รีวิว Android 11 มีฟีเจอร์ใหม่อะไรบ้าง

วันนี้กูเกิลปล่อย Android 11 ตัวจริงให้กับมือถือตระกูล Pixel และมือถือบางรุ่นจากพันธมิตรหลายแบรนด์ ตัวของ Android 11 เปิดทดสอบพรีวิวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จึงไม่มีของใหม่อะไรที่เป็นเซอร์ไพร์สอีกแล้ว แต่เชื่อว่าผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ใช่นักพัฒนาหรือผู้ทดสอบ Beta น่าจะเริ่มได้จับ Android 11 กันจริงๆ จังๆ ก็ในวันนี้เป็นต้นไป

ผมมีโอกาสใช้งาน Android 11 บน Pixel 3 มาสักระยะตั้งแต่ตอน Beta พอเวอร์ชันจริงเปิดให้ใช้งานกัน ก็อยากมาแนะนำของใหม่ใน Android 11 จากการใช้งานเองโดยตรง

No Description

หลังจากกดอัพเดต Android 11 ที่รอกันมานาน บูตเครื่องใหม่ สิ่งที่ผู้ใช้ Android 11 ทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันหมดคือ มันไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนเลย (วะ) ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะหน้าจอหลักของ Android เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายเวอร์ชันแล้ว (ส่วนหนึ่งก็สะท้อนว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่เติบโตจนถึงระดับหนึ่งแล้ว)

อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดแล้ว Android 11 มีของใหม่เพิ่มเข้ามาอีกพอสมควร (แม้หลายอย่างอาจไม่เห็นชัดเจนใน UI) ในประกาศของกูเกิลเอง แยกของใหม่ออกเป็น 3 หมวดคือ People, Control, Privacy ซึ่งในบทความนี้ก็ขอยึดตามการแยกหมวดของกูเกิลด้วย

People

Conversations

ฟีเจอร์ใหม่ที่เด่นที่สุดของ Android 11 คือการปรับปรุงระบบ notification ไปอีกขั้น (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใน notification คงไม่สามารถเรียกวาเป็น Android เวอร์ชันใหม่ได้ เพราะเปลี่ยนทุกรุ่นจริงๆ)

จากเดิมใน Android 10 เราสามารถแยกหมวดของการแจ้งเตือนได้เป็น alert กับ silent (ซึ่งแยกกันให้เห็นด้วย UI) พอมาถึง Android 11 มีการแจ้งเตือนหมวดที่สามเพิ่มเข้ามาคือ conversations ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่ามันเป็นหมวดแยกเฉพาะสำหรับการแชทนั่นเอง

กูเกิลให้เหตุผลว่า ยุคสมัยนี้เราแชทกันเยอะมาก ทำให้การแจ้งเตือนว่ามีแชทใหม่ มีความสำคัญมากกว่าการแจ้งเตือนชนิดอื่นๆ (เช่น มีอีเมลใหม่หรือมีคอมเมนต์ใหม่) เพราะเรามักคุยกับคนเดิมๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ต่างจากการกดดูอีเมลใหม่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกสนใจอีเมลฉบับนั้นไปเลย กูเกิลจึงแยกหมวด conversations ออกมาให้เฉพาะ

นอกจากการมีหมวด conversation ของตัวเองแยกต่างหากในแถบ notification แล้ว เรายังสามารถตั้งค่าการแชทให้มีความสำคัญ (priority) เป็นพิเศษได้ด้วย ทำให้มันสามารถทะลุผ่านโหมด Do Not Disturb เข้ามาได้อีกต่างหาก (ตัวอย่างการใช้งานเช่น ตอนกลางคืนเปิดโหมด DND เพื่อไม่แชทกับใครเลย ยกเว้นคนในครอบครัวที่ตั้งเป็น priority)

ฟีเจอร์ conversations จำเป็นต้องให้แอพแชทรองรับด้วยจึงจะใช้งานได้ (รายละเอียดในหน้า Android Developers) เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ ตอนนี้ยังมีเพียง Facebook Messenger และ Android Messages เท่านั้นที่รองรับ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าแอพแชทยอดนิยมตัวอื่นๆ (เช่น LINE, Telegram, WeChat, Slack) จะรองรับตามมา

No Description

Bubbles

นอกจาก conversations แล้วยังมีฟีเจอร์อีกตัวที่มาคู่กัน (แต่เป็นคนละอย่างกัน) คือ bubble หรือการให้หน้าจอแชทลอยทับแอพตัวอื่นๆ ใครที่เคยใช้ฟีเจอร์ Chat Head ของ Facebook Messenger มาแล้วคงคุ้นเคยกับฟีเจอร์นี้

ฟีเจอร์ bubble ของ Android 11 ไม่ต่างอะไรจาก Chat Head เลยสักนิดในแง่การใช้งาน จุดต่างคือระบบการทำงานเบื้องหลัง เพราะ Chat Head เดิมเป็นฟีเจอร์ของ Messenger เขียนขึ้นเอง แต่ bubble เป็นการรองรับที่ระดับ OS ทำให้แอพแชทตัวอื่นๆ สามารถทำหน้าจอลอยทับแบบเดียวกันได้ด้วย

ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ Messenger เป็นแอพแชทตัวแรกที่รองรับ bubble เพราะทำได้อยู่แล้ว แค่เปลี่ยนเอนจินเบื้องหลังมาเรียกใช้บริการของ OS แทนการเขียนทับหน้าจอเองเท่านั้น อีกทั้งเมื่อเป็นฟีเจอร์ของ OS ก็สามารถทำอะไรได้มากขึ้น เช่น กำหนดได้ว่าแชทห้องไหนบ้างที่คุยเป็น bubble ได้ (เลือกได้ all, select, none)

ฟีเจอร์ bubble จำเป็นต้องให้แอพแชทรองรับด้วยเช่นกัน (รายละเอียดในหน้า Android Developers) ซึ่งก็คงต้องรอกันอีกสักระยะกว่าจะใช้กันแพร่หลาย

No Description

No Description

No Description

Control

Device Controls

หากถามว่าหน้าจอไหนของ Android 11 ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุด คงเป็นหน้าจอ Power Menu เวลาที่เรากดปุ่มปิดหน้าจอค้างไว้ ของเดิมเป็นการขึ้นปุ่มเล็กๆ ขึ้นมาที่ขอบด้านข้างว่าต้องการปิดเครื่องหรือไม่ ของใหม่กลายเป็นหน้าจอใหม่เต็มจอ ที่ใช้ควบคุมหรือสั่งการอุปกรณ์สมาร์ทโฮมในบ้านได้ด้วย

ถ้าในบ้านมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Google Home อยู่แล้ว เช่น Chromecast, Nest Hub หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฮมอื่นๆ ที่รองรับ อย่างหลอดไฟอัจฉริยะหรือเครื่องฟอกอากาศ ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีก เราจะเห็นอุปกรณ์เหล่านี้โผล่ขึ้นมาในหน้าจอนี้ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแอพแยกอีกต่อไป

No Description

ในประเทศที่มีระบบจ่ายเงิน Google Pay ให้บริการ หน้าจอนี้ยังรวมระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ เปิดบัตรเพื่อไปแตะจ่ายผ่าน NFC ได้ด้วย (ลักษณะคล้ายๆ Wallet ของ iOS) แต่คนไทยก็อดกันตามเคยนะครับ

หน้าจอตัวอย่างที่กูเกิลนำมาโชว์

No Description

Media Controls

ฟีเจอร์อีกอันเกี่ยวกับการควบคุม ที่น่าจะได้ใช้ประโยชน์กันเยอะ คือการควบคุมเพลงหรือมีเดียใน notification

ใน Android เวอร์ชันก่อนหน้านี้สามารถควบคุมการเล่นเพลงจาก Spotify หรือคลิป YouTube ได้จากแถบ notification อยู่แล้ว เพียงแต่เวอร์ชันนี้ออกแบบตัวควบคุมใหม่ ให้มีลักษณะเป็น widget ลอยค้างอยู่ตลอด และรองรับการควบคุมแอพมีเดียหลายตัวพร้อมกันได้ด้วย (สังเกตภาพขวาจะเห็นจุดสีขาวในกรอบสีน้ำเงินของ Spotify ที่เราสามารถปัดไปเป็นแอพตัวอื่นที่เปิดอยู่ได้ เช่น YouTube ในภาพซ้าย)

No Description

Privacy

ในยุคที่คนสนใจเรื่องความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาก ผู้ใช้ Android คงสังเกตได้ว่า OS มีความเข้มงวดเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกเวอร์ชันเช่นกัน

ของใหม่ใน Android 11 คือ one-time permission หรือการอนุญาตให้สิทธิการเข้าถึง “เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว” แบบเดียวกับที่ iOS มีมานาน ช่วยให้ผู้ใช้เปิดสิทธิให้แอพเป็นการชั่วคราว ก่อนตัดสินใจในภายหลังว่าจะให้สิทธิแบบถาวรหรือไม่

No Description

Android 11 ยังสามารถเพิกถอนสิทธิที่เคยให้ไปแล้ว กับแอพที่ไม่เปิดใช้เป็นเวลานานๆ (ที่เราลืมไปแล้วว่าเคยให้สิทธิอะไรไปบ้าง) กูเกิลเรียกฟีเจอร์นี้ว่า auto-reset permissions ซึ่งตรงนี้คงยังไม่มีใครได้ใช้งานจริงๆ จังๆ (ไม่รู้ว่า “นาน” ของกูเกิลมันนานแค่ไหนกัน)

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

Screen Record

ฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์มากๆ และเรียกร้องกันมานานคือ Screen Record หรือการอัดคลิปหน้าจอ ก่อนหน้านี้เราต้องใช้แอพแยกเฉพาะ ซึ่งความเสี่ยงเรื่องความเป็นส่วนตัว เพราะแอพสามารถบันทึกหน้าจอของเราได้หมด ตอนนี้กูเกิลมาทำเองที่ระดับ OS เลย น่าจะทำให้หลายคนสบายใจมากขึ้น

วิธีการใช้งานต้องเปิดจากช็อตคัตในแถบ notification เท่านั้น (ไม่มีแอพแยกเฉพาะ) ตอนแรกผมก็หาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน เพราะไอคอน Screen Record แอบอยู่ในช็อตคัตที่ต้องเลือกเพิ่มเข้ามาก่อนจากหน้า edit

พอเพิ่มช็อตคัต Screen Record เรียบร้อยแล้ว ก็กดปุ่ม Screen Record เพื่อบันทึกหน้าจอได้เลย ฟีเจอร์ที่มีก็พื้นฐานคือ เลือกแหล่งเสียงที่ต้องการอัดได้ว่าเอาเสียงจากไมโครโฟน หรือเสียงประกอบของแอพที่ใช้อยู่ตอนนั้น และเลือกแสดงการแตะหน้าจอในคลิปที่บันทึกได้

เมื่ออัดคลิปเสร็จแล้วสามารถตัดต่อคลิปแบบง่ายๆ (ตัดหัวตัดท้าย) แล้วแชร์ไปยังแอพอื่นๆ ได้เหมือนการแชร์คลิปวิดีโอตามปกติ

No Description

Recommendations

ฟีเจอร์อีกชุดของ Android 11 จำเป็นต้องใช้บนสมาร์ทโฟนตระกูล Pixel 2 ขึ้นไป ที่มีชิปแยกเฉพาะสำหรับประมวลผล AI ในเครื่อง ฟีเจอร์ชุดนี้ไม่มีอะไรที่เป็นฟีเจอร์ใหญ่ๆ แต่เน้นการใช้ AI ช่วยคาดเดาเพื่ออำนวยความสะดวกให้เราในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า

ตัวอย่างฟีเจอร์ชุดนี้ได้แก่ ในแถบด้านล่างสุดของหน้าโฮมที่เป็นไอคอน 5 ตัวอยู่เหนือ search bar ตอนนี้ OS สามารถคาดเดาไอคอนที่เราน่าจะใช้งานบ่อยๆ ได้จากพฤติกรรมในอดีตของเรา (ผ่าน machine learning ที่รันในเครื่องมือถือ)

หากเราลากไอคอนเดิมออกจากแถวด้านล่าง ถ้าเป็น Android เวอร์ชันก่อนๆ ไอคอนตรงนี้จะโบ๋หายไป แต่ใน Android 11 บน Pixel จะมีไอคอนใหม่โผล่ขึ้นมาแทน โดยไฮไลท์สีล้อมรอบเพื่อให้สังเกตเห็นว่าเป็นการเลือกโดย AI

ตัวอย่างในคลิปเป็นการลองลากไอคอน Camera ออกไป จะเห็นว่ามีไอคอน Settings โผล่ขึ้นมาแทน (คลิปนี้อัดโดย Screen Record ของ Android 11)

ฟีเจอร์อื่นในชุดได้แก่ การคาดเดาสิ่งที่เราจะแชทผ่านฟีเจอร์ Smart Reply (ต้องใช้ร่วมกับ Gboard และใช้ได้เฉพาะแชทภาษาอังกฤษ) หรือ การลากไอคอนแอพสองตัวมาชนกันเพื่อสร้างเป็นโฟลเดอร์ โดย OS จะตั้งชื่อโฟลเดอร์ให้อัตโนมัติ โดยคาดเดาจากประเภทของแอพที่เอามารวมในโฟลเดอร์นั้น (เช่น โฟลเดอร์นั้นมี Camera กับ Google Photos ก็จะตั้งชื่อว่า Photography ให้เลย)

รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านใน Google Blog

ฟีเจอร์อื่นๆ ของ Android 11

บทสรุป: ของใหม่ไม่เยอะมาก แต่อัพเดตเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ภาพรวมของ Android 11 คงเป็นเหมือนที่กล่าวไปตอนต้นบทความ ว่าเริ่มมีของใหม่ที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ไม่มากนัก โดยรวมแล้ว UI ยังคงเหมือนเดิม แต่ในรายละเอียดแล้วก็ยังมีของใหม่อีกพอสมควรที่ซ่อนอยู่ และช่วยให้ชีวิตดีขึ้นในระยะยาว เช่น Conversations หรือหน้าจอ Devices/Media Control

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Android 11 อาจไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นระยะเวลาในการอัพเดตที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะในรอบนี้ไม่ได้มีแต่มือถือตระกูล Pixel ที่ได้อัพเดตตั้งแต่วันแรก แต่ยังครอบคลุมถึงมือถือยี่ห้ออื่นๆ อย่าง Xiaomi, Oppo, OnePlus, Realme ด้วย แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของ Android ในฐานะแพลตฟอร์ม ที่แก้ปัญหายักษ์ใหญ่มากเรื่องมือถือไม่ได้อัพเดตเวอร์ชัน ไปได้พอสมควรแล้ว

ปิดท้ายด้วยหน้าจอ easter egg ของ Android 11 ที่ยังใช้ธีม “ลูกบิด” ตามมีม up to eleven โดยต้องหมุนให้ได้จังหวะเพื่อให้โชว์เลข 11 นั่นเอง

No Description

from:https://www.blognone.com/node/118345