Android 12 จะบล็อคไม่ให้แอป third-party แทนที่ sharesheet ของ Android แล้ว

เว็บไซต์ XDA Developers รายงานว่า Google มีแผนจะกำหนดบล็อคไม่ให้แอปทำ sharesheet มาแทนที่ sharesheet หลักของ Android อีกต่อไป โดยจะเริ่มตั้งแต่ Android 12

ปัจจุบัน Google เปิดให้ผู้พัฒนาแอปบน Android ทำ sharesheet หรือเมนูสำหรับเลือกแชร์ได้ โดยถ้ากดแชร์ภาพหรือลิงก์จะแสดงเมนูแชร์ตามที่นักพัฒนากำหนดไว้ ทำให้เมนูแชร์แต่ละแอปแตกต่างกันมาก ทำให้มีนักพัฒนาบางรายอย่างเช่น Sharedr เห็นช่องทางในการทำแอปที่แทน sharesheet หลักของ Android เพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งาน sharesheet ที่เหมือน ๆ กันในทุกแอป

นักพัฒนาแอป Sharedr ซึ่งเป็นแอปที่จะแทน sharesheet ทั้งหมดบน Android ด้วย sharesheet รูปแบบเดียวระบุว่า Google ไม่อนุญาตให้แอปจากนักพัฒนาภายนอกตั้งตัวเองเป็น sharesheet หลักอีกแล้ว (จากเดิมมีให้เลือก sharesheet หลักของ Android หรือของนักพัฒนาภายนอก) ซึ่งตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นบั๊กจึงเปิด ticket ใน AOSP bug tracker ซึ่ง Google ตอบกลับมาว่าเป็นความตั้งใจ หรือถ้าอธิบายให้ชัดเจนคือ Google จะบล็อคไม่ให้แอปจากนักพัฒนาภายนอกทำ sharesheet แทนรูปแบบหลักของ Android อีกต่อไป


Google ยืนยันว่าไม่เคยตั้งใจให้แอปแทนที่ share dialog ของระบบ เป้าหมายคือต้องการให้แอปแสดง share dialog ของตัวเอง และระบุว่าการทดแทน share dialog จะยิ่งยากขึ้นเพราะนักพัฒนาไม่สามารถอิมพลีเมนต์ส่วนแชร์ของ UI โดยตรง จึงไม่เหมาะสมที่จะให้แอปมาทดแทนส่วนนี้

ที่มา – Engadget, XDA Developers

No Description
แอป Sharedr ภาพจาก Google Play

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122942

การ์ทเนอร์ เผย! มูลค่าการใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 64 สูงแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ฯ

การ์ทเนอร์เผยแนวโน้มการใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 2564 สูงแตะ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8.4% จากปี 2563 โดยแหล่งที่มาของเงินทุนเพื่อเริ่มธุรกิจดิจิทัลใหม่ ๆ นั้นมาจากแผนกธุรกิจอื่นๆ นอกแผนกไอที และคิดเป็นต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนการขาย (COGS)

นายจอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์ กล่าวว่า “ไอทีไม่เพียงแต่ปรับโฉมรูปแบบการดำเนินงานขององค์กรไปสู่สิ่งใหม่ ๆ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการส่งมอบและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ นอกเหนือจากการพลิกบทบาทจากการทำงานเบื้องหลังไปสู่ส่วนหน้าของธุรกิจแล้ว ไอทียังเปลี่ยนต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กลายเป็นแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ การติดตามตรวจสอบ และบางครั้งตัดต้นทุนบางอย่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้องค์กรมุ่งเน้นในสิ่งที่สร้างรายได้”

การ์ทเนอร์คาดว่าการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทุกเซกเมนต์จะเติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2565 (ดูตารางที่ 1) อุปกรณ์ดีไวซ์จะเติบโตสูงสุด (14%) ขณะที่ซอฟต์แวร์ระดับองค์กรเติบโต (10.8%) เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานระยะไกลเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ทีมงาน

from:https://www.enterpriseitpro.net/gartner-it-spending/

5 ขั้นตอนอัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้เจ๋งขึ้น ฉบับสั่งพาร์ทมาทำเองจนจบงาน อัพเดท 2021

อัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่องไม่ยากเลย แค่เข้าใจว่าทำส่วนไหนได้ ทำยังไงก็ลองเริ่มต้นด้วยตัวเองได้เลย

upgrade laptop cover

คอมพิวเตอร์และการอัพเกรดนั้นถือเป็นของคู่กันเสมอ ยิ่งตอนนี้ผู้ใช้หลาย ๆ คนก็มีโน๊ตบุ๊คไม่ว่าจะซื้อมาใหม่หรือเป็นเครื่องเก่าสภาพดีอยู่ ก็คงมีแผนอัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้ทำงานได้เร็วขึ้น จะได้ไม่ต้องเสียเงินหลักหมื่นซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาใช้ จะได้ไม่ต้องย้ายข้อมูลไปมาแล้วตั้งค่าเครื่องกันใหม่ จะได้เสียเวลาน้อยลงแล้วทำงานได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

แต่เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนอาจจะสงสัยว่าโน๊ตบุ๊คสักเครื่องหนึ่งนอกจาก RAM และ SSD สองอันนี้แล้ว เราสามารถอัพเกรดส่วนไหนได้อีก? ซึ่งในส่วนนี้ นอกจากซีพียู, การ์ดจอ, คีย์บอร์ดกับโครงของตัวเครื่องแล้ว ผู้ใช้ที่มีทักษะช่างระดับหนึ่งก็สามารถแกะชิ้นส่วนมาอัพเกรดได้มากมาย แม้แต่หน้าจอก็สามารถถอดมาอัพเกรดได้เช่นกัน ถ้าหาชิ้นส่วนรุ่นที่เข้ากับเครื่องของเรามาใช้ได้

อัพเกรดโน๊ตบุ๊ค

จะอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง มาดูกันก่อนอัพส่วนไหนได้บ้าง?

laptop inside

ถ้ายกเว้นซีพียู, เมนบอร์ดและการ์ดจอสามชิ้นนี้ที่ถูกบัดกรีติดเอาไว้ด้วยกันและไม่สามารถแกะมาอัพเกรดได้เหมือนกับเดสก์ท็อปพีซีแล้ว โน๊ตบุ๊คก็มีชิ้นส่วนที่อัพเกรดได้หลายชิ้น ถ้าให้แยกเป็นส่วน ๆ แล้ว ส่วนที่ผู้ใช้อย่างเราสามารถอัพเกรดได้ด้วยตัวเองได้ ได้แก่

  1. ฮาร์ดดิสก์ – 1 ใน 2 ชิ้นส่วนพื้นฐานที่ผู้ใช้ทั่ว ๆ ไปที่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์สามารถถอดเปลี่ยนและอัพเกรดได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้ปัจจุบันนี้โน๊ตบุ๊คหลาย ๆ แบรนด์จะใส่ SSD แบบ M.2 NVMe รุ่น OEM ที่สั่งผลิตจำนวนมากมาให้แล้ว แต่ผู้ใช้บางคนที่ไม่พอใจกับความเร็วและประสิทธิภาพก็สามารถสั่ง Clone Windows 10 จาก M.2 NVMe ลูกเดิมไปใส่ใน M.2 NVMe อันใหม่ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้วเอามาใส่แทนก็ได้ และโน๊ตบุ๊คบางเครื่องก็มีช่องใส่ SATA III SSD เปล่า ๆ มาให้เพิ่ม SSD ได้ด้วย ส่วน M.2 NVMe อันเก่าก็เอาไปใส่กล่อง SSD ใช้เป็น External Harddisk แทนก็ได้
  2. RAM – อีกชิ้นส่วนสำคัญที่ผู้ใช้หลายคนเลือกอัพเกรดกันแทบจะทันที ซึ่งบางคนก่อนจะกดเปิดเครื่องก็เปิดฝาแล้วใส่แรมเพิ่มทันทีเลยก็มีเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ก็มักเลือกอัพเกรดเป็น 8GB ไม่ก็ 16GB เลย เพื่อให้มีพื้นที่พักข้อมูลให้ใช้งานมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโน๊ตบุ๊คแต่ละเครื่องจะรองรับความจุแรมได้แตกต่างกัน ก่อนอัพเกรดแนะนำให้เช็คโน๊ตบุ๊คของเรากับหน้าสเปคบนเว็บไซต์นั้น ๆ ก่อน ว่าสามารถเพิ่มแรมได้กี่ GB จะได้ไม่ต้องซื้อมาแล้วใช้ได้ไม่เต็มที่
  3. Wi-Fi & Bluetooth Card – หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า Wi-Fi & Bluetooth Card ก็สามารถถอดอัพเกรดได้เหมือนกับ SSD ซึ่งหน้าตาของมันจะคล้ายกับ SSD แบบ M.2 NVMe เป็นอย่างมาก แค่ตัวจะสั้นกว่าและจุดสังเกตคือ เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาแล้ว การ์ดตัวนี้จะมีสายไฟ 2 เส้นเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งเป็นสายเชื่อมต่อกับตัวเมนบอร์ดเพื่อรับส่งข้อมูลนั่นเอง ซึ่งบางคนที่อยากให้โน๊ตบุ๊คของตัวเองเปลี่ยนจาก Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac กลายเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ก็อัพเกรดชิ้นส่วนนี้ได้ด้วยเช่นกัน แต่เราต้องเช็คกับเว็บไซต์หรือหาข้อมูลในเว็บบอร์ดต่างประเทศก่อน ว่าโน๊ตบุ๊คของเราใช้ Wi-Fi & Bluetooth Card ร่วมกับโน๊ตบุ๊ครุ่นไหนบ้าง แล้วรุ่นนั้น ๆ ใช้การ์ด Wi-Fi 6 รุ่นอะไร แล้วมีใครที่ทดลองเปลี่ยนแล้วใช้งานได้ก็ค่อยซื้อตาม จะช่วยให้ประหยัดเงินและมั่นใจได้ว่าอัพเกรดแล้วไม่เสียเปล่า
  4. แบตเตอรี่ – แบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คนั้น ถึงจะดูเสื่อมสภาพช้ากว่าสมาร์ทโฟนที่เราถือติดมือกันเป็นประจำก็ตาม แต่ก็มีระยะเวลาเสื่อมของมันเหมือนกัน ซึ่งถ้าใครอยากอัพเกรดโน๊ตบุ๊คของตัวเองให้แบตเตอรี่มีความจุมากขึ้น ผู้เขียนแนะนำให้ตัวแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเสียก่อน แล้วหาข้อมูลว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นที่เราใช้ มีแบตเตอรี่รุ่นเทียบเคียงหรือรุ่นที่มีความจุมากกว่ารุ่นไหนให้ซื้อมาเปลี่ยนได้บ้าง โดยส่วนใหญ่แบตเตอรี่รุ่นที่มีความจุมากขึ้นจำเป็นต้องสั่งจากเว็บไซต์ต่างประเทศเข้ามา เช่น Newegg หรือ Amazon เป็นต้น
  5. หน้าจอ – ถ้าใครมีความสามารถเชิงช่าง แกะซ่อมโน๊ตบุ๊คอยู่บ่อย ๆ แล้วรู้สึกว่าหน้าจอโน๊ตบุ๊คความละเอียดระดับ HD มันไม่คมชัดเอาเสียเลย ก็สามารถอัพเกรดหน้าจอโน๊ตบุ๊คได้เหมือนกัน! แต่ข้อควรระวังนอกจากการหาข้อมูลแล้วเลือกรุ่นหน้าจอที่เข้ากับเครื่องของเราแล้ว เวลาทำก็ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องแกะกรอบหน้าจอซึ่งมีโอกาสแตกหักได้ด้วย

สำหรับการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คนั้น ในส่วนของฮาร์ดดิสก์และ RAM เราสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองและยังได้รับการรับประกันอยู่ตามปกติ ยกเว้นเรื่องแบตเตอรี่, หน้าจอและ Wi-Fi & Bluetooth Card ที่เป็นชิ้นส่วนนอกเหนือจากที่ผู้ผลิตให้ผู้ใช้อัพเกรดได้ด้วยตัวเอง ก็จะทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นหมดประกันไปโดยปริยาย ซึ่งถ้าผู้ใช้คนไหนอยากลองฝีมือกับโน๊ตบุ๊คของเราที่หมดประกันแล้ว ก็ลองแกะแล้วอัพเกรดได้เลย

รู้รุ่นก่อนอัพเกรดโน๊ตบุ๊ค ซื้อพาร์ทเป็นแล้วเครื่องจะดีขึ้นเอง!

สำหรับการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง ก่อนจะเริ่มซื้อชิ้นส่วนใหม่ ๆ มาติดตั้งในเครื่อง เราก็ควรเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโน๊ตบุ๊คของเราให้ครบถ้วนก่อน ถ้าให้ดียิ่งขึ้นจะแกะเครื่องออกมาไล่ดูชิ้นส่วนต่าง ๆ และถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เผื่อต่อไปอยากอัพเกรดเพิ่มจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปิดฝาดูใหม่ แล้วค่อยเริ่มซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ มาอัพเกรดให้กับเครื่องของเราจะดีที่สุด ซึ่งวิธีการดูนั้นให้เริ่มต้นจากการดูรุ่นของโน๊ตบุ๊คเสียก่อนเป็นอย่างแรก

pc spec

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างวิธีการหาข้อมูลและการอัพเกรดเป็นโน๊ตบุ๊คส่วนตัวของผู้เขียนเอง เริ่มต้นให้กดปุ่ม Windows จากนั้นพิมพ์คำว่า About แล้วเลื่อนลงมาดูที่ Device specifications เพื่อดูรายละเอียดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ ว่าเป็นรุ่นอะไร โดยเครื่องตัวอย่างของผู้เขียนนั้นจะเป็น Lenovo IdeaPad 330S-14IKB และเมื่อนำไปเช็คข้อมูลทั้งหมดแล้วจะเป็นดังนี้

spec lenovo 330S

จะเห็นว่า Lenovo เครื่องนี้มีส่วนที่อัพเกรดได้หลายอย่างด้วยกัน คือ

  1. หน้าจอ
  2. RAM
  3. ฮาร์ดดิสก์
  4. แบตเตอรี่
  5. Wi-Fi & Bluetooth Card

lenovo laptop ideapad 330s 14 feature 2

1. หน้าจอ

ที่หน้าเว็บไซต์จะมีรุ่น 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) พาเนล IPS ที่เป็นสเปคเดียวกันอยู่ด้วย ซึ่งเครื่องในตัวอย่างจะเป็นความละเอียด HD (1366×768 พิกเซล) นั่นหมายความว่าถ้าเราหาซื้อหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD สำหรับ Lenovo เครื่องนี้มาได้ ก็สามารถถอดอัพเกรดได้เช่นกัน

lenovo screen extra part

จากหน้าสเปค จะเห็นว่าหน้าจอ Lenovo IdeaPad 330S-14IKB จะมีชิ้นส่วนขายแยกด้วย เช่นจากเว็บไซต์ LaptopScreen ตัวนี้ที่ขายราคา 94.99 ดอลลาร์ หรือราว 2,969 บาท ซึ่งผู้เขียนคาดว่ายังไม่รวมราคาจัดส่งสินค้าด้วยบริการขนส่งจากคลังสินค้าด้วย และนอกจากนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ทดลองกด TO CART แล้วลองดูว่าทางผู้ขายเจ้านั้น ๆ สามารถส่งสินค้ามาประเทศไทยหรือเปล่า ซึ่งถ้าพร้อมส่งแล้วต้องการอัพเกรดอยู่แล้ว ก็กดสั่งซื้อมาได้เลย

สำหรับการอัพเกรดหน้าจอโน๊ตบุ๊คด้วยตัวเองนั้น จะทำได้ค่อนข้างยากและถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็ไม่แนะนำให้อัพเกรดด้วยตัวเอง รวมทั้งทำให้เครื่องที่ยังมีประกันตัวเครื่องเหลืออยู่หมดประกันไปในทันที หากซื้อหน้าจอมาแล้วก็แนะนำให้ยกเครื่องไปให้ร้านที่รับซ่อมโน๊ตบุ๊คทำให้ก็ได้ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงทำหน้าจอพัง แล้วจะขายหน้าจอเก่าที่ความละเอียดน้อยกว่าเป็นอะไหล่ได้ด้วย

2. RAM

ram resized small

ที่หน้าเว็บไซต์ของ Lenovo นั้น จะเห็นว่าทางผู้ผลิตจะแสดงข้อมูลแรมสูงสุดเป็น 4GB onboard DDR4 จับคู่กับ 8GB SO-DIMM อีกหนึ่งเส้น ซึ่งจะได้ 12GB DDR4 เท่านั้น หากความจุระดับนี้ตอบโจทย์การใช้งานแล้วจะเอาไปใช้งานเลยก็ได้

ram

แต่เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม หน้าเว็บไซต์ผู้ผลิตแรมและ SSD ชั้นนำอย่าง Crucial จะแสดงข้อมูลว่าแรมทั้งระบบของตัวเครื่องรองรับสูงสุดได้ 20GB DDR4 ดังนั้นถ้าต้องการอัพเกรดแรมเข้าไปอีก 16GB เผื่อเอาไว้ใช้งานแบบผู้เขียนเองก็ได้เช่นกัน และระบบ Windows ก็เรียกมาใช้งานได้ครบถ้วนอีกด้วย ส่วนถ้าใครสงสัยว่ารูปแบบการใช้งานของเราต้องใช้แรมกี่ GB กันแน่ สามารถอ่านในบทความนี้ได้เลย

3. ฮาร์ดดิสก์

img 55ff43a800e80

ในส่วนนี้ ถ้าเราสังเกตดูจะเห้นว่าตัวเครื่องมีตัวเลือกแบบ 128GB PCIe SSD + 1TB SATA HDD นั่นหมายความว่าเราสามารถใส่ SSD แบบ M.2 NVMe หรือ M.2 SATA คู่กับ SATA III SSD คู่กันได้เลย หรือจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ ต้องเซฟไฟล์ข้อมูลเยอะ แล้วไม่อยากพก External Harddisk ติดตัวไปไหนมาไหน ก็ใส่ฮาร์ดดิสก์ทั้งสองตัวไว้ในเครื่องเลยก็ได้เช่นกัน แต่จากที่ผู้เขียนทดลองใช้งานมา การใส่ M.2 NVMe กับ SATA III SSD มีผลให้ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ลดลงด้วย

1 31 3 e1614158793312

ส่วนตัวแนะนำว่าถ้าอยากอัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้มีความจุในเครื่องเยอะและกินแบตฯ น้อย ให้ใส่ M.2 NVMe ความจุและประสิทธิภาพสูงสัก 512GB เอาไว้ในเครื่อง แล้วโอนไฟล์งานใส่ไว้ใน External SSD ที่เป็น M.2 NVMe อันเก่าจากผู้ผลิตแล้วต่อเครื่องใช้งานเฉพาะตอนจำเป็น จะช่วยยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้นยิ่งกว่าเดิมร่วมชั่วโมงเลยทีเดียว โดยกล่อง SSD รุ่นแนะนำสำหรับใส่ M.2 NVMe อันเก่าคลิกดูรุ่นแนะนำได้ที่นี่

4. แบตเตอรี่

ส่วนใหญ่แล้วอายุการใช้งานแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คก่อนเสื่อมสภาพนั้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะอยู่ราว 2-3 ปี หลังจากเริ่มใช้งานมา โดยอาการเสื่อมจะมีทั้งแบบที่สังเกตเห็นได้ด้วยการใช้งาน คือระยะเวลาใช้งานลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน เช่นจากปกติสามารถเปิดเครื่องใช้งานโดยไม่ต้องต่อปลั๊กได้ร่วม 7-9 ชั่วโมงได้โดยไม่ต้องต่อปลั๊ก ก็เหลือ 6-7 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น หรือจะใช้โปรแกรมอย่าง HWMonitor เช็คสภาพของแบตเตอรี่ก็ได้

20 07 2013 12 23 21

โดยวิธีการดู คือให้เราเลื่อนลงมาดูที่หัวข้อ Battery จากนั้นดูที่ Levels แล้วสังเกตที่คำว่า Wear Level ว่าอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าหัวข้อ Wear Level ยิ่งเยอะ แบตเตอรี่ยิ่งเสื่อมมากขึ้นนั่นเอง ส่วนอีกวิธีจะเห็นรายละเอียดเยอะและชัดเจนกว่า โดยให้เราใช้ Command Prompt เพื่อเช็คได้เลย

batt check 1

วิธีการคือให้เราเปิด Command Prompt แล้วพิมพ์คำว่า powercfg -batteryreport จากนั้นกด Enter ตัวเครื่องจะรันคำสั่งเช็คแบตเตอรี่ในเครื่องให้เราว่าตอนนี้แบตเตอรี่ในโน๊ตบุ๊คของเรายังจุไฟได้เท่าไหร่

battery check 2

Windows 10 จะเซฟเป็นไฟล์ชื่อ battery-report เอาไว้ในเครื่องให้เราพร้อมแสดงรายละเอียดของแบตเตอรี่ของเราด้วย ว่าตอนนี้สภาพแบตเตอรี่สามารถเก็บประจุเอาไว้ได้กี่วัตต์ชั่วโมง (Whr) ซึ่งถ้าเหลือเริ่มน้อยแล้วคิดว่ายังไม่ขายเครื่องเป็นมือสองแล้วเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็เปลี่ยนเองได้เช่นกัน

battery smol

นอกจากรู้ว่าสภาพแบตเตอรี่ของเรายังเก็บไฟได้ดีแค่ไหนแล้ว ก็ต้องรู้รูปทรงของแบตเตอรี่ด้วย เพราะผู้ผลิตจะออกแบบแบตเตอรี่ให้มีรูปทรงแตกต่างกันตามดีไซน์ของเมนบอร์ดในโน๊ตบุ๊คของเรา ซึ่งถ้ายกเครื่องไปศูนย์บริการก็ข้ามในส่วนนี้ได้เลย แต่ถ้าจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยตัวเองก็ควรแกะเครื่องออกมาดูดีไซน์เสียก่อนว่าผู้ผลิตใส่แบตเตอรี่ทรงไหนมาในเครื่องของเรา

battery format small

ถ้าเทียบจากภาพถ่ายด้านบนที่ผู้เขียนถ่ายภายในตัวเครื่องแล้ว จะเห็นว่าแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คนั้นจะมีขนาดและจุดขันน็อตทั้งหมดตรงกับแบตเตอรี่ Type A ที่มีขายออนไลน์นั่นเอง ซึ่งถ้าเช็คมั่นใจว่าเป็นรุ่นนี้แน่นอน ก็สามารถสั่งออนไลน์มาเปลี่ยนด้วยตัวเองได้เลย

สำหรับคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คด้วยตัวเองมาก่อนแต่อยากลองทำดูด้วยตัวเอง แนะนำให้นำชื่อรุ่นที่เราใช้ไปพิมพ์ค้นหาใน Google โดยพิมพ์ชื่อรุ่นแล้วตามด้วยคำว่า Removal หรือ Replacement ก็ได้ แล้วจำวิธีการเปลี่ยนแบตฯ ในคลิปมาลองทำดูด้วยตัวเองได้เลย ซึ่งถ้าใครมีความสามารถเชิงช่างอยู่แล้วก็น่าจะทำเองได้ไม่ยากนัก

นอกจากนี้ โน๊ตบุ๊คบางรุ่นที่มีรุ่นย่อยใกล้เคียงกัน แต่แบตเตอรี่มีความจุมากกว่าแล้วสามารถใส่ช่องแบตฯ ในเครื่องของเราพร้อมร้อยน็อตได้ด้วย ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแล้วอัพเกรดความจุให้ตัวเครื่องไปพร้อม ๆ กัน แต่การจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ข้ามไปรุ่นใกล้เคียงกัน แนะนำให้หาข้อมูลผู้ใช้จากหลาย ๆ แหล่งก่อน ว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นเดียวกับเราเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นตัวอื่นในซีรี่ส์แล้ว เครื่องยังเปิดติดใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาในภายหลังนั่นเอง

5. Wi-Fi & Bluetooth Card

wlan card small

ชิ้นส่วนสุดท้ายที่เราสามารถถอดอัพเกรดได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องระมัดระวังตอนอัพเกรดหน่อย คือ Wi-Fi & Bluetooth Card นอกจากซึ่งหน้าตาและขนาดจะคล้ายกับ M.2 NVMe มีน็อตยึดหนึ่งตัวเหมือนกัน แต่จะมีสายไฟสองเส้นคือขาวและดำต่อเข้าการ์ด พออัพเกรด Wi-Fi & Bluetooth Card จะทำให้โน๊ตบุ๊คของเราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะมาตรฐานการเชื่อมต่อจะเปลี่ยนไปตามตัวการ์ด เช่น ถ้าอันเดิมในเครื่องของเราเป็น Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac แล้วถ้าหารุ่นที่เป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ที่ใช้งานกับเครื่องเราได้ก็ถอดการ์ดเก่าเปลี่ยนใส่อันใหม่ได้เลย

wi ficard small

ส่วนวิธีการหาข้อมูลว่าโน๊ตบุ๊คของเราสามารถเปลี่ยน Wi-Fi & Bluetooth Card เป็นรุ่นไหนได้บ้าง ต้องใช้วิธีการหาข้อมูลตามเว็บบอร์ดของผู้ใช้ต่างประเทศที่ตั้งกระทู้ถามเอาไว้ ว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อัพเกรด Wi-Fi Card เป็นรุ่นไหนที่ประสิทธิภาพดีขึ้นได้บ้าง เช่น กระทู้ที่มีผู้ใช้ Lenovo IdeaPad 330S-14IKB เหมือนของผู้เขียนที่ตั้งกระทู้เอาไว้ตั้งแต่ปี 2019 ที่ผ่านมา ก็มีผู้มาให้คำแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็นรุ่นนั้นนี้ พร้อมแนบลิ้งค์สั่งซื้อเอาไว้ให้เสร็จสรรพอีกด้วย

hommie small

ซึ่งเมื่อเราได้ข้อมูลแล้ว จะลองสั่งซื้อรุ่นแนะนำมาเปลี่ยนใช้งานดูก็ได้เช่นกัน แต่ผู้เขียนแนะนำว่าให้หาข้อมูลและรุ่นเปรียบเทียบเอาไว้จากหลาย ๆ แหล่งหน่อย ว่ารุ่นไหนใช้งานกับเครื่องของเราได้โดยไม่ต้องไปยุ่งกับการตั้งค่าอะไรมาก ๆ อาจจะหาเจอรุ่นที่ดีกว่าแต่ราคาไม่แพงมากก็ได้

แต่ Wi-Fi & Bluetooth Card จะมีรายละเอียดตอนเปลี่ยนมากกว่าการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์หรือเพิ่มแรม ดังนั้นเวลาเปลี่ยนให้เราปิดเครื่อง ถอดสายเชื่อมต่อแบตเตอรี่เข้ากับเมนบอร์ดก่อนจะเริ่มเปลี่ยน Wi-Fi Card ตามคลิปตัวอย่างข้างบน

ข้อแนะนำคือ เราควรใช้มือถือถ่ายภาพสายไฟสภาพเดิมก่อนถอดการ์ดเอาไว้ ตอนต่อสายกลับจะได้ไม่กลับขั้ว พอเปลี่ยนการ์ดเสร็จแล้วค่อยต่อขั้วปลั๊กแบตเตอรี่กลับเหมือนเดิม ก่อนจะเปิดเครื่องมาทดลองใช้งานดู ว่าสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้หรือเปล่า ถ้าใช้ได้ตามปกติก็ใช้ต่อไปได้เลย ส่วนการ์ดตัวเก่าจะเก็บเอาไว้เป็นอะไหล่สำรองก็ได้

สรุป – อัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้ไปต่อหรือจะพอแค่นี้แล้วซื้อเครื่องใหม่?

laptop using scaled

จะเห็นว่าวิธีการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่องให้เจ๋งขึ้นกว่าแบบเดิม ๆ จากโรงงานนั้น ถ้าเคยเปิดฝาเครื่อง เพิ่มแรมเปลี่ยน SSD แล้ว ก็เอาความเข้าใจส่วนนั้นมาประยุกต์อีกนิดหน่อย ก็เอามาใช้กับการอัพเกรดชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้ แต่โน๊ตบุ๊คนั้นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่เลี้ยงระบบอยู่ เวลาจะอัพเกรดก็ควรสั่ง Shut down เครื่อง ถอดขั้วแบตเตอรี่ในตัวออกไปก่อนแล้วค่อยเริ่มอัพเกรด จะช่วยเซฟทั้งผู้ใช้และโน๊ตบุ๊คได้ดียิ่งขึ้น

กลับกัน ถึงการอัพเกรดจะทำให้โน๊ตบุ๊คของเรายังใช้งานต่อได้นานยิ่งขึ้นก็ตาม แต่ก็ควรมองในส่วนของความคุ้มค่าด้วย ว่าระหว่างการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักครั้งหรือจะเปลี่ยนใจขายเป็นเครื่องมือสองเป็นทุนไปซื้อเครื่องใหม่จะดีกว่า? โดยส่วนตัวผู้เขียนจะมีวิธีการคิดดังนี้

  1. ถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ อายุเกิน 3-4 ปี เริ่มเปิดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ช้า ต่อให้ฟอร์แมตเครื่อลง Windows ใหม่แล้วก็ยังช้าอยู่ ก็ไม่คุ้มค่าอัพเกรด
  2. ถ้าซีพียูในเครื่องเป็นรุ่นเก่า เช่นเป็น Intel รุ่นที่ 4-5 ในยุคที่ Intel รุ่นที่ 11 วางขายแล้ว ก็น่าขายเครื่องเป็นมือสองเอาเป็นทุนเปลี่ยนเครื่องดีกว่า
  3.  ค่าชิ้นส่วนอัพเกรดทั้งหมดที่ต้องจ่ายเกิน 25-30% ของราคาตัวเครื่องตั้งต้นก็น่าเปลี่ยน เช่น Lenovo IdeaPad 330S-14IKB เครื่องนี้ที่ราคา 19,490 บาท แต่ค่าอัพเกรดร่วม 6,000 บาท ก็ไม่คุ้มอัพเกรดเท่าไหร่

ซึ่งผู้ใช้บางคนอาจจะมีเงื่อนไขการเปลี่ยนเครื่องที่แตกต่างจากนี้ ไม่ว่าจะไม่มีพอร์ตที่ต้องใช้งานบ่อย ๆ, ไม่มีปากกาหรือจอทัชสกรีนแล้วอยากเปลี่ยนให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น ก็ถือเป็นเหตุผลให้เปลี่ยนวิธีจากอัพเกรดโน๊ตบุ๊คเป็นซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่แทนก็ดีเช่นกัน แต่สุดท้ายจะเลือกอัพเกรดเครื่องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินและเงื่อนไขอื่น ๆ ของแต่ละคน ถ้าอัพเกรดแล้วการเงินมีปัญหาน้อยกว่าซื้อเครื่องใหม่ ก็ถือว่าคุ้มค่ากว่าเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ran amount

ssd cover

nvme cover

ssd new cover

ssd cover

from:https://notebookspec.com/web/597647-how-to-upgrade-laptop-2021

[บทความ] 5 เรื่องควรรู้ ของ Hybrid Workplace วิถีการทำงานยุคใหม่

สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก ทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมโรคระบาด ทำให้องค์กรและผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัว และหาโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดเป็นเทรนด์การทำงานรูปแบบ Hybrid Workplace ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในต่างประเทศ

วันนี้ทาง แคนเนอน จึงได้แนะนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวเกี่ยวกับ Hybrid Workplace มานำเสนอ 5 ข้อด้วยกันคือ

1. รู้จัก Hybrid Workplace

Hybrid Workplace เป็นรูปแบบการทำงานที่ต่อยอดมาจาก Work From Home ที่ให้พนักงานทำงานจากบ้าน แต่การทำงานแบบไฮบริดจะแตกต่างออกไปตรงที่การทำงานแบบไฮบริดเป็นแบบผสมผสานที่มอบความยืดหยุ่นให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทั้งที่บ้าน และในออฟฟิศ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมต่อการทำงานให้สะดวกรวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลได้อย่างปลอดภัย ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพเหมือนกัน

2. อุปกรณ์สำนักงาน และซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ คือ หัวใจของ Hybrid Workplace

ในอนาคตพนักงานทุกคนอาจจะไม่ได้ทำงานในออฟฟิศพร้อมกันอีกต่อไป การทำงานแบบไฮบริด จึงเป็นทางเลือกที่หลายองค์กรชั้นนำของโลกเตรียมนำมาปรับใช้ ควบคู่กับการพัฒนาข้อมูลทางธุรกิจให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลไฟล์ การจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ การใช้ซอฟต์แวร์จัดการไฟล์เอกสารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ อำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายไม่ว่าจะทำงานที่ไหน หรือใช้ซอฟต์แวร์เชื่อมต่ออุปกรณ์สำนักงานอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์กรได้ดี

3. ออฟฟิศ คือศูนย์บัญชาการ

ในรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด ออฟฟิศยังเป็นศูนย์กลางให้พนักงานสามารถเข้ามารวมตัวแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วางแผนงานร่วมกัน แต่คำนึงถึงการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าสูงสุด มีการลดขนาดพื้นที่ออฟฟิศเพื่อประหยัดต้นทุน และผันเงินไปลงทุนเรื่องการนำเทคโนโลยี และโซลูชันที่ทันสมัยมาใช้เพื่อทำให้ธุรกิจคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. Hybrid Workplace จะแข็งแรง ต้องมีระบบป้องกันและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ทุกองค์กรต่างมีข้อมูลที่เป็นความลับ ซึ่งการทำงานนอกออฟฟิศจำเป็นจะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่เป็นภัยต่อองค์กร โดยบริษัทจะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์การทำงานที่รัดกุม ซึ่งการเลือกอุปกรณ์ที่นำมาใช้นอกจากจะช่วยในเรื่องการอำนวยความสะดวกแล้ว ยังต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานอีกด้วย

5. Hybrid Workplace คือคำตอบของ Work Life Balance

คนทำงานยุคนี้ให้ความสำคัญกับ Work Life Balance หรือการจัดการชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัวให้มีความสมดุล การทำงานแบบไฮบริดนับว่าตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ได้อย่างลงตัว ข้อดีของการทำงานแบบไฮบริดคือพนักงานมีอิสระในการออกแบบไลฟ์สไตล์การทำงานของตัวเองให้ยืดหยุ่น การไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันทำให้ลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้มีเวลาเหลือใช้ชีวิตส่วนตัว และดูแลสุขภาพมากขึ้น และผลลัพธ์จากหลายบริษัทชั้นนำระดับโลกยังพิสูจน์แล้วว่าการทำงานแบบผสมผสานทำให้ผลลัพธ์ของงานที่ออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/canon-hybrid-workplace/

Naver ใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะ คุยติดตามผลข้างเคียงจากคนที่ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้ว

Naver แอปแชทในเกาหลีใต้ทำ COVID-19 AI CareCall Service ใช้เสียงผู้ช่วยอัจฉริยะสอบถามผู้ที่ได้รับวัคซีน COVID-19 ไปแล้วว่ามีอาการที่เกิดจากผลข้างเตียงวัคซีนหรือไม่ โดยระบบจะติดตามผู้ที่รับวัคซีนอายุ 75 ปีขึ้นไป เร่ิมใช้งานแล้วในเมืองปูซาน, ซองนัม, ซูวอน และเมืองจอนจู จังหวัดชอลลาเหนือ

เป้าหมายของ COVID-19 AI CareCall Service จะช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากพบอาการเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่จะตรวจสอบผู้ได้รับวัคซีนอย่างละเอียดต่อไป ด้านนายกเทศมนตรีเมืองจอนจู Kim Seung-soo ระบุว่าเตรียมขยายการใช้งานไปยังกลุ่มคนในช่วงอายุอื่นๆ ในระยะต่อไป

No Description
ภาพจาก Naver

ที่มา – Korea Herald

from:https://www.blognone.com/node/122941

Xiaomi โชว์ระบบชาร์จเร็ว HyperCharge 200 วัตต์ ชาร์จแบต 4000 mAh เต็มใน 8 นาที

Xiaomi โชว์คลิปเทคโนโลยีการชาร์จเร็วแบบใหม่ HyperCharge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4000 mAh ได้เต็มภายใน 8 นาที (ชาร์จแบบมีสาย 200 วัตต์) และหากใช้การชาร์จแบบไร้สาย 120 วัตต์ จะใช้เวลา 15 นาที

Xiaomi ยังไม่บอกว่าจะเริ่มนำระบบชาร์จเร็วตัวนี้มาใช้จริงเมื่อใด แต่ในคลิปทดสอบกับ Mi 11 Pro รุ่นปรับแต่ง

No Description

from:https://www.blognone.com/node/122940

Lexar เปิดตัว Lexar Professional CFexpress Type B USB 3.2 Gen 2×2 Reader รุ่นใหม่

Lexar Professional CFexpress Type B

Lexar Professional CFexpress Type B USB 3.2 Gen 2×2 Reader

คุณสมบัติเด่น:
• ส่งมอบประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วไม่ว่าจะเป็นไฟล์วิดีโอ RAW 8K และภาพถ่ายคุณภาพสูง
• ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี USB 3.2 Gen 2×2 เพื่อลดเวลาการรับส่งข้อมูลในเวิร์กโฟลว์
• ความเร็วในการอ่านสูงถึง 1700MB/s 1
• ขนาดกะทัดรัด ดีไซน้เพื่อการพกพา สำหรับช่างภาพและงานถ่ายวิดีโอทุกที่ทุกเวลา
• มาพร้อมสาย USB Type-C to USB Type-A และสาย USB Type-C to USB Type-C ความยาว 30 เซนติเมตร
• ออกแบบมาเพื่อใช้กับการ์ด CFexpress™ Type B โดยเฉพาะ
• การรับประกัน 5 ปี

02

Lexar แบรนด์ชั้นนำของโซลูชันหน่วยความจำแฟลชระดับโลกมีความภูมิใจที่จะเปิดตัว Lexar Professional CFexpress Type B USB 3.2 Gen 2×2 Reader อุปกรณ์สำหรับอ่านข้อมูลจากการ์ดหน่วยความจำ CFexpress Type B สำหรับนักสร้างสรรค์ที่ต้องการความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลแม้ในขณะเดินทาง ออกแบบมาเพื่อใช้กับการ์ดหน่วยความจำ CFexpress Type B โดยเฉพาะ, ช่วยให้คุณนำข้อมูลภาพถ่ายคุณภาพสูงจำนวนมหาศาลและวิดีโอ RAW 8K จากการ์ด CFexpress Type B ไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านทางพอร์ต USB 3.2 Gen 2×2 ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดเวลาขั้นตอนการทำงานของคุณได้ตั้งแต่สถานที่ถ่ายทำไปจนถึงขั้นตอนหลังการถ่ายทำ เครื่องอ่านการ์ดข้อมูลระดับมืออาชีพนี้มีมาพร้อมกับสาย USB Type-C to USB Type-A และสาย USB Type-C to USB Type-C สำหรับการเชื่อมต่อพอร์ตของเครื่องอ่านการ์ดข้อมูลเข้ากับพอร์ตของโน้ตบุ๊กหรือพีซีของคุณด้วยขนาดที่กะทัดรัดและออกแบบมาให้พกพาได้ ช่วยให้คุณนำเครื่องอ่านการ์ดหน่วยความจำเก็บในกระเป๋าเสื้อได้อย่างรวดเร็ว และด้วยฟังก์ชันการทำงานแบบ Plug-and-Play ที่เรียบง่ายทำให้คุณสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใด

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะเปิดตัว Lexar Professional CFexpress Type B USB 3.2 Gen 2×2 Reader
รุ่นใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชั่นเวิร์กโฟลว์ของเรา Lexar มีประวัติอันยาวนานในการพัฒนาโซลูชันเพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเร่งขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ภาคสนามจนถึงขั้นตอนหลังการผลิต ขณะนี้ Professional CFexpress Type B USB 3.2 Gen 2×2 Reader ช่วยให้ช่างภาพและงานถ่ายวิดีโอสามารถใช้ประโยชน์จากการ์ด CFexpress Type B ได้อย่างเต็มที่ด้วยความเร็วในการถ่ายโอนที่รวดเร็วเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น Joel Boquiren ผู้จัดการทั่วไปของ Lexar กล่าว

03

การออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Lexar ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดใน Lexar Quality Labs
ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทดสอบอุปกรณ์ดิจิทัลมากกว่า 1,100 รายการเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพคุณภาพความเข้ากันได้และความน่าเชื่อถือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lexar.com

from:https://notebookspec.com/web/597747-lexar-professional-cfexpress-type-b

ปีนี้มาแน่… Samsung เริ่มผลิตจอ OLED อัตรารีเฟรช 120Hz ให้ iPhone 13 แล้ว

THE ELEC สื่ออิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้รายงานว่า Samsung เริ่มผลิตหน้าจอ OLED ที่มาพร้อมเทคโนโลยี LTPO และมีอัตรารีเฟรช 120Hz สำหรับ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ให้กับ Apple แล้ว ส่วน iPhone 12 mini และ iPhone 12 ได้ใช้หน้าจอจาก LG

ข่าวลือเกี่ยวกับหน้าจอ OLED อัตรารีเฟรช 120Hz ใน iPhone เริ่มแพร่สะพัดมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และเริ่มกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก iPhone 12 ในปัจจุบันทุกรุ่นต่างยังคงใช้หน้าจอ Super Retina XDR ที่มีอัตรารีเฟรช 60Hz ซึ่งยังตามหลังฝั่งมือถือ Android ที่ระดับเรือธงเริ่มต้นกันที่ 90Hz ขึ้นไป แฟน ๆ จึงคาดหวังการมาถึงของพาเนลรุ่นอัปเกรดในอนาคตกันอยู่

ทั้งนี้รายงานล่าสุดระบุว่า Sasmung Display จะเป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตหน้าจอ OLED ที่มาพร้อมเทคโนโลยี LTPO แต่เพียงผู้เดียว เป็นจำนวนทั้งหมดประมาณ 80 ล้านหน่วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้มือถือสามารถแสดงผลด้วยเฟรมเรตที่ยืดหยุ่นและสัมพันธ์กับคอนเทนต์ได้ ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่ไปได้อย่างมาก ก่อนหน้านี้ Apple เคยนำจอภาพชนิดนี้มาใช้ใน Apple Watch Series 4 มาแล้ว

ทางฝั่ง LG Display ได้ส่วนแบ่งในครั้งนี้ราว 30 ล้านหน่วย สำหรับหน้าจอ OLED เทคโนโลยี LTPS ของ iPhone 13 mini และ iPhone 13 รุ่นมาตรฐาน และได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้วเช่นเดียวกัน หลังจากที่ปล่อยให้ Sasmung Display เดินหน้าไปก่อนเป็นเวลา 10 วัน

Samsung และ LG เดินสายการผลิตแผงหน้าจอสำหรับ iPhone เร็วกว่าปีที่แล้ว ตามคำร้องขอจาก Apple เพื่อป้องกันปัญหาชิ้นส่วนขาดแคลนไม่ให้เกิดนเหตุซ้ำรอย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ iPhone 12 ในปีที่แล้วเปิดตัวช้ากว่ากำหนด จากเดือนกันยายน ขยับไปเดือนตุลาคม

นอกจากนี้มือถือในซีรีส์ iPhone 12 ที่จะยังคงวางจำหน่ายต่อไปภายหลังจากการมาถึงของ iPhone 13 ในอนาคตนั้น ทำให้ทั้ง Samsung และ LG ยังคงต้องผลิตหน้าจอสำหรับสมาร์ทโฟนดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยทั้งสองบริษัทตั้งเป้ายอดส่งมอบรวมทั้งหมดเอาไว้ที่ 120 – 130 ล้านหน่วย และ 50 ล้านหน่วย ตามลำดับ ทาง BOE อาจมีส่วนร่วมด้วยนิดหน่อย ประมาณ 9 ล้านหน่วย

 

ที่มา : The Elec

from:https://droidsans.com/samsung-begin-120hz-ltpo-oled-production-iphone-13/

Gen Z ใช้ “ความซื่อตรง” และ “เป็นตัวของตัวเอง” มาเป็นตัวช่วยสำคัญในการออกเดต

เรื่องของความรักนั้น หากเป็นแบบที่ต้องโดนจับคลุมถุงชนหรือคบกันด้วยความไม่สบายใจ คงไม่ใช่คนยุค Gen Z ต่อไปอีกแล้ว เพราะคนยุคนี้จะรวดเร็วในการคบหา คาดหวังเรื่องอนาคต ใช้อารมณ์ความรู้สึกมาเป็นตัวตัดสินใจมากกว่าการค่อยๆ จีบแบบใช้เวลานานๆ

Tinder แอปพลิเคชั่นหาคู่ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี ซึ่งเทรนด์ในการออกเดทในทศวรรษหน้ามีการเปลี่ยนแปลงและหัวใจสำคัญของการออกเดตของวัย Gen Z ในปัจจุบันคือ จะต้องมีความซื่อตรง และมีความเป็นตัวเองมากขึ้นในการหาคู่

ทั้งนี้ คน Gen Z เชื่อในความรู้สึกของตัวเอง เป็นคนที่มีความจริงใจ และมีความเปราะบางจากตัวตนของพวกเขา นั่นเพราะว่าพวกเขาเปิดเผยตัวเองว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และตอนนี้กำลังเผชิญกับเรื่องอะไรอยู่ ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ช่วยให้หลายคนมีมุมมองต่าง ๆ ที่ชัดมากขึ้น และการใช้แอปพลิเคชั่นในการสื่อสารกับคนแปลกหน้า กลายเป็นช่องทางสื่อสารที่ชาว Gen Z คุ้นชินและไม่กลัวที่จะเปิดใจและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง

เคล็ดลับเปิดเผยตัวตนอย่างไรไม่ให้บ้ง

เรื่องของการแสดงตัวตนเป็นสิ่งที่ทั้งหญิงและชายยังมีความกังวลอยู่บ้างว่า หากเจอคนที่ตนเองถูกใจหรืออยากพูดคุยด้วย แต่ถ้าเราแสดงออกความเป็นตัวตนมากเกินไป จะทำให้เป็นที่ไม่ชื่นชอบหรือไม่ จึงเลือกที่จะปิดบังตนเอง แต่เรามีเทคนิคในการสื่อสารกับคนแปลกหน้ามาแนะนำ

ภาพลักษณ์บนโลกโซเชียล

แน่นอนว่ารูปภาพสวยๆ มีความจำเป็นในการสร้างความประทับใจแรก ดังนั้นคุณควรแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกไป แต่ด้านดีที่สวยงามนั้นควรอยู่บนความเป็นจริง การเลือกรูปที่ช่วยให้คนอื่นรู้ว่าคุณคือใคร เช่น ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง รักการปีนเขา ก็ควรแสดงตัวตนของคุณผ่านรูปภาพตอนทำกิจกรรมนั้น หรือหากคุณชอบเล่นกีฬาชนิดใดก็ลองเลือกรูปที่เกี่ยวกับกีฬานั้น

การแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณผ่านรูปภาพเพื่อให้คนอื่นๆ ได้เห็นตัวคุณในด้านที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด และอย่าลืมสร้างลูป (Loop) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะแสดงให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะเฉพาะของตัวคุณ และหากคุณชอบเล่นเซิร์ฟสเก็ต ก็สร้างลูปวนไป

การยืนยันรูปภาพ

คุณคงอยากรู้ว่ารูปของคนที่มีโอกาสจะมาเป็นคู่แมตช์กับคุณนั้นใช้รูปจริงหรือไม่ ดังนั้น ลองเช็คว่ารูปภาพของคุณมีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้าแล้วหรือยัง การยืนยันรูปภาพเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถแสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง และเพื่อที่สมาชิกคนอื่นๆ จะเกิดความเชื่อใจถึงความเป็นตัวตนจริงของคุณ สมาชิกที่มีการยืนยันรูปโปรไฟล์เรียบร้อยแล้วจะมีคนกด Likes มากกว่าคนที่ไม่มี

สร้าง Bio ให้น่าสนใจ

หมดยุคของการเขียน Bio รูปแบบเก่า เพราะมันจะทำให้คุณดูน่าเบื่อ และไม่ใช่ตัวตน ดังนั้น ใช้ประโยชน์ของ Bio ในการโพสต์คำถาม แชร์เรื่องตลกๆ หรือแปลกๆ ของตัวคุณเอง เขียนถึงตัวเองว่าคุณเป็นใคร ชอบอะไร เช่น เขียนว่า “ตอน ป.3 ฉันดูดราก้อนบอลทุกวันเลย” หรือ “อยากลองไปร้านอาหารอินเดียเปิดใหม่ในกรุงเทพฯจังเลย มีใครสนใจไปด้วยกันก็ส่งเมสเซจมานะ” ซึ่งการเขียนแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ได้

บอก Passions ของคุณ

ก่อนอื่นจงซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง และลองลงลึกไปในสิ่งที่คุณรู้สึกว่ามีแพสชั่นกับเรื่องนั้นมากจริงๆ ไม่ควรเลือกแพสชั่นเพื่อเรียกร้องความสนใจการเลือกแพสชั่นมีความสำคัญกับคุณและหมั่นอัปเดตแพสชั่นในแง่มุมต่างๆ บ่อยขึ้นด้วยนะคะ

โดย 5 แพสชั่นที่ชาว GEN Z เลือกแชร์ คือ ดนตรี ท่องเที่ยว ภาพยนตร์ กาแฟ และ เน็ตฟลิกซ์ หากคุณเป็นคนรักสัตว์เลี้ยงก็ไม่ต้องนอยด์ จงเลือกประเภทของคนรักสัตว์ไปอย่างซื่อตรง เพราะว่าคนรักสัตว์เลี้ยงก็ติดอันดับยอดนิยมในกลุ่มคนที่กำลังหาคู่เดตชาวไทยเช่นกัน โดยทาสแมวอยู่ในอันดับที่ 11 และ ทาสน้องหมา ติดอันดับที่ 12 แพสชั่นคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงได้ดีที่สุด ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะอัปเดต Passions บ่อยๆ เพราะว่าแพสชั่นของเราอาจเปลี่ยนได้ตลอด

เชื่อมต่อกันผ่านเสียงดนตรี

ดนตรีสามารถเชื่อมต่อผู้คนและวัฒนธรรม คน Gen Z ให้ความสำคัญกับเรื่องของความรู้สึกและการใช้ดนตรีเป็นวิธีที่แสดงออกให้คนอื่นได้เห็นถึงตัวตนและแสดงถึงความรู้สึกของพวกเขา หลายคนสร้างเพลย์ลิสต์เพลงโปรดและแชร์ให้คนอื่นได้รู้ จากการสำรวจข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปีมีการฟังเพลงจากเพลย์ลิสต์ มากถึง 45% และมีคนที่บอกว่ารู้สึกสบายใจที่ได้แชร์ความรู้สึกเศร้า สับสนสงสัยในตัวเอง และความเหงาผ่านบทเพลงถึง 49%

เรื่องของพฤติกรรมและความชอบของแต่ละคนมักมีความแตกต่างไปด้วยอายุ ช่วงเวลา และสังคม ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนไปชื่นชอบกิจกรรมอะไรที่ไม่เหมือนเดิม ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกและยังเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจด้วยนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/tinder-gen-z-themself?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tinder-gen-z-themself

Thailand Mobile EXPO 2021 เลื่อนจัดงาน จากวันที่ 3 – 6 มิถุนายน 2564 ออกไปไม่มีกำหนด

หมกรรมโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ Thailand Mobile EXPO หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า TME ประกาศเลื่อนจัดงานระหว่างวันที่ 3 – 6 มิถุนายน 2564 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ละบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ยังไม่ทุเลาลง

TME 2021 ในปีนี้ ถูกเลื่อนการจัดงานมาครั้งหนึ่งแล้ว จากเดิม 4 – 7 มีนาคม 2564 เป็น 3 – 6 มิถุนายน 2564 จากพิษของ COVID-19 และสำหรับครั้งนี้ถือเป็นหนที่สองด้วยสาเหตุเดิม ซึ่งยังไม่มีการประกาศรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมรวมถึงกำหนดการจัดงานครั้งใหม่ด้วย

หากมีความคืบหน้าอย่างไร ทาง DroidSans จะมาอัปเดตให้ทราบต่อไปครับ

 

ที่มา : Thailand Mobile EXPO

from:https://droidsans.com/thailand-mobile-expo-2021-postpone/