สรุปแล้วหน่วยงานรัฐก็ใช้วิธีเดิม ๆ กับ ยูโร 2020

ยูโร 2020

ในที่สุดประเทศไทยก็ได้สิทธิ์รับชมศึกฟุตบอล ยูโร 2020 กันแบบถูกลิขสิทธิ์

คนที่รับบทฮีโร่ไม่ใช่ใครที่ไหน ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์นั่นเอง

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นบนเพจเฟสบุ๊ก NBT2HD Sport ตอน 22.32 น. วันที่ 10 มิ.ย.

ก่อนการแข่งขัน ยูโร 2020 เริ่มเตะเพียง 30 ชม. เท่านั้น

ฉิวเฉียดจัด ๆ

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หน่วยงานรัฐรับบทเป็นฮีโร่ในการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์

จะมีครั้งไหนบ้าง คำตอบอยู่ถัดจากบรรทัดนี้

เริ่มด้วยฟุตบอลโลก 2018

ตอนนั้นไม่มีธุรกิจใด ๆ ให้ความสนใจซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาแพร่ภาพในไทย

แถม โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีพูล ก็กลัวขาดทุนจากการซื้อลิขสิทธิ์

สุดท้ายรัฐบาลคสช. ออกโรงขอความร่วมมือ (หรือบังคับ) ภาคเอกชน 9 รายลงขันกันรวม 1,400 ล้านบาท

เช่น บีทีเอส, ไทยเบฟฯ, กลุ่มซีพี, กัลฟ์เอ็นเนอร์จี และปตท. เป็นต้น

การถ่ายทอดทำผ่านช่องททบ. 5, ช่องทรูฟอร์ยู, ช่องอมรินทร์ และบริการของทรูวิชั่นส์

ด้วยการเจรจาที่ล่าช้า จึงไม่แปลกที่ FIFA จะโก่งราคา จนต้นทุนสูงอย่างที่เห็น

นี่ขนาดบรรลุข้อตกลงกันก่อนประมาณ 2 เดือนนะ

ส่วนเม็ดเงินโฆษณาก็ไม่ฟู่ฟ่า

เพราะธุรกิจที่โฆษณาในช่วงการแข่งขันมีแค่ 9 รายที่ร่วมลงขัน แน่นอนว่ามีโฆษณาเฉพาะก่อนเร่ิมและช่วงพักครึ่งเท่านั้น

ส่วนทีวีดิจิทัลช่องอื่นก็ไม่ได้อยากทำข่าว ทำสกู๊ป อะไรมาก เพราะทำเงินจากค่าโฆษณาไม่ได้

จากปัจจัยข้างต้นนี้ก็น่าจะรู้แล้วว่า การทุ่มเงินหลักพันล้านซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมันคุ้มหรือไม่

ต่อที่อีกกรณีคือ ฟุตบอลโลก 2014

ครั้งนั้น อาร์เอส ซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาแพร่ภาพในประเทศไทย

หวังทำรายได้จากกีฬาด้วยการขายกล่อง และค่าสมาชิก

เพราะถ้าจะดูฟุตบอลโลกให้ได้เต็มที่จริง ๆ ต้องดูบนกล่องอาร์เอสเท่านั้น

สุดท้ายเรื่องราวมันก็ไม่เป็นอย่างฝัน เมื่อ กสทช. เข้ามาควบคุมเรื่องนี้ด้วยการส่งกฎ Must Have

ที่มีเนื้อหาว่า 7 ชนิดกีฬาระดับมวลมนุษยชาติ ซึ่งฟุตบอลโลกคือหนึ่งในนั้น ทุกคนในไทยต้องรับชมผ่านช่องทีวีดิจิทัลได้ทั้งหมด

ทั้งมาพร้อมกับกฎ Must Carry ที่คุ้มครองให้รายการที่แพร่ภาพบนทีวีดิจิทัล ต้องรับชมบนกล่อง หรือทีวีบอกรับสมาชิกอื่น ๆ ได้

ง่าย ๆ คือป้องกันจอดำ

ถ้าให้สรุปทั้งสองกรณีแบบสั้น ๆ ก็คงไม่พ้นหน่วยงานรัฐ “บีบไข่” เอกชนนั่นเอง

ไม่รู้ว่าต้องการซื้อใจ หรืออยากให้ทุกคนได้ดูรายการแข่งขันดังกล่าว แต่การทำแบบนี้เท่ากับบิดเบือนกลไกตลาดที่กำลังเดินหน้า

และล่าสุดมันก็เกิดขึ้นกับฟุตบอล ยูโร 2020

ที่มีกรมประชาสัมพันธ์นำหน้า และยังไม่มีการเปิดเผยเม็ดเงินที่ใช้ในการซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันครั้งนี้

แต่เป็นไปได้ว่าไม่ต่ำกว่าเงินค่าลิขสิทธิ์ที่เคยจ่ายไปกับการแข่งขันมหกรรมฟุตบอลครั้งก่อน

เราก็คงต้องรอดูช่วงโฆษณาว่าเอกชนรายไหนบ้างที่ถูกบีบไข่มาซื้อ และจะมากน้อยแค่ไหน เพราะยังไงก็ไม่คุ้มกับธุรกิจอยู่แล้ว

ต้องไม่ลืมว่าเงินที่กรมประชาสัมพันธ์จ่ายเพื่อซื้อค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอล ยูโร 2020 ก็คือ ภาษีของทุกคนนั่นเอง

สรุปไม่รู้จะดีใจที่ได้ดู ยูโร 2020 ดีมั้ย?

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สรุปแล้วหน่วยงานรัฐก็ใช้วิธีเดิม ๆ กับ ยูโร 2020 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/euro-2020-nbt/