Sony Xperia XZ4 เวอร์ชั่นพรีเมี่ยม จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ตัวหลัก 52 ล้านพิกเซล

แหล่งข่าวจากญี่ปุ่น รายงานว่า Sony Xperia XZ4 จะมีเวอร์ชั่นที่มาพร้อมกล้องความละเอียดสูง 52 ล้านพิกเซล แต่จะจำกัดเฉพาะเวอร์ชั่นพรีเมี่ยมหรือรุ่นท็อปของ Xperia XZ4

Sony Xperia XZ4 เวอร์ชั่นพรีเมี่ยมจะได้รับการติดตั้งกล้องด้านหลัง 3 ตัว โดยเลนส์บนสุดเป็นกล้องเทเลโฟโต้ 16 ล้านพิกเซล ถัดลงมาเป็นกล้องตัวหลัก 52 ล้านพิกเซล รูรับแสง F1.6 และตัวล่างสุดเป็นกล้อง ToF สำหรับจับภาพหรือสแกนวัตถุในรูปแบบ 3 มิติ

ข่าวลือก่อนหน้านี้ ระบุว่า Sony Xperia XZ4 จะใช้จอแสดงผลที่มีอัตราส่วนภาพ 21:9 อย่างแน่นอน โดยใช้จอ OLED ความละเอียด 3360 x 1440 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว ความจำ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB รองรับการ์ด microSD ความจุแบตเตอรี่ 4400mAh พร้อมสนับสนุนฟีเจอร์ Qnovo Adaptive Charge

คาดว่า Sony จะเปิดตัวสมาร์ทโฟน Xperia XZ4 พร้อมกับ Xperia XA3, Xperia XA3 Ultra, Xperia L3 ที่งาน Mobile World Congress 2019 ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

ที่มา – Sumahoinfo

from:http://www.flashfly.net/wp/240513

โฆษณา

Nintendo Switch มียอดขายทะลุ 32 ล้านเครื่อง Mario Kart 8 Deluxe เป็นเกมที่ขายดีที่สุดของ Switch

Nintendo เผยยอดขายไฮบริดคอนโซล Nintendo Switch นับตั้งแต่เปิดตัวสู่ตลาด จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2018 พบว่ามียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 32.27 ล้านเครื่อง ขณะที่เดือนกันยายนมียอดขายแตะ 23 ล้านเครื่อง นั่นหมายถึง Nintendo Switch ทำยอดขายได้เกือบ 10 ล้านเครื่องในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม Nintendo ได้ประเมินยอดขาย Switch ในปีงบประมาณนี้ที่ 17 ล้านเครื่อง ลดลงจากปีก่อนที่เคยประเมินไว้ 20 ล้านเครื่อง

ในส่วนของซอฟต์แวร์หรือเกมสำหรับ Nintendo Switch มียอดขายอยู่ที่ 163.61 ล้านก๊อปปี้ โดยเกม Mario Kart 8 Deluxe ขายดีที่สุด 15.02 ล้านก๊อปปี้ ตามมาด้วย Super Mario Odyssey ขายได้ 13.76 ล้านก๊อปปี้ ที่น่าสนใจก็คือ เกมขายดีอันดับที่ 3 อย่าง Super Smash Bros. Ultimate มียอดขาย 12.08 ล้านก๊อปปี้ ถึงแม้จะปล่อยเกมออกมาได้ไม่ถึง 1 เดือน

ที่มา – DualShockers

from:http://www.flashfly.net/wp/240509

ซีอีโอ Canon ทำนาย ตลาดกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ในปี 2020 จะหดตัวลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของปัจจุบัน

Fujio Mitarai ซีอีโอของ Canon ได้ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei โดยเขาได้ให้ข้อมูลว่า Canon เห็นอนาคตตลาดกล้องอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือตอนนี้ซีอีโอระบุว่า Canon ทำนายว่าตลาดกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ (interchangeable lens camera หรือ ILC) จะหดตัวลงครึ่งหนึ่งในปี 2020

ซีอีโอระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กล้องมียอดขายลดลงราว 10% ต่อปีตั้งแต่ช่วงพีคที่สุดคือในปี 2010 โดยตลาดกล้อง ILC คาดกันว่าจะอยู่ที่ 10 ล้านยูนิตต่อปี แต่ Canon ทำนายว่าในปี 2020 จะเหลือเพียง 5-6 ล้านยูนิตเท่านั้น

Fujio ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ยอดขายกล้อง Mirrorless นั้นจะไม่ได้เป็นการเพิ่มยอดขายให้กับตลาด แต่จะไปแย่งยอดขายของ DSLR ด้วย โดย Canon ระบุว่าทางบริษัทกำลังเร่ิมเปลี่ยนไปเน้นการขายกับองค์กรแทนการขายปลีกกับผู้บริโภคในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยโฟกัสไปที่ภาคอุตสาหกรรม, สำรวจ หรือการแพทย์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดกล้องนี้ แต่ทางบริษัทก็จะยังคงขายกล้องต่อไป

ที่มา – Canon Rumors, dpreview

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107868

PayPal ไตรมาส 4/2018: จำนวนผู้ใช้เติบโตขึ้นสูงจากการซื้อกิจการ, Venmo วอลุ่มการจ่ายเงินโต 80%

PayPal ได้ออกรายงานไตรมาส 4 ประจำปี 2018 และรายงานการเงินประจำปี 2018 แล้ว โดย PayPal รายงานว่าไตรมาสที่ผ่านมามีรายได้ 4,226 ล้านดอลลาร์ เติบโตจากปีที่แล้ว 14% โดยคิดเป็นกำไรแบบ non-GAAP ประจำไตรมาสอยู่ที่ 824 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ส่วนสถิติของผู้ใช้นั้น ไตรมาส 4 นี้ PayPal มีบัญชีแอคทีฟใหม่ 13.8 ล้านบัญชี โดย 2.9 ล้านบัญชีนี้เพิ่มเข้ามาจากการซื้อ Hyperwallet และ iZettle ส่วนจำนวนครั้งในการทำธุรกรรมอยู่ที่ 2,900 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 28% และวอลุ่มการจ่ายเงินทั้งหมดอยู่ที่ 163,648 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23%

ในรายงานครั้งนี้ยังระบุว่าในส่วนของ eBay Marketplace ซึ่ง PayPal เป็นผู้ประมวลผลระบบจ่ายเงินให้นั้นมีการเติบโตที่น้อยตามผลประกอบการ eBay ที่รายงานออกมาก่อนหน้านี้ โดย PayPal ระบุว่าวอลุ่มจาก eBay Marketplace นั้นอยู่ที่ราว 10% ของวอลุ่มทั้งหมดในไตรมาสที่ 4 เท่านั้น ซึ่งน้อยลงกว่าปีที่แล้วซึ่งมียอดส่วนนี้ถึง 13% ของวอลุ่มทั้งหมด

ส่วนสถิติอื่น ๆ ที่น่าสนใจในรายงานครั้งนี้ เช่น

  • การจ่ายเงินแบบบุคคลต่อบุคคลมีวอลุ่มเติบโตขึ้น 46% มาอยู่ที่กว่า 39,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 24% ของวอลุ่มการจ่ายเงินทั้งหมดใน PayPal ในไตรมาสที่ 4
  • Venmo มีวอลุ่มการจ่ายเงินราว 19,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 เติบโตขึ้น 80% และหากมองทั้งปี 2018 จะพบว่า Venmo มีวอลุ่มการจ่ายเงินทั้งหมดราว 62,000 ล้านดอลลาร์
  • แพลตฟอร์มมือถือของ PayPal ยังคงเติบโตดี โดยวอลุ่มการจ่ายเงินทั้งหมดบนมือถืออยู่ที่ราว 67,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 เติบโตขึ้น 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และคิดเป็น 41% ของวอลุ่มการจ่ายเงินทั้งหมดของ PayPal

ที่มา – PayPal

No Description
ภาพจาก PayPal

from:https://www.blognone.com/node/107866

รีวิว 4 เครื่องมือสำหรับจัดการเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส ที่เป็นที่นิยมในขณะนี้

โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการจัดการเครือข่ายหรือ Network Management Tool (NMS) นั้น แต่เดิมเคยอยู่ในรูปคอมมานด์ไลน์ที่ใช้คำสั่งซับซ้อนในแบบข้อความล้วน ที่ทำให้คนที่ไม่ใช่ผู้คร่ำหวอดกับลีนุกซ์ตัวจริงต่างขยาดไม่อยากเข้าใกล้ ปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับจนสามารถใช้งานบนหน้าเดสก์ท็อปหรือผ่านหน้าเว็บแบบกราฟิก พร้อมติดตั้งและตั้งค่าได้ง่ายและสะดวกขึ้นมาก

ซึ่งเมื่อพูดถึงทูลจัดการเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์สที่สามารถนำมาใช้ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และถูกนำมาใช้ในวงกว้างแล้ว ย่อมต้องกล่าวถึง 4 โปรแกรมดังต่อไปนี้ได้แก่ OpenNMS, Zenoss Core, NetXMS, และโดยเฉพาะน้องใหม่อย่างSensu Core ที่ให้ฟีเจอร์ที่จำเป็นอย่างการตรวจสอบสถานะระบบที่ครอบคลุม, การทำรายงานที่ยืดหยุ่น, และการรองรับแพลตฟอร์มหลายชนิดพร้อมกัน เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของทูลแต่ละตัวที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

OpenNMS network management software

เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่พร้อมติดตั้งทั้งบนลีนุกซ์และวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ มีให้เลือก 2 เวอร์ชั่นได้แก่ Meridian และ Horizon โดยที่ Horizon จะเป็นรุ่นที่มีการอัพเดทและพัฒนาไวกว่า มีฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดมากกว่า ขณะที่แบบ Meridian จะทยอยออกมาในช่วงเวลาที่นานกว่า (ประมาณ 12 เดือน) พูดง่ายๆ คือ Horizon เหมือนเป็นเวอร์ชั่นหนูทดลองนำร่องให้ใช้ก่อน แต่ Meridian จะเป็นเวอร์ชั่นที่ผ่านการทดลองในรุ่น Horizon จนเสถียรแล้ว ประเด็นคือ รุ่น Horizon ใช้ได้ฟรี แต่ Meridian จะต้องเสียค่าสมาชิก ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่ต้องการระบบที่เสถียร และการซัพพอร์ตต่อเนื่องในระยะยาว

สำหรับ Horizon รุ่นล่าสุด 22.0.3 นั้นติดตั้งได้ง่ายทั้งบนวินโดวส์และลีนุกซ์ ขอเพียงต้องมีติดตั้ง Java SDK รวมทั้งถ้าเป็นบนวินโดวส์ก็ต้องติดตั้งระบบฐานข้อมูล PostgreSQL ไว้ก่อน สำหรับฮาร์ดแวร์นั้นควรมีซีพียูแบบดูอัลคอร์ แรม 2 กิ๊ก และพื้นที่ว่างบนดิสก์ขั้นต่อ 20GB

อินเทอร์เฟซการใช้งานเป็นแบบหน้าเว็บ ที่มีหน้าต่างย่อยๆ ที่เรียกว่า “Dashlet” สำหรับแสดงข้อมูลขององค์ประกอบเครือข่ายต่างๆ ให้เราสามารถปรับแต่งการแสดงผลได้อย่างอิสระ มีทั้งตัวแจ้งเตือน, แผนผังเครือข่าย, กราฟ, และแบบรูปภาพ

OpenNMSมีฟีเจอร์ค้นหาอุปกรณ์ด้วยตัวเองซึ่งมีประโยชน์มากเวลานำมาใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากการค้นหาผ่านโปรโตคอลอย่าง JMX, WMI, Syslog, และ SNMP trapแล้ว ยังมีเอเจนต์ที่ชื่อ “Poller” สำหรับติดตั้งบนโหนดและเอนด์พอยต์ที่ต้องการได้ด้วย เรียกว่ามีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมเกือบทุกความต้องการ พร้อมคู่มือและการช่วยเหลือจากชุมชนออนไลน์มากมาย เสียอย่างที่ Horizon มีการอัพเดทบ่อยมาก จนมีความเสี่ยงที่อาจทำให้ระบบมีปัญหาหรือหยุดชะงักจากฟีเจอร์ใหม่ที่ไม่เสถียรได้

NetXMS multi-platform network management

เป็น NMS ที่รองรับหลายแพลตฟอร์มเช่นกัน นอกจากวินโดวส์และลีนุกซ์แล้วยังติดตั้งบนยูนิกส์อย่าง BSD และ Solaris ได้ด้วย อีกทั้งยังมีส่วนของ NetXMS Management Console ที่ติดตั้งบนแมคและอุปกรณ์แอนดรอยด์ได้อีก

ความต้องการระบบพื้นฐานได้แก่ ซีพียูดูอัลคอร์ 1GHz, แรม 1GB, และพื้นที่ดิสก์ 1GB ซึ่งอาจต้องการเพิ่มตามปริมาณข้อมูลที่ต้องการรวบรวมจัดเก็บ NetXMSใช้ฐานข้อมูลพื้นฐานทั่วไปได้ไม่ว่าจะเป็น Oracle MySQL, MS SQL Server, หรือ PostgreSQLสำหรับบนวินโดวส์นั้นใช้อินเทอร์เฟซในรูปแอพพลิเคชั่นบนเดสก์ท็อป ที่มีหน้าต่างพิเศษที่เรียกว่า “Workbench Window” ที่ให้มุมมองที่หลากหลายในการดูองค์ประกอบบนเครือข่าย ตั้งแต่ระยะที่ครอบคลุมกว้างสุดถึง 30,000 ฟุต ไปจนถึงภาพซูมระยะใกล้เพื่อดูรายละเอียดของแต่ละอุปกรณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรียกว่า NetXMSเป็นคอนโซลที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมาก แม้ฟีเจอร์บางอย่างจะไม่ค่อยดีเท่าไร เช่น เวลาแก้ไขการตั้งค่าบางอย่าง จะมีปุ่มรูปแผ่นดิสก์ “เล็กๆ” สำหรับกดบันทึก ที่มองแทบไม่ค่อยเห็น และไม่มีการแจ้งเตือนถ้าคุณลืมบันทึกการตั้งค่าด้วย เป็นต้น

Sensu Core network monitoring and management

เพิ่งเปิดตัวรุ่นสำหรับองค์กรตัวแรกไปเมื่อปี 2015 ใช้ฟีเจอร์ใหม่อย่าง RESTful JSON APIในการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์บนเครือข่าย มีรูปแบบการติดตั้งให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบสแตนอโลน, แบบกระจาย, และแบบที่เน้น High Availability ต้องการพื้นที่ขั้นต่ำ 2GB (แนะนำ 4GB) ลงได้ทั้งบนลีนุกซ์และวินโดวส์ แม้การลงบนลีนุกซ์จะค่อนข้างซับซ้อนกว่าบนวินโดวส์หลายเท่าก็ตาม

Sensuนี้ไม่ได้มีการตั้งค่าแบบดีฟอลต์มาให้แต่แรก เพราะฉะนั้นผู้ใช้จำเป็นต้องตั้งค่าด้วยตัวเอง ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร โดยเฉพาะการแก้ไขไฟล์ JSON และ XML สำหรับการตรวจสอบการทำงานขององค์ประกอบบนเครือข่ายนั้น จะรวบรวมข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างหน่วยความจำ, ซีพียู, และแบนด์วิธมาประมวลผลว่าอุปกรณ์หรือเซอร์วิสดังกล่าวทำงานอยู่หรือไม่ โดยใช้ได้ทั้งตัวไคลเอนต์เอง, SNMP, หรือโปรโตคอลตัวอื่น

Sensu Core ใช้สิ่งที่เรียกว่า “Handler” ในการลงมือจัดการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่นการแจ้งเตือนผ่านข้อความหรืออีเมล์, การบันทึก Log เพื่อสร้างเหตุการณ์ผ่าน ServiceNow หรือ PagerDuty เป็นต้น Sensuรองรับ API และปลั๊กอินจากเธิร์ดปาร์ตี้มากมายให้เลือกติดตั้งได้จากชุมชนออนไลน์ทางการอย่าง Sensu Community เช่น การแจ้งเตือนผ่านทวิตเตอร์ ไปจนถึงตัวตรวจสถานะแอพที่โฮสต์บนคลาวด์

Zenoss Core multi-platform network management

มีให้ใช้เฉพาะบน Red Hat และ CentOS เท่านั้น พร้อมข้อจำกัดที่มากพอสมควรถ้าใช้แบบฟรี โดยเฉพาะการจำกัดโหนดที่ตรวจสอบได้มากสุดแค่ 500 โหนด ซึ่งการดาวน์โหลดมาติดตั้งนั้นจำเป็นต้องลงทะเบียนข้อมูลส่วนตัวบนหน้าเว็บไซต์ก่อน ต้องการซีพียูขั้นต่ำถึง 4 คอร์ พร้อมแรมมากถึง 16 – 24GB เรียกว่ากินทรัพยากรหนักมาก

ใช้อินเทอร์เฟซผ่านหน้าเว็บ ที่มีหน้าต่างย่อยๆ เรียก “Portlet” เช่น ตัวมองอีเวนต์, รายการปัญหาบนอุปกรณ์, ไปจนถึงแผนที่เครือข่ายที่สามารถใช้งานร่วมกับ Google Map ให้เลือกปรับแต่งได้ตามต้องการทั้งจากการลากแล้วปล่อย หรือปรับขนาดหน้าต่าง Zenoss สามารถค้นหาอุปกรณ์ได้โดยอัตโนมัติเป็นอย่างดี ใช้โปรโตคอลและบริการบนเครือข่ายต่างๆ แทนการใช้ตัวเอเจนต์

Zenoss เด่นที่ฟีเจอร์ทำรายงานที่ดูดีมาก มีทั้งแม่แบบที่พร้อมใช้งาน และการเปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งรายงานได้อย่างยืดหยุ่นและง่ายดาย สามารถส่งออกมาในรูป PDF เพื่อส่งต่อให้คนอื่นได้สะดวก ฟีเจอร์อื่นๆ ก็ใช้งานได้ง่าย คู่มือการใช้ก็เข้าใจได้ง่าย แต่ด้วยข้อจำกัดของตัวฟรีที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีโหนดเป็นพัน

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/review-4-open-source-network-management-tools/

Google One เตรียมเข้าไทย เพิ่มพื้นที่ให้มากกว่าเดิม และแบ่งให้คนอื่นใช้ได้

เมื่อกลางปีที่แล้ว Google ได้มีเปิดตัวบริการ Google One ซึ่งเป็นแพ็กเกจเก็บข้อมูลแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่ให้สำหรับคนที่สมัครแบบจ่ายเงิน เพียงเดือนละ 350 บาทก็ได้พื้นที่ไปมากถึง 2TB พร้อมฟีเจอร์แชร์พื้นที่ใช้งานกับเพื่อนได้อีก 5 คน (รวมเราเป็น 6) โดยเริ่มปรับให้อัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้งานในอเมริกาเริ่มได้กันไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และล่าสุดมีคนได้รับอีเมล์แจ้งเตรียมอัพเกรดให้ผู้ใช้ในเมืองไทยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

นอกเหนือจากพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นและฟังก์ชั่นการแชร์แล้ว ส่วนนึงที่ต้องรอติดตามว่าจะมีเช่นเดียวกันกับที่อเมริการึเปล่าก็คือ การคุยกับ Experts หรือทีมซัพพอร์ทที่เมื่อเรามีปัญหาการใช้งานใดๆ ก็จะมีคนจริงๆมาคุยและช่วยแก้ปัญหาในคลิกเดียว ลดความน่ารำคาญเวลาใช้บริการต่างประเทศ ที่จะหาคำตอบเวลาเกิดปัญหาทีนึงก็ทำได้อย่างยากลำบากซะเหลือเกิน และอาจจะมีส่วนลดหรือสิทธิพิเศษอื่นๆจากบริการของ Google ให้อีกด้วย

เปรียบเทียบพื้นที่ Google Drive เมื่อได้รับอัพเกรดเป็น Google One

ราคาต่อเดือน พื้นที่ที่ได้รับ (ปัจจุบัน) พื้นที่ที่ได้รับ (Google One)
ฟรี 15 GB 15 GB
70 บาท 100 GB* 100 GB*
100 บาท 200 GB*
350 บาท 1 TB* 2 TB
3500 บาท 10 TB 10 TB
7000 บาท 20 TB 20 TB

*จ่ายแบบรายปี ได้ส่วนลดจ่าย 10 เดือนฟรี 2 เดือน

from:https://droidsans.com/google-one-thailand-soon/

Mario Kart Tour เวอร์ชั่นสมาร์ทโฟน ยังไม่พร้อมให้เล่นในต้นปีนี้ ถูกเลื่อนออกไปถึงช่วงฤดูร้อน

เมื่อต้นปีที่แล้ว Nintendo ได้ออกมาประกาศว่า กำลังพัฒนาเกม Mario Kart Tour สำหรับเล่นบนอุปกรณ์ iOS และ Android โดยจะพร้อมเปิดตัวในช่วงต้นปี 2019 แต่ล่าสุดเว็บไซต์ 9to5mac รายงานว่า แผนการเปิดตัวถูกเลื่อนออกไปจนถึงช่วงฤดูร้อน

ในเอกสารแถลงผลประกอบการบริษัทของ Nintendo มีข้อความสั้นๆ ที่กล่าวถึงเกม Mario Kart Tour โดยยืนยันว่า บริษัทฯ มีความตั้งใจจะปล่อยเกม Mario Kart Tour ออกมาให้กับสมาร์ทโฟนภายในปีงบประมาณนี้ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงคุณภาพของแอพพลิเคชั่น และขยายคอนเท้นต์ จึงทำให้กำหนดการเปิดตัวเกมต้องล่าช้าออกไปถึงช่วงฤดูร้อนปี 2019

ทั้งนี้ Nintendo ยังไม่ได้เปิดเผยรูปแบบการเล่นของเกม Mario Kart Tour แต่คาดว่าจะปล่อยให้เล่นฟรีในบางส่วน เหมือนกับเกม Super Mario Run และต้องจ่ายเงินซื้อเกม หากต้องการเล่นอย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา – 9to5mac

from:http://www.flashfly.net/wp/240507