คาด Vivo APEX 2020 จะมาพร้อมกับระบบชาร์จไร้สายได้เร็วสูงสุดถึง 60W

เตรียมนับถอยหลังรอกันได้เลยค่ะ เพราะในวันพรุ่งนี้เราจะเห็นการเปิดตัวของมือถือคอนเซ็ปท์ล้ำๆ อย่าง Vivo APEX 2020 กันแล้ว โดยวันนี้ทาง Vivo ได้ปล่อยภาพโปสเตอร์ออกมาบอกใบ้ลางๆว่า มือถือซีรี่ย์ APEX ตัวล่าสุดนี้จะมากับระบบชาร์จไวไร้สายได้สูงสุดถึง 60 W อีกด้วย

ภาพโปสเตอร์นี้คือภาพที่ทาง Vivo ได้โพสลงในแอพ Weibo เป็นภาพโปรโมท APEX 2020 ที่ใกล้จะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ซึ่งในภาพได้ใส่คำใบ้ตัวโตๆไว้ว่ามือถือรุ่นนี้จะสามารถชาร์จได้ถึง 60 w เลยล่ะ แต่ถ้าทุกคนยังมองไม่ออก ให้ลองหมุนภาพตามเข็มนาฬิกาดู ก็จะเห็นว่าเส้นขาวๆ ทางด้านหลังของตัวมือถือนั้นเป็นเลข 60 และอักษร W อยู่นั่นเอง ซึ่งการที่มีตัวเลขและตัวอักษร 60W อยู่ที่ด้านหลังเครื่อง ก็น่าจะหมายถึงการชาร์จแบบไร้สาย ซึ่งปกติจะใช้การส่งคลื่นพลังงานเข้าไปทางตัวรับหลังเครื่องนั่นเอง

อีกทั้งข้อความที่โพสอยู่ใน Weibo นั้นยังระบุอีกว่า Vivo APEX 2020 ไม่ได้มีดีแค่หน้าจอ หรือกล้องเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการชาร์จไวไร้สายที่สุดยอดอีกด้วย และเมื่อเทียบกับระบบชาร์จแบบไร้สายของมือถือรุ่นอื่นๆ ในตอนนี้อย่าง Xiaomi Mi 10 สามารถชาร์จไร้สายได้เร็ว 30W, Huawei Mate 30 Pro สามารถชาร์จได้เร็ว 30W ส่วน Samsung Galaxy S20 สามารถชาร์จไร้สายได้เร็ว 25W ก็เรียกได้ว่า Vivo APEX 2020 จะมีความสามารถในการชาร์จไร้สายได้เร็วที่สุดแซงหน้ารุ่นอื่นไปไกลเลยล่ะค่ะ และก็ไม่รู้ว่าถ้ามันชาร์จแบบไร้สายได้เร็วขนาดนี้แล้ว การชาร์จแบบมีสายจะทำได้เร็วขนาดไหนด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลหลุดออกมาว่า Vivo APEX 2020 จะมีหน้าจอขอบโค้ง, รีเฟรชเรท 120Hz, กล้องหลัง 48MP ที่ใช้ระบบกันสั่นแบบ Gimbal Camera และกล้อง Telephoto ที่สามารถซูมแบบออปติคอล ได้ที่ระยะ 5x – 7.5x อีกด้วย เอาเป็นว่าช่วงเย็นของวันพรุ่งนี้ (15.00 น.) เราจะได้เห็นการเปิดตัวของมือถือรุ่นนี้กันแล้วค่ะ…ว่ามันจะมากับความล้ำให้ได้ฮือฮากันแค่ไหน

 

ที่มา : Gizmochina

from:https://droidsans.com/vivo-apex-2020-60w-wireless-charging/

Apple โดนล้อ! ล้อเลื่อน Mac Pro ราคา 16,000 บาท แต่ไม่มีตัวห้ามล้อ

Wedge Pro Coverหากคุณเลือกซื้อ Mac Pro จะพบว่ามีตัวเลือก โครงแสตนเลสสตีลพร้อมล้อ ราคา 16,000 บาท (เฉลี่ยล้อละ 4,000 บาท) สำหรับการใช้งานนอกสถานที่ เนื่องจากเครื่องมีน้ำหนักมาก แต่ก็มีผู้ใช้รายหนึ่งโพสต์วิดีโอผ่านทาง Twitter เพื่อแจ้งปัญหาการใช้งานดังกล่าว เพราะว่ามัน “ไม่มีตัวห้ามล้อ” ทำให้เครื่องสามารถเคลื่อนที่ได้เอง #protip don’t get the wheels if you keep this thing on your desk. There’s no locks. pic.twitter.com/NfkqQiNKYC — Marques Brownlee (@MKBHD) February 26, 2020 ล้อเลื่อน Mac Pro ไม่มีตัวห้ามล้อ ปัญหาก็คือหากพื้นของคุณไม่เสมอกัน Mac Pro ก็มีโอกาสที่จะไหลตามแรงโน้มถ่วง และด้วยน้ำหนักของตัวเครื่อง ก็สามารถสร้างความเสียหายทั้งกับเครื่องและเฟอร์นิเจอร์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีมีชาวเน็ตหลายคนออกมาแซวว่า Apple อาจวางขายเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมในอนาคตก็ได้ ที่มา […]

from:https://www.iphonemod.net/mac-pro-no-wheel-locks.html

ถึงเวลาแล้ว! ที่องค์กรของคุณต้องหันมาใช้ สายสัญญาณแบบ Cat 6A

เราต่างทราบดีว่า Category 6A ถือเป็นสายสัญญาณแบบ Twisted-Pair ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งรองรับความเร็วระดับ 10 กิกะไบต์ และมีประวัติการใช้งานมายาวนานกว่าทศวรรษแล้ว ดังนั้นคุณอาจแปลกใจที่รู้ว่าสายสัญญาณก่อนหน้าอย่าง Category 6 (ที่ตอนนี้มีอายุถึง 17 ปีแล้ว!) ยังครองส่วนแบ่งตลาดสายสัญญาณดังกล่าวในทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งสายสัญญาณรุ่นเก่าอย่าง Category 5e ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ก็ยังครองส่วนแบ่งสำคัญในตลาดอยู่

แต่เมื่อเราจำต้องพิจารณาถึง มาตรฐานสายสัญญาณ, เทคโนโลยี PoE, และเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ๆ ในยุคนี้ คงจะลำบากมากถ้ายังฝืนที่จะจะใช้สายสัญญาณที่มีเทคโนโลยีต่ำกว่า Cat 6A และยิ่งปัจจุบันนี้ผู้ใช้งานระบบ LAN ดั้งเดิมก็น้อยลงกว่าผู้ใช้ Wireless LAN รวมไปถึงมาตรฐาน Wi-Fi รุ่นใหม่ๆ ก็มีความเร็วเฉียดใกล้ระดับ 10 กิกะบิตเข้าไปทุกที ทำให้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ Cat 6A จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เทคโนโลยี Cat 6A คือมาตรฐานสายสัญญาณแห่งอนาคต
เมื่อคุณพิจารณามาตรฐานด้านสายสัญญาณล่าสุด มักไม่พบคำแนะนำให้ใช้สายแบบเก่าอย่าง Cat 5e หรือ Cat 6 แล้ว แทบจะเรียกได้ว่ามาตรฐานของ TIA ทุกรายการในปัจจุบันต่างแนะนำให้ใช้สาย Cat 6A ในการติดตั้งระบบใหม่ รวมถึงมาตรฐานทั่วไปของสายสัญญาณสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ (TIA-568), มาตรฐานสำหรับระบบในสถานศึกษา (TIA-4966), มาตรฐานสำหรับสถานบริการทางการแพทย์ (TIA-1179), มาตรฐานสำหรับอาคารที่ใช้ระบบอัจฉริยะ (TIA-862-B) เป็นต้น หรือแม้แต่มาตรฐานล่าสุดจากค่าย ISO/IEC ก็ตาม อีกนัยหนึ่งคือ ถ้าลูกค้าของคุณไม่อยากตกเทรนด์ ก็ควรที่จะเลือกติดตั้ง Cat 6A สำหรับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เลยจะดีกว่า (หรือไม่เช่นนั้น คุณในฐานะผู้วางระบบ ก็ควรแจ้งเหตุผลให้ลูกค้าทราบถ้ายังระบุมาให้ใช้ Cat 6)

ไม่ใช่แค่มาตรฐานสายสัญญาณเท่านั้น ทาง HDBaseT ที่ครองตลาดด้านระบบภาพและเสียง ก็ยังแนะนำให้ใช้ Cat 6A เพื่อให้ได้ระยะลากสายเต็มที่ที่ 100 เมตร แทนที่สายสัญญาณแบบ Cat 5e และ Cat 6 เนื่องจากคุณจะใช้ระยะได้แค่ 10 หรือ 40 เมตรเท่านั้น

รองรับ PoE ได้ดีกว่า
นอกเหนือจากเรื่องของระดับการใช้งานพลังงานที่สูงขึ้น สำหรับ PoE แบบ 4 คู่สายทั้ง Type 3 และ Type 4 รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากระบบ PoE อย่างเช่นกล้องวงจรปิดและแอคเซสพอยต์ไร้สาย ที่ในปัจจุบันต่างก็มีจำนวนมากกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า AC แบบเดิมแล้วนั้น ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรเลือกติดตั้ง Cat 6A ด้วย

ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ เรื่องของความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นภายในกลุ่มสายสัญญาณที่รองรับ PoE โดยสาย Cat 6A จะทำงานได้ดีกว่าในแง่ของการระบายความร้อน เมื่อเทียบกับสาย Cat 5e และ Cat 6 จึงเป็นเหตุผลที่มีการกำหนดเกณฑ์ของอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้มากสุดที่ 15 องศาเซลเซียสสำหรับ PoE ขนาด 100 วัตต์ จากคำแนะนำในส่วนของมาตรฐาน TIA’s TSB-184-A ในส่วนการรองรับการส่งพลังงานไฟฟ้าบนสายสัญญาณ Twisted-Pair (ที่ปัจจุบันได้ถูกรวมเข้ากับมาตรฐานล่าสุด TIA 568.2-D) ก็ระบุว่าในกลุ่มสายสัญญาณต้องมีสาย UTP แบบ Cat 6A มากกว่า Cat 6 ประมาณ 25% และ มีมากกว่าสายสัญญาณ Cat 5e จำนวน 70%

มาตรฐาน Wi-Fi ใหม่จำเป็นต้องใช้สาย Cat 6A
จากการเปิดตัวมาตรฐาน IEEE 802.11ac เมื่อปี 2013 สำหรับ Wi-Fi ที่มีทรูพุตสูง (หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Wi-Fi 5) ทำให้ TIA ได้ออกมาตรฐานคำแนะนำสายสัญญาณสำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมสำหรับแอคเซสพอยต์ โดยพวกเขาแนะนำให้ใช้สายสัญญาณแบบ Cat 6A เพื่อรองรับระบบ WLAN แม้ว่าทางฝั่งมาตรฐาน 2.5/5GBASE-T เคยเป็นทางเลือกหลักที่แนะนำให้ใช้สาย Cat 5e และ Cat 6 เพื่อรองรับ Wi-Fi 5 ก็ตามที แต่ต้องบอกว่าสำหรับมาตรฐานไว-ไฟล่าสุดอย่าง Wi-Fi 6 นั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

IEEE 802.11ax (Wi-Fi 6) ที่ประกาศใช้เป็นทางการปีนี้ ได้ให้ทรูพุตที่เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับ Wi-Fi 5 ซึ่งตั้งเป้าที่จะให้ความเร็วสูงสุดเข้าใกล้ระดับ 10 กิกะบิตต่อวินาทีโดยใช้เทคนิคการรวมลิงค์ และเพิ่มสตรีมการรับส่งข้อมูลของ Wi-Fi 5 เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นวิธีเดียวที่จะรองรับการรวมลิงค์ และได้ทรูพุตเต็มศักยภาพของ Wi-Fi 6 คือการรวมลิงค์แบบ Cat 6A สองลิงค์เชื่อมเข้ากับทุกแอคเซสพอยต์เท่านั้น

ข้ออ้างเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคนี้
มีการพูดถึงเหตุผลว่า แล้วทำไม Cat 6 ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ได้ล่ะ? คำตอบบางที่เรามักได้ยินกัน ก็มีเช่น ติดตั้งได้ง่ายเพราะฉนวนที่เล็กกว่า, ราคาที่ย่อมเยากว่า, เรายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความเร็วถึงระดับ 10 กิกะบิต เป็นต้น แต่ในยุคของ IoT ที่ระบบต่างๆ ล้วนต้องผสานเข้าด้วยกันและต้องการความเร็วมากขึ้น อีกทั้งผู้ใช้งานหันมาใช้ระบบเครือข่ายแบบไร้สายเพิ่มขึ้น และยังรวมไปถึงอุปกรณ์จำนวนมากที่หันมาใช้พลังงานผ่านระบบ PoE (นี่ยังไม่ได้พูดถึงต้นทุนที่จะถูกกว่าในอนาคตของ Cat 6A เลยน่ะ) ฟันธงตรงนี้เลยว่า ถ้าคุณยังไม่ใช้ Cat 6A ก็อาจทำให้ลูกค้าตกอยู่ในความเสี่ยง ที่ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนระบบจาก Cat 5e หรือ Cat 6 ก็เป็นได้ ซึ่งถึงเวลานั้นจะทำให้เปลืองเงินมากกว่าเดิมเสียอีก

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคุณก็ยังจะเจอกับลูกค้าที่ยืนยันที่จะเลือก Cat 5e และ Cat 6 อยู่ดี แม้จะอธิบายเหตุผลต่างๆ ที่เห็นภาพชัดเจนข้างต้นไปแล้ว และแม้อุปกรณ์ทดสอบอย่าง Fluke Networks DSX CableAnalyzer™ Series Copper Cable Certifiers สามารถทดสอบสายสัญญาณกลุ่มนี้ได้ทุกประเภทก็ได้ตาม (รวมถึงที่อยู่ในมาตรฐาน 2.5/5GBASE-T) แต่เพื่ออนาคตแล้วเราก็ยังแนะนำให้ใช้ Cat 6A อยู่ดี

สามารติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่เพจ Fluke Network

ที่มา: https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/cat-6a-bright-future-ahead

from:https://www.enterpriseitpro.net/cat-6a-bright-future-ahead/

dtac จ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 5G ย่านความถี่ 26 GHz เรียบร้อยแล้ว มูลค่ากว่า 974 ล้านบาท

หลังจากที่ประมูลคลื่น 5G เสร็จสิ้น dtac นำโดย CEO คนใหม่นายชารัด เมห์โรทรา ได้ไปชำระค่าประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 26 GHz ที่ประมูลชนะ 2 ใบอนุญาต รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 974,128,001.07 บาท แก่ กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2020 ที่ผ่านมา

อ้างอิงจาก : Opensignal

โดยนายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้กล่าวไว้ว่า

ลูกค้าดีแทคได้รับประสบการณ์ใช้งานดาวน์โหลดที่ได้รับการยอมรับว่าเร็วที่สุดในไทย การได้คลื่นความถี่สูงย่าน 26 GHz ทำให้ดีแทคมีชุดคลื่นความถี่ที่สมบูรณ์ทั้งย่านต่ำ-กลาง-สูง เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพบริการ และประสบการณ์ความเร็วสูงต่อไปในอนาคต

สำหรับคลื่นความถี่ 26 GHz หรือ mmWave ถือเป็นคลื่นความถี่สูงที่สุดในการประมูลครั้งที่ผ่าน โดยจะเป็นคลื่นที่มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลเร็วสูงที่สุด และสามารถรองรับการใช้งานในปริมาณมาก พร้อมทั้งมีความแม่นยำในการใช้งานเพื่อรองรับนวัตกรรม 5G ต่างๆ ในอนาคตได้อย่างแท้จริง ทั้งการพัฒนาคอนเทนท์ VR หรือ AR, การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ใช้งานหนาแน่น เช่น งานคอนเสิร์ต งานเพื่อสาธารณสุขในที่ห่างไกล เป็นต้น

โดย dtac มั่นใจว่าที่จะเปิดบริการ 5G ในพื้นที่ที่กำหนดเปิดให้บริการในช่วงแรก คาดว่าจะเปิดให้บริการราวไตรมาส 2 ปี 2021 พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายปัจจุบันให้รับส่งข้อมูลดีขึ้นถึง 3 เท่า และ dtac ก็เตรียมจะพัฒนาโครงข่ายปัจจุบัน ด้วยการเร่งขยาย Massive MIMO ที่เป็นเทคโนโลยีความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ใช้งานหนาแน่นทั่วประเทศ

และเตรียมขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการเพิ่มอีก 3,400 สถานีฐาน สำหรับการใช้งาน 4G คลื่น 2300 MHz ที่ให้บริการบนคลื่นของ TOT เพื่อรองรับการใช้งานยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสู่ 5G สำหรับลูกค้าทุกคนอีกด้วย

from:https://droidsans.com/dtac-5g-paid-26-ghz/

Samsung โชว์เครื่องในมือถือเรือธงรุ่นท็อป Galaxy S20 Ultra 5G มีอะไรอยู่ในตัวบ้าง?

มือถือเรือธงซีรีส์ Galaxy S20 ทั้ง 3 รุ่น กำลังจะวางจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันที่ 6 มีนาคมที่จะถึงนี้ โดยรุ่นท็อปอย่าง Galaxy S20 Ultra 5G ที่นอกจากจะมีสเปคแรงระดับเทพแล้ว ยังมีอะไรอื่นๆ แอบอยู่ข้างในอีกด้วย ซึ่ง Samsung ก็ได้มาโชว์การประกอบตัวเครื่องมือถือรุ่นนี้ให้ดูว่าชิ้นส่วนภายในแต่ละชิ้นเนี่ย…พอประกอบเสร็จแล้วมันจะอยู่ตรงไหนบ้าง

เริ่มต้นจากแผงหน้าจอ AMOLED 2X แบบ Infinity-O ความละเอียดสูงสุด Quad HD+ และรองรับรีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz

ข้างใต้แผงหน้าจอก็จะมีแบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh ส่วนด้านบนเป็นระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber

ด้านซ้ายติดกับแบตเตอรี่มีเสาอากาศ mmWave อยู่ 1 ตัว

ด้านขวาของตัวระบายความร้อนมีเสาอากาศ mmWave อยู่อีก 1 ตัว

แผงวงจรด้านบนเป็นโมดูลกล้องหลังทั้ง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้อง Ultra wide 12MP อยู่บนสุด, ถัดลงมาเป็นกล้องหลัก 108MP, ติดกับกล้องหลักทางด้านขวาเป็นเซ็นเซอร์ DepthVision, กล้องตัวล่างสุดเป็นเลนส์ Telephoto แบบพับได้ ความละเอียด 48MP และทางขวาสุดของแผงวงจรก็มีเสาอากาศ mmWave อีก 1 ตัว

พลิกกลับมาด้านหลังบริเวณซ้ายล่างเป็นตำแหน่งของชิปต่างๆ และ RAM แบบ LPDDR5

บริเวณขอบเครื่องด้านบนมีเสาอากาศ 1 ตัว ด้านล่างอีก 1 ตัว

เมื่อประกอบแผงวงจรเข้ากับตัวเครื่องแล้ว ตรงด้านล่างกล้องจะมีระบบระบายความร้อนด้วยโลหะอีก 1 ตัว

และเมื่อประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกันก็จะออกมาเป็นมือถือเรือธงระดับเทพอย่าง Galaxy S20 Ultra 5G นั่นเอง

สำหรับใครที่ได้สั่งจองมือถือซีรีส์ Galaxy S20 ไปแล้ว ก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น (6 มีนาคม 2563) ก็จะได้เป็นเจ้าของมือถือระดับเรือธงธงซีรีส์นี้กันแล้วนะครับ

 

ที่มา : Samsung Newsroom

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s20-ultra-ready-set-build/

Galaxy S20 Ultra เตรียมรับการอัพเดทครั้งแรกปรับปรุงประสิทธิภาพกล้องพร้อมแพทช์ความปลอดภัย ก่อนวางขาย

Galaxy S20 Ultra กำลังจะวางขายในบ้านเราอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ซึ่งทาง Samsung ก็ได้ขอประเดิมปล่อยอัพเดทซอฟแวร์ครั้งแรก เพื่อปรับปรุงคุณภาพกล้องจากเดิมที่ดีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นไปอีก และยังในการอัพเดทดังกล่าวยังเพิ่มการอัพเดทแพทช์รักษาความปลอดภัยเดือนมีนาคมด้วย

สำหรับตัวอัพเดทดังกล่าวเป็นเวอร์ชั่น G988NKSU1ATBR มีขนาดอยู่ที่ 418.80MB ซึ่งจะเข้ามาปรับปรุงคุณภาพโดยรวมของกล้องหลัง และระบบ Auto-Flash ให้ดีกว่าเดิม อีกทั้ง Galaxy S20 Ultra ยังเป็นมือถือ Android รุ่นแรกที่จะได้รับการอัพเดทความปลอดภัยของเดือนมีนาคม 2020 อีกด้วยค่ะ

การอัพเดทดังกล่าวจะเริ่มปล่อยให้กับ Galaxy S20 Ultra ในประเทศเกาหลีใต้ก่อน และคาดว่าประเทศอื่นๆ น่าจะได้รับอัพเดทภายในวันวางจำหน่ายเลย หรืออาจจะหลังจากนั้นไม่นาน ส่วน Samsung Galaxy S20 ทั้ง 3 รุ่น ในบ้านเรา จะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปค่ะ

 

ที่มา : GSMARENA

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s20-ultra-first-update-improve-camera/

เศรษฐกิจยังซึมยาว Belink Media เน้นช่วยลูกค้าสื่อสารแบรนด์ให้คุ้มค่า

ในช่วงที่หลายสถานการณ์กำลังถาโถมแบบนี้ Belink media บริษัทให้บริการสื่อนอกบ้านประเภท Targeted Platform ยอมรับว่าการทำตลาดในยุคนี้ต้องช่วยลูกค้ามองรอบด้านมากขึ้น เพราะเม็ดเงินที่แบรนด์จะยอมจ่ายนั้นลดลง จากเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งปัญหามลภาวะ ปัญหาด้านสุขภาพอย่างไวรัสโควิด-19 และปัญหาฝุ่นควัน ต่างก็ถาโถมเข้ามาตลอดตั้งแต่ต้นปี ทำให้การใช้จ่ายในสื่อ ไม่ว่าจะเป็น ออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ต้องคิดหนักมากขึ้น

คุณกฤษณะ ถนอมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท บีลิงค์ มีเดีย จำกัด เล่าว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงวันนี้เรามีการปรับเปลี่ยนเยอะมาก ทั้งทีมบริหารที่จะเข้ามาช่วยเสริมกำลังการทำงานที่ตรงจุดมากขึ้น เพราะเรามองเห็นว่าสื่อ out of home ได้รับผลกระทบมาสักพักแล้ว ซึ่งบีลิงค์ มีเดียมีจุดแข็งคือสื่อในบริเวณสถานศึกษาและสถาบันกวดวิชาต่างๆ เช่น อาคารสยามกิตติ์ อาคารวรรณสรณ์และมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 55 แห่งทั่วประเทศ

“เราเป็นสื่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ เป็นสื่อท่ีเข้าถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษากว่า 1 ล้านคน รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ตามออฟฟิศย่าน CBD ผ่านป้ายโฆษณาภายใน 38 ตลาดนัด ศูนย์อาหารเจาะกลุ่มคนทำงาน รวมทั้งป้ายโฆษณาในอาคารศูนย์รวมสำนักงาน ซึ่งสามารถเจาะกลุ่มคนทำงาน ได้มากกว่า 500,000 คนต่อวัน”

ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่เราจะใช้ผ่านแกนแนวคิด Right Target (กลุ่มเป้าหมายชัดเจน) ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ได้ดีมากเหมือนในอดีตทำให้การใช้เงินทำตลาดจะไม่เป็นแบบเหวี่ยงแหโดยที่ไม่รู้กลุ่มเป้าหมาย แต่กลยุทธ์ของเราจะขับเคลื่อนด้วย 4C คือ

  • Coverage
  • Campaign
  • Competitive
  • Cross Advantage

เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ดีที่สุด ยกตัวอย่าง ในการทำแคมเปญ จะมีการใช้กรอบที่เรียกว่า 4O ประกอบด้วย On Media (เลือกคอนเทนต์ให้ตรงกับสื่อ) Online (ทำงานควบคู่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ก็ไม่ทิ้ง) Onground event (นำเสนอสินค้าในพื้นที่จริงเพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าจริงก่อน) On Shelf (เป็นการเพิ่มโอกาสในการมองเห็นสินค้าที่มากกว่าเดิม)

 

ซึ่งการทำตลาดด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวนั้น ทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าเพราะไม่รบกวน เลือกรับสื่อในช่วงที่ตนเองต้องการ และจับต้องได้

“เราเคยมีเคสทำป้ายโฆษณาวางไว้ที่จุดโฆษณาและกลุ่มแฟนคลับนำป้ายของเราไปด้วยนะครับ เป็นกรณีที่แบรนด์และเรามองว่ามีการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสื่อสาร ทำให้กลุ่มลูกค้า FMCG, Telco บริการออนไลน์ต่างๆ เลือกใช้บริการสื่อของเรามากขึ้น”

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีการทำผลสำรวจเกี่ยวกับการรับรู้ (Awareness) ของสื่อนอกบ้านของเรากับสื่อออนไลน์ พบว่า เด็กรุ่นใหม่จะเลือกเปิดรับสื่อที่ right for them, right time right place โดยจะเป็นการเลือกรับสื่อที่ตรงกับความต้องการ สั้นๆ ง่ายๆ และถ้าอยากรู้อะไรจะไปหาดูเอง ไม่ชอบการยัดเยียด

หากเทียบเป็นคะแนน นักศึกษาที่มองเห็นสื่อโฆษณานั้น ให้คะแนนป้ายโฆษณาในสถาบันศึกษา 84 คะแนน Facebook 73 คะแนน Youtube 46 คะแนน ที่คะแนนสื่อป้ายโฆษณาดีนั้น เป็นเพราะไม่รบกวนในช่วงความเป็นส่วนตัว และการมองป้ายโฆษณาที่ไม่เคลื่อนไหวก็ทำให้เกิด Positive Feeling ได้

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบอกอีกว่าการทำสื่อยุคใหม่ที่ลูกค้าชอบ คือ

  1. บอกมาตรงๆ เลยว่ากำลังขายอะไรและนำเสนอข้อมูลที่ตรงเป็นความจริง ไม่ต้องอ้อมค้อม
  2. เนื้อหาต้องกระชับ ดูดี ได้ใจความ
  3. อยากให้ซื้อก็บอกไม่ต้องอ้อมค้อม
  4. แจกของให้ทดลองใช้ก่อน เพิ่มโอกาสตัดสินใจซื้อ
  5. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นคนออกมาบอกดีกว่าพรีเซนเตอร์

ทางด้านของค่าใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ไปกับสิ่งต่างๆ ในแต่ละเดือน ประกอบด้วย

  1. ค่าอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 3,000+ บาท
  2. ค่าเช่าบ้านหรือหอพัก 2,888 บาท
  3. เครื่องประดับใช้จ่ายทั่วไป 1,055 บาท
  4. การเดินทาง 928 บาท

แม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่เอื้อต่อการใช้จ่ายมากนัก ทำให้แบรนด์ต้องชะลอในการจับจ่าย ซึ่งคอนซูเมอร์โปรดักส์ได้รับผลกระทบเยอะที่สุด แต่นักการตลาดยังต้องขายของจึงต้องช่วยแบรนด์ผลักดันโอกาสใหม่ให้มากที่สุด เราจึงต้องทำงานหนักขึ้น โดยไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 15% ซึ่งเราก็ทำได้แตะ 200 ล้านบาทแล้ว จึงเชื่อว่าปิดไตรมาสแรกปีนี้จะทำได้ตามเป้า

from:https://www.thumbsup.in.th/belink-media-offline-marketing