5 สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ Notebookspec

ก่อนจะเข้าสู่ปี 2019 ทีมงานขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม Notebookspec มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะผ่านทางเว๊ป Facebook ,Youtube หรือช่องทางอื่นๆ ขอบคุณที่แนะนำติชม เข้ามาร่วมพูดคุยสอบถาม อ่านรีวิวหรือจะผ่านมาจัดสเปคเป็นครั้งคราว ทีมงานก็ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกคลิ๊กทุกวิวที่ทุกท่านเข้ามาเป็นกำลังใจให้ทีมงาน และเพื่อต่อลมหายใจทีมงานทุกท่านได้พัฒนางานต่อไปในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ส่งท้ายปีแบบนี้ทีมงานเลยมีบทความเบาๆมาแนะนำกับคำถามที่หลายๆท่านมักจะสอบถามเข้ามา และอีกหลายคำตอบที่ทีมงานอยากบอกกับ 10 สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ Notebookspec

NotebookSpec เราไม่ได้ขายของ

ขอเปิดอันแรกกับคำตอบที่ทีมงานอยากจะบอกมากเลย คือแม้เว๊ปเราจะมีข้อมูลสเปคราคาครบครัน แต่เราไม่ได้ขายของนะครับ ทุกวันนี้ยังมีคน inbox เข้ามาตลอด อยากซื้อรุ่นนั้น ขอราคารุ่นนี้ ก็เลยอยากจะเน้นอีกสักทีว่าเราเน้นให้ข้อมูลไม่ได้ขายของนะครับ ถ้าสนใจอยากซื้อรุ่นไหนสามารถกดเข้าไปสั่งซื้อตามปุ่มในหน้าสเปคนั้นๆได้เลย หรือถ้าจัดสเปคแล้วอยากสั่งซื้อสามารถสั่งซื้อได้จากร้าน JIB ,Advice ด้วยนะครับผม

ทำไมถึงชื่อ NotebookSpec

ต้องเท้าความกลับไปตั้งแต่ตอนสร้างเว๊ปเลยเมื่อราวๆ 10 ปีก่อน ตอนนั้นกระแสโน้ตบุ๊คกำลังมา แล้วพี่ที่ก่อตั้งต้องการหาข้อมูลเพื่อซื้อโน้ตบุ๊ค แต่ไม่มีเว๊ปไหนที่สามารถให้ข้อมูลที่ต้องการได้เลย จึงได้ทำ Notebookspec ขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อกลางในการให้ข้อมูลสเปคโน้ตบุ๊ครุ่นต่างๆ จากนั้นก็ได้พัมนามาถึงการเขียนข่าว รีวิว และปัจจุบันช่วงหลายปีมานี้ได้เพิ่มในส่วนของการจัดสเปคพีซีเข้ามาด้วย เพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเมื่อเข้ามาที่เว๊ปของเรา

ระบบสเปคเรามีหลากหลาย

หลายๆท่านน่าจะคุ้นเคยการหาข้อมูลในเว๊ปเราโน้ตบุ๊คและพีซีเป็นหลัก แต่รู้หรือไม่ว่าเรามีฐานข้อมูลของอุปกรณ์อื่นๆ ที่กำลังพัฒนาอีกไม่ว่าจะเป็น

ช่องทางการติดต่อของเรานอกจากเว๊ปเพจ

นอกจากเว๊ปไซท์ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของเราแล้ว เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสู่สื่อโซเชียลมีเดียเราก็ได้เพิ่มช่องทางการติดต่อรูปแบบต่างๆเข้ามาไม่ว่าจะเป็น

NotebookSpec เปลี่ยนเป็น NBS

หลายๆท่านเมื่อนึกถึงชื่อ Notebookspec ก็จะนึกถึงเว๊ปที่ให้ข้อมูล รีวิวและสเปคของโน้ตบุ๊คเป็นหลัก ไม่ได้นึกถึงข้อมูลด้านอื่นทำให้หลายๆท่านอาจจะยึดติดภาพลักษณ์ของเราในแบบโน้ตบุ๊ค เราจงได้รีแบรนด์จากเดิม NotebookSpec เป็น 3 ตัวอักษรสั้นๆ NBS จากชื่อย่อที่เราใช้เรียก Notebookspec มานาน ซึ่งเราได้เริ่มปรับโลโก้ในรูปและเว๊ปหลายๆส่วน และในปี 2019 นี้เราจะเข้าสู่เว๊บใหม่อย่างสมบูรณ์ด้วยหน้าหน้าเว๊ปใหม่ และออปชั่นใหม่ๆที่กำลังจะตามมาเร็วๆนี้ รอพบกันได้ในปี 2019 เลย

##สุดท้ายเพื่อนๆอยากรู้อะไรสอบถามเข้ามาได้ อันไหนตอบได้ก็จะตอบให้ครับ ^^##

##สวัสดีปีใหม่ 2562 / 2019 ทุกท่านด้วยครับ##

from:https://notebookspec.com/5-things-you-may-not-know-about-notebookspec/467308/

โฆษณา

วิเคราะห์: ประเด็นการเมืองในประเทศและต่างประเทศที่คุณต้องรู้ในปี 2019

แม้ว่าในปีนี้ประเด็นสำคัญๆ จะคือเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่ในปีหน้ายังมีประเด็นสำคัญการเมืองที่น่าสนใจทั้งไทยและต่างประเทศที่ต้องจับตามองหลายๆ เรื่อง

ภาพจาก Pixabay

ความเข้มข้นทางการเมืองของไทยและต่างประเทศในปี 2018 ถือว่าดุเดือดไม่ใช่น้อย แต่ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ยังมีประเด็นสำคัญของการเมืองไทยและต่างประเทศที่ยังต้องจับตามองหลายๆ เรื่อง

Brand Inside ยกประเด็นสำคัญในปี 2018 และ 2019 ที่กำลังจะมาถึง ทั้งการเมืองไทยและประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจและเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองในปีหน้า

ปี 2018 มีประเด็นอะไรสำคัญบ้าง

ประเด็นสำคัญในปีนี้ที่สำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทยและต่างประเทศในปี 2018 ที่สำคัญๆ

  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และมีทีท่าที่จะยังไม่จบง่ายๆ แม้ว่าจะมีการชะลอเพดานการขึ้นภาษีระหว่าง 2  ประเทศนี้ก็ตาม รวมไปถึงการท้าชิงของจีนที่พยายามจะเป็นผู้นำเทคโนโลยีให้ได้
  • ประเด็นเรื่องของ Brexit ที่ยังมีการต่อรองของสหราชอาณาจักรอยู่
  • อิตาลีกับสหภาพยุโรปในเรื่องของงบประมาณปี 2019 ที่คาราคาซังจนอาจทำให้อิตาลีออกจาก EU แต่ท้ายที่สุดก็สามารถผ่านไปได้
  • การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์
  • เสถียรภาพในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นบ้าง หลังจาก IS ได้ร่นถอยไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคานำ้มันดิบ
  • การเจรจาเขตการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนานา รวมไปถึง เม็กซิโก ครั้งใหม่ หรือที่เรียกย่อๆ NAFTA 2.0
  • มาเลเซียได้ผู้นำใหม่แต่หน้าเก่าคือ มหาธีร์ มูฮัมหมัด ผู้ที่สามารถเอาชนะนาจิบ ราซัค ได้
  • สิงคโปร์เตรียมวางตัวผู้นำคนใหม่แทนที่ของ ลี เซียนลุง
  • ไทยกำลังจะมีเลือกตั้ง!

แต่ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึง ยังมีประเด็นสำคัญๆ หลายเรื่องที่ต้องรู้ โดยธีมสำคัญในปีหน้าของไทย คือ การเลือกตั้ง ส่วนประเด็นต่างประเทศคือ เรื่องของการค้า

ภาพจาก Unsplash

เลือกตั้งในไทย

ถ้าหากไม่มีอะไรผิดคาด เราจะได้เห็นไทยได้เลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเราจะเริ่มเห็นพรรคการเมืองหลายๆ พรรคเริ่มที่จะมีการประชาสัมพันธ์ เดินออกพูดคุยกับประชาชนมากขึ้น หรือไม่เว้นแม้แต่การระดมทุน และหลังจากนี้เราจะเริ่มเห็นการเปิดหน้าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือการเปิดตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของแต่ละเขต

แต่หลังจากการเลือกตั้งของไทยแล้วหลังจากนี้ เสถียรภาพของการเมืองไทยจะกลับมาหรือไม่ การยอมรับของนานาชาติในการเลือกตั้งของไทยว่าโปร่งใสจริงๆ ถ้าหากต่างประเทศยอมรับว่าโปร่งใสแล้วก็อาจมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มทั้งในตลาดหลักทรัพย์ รวมไปถึง FDI กลับเข้ามาที่ไทยอีกรอบ ซึ่งถือว่ามีความท้าทายไม่น้อย

ยังรวมไปถึงว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจเช่นไรอีกด้วย เนื่องจากนโยบายต่างๆ จะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและรวมไปถึงนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกด้วย แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนจะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วย

ภาพจาก Unsplash

“สงครามการค้า” จีน-สหรัฐ ยังคงดำเนินต่อ

ถึงแม้ว่าจะมีการเจรจาในข้อตกลงถึงเรื่องการไม่เพิ่มเพดานการขึ้นภาษีอีก 90 วันก็ตามในการประชุม G20 ที่ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้แรงกดดันของทั้ง 2 ประเทศจะเพิ่มขึ้นมากกว่าในปี 2018 นี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของสหรัฐอเมริกาที่คาดกันว่าเศรษฐกิจในปีนี้ของสหรัฐจะเติบโตลดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องรีบปิดเกมนี้ให้ได้ ส่วนทางด้านจีนก็ถือว่าเสียหายไปไม่น้อย เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของมิติทางสงครามการค้าเท่านั้น เรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในด้านของการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาก็จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ต้องการไปเปิดโรงงานที่ประเทศจีนต่างลุ้นว่าจีนจะสามารถเอาจริงเอาจังได้ขนาดไหนในการจัดการปัญหานี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นย่อยๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกันในมิตินี้อีก เช่น

  • การซื้อกิจการของเอกชนจีนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป
  • เอกชนจีนเริ่มมีพลังอำนาจต่อรองในเรื่องของเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น กรณีของ Huawei

อย่างไรก็ดีในเรื่องของสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศนี้ ทำให้ ASEAN ได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่คำถามที่สำคัญคือว่าขณะที่ธุรกิจกำลังหาประเทศที่เป็นกลางและได้ประโยชน์จากทั้ง 2 มหาอำนาจ ไทยจะสามารถเข้าร่วมเกมนี้ได้หรือไม่

ภาพจาก Unsplash

Brexit จะจบลงยังไง?

เหลือเวลาอีกไม่นานนักที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ขณะเดียวกันความคลุมเครือในการตกลงเงื่อนไขสุดท้ายในการออกจากสหภาพยุโรปนั้นยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งภายในพรรคอนุรักษ์นิยมเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ในเรื่องความพยายามที่จะปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะจบลงด้วยมติที่ยังไว้วางใจให้ เทเรซ่า เมย์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ความพยายามสุดท้ายของทั้งสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรปคือ ทำอย่างไรที่จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่น้อยที่สุดหลังจากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้เราอาจได้เห็นสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยที่ไม่มีข้อตกลงใดๆ เลย แม้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษอยากจะให้ผลออกมาเป็นในรูปแบบของประเทศนอร์เวย์ก็ตาม

แต่หลังจากนี้สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะได้เห็นการเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป ว่าจะผลนั้นจะเป็นเช่นไร และจะคุ้มค่าหรือไม่ที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป รวมไปถึงการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Pixabay

การเจรจาการค้าที่เปลี่ยนไปอีกรอบ

ในช่วงหลังจากนี้เราอาจเห็นการเจรจาการค้าในรูปแบบเดิมๆ คือ การเจรจาการค้าในรูปแบบทวิภาคี หรือ Bilateral Trade Agreement กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังจากที่สหรัฐอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ตกลงทำข้อตกลงเจรจาการค้าระหว่าง เม็กซิโก รวมไปถึง แคนาดา ฉบับใหม่ ซึ่งการเจรจาแนวนี้จะกลับมา แทนที่การเจรจาในรูปแบบพหุภาคี หรือ Multilateral Trade Agreement โดยสหรัฐอเมริกามองว่าได้ประโยชน์มากกว่าเดิม

ความท้าทายหลังจากนี้คือการเจรจาการค้าระหว่างหลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น EU หรือการสร้างกลุ่มก้อนใหม่ๆ เช่น CPTPP นำโดยญี่ปุ่น หลังจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา และกำลังจะมีผลในการลดภาษีนำเข้าสินค้าและส่งออกภายในกลุ่ม ในวันที่ 1 มกราคม 2019  ไม่เว้นแม้แต่ ASEAN เอง การเจรจาแบบกลุ่มก้อนเหล่านี้จะยังทรงพลังในการต่อรองหรือไม่ในอนาคต

ภาพจาก Unsplash

ความสมดุลในเกมภูมิรัฐศาสตร์

เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics เป็นเรื่องที่พูดกันบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในปี 2019 ที่จะถึงนี้เราจะเห็นเกมอำนาจของมหาอำนาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และแผ่ขยายไปแทบทุกที่ในโลกด้วย ในปีหน้าเราจะได้เห็นประเทศต่างๆ เริ่มที่จะหาสมดุลของมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เช่น

  • อินเดีย ที่เริ่มหาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย ผ่านการซื้ออาวุธ
  • เวียดนาม ที่ต้องหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐฯ
  • ศรีลังกา กำลังหาจุดสมดุลใหม่หลังจากพึ่งพิงเงินจากประเทศจีนจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
  • ตุรกี ที่หาจุดสมดุลใหม่ระหว่างสหรัฐ รวมไปถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับรัสเซีย หลังจากระหองระแหงมาสักพัก
  • บราซิล หาจุดสมดุลใหม่หลังผู้นำคนใหม่ เริ่มเป็นห่วงความมั่นคงของประเทศ จากการลงทุนของประเทศจีน
  • ซาอุดิอาระเบีย ที่เริ่มหาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย

นอกจากนี้ในปี 2019 เรายังจะได้เห็นแรงกดดันในหลายๆ พื้นที่ในโลกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ตะวันออกกลาง เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งนำโดยซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ อิหร่านที่โดนสหรัฐคว่ำบาตร หรือแม้แต่สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากซีเรีย
  • ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่อาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
  • แรงกดดันในทวีปยุโรป หลังจากการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในโปแลนด์และโรมาเนีย
  • ความกังวลของการแผ่ขยายอำนาจของจีนผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมไปถึงในมหาสมุทรเอเชียแปซิฟิค เช่น ปาปัวนิวกินี ฯลฯ หรือแม้แต่ในแอฟริกา

เรื่องอื่นๆ ที่ยังต้องติดตาม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ยังต้องตาม

  • ความเสี่ยงของนโยบายในประเทศอิตาลี สอดคล้องกับปริมาณหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การเลือกตั้งในสภาสหภาพยุโรป
  • ปัญหาในประเทศเยอรมันรวมไปถึงประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้อพยพ นโยบายเศรษฐกิจในฝรั่งเศส
  • ผู้อพยพในเวเนซุเอล่า จะสร้างผลกระทบประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้หรือไม่

ในปี 2019 ที่กำลังจะถึงนี้ยังจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่อาจกระทบกับนักลงทุน รวมไปถึงนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ ฉะนั้นจะต้องติดตามข่าวสารเหล่านี้ให้ดี เพราะว่านโยบายการเมืองรวมไปถึงนโยบายทางต่างประเทศของหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทยเอง อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bi-knowledge-2019-politics-policy-in-thailand-and-other-countries/

Sony เปิดตัวอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ USB-PD รองรับชาร์จเร็วสูงสุด 46.5 วัตต์

Sony เปิดตัวอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แบบเสียบผนัง USB-PD รุ่น CP-ADRM2 สนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จเร็วสูงสุด 46.5 วัตต์ และรองรับพอร์ตเชื่อมต่อ 2 มาตรฐานในหนึ่งเดียว ระหว่างพอร์ต USB-C กับ USB-A โดยออกแบบมาให้เข้ากันได้กับมาตรฐานแรงดันไฟฟ้า 100V ถึง 240V

สำหรับพอร์ต USB-C รองรับเอ้าท์พุต 5V/3.0A, 9V/3.0A, 12V/3.0A และ 15V/2.6A ขณะที่พอร์ต USB-A รองรับเอ้าท์พุต 7.5W 5V/1.5A

อีกด้านหนึ่งของอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ Sony CP-ADRM2 ออกแบบมาให้เข้ากับขาปลั๊กมาตรฐาน C7 หรือขาปลั๊กตามมาตรฐานอื่นๆ ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละประเทศ

อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ Sony CP-ADRM2 เหมาะสำหรับผู้ใช้งานแล็ปท็อปที่ต้องการชาร์จเร็วผ่านพอร์ต USB-C รวมไปถึงเจ้าของ iPad Pro และอุปกรณ์ Android ที่สนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

ที่มา – Sparrows News

from:http://www.flashfly.net/wp/238224

OPPO R15 Dream Mirror Edition ได้รับการอัพเดท ColorOS 6 เวอร์ชั่น Public Beta

OPPO เปิดตัวระบบปฏิบัติการ ColorOS 6 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยออกแบบมาให้รองรับกับสมาร์ทโฟนที่เน้นดีไซน์ไร้กรอบ และล่าสุดได้ปล่อย เวอร์ชั่น Public Beta ออกมาให้สมาร์ทโฟน OPPO R15 Dream Mirror Edition ได้อัพเดทแล้ว

OPPO R15 Dream Mirror Edition ได้รับการเปิดตัวพร้อมกับ OPPO R15 เมื่อเดือนมีนาคม 2018 ใช้จอแสดงผล OLED (2280 x 1080 พิกเซล) ขนาด 6.28 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19:9 มากับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 2.2GHz 64-bit Octa Core จีพียู Adreno 512 ความจำ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB รองรับการ์ด microSD สูงสุด 256GB กล้องคู่หลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 + f/1.7 กล้องเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 แบตเตอรี่ 3400mAh สนับสนุนเทคโนโลยี VOOC Flash Charge

สำหรับ ColorOS 6.0 (ทำงานบนพื้นฐาน Android) มาพร้อม Font หรือรูปแบบตัวอักษรใหม่ OPPO Sans ที่พัฒนาร่วมกับนักออกแบบตัวอักษรชาวจีน Hanyi เพื่อให้อ่านง่าย สบายตา

ColorOS 6.0 ยังนำเทคโนโลยี AI มาช่วยจัดการแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยระบบจะช่วยแช่งแข็งแอพที่เปิดค้างไว้ แทนที่จะปิดแอพทิ้งไป และ AI ยังเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานในช่วง 15 วัน เพื่อพิจารณาว่าควรจะแช่แข็งแอพนั้นหรือไม่ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยประหยัดการใช้งานพลังงานได้ 7%

ทั้งนี้ OPPO R15 Dream Mirror Edition มาพร้อมกับ ColorOS 5.0 ก่อนจะได้รับการอัพเดทเป็น ColorOS 5.2 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดที่มีความเสถียร จึงเป็นข่าวดีสำหรับเจ้าของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ที่จะได้รับการอัพเดทมาใช้ ColorOS 6.0 ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – Gizmochina

from:http://www.flashfly.net/wp/238220

Xiaomi Poco F2 ได้รับการทดสอบแล้ว บนแอพพลิเคชั่น Geekbench เปิดเผยแรมและชิปประมวลผล

Pocophone แบรนด์สมาร์ทโฟนน้องใหม่ของ Xiaomi ที่เปิดตัวรุ่นแรกในปี 2018 ล่าสุดพบรายชื่อรุ่นที่สอง Poco F2 ได้รับการทดสอบแล้ว ด้วยแอพพลิเคชั่น Geekbench ทำได้ 2,321 คะแนน สำหรับ Single-Core และ 7,564 คะแนน สำหรับ Multi-Core

ข้อมูลจาก Geekbench ยังเปิดเผยว่า Poco F2 ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 ความจำ RAM 6GB ซึ่งไม่มีความแตกต่างไปจากรุ่นแรก แต่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie

ถึงแม้ Poco F2 จะได้รับชิปประมวลผลกับความจำแรม เหมือนกับรุ่นแรก แต่เชื่อว่าจะสร้างความน่าสนใจด้วยการปรับปรุงจอแสดงผล และระบบกล้อง ให้ดีกว่ารุ่นก่อน

ที่มา – Geekbench

from:http://www.flashfly.net/wp/238216

Nokia 9 PureView ถูกปล่อยภาพเรนเดอร์ออกมาอีกแล้ว เผยกล้องหลัง 5 ตัว สแกนนิ้วบนจอแสดงผล

แหล่งข่าวนี้มั่นใจได้!! Evan Blass เจ้าของบัญชี Twitter @evleaks ปล่อยภาพเรนเดอร์ของสมาร์ทโฟน Nokia 9 PureView ออกมาแล้ว โดยมีดีไซน์ตรงกับภาพเรนเดอร์ของ Steve Hemmerstoffer ที่เราเคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้

มั่นใจได้ว่า Nokia 9 PureView ของจริง จะมีดีไซน์ไม่แตกต่างไปจากภาพเรนเดอร์เหล่านี้เท่าไรนัก โดยมาระบบกล้องหลัง 5 ตัว ด้วยเลนส์คุณภาพจาก ZEISS และอาจติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้กับจอแสดงผล เนื่องจากไม่เห็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบดั้งเดิมอยู่ที่ส่วนอื่นของบอดี้

รายงานก่อนหน้านี้ ระบุว่า HMD Global จะเปิดตัวสมาร์ทโฟน Nokia 9 PureView ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม 2019

ที่มา – Evan Blass

from:http://www.flashfly.net/wp/238210

Huawei สร้างรายได้ในปี 2018 มากกว่า 3.5 ล้านล้านบาท นับเป็นรายได้ต่อปีที่สูงที่สุดของบริษัทฯ

ถึงแม้ Huawei จะเผชิญความยากลำบากในสหรัฐอเมริกา แต่ในปี 2018 บริษัทไอทีรายใหญ่จากประเทศจีน ก็สามารถทำรายได้ต่อปีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ โดยกวาดรายได้ไปถึง 1.09 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 3.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาจากความสำเร็จในตลาดโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง Huawei สามารถจัดส่งสมาร์ทโฟนได้มากกว่า 200 ล้านเครื่อง ภายในปี 2018 กลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ในไตรมาสที่ 2 – 3 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ รายได้อีกส่วนหนึ่งของ Huawei ยังมาจากการติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทางการในหลายประเทศ เพื่อวางโครงข่าย 5G ถึงแม้จะถูกรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาพยายามขัดขวางก็ตาม แต่ Huawei ก็มีข้อตกลงในการสร้างเครือข่าย 5G มากกว่า 25 สัญญา

ที่มา – Gizmochina

from:http://www.flashfly.net/wp/238206