วิเคราะห์ความสำเร็จของ พส. ประชาชนและแบรนด์รวมตัวฟังธรรมยุค New Normal

เพราะยุค New Normal คนเข้าถึงวัดลำบากเพราะกลัวโรคระบาด จะหาโอกาสเข้าวัดฟังธรรมให้สะดวกเหมือนยุคก่อนโรคระบาดนั้น..ไม่ง่าย 

ต้องบอกว่า ปรากฎการณ์ ฟังธรรมจาก “พส” ที่หมายถึงพระสงฆ์ ไม่ใช่ พี่สาว สำหรับเมื่อวานนี้ถือว่าเป็นการปะทะกันครั้งแรกระหว่างพี่น้องกาสะลอง ซ้องปีบ “พระมหาไพวัลย์ วรวณโณ และพระมหาสมปอง ตาลปุตโต” ถือเป็นไลฟ์ประวัติศาสตร์ระหว่างพระที่มียอดวิวมหาศาลกว่า 5 ล้านวิว มียอดคอมเมนท์และยอดไลค์มากกว่า 4 แสน

มีการแกงแบรนด์ต่างๆ ด้วยการอ่านคอมเมนท์ของแบรนด์นั้นและปล่อยมุกขำๆ ออกไป เช่น ฝากถึง MG ทำกระบังรถให้แข็งแรงขึ้นหน่อย ช่อง Nation ชอบเอาพระไปฆ่าและเอาคนไปฆ่าหรือเรียกว่าเป็นการเชิญคนออกช่องเพื่อให้โดนด่า หรือ HomePro พนักงานจะเยอะไปไหน ไปซื้อของแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเป็นขโมย เป็นต้น  

แค่นั้นยังไม่พอ ก็ยังมีการแอบเหน็บกันเองระหว่าง พส คือระหว่างพระอาจารย์ทั้งสองรูปทั้งพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ วันนี้เรามาดูกันว่า 10 ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดความสำเร็จจากกระแส พส. ดังกล่าวคืออะไรบ้าง?

1) ยุคโควิดที่คนหาทางเข้าวัดยากด้วยมาตรการจำกัดต่างๆ การเว้นระยะห่างจากสังคม ทำให้คนเข้าวัดไม่ได้ แม้แต่เดินบิณฑบาตรในบางพื้นที่ก็ยังทำไม่ได้เพราะทางการขอความร่วมมือเพื่อป้องกันโควิด ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ยุคหลังโควิดนี้ พระไม่จำเป็นต้องนั่งเทศน์ตามวัด ตามสถานที่ต่างๆ อย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่สามารถให้ความรู้ ให้แง่คิดแก่ผู้คนผ่านช่องทาง Live Facebook, YouTube ที่ทำให้คนเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ได้ 

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่พระมุ่งสู่โลกออนไลน์ให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น ก่อนหน้านี้เราจะเห็นพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, พระไพศาล วิสาโล, พระสมชาย จากวัดธรรมกาย, พระมหาสมปอง, พระพยอม ฯลฯ ทั้งในรูปแบบเทศน์ผ่านคลิปวิดีโอใน YouTube หรือให้สัมภาษณ์ผ่านทีวี หรือเข้าไปร่วมทอล์คโชว์จากรายการต่างๆ ในทีวีมาก่อนหน้านี้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นฉากทัศน์ใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ได้พยายามปรับตัวเข้ากับโลกของฆราวาสมากขึ้น 

2) จุดเด่นที่เป็นจุดแข็งร่วมของพระทั้งสองรูปคือความมีอารมณ์ขัน ไม่เคร่งเครียดและเฝ้าสอนแต่เรื่องศีลธรรมหรือเรื่องศาสนาที่มีแต่คำบาลี สันสกฤตที่ฟังยาก เข้าใจยาก การตบมุกกันไปมาระหว่างพระทั้งสองรูป ที่แม้พระอาจารย์มหาสมปองจะตามมุกไม่ทันบ้างแต่ก็เป็นภาพตัวแทนคนดูที่ไม่ทันมุกหรือไม่เข้าใจศัพท์แสงของวัยรุ่นหรือเยาวรุ่นยุคนี้ที่ทำให้พระมหาไพรวัลย์ต้องมาช่วยอธิบายให้ชัดเจนขึ้น 

3) ปรากฎการณ์ที่พระอาจารย์จะมาสนทนากันผ่านหน้าจอ ด้วยเนื้อหาที่มีความเป็นกันเอง พูดคุยกันอย่างธรรมชาติ ไม่ได้มีให้พบเห็นบ่อยนัก แม้พระมหาสมปองจะได้รับเชิญไปร่วมรายการตลกบ้าง แต่ก็ไม่ใช่แนวนี้ แนวที่พระอาจารย์ทั้งสองมาพูดคุยกัน แบทเทิลกัน หัวเราะตบมุกให้กันเช่นนี้ 

4) กระแสความดังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่พระมหาไพรวัลย์ได้พยายามใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม Facecbook ในการสื่อสารกับสังคมอยู่ก่อนหน้าแล้ว ทั้งในช่วงทำบุญ ทำทาน แจกของให้ประชาชน ไปจนถึงนั่งพูดคุยปัญหาสังคมและให้แง่คิดที่เป็นประโยชน์าจากเรื่องดังกล่าว

แน่นอนว่า ใครที่คุ้นชินกับบทสัมภาษณ์ของพระมหาไพรวัลย์ในมิติเข้มข้นอาจจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์มีหลายมิติ ไม่ใช่มีโหมดคร่ำเคร่ง เคร่งเครียดอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งพระมหาไพรวัลย์ก็ยอมรับว่าต้องการสื่อสารกับสังคมมากขึ้นและอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความผ่อนคลายและสร้างความบันเทิงให้ประชาชนในห้วงเวลาทุกข์ยากเช่นนี้

5) ความโด่งดังเริ่มจุดกระแสติดขึ้นเรื่อยๆ หลัง LGBTQ ได้ไปมีส่วนร่วมผ่านการสนทนากับพระมหาไพรวัลย์ขณะ Live Facebook พูดคุยปัญหาสังคมอย่างเช่นที่เคยเป็นมา จากนั้นพระมหาไพรวัลย์ก็เริ่มอ่านคอมเมนท์ของ FC ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและโต้ตอบคอมเมนท์นั้นด้วยความเป็นกันเอง โต้ตอบแบบมุกตบมุกอย่างที่ พส. ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แน่นอนว่าสิ่งนี้สร้างความประทับใจกับผู้ติดตามได้อย่างไม่ยากเย็น 

6) ไม่ใช่แค่มุกตบมุกผ่านคอมเมนท์จาก Facebook Live ของพระมหาไพรวัลย์เท่านั้นที่เป็นจุดดึงดูดและสร้างความบันเทิงให้กับผู้เข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ในเพจของพระมหาไพรวัลย์ยังมีการโพสต์ภาพพร้อมสเตตัสที่สร้างอารมณ์ขันบน Facebook มาก่อนหน้าแล้ว 

7) ไม่ใช่แค่โพสต์ภาพตลกพร้อมแคปชั่นที่สร้างอารมณ์ขันให้ผู้คนเท่านั้น แต่ยังมีคลิป TikTok คลิปวิดีโอสั้นที่สะท้อนการทำบุญยุคนี้พร้อมแคปชั่นที่ทำให้ผู้คนอารมณ์ดีและได้แง่คิดเมื่ออ่านข้อความดังกล่าว

8) การพยายามรักษาความสม่ำเสมอในการนำเสนอเนื้อหาให้ตรงตามเป้าหมายของเพจที่ต้องการสื่อสารธรรมะแบบเข้าใจง่ายๆ ให้คนเข้าถึงง่ายก็เป็นปัจจัยสำคัญ เรียกได้ว่าสำหรับชีวิตมนุษย์นั้น สามารถสอดแทรกธรรมะและคำสอนได้หลากหลายมิติ 

9) นอกจากปัจจัยความสำเร็จที่มาจากพระมหาไพรวัลย์ที่พยายามรักษาความต่อเนื่องของการนำเสนอคอนเทนต์ที่สร้างความบันเทิงให้ผู้คนอย่างสม่ำเสมอแบบสอดแทรกแง่คิดไว้แล้ว ก็ยังมีปัจจัยเสริมที่มีตัวคนดู คนเข้ามามีส่วนร่วมที่ช่วยส่งเสริมกันและกัน แน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่ก็มีผู้คนส่งเสริมและให้การสนับสนุนพระมหาไพรวัลย์จำนวนมาก นี่ยังไม่รวมการติดต่อกับคนดัง เซเลบออก Facebook Live อาทิ หนุ่ม กรรชัย, น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ไปจนถึงการสนทนาธรรมกับจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ที่ทำให้บทสนทนาทั้งหมดมีอรรถรสมากขึ้น 

แม้จะมีเสียงตำหนิไม่เห็นด้วยเพราะไม่คุ้นชินและรับไม่ได้กับธรรมะเดลิเวอรี่ที่เสิร์ฟให้ทางโลกออนไลน์ดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นธรรมดาที่จะมีทั้งคนเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยของปกติโลก แต่ถ้าการสื่อสารของพระสงฆ์จะทำให้คนเข้าถึงธรรมะมากขึ้น ง่ายขึ้น ก็ถือว่าตรงเป้าหมายและเป็นโอกาสที่นับเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย อย่างน้อย พส. ก็ไม่ได้แอบฉันหมูกะทะยามวิกาลหรือดื่มเบียร์แบบที่เพิ่งมีตั้งวงในหมู่คณะสงฆ์ก่อนหน้านี้ 

10) การรวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายของประชาชนและบรรดาแบรนด์ดังทั้งหลายยิ่งช่วยกระพือกระแสให้พระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปองโด่งดังมากยิ่งขึ้น การอ่านชื่อแบรนด์และบูลลี่แบรนด์ผ่าน Facebook Live ถือเป็นการสร้างความขบขันและสร้างความจดจำให้แบรนด์ได้ในรูปแบบหนึ่ง แม้จะมีเสียงตำหนิบ้างว่าเป็นการเกาะกระแสและใช้โอกาสโปรโมตแบรนด์ฟรีไปบ้าง แต่ก็ถือว่าสร้างผลบวกมากกว่าผลลบ

ทั้ง 10 ข้อที่ว่ามานี้ก็คือปัจจัยแห่งความสำเร็จของ พส. ของสองพี่น้องกาสะลอง ซ้องปีบแห่งวงการสงฆ์ที่ทำให้ธรรมะถูกพูดถึงในรูปแบบใหม่ ภาพจำของพระสงฆ์ได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาลและแน่นอนว่าน่าจะไม่ใช่แค่เพียง พส. สองท่านนี้เท่านั้นที่จะปรากฏอยู่ในหน้าสื่อ แต่จะทำให้พระรูปอื่นเกิดแรงบันดาลใจเพิ่มและสนใจทำตามหรือไม่ เรื่องนี้ต้องติดตาม 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิเคราะห์ความสำเร็จของ พส. ประชาชนและแบรนด์รวมตัวฟังธรรมยุค New Normal  first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dhamma-post-covid-era-with-phra-maha-paiwan-and-phra-maha-sompong/