Tesla ไตรมาส 1/2020 เผย Model Y สามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มจำหน่าย

Tesla รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ปี 2020 มีรายได้ 5,985 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 227 ล้านดอลลาร์ บริษัทยังมีเงินสดเพิ่มขึ้นอีกเป็น 8,080 ล้านดอลลาร์

ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ Tesla ต้องปิดโรงงานชั่วคราว ซึ่งกระทบต่อรายได้หากเทียบกับไตรมาส 4/2019 แต่บริษัทยังรักษาการทำกำไรไว้ได้ เป็นผลจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นของ Model 3 ในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ นอกจากนี้ Model Y ที่เพิ่งเริ่มผลิตและส่งมอบ ก็สามารถทำกำไรได้ในไตรมาสแรกที่เริ่มจำหน่ายเลย ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Tesla สำหรับการออกรถยนต์รุ่นใหม่

Tesla ระบุว่าสถานการณ์ช่วงที่ผ่านมามีปัญหาการผลิตบ้างจากโรคระบาด แต่ก็สามารถกลับมาเริ่มทำการผลิตได้รวดเร็ว รวมทั้งแผนงานในอนาคตคือการเพิ่มการผลิตในโรงงานเซี่ยงไฮ้และเบอร์ลิน ซึ่งช่วยควบคุมต้นทุนให้บริษัทได้มากขึ้น

ที่มา: Tesla

Tesla

from:https://www.blognone.com/node/116099

เทรลเลอร์แรก Assassin’s Creed Valhalla ฉากหลังยุคไวกิ้งบุกเกาะอังกฤษ ขายสิ้นปีนี้

หลัง[เปิดตัวจนหลับคาจอไปเมื่อคืน](https://www.blognone.com/node/116075กับ Assassin’s Creed: Valhalla ที่เป็นเรื่องราวของยุคไวกิ้ง ล่าสุด Ubisoft ปล่อยเทรลเลอร์แรกของเกมแล้ว เผยให้เห็นฉากหลังเป็นช่วงที่ไวกิ้งบุกอังกฤษ (ราวศตวรรษที่ 8-11) และมี Hidden Blade แบบเดียวกับที่ Darius ใช้ใน Legacy of the First Blade ออกมาด้วย

Assassin’s Creed Valhalla จะวางขายในช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐของปีนี้ (น่าจะช่วง Thanksgiving ต่อคริสต์มาสปลายปี)

ที่มา – Ubisoft

from:https://www.blognone.com/node/116098

สื่อเผย iPhone 12 จอ OLED ราคาเริ่มที่ 649 ดอลลาร์, เป็นรุ่น OLED ต่ำ 999 ดอลลาร์ครั้งแรก

Apple ไม่เคยขาย iPhone จอ OLED ต่ำกว่า 999 ดอลลาร์มาก่อ […] More

from:https://www.iphonemod.net/jon-prosser-iphone-12-price-from-649-dollar-report.html

Intel เปิดตัวซีพียู 10th Gen Comet Lake-S สำหรับเดสก์ท็อป, Core i3 ได้ไฮเปอร์เธรดแล้ว

Intel เปิดตัวซีพียู Core รุ่นใหม่ที่ก็ยังคงนับเป็นรุ่นที่ 10 ในตระกูล Comet Lake-S (14 นาโนเมตร) สำหรับเดสก์ท็อปหลังเปิดตัว Comet Lake-H สำหรับโน้ตบุ๊กไปก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ คือการเพิ่มจำนวนคอร์และเธรด รวมถึงทุกรุ่นตั้งแต่ Core i3 จะได้เทคโนโลยี hyper-threading แล้ว ไล่ไปตั้งแต่ Core i9 ได้ 10 คอร์ 20 เธรด Core i7 ได้ 8 คอร์ 16 เธรด, Core i5 ได้ 6 คอร์ 12 เธรดและ Core i3 ได้ 4 Core 8 เธรด รหัสย่อยแบ่งเป็น F ไม่มีชิปกราฟิคและ K ที่เป็นโอเวอร์คล็อกเช่นเดิม

No Description

นอกจากนี้ Core i9 และ Core i7 จะรองรับแรม DDR4-2933 ส่วน Core i5 และ Core i3 ยังคงอยู่ที่ DDR4-2666 อยู่ ส่วนรุ่นย่อย (SKUs) มีออกมาทั้งหมด 24 รุ่นย่อยดังนี้

No Description

No Description

ที่มา – Intel, Anandtech

from:https://www.blognone.com/node/116097

ส่อง 5 สมาร์ทโฟนรองรับ 5G พร้อมโปรเด็ดจาก AIS Hot Deal !!!

 

หลังจากเอไอเอสเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บรรดาแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนต่างก็เริ่มทยอยเปิดตัวมือถือที่รองรับเครือข่าย 5G ลงมาทำตลาดในบ้านเราอย่างต่อเนื่องเช่นกัน  ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เพราะทำให้ผู้ใช้งานอย่างเรามีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง และวันนี้ IbelieveIT จะพามาส่องกันว่ามีสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ รุ่นไหนบ้างที่รองรับ 5G และยังมาพร้อมโปรเด็ด ๆ ชวนให้เร้าใจบ้าง  มาติดตามรับชมไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

เริ่มด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่เปิดตัวและรองรับ 5G อย่างเป็นทางการในไทย Huawei Mate 30 Pro 5G

โปรโมชั่น AIS Hot Deal เริ่มต้น ฿ 16,990

AIS Best Buy ติดสัญญา 12 เดือน เริ่มต้น ฿ 16,990

ลูกค้าทั่วไป เริ่มต้น ฿ 31,990
รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ Huawei Mate 30 Pro 5G
ตามด้วย P40 Series ที่ตอนนี่เปิดให้พรีบุ๊คกิ้งพร้อมรับส่วนลดและของแถมสุดเร้าใจ โดย Huawei P40 ราคาพร้อมแพกเกจเริ่มต้นเพียง 5,990 บาทเท่านั้น ส่วน P40 Pro เริ่มต้นที่ 9,990 บาท
สำหรับคนที่ชอบสเปคแรง กล้องจัดเต็ม พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงรองรับเครือข่าย 5G ต้องไม่พลาด Huawei P40 Series ครับ

 

Huawei P40 โปรโมชั่น AIS Hot Deal เริ่มต้น 5,990 บาท

สำหรับสั่งจองราคาเครื่องเปล่า ฟรี! Sport Bluetooth Headphones สีดำ และ Free Buds 3 (White)
สำหรับสั่งจองราคาโครงการติดสัญญา ฟรี! Sport Bluetooth Headphones สีดำ

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ Huawei P40 

Huawei P40 Pro โปรโมชั่น AIS Hot Deal เริ่มต้น 9,990 บาท

สำหรับสั่งจองราคาเครื่องเปล่า ฟรี! Wireless Charger, Sport Bluetooth Headphones สีฟ้า, Free Buds 3 (White) และ Wireless Car Charger ทั้งหมด 4 ชิ้น
สำหรับสั่งจองราคาโครงการติดสัญญา ฟรี! Wireless Charger และ Sport Bluetooth Headphones สีฟ้า

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ Huawei P40 Pro
อีกหนึ่งแบรนด์ขวัญใจมหาชน ที่ล่าสุดเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรองรับ 5G มาพร้อมกันถึง 2 รุ่น (รองรับ 5G และต้องได้รับการ Upgrade Software)

 

OPPO Find X2 Pro 5G โปรโมชั่น AIS Hot Deal เริ่มต้นที่ 31,990 บาท
ฟรี OPPO Enco Free หูฟังไร้สาย

หมายเหตุ รองรับ 5G และต้องได้รับการ Upgrade software แล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ OPPO Find X2 Pro 5G

 

OPPO Find X2 5G โปรโมชั่น AIS Hot Deal เริ่มต้นที่ 20,990 บาท

หมายเหตุ รองรับ 5G และต้องได้รับการ Upgrade software แล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ OPPO Find X2 5G

 

 

ปิดท้ายกันไปด้วยอีกหนึ่งแบรนด์ขวัญใจของผู้ใช้งานในบ้านเรา

Samsung Galaxy S20 Ultra 5G  โปรโมชั่น AIS Hot Deal เริ่มต้นที่ 27,900 บาท

ฟรี! แพ็กเกจเสริม Unlimited NEXTG Max Speed นาน 2 เดือน (มูลค่า 998บ.)
รับเน็ตเต็มสปีต 50GB/เดือน และ เน็ตไม่จำกัดสำหรับใช้งานโปรแกรม Office 365 และ ZOOM
ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 63 – 4 พ.ค.63
(สำหรับลูกค้า AIS เท่านั้น)
**สินค้าในโครงการที่ผูกสัญญา 12 เดือน เครื่องจะถูกล็อก หากค้างชำระค่าบริการรายเดือน

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

 

from:http://mobileocta.com/look-at-5-smartphones-supporting-5g-including-hot-deals-from-ais-hot-deal/

เวียดนามจัดการโควิด-19 ได้แล้ว หลังจากที่ตรวจโรคอย่างเข้มข้น กักกันโรคอย่างหนัก

ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาหลังเทศกาลตรุษจีน เวียดนามตรวจพบคนติดเชื้อโควิด-19 สองรายแรก รัฐบาลเร่งติดต่อกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์เพื่อให้ความช่วยเหลือ Viet A Corp บริษัทที่จัดทำด้านอุปกรณ์การแพทย์ระบุว่า เวียดนามต้องการจัดการอย่างเร่งด่วน จากนั้นจึงมีการเร่งมือจัดทำชุดเครื่องมือตรวจโควิด

เวียดนามคือประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรกว่า 96 ล้านคน มีพรมแดนเชื่อมต่อกับจีนแต่สามารถจัดการโควิดได้แล้ว ขณะที่ประเทศที่พัฒนามากกว่าหรือร่ำรวยกว่าหลายแห่งยังไม่สามารถจัดการไวรัสได้เลย รัฐบาลรายงานว่ามีคนติดเชื้อรวม 270 คน ยังไม่มีผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว ตอนนี้ ประเทศกำลังเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้ว

HANOI, VIETNAM – MARCH 15: People wear face masks amid concerns of the spread of the COVID-19 Coronavirus while shopping at a local market on March 15, 2020 in Hanoi, Vietnam. (Photo by Linh Pham/Getty Images)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า เวียดนามประสบความสำเร็จได้เพราะว่าเร่งจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ การตัดสินใจแบนการเดินทางเข้าประเทศเวียดนาม การระงับเที่ยวบินจากอู่ฮั่น จีนตั้งแต่ 23 มกราคม แบนคนเข้าประเทศตั้งแต่ช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาด เวียดนามจัดการทันทีหลังมีคนติดเชื้อโควิด-19 เพียงสองคน การปิดชายแดนที่เชื่อมต่อกันระหว่างจีนกับเวียดนามระยะทาง 1,400 กิโลเมตร แต่เปิดให้เดินทางเฉพาะการค้าที่จำเป็น

ไปจนถึงการให้ประชาชนนับหมื่นกักบริเวณตัวเอง และการยกระดับการตรวจโรค และระบบสอบสวนโรคคนที่คาดว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิดที่เวียดนามจัดการอย่างเป็นระบบ การให้คนใส่หน้ากากขณะอยู่ในพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่องค์การอนามัยโลกยังมีเรื่องถกเถียงกันไม่ตกว่า ให้เฉพาะคนป่วยใส่หน้ากาก คนไม่ป่วยไม่ต้องใส่หน้ากากกันยู่เลย จนกระทั่ง WHO ต้องออกมาเผยแพร่คำแนะนำใหม่ว่า ให้หน้ากากอนามัยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

เรื่องนี้ Matthew Moore ซึ่งเคยประสานงานศูนย์ควบคุมโรค (CDC) สหรัฐ กับรัฐบาลเวียดนามตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมกล่าวว่า มาตรการแต่ละขั้นตอนที่ทำ ฟังดูง่าย แต่จริงๆ แล้วทำยาก เขามั่นใจมากว่า เวียดนามรับมือกับวิกฤตนี้ได้ เพราะเวียดนามเพิ่มจำนวนห้องแล็บเพื่อตรวจโควิด-19 มากขึ้น วันพุธที่ผ่านมา เวียดนามตรวจโรคโควิด-19 ไปแล้ว 213,743 คน กล่าวได้ว่า ในทุกๆ 791 คนจะมีคนติดเชื้อเพียงคนเดียว ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมากถ้าเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลก ขณะที่ไต้หวันนั้น ในทุกๆ 140 คน มีเพียง 1 คนที่ติดเชื้อโควิด-19

Vietnam เวียดนาม
ภาพจาก Shutterstock

อย่างไรก็ดี สำนักข่าว Reuters ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลการตรวจโรคที่ถูกต้องจากรัฐบาลได้ เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามยังไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูล หรือขยายผลเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเรื่องไวรัส ขณะที่ Kidong Park ซึ่งเป็นตัวแทนจากองค์การอนามัยโลกประจำเวียดนามก็กล่าวว่า ยังไม่มีตัวชี้วัดใดๆ ที่เกี่ยวกับโรคระบาดที่รายงานออกมานอกเหนือจากข้อมูลของรัฐบาล

นอกจากนี้ เวียดนามยังมีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับเอกชนที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เราจะเห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้ความสำคัญกับประเด็นโควิด-19 ค่อนข้างต่ำ ขณะที่นักวิจัยเวียดนาม ภายใต้มหาวิทยาลัยแพทย์ทหารทำงานร่วมกับบริษัทอย่าง Viet A Corp ช่วยกันออกแบบชุดตรวจโรค โควิด-19 สามารถผลิตออกมาได้ 250,000 ชุด และยังส่งออกได้ถึง 20,000 ชุด

ภาพจาก pixabay.com

อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของเวียดนามที่สามารถจัดการโควิด-19 ได้นี้ มีทั้งการตัดสินใจที่รวดเร็วของผู้นำประเทศทั้งในการประกาศรับมือกับโรคระบาดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น มาตรการกักกันโรค กักบริเวณ ไปจนถึงการเร่งตรวจโรค ทำให้แม้เวียดนามอาจจะดูไม่พรั่งพร้อมทรัพยากรแบบประเทศอื่น แต่ก็สามารถจัดการโรคได้ดีเพราะมีการตัดสินใจและการบริหารที่ดีมากพอ

ที่มา – CNA 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-can-contains-covid-19-outbreak/

รายละเอียด Redmi Note 9 – Redmi Note 9 Pro และ Mi Note 10 Lite

เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน (Xiaomi) บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ก้าวเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) แนะนำสมาร์ทโฟน Redmi Note 9 Series และ Mi Note 10 Lite พร้อมกันทั่วโลกวันนี้

คุณสมบัติเด่นของสมาร์ทโฟน Redmi Note 9 Pro หน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว DotDisplay มาพร้อมกล้อง 4 ตัว มีเลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, เลนส์ ultra-wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ช่วยเก็บภาพกลุ่ม group shot ขนาดใหญ่ได้อย่างไร้ที่ติ, เลนส์ macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และเลนส์ depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ตัวกล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และถูกออกแบบมาเป็นพิเศษโดยเทคนิคการซ่อนกล้องใต้หน้าจอ หรือ In-Display Front Camera เพื่อให้มีพื้นที่แสดงผลหน้าจอได้มากขึ้น ใช้ขุมพลังระบบประมวลผลของ Qualcomm® Snapdragon™ 720G 8 นาโนเมตร ทรงประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน ด้วยความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5020mAh (typ) รองรับการชาร์จเร็ว 30 วัตต์ Redmi Note 9 Pro พร้อมวางจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสีสวยให้เลือกได้แก่ Interstellar Grey, Tropical Green และ Glacier White

สำหรับ Redmi Note 9 หน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว DotDisplay พร้อมกล้อง 4 ตัว เลนส์หลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เลนส์ ultra-wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, เลนส์ macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และเลนส์ depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ครอบด้วยกระจกมุมโค้ง Corning® Gorilla® Glass 5 ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและทนต่อการขีดข่วน Redmi Note 9 มีระบบประมวลผลทรงพลังอย่าง MediaTek Helio G85 12 นาโนเมตร ทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลตลอดวันด้วยความจุแบตเตอรี่ 5020mAh (typ) และรองรับการชาร์จเร็ว 18 วัตต์ Redmi Note 9 มี 3 เฉดสีให้เลือกทั้งสี Midnight Grey, Forest Green และ Polar White

ส่วน Mi Note 10 Lite มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ 3D FHD+ ขอบโค้งมนที่ลื่นไหลจรดขอบ หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.47 นิ้ว ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น กล้อง 4 ตัว ทั้งเลนส์หลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, เลนส์ ultra-wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, เลนส์ depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และเลนส์ macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ให้คุณถ่ายภาพได้อย่างสวยจับใจ

ทรงประสิทธิภาพด้วยระบบประมวลผลทรงพลังอย่าง Qualcomm® Snapdragon™ 730G 8 นาโนเมตร แบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ 5260mAh ชาร์จเร็ว 30 วัตต์ Mi Note 10 Lite มาใน 3 เฉดสีสวย ทั้งสี Glacier White, Midnight Black และ Nebula Purple

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

from:http://www.9tana.com/node/redmi-note-9/

Twitter ไตรมาส 1/2020 จำนวนผู้ใช้งานรายวันเพิ่มขึ้นเป็น 166 ล้านบัญชี

Twitter รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ปี 2020 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนเป็น 808 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนสุทธิ 8 ล้านดอลลาร์ เฉพาะรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 682 ล้านดอลลาร์ โดย Ad Engagement รวมเพิ่มขึ้น 25% ขณะที่ CPE (Cost per engagement) ลดลง 19%

จำนวนผู้ใช้ทุกวันที่สร้างรายได้ (mDAU) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ Twitter ให้ความสำคัญที่สุดตอนนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 166 ล้านบัญชี เทียบกับไตรมาสที่แล้วอยู่ที่ 152 ล้านบัญชี เป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แบ่งเป็นผู้ใช้ในอเมริกา 33 ล้านบัญชี และต่างประเทศ 133 ล้านบัญชี

Twitter เป็นอีกบริการที่มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มสูงในช่วงเดือนมีนาคม จากการระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายคนใช้แพลตฟอร์มในการติดตามข้อมูลข่าวสาร

ที่มา: Twitter

alt="Twitter"

alt="Twitter"

from:https://www.blognone.com/node/116096

Redmi Note 9 Series มาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัว 64MP, ชิป SD 720G, แบต 5020 mAh เคาะราคาเริ่มต้นราว 6,450 บาท

Redmi Note 9 Pro Series มือถือสเปคสุดคุ้มที่ก่อนหน้านี้ เคยเปิดตัวในอินเดียไปรอบนึงแล้วกับรุ่น Redmi Note 9 Pro และ Note 9 Pro Max ส่วนการเปิดตัวในครั้งนี้จะเป็นการเปิดตัวเวอร์ชั่น Global รุ่น Redmi Note 9 และรุ่นท็อป Note 9 Pro นั่นเอง ส่วนสเปค และฟีเจอร์ของมือถือซีรีส์นี้จะเป็นยังไงบ้าง มาดูกันครับ

Redmi Note 9 Pro

มาเริ่มกันที่รุ่นท็อปอย่าง Redmi Note 9 Pro โดยมือถือรุ่นนี้ใช้ดีไซน์ Aura Design แบบสมมาตร โดยด้านหลังเครื่องจะวางโมดูลกล้องสี่เหลี่ยมไว้ตรงกลางเครื่องด้านบน โดยบนโมดูลก็มีกล้อง 4 ตัว วางเรียงกันด้านบน 2 ตัว ด้านล่าง 2 ตัว และถัดลงมาเป็นแฟลช LED

หน้าจอของ Redmi Note 9 Pro มีขนาดอยู่ที่ 6.67 นิ้ว เปลี่ยนดีไซน์จากการใช้ Notch หยดน้ำจากรุ่นที่แล้ว มาใช้ดีไซน์หน้าจอเจาะรู ตรงกลางจอด้านบนสำหรับวางกล้องเซลฟี่ มีอัตราส่วนหน้าจอ อยู่ที่ 20:9 เรียกว่า Cinematic Screen ซึ่งเหมาะสุดๆ สำหรับการดูหนัง หรือดูคลิปต่างๆ ได้แบบเต็มจอ

Redmi Note 9 Pro มากับกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 64MP + กล้อง Ultra Wide 8MP + กล้องมาโคร 5MP + กล้องจับความลึก 2MP ซึ่งสามารถถ่ายภาพเป็นไฟล์ RAW ซึ่งมีคุณภาพที่สูงกว่าไฟล์ภาพแบบปกติ ทำให้เราสามารถนำไปตกแต่งเพิ่มเติมในแอปที่ต้องการได้โดยที่ภาพไม่เสียรายละเอียดนั่นเอง

ส่วนกล้องเซลฟี่เป็นแบบ In display Camera ที่มีความละเอียดสูงถึง 16MP ที่มากับฟีเจอร์เก๋ๆ อย่าง Slow Motion Selfies อีกด้วย

Redmi Note 9 Pro ให้แบตเตอรี่มาจุใจถึง 5020 mAh ซึ่งทาง Redmi เคลมว่าสามารถสแตนด์บายได้ถึง 20 วันครึ่ง, ดูวิดีโอติดต่อกันได้ถึง 26 ชม., เล่น PUBG ติดต่อกันได้ 11 ชม. นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไวที่ระดับ 30W แถมยังมีที่ชาร์จไว 33W แถมให้มาในกล่องเลยด้วย

สเปค REDMI NOTE 9 PRO

  • หน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : Snapdragon 720G
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB รองรับ MicroSD card แบบช่องแยก
  • กล้องหลัง : กล้องหลัก 64MP + กล้อง Ultra Wide 8MP + กล้องมาโคร 5MP + กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 16MP
  • สแกนนิ้วมือด้านข้าง
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • มี IR Blaster
  • แบตเตอรี่ : 5020 mAh รองรับชาร์จไว 30W
  • ระบบ Android 10
  • สีที่วางจำหน่าย : สีเทา Interstellar Grey, สีเขียว Tropical Green, สีขาว Glacieer White

 

Redmi Note 9

มาต่อกันที่รุ่นน้องอย่าง Redmi Note 9 ที่มีดีไซน์ตัวเครื่องโดยรวมค่อนข้างคล้ายกับ Redmi Note 9 Pro ด้วยตัวเครื่องด้านหลังที่มีขอบโค้งแบบ 3D และใช้ดีไซน์แบบสมมาตร แต่จะต่างกันตรงที่มือถือรุ่นนี้ใช้เซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือด้านหลัง (รุ่น Pro สแกนนิ้วด้านข้าง) ถัดลงมาจากกล้องทั้ง 4 ตัว

หน้าจอของ Redmi Note 9 ก็จะแตกต่างกับรุ่นพี่อยู่เล็กน้อย ด้วยขนาดที่เล็กกว่าอยู่ที่ 6.53 นิ้ว และเปลี่ยนตำแหน่งของรูกล้องบนหน้าจอมาอยู่ที่มุมซ้ายบนแทน

กล้องหลังของมือถือรุ่นนี้มีจำนวนเท่ากันที่ 4 ตัว แต่จะลดสเปคลงไปบ้าง ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48MP (f/1.79) + กล้อง Ultra wide ความละเอียด 8MP (f/2.2) มุมกว้าง 118° + กล้องจับความลึก 2MP (f/2.4) + กล้องมาโคร 2MP ระยะโฟกัสใกล้สุด 2 – 10 ซม.

ส่วนกล้องเซลฟี่ให้มาที่ความละเอียด 13MP พร้อมโหมดถ่ายภาพทั้ง Portrit Mode, Panorama Selfie, Palm Shutter และยังรองรับการปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้าอีกด้วย

แบตเตอรี่อัดมาให้จุกๆ เท่ากับรุ่นพี่ที่ 5020 mAh ใช้งานข้ามวันได้สบายๆ หรือถ้าใช้ไม่มากจะข้ามไป 2 วันเลยก็ยังได้

แบตเตอรี่เยอะอย่างเดียวไม่พอ เพราะถ้าระบบชาร์จยังอืดอาด กว่าจะชาร์จเต็มก็คงกินเวลาหลายชม. แต่ไม่ต้องห่วง เพราะ Redmi Note 9 รองรับระบบชาร์จไว 18W พร้อมกับแถมที่ชาร์จไวขนาด 22.5W มาให้อีกด้วย

สเปค REDMI NOTE 9

  • หน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : MediaTek Helio G85
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB รองรับ MicroSD card แบบช่องแยก
  • กล้องหลัง : กล้องหลัก 48MP + กล้อง Ultra Wide 8MP + กล้องมาโคร 2MP + กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • มี IR Blaster
  • แบตเตอรี่ : 5020 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 10
  • สีที่วางจำหน่าย : สีเทา Midnight Grey, สีเขียว Forest Green, สีขาว Polar White

ราคา

สำหรับตัวท็อป Redmi Note 9 Pro จะวางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น แบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้

  • Redmi Note 9 Pro (6GB / 64GB) : ราคา 269 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8,700 บาท
  • Redmi Note 9 Pro (6GB / 128GB) : ราคา 299 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,700 บาท

รุ่นน้อง Redmi Note 9 จะวางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น เช่นกัน แบ่งออกตามหน่วยความจำดังนี้

  • Redmi Note 9 (3GB / 64GB) : ราคา 199 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6,450 บาท
  • Redmi Note 9 (4GB / 128GB) : ราคา 249 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8,070 บาท

Redmi Note 9 และ Redmi Note 9 Pro จะเริ่มวางจำหน่ายแบบทั่วโลกตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ส่วนในบ้านเราจะเข้ามาช่วงไหน และจะเปิดราคามาเท่าไหร่ เอาไว้ามารอลุ้นไปด้วยกันนะครับ

from:https://droidsans.com/redmi-9-series-officially-announced/

5 เหตุผล ที่ควรเปลี่ยนจาก External HDD และ Cloud Storage เป็น Synology NAS

ในช่วงวิกฤต COVID-19 หลายภาคธุรกิจเองก็หันมาใช้วิธีการ Work From Home กันมากขึ้น ทำให้เวลาจัดส่งไฟล์ต่างๆ จากปกติใช้ External HDD ก๊อปส่งให้กัน เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud Storage กันมากขึ้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายเดือนและข้อมูลที่ฝากไว้จะไม่เป็นส่วนตัวเพราะถูกบันทึกในพื้นที่จัดเก็บของบุคคลอื่น โดยในบทความนี้เองทีมงานจะมาอธิบายและแนะนำเหตุผลที่ควรเก็บไฟล์ไว้บน NAS กัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

NAS คืออะไร

NAS หรือ Network Attach Storage คือ อุปกรณ์ตัวกลางที่ไว้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ โดยเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายที่บ้านหรือสำนักงาน ซึ่งสามารถจัดเก็บไฟล์ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย เพลง และวิดีโอ ส่วนวิธีการเข้าถึงไฟล์นั้นสามารถเข้าไปดาวน์โหลดหรืออัปโหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอปมือถือได้โดยตรง หรือจะต่อผ่านสาย Lan หรือ USB เหมือนเครื่องคอมปกติเลยก็ได้เลยเช่นกัน

5 เหตุผลที่ควรใช้ Synology NAS แทน Ext. HDD และ Cloud Storage

1. สามารถเก็บไฟล์ในพื้นที่ส่วนตัวและดาวน์โหลดที่ไหนก็ได้

เรียกได้ว่าเอาข้อดีของ External HDD และ Cloud Storage มารวมกันเป็นอันเดียว ซึ่งสามารถเก็บไฟล์ในพื้นที่ส่วนตัวได้ขนาดหลาย TB และสามารถดาวน์โหลดหรืออัปโหลดจากที่ไหนก็ได้ทั่วทุกมุมโลก ผ่าน QuickConnect ซึ่งช่วยเข้าถึง NAS ของได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการตั้งค่า DNS, IP หรือ Port forwarding

2. ช่วยสำรองข้อมูลของเครื่อง PC และ Mac โดยอัตโนมัติ

หากใช้ Synology NAS ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลหาย เพราะมีโปรแกรม Drive ซึ่งจะช่วยซิงค์ไฟล์ระหว่าง NAS กับเครื่อง PC หรือ Mac โดยโปรแกรม Drive นั้นจะรองรับทั้งการกู้คืนไฟล์เวอร์ชันก่อนหน้าได้ตลอด รวมถึงรองรับการแชร์ไฟล์โดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็นต้องฝากไฟล์ไว้ที่ Storage ก่อนได้อีกด้วย

3. รองรับการสำรองข้อมูลทั้ง iOS และ Android

ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเมมมือถือเต็มอีกเพราะทาง Synology NAS มีโปรแกรม Moment ที่จะช่วยสำรองภาพถ่ายและวิดีโอให้โดยอัตโนมัติผ่าน WiFi โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าภาพถ่ายเราจะไปหลุดที่ไหน แถมภาพถ่ายต่างๆ จะได้รับการจัดกลุ่มเข้าไว้ด้วยกันโดยแบบอัตโนมัติด้วย ไม่ต้องกลัวสูญหาย โดยเรียงตามภาพใบหน้า สถานที่ และหัวเรื่องที่คล้ายกัน จากควาสามารถของเทคโนโลยี AI

4. สามารถสตรีมวิดีโอผ่าน NAS ได้เต็มสปีด พร้อมหาซับไตเติ้ลให้อัตโนมัติ

ปกติแล้วเวลาเราจะดูหนังกันภายในบ้านผ่าน External HDD ที่ต่อออกทีวีนั้น จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดจากเว็บและคัดลอกไฟล์เข้า External HDD ผ่านคอม ซึ่งเปลืองทั้งพื้นที่และเสียเวลา แน่นอนว่าหากเรามี Synology NAS แล้วต้องการดูวิดีโอ สามารถดูได้ทั้งผ่านคอม, อุปกรณ์มือถือ, Apple TV และ Android TV โดยไม่ต้องคัดลอกไปมาระหว่างอุปกรณ์ผ่านแอป Video Station พร้อมช่วยหาโปสเตอร์และทำการค้นหาซับไตเติ้ลได้อัตโนมัติอีกด้วย

5. ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้ยาวๆ

ปกติเวลาเราจะใช้พื้นที่เยอะบน Cloud Storage ยังไงก็ต้องเงินเป็นรายเดือน จะกี่บาทก็ว่ากันไป แต่จะคุ้มกว่าไหมหากเรามี NAS อยู่ที่บ้าน จ่ายเงินก้อนเดียวจบ ไม่ต้องเสียเงิยรายเดือนให้วุ่นวาย แถมสามารถดึงข้อมูลออกมาแบบออฟไลน์ความเร็วสูงผ่านสาย LAN หรือ USB ได้อีกด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วใช้การใช้ NAS เพียง 3 ปีก็คุ้มทุนกว่าใช้ Cloud แบบปกติแล้วนั่นเองครับ

สรุปแล้วหากใครที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเยอะๆ และมีการแชร์ไฟล์หากันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือบริษัทขนาดเล็ก การใช้ NAS ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าลงทุน เพราะช่วยเราเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย และสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา รวมถึงสามารถ Back Up ไฟล์สำคัญๆ ให้เราเสมอๆ ไม่ต้องกังวลว่าไฟล์จะสูญหายนั่นเองครับ

from:https://droidsans.com/5-reason-nas-synology-why-use/