ไม่ใช่ทุกคนที่แยกเสียง Lossless กับ Lossy ได้ – แล้ว Spotify HiFi ยังจำเป็นอยู่ไหม ?

Spotify ประกาศเปิดตัวแพ็กเกจ HiFi ไปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีการโปรโมตว่า แพ็กเกจนี้จะส่งมอบการสตรีมเพลงคุณภาพสูงเทียบเท่า CD ต้นฉบับ หรือที่เรียกกันว่า “Lossless” ซึ่งเหนือกว่าแพ็กเกจ Premium ในปัจจุบันที่ถูกจำกัดเอาไว้แค่ระดับ “Lossy” แต่คำถามที่น่าสนใจคือ “หากเป็นสมาชิก Premium อยู่แล้ว จำเป็นไหมที่จะต้องอัปเกรดเป็น HiFi” เพราะในข้อเท็จจริงนั้น คนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถแยกความแตกต่างของเสียงทั้งสองรูปแบบออก

ไฟล์เพลง Lossless และ Lossy คืออะไร คุณภาพแตกต่างกันแค่ไหน

 


เปรียบเทียบไฟล์เพลงจากต้นฉบับเดียวกัน เข้ารหัสแบบ Lossless (ซ้าย) และ Lossy (ขวา)

การเข้ารหัสเสียงเพื่อจัดเก็บไฟล์ในระบบดิจิทัล หลัก ๆ แล้วแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ ได้แก่ Lossless และ Lossy ซึ่งมีความหมายตรงตัวคือ ไฟล์เพลงที่ “ไม่สูญเสีย” และ “สูญเสีย” ข้อมูล

  • Lossless : เป็นการเข้ารหัสเสียงที่ผ่านการบีบอัดมาแล้ว เช่น FLAC และ ALAC หรือไม่ผ่านการบีบอัดก็ได้ เช่น WAVE ซึ่งจะให้คุณภาพเสียงเทียบเท่าต้นฉบับ มีได้ตั้งแต่ระดับ CD บิตเรต 1,411 kbps ไปจนถึง Hi-Res บิตเรต 9,216 kbps
  • Lossy : รูปแบบการเข้ารหัสเสียงที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น MP3 และ ACC โดยมีการตัดทอนเสียงในย่านความถี่สูง ๆ ที่หูมนุษย์ไม่สามารถรับรู้หรือรับรู้ได้น้อยออกไป จนเหลือบิตเรตตั้งแต่ 320 kbps ลงไป ช่วยให้ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์และเหมาะต่อการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต

มีผลการทดลองจำนวนนับไม่ถ้วนที่แสดงให้เห็นตรงกันว่า หูของมนุษย์ปกติสามารถรับรู้เสียงได้ในช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 ไปจนถึง 20,000 Hz โดยประมาณ[1] อาจเพิ่มหรือลดได้มากกว่านี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และจะลดลงเรื่อย ๆ แปรผันตามอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นไฟล์เพลงแบบ Lossy บิตเรต 320 kbps จึงละทิ้งคลื่นเสียงในย่านความถี่สูง ๆ ที่ไม่จำเป็นทิ้งไป และคลื่นเสียงในย่านความถี่ต่ำก็ไม่หนาแน่นเท่า Lossless บิตเรต 1,411 kbps ด้วย ดูตัวอย่างเปรียบเทียบได้จากภาพด้านบน


ไฟล์เพลงฟอร์แมต FLAC (ซ้าย) มีขนาดใหญ่กว่า MP3 (ขวา) ราว 4 เท่า
หากเป็น Hi-Res จะยิ่งกินพื้นที่กว่านี้อีกมากโข

Apple เป็นอีกหนึ่งค่ายที่ได้เพิ่มบริการตรีมเพลงคุณภาพสูงเข้ามาใน Apple Music ในปีนี้โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากแผนบริการตามปกติ แต่บริษัทฯ ได้เขียนอธิบายไว้อย่างตรงไปตรงมาบนเว็บไซต์ว่า ระหว่าง AAC ที่เป็น Lossy กับ ALAC ที่เป็น Lossless นั้น มีความแตกต่างกันน้อยมากเสียจนแยกแทบไม่ออก[2]

ทดสอบการรับรู้เสียง Lossless และ Lossy ง่าย ๆ ในไม่กี่นาที

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยากทราบว่า หูของตนเองนั้นแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง Lossless และ Lossy ได้มากหรือน้อยเพียงใด ก็สามารถไปทดสอบกันได้ที่เว็บไซต์ ABX โดยให้ลองฟังเพลงจากช่อง “X” เปรียบเทียบระหว่าง “A” และ “B” แล้วจับคู่ให้สัมพันธ์กัน ซึ่งแต่ละครั้งเพลงในช่อง X จะเป็นการสุ่มไปเรื่อย ๆ สลับระหว่าง Lossless กับ Lossy ไม่ตายตัว ยิ่งทำการทดสอบมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์จะยิ่งมีนัยสำคัญทางสถิติมากขึ้นเท่านั้น แต่หากใครไม่อยากเสียเวลานาน ๆ ก็เลือดแค่ 5 แทร็กพอ


ทดลองฟังเพลงแล้วพิจารณาว่า X นั้นตรงกับ A หรือ B
ทำต่อไปเรื่อย ๆ จนครบจะมีผลทดสอบแสดงให้ดู

นอกเหนือจากหูของเราแล้ว สภาพแวดล้อม ประเภทและคุณภาพของอุปกรณ์เองก็ส่งผลต่อการได้ยินด้วย การทดสอบด้วย “หูฟัง” ใน “ห้องที่เงียบ” จะให้ผลลัพธ์แม่นยำที่สุด ส่วนลำโพงอาจแยกแยะความแตกต่างได้ยากกว่าระดับหนึ่ง

สมัคร Spotify HiFi ดีไหม มีค่าบริการเท่าไหร่

แพ็กเกจ HiFi ของ Spotify ยังพอมีเหตุผลดี ๆ บางประการให้สมัครใช้บริการอยู่ เพราะประสาทการได้ยินของมนุษย์นั้นมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก อาจไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้นที่ส่งผลต่อการรับรู้ของสมอง การแปะป้ายว่า Lossless หรือ Hi-Res อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เสียงมันไพเราะ” ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดอะไร และตามที่กล่าวไปข้างต้นว่า หูของมนุษย์แต่ละคนมีประสิทธิภาพการได้ยินไม่เท่ากัน บางคนอาจแยกแยะระหว่าง Lossless กับ Lossy ออกอย่างง่ายดายเลยก็ได้

ทั้งนี้ Spotify ให้คำมั่นว่า แพ็กเกจ HiFi จะเริ่มเปิดให้บริการภายในปีนี้ในบางประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไร้วี่แวว และไม่มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมอะไรนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของหลาย ๆ คนคงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ราคา” ที่ยังไม่มีการประกาศ รวมถึงสิทธิพิเศษอื่น ๆ ที่อาจเหนือกว่าแพ็กเกจ Premium ราคา 129 บาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่อาจทราบได้

  • Spotify Free: บิตเรตเสียงสูงสุด 160 kbps – ไม่เสียค่าบริการ
  • Spotify Premium: บิตเรตเสียงสูงสุด 320 kbps – ค่าบริการ 129 บาทต่อเดือน[3]
  • Spotify HiFi: บิตเรตเสียงสูงสุด 1,411 kbps (ไม่ยืนยัน) – ค่าบริการยังไม่ประกาศ

การตั้งราคาแพ็กเกจ HiFi ของ Spotify ถูกจับตามองมากขึ้นในช่วงหลัง เพราะในปีนี้นอกจาก Apple จะเริ่มเปิดให้บริการตรีมเพลงระดับ Lossless เป็นครั้งแรกแล้ว คู่แข่งหน้าเก่าอย่าง TIDAL และ Deezer เองต่างก็ปรับราคาแพ็กเกจ HiFi ลงมาเพื่อแข่งขันกันเองเช่นกัน


แพ็กเกจ HiFi ของ TIDAL ปรับราคาลงมาเหลือ 129 บาทต่อเดือนแล้ว

อ้างอิง

from:https://droidsans.com/spotify-hifi-lossless-lossy-audio-test/