ผลสำรวจเผย … คนวัย Gen Me สหรัฐฯ นิยมการพิมพ์ข้อความส่งหากันมากกว่าใช้การโทร

ด้วยยุดสมัยที่ผ่านไปนั้นรูปแบบของการติดต่อสื่อสารกันก็เปลี่ยนไปตามลำดับ โดยล่าสุดนั้นทาง กลุ่มนักวิจัยจาก HighSpeedInternet.com (HSI) ได้ทำการสำรวจรูปแบบการสื่อสารของผู้คนในกลุ่มวัยต่างๆ ออกมาโดยพบว่าประชากรในรุ่น millennials (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1980 – 2000 หรือจะเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า Gen Me) นั้นมีรูปแบบความนิยมในการติดต่อสื่อสารด้วยการพิมพ์ข้อความหากันมากกว่าประชากรในรุ่น boomers(กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1946 – 1964 หรือจะเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า Gen Z) ที่นิยมใช้การโทรหาเพื่อติดต่อสื่อสารกันมากกว่า

ผลการสำรวจดังกล่าวนั้นถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะมันสามารถที่จะใช้ในการประเมิณได้ว่าผู้ใช้งานเครือข่ายส่วนใหญ่นั้นมีความต้องการในการใช้งานการสื่อสารผ่านเครือข่ายในแบบไหนมากกว่าซึ่งในจุดนี้นั้นจะช่วยให้เข้าใจกลุ่มผู้บิโภคในช่วงวัยต่างๆ ได้มากขึ้นรวมทั้งยังสามารถที่จะนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการปรับแต่งค่าบริการเครือข่ายให้เหมาะสม โดยการสำรวจนั้นทาง HSI ได้ทำการสำรวจประชาชนในสหรัฐอเมริกาจำนวน 500 รายในช่วงวัย 35 ขึ้นไป ซึ่งจากผลการสำรวจนั้นพบว่าคนในช่วง Gen Z(หรือจะเป็นรุ่นคุณพ่อคุณแม่ไปจนกระทั่งปู้ย่าตายาย) จะมีความนิยมใช้งานการติดต่อสื่อสารในรูปแบบการโทรมากกว่าการพิมพ์เมื่อเทียบกับกลุ่มคนในช่วง Gen Me(คนในช่วงวัยทำงาน)

จากผลการสำรวจนั้นพบว่าประชากรในช่วงวัย Gen Me จำนวนมากถึง 88% นิยมใช้การพิมพ์มากกว่าโทรโดยในจำนวน 52% ของกลุ่มคนดังกล่าวนั้นยอมรับว่าพวกเขาจะเกิดความระวนกระวายเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเสียงสายโทรเข้า กลับกันแล้วนั้นประชากรในช่วงวัย Gen Z จำนวนมากถึง 77% นั้นนิยมใช้การโทรหากันเพื่อให้ได้ยินเสียงมากกว่าแถมจำนวน 50 ของประชากรในกลุ่มนี้นั้นยังบอกด้วยว่าพวกเขาไม่มีอาการกระวนกระวายใจอย่างใดเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้า(แถมจริงๆ แล้วบางรายให้ข้อมูลไว้ว่าพวกเขาดีใจด้วยซ้ำเมื่อได้ยินเสียงสายเรียกเข้า)

จริงๆ แล้วนั้นผลการสำรวจดังกล่าวนี้นั้นก็ไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่าไรนักเพราะประชากรในช่วงวัย Gen Me นั้นเติบโตมาพร้อมกับในยุคที่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว ดังนั้นการพิมพ์จึงเป็นเรื่องที่คนในช่วงวัย Gen Me มีความถนัดมากกว่าคนในช่วงวัย Gen Z ซึ่งโตมาในช่วงยุคที่ค่อนข้างจะลำบากและยังไม่มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่เหมือนกับในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในเมืองไทยเราเองนั้นเชื่อว่าหากทำการสำรวจในคำถามคล้ายๆ กันนี้ผลที่ได้ก็คงจะไม่แตกต่างอะไรมากนัก ทว่าจากผลการวิจัยนี้เองก็อยากจะแนะนำให้กับพี่ๆ น้องๆ ที่อยู่ในช่วงวัย Gen Me ลงมาเปลี่ยนมาใช้การโทรหาคุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่ผ่านทางเสียงก็น่าจะดีกว่าและน่าจะทำให้ท่านมีความสุขมากกว่าการติดต่อสื่อสารด้วยการพิมพ์

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/most-us-millennials-are-found-to-be-more-comfortable-with-texting/515505/

Notebookcheck เผย … AMD Ryzen 9 4900HS เป็นหน่วยประมวลผลที่เร็วที่สุดบนโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน

เรียกได้ว่ามาแรงจริงๆ สำหรับหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรม Zen 2 สำหรับโน๊ตบุ๊คกับซีรีย์ Ryzen 4000 ซึ่งล่าสุดนั้นทาง Notebookcheck ได้นำตัวเครื่องจริงรุ่น Asus Zephyrus G14 ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลสุดแรงอย่าง Ryzen 9 4900HS ที่มีแกนการประมวลผล 8 แกน 16 threads ความเร็วสัญญาณนาฬิกาฐาน 3.0 GHz และที่ boost 4.3 GHz ไปทำการทดสอบด้วยโปรแกรม Cinebench โดยผลการทดสอบนั้นเรียกได้ว่าแสงหน้าทุกหน่วยประมวลผลสำหรับโน๊ตบุ๊คแถมความแรงนั้นยังเข้าใกล้หน่วยประมวลผลรุ่นใหญ่ของคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะอย่าง Intel Core i9-9900K ด้วยอีกต่างหาก

สำหรับผลการทดสอบนั้นจะเป็นดังต่อไปนี้

 

งานนี้นั้นเรียกได้ว่าทาง AMD เขาจัดเต็มจริงๆ กับหน่วยประมวลผลสำหรับโน๊ตบุ๊คที่ในที่สุดก็กลับเป็นผู้นำทางด้านประสิทธิภาพได้อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน(และคงต้องยอมรับจริงๆ ว่าก่อนหน้าที่หน่วยประมวลผลซีรีย์ Ryzen 4000 สำหรับโน๊ตบุ๊คของทาง AMD จะออกมานั้น หน่วยประมวลผลสำหรับโน๊ตบุ๊คจากทาง AMD จะไม่ค่อยได้รับความนิยมจากการใช้งานในระดับธุรกิจและนักเล่นเกมเท่าไร) ทั้งนี้ก็คงต้องคอยดูกันต่อไปว่าหน่วยประมวลผลรุ่นที่ 10 สำหรับโน๊ตบุ๊คของทาง Intel ที่กำลังเริ่มเข้าวางจำหน่ายในตลาดนั้นจะสู้กับการโจมตีครั้งนี้ของทาง AMD ได้หรือไม่

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/amd-ryzen-9-4900hs-is-faster-than-every-mobile-intel-core-i9-laptop-in-the-market-today-according-to-our-own-benchmarks/515500/

FBI พบแฮ็กเกอร์ส่งไดรฟ์ยูเอสบีอันตรายพร้อมกับตุ๊กตาหมีส่งทางไปรษณีย์

แฮ็กเกอร์จากกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ชื่อ FIN7 กำลังพุ่งเป้าโจมตีธุรกิจหลายแห่งด้วยไดรฟ์ยูเอสบีอันตรายที่มีพฤติกรรมเหมือนเป็นคีย์บอร์ดเมื่อเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะป้อนคำสั่งในการดาวน์โหลดและรันจาวาสคริปต์ที่เป็นประตูหลังให้ผู้โจมตีต่อไป

โดยจากประกาศเตือน FLASH Alert ของ FBI เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น มีการเตือนทั้งองค์กรและผู้ที่ทำงานด้านความปลอดภัยต่างๆ เกี่ยวกับเทคนิคที่กลุ่ม FIN7 ใช้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ GRIFFON

การโจมตีนี้เป็นหนึ่งในกลอุบายที่ใช้ชื่อว่า “การทำ USB หล่นหาย” ที่เหล่าผู้ทดสอบการเจาะระบบได้นำมาใช้ติดต่อกันหลายปีในการทดสอบของตนเอง ซึ่งมักประสบผลสำเร็จ

สำหรับการโจมตีครั้งนี้ได้รับการศึกษาจากนักวิจัยของ Trustwave ซึ่งพบว่าหนึ่งในลูกค้าของบริษัทด้านความปลอดภัยรายนี้ได้รับพัสดุที่ระบุว่ามาจากห้าง Best Buy ในรูปของขวัญสมนาคุณที่มาพร้อมกิฟการ์ด 50 เหรียญสหรัฐฯ และในซองจดหมายก็มีไดรฟ์ยูเอสบีที่อ้างว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับรายการสินค้าที่สามารถซื้อผ่านกิฟการ์ดได้

แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่รายเดียว ทาง FBI ได้เตือนว่ากลุ่ม FIN7 มีการส่งจดหมายพัสดุดังกล่าวไปยังสถานประกอบการหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือโรงแรม ซึ่งจ่าหน้าซองถึงคนในฝ่ายทรัพยากรมนุษย์บ้าง ฝ่ายไอที หรือแม้แต่ผู้บริหาร

โดยย้ำว่า “ช่วงไม่นานมานี้ กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้ชื่อว่า FIN7 ที่รู้จักกันดีในการโจมตีกลุ่มธุรกิจผ่านการส่งเมล์ฟิชชิ่งนั้น ได้หันมาใช้กลยุทธ์ใหม่ด้วยการจัดส่งอุปกรณ์ยูเอสบีผ่านบริการส่งไปรษณีย์ของทางการสหรัฐฯ หรือ USPS ซึ่งในพัสดุที่ส่งมานั้นบางครั้งจะมีสิ่งของอย่างเช่นตุ๊กตาหมีหรือกิฟการ์ดเพื่อล่อหลอกพนักงานขององค์กรด้วย”

ที่มา : BleepingComputers

from:https://www.enterpriseitpro.net/hackers-sending-malicious-usb-drives-teddy-bears-via-usps/

เกาหลีใต้ ให้โรงเรียนระดับประถม-มัธยม เปลี่ยนมาสอนแบบออนไลน์แก้ปัญหาโควิด-19

การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวงการการศึกษาอย่างชัดเจน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างปิดทำการ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนต้องมารวมตัวกันจำนวนมาก มหาวิทยาลัยทั่วโลก รวมทั้งในไทยปรับไปทำการเรียนการสอนออนไลน์แทน ซึ่งอาจทำได้ในระดับอุดมศึกษา แต่ระดับมัธยมกับประถมศึกษาจะทำอย่างไร? เกาหลีใต้เลือกเดินหน้าออนไลน์แล้ว

PAJU, SOUTH KOREA – APRIL 24: South Korean children take a class at the Taesungdong elementary school on April 24, 2018 in Paju, South Korea. Taesungdong is the only civilian habitation within the southern side of the DMZ, located 1 km northeast of Panmunjom where the inter-Korean summit is scheduled on April 27, 2018. The individuals who have lived in the village since before the Korean War, or their descendants are only allowed to live in the village. (Photo by Chung Sung-Jun/Getty Images)

โดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้ ได้ประกาศว่าภาคการศึกษาใหม่ จะเริ่มต้นในวันที่ 9 เมษายนนี้ทั่วประเทศ ซึ่งเลื่อนจากกำหนดเดิมคือ 2 มีนาคม พร้อมกำหนดให้โรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งหมด เปลี่ยนไปทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ แทนระบบห้องเรียนแบบเดิม

ทดสอบการเปลี่ยนผ่านทีละสัปดาห์

Yoo Eun-hae รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวนั้นเพื่อให้ชัดเจนว่าการเรียนการสอน ต้องเปลี่ยนเป็นแบบออนไลน์ทันที เพราะสถานการณ์ตอนนี้ตอบได้ยากว่าการระบาดของโรคจะสิ้นสุดเมื่อใด

ลองนึกภาพการเปลี่ยนมาเป็นออนไลน์พร้อมกันทั้งโรงเรียนก็น่าจะลำบากทีเดียว กระทรวงฯ จึงกำหนดให้ระดับชั้น ม.3 และ ม.6 (เทียบเท่ากับของไทย) เป็นกลุ่มแรกที่เริ่มเรียนแบบออนไลน์ก่อน จากนั้นสัปดาห์ถัดมาจึงให้ระดับชั้นมัธยมศึกษาที่เหลือ รวมทั้งประถมศึกษาตอนปลาย เริ่มเข้าระบบการเรียนออนไลน์ ส่วนประถมศึกษาตอนต้น ค่อยตามมาในอีกหนึ่งสัปดาห์

สำหรับระดับชั้นอนุบาลนั้น กระทรวงฯ กำหนดให้เลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปไม่มีกำหนด ส่วนระดับมหาวิทยาลัยนั้นเปลี่ยนเป็นออนไลน์ไปก่อนหน้าแล้ว

พ่อแม่เห็นด้วย แต่ความพร้อมของทุกฝ่ายยังเป็นคำถาม

ผลสำรวจโดย Realmeter พบว่าพ่อแม่เด็ก 72% เห็นด้วยที่ให้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพราะกังวลหากลูกต้องไปโรงเรียนตามกำหนดเปิดภาคการศึกษา อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าโรงเรียนเองมีอุปกรณ์และเครื่องมือพร้อมแค่ไหน เพราะข้อมูลนั้นพบว่ามีโรงเรียนถึง 3,600 แห่ง จากทั้งหมด 8,999 แห่ง ที่ไม่มีการติดตั้ง Wireless Network สำหรับให้ครูใช้ถ่ายทอดสดการสอนจากในห้องด้วยซ้ำ

การเข้าถึงการเรียนสำหรับนักเรียนก็เป็นปัญหาเช่นกัน ข้อมูลระบุว่าครอบครัวเกาหลีใต้ 3 ใน 10 ครอบครัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่แท็บเล็ต อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีชุดอุปกรณ์สำหรับใช้ยืมเพื่อการเรียนตอนนี้

เลือกวิธีการสอนที่เหมาะสม

ปัญหาหนึ่งคือครูเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งมีบรรยากาศและการควบคุมที่แตกต่างจากห้องเรียนปกติ กระทรวงศึกษาธิการให้แนวทางจัดการสอน 3 รูปแบบ แบบแรกคือโต้ตอบกันเรียลไทม์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แบบที่สอง ให้อัดวิดีโอแล้วเผยแพร่เพื่อให้นักเรียนมาดูภายหลัง และแบบที่สาม ใช้การมอบหมายงานเป็นโปรเจกต์ให้ทำหรือส่งรายงาน โดยให้แต่ละโรงเรียนเลือกวิธีที่เหมาะสมเอง

ผู้ปกครองรายหนึ่งกล่าวว่า หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอเพียงลำพัง เขาก็ไม่แน่ใจว่าการเรียนจะมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ทางออกที่คิดกันคือรวมกลุ่มในบ้านใกล้เคียง จัดห้องเรียนในบ้าน แล้วให้พ่อแม่ผลัดกันมาดูแล ซึ่งน่าจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนได้ดีมากขึ้น

ที่มา: The Strait Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/korea-education-elementary-higher-move-online/

Astro Slide 5G สมาร์ทโฟนแบบมีคีย์บอร์ดในตัวทำยอดร่วมทุนบน Indiegogo ได้เกินเป้าใน 1 ชั่วโมง

สำหรับท่านที่ผ่านในช่วงยุ 1990 – 2000 มาแล้วนั้นน่าจะพอคุ้นๆ และจำได้ว่าในยุคสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือแบบสไลด์แถมมีคีย์บอร์ดแยกในตัวนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทว่าด้วยการมาถึงของ iPhone นั้นเลยทำให้โทรศัพท์มือถือที่สไลด์ได้และมีคีย์บอร์ดในตัวต้องมลายหายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามแต่ตอนนี้น่าจะถึงเวลาอีกครั้งแล้วที่สมาร์ทโฟนแบบสไลด์ได้และมีคีย์บอร์ดในตัวจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ล่าสุดนั้นสมาร์ทโฟนรูปแบบดังกล่าวอย่าง Astro Slide 5G ก็ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่าสมาร์ทโฟนในรูปแบบดังกล่าวยังมีผู้ให้ความนิยมเป็นอย่างมากจริงๆ เนื่องจากว่ามันสามารถทำยอดร่วมทุนได้เกินเป้าหมายภายในช่วงเวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

สำหรับ Astro Slide 5G จากผู้ผลิตรายใหม่อย่าง Planet Computers นั้นได้มีการนำขึ้นร่วมทุนบนเว็บไซต์ Indiegogo ซึ่งราคาร่วมทุนนั้นตั้งเอาไว้ที่ 6,485,010 บาท ทว่าในช่วงโมงแรกของการนำขึ้นร่วมทุนอย่างเป็นทางการนั้นพบว่า Astro Slide 5G สามารถที่จะทำยอดได้เกินจากที่ตั้งไว้ไปเป็นที่เรียบร้อย นั่นเลยทำให้ Astro Slide 5G นั้นกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจขึ้นมาในทันที โดย ณ เวลาที่ทำการเขียนบทความนี้นั้นพบว่ายอดร่วมทุนของ Astro Slide 5G สามารถทำได้ไปที่ 19,542,650 บาทแล้ว(โดยที่ตัวเครื่องนั้นจะมี ราคาร่วมทุนเครื่องละ 20,644 บาท แต่ถ้าร่วมทุนในช่วงแรกจะได้ราคาที่เครื่องละ 17,690 บาท)

สำหรับตัวเครื่อง Astro Slide 5G นั้นนอกจากรูปลักษณ์ที่น่าสนใจแล้ว สเปคต่างๆ ก็จะมีดังต่อไปนี้

  • หน้าจอขนาด 6.53 นิ้วอัตราส่วน 20 :9 รองรับความละเอียดที่ระดับ FHD+ หรือ 2340 x 1080 pixels ความหนาแน่นของจุด pixel อยู่ที่ 395 ppi
  • ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 1000 แบบ 8 แกนการประมวลผล(Cortex A77 *4 + Cortex A55 *4)
  • ชิปกราฟิก ARM G77 จำนวน 9 แกนการประมวลผลรองรับหน้าจอ refresh rate สูงสุดที่ 120 fps)
  • หน่วยความจำขนาด 6 GB แบบ Ultra-fast 4-channel LPDD4x
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายในขนาด 128 GB พร้อมรองรับ microSD
  • กล้องหลังความละเอียด 48 MP + Flash
  • กล้องหน้าความละเอียด 5 MP
  • ลำโพงแบบ Stereo
  • รองรับเครือข่าย 5G + WiFi 6 + Blutooth 5.1 และ BLE Audio
  • มาพร้อมกับ NFC ในตัว
  • พอร์ทการเชื่อมต่อประกอบไปด้วย USB Type-C จำนวน 2 พอร์ทและ audio 3.5 mm
  • ดีไซน์ตัวเครื่องแบบสไลด์ด้านข้างโดยเมื่อสไลด์ออกมาจะเป็นคีย์บอร์ดที่มาพร้อมไฟ black lit สามารถปรับให้ส่องสว่างอัตโนมัติได้ในเวลากลางคืน ตัวคีย์บอร์ดมีรุ่นที่รองรับภาษาไทย(โดยตอนร่วมทุนนั้นสามารถที่จะระบุแป้นภาษาบนคีย์บอร์ดที่ต้องการได้)
  • ตัวเครื่องมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือผ่านบนหน้าจอ
  • รองรับ Nano SIMs จำนวน 2 SIM และ eSIM อีก 1 SIM
  • แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh
  • มีให้เลือก 2 สีคือสีดำและเงิน
  • มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Android 10

งานนี้นั้นเรียกได้ว่า Astro Slide 5G น่าสนใจเอามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักธุรกิจที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กแบบพกพาที่สามารถพกพาได้สะดวกพร้อมทั้งยังรองรับการพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับท่านใดที่สนใจก็สามารถที่จะเข้าไปร่วมทุนใน Indiegogo ได้เลย โดยกำหนดส่งตัวเครื่องนั้นจะเริ่มตั้งแต่ในเดือนมีนาคมปี 2021 เป็นต้นไป

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/formidable-astro-slide-5g-smartphone-and-pocket-computer-hybrid-past-its-indiegogo-goal-in-hours/515490/

แรนซั่มแวร์ Ryuk พุ่งเป้าโจมตีโรงพยาบาลในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัส

วายร้ายผู้อยู่เบื้องหลังแรนซั่มแวร์ชื่อ Ryuk ยังคงพุ่งเห้าโจมตีเหยื่อที่เป็นสถานพยาบาลทั้งหลายอย่างหนัก โดยไม่สงสารเลยว่าตอนนี้โรงพยาบาลทั้งหลายกำลังเหนื่อยกับการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าจนแทบหมดเรี่ยวแรง

โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ทาง BleepingComputer ได้ติดต่อกับกลุ่มแรนซั่มแวร์หลายต่อหลายกลุ่มว่ายังจะโจมตีโรงพยาบาลและหน่วยงานทางสาธารณสุขในช่วงที่เกิดปัญหานี้อยู่หรือไม่ ซึ่งจากความตึงเครียดที่สถานพยาบาลทั้งหลายกำลังเผชิญในช่วงนี้ เราก็ต่างหวังว่าพวกอาชญากรไซเบอร์จะหลีกเลี่ยงกลุ่มนี้เพื่อเปิดทางในการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่

ซึ่งจากกลุ่มแรนซั่มแวร์ทั้ง 7 กลุ่มนั้น มีแค่ Maze และ DoppelPaymer ที่ตอบกลับมาว่าพวกเขาจะไม่โจมตีโรงพยาบาลอีก โดยกลุ่ม Maze ยังได้ปล่อยข้อมูลที่จารกรรมจากบริษัททดสอบยาก่อนหน้านี้ให้ด้วย ขณะที่กลุ่มแรนซั่มแวร์ Ryuk ไม่ได้ตอบสนองและยังพบการโจมตีโรงพยาบาลอยู่ตอนนี้ โดยเฉพาะสถานพยาบาลในสหรัฐฯ

ที่มา : BleepingComputers

from:https://www.enterpriseitpro.net/ryuk-ransomware-keeps-targeting-hospitals/

หลุดข้อมูลราคาของ PlayStation 5 จากผู้ค้าปลีกในแคนาดา … ราคาน่าสนใจกว่าที่คิด

ถือว่ายังคงอยู่ในกระแสได้อย่างต่อเนื่องจริงๆ กับเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นถัดไปของทาง Sony อย่าง PlayStation 5 ที่ล่าสุดนั้นได้มีข้อมูลราคาในการ pre-order ของตัวเครื่องออกมาจากทางร้านค้าปลีกในแคนาดาซึ่งจากข้อมูลที่หลุดออกมานั้นหากเป็นความจริงแล้วเรียกได้เลยว่า PlayStation 5 นั้นน่าซื้อเอามากๆ เพราะมันมีราคาอยู่ที่ CAD$559 หรือประมาณ 13,000 บาทเท่านั้น ซึ่งด้วยราคานี้นั้นทำให้ PlayStation 5 มีราคาเท่ากับ PlayStation 4 ตอนที่เปิดตัว

จากที่ผ่านๆ มานั้นมีการประมาณราคาของ PlayStation 5 กันไว้มากมายในสื่อต่างๆ ซึ่งหลายๆ สื่อนั้นก็ค่อนข้างที่จะเห็นตรงกันว่าราคาของ PlayStation 5 นั้นน่าจะสูงอยู่พอสมควรเนื่องจากว่าสเปคของมันนั้นค่อนข้างที่จะสูงเอามากๆ ทว่าในสื่อด้านเกมบางสื่อนั้นก็ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเอาไว้ว่าทาง Sony นั้นคงจะไม่กล้าตั้งราคาของ PlayStation 5 ให้สูงมากเกินไปอันเนื่องมาจากกรณีที่ตอน PlayStation 3 วางจำหน่ายด้วยราคาที่สูงกว่าคู่แข่งนั้นทำให้ ณ เวลานั้น PlayStation 3 ทำยอดจำหน่ายได้ค่อนข้างจะต่ำพอสมควร(จนตอนท้ายต้องตัดชิปสำหรับการรองรับการเล่นเกมของเครื่องรุ่นเก่าอย่าง PS2 ออกไปแล้ววางจำหน่ายในราคาที่ถูกมากกว่าเดิม)

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทาง Sony ไม่น่าจะตั้งราคา PlayStation 5 สูงมากเกินไปนั้นก็คือประสบการณ์จากคู่แข่งอย่าง Microsoft ที่ได้ทำให้เราได้เห็นกันแล้วว่าถึงแม้ตัวเครื่อง Xbox One จะแรงจริงๆ แต่การตั้งราคาที่แพงกว่าคู่แข่งในตอนนั้นอย่าง PS4 ถึง $100 หรือประมาณ 3,000 บาทนั้นก็ทำให้ PlayStation 4 สามารถที่จะทำยอดขายได้สูงกว่าและเป็นผู้ชนะไปอย่างง่ายดายสำหรับตลาดเครื่องเกมคอนโซลในสมัยที่ผ่านมา

ทั้งนี้คงต้องดูกันว่าทางฝั่งคู่แข่งอย่าง Microsoft เองนั้นจะตั้งราคาของ Xbox Series X ออกมาอย่างไรเนื่องจากว่าทาง Microsoft เองนั้นก็มีประสบการณ์ความล้มเหลวทางยอดขายมาจากสมัย Xbox One อยู่แล้ว แน่นอนว่าการแข่งขันทางราคานั้นทำให้ผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ได้ประโยชน์กัน โดยกำหนดการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ PlayStation 5 นั้นหากทาง Sony ไม่ประกาศเลื่อนไปอีกรอบก็จะเป็นในช่วงวันหยุดยาวช่วงปลายปี 2020 นี้อย่างแน่นอน(เพราะทาง Sony ได้ออกมายืนยันเอง)

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/latest-potential-ps5-price-and-release-date-offered-up-by-canadian-retailer/515483/

Dell Promotion – หั่นราคาลงอีก Gaming Notebook : G3 / G5 / G7 เริ่มต้นเพียง 19,490 บาท ลดสูงสุด 7,000 บาท

Dell จัดว่าเป็นแบรนด์ Notebook ที่ได้รับความนิยมของแฟนๆ เสมอมา จากการที่ทุกคนมั่นใจเรื่องของประกัน On-site ระยะเวลา 2 – 3 ปี และบริการหลังการขายที่ไว้ใจได้ รวมไปถึงมี Notebook ให้เลือกซื้อหลากหลายตามความต้องการ พร้อมทั้งอัพเดทสเปกเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น คุ้มค่า บางเบา พรีเมียม รวมไปถึง Gaming Notebook ตัวแรง อย่างในรุ่น Dell G3 15 3590 / Dell G5 15 5590 / Dell G7 15 7590  ที่ตอบสนองในทุกๆ การทำงาน ความบันเทิง รวมไปถึงการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล ซึ่งล่าสุดจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ เริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท ลดสูงสุดกว่า 7,000 บาท

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Dell ในส่วนของ Gaming Notebook ที่เป็น G Series โดยเป็นรุ่นที่เหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานทั่วไป หรือมืออาชีพ รวมไปถึง Gamer จริงจัง มีราคาคุ้มค่า เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมจะมีสเปกไหนน่าสนใจบ้าง และแต่ละรุ่นราคาจะลดลงไปเหลือเท่าไร ไปชมกันต่อเลยครับ

Dell G3 15 3590 เป็น Gaming Notebook ราคาถูกสุด จัดว่าเป็นน้องเล็กสุด รองมาจาก G5, G7 ดีไซน์ดูบางเบา ซึ่งมีความบางตัวเครื่องเพียง 21.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 2.1 กิโลกรัม ตัวเครื่องสีดำ (หรือขาว) เทาแซมฟ้าในแนวเดียวกับ G Series ซึ่งสเปกหลักๆ แล้วเน้นประสิทธิภาพต่อความคุ้มค่า สำหรับการ์ดจอเป็น GeForce GTX อย่าง GTX 1050, GTX 1650, GTX 1660 Ti Max-Q ประกบคู่กับชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง i5-9300H และ i7-9750H ที่เป็น Core i Gen 9 รุ่นล่าสุด รองรับการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลแน่นอน

Dell G3 15 3590 มีหน้าจอขอบบางขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ตามมาตรฐานของ Gaming Notebook ที่เน้นคุ้มค่า พาเนลเป็น WVA คุณภาพดี พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare รวมๆ ทั้งสีสันความคมชัดแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปหรือการเล่นเกมก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน พร้อมด้วย SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับฮาร์ดดิสก์รองรับการอัพเกรดในอนาคต ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย

สนนราคาของ Dell G3 15 3590 ล่าสุดแต่ละสเปกลดไปอยู่ที่ 2,500 – 3,000 – 4,000 บาท เรียกได้ว่าทำให้มีความน่าซื้อยิ่งขึ้นไปอีก

Dell G5 15 5590 เป็น Gaming Notebook รุ่นระดับกลาง ดีไซน์การมีการปรับใหม่ให้ดูสวยงามเฉียบเรียบยิ่งขึ้น มิติตัวเครื่องดูเล็กกระชับลงจากการที่ขอบหน้าจอบาง มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.68 กิโลกรัม และมีความบางของตัวเครื่องอยู่ที่ 23.7 มิลลิเมตร มาพร้อมสีเทาที่ดูเข้มหน่อยสไตล์แบบทูโทน ที่บอกได้เลยว่าดูหรูหรามากๆ ตามมาตรฐานของ Dell ที่หลายๆ คนชื่นชอบกันอยู่แล้ว วัสดุหลักๆ เป็นพลาสติกคุณภาพดี ที่มีงานประกอบที่แน่นหนา รวมไปถึงระบบระบายความร้อนก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ เน้นความเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมที่คุ้มค่าตามสไตล์ของ Dell

สำหรับสเปกหลักๆ ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 9 อย่าง i7-9750H ใส่แรมมาขนาด 16GB รวมไปถึงสนับสนุนการใช้งานทั้งฮาร์ดดิสก์ปกติ 2.5″ และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สำคัญการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce  RTX 2060 ที่ต้องบอกว่าเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลแน่นอนที่สุด นอกเหนือจากนั้นเรื่องของสเปกหน้าจอก็โดดเด่น ขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ให้มุมมองที่กว้างและสีสันมีความแม่นยำสมจริง แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้พร้อมใช้งานทันที

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB-C DisplayPort/USB-C Thunderbolt 3 ในช่องเดียว, HDMI, mini DisplayPort, 3 x USB Type-A 3.1 (with PowerShare), Kensington lock slot , SD Card Reader, RJ-45 Killer Networks E2500V2 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi มาตรฐาน Intel Wireless-AC 9650 ที่สำคัญยังโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นด้วยการติดตั้ง Finger Print ไว้ทำหน้าที่สแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งานอีกด้วย

สนนราคาของ Dell G5 15 5590 ล่าสุดลดแล้วเหลือเพียง 38,990 บาท จากปกติ 42,990 บาท เรียกได้ว่าลดไป 4,000 บาทเลยทีเดียว

Dell G7 15 7590 มีความดูดีกว่า 2 รุ่นก่อนหน้า ในเรื่องวัสดุและความบางเบา เค้าโครงเหลี่ยมมุมได้ DNA มาจาก Dell รุ่นก่อนหน้านี้ ผสมกับความเป็น Alienware ที่ดูแล้วเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู แฝงความดุดันรวมไปถึงงานประกอบที่ต้องบอกว่าแน่นหนา ยังคงมีความเยี่ยมยอดตามมาตรฐาน Dell ที่ไม่ใช่แค่สวยงามแต่แข็งแรงทนทาน มาพร้อมสีสันแนวเย็นๆ สีเทาๆ ดำๆ อย่าง Abyss Grey ที่แซมด้วยสีฟ้าสดใส วัสดุก็จะเป็นอลูมิเนียมและพลาสติกคุณภาพสูงให้สัมผัสที่ดีตลอดทั้งตัวเครื่อง โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม และมีความบางของตัวเครื่องอยู่ที่ 19.9 มิลลิเมตร

Dell G7 15 7590ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง Intel อย่าง Core i7-9750H และการ์ดจอระดับสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 หรือ RTX 2070 Max-Q แรมมาตรฐานเป็น DDR4 ขนาด 16GB พร้อม SSD 256GB + HDD 1TB หรือ SSD 512GB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน 144Hz หรือ 240Hz ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน ซึ่งจากสเปกหลักตรงนี้ทำให้รอรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3, HDMI, mini DisplayPort, 3 x USB Type-A 3.1 (with PowerShare), Kensington lock slot , SD Card Reader, RJ-45 Killer Networks E2500V2 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi มาตรฐาน Killer Wireless 1550 2×2 AC ที่สำคัญยังโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นด้วยการติดตั้ง Finger Print ไว้ทำหน้าที่สแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งานอีกด้วย พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว

สนนราคาของ Dell G7 15 7590 มีการลดราคาลงมาล่าสุด กว่า 7,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งถ้ายิ่งช่วงกับช่วงเปิดตัวจะเห็นว่าลดกันเป็นหมื่นกว่าบาท บอกได้เลยว่าใครต้องการจัด Dell G7 15 7590 ก็ไปซื้อกันได้เลย

 

from:https://notebookspec.com/dell-promotion-gaming-notebook-g3-g5-g7-march-2020/515473/

หลุดผลทดสอบ Intel Core i3-10100T หน่วยประมวลผลสำหรับตลาดล่างที่น่าจับตามอง

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของหน่วยประมวลผลรุ่นที่ 10 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจากทางฝั่ง Intel ซึ่งล่าสุดนั้นมีข้อมูลผลการทดสอบของหน่วยประมวลผลรุ่นเล็กอย่าง Core i3-10100T ที่ทำการทดสอบผ่านทางโปรแกรม UserBenchmark หลุดออกมา ซึ่งจากผลการทดสอบนั้นเรียกได้ว่าหน่วยประมวลผล Core i3-10100T นั้นน่าสนใจเอามากๆ เพราะนอกจากจำนวนแกนการประมวลผลที่เพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น ผลคะแนนของมันยังน่าจะทำให้หน่วยประมวลผลสำหรับตลาดระดับล่างน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับหน่วยประมวลผล Core i3-10100T นั้น ตามข้อมูลที่หลุดออกมาจะมีแกนการประมวลผลอยู่ที่ 4 แกน 8 threads(ซึ่งนั่นทำให้มันมีแกนการประมวลผลและเทรดในการประมวลผลเท่ากับหน่วยประมวลผลในรุ่น Core i7-7xxx ลงไป สำหรับความเร็วสัญญาณนาฬิกาฐานนั้นจะอยู่ที่ 3.0 GHz และความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ boost นั้นจะอยู่ที่ 3.5 GHz ด้วยความที่ตัวหน่วยประมวลผลลงท้ายด้วยรหัส T นั้นทำให้เราทราบได้ว่าหน่วยประมวลผลรุ่น Core i3-10100T นั้นจะเป็นหน่วยประมวลผลที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานซึ่งตามข้อมูลที่หลุดออกนั้นพบว่าหน่วยประมวลผลรุ่นนี้นั้นจะมาพร้อมกับอัตราการคายความร้อนที่ 35 W TDP เท่านั้น

ผลคะแนนครั้งนี้นั้นหลุดออกมาจากคุณ Tum Apisak ซึ่งจากข้อมูลนั้นได้ระบุคะแนนของหน่วยประมวลผล Core i3-10100T เอาไว้ดังนี้

  • 1-core test 109 คะแนน
  • 2-core test 206 คะแนน
  • 4-core test 354 คะแนน
  • 8-core test 570 คะแนน
  • 64-core test 549 คะแนน

จากผลคะแนนนั้นจะเห็นได้ว่า Core i3-10100T นั้นน่าสนใจเอามากๆ โดยมีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่า Core i3-10100T นั้นจะมีราคาเปิดตัวอยู่ที่ราวๆ $143 หรือประมาณ 4,680 บาทเท่านั้น งานนี้เรียกได้ว่าตลาดหน่วยประมวลผลสำหรับตลาดล่างหรือสำหรับผู้เริ่มต้นได้คึกคักกันอย่างแน่นอน ที่เหลือก็เพียงแค่ขออย่าให้ทาง Intel เลื่อนการเปิดตัวออกไปอีกก็เท่านั้น

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/intel-core-i3-10100t-leaked-on-userbenchmark/515472/

Stack Overflow เปิด Dark Mode เป็นเบต้า เว็บในเครือยังไม่ได้

Stack Overflow เปิดตัวโหมดหน้าจอมืด (dark mode) โดยยังอยู่ในสถานะเบต้า ผู้ใช้ต้องล็อกอินก่อนจึงสามารถเลือกได้ และยังจำกัดเฉพาะเว็บหลัก ไม่ครอบคลุมเว็บในเครืออื่นๆ แม้แต่ส่วน Jobs ที่อยู่บนโดเมนหลักก็ยังใช้งานไม่ได้

โหมดหน้าจอมืดเป็นฟีเจอร์ที่มีการเรียกร้องมากที่สุด และเป็นคำถามอันดับ 12 บน meta ของ Stack Exchange

ถ้าใครล็อกอิน Stack Overflow ตอนนี้ก็จะมีแบนเนอร์ขนาดใหญ่ให้กดเลือกกันได้โดยสะดวก

ที่มา – Stack Overflow

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/115562