เทียบสเปกคอนโซลสายดิจิทัล PS5 Digital Edition VS Xbox Series S

ปีนี้สงครามคอนโซลดุเดือดเช่นเคยฝั่ง Xbox เปิดรายละเอียดนำมาก่อนเมื่อวันที่ 9 กันยาที่ผ่านมา ส่วน PS5 เพิ่งเปิดราคาไปสดๆ ร้อน เมื่อตอนตี 3 กว่าๆ ของวันที่ 17 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย

PS5 เปิดราคาถูกกว่าที่นักวิเคราะห์หลายๆ คนคาดไว้ จุดสำคัญคือ Digital Edition ราคาแค่ 399 เหรียญ (เท่า PS4) เหมือน Sony ยอมขายแบบเท่าทุนหรือขาดทุน เพื่อมาต่อกรกับรุ่นราคาถูกของอีกฝั่งอย่าง Xbox Series S ที่มีราคา 299 เหรียญสหรัฐ

ในบทความนี้ ผมจะมาชี้ให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง PS5 Digital Edition กับ Xbox Series S เครื่องรุ่นราคาถูกกว่าที่ตัดช่องใส่แผ่นออกไปของทั้งสองค่าย ว่าราคาที่ต่างกันอยู่ 100 เหรียญนั้น ต่างกันตรงไหนบ้าง ใครจะเป็นฝ่าย ได้เปรียบ-เสียเปรียบในรุ่นนี้ และฝั่งไหนจะเหมาะกับเกมเมอร์แบบไหนมากกว่ากัน

No Description

ในด้านซีพียู แทบไม่แตกต่าง

สเปกแรกคือซีพียูของทั้งสองฝั่ง ค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือซีพียูสถาปัตยกรรม Zen 2 ของ AMD แบบ 8 แกน เหมือนกัน แม้ PS5 จะใช้เทคโนโลยี Variable Frequency ปรับเพิ่มหรือลดการกินพลังงานของซีพียูไปเพิ่มให้จีพียูได้ (ไม่ใช่ Turbo Boost แบบบน PC) แต่ความเร็วพื้นฐานยังอยู่ที่ 3.5GHz และความเร็วพื้นฐานของซีพียู Xbox Serie S ที่ใช้ตัวเดียวกัน Xbox Series X ยังอยู่ที่ 3.6 GHz และ 3.4 GHZ หากรันพร้อมกันทุกแกน (SMT) ซึ่งก็ถือว่าต่างกันในระดับ 0.1 เท่านั้น เวลาใช้งานจริง คงไม่ส่งผลเท่าไร

ความต่างเริ่มที่จีพียู ฝั่งหนึ่งสร้างมาเพื่อ 4K อีกฝั่งตั้งเป้าที่ 1440p

ข้อแตกต่างหลักๆ ของ PS5 กับ Xbox Series S จะอยู่ที่จีพียู เพราะ Xbox Series S นั้น เป็นรุ่นลดสเปก เป้าหมายคือนักเล่นเกมที่ไม่ได้ซีเรียสกับความละเอียดระดับ 4K แบบเนทีฟมากนัก พลังของการ์ดจอ RDNA2 แบบคัสตอม ถูกลดจำนวน CUDA Cores ลงมาจาก 52 ยูนิต ความเร็ว 1.825 GHz ในรุ่น Series X เหลือ 20 ยูนิต ที่ความเร็ว 1.565 GHz และมีพลังประมวลผล ลดจาก 12 TFLOPS เหลือเพียง 4 TFLOPS เท่านั้น

ในด้าน PS5 รุ่น Digital Edition ยังคงสเปกจัดเต็มแบบรุ่นพี่ไว้ดังเดิม ต่างกันแค่ถอดช่องอ่านแผ่นออกไป แปลว่ายังมีจีพียู RDNA2 แบบคัสตอมที่มีจำนวน CUDA Cores อยู่ที่ 36 ยูนิต ที่ความเร็ว 2.23 GHz พลังประมวลผล 10.28 TFLOPs มากกว่า Xbox Series S ถึงสองเท่าครึ่ง แม้จะมีเทคโนโลยีแบ่งความเร็วกับซีพียู Variable Frequency ที่กล่าวไปก่อนหน้า ที่อาจทำให้ความเร็ว CUDA Cores ถูกลด ในเกมที่กินสเปกฝั่งซีพียู แต่ก็ยังถือว่าเร็วกว่า Xbox Series S อยู่มากพอสมควร

แรม Xbox Series S ลดเหลือ 10GB แบนด์วิธก็ลดลงเช่นกัน

อีกจุดที่ฝั่ง Xbox Series S ปรับลดต้นทุน ที่แม้จะใช้แบบ GDDR6 เช่นกัน แต่ก็ลดขนาดจาก 16GB ใน Series X เหลือ 10 GB และลดแบนด์วิธจาก 10GB ที่ 560 GB/s + 6GB ที่ 336 GB/s เหลือ 8GB ที่ 224 GB/s + 2 GB ที่ 56GB/s เท่านั้น

ในขณะที่ PS5 Digital Edition ยังมีแรม 16GB GDDR6 แบนด์วิธการส่งข้อมูล 448GB/s เช่นเดิม

สตอเรจ PS5 ยังคงกินขาดด้านความเร็ว

แน่นอน จุดขายของ PS5 ยังคงเป็นความเร็วของ SSD แบบคัสตอม ขนาด 825GB ที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบบ Raw ถึง 5.5GB/s ในขณะที่ Xbox Series S ลดขนาด SSD จาก 1TB ในรุ่น Series X ลงมาเหลือ 512GB แล้ว แม้จะยังไม่มีรายละเอียดความเร็ว แต่คงไม่น่ามีความเร็วมากกว่ารุ่น Series X ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล Raw อยู่ที่ 2.4 GB/s ไปได้ ยังคงแพ้ PS5 อยู่

แถมจุดเด่นในข้อนี้ PS5 ยังมุ่งเป้าจะพัฒนาเกมที่มีความแตกต่างและใช้งาน SSD แบบคัสตอมในการโหลดเปลี่ยนฉากหรืออื่นๆ อย่างเต็มที่อีกด้วย ซึ่งน่าจะได้เห็นกันในเกม Exclusive ที่เป็นจุดเด่น และไม้ตายในการคว้าชัยของ Sony ในรุ่น PS4 ที่คงจะทยอยเปิดเผยข้อมูลออกมาเรื่อยๆ ต่อไป

No Description

ด้าน Backward Compatibility ฝั่ง Xbox Series S ยังได้เปรียบ

หากใครที่ต้องการกลับไปเล่นเกมเก่าๆ เช่นบน PS1-PS3 อาจต้องทำใจ เพราะ PS5 จะรองรับการเล่นย้อนหลังถึงเพียง PS4 เท่านั้น ส่วน Xbox ทั้ง Series S และ X จะรองรับการเล่นเกมย้อนหลังได้ถึงรุ่น Xbox รุ่นแรกเลยทีเดียว (แน่นอนว่าในแบบดาวน์โหลด) แต่ส่วนตัวคิดว่าในบ้านเรา มีผู้เล่นฝั่ง Xbox ค่อนข้างน้อย ในด้านนี้อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจนัก

ข้อได้เปรียบที่แท้จริงของ Xbox Series S: Game Pass และ Project xCloud

เมื่อเป็นเครื่องรุ่นที่เล่นแผ่นไม่ได้ บริการออนไลน์และการเล่นเกมแบบดาวน์โหลดจึงค่อนข้างสำคัญ แม้ PS Plus จะแจกเกมฟรีอย่างน้อยสองสามเกมทุกเดือน แต่ก็มักจะเป็นเกมเก่า ส่วนบริการเล่นเกมผ่านคลาวด์อย่าง PS Now ก็ยังไม่เปิดให้บริการเต็มที่นัก และยังตามหลัง Project xCloud ของฝั่ง Xbox อยู่

รวมถึงฝั่ง Xbox ยังมี Xbox Game Pass ที่เป็นบริการเล่นเกมแบบเหมาจ่ายรายเดือน มีเกมให้เลือกโหลดมาเล่นได้มากมาย รวมถึงมักจะมีเกมใหม่ๆ มาให้เล่นด้วย แม้อินเตอร์เน็ตในบ้านเรา อาจจะเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการเล่นเกมผ่าน Cloud อยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเป็นอีกข้อได้เปรียบของฝั่ง Xbox เมื่อมองในระยะยาว

PS5 ถือแฟรนไชส์เกม Exclusive เด่นๆ อยู่ในมือมากกว่า

แน่นอนว่าในบ้านเราแฟนๆ ของเกมของฝั่ง PlayStation อย่าง God of War, Spider-Man หรือ Horizon Zero Dawn และเกมอื่นๆ คงจะหนีจาก PS5 ไปได้ยาก แถม Halo บนฝั่ง Xbox ก็ถูกเลื่อนไปปี 2021 อีก คงลืมไปไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วจุดประสงค์ของเครื่องเกม ก็คือซื้อมาเล่นเกม แม้บริการ xCloud หรือบริการ Game Pass จะดูน่าดึงดูดใจ แต่ก็คงต้องช่างใจอีกที ว่าคุ้มจริงๆ มั้ย หากต้องย้ายค่าย และไม่ได้เล่นเกมภาคต่อของแฟรนไชส์โปรดที่คุ้นเคย

สรุป

ค่อนข้างชัดเจนว่าข้อแตกต่างหลักระหว่างสองเครื่องนี้ในราคา 100 เหรียญ อยู่ที่ประสิทธิภาพด้านกราฟฟิก ที่ฝั่ง PlayStation Digital Edition ยังสามารถเล่นเกมแบบ 4K แท้ได้เต็มที่เหมือนกับรุ่นใส่แผ่น ใครที่มีทีวี 4K ขนาดยักษ์ที่รองรับ HDR แบบจัดเต็มอยู่ที่บ้าน น่าจะอยากได้เครื่องเกมที่จะรีดประสิทธิภาพของทีวีออกมาได้เต็มที่ และแม้ฮาร์ดดิสก์ SSD แบบคัสตอมของ PS5 จะมีความเร็วมากกว่า แต่ก็คงต้องรอดูต่อไปว่าผู้พัฒนาเกม Exclusive ของฝั่ง PlayStation จะใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้มากแค่ไหน

ส่วนฝั่ง Xbox Series S ปรับลดสเปกลงมาเพื่อลดต้นทุน และมุ่งเป้าไปที่การเล่นเกมแบบ 1440p เท่านั้น (ที่อาจได้เฟรมเรตสูงกว่า) หากใครที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องภาพ 4K และไม่ได้อินกับเกม Exclusives ของฝั่ง PlayStaion แถมกำลังอยากประหยัดเงิน 100 เหรียญ หรือประมาณ 3,200 บาทอยู่ รวมถึงพร้อมเปิดใจ และมองว่าบริการอย่าง Xbox Game Pass หรือ xCloud น่าจะเป็นเส้นทางแห่งอนาคตของวงการเกม เครื่อง Xbox Series S ก็ดูจะน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

No Description

from:https://www.blognone.com/node/118505