JD Central กับความท้าทายของเบอร์รอง แม้ยอดขายปี 2020 จะเติบโต 169%

JD.com คือ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ในจีน แถมแข่งกับ Alibaba อย่างสูสี และปี 2017 เกิด JD Central ที่ร่วมกันระหว่าง JD.com และ Central เพื่อสู้ศึก E-Commerce ในไทย แต่สุดท้ายเหมือนจะยังไม่มีที่ยืนในตลาด

jd central

JD Central ปรับตัวรับตลาดเปลี่ยน

สถานการณ์ E-Commerce ในไทยยังแข่งขันกันดุเดือด ผ่านมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท ในปี 2019 มี Lazada ของกลุ่ม Alibaba และ Shopee ของกลุ่ม SEA (มี Tencent เป็นผู้ลงทุน) เป็นสองผู้นำที่แย่งชิงจังหวะกันตลอด ซึ่งช่วง 3 ปีก่อนที่ JD Central เข้ามาในตลาด ก็ถูกมองว่าจะเข้ามาแข่งขันกับ 2 ผู้นำนี้ได้อย่างสูสี

วินเซนต์ หยาง ประธานกรรมการบริหาร JD Central ยอมรับว่า ทั้งการใช้อินเทอร์เน็ต, การซื้อสินค้าออนไลน์ และยอดขายของ JD Central ต่างเติบโต แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce กลายเป็นซื้อตรงกับแบรนด์สินค้ามากขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรักษาการเติบโตในอนาคต

jd central
วินเซนต์ หยาง ประธานกรรมการบริหาร JD Central

“เรามองว่าคนซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 20% ในปี 2020 ส่วนยอดขายปี 2020 ของ JD Central เพิ่มขึ้น 169% ผ่านจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 67% และมีค่าเฉลี่ยต่อบิล 8,605 บาท แต่เมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มมองข้ามการซื้อผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ทาง JD Central ก็ต้องมีกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อจูงใจพวกเขาให้กลับมา”

การทำตลาดที่เน้นกลุ่มระดับบนเช่นเดิม

เบื้องต้นการปรับตัวของ JD Central ในปี 2021 คือการเจาะตลาดลูกค้าระดับบน หรือ Hi-Target ให้เข้มข้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าแบรนด์ต่างๆ มาจำหน่าย, การให้ประสบการณ์ซื้อสินค้ากับลูกค้ากลุ่มนี้ให้ดีขึ้น รวมถึงการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์แบรนด์สินค้าต่างๆ เพื่อทำตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ร่วมกัน

jd central

“JD Central เติบโตจากลูกค้าระดับบนมาตั้งแต่แรก โดยในเดือนพ.ค. 2021 จะมีแคมเปญใหญ่เพื่อกระตุ้นการตลาดของปีนี้ โดยแคมเปญนั้นแสดงให้เห็นว่าเราต้องการเพิ่มยอดการจับจ่ายในแต่ละวันของลูกค้าพร้อมเติมเต็มความต้องการของผู้ขายด้วย”

ขณะเดียวกัน JD Central ยังมีแผนสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คล้ายกับช่วงแรกที่เคยทำตลาดผ่านการชูเรื่อง “จำหน่ายแต่ของแท้” ส่วนฝั่งผู้ขาย ทาง JD Central จะช่วยสร้างโอกาสทางการขายมากขึ้น ผ่านการเป็นมากกว่า Marketplace แต่คือ E-Commerce ที่มีบริการครบ และกระตุ้นยอดขายได้จริง

ท้าชนเรื่องราคากับแพลตฟอร์มคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทย “ราคา” คือตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อ จน Loyalty หรือความจงรักภักดีกับแพลตฟอร์ม E-Commerce ได้ยาก ทำให้ JD Central เตรียมใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อจูงใจเช่นกัน โดยเฉพาะการพร้อมเปรียบเทียบราคากับคู่แข่งตลอดเวลา

“ปีนี้จะเป็นปีนี้ JD Central มี Big Surprise เพราะเราต้องการเติบโต และกลายเป็นเบอร์หนึ่ง E-Commerce ในประเทศไทย ซึ่งจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องยกระดับทั้งประสบการณ์ของผู้ซื้อ และผู้ขายให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ JD Central พยายามทำมาโดยตลอด”

jd central

สำหรับ JD Central ยอดขายสินค้าที่มากที่สุดคือคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้าผู้ใช้ แต่หลังจากนี้บริษัทจะทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น เพราะมีกระแสการเติบโตมากกว่าเดิม ผ่านผู้บริโภคที่กล้าซื้อสินค้ากลุ่มนี้ผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

3 ปีแม้จะเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ในอุตสาหกรรม E-Commerce และ Startup เวลา 3 ปีถือว่าเร็ว และต้องมีผลลัพธ์ที่เห็นภาพกว่านี้ ซึ่ง JD Central อาจใช้เวลา 3 ปีได้ไม่ดีนัก เพราะจริงๆ แล้วควรจะแข่งขันกับ Lazada และ Shopee ได้สนุกกว่านี้ ดังนั้นคงต้องดูว่าในปี 2021 ทาง JD Central จะเติบโตได้มากขนาดไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post JD Central กับความท้าทายของเบอร์รอง แม้ยอดขายปี 2020 จะเติบโต 169% first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jd-central-2021-business-plan/