Starbucks แบนลูกค้าไม่ให้ดูหนังโป๊ในร้าน YouPorn ก็ขอแบนกลับบ้าง

เมื่อมีข่าวว่า Starbucks จะบล็อกไม่ให้ลูกค้าดูหนัง AV ภายในร้าน ทางด้าน YouPorn ก็ขอสวนกลับออกจดหมายถึงพนักงานว่าไม่ให้ถือ Starbucks เข้าออฟฟิศเช่นกัน

photo : Shutterstock

คงจะถึงเวลาที่เหลืออดพอสมควร ทำให้ Starbucks ต้องลุกขึ้นมาออกนโยบายเลยว่าจะทำการบล็อกลูกค้าไม่ให้ดูหนัง AV หรือเรียกง่ายๆ ว่าหนังโป๊ภายในร้าน โดยที่จะใช้เครื่องมือบางอย่างเข้ามาบล็อกการเข้าถึงคอนเทนต์ ซึ่งจะเริ่มใช้ในไป 2019

Starbucks เองก็ได้รับการกดดันจากรอบด้านอยู่ไม่น้อย ทั้งในอุตสาหกรรมเชนร้านอาหารด้วยกันอย่าง McDonald’s และ Chick-fil-A ก็ได้มีการติดตั้งตัวกรองคอนเทนต์บน Wi-Fi ที่ให้บริการสาธารณะ

อีกทั้งทางด้านของ Enough Is Enbased ที่เป็นองค์กรด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกาก็ได้ตำหนิ Starbucks ถึงประเด็นนี้ว่าไม่จัดการเสียที ทั้งๆ ที่มีข้อตกลงเรื่องการบล็อกคอนเทนตืประเภทนี้ตั้งแต่ปี 2016 มาแล้ว

photo : Shutterstock

ในปีหน้า Starbucks เตรียมออกเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้ลูกค้าดูหนังโป๊ภายในร้านอย่างจริงจังเสียที

ทาง Starbucks ได้บอกถึงประเด็นนี้ว่า ต้องการให้ลูกค้ามั่นใจว่าที่ Starbucks จะเป็น Third Place ที่ปลอดภัย และต้อนรับลูกค้าทุกๆ คนจึงได้หาแนวทางในการป้องกันไม่ให้ลูกค้าดูคอนเทนต์หนังโป๊ภายในร้านได้ จะเริ่มต้นจากร้านในสหรัฐอเมริกาในปีหน้า

โดยที่ Starbucks ยังไม่เปิดเผยถึงโซลูชั่นในการบล็อกคอนเทนต์ดังกล่าวว่าจะบล็อกการเข้าชมได้อย่างไร ต้องคอยติดตามชมในปีหน้าดูอีกที

ทางด้านของ YouPorn ผู้ให้บริการหนัง AV เมื่อทราบข่าวว่า Starbucks จะทำการบล็อกไม่ให้ลูกค้าดูหนังโป๊ภายในร้าน ก็ขอสวนกลับในทันที

แต่เป็นการสวนกลับภายใน โดยได้ทำการออกจดหมายถึงพนักงานภายในองค์กรมีเนื้อหาประมาณว่า จากข่าวที่ว่า Starbucksจะทำการบล็อกการเข้าชม หรือค้นหาคอนเทนต์หนังโป๊ภายในร้านนั้น ทางบริษัทก็ของแบนสินค้าของ Starbucks เช่นกัน

นั่นคือ… แบน Starbucks ไม่ให้พนักงานถือสินค้าของ Starbucks ทุกประเภทเข้ามาในออฟฟิศของ YouPorn มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2019 เป็นต้นไป

ดูท่าทางว่าศึกนี้จะสนุกอยู่ไม่น้อย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสีสันทางการตลาดในการช่วงชิงกระแสจากข่าวที่เกิดขึ้น ต้องจับตามดูปีหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้างหลังจากที่ Starbucks ได้ทำการบล็อกคอนเทนต์นี้จริงๆ

ที่มา : businessinsider, forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/starbucks-porn-blocking-vs-youporn/

Advertisements

สรุปรายงาน Cisco Visual Networking Index ระหว่างปี 2017 – 2022

Cisco ออกรายงาน Cisco Visual Networking Index (VNI) พยากรณ์แนวโน้มทางด้าน IP Traffic ระหว่างปี 2017 – 2022 คาด 60% ของประชากรโลกจะใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 45% ในขณะที่ผู้ใช้แต่ละคนจะสร้างทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตมากถึง 85 GB ต่อเดือน

แนวโน้มและการคาดการณ์ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • IP Traffic ทั่วโลกจะแตะ 4.8 ZB ต่อปีภายในปี 2022 เพิ่มขึ้นจากปี 2017 ประมาณ 3 เท่า
  • จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย IP จะมีมากกว่าจำนวนประชากรโลกถึง 3 เท่าภายในปี 2022 (1 คนจะมีอุปกรณ์โดยเฉลี่ย 3.6 เครื่อง)
  • การเชื่อมต่อแบบ M2M จะมีปริมาณเกินครึ่งของการเชื่อมต่อทั้งหมดภายในปี 2022
  • ทราฟฟิกจากสมาร์ตโฟนจะเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2017 ไปเป็น 44% ในปี 2022 แซงหน้าทราฟฟิกจาก PC
  • ทราฟฟิกจาก Wireless และอุปกรณ์พกพาจะมีปริมาณ 71% ของทราฟฟิกทั้งหมดภายในปี 2022
  • ทราฟฟิกข้อมูลจากอุปกรณ์พกพาจะเพิ่มขึ้น 7 เท่าระหว่างปี 2017 ถึงปี 2022 เช่นเดียวกับทราฟฟิกจาก Internet Video Surveillance ในขณะที่ ทราฟฟิกจากอุปกรณ์​ VR และ AR จะเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า
  • ความเร็วของเครือข่ายบรอดแบนต์จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในปี 2022
  • Wi-Fi จะมีความเร็วโดยเฉลี่ยที่ 54 Mbps ภายในปี 2022 เพิ่มจากปี 2017 ที่มีความเร็วเฉลี่ย 24 Mbps ประมาณ 2 เท่า
  • CDN จะถือทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตราว 72% ภายใน 2022 เพิ่มจากปี 2017 ประมาณ 16%
  • ประมาณ 12% ของทราฟฟิกจากอุปกรณ์พกพาจะมาจากการเชื่อมต่อผ่านทาง 5G
  • IP Traffic ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาจะมีอัตราการเติบโตสูงสุด ตามมาด้วยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านแนวโน้มและการคาดการณ์ฉบับเต็มได้ที่: https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/collateral/service-provider/visual-networking-index-vni/white-paper-c11-741490.html

Infographic: https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/service-provider/vni-network-traffic-forecast/vni-forecast-info.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-visual-networking-index-2017-2022/

Citi Mobile Application โฉมใหม่! ยกระดับบริการ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ซิตี้แบงก์ตอกย้ำความเป็นธนาคารระดับโลก รุกหน้าปรับโฉม Citi Mobile Application ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง รวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานได้ไร้พรมแดน

โฉมใหม่ทั้งนี้ ต้องมีให้ครบ!

ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัลตลอดทั้งวัน ทำให้วงการธนาคารเองก็ต้องปรับตัวยกใหญ่ เพื่อรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงกลายเป็นสงครามการแข่งขันของดิจิทัล แบงก์กิ้งที่ดุเดือดอย่างมาก หลายค่ายต่างงัดหมัดเด็ดเพื่อมัดใจผู้บริโภคให้ได้

ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทยได้รุกตลาดดิจิทัล แบงค์กิ้งมาหลายปีแล้ว แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ในปีนี้ถึงเวลาปรับโฉม Citi Mobile Application ภายใต้แนวคิด “Freedom to do more” เพื่ออำนวยความสะดวกการใช้งานบัตรเครดิตซิตี้ให้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้นสามารถใช้งานได้ทุกที่ทั่วโลก

ความสำคัญของการปรับโฉม Citi Mobile Application ครั้งนี้ เป็นการให้บริการดิจิทัล แบงก์กิ้งอย่างครบวงจร ไฮไลท์อยู่ที่ฟีเจอร์การสแกนและจ่ายด้วยบัตรเครดิต (Scan and Pay)ผ่านโทรศัพท์มือถือแม้ไม่พกบัตร โดยเป็นการพาร์ทเนอร์กับ Visa

ผู้ถือบัตรเครดิตยังมีช่องทางหลากหลายมากขึ้นในการแลกคะแนนสะสมบัตรเครดิต ผ่านระบบดิจิทัล ด้วยระบบ API หรือทางซิตี้ ไลน์ คอนเนค สร้างความสะดวกสบายโดยไม่ต้องติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์ให้ยุ่งยาก

รวมถึงฟีเจอร์ทางการเงินอื่นๆ เช่น การทำรายการเปลี่ยนวงเงินบัตรเครดิตให้เป็นเงินก้อนโอนเข้าบัญชีได้อย่างง่ายๆ หรือเปลี่ยนยอดใช้บัตรโดยทำการแบ่งชำระยอดเป็นรายเดือน การระงับการใช้บัตรชั่วคราวและเปิดใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ หรือการเปลี่ยนรหัสเอทีเอ็มผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

นอกจากนี้ยังมีบริการที่ให้ผู้ถือบัตรสามารถค้นหาสิทธิประโยชน์ ไร้พรมแดน Citi World Privileges มากกว่า 11,000 แห่งจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกผ่านเทคโนโลยี Geolocation เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

อยู่มา 50 ปี แต่ไม่เคยหยุดพัฒนา

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า

“ธนาคารซิตี้แบงก์ ให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยมายาวกว่า 50 ปี และเป็นผู้นำด้านบัตรเครดิต เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่คำนึงถึงความสะดวกและรวดเร็วในการได้รับบริการ ธนาคารจึงพัฒนาระบบดิจิทัลแบงก์กิ้ง  เพื่อให้ลูกค้าบัตรเครดิตสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ และรับบริการด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถทำรายการต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือด้วยตนเอง

ธนาคารได้ทำการพัฒนาระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และในปีนี้ธนาคารได้นำเสนอบริการดิจิตอล แบงก์กิ้งใหม่ๆ สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต เพื่อให้บริการได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นโดยล่าสุดได้ทำการเปิดตัว Citi Mobile Application ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม มีฟังก์ชันการใช้งานสำหรับบัตรเครดิตที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีบริการใหม่ๆ อีกมากมายที่ผู้ถือบัตรเครดิตสามารถทำได้ผ่านทางช่องทางดิจิทัล”

ออกแบบด้วยพื้นฐานต้องใช้งานง่าย

ทางด้าน ประทีป คามัคค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายดิจิทัลแบงก์กิ้ง ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า

Citi Mobile Application ได้รับการพัฒนาและปรับโฉมเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานและให้ลูกค้าสามารถจัดการด้านการใช้บัตรเครดิตซิตี้ได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ระบบโกลบอล แพลตฟอร์มที่มีระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก

มีการออกแบบการใช้งานบนมือถือ (User Interface) ให้ใช้งานง่าย และทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีฟีเจอร์สำหรับการใช้บริการบัตรเครดิตที่หลากหลายและครอบคลุมบริการสำคัญๆ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญต่างๆ ดังนี้

  1. มุมมองบัญชีบัตรเครดิตแบบใหม่ ที่รวมทุกบัตรเครดิตที่ลูกค้ามีอยู่ไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลบัตรเครดิตแต่ละใบที่มี อาทิ ยอดใช้จ่าย วงเงินบัตรเครดิตคงเหลือ คะแนนสะสม ยอดเงินที่ต้องชำระ ฯลฯ
  2. ทำให้การชำระเงินค่าบัตรเครดิตของลูกค้าง่ายขึ้น ซึ่งลูกค้าสามารถทำรายการได้ทุกที่ และไม่จำเป็นต้องพกใบแจ้งยอดบัญชีอีกต่อไป โดยลูกค้าสามารถสร้างคิวอาร์โค้ดในซิตี้โมบายล์แอป และใช้คิวอาร์โค้ดนี้ทำรายการชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ผ่านโมบายล์แอปพลิเคชันของธนาคารที่เข้าร่วม หรือใช้คิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดในการชำระเงินที่จุดรับชำระบัตรเครดิตต่างๆ ได้อีกด้วย

3. ในส่วนของความปลอดภัยในการใช้บริการ แอปพลิเคชันโฉมใหม่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการด้านการใช้บัตรได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง โดยลูกค้าสามารถระงับการใช้บัตรชั่วคราวได้เมื่อบัตรหาย และสามารถเปิดใช้งานได้เองทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเปลี่ยนรหัสเอทีเอ็มได้ง่ายๆ ผ่านทางซิตี้โมบายล์แอปฯ โดยไม่ต้องหาตู้เอทีเอ็ม หรือติดต่อ call center เพื่อทำรายการ

ทั้งนี้ ซิตี้แบงก์ ตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนผู้ใช้บริการธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าบัตรเครดิตทุกกลุ่ม พร้อมทั้งพัฒนาระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกการใช้งานของลูกค้ารายย่อย สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ต่อไปในอนาคตเพื่อตอกย้ำมาตรฐานธนาคารระดับโลก

สรุป

การปรับโฉม และการพัฒนาดิจิทัล แบงก์กิ้งของธนาคารซิตี้แบงค์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความ้ตองการของผู้บริโภคยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง มีการนำ Pain Point ของผู้บริโภคมาปรับใช้ให้ใช้งานสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะยุคนี้ทุกคนใช้มือถือในการทำทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/citi-bank-refresh-citi-mobile-application/

ให้เห็นกันแค่นี้พอ Instagram ทำฟีเจอร์ Close Friends แชร์ Stories และให้เห็นเฉพาะคนที่เราเลือก

ใครเคยโป๊ะแตกเพราะ Stories ใน Instagram บ้าง เช่น พ่อแม่ไปเจอ Stories ของเพื่อนลูกที่กำลังแฮงค์เอาท์กัน หรือบางครั้งผู้ใช้งานก็อยากโพสต์ Stories แต่ก็ไม่ได้อยากแชร์ให้ทุกคนเห็นขนาดนั้น ล่าสุด Instagram ทำฟีเจอร์ Close Friends แชร์ Stories และให้เห็นเฉพาะเพื่อนสนิทที่เราเลือกเท่านั้น

วิธีการคือ เข้าไปที่หน้าดปรไฟล์ กดที่เมนูที่มีสามขีดด้านขวาบน เลือกเมนู Close Friends กดเลือกเพื่อนเก็บเข้ามาในลิสต์ เมื่อโพสต์ Stories ผู้ใช้จะเห็นทางเลือกว่าแชร์ให้ทุกคนเห็น หรือแชร์ให้ Close Friends เห็น ถือเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้มากขึ้น

ฟีเจอร์ Close Friends เปิดให้ใช้งานแล้วทั้ง iOS และแอนดรอยด์

No Description

ที่มา – Instagram

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106737

Amazon Echo จะเล่นเพลงจาก Apple Music ได้แล้ว เริ่มเดือนหน้า

Apple Music ถือเป็นหนึ่งในบริการเพียงไม่กี่อย่างของ Apple ที่เปิดให้ใช้บนอุปกรณ์อื่นนอกจากอุปกรณ์ Apple เอง และวันนี้ Amazon ก็ประกาศว่า ลำโพงอัจฉริยะ Echo กำลังจะสตรีมมิ่ง Apple Music ได้แล้ว

Amazon ระบุว่า ในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า (สัปดาห์ของวันที่ 17 ธันวาคม แต่ Amazon ยังไม่ระบุชัดว่าจะเป็นวันไหน) Apple Music จะเปิดให้บริการบน Echo โดยผู้ใช้สามารถสั่ง Alexa ให้เล่นเพลงบนคลังเพลงของ Apple Music ได้ตามต้องการ และรวมถึงสถานีวิทยุ Beats 1 ของ Apple ด้วย

สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ Apple Music บน Alexa จะต้องเปิดใช้งาน Apple Music skill บนแอพ Alexa และเชื่อมต่อเข้ากับ Apple ID ก่อนจึงสามารถเล่นเพลงได้

ที่มา – Amazon

No Description
ภาพจาก Amazon

from:https://www.blognone.com/node/106736

เป้าหมายต่อไป Airbnb คือสร้างบ้าน ผุดโครงการใหม่ Backyard เตรียมทดลองปี 2019

ปัจจุบัน Airbnb มีที่พักให้บริการกว่า 5 ล้านแห่งทั่วโลก ทั้งบ้านพัก ห้องพัก ปราสาท หรือแม้กระทั่งบ้านบนต้นไม้ โดย Airbnb พยายามผลักดันตัวเองให้ไกลว่าธุรกิจแชร์ที่พักแรม โดยในปี 2016 ได้เริ่มโครงการ Samara สตูดิโอออกแบบสถานที่และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้บริษัท

ล่าสุดโครงการ Samara เตรียมเปิดตัว Backyard ทำนวัตกรรมใหม่ด้านที่อยู่อาศัยที่เป็นการสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ และแบ่งปันกันได้ Joe Gebbia ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb ไม่ได้บอกตรงๆ ว่าจะสร้างเพื่อขายหรือไม่ แต่มีแผนจะทดลองโครงการ Backyard ในปี 2019

No Description

Gebbia พูดถึงที่มาของโครงการ Backyard ว่ามาจากคำถามที่ว่า บ้านที่ออกแบบและสร้างขึ้นมาเพื่อแบ่งปันควรจะมีหน้าตาอย่างไร หลังจากนั้นก็มีคำถามตามมาเรื่อยๆว่า ที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ต่างกันของคนเข้าพักที่มีจำนวนมากนั้นเป็นอย่างไร และควรมีหน้าตาอย่างไรเพื่อให้ใช้งานได้ในระยะยาว Gebbia ยังบอกกับเว็บไซต์ Fast Company ว่าในอาคารสำเร็จรูปอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Backyard อและยังอาจสำรวจและลองดูพวกบ้านเดี่ยวด้วย

Airbnb ยังเทียบตัวเลขจากองค์การสหประชาชาติด้วยว่าในทั่วโลกจะมีการสร้างอาคารใหม่ถึง 2,500 ล้านล้านตารางฟุตภายในปี 2060 เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียวมีการเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่โดยเฉลี่ย 3,300 หลังในทุกวัน ซึ่งนี่เป็นมากกว่าโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นความรับผิดชอบของบริษัทที่จะช่วยลดปริมาณสิ่งก่อสร้างที่ล้าสมัยและลดปริมาณของเสียที่เกิดจากการก่อสร้าง เพื่อตอบโจทย์อนาคต การสร้างบ้านต้องมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ที่มา – Samara, Fast Company

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106735

โรงแรมเครือ Starwood ถูกแฮกตั้งแต่ปี 2014 ข้อมูลผู้พัก 327 ล้านคนรั่วไหล

Marriott International ประกาศว่าโรงแรมเครือ Starwood ถูกเข้าถึงฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2014 โดยพบการบุกรุกฐานข้อมูลในวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นเมื่อสอบสวน จึงพบว่ามีการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นนี้มาตั้งแต่ปี 2014 จนถึงวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

ข้อมูลทั้งหมด 500 ล้านชุดยังไม่ยืนยันว่ามีข้อมูลซ้ำกันจำนวนเท่าใด แต่ในกลุ่มที่ร้ายแรงที่สุด 327 ล้านราย ข้อมูลที่หลุดออกไปได้แก่ ชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, อีเมล, หมายเลขหนังสือเดินทาง, ข้อมูลสมาชิก Starwood Preferred Guest (SPG), วันเกิด, วันที่เข้าพัก, วันที่จองห้อง, ช่องทางติดต่อ นอกจากนี้ข้อมูลบางส่วนยังมีหมายเลขบัตรเครดิตและวันหมดอายุบัตรเครดิต แต่ตัวเลขบัตรเครดิตนั้นเข้ารหัสไว้แล้ว อีกสองชั้น อย่างไรก็ตาม ทาง Marriott ยังไม่ยืนยันว่าแฮกเกอร์ถอดรหัสเลขบัตรได้หรือไม่

ส่วนข้อมูลที่เหลือมีเพียงชื่อ, บางส่วนมีอีเมล, หรือข้อมูลอื่น

ทาง Marriott กำลังแจ้งลูกค้าทางอีเมลรายคน, เปิดคอลเซ็นเตอร์สอบถามปัญหา, และเปิดให้บริการ WebWatcher ตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลว่าหลุดออกสู่เว็บหรือไม่เป็นเวลาหนึ่งปี

เรียงลำดับเรื่องราวดังนี้

  • ปี 2014 แฮกเกอร์เข้าถึงฐานข้อมูล Starwood ได้
  • 8 กันยายน 2018 เจ้าหน้าที่พบการบุกรุก
  • 10 กันยายน 2018 หยุดการบุกรุกได้
  • 19 พฤศจิกายน 2018 ผู้สอบสวนยืนยันว่ามีการบุกรุกจริง ย้อนไปได้ถึงปี 2014
  • 30 พฤศจิกายน 2018 ทาง Starwood/Marriott แจ้งลูกค้า

โรงแรมเครือ Starwood มีถึง 1 แบรนด์ ได้แก่ Westin, Sheraton, The Luxury Collection, Four Points by Sheraton, W Hotels, St. Regis, Le Méridien, Aloft, Element, Tribute Portfolio, และ Design Hotels จากนั้น Marriott International ได้เข้าซื้อทั้งเครือด้วยมูลค่า 13,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2015

ที่มา – Marriott

No Description

ภาพโรงแรม Luxury Collection Resort โดย costanavarino

from:https://www.blognone.com/node/106734