เทคโนโลยีชิปฝังสมอง Neurotechnology คืออะไร? Neuralink คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไรกับมนุษย์บ้าง?

หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นเทคโนโลยีการสั่งงานเครื่องจักร, คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ผ่านความคิดกันมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นจากหนัง หรือการ์ตูน (ประมาณว่าใช้แค่ความคิดก็ขยับเคอร์เซอร์เมาส์ หรือพิมพ์ได้โดยไม่ต้องขยับร่างกาย) แต่ใครจะรู้ว่าในปัจจุบันมีการทดลอง และทดสอบเทคโนโลยีดังกล่าวจริง ๆ แล้ว โดยชื่อของมันก็คือ Neurotechnology หรือประสาทเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้บริษัท Neuralink ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงชิป N1 ของ Neuralink ที่สามารถฝังเข้าไปในสมองเพื่อใช้ฟีเจอร์ล้ำ ๆ ต่าง ๆ ได้

Neurotechnology คืออะไร?

ก่อนที่เราจะเข้าไปถึงตัวเทคโนโลยีของ Neuralink นั้น ขอเท้าความถึงการทำงานของสมองมนุษย์กันก่อน ซึ่งตามหลักการแล้วสมองมนุษย์ประกอบไปด้วยเส้นประสาทต่าง ๆ ที่เรียกว่า Neurons เมื่อเวลาสมองทำงานจะมีการส่งประจุกระแสไฟฟ้าไปยังเส้นประสาทต่าง ๆ ตามลำดับเรียกว่า Synapses เพื่อประมวลผลสิ่งที่เรารู้สึกจากประสาทสัมผัสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ เห็น, การได้กลิ่น, การได้ยิน, ประสาทการรับรส และประสาทสัมผัส สรุปสั้น ๆ ก็คือทุกสิ่งที่เราสัมผัสผ่านทางระบบประสาทต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงแค่กระแสไฟฟ้า (Synapses) ในร่างกายที่ส่งไปหาเส้นประสาท (Neurons) ต่าง ๆ เท่านั้น

เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถสร้างเทคโนโลยีบางอย่างที่สามารถเลียนแบบการทำงานของกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ได้ แล้วฝังเครื่องนั้นลงไปในสมอง เราจะสามารถหลอกสมองของเราให้รู้รับรู้ถึงสัมผัสต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เห็น หรือไม่ได้สัมผัสจริง ๆ ผ่านการจำลอง Synapse หรือประจุไฟฟ้าได้ และนี่ก็คือเทคโนโลยี Neurotechnology นั่นเองครับ

Neuralink คือใคร?

Neuralink คือบริษัท Start-up สัญชาติอเมริกาที่ก่อตั้งขึ้นมาในช่วงปี 2016 นำโดยนักวิศกรชื่อดัง Elon Musk เจ้าของบริษัทรถพลังงานไฟฟ้า Tesla โดยมีจุดประสงค์หลักคือการพัฒนาเทคโนโลยี ชิปฝังสมอง Neuralink ที่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเส้นปราสาทในการส่งสัญญาณต่าง ๆ ตรงเข้าสู่สมอง ซึ่งอัปเดตล่าสุดได้มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดตั้ง และการถอนชิป ไปจนถึงการใช้งานในช่วงเบื้องต้นที่จะโฟกัสหลัก ๆ ไปที่การใช้งานทางการแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ โดย Elon Musk ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าชิปฝังสมอง Neuralink จะสามารถรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นประสาทได้ ไม่ว่าจะเป็น ตาบอด หูหนวก อัมพาต ไปจนถึงโรคซึมเศร้าอีกด้วย

 

และถ้าหากในอนาคต Neurotechnology ถูกพัฒนาขึ้นจนสามารถใช้งานได้กับมนุษย์ทั่วไปแล้ว ความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีดังกล่าวที่บริษัท Neuralink ได้พัฒนาขึ้น จะสามารถนำไปใช้งานในด้านไหนได้บ้าง?

หน้าต่างแสดงผลแบบ AR (Augmented Reality)

Neurotechnology สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากไม่ว่าจะเป็นการทำ Interface แบบ AR (Augmented reality) ที่จะใส่ การแสดงผลต่าง ๆ ทับลงไปในการมองเห็นปกติ คล้าย ๆ กับเราเห็นเมนูต่าง ๆ ลอยอยู่กลางอากาศได้เหมือนกับ Google Glass ที่เอาจอเล็ก ๆ มาติดไว้ตรงสายตา หรือพวกข้อมูลอย่างเช่น อัตราการเต้นหัวใจ ข้อมูลของสิ่งรอบตัว ฯลฯ เหมือนกับเหล่า HUD (Head-up display) ที่เราเห็นในเกมแบบ FPS นั่นเอง

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากภาพยนต์เรื่อง The Matrix ที่เล่นกับเรื่องของโลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิ้ลที่อยู่ที่ท้ายทอยของตัวละคร เพื่อนำเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวละครสู่ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ โดยสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวละครรู้สีกในโลกนั้นล้วนเป็นกระแสไฟฟ้าที่ส่งเข้าไปในสมองให้รู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ทำให้เวลากิน เห็น หรือได้กลิ่นอะไรนั้นจะรู้สึกว่าสิ่งนั้นเหมือนจริงนั่นเอง

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คืออนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Accel World ที่ใช่เทคโนโลยีที่ชื่อว่า Neurolinker ในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการรับชมสื่อบันเทิงต่าง ๆ ไปจนถึงการทำงานในชีวิตประจำวันผ่านการแสดงผลกลางอากาศขึ้นมา นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ให้เราได้เห็นถึงศักยภาพ และความเป็นไปได้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Neuralink ซึ่งคอนเซปต์เหล่านี้อาจจะฟังดูเพ้อเจ้อออกไปทางหนัง Sci-fi ไปซักหน่อย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่มากพอ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถเป็นความจริงได้

 

โลกเสมือนจริง (Virtual Reality)

อีกเรื่องที่น่าสนใจของเทคโนโลยี Neuralink นั้นคือการพัฒนาความสมจริง และความเป็นไปได้ของ VR หรือโลกเสมือนจริง ซึ่งเทคโนโลยี VR ตอนนี้ยังทำได้แค่การมองเห็นผ่านทางเครื่องเล่น VR อย่าง HTC Vive หรือ Oculus rift แต่หากว่า Neuralink เป็นความจริงเมื่อไหร่ เราจะสามารถเข้าสู่โลก VR เหมือนกับเรากำลังฝันอยู่ได้ อ้างอิงจากอนิเมชั่นญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Sword Art Online ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Full-dive อัปโหลดจิตใต้สำนึกตัวเองเข้าไปในโลกเกม MMO-RPG ได้ทำให้เราสามารถเล่นเกมได้ขณะที่นอนหลับอยู่นั่นเอง โดยในโลกนั้นเราจะสามารถมองเห็น ได้กลิ่น สัมผัส และกินอาหารที่อยู่ในโลกนั้นได้ทั้งหมด ผ่านการส่งกระแสไฟฟ้าจากเครื่อง Nerve-gear ที่ใช้คอนเซปต์เดียวกับกับ Neuralink (ใครที่สนใจสามารถหาดูได้ใน Netflix ครับ 🤣)

 

การใช้งานทางการแพทย์

จากที่ได้มีการเกริ่นเกี่ยวกับการทำงานคร่าว ๆ ของสมองมาแล้วเรารู้ว่าสมองทำงานโดยการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทไปยังสมองส่วนต่าง ๆ ส่วนมากแล้วโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทจะเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ หรือการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทบางส่วนทำให้สมองไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสมองส่วนนั้นได้ ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการควบคุมสมองส่วนนั้น ๆ ไป

ดังนั้น Neuralink จะมาทำหน้าที่เหมือนเส้นประสาทเส้นใหม่เพื่อมาช่วยในการส่งกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมองทำให้สามารถรักษาโรคเส้นประสาทต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นโรคพาคินสัน ตาบอด หูหนวก หรือโรคพิการบางส่วนได้ มากไปกว่านั้น Neuralink ยังสามารถนำมาเป็นทางเลือกในการใช้ควบคุมอวัยวะเทียมต่าง ๆ ได้ผ่านการสั่งการทางสมองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น มือ หรือขาหุ่นยนต์ก็สามารถทำได้ครับ

นอกจากนี้ Neuralink ยังสามารถช่วยสั่งการให้สมองหลั่งฮอร์โมนบางประเภทออกมามากขึ้นเพื่อให้ร่างกายของเรามีสมรรถภาพที่ดีขึ้นตามการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับ, ช่วยให้ตื่นตัว หรือช่วยคลายความเครียดก็สามารถทำได้ อีกทั้งโรคซึมเศร้าที่มีอาการเกี่ยวโยงโดยตรงกับสารเคมีในสมองก็ยังสามารถเอาเทคโนโลยีของ Neuralink มาช่วยได้อีกด้วย จึงสรุปได้ว่า Neuralink จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมวงการแพทย์ ผ่านการนำไปใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับสมอง และเส้นประสาทต่าง ๆ นั่นเองครับ

 

Bandwidth หรือความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลจากสมอง

สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ ๆ ของการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ คือเรื่องของ Bandwidth (ความเร็วในการรับส่งข้อมูล) ไม่จะเป็นการนำข้อมูลออกจากสมอง หรือเข้าสู่สมองนั้นล้วนใช้เวลา และพลังงานมาก ยกตัวอย่างเช่นการพิมพ์งานบางอย่างที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ และเรียบเรียงจนกว่าจะเป็นรูปร่างก่อนที่จะสั่งให้สมองขยับนิ้วเพื่อพิมพ์ข้อมูลเหล่านั้นออกมา หรือเราอยากจะเรียนอะไรซักอย่างเราต้องใช้เวลา เป็นสัปดาห๋ เดือน หรือเรื่องยาก ๆ เป็นปีเพื่อที่เราจะเข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ได้

Neuralink จะเข้ามาตัดตัวกลางในการส่งข้อมูลเพื่อที่เราจะสามารถรับ-ส่งข้อมูลโดยตรงจากอุปกรณ์สู่สมอง หรือสมองสู่อุปกรณ์ได้ทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องใช้มือ หรือจะอัปโหลดข้อมูล และความรู้ต่าง ๆ ลงสมองได้โดยที่ไม่ต้องเสียเวลานั่งอ่านทำความเข้าใจเลยอีกด้วย (น่าจะมีประโยชน์ช่วงสอบแน่นอน) ตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจคือ สมมติว่าเราจะไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่เราไม่เชี่ยวชาญเส้นทาง เราสามารถใช้งาน Neurolink เพื่อส่งข้อมูลที่สแกนมาจากสมองคนท้องถิ่นที่เคยชินกับเส้นทางมาก่อนแล้ว ทำให้เราสามารถเที่ยวญี่ปุ่นได้โดยที่ไม่ต้องดูแผนที่เลยครับ 😁 โดยแนวคิดนี้ได้ถูกคอนเฟิร์มโดย Elon Musk ในงานไลฟ์อัปเดตของ Neuralink ว่าชิปฝังสมองจะสามารถบันทึกความทรงจำบางอย่าง และสามารถให้เรารีเพลย์ความทรงจำเหล่านั้นอีกรอบได้

 

ความเป็นไปได้ของ Neuralink

เทคโนโลยี Neuralink นั้นมีความเป็นไปได้สูงมากเพราะล่าสุด Elon Musk ก็ได้ออกมาให้อัปเดตเล็กน้อยเกี่ยวกับบริษัท Neuralink ที่ได้ค้นคว้า และพยายามพัฒนาระบบ ชิปฝังสมองมาตั้งแต่ปี 2016 จนถึงตอนนี้ที่กำลังทดลองตัวเทคโนโลยีกับสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอีกไม่นานก็จะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่ออีกด้วย

สำหรับใครที่กลัวว่าต้องผ่าสมองแล้วใส่ CPU อันใหญ่ ๆ เข้าไปก็ไม่ต้องตกใจไปครับเพราะชิป N1 ของ Neuralink นั้นมีขนาดเพียง 4 x 4 มิลลิเมตร และสามารถใส่ได้สูงสุดถึง 10 ตัวขึ้นไปในส่วนต่าง ๆ ของสมอง ผ่านการผ่าตัดที่ควบคุมโดยเครื่องจักรทั้งสิ้นคล้าย ๆ กับการทำเลสิกนั่นเอง ซึ่งกระบวนการในการฝังชิปนั้นแทบจะไม่ควรเรียกว่าการผ่าตัดเลยด้วยซ้ำเพราะชิปแต่ละตัวนั้นจะถูกใส่ผ่านรอยผ่าขนาดเพียง 8 มิลลิเมตรเท่านั้น และทุกอย่างจะถูกส่งมาที่ตัวควบคุมที่วางอยู่หลังหูเชื่อมต่อโดยตรงสู่มือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ของคุณ

ซึ่ง Elon Musk ได้ให้ข้อมูลอีกเล็กน้อยว่าเทคโนโลยี Neuralink ของเขาสามารถสตรีมเพลงเข้าสมองโดยตรงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหูฟังเลย แค่เปิดเพลงจากแอปอย่าง Spotify ปุ๊บ เสียงเพลงก็จะดังอยู่ในหัวของเราทันที

แต่กว่า Neuralink จะสามารถนำมาใช้งานจริง ๆ ได้ก็ต้องผ่านการทดสอบอันยาวเหยียดจาก FDA (คณะกรรมการอาหาร และยา) ก่อน ซึ่งตอนนี้ได้มีการอนุญาติให้ทดลองใช้กับผู้ป่วยโรคพาร์คินสันแล้ว เอาเป็นว่าจนกว่าจะถึงตอนนั้นเราก็คงต้องฟังเพลงผ่านทางหูฟัง หรือเล่นเกม VR จากอุปกรณ์ในยุคปัจจุบันกันไปก่อน แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง Neuralink จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการเทคโนโลยีแน่นอนครับ

 

Source: Independent, Aperture, Neuralink 

from:https://droidsans.com/how-neurotechnology-works-and-how-apply-them-in-everyday-lives/