LINE PC จะล็อกอินด้วยเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ หลังวันที่ 27 พฤษภาคม 2564

LINE ประกาศแจ้งเตือน ว่าจะยุติการล็อกอินเข้าใช้งาน LINE PC ด้วยเบอร์โทรศัพท์ หลังวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ซึ่งแนะนำให้ผู้ที่สมัคร LINE ผ่าน PC ด้วยเบอร์โทร ย้ายบัญชีไปบนระบบสมาร์ทโฟน ซึ่งจะต้องล็อกอินด้วยชื่ออีเมล หรือผ่าน QR Code เท่านั้น

วิธีการโอนย้ายข้อมูลบัญชี LINE ด้วยหมายเลขโทรศัพท์

ก่อนโอนย้ายข้อมูลบัญชี LINE ด้วยหมายเลขโทรศัพท์ กรุณาตรวจสอบ 4 ข้อดังต่อไปนี้
– ตรวจสอบหรือเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียน
– ตรวจสอบหรือลงทะเบียนอีเมลแอดเดรส
– ตรวจสอบหรือตั้งค่ารหัสผ่าน
– สำรองข้อมูลประวัติการแชท

เมื่อตรวจสอบ 4 ข้อข้างต้นเรียบร้อยแล้ว กรุณาโอนย้ายบัญชี LINE ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. เปิดแอปพลิเคชัน LINE บนอุปกรณ์เครื่องใหม่ > เลือกที่ “เข้าสู่ระบบ
2. เลือกที่ “เข้าสู่ระบบด้วยหมายเลขโทรศัพท์
3. เลือกประเทศ, กรอกหมายเลขโทรศัพท์ > เลือกที่ “
4. กรอกรหัสยืนยันที่ระบุอยู่ในข้อความ SMS ที่ได้รับ
* อุปกรณ์บางรุ่นจะกรอกรหัสยืนยันและไปยังขั้นตอนถัดไปให้โดยอัตโนมัติ
5. เลือกที่ “ใช่แล้ว นี่คือบัญชีของฉัน
6. กรอกรหัสผ่าน > เลือกที่ “
7. เลือกว่าจะเรียกคืนประวัติการแชทหรือไม่ > เลือกที่ “ตกลง
* LINE บนอุปกรณ์ก่อนหน้านี้จะใช้งานไม่ได้ หากต้องการเรียกคืนข้อมูลประวัติการแชท กรุณาสำรองข้อมูลที่อุปกรณ์เครื่องเก่าก่อนดำเนินการขั้นตอนนี้
8. ตรวจสอบการตั้งค่าการเพิ่มเพื่อน (เพิ่มจากสมุดโทรศัพท์) > เลือกที่ “
9. ตรวจสอบหน้าจอขอความร่วมมือเกี่ยวกับการนำข้อมูลผู้ใช้ไปพัฒนาปรับปรุงบริการ
* บางกรณีหน้าจอนี้อาจไม่แสดง ขึ้นอยู่กับสถานะการใช้งาน

The post LINE PC จะล็อกอินด้วยเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ หลังวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 first appeared on 9TANA : Tech Channel !!.
from:https://www.9tana.com/node/line-pc-login-with-phone-number/

Stack แอปสแกนเอกสาร ใบเสร็จ พร้อมดึงข้อมูล, แปลงเป็น PDF ให้เลย

กูเกิลเปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่ ในชื่อ Stack เป็นแอปประเภทช่วยสแกนเอกสาร ที่ไม่ใช่การสแกนแบบธรรมดา แต่ยังสามารถอ่าน หรือดึงข้อมูลจากในเอกสาร/ใบเสร็จต่างๆ ให้ออกมาเก็บบันทึกไว้ได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนแปลงเอกสารที่สแกนให้อยู่ในรุปแบบของไฟล์ PDF

ซึ่งในขณะนี้ Stack ยังมีเฉพาะในเวอร์ชั่นของ Android สำหรับ iOS รอกันอีกนิดครับ

ดาวน์โหลดแอปสแกนเอกสาร Stack

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

The post Stack แอปสแกนเอกสาร ใบเสร็จ พร้อมดึงข้อมูล, แปลงเป็น PDF ให้เลย first appeared on 9TANA : Tech Channel !!.
from:https://www.9tana.com/node/stack-scan-google/

5 เช็คลิสต์เลือกหูฟังไร้สายชิ้นแรกในชีวิต เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า ครบเครื่อง คุ้มราคา

ถ้าเป็นสักปีสองปีก่อน คนใช้สมาร์ทโฟนทั่วไปอาจยังรู้สึกว่าหูฟังแบบมีสายคือเซฟโซน เพราะเชื่อมต่อได้เสถียรแน่ๆ มีไมค์ที่ได้ยินชัด ราคาก็เข้าถึงได้ในหลักไม่กี่ร้อย ยุคนั้นหูฟังแบบ True Wireless เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดและวางขายด้วยราคาที่สูงขึ้นมาอีกหนึ่งหลัก ทำให้ผู้บริโภคยังลังเลใจว่าจะลงทุนซื้อความสะดวกสบายนั้นเลยดีไหม

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สมาร์ทโฟนเริ่มลดพอร์ตการเชื่อมต่อลง และพอร์ตแรกที่ถูกนำออกไปก็คือ headphone jack ขณะเดียวกันนั้นหูฟัง True Wireless ก็แพร่หลายมากขึ้นและมีวางจำหน่ายในราคาที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้อย่างไม่ยากเย็น ทุกองค์ประกอบข้างต้นคงทำให้หลายคนกำลังมองหาหูฟังไร้สายชิ้นแรกในชีวิต

แต่หากยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกอย่างไรให้มั่นใจว่าคุ้มสุด ฟินสุด ใช้งานได้ยาวๆ แบบไม่ต้องมานั่งเสียดายภายหลัง ลองดูเช็คลิสต์ 5 ข้อต่อไปนี้ แล้วติ๊กไปพร้อมกันเลย

Huawei Freebuds 4i

1.       ต้องตัดเสียงรบกวนได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม

ชาวออฟฟิศน่าจะเคยเป็นกันหลายคน เวลาที่ห้องประชุมทุกห้องเต็ม จนต้องนั่งประชุมอยู่ที่โต๊ะของตัวเองกลางออฟฟิศ หรือเวลาออกไปทำงานข้างนอกในที่สาธารณะ แต่เสียงคุยจ้อกแจ้กของคนอื่นก็ทำคุณไม่มีสมาธิฟังเอาเสียเลย ทางเดียวที่จะช่วยได้คือหูฟังต้องมีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มักจะมากับราคาที่ทำให้คิดหนัก แต่ในปี 2021 นี้ การันตีได้ว่ามีหูฟังไร้สายราคาไม่แรงที่มีเทคโนโลยี Active Noise Cancellation ให้เลือกมากขึ้น แนะนำว่าลองหาที่ราคาไม่เกิน 3,000 บาท จะถือว่ากำลังดีสำหรับคนที่เริ่มซื้อหูฟังไร้สายคู่แรก

ล่าสุดหัวเว่ยเพิ่งเปิดตัว HUAWEI FreeBuds 4i ออกมาในราคาเพียง 2,799 บาท โดยมีโหมด Active Noise Cancellation หรือ ANC ที่สามารถตรวจจับเสียงรบกวนภายนอกต่างๆ และใช้ AI กรองออกไป เพื่อให้เสียงที่ได้ยินมีความคมชัด ปราศจากเสียงกวนใจ และเมื่อใดที่เพื่อนเรียกก็สามารถเปิดโหมดการรับรู้ (Awareness Mode) ได้ง่ายๆ เพียงแตะค้างที่ก้านหูฟังเท่านั้นเอง

2.       สนุกกับเสียงเพลง แบบเต็มอิ่มทุกบีทและเมโลดี้

ใครที่มองหาหูฟังก็คงมีเป้าหมายหลักคล้ายๆ กัน คืออยากฟังเพลงด้วยคุณภาพเสียงที่ดี และเมื่อหูฟังแบบ True Wireless ไม่มีสายเชื่อมกับสมาร์ทโฟนอีกต่อไปแล้ว ตัวหูฟังจึงยิ่งต้องได้รับการออกแบบอย่างละเอียดลออ เพื่อให้เสียงคมชัดและเก็บรายละเอียดทุกองค์ประกอบของดนตรีได้ดีที่สุดโดยไม่เสียดายทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป ยิ่งทุกวันนี้วิวัฒนาการของเพลงป๊อบยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น หูฟังราคาหลักพันจึงควรสร้างประสบการณ์ดนตรีเต็มรูปแบบให้ได้มากที่สุดจึงจะเรียกว่าคุ้ม

หูฟังที่ให้เสียงที่มีคุณภาพต้องประกอบด้วยไดรเวอร์ที่ช่วยให้สามารถถ่ายทอดเสียงเบสที่ทรงพลัง และไดอะแฟรมที่ยืดหยุ่นพอที่จะตอบสนองต่อการสั่งการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกองค์ประกอบในเพลงมีความชัดเจนพอเหมาะ ผู้ฟังจึงสามารถดื่มด่ำกับเสียงได้อย่างเต็มที่ที่สุด สำหรับ HUAWEI FreeBuds 4i นั้นมี
ไดนามิกไดรเวอร์ขนาด 10 มม. ให้แอมพลิจูดที่กว้าง และมีไดอะแฟรมที่ทำด้วยโพลีเมอร์ PEEK+PU จึงทำให้ผู้ใช้สามารถฟังเพลงได้รายละเอียดมากขึ้น นอกจากนั้นวิศวกรยังปรับจูนให้หูฟังประมวลผลเสียงเครื่องดนตรี จังหวะ และเสียงร้องได้เข้ากับความถี่ของเพลงป๊อบมากขึ้น เพื่อให้ตรงความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งลงทุนซื้อหูฟัง TWS ครั้งแรกอีกด้วย

3.       ควบคุมได้ง่าย ไม่ต้องสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน

เวลาเดินทางด้วยรถสาธารณะ หากต้องหยิบสมาร์ทโฟนมาเปลี่ยนเพลง รับโทรศัพท์ หรือปรับเสียงดัง-เบา ก็อาจเสี่ยงทำตก ทำหาย หรือเกิดความยุ่งยากแบบไม่จำเป็น ผู้ผลิตสมาร์ทดีไวซ์จึงหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้ผู้ใช้หูฟังไม่จำเป็นต้องถือสมาร์ทโฟนเอาไว้ในมือ ซึ่งก็คือการควบคุมสิ่งต่างๆ ที่ตัวหูฟังเองด้วยการสัมผัสนั่นเอง เช่น HUAWEI FreeBuds 4i เมื่อแตะ 2 ครั้งก็จะสามารถเล่น/หยุดเพลง และรับ/วางโทรศัพท์ได้ หรือเมื่อแตะก้านหูฟังค้างไว้ครู่หนึ่งก็จะสามารถเปลี่ยนระหว่างโหมด ANC และ Awareness ได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตามเวลาเลือกหูฟังจึงต้องศึกษาให้ดีก่อนซื้อ ว่าวิธีการควบคุมหูฟังเป็นอย่างไร ส่วนตัวแล้วใช้ได้ถนัดหรือไม่ เพื่อให้หูฟังเป็นไอเทมที่จะทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นได้มากที่สุด

4.       ใส่สบาย ง่ายต่อการพกพา

HUAWEI Freebuds 4i

หูฟังไร้สายทุกวันนี้ก็มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแบบที่สวมใส่ธรรมดา หรือแบบที่มีจุกซิลิโคนอินเอียร์ และเริ่มมีแบบที่ให้ปลอกซิลิโคนขนาดแตกต่างกันมาหลายๆ ขนาด เพื่อให้เข้ากับสรีระของแต่ละคนได้มากขึ้นโดยไม่หลุดง่ายๆ ก่อนเลือกจึงต้องรู้ให้ชัดว่าตนชอบใส่หูฟังแบบไหน อีกอย่างคือต้องสังเกตนิสัยการพกของใช้ไปตามที่ต่างๆ ของตนเอง บางคนชอบถือกระเป๋าใบเล็กๆ จึงต้องหาหูฟังที่เคสเล็กพอจะใส่กระเป๋า crossbody หรือกระเป๋ากางเกงได้ ส่วนใครที่พกกระเป๋า tote bag ใบใหญ่ไม่ควรใช้หูฟังที่ขนาดเล็กจนหายากเกินไปหรือเสี่ยงต่อการทำหาย

HUAWEI FreeBuds 4i ออกแบบมาให้ขนาดปานกลาง เป็นขนาดที่พอดีมือคล้ายตลับแป้งของสาวๆ ทำให้ทั้งพกพาสะดวกและหาเจอในกระเป๋าได้อย่างง่ายดาย และตัวหูฟังก็ได้รับการออกแบบโดยผ่านการทดสอบหลายรอบให้เป็นดีไซน์อินเอียร์ขนาดเล็กที่สามารถใส่ได้แบบสบายหู ไม่หลุดง่าย รวมถึงแถมปลอกซิลิโคนมาด้วย 3 ขนาด เพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้ตามสรีระของแต่ละคน

5.       ต่อให้ไม่มีเวลา ก็ชาร์จไวไปต่อได้ทั้งวัน

เมื่อเทียบกับหูฟังมีสายแล้ว จริงอยู่ที่ภาระที่เพิ่มขึ้นมาคือการชาร์จไฟ หากแบตหมดกลางทางแล้วไม่มีหูฟังสำรองก็อาจทำให้เซ็งจากการอดฟังเพลงโปรดได้ คุณสมบัติในด้านของแบตเตอรี่จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง สรุปง่ายๆ คือ หนึ่ง หูฟังต้องแบตอึดฟังได้นาน สอง ต้องชาร์จได้ไว ให้ฟังต่อได้อีกสักพักใหญ่ แม้ไม่มีเวลาชาร์จจนเต็ม

หูฟังบางรุ่นเมื่อชาร์จเพียงไม่นานก็ใช้ฟังต่อได้ยาวๆ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยรถยนต์ แหล่งท่องเที่ยวฮิตๆ อย่างหัวหินน่าจะใช้เวลาจากกรุงเทพอย่างน้อย 4 ชั่วโมง สมมติว่าลืมชาร์จก่อนนอนทำให้ต้องรีบชาร์จระหว่างทำธุระส่วนตัวก่อนออกจากบ้าน ถ้าใช้ HUAWEI FreeBuds 4i ก็จะอุ่นใจได้เพราะรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว เพียง 10 นาที ก็จะสามารถฟังต่อได้อีกถึง 4 ชั่วโมง หากชาร์จเต็ม จะสามารถฟังต่อเนื่องแบบปิด ANC ได้ถึง 10 ชั่วโมง และเมื่อใช้กับเคสชาร์จ จะฟังได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเวลาเลือกซื้อผู้ใช้สามารถดูเวลาสูงสุดในกรณีต่างๆ ที่หูฟังสามารถทำงานต่อเนื่องได้ และประเมินง่ายๆ เทียบกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของตนเอง

HUAWEI FreeBuds 4i วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Ceramic White, Carbon Black และ Red Edition มาในราคาสุดคุ้มที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ เพียง 2,799 บาท แถมยังมาพร้อมความพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ซื้อ HUAWEI FreeBuds 4i ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 4 เมษายน 2564 รับทันที HUAWEI FreeBuds 4i CASE สีดำ มูลค่า 299 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Online StoreShopeeLazada และ JD Central หรือสามารถตามไปอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่นี่

from:https://www.mobileocta.com/5-checklist-choose-the-first-wireless-headphones-of-your-life/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-checklist-choose-the-first-wireless-headphones-of-your-life

Linksys จับมือ Banana และ Studio 7 เอาใจสาวกชาบูน้องกวิ้น Penguin Eat Shabu จัดโปรรับซัมเมอร์ “เน็ตฟิน! กินฟรี!” ซื้อ Mesh WiFi 6 ราคาพิเศษแถมกินบุฟเฟ่ต์ชาบูฟรี!

ลิงค์ซิส (Linksys) แบรนด์ชั้นนำเรื่องอุปกรณ์เน็ตเวิร์คภายในบ้าน (Connected Home) ของเบลคิน อินเตอร์เนชันแนล (Belkin International) และบริษัท ฟอกส์คอน อินเตอร์คอนเน็ค เทคโนโลยี (Foxconn Interconnect Technology: FIT) ที่ได้ควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน 

ล่าสุดได้ร่วมกับร้านค้าไอทีชั้นนำอย่าง Banana และ Studio 7 จัดแคมเปญโปรโมชั่นสุดฮอตรับซัมเมอร์ “เน็ตฟิน! กินฟรี!” เอาใจสาวกสายบุฟเฟ่ต์ชาบูพรีเมี่ยมน้องกวิ้น  ง่ายๆ เพียงซื้อ Linksys Mesh WiFi 6 Router รุ่นที่กำหนด ก็รับความพิเศษ 2 ต่อแบบไม่ต้องลุ้น ต่อแรก รับส่วนลดในการซื้อทันทีสูงสุด 15% ต่อที่สอง รับฟรี!! บัตรทานบุฟเฟ่ต์ชาบูพรีเมี่ยมน้องกวิ้นชื่อดังที่ร้าน Penguin Eat Shabu มูลค่าสูงสุด 2,229 บาท

ตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหาเราเตอร์คุณภาพระดับสากลที่จะช่วยขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้แรงเต็มสปีดทั่วบ้าน รองรับการใช้งานช่วงวันหยุดยาว จะสตรีมเกมส์ ฟังเพลง โหลดหนังดูก็ราบรื่นไม่สะดุด สามารถใช้โปรโมชั่นนี้ได้ที่ร้าน Banana และ Studio 7 ทุกสาขา (สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะการซื้อที่หน้าร้านเท่านั้น ไม่ร่วมรายการสำหรับการสั่งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์) ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายนนี้เท่านั้น

รายละเอียดสินค้าในโปรโมชั่นนี้:

Linksys
  • Linksys Velop MX5300 ราคาพิเศษ 10,990 บาท จากราคาปกติ 12,990 บาท รับฟรี!! บัตรทานบุฟเฟ่ต์ชาบูพรีเมี่ยมน้องกวิ้น 1 ใบ มูลค่า 743 บาท
  • Linksys Velop MX8400 ราคาพิเศษ 12,490 บาท จากราคาปกติ 13,990 บาท รับฟรี!! บัตรทานบุฟเฟ่ต์ชาบูพรีเมี่ยมน้องกวิ้น 2 ใบ มูลค่า 1,486 บาท
  • Linksys Velop MX12600 ราคาพิเศษ 16,990 บาท จากราคาปกติ 18,990 บาท รับฟรี!! บัตรทานบุฟเฟ่ต์ชาบูพรีเมี่ยมน้องกวิ้น 3 ใบ มูลค่า 2,229 บาท

ดูรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Linksys Thailand

from:https://www.mobileocta.com/linksys-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-banana-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-studio-7-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%8a/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=linksys-%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad-banana-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0-studio-7-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%258a

AIS อุ่นใจCyber ออกโรงเตือนสติคนไทย เสี่ยงผิด พรบ.คอมฯ เช็คให้ชัวร์ก่อนแชร์ ในวันโกหก (April Fools’ Day) 1 เมษายน

จุดเริ่มต้นของวันโกหก ตรงกับวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี หรือที่เรียกกันติดปากกันว่า “เมษาหน้าโง่” บางแห่งเล่าว่าเดิมทีวันฉลองปีใหม่ของชาวยุโรปคือวันที่ 1 เมษายน คล้ายๆ วันสงกรานต์ของบ้านเราที่นับว่าเป็นวันปีใหม่ไทย แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการกำหนดวันปีใหม่ขึ้นอีกครั้งเป็นวันที่ 1 มกราคม แต่ด้วยปัญหาเรื่องการสื่อสารยังคงทำให้ประชาชนบางส่วนไม่ทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงทำให้มีการจัดวันปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ทำให้เกิดการล้อเลียนว่าเป็น “เมษาหน้าโง่” และกลายเป็นวันที่คนทั่วโลกมักจะแกล้งกันด้วยการโกหกเรื่องต่างๆ กับกลุ่มเพื่อนนั่นเอง

ทำให้ในปัจจุบันที่โลกออนไลน์กลายเป็นแหล่งรวมข้อมูล ที่มีทั้งจริงและปลอม ปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอม หรือการโกหกหลอกลวงกันบนโลกออนไลน์ จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาสังคมที่ถูกยกเป็นวาระแห่งชาติที่มีการระดมหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยกันหาวิธีการรับมือ เพราะผลกระทบจากการโกหกหลอกลวงกันบนโลกออนไลน์ ที่เดิมถูกมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่วันนี้สามารถสร้างผลกระทบตั้งแต่ความเข้าใจผิดในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการกลั่นแกล้งหลอกลวงจากการฉวยโอกาสของมิจฉาชีพ และอาจนำมาซึ่งการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ได้อีกด้วย

AIS

AIS อุ่นใจCyber ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ออนไลน์อย่างถูกวิธี ในฐานะเพื่อนคู่คิดดิจิทัลของคนไทย จึงขอเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญร่วมเตือนคนไทยให้ใช้ออนไลน์อย่างมีสติ ไม่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมกับเช็คข้อมูลให้ชัวร์ก่อนส่งต่อเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 1 เมษายน เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ปี 2560” ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ โดยการนําเข้าข้อมูลมีความบิดเบือน เป็นความจริงบางส่วน หรือไม่เป็นความจริงทั้งหมด โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน มีโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ส่งต่อมีอัตราโทษเท่ากัน  รวมถึง “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 มาตรา 9 (3)” ที่ว่าห้ามเสนอข่าวที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือทั่วราชอาณาจักรมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ AIS อุ่นใจCyber ได้จัดทำวีดีโอชุด Fool’s Day ไม่ Foolish https://youtu.be/gdYw5xyqVWw เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการใช้ออนไลน์อย่างมีสติ และสามารถติดตามกิจกรรมและการใช้งานอินเตอร์เน็ต สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัยได้ที่ Facebook : AIS Sustainability

from:https://www.mobileocta.com/ais-aunjai-cyber-warns-thai-people/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-aunjai-cyber-warns-thai-people

Vivo Y72 5G วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ จัดเต็มครบทุกฟีเจอร์เด็ด พร้อมเชื่อมต่อ 5G ทุกที่ ทุกเวลา ราคา 9,999 บาท

Vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศวางจำหน่าย Vivo Y72 5G สมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดจากตระกูล Y Series อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ที่ราคา 9,999 บาท หลังจากที่เปิดตัวในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ในงาน Exclusive Online Launch พร้อมปล่อยโปรโมชันพิเศษให้สั่งจองล่วงหน้าไปแล้วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Vivo Y72 5G

Vivo Y72 5G มาพร้อมกับเทคโนโลยีรองรับการเชื่อมต่อ 5G พร้อมแนวคิด ‘5G เข้าถึงทุกที่ ทุกเวลา’ เพื่อมอบประสบการณ์สุดลื่นไหลในทุกสถานการณ์ เก็บทุกภาพความประทับใจด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพได้คมชัดทุกท่วงท่า เลนส์มุมกว้างพิเศษ Super Wide-Angle (120 องศา) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพได้กว้างสะใจทุกองศา และเลนส์ Super Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สร้างสรรค์สิ่งเล็กๆ รอบตัวให้มีชีวิตชีวามากขึ้น

พร้อมรองรับฟีเจอร์ Super Night ModeSuper Night Selfieโหมดกันสั่น EIS และEye Autofocus พร้อม RAM 8GB พร้อมทำงานด้วยชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 700 รุ่นล่าสุด เต็มที่กับทุกกิจกรรมตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ 5,000 มิลลิแอมป์ พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 18W มีให้เลือกสองสี ได้แก่ Graphite Black และ Dream Glow สวยโดดเด่น เปล่งประกายหลากหลายมิติ

Vivo Y72 5G เปิดให้เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศพร้อมรับฟรี! ของแถมสุดพิเศษ Bluetooth body weight scale มูลค่า 1,099 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://www.vivo.com/th

from:https://www.mobileocta.com/vivo-y72-5g-is-officially-released-today/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-y72-5g-is-officially-released-today

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ Windows 10 ย้ายข้อมูลทั้งระบบใน 9 step และวิธีเลือกใช้ SSD!

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุด ในกรณีที่คุณจะต้องอัพเกรดระบบหรือแก้ไขปัญหาการบูตเครื่องที่ล่าช้า รวมถึงเมื่อเกิดปัญหาด้านฮาร์ดแวร์บนคอมที่คุณใช้ รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้ SSD ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน โดยในบทความนี้ เราจะแนะนำการเตรียมข้อมูลและคอมของคุณให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยน Harddisk และ SSD สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพ และเร่งความเร็วให้กับคอม รวมถึงแนะนำการเลือกซื้ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และไม่ซับซ้อน รวมถึงคุณสามารถทำได้เอง ปลอดภัย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างช่างอีกด้วย

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

ทำไมต้องเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

ทำไมต้องเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ คำตอบก็อยู่ในความต้องการของผู้ใช้แต่ละบุคคล เพราะมีทั้งเรื่องความเร็วที่ลดลง ซอฟต์แวร์ต้องการใช้งาน Storage ที่ดีขึ้น หรือบางครั้งอยากจะให้ทำงานได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ บางคนก็อาจจะมองว่าประสิทธิภาพในการทำงานสำคัญกว่า ค่าใช้จ่ายของ SSD ก็ลดลงกว่าแต่ก่อน ราคาถูกลง รวมถึงบางคนอาจจะต้องการความเร็วในการตอบสนอง เช่น เปิดเครื่องไว ติดตั้งโปรแกรมได้เร็ว โอนถ่ายข้อมูลในเวลาสั้นๆ หรืออื่นๆ แต่สำหรับบางคนก็ยังชื่นชอบความเป็นฮาร์ดดิสก์อยู่เหมือนเดิม ส่วนหนึ่งเพราะใช้ระบบเก่า อัพเกรดไปก็อาจจะไม่ได้เร็วขึ้นมากนัก หรือบางคนมีข้อมูลสำคัญ อยากจะให้ความมั่นใจในข้อมูลและงานเป็นหลัก รวมถึงจ่ายน้อย แต่ได้ความจุเยอะกว่า สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและความต้องการของแต่ละบุคคล

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์
  1. 5 อาการเตือนได้เวลาเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์
  2. ตรวจเช็คสุขภาพฮาร์ดดิสก์ด้วยตัวเอง
  3. ย้ายข้อมูลอย่างไร?
  4. ควรก็อปปี้สำรองไฟล์ใดบ้าง
  5. โปรแกรมเสริม ช่วยย้ายข้อมูลฮาร์ดดิสก์
  6. เลือกฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ดีกว่า?
  7. การเลือก SSD
  8. ความจุ SSD เท่าใดถึงเหมาะ
  9. เลือก Interface SSD แบบใด

5 อาการเตือนได้เวลาเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์
  1. เปิดเครื่องช้า กว่าจะเข้าวินโดว์ได้นานผิดปกติ แบบนี้ไม่ดีแน่ แม้จะแก้ไขได้ ด้วยการจัดการ Startup แต่บางครั้ง อายุการทำงานของฮาร์ดดิสก์ ก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น
  2. ก็อปปี้ ย้ายไฟล์ใช้เวลานาน งานนี้เป็นปัญหาสากล เพราะความเร็วเดิม ที่อาจจะเร็วกับไฟล์ขนาดเล็ก แต่พอเจอไฟล์ขนาดใหญ่ จำนวนมากหรือไฟล์ที่ถูกบีบอัด ก็ทำให้ความเร็วลดลงอย่างน่าใจหายได้
  3. ระบบหน่วงเป็นพักๆ ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่เริ่มเต็ม จนทำให้ระบบไม่สามารถ Swap file ได้คล่องตัวมากนัก การเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ให้ความจุมากขึ้น ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี
  4. มีอาการจอฟ้าบ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นปัญหาจากความผิดปกติหรือการเกิด Bad sector ซึ่งไม่เพียงจะทำให้ทำงานสะดุด แต่อาจส่งผลต่อไฟล์ระบบ และข้อมูลที่ทำอยู่เสียหายไปด้วย
  5. พื้นที่ไม่พอติดตั้งโปรแกรมหรือเก็บข้อมูล ก็ต้องแก้ด้วยการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ตัวเก่าหรือเพิ่มฮาร์ดดิสก์ใหม่เข้าไป ขึ้นอยู่กับว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานและคอมของคุณพร้อมเพียงใด

ตรวจเช็คสุขภาพฮาร์ดดิสก์ด้วยตัวเอง

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

โปรแกรม HD Tune ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมที่สำหรับใช้ทดสอบฮาร์ดดิสก์เท่านั้น แต่ยังเป็นโปรแกรมเช็คสภาพฮาร์ดดิสก์ ที่ใช้กันในประจำได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการดูความร้อน อาการผิดปกติ หรือ Bad sector เพื่อเป็นการตรวจเช็คและป้องกันในเบื้องต้น และยังนำมาใช้ในการประเมินสภาพ เพื่อช่วยคุณตัดสินใจก่อนที่จะเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ หลักๆ HD Tune จะมีไว้สำหรับทดสอบฮาร์ดดิสก์ธรรมดาที่เป็นจานหมุนเท่านั้น

หรือโปรแกรมตัวเลือกอย่าง SSDLife

Error Scan จะเป็นฟังก์ชันหนึ่งบน HD Tune ในส่วนของการตรวจสอบ HDD ว่ายังปกติดีไหม เพราะถ้าเกิดมีจุดสีแดงหรือสีเหลืองจุดใดจุดหนึ่งบนโปรแกรม แสดงว่าฮาร์ดดิสก์อาจจะเกิดความผิดปกติ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Bad sector และ Bad sector นี้ที่ทำให้ HDD เกิดอาการช้า ค้าง หรือบลูสกรีน ทำงานผิดปกติ เพราะ Bad sector เมื่อเกิดขึ้นตรงส่วนไหนของฮาร์ดดิสก์สักจุด เมื่อหัวอ่านเคลื่อนผ่านข้อมูลเหล่านั้น ก็จะแสดงอาการทันที สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิด Bad sector นั้นก็เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น ไวรัส ความเสื่อมของอุปกรณ์ ตกกระแทกหรือไฟฟ้าลัดวงจร เป็นต้น

ย้ายข้อมูลอย่างไร?

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

วิธีที่ 1. ต่อฮาร์ดดิสก์แบบ Ext.HDD เข้ากับพอร์ต USB ของเครื่องแล้วเก็บข้อมูลเอาไว้ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาใส่ไว้ในโน๊คบุ๊คที่จะใช้อีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้ค่อนข้างดีที่แทบจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย ยกเว้นว่าจะหายืม Ext.HDD ไม่ได้ และต้องซื้อใหม่ วิธีนี้ไม่ต้องแกะเครื่องและโยกย้ายไฟล์ แค่ต้องใช้เวลา กรณีที่ไฟล์มีขนาดใหญ่หรือจำนวนมากเท่านั้น

วิธีที่ 2. ซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วงชั่วคราว เช่น อุปกรณ์ที่ด้านหนึ่งเป็นหัวต่อพอร์ต SATA และอีกด้านเป็น USB ราคาแค่หลักสิบจนถึงร้อยบาทเท่านั้น จากนั้นใช้สายต่อฮาร์ดดิสก์โดยตรงผ่านพอร์ต SATA แล้วต่อเข้าโน๊ตบุ๊คผ่านทาง USB โดยตรง ก็สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้แล้ว บางทีก็อาจจะดูยากนิดหน่อย แต่ผลที่ได้ค่อนข้างคุ้ม

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

วิธีที่ 3. เก็บข้อมูลไว้บน Cloud storage หรือถ้าจะใช้งานบนวินโดว์โดยตรง ก็มีตัวเลือกอย่าง One Drive แต่พื้นที่อาจไม่ได้ใหญ่มาก เริ่มต้นที่ 5GB Free เหมาะกับคนที่ไม่มีข้อมูลเยอะ หรือใช้เป็นแหล่งสำรองข้อมูลเท่านั้น ส่วนถ้าใครที่มีไฟล์ข้อมูลค่อนข้างเยอะ แนะนำให้เลือกซื้อพื้นที่เพิ่มหรือใช้บริการ Cloud อื่นๆ เพิ่มเติม

วิธีที่ 4. ใช้วิธีการ Backup file แบบดั้งเดิม ด้วยการเข้าไปในฟีเจอร์ Backup settings บน Windows 10 จากนั้น เลือกที่ Setup Backup บนเมนูทางด้านขวาของหน้าต่าง Backup or Restore your files จากนั้นต่อ Ext.HDD เข้ากับโน๊ตบุ๊ค แล้วเริ่มต้นการ Backup ได้ทันที

ควรก็อปปี้สำรองไฟล์ใดบ้าง

  1. My Document: เป็นพื้นที่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ในการเก็บไฟล์ข้อมูลพื้นฐาน เพราะค่าปกติเวลาที่เซฟงานจะอยู่ที่นี่หมด ควรจะเป็นโฟลเดอร์แรกๆ ที่ให้ความสำคัญ
  2. Picture, Video, Music และ Download: เวลาที่เซฟไฟล์รูปหรือเก็บไฟล์มัลติมเดีย รวมถึงไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต รวมถึงไฟล์ที่มีการแก้ไขต่างๆ มักจะกระจายตามหมวดหมู่ในโฟลเดอร์เหล่านี้ ฉะนั้นลองดูให้ดี
  3. Desktop: ข้อมูลจิปาถะ ที่หลายๆ คนมักจะโยนเข้าไปไว้ในนี้ บางทีเล่นเอาเต็มหน้าจอ อย่าลืมแบ็กอัพเอาไว้ด้วย
  4. Game: หลายเกมสามารถ Save ข้อมูลการเล่นหรือค่า Settings เดิมไว้ได้ โดยเฉพาะคนที่เล่นเกมเก่าๆ และสามารถนำไปใช้กับเครื่องอื่นได้ด้วย โดยส่วนใหญ่ก็จะเก็บไว้ในโฟลเดอร์เกมหรือ Program file ขึ้นอยู่กับตัวเกม
  5. ข้อมูลงาน: กรณีที่แบ่งพาร์ทิชันสำหรับเก็บข้อมูลแยกเอาไว้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ที่อยู่ในไดรฟ์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ ก็ควรจะเซฟเก็บมาไว้ให้หมด
  6. Sticky Note: ใครที่บันทึกข้อมูลเอาไว้ใน Sticky Note บนหน้าจอ อย่าลืม จัดเก็บเอาไว้ด้วย เพราะถ้าหายอาจจะงานงอก วิธีการทำงานก็ไม่ได้ยุ่งยาก โดยการ กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิดระบบ Run ขึ้นมา แล้วก็อปปี้คำสั่งตามด้านล่างนี้ ใส่ลงไปในช่องว่าง แล้วกด Enter %AppData%\Microsoft\Sticky Notes
  7. แต่หากเป็น Windows 10 Anniversary Update (Build 1607) เป็นต้นไป ให้ใช้คำสั่งดังนี้ %LocalAppData%\Packages\Microsoft.MicrosoftStickyNotes_8wekyb3d8bbwe\LocalStateเมื่อนำ Sticky Note อันเดิมที่เก็บไว้มาใช้กับเครื่องใหม่ ให้เรากดปุ่ม Windows + R แล้วทำตามกระบวนการด้านบน กด Enter เพื่อเปิดโฟลเดอร์จัดเก็บ แล้วนำไฟล์ Sticky Note ไปวาง (Paste) ไว้ที่เดิม เท่านี้ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ

โปรแกรมเสริม ช่วยย้ายข้อมูลฮาร์ดดิสก์

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

โปรแกรม EaseUS Todo Backup Software ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรีสามารถใช้งานได้ทั้ง HDD ธรรมดาหรือ SSD ด้วยการเริ่มต้นเตรียม HDD กับ SSD ตัวใหม่ที่ซื้อมาลงในเครื่อง แล้วใช้โปรแกรม Clone ฮาร์ดดิสก์จาก HDD ธรรมดาลูกเดิมไปไว้ที่ SSD

  1. ติดตั้ง EaseUS Todo Backup Software ให้เรียบร้อย
  2. เปิดโปรแกรม ด้านซ้ายมือกดแท็ป Clone
  3. ในหน้า Source เลือกไดร์ที่เป็นต้นฉบับจะโคลน จากนั้นกด Next
  4. หน้า Target เลือกดิสก์อันใหม่ที่เราจะโคลนใส่เข้าไป เช่น SSD จากนั้นกด Next
  5. สุดท้ายกด Proceed -> Yes รอจนจนกว่าจะ Clone เสร็จสิ้น
  6. จากนั้นปิดเครื่อง ถอดฮาร์ดดิสก์ออก แล้วใส่เฉพาะ SSD เปิดเครื่องบูตเข้าระบบตามปกติ

เลือกฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ดีกว่า?

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

ในยุคที่มีไฟล์ขนาดใหญ่ และเกมก็ต้องใช้พื้นที่มาก รวมถึงควรจะต้องเข้าถึงไฟล์ได้รวดเร็ว SSD สามารถตอบสนองความต้องการได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาและความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการบูตเครื่อง เข้าเกมหรือการค้นหาไฟล์ก็ทำได้รวดเร็ว การเปลี่ยน SSD จึงกลายเป็นตัวเลือกของหลายคนอย่างไม่ลังเล อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีความเร็วที่สูงมาก แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านของความจุที่มีอยู่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับฮาร์ดดิสก์จานหมุนในราคาเดียวกัน จึงอาจจะเหมาะกับการใช้เก็บไฟล์ที่เปิดขึ้นเพื่อทำงานแบบชั่วคราว แม้ว่า SSD จะสามารถเขียนข้อมูลทับซ้ำลงไปได้เป็นแสนครั้งก็ตาม เมื่อเสร็จงานแล้วจึงนำไฟล์ไปเก็บไว้ที่อื่น เพราะจะเป็นการเบียดบังพื้นที่ในการทำงานมากเกินไป ดังนั้นทางเลือกที่ดูจะเหมาะสมก็คือ การเสริมฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนที่มีความจุสูง สำหรับจัดเก็บข้อมูลเอาไว้เพิ่มเติม เพื่อรองรับไฟล์ขนาดใหญ่จำนวนมากในอนาคต

แต่ถ้าระบบที่คุณใช้ เช่น เมนบอร์ด โน๊ตบุ๊ค ยังเป็น SATA รุ่นเก่า ไม่รู้จะแรงขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายคน ยังไม่อยากอัพเกรด SSD เพราะคอมที่ใช้เก่ามาก และรองรับแค่อุปกรณ์เก่าเท่านั้น หรือบางคนยังใช้เมนบอร์ดที่เป็น SATA รุ่นแรกๆ แม้ว่าในความเป็นจริงก็สามารถใช้ SSD ร่วมกันได้ แต่ความเร็วสูงสุดที่ได้กลับมา อาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ไม่สามารถผลักดันระบบไปได้ไกลนัก และยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงอีก แบบนี้ก็พอเข้าใจได้ว่า ถึงอัพเกรดไป ก็คงจะไม่คุ้มค่านัก ทั้งในแง่การใช้งานและความรู้สึก

ส่วนในกรณีที่ SSD ความจุระดับเริ่มต้น ไม่พอต่อการใช้งานของคุณ แต่งบประมาณซื้อได้เท่านี้จริงๆ ก็ยังไม่จำเป็นที่คุณจะต้องไปอัพเกรด หรือ เลือก SSD เพราะอย่าลืมว่า คุณต้องลงวินโดวส์ โปรแกรม และเกม ไปพร้อมๆ กัน ยกเว้นว่าคุณจะเลือกติดตั้ง OS ใน SSD อื่นๆ นอกจากนี้ไปไว้ใน HDD ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็ยังไม่อยากจะแนะนำให้ซื้อ SSD แต่ใช้พื้นที่บน HDD ให้คุ้มค่าไปก่อน มีงบประมาณมากพอสำหรับ SSD รุ่นใหญ่ ค่อยเปลี่ยนไปใช้ SSD ก็ยังทัน

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

รวมถึงหากเกมที่คุณเล่น ไม่จำเป็นต้องใช้ SSD ก็ยังเล่นได้ ก็จริงอยู่ เพราะหลายๆ เกมที่คุณเล่นอยู่ ก็ยังคงเล่นได้ ของแค่มีความจุมากพอในการติดตั้งเกม จะโหลดช้า รอเข้าเกมนานหน่อย ก็ไม่เป็นปัญหา เดินไปหยิบน้ำ กินขนม ก็เล่นได้เหมือนกัน ตราบใดที่เกมยังไม่ได้ Requirement ว่าต้องเปฺ็น SSD เวลานี้คุณก็ยังไม่จำเป็นต้องซื้อ

การเลือก SSD

เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์

ถ้าคิดจะเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์มาเลือกใช้ SSD ก็คงต้องดูตามความเหมาะสมกับระบบเดิมที่ใช้ SSD ในเวลานี้มีหลากหลายประเภทในท้องตลาด อินเทอร์เฟส SATA และ NVMe PCIe นั้นเป็นแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามทั้ง 2 รูปแบบ มีความแตกต่างกันที่ทั้งในแง่ form factor และประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของผู้ใช้ว่าต้องการเลือกแบบใดที่เหมาะสม พอร์ตเชื่อมต่อที่เรามี อย่างเมนบอร์ดรุ่นใหม่สามารถเชื่อมต่อแบบ PCIe NVMe ได้หมด หรือจะต่อสาย SATA ก็ทำได้ไม่มีปัญหา แต่โน๊ตบุ๊คหรือพีซีรุ่นเก่านี่สิ จะเชื่อมต่อแบบ SATA 2.5 นิ้ว หรือ M.2 SATA กันละ ก่อนอื่นต้องไปรู้จักพอร์ตกันก่อน

  • PCIe NVMe M.2 ถือเป็นพอร์ตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะสามารถทำความเร็วอ่านเขียนได้ถึงระดับ 5,000 MB/s ใน PCIe 4.0 หรืออย่างต่ำๆก็ได้ 1,500 – 3,500 MB/s แล้ว เปิดเครื่องไวเปิดโปรแกรมเร็ว เมนบอร์ดส่วนใหญ่ในปัจจุบันทั้งพีซีและโน๊ตบุ๊ครองรับ ถ้าซื้อเครื่องมาใหม่แนะนำใช้แบบ PCIe NVMe ไปเลย สิ่งนี้จึงเหมาะกับใครก็ตามที่ต้องการประสิทธิภาพที่สูงขึ้น สำหรับการเล่นเกมและงานกราฟิก วีดีโอหรือใช้งานร่วมกับอัลตร้าบุ๊กและพีซีที่มีสล็อต M.2
  • SATA M.2 มีหน้าตาเป็นการ์ดเหมือน PCIe NVMe แต่จะต่างที่ขาสล๊อต และชิปควบคุม ตามสเปคจะอ่านเขียนได้ช้ากว่า PCIe ที่ราวๆ 500 MB/s เพราะอยู่บนมาตรฐาน SATA เช่นเดียวกับแบบต่อสาย แต่ได้ข้อดีคือไม่ต้องต่อสาย หรือจ่ายไฟเพิ่ม รวมไปถึงโน๊ตบุ๊คในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นความบางเบาก็จะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อแบบนี้
  • SATA III 2.5 นิ้ว เป็นพอร์ตที่เชื่อมต่อโดยการใช้สาย แบบเดียวกับฮาร์ดดิสค์เลย เมนบอร์ดโน๊ตบุ๊ค พีซีรองรับเกือบทุกตัวเลยก็ว่าได้ เพราะเมนบอร์ดส่วนใหญ่จะมีช่องต่อสาย SATA มาให้แน่นอน ไปจนถึงพีซีรุ่นเก่าหรือโน๊ตบุ๊คต่อให้เก่ามากๆยังไงก็ยังสามารถใช้ SSD แบบนี้ได้ ข้อดีคือ ติดตั้งง่ายและสามารถนำไปใช้ได้กับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าและใหม่ ด้วยขนาดใกล้เคียงกับ HDD 2.5″ แต่ให้ประสิทธิภาพได้ดีกว่า HDD ด้วยความเร็วที่สูงถึง 500MB/s (Read / Write) จึงเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไป

SSD ในแบบ NVMe PCIe มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า เมื่อทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงการถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้การออกแบบที่กระทัดรัดของ M.2 จึงให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับการจัดเก็บและประหยัดพื้นที่

ความจุ SSD เท่าใดถึงเหมาะ

Unbox KIOXIA SSD 1
  • 240-256GB เป็นความจุในระดับเริ่มต้น ที่เหมาะสมทั้งการใช้งานทั่วไป ลงเกมหรือโปรแกรมได้ประมาณนึง แต่ก็อาจจะไม่รองรับการติดตั้งเกมหรือโปรแกรมใหญ่ๆได้เต็มที่มากนัก ใครที่จะเลือกความจุนี้ แนะนำว่าใช้งานคู่กับฮาร์ดดิสค์จะดีที่สุด ไม่ควรใช้ SSD ตัวเดียวจบ เพราะอาจจะไม่พอใช้งานและยังอาจจะทำให้ข้อมูลเต็มเร็ว และโน๊ตบุ๊คช้าลงได้
  • 480-512 GB ความจุระดับกลางที่เริ่มต้นมาเป็นมาตรฐานของโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ เป็นความจุที่อยากจะแนะนำสำหรับผู้ที่ใช้ SSD เพราะมีความยืดหยุ่นสูง สามารถลงเกม หรือติดตั้งโปรแกรมหนักได้มากขึ้น โดยเฉพาะเกมระดับ AAA หรือจะทำงานด้านตัดต่อวีดีโอ ก็ยังมีพื้นที่ไว้เก็บไฟล์งานได้ สามารถใช้ลูกเดียวจบได้โดยไม่ต้องมีฮาร์ดดิสค์มาเสริม แต่ถ้าข้อมูลเยอะ ก็อาจจะหาฮาร์ดดิสค์พกพามาสำรองข้อมูลเผื่อไว้ด้วย
  • 1 TB up เป็นความจุที่เรียกว่า ทีเดียวจบ ครบทุกงาน ไม่ว่าจะติดตั้งเกม ลงโปรแกรม ไฟล์งาน วีดีโอ ภาพ เพลง โดยไม่ต้องกังวลความจุไม่พอ ติดตั้งในโน๊ตบุ๊ค ที่มีพื้นที่จำกัดได้ลงตัว ไม่ต้องมีฮาร์ดดิสก์เพิ่มก็ได้ แต่ถ้ากังวลก็หาไว้สำรองข้อมูลแบบต่อภายนอก เหมาะกับคนที่เน้นความสะดวกไม่อยากเก็บข้อมูลหลายที่ และไม่ต้องห่วงว่าความจุเต็มง่ายๆ
Unbox KIOXIA SSD 44

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ จะเห็นได้ว่าแม้จะไม่ได้มีเงื่อนไขที่ยุ่งยาก แต่ก็อาจจะมีสิ่งที่ให้คุณต้องพิจารณาอยู่ไม่น้อยเลย หากใครซื้อโน๊ตบุ๊คที่ตัวเครื่องมี Windows แท้มาให้อยู่แล้วก็สามารถให้ร้านทำให้ได้หากไม่อยากทำเอง แต่อาจจะมีค่าแรงนิดหน่อยแล้วแต่ร้าน แต่ถ้าคุณมองว่าจะเป็นการเรียนรู้ ก็สามารถจัดการได้เองครับ ตามขั้นตอนที่ทีมงานได้เคยนำเสนอไปนั่นเอง

from:https://notebookspec.com/web/586081-replace-hdd-windows-10-to-ssd

ไม่ถูกไม่เป็นไร ‘ช้อปปี้’ เยียวยาอาการคนไม่ถูกหวย ด้วยแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวย” [1]เก็บหวย ชิงเงินล้าน

ห้ามอะไรก็ห้ามได้ แต่จะห้ามคนไทยไม่ให้เสาะหาเลขเด็ดนั้น อาจจะเป็นเรื่องยาก หรือเห็นได้จากข่าวที่เรามักจะได้ยินกันอย่างสม่ำเสมอในการมองหาโชคตามวาระต่างๆ จากผลการศึกษาพฤติกรรมของคนไทย[1]พบว่า 1 ใน 4 ของคนไทย นิยมเสาะหาตัวเลข อาทิ สลากกินแบ่งรัฐบาล สลากออมทรัพย์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เยียวยาคนไม่ถูกรางวัลด้วยแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวย” เก็บหวย ชิงเงินล้าน  ด้วยรางวัล 2 ต่อพร้อมอัดฉีดรางวัลกว่า 50 รางวัล รวมมูลค่ากว่าล้านบาท


3 คำต้องจำให้ขึ้นใจ “กด-กรอก-เก็บ”  คัมภีร์สู่เศรษฐีเงินล้าน กับรางวัล 2 ต่อจากช้อปปี้

สำหรับแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวย” เก็บหวย ชิงเงินล้าน  เป็นแคมเปญที่จับอินไซต์ผู้บริโภคชาวไทยและมอบโอกาสให้กับนักช้อปชาวไทยกับช้อปปี้ ด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพียง 1) “กด” เข้าแอปช้อปปี้เพื่อร่วมแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวย” เก็บหวย ชิงเงินล้าน 2) “กรอก” ตัวเลข 6 หลักบนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่ถูกรางวัลในงวดนั้นๆ 3) สำคัญสุด! “เก็บ”

สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่ถูกรางวัลตัวจริง เอาไว้ให้ดีเพื่อเป็นหนึ่งใน 50 ท่านที่คว้ารางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง จำนวน 50 รางวัล[2] ไม่เพียงเท่านี้ ผู้รับสร้อยคอทองคำทั้ง 50 ท่าน ยังมีสิทธิ์ร่วมเล่นเกมตอบคำถามเพื่อชิงรางวัลใหญ่กันต่อ

 ชิงล้านกันตัวโก่งกับเกมตอบคำถามสดกลางรายการ  “Shopee  งวดนี้รวย บน Shopee Live

ผู้ที่ได้รับรางวัลสร้อยคอทองคำในต่อที่ 1  ยังมีสิทธิ์ร่วมเล่นเกมชิงเงินรางวัล สูงสุด 1,000,000 บาทเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ความบันเทิงสูงสุดสำหรับผู้ใช้งานทุกคน งานนี้ ช้อปปี้จึงได้ทุ่มทุนเนรมิตสตูดิโอให้เป็นรายการ “Shopee งวดนี้รวย[3]  เกมโชว์ตอบคำถามสดบน Shopee Live โดยผู้เข้าแข่งขันทั้ง 50 ลำดับ จะต้องติดต่อเข้ามาในรายการภายในเวลาที่กำหนด เจ้าของสายแรกที่กดโทรเข้ามาไวสุด จะมีสิทธิ์เล่นตอบคำถาม 10 คำถามลับสมองประลองปัญญา ตอบถูกรับเลยเงินรางวัลข้อละ 10,000 บาท หากตอบผิดข้อไหนได้เงินสะสมกลับบ้านไปเพียงครึ่งเดียว และถ้าตอบถูกทั้ง 10 ข้อ รับเงินล้านกลับบ้านทันที มาร่วมลุ้นว่าเงินล้านจะแตกไหมไปพร้อมกันทุกวันที่ 8 และ 23 ของเดือน ที่ Shopee Live

อันนี้ต้องจด! วันสำคัญของคนดวงดี ในแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวยเก็บหวย ชิงเงินล้าน

Shopee

สามารถร่วมสนุกกับแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวยเก็บหวย ชิงเงินล้าน ในทุกๆ เดือน ได้จุใจถึง 2 รอบ โดยรอบวันที่ 1 ของเดือน มาร่วม กด-กรอก-เก็บ  ลุ้นรางวัลกับช้อปปี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 5 เวลา 23.59 น. และจะประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีผ่านทางแอปช้อปปี้ในวันที่ 8 เวลาเที่ยงวันเป็นต้นไป โดยสามารถมาร่วมลุ้นเงินล้านในรายการ Shopee งวดนี้รวย บน Shopee Live ในวันที่ 8 เวลา 20.00 น.

ในขณะที่ รอบวันที่ 16 ของเดือน ผู้ที่สนใจมาเริ่มกรอกหมายเลข 6 หลักบนสลากกินแบ่งรัฐบาล  ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ในเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 20 เวลา 23.59 น. และจะประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีผ่านทางแอปช้อปปี้ในวันที่ 23 เวลาเที่ยงวันเป็นต้นไป โดยสามารถมาร่วมลุ้นล้านแตกได้สดๆ กลางรายการ Shopee งวดนี้รวย บน Shopee Live ในวันที่ 23 เวลา 20.00 น.

เก็บสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่ถูกรางวัลของคุณไว้ให้ดี เพราะคุณอาจจะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านในชั่วพริบตา กับแคมเปญ “Shopee งวดนี้รวยเก็บหวย ชิงเงินล้าน  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://shopee.co.th/m/shopee-lotto 

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นช้อปปี้ได้ฟรีจาก App Store, Google Play Store และ App Gallery


[1] https://tna.mcot.net/tna-334102

[2] เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

[3] เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

from:https://www.mobileocta.com/shopee-in-this-draw-get-rich/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=shopee-in-this-draw-get-rich

รีวิว Lenovo ThinkPad X1 Nano สเปก Intel EVO ประสิทธิภาพสูง ดีไซน์พรีเมียม จอ 13″ 2K เบา 962 กรัม ใส่ซิม 5G มี Thunderbolt 4

Lenovo ThinkPad X1 Nano เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13″ รุ่นใหม่ล่าสุด สเปก Intel Core i Gen 11 อีกทัง้จัดว่าเป็นรุ่นที่ได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ตัวแรกอีกด้วย เน้นความบางเบาเพื่อการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ โดยเบาสุดๆ เพียง 962 กรัมเท่านั้น  ซึ่งได้ต้นแบบมาจาก Lenovo ThinkPad X1 Series ที่เป็นรุ่นพี่ ที่ได้ประสบการณ์ชั้นเฟิร์สคลาส แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ตทั่วไปชัดเจน 

โดยเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่เป็นสายมืออาชีพที่จัดเต็มเครื่องของความทนทาน และความปลอดภัยในการมช้งาน รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนาน โดยเลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-1130G7 ที่ลื่นไหลและออกมาฟีเจอร์มารองรับกับงานระดับองค์กรโดยเฉพาะ อีกทั้งได้การ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุดอย่าง Intel Iros Xe Garphics รองรับงาน 3 มิติได้ดีเยี่ยมว่าก่อนหน้าทั้งหมดแน่นอน 

Lenovo ThinkPad X1 Nano

โดยตัวเครื่องได้ความบางที่สุดที่ 13.87 มิลลิเมตร  กับหน้าจอขนาด 13″ พาเนล IPS เกรดสูง ทีสัดส่วน 16:10 ที่ความละเอียด 2K (2160 x 1350) พร้อม Dolby Vision พร้อมขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อชาร์จไฟผ่านมาตรฐานพอร์ตอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต รวมถึงเป็น Wi-Fi 6 AX อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายด้วยโมดูลซิม 4G / 5G LTE  ก็สามารถเลือกเพิ่มเอาได้ ที่สำคัญระบบปฏิบัติก็เป็น Windows 10 Pro สนนราคาเริ่มต้นที่ 51,900 บาท

VDO Review

NBS Verdict

สรุปรีวิว Lenovo ThinkPad X1 Nano สเปก Intel EVO ประสิทธิภาพสูง ดีไซน์พรีเมียม จอ 13″ 2K เบา 962 กรัม ใส่ซิม 4G / 5G ถือว่าให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ยอดเยี่ยมจริงๆ สมกับเป็นซีรีส์โน๊ตบุ๊คที่มืออาชีพนิยมใช้งานกัน หรือผู้ใช้งานระดับทั่วไปก็สามารถใช้ได้ จากการที่เป็นซีรีส์ ThinkPad ที่ทุกคนมั่นใจ ซึ่งเลือกใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 ที่นอกจากประสิทธิภาพดีเยี่ยมแล้ว การทำงานและกราฟิกทั้ความละเอียดสูง

ยังได้เทคโนโลยีโซลูชั่นความปลอดภัย ThinkShield ในตัว ที่รวมถึงคุณสมบัติด้านนวัตกรรม AI และคุณสมบัติความปลอดภัยแบบไบโอเมตริกซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Trusted Platform Module (dTPM) แบบแยกเฉพาะ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ น้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัม  

Lenovo ThinkPad X1 Nano

อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็น่าประทับใจ นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด สมกับเป็น ThinkPad เลยก็ว่าได้ ติดตั้งแรมขนาด 16GB LPDDR4x และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนับสนุนการใช้งานพื้นฐานได้เป็นอย่างดีรวมถึง ผลทดสอบต่างๆ ออกมาได้อยู่ในระดับมาตรฐานเป็นที่น่าพอใจมากทีเดียว ทำให้ Lenovo ThinkPad เครื่องนี้ทำงานได้อย่างลื่นไหล ทั้งในด้านการทำงานทั่วไป และงานที่เน้นการประมวลผล ยิ่งถ้าโปรแกรมนั้นรองรับ AI ยิ่งทำได้ดียิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือได้พอร์ตชาร์จไฟและเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ตด้วย ทำให้เชื่อมต่อได้หลากหลายทั้งชาร์จไฟผ่านทาง USB-PD / ต่อหน้าจอภายนอกความละเอียดสูง 4K / 8K / โอนถ่ายข้อมูลได้สูงสุด 40Gb/s นอกจากนี้ตัวเครื่องยังแข็งแกร่งทนทานระดับกองทัพ คีย์บอร์ดแม่นยำพิมพ์สนุก คีย์บอร์ดระบายน้ำได้ TrackPoint ใช้งานสะดวก ใช้งานต่อเนื่องได้ระดับ 10 ชั่วโมง 

Lenovo ThinkPad X1 Nano

พอร์ตเชื่อมต่อครบครันระดับนึง มี Fingerprint รวมไปถึงมี Windows Pro และซอฟต์แวร์ติดเครื่องคุณภาพใช้งานได้จริง ส่งผลให้เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานทั่วๆ ไปหรือผู้ที่เน้นใช้งานจริงจัง รวมไปเน้นพกพา เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ที่บางๆ เบาๆ ได้ความทนทานและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ThinkPad ยุคใหม่ พร้อมปลอดภัยแบบจัดเต็ม อย่างที่มืออาชีพควรมี

Lenovo ThinkPad X1 Nano

จุดเด่น Lenovo ThinkPad X1 Nano

  • หน้าจอแสดงผล 13″ ความละเอียด 2K พาเนล IPS คุณภาพสูง sRGB 90%
  • ตัวเครื่องมีความบางเบา เพียง 962 กิโลกรัม และบางสุดที่ 13.87 มิลลิเมตร
  • การเลือกใช้วัสดุมาประกอบสร้างตัวเครื่องและงานประกอบทำได้ดีน่าประทับใจมาก
  • ตัวเครื่องมีความทนทานระดับ Military Grade (MIL-STD-810H) 
  • ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 ที่แรงลื่นพอตัว การันตีด้วยแพลตฟอร์ม Intel EVO
  • มีฟีเจอร์ ThinkShutter  ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องเว็บแคม เพื่อความปลอดภัย
  • AccuType Keyboard สัมผัสในการพิมพ์ดีเยี่ยม พร้อมติดตั้งระบบไฟ Backlit มาให้
  • คีย์บอร์ดมีความทนทานด้วยฟีเจอร์ Spill Resistant ระบายน้ำได้ หากน้ำหกใส่
  • มี TrackPoint ตามมาตรฐาน ThinkPad ใช้งานได้สะดวกสำหรับคนที่ชอบ
  • ลำโพงคุณภาพสูง 4 ตัว ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก
  • ได้ไมค์โฟน 4 ตัวช่วยจัดเสียงรบกวน พร้อมเว็บแคมความละเอียด 5 ล้านพิกเซล 
  • ระบบ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือมีความปลอดภัยในการเข้าใช้งาน
  • อแดปเตอร์ที่ติดตั้งมาให้มีขนาดเล็กพกพาง่าย และเป็น USB-C
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง รองรับ Rapid Charge ที่ชาร์จแบตได้รวดเร็ว
  • มีรุ่นที่รองรับการใช้งาน 4G / 5G LTE ด้วยการติดตั้งโมดูลเพิ่ม
  • มี Windows Pro แท้ และซอฟต์แวร์ติดเครื่องใช้งานได้จริง
  • ได้ความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานโดยรวมแบบมืออาชีพ
  • มีตัวเลือกประกันเป็นแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

ข้อสังเกต Lenovo ThinkPad X1 Nano

  • แบตเตอรี่ใช้งานได้น้อยกว่าที่เคลมไว้
  • แรมเป็นแบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัพเกรดภายหลังได้
  • เมื่อความร้อนขึ้นสูงจะมีผลต่อการใช้งาน คือมีอาการหน่วง 
  • พอร์ตเชื่อมต่อมีอยู่จำกัด เพราะตัวเครื่องบางเบามากๆ 

Specification

Lenovo ThinkPad X1 Nano ที่ได้รับมารีวิวนี้เป็นสเปกขายจริง รุ่นราคา 51,900 บาท มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i5-1130G7 รุ่นพิเศษ ที่เป็นชิป 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 1.80 GHz สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้เป็น 4.00 GHz  การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics สำหรับการใช้งานทั่วไปรวมไปถึงงาน 3 มิติ ซึ่งนับว่าเป็นการ์ดจอออนชิปที่เทียบเคียงการ์ดจอแยกได้เลย รองรับการต่อหน้าจอภายนอก 4K / 8K ด้วย 

ทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266MHz แบบ Dual Channel แน่นอนลักษณะเป็นออนบอร์ด ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลก็ใช้เป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ทำให้สเปคโดยรวมนั้นลงตัวมาก ๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐาน เล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ทำเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง หรืองานมืออาชีพสำหรับภาพธุรกิจ เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่

Lenovo ThinkPad X1 Nano

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 13″ ที่ได้ความละเอียด 2K (2160 x 1350) พาเนล IPS คุณภาพสูง สีสันสดใส มุมมองกว้าง พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับลำโพง 4 ตัว ระบบเสียง Dolby Atmos ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็จำกัดด้วย Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอ์รต รวมไปถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต 4G / 5G ด้วยการใส่ Nano Sim รวมถึง Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.1 ด้วย รองรับการทำงานทุกที่ทุกเวลา รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 1 ปี ส่งศูนย์เคลมปกติ

Lenovo ThinkPad X1 Nano ราคา 51,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1130G7 (4C/8T : 1.80 – 4.00GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13″ IPS 16:10 2K (2160 x 1350) 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 1 Year Courier or Carry-in

Hardware / Design

ถ้าสังเกตดูแล้ว Lenovo ThinkPad X1 Nano จะมีการต่อยอดการผลิตจากไลน์ของ ThinkPad X1 Series รุ่นก่อนๆ ด้วยที่เป็นซีรี่ส์หลักทำให้ดีไซน์ค่อนข้างคล้ายกันกับ ThinkPad รุ่นอื่นๆ จากการที่ได้ขอบหน้าจอที่บางเล็กในมิติตัวเครื่องใกล้เคียงเดิม พร้อมได้พื้นที่แสดงผลเป็น 13″ กับขนาดหน้าจอใหม่ของทาง ThinkPad เพื่อเป็นการเปิดรับกับขนาดหน้าที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าเดิม

แต่ก็ยังคงรูปแบบความแกร่งด้วยการใช้เป็นสีดำด้านตลอดทั้งตัวเครื่อง วัสดุของตัวเครื่องนั้นหลักๆ ใช้เป็นวัสดุโลหะแม็กนีเซียมคุณภาพสูง ภายนอกตัวเครื่องมีพื้นผิวที่เรียบง่ายลักษณะเป็นซอฟต์ทัชตลอดทั้งตัวเครื่อง แต่ยังให้ความรู้สึกมั่นคงเวลาจับถือเครื่องไปไหนมาไหน และได้ความหรูหราสัมผัสคล้ายยางนุ่มๆ ซึ่งปกติแล้วเราจะได้ความรู้สึกหรือประสบการณ์นี้จะอยู่ใน ThinkPad ระดับสูงเท่านั้น

Lenovo ThinkPad X1 Nano

โดยรวมสำหรับการออกแบบนั้นทำให้ดูจริงจังและความเป็นมืออาชีพมากๆ  ตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คสไตล์ ThinkPad โดยเหมาะสำหรับกลุ่มนักธุรกิจหรือคนที่ต้องการฮาร์ดแวร์ที่สเถียรสูง เชื่อถือได้ และมีความคงทนแข็งแรง ทำให้นับได้ว่า Lenovo ThinkPad X1 Nano เป็นโน๊ตบุ๊คที่แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คแนวทึกทนแต่ก็มีความสดใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งก็ยังมาพร้อมกับความบางเบาอย่างที่สุด 

ที่ความบางที่ 13.87 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 962 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ถือว่าน้อยมากๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คขนาดจอ 13″ ที่สัดส่วน 16:10 ให้พื้นที่มากกว่า 16:9 เรียกได้ว่าความบางและน้ำหนักนั้น เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ของโน๊ตบุ๊คที่เหมาะสมในการพกพาไปไหนมาไหนบ่อยๆ เลย ที่มีสเปกประสิทธิภาพสูงเน้นความสเถียรภาพ เหมาะกับมืออาชีพ ซึ่งสามารถรับสายโทรออกและตัดการเชื่อมต่อจากการประชุมทางโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดายโดยใช้ปุ่มฟังก์ชัน F9-F11 

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 18

ด้วยสเปกชิปประมวลผล Intel Core i5-1130G7 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานฟีเจอร์ในองค์กรโดยเฉพาะ สำหรับการออกแบบบานพับขาจอที่แข็งแรงและมีความแตกต่างที่ทำให้ตัวเครื่องสามารถกางหน้าจอ 180  องศาได้อย่างแข็งแรงไม่เกิดปัญหาเวลาใช้งาน จากบานพับสุดแกร่งแบบ 2 แกนขนาดใหญ่

รวมถึงมีความทนทาน จากได้รับมาตรฐาน Military Grade (MIL-STD-810H) กำหนดทางทหารถึง 12 ระดับ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพมากกว่า 200 รายการ อาทิ ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้ตามประสบการณ์ตรงที่ Lenovo ทำได้ดีมาโดยตลอด

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 40

ส่วนอื่นๆ ที่ยังเป็นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของ ThinkPad ก็ยังคงมีอยู่ อย่างโลโก้ ThinkPad บริเวณมุมบนซ้ายฝาหลัง และมุมขวาล่างด้านในตัวเครื่อง โดยมีไฟ LED สีแดงคอยบอกสถาณะการทำงานอยู่ สำหรับปุ่ม Power จะถูกติดตั้งเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องด้านขวา ซึ่งตัวปุ่มจะเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องแสดงสถานะการเปิดปิดเครื่องได้มีไฟ LED สีขาว

ที่สำคัญที่สุดคือเราได้เห็นสติ๊กเกอร์ Intel EVO ที่ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกของ Lenovo ThinkPad เลยก็ว่าได้ ส่วนด้านใต้ตัวเครื่องก็จะเป็นช่องดูดลมเย็น พร้อมยางจำนวน 4 จุดที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้น ได้ปรับเปลี่ยนหลายๆ จุดให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ตามยุคตามสมัยในเรื่องของความเพียวบางและเบา แต่ก็ยังไม่ทิ้ง DNA ของ ThinkPad ที่มีประวัติชื่อชั้นมาอย่างยาวนานไปเสียทั้งหมด

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 44
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 43
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 17
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 54
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 57
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 62
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 76
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 77
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 50

Keyboard / Touchpad

แน่นอนว่าคีย์บอร์ดของ Lenovo ThinkPad X1 Nano เครื่องนี้จะเป็น AccuType Keyboard ที่เป็นข้อเด่นที่คีย์บอร์ดที่ออกแบบมาให้มีรูปทรงโค้งปากยิ้มด้านใต้ตัวเครื่องเติมลงมาเล็กน้อยเพื่อลดโอกาสพิมพ์ผิดพลาดได้ ซึ่งเมื่อใช้งานจริงแล้วก็ถือว่าทำได้ดี โอกาสพิมพ์ผิดพลาดลดลงมาก ได้ส่วนของปลายโค้งที่ทำให้พิมพ์ถูกต้องขึ้น คีย์บอร์ดยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Spill resistant กันพวกฝุ่นละอองเข้าไป กันน้ำหกได้ ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงบริเวณใต้ชุดคีย์บอร์ดด้านขวายังมีการติดตั้งตัวสแกนลายนิ้วมือ ที่ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello อีกด้วย

Lenovo ThinkPad X1 Nano

นอกจากนี้ ThinkPad รุ่นนี้ก็มีความตั้งใจในการติดตั้ง TrackPoint (Point Stick) มาให้ด้วยบริเวณกลางตัวคีย์บอร์ด ซึ่งก็สามารถใช้งานควบคู่ไปกับ TrackPad ขนาดใหญ่ที่มีปุ่มกดถึง 3 ปุ่มได้เป็นอย่างดี พร้อมซ้ายคลิกซ้ายขวาแบบปกติเอาไว้ ก็สามารถใช้งานหลายนิ้วมือผ่านชุดคำสั่งแบบ Multi-Gesture บน Windows 10 ได้ดี ยิ่งถ้าใช้งาน TrackPoint และ TrackPad ควบคู่กันไปด้วยจะยิ่งใช้งานได้ไวมากขึ้น ตรงนี้นับว่าเป็น DNA ของ ThinkPad จริงๆ ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นล่าสุดก็ยังติดตั้งมาอยู่

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 33

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 31
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 32
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 30

Screen / Speaker

ด้านหน้าจอแสดงผล Lenovo ThinkPad X1 Nano นั้นเลือกใช้หน้าจอที่มีขนาดจอขนาดใหญ่ถึง 13″ มาพร้อมความละเอียด 2K ที่ 2160 x 1350 พิกเซล แบบ 16:10 แบบด้านลดแสงสะท้อน ใช้พาเนลจอแบบ IPS ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพาเนลเกรดสูง ที่เหมาะสมกับงานมืออาชีพ เพราะให้สีสันตรงสุดๆ ระดับที่ใกล้เคียงกับ sRGB 100% มาพร้อมกับมุมมองที่เกือบ 180 องศา แบบว่ามองมุมไหนสีสันก็ไม่เพี้ยนเลย เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง และการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น

Lenovo ThinkPad X1 Nano

แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ด้านบนเหมือนเดิม ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ ThinkShutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น การใช้งานก็ง่ายมากๆ ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ความปลอดภัยสมกับเป็น ThikPad Series ที่เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับมืออาชีพเลยก็ว่าได้ พร้อมไมโครโฟนแบบ 4 ตัว ติดตั้งที่ขอบหน้าจอด้านบน พร้อมทำงาน Noise Cancelling 360 องศาอีกด้วย 

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 21
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 25
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 23

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 90% และ AdobeRGB 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 450 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับสูงทำให้ใช้งานที่กลางแจ้งได้อีก ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้โอเคเลยทีเดียว

s1 2
s2 2
s3 2

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องแถวกลางเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 450 cd/m2 แต่สำหรับช่องมุมซ้ายล่างเหมือนจะมีแสงสว่างที่ลดลงแค่ระดับ 12% เท่านั้น ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

Lenovo ThinkPad X1 Nano

ตัวลำโพงเป็นแบบ 4 ตัว ประกอบด้วยทวีตเตอร์แบบยิงขึ้นด้านบน 2 ตัวและวูฟเฟอร์แบบยิงลง 2 ตัว มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ให้ที่เสียงที่ดีมาก พร้อมซอฟต์แวร์ปรับแต่ง ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด รองรับการใช้งานได้หลากหลายแบบสบายๆ ให้ประสบการณ์ด้านเสียงที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากๆ 

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 43
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 49
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 48

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง Lenovo ThinkPad X1 Nano นั้นสามารถทำได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะงานประกอบค่อนข้างแน่นหนาทีเดียวจากการที่ฝาหลังเป็นโลหะทำให้ค่อนข้างแข็ง แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป เอาจริงๆ คือใครๆ ก็ทำได้ขอแค่มีไขควงสี่แฉก  ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว เราต้องใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากหลังมาหน้า ควรทำอย่างใจเย็นระวังแตกหัก ซึ่งในส่วนของขอบเครื่องฝาด้านหน้าจะเป็นสลักยึดเอาไว้ตรงนี้ต้องใช้แรงดึไปด้านหลัง

Fujitsu UH X i7 1165G7 Review 1

โดยเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ อย่างชัดเจนตามรูปเลย การวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์เครื่องนี้ทำได้ดูดีสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ เรื่องระบายความร้อนตัวเครื่องมี Heat Pipe จำนวน 1 เส้น วางพาดชิปประมวลผล ส่วนพัดลมเครื่องนี้ก็มีมาให้ 1 ตัว โดยลมร้อนเป่าออกทางด้านข้างตัวเครื่อง นอกจากนั้นเราจะเห็นถึงแรม 16GB DDR4 ที่ออนบอร์ดบอร์ดมา ทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ภายหลังโดยจะเห็นถึง SSD M.2 NVMe PCIe ที่หากต้องอัพเกรดก็ต้องถอดของเดิมออกด้วย 

Fujitsu UH X i7 1165G7 Review 2
Fujitsu UH X i7 1165G7 Review 3
Fujitsu UH X i7 1165G7 Review 6

Connector / Thin And Weight

Lenovo ThinkPad X1 Nano มีความบางเบากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ส่งผลโดยตรงให้พอร์ตเชื่อมต่อที่มีนั้นมีอยู่อย่างจำกัด โดยมีเพียงพอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งเป็นพอร์ตที่ดีที่สุด หนึ่งในมาตรฐาน Intel EVO ที่มาพร้อมกับการสนันสนุนในเรื่องของการจ่ายไฟที่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้พลังงานเต็มที่อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงเชื่อมต่อหน้าจอภายนอกระดับ 4K / 8K ได้อย่างลื่นไหล แน่นอนถ่ายโอนข้อมูลได้ความเร็วสูงสุดที่ 40 Gb/s ด้วย รองรับการเชื่อมต่อ Think Docking เพื่อขยายการเชื่อมต่อที่หลากหลาย

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 65

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังคงติดตั้งช่องเชื่อมต่อเสียงภายนอกขนาดมาตรฐานที่ 3.5 มิลลิเมตร ซึ่งรองรับการใช้งานไมค์และหูฟังในช่องๆ เดียว นอกจากนี้ยังมี micro-SD Card Reader ที่ขอบตัวเครื่องด้านหลัง พร้อมเป็นช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano Sim ในตัวกรณีที่ติดตั้งโมดูล Global Mobile Broadband WWAN LTE 5G CAT20 / LTE 4G CAT9 อีกทั้งในบันเดิลก็ยังให้สายแปลง USB-C to LAN และ USB-C to VGA มาด้วย แต่อย่างไรก็ตามคนใช้งานอย่างเราๆ ก็ควรหา USB-C Hub อื่นๆ มาใช้งานร่วมด้วย

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 73

สำหรับน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 962 กิโลกรัม ที่ถือว่าเบาทีเดียว กับการที่เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ที่ครบเครื่องขนาดนี้ทั้งดีไซน์และความทนทาน เมื่อพกพากับอแดปเตอร์ขนาด 65Watt ที่มีขนาดเล็ก ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างที่สุดรุ่นหนึ่ง จากการที่รองรับการใช้งานไร้สายเป็น Intel WiFi 6 AX201 และ Bluetooth 5.0 เรียกได้ว่าทั้งหมดนี้เหมาะสุดๆ กับการใช้งานในออฟฟิศหรือร้านกาแฟ หรือที่ไหนก็ได้ที่เราจะกางจอออกมาทำงาน

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 10
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 11
Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 12

Performance / Software

Lenovo ThinkPad X1 Nano เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Core i Gen 11 รุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i5-11350G7 รุ่นพิเศษ ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 1.80 – 4.00 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 7W – 15W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร  อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

c1 2.   c2 2

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB LPDDR4X แบบฝังเมนบอร์ดทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ เป็นมาตรฐาน 4266MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงสุด ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

g1 2.   g2 2

 

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง อย่างไรก็ตามในการใช้งานจริงๆ จะแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับระบบระบายความร้อนด้วย เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที 

cine15 1.   cine20 2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH R15 / R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

ssd 2

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับความเร็วสูง ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD SATA 3 แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2426 MB/s และเขียนที่ 1807 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับบนอย่างแท้จริง

pc10 2

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,352 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง i5-1130G7 ที่แม้ไม่มีการ์ดจอแยก แต่ด้วยชิปประมวลผลที่มีการ์ดจอออนบอร์ดตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics พร้อม AI เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว

3dmark

ทดสอบกันต่อในส่วนของ 3D Mark ที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพ 3 มิติ ก็มีคะแนนที่น่าสนใจด้วย 1187 สำหรับ GPU และ 3637 สำหรับ CPU พร้อมทดสอบเล่นเกมจริงๆ เพื่อดูเฟรมเรมในการเล่นเกม โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล 

game test 2

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 33 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 15 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 58 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 13 รวมไปถึงเกมกินสเปกอย่าง PUBG เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลพอตัว เรียกได้ว่าแรงกว่ารุ่นก่อนที่มีการ์ดจอแยกเยอะเลย

Lenovo ThinkPad X1 Nano

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ Fingerprint ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Lenovo ThinkPad X1 Nano เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีความจุ 3500 mAh สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ประมาณ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงที่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน รองรับเทคโนโลยี Rapid Charge เพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จไฟให้กลับมาถึง 80% ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 

Batt X1 Nano

ทางด้านอุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 30 – 40 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 99 องศาเซลเซียส สำหรับชิปประมวลผล นับว่าเรื่องระบบระบายความร้อนของ Lenovo ThinkPad เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีแม้ว่าจะร้อนหน่อยเพราะเครื่องบาง แต่ได้ความสเถียรที่สูง ปิดท้ายด้วยฟีเจอร์ Performance Mode Setting ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ง่ายๆ ด้วยปุ่ม Fn + Q เท่านั้นเอง

temp 1

Conclusion / Award

ที่ผ่านมา Lenovo ThinkPad Series อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวของใครหลายๆ คนกับโน๊ตบุ๊คที่มาในรูปแบบของโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ ประสิทธิภาพดีเน้นความพกพาบางเบา เพื่อนำไปใช้งานนอกสถานที่ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการสร้างสรรค์งานโดยเฉพาะสำหรับมืออาชีพ อาทิงานโปรแกรมเอกสาร หรืองานที่ไม่กินทรัพยากรเครื่องมากนัก

โดยที่ผ่านมา Lenovo ThinkPad X1 Series เป็นในส่วนของโน๊ตบุ๊คระดับสูงที่เน้นการทำงานมาโดยตลอด มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 พร้อมการันตีด้วย Intel EVO แต่ได้ความเป็น ThinkPad X Series แบบเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูงของทาง Lenovo ที่ทุกคนต่างให้ความนิยม ที่สำคัญคือความเชื่อใจในระดับการทำงานมืออาชีพ

Lenovo ThinkPad X1 Nano

Lenovo ThinkPad รุ่นนี้สามารถตอบสนองการใช้งานระดับองค์กร ด้วยการที่ Lenovo เลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง Core i5-1130G7 พร้อมได้แพลตฟอร์ม Intel EVO  ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงในทุกๆ ประสบการณ์ใช้งาน  จะช่วยป้องกันการเข้ารหัส Trusted Platform Module (dTPM) ด้วยการเข้ารหัสหน่วยความจำแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งทำงานร่วมกับ Lenovo ThinkShield อีกด้วย โดยมีแรม 16GB พร้อมด้วย SSD ความเร็วสูง M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่แรงลื่นและเพียงต่อการใช้งาน

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 44

รวมไปถึงยังได้หน้าจอขนาด 13″ จากมิติตัวเครื่องที่เท่าเดิม ซึ่งรุ่นก่อนๆ พร้อมได้ความละเอียดมาตรฐาน 2K ที่ดีกว่า Full HD พร้อมใช้พาเนลจอแบบ IPS ซึ่งมีการแสดงผลของสีที่เที่ยงตรงระดับ sRGB 90% ที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งนับว่าตั้งแต่ทดสอบมาเป็นโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมหน้าจอที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในช่วงราคา 50,000 บาท ส่วนจุดเด่นอื่นๆ ก็จะเป็นเรื่องของการรองรับการใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้งาน 5G / 4G LTE เพื่อให้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา สมกับสายพกพาอย่างแท้จริง

Lenovo ThinkPad X1 Nano Review 60

นอกจากนี้ยังได้การเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5 อีกด้วย โดยรวมแล้ว Lenovo ThinkPad รุ่นนี้สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงแบบพกพาที่มีความสมบูรณ์แบบตัวหนึ่ง และสำหรับใครที่สนใจก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ตามตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทย รวมไปหน้าร้านออนไลน์ต่างๆ ด้วย เชื่อได้เลยว่าแม้ว่าเราจะใม่ใช่นักธุรกิจที่ใช้งานองค์กรขนาดใหญ่ แต่ถ้าอยากได้โน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานระดับมืออาชีพที่เบาบางที่สุดรุ่นนึงล่ะก็ Lenovo ThinkPad X1 Nano เครื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอนครับ

Lenovo ThinkPad X1 Nano

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับสูงขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ในระดับสเปค และราคาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง Lenovo ThinkPad X1 Nano ก็ได้รางวัลดังนี้ 

Best Performance 

Lenovo ThinkPad X1 Nano ที่เป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 13″ ความละเอียด 2K พาเนล IPS สายทำงานบางเบาพรีเมียม ได้สเปกใหม่ล่าสุด อย่างชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 รุ่นพิเศษ  การ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ดีเยี่ยม พร้อมได้ในส่วนของแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมและประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังได้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB พร้อม SSD ความจุเยอะ 512GB มาในตัว และระบบปฏิบัติการ  Windows 10 Pro พร้อมใช้งานทันที ส่งผลให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน 

award new performance  

Best Mobility 

ความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา กับรุ่นขนาดหน้าจอ 13″ ทั้งในความบางเพียง 13.87 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 962 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก พร้อมกับได้มาตรฐานความแข็งแรงทนทานระดับกองทัพ อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วได้ประมาณ 1.2 กิโลกรัม เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ รวมไปถึงแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง พร้อมที่ชาร์จเป็น USB-C รองรับ USB-PD

award new mobility

Best Design 

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo ThinkPad X1 Nano มีความโดดเด่นเรื่องสีสันโทนดำสนิททั้งตัวเครื่อง รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 13″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน วัสดุของตัวเครื่องนั้นหลักๆ ใช้เป็นวัสดุแม็กนีเซียมคุณภาพสูง พร้อมเคลือบซอฟต์ทัชสีดำ ภายนอกตัวเครื่องมีพื้นผิวที่เรียบง่ายแต่ยังให้ความรู้สึกมั่นคงเวลาจับถือเครื่องไปไหนมาไหน โดยรวมสำหรับการออกแบบนั้นทำให้ดูจริงจังและความเป็นมืออาชีพมากๆ ตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คสไตล์ ThinkPad

award new Design

 

from:https://notebookspec.com/web/585552-review-lenovo-thinkpad-x1-nano-intelevo

PyThaiNLP 2.3 ออกแล้ว พร้อมกับเพิ่มโมเดลใหม่

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2563 ไลบรารีภาษาไพธอนสำหรับประมวลผลภาษาไทย PyThaiNLP ได้ปล่อยเวอร์ชัน 2.3 โดยสรุปความเปลี่ยนแปลงได้ดังนี้

  • เพิ่มโมเดลใหม่สำหรับงานด้านการระบุหน้าที่ของคําในประโยค (Part-of-speech), งานด้านการระบุคําที่เป็นนิพจน์ระบุนาม (Name Entity Tagging) จากชุดข้อมูล LST20
  • เพิ่มโมเดลด้านการแปลภาษาและโมเดล wangchanberta ของสถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลบรารี
  • เพิ่มโมเดลสำหรับการระบุคําที่เป็นนิพจน์ระบุนาม (chunk parsing)

ข้อมูลเปิดเผย: ผู้เขียนเป็นสมาชิกในทีมพัฒนา PyThaiNLP

ที่มา: PyThaiNLP 2.3 Released! : PyThaiNLP Blog

from:https://www.blognone.com/node/121981