เรื่องทั้งหมดโดย Feed News

REVIEW | รีวิว Galaxy Tab S7+ แท็บเล็ต​ Android ตัวท็อป​ จอเทพ, ลำโพงแจ่ม, ปากกาพริ้ว สเปคแรงสะใจ

หากใครที่กำลังเล็งๆ อยากได้แท็บเล็ต Android จองามๆ เสียงดีๆ สเปคแรงๆ แถมยังมีปากกาเทพๆ ด้วยล่ะก็… ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นแท็บเล็ตระดับเรือธง Galaxy Tab S7+ รุ่นนี้แล้วล่ะ เพราะฟีเจอร์ทุกอย่างที่บอกไปตอนแรกถูกยัดเอาไว้ในแท็บเล็ตจอ 12.4 นิ้วรุ่นนี้แล้ว ส่วนการใช้งานจริงจะมีอะไรบ้าง มาดูกันได้เลยครับ

Galaxy Tab S7+ ที่เราได้มารีวิวในครั้งนี้เป็นรุ่นหน่วยความจำ 8GB / 256GB ที่มีหน้าจอขนาด 12.4 นิ้ว ซึ่งนับเป็นแท็บเล็ตรุ่นแรกของซีรีส์ Tab S ที่มากับหน้าจอใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ แถมสเปคต่างๆ ก็ยังอัดมาให้แรงแบบใช้งานกันได้เหลือเฟือเลยทีเดียว…น่าเสียดายที่ไม่มีเคสคีย์บอร์ดมาให้รีวิวด้วย ก็เลยยังบอกไม่ได้ว่ามันสามารถใช้งานต่างๆ แบบที่พอจะทดแทนโน้ตบุ๊ค Windows ได้รึเปล่าครับ

สเปค Galaxy Tab S7+

  • หน้าจอ Super AMOLED ความละเอียด WQXGA+, HDR10+, Color Range แบบ NTSC, รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 865+
  • GPU : Adreno 650
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 256GB รองรับ microSD card
  • กล้องหลัง : 13MP (f/2.0) + 5MP (f/2.2) Ultrawide + LED Flash
  • กล้องหน้า : 8MP (f/2.0)
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.0
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ใต้หน้าจอ), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • แบตเตอรี่ : 10090 mAh รองรับชาร์จไว 45W
  • ระบบ : Android 10 ครอบด้วย One UI 2.5
  • ขนาด / น้ำหนัก : 285 x 185 x 5.7 มม. / 575 กรัม

ดีไซน์ตัวเครื่อง

Galaxy Tab S7+ ยังคงใช้วัสดุที่เป็นโลหะอยู่เช่นเคย และยังมีงานประกอบที่แน่นหนา ทนทานดี ใช้นิ้วกดตามตัวเครื่อง และหน้าจอไม่มีเสียงกร๊อบแกร๊บให้ได้ยินเลย

ส่วนดีไซน์ตัวเครื่องนอกจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ดีไซน์ก็เปลี่ยนไปจากเดิมด้วยเหมือนกัน โดยคราวนี้ขอบเครื่องจะเป็นเหลี่ยมขึ้น ในขณะที่รุ่นก่อนๆ ขอบเครื่องยังมีความโค้งมนอยู่

ขอบเครื่องที่ดูเหลี่ยมกว่าเดิม

อีกอย่างนึงที่เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนก็คือกล้องเซลฟี่ที่คราวนี้ย้ายมาให้ใช้งานแนวนอนแล้ว จากที่รุ่นก่อนๆ วางกล้องเซลฟี่ไว้ในแนวตั้งทั้งหมด

กล้องเซลฟี่ที่ย้ายมาอยู่แนวนอน

พลิกมาดูด้านหลังเครื่องจะเห็นแถบชาร์จปากกา S Pen อยู่ในแนวเดียวกับกล้องหลัง ซึ่งคราวนี้แถบชาร์จดังกล่าวไม่ได้เป็นร่องลงไปแล้ว แต่ยังคงมีแม่เหล็กสำหรับดูดกับตัวปากกาอยู่

ปุ่ม Power และปุ่มปรับเสียงอยู่ที่ขอบเครื่องด้านบน (ดูจากแนวนอน) ส่วนขอบเครื่องด้านขวามีพอร์ต USB-C กับลำโพง 2 ตัว ส่วนรูหูฟัง 3.5 มม. ไม่ต้องไปมองหาที่ไหน (เพราะเค้าไม่ใส่มาให้แล้ว) ขอบเครื่องด้านขวาก็มีลำโพงอีก 2 ตัว

ขอบเครื่องด้านล่างจะมีแค่ POGO Pin และตัวล็อคสำหรับเสียบเคสคีย์บอร์ด

หน้าจอ 2K ขนาด 12.4 นิ้ว รีเฟรชเรท 120Hz

หนึ่งในจุดเด่นของแท็บเล็ตรุ่นนี้ก็คือหน้าจอ Super AMOLED ความละเอียดสูงถึง 2K และมีขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็น 12.4 นิ้ว แถมคราวนี้ยังเป็นแท็บเล็ต Tab S รุ่นแรกที่มากับหน้าจอรีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz เลยทีเดียว ซึ่งจากการใช้งานครั้งแรกเปิดจอติดขึ้นมาก็ตื่นตาตื่นใจเลยล่ะ เพราะจอมันสวยและลื่นไหลสุดๆ ปัดหน้าจอไปซ้ายไปขวา ก็ดูลื่นปรื๊ดๆ ไปหมด คือปกติก็ใช้มือถือจอ 120Hz อยู่แล้ว แต่พอได้ลองจอใหญ่ๆ แบบนี้แล้วมันเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าภาพเคลื่อนไหวต่างๆ บนหน้าจอมันลื่นไหลจริงๆ

หน้าจอของ Galaxy Tab S7+ นอกจากจะมีความละเอียดสูงแล้ว ยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ อีกด้วย ทดสอบจากการดูคอนเทนท์ HDR จาก Netflix และ YouTube นี่บอกเลยว่าตะลึงพรึงเพริดจนไม่อยากดูคอนเทนท์ HD ธรรมดาๆ อีกต่อไป (ขนาดนั้นเลย…)

ประสิทธิภาพเครื่อง และการเล่นเกม

Galaxy Tab S7+ อัดสเปคมาให้ในระดับไฮเอนด์แบบไม่หวงเครื่อง ทั้งชิป Snapdragon 865+, RAM 8GB แบบ LPDDR5, ความจุแบบ UFS 3.0 ทำให้การใช้งานต่างๆ ทั้งงานทั่วไป หรือจะเล่นเกมกราฟิก 3D โหดๆ ก็ไม่มีสะดุดเลย ทดสอบประสิทธิภาพด้วยแอป 3DMark ได้คะแนนออกมาตามนี้

ส่วนแอป Geekbench 5 ก็ทำคะแนนในการวัดประสิทธิภาพออกมาได้ตามนี้

ทดสอบการเขียน-อ่านข้อมูลด้วยแอป Androbench ได้คะแนนออกมาตามนี้

เล่นเกมกราฟิกหนักๆ ทั้ง Shadowgun Legends, Asphalt 9, PUBG และอื่นๆ โดยปรับภาพเป็นระดับสูงสุดทุกเกมก็ไม่พบปัญหาอะไรเลย เล่นได้แบบลื่นปรื้ดๆ ไม่มีสะอึก

ลำโพง 4 ตัว และระบบเสียง Dolby Atmos 

Galaxy Tab S7+ ยังคงความไฮเอนด์เอาไว้ด้วยลำโพงจำนวน 4 ตัว ที่ได้รับการปรับแต่งเสียงโดย AKG และยังมากับระบบเสียง Dolby Atmos ซึ่งจากการใช้งานจริงต้องบอกเลยว่า เด็ดดวงของจริง เพราะเสียงที่ออกมามีทั้งความดัง และความคมชัด ไม่แตก ไม่เพี้ยนแม้เร่งจนสุด แถมยังมีมิติแยกทิศทางได้ชัดเจนเมื่อใช้ดูหนัง หรือเล่นเกม

ลำโพงที่ปรับแต่งเสียงโดย AKG

พอเอามาใช้เปิดเพลงก็ยิ่งเพลิน เพราะเสียงใสปิ๊ง เสียงเบสก็แน่น และตึ้บใช้ได้เลย คือถ้าใช้แท็บเล็ตตัวนี้แล้วไม่ต้องไปหาลำโพงอะไรมาเสริมเลยล่ะ แต่อย่างที่บอกไปว่ารูหูฟัง 3.5 มม. โดนตัดทิ้งไปแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะใช้หูฟังต้องเอาตัวแปลง USB-C มาเสียบเอาเอง หรือจะใช้หูฟังไร้สายไปเลยหมดเรื่องหมดราว

ONE UI และ DEX ไร้สาย

Galaxy Tab S7+ มาพร้อม One UI 2.5 แล้ว ซึ่งการใช้งานต่างๆ ก็แทบจะไม่ต่างไปจากมือถือ Galaxy รุ่นอื่นๆ ที่ใช้ One UI 2.5 อย่างเช่นซีรีส์ Galaxy Note 20 หรือ S20 (ต่างกันแค่หน้าจอใหญ่กว่ามาก)

ส่วนฟีเจอร์ DeX ที่คราวนี้ถูกอัปเกรดให้สามารถใช้งานแบบไร้สายได้แล้ว ทำให้ใช้ได้ง่ายกว่าเดิมมาก เพราะไม่ต้องหาสาย USB-C > HDMI หรือ Hub มาเสียบให้วุ่นวายแล้ว แค่มี Smart TV จากนั้นก็เปิดโหมด Wireless DeX แล้วเลือกชื่อของ TV ที่เด้งขึ้นมาก็ใช้งานได้เลย

ในระหว่างที่ใช้โหมด DeX อยู่ เราสามารถใช้ Tab S7+ แยกได้อิสระ คือถ้าหากว่าเชื่อมต่อกับเมาส์ + คียบอร์ดไร้สาย ก็จะทำงานผ่าน DeX บนหน้าจอ Smart TV ได้ ส่วนแท็บเล็ตก็ยังใช้งานตามปกติได้ต่อ หรือถ้าไม่มีเมาส์ + คีย์บอร์ด ก็ยังใช้หน้าจอของแท็บเล็ตเป็น Touch Pad กับพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดบนหน้าจอแท็บเล็ตเอาก็ยังได้

เปลี่ยนหน้าจอให้กลายเป็น Touch Pad

สำหรับการใช้งาน DeX จะเปลี่ยน UI ให้มีการใช้งานต่างๆ คล้ายกับ PC คือสามารถเปิดแอปหลายๆ แอปพร้อมกันได้บนหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะเป็นเปิด Chrome ไว้ท่องเว็บ, เปิด Google Sheets ไว้ทำงาน และเปิด YouTube ไว้ฟังเพลินๆ ซึ่งคราวนี้แอป YouTube เปิดให้เล่นอยู่เบื้องหลังได้ด้วย (DeX เวอร์ชั่นก่อนหน้า หากเปิดหลายแอปบนหน้าจอเดียว แอปที่ไม่ได้ใช้จะหยุดทำงานเพื่อประหยัด RAM)

นอกจากนี้โหมด DeX ยังเปลี่ยนการทำงานของเมาส์ ให้สามารถใช้ได้เหมือนกับบนคอมพิวเตอร์เลย เพราะปกติการใช้เมาส์กับมือถือหรือแทบเล็ต Android เวลาคลิกขวา มันจะกลายเป็นการกด Back แต่การคลิกขวาใน DeX จะโชว์ตัวเลือกอื่นๆ อย่างเช่น Copy, Paste ฯลฯ เหมือนบนคอมพิวเตอร์ ทำให้ใช้งานแอปประเภท Word หรือ Excell สะดวกกว่า

ปากกา S PEN ความหน่วงต่ำ

รูปร่างและน้ำหนักของปากกา S Pen จะพอๆ กับปากกาทั่วไป ไม่หนัก ไม่ใหญ่ จับเขียนถนัดมือ และจะมีปุ่มสำหรับกดสั่งงานต่างๆ สำหรับฟีเจอร์ Air Actions ได้

โดยฟีเจอร์ Air Actions จะทำให้เราตวัดปากกาไปในทิศทางต่างๆ แทนการกดปุ่ม Back, Home, Recent Apps, สลับกล้องหน้า – หลัง, กดปุ่มชัตเตอร์ระยะไกล, เปลี่ยนโหมดกล้อง, กดเปลี่ยนสไลด์ตอนพรีเซนต์งาน, เปลี่ยนเพลง, เปลี่ยนวิดีโอ ฯลฯ ซึ่งการใช้งาน Air Actions เหล่านั้นต้องใช้พลังงานด้วย ทำให้ S Pen รุ่นนี้ต้องชาร์จไฟจากตัว Tab S7+ นั่นเอง

ซึ่งจากการใช้งานจริงยังไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ Air Actions ส่วนที่เพิ่มมาสักเท่าไหร่​ เพราะยังไม่ครอบคลุมแอป​ 3rd Party มากนัก​ หากสามารถทำงานร่วมกับแอปได้มากขึ้นและหลายฟังก์ชั่นกว่านี้ก็จะดี

ส่วนการปรับปรุงอีปหนึ่งอย่างคือ ความหน่วงของ S Pen กับหน้าจอที่คราวนี้เหลือแค่ 9 มิลลิวินาที เท่านั้น คือเวลาขีดๆ เขียนๆ แล้วลายเส้นจะตามติดกับปลาย S Pen เหมือนใช้ปากกาเขียนบนกระดาษยังไงยังงั้นเลย

 

กล้องหน้า และกล้องหลังคู่

Galaxy Tab S7+ มากับกล้องหลัง 2 ตัว ความละเอียด 13MP + 5MP (Ultra wide) และแฟลช LED ที่มีฟีเจอร์ถ่ายรูปมาให้มากมายทั้ง Video Live Focus สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ, Pro Video ที่ตั้งค่าได้มากกว่าโหมดธรรมดา, Single Take เก็บภาพและคลิปวิดีโอสั้นๆ ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วินาที และเลือกเอาส่วนที่น่าสนใจมาทำเป็นไฮไลท์

โหมด Single Take

ซึ่งภาพที่ได้ก็เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับกล้องแท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง หรือวิดีโอก็ตาม














โหมด Video Live Focus

ส่วนกล้องเซลฟี่ก็ถ่ายได้ชัดเจนดี และมีโหมดต่างๆ ให้เลือกเล่นอีกเพียบเช่นกัน


กล้องเซลฟี่มีให้ปรับเป็นมุม Wide ได้ด้วย

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของ Galaxy Tab S7+ อัดมาให้ถึง 10900 mAh แต่จากการใช้งานจริงพบว่าแบตเตอรี่ไม่ได้อึดอย่างที่คิด (คาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แถมยังมีรีเฟรชเรท 120Hz ด้วย) เพราะถ้าใช้งานแบบเรื่อยๆ ทั้งวัน น่าจะอยู่ได้ประมาณเช้าจนถึงค่ำๆ เท่านั้น

ทดสอบดูหนังระดับ HD จาก Netflix ผ่าน WiFi เป็นเวลาเกือบๆ 3 ชั่วโมง แบตเตอรี่จาก 100% เหลืออยู่ที่ 68% แล้ว และถ้าดูจาก Screen on time ประมาณ 5 ชั่วโมง แบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 30% – 40%

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอใหญ่ และงามสุดๆ
  • หน้าจอแบบ 120Hz มาอยู่บนจอใหญ่แล้วเห็นได้ชัดว่าลื่นมากๆ
  • ลำโพง 4 ตัว กระหึ่มมาก และคุณภาพเสียงก็ดี
  • สเปคแรงเหลือเฟือ
  • กล้องคุณภาพดีใช้ได้สำหรับแท็บเล็ต
  • ปากกาความหน่วงต่ำที่จริงๆ อาจจะไม่จำเป็นนัก แต่ถ้าได้ลองใช้แล้วจะติดใจ
  • DeX ไร้สาย ใช้งานได้จริง และสะดวกขึ้น

ข้อติ

  • กล้องเซลฟี่ย้ายมาเป็นแนวนอน บางคนอาจถ่ายเซลฟี่ไม่ถนัด
  • แบตเตอรี่​เจอจอ​ 120Hz ก็ไม่ได้อึดอย่างที่คิด
  • ฟีเจอร์ Air Actions ของ S Pen ไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงขนาดนั้น
  • ราคาค่อนข้างสูง (รุ่น 4G LTE 6GB + 128GB ราคา 33,900 บาท / รุ่น 5G 8GB + 256GB ราคา 39,900 บาท)

ถ้าใครที่กำลังมองหาแท็บเล็ต Android ที่มากับสเปคทรงพลัง, ใช้งานด้านบันเทิงได้แบบสุดยอด, มีปากกาเทพๆ สำหรับจด หรือวาดรูปสวยๆ และมีงบเหลือเฟือ Galaxy Tab S7+ เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วในตอนนี้ เพราะเรียกว่าจัดเต็มมาให้ทุกอย่างแบบเหลือเฟือเลยจริงๆ หรือถ้าใครยังงบเหลืออีกจะจัดรุ่น 5G ไปด้วยเลยก็ยังได้

ส่วนใครที่ไม่ได้อยากได้สเปคระดับเทพขนาดนั้น หรือมีงบประมาณที่น้อยลงมาอีกหน่อย จะไปดูรุ่นน้องเล็กอย่าง Galaxy Tab S7 ก็น่าจะโอเคแล้ว เพราะถ้าเทียบกันระหว่าง 2 รุ่นนี้ ที่ต่างกันหลักๆ ก็จะมีแค่ประเภทของหน้าจอ และขนาดเท่านั้นเองครับ

from:https://droidsans.com/galaxy-tab-s7-plus-review/

เปิดตัว การ์ดจอเกมมิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Nvidia ในรุ่น ROG-STRIX-RTX3080-10G-GAMING

สำหรับสเปคการ์ดจอตัวนี้

Core Clock :

OC Mode – 1740 MHz (Boost Clock)
Gaming Mode – 1710 MHz (Boost Clock)

Memory Clock : 19 Gbps

Memory Size : 10GB (GDDR6X)

CUDA Core : 8704

PCI Express 4.0 320-bit

และยังมาพร้อมเทคโนโลยี

Technology :

AXIAL-TECH UPGRADES

New Directions

MaxContact

2.7-Slot Design

ในส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็จะมี

Port :
HDMI Output : Yes x 2 (Native) (HDMI 2.1)
Display Port : Yes x 3 (Native) (DisplayPort 1.4a)
HDCP Support : Yes (2.3)

power : 750W (3 x 8-pin)

 

TUF-RTX3080-10G-GAMING ราคา – บาท

***ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง***

from:https://www.it-reborn.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-9/

Linux Foundation ออกใบประกาศตัวใหม่ Linux Foundation Certified IT Associate

Linux Foundation ได้ประกาศถึง Certificate ระดับขั้นต้นตัวใหม่ที่มีเนื้อหาเพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีให้ทันโลกปัจจุบัน 

Credit: The Linux Foundation

Linux Foundation Certified IT Associate หรือ LFCA ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้

  • Linux Fundamentals (20%)
  • System Administration Fundamentals (20%)
  • Cloud Computing Fundamentals (20%)
  • Security Fundamentals (16%)
  • DevOps Fundamentals (16%)
  • Supporting Applications and Developers (8%)

LFCA จะไม่ได้เน้นแค่ว่าจะปรับจูนเครื่องยังไง แต่ตอบโจทย์เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้มากกว่า โดยผู้ผ่าน LFCA ยังมีใบประกาศระดับสูงอีก 2 ใบคือ Linux Foundation Certified SysAdmin(LFCS) และ Linux Foundation Certified Engineer (LFCE) ทั้งนี้ตัว Linux Foundation เองจะเปิดให้ Third-party เป็นผู้จัดคอร์สสอนเอง โดยอาจจะติดตามได้ที่ edX.org และ Massive Open Online Courses (MOOC) ในบทเรียนเช่น Introduction to Linux, Introduction to Cloud Infrastructure Technologies และ Introduction to DevOps and Site Reliability Engineering

การสอบก็ทำได้ผ่านออนไลน์ โดยมีผู้คุมคอยดูผ่าน Webcam ผู้สนใจสามารถดูเนื้อหาการสอบได้ที่นี่ 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/linux-foundation-launches-new-entry-level-it-certification

from:https://www.techtalkthai.com/linux-foundation-debuts-new-beginner-level-certificate-lfca/

Cloudflare จับมือ Internet Archive ให้บริการ ‘Always Online’

Cloudflare ได้นำเสนอบริการใหม่ที่ช่วยให้ผู้ชมเว็บไซต์สามารถได้เนื้อหากลับมาเสมอแม้ว่าเซิร์ฟเวอร์จริงอาจจะล่มไปแล้ว

Internet Archive คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้บริการ Wayback Machine โดยมีหน้าที่หลักคือทำ Snapshot หน้าเว็บไซต์เก็บเอาไว้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1996 จนปัจจุบันมี Archive ของเว็บไซต์หลายพันล้านเก็บเอาไว้ ในข้อมูลขนาดกว่า 45 เพนตะไบต์แล้ว 

อย่างไรก็ดีไอเดียของ Cloudflare ก็คือการใช้ Archive ของหน้าเว็บลูกค้าส่งกลับไปหาผู้ชมเมื่อแน่ใจแล้วว่าเซิร์ฟเวอร์จริงร่วงไป โดย Internet Archive จะถูกผนวกเข้าในกระบวนการการให้บริการของ Cloudflare ดังนี้

credit : Cloudflare

1.) รับ Request มาจากผู้ชม

2.) Cloudflare ตรวจสอบดูว่ามี Content ในเซิร์ฟเวอร์แคชใกล้ผู้ชมไหม หากมีก็ตอบกลับไป หากไม่มีหรือเนื้อหาไม่อัปเดตก็ค่อยไปเรียกเซิร์ฟเวอร์จริงต่อ

3.) ถ้าเซิร์ฟเวอร์ไม่ตอบสนองในคาบเวลาจน Cloudflare แน่ใจแล้ว่าเซิร์ฟเวอร์ล่มจริง แทนที่จะคืนค่า Error ก็ไปขอข้อมูลที่ Internet Archive มาแสดงแทน

อย่างไรก็ตาม Cloudflare จะแปะเนื้อหาไว้ว่าตอนนี้ข้อมูลที่ชมอยู่ไม่ใช่ตัวอัปเดตนะ หากต้องการก็ Refresh พยายามเรียกข้อมูลจริงได้ว่าเซิร์ฟเวอร์อาจจะกลับมาแล้ว และผู้ใช้งาน Cloudflare ก็สามารถเริ่มต้นเปิดฟีเจอร์นี้ง่ายๆ ด้วย ตามภาพประกอบด้านล่าง

สำหรับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องแชร์ข้อมูลกับ Internet Archive ก็คือ Hostname และ URL หลัก เพื่อใช้ทำ Archive แต่สบายใจได้ว่าข้อมูลของท่านจะไม่สามารถขุดค้นได้จากตัวขุด Archive สำหรับทาง Internet Archive ก็จะได้ข้อมูลสำหรับบันทีกเพิ่มเข้ามา จะเห็นได้ว่าได้ประโยชนืกันทุกฝ่ายนั่นเอง

credit : Cloudflare

ที่มา : https://blog.cloudflare.com/cloudflares-always-online-and-the-internet-archive-team-up-to-fight-origin-errors/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-cooperate-with-internet-archive-to-serve-always-online/

[Guest Post] เซิร์ฟเวอร์ FusionServer Pro 2488H V5 ของหัวเว่ยทุบสถิติ SAP® BWH Benchmark

เซินเจิ้น จีน-เซิร์ฟเวอร์ FusionServer Pro 2488H V5 ของหัวเว่ย ซึ่งมาพร้อมค่าเริ่มต้นในการบันทึกข้อมูลที่ 5.2 พันล้านครั้ง ได้ทำลายสถิติล่าสุดของ SAP® BWH Benchmark Version 3 สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาด 4 ช่องเสียบ ด้วยการมอบความสามารถในการสืบค้นข้อมูลได้ถึง 5,293 รายการต่อชั่วโมงในเฟส 2 (การทำ Query Executions ต่อชั่วโมง) 

 

Credit : http://www.huawei.com

 

เครื่องเซิร์ฟเวอร์ Huawei FusionServer Pro 2488H V5 ประกอบด้วยหน่วยประมวลผล Intel® Xeon® Scalable ที่อยู่ในแร็คเก็บข้อมูลแบบ 2U และหน่วยความจำ 48 DDR4 DIMMs พร้อมรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ 2.5-inch ได้ถึง 25 ตัวสำหรับการจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่อง ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Intel® Optane™ Persistent Memory (PMem) ตระกูล 100 เพื่อมอบความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษด้วยประสิทธิภาพเหนือระดับ

ตลอด 8 ปีหลังจากที่เข้าไปเป็นพันธมิตรด้านเทคนิคระดับโลกของ SAP ในปี 2555 หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับ SAP ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อเปิดตัวโซลูชัน Huawei SAP HANA ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเสริมกำลังให้กับหลากหลายแวดวงอุตสาหกรรม และปัจจุบันถูกนำไปใช้งานอยู่ใน 25 ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีก, การผลิต, พลังงาน, เทคโนโลยี และการเงินในกว่า 40 ประเทศและดินแดน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการทดสอบของ Huawei FusionServer Pro 2488H V5 สามารถดูได้บนเว็บไซต์ทางการของ SAP ที่ https://bit.ly/2RMXQ8l

 

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-fusionserver-pro-2488h-v5-new-record-in-sap-bwh-benchmark/

เปิดตัว realme C17 มือถือสเปคแน่น จอรีเฟรชเรท 90Hz, RAM 6GB และความจุ 128GB ราคาเริ่มต้นแค่ประมาณ 5,900 บาท

เปิดตัว realme C17 สมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นรุ่นใหม่ในซีรีส์ C มาพร้อมสเปคแบบสุดจัดปลัดบอก หน้าจอ 6.5 นิ้ว รีเฟรชเรท 90Hz ชิปเซ็ต Snapdragon 460 หน่วยความจำ 128GB พร้อม RAM 6GB กล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียด 13MP มี AI ช่วยประมวลผล ส่วนแบตให้มา 5000 mAh ราคาแค่ประมาณ 5,900 บาท

รูปร่างหน้าตาของ realme C17 นั้นจะเหมือนกับ realme 7i ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแทบจะทุกส่วนเลย เริ่มจากหน้าจอแสดงผลขนาด 6.5 นิ้ว มีการเจาะรูบริเวณมุมซ้ายบนเพื่อวางกล้องเซลฟี่ความละเอียด 8MP ทีเด็ดคือ อัตราการรีเฟรช 90Hz โดย realme เป็นเจ้าแรกในโลกที่ใส่หน้าจอรีเฟรชเรทสูงมาให้ในสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น กับ realme C17 รุ่นนี้นี่เอง

ในขณะที่ฝาหลังจะมีลักษณะเป็นทูโทน ผสมผสานระหว่างพื้นผิวแบบมันวาวและแบบด้านได้อย่างลงตัว โดย realme เรียกดีไซน์นี้ว่า Dual Visual Effects บริเวณกึ่งกลางของฝาหลังจะเป็นที่อยู่ของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งนอกจากจะสามารถปลดล็อกโทรศัพท์ได้แล้วยังสามารถปลดล็อกแอปได้อีกด้วย

กล้องหลังของ realme C17 นั้นจัดเต็มให้มาถึง 4 ตัว ประกอบด้วย กล้องไวด์ บนเซ็นเซอร์หลัก 13MP, กล้องอัลตร้าไวด์ 8MP มุมกว้าง 119 องศา, กล้อง B&W 2MP และสุดท้าย กล้องมาโคร 2MP ระยะโฟกัสใกล้สุด 4 เซนติเมตร มีการนำ AI เข้ามาช่วยประมวลผลให้ได้ภาพที่สวยงามยิ่งขึ้น มีโหมดการถ่ายภาพที่หลากหลาย เช่น Nightscape, Night Filters, Portrait Mode, Timelapse และ HDR เป็นต้น

สเปคภายในของ realme C17 เลือกใช้ Snapdragon 460 ชิปเซ็ตตัวล่าสุดในซีรีส์ 4 ของ Qualcomm หน่วยความจำก็ให้มาแบบจุก ๆ ที่ 128GB พ่วงด้วย RAM 6GB เป็นความจุสูงที่สุดที่เคยมีมาสำหรับสมาร์ทโฟนในเซกเมนต์นี้

แบตเตอรี่ของ realme C17 มีความจุ 5000 mAh ถือเป็นความจุขนาดมาตราฐานของสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวในช่วงหลังเลยก็ว่าได้ รองรับชาร์จไว 18W โดย realme เคลมว่า ชาร์จเพียง 30 นาที (จาก 0%) สามารถดู YouTube ได้นานถึง 6.2 ชั่วโมง หรือเล่น PUBG ได้ต่อเนื่องถึง 12 รอบ เลยทีเดียว

นอกจากนี้ realme C17 ยังมีระบบจัดการพลังงานและการชาร์จที่ดีมาก ๆ สามารถควบคุมอุณหภูมิขณะชาร์จไม่ให้สูงเกินกว่า 40 องศา และมีโหมดประหยัดพลังงาน Smart Power Saver ยืดการใช้งานของแบต 5% ออกไปให้สามารถสแตนด์บายได้นานถึง 1.6 วัน

สเปค realme C17

  • หน้าจอ : IPS LCD 6.5 นิ้ว, ความละเอียด HD+, อัตราการรีเฟรช 90HZ
  • ชิปเซ็ต : Qualcomm Snapdragon 460
  • หน่วยความจำ : 128GB, RAM 6GB, รองรับ microSD card
  • ระบบปฏิติบัติการ : realme UI บน Android 10
  • กล้องหลัง
    • Wide 13MP
    • Ultra-wide 8MP
    • Macro 2MP
    • B&W 2MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • เซ็นเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือ
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh, รองรับชาร์จไว 18W
  • สี : Navy Blue, Lake Green

realme C17 เปิดราคามาเบา ๆ ที่ 15,990 ตากาบังกลาเทศ ตีเป็นเงินไทยราว 5,900 บาท เริ่มวางจำหน่ายภายในประเทศบังกลาเทศตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนเป็นต้นไป มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 สี คือ น้ำเงิน Navy Blue และ เขียว Lake Green อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า realme C17 จะวางจำหน่ายที่ประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ที่ไหนและเมื่อไหร่ครับ

 

ที่มา : realme 

from:https://droidsans.com/realme-c17-official-unveiled/

[Guest Post] ANTS สตาร์ทอัพไทย ร่วมใช้เทคโนโลยีต้านภัยโควิด – 19 ส่งมอบดิจิทัลโซลูชันผ่าน ‘แพลตฟอร์ม SMS’ แก่โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เสริมการทำงาน – เพิ่มความปลอดภัย ให้แก่คนไข้และบุคลากรทางการแพทย์

บริษัท แอดวานซ์ เน็ตเวิร์ค เทคโนโลยี แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (ANTS) สตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารการตลาดผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Marketing) และการตลาดบนสื่อออนไลน์ (Online Marketing) ร่วมสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยส่งมอบแพลตฟอร์มการสื่อสารผ่าน SMS พร้อมด้วยข้อความ SMS จำนวนทั้งสิ้น 600,000 ข้อความ ให้แก่โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ภายใต้สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์  ซึ่งเป็นศูนย์แนวหน้าในการตรวจรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ของประเทศไทย  เพื่อใช้ในการส่งข้อความแจ้งข่าวสารและข้อมูลสำคัญให้กับ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษาแพทย์ และคนไข้ของทางโรงพยาบาล เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยเล็งเห็นว่าแพลตฟอร์มการสื่อสารผ่าน SMS นั้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด เนื่องจากระบบใช้งานง่าย สามารถส่งข้อความถึงคนจำนวนมากได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งช่องทาง SMS ยังเป็นช่องทางที่ทุกคนคุ้นเคยกันมานานอีกด้วย จึงเหมาะกับการแจ้งข้อมูลสำคัญในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ 

 

อาจารย์นายแพทย์สิทธาคม ผู้สันติ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ กล่าวว่า การจะให้ทุกคนเข้าถึงแอปพลิเคชันเป็นเรื่องที่ยากมาก ต่างประเทศที่เราคิดว่ามีระบบการจัดการที่แข็งแรงกว่าเรายังทำไม่ได้ แล้วข้อจำกัดคือการโหลดแอปพลิเคชันนั้นเป็นสิทธิ์ของคนไข้แต่ละคนด้วยว่าเขาจะโหลดหรือไม่ และบางแอปพลิเคชันก็ถูกพัฒนามาเพื่อบางแพลตฟอร์มเท่านั้น เช่น IOS หรือ Android แต่ SMS คือระบบที่มาพร้อมกับโทรศัพท์ทุกรุ่น ทุกเครือข่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่างไรทุกคนก็ต้องมี ดังนั้นพอมันไม่มีข้อจัดตรงนี้ SMS จึงมีข้อดีในการใช้สื่อสารหาคนหมู่มากอย่างเป็นวงกว้างได้

โดย ANTS ได้มอบแพลตฟอร์มการสื่อสารผ่าน SMS ให้ทางโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการส่งข้อความอัพเดทสถานการณ์โควิด-19 ข้อมูลสำคัญฉุกเฉิน และแจ้งอัพเดทข่าวสารต่างๆ แก่ทั้งคนไข้และบุคลากรของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์

นางสาวพิมพ์กัณฑ์ เจริญสมสุภัค กรรมการผู้จัดการ ANTS กล่าวสรุปว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ANTS มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับสถานพยาบาลหลายแห่ง ต้องการที่จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและแพลตฟอร์ม SMS เพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลที่เป็นด่านหน้าในการตรวจหาและรักษาผู้ป่วยโควิด-19 จึงได้เข้ามาหารือและสนับสนุนโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ โดยมุ่งใช้ดิจิทัลโซลูชันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารในสถานพยาบาลให้สามารถส่งข้อความถึงคนจำนวนมากในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้การปฏิบัติงานเป็นในทิศทางเดียวกัน โดยยึดถือความปลอดภัยของคนไข้เป็นสำคัญ สอดคล้องกับพันธกิจของทางโรงพยาบาล”

นอกจากนี้ ANTS ยังคงพร้อมเดินหน้าสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้คนไทยและบุคลากรทางการแพทย์ร่วมฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน สำหรับผู้ที่สนใจในบริการหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ANTS สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์  www.ants.co.th หรือ www.facebook.com/ANTS.Solution

 

เกี่ยวกับ ANTS

ANTS เป็นสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารการตลาด ผ่านโทรศัพท์     เคลื่อนที่ (Mobile Marketing) เน้นการออกแบบและสร้าง Customer Journey ผ่านการใช้ Integrated Platform โดยมีแพลตฟอร์มส่ง SMS สำหรับธุรกิจเป็นบริการหลัก ออกแบบและพัฒนาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์ ทำให้ระบบ SMS ของ ANTS เสถียรและมีคุณภาพ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าองค์กรจากหลากหลายธุรกิจ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.ants.co.th/  หรือ https://www.facebook.com/ANTS.Solution

 

from:https://www.techtalkthai.com/ants-startup-thailand-delive-digital-solutions-to-cnmi/

[Guest Post] Case Study : “โรงพยาบาลหนองคาย” แชร์ประสบการณ์ใช้งาน HIS Application บนแพลตฟอร์ม Sangfor HCI

บทความนี้เราจะพามาดูกันว่า หลังจาก “โรงพยาบาลหนองคาย” เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี Sangfor HCI ทำให้โรงพยาบาลได้ประโยชน์อย่างไรบ้างในการบริหารจัดการ IT Infrastructure

เกี่ยวกับโรงพยาบาลหนองคาย

โรงพยาบาลหนองคายเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 38 ไร่ 3 งาน เปิดบริการครั้งแรกวันที่ 19 มกราคม 2478 เป็นโรงพยาบาลชายแดนแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ในภาคอีสาน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จ.หนองคาย ให้บริการประชาชน ในเขตจังหวัดและบริเวณโดยรอบแม่น้ำโขง มีขนาด 350 เตียง มีประชากรในจังหวัดหนองคายรวมทั้งสิ้น 522,311 คน รับผิดชอบพื้นที่เขตอำเภอเมืองมีประชากรรวม 147,373 คน ประกอบด้วย 16 ตำบล 194 ชุมชน/หมู่บ้าน มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) / ศูนย์สุขภาพชุมชนในเครือข่าย 19 แห่ง จำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่ยใน 2562 เฉลี่ยวันละ 1,802 ราย/วัน มีบุคลากร 1,084 คน

โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น โรงพยาบาลคุณภาพระดับชาติ เพื่อให้บริการสุขภาพรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2564 มีพันธกิจร่วมกันในการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวมครอบคลุมทุกระดับอย่างมีคุณภาพ บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย บริหารจัดการและสนับสนุนระบบบริการให้มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพบุคลากร ภายใต้ ค่านิยมของโรงพยาบาลคือ MOPH ยึดถืออัตลักษณ์คือ รับผิดชอบหน้าที่ มารยาทดี มีน้ำใจ มีแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา มีการพัฒนาศักยภาพการรักษา มีความทันสมัยของเทคโนโลยี เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน โดยปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตอบให้บริการทางการแพทย์ และใช้เทคโนโลยี Smart Hospital ในการขับเคลื่อนบริการ

ความท้าทายที่เกิดขึ้นจาก Data Center แบบเดิม

ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนระบบ Infrastructure ในโรงพยาบาล นพ.กฤษฎา ศรีกุลวงศ์ (ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) และทีมงาน ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ Server จำนวนมากในห้อง Data Center ที่มีความซับซ้อน และต้องสามารถให้บริการบุคลากรทางการแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นกับทีมงานตลอดระยะเวลา

เนื่องด้วยระบบแอพพลิเคชั่นหลักขององค์กรอย่าง Hospital Information System (HIS) และแฟ้มประวัติคนไข้ (EMR/Image Server) ที่ใช้งานอยู่ ถูกติดตั้งอยู่บนระบบ Server แบบดั้งเดิม ทำให้มักจะประสบปัญหาด้าน Performance ในช่วงที่มีการให้บริการผู้ใช้จำนวนมาก จนทำให้บางครั้งระบบไม่สามารถตอบสนองการใช้งานของบุคคลากรทางการแพทย์ได้ทันท่วงที รวมทั้งการขยับขยายระบบที่ค่อนข้างลำบาก, ปัญหาการสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ล้วนส่งผลต่อการให้บริการกับคนไข้และผู้ดูแลระบบต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้น

หลังจากนำเทคโนโลยี Hyper-converged มาใช้งาน ผลตอบลับที่ดีขึ้น

จากประสบการณ์ใช้งานกว่า 3 ปี ที่ทางโรงพยาบาลได้เปลี่ยนเป็นระบบ Sangfor HCI เพื่อให้รันแอพพลิเคชั่น HIS (HOSxP) และระบบสำคัญทั้งหมดในโรงพยาบาล พบประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจาก feedback ของคุณหมอหลายๆท่านเมื่อเปรียบเทียบกันก่อนที่จะนำระบบมาใช้งาน

  • ด้านประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ (User Experience) จากผลลัพธ์ที่ได้จากคุณหมอและผู้ให้บริการทางการแพทย์หลายๆท่านเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นและข้อมูลคนไข้ได้รวดเร็ว และไม่ติดปัญหาคอขวดในขณะช่วงเวลา peak hour เมื่อตอนคนไข้ OPD มาใช้บริการจำนวนมาก
  • ด้านการบริหารจัดการ (Management) สามารถมอนิเตอร์และจัดสรรทรัพย์กรได้อย่างอิสระ เวลาระบบมีปัญหาสามารถจัดการได้สะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาที่ค่อนข้างครบถ้วน, มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Microsegment ช่วยให้แอพพลิเคชั่นปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิด Ransomware ได้
  • ด้านดำเนินงาน (Operation) จากประสบการณ์ของผู้ดูแลระบบ ช่วยให้การดึงข้อมูลรายงาน (43 แฟ้ม) ทำงานได้ไวขึ้นถึง 3 เท่า โดยที่ระบบไม่ล่มในเวลางาน, การสำรองข้อมูลที่ทำได้โดยง่าย จากเดิมที่ต้องทำแบบ Manual จำนวนหลายๆไฟล์ สามารถ Backup จากระบบ HCI ได้โดยตรง และระยะเวลาที่ใช้ในการกู้ระบบน้อยกว่ามาก จากเดิมต้องในเวลานาน 12-13 ชม. เป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที

นอกจากนี้ทางทีมงานยังได้แชร์ประสบการณ์ในการให้บริการที่รวดเร็วจากทาง Distributor (IT Green) และ Sangfor โดยระบบมีความเสถียรค่อนข้างสูง

แผนรองรับการให้บริการผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า

เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีแผนรองรับเพื่อให้บริการคนไข้จำนวนที่เพิ่มขึ้น โดยจะเปิดอาคารสำหรับผู้ป่วยในขนาด 10 ชั้น ทำให้ระบบ IT Infrastructure ที่จะมารองรับต้องสามารถให้บริการกับ work load ที่จะเพิ่มสูงขึ้นมาได้ในอนาคต โดย Sangfor HCI สามารถเพิ่มขยายขีดความสามารถแบบ Scale Up/Out ได้ และการทำงานเพื่อตอบโจทย์ด้าน Business Continuity โดยการสำรองข้อมูลไปยังศูนย์ข้อมูลสำรอง (DR Site) ที่อยู่อีกอาคารนึงได้

ผู้สนใจสามารถติดตามทีมงานเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท : Sangfor Technologies(Thailand)

Email : thailand@sangfor.com

Tel : (+66) 2-251-7700

from:https://www.techtalkthai.com/nongkai-hospital-chooses-sangfor-hci-as-infrastructure/

[Guest Post] AI ตัวช่วยสำคัญ กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจยุค New Normal

AI ตัวช่วยสำคัญ กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจยุค New Normal  ชุดโซลูชันการบริหารข้อมูล ทั้งด้านทรัพยากร ห่วงโซ่อุปทาน และแรงงานเพื่อการสร้างผลกำไร พร้อมเสริมศักยภาพธุรกิจให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้ในอนาคต 

            มร.ลารส์ เฟเอสต์ หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ออราเคิล ประเทศไทย

 

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินธุรกิจทุกประเภท รวมไปถึงระบบคลาวด์ (Cloud) ในปัจจุบันระบบคลาวด์ไม่ใช่แค่แหล่งจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ที่มีความปลอดภัยสูงเท่านั้น แต่ยังมีการนำปัญญาประดิษฐ์และซอฟต์แวร์การบริหารจัดการมาปรับใช้อีกด้วย

อีกทั้งข้อมูลถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน ข้อมูลต่างๆในองค์กรนั้นจึงเป็นส่วนช่วยในขั้นตอนการตัดสินใจของพนักงานและผู้บริหารโดยตรง  และยังแสดงให้เห็นถึงสภาวะขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน รายการสินค้าคงคลัง แรงงาน และลูกค้า ฯลฯ รวมไปถึงระบบการทำงานในทุกภาคส่วนขององค์กร ทำให้สามารถการเพิ่มผลกำไร และวางแผนสร้างความเติบโตในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ออราเคิล (Oracle) บริษัทผู้พัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก นำเสนอบริการโครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์พร้อมโซลูชันการทำงานที่ครอบคลุม ซึ่งมีทั้งระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติบนพื้นฐานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการทำงานเลียนแบบเครื่องกล (Machine Learning) ซึ่งมีทั้งซอฟต์แวร์การวางแผนทรัพยากรแรงงาน การเงิน และห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร โดยออราเคิลมุ่งมั่นออกแบบโซลูชันการทำงานเฉพาะด้านให้แก่ลูกค้าเฉพาะราย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาการทำงานได้อย่างตรงจุด สร้างผลลัพธ์ในการดำเนินงานที่พึงประสงค์ และสามารถปรับเปลี่ยนโซลูชันใหม่ๆ เข้ากับระบบการทำงานเดิมของบริษัทลูกค้าได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ 

โซลูชันเพื่อการประกอบกิจการของออราเคิลจะทำงานผ่านระบบคลาวด์เต็มรูปแบบ ซึ่งมีทั้งการวางแผนทรัพยากรเพื่อวิสาหกิจ (Enterprise Resource Planning: ERP) การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management: SCM) การบริหารจัการทุนทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Management: HCM) และอื่น ๆ โดยเมื่อติดตั้งและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการทำงานเลียนแบบเครื่องกล จะทำให้โซลูชันเหล่านี้สามารถสร้างข้อมูลสถิติเชิงลึกและการวิเคราะห์ที่แม่นยำได้  ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถบริหารปัจจัยต่าง ๆ เช่น รายการสินค้า และการสร้างมูลค่าได้อย่างถูกต้องแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจพบปัญหา ดำเนินการแก้ไข และตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ  ได้อย่างถูกต้องและฉับไวทันต่อเหตุการณ์

การใช้แอปพลิเคชันผ่านระบบคลาวด์ยังทำให้การบริหารข้อมูลมีความโปร่งใสและทุกฝ่ายในองค์กร (ซึ่งอาจรวมถึงพันธมิตรคู่ค้า ซึ่งสามารถตั้งค่าการเข้าถึงเฉพาะส่วนได้) สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้พร้อมกันเพื่อร่วมหารือถึงโอกาสทางธุรกิจ โดยพิจารณาจากข้อมูลเชิงลึกที่เกิดจากการวิเคราะห์โดย AI และ Machine  Learning เพื่อนำองค์กรไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง และบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจในระยะยาว นอกจากนี้ หากเกิดปัญหาขึ้นในกระบวนการทำงาน ทุกฝ่ายจะสามารถตรวจพบได้ในทันทีว่าเกิดความขัดข้องในขั้นตอนใด และสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยจำกัดขอบเขตความเสียหายได้อย่างมาก

การใช้ระบบคลาวด์มีประสิทธิภาพกว่าเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท

ในอดีตบริษัทต่าง ๆ  มักจัดเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงหากต้องทำงานนอกสถานที่ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่เพียงจัดเก็บข้อมูลและแสดงผลข้อมูลเบื้องต้นได้เท่านั้น ข้อเสียหลักของระบบเซิร์ฟเวอร์คือการลงทุนที่สูงทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งบริษัทต้องลงทุนเองทั้งหมด ตั้งแต่การจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์พื้นฐาน โซลูชัน ซอฟต์แวร์ และระบบการขับเคลื่อนต่าง ๆ ตลอดจนต้องมีพนักงานฝ่ายไอทีคอยดูแล ซ่อมแซม และอัพเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปกป้องเซิร์ฟเวอร์จากภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร สิ่งนี้ต้องอาศัยงบประมาณมหาศาลและยังมีความเสี่ยงสูงที่บริษัทจะถูกแฮ็คข้อมูล

โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ของออราเคิล ใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning ในการขับเคลื่อนการทำงานด้วยตัวเอง ทั้งรักษาความปลอดภัย และซ่อมแซมตัวเองได้ ถือเป็นการทำงานแบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์แบบ ทำให้เกิดประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงปลอดภัยที่มากกว่าระบบเซิร์ฟเวอร์ปกติของบริษัท เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามและสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นสูงได้พร้อมกัน ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการระบบคลาวด์ของออราเคิลมั่นใจได้ว่าจะมีผู้คอยดูแลความปลอดภัยของข้อมูล และบริษัทจะมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดในโลกใช้งานอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีการลงทุนมากมายแต่อย่างใด

องค์กรชั้นนำใช้ระบบคลาวด์เพื่อฝ่าฟันวิกฤตและยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ

หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรธุรกิจที่หันมาใช้งานและได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากโซลูชันคลาวด์คือ บริษัทเงินติดล้อ ผู้นำด้านธุรกรรมการเงินรายย่อยในประเทศไทยซึ่งเป็นลูกค้าที่ใช้โซลูชันด้านการเงินแบบติดตั้งฐานข้อมูลในองค์กรของออราเคิลมาเป็นเวลานาน ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้โซลูชันการวางแผนทรัพยากรองค์กรบนระบบคลาวด์ของออราเคิล (Oracle Fusion Cloud ERP) ซึ่งทำให้บริษัทมีฟีเจอร์การทำงานใหม่มากมาย พร้อมความสามารถขั้นสูงในการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าที่สมบูรณ์แบบบนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวมได้อย่างดีเยี่ยม

อีกตัวอย่างหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โซลูชันของออราเคิลในการเพิ่มความยืดหยุ่นของการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบัน คือกรณีของ FedEx Services บริษัทขนส่งชั้นนำ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเสียสมดุลด้านทรัพยากร (ห่วงโซ่อุปทาน) ด้านการขนส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกระทันหันในขณะที่พนักงานขับรถไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทกำลังเปลี่ยนโครงสร้างทางการเงินให้ทำงานผ่านระบบคลาวด์ แทนที่แผนการจะถูกระงับ บริษัทกลับสามารถใช้แอปพลิเคชันของออราเคิล เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงระบบให้เร็วขึ้น พนักงานจำนวนมากกว่า 30,000 คน สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ผ่านระบบคลาวด์เพื่อตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในขั้นตอนการทำงาน และใช้ระบบอัตโนมัติสะสางงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความผันผวนด้านทรัพยากร (ห่วงโซ่อุปทาน) มาได้อย่างราบรื่น

มร.ลารส์ เฟเอสต์ หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ออราเคิล ประเทศไทย กล่าวว่า “เหตุการณ์โควิด-19 ไม่ใช่วิกฤตการณ์ครั้งสุดท้ายที่เจ้าของธุรกิจจะต้องเผชิญ ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกรายจึงควรประเมินและสร้างรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การลงทุนกับเทคโนโลยีคลาวด์ถือเป็นการปูพื้นฐานการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเตรียมรับมือกับความต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

 

เกี่ยวกับ ออราเคิล

ระบบคลาวด์ของออราเคิล นำเสนอชุดแอปพลิเคชันครบวงจรแบบบูรณาการทั้งสำหรับธุรกิจการขาย ธุรกิจบริการ การตลาด ทรัพยากรบุคคล การเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่ทำงานแบบอัตโนมัติและมีความมั่นคงปลอดภัยสูงรุ่นที่ 2 ซึ่งใช้ระบบฐานข้อมูลอัตโนมัติ (Oracle Autonomous Database) ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับออราเคิล (NYSE:ORCL) ได้ที่เว็บไซต์ www.oracle.com   

 

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-solution-new-normal/

สารพัดคำถามเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

หลังจากเปิดผลทดสอบของ Geforce RTX 3080 ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มักจะมีหลายคำถามของหลายท่านตามมาต่างๆน่าๆเช่น ใช้ซีพียูรุ่นใหนดี ใช้ PSU ขนาดเท่าไรจะเหมาะ มีตัวไหนขายบ้าง และมันจะของขาดแบบนี้อีกนานไหม สาระพัดคำถามที่ทีมงานขอมาไขคำตอบให้

ก่อนอ่านอยากให้เพื่อนๆได้อ่านรีวิว NVIDIA GeForce RTX 3080 การ์ดจอแห่งอนาคต ให้เห็นถึงประสิทธิภาพความแรงกันก่อน และทีมงานจะพาไปพบกับคำตอบที่หลายท่านสงสัยเกี่ยวกับ Geforce RTX 3080

Power Supply ที่แนะนำ

Geforce RTX 3080 กินไฟสูงสุดตามสเปคที่ 320W แล้ว เพราะฉะนั้น PSU ที่แนะนำไม่ควรต่ำกว่า 650W หรือถ้ามากกว่าได้ก็ดี ยิ่งสเปคแรงยิ่งต้องใช้ PSU มากขึ้น อย่างชุดที่ทีมงานทดสอบเป็น Core i9-10900K + RAM 32 GB 2 แถว ,SSD 2 ลูก พัดลมอีก 2 ตัว ระบายความร้อนให้ซีพียู ทีมงานใช้ PSU ขนาด 850W ก็ยังถือว่าเหลือๆสบายๆ

จากการประเมิณผมแนะนำว่าสัก 750W กำลังดี ไม่มากไปไม่น้อยไป เผื่ออุปกรณ์อื่นเช่นพัดลมชุดน้ำได้อยู่ แต่ถ้าเป็นชุดน้ำเปิดพัดลมหลายตัว หรือไฟ RGB มากมาย ผมแนะนำ 850W ขึ้นไปจะดีกว่า

ซีพียูที่แนะนำ

ทีมงานทดสอบกับซีพียู Core i9-10900K การ์ดจอทำงาน 100% ซีพียูจะแกว่งอยู่ราวๆ 40 – 60% เพราะฉะนั้นถ้าลดซีพียูลงเป็น Core i7 หรือ Ryzen 7 ก็ขับได้สบายๆ หรือจะลดลงไปอีกเป็น Core i5 หรือ Ryzen 5 ผมแนะนำเป็นพวกรหัส X หรือ K แบบอันคล๊อคจะสามารถทำงานร่วมกันได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นรุ่นปรกติคิดว่าพอขับไหว แต่เกรงว่าซีพียูอาจจะทำงานหนักจนเกินไป

ความแรงที่แท้จริง

NVIDIA เคลมความแรงของ Geforce RTX 3080 สูงกว่ารุ่นก่อนถึงราว 90% แต่เมื่อทีมงานทดสอบแล้ว เน้นเฉพาะการเล่นเกม Geforce RTX 3080 จะมีเฟรมเรทที่สูงกว่า RTX 2080 Ti อยู่ราวๆ 30 – 40% หรือบางเกมอาจจะทำเฟรมได้สูงถึง 3-4 เท่าเลย และเื่อเทียบกับ RTX 2080 จะอยู่ที่ราว 60-70% แต่ด้วยราคาค่าตัวที่เปิดมาเท่า RTX 2080 แต่แรงกว่า RTX 2080Ti แม้จะไม่เท่าที่คุยไว้ แต่ผมว่าแค่นี้มันก็แรงเกินคุ้มแล้ว

Geforce RTX 3080 Founders Edition จะมีขายในบ้านเราไหม

เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่การ์ดแบบ Founders Edition ที่ NVIDIA ผลิตจะวางจำหน่ายในบ้านเรา ส่วนหนึ่งมาจากกำลังการผลิตที่ไม่สูงมาก เน้นขายแค่ในบางประเทศ และที่สำคัญเลยคือไม่อยากเข้ามาตีกับผู้ผลิตอื่นๆ เพราะเป้าหมายของ NVIDIA คือการผลิตชิปขาย ไม่ได้ต้องการขายการ์ดจอเองเสียทีเดียว (การ์ดแบบ Founders Edition เหมือนเป็นแนวทางการพัฒนาให้ผู้ผลิตอื่นๆมากกว่า เช่นลดขนาดการ์ดลง หรือภาคจ่ายไฟแบบใหม่)

DLSS 2.0 ช่วยได้จริงไหม

ต้องยอมรับว่า Geforce RTX 3080 เหมือนการ์ดซีรีย์ RTX ที่ผลิตมาเสร็จแล้ว เพราะออปชั่นหลายอย่างในรุ่นแรกที่อาจจะใช้ไม่ได้เต็มประสิทะิภาพนัก แต่มาใน Geforce RTX 3080 สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่าง DLSS 2.0 ฟังค์ชั่น AI ที่ NVIDIA พัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 2 ช่วยให้เกมสามารถทำเฟรมเรทได้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากปรกติอยู่ที่ 100 FPS เมื่อเปิดโหมด Performance สามารถทำไปได้ถึง 160 FPS หรือในโหมด Quality ก็ยังสามารถรีดเฟรมได้ถึงระดับ 130 FPS และยังช่วยเพิ่มความคมชัดภายในเกมอีกด้วย แต่ต้องเป็นเกมที่รองรับเท่านั้น พร้อมความละเอียด 4K ด้วยนะ

เล่นที่ Full HD หรือ 4K แบบไหนคุ้มกว่า

ถ้าคุณต้องการเล่นเกมที่ความละเอียดสูงถึงระดับ 4K เน้นความละเอียดสูง Geforce RTX 3080 คือคำตอบ บอกได้เลยว่าปรับสุด 4K ได้ทุกเกม ลื่นๆ เนียนๆ เป็นการ์ดจอเล่นเกมเพื่อ 4K ที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าไม่ได้เล่นถึงความละเอียด 4K อาจจะแค่ Full HD ผมว่า Geforce RTX 3080 อาจจะเกินความจำเป็นไปหน่อย เพราะแม้จะรีดเฟรมเรทได้สูง แต่มันก็เกินที่เราจะรู้สึกได้ไปแล้ว (ยกเว้นจะเอาไปขิงเพื่อนอะนะ) อาจจะลดสเปคลงไปเล่นพวก RTX 2070 ,2080 หรือเอาเงินไปลงส่วนอื่นก่อนรอการมาถึงของ RTX 3070 จะดูคุ้มค่ากว่านะ

ของขาดอีกนานไหม

Geforce RTX 3080 ทั้งการ์ด FE ในต่างประเทศ และการ์ด Custom ทั่วโลกของขาดหนักมาก ที่มาจากปัยหาหลายส่วนแต่หลักๆมาจากกำลังการผิตชิปของ NVIDIA ที่ยังไม่สามารถผลิตออกมาได้เต็มที่นัก ความต้องการของทั้งโลกที่มีอยู่สูงมีเท่าไรก็ซื้อกันหมด เพราะผลทดสอบแสดงให้เห็นว่ามันแรงกว่ารุ่นก่อนจริง คาดการว่าช่วงกลางเดือนหน้าหลังกำหนดการวางขายของ RTX 3070 น่าจะเริ่มดีขึ้น (เพราะคนรอ RTX 3070 มากกว่า 5555) เอาเป็นว่าใจเย็นๆนะครับ เดี๋ยวมีเข้ามาอีกเรื่อยๆแน่นอน

“เพื่อนๆท่านไหนมีคำถามเพิ่ม สงสัยอะไร สอบถามกันเข้ามาได้เลย เดี๋ยวทีมงานจะหาคำตอบมาให้อีกจ้า”

from:https://notebookspec.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-geforce-rtx-3080/537654/