ก้าวสู่คลาวด์ในฐานะผู้นำธุรกิจ E-Commerce: ถอดบทเรียนครั้งสำคัญของ Ascend Commerce มุ่งสู่ Cloud Transformation

ทุกวันนี้ธุรกิจทั่วโลกต่างต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Digital Transformation ไม่เว้นแม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ที่ต่างต้องปรับตัวให้ทันโลกยุค New Normal ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ Jorge Luis Perez Renteria, Head of DevOps แห่งบริษัท Ascend Commerce ถึงความท้าทายที่บริษัทเผชิญในปัจจุบัน รวมไปถึงการตัดสินใจมาเลือกใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

รู้จัก Ascend Commerce กับความเชื่ออันยิ่งใหญ่เพื่อลูกค้าคนสำคัญ

Ascend Commerce เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจ E-Commerce สัญชาติไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจออนไลน์อย่างครอบคลุม โดยเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้าน E-Commerce มากมาย อย่างเช่น WeMall ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่เน้นจำหน่ายสินค้าแบรนด์ดัง, WeLoveShopping เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมบริการอื่น ๆ อาทิ บริการ E-Procurement ภายใต้ชื่อ พันธวณิช (Pantavanij) ผู้ให้บริการโซลูชันและแพลตฟอร์มการจัดซื้ออิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร อีกทั้งยังมี Aden ผู้ให้บริการ Fulfillment & Logistics ที่พัฒนานวัตกรรมสำหรับระบบงานคลังและระบบโลจิสติกส์, Egg Digital ให้บริการการตลาดแบบครบวงจร, Goodchoiz แพลตฟอร์มจำหน่ายเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงานคุณภาพดี รวมไปถึงบริการด้านการท่องเที่ยวและสันทนาการอย่าง Ascend Travel ด้วย

เมื่อกล่าวถึงค่านิยมหลัก (Core Value) ที่บริษัทยึดถือนั้น คุณ Jorge กล่าวว่า Ascend Commerce ให้ความสำคัญกับลูกค้าสูงสุด บริษัทพร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างอย่างตรงไปตรงมา และการเปิดโอกาสตอบรับความคิดใหม่ ๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของธุรกิจจริง ๆ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความหวังที่จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาให้กับประเทศไทย ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายได้ แน่นอนว่ากำลังสำคัญย่อมเป็นพนักงานของบริษัทที่เป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ ดังนั้น Ascend Commerce จึงเน้นสร้างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่ดีภายในองค์กรด้วย

Ascend Commerce กับความท้าทายครั้งใหญ่ในยุค Digital Transformation

คุณ Jorge มองว่า แม้ว่าทุกวันนี้จะมีความยุ่งยากวุ่นวายเกิดขึ้นพร้อมกับความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญมากมาย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะสิ่งที่ต้องทำคือการยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น ความท้าทายของบริษัทต่อการเปลี่ยนแปลงในยุค Digital Transformation คือ จะทำอย่างไรให้บริษัทยังคงรักษาคุณภาพไว้ได้ในระดับดี พร้อมกับยังมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ ซึ่งทางออกก็คือ บริษัทต้องมีความยืดหยุ่นปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงการเปลี่ยนระบบและบริการต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อตอบสนองต่อตลาดใหม่

Ascend Commerce พร้อมตั้งรับวิกฤติ COVID-19 และเดินหน้าต่อ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 นี้ Ascend Commerce ต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ แต่เนื่องด้วยบริษัทประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับออนไลน์อยู่แล้ว การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจึงมีผลกระทบต่อการดำเนินงานไม่มากนัก โดยเริ่มต้นจากการให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การเตรียมความพร้อมของพนักงานให้สามารถปรับตัวกับสถานการณ์การทำงานในรูปแบบดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งคุณ Jorge เผยว่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดและฉับไวของผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังความพร้อมตั้งรับต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ นอกจากรูปแบบการทำงานภายในบริษัทแล้ว Ascend Commerce ยังต้องปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลอันเนื่องมาจากความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น 

อีกข้อจำกัดที่ Ascend Commerce ก้าวข้ามมาได้ในช่วงวิกฤติ คือ การสรรหาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จากเดิมด้วยสถานการณ์ล็อกดาวน์ที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของพนักงาน ทำให้พนักงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการพัฒนาโซลูชันด้านคลาวด์ต่างเริ่มย้ายออกจากกรุงเทพฯ หรือถึงขั้นย้ายออกนอกประเทศด้วย เมื่อพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญอยู่กันอย่างกระจัดกระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ บริษัทจึงต้องหาวิธีการที่ยืดหยุ่นด้วยการเฟ้นหาเปิดรับพนักงานจากทุกพื้นที่ให้ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง รวมถึงได้พนักงานที่มีทักษะความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของบริษัทด้วย

แรงขับเคลื่อนสู่ Cloud Transformation

ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นกลายเป็นแรงผลักดันให้ Ascend Commerce หันมาเลือกใช้คลาวด์เป็นโซลูชันในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าผู้ใช้งาน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทนำคลาวด์มาใช้งาน คือ บริษัทต้องการเปลี่ยนแปลงโดยใช้แพลตฟอร์มที่รองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น และด้วยจุดเด่นของคลาวด์ที่ใช้งานง่าย รองรับการทำ Prove of Concept (POC) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทำให้เมื่อมีไอเดียใหม่ ๆ ก็สามารถทดลองได้ทันทีพร้อมใช้งานเพื่อดูว่าแนวคิดนั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีจากเดิมที่ใช้เวลานานเป็นหลาย ๆ สัปดาห์ อีกทั้งยังสามารถปรับขนาดโซลูชันตามการใช้งาน พร้อมให้บริการแก่ผู้ใช้งานหลายล้านรายตามแต่สถานการณ์ 

คุณ Jorge ยังกล่าวถึงภาพรวมของตลาดว่าในช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 ความต้องการด้าน Fulfillment และ Delivery พุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่า หากบริษัทยังใช้ระบบเป็น On-premises อยู่ อาจต้องเผชิญความยุ่งยากในการจัดหาฮาร์ดแวร์มารองรับการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้น ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างนาน และในกรณีที่ความต้องการการใช้งานลดลง ต้นทุนค่าใช้จ่ายก็จมลงไปกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานเหล่านั้นและส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของบริษัท ดังนั้น คลาวด์จึงเป็นนวัตกรรมที่ Ascend Commerce เลือกที่จะนำมาประยุกต์กับการดำเนินธุรกิจของบริษัทเอง

คลาวด์กับการประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจของ Ascend Commerce

เพื่อไขข้อสงสัยว่า Ascend Commerce ประยุกต์ใช้คลาวด์กับธุรกิจที่มีมากมายได้อย่างไร คุณ Jorge ยก 3 กลยุทธ์ของบริษัทมาพูดถึง ดังนี้

1. กลยุทธ์ Cloud-native Small Applications

Ascend Commerce พัฒนาแอปพลิเคชันให้เป็น Cloud-native และสร้างแอปพลิเคชันย่อย ๆ มาใช้งานร่วมกัน เพื่อให้ง่ายต่อการนำบางส่วนของแอปพลิเคชันนั้น ๆ ไปใช้ เช่น ระบบการชำระเงิน ที่สามารถนำไปใช้กับบริการอื่น ๆ ของบริษัทได้ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์อันชาญฉลาดมากกว่าการพัฒนาแอปพลิเคชันเดี่ยว ๆ แยกกัน นับว่าเป็นการช่วยลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อีกด้วย

2. กลยุทธ์จัดระเบียบแอปพลิเคชันที่สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ

Ascend Commerce ปรับปรุงพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ โดยศึกษาและติดตามผลตลอดว่า แนวคิดใดเหมาะที่จะนำไปพัฒนาต่อ หรือแนวคิดใดไม่เกิดประสิทธิผลก็ควรยกเลิกไป อีกทั้งต้องรู้ถึงผลตอบรับการใช้งานซึ่งได้มาจากการคอยติดตามผลว่ามีความผิดพลาด (Error) ที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด แอปพลิเคชันทำงานได้เร็วตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานหรือไม่ เมื่อทีมงานทราบถึงผลตอบรับแล้ว ก็ทำให้ทุกฝ่ายได้รับทราบถึงสิ่งที่ส่งผลต่อธุรกิจ และนำฟีดแบคนั้นไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

3. กลยุทธ์ปรับใช้ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายหลักของ Cloud-native Application Framework คือ การพัฒนาแอปพลิเคชันที่สร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ บริษัทยึดมั่นในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่รวดเร็วขึ้นหรือสร้างนวัตกรรมบริการใหม่ ๆ ออกมา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกนวัตกรรมเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ แต่บางครั้งเป็นสิ่งเดิมที่สามารถนำไปต่อยอดการใช้งานได้ อัปเดตให้พร้อมใช้งานจริงได้ และสามารถทำงานบนคลาวด์ได้ ซึ่งในท้ายที่สุด ทุกสิ่งก็จะเชื่อมโยงกัน เกิดเป็นโซลูชันและแพลตฟอร์มที่ดีกว่าเดิมและควรค่าแก่การลงแรงและลงทุน

คลาวด์คือคำตอบเพื่อความคุ้มค่าทางธุรกิจ

หากสงสัยว่าเทคโนโลยีคลาวด์ช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจและการดำเนินงานอย่างไร คุณ Jorge ได้เล่าถึงประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้รับจากการประยุกต์ใช้คลาวด์กับธุรกิจ ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยในเรื่องความยืดหยุ่นในการใช้งาน ต้นทุนการพัฒนาโซลูชันที่ลดลง การดำเนินการที่รวดเร็วขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานด้วย

1. ลดความยุ่งยากซับซ้อนของระบบ

เมื่อเริ่มผนวกการใช้งานแอปพลิเคชันในเซิร์ฟเวอร์หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) จำเป็นต้องคำนึงถึงขนาดของศูนย์ข้อมูลที่ใช้และสถานที่ติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่ระบบเกิดเหตุขัดข้องในศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่ง ก็ควรต้องมีศูนย์ข้อมูลอื่นสำรองเพื่อให้ทำงานต่อได้ในประเทศ การใช้งานบนคลาวด์จะช่วยลดความซับซ้อนของการติดตั้งระบบ หรือหากระบบมีปัญหาก็สามารถติดต่อผู้ให้บริการคลาวด์ในการเพิ่มลดการปรับใช้งานตามสถานการณ์และตามพื้นที่ได้

2. ยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน

ด้วยคุณสมบัติเด่นของคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า เมื่อมีโปรเจกต์ใหม่ บริษัทก็สามารถผสานการใช้งานเข้ากับระบบคลาวด์และคำนวณได้ว่าต้องใช้จำนวนระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในมากน้อยเพียงใดในขนาดเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดในขณะนั้น ในกรณีที่ไม่มีลูกค้าใช้งาน ก็ปรับขนาดให้เล็กลงได้ หรือหากมีแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้ดีและกำลังเป็นที่นิยม ก็สามารถปรับขนาดหรือย้ายไปใช้งานในส่วนอื่นได้อย่างคล่องตัว ทำให้องค์กรสามารถส่งมอบบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น อันนำไปสู่ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ดีขึ้นไปด้วย 

3. คุ้มค่า คุ้มทุน

นอกจากความยืดหยุ่นในการปรับใช้งานแล้ว คลาวด์ยังช่วยให้บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ด้วย แทนที่จะลงทุนก้อนใหญ่ไปกับการพัฒนาโซลูชันขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวแบบเดิม ๆ บริษัทหันมาพัฒนาโซลูชันย่อย ๆ แล้วติดตามตรวจสอบการใช้งานทีละส่วน จากนั้นก็พัฒนาต่อยอดในส่วนที่มีผลตอบรับเชิงบวก นับว่าเป็นการลดต้นทุนในการพัฒนาโซลูชัน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้วย

4. โฟกัสถูกจุด พัฒนาการทำงานได้ถูกทิศทาง

เมื่อรูปแบบการบริหารจัดการแอปพลิเคชันง่ายขึ้นด้วยคลาวด์แล้ว ก็ส่งผลให้พนักงานสามารถโฟกัสกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้ดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หมดห่วงเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานและการเสียเวลาไปกับการจัดการปัญหาเชิงเทคนิค ด้วยความเชื่อมั่นว่าระบบจะทำงานได้ดีด้วยตัวมันเอง

Ascend Commerce x AWS ผู้อยู่เบื้องหลังคลาวด์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ascend Commerce สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างไม่สะดุด คือ การมีพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์ระดับโลกอย่าง Amazon Web Services (AWS) ซึ่งคุณ Jorge ได้ให้ความเห็นถึงบริการของ AWS ไว้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นด้านความครอบคลุมของ Availability Zone ในประเทศต่าง ๆ ทำให้รองรับการขยายธุรกิจไปในภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ในด้านการบริการลูกค้า ทีมงาน AWS เข้ามาให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงการออกแบบสถาปัตยกรรม สอบถามปัญหาการใช้งาน และเข้ามาอบรมการใช้งานให้ลูกค้ามีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านคลาวด์มากยิ่งขึ้น ทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นและง่ายดายสำหรับผู้เริ่มต้น และในด้านความมั่นคงปลอดภัย หาก AWS พบว่ามีความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น AWS จะให้คำแนะนำพร้อมออกแบบแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนั้นขึ้น นอกจากนี้ AWS ยังมีจุดเด่นสำคัญคือ ความหลากหลายของบริการพร้อมเครื่องมือและผลิตภัณฑ์การใช้งานที่ตอบโจทย์เพื่อธุรกิจ E-Commerce โดยเฉพาะ ซึ่งใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถปรับขนาดได้ตามปริมาณการใช้งาน จึงทำให้ AWS เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์ที่มีระบบนิเวศน์ที่ครอบคลุมที่สุดรายหนึ่ง

True IDC พร้อมอยู่เคียงข้าง

อีกหนึ่งพาร์ตเนอร์คนสำคัญผู้ให้บริการคลาวด์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Ascend Commerce คือ True IDC ซึ่งเข้ามาเติมเต็มในมุมของการออกแบบคลาวด์โซลูชันที่ตรงกับบริบทของการทำธุรกิจในประเทศไทย พร้อมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เป็นคนไทย มีความรู้และความสามารถเฉพาะทาง และเข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ถึงหน้างาน ตัดปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านภาษา ทำให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับพนักงานในบริษัทได้อย่างราบรื่น 

“การที่ True IDC เข้ามาดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับการสร้างโซลูชันเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงช่วยให้ Ascend Commerce สามารถโฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงธุรกิจได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคอยกังวลกับเรื่องระบบหลังบ้านส่งผลให้กระบวนการทำงานเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว” คุณ Jorge กล่าว

นอกจากนี้ True IDC เองก็มีแนวทางการบริหารจัดการสอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกิจของ Ascend Commerce ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ไปพร้อมกับการลดต้นทุนการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ Ascend Commerce จึงร่วมมือกับ True IDC ในเรื่องการจัดการงบประมาณจากโซลูชันอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้บริษัทลดต้นทุนการดำเนินการรวมถึงควบคุมการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายสำหรับโซลูชันนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง True IDC เป็นบริษัทไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศ สามารถช่วยเติมเต็มข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการชำระเงินและภาษี จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า True IDC เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ท้ายสุดนี้ คุณ Jorge ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับผู้ที่ต้องการมองหาผู้ให้บริการโซลูชันคลาวด์ที่สามารถให้ความเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทจะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนนั้น ก็สามารถไว้วางใจให้ True IDC ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเข้าใจวัฒนธรรมของบริษัทไทยได้เข้ามาช่วยดูแลองค์กรของคุณไปสู่ Cloud Transformation ตามรอยความสำเร็จร่วมกันไปกับ Ascend Commerce ที่นำร่องใช้คลาวด์เข้ามาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจของบริษัทและก้าวไปสู่เป้าหมายที่มุ่งหวังไว้ในยุค Digital Transformation เช่นกัน

ผู้ที่สนใจบริการคลาวด์จาก True IDC สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trueidc.com หรือ โทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-case-study-ascend-commerce-cloud-transformation/