เรื่องทั้งหมดโดย Feed News

Square Enix เผยเทรลเลอร์เกมมือถือ Final Fantasy VII The First Soldier และ Final Fantasy VII Ever Crisis

เซอร์ไพรส์แฟนเกมมือถือสุด ๆ เมื่ออยู่ ๆ ค่ายดังอย่าง Square Enix ก็ปล่อยคลิปเทรลเลอร์เกม Final Fantasy สำหรับ Android และ iOS ออกมาพร้อมกันทีเดียว 2 เกม คือ Final Fantasy VII The First Soldier (เกมแนว Battle Royale) และ Final Fantasy VII Ever Crisis (เกมแนว RPG เหมือนต้นฉบับ) โดยเกมแรกมีแผนเปิดตัวภายในปีนี้ และเกมที่ 2 จะตามมาภายในปี 2022

ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลอะไรไปมากกว่าคลิปวิดีโอตัวอย่างของทั้ง 2 เกมเลย แต่ดูแล้วก็พอจะรู้ว่า Final Fantasy VII The First Soldier เป็นเกมแนว Battle Royale โดยเหตุการณ์ในเกมนี้จะเกิดขึ้นในเมือง Midgar (ช่วงเวลาก่อนเนื้อเรื่องหลักของ Final Fantasy VII) ซึ่งการเล่นก็จะคล้าย ๆ กับเกม Battle Royale คือปล่อยผู้เล่นหลาย ๆ คนไว้ในแผนที่เดียวกัน จากนั้นก็ไล่เก็บอาวุธมาซัดกันจนเหลือผู้รอดชีวิตคนเดียว หรือทีมเดียว

แต่ถ้าแค่เอาปืนไล่ยิงกัน มันก็จะไม่ใช่เกม Final Fantasy แน่นอน…ตัวเกมก็เลยใส่ฟีเจอร์อื่น ๆ เข้ามาให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาถาทั้ง Support และโจมตี, การโจมตีระยะใกล้ด้วยดาบ หรือหมัดลุ่น ๆ, คาถาอัญเชิญสัตว์อสูร ฯลฯ แถมยังมีการขี่เจ้านกโจโคโบะแทนการใช้ยานพาหนะทั่วไปอีกต่างหาก เรียกว่าครบรส Final Fantasy เลยล่ะ

ส่วนเกม Final Fantasy VII Ever Crisis ก็ยังคงไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเช่นกัน แต่ดูจากเทรเลอร์แล้วก็เข้าใจได้ว่าตัวเกมน่าจะคล้าย ๆ กับ Final Fantasy VII ภาคต้นฉบับที่มีรุปแบบการเล่น RPG สไตล์ญี่ปุ่น ที่เวลาเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ จะใช้มุมกล้องจากด้านบนเยื้องลงมา และพอเข้าสู่ฉากต่อสู้ก็เปลี่ยนมุมมองเป็นแบบ Close up พร้อมกับเปลี่ยนกราฟิกให้ดูจริงจังขึ้น เพื่อที่จะได้โชว์ความเทพของตัวละครเวลาใช้ท่าโจมตี

Final Fantasy VII Ever Crisis จะรวมเนื้อเรื่องของซีรีส์ภาคนี้เอาไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น FF VII, FF VII Advent Children, FF VII Before Crisis, FF VII Crisis Force และ FF VII Dirge of Cerberus

ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดการแบบเป๊ะ ๆ ออกมาว่า Final Fantasy VII The First Soldier จะเปิดตัวในช่วงไหนของปี 2021 และ Final Fantasy VII Ever Crisis ในช่วงปี 2022 ด้วย…เอาเป็นว่าถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมแล้วเราจะเอามาอัปเดตให้เรื่อย ๆ นะครับ

 

ที่มา : TouchArcade

from:https://droidsans.com/square-enix-revealed-ffvii-the-first-soldier-ffvii-ever-crisis/

Sony ยืนยันข่าวยุบ Japan Studios ลดขนาดเหลือทีมย่อยที่พัฒนา Astro’s Playroom

Sony ยืนยันข่าวการปรับโครงสร้างสตูดิโอเกมฝั่งญี่ปุ่นในสังกัดคือ Japan Studio โดยลดขนาดของสตูดิโอลงเหลือเพียงทีมย่อย Team ASOBI เพียงทีมเดียวเท่านั้น

Japan Studio เป็นหนึ่งในสองสตูดิโอฝั่งญี่ปุ่นของ Sony (อีกแห่งคือ Polyphony Digital ที่ทำ Gran Turismo) แต่แนวทางของ Japan Studio ช่วงหลังมักเป็นการร่วมมือกับสตูดิโอภายนอกเป็นหลัก เช่น The Last Guardian (ร่วมกับ genDESIGN) หรือ Demon’s Souls ภาครีเมค (ร่วมกับ Bluepoint Games) ถ้านับเฉพาะเกมที่พัฒนาเองในช่วงหลังๆ คือซีรีส์ Knack และ LocoRoco เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ Japan Studio มีทีมย่อย 2 ทีมคือ Project Siren ที่สร้างเกมซีรีส์ Siren และ Gravity Rush ก็เสียหัวหน้าทีม Keiichiro Toyama ที่ลาออกไปตั้งสตูดิโอเกมของตัวเอง Bokeh Game Studio ในปี 2020

อีกทีมเหลืออยู่คือ Team ASOBI ที่พัฒนาเกม Astro’s Playroom เกมเดโมที่แถมมากับ PS5 จะกลายมาเป็นศูนย์กลางของ Japan Studio แทน

หน้าที่ประสานงานกับสตูดิโอภายนอกของ Japan Studio จะถูกโยกมายังหน่วยงานส่วนกลางของ SIE แทน (ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา) เท่ากับว่าความเป็น “สตูดิโอเกมญี่ปุ่น” ของ SIE ลดลงไปเรื่อยๆ นั่นเอง

No Description

ที่มา – IGN

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121408

Google เพิ่ม Sleep API สำหรับเข้าถึงข้อมูลการนอนหลับบนอุปกรณ์ Android

กูเกิลประกาศเพิ่ม Sleep API ในชุดพัฒนา Activity Recognition API บน Android เพื่อใช้เข้าถึงข้อมูลตรวจจับการนอนหลับของผู้ใช้งาน สำหรับนำไปพัฒนาแอปด้านสุขภาพ

ข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้มีสองส่วนคือ ข้อมูลระดับการนอนหลับในช่วงกำหนดเวลา และข้อมูลการนอนหลับแต่ละวัน เมื่อตรวจจับการตื่นนอนได้ โดยอาศัยเซ็นเซอร์ตัววัดแสงและการเคลื่อนไหวในอุปกรณ์ ทั้งนี้ผู้ใช้งานต้องอนุญาตให้เข้าถึง Physical Activity Recognition จึงจะสามารถเก็บข้อมูลนี้ได้

กูเกิลบอกว่า Sleep API นี้ช่วยให้การเก็บข้อมูลนอนหลับผ่านอุปกรณ์ทำได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้การรวมข้อมูลผ่านหลายแอปและเครื่องมือ ส่งผลต่อแบตเตอรี่อุปกรณ์

Sleep API เปิดให้นักพัฒนาใช้งานแล้วในอัพเดตล่าสุดของบริการ Google Play

ที่มา: Android Developers Blog ผ่าน 9to5Google

alt="Sleep API"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121407

[Guest Post] Lenovo Legion T5 อีกขั้นของเกมมิ่งเดสก์ท็อป ปรับแต่งได้ตามสไตล์ที่โดนใจ มาพร้อมขุมพลัง AMD Ryzen™ 3000 Series

หากคุณคือหนึ่งในเกมเมอร์มือใหม่ที่กำลังมองหาเดสก์ท็อปคู่ใจสำหรับเกมการต่อสู้ หรือเกมเมอร์มือเก๋าที่ต้องการอัพเกรดเดสก์ท็อปให้แรงกว่าเคยเพื่อครองที่หนึ่งในเกมการแข่งขัน Lenovo Legion T5 เกมมิ่งเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูง ขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อป AMD Ryzen™ 3000 Series คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ตัวเครื่องผ่านการออกแบบมาให้รองรับการเล่นเกมแบบมาราธอนเข้มข้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของเลอโนโว ที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกมมิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ Lenovo Legion T5 เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เกมมิ่งรุ่นยอดนิยมอยู่แล้ว และในครั้งนี้เลอโนโวก็ก็ได้เพิ่มความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเทคโนโลยี ด้วยการเพิ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริมเข้ามาแบบจัดเต็ม และยังรองรับการอัพเกรด ปรับแต่งสเปค เพื่อยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมที่ตรงตามความต้องการมากขึ้น

เกมมิ่งเดสก์ท็อปเพื่อชัยชนะ

Lenovo Legion T5 อัดแน่นด้วยพลังการประมวลผลขั้นสูง และประสิทธิภาพของการโอเวอร์คล็อกที่เหนือความคาดหมาย ตัวเครื่องมาพร้อมตัวเลือกโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อปสูงสุด AMD Ryzen 9 3950X จีพียู NVIDIA GeForce RTX 2070 SUPER ระดับท็อป และเฟรมเรตที่รวดเร็วเป็นพิเศษที่ความละเอียด 4K ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

เทคโนโลยีระบบระบายความร้อน Legion Coldfront 2.0 จะคอยผลิตลมเย็นให้หมุนเวียนอยู่ในตัวเครื่องขนาดความจุ 26 ลิตร ช่วยให้เครื่องทำงานได้เงียบยิ่งขึ้น ป้องกันการโอเวอร์ฮีท นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเสริมอีกด้วย ด้านการออกแบบก็มีโลโก้ไฟ LED สีฟ้าโดดเด่น ระบบไฟส่องสว่าง และตัวเลือกแผงด้านข้างแบบโปร่งใส โชว์ให้เห็นถึงความสวยงามของส่วนประกอบสุดล้ำภายใน

ผู้ใช้สามารถเลือกสีไฟ ARGB ของพัดลม และระบบไฟภายในให้เข้ากับมู้ดได้ด้วยสีกว่า 16 ล้านสี ตัดกับสี Raven Black สุดคลาสสิคของด้านนอกของโครงเครื่องที่แข็งแรงทนทานอย่างลงตัว รวมถึงควบคุมระบบในเครื่องผ่านแอปพลิเคชัน Lenovo Vantage for Gaming ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ปรับอุณหภูมิของเครื่องได้ด้วย Q-Control 3.0 ปรับการตั้งค่าไฟ ARGB เน็ตเวิร์ค รวมถึงระบบเสียง Dolby Atmos อันสมจริงได้อย่างสะดวกสบาย

ตัวเครื่องรองรับการเชื่อมต่อ และการจัดเก็บข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น 802.11 ax WLAN, ตัวเลือก DIMM สูงสุด 4 สล็อต, PCIe 2 สล็อต (1 x PCIe x16 Gen 4 และ 1 x PCIe x4 Gen 3, 4 x SATA bays, USB 7 พอร์ต, M.2 SSD 2 สล็อต (1 x M.2 PCIe x4 Gen 4 และ 1 x M.2 PCIe x4 Gen 3) รวมถึงมีตัวเลือกพาวเวอร์ซัพพลายสูงสุด 650W สำหรับเฟรมเรตที่ความละเอียดสูง

 

ปรับแต่งให้เข้ากับตัวตน

เกมมิ่งพีซีปัจจุบันแบ่งย่อยได้เป็นอีก 2 ประเภท คือประเภทที่ผู้ใช้เลือกชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และประเภทที่ผู้ใช้เลือกซื้อสำเร็จรูปกับทางผู้ผลิต แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน เกมเมอร์จะได้พีซีที่มีสเปคตรงใจ รันเกมโปรดได้อย่างลื่นไหล

  • เปลี่ยนจีพียูระดับเทพ จาก AMD หรือ NVIDIA เพื่อให้ได้เฟรมเรตระดับสูงสุด ตามความต้องการ Legion T5 รองรับตัวเลือกจีพียูสูงสุดถึง NVIDIA GeForce RTX 3070 8GB GDDR6, RTX 3060 Ti 8GB GDDR, RTX 3060 6GB GDDR6, RTX 2060 6GB GDDR6 และ GTX 1660 Super 6GB GDDR6 GB

 

  • เพิ่มแรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ (ควรมีอย่างน้อย 16 GB สำหรับเกมหนัก ๆ ทั่วไป) หรือสล็อต RAM ว่างเพื่อให้สามารถเติมแรมได้อีกในภายหลัง Legion T5 ให้ผู้ใช้เพิ่มได้มากถึง 64GB ARMOR-RAM DDR4 และ 128GB DDR4 พร้อม DDR4 UDIMM 4 สล็อต แบบ dual channel ได้

 

  • เพิ่มพื้นที่ดิสก์ด้วย SSD ที่ประมวลผลได้รวดเร็ว หรือ HDD ที่มีราคาต่ำกว่า เพื่อให้มีพื้นที่จัดเก็บเกมในเครื่องมากขึ้น Legion T5 สามารถใส่ได้สูงสุดถึง 2TB PCIe SSD และ 2TB SATA HDD พร้อมมีตัวเลือกตัวจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดให้

 

Legion T5 มาพร้อมระบบระบบปฏิบัติการ Windows 10 และประกันบริการหลังการขายแบบ onsite service 3 ปี ผู้ใช้จึงจะได้รับความสะดวกในการบริการมากขึ้น

 

เร็ว ๆ นี้! เตรียมพร้อมสัมผัสความเร็ว และแรงของเกมมิ่งแล็ปท็อป และเกมมิ่งเดสก์ท็อปปี 2021 จากไลน์ Lenovo Legion ที่มาพร้อม AMD Ryzen™ 5000 H-series Mobile Processors รุ่นใหม่ รวมถึงกราฟฟิก NVIDIA ล่าสุด เสริมประสบการณ์การเล่นเกมให้เหนือชั้นกว่า

 

ราคา และการวางจำหน่าย:

Lenovo Legion T5

  • AMD Ryzen 7 3700X และ NVIDIA GeForce RTX2060 6GB GDDR6 มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย ราคา 35,990 บาท
  • AMD Ryzen 5 3600 และ NVIDIA GeForce GTX 1660 SUPER 6GB GDDR6 มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย ราคา 28,990 บาท

สามารถดู หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lenovo.com/th/en/legion/ หรือ

www.facebook.com/lenovolegionTH/.

เกี่ยวกับเลอโนโว 

เลอโนโว (HKSE: 992) (ADR: LNVGY) มีมูลค่าธุรกิจ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนึ่งในบริษัท Fortune 500 ที่มีพนักงานมากกว่า 63,000 คนใน 180 ประเทศและดินแดนทั่วโลก นอกเหนือจากเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะเพื่อรองรับการเปลี่ยนถ่ายของเทคโนโลยียุคใหม่ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกให้ได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ รวมไปถึงตอบสนองต่อการใช้งานแบบยั่งยืนในสังคมยุคดิจิทัล เลอโนโวยังเป็นผู้นำในด้านการเปลี่ยนแปลงอัจฉริยะ ด้วยการดีไซน์ และสร้างสรรค์หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งาน และโอกาสในการพัฒนาให้กับลูกค้าทั่วโลก

 

ร่วมติดตามเราบน LinkedIn, Facebook, Twitter, YouTube, Instagram, Weibo หรือเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ https://legion.lenovo.com/ 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-lenovo-legion-t5-amd-ryzen-3000-series/

[Guest Post] เอไอเอส ภูมิใจ เป็นเทเลคอมหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ด้านความสำเร็จในนวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์ความรู้ในองค์กร จัดอันดับโดย Global MIKE Award 2020

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่ ปี 2563 จนถึงปัจจุบันนำมาซึ่งวิถีชีวิตปกติใหม่ที่อยู่บนความไม่แน่นอน ส่งผลทำให้ “คน” และ “องค์กร” ต้องตื่นรู้และปรับตัว พร้อมยกระดับขีดความสามารถให้พร้อมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส

 

“6 ปีที่ผ่านมา เมื่อเอไอเอสประกาศวิสัยทัศน์สู่การเป็น Digital Life Service Provider สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นปลูกจิตสำนึกถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ทั้งในแง่ของการปรับรูปแบบการทำงานและวิธีคิดของพนักงาน รวมถึงการบริหารจัดการองค์ความรู้ที่จะถ่ายทอดซึ่งกันและกันผ่าน Digital Platform ก่อให้เกิดขีดความสามารถรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองโลกในยุค Digitalization นำไปสู่ผลงานที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในท้ายที่สุด”

โดยนางสาวกานติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตัวอย่างผลงานจากวิสัยทัศน์ดังกล่าว อาทิ การบริหารจัดการองค์ความรู้ หรือ  Knowledge Management ผ่าน Digital Platform ในชื่อ LearnDi ที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้และขับเคลื่อน Innovation Culture ภายในองค์กร, การเปิดเวทีให้พนักงานได้นำเสนอ New Business ที่ใช้เทคโนโลยีมาแก้ Pain point ในลักษณะของ Internal Start Up ในชื่อ โครงการ InnoJUMP ซึ่งสามารถนำไอเดียไปสู่การสร้างธุรกิจได้จริง อาทิ โครงการรถโรงเรียนอัจฉริยะ – School Van Clever, โครงการ Academy For Thais ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย ที่ส่งต่อแนวคิดและองค์ความรู้ไปสู่คนไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงจากกระแส Digital Transformation ผ่านเวทีสัมนาและ Digital Platform รวมถึง “โครงการเรียนรู้จากเคยล้ม” ที่ส่งเสริมให้พนักงานใช้บทเรียนจากความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้นอกจากจะทำให้เกิด Economic Value แล้ว ยังก่อให้เกิดการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรในลักษณะของ Innovation Organization อย่างชัดเจนอีกด้วย”  

จึงเป็นที่มาของการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติระดับชาติและระดับโลก “Thailand  Mike Award 2020” และ “Global Mike Award 2020” ของเอไอเอส ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยที่สนับสนุนให้เกิดการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นบทพิสูจน์ว่าเอไอเอสเป็นองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และไม่หยุดยั้งในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารจัดการองค์กร พร้อมสร้างคุณค่าในด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรางวัล MIKE Award มีเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสิน 2 หมวด 8 มิติย่อย ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ดังนี้

หมวดที่ 1 หลักเกณฑ์การพิจารณาด้านความยั่งยืน อาทิ องค์กรต้องพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง องค์กรสามารถกำหนดกลยุทธ์ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี องค์กรต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง องค์กรมีความพร้อมที่จะพัฒนาสินค้าและบริการอยู่เสมอ รวมทั้งพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีความคิดสร้างสรรค์

หมวดที่ 2 หลักเกณฑ์การพิจารณาด้านนวัตกรรม ประกอบด้วย ต้องพัฒนาสินค้าและบริการ หรือสร้างธุรกิจใหม่อยู่เสมอ มีผลประกอบการ รายได้ และยอดขายดี สามารถชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้าได้ มีรางวัลแห่งความภูมิใจและประกาศเกียรติคุณการันตี  เป็นต้น

สำหรับกรรมการตัดสิน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ผู้บริหารขององค์กรที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในรายชื่อบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งทั่วโลกจากนิตยสารฟอร์จูน 500 (Fortune 500)
  2. ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM การเรียนรู้ ทุนทางปัญญา องค์กรแห่งการเรียนรู้ และนวัตกรรม ทั่วทุกมุมโลก

“ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวเอไอเอสที่องค์กรระดับโลกให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์ความรู้ โดยที่ผ่านมา นอกจากการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรแล้ว เอไอเอสยังเน้นการส่งต่อองค์ความรู้และขีดความสามารถให้แก่คนไทยควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ” เพราะเชื่อว่า องค์ความรู้ เป็นอาวุธสำคัญที่จะยกระดับและขีดความสามารถของคนไทยให้พร้อมต่อการนำพาประเทศเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป”

 

เกี่ยวกับผู้จัดงานประกวดรางวัล Thailand MIKE Award และ  Global Mike Award

สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรม (IKI SEA)  เป็นสถาบันความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ ในลักษณะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถาบัน (IKI SEA) เป็นแหล่งการวิจัยทางธุรกิจได้รวมเอา วิชาการและวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาผสานกับ ประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีเครือข่ายนานาชาติทั่วโลก เพื่อให้คำ ปรึกษาและช่วยเหลือองค์กรทางธุรกิจให้พัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและปฏิบัติได้จริง ด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านนวัตกรรมและจัดการความรู้ในแวดวงธุรกิจสาขาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและพันธมิตรธุรกิจในเวทีนานาชาติได้อย่างมั่นคงและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงแปลง

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้าน Digital Life Service Provider อันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1450 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 41.4 ล้านเลขหมาย (ณ ธันวาคม 2563) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ  AIS eSports, AIS Insurance ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-global-mike-award-2020/

Airbnb ไตรมาส 4/2020 รายได้รวมลดลง 22% จำนวนการเข้าพัก 46.3 ล้านคืน

Airbnb รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ซึ่งเป็นการรายงานครั้งแรกนับตั้งแต่บริษัทไอพีโอเข้าตลาดหุ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยไตรมาส 4/2020 รายได้รวม 859 ล้านดอลลาร์ ลดลง 22% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน ขาดทุนสุทธิตามบัญชี GAAP 3,888 ล้านดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยหลักคือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหุ้นไอพีโอที่เป็นสวัสดิการราว 2 พันล้านดอลลาร์

จำนวนคืนที่มีการเข้าพักบนแพลตฟอร์มในไตรมาสที่ผ่านมามี 46.3 ล้านคืน ลดลง 39% ขณะที่ปริมาณการจองสุทธิคิดเป็น 5,900 ล้านดอลลาร์ ลดลง 31%

Brian Chesky ซีอีโอ Airbnb ให้สัมภาษณ์ว่าในไตรมาส 1/2021 บริษัทประเมินว่ารายได้ยังคงลดลง แต่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยลง ขณะที่ภาพรวมตลอดปี 2021 นั้นยังไม่ชัดเจนมากเนื่องจากมีปัจจัยของการกระจายวัคซีน และข้อกำหนดในการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ

ที่มา: Airbnb และ CNBC

alt="Airbnb"

from:https://www.blognone.com/node/121406

[Guest Post] การสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนเข้าสู่เมนสตรีม เปิดโอกาสครั้งสำคัญสำหรับการโฆษณาในตลาดขนาดมหึมานี้

รายงานใหม่ล่าสุดของ Adjust เรื่องการสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟน ระบุว่า นับแต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว 52.5% ของผู้บริโภคทั่วโลกใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการสตรีมมิ่งคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้น

 

การสตรีมมิ่ง Over The Top (OTT) กำลังบูมในช่วงของการระบาดทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 ตามรายงานล่าสุด ซึ่งเพิ่งจะเผยแพร่วันนี้ โดย Adjust แพลตฟอร์มวิเคราะห์การตลาดแอประดับโลก ทั้งยังแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการบริโภคผ่านสมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งยังทำลายมายาคติที่เชื่อกันว่าการสตรีมมิ่งส่วนใหญ่จะเกิดระหว่างการเดินทางไปหรือกลับจากที่ทำงาน 84% ของผู้บริโภคในประเทศที่เป็นเป้าหมายของการวิจัย บอกว่าในช่วงของการระบาดนั้น เขาใช้สมาร์ทโฟนเพื่อสตรีมคอนเทนต์มากกว่าเดิมหรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

โดยเฉลี่ยแล้ว กว่าครึ่งของผู้บริโภคที่เราสอบถาม (52.5%) บอกว่าสตรีมคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้นตั้งแต่มีการล๊อกดาวน์ มีเพียง 12% ของผู้บริโภคเท่านั้นที่สตรีมน้อยลง ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมากกว่าคนเหล่านั้นสี่เท่าตัวกำลังใช้สมาร์ทโฟนสตรีมคอนเทนต์วิดีโออยู่

งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล 8,000 คนจากประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ตุรกี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีและประเทศจีน รายงานปี 2021 เรื่องการสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนฉบับนี้ ยังพบว่าในประเทศที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน คนทุกช่วงวัยใช้สมาร์ทโฟนในการสตรีมมิ่งชนิดติดหนึบจนเป็นนิสัย กล่าวโดยรวม 90% ของ user อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ในประเทศจีน (89.8%) และตุรกี (88.9%) บอกว่าสตรีมผ่านสมาร์ทโฟนทุกวันหรืออย่างต่ำก็สัปดาห์ละครั้ง.

“ความเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือของกิจวัตรการสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกและเกิดในทุกช่วงวัย สร้างโอกาสอันมหาศาลในเรื่องการโฆษณา และบทบาทใหม่ๆ ของการวิเคราะห์กิจกรรมในสมาร์ทโฟน” คือคำกล่าวของ นายพอล เอช. มุลเลอร์, ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Adjust. “เมื่อเราเข้าใจเหตุผลและเวลาที่ผู้บริโภคเลือกจะสตรีม และรู้ว่าช่องทางกับแคมเปญไหนที่ส่งผลกระทบทางการตลาดสูงสุด เราก็จะมีศักยภาพชนิดที่ไร้ขีดจำกัด ในการสร้างฐาน user ซึ่งภักดีพร้อมด้วยมูลค่าตลอดชีพสูง.”

 

หัวข้อน่าสนใจอื่นๆ จากรายงานนี้ได้แก่

  • ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนสตรีมคอนเทนต์อย่างน้อยวันละครั้ง User ในประเทศจีน (93.8%) และตุรกี (91.9%) สตรีมบ่อยที่สุด คือตั้งแต่วันละครั้งหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เทียบกับสหรัฐอเมริกา 69.4%, ญี่ปุ่น 57.2% และสหราชอาณาจกร 45.7%
  • User ทุกช่วงวัยและทุกพื้นที่ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อการสตรีมมิ่งแต่ละครั้ง พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ชมไม่ได้แค่แวะแทะเล็มคอนเทนต์ชิ้นสั้นๆ เล็กๆ แต่ดูต่อเนื่องกันหลายตอนและดูหนังเป็นเรื่องๆ
  • มิลเลนเนียลซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่สตรีมผ่านสมาร์ทโฟน ยังดูคอนเทนต์เป็นเวลานานกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วย ระยะเวลาโดยเฉลี่ยคือเกิน 90 นาทีเล็กน้อย (94.2) ตามมาติดๆ ด้วยเจ็นซี คือต่ำกว่า 90 นาทีเล็กน้อย (87.6)
  • .แม้ user อายุอย่างน้อย 55 ปีจะรั้งท้ายในข้อมูลชุดนี้ แต่ระยะเวลาเฉลี่ย 65 นาทีต่อครั้งสื่อว่าคนกลุ่มนี้กำลังอุ่นเครื่อง คือพร้อมจะตามกลุ่มอื่นๆ มาติดๆ
  • ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินไม่น้อยกับสตรีมมิ่งและบริการความบันเทิงชนิดออนดีมานด์อื่นๆ เกาหลีนำลิ่วที่เดือนละ $42.68 เทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ $33.58 และสหราชอาณาจักรที่ $34.82

ทีวีผ่านสตรีมมิ่งยังปลดล๊อกโอกาสสำคัญเกี่ยวกับการใช้งานจอที่สองอีกด้วย

งานวิจัยของ Adjust ยังให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความแพร่หลายของการใช้งานจอที่สอง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วไป พร้อมกับการบูมของทีวีผ่านสตรีมมิ่ง (CTV) โดยเฉลี่ยแล้ว มากกว่าสามในสี่ (76%) ของผู้ตอบบอกว่าใช้สมาร์ทโฟนไปด้วยระหว่างดูทีวี พฤติกรรมการดูแบบนี้ชัดเจนขึ้นในสิงค์โปร์และประเทศจีน (85% ทั้งสองประเทศ) สหรัฐอเมริกาตามมาติดๆ (83%)

ทางเลือกอันดับแรกของคนที่ใช้งานจอที่สองคือแอปโซเชียล ที่ 65.4% โดยเฉลี่ย ตามด้วยแอปธนาคาร (54.9%) และแอปเกม (44.9%) คนที่ใช้งานจอที่สองในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกมักหิวและสั่งอาหารเดลิเวอรี ประเทศจีนหิวมากกว่าประเทศอื่น (65.2%) เกาหลี (36.6%) และสิงคโปร์ (48.2%)

ผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์การใช้งานจอที่สองนี้ได้ โดยใส่ call-to-action ลงในโฆษณาของตน เช่นให้ดาวน์โหลดแอปสมาร์ทโฟนผ่านทางคิวอาร์โค้ด สิ่งนี้มีศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ทั้งใหม่และมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ โดยข้ามสองดีไวส์พร้อมกัน

 

วิธีการ

รายงานสตรีมมิ่งมือถือปี 2021 นำมาจากการวิจัยผู้บริโภคที่จัดทำโดย Censuswide ในนามของ Adjust จากการสำรวจทั่วโลกของผู้บริโภคสตรีมมิ่งทีวี วิดีโอทั้งหมด 8,000 คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป

งานวิจัยนี้ใช้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนในระดับประเทศของผู้บริโภคทีวี / วิดีโอสตรีมมิ่ง 1,000 รายในแต่ละประเทศต่อไปนี้: อังกฤษ เยอรมนี ตุรกี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี และจีน ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2020 ถึง 10 พฤศจิกายน 2020 และสหรัฐอเมริการะหว่าง 23 กันยายนและ 29 กันยายน 2020

 

เกี่ยวกับ Adjust

Adjust คือแพลตฟอร์มวิเคราะห์การตลาดแอประดับโลก เชี่ยวชาญมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานสูงสุดในด้านประสิทธิภาพและความเป็นส่วนตัว โซลูชั่นต่างๆ ของ Adjust ยังรวมไปถึงการระบุแหล่งที่มา การวัดผล การป้องกันการฉ้อโกงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเครื่องมือด้าน automation ภารกิจของบริษัทคือทำให้การตลาดบนสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ฉลาดขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม สำหรับแอปกว่า 50,000 ซึ่งทำงานกับ Adjust ในขณะนี้

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-adjust-streaming-report/

Hands-on | ลองของจริง OPPO X 2021 สมาร์ทโฟนขยายจอได้ พร้อมอธิบายกลไกจอม้วนแบบเจาะลึก

หลังจากเปิดตัวจริงพร้อมให้ลองสัมผัสไปในงาน MWC 2021 Shanghai ไปแล้ว ตอนนี้เครื่อง OPPO X 2021 ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยให้เราได้ไปเห็นด้วยตาว่านวัตกรรม Rollable Phone หรือจอที่ม้วนได้นั้นมันเป็นของจริง ไม่ใช่กิมมิกเอามาโชว์เล่นๆ แน่นอน

สัมผัสมือถือจอม้วน OPPO X 2021

OPPO X 2021 มาพร้อมกล่องที่ดูหรูหรามากๆ แค่เปิดฝามันก็จะดันตัวเครื่องให้ลอยขึ้นมาได้เลย เรียกว่าดูดีตั้งแต่กล่องแล้ว

ขนาดของมันก็พอๆ กับสมาร์ทโฟนรุ่นท็อป ที่มาพร้อมกับจอขนาดใหญ่ๆ 6.7 นิ้ว แต่ด้วยกลไกในการเลื่อนหน้าจอได้ ทำให้ตัวเครื่อง X 2021 อาจจะดูหนากว่าหลายๆ รุ่นเล็กน้อย ปุ่มเปิดเครื่องด้านข้างนั้นทำหน้าที่มากกว่าสแกนลายนิ้วมือ เพราะมันยังเอาไว้รับคำสั่งในการสไลด์เพื่อเลื่อนหน้าจอที่ม้วนเก็บไว้ออกมาด้วย

จากขนาดหน้าจอสมาร์ทโฟนปกติ 6.7 นิ้วทั่วไป ก็สามารถขยายออกเป็นหน้าจอในรูปแบบกึ่งแท็บเล็ตได้

เมื่อหน้าจอเลื่อนออกมาจนหมดแล้ว ก็จะกลายเป็น 7.4 นิ้ว คือเต็มไม้เต็มมือมากขึ้น ส่วนของ UI และคอนเทนต์บนหน้าจอก็ปรับสเกลตามโดยอัตโนมัติ

แล้วหน้าจอที่ม้วนเก็บไว้ มันอยู่ตรงไหน ? ขอบจอด้านซ้ายนี่แหละครับ ทีมีแกนหมุนพร้อมม้วนจอเก็บเข้าไป หรือเลื่อนเพื่อขยายออกมา

ถ้าสังเกตุจากด้านล่าง จะเห็นแกนที่ว่านั่นชัดเจน ส่วนด้านขวาแถวๆ USB C ที่เหมือนจะเป็นคนละชิ้นนั่นคือส่วนที่จะขยับออกไปเมื่อหน้าจอมีการขยาย

เมื่อหมุนเลื่อนออกมา ด้านในก็มีโครงสร้างที่รองรับตัวเครื่องและส่วนของหน้าจอเอาไว้แล้วทำให้ยังคงความแข็งแรงทนทานเอาไว้ได้เหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน

อันนี้เป็นมุมจากด้านบนครับ คือเหมือนกับภายในเครื่องของ OPPO X 2021 มันมีไส้ในอยู่อีกชิ้นนั่นเอง

ด้านหลังของเครื่องเมื่อขยายออกก็จะเป็นแบบนี้ครับ ทาง OPPO ก็มีลูกเล่นในการออกแบบให้ดูไม่แข็งจนเกินไปด้วยสโลปและสีเงินบริเวณของโมดูลกล้อง ซึ่งตัวกล้องหลังแน่นอนว่าอาจจะไม่ใช่ไฮไลท์ของรุ่นนี้ แต่ก็ยังเลือกใช้เทคโนโลยีกล้อง Dual ToF ในการใช้ร่วมกับระบบ AR และ VR เพื่อนำไปต่อยอดกับเทคโนโลยีในอนาคต

ดูจากภาพนิ่งอาจจะไม่เก็ตเท่าไหร่ ยังไงลองไปดูคลิปที่ droidsans ได้ไปลองสัมผัส OPPO X 2021 ตัวเป็นมาแล้วได้ครับ

 

จอม้วน OPPO X 2021 มีกลไกในการทำงานอย่างไร

ส่วนนี้ทาง OPPO ปล่อยคลิปวิธีการทำงานของกลไกใน OPPO X 2021 สมาร์ทโฟนจอม้วนได้ โดยเผยให้เห็นการทำงานของกลไกในระหว่างการยืดหดของหน้าจอจากขนาด 6.7 นิ้วขยายไปเป็น 7.4 นิ้ว ได้แบบไร้รอยต่อ

ซึ่งจะมีการใช้กลไกแบบ Roll Motors สองตัว พร้อมใช้ที่เป็นวัสดุแบบ Wrap Track ลามิเนตที่บางเพียง 0.1 มม. โดยตัวลามิเนตนั้นเป็นวัสดุที่มีความบางแต่แข็งแรงมาก เพราะทำจากโลหะที่มีความแข็งแรงสูงพร้อมรองรับตัวหน้าจอได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่หน้าจอยืดหรือหดได้มีการใช้แผ่นโลหะ 2 ชิ้น (Fixed Flame และ Sliding Flame) เลื่อนผ่าน Roll Motors ทำให้หน้าจอยืดหดได้แบบลื่นไหลไม่สะดุด

ตัวหน้าจอ OLED นั้นถูกม้วนเก็บไว้ที่แกนขนาด 6.8 มิลิเมตร ซึ่งทำให้หน้าจอนั้นมาสามารถแสดงผลได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเลื่อนเข้าออกนับ 100,000 ครั้ง

ในคลิปนี้ของ OPPO ก็ได้อธิบายการทำงานทุกส่วนของกลไล Rollable Phone เอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ

from:https://droidsans.com/hands-on-preview-oppo-x-2021/

เปิดตัว Redmi K40 Series เรือธง Snapdragon 888, กล้อง 108MP, จอ AMOLED 120Hz ราคาไม่ถึง 20,000 บาท

มือถือซีรีส์เรือธงสเปคแรงแต่ราคาไม่แรงอย่าง Redmi K40 Series ได้ฤกษ์เปิดตัวกันแล้ว คราวนี้มาพร้อมกันถึง 3 รุ่น คือ Redmi K40, K40 Pro และ K40 Pro+ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละรุ่นอัดฟีเจอร์ + สเปคมาให้แบบเต็มเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ AMOLED 120Hz, กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 108MP, ชิป Snapdragon 888 ฯลฯ โดยตัวท็อปมีราคาอยู่ที่ 3699 หยวน หรือราว ๆ 17,320 บาทเท่านั้นเอง

สำหรับ Redmi K40 ทั้ง 3 รุ่น มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกัน แต่จะมีสเปคบางส่วนที่ต่างกันออกไป หลัก ๆ ก็คือชิปประมวลผล และกล้องหลังนั่นเองครับ

หน้าจอ OLED รีเฟรชเรท 120Hz

Redmi K40 ทั้ง 3 รุ่น ใช้พาเนลหน้าจอแบบ OLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+ มีรีเฟรชเรทสูง 120Hz แถมยังมี Touch Sampling สูงลิ่วถึง 360Hz ทำให้เหมาะสุด ๆ สำหรับใช้เล่นเกมที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว แตะปุ๊บหันปั๊บ แตะปุ๊บยิงปั๊บ ไม่มีหน่วงให้เสียจังหวะ

หน้าจอครอบด้วยกระจก Gorilla Glass 5 เพิ่มความทนทานต่อแรงขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน และถึงแม้ว่าทั้ง 3 รุ่นจะใช้จอแบบ OLED แต่ว่าเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือไม่ได้ถูกฝังไว้ใต้จอนะครับ เพราะไปอยู่รวมกับปุ่ม Power ด้านข้างเครื่องแทน

ชิปตัวแรง Snapdragon 8 Series

Redmi K40 Pro และ K40 Pro+ ใช้ชิปเรือธงรุนล่าสุดอย่าง Snapdragon 888 ที่หายห่วงเรื่องความเร็วแรงไปได้เลย เพราะสามารถใช้งานทุกอย่างได้แบบลื่น ๆ ไม่ว่าจะดูหนังความละเอียดสูง หรือจะเล่นเกมกราฟิกโหด ๆ ก็ตาม

ส่วนน้องเล็กสุด Redmi K40 ถึงแม้จะไม่ได้ชิปตัวท็อปเหมือนรุ่นพี่ แต่ก็มากับ Snapdragon 870 ที่คงความแรงในการใช้งานต่าง ๆ เอาไว้แบบไม่น้อยหน้ากันมากนัก เพราะชิปดังกล่าวเป็นรุ่นอัปเกรดจาก Snapdragon 865+ ซึ่งเป็นระดับเรือธงของปีที่แล้วนั่นเอง ทำให้ยังใช้งานทุกอย่างได้ลื่น ๆ อีกเช่นกัน

กล้องหลังความละเอียดสูงสุด 108MP

รุ่นพี่ใหญ่ Redmi K40 Pro+ มีกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว กล้องหลักใช้เซ็นเซอร์ ISOCELL HM2 ขนาด 1/1.52″ มีความละเอียดสูง 108MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Telephoto macro ความละเอียด 5MP ถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ระดับ 8K 30fps และถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่นได้ที่ FHD 960fps

Redmi K40 Pro มีกล้องหลักเซ็นเซอร์ IMX686 ความละเอียด 64MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Telephoto macro ความละเอียด 5MP ถ่ายวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 8K 30fps อีกเช่นกัน

ส่วนน้องเล็กสุด Redmi K40 มากับกล้องหลักเซ็นเซอร์ IMX582 ความละเอียด 48MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Telephoto macro ความละเอียด 5MP และสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดในระดับเดียวกับรุ่นพี่คือ 8K 30fps

แบตเตอรี่ และระบบชาร์จไว

Redmi K40 Series ให้แบตเตอรี่มาเท่ากันที่ 4520 mAh รวมถึงระบบชาร์จไวที่ระดับ 33W ที่ใช้เวลาในการชาร์จจาก 0% – 100% แค่ 52 นาทีเท่านั้นเอง

สเปค Redmi K40 / K40 Pro / K40 Pro+

สเปค Redmi K40 Redmi K40 Pro Redmi K40 Pro+
หน้าจอ OLED ขนาด 6.67 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz OLED ขนาด 6.67 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz OLED ขนาด 6.67 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
CPU Snapdragon 870 Snapdragon 888 Snapdragon 888
GPU Adreno 650 Adreno 660 Adreno 660
RAM (LPDDR5) 6GB / 8GB / 12GB 6GB / 8GB 6GB / 8GB / 12GB
ความจุ (UFS 3.1) 128GB / 256GB 128GB / 256GB 256GB
กล้องหลัง – กล้องหลัก 48MP
– Ultrawide 8MP
– Telephoto macro 5MP
– กล้องหลัก 64MP
– Ultrawide 8MP
– Telephoto macro 5MP
– กล้องหลัก 108MP
– Ultrawide 8MP
– Telephoto macro 5MP
กล้องหน้า 20MP 20MP 20MP
การเชื่อมต่อ  Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, IR Blaster, BT 5.1 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, IR Blaster, BT 5.2 Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct, IR Blaster, BT 5.2
เซ็นเซอร์ Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass, color spectrum, barometer Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass, color spectrum, barometer Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass, color spectrum, barometer
ระบบเสียง ลำโพงสเตอรีโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. ลำโพงสเตอรีโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. ลำโพงสเตอรีโอคู่, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP53 IP53 IP53
แบตเตอรี่ 4520 mAh, ชาร์จไว 33W 4520 mAh, ชาร์จไว 33W 4520 mAh, ชาร์จไว 33W
ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 12 Android 11 ครอบด้วย MIUI 12 Android 11 ครอบด้วย MIUI 12
ขนาด / น้ำหนัก 163.7 x 76.4 x 7.8 มม. / 196 กรัม 163.7 x 76.4 x 7.8 มม. / 196 กรัม 163.7 x 76.4 x 7.8 มม. / 196 กรัม

ราคา

Redmi K40

  • Redmi K40 (6GB / 128GB) : ราคา 1999 หยวน หรือประมาณ 9,360 บาท
  • Redmi K40 (8GB / 128GB) : ราคา 2199 หยวน หรือประมาณ 10,300 บาท
  • Redmi K40 (8GB / 256GB) : ราคา 2499 หยวน หรือประมาณ 11,700 บาท
  • Redmi K40 (12GB / 256GB) : ราคา 2699 หยวน หรือประมาณ 12,630 บาท

Redmi K40 Pro

  • Redmi K40 Pro (6GB / 128GB) : ราคา 2799 หยวน หรือประมาณ 13,100 บาท
  • Redmi K40 Pro (8GB / 128GB) : ราคา 2999 หยวน หรือประมาณ 14,000 บาท
  • Redmi K40 Pro (8GB / 256GB) : ราคา 3299 หยวน หรือประมาณ 15,450 บาท

Redmi K40 Pro+

  • Redmi K40 Pro+ (12GB / 256GB) : ราคา 3699 หยวน หรือประมาณ 17,315 บาท

Redmi K40 Series จะเริ่มวางจำหน่ายในจีนตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนประเทศโซนอื่น ๆ รวมถึงบ้านเราคาดว่าจะวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ POCO (อาจใช้ชื่อรุ่นว่า POCO F3 หรือ POCO F3 Pro) แต่ราคาจะเปิดมาได้เร้าใจเหมือนในจีนหรือไม่…ต้องมารอลุ้นกันอีกทีครับ

 

ที่มา : AndroidAuthority, GSMArena, 91mobiles

from:https://droidsans.com/redmi-k40-series-officially-announced-china/

True อวดรายได้ 1.38 แสนล้านบาท มือถือโต 3% เน็ตบ้านคนใช้เพิ่ม 3.9 แสนราย ดิจิทัลแข็งแกร่ง

กลุ่ม True แจ้งผลการดำเนินงานปี 2563 มีรายได้รวม 1.38 แสนล้านบาท กำไร 1,764 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโต 3% และบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตผู้ใช้เพิ่ม 3.9 แสนราย ส่วนบริการดิจิทัลยังโตต่อเนื่อง

true
ภาพจาก Shutterstock

True กับการเติบโตในวิกฤต COVID-19

ยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีที่ท้าทาย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่กลุ่มทรูยังเติบโตเหนืออุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในที่มีรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มสูงขึ้น

รวมทั้งธุรกิจบรอดแบนด์ก็มีรายได้เติบโต และฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นสูงกว่าตลาดเช่นกัน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มคุณภาพและระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจรของกลุ่มทรูยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล คลาวด์โซลูชั่นและวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล

true

หากเจาะไปที่แต่ละธุรกิจพบว่า Truemove H มีรายได้พิ่มขึ้น 3% จากปีก่อนเป็น 80,100 ล้านบาทในปี 2563 สวนทางกับอุตสาหกรรมที่รายได้รวมของผู้ให้บริการรายอื่นลดลงร้อยละ 6 จากปีก่อน มีจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 5.41 แสนรายในไตรมาส 4 ขยายฐานผู้ใช้บริการรวมเป็น 30.6 ล้านราย

True Online มีรายได้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อน เป็น 27,100 ล้านบาทในปี 2563 พร้อมจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 390,000 รายในปี 2563 ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 ล้านราย เป็นผู้นำของตลาด

true

True Visions มีรายได้จากการให้บริการ 10,700 ล้านบาทใน มีฐานลูกค้า 3.9 ล้านราย ปี 2563 โดยCOVID-19 ทำให้ทั้งรายได้และต้นทุนที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลง แต่รายได้จากการให้บริการของทรูวิชั่นส์เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 4 โดยเพิ่มขึ้นในอัตรา 4.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

True Digital Group เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของกลุ่มทรู ด้วยบริการและแพลตฟอร์มคุณภาพ อย่าง TrueID ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีฐานผู้ใช้งานสูงถึง 1.12 ล้านรายในปี 2563 สำหรับแพลตฟอร์มบนจอโทรทัศน์ กล่องทรูไอดี ทีวี ได้ไต่ระดับไปอีกขั้น ด้วยยอดขายสูงถึง 2.1 ล้านกล่อง

สรุป

ถือเป็นความแข็งแกร่งของกลุ่ม True ที่มีความหลากหลายของธุรกิจ และพยายามนำธุรกิจต่างๆ มาเชื่อมต่อเพื่อเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะฝั่ง True Digital Group ที่เป็นศูนย์กลางของบริการต่างๆ และในอนาคตธุรกิจนี้น่าจะเติบโตมากขึ้น

*หมายเหตุ: รายได้จากการให้บริการหลัก ไม่รวมรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานปกติของธุรกิจหลัก อาทิ บริการ call center การทำสัญญากับภาคธุรกิจที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ธุรกิจบันเทิงและรายได้อื่น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post True อวดรายได้ 1.38 แสนล้านบาท มือถือโต 3% เน็ตบ้านคนใช้เพิ่ม 3.9 แสนราย ดิจิทัลแข็งแกร่ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/true-fy-2020/