ทำงานอย่างไรให้ได้งาน ผ่านเทคโนโลยีที่ใช้งานกันอยู่ทุกวัน

ในสถานการณ์ที่ทุกคนยังคงกังวลเรื่อง COVID-19 ทำให้การเลือกทำงานจากที่บ้าน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดความเสี่ยง แต่เมื่อทำงานที่บ้านหลายคนก็กังวลว่าจะทำงานอย่างไรให้ได้งาน วันนี้ เราจึงมีเทคโนโลยีที่ใช้คุยงานและส่งงานกันได้แบบสะดวกขึ้น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม

 

LINE

แน่นอนว่าทุกคนรู้จักแอปพลิเคชั่นนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ดังนั้น LINE จึงมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า LINE Group Chat เพื่อให้แชทคุยงานกันได้พร้อมกันสูงสุดถึง 500 คนต่อกรุ๊ป โดยเข้าประชุมพร้อมกันได้ทั้ง VOice และ VDO ได้ครั้งละ 200 คน แถมยัง LIVE สดได้ด้วย

แต่ถ้ากังวลเรื่องการส่งไฟล์งานหากัน LINE มีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Drag & Drop Files Transfer ช่วยรับส่งไฟล์สูงสุดวันละ 1 GB หรือหากต้องการใช้งานเอกสาร ไฟล์รูปภาพหรือไฟล์ขนาดใหญ่ก็ใช้ฟีเจอร์ Scan QR / Scan Text เพื่อแสกน QR Code ทันทีโดยไม่ต้องยกโทรศัพท์

สำหรับงานที่ต้องเก็บไฟล์ได้สูงสุดถึง 1GB ทั้งไฟล์เอกสาร ไฟล์รูป และไฟล์วีดีโอ ในฟีเจอร์ Keep หรือ Note หรือ Album เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มเข้าดูได้ตลอดแบบไม่หมดอายุ

หรือคนที่ต้องประชุมคุยงานกัน ก็เลือกฟีเจอร์ Screen Sharing during Group VDO Call ก็จะสามารถคุย แชร์หน้าจอและเห็นไฟล์งานพร้อมกันได้

Microsoft

สำหรับคนที่ใช้เทคโนโลยีของ Microsoft ในการทำงานนั้นก็ต้องไม่พลาด Microsoft Team ที่จะช่วยให้การทำงานร่วมกันสะดวกเช่นกัน ทั้งการแชร์ข้อมูล แจ้งเตือนให้เข้าประชุม ส่งเอกสารให้อ่านร่วมกันก่อนเข้าทำการประชุม รวมทั้งบันทึกการประชุมด้วย

หากต้องการทำงานผ่านการคุยแบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ แต่ไม่สะดวกจะเปิดกล้อง ก็สามารถเลือกเปิดแต่เสียงได้

ส่วนคนที่ต้องการจดบันทึกและแบ่งปันรายงานผ่านแชทก็สามารถสร้างหมวดหมู่ (tap) เฉพาะที่มีไฟล์ เว็บไซต์ หรือกระดานข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้เข้าถึงพร้อมกันสำหรับทุกคนในทีมได้

สำหรับคนที่ต้องใช้ห้องแชทรวมบ่อยๆ ก็สามารถดึงเอาทีมมาจัดเรียงลำดับความสำคัญด้วยการปรับแต่งทีม แจ้งเตือนในโปรไฟล์ด้วยการติดตั้งแอป Teams เพื่อเข้าถึงผ่านอุปกรณ์พกพาได้ ทำให้คุณทราบกำหนดการและเตรียมพร้อมประสานงานกับทีมได้ทันท่วงที 

ลองดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับ Microsoft Teams ได้ฟรี https://products.office.com/th-th/microsoft-teams/free

Kaspersky

สำหรับคนที่ต้องทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น ผ่านอุปกรณ์สื่อสารของตนเอง แถมยังต้องแชร์ไฟล์ข้อมูลสำคัญกันอีก ทีมบริหารคงกลัวปัญหาของแฮคเกอร์ที่จะมาขโมยข้อมูลสำคัญไป ทางแคสเปอร์สกี้เองก็ได้แจ้งเตือนให้ระวังอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้ ด้วยข้อแนะนำดังนี้

  1. จัดหา VPN สำหรับพนักงานเพื่อใช้เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์กองค์กรอย่างปลอดภัย
  2. ดีไวซ์องค์กรทุกชิ้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อป ควรติดตั้งซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่เหมาะสม ที่มีฟังก์ชั่นลบข้อมูลจากดีไวซ์ที่สูญหายหรือถูกขโมย ฟังก์ชั่นแยกข้อมูลองค์กรกับข้อมูลส่วนตัว และการจำกัดการติดตั้งแอปพลิเคชั่น เป็นต้น
  3. อัพเดทระบบปฏิบัติการและแอปต่างๆ ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ
  4. จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของพนักงานที่เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์กขององค์กร
  5. แจ้งเตือนพนักงานให้ตระหนักถึงอันตรายของการตอบข้อความที่ไม่พึงประสงค์
  6. จัดอบรมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับพื้นฐานความปลอดภัยไซเบอร์ เช่น ไม่เปิดหรือเก็บไฟล์จากอีเมลที่ไม่รู้จัก เพราะอาจทำอันตรายต่อทั้งบริษัทได้
  7. บังคับการใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายและดาวน์โหลดจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างเป็นทางการเท่านั้น
  8. สำรองข้อมูลสำคัญอย่างสม่ำเสมอ และอัพเดทแพทช์เพื่อป้องกันช่องโหว่การรั่วไหลของข้อมูล

Nutanix

ส่วนทางด้าน นูทานิคซ์ ผู้ให้บริการด้านการประมวลผลคลาวด์บนองค์กรเองก็ได้ประกาศความช่วยเหลือแก่ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ในการเข้าใช้งาน Xi Frame ซึ่งเป็นบริการเวอร์ชวลเดสก์ท็อปของนูทานิคซ์ เนื่องด้วยธุรกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ยังคงต้องต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดจากการระบาดอย่างต่อเนื่องของไวรัสโควิด-19

Xi Frame เป็นโซลูชั่นที่ทำงานบนระบบคลาวด์ เป็นเวิร์คสเปซแบบเสมือนจริงสำหรับพนักงาน ทีมงาน ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ ที่สามารถติดตั้งและเริ่มทำงานได้ภายในหนึ่งชั่วโมง โดยระบบจะช่วยให้ทำงานได้จากทุกที่บนอุปกรณ์ทุกประเภทอย่างปลอดภัย และสามารถเข้าใช้งานเดสก์ท็อป ไฟล์ และเน็ตเวิร์ค

ซึ่งโซลูชั่น Xi Frame พร้อมให้บริการบนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 25 แห่ง บน Azure, AWS และ GCP ทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ธุรกิจต่าง ๆ เข้าถึงการบริการได้ง่ายขึ้น โดยจะยังคงประสิทธิภาพและดำเนินงานได้ในช่วงวิกฤตเวลานี้ 

โดย Xi Frame เปิดให้ใช้งานบน “cloud regions” จำนวน 7 แห่ง ที่เพิ่มขึ้นคือ บน Google Cloud Platform (GCP) ในโอซาก้าประเทศญี่ปุ่นและกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้  และอีก 3 แห่งบน Microsoft Azure อยู่ที่ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ และอีกหนึ่งแห่งอยู่ที่ตอนกลางของประเทศออสเตรเลีย รวม ณ ขณะนี้มีการให้การสนับสนุนทั้งหมด 63 แห่งทั่วโลก

การเพิ่มจุดให้บริการ Clouds Regions นี้ จะช่วยให้ธุรกิจจำนวนมากทั่วภูมิภาคเข้าถึงบริการ “work from home” บนระบบคลาวด์ได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางผลกระทบทวีคูณที่เกิดจากการระบาดของไวรัสต่อระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก

from:https://www.thumbsup.in.th/work-from-home