เปิดตัว Dell Latitude 10th Generation แบตทนสุด 20 ชั่วโมง รองรับ Wi-Fi 6/Gigabit LTE

ในงาน Dell Technologies World 2019 ที่ผ่านมา มีอีกหนึ่งอัปเดตใหญ่ (ที่ทีมงาน TechTalkThai เพิ่งว่างจะมาเขียนกัน) ก็คือการเปิดตัวของ Dell Latitude อุปกรณ์ Notebook สำหรับการทำงานโดยเฉพาะใน Generation ที่ 10 ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถที่ใหม่ๆ อย่างเช่น แบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานได้นานถึง 20 ชั่วโมง, การปรับไปใช้ Bio-Metric และ Multi-Factor เป็นหลัก และ Dock แบบ Modular ที่สามารถอัปเกรดได้

Credit: Dell

Dell Latitude ที่เปิดตัวมาในครั้งนี้หลายรุ่นรองรับการติดตั้ง Fingerprint Reader ภายในปุ่ม Power Button ได้ และยังรองรับ IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อให้การทำ Biometric Authentication เป็นไปได้อย่างง่ายดายด้วย นอกจากนี้ยังมีออปชันในการติดตั้ง Dell SafeScreen, Camera Privacy Shutter, FIPS 201 Contacted Smart Card Reader, Contactless Smart Card Reader พร้อม SafeID เพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Dell SafeBIOS เพื่อให้การจัดการ Firmware ของเครื่องเป็นไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น

Dell Latitude รุ่นใหม่นี้ยังถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับ Dell Technologies Unified Workspace เพื่อนำเทคโนโลยีล่าสุดในการบริหารจัดการด้านการทำงานและการใช้อุปกรณ์หรือ Application ต่างๆ ภายในองค์กรมาปรับใช้ได้อีกด้วย

Dell Latitude 7000 รุ่นใหม่

Dell Latitude 7000 นี้ยังคงเป็น Notebook ทำงานรุ่น Top ในตระกูลนี้เหมือนเคย โดยมีการออกแบบให้สามารถเปิดหน้าจอใช้งานได้ด้วยนิ้วเดียว, จอที่ขอบบางลง, การใช้พลังงานที่น้อยลง และเพิ่มเทคโนโลยี SafeScreen เพื่อป้องกันการแอบมองจอเมื่อใช้งานในที่สาธารณะ โดยสามารถเลือกได้แล้วว่าจะใช้งานเป็นแบบ Carbon Fiber หรือ Aluminium ที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันในการใช้งาน

Dell Latitude 7000 รุ่นล่าสุดทั้งหมดนี้จะสามารถติดตั้ง RAM ได้สูงสุด 32GB, สามารถปรับให้แบตเตอรี่สามารถรองรับการใช้งานได้นานสูงสุด 20 ชั่วโมง, ใช้เสา Cellular Antenna แบบ 4×4 CAT16 รองรับความเร็วระดับ Gigabit LTE และสามารถเลือกอัปเกรดเพื่อใช้ Wi-Fi 6 ได้แล้ว

Dell Latitude 5000 รุ่นใหม่

Dell Latitude 5000 ที่เป็นรุ่นรองลงมานี้ก็มาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ทนทานสุดถึง 20 ชั่วโมงเช่นกัน โดยมีการปรับตัว Chassis ให้เป็นแบบ Carbon Fiber Reinforced เพื่อเพิ่มความทนทานและความเบา และสามารถเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิกได้หลากหลาย

รุ่นเด่นที่เปิดตัวในงานนี้ก็คือ Latitude 5300 2-in-1 ที่เป็นแบบ Convertible ความทนทานสูงด้วยจอ Touchscreen แบบ Full HD Edge-to-Edge Corning Gorilla Glass ซึ่งสามารถมองหน้าจอได้อย่างสบายตาด้วยการเคลือบ Anti-Glare เข้าไปนั่นเอง อีกทั้งยังสามารถรองรับ RAM สูงสุดถึง 32GB และมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุดได้ถึง 1TB ด้วย

Dell Latitude 3000 รุ่นใหม่

สำหรับ Dell Latitude 3000 ที่เป็นรุ่น Entry นี้ก็ได้ถูกอัปเดตให้เครื่องมีขนาดเล็กลง, หน้าตาสวยขึ้น และเพิ่มรุ่นสำหรับหน้าจอ 13 นิ้วเข้ามา ทำให้ธุรกิจองค์กรนั้นมีทางเลือกใหม่สำหรับ Notebook รุ่นเล็กๆ มากขึ้นไปอีก

เปิดตัว Modular Dock

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ถูกเปิดตัวมานี้ก็คือ Modular Dock ที่สามารถอัปเกรดได้ทั้งตัวรับและจ่ายพลังงานไปจนถึงช่องสำหรับเชื่อมต่อ โดยปัจจุบันนี้รองรับการเชื่อมต่อได้แก่ Thunderbolt 3, Dual USB-C และ Single USB-C พร้อมความสามารถ ExpressCharge และ ExpressCharge Boost ที่ช่วยให้การชาร์จ Notebook ของ Dell นั้นมีแบตเตอรี่ได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และ 35% ในเวลาเพียง 20 นาที

Dell เชื่อว่าความสามารถในการอัปเกรด Modular Dock เป็นส่วนๆ ได้นี้จะช่วยให้การใช้งาน Dock ในระดับธุรกิจองค์กรเป็นไปอย่างกว้างขวางและคุ้มค่ายิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะองค์กรไม่ต้องคอยเปลี่ยน Dock เรื่อยๆ ตามรอบการซื้อ Notebook ใหม่เสมอไป

สินค้าทั้งหมดเปิดวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2019 ที่ผ่านมา

from:https://www.techtalkthai.com/10th-generation-dell-latitude-was-announced/

โฆษณา

VMware หุ้นขึ้น หลังประกาศซื้อกิจการบริษัททูลมัลติคลาวด์ Bitnami

VMware แสดงเจตจำนงในการซื้อกิจการของ Bitnami ซึ่งเป็นบริษัทด้านแพ็กเกจแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้ผู้ใช้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจบนผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เกือบทุกเจ้า ดีลครั้งนี้จะช่วยสยายปีก VMware ด้านธุรกิจมัลติคลาวด์มากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ทางนักลงทุนมองถึงความเป็นไปได้ของราคาหุ้นที่จะเป็นขาขึ้น โดยข่าวการซื้อธุรกิจของ Bitnami ได้ผลักให้ราคาหุ้นของ VMware เพิ่มขึ้น 2.11% ไปอยู่ที่ 202.52 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ปกติแล้วการพัฒนาและติดตั้งแอพพลิเคชั่นบนสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ต้องใช้แรงงานค่อนข้างหนักสำหรับนักพัฒนาระดับองค์กร แต่การทำแพ็กเกจแอพพลิเคชั่นจะช่วยติดปีกให้เหล่านักพัฒนา ให้มีแพ็กเกจแอพพลิเคชั่นในเวอร์ชั่นล่าสุดที่ปลอดภัย และพร้อมใช้งานเพื่อติดตั้งในคลาวด์ใดๆ ก็ได้

VMware กล่าวว่าการซื้อกิจการของ Bitnami จะช่วยแก้ปัญหาด้านไอทีขององค์กรเกี่ยวกับความพร้อมของแพ็กเกจแอพพลิเคชั่นที่ต้องพร้อมใช้งานอยู่เสมอในกลุ่มทีมงานและคลาวด์ต่างๆ ซึ่งระบบนี้จะทำให้ฝ่ายไอทีขององค์กรทำแคตตาล็อกที่ปรับแต่งได้ให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุด และพร้อมสำหรับมัลติคลาวด์

ที่มา : ITProday

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-acquisition-of-bitnami-bolsters-multi-cloud-tools/

พบปัญหา Windows 10 บูทไม่ขึ้นเมื่อทำ System Restore หลังจากอัปเดต Windows ต้องแก้ด้วย Windows RE เท่านั้น

Microsoft ได้ออกมาแจ้งถึงการค้นพบปัญหาที่ผู้ใช้งานจะไม่สามารถบูท Windows 10 ได้หากมีการทำ System Restore หลังจากที่มีการอัปเดต Windows 10 ไป และต้องการย้อนระบบไปก่อนหน้าการอัปเดตนั้นๆ ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้ Windows Recovery Environment หรือ Windows RE / WinRE เท่านั้น

Credit: Microsoft

ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่ Windows 10 นั้นจะทำการโหลด Driver รุ่นล่าสุดจากอัปเดตล่าสุดขึ้นมาก่อนในระหว่างการบูทระบบหลังการทำ System Restore ทำให้หากจุดที่ต้องการกู้ระบบนั้นอยู่ก่อนหน้าอัปเดตล่าสุด Driver Version ที่จะต้องใช้ในจุดที่ต้องการกู้ระบบนั้นรุ่นจะไม่ตรงกัน และทำให้การ Restart ไม่สำเร็จนั่นเอง

ทั้งนี้เมื่อผู้ใช้งานพบว่าระบบที่ตนเองทำการ Restore นั้นมีปัญหา ก็สามารถทำการ Restart ระบบอีกครั้งหนึ่งเพื่อเข้า Windows Recovery Environment ด้วยตนเองได้ทันที และทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เข้าไปที่ Troubleshoot > Advanced options > More recovery options > Startup settings แล้วเลือก Restart now
  2. ใน Startup Settings ให้เลือก Disable driver signature enforcement (บางระบบอาจต้องใช้ปุ่ม F7 เพื่อเข้าถึงการตั้งค่านี้)
  3. ปล่อยให้ระบบทำการกู้ระบบต่อไป เมื่อ Windows ทำการ Restart ตนเองอีกครั้ง ระบบควรจะกลับมาทำงานปกติ

สำหรับบางกรณีที่ระบบเกิดแครชจากความผิดพลาดในการทำ System Restore ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้บน Windows

  1. เลือก Start > Settings > Update & Security > Recovery
  2. เลือก Advanced Options > Restart Now
  3. เมื่อ WinRE บูทขึ้นมา เลือก Troubleshoot > Advanced options > System restore
  4. ใส่ Recovery Key ที่ปรากฏ แล้วทำตามขั้นตอนของ System Restore Wizard ต่อไป

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/windows-10-wont-boot-when-using-system-restore-after-updating/

from:https://www.techtalkthai.com/windows-10-boot-process-fails-in-system-restoration-after-windows-updating/

รู้จักกับ Aruba 550 Series และ 530 Series: Wi-Fi 6 Access Point ความเร็วสูงสุด 5.95Gbps

ปี 2019 นี้ถือเป็นปีของ Wi-Fi 6 หรือมาตรฐาน 802.11ax ที่จะช่วยให้ Wireless Network ภายในองค์กรนั้นมีความเร็วสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก และทาง Aruba เองก็ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้งสำหรับตลาด Wi-Fi 6 นี้ ด้วยการประกาศเปิดตัว Aruba AP ล่าสุดอีก 2 รุ่น ตอบโจทย์ Wi-Fi 6 ประสิทธิภาพสูงที่ความเร็งสูงสุดถึง 5.95Gbps เลยทีเดียว

เปิดตัว Aruba AP 550 Series และ 530 Series ตอบโจทย์ระบบเครือข่ายที่ต้องการความเร็วสูงกว่า 510 Series

ก่อนหน้านี้ Aruba ได้เคยประกาศเปิดตัว Aruba AP 510 Series ซึ่งเป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax รุ่นแรก ที่มาพร้อมกับความเร็วสูงสุด 2.97Gbps เหนือกว่า Aruba AP 340 Series ที่รองรับมาตรฐาน Wi-Fi 5 หรือ 802.11ac Wave 2 ซึ่งมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 2.2Gbps เท่านั้น ทำให้ Aruba AP 510 Series นั้นได้ครองตำแหน่ง AP ที่มีความเร็วสูงสุดของ Aruba อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ในเดือนเมษายน 2019 นี้เอง ทาง Aruba ก็ได้ประกาศเปิดตัว Aruba AP 550 Series และ Aruba AP 530 Series ออกมาโดยนำเทคโนโลยี Wi-Fi 6 มาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ Aruba AP 550 Series รองรับความเร็วสูงสุดถึง 5.95Gbps ในขณะที่ Aruba AP 530 Series นั้นมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 3.55Gbps เหนือล้ำกว่าเดิมขึ้นมาอีกขั้น รวมถึงยังได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ อีกมากมายเข้ามาเพิ่มเติม เช่น

  • รองรับ Associated Client Device ได้สูงสุดถึง 1,024 อุปกรณ์ต่อ Radio สูงกว่าเดิมที่เคยรองรับได้ที่ 256 อุปกรณ์เท่านั้น สูงกว่า 510 Series ก่อนหน้าที่รองรับเพียง 256 Associated Client Device เท่านั้น เพื่อตอบโจทย์ของ IoT และ Experience Edge ที่จะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (ยังแนะนำให้จำกัด Active Client ที่ 200 ผู้ใช้งาน)
  • 550 Series รองรับประสิทธิภาพสูงสุดด้วย 8 Spatial Stream Single User ทำความเร็วสูงสุดได้ 4.8Gbps ต่อการเชื่อมต่อบนย่านความถี่ 5GHz รวมกับย่านความถี่ 2.4GHz ที่ทำความเร็วได้อีก 1.15Gbps เป็นความเร็วรวมทั้งสิ้น 5.95Gbps
  • 530 Series รองรับประสิทธิภาพสูงสุดด้วย 4 Spatial Stream Single User ทำความเร็วสูงสุดได้ 2.4Gbps ต่อการเชื่อมต่อบนย่านความถี่ 5GHz รวมกับย่านความถี่ 2.4GHz ที่ทำความเร็วได้อีก 1.15Gbps เป็นความเร็วรวมทั้งสิ้น 3.55Gbps
  • พอร์ต Ethernet รองรับความเร็วสูงสุดได้ 5Gbps ต่อพอร์ต เพื่อให้มี Uplink เพียงพอสำหรับการให้บริการ Wi-Fi ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • รองรับ PoE มาตรฐานใหม่ 802.3bt รับพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ทำงานได้ครบทุกความสามารถ
  • รองรับการใช้ PoE ได้ทั้ง 2 พอร์ต ทำให้ออกแบบระบบเครือข่ายไร้สายความทนทานสูงได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มการรองรับ Wi-Fi CERTIFIED Enhanced Open (OWE) สำหรับการให้บริการ Free Wi-Fi อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

จะเห็นได้ว่าความสามารถส่วนใหญ่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Access Point 2 รุ่นล่าสุดนี้ จะเน้นไปที่การรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และมุ่งเน้นการออกแบบให้อุปกรณ์มีความทนทานและให้บริการเครือข่ายไร้สายได้ทนทานยิ่งกว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์การออกแบบระบบ Wi-Fi ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่นสูงนั่นเอง

Wi-Fi 6 / 802.11ax: ตอบโจทย์การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายด้วยความเร็วระดับสูงสุด

Credit: HPE Aruba

นับเป็นอีกก้าวใหญ่ของมาตรฐาน Wi-Fi ทั่วโลกกับ Wi-Fi 6 หรือที่รู้จักกันในชื่อของ 802.11ax ที่ตอบโจทย์ด้านความเร็วในการเชื่อมต่อมากขึ้นเพื่อให้รองรับต่อการใช้งาน Application รูปแบบใหม่ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอแบบ 360 องศา, ระบบ Virtual Reality (VR), ระบบ Augmented Reality (AR) ไปจนถึงการรับส่งข้อมูลวิดีโอความละเอียดสูงผ่านเครือข่ายไร้สายได้โดยตรง

นอกจากในแง่ของประสิทธิภาพแล้ว Wi-Fi 6 เองก็ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้เป็นอย่างดีด้วยความสามารถในการช่วยประหยัดพลังงานในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลที่เหนือยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดย Protocol ใหม่นี้จะทำให้อุปกรณ์ IoT นั้นจะไม่ต้องทำการเชื่อมต่อใดๆ เลยจนกว่าจะต้องมีความจำเป็นในการรับส่งข้อมูล ทำให้อุปกรณ์ IoT เหล่านี้สูญเสียพลังงานน้อยลง, ทำงานได้นานมากขึ้น และลดเวลาที่ธุรกิจองค์กรจะต้องเข้าไปดูแลรักษาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ลงไป

Bluetooth Low Energy และ Zigbee: ตอบโจทย์อุปกรณ์ IoT ในภาคธุรกิจอย่างคุ้มค่า

ไม่เพียงแต่การรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากเท่านั้น Aruba AP 550 Series และ 530 Series นี้ยังคงถูกออกแบบมาให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT หลากหลายชนิดได้ด้วยการรองรับ Protocol ที่หลากหลายทั้ง Bluetooth Low Energy (BLE 5.0) และในอนาคตสามารถอัปเกรดให้รองรับ Zigbee (802.15.4) ได้ด้วย

ทาง Aruba นั้นมองว่าความสามารถเหล่านี้เองจะทำให้เหล่าธุรกิจต่างๆ สามารถลดปริมาณการใช้งาน IoT Gateway เพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลในพื้นที่ต่างๆ ของธุรกิจได้ด้วย Protocol ที่หลากหลาย โดยให้ Access Point ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ต่างๆ แทน และทำการส่งข้อมูลไปประมวลผลบนระบบ IoT Gateway ขนาดใหญ่ภายในองค์กร หรือส่งข้อมูลขึ้นไปจัดเก็บบนบริการ Cloud โดยตรงเลยก็ได้เช่นกัน

5GbE: รองรับ Bandwidth ได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการรองรับ Multigigabit ที่ความเร็วสูงถึง 5GbE ทั้ง 2 พอร์ตบน Aruba AP รุ่นใหม่นี้ และรองรับ PoE ทั้ง 2 พอร์ต เพื่อให้ในกรณีการใช้งานในยามปกตินั้น Access Point จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่เกิดปัญหาคอขวด และในยามที่เกิดเหตุ Failover นั้น Access Point ก็ยังคงทำงานได้ด้วยความเร็วใกล้เคียงความเร็วสูงสุดอยู่ ซึ่ง Uplink รวมกันที่สูงถึง 10Gbps นี้นอกจากจะสามารถรองรับ Wi-Fi 6 ได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังจะรองรับการใช้งาน BLE และ Zigbee ได้ด้วยในตัว

จะใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ต้องใช้ PoE มาตรฐาน 802.3bt หรือ 802.3at

ด้วยความสามารถใหม่ๆ และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายนี้ ก็ทำให้ Aruba AP 550 Series และ 530 Series ต้องใช้มาตรฐาน PoE ใหม่อย่าง 802.3bt (Class 5) จ่ายพลังงานให้กับ 1 พอร์ต หรือใช้ 802.3at (Class 4) จ่ายพลังงานให้กับ 2 พอร์ต เป็นอย่างน้อย โดยหากได้รับพลังงานน้อยกว่าที่กำหนดไว้ Access Point นั้นอาจทำงานในแบบ Restricted Mode หรือต้องปิดการทำงานของ IPM ลงไป ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนกับระบบ Wi-Fi ประสิทธิภาพสูงก็ต้องคำนึงถึงประเด็นด้านพลังงานด้วย

Wi-Fi CERTIFIED Enhanced Open (OWE): ให้บริการ Free Wi-Fi ได้ด้วยความมั่นคงปลอดภัยที่สูงขึ้น

เดิมทีนั้นการให้บริการ Free Wi-Fi ในพื้นที่ต่างๆ มักเป็นแบบ Open คือไม่มีการเข้ารหัสใดๆ ทั้งนั้น หรือมีการใช้ Pre-Shared Key ที่มีการใช้กุญแจเข้ารหัสร่วมกันในผู้ใช้งานหลายคน ทำให้การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายนั้นยังคงไม่ปลอดภัยต่อการถูกดักฟังข้อมูลจากผู้ประสงค์ร้าย

มาตรฐาน Wi-Fi CERTIFIED Enhanced Open (OWE) นี้จะเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ใช้งานจะได้รับประสบการณ์การเชื่อมต่อ Free Wi-Fi แบบเดียวกับเครือข่ายแบบ Open อย่างในอดีต คือสามารถเลือก SSID ที่ต้องการเชื่อมต่อและคลิกเชื่อมต่อเพื่อใช้งานได้ทันที แต่ OWE นี้จะทำการเข้ารหัสการรับส่งข้อมูลของแต่ละอุปกรณ์โดยใช้กุญแจการเข้ารหัสที่แตกต่างกันเพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ปลอดภัยเท่ากับการใช้ WPA3 ก็ตามที

OWE นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานกล้าที่จะเชื่อมต่อ Wi-Fi และใช้งาน Wi-Fi สาธารณะกันมากขึ้น เพื่อให้เหล่าผู้ให้บริการ Wi-Fi นั้นมีข้อมูลการเชื่อมต่อของผู้ใช้งานมากขึ้น และนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์หรือประมวลผลในเชิงการขายหรือการตลาดให้ได้แม่นยำยิ่งขึ้นนั่นเอง

เลือก Wi-Fi 6 Access Point รุ่นที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

โดยสรุปแล้วจากการเปิดตัว Aruba AP ใหม่ในครั้งนี้ ก็ทำให้ Aruba มี Wi-Fi 6 Access Point หลักๆ ด้วยกัน 3 รุ่น ดังนี้

สนใจติดต่อ Aruba ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ Wireless LAN, LAN และ Security สำหรับองค์กร หรือต้องการทดสอบเทคโนโลยี AI สำหรับช่วยเหลือในการดูแลรักษาระบบเครือข่าย สามารถติดต่อทีมงาน Aruba ได้ทันทีที่ Email: aruba.th@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-550-series-and-530-series-wi-fi-6-access-points-introduction/

TweetDeck อัพเดตความสามารถ โพสต์ GIF, Emoji, Poll ได้แล้ว

TweetDeck ไคลเอนต์ของ Twitter ที่ออกแบบมาสำหรับ power users แต่เงียบหายจากอัพเดตไปนานจนนึกว่าถูกทอดทิ้ง ล่าสุด Twitter ได้ประกาศเพิ่มคุณสมบัติให้ TweerDeck เพื่อให้การใช้งานทำได้เทียบเท่ากับ Twitter บนเว็บ หรือบนแอป

โดยความสามารถใหม่ที่เพิ่มก็คือการทวีตหรือโพสต์คอนเทนต์อย่าง GIF, Emoji, Thread, Poll และแท็กรูปภาพ ซึ่ง Twitter บอกว่า ผู้ใช้ TweetDeck นั้นเรียกร้องมานาน

ฟีเจอร์ดังกล่าวเปิดให้ใช้งานแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ที่มา: Twitter

alt="TweetDeck"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109849

VMware แนะนำการเลือกใช้ vSphere CPU Scheduler ให้เหมาะกับระดับความปลอดภัยของ VM ที่ต้องการ

ในช่วงที่ผ่านมานี้เราได้เห็นช่องโหว่ในระดับ CPU ที่ทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข้าม Process กันค่อนข้างมาก และกลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการ IT กันมาอย่างต่อเนื่อง ทาง VMware จึงได้ทำการออกแนวทางการเลือกใช้ vSphere CPU Scheduler สำหรับแต่ละ VM ซึ่งแต่ละวิธีการนั้นก็จะมีข้อดีข้อเสียและรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับระดับของความมั่นคงปลอดภัยที่แตกต่างกันออกไป ทาง TechTalkThai จึงขอนำมาสรุปเป็นภาษาไทยให้ผู้อ่านทุกท่านได้เลือกไปใช้เป็นแนวทางกันดังนี้ครับ

Default Scheduler เร็วที่สุด แต่ไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรเลย

Credit: VMware

การเลือกใช้ Default Scheduler นี้จะทำให้ VM ของเราถูกปกป้องในระดับ Host Security Boundary เท่านั้น กล่าวคือจะไม่มีปัญหาด้านข้อมูลรั่วไหลข้ามระดับ Host แต่ภายใน Host อย่างเช่นระหว่าง Process ในแต่ละ VM หรือระหว่าง VM ด้วยกันเองนั้นก็ยังอาจถูกเข้าถึงข้อมูลข้ามกันด้วยการอาศัยช่องโหว่ในระดับ CPU ได้อยู่

Side-Channel Aware Scheduler v1 (SCAv1) ทำงานได้ช้าที่สุด ปกป้องได้ถึงระดับ Process ในแต่ละ VM

Credit: VMware

SCAv1 นี้จะสามารถปกป้องข้อมูลได้ในระดับ Process Security Boundary ทำให้สามารถใช้รับมือกับช่องโหว่อย่างเช่น L1TF และ MDS ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดที่ VMware นำเสนอ แต่ก็ทำงานได้ช้าที่สุดเช่นกัน

Side-Channel Aware Scheduler v2 (SCAv2) เร็วกว่า SCAv1 แต่ปกป้องได้ถึงระดับ VM เท่านั้น

Credit: VMware

SCAv2 นี้จะทำงานได้เร็วกว่า SCAv1 แต่ก็สามารถปกป้องข้อมูลได้ในระดับ VM Security Boundary เท่านั้น ดังนั้นในการใช้งานจริงผู้ใช้งานต้องประเมินความเสี่ยงให้ดี ซึ่งวิธีการนี้จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยที่สูงขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงต้องการประสิทธิภาพในการใช้งานระบบอยู่

เลือกเองไม่ถูก? VMware มี vSphere 6.7 CPU Scheduler Advisor ให้ใช้กันฟรีๆ

สำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจว่าตนเองควรเลือกใช้ CPU Scheduler แบบไหนในแต่ละ VM ทาง VMware ก็มี vSphere 6. CPU Scheduler Advisor ให้ใช้งานกันฟรีๆ ที่ https://vspherecentral.vmware.com/path-finder/ โดยระบบจะทำการถามคำถามต่างๆ ให้เราเลือกตอบ และทำการวิเคราะห์ผลการตอบของเราเพื่อแนะนำว่าเราควรใช้งาน CPU Scheduler แบบไหน

อย่างไรก็ดี VMware แนะนำว่าภายใน Cluster เดียวกันนั้น ทุก Host ควรจะเลือกใช้ Scheduler แบบเดียวกัน โดยหากต้องการใช้ CPU Scheduler หลายแบบ ก็ควรสร้างระบบเป็นหลาย Cluster แทน เนื่องจากการมี Scheduler หลายแบบภายใน Cluster เดียวกันนั้นอาจสร้างปัญหาให้กับระบบทั้งในเชิงประสิทธิภาพ, ความมั่นคงปลอดภัย และความทนทานได้

นอกจากนี้ VMware ยังแนะนำให้ใช้งาน Enhanced vMotion Compatibility (EVC) ใน Cluster ด้วยเพื่อให้การเพิ่มทรัพยากรใหม่ๆ ใน Cluster สามารถทำได้ง่ายขึ้นแม้ว่าจะมี CPU รุ่นใหม่ๆ ออกมาในอนาคต รวมถึงยังแนะนำให้ทำการอัปเกรด Hardware เก่าๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ใช้ความสามารถใหม่ๆ และประสิทธิภาพในระดับที่สูงขึ้น เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาวด้วย

ช่องทางการเข้าร่วม VMUG Thailand

สำหรับช่องทางการเข้าร่วมชุมชน VMUG Thailand หรือติดตามข่าวสาร มีดังนี้นะครับ

ทั้งนี้อนาคตอาจมีการเปิดช่องทางใหม่ๆ เพิ่มอีก ก็จะมีการอัปเดตให้ทราบกันเป็นระยะครับ

จะช่วยสร้างชุมชน VMUG Thailand ด้วยกันอย่างไรบ้าง?

สำหรับผู้ใช้งาน VMware ที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือชุมชน VMUG Thailand นั้น มีช่องทางด้วยกันหลายทาง ดังนี้

  • ร่วมแบ่งปันความรู้กับสมาชิกในชุมชน VMUG Thailand โดยติดต่อกับทางทีมงาน VMUG Thailand เพื่อเป็นอาสาสมัคร และร่วมพูดคุยสอบถามและตอบปัญหาต่างๆ ได้ที่ Facebook Group https://www.facebook.com/groups/1502318113117280/
  • ติดตามเข้าร่วมงาน Meetup และงาน Webinar

ที่มา: https://blogs.vmware.com/vsphere/2019/05/which-vsphere-cpu-scheduler-to-choose.html

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-vsphere-cpu-scheduler-guideline/