Cloudflare เริ่มส่งข้อมูลโปรโตคอลที่รองรับผ่าน DNS ใช้งานใน iOS 14 ได้แล้ว

Cloudflare ประกาศรองรับ DNS เรคคอร์ด HTTPS เพื่อระบุว่าว่าเว็บรองรับโปรโตคอล HTTP/2 และ HTTP/3 หรือไม่ เปิดทางให้ไคลเอนต์สามารถเชื่อมต่อเข้าเว็บได้เร็วขึ้น โดยตอนนี้ Safari ใน iOS 14 สามารถเปิดฟีเจอร์นี้ขึ้นมาทดสอบได้แล้ว

โดยปกติแล้วหากผู้ใช้ไม่ได้ระบุโปรโตคอลด้วยตัวเอง เบราว์เซอร์จะพยายามเชื่อมต่อ HTTP ปกติก่อนเสมอ ขณะเดียวกันการเชื่อมต่อ HTTP/3 ก็ต้องอาศัยการประกาศค่าในฟิลด์ Alt-Svc ในค่าเฮดเดอร์ HTTP ก่อน แต่ในร่างมาตรฐาน IETF จะเปิดให้เบราว์เซอร์สามารถคิวรี DNS ได้ค่าเช่น

example.com 3600 IN HTTPS 1 . alpn=”h3,h2”
example.com 3600 IN HTTPS 1 . alpn=”h3,h2” ipv4hint=”192.0.2.1” ipv6hint=”2001:db8::1”

ค่านี้จะบอกกับเบราว์เซอร์ว่าเซิร์ฟเวอร์รองรับ HTTP/2 และ HTTP/3 ทำให้เบราว์เซอร์เชื่อมต่อกับโปรโตคอลที่ดีที่สุดได้ทันที นอกจากนี้เรคคอร์ดแบบ HTTPS ยังรองรับการคืนค่า ipv4hint และ ipv6hint เพื่อบอกไอพีโดยไม่ต้องไปคิวรีเรคคอร์ด A หรือ AAAA อีกที หรือแม้แต่การเข้ารหัสชื่อโดเมนระหว่างการเชื่อมต่อหรือ ESNI ก็สามารถส่งกุญแจเข้ารหัสทางฟิลด์ echconfig ได้ ทำให้การคิวรี DNS ครั้งเดียวทำให้เบราว์เซอร์เชื่อมต่อได้ถูกโปรโตคอลพร้อมรับฟีเจอร์ป้องกันความเป็นส่วนตัวได้ทันที

ผู้ใช้ Cloudflare สามารถเปิดใช้งานได้ทันทีหากเปิดใช้ HTTP/3 ไว้ โดย Cloudflare จะสร้างเรคคอร์ด DNS ที่เกี่ยวข้องให้เอง

ที่มา – Cloudflare

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/118743

Facebook ยกเครื่องแชทใน IG ใหม่ เปลี่ยนธีมสี, แชทหาเพื่อนใน Messenger ได้ ฯลฯ

Facebook ประกาศรวบแชททั้ง Facebook Messenger และ Instagram เข้าไว้ด้วยกัน เปลี่ยนไอคอนตรง Direct Messages มุมขวาบนของ Instagram เป็นไอคอน Messenger และการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ยกเครื่องประสบการณ์การแชทใน Instagram ใหม่ ดังนี้

สามารถเปลี่ยนธีมสีแชทได้, ใช้เซลฟี่สติกเกอร์ได้, Watch Together หรือดูวิดีโอ IGTV, Reels หรือคลิปอื่นๆ ไปพร้อมกันระหว่างคุยวิดีโอคอลได้, ปัดขวาเพื่อตอบแชท, เพิ่ม Vanish Mode หรือข้อความที่อ่านแล้วจะหายไปอัตโนมัติ หลังจากปิดหน้าจอ, ฟอร์เวิร์ดแชทไปหาเพื่อนได้ 5 คน, reply แชทได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมได้ว่าใครสามารถแชทหาเราได้บ้าง

และจากที่เคยประกาศก่อนหน้านี้คือ ผู้ใช้งานไม่ว่าใช้งานจาก Messenger หรือ Instagram สามารถเลือกได้ว่าจะแชทหาเพื่อนข้ามแพลตฟอร์มได้ เช่น เล่น Instagram อยู่ก็แชทหาเพื่อนที่ใช้ Messenger ได้ Facebook จะทยอยอัพเดตใหม่ในบางประเทศและจะเปิดใช้งานทั่วโลกต่อไป

No Description

ที่มา – Instagram

from:https://www.blognone.com/node/118742

VMware ซื้อกิจการ SaltStack บริษัทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ ผู้พัฒนา Salt

VMware ประกาศข่าวการซื้อกิจการ SaltStack บริษัทด้านซอฟต์แวร์อัตโนมัติ (automation) โดยไม่เปิดเผยมูลค่า

SaltStack ก่อตั้งเมื่อ 8 ปีก่อน โดยพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน infrastructure automation ชื่อ SaltStack Enterprise ที่คอยจัดการตั้งแต่ระบบเซิร์ฟเวอร์ คลาวด์ เครือข่าย ฯลฯ ทั้งในเรื่องการสเกลเครื่องตามปริมาณงาน การแก้ไขคอนฟิกเครื่องให้เหมาะสม ซ่อมตัวเองอัตโนมัติถ้าระบบพัง (self-healing) และภายหลังก็ขยายมาจัดการด้านความปลอดภัย อุดช่องโหว่ให้อัตโนมัติ โดยใช้ชื่อว่า SaltStack SecOps

No Description

VMware ให้เหตุผลของการซื้อ SaltStack ว่ายุทธศาสตร์ช่วงหลังของบริษัทหันมาเน้นเรื่องไฮบริดคลาวด์ หรือการจัดการคลาวด์หลายๆ ยี่ห้อผ่าน Tanzu อยู่แล้ว ปัจจุบันบริษัทมีซอฟต์แวร์สำหรับย้ายงานขึ้นคลาวด์ (HCX) และจัดการคลาวด์ข้ามค่าย (vRealize) การซื้อ SaltStack จึงเป็นการต่อยอดงานด้านจัดการคอนฟิกบน VM/container ให้ครบถ้วนกว่าเดิม

ตอนนี้ vRealize รองรับเครื่องมือ automation หลายตัว เช่น Puppet, Ansible, Terraform ซึ่งจะยังใช้งานได้ต่อไป แต่บริษัทก็มองว่าเครื่องมือของ SaltStack ครบถ้วนมากกว่า (พัฒนาอยู่บน Salt เวอร์ชันโอเพนซอร์ส จึงตัดสินใจซื้อกิจการเข้ามาเติมเต็มโซลูชันของตัวเอง

ที่มา – VMware Blog, VMware, SaltStack, The New Stack

from:https://www.blognone.com/node/118741

Red Hat ออก RHEL 7.9 เวอร์ชันสุดท้ายของสาย 7.x ยังซัพพอร์ตนานถึงปี 2024

Red Hat ออก Red Hat Enterprise Linux (RHEL) เวอร์ชัน 7.9 ซึ่งเป็นเวอร์ชันย่อย (minor release) ตัวสุดท้ายของสาย RHEL 7.x

ปีที่แล้ว Red Hat ออก RHEL มาถึงเวอร์ชัน 7.7 ซึ่งเป็นเวอร์ชันสุดท้ายที่มีฟีเจอร์ใหม่ และตามออกอัพเดตย่อยแก้บั๊กต่างๆ มาถึง 7.9 เท่านั้น ถัดจากนี้ไป Red Hat จะออกแค่แพตช์ความปลอดภัยของช่องโหว่สำคัญๆ ระดับ Critical/Important เท่านั้น โดย RHEL 7.9 จะยังซัพพอร์ตนานอีก 4 ปี ไปจนถึงกลางปี 2024

RHEL 7.x ถือเป็นดิสโทรซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ตอนนี้ก็ถึงเวลาของสาย RHEL 8.x ที่เริ่มออกมาตั้งแต่ปี 2019 และเวอร์ชันล่าสุดในปัจจุบันคือ RHEL 8.2

No Description

ที่มา – Red Hat, ZDNet

from:https://www.blognone.com/node/118740

Xiaomi เปิดตัว Mi 10T Lite จอ 120Hz ชิป Snapdragon 750G เริ่ม 10,400 บาท

นอกจาก Mi 10T / 10T Pro วันนี้ Xiaommi ยังเปิดตัว Mi 10T Lite มือถือระดับกลาง หน้าจอ 120Hz มาพร้อมชิป Snapdragon 750G เป็นรุ่นแรกของโลก มีกล้องหลัง 4 กล้อง ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 30 fps เพิ่มรูหูฟังเข้ามาจากรุ่น 10T / 10T Pro และมีสเปกภายในดังนี้

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz
  • ชิพประมวลผล Snapdragon 750G
  • แรม 6GB LPDDR4x
  • หน่วยความจำภายใน 64GB (UFS 2.1) / 128GB (UFS 2.2)
  • รัน Android 10 ครอบทับด้วย MIUI12
  • กล้องหลัก 64MP f/1.89 (Sony IMX682) กล้องอัลตร้าไวด์ 8MP f/2.2 + กล้องมาโคร 2MP f/2.4 + depth sensor 2MP f/2.4
  • กล้องหน้า 16MP f/2.45
  • ลำโพงคู่สเตอริโอ มีรูหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 4,820 mAh + ชาร์จเร็ว 33W
  • รองรับ 5G

No DescriptionNo Description

Mi 10 Lite มีสามสี คือ Atlantic Blue, Rose Gold Beach และ Pearl Black วางจำหน่าย 13 ตุลาคม ในราคาดังนี้

  • รุ่นแรม 6GB หน่วยความจำภายใน 64GB ราคา 279 ยูโร (ราว 10,400 บาท)
  • รุ่นแรม 6GB หน่วยความจำภายใน 128GB ราคา 329 ยูโร (ราว 12,200 บาท)

ส่วนราคาและวันวางจำหน่ายในไทย ต้องติดตามต่อไป

ที่มา – Xiaomi

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/118739

Xiaomi เปิดตัวมือถือตระกูล Mi 10T กล้อง 108MP หน้าจอ 144Hz ถ่ายวิดีโอ 8K ได้ เริ่ม 18,500 บาท

Xiaomi เปิดตัว Mi 10T และ Mi 10T Pro อย่างเป็นทางการ โดยรุ่น 10T Pro มาพร้อมชิป Snapdragon 865 กล้องหลังหลัก 108MP ในขณะที่รุ่น 10T เป็นกล้องหลัก 64MP ทั้งสองรุ่นถ่ายวิดีโอ 8K แบบ มีสเปกภายในดังนี้

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรตสูงสุด 144Hz
  • หน้าจอรองรับ MEMC, HDR10
  • ชิพประมวลผล Snapdragon 865
  • แรม 8GB LPDDR5
  • หน่วยความจำภายใน 128GB / 256GB (แบบ UFS 3.1)
  • รัน Android 10 ครอบทับด้วย MIUI12
  • กล้องหลัก 108MP f/1.69 (Samsung HX) มี OIS ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K กล้องอัลตร้าไวด์ 13MP f/2.4 + – กล้องมาโคร 5MP f/2.4
  • กล้องหน้า 20MP f/2.2
  • ลำโพงคู่สเตอริโอ
  • สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มข้างเครื่อง
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh + ชาร์จเร็ว 33W
  • รองรับ 5G

ส่วน Mi 10T เหมือนกับ Mi 10T Pro เกือบทุกประการ แต่เปลี่ยนกล้องหลังหลักเป็น กล้อง 64MP f/1.89 เซ็นเซอร์ SONY IMX686 กับมีสองแบบคือแรม 6GB กับ 8GB แต่หน่วยความจำภายในอยู่ที่ 128GB ทั้งสองแบบ

No DescriptionNo Description

Mi 10T Pro มีให้เลือก 3 สีคือ Aurora Blue, Lunar Silver และ Cosmic Black ส่วนรุ่น Mi 10T จะไม่มีสี Aurora Blue ยังไม่เปิดเผยวันวางจำหน่าย แต่ทั้งสองรุ่นมีราคาดังนี้

Mi 10T
– รุ่นแรม 6GB หน่วยความจำภายใน 128GB ราคา 499 ยูโร (ราว 18,500 บาท)
– รุ่นแรม 8GB หน่วยความจำภายใน 128GB ราคา 549 ยูโร (ราว 20,400 บาท)

Mi 10T Pro
– รุ่นแรม 8GB หน่วยความจำภายใน 128GB ราคา 599 ยูโร (ราว 22,200 บาท)
– รุ่นแรม 8GB หน่วยความจำภายใน 256GB ราคา 649 ยูโร (ราว 25,000 บาท)

ส่วนราคาและวันวางจำหน่ายในไทย ต้องติดตามต่อไป

No Description

ที่มา – งานเปิดตัว Xiami Mi 10T Series, Xiaomi

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/118738

แนะนำ Acer Notebook รุ่นใหม่น่าซื้อ ปลายปี 2020 เลือกใช้งานตามงบ ไม่เกิน 30,000 บาท ใช้งานทั่วไป มี Office แท้ เล่นเกมลื่นไหล ประกัน 3 On-site

Acer Notebook รุ่นใหม่ๆ ช่วงปลายปี 2020 เน้นสเปกที่ได้ Intel Core i Gen 10 / AMD Ryzen 4000 รุ่นใหม่ๆ อาทิ Aspire 5 / Swift 3 / Spin 5 / Nitro 5 รวมไปถึงรุ่นถูกแต่ได้คสามพรีเมียมอย่าง Swift 1 ใครสนใจที่จะซื้อ Acer Notebook อยู่แล้ว ก็สามารถเลือกดูกันได้ตามงบประมาณ หรือตามการใช้งาน โดยในบทความนี้ที่เราจะมาแนะนำกันมีช่วงราคาไม่เกิน 30,000 บาท

โดยรุ่นที่น่าสนใจมีทั้งตัวคุ้มค่าบางเบาสุดๆ อย่าง Swift 3 รุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาคุ้มค่า เหมาะแก่การใช้งานเบาๆ ได้สเปกเป็น Core i Gen 10 ที่จับคู่มากับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 ตัวใหม่ ได้การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX + Thunderbolt 3 รวมไปถึง Aspire 5 ที่เน้นหน้าจอใหญ่ 15.6″ เน้นคุ้มค่า หรือถ้าใครอยากได้ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.5″ แบบปรับจอได้ 360 องศา ก็ลองดูเป็น Spin 5 กันดูได้

ส่วนถ้าเพื่อนๆ คนไหนจะไปสาย Gaming Notebook เลยก็แนะนำเป็น Nitro 5 รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมสเปกRyzen 4000H ที่เล่นเกมได้ลื่นไหนแน่นอนกับราคาที่คุ้มสุด พร้อมกับประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน โดยทุกรุ่นมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย กรณีที่ส่งศูนย์บริการด้วยตนเอง เอาเป็นว่าลองไปชมว่ามีรุ่นไหนที่เราจะแนะนำบ้าง

Acer Swift 1 SF114 ราคา 14,590 บาท

Acer Swift 1 ปี 2020 จัดได้ว่า Acer Notebook บางเบาดูดีเกินราคา ด้วยดีไซน์และการออกแบบที่โดดเด่นสวยงาม อีกทั้งยังมาพร้อมวัสดุคุณภาพสูง ในรุ่นนี้มีราคาแค่หมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น เรียกว่าได้ว่าถูกกว่า Acer Swift 3 ปี 2020 ที่ราคา 2 – 3 หมื่นบาทพอตัว เป็นผลมาจากทาง Acer ได้พัฒนาในส่วนของโน๊ตบุ๊คที่เน้นการพกพามาโดยตลอด ซึ่งเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเสนอโน๊ตบุ๊ครูปแบบใหม่ที่ถูกและคุ้มค่า ล่าสุดสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมาก พร้อม Fast charge 30 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่งโมง อีกทั้งความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องพัดลมระบายความร้อนเลย

โดยช่วงท้ายปลายปี 2020 นี้ทาง Acer ก็พร้อมแล้วที่จะนำเสนอโน๊ตบุ๊คบางเบาดูดี เน้นการใช้งานพื้นฐานทั่วไปให้ความลื่นไหล ในราคาย่อมเยาคุ้มค่าที่สุดอย่าง Acer Swift 1 รุ่นใหม่ล่าสุด สเปกชิปประมวลผล Intel Pentium Silver N5030 ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีใกล้เคียงกับ Core i3 ทีเดียว มาพร้อมกับแรมขนาด 4GB DDR4 และ SSD 256GB ความเร็วสูง มี Windows 10 แท้ จอ 14″ Full HD IPS มีไฟคีย์บอร์ดและสแกนลายนิ้วในตัว ได้ Wi-Fi 6 AX สนนราคาที่ 14,590 บาทเท่านั้น เทียบกับฟีเจอร์ที่ได้แล้วถือว่ามีความน่าซื้อมาใช้งานมากๆ

Acer Swift 1 ปี 2020 เครื่องนี้ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์และพลากสติกโพลิเมอร์คุณภาพดีที่ทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน๊ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 14.95 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง กับราคาแค่หมื่นบาท เทียบกับแบรนด์อื่นๆ ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว พร้อมมีสีสัน Iridescent (สีรุ้ง) ที่สวยงามดีไม่ซ้ำใคร แต่ก็จะมีสีเทา ทอง น้ำเงินมาให้เลือกซื้อด้วย

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาใน Acer Swift 1 ปี 2020 เป็นแบบ Chiclet Keyboard ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไป พร้อมมีไฟคีย์บอร์ดที่ขาวสวยงาม ช่วยเรื่องของใช้งานในที่แสงน้อยหรือที่มืดได้ดี อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คช่วงราคานี้ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อครบครันด้วยพอร์ตต่างๆ อาทิ USB 3.1 Type-A, USB 3.2 Type-C, HDMI, Card Reader, Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0  ส่วนน้ำหนักตัวเครื่อง 1.3 กิโลกรัม ที่สำคัญยังติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือให้ด้วย

Acer Aspire 3 A315 ราคา 14,990 – 16,990 บาท

Acer Aspire 3 A315-55 จัดว่าเป็น Acer Notebook สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U อย่าง Core i5-10210U สถาปัตยกรรม Comet Lake ที่ 14 นาโนเมตร ทำงานแบบ 4 Core 8 Thread ความเร็ว 1.6GHz (เร่งไปได้สูงสุดที่ 4.2GHz) โดยเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″  ซึ่งมีความเบาของตัวเครื่อเพียง 1.9 กิโลกรัม ดีไซน์การออกแบบก็มีความสวยงามลงตัว เน้นในเรื่องของความครบครันคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายงบหมื่นกว่าบาท ถูกสุดเริ่มต้นที่ 17,990 บาท ที่บอกเลยว่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา

โดยได้สเปกที่ครบครันสำหรับการใช้งานพื้นฐาน แรมให้มาที่ 4GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แรงลื่นในตัว และระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้งานได้ทันที สำหรับเป็นแบบประกัน 2 ปี มีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่เอาไปใช้งานทั่วไปตัวเดียวจบ รองรับงานเอกสาร ความบันเทิง เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังออนไลน์ หรือเล่นเกมเบาๆ ก็ยังพอได้ แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

ด้านการออกแบบดีไซน์ของ Acer Aspire 3 A315-55 รุ่นนี้จะมาในสไตล์เรียบๆ ได้หน้าจอแบบขอบจอบาง โดยลักษณะรวมแล้วเป็นสีดำเทาๆ แบบด้านและมีลักษณะพื้นผิวแบบเรียบๆ แต่ดูดี มาพร้อมสเปกและประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันด้วยสเปกใหม่ล่าสุด ในงบประมาณการเลือกซื้อที่ไม่แพงจนเกินไป ด้านการออกแบบดีไซน์ใหม่นี้จะมาในสไตล์เรียบง่ายแต่มีความสวยงามดูดีเกินราคา โดดเด่นจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ ที่สามารถกางหน้าจอได้สุดถึง 180 องศา

Acer Aspire 3 A315-55 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นคุ้มค่าขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.1 Type-A, 1 x USB 2.0, HDMI, Lan RJ45 และรูหูฟังกับไมค์แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน  แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มี USB 3.1 Type-C เลย น่าจะให้มาซัก 1 พอร์ต ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 4.2 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi AC

Acer Aspire 5 A515 ราคา 16,990 – 22,990 บาท

Acer Aspire 5 A515 เป็น Acer Notebook ปี 2020 ได้ดีไซน์โดดเด่น เน้นความคุ้มค่า ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล TN สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U ที่ล้ำหน้า จากเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตกรรมเรนัวร์ (Renoir) เน้นประหยัดพลังงานแต่ยังให้ความแรง ซึ่งเดิม AMD ก็ทำตลาดในกลุ่มนี้ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยราคาที่ไม่แพง แต่ประสิทธิภาพดี ได้ความแรงที่เหนือชั้นกว่าเดิมมากด้วยเมื่อเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นเดิมๆ ที่เป็น H Series

Acer Aspire 5 A515 มีสเปกให้เลือกอยู่ 3 รุ่นหลักๆ มีชิปประมวลผล Ryzen 3 4300U / Ryzen 5 45000U / Ryzen 7 4700U พร้อมมีรุ่นการ์ดจอแยกรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon RX640 (4GB GDDR5) ส่งผลให้รองรับงาน 3 มิติ หรือเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหล ได้แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 256GB / 512GB รองรับการใช้งานพื้นฐานเป็นหลัก อย่างโปรแกรมเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง ซึ่งจะอัพเกรดแรมหรือ HDD 2.5″ ก็ทำได้ง่ายๆ  สนนราคาเริ่มต้นที่ 16,990 – 22,990 บาท

โดยมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด ซึ่งแบตเตอรี่สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 15 ชั่วโมงกว่าๆ แบบต่อเนื่อง  ประกันเป็น 2 ปี พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมง ตามมาตรฐานของ Acer กับช่วงราคาโน๊ตบุ๊คนี้

ในเรื่องของการดีไซน์มีปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมสีสันให้เลือกคือสีเงินและสีดำ ตามยุคสมัยของโน๊ตบุ๊คปี 2020 ที่เน้นมิติตัวเครื่องที่เล็กกระชับ ด้วยขอบหน้าจอที่บางลง พร้อมตัวเครื่องมีความบางที่ 17.95 มิลลิเมตร ที่ความเบาเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น โดยใช้วัสดุประกอบหลักเป็นพลาสติกและโลหะซึ่งทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง และบางดูเผินๆ ก็แอบคล้าย Acer Swift 3 / Swift 5 เหมือนกัน ต่างกันแค่ลดความเป็น Ultrabook ลงให้ดูเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานมากกว่า ซึ่งส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วเรียบง่าย ไม่หวือวา ไม่สะดุดตานัก

Acer Swift 3 SF314 ราคา 23,990 – 28,990 บาท

Acer Swift 3 SF314 เป็น Acer Notebook รุ่นใหม่ปี 2020 สเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7 ใช้งานร่วมกับการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX350 มาพร้อมหน้าจอ 14″ Full HD พาเนล IPS เกรดสูง โดยมีน้ำหนักเพียง 1.19 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB แบบออนบอร์ด และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาและคุ้มค่าที่สุด

ได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ทันที ทำงานพื้นฐานได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้บ้าง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ลื่นไหล จากการที่มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 (2GB GDDR5) ที่แรงพอๆ กับ GTX 960M เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ เช่น Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย

เรียกได้ว่าถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดก็ว่าได้ในราคาที่ถูกคุ้มค่า ส่วนความบางอาจจะไม่มาก โดยอยู่ที่ 14.95 มิลลิเมตร แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คพกพามาตรฐานระดับสูงอยู่ดี อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ได้สีสันใหม่อย่างสีชมพู Millennial Pink และสีฟ้า Glacier Blue หรือสีเดิมอย่างสีเทา Steel Gray ที่สำคัญทุกรุ่นได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาใช้งานทันที นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์

Acer Nitro 5 AN515 ราคา 26,990 – 28,990 บาท

Acer Nitro 5 ปี 2020 เป็น Acer Notebook สเปก Ryzen 4000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-44 รุ่นใหม่ล่าสุด ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม ซึ่งได้รับการพัฒนาหลายๆ ส่วนจาก Acer Nitro 5 ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์ภายนอก คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ เป็นการต่อยอดพร้อมแข่งกันกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 26,990 บาทเท่านั้น ทุกรุ่นได้ประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง

สำหรับ Acer Nitro 5 ปี 2020 หลักๆ แล้วมีสเปกเป็นชิปประมวลผล Rezen 5 4600H ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce GTX 1650 (4GB GDDR5) / GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 16GB DDR4 Bus 3200MHz แบบ 8GB จำนวน 2 แถว ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที โดยแบตเตอรี่ใช้งาน 7 ชั่วโมง

ดีไซน์ออกแบบ Acer Nitro 5 ปี 2020 สเปก Ryzen 4000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-44 รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับ Acer Nitro 5 AN515-55 ที่เป็นสเปก Core i Gen 10H โดยวัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดี ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบากว่าเดิมแน่นอน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น อย่าง Acer Nitro 5 หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องกระทัดรัด ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

Acer Spin 5 SP513 ราคา 29,990 – 39,990 บาท

Acer Spin 5 จัดว่าเป็น Acer Notebook ประเภท 2-in-1 Notebook ได้หน้าจอเป็น 13.5″ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความละเอียดระดับ 2K คุณภาพสูงให้มุมมองที่กว้าง โดยมีน้ำหนักของตัวเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัม มาพร้อมกับ Windows Hello ติดตั้งเป็นแบบ Fingerprint แน่นอนว่าสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake อย่าง Core i5-1035G4 และ Core i7-1065G7 ส่วนของแรมเป็นขนาดสูงสุดที่ 8GB / 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe ได้ความจะเป็น 512GB / 1TB รองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมงด้วย

รายละเอียดสเปกอื่นๆ ของ Acer Spin 5 รุ่นปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้เร็วแรงและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานใน Swift 3 / Swift 5 แล้ว ส่วนของระบบเสียงเป็น Acer TrueHarmony และ DTS พร้อมมีคีย์บอร์ดไฟส่องสว่าง มีปากกาที่เขียนได้เหมือนจริงที่สุดอย่าง Acer Active Wacom AES Stylus รองรับแรงกด 4,096 ระดับ แตกต่างจาก 2-in-1 Notebook ในตลาดยิ่งกว่าจากการที่เป็นขนาด 13.5″ สัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ที่ให้พื้นที่ด้านยาวมากว่า รองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้ว 10 จุดพร้อมๆ กัน

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Acer Spin 5 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.5″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ของ Acer Active Wacom AES Stylus โดยติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านล่าง มีความบาง 15.24 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.22 กิโลกรัม ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันออกแนวดำๆ เทาๆ เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอะลูมิเนียมคุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นอะลูมิเนียม ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนด้านในก็เป็นอลูมิเนียมเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเวลาใช้งานวางมือลงไปนั้นเราได้ทั้งความทนทานและความพรีเมียมไปพร้อมๆ กัน สำหรับปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ขอบตัวเครื่องด้านขวาทำให้กดปุ่มได้สะดวกในทุกๆ โหมด

from:https://notebookspec.com/new-acer-notebooks-buyer-guide-end-of-2020/539973/

Xiaomi เปิดตัว Mi 10T และ Mi 10T Pro มาพร้อจอ 6.67 นิ้ว144Hz ชิป Snapdragon 855 รองรับ 5G ราคาเริ่มต้นราว 18,500 บาท

เปิดตัวมาตามนัดสำหรับสมาร์ทโฟนในซีรีส์ Mi 10 รุ่นใหม่ มาทั้ง Mi 10T Pro และ Mi 10T มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว รีเฟรชเรทสูง 144Hz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับไฮเอนด์ Snapdragon 865 จาก Qualcomm กล้องหลังให้มา 3 ตัว โดยกล้องหลักของ Mi 10T Pro มีความละเอียด 108MP ในขณะที่ Mi 10T มีความละเอียด 64MP ราคาเริ่มต้น 499 ยูโร หรือประมาณ 18,500 บาท

หน้าจอของ Mi 10T Pro และ Mi 10T มีขนาดใหญ่ถึง 6.67 นิ้ว พาแนล IPS LCD มีจุดเด่นคือ รีเฟรชเรท 144Hz สูงที่สุดในตลาดมือถือตอนนี้ ลื่นไหลเนียนตา ขอบเขตสีกว้างถึง 95% ของ DCI-P3 แถมขอบหน้าจอไม่โค้งอีกต่างหาก โดยจะมีการเจาะรูที่บริเวณมุมซ้ายบนของหน้าจอเป็นที่สำหรับวางกล้องเซลฟี่ความละเอียด 20MP

พลิกมาดูที่ด้านหลังจะพบกับกล้องหลักบนเซ็นเซอร์ความละเอียด 108 MP ในรุ่น Mi 10T Pro และ 64MP ในรุ่น Mi 10T รวมถึงกล้องที่เหลืออีก 2 ตัว ได้แก่ กล้องอัลตร้าไวด์ 13MP และกล้องมาโคร 5MP โดย Xiaomi เลือกใช้ Gorilla Glass 5 เป็นกระจกของทั้งหน้าจอ ฝาหลัง และเลนส์กล้องของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้ ส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ที่บริเวณด้านข้างตัวเครื่องรวมอยู่กับปุ่มพาวเวอร์

Mi 10T Pro และ Mi 10T มาพร้อมกับชิปเซ็ตสุดแรงอย่าง Snapdragon 865 จาก Qualcomm หน่วยความจำสูงสุดจะอยู่ที่ 256GB แบบ UFS 3.1 และ RAM 8GB แบบ LPDDR5 ในรุ่น Pro ส่วนแบตเตอรี่มีความจุ 5000mAh มากที่สุดในสมาร์ทระดับเรือธงของ Xiaomi และรองรับชาร์จไว 33W อะแดปเตอร์แถมมาให้ในกล่อง นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี MMT (Middle Middle Tab) ที่แบ่งการชาร์จออกเป็น 2 ทิศทาง ช่วยลดอุณหภูมิขณะชาร์จ อีกทั้งยังทำให้ชาร์จไวขึ้นกว่าเดิมอีก 17%

ทาง Xiaomi ชูจุดเด่นของ Mi 10T Pro และ Mi 10T ในเรื่องของการถ่ายภาพ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ จับยัดฟีเจอร์เด็ด ๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสนุกกับการถ่ายภาพเข้ามาเพียบเลย

  • Long exposure การถ่ายภาพโดยลากความเร็วชัตเตอร์นาน ๆ แบ่งย่อยเป็นอีก 6 รูปแบบ
  • AI Skyscaping 3.0 แทนที่ท้องฟ้าในภาพด้วยการประมวลผลจาก AI หรือแม้แต่เติมดอกไม้ไฟและสภาพอากาศเข้าไปก็สามารถทำได้
  • เปลี่ยนโทนสีของภาพถ่ายกลางคืนได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Cyber punk, Gold vibes, Black ice
  • Photo และ Video Clones ตั้งกล้องไว้นิ่ง ๆ แล้วยืนในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ระบบจะประมวลผลรวมให้เป็นภาพเดียว
  • ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 8K มีฟีเจอร์ 33MP snap เป็นการถ่ายภาพนิ่งระหว่างถ่ายวิดีโอ ความละเอียดสูงถึง 33MP
  • Dual Video ถ่ายวิดีโอจากทั้งกล้องหน้าและหลังพร้อมกัน
  • Time-lapse Videos
  • Timed burst รวมภาพนิ่งเป็นวิดีโอ แบบ stop motion

สเปค MI 10T และ MI 10T PRO

  • หน้าจอ :
    • IPS LCD 6.67 นิ้ว
    • ความละเอียด Full HD+
    • สัดส่วน 20:9
    • อัตราการรีเฟรช 144Hz
    • ขอบเขตสี DCI-P3
  • ชิปเซ็ต : Qualcomm Snapdragon 865
  • หน่วยความจำ : UFS 3.1, LPDDR5
    • Mi 10T Pro 8GB + 128GB / 8GB + 256GB
    • Mi 10T 6GB + 128GB / 8GB + 128GB
  • กล้องหลัง :
    • Wide 64MP (Mi 10T) / 108 MP (Mi 10T Pro)
    • Ultra-wide 13MP
    • Macro 5MP
  • กล้องหน้า : 20MP
  • การเชื่อมต่อ :
    • Wi-Fi 2.4GHz, 5GHz
    • Bluetooth 5.1
    • NFC
    • Dual frequency GPS
    • IR blaster
    • USB Type-C
  • เซ็นเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือ (ด้านข้าง)
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh, รองรับชาร์จไว 33W
  • สี : ดำ, เงิน, น้ำเงิน (Mi 10T Pro)

ราคาและการวางจำหน่าย

Mi 10T Pro

  • 8GB + 128GB ราคา 599 ยูโร (~22,000 บาท)
  • 8GB + 256GB ราคา 649 ยูโร (~24,000 บาท)

Mi 10T

  • 6GB + 128GB ราคา 499 ยูโร (~18,500 บาท)
  • 8GB + 128GB ราคา  549 ยูโร (~20,300 บาท)

ทั้ง Mi 10T Pro และ Mi 10T จะวางจำหน่ายในทุกประเทศที่ทำตลาด ดังนั้นประเทศไทยของเราก็น่าจะมีลุ้น ยังไงแล้วเราก็มารอติดตามไปพร้อม ๆ กันครับ

from:https://droidsans.com/xiaomi-announces-mi-10t-pro-mi-10t/

Smart Property อนาคตของธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอาคารพาณิชย์ กับการแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและ Digital Service

ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่ถูกเร่งให้เร็วยิ่งขึ้นด้วยสถานการณ์ New Normal ในปัจจุบันนี้ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกวงการธุรกิจ ในขณะที่ชีวิตของทุกคนนั้น Digital ก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป และมีบทบาทเป็นอย่างมากทั้งในการดำรงชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่เพียงเท่านั้น โจทย์สำคัญหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจออย่างในปัจจุบันนี้ ก็คือคำถามว่า อนาคตของ “พื้นที่” ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่สาธารณะ และสถานที่ทำงานนั้น ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิต, การเดินทาง และการทำงานที่มี Digital เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ย่อมกระทบต่อธุรกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างๆ ที่ต้องปรับปรุงออฟฟิศให้เหมาะสมกับการทำงานในอนาคต ห้างสรรพสินค้าหรือสนามบินที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้า นิคมอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการผลิตรูปแบบใหม่ ไปจนถึงโครงการหมู่บ้านหรือคอนโด ที่ต้องออกแบบให้รองรับไลฟ์สไตล์แบบ Digital ให้มากขึ้น

ทุกวันนี้ AIS เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทั่วประเทศไทยให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนและการทำงานของธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางในโลกยุค Digital มากขึ้นคุณยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS กล่าว “ไม่เพียงแต่ความต้องการในการการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่าน 4G, 5G หรือไฟเบอร์ได้จากทุกที่ทุกเวลาเท่านั้น แต่การให้บริการลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นก็มีโจทย์เฉพาะของตัวเองที่แตกต่างกันไปทั้งในเชิงเทคโนโลยีและการลงทุน ซึ่ง AIS เราต้องการจะเข้าไปเติมเต็มความต้องการนั้นในฐานะของ Digital Enabler

ในมุมมองของ AIS ในฐานะของ Digital Enabler ที่จะช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถปรับตัวสู่อนาคตที่เป็นยุค Digital ให้ได้อย่างเต็มตัว ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมานี้ได้เล็งเห็นถึง Digital Roadmap สำหรับธุรกิจองค์กรที่แบ่งออกเป็น 6 ข้อหลักๆ ด้วยกันได้แก่

  1. Digital War Room ต่อยอดจากการทำ Digitization เปลี่ยนกระบวนการทำธุรกิจให้กลายเป็น Digital และมีข้อมูลครบถ้วน ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์แสดงผลและใช้งานในการตัดสินใจในเชิงธุรกิจตั้งแต่ระดับบริหารไปจนถึงระดับปฏิบัติการ สู่การเป็น Data-Driven Business อย่างเต็มตัว
  2. Overhaul Forecasting เปลี่ยนการทำนายวิเคราะห์แนวโน้มแบบเดิมๆ มาสู่การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI, Machine Learning และ Deep Learning ควบคู่กับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เกิดขึ้นจากเครื่องจักร, การทำ Digitization และระบบ IoT เพื่อให้เกิดการทำนายแนวโน้มในทุกมิติการทำงาน และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  3. Digital Experience สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าคนสำคัญด้วยประสบการณ์ในเชิง Digital ทั้งการติดต่อสื่อสาร, การปรับกระบวนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าบนโลก Digital ได้มากขึ้น ไปจนถึงการทำความเข้าใจลูกค้าด้วยข้อมูลและนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อยู่เสมอ
  4. Technological Investment การลงทุนในเชิงเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงระดับของนวัตกรรม เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และการปรับนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เสริมธุรกิจ และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตนเองได้อย่างมั่นใจ
  5. Automation เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้กลายเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงของ Digital เพื่อจัดการข้อมูลและผสานการทำงานระหว่างระบบ Business Application สำคัญ ไปจนถึงการนำเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์มาทำงานที่ซับซ้อนได้แบบอัตโนมัติ จากการที่เทคโนโลยีด้าน AI นั้นมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
  6. Agile & Distributed Workforce แนวโน้มการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปให้มีความรวดเร็วยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องทำงานจากที่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้แต่ที่บ้านหรือระหว่างการเดินทางนั้น ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากการทำงานในออฟฟิศ

จาก Digital Roadmap ข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าข้อ 2, 3 และ 6 นั้นล้วนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่สาธารณะ และสถานที่ทำงานทั้งสิ้น และประเด็นเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ธุรกิจซึ่งให้บริการพื้นที่ สถานที่ อาคาร โรงงาน หรือสนามบินนั้นต้องพิจารณาและปรับปรุงให้สิ่งที่ตนเองให้บริการอยู่นั้นสามารถตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในอนาคตให้ได้

ผสาน Digital Service เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจอาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ไทย

แนวทางการปรับตัวเพื่อตอบรับต่ออนาคตที่เป็นไปได้นั้นก็คือการผสานนำ Digital Service เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการพื้นที่หรือสถานที่ต่างๆ เป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการหรือเช่าพื้นที่ใช้งานนั้นมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และมั่นใจได้มากขึ้นว่าหากต้องการใช้งานเทคโนโลยีใดๆ ในอนาคต สถานที่ที่ได้ตัดสินใจเช่าเอาไว้นี้จะสามารถตอบโจทย์ได้

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้นนั้น ก็สามารถยกตัวอย่างดังเช่น

ห้างสรรพสินค้า ที่แต่เดิมมุ่งเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดี การเดินทางที่ง่ายดาย และความสะดวกสบายของผู้มาเช่าพื้นที่หรือลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันนี้ก็อาจต้องเพิ่มบริการอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายเพื่อให้บริการร้านค้าสำหรับเชื่อมต่อกับระบบ Business Application โดยเฉพาะ, บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้า, การเดินเครือข่ายหรือการจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT), การวางระบบลาดจอดรถอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบ Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าผู้มาเยี่ยมชมในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้ร้านค้าสามารถปรับตัวหรือปรับกลยุทธ์การตลาดของตนเองได้แม่นยำยิ่งขึ้น เป็นต้น

นิคมอุตสาหกรรม ที่เดิมทีมักมุ่งเน้นเรื่องการให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อให้โรงงานสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ในอนาคตที่ Digital จะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งสาธารณูปโภคสำคัญ นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงในราคาที่คุ้มค่า, การใช้งานเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อ 5G ได้, การนำระบบ IoT มาปรับให้โรงงานกลายเป็น Smart Factory, การนำเทคโนโลยี IoT ไปเสริมเพื่อสร้าง Smart Warehouse และ Smart Transportation/Logistics หรือมีบริการเสริมด้าน Smart Energy, Smart Meter, Smart Water และอื่นๆ ตามแต่ความต้องการของแต่ละโรงงาน

สนามบิน สามารถนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมความสะดวกสบายให้แก่ผู้เดินทางและเจ้าของร้านค้าได้ในแง่มุมเดียวกับห้างสรรพสินค้า และยังสามารถปรับกระบวนการต่างๆ ที่ผู้โดยสารต้องทำให้กลายเป็น Digital อย่างเต็มตัวมากขึ้น เพิ่มความเร็วในการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ ก่อนเดินทาง ทำให้ผู้โดยสารมีเวลามากยิ่งขึ้น และใช้เวลาในสนามบินทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รวมถึงสนามบินเองก็ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จากบริการใหม่ๆ เหล่านี้

อาคารพาณิชย์ เสริมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจที่มาเช่าใช้พื้นที่ทำออฟฟิศนั้นสามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อสร้าง Smart Office ในรูปแบบที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Video Surveillance ที่ใช้ AI วิเคราะห์ภาพ, การผสานระบบ Access Control เข้ากับระบบตรวจจับใบหน้า, การจัดออฟฟิศแบบ Flexible ที่เปิดให้ทุกคนทำงานได้จากทุกพื้นที่ทำงาน, ระบบจองห้องประชุม และอื่นๆ

พื้นที่จัดอีเวนต์ ปรับการจัดงานให้สามารถส่งมอบประสบการณ์แบบ Hybrid ได้ในพื้นที่เดียว และให้บริการเครือข่ายหรือการรองรับการติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในการจัดงานเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ในขณะที่ยังสามารถอำนวยความสะดวกด้านการถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี

คอนโด หมู่บ้าน และโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เสริมระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติและรองรับ Smart Home ได้ รวมถึงยังติดตั้งเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยได้มากขึ้น ทั้งระบบสั่งซื้อสินค้า, ระบบสื่อสาร, ระบบจัดการพื้นที่จอดรถ, ระบบริหารจัดการสำหรับนิติบุคคล เป็นต้น

และอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังได้รับความสำคัญจากภาคธุรกิจทั่วโลก ก็คือการนำเทคโนโลยีแบบ Touchless มาใช้เพื่อส่งเสริมการทำ Social Distancing และลดการสัมผัสสิ่งต่างๆ ในระหว่างทำงานลง ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในแทบทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย, การใช้ AI ตรวจสอบใบหน้าเพื่อเปิดประตูได้โดยไม่ต้องสัมผัส, การนำหุ่นยนต์มาให้บริการ และอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างเหล่านี้จะกลายเป็นโอกาสและการแข่งขันใหม่ในวงการธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ ไปจนถึงธุรกิจอื่นๆ ที่มีการขายหรือเปิดให้เช่าพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่ที่มีระบบ Digital Service ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ก็ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าหรือซื้อของลูกค้าอย่างแน่นอน

คุณยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS

AIS พร้อมเป็นพันธมิตร ติดปีกเทคโนโลยีให้ทุกสถานที่ตอบโจทย์ Digital Lifestyle

AIS เล็งเห็นว่าการที่ธุรกิจใดๆ จะปรับตัวและนำเสนอ Digital Service แก่ลูกค้าของตนเองอย่างเหมาะสมได้นั้น อาจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งก็ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของหลายธุรกิจที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือมีงบประมาณปริมาณมหาศาลพร้อมจะลงทุน ซึ่ง AIS ก็พร้อมที่จะอุดช่องโหว่เหล่านี้ในฐานะของพันธมิตรทางธุรกิจนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ AIS ได้เคยมีความร่วมมือกับธุรกิจและหน่วยงานชั้นนำในประเทศไทยมากมายทั้งในแง่ของโครงข่ายและเทคโนโลยีส่วนเสริม ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเครือข่ายแก่ห้างสรรพสินค้าหรือธุรกิจค้าปลีกเพื่อให้ร้านค้าสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายและใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การออก Internet Package พิเศษเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละสถานที่, ความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมเพื่อนำ 5G, ไฟเบอร์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอัจฉริยะสมัยใหม่มาพัฒนาเป็นสายการผลิตอัตโนมัติ, การวางระบบ Digital ให้กับโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีที่ผู้อยู่อาศัยต้องการได้อย่างไม่ติดขัด ไปจนถึงการพัฒนาระบบ Digital เพื่อให้สนามบินอู่ตะเภากลายเป็นตัวอย่างของสนามบินอัจฉริยะ

ความร่วมมือนี้สามารถเกิดได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ Turnkey ที่ AIS เป็นผู้ลงทุนและให้บริการในโครงการ, การเป็น Joint Venture เปิดบริษัทและร่วมงานด้วยกัน หรือการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่โดยลงทุนร่วมกันและทำ Revenue Sharing แบ่งรายได้ระหว่างกันก็ได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเหมาะสมในแต่ละโครงการ

ที่ผ่านมา AIS ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาห้างสรรพสินค้า, นิคมอุตสาหกรรม, สนามบิน, อาคารพาณิชย์ และโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมายในฐานะของพันธมิตรต่อเจ้าของโครงการเหล่านั้น ซึ่งในฐานะที่เราเป็น Digital Enabler รวมถึงเป็นผู้นำด้าน 5G เราก็เห็นว่ายังมีโอกาสอีกมากที่พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยจะยังคงปรับปรุงด้วยการเสริม Digital Service เพื่อรองรับต่อโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคตได้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลกอีกด้วย และ AIS ก็เปิดพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยกันอย่างแข็งแรง” คุณยงสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสมัครใช้บริการต่างๆ กับทาง AIS Business ได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรที่สนใจสมัครใช้บริการ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ AIS Business ได้ที่ https://business.ais.co.th/ หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ

from:https://www.techtalkthai.com/smart-property-the-future-of-real-estate-development-business/

[Guest Post] เมื่อ Firstline Workers เป็นผู้กำหนดประสบการณ์ของลูกค้ายุคดิจิทัล

ผลสำรวจของ Harvard Business Review เผยว่า 90% ของผู้บริหารมองว่า “พนักงานหน้างาน” หรือ “Firstline Workers” จะเป็นผู้สร้างความแตกต่างที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอีก 2 ปีข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงมีการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมจัดหาชุดเครื่องมือด้านดิจิทัล และให้ความรู้กับพนักงานหน้างานกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก

รู้จัก Firstline Workers

พนักงานหน้างานเปรียบเสมือนเป็น “กระดูกสันหลังของธุรกิจ” เนื่องจากเป็นกลุ่มคนทำงานส่วนใหญ่ที่ต้องพบปะกับบุคคลภายนอกและให้บริการลูกค้าอยู่เสมอ เช่น พนักงานบริการ พนักงานขาย พนักงานทำความสะอาด บุคลากรทางการแพทย์ ทีมคอลเซ็นเตอร์ ช่างเทคนิคสนับสนุน เจ้าหน้าที่ในแผนกต้อนรับ คนงานในโรงงาน หรือพนักงานภาคพื้นในสนามบิน

พนักงานหน้างานมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนองค์กร เพราะเป็นด่านแรกในการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทกับส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด และยังเป็นตัวแทนของแบรนด์ที่ต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเป็นลำดับแรก ผู้สัมผัสผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดขึ้นจริง

องค์กรจึงจำเป็นต้องหาหนทางเพื่อเสริมศักยภาพและยกระดับพนักงานกลุ่มนี้ ให้มีความรู้และเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถใช้ทำงานร่วมกันได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

พลิกโฉมธุรกิจด้วยการส่งเสริม Firstline Workers

“การพลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล” หรือ “Digital Transformation” นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การอัปเดตระบบไอทีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความท้าทายและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานหน้างานมากมาย

1.) การพัฒนาวัฒนธรรมในการทำงานยุคใหม่

มิติการทำงานในปัจจุบันมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพนักงานต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นมากกว่า 1 ทีมในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะพนักงานหน้างานที่ต้องประสานงานกับสมาชิกในทีมและพูดคุยกับลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่งการทำงานร่วมกันอาจก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ระหว่างกัน

ดังนั้น การพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรมที่ช่วยให้เกิดความยืนหยุ่นในการทำงานเป็นทีมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

2.) การปรับเปลี่ยนเครื่องมือและรูปแบบการทำธุรกิจ

การขยายตัวของการทำงานนอกสถานที่และการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคลาวด์ในปัจจุบัน ส่งผลให้พนักงานทุกคน ตั้งแต่พนักงานหน้างาน ไปจนถึงระดับผู้บริหาร สามารถทำงานจากหลายสถานที่บนอุปกรณ์หลายชนิดได้

ไม่ว่าจะเป็นการเช็คอีเมลที่ทำงานบนสมาร์ทโฟนส่วนตัว หรือการนำแล็ปท็อปของบริษัทไปทำงานที่ร้านกาแฟใกล้บ้าน ซึ่งถือเป็นความท้าทายและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงาน

องค์กรจึงจำเป็นต้องจัดหาชุดเครื่องมือด้านดิจิทัลให้พนักงานได้ใช้ทำงานร่วมกันอย่างทั่วถึงและเสริมสร้างระบบด้านความปลอดภัยขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลลับขององค์กรและข้อมูลส่วนบุคคลไม่ตกอยู่ในความเสี่ยง โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานของพนักงานด้วย

3.) การอบรมเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้พนักงานหน้างาน

ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีมากมายที่ถูกนำมาปรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับพบว่าไม่ได้มีการใช้งานจริงอย่างกว้างขวางเท่าที่ควร โดยช่องว่างส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดทักษะด้านดิจิทัลของพนักงาน

จากการนำเทคโนโลยีที่เกิดใหม่และล้ำหน้าเข้ามาใช้งาน องค์กรจึงจำเป็นต้องพิจารณาการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลเพิ่มเติมให้กับพนักงานมากกว่านี้ ด้วยการมุ่งมั่นอบรมและส่งเสริมชุมชนการเรียนรู้ในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และการวางกลยุทธ์ให้พนักงานในอนาคต

กรณีศึกษาและเรื่องราวของ IKEA

เทคโนโลยีและบุคลากรคือองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการปฏิรูปธุรกิจสู่การทำงานยุคใหม่ จากความท้าทายนี้ ทาง IKEA จึงได้เลือกใช้ Microsoft Teams เพื่อส่งเสริมพนักงานในสาขาให้สามารถบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

IKEA เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านสัญชาติสวีเดนที่เป็นที่มีพนักงานกว่า 166,000 คนในหลายร้อยสาขาที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก

ด้วยความสามารถด้านการแชท วิดีโอคอล การทำงานร่วมกัน และการจัดการกะของ Microsoft Teams ทำให้ IKEA สามารถเชื่อมต่อทุกคนในองค์กร ประหยัดเวลาการเดินทาง และลดค่าใช้จ่ายจากกระบวนการที่ต้องใช้กระดาษ นอกจากนี้ยังส่งเสริมศักยภาพให้พนักงานในสาขามีเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถใช้บริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

โอกาสที่จะสร้างให้เกิดการทำงานเป็นทีมในองค์กรได้อย่างแท้จริง

เนื่องจากการทำงานของพนักงานยุคก่อนยังเป็นระบบเก่าที่ถูกติดตั้งอยู่ในองค์กรและต้องใช้กระดาษเป็นจำนวนมาก เช่น การประสานงานระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาต่าง ๆ

การนำ Microsoft Teams เข้ามาใช้ช่วยให้พนักงานที่อยู่ต่างสาขาสามารถพูดคุยกับสำนักงานใหญ่ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสะบายมากขึ้น

เมื่อปรับระบบมาสู่คลาวด์

ประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีหลังจากที่ IKEA เปลี่ยนมาใช้ Microsoft 365 ก็คือการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์ เพราะแพลตฟอร์มของ Microsoft 365 มีความปลอดภัยสูง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการจัดการและการอัปเดตระบบไอทีมากมาย

ยิ่งไปกว่านั้น Microsoft 365 ยังได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานร่วมกันเป็นทีมภายในองค์กร ช่วยให้พนักงานหน้างานที่สาขาต่าง ๆ สามารถเข้าถึงเครื่องมือด้านดิจิทัลแบบเดียวกับที่พนักงานที่สำนักงานใหญ่ใช้งานได้ ผ่านแอปบนมือถือส่วนตัวหรืออุปกรณ์ที่หลากหลายตามที่พนักงานแต่ะคนสะดวก ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นพีซีหรือแล็ปท็อปเหมือนยุคก่อน

โดย IKEA สามารถเปิดให้พนักงานกว่า 75,000 คนเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ใหม่ ๆ ใน Microsoft Teams ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน

การจัดตารางงานเป็นเรื่องง่าย

ร้านอาหารใน IKEA สาขา Kungens Kurva ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่นำ Microsoft Teams เข้ามาใช้งานอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นพนักงานร้านอาหารกว่า 150 คนต้องใช้กระดาษในการจัดตารางงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนกะ ขาด ลา มาสาย

การนำความสามารถ “Shifts” ใน Microsoft Teams เข้ามาใช้ช่วยให้พนักงานแต่ละคนสามารถจัดการกะได้ผ่านแอปบนมือถือส่วนตัวและมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับเอกสารและตารางงานของตัวเอง

คุณ Fabian Haeberlein รองผู้จัดการฝ่านการตลาดของ IKEA กล่าวว่า “การใช้ Microsoft Teams ทำให้ชีวิตการทำงานในร้านของพวกเราดีขึ้น” โดย IKEA สามารถประหยัดเงินได้ถึง 364,000 โครนาสวีเดน หรือประมาณ 1,200,000 บาท จากการเปลี่ยนมาใช้งาน Shifts ใน Microsoft Teams

ลดขั้นตอนของการสื่อสารให้สั้นลง

พนักงานในสาขาต่าง ๆ สามารถรับรู้ถึงประโยชน์จากการใช้งาน Microsoft Teams ได้ทันที แต่ก่อนนั้น พนักงานต้องอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน และต้องยืนอ่านประกาศที่กระดานข่าวสารของบริษัท

ในปัจจุบันนี้ พนักงานสามารถแชทคุยกันและติดตามข่าวสารผ่าน Microsoft Teams ได้เลย ซึ่งเป็นวิธีที่พนักงานรุ่นใหม่คุ้นเคยและง่ายกว่ามาก ส่วนผู้จัดการร้านในสาขาต่าง ๆ ก็สามารถโพสต์ประกาศสำคัญได้ตลอดเวลาบนอุปกรณ์ส่วนตัวของพวกเขาเอง และพนักงานก็สามารถเสนอความคิดเห็นตอบกลับไปได้เลย สร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมกัน

ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยการประชุมออนไลน์

การย้ายไปสู่การสื่อสารแบบดิจิทัลใน Microsoft Teams ไม่เพียงช่วยให้ IKEA สามารถลดค่าใช้จ่ายจากกระบวนการที่ต้องใช้กระดาษเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของบริษัทได้อีกด้วย

พนักงานพบว่าการประชุมออนไลน์ช่วยให้พวกเขาเสียเวลาในการเดินทางระหว่างสถานที่ต่าง ๆ น้อยลง และการสื่อสารในชีวิตประจำวันก็มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

เพื่ออำนวยความสะดวกในการประชุมออนไลน์ ทาง IKEA จึงได้พัฒนาการออกแบบห้องประชุมมาตรฐาน พร้อมลงทุนติดตั้ง Microsoft Teams Rooms ในห้องประชุมหลายแห่งอีกด้วย

เรียนรู้เพิ่มเติม

ปัจจุบัน เครื่องมือด้านดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพให้พนักงานยุคใหม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและความคล่องตัวสูงขึ้น

ดังนั้นเราแนะนำให้องค์กรพิจารณาและส่งเสริมการจัดหาชุดเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับพนักงานให้ทันการเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่นี้

Microsoft 365 for Firstline Workers:

https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-365/enterprise/firstline

Microsoft Teams for Firstline Workers:

https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-365/microsoft-teams/staff-scheduling-software

from:https://www.techtalkthai.com/digital-user-experience-was-rule-out-by-firstline-workers/