Intel – เผยผลการทดสอบแรกของชิป Core i9-10980XE ดูเหมือนจะไม่แรงอย่างที่ใครๆ คิดเอาไว้

ดูเหมือนว่าสงครามหน่วยประมวลผลในรอบนี้นั้นทาง Intel จะแย่เอาจริงๆ ครับ โดยล่าสุดนั้นหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง(HEDT) อย่าง Core i9-10980XE ได้มีการหลุดผลการทดสอบแรกออกมาแล้วซึ่งบอกได้คำเดียวครับว่าน่าใจหายเป็นอย่างมากเพราะผลการทดสอบที่หลุดออกมานั้นเรียกได้ว่าแย่เอามากๆ ถึงขั้นที่ตามหลัง Core i9-9980XE ในการทดสอบ Cinebench R20 แถมหนักกว่านั้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Ryzen 9 3900X แล้วเรียกได้ว่า Core i9-10980XE ทิ้งห่างไม่ได้ไกลเท่าไรเลยครับ(แต่ราคานั้นห่างกันแบบไกลๆ ครับ)

เริ่มกันที่ผลการทดสอบที่ Core i9-10980XE นั้นแพ้นั้นก็คือ Cinebench R20 ซึ่งผลการทดสอบมีดังต่อไปนี้ครับ

เสียดายที่ตัวกราฟนั้นไม่ได้เพิ่ม Core i9-9980XE เอาไว้ทว่า Core i9-9980XE นั้นตามข้อมูลของทาง NotebookCheck สามารถที่จะทำคะแนนไปได้ที่ 8791 มากกว่า Core i9-9980XE ที่ได้คะแนน 8563 อยู่ที่ราวๆ 2.6% เท่านั้นครับ สำหรับผลการทดสอบอื่นๆ นั้นยังดีหน่อยครับ โดยจากการทดสอบต่างๆ นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

หากเทียบด้วยเรื่องของราคาแล้วนั้นจริงๆ แล้ว Core i9-10980XE นั้นน่าจะทำได้ดีกว่านี้ครับ อย่างไรก็ดีครับตราบใดที่ตัวหน่วยประมวลผลนั้นยังไม่ออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทาง Intel เองก็มีสิทธิ์ที่จะปรับแต่ง Core i9-10980XE ให้ออกมาดีมากกว่านี้อยู่ ทว่าหากช้ากว่าที่คิดไว้ล่ะก็มีหวังกองทัพหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ของ AMD อย่าง 960X, 3970X และ 3990X อาจจะออกมาแย่งส่วนแบ่งในตลาดไปได้ก่อนที่ทาง Intel จะได้วางจำหน่ายล่ะครับ

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/intels-hedt-woes-continue-core-i9-10980xe-looks-to-trail-behind-the-core-i9-9980xe-by-2-6-in-cinebench-r20-12-core-ryzen-9-3900x-is-within-striking-distance/499279/

Facebook – เริ่มฝึกฝน AI เพื่อที่จะทำการหลอกระบบตรวจจับด้วยใบหน้า

ถ้าจะมีบริษัทไหนที่น่ากลัวมากกว่า Huawei แล้วล่ะก็ Facebook นี่ล่ะครับที่คุณควรที่จะกลัวมากที่สุด อย่างล่าสุดนั้นทาง Facebook ได้มีการเผยข้อมูลออกมาครับว่าทางบริษัทนั้นได้เริ่มต้นการฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สำหรับการหลอกระบบตรวจจับใบหน้าได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว(งานนี้ Face ID ก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วครับ) โดยถึงแม้ ณ เวลานี้ตัว AI นั้นจะสามารถที่ทำได้แค่การจำลองหน้าแบบเคลื่อนไหว ทว่าต่อไปจากนี้นั้นกำจำลองหน้าแบบภาพนิ่งด้วย AI มาด้วยอย่างแน่นอนครับ

ข้อมูลดังกล่าวนี้นั้นได้รับการเปิดเผย VentureBeat ที่ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจครับเนื่องจากว่าก่อนหน้านี้นั้นทาง Facebook เองก็เคยโดนฟ้องและแพ้ไปแล้วในเรื่องของการฝึกให้ AI ของตัวเองทำงานในเรื่องของการจดจำใบหน้า ทว่าเรื่องดังกล่าวนี้นั้นก็ไม่สามารถที่จะหยุดทาง Facebook เอาไว้ได้เนื่องจากทาง Facebook AI Research (FAIR) เองนั้นก็ยังคงศึกษาเรื่องดังกล่าวอยู่ต่อไปโดยล่าสุดนั้นทาง FAIR ได้เผยข้อมูลการวิจัยและฝึกฝน AI ดังกล่าวออกมาแล้วครับว่าเขาสามารถที่จะทำให้ตัว AI นั้นสร้างภาพปลอมที่เคลื่อนไหวได้สำหรับหน้าของมนุษย์ในแบบที่เหมือนจริงเลยครับ

จากตัวอย่างนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่างานวิจัยเรื่อง AI ดังกล่าวนี้น่ากลัวเป็นอย่างมากเพราะ AI นั้นสามารถที่จะสร้างภาพเคลื่อนไหวในส่วนของใบหน้าได้เหมือนจริงแบบสุดๆ ซึ่งนั่นทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้นั้นไปอยู่กับผู้ที่ไม่เหมาะสมแล้วล่ะก็ Face ID ที่ว่าปลอดภัยมากแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะป้องกันความปลอดภัยให้คุณได้อีกต่อไป งานนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนครับ และเชื่อได้ว่าในอนาคตนั้นทาง Facebook เองก็อาจจะโดนฟ้องในเรื่องการศึกษาดังกล่าวอีกรอบก็เป็นได้ครับ

ที่มา : theverge

from:https://notebookspec.com/facebook-trained-ai-to-fool-facial-recognition-systems-and-it-works-on-live-video/499276/

“อีคอมเมิร์ซ-บริการเรียกรถ” ทำออนไลน์โต Google เผยผลสำรวจมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล มีโอกาสแตะ 5 หมื่นล้านในปี 2568

เอพริล ศรีวิกรม์ รักษาการ Contry Manager Google ประเทศไทย

Google ร่วมกับ TEMASEK ได้ร่วมกับทำวิจัยเศรษฐกิจิดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อวิเคราะห์ตลาดและโอกาสในการเติบโตของภูมิภาคนี้ และมีข้อมูลบางส่วนที่เป็นของไทยด้วย ซึ่งทีม Thumbsup จะสรุปตัวเลขสำคัญๆ ในไทยมาให้ได้อ่านกันค่ะ

สำหรับผู้ให้ข้อมูลในครั้งนี้คือ คุณเอพริล ศรีวิกรม์ รักษาการ Contry Manager Google ประเทศไทย ซึ่งเธอมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการดูแลลูกค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค และบริการธนาคารและการเงิน

ผลการวิจัยล่าสุดจากรายงาน e-Conomy SEA 2019 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในปีนี้ โดยปัจจุบันทั่วทั้งภูมิภาคนี้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น 360 ล้านคน เพิ่มขึ้น 100 ล้านคนจาก 4 ปีก่อน

ปัจจุบันยอดมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value: GMV) ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดเป็นเพียง 3.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา (6.5% ในปี พ.ศ. 2559) แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตอีกมหาศาล

นอกจากนี้ Google ยังคาดการณ์ว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า แตะ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2568 ส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2562 โดยเป็นตลาดที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 29% และคาดว่าจะเติบโตทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2568

การท่องเที่ยวออนไลน์ (ธุรกิจจองโรงแรม ที่พัก และเที่ยวบิน) ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดและอิ่มตัวมากที่สุดในไทย โดยมูลค่าตลาด (Gross Bookings Value) ในปี พ.ศ. 2562 อยู่ที่ 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 17%

อีคอมเมิร์ซ-Ride Healing สองบริการหลักที่ทำให้ออนไลน์โต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนที่ต่อเนื่องของผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ-บริการเรียกรถ เรียกได้ว่าทุ่มเทมากทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดหรือแคมเปญพิเศษตามเทศกาลทำให้มีการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทะลุสถิติใหม่ และนี่คือสถิติที่น่าสนใจของธุรกิจ

กลุ่มอีคอมเมิร์ซ

    • ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    • สำหรับประเทศไทยอีคอมเมิร์ซเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 54% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งจะมีมูลค่าแตะ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2562 และ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2568

สื่อออนไลน์

  • โฆษณา เกม บริการติดตามเพลงและวิดีโอในประเทศไทย กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 39% และคาดว่าจะมีมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2568ฃ
  • การเติบโตของสื่อออนไลน์ในไทยถูกขับเคลื่อนโดยอัตราการใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มวิดีโอที่สูงมากในหมู่ชาวไทย

บริการเรียกรถออนไลน์ (Ride Hailing)

บริการเรียกรถออนไลน์ ในไทยมีมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2562 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 36% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และมีโอกาสที่จะขยายไปสู่พื้นที่นอกเมืองใหญ่

    • ปัจจุบันเมืองใหญ่ 7 เมืองที่มีประชากรคิดเป็นสัดส่วนเพียง 15% ของทั้งภูมิภาคกลับมีสัดส่วนการใช้จ่ายเกิน 50% ของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้

    • มีการคาดการณ์ว่าเขตเศรษฐกิจนอกเมืองใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตได้รวดเร็วกว่าเขตเศรษฐกิจในเมืองถึง 2 เท่า ภายในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจะทำให้เกิดงานและโอกาสใหม่ๆ ตลอดจนความต้องการด้านการศึกษาและการฝึกอบรมที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังคงไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่สตาร์ทอัพไทยยังคงขาดเงินทุนสนับสนุนในการจัดตั้งธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น จึงควรผลักดันกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเหล่านี้มีโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้เข้าประเทศที่มากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/google-research-with-temasek

Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ล่าสุดเหลือ 1.50-1.75% คาดไทยปรับตามด้วย

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% แต่ตลาดคาดว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ Brand Inside ยังมีมุมมองนักวิเคราะห์และมุมมองจากสถาบันการเงินถึงการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ด้วย

Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ – ภาพจาก Federal Reserve

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ด้วยมติ 8 ต่อ 2 ทำให้ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วง 1.50-175% โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเลข GDP ของสหรัฐนั้นต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ โดยในไตรมาส 3 นี้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตเพียงแค่ 1.9% เท่านั้น

สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมานั้น มุมมองของ Fed ยังมองเศรษฐกิจสหรัฐใกล้เคียงกับการประชุมในรอบที่แล้ว โดย Fed ได้ประเมินภาคเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวจากภาคแรงงานที่แข็งแกร่งและการบริโภคที่ยังขยายตัวอยู่ แต่ภาคการลงทุนและภาคการผลิตนั้น Fed มองว่าอ่อนตัวลงโดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวว่ามีมุมมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสม Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลงอย่างมีนัยยะสำคัญเท่านั้น นอกจากนี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐยังได้กล่าวว่าโอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้อยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ต่ำกว่าเป้าของ Fed

ขณะที่ สุรศักดิ์ ธรรมโม หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.วรรณ มองว่า เรื่องสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐมองเศรษฐกิจนั้นเรื่องสำคัญในตอนนี้คือการจ้างงาน นอกจากนี้ Fed เองจะลดดอกเบี้ยอีกรอบก็ต่อเมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐย่ำแย่กว่าคาดรวมไปถึงแรงกดดันจากตลาด

นอกจากนี้สุรศักดิ์ยังคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้หลังจากเห็นตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยในเดือนกันยายนและตุลาคมบางส่วน

มุมมองของธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในการประชุมในช่วงเดือนมีนาคมและมิถุนายนในปีหน้า

ทางด้านของ ING มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐบางตัวนั้นไม่ได้ดีจริง และอาจทำให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกรอบในเดือนมีนาคมเพื่อประกันว่าเศรษฐกิจจะไม่ออกมาแย่กว่าที่คาด

ที่มา – BBC, CNBC, บทวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทยและ ING

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-fed-cuts-interest-rates-for-third-time-in-2019-and-view-from-banks-and-analyst/

เปิดตัวแล้ว!! DJI Mavic Mini โดรนขนาดพกพา น้ำหนักเบาเพียง 249 กรัม ราคาราว 12,050 บาท

DJI เปิดตัว Mavic Mini โดรนขนาดเล็ก เน้นพกพาสะดวก น้ำหนักเบาเพียง 249 กรัม ราคาเริ่มต้น 399 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 12,050 บาท หรือเพิ่มอุปกรณ์เสริมแบบจัดเต็มในชุด Fly More Combo ราคา 499 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 15,070 บาท

DJI Mavic Mini มาพร้อม 4 ใบพัดที่สามารถพับเก็บได้ สามารถบินได้นานสูงสุด 30 นาที ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (วัดจากความเร็ว 14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่มีลม) มี GPS ในตัว สามารถบินกลับมายังจุด Takeoff โดยอัตโนมัติ และยังถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แม้แต่มือใหม่ที่ไม่เคยใช้ Drone มาก่อน


DJI Mavic Mini


DJI Mavic Mini Fly More Combo

DJI Mavic Mini ติดตั้งกล้องดิจิตอล 12 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้าง 83 องศา ถ่ายวีดีโอสูงสุด 2.7K (2720 x 1530 พิกเซล) ด้วยอัตรา 30 เฟรมต่อวินาที หรือ Hull HD 1080p ด้วยอัตรา 60 เฟรมต่อวินาที ติดตั้ง Gimbal แบบ 3 แกน ช่วยป้องกันภาพสั่นไหว

ที่มา – DJI
https://www.flashfly.net/wp/273221

from:https://www.flashfly.net/wp/273221

“เทเลนอร์กรุ๊ป” จับมือ “ดีป้า” ร่วมกันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์

 

เทเลนอร์กรุ๊ปและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ร่วมมือเป็นเจ้าภาพการจัดเวิร์คช็อปว่าด้วยการต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ระดับอาเซียน หลังสำรวจพบ ภายในปี 2564 เด็กและเยาวชนกว่า 500 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยทางโลกออนไลน์ ซึ่งรวมถึงปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ ที่กำลังเป็นปัญหาต่อเด็กและเยาวชนในระดับภูมิภาค

 

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการกลั่นแกล้งของอาเซียน นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกในระดับภูมิภาคต่อประเด็นดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมทั่วทั้งอาเซียนกว่า 50 คนเข้าร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

Telenor

ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์

ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างกำหนดให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย เป็นส่วนหนึ่งของโร้ดแมพในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพอาเซียนในปี 2562 ได้ตระหนักถึงการสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย อันถือเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยในอนาคต ยังผลต่อการเติบโตทางเศรฐกิจและสังคม

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน องค์กรหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์การป้องกันการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ ดังนั้น การประชุมเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาและพูดคุยในระดับภูมิภาค สร้างสภาพแวดล้อมทางออนไลน์ที่ปลอดภัยต่อเด็กและเยาวชน โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ โดยผลจากการพูดคุยในวันนี้ จะได้รับการเสนอต่อที่ที่ประชุมแผนยุทธศาสตร์อาเซียน เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวกำหนดอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละประเทศ

ดร.กษิติธร ภูภารดัย รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า กล่าวว่า ดีป้ามีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยในเด็กและเยาวชนเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของดีป้า ดังนั้น เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเวิร์คช็อประดับภูมิภาค โดยความร่วมมือกับเทเลนอร์กรุ๊ปและสำนักงานเลขาธิการอาเซียน เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการนำผลลัพธ์จากการเวิร์คช็อปในครั้งนี้ เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายในการป้องกันการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ต่อไปในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นโครงการต่อเนื่องจากพันธมิตรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ  เพื่อต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ต่อไป

รวมพลังเพื่อปกป้องเด็กในโลกออนไลน์

เทเลนอร์กรุ๊ป ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยมาตรการป้องกันการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจในการเป็นผู้นำเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางโลกออนไลน์แก่เด็กและเยาวชน โดยเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรธุรกิจในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายสากล (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยข้อริเริ่มอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ ได้รับการสนับสนุนโดยยูนิเซฟ พาเร้นท์โซน ตลอดจนบริษัทเครือข่ายในอาเซียน ได้แก่ ดิจิ ดีแทค และเทเลนอร์ เมียนมาร์

การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มากขึ้นนำมาทั้งโอกาสมหาศาลและความเสี่ยง มาตรการเชิงรุกมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันกลุ่มเปราะบางจากความเสี่ยงจากภัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล อีกทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารให้เต็มศักยภาพ เราเชื่ออย่างยิ่งว่า การสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อเด็กและเยาวชนในการแก้ไขปัญหาและทำให้ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลแข็งแกร่งขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากพันธมิตรองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ แล้ว เราเชื่อว่า เทเลนอร์กรุ๊ปสามารถมีบทบาทที่สำคัญต่อการสร้างระบบนิเวศน์ที่ดี เป้าหมายของการเวิร์คช็อประดับอาเซียนในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการรวบรวมความคิดเห็นที่หลากหลายจากตัวแทนในภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตลอดจนสนับสนุนครูอาจารย์และผู้ปกครองในการแนะแนวทางในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ” นางอลิซาเบท เบอริ่ง หัวหน้าสายงานการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เทเลนอร์กรุ๊ป กล่าว

ขณะเดียวกัน การเวิร์คช็อปในครั้งนี้ ยังมุ่งหวังให้เกิดแรงสนับสนุน ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรในระดับภูมิภาค อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ให้บริการดิจิทัลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในกลุ่มเทเลนอร์ต่างมีบทบาทในการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน การเข้าถึงฮอตไลน์ให้คำปรึกษา การเข้าถึงเครื่องมือควบคุม กระบวนการการรายงานผลกระทบ ตลอดจนนโยบายในการป้องกันสิทธิเด็ก

นอกจากนี้ เทเลนอร์กรุ๊ป ยังได้ดำเนินโครงการ Be Smart, Use Heart เพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย โดยตั้งเป้าในการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน ตลอดจนผู้ปกครองกว่า ล้านคนทั่วโลก ภายในสิ้นปี 2563 โดยเป้าหมายดังกล่าวเป็นการต่อยอดและขยายความร่วมมือของเทเลนอร์กรุ๊ปในปัจจุบัน

เกี่ยวกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เป็นหน่วยงานของรัฐที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปให้ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของประเทศ โดยมีอำนวจหน้าที่ในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในด้านต่างๆ ตั้งแต่ การพัฒนากำลังคนดิจิทัล การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล การส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล การพัฒนาดิจิทัลสตาร์ทอัพ การส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล การขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ ไปจนถึงการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต  โดยในปีนี้การสร้างอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาชนเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ดีป้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

เกี่ยวกับเทเลอร์กรุ๊ป

เทเลนอร์กรุ๊ป กลุ่มผู้ให้บริการการสื่อสารในแสกนดิเนเวียและเอเชีย โดยมีฐานผู้ใช้บริการจำนวนทั้งสิ้นกว่า 176 ล้านคน และมีรายได้ต่อปีกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูลปี 2561) โดยตำแหน่งทางการตลาดอันดับ หรือ ในแต่ตะลตลาดที่ดำเนินธุรกิจ เทเลนอร์กรุ๊ปยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สังคม การติดต่อสื่อสารนับเป็นบริการที่เทลเนอร์กรุ๊ปให้บริการมากว่า 160 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงสิ่งที่สำคัญของผู้คนเข้าด้วยกัน เทเลนอร์กรุ๊ปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสโลภายใต้อักษรย่อ TEL สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.telenor.com

 

from:http://mobileocta.com/telenor-group-and-thailands-digital-economy-promotion-agency-join-hands-to-empower-asean-to-tackle-cyberbullying/

ในที่สุด เฟซบุ๊กก็เริ่มทดลองใช้โทร Facebook Messenger แบบเข้ารหัสแล้ว

Jane Manchun Wong นักวิจัยแอพพลิเคชั่นคนเดิม ไปพบว่าเฟซบุ๊กกำลังทดลองฟีเจอร์โทรคุย และวิดีโอคอลแบบเข้ารหัสบน Facebook Messenger

ปัจจุบันผู้ใช้งาน Facebook Messenger สามารถพิมพ์คุยกันได้ใน Secret Mode แต่ผู้ใช้ต้องเป็นคนเปิดโหมดนี้ในเมนูตั้งค่า และยังไม่มีฟังก์ชั่นสำหรับโทรและวิดีโอคอล

No Description

ในบรรดาแอพพลิเคชั่นที่เฟซบุ๊กเป็นเจ้าของตอนนี้ มีเพียง WhatsApp ที่เข้ารหัสเป็นค่าเริ่มต้น ทั้งพิมพ์คุยและโทร ส่วน Facebook Messenger นั้นยังไม่ใช่ และตามความคาดหวังของผู้ใช้งานคือจะสามารถใช้ได้แบบเข้ารหัสเป็นค่าเริ่มต้น หลังจาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประกาศยุทธศาสตร์ความเป็นส่วนตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ที่มา – The Next Web

from:https://www.blognone.com/node/112859