศสเหมือนเดิม

สรุป

ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ Mercedes-Benz มีการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านยูโร เพื่อควบคุมต้นทุน และนำบริษัทผ่านวิกฤต COVID-19 ไปได้ ดังนั้นการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการนำโรงงานที่ไม่มีประโยชน์แล้วออกไปจากบริษัท ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดี

อ้างอิง // Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/daimler-shutdown-france-factory/

แค่เรียนฟรียังไม่พอ Microsoft ใจดีลดค่าสอบใบรับรองทักษะ 85% ช่วยเหลือคนตกงานจากโควิด

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบกับการสถานะการจ้างงานของคนทั่วโลก เฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวก็มีคนตกงานกว่า 20.5 ล้านคนแล้ว ซึ่ง Microsoft มองว่าทางออกหนึ่งที่จะช่วยได้คือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะทักษะเกี่ยวกับยุคดิจิทัล

Microsoft
ภาพจาก Shutterstock

นอกเหนือจากที่ Microsoft จะเปิดคอร์สเรียนฟรีเพื่อพัฒนาทักษะให้กับแรงงานทั่วโลกกว่า 25 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ในเครือ ทั้ง LinkedIn และ Github แล้ว

Microsoft ยังมองว่าเรียนฟรีอย่างเดียวไม่พอ เพราะการได้ใบรับรองย่อมเป็นการการันตีความสามารถของผู้เรียนได้เช่นกัน ซึ่งประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับคือ ความน่าเชื่อถือ เมื่อมีใบรับรองจะเป็นการสร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่งคนอื่นๆ ที่อาจสมัครงานในตำแหน่งเดียวกัน รวมถึงยังสามารถเพิ่มใบรับรองที่มีบนเว็บไซต์หางานอย่าง LinkedIn เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตัวเองด้วยก็ได้

โดย Microsoft ได้ประกาศว่าจะลดราคาการสอบ Microsoft Certification ลงเหลือเพียง 15 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ หรือประมาณ 464 บาท จากปกติต้องจ่ายเงินในราคากว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,098 บาท โดยมีทักษะด้านต่างๆ ให้เลือกสอบได้ดังนี้

    • Microsoft Certified: Azure Fundamentals
    • Microsoft Certified: Azure Data Fundamentals
    • Microsoft Certified: Azure AI Fundamentals
    • Microsoft Certified: Power Platform Fundamentals
    • Microsoft 365 Certified: Fundamentals
    • Microsoft Certified: Azure Administrator Associate
    • Microsoft Certified: Azure Developer Associate
    • Microsoft Certified: Azure Security Engineer Associate
    • Microsoft Certified: Power Platform App Maker Associate
    • Microsoft 365 Certified: Teams Administrator Associate
    • Microsoft 365 Certified: Security Administrator Associate
    • Microsoft 365 Certified: Developer Associate
    • Microsoft Certified: Data Analyst Associate

ภาษาที่ใช้ในการสอบ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี โดยผู้ที่ต้องการสอบใบรับรอง Microsoft Certification ในราคาพิเศษ จะต้องมีหลักฐานยืนยันว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จริงๆ โดยสามารถเลือกเวลาสอบใบรับรองได้ตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึงสิ้นปี แต่สามารถทำการทดสอบได้จนถึงสิ้นเดือนมีนามคม 2021

ภาพจาก LinkedIn

นอกจากทักษะที่เกี่ยวกับสายงานแล้ว Microsoft ยังได้เปิดคอร์สเรียน Soft Skill บนเว็บไซต์ LinkedIn Learning ให้เรียนกันแบบฟรีๆ จำนวน 4 คอร์ส จนถึงเดือนมีนาคม 2021 ซึ่งทักษะ Soft Skill ถือเป็นทักษะที่จะช่วยส่งเสริมการทำงาน โดยเน้นไปที่การใช้ชีวิต และการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น

ที่มา – engadget, weforum, Microsoft

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/microsoft-free-online-course-on-linkedin-github/

PPTV Live : ดูบอลสด แมนยู พบ บอร์นมัธ ลุ้นขึ้นที่ 4

ดูบอลสด กับช่อง PPTV Live ศึก พรีเมียร์ลีก ระหว่าง “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เกมนี้ต้องการ 3 แต้ม เพื่อกดดันแย่งพื้นที่โควต้าฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่ UCL ได้เล่นในรังเหย้า “โรงละครแห่งความฝัน” พบ บอร์นมัธ ที่ยังต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นแบบสุดพลัง แมนยู พบ บอร์นมัธ แข่งขันกันวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 63 เวลา 21.00 น. คอบอลลีกเมืองผู้ดี ศึกพรีเมียร์ลีก และสาวกผีแดง ชมถ่ายทอดสดผ่านทางออนไลน์ได้ที่ https://www.pptvhd36.com/live

from:https://www.9tana.com/node/pptv-live-2020-manu-bournemouth/

รู้จักกับ Wi-Fi 6 และ 6E สู่ยุคใหม่แห่งการเชื่อมต่อไร้สายบนคลื่น 6 GHz

กลุ่ม Wi-Fi Alliance ได้เปิดตัว Wi-Fi 6 หรือในชื่อเต็ม ๆ ว่า 802.11ax ไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว Wi-Fi 6 มีจุดเด่น คือ อัตราการรับส่งข้อมูลสูงขึ้น ความจุสัญญาณมากขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เป็นจำนวนมาก จากนั้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Wi-Fi Alliance ก็ได้เปิดตัว Wi-Fi 6E ตามมา ซึ่งมันกำลังจะกลายเป็นมาตราฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายในอนาคต แล้วมันคืออะไร มีดียังไง จะพามาให้รู้จักกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ในบทความนี้

Wi-Fi 6 คืออะไร

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของ Wi-Fi 6E ต้องขอพาย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ Wi-Fi 6 เสียก่อน เพราะมันเป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดกันมา ตามที่ได้กล่าวไว้ด้านบน และคาดว่ายังมีผู้อ่านอีกเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ก็ยังไม่รู้จักกับ Wi-Fi 6

แต่เดิมนั้น เราจะเรียกการเชื่อมต่อไร้สายของ Wi-Fi เป็นชื่อรหัส 802.11 ตามมาตราฐานของ IEEE ซึ่งมันดูเข้าใจได้ยาก และไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ทั่วไป ดังนั้น ในปี 2018 ทาง Wi-Fi Alliance จึงได้ทำการตั้งชื่อเล่นให้กับมัน โดยนำตัวเลขมาใช้แบ่งเป็นเจเนอเรชันเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ แทน ดังนี้

  • Wi-Fi 1: 802.11b (1999)
  • Wi-Fi 2: 802.11a (1999)
  • Wi-Fi 3: 802.11g (2003)
  • Wi-Fi 4: 802.11n (2009)
  • Wi-Fi 5: 802.11ac (2014)
  • Wi-Fi 6: 802.11ax (2019)

นอกจากจะมีชื่อเล่นใหม่แล้ว ยังมีไอคอนใหม่อีกด้วย เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

Wi-Fi 6 นั้น มีเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นจาก Wi-Fi 5 หลายอย่าง แต่ในส่วนของข้อมูลเชิงลึก หรือเชิงเทคนิคที่เข้าใจได้ยากนั้น จะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ เพราะไม่มีประโยชน์กับผู้ใช้งานทั่วไป จึงขอยกแค่ส่วนที่เป็นคีย์ฟีเจอร์หลัก ๆ มาอธิบาย ได้แก่

  • Orthogonal Frequency Division Multiple Access (OFDMA): ซอยช่องสัญญาณเป็นช่องย่อย ๆ เพื่อลดความหน่วงแฝง (latency) และเพิ่มประสิทธิภาพในการรับ-ส่งข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อหนาแน่น
  • Multi-user MIMO (MU-MIMO): ที่ถูกพัฒนามาจาก Wi-Fi 5 ซึ่งมันไม่สามารถรับ-ส่งข้อมูลไปยังหลายอุปกรณ์พร้อมกันในคราวเดียว ยังคงต้องใช้การทำงานในรูปแบบสลับสัญญาณไปมา และนี่ก็เป็นสาเหตุของอาการเน็ตสะดุดอีกด้วย แต่ใน Wi-Fi 6 นี้ มันสามารถทำอย่างที่ว่าได้แล้ว (แต่ในกรณีนี้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเองก็ต้องรองรับ MU-MIMO ด้วยนะครับ ถึงจะใช้งานได้)
  • Target wake time (TWT): ช่วยประหยัดพลังงานหรือแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ปลายทาง เปรียบได้กับมี sleep mode นั่นเอง แถมยังรองรับอุปกรณ์ IoT ด้วย และอุปกรณ์ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็พวก IoT นี่แหละ เพราะปรกติจะเป็นอุปกรณ์ประเภท low-power อยู่แล้ว
  • 1024 quadrature amplitude modulation mode (1024-QAM): เป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ต้องเข้าใจก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของทางผู้ผลิต สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจแค่เพียงว่า มันเพิ่มความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูล จากเดิม 256-QAM ใน Wi-Fi 5 ทำให้มีอัตราการรับ-ส่งข้อมูลสูงขึ้นถึง 40% ก็พอ

Wi-Fi 6E คืออะไร

มาถึงคิวของพระเอกของเรา Wi-Fi 6E กันบ้าง… ซึ่งต้องบอกตรง ๆ ว่า ที่จริงแล้ว Wi-Fi 6E มันก็เหมือน Wi-Fi 6 แทบทั้งหมด ยังคงอยู่บนมาตราฐาน IEEE 802.11ax เหมือนเดิม แต่คราวนี้ได้มีการนำคลื่นความถี่ในย่าน 6 GHz มาอัปเกรดให้มันด้วย ในขณะที่จากเดิมมีใช้อยู่แค่ 2.4 GHz และ 5 GHz ซึ่งมันเริ่มที่จะไม่เพียงพอแล้วในปัจจุบัน เพราะอย่าลืมว่า ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อปอีกแล้ว ที่สามารถต่อ Wi-Fi ได้ อุปกรณ์จำพวก IoT ต่าง ๆ ทั้งหลายก็ต่อ Wi-Fi ได้เช่นกัน นอกจากนี้ทั้งจำนวนผู้ใช้งานรวมถึงปริมาณการใช้งานก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

โดยจากรายงานของ Cisco ระบุว่า ในปี 2018 มียอดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกราว 3.9 พันล้านคน คิดเป็น 51% ของประชากรโลก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึง 5.3 พันล้านคนในปี 2023 ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับ 66% หรือสองในสามของประชากรโลก Wi-Fi จึงต้องขยับไปใช้คลื่นความถี่ 6 GHz ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อได้มากกว่าเดิม เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการได้เพียงพอ

นอกจากนี้ การขยับไปใช้คลื่นความถี่ 6 GHz ของ Wi-Fi ในครั้งนี้ หลายฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่า นี่คือการพัฒนาครั้งใหญ่ของ Wi-Fi ในรอบ 20 ปี ที่จะมาสร้างมาตราฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายได้เลยทีเดียว

วัตถุประสงค์และจุดเด่นของ Wi-Fi 6E

วัตถุประสงค์หลัก ๆ ของ Wi-Fi 6E ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำในสิ่งที่ Wi-Fi 6 ยังทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อเป็นจำนวนมาก เช่น ในสถานที่อย่างห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่ง สนามกีฬา หรือโรงงาน รวมไปจนถึงการสตรีมวิดีโอระดับ 4K หรือสูงกว่า และการใช้งานด้าน AR/VR เป็นต้น

การที่มันขยับไปใช้คลื่นความถี่ย่าน 6 GHz ทำให้ได้ความจุสัญญาณเพิ่มขึ้นมาถึง 1200 MHz ซึ่งมากกว่าสองเท่าของการนำเอาความจุสัญญาณของ 2.4 GHz และ 5 GHz มารวมกันเสียอีก และด้วยความกว้างขนาด 1200 MHz นี้ ทำให้มันสามารถรองรับช่องสัญญาณขนาด 160 MHz ได้ถึง 7 ช่อง หรือขนาด 80 MHz ได้ถึง 14 ช่องเลยทีเดียว ทำให้มีความหน่วงแฝงในขณะเชื่อมต่อที่ต่ำมาก ๆ (ดีเลย์ หรือปิง ตามแต่จะเรียก) แม้ว่าจะเชื่อมต่อกับหลายอุปกรณ์ในคราวเดียวก็ตาม โดยทาง Broadcom ระบุว่า Wi-Fi 6E สามารถทำความหน่วงแฝงได้ต่ำที่สุด ‘ไม่ถึงมิลลิวินาที’ ภายในระยะห่างไม่เกิน 3 เมตร จากเราเตอร์หรือ AP (access point)

อัตราการรับ-ส่งข้อมูล และระยะทาง ยิ่งสูงยิ่งดี / ความหน่วงแฝง ยิ่งต่ำยิ่งดี

อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหา ‘สัญญาณตีกัน’ บน 2.4 GHz และ 5 GHz ที่มีปริมาณผู้ใช้งานสูงได้อีกด้วย หากจะกล่าวให้เป็นรูปธรรมอีกสักหน่อย ให้ลองนึกภาพว่า บนถนนมันมีรถเยอะแล้ว รถติด ก็เลยเปิดถนนเส้นใหม่เพิ่ม แล้วขับโล่ง ๆ เต็มสปีดไปเลย แถมถนนที่สร้างใหม่นี้ยังเปิดได้หลายเลน (ช่องสัญญาณ) และแต่ละเลนก็กว้างกว่าเก่าด้วย (แบนด์วิดท์) เพราะมีพื้นที่มากเพียงพอ (ความจุสัญญาณ)

มันเร็วกว่าเดิมแค่ไหน

ประเด็นนี้ไม่เป็นที่ถูกพูดถึงกันสักเท่าไหร่ อาจเพราะ ‘ความเร็วในการใช้งานจริง’ ที่ระดับ 1 Gbps บน Wi-Fi 6 ในปัจจุบันก็สูงเพียงพอต่อผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ในทางเทคนิคแล้ว Wi-Fi 6E นั้นจะเร็วขึ้นกว่าเดิมประมาณ 2 – 2.5 เท่า สามารถทำความเร็วสูงสุดในระดับ 2 Gbps บนอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้

จะใช้ Wi-Fi 6E ต้องเปลี่ยนเราเตอร์มั้ย แล้วจะได้ใช้เมื่อไหร่

เราเตอร์ในปัจจุบันส่งสัญญาณได้แค่คลื่นความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz ดังนั้น หากคุณต้องการใช้งาน 6 GHz ของ Wi-Fi 6E คำตอบก็คือ ‘ใช่’ คุณต้องเปลี่ยนเราเตอร์ที่มีชิปเซตตัวใหม่ที่รองรับ นอกจากนี้อุปกรณ์ปลายทางอันได้แก่ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็บท็อป หรืออื่น ๆ ก็ต้องเป็นรุ่นใหม่ที่รองรับด้วยเช่นกัน (ตอนนี้ยังไม่มี)

Xi AIoT AX3600 เราเตอร์ Wi-Fi 6 ของ Xiaomi ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ไม่รองรับ Wi-Fi 6E เช่นกัน

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอุปกรณ์ในปัจจุบันไปครับ มันจะยังคงใช้งานได้ตามปรกติต่อไป เพียงแค่จะไม่รองรับในส่วนของ 6 GHz เท่านั้น และก็คงยังอีกนานกว่าที่ Wi-Fi 6E จะใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะในช่วงแรก ๆ นั้น ราคาอุปกรณ์และราคาแพ็กเกจจะยังคงมีราคาสูงอยู่ (ขนาดทุกวันนี้ Wi-Fi 6 ที่ออกมาเป็นปีแล้วยังไม่ค่อยมีคนได้ใช้เลย)

โดยมีการคาดการณ์กันจากทาง Wi-Fi Alliance, Broadcom, บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ IT ไปจนถึงบรรดานักวิเคราะห์ ว่า อุปกรณ์ชุดแรกจะเข้าสู่ตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 นี้ หรือไม่ก็ในต้นปีหน้า และอุปกรณ์จำพวกแรกที่จะได้ใช้งาน Wi-Fi 6E ก็คาดว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน (ซึ่งก็เดาได้ไม่ยาก) ในส่วนของประเทศไทยนั้นก็ให้บวกเวลาเพิ่มไปกว่านั้นไปอีกสักหน่อยครับ เพราะต้องรอทาง กสทช.ประเทศไทย จัดสรรคลื่นให้เรียบร้อยเสียก่อน

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าจับตามองมากทีเดียว สมกับที่บรรดาสื่อและบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างประเทศต่างกำลังให้ความสนใจ ซึ่งภายใน 1-2 ปีนี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า มันจะสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่โลกขนาดไหน สมกับที่หลายคนคาดหวังหรือไม่ กับการมาของ Wi-Fi 6E ที่กำลังจะกลายเป็นมาตราฐานใหม่ของการเชื่อมต่อไร้สายนี้ควบคู่ไปกับ 5G

อ้างอิง : Wi-Fi Alliance, Broadcom, Cisco, Wikipedia (1, 2)

from:https://droidsans.com/introducing-wifi-6-6e-6ghz/

Xiaomi เปิดระดมทุน NextClass.ai NX1 แท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้ไซซ์ยักษ์ 15.6 นิ้ว พร้อมลำโพง Hi-Fi 360° ราคาแค่ 8,800 บาท

Xiaomi เปิดระดมทุน NextClass.ai NX1 แท็บเล็ตที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์ 15.6 นิ้ว ผ่านทาง Youpin โดยเจ้า NextClass.ai NX1 เป็นแท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ มาพร้อมลำโพง Hi-Fi 360° และขาตั้งในตัว ราคาในช่วงระดมทุนแค่ 1,999 หยวน หรือประมาณ 8,800 บาท

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน ทำให้การเรียน-การสอนออนไลน์กลายมาเป็นความปรกติใหม่ ซึ่งทาง Xiaomi ก็ได้เปิดตัว NextClass.ai NX1 ที่เป็นแท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้นี้ขึ้นมา เพื่อตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเหล่าเด็ก ๆ ในราคาที่พอจับต้องได้

NextClass.ai NX1 ผลิตโดย NextClass.ai ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ตอัปของจีนที่เน้นผลิตแท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้อยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้ NextClass.ai NX1 จะมาพร้อมกับคลาสเรียนออนไลน์จำนวนมาก ทั้งยังมีแบบฝึกหัด หนังสือเสียงอีกด้วย

NextClass.ai NX1 จะมาพร้อมกับหน้าจอทัชกรีนขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD รองรับปากกาสไตลัส ซึ่งก็แถมมาให้ในกล่องเลย นอกจากนี้หน้าจอของมันยังได้รับการรับรองจาก TUV Rhineland ว่าเป็นหน้าจอที่มีแสงสีน้ำเงินต่ำเพื่อถนอมสายตา และฟังก์ชันตรวจจับระยะ ที่จะแจ้งเตือนเมื่อจ้องหน้าจอใกล้เกินไปอีกด้วย

ในส่วนของเสียงก็ไม่ธรรมดา เพราะมันมาพร้อมลำโพง Hi-Fi แบบ 360° ทั้งยังมีขาตั้งในตัวที่ปรับได้หลายระดับ มีกล้องมาให้ถึง 2 ตัว โดยกล้องหลักจะอยู่ตรงกระบอกด้านบน ส่วนกล้องรองจะซ่อนอยู่ใต้กระบอกอีกที และจะหันหน้าลงบนโต๊ะ (ใช้สำหรับถ่ายสมุดหรือหนังสือบนโต๊ะในการเรียนออนไลน์)

ส่วนสเปกภายในนั้น NextClass.ai NX1 เลือกใช้ CPU Cortex A55 4 คอร์, GPU Mali-G31 mp2, ชิป NPU 1.2T, Ram 4 GB และความจำ 64 GB ซึ่งอาจจะไม่ใช่สเปกที่หวือหวาอะไร แต่ก็เพียงพอเหลือเฟือสำหรับใช้ในการเรียน ส่วนพอร์ตก็ให้มาครบทั้ง HDMI (out), WAN และ USB-A

ในตอนนี้ Xiaomi ได้เปิดให้ระดมทุน NextClass.ai NX1 บน Youpin โดยจะมีราคาในช่วงระดมทุนอยู่ที่ 1,999 หยวน หรือประมาณ 8,800 บาท และหากหมดช่วงระดมทุนไปแล้ว ก็จะปรับราคาเป็น 2,699 หยวน หรือประมาณ 11,900 บาท

 

ที่มา : Xiaomi Youpin จาก Gizmochina

from:https://droidsans.com/xiaomi-nextclass-ai-nx1-learning-tablet/

Olympus เปิดตัวแอป OM-D Webcam สำหรับเชื่อมต่อกล้องเป็นเว็บแคมบนพีซี

Olympus เปิดตัวแอปใหม่ชื่อว่า OM-D Webcam สำหรับพีซีเพื่อให้ใช้กล้องโอลิมปัสเป็นเว็บแคมสำหรับไลฟ์สตรีมหรือวิดีโอแชทได้ โดยเสียบสาย USB-C กับพีซี เพื่อให้เหมาะกับยุคปัจจุบันที่คนทำงานที่บ้านมากขึ้น

ตอนนี้ OM-D Webcam ซัพพอร์ตกล้องจำนวนหนึ่งเท่านั้น คือ OM-D E-M1X, OM-D E-M1, OM-D E-M1 Mark II, OM-D E-M1 Mark III และ OM-D E-M5 Mark II และตัว OM-D Webcam จะรับเฉพาะสัญญาณภาพจากตัวกล้องเท่านั้น ส่วนเสียงจะต้องหาไมโครโฟนที่อื่น (หรือไมโครโฟนติดตัวคอมพิวเตอร์) ใช้งานเอง

Olympus ยังคงปล่อย OM-D Webcam ออกมาเฉพาะ Windows เท่านั้น ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะปล่อยเวอร์ชัน Mac หรือไม่

ที่มา – Engadget

No Description
ภาพจากข่าวเก่า

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117309

งานเข้า! สหพันธ์โฆษณาโลกคาด แบรนด์ใหญ่ไม่เปลี่ยนใจถ้า Social Media ไม่เปลี่ยนแปลง

Stephan Loerke CEO แห่งสหพันธ์โฆษณาโลก (World Federation of Advertisers: WFA) คาด วงการโฆษณาถึงจุดเปลี่ยน บิ๊กแบรนด์จะไม่เปลี่ยนใจจนกว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

SAN JOSE, CA – APRIL 18: Facebook CEO Mark Zuckerberg delivers the keynote address at Facebook’s F8 Developer Conference on April 18, 2017 at McEnery Convention Center in San Jose, California. The conference will explore Facebook’s new technology initiatives and products. (Photo by Justin Sullivan/Getty Images)

ใครจะไปคิดว่า แบรนด์ใหญ่เหล่านี้จะเอาจริงเอาจังกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องการต่อต้าน Hate Speech จนถึงขั้นอาจไม่กลับมาโฆษณาในโซเชียลมีเดียแล้ว ถ้าไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจริงๆ โดย Loerke ซีอีโอสหพันธ์โฆษณาโลกให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า เขาไม่คิดว่าบิ๊กแบรนด์เหล่านี้จะกลับมา ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

Loerke ระบุว่า สมาชิกกลุ่มการค้า 120 แห่ง ซึ่งรวมไปด้วย PepsiCo, P&G และ Diageo ใช้จ่ายเกี่ยวกับการสื่อสารด้านการตลาดมากถึง 90% โดย WFA ได้ทำผลสำรวจ 58 บริษัท พบว่า มี 31% ที่ตัดสินใจระงับโฆษณาในโซเชียลมีเดีย โดย 41% ระบุว่า พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ ขณะที่ 29% ยังไม่มีแผนการที่จะระงับการโฆษณา

ทั้งนี้ ผลสำรวเกิดขึ้นหลังจากบรรดาสื่อโฆษณาระดับโลกอย่าง Unilever, Starbucks ประกาศจุดยืนระงับโฆษณาบนโซเชียลมีเดียหลากหลายระดับ มีทั้งหยุดโฆษณาไปเลยจนหมดปีนี้ หรืออาจจะเป็นเพียง 1 เดือน หรือ 2 เดือนบ้าง แม้ว่า Mark Zuckerberg จะพยายามอธิบายว่าได้มีการรับมือกับข้อความที่มี hate speech ในแพลตฟอร์ม ไปจนถึงพยายามเรียกความมั่นใจและศรัทธาจากเหล่าพนักงาน Facebook ว่า สื่อโฆษณาทั้งหลายจะกลับมาใช้บริการเร็วๆ นี้ แน่นอน

ภาพจาก Shutterstock

ทั้งนี้ WFA ระบุว่า การระงับโฆษณาชั่วคราวอาจไม่ได้ส่งผลกระทบทางการเงินแก่โซเชียลมีเดียมากนัก แต่เป็นการพยายามส่งสัญญาณว่าแบรนด์ใหญ่เหล่านี้กำลังคิดทบทวนการโฆษณาบนแพลตฟอร์มดังกล่าว เป็นไปได้ว่าแบรนด์ต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยในสังคม นี่อาจเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สร้างจุดเปลี่ยนให้กับสื่อต่างๆ ได้

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/wfa-analyse-big-brand-need-structural-change-on-hate-speech-of-social-media/

OneDrive ขยายขนาดไฟล์เป็น 100GB ต่อไฟล์, เพิ่มฟีเจอร์ Add to OneDrive, Dark Mode บนเว็บ

ไมโครซอฟท์ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ให้ OneDrive อีกชุดใหญ่ ฟีเจอร์สำคัญได้แก่ การเพิ่มขนาดสูงสุดของไฟล์ที่รองรับจากเดิม 15GB เป็น 100GB ต่อไฟล์ ช่วยให้การแชร์ไฟล์ขนาดใหญ่มากๆ (เช่น ไฟล์วิดีโอ, 3D, CAD) ระหว่างเพื่อนร่วมงานทำได้ง่ายขึ้นมาก

ฟีเจอร์สำคัญอีกอย่างคือ Add to OneDrive หรือการเพิ่มไฟล์ที่ถูกแชร์มาเข้ามาในไดรฟ์ของเราเอง ลักษณะการใช้งานจะเป็นการเพิ่มช็อตคัตของไฟล์นั้นๆ มาอยู่ในบัญชีไดรฟ์ของเรา เพื่อให้สะดวกต่อการแก้ไขและใช้งานกว่าเดิม

No Description

สามารถตั้งชื่อกลุ่มของคนที่เราแชร์ไฟล์ให้บ่อยๆ ได้ (เช่น My Family) แล้วกดเลือกเป็นชื่อกลุ่ม แทนการไล่มาเลือกชื่อทีละคน

No Description

OneDrive for Web รองรับ Dark Mode แล้ว

No Description

ฟีเจอร์อื่นที่เพิ่มเข้ามาในรอบนี้ได้แก่

  • Microsoft Teams เพิ่มหน้าจอแชร์ไฟล์แบบเดียวกับ OneDrive ทำให้กดแชร์จาก Teams ได้โดยตรง
  • ย้ายตำแหน่งไฟล์ได้ แต่การแชร์ไฟล์ยังคงอยู่ คนอื่นยังเข้าถึงได้เหมือนเดิม
  • เพิ่มระบบแจ้งเตือนหากมีคนคอมเมนต์ในไฟล์
  • สามารถคัดลอก URL ของไฟล์จาก address bar ไปแชร์ให้เพื่อนร่วมงานได้เลย ไม่ต้องกดปุ่มแชร์ลิงก์ก่อน (แอดมินองค์กรต้องเปิดใช้ฟีเจอร์นี้)

ที่มา – OneDrive

from:https://www.blognone.com/node/117308