Windows Defender เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยฟีเจอร์ Sandbox

รู้ไหมว่าตอนนี้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรีที่มากับวินโดวส์อย่าง Windows Defender ถือเป็นแอนตี้ไวรัสตัวแรกๆ ที่สามารถทำฟีเจอร์ Sandbox ได้แล้ว ช่วยป้องกันวายร้ายที่จ้องจู่โจมโปรแกรมป้องกันอันตรายบนเครื่องเหยื่อก่อนโดยเฉพาะ

Sandbox เป็นฟีเจอร์ที่ใช้กักบริเวณ หรือล้อมคอกให้แอพพลิเคชั่นที่ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย แยกออกจากพื้นที่ส่วนอื่นที่ได้รับอิทธิพลจากภายนอกอย่างระบบปฏิบัติการหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ดังนั้นถ้าแอพในแซนด์บ็อกซ์โดนติดเชื้อ ก็จะไม่โดนแอพหรือโอเอสข้างนอกด้วย

ทูลแอนติไวรัสและแอนติมัลแวร์ทั้งหลายมักตกเป็นเป้าหมายแรกๆ ของอาชญากรไซเบอร์ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงระบบของโปรแกรมเหล่านี้ที่มีอำนาจเข้าถึงทุกซอกทุกมุมในระบบเพื่อสแกนหาไวรัส เมื่อสามารถเข้าครอบงำโปรแกรมพวกนี้ได้ก็เรียกว่าแทบจะหมดหวังเลยทีเดียว จะกดเปิดแอนตี้ไวรัสมาสแกนปุ๊บไวรัสก็เสกให้โปรแกรมปิดตัวเองปั๊บ

ขนาดนักวิจัยของ Google Project Zero ยังออกมาทวีตว่าความเคลื่อนไหวในการเพิ่มฟีเจอร์รันในแซนด์บ็อกซ์ครั้งนี้ของไมโครซอฟท์ เป็นการปฏิวัติวงการแอนตี้ไวรัสทั่วโลกเลยทีเดียว สำหรับวิธีสั่งเปิดฟีเจอร์นี้บนวินโดวส์ 10 (ซึ่งไม่ได้เปิดทำงานโดยดีฟอลต์) ให้เปิด Command Prompt ในฐานะแอดมิน (คลิกขวาเวลาเสิร์ชหา CMD แล้วเลือก Run as administrator) แล้วพิมพ์ “setx /M MP_FORCE_USE_SANDBOX 1” จากนั้นจึงรีสตาร์ทเครื่อง

ที่มา : Hackernews

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-defender-antivirus-sandbox/

VMware vSphere Platinum เข้าสู่สถานะ GA พร้อมประกาศลดราคาอัปเกรด vSphere 50%

VMware ได้ออกมาประกาศการเข้าสู่สถานะ Generally Available (GA) ให้กับ VMware vSphere Platinum ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์การใช้งานระดับใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาในปีนี้

 

Credit: VMware

 

VMware vSphere Platinum นี้นอกจากจะมีความสามารถด้าน Virtualization อย่างครบครันแล้ว ก็ยังมีการผสาน VMware AppDefense เข้าไปด้วยเพื่อนำเทคโนโลยี Machine Learning มาทำการเรียนรู้พฤติกรรมของ Application และช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับ VM และ Application ต่างๆ ได้มากขึ้น ด้วยการช่วยให้สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้รวดเร็วและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ส่วนรายละเอียดฉบับเต็มเกี่ยวกับ VMware vSphere Platinum สามารถศึกษาได้ที่ https://blogs.vmware.com/vsphere/2018/08/introducing-vsphere-platinum-and-vsphere-6-7-update-1.html และ https://www.vmware.com/content/dam/digitalmarketing/vmware/en/pdf/vsphere/vmw-vsphere-platinum-solution-brief.pdf ครับ

ทั้งนี้ใน Blog ของ VMware เองก็มีการพูดถึงโปรโมชันลดราคา 50% สำหรับการอัปเกรดจาก vSphere, vSphere with Operations Management Enterprise, Enterprise Plus ไปยัง vSphere Platinum ด้วยที่ https://www.vmware.com/promotions/2018-vsphere-platinum-and-vrealize-operations-upgrade.html ซึ่งหากผู้ใดสนใจก็ลองสอบถามไปที่ VMware Thailand ได้โดยตรงเลยครับว่าเงื่อนไขในไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

ที่มา: https://blogs.vmware.com/vsphere/2018/10/announcing-general-availability-of-vmware-vsphere-platinum.html

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-vsphere-platinum-is-now-ga/

Waymo ได้รับอนุญาตให้ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับแบบไม่ต้องมีคนนั่งหลังพวงมาลัยในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว

Waymo บริษัทพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของ Alphabet ประกาศว่าตอนนี้ทางบริษัทได้รับอนุญาตให้ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับแบบไม่ต้องมีคนอยู่หลังพวงมาลัยบนถนนสาธารณะภายในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว ถือเป็นบริษัทแรกที่ได้รับอนุญาตในการทดสอบลักษณะนี้ภายในรัฐ

รถยนต์ไร้คนขับของ Waymo จะทดสอบเฉพาะบนพื้นที่ที่ระบุไว้บนแผนที่เท่านั้น (แผนที่ดูได้ท้ายข่าว) ซึ่งจะอยู่ในโซน Mountain View, Sunnyvale, Los Altos, Los Altos Hills และ Palo Alto ซึ่งเป็นโซนที่ Google รู้จักเป็นอย่างดีและสำนักงานใหญ่ของ Alphabet, Google และ Waymo ก็ตั้งอยู่ที่นั่นด้วย ซึ่ง Waymo จะค่อย ๆ ขยายขอบเขตการทดสอบออกไปเมื่อมั่นใจและมีประสบการณ์เพียงพอ

Waymo ได้รับอนุญาตในการทดสอบบนถนนในเมือง, ถนนนอกเมือง และทางหลวง โดยจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถทดสอบได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยรถยนต์ของ ​Waymo สามารถควบคุมสถานการณ์ภายใต้หมอกและฝนเบา ๆ ได้

ส่วนในด้านความปลอดภัย Waymo ระบุว่าหากรถยนต์พบกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ ตัวรถจะทำเหมือนกับที่คนขับรถดี ๆ ทำกัน คือหยุดอย่างปลอดภัยจนกว่าจะเข้าใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป ซึ่ง Waymo จะมีหน่วยสนับสนุนที่คอยช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วย

ตอนนี้คนที่จะมาเป็นผู้โดยสารบนรถของ Waymo จะยังคงเป็นสมาชิกทีม Waymo อยู่ แต่ในอนาคต Waymo ก็จะเปิดโอกาสให้คนอื่นร่วมทดสอบผ่านโครงการ early rider ด้วย

ที่มา – Waymo

No Description
ภาพจาก Waymo

No Description
ภาพจาก Waymo

from:https://www.blognone.com/node/106175

TechTalk Webinar: แนวทางในการกู้คืนจากความหายนะ องค์กรของคุณเตรียมพร้อมหรือยัง? โดย Veeam

Veeam ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Network Engineer, System Engineer, IT Admin และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบ Data Center และ Cloud ภายในองค์กรทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “แนวทางในการกู้คืนจากความหายนะ องค์กรของคุณเตรียมพร้อมหรือยัง? โดย Veeam” เพื่อรู้จักกับเทคโนโลยีต่างๆ ในการกู้คืนข้อมูลและระบบเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ในวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: แนวทางในการกู้คืนจากความหายนะ องค์กรของคุณเตรียมพร้อมหรือยัง? โดย Veeam
ผู้บรรยาย: Tanawit Chansuchai, Systems Engineer, Veeam
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

เมื่อ Data Center กำลังเติบโตไปสู่การเป็น Multi-Cloud การจัดเก็บ, ปกป้อง และกู้คืนข้อมูลเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นความท้าทายที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าร่วมใน Webinar ครั้งนี้เพื่อเรียนรู้ว่า Veeam Hyper-Availability Platform จะช่วยคุณให้สามารถตอบโจทย์ด้าน Recovery Time Objective (RTO), Recovery Point Objective (RPO), Data Retention และการทำ Compliance ได้อย่างไรบ้าง

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_TcKqwoy6QJSIhbVdlKLONA โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 100 ท่านในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2018 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-data-recovery-guide-by-veeam/

Nubia X เปิดตัวแล้ว!! ดีไซน์ไร้ขอบ มาพร้อม 2 หน้าจอ กล้องคู่ 16+24 ล้านพิกเซล ใช้ชิป Snapdragon 845 เริ่นต้นราว 15,700 บาท

Nubia เปิดตัวพรีเมี่ยมสมาร์ทโฟน Nubia X อย่างทางการ มากับดีไซน์ไร้กรอบ ไร้รอยบาก และไม่จำเป็นต้องใช้กลไกสไลด์เพื่อซ่อนกล้องเซลฟี่ เพราะมีจอแสดงผลมาให้ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง นั่นหมายถึง กล้องคู่หลังจะทำหน้าที่เป็นทั้งกล้องตัวหลัก และกล้องเซลฟี่

จอแสดงผลหลัก มีความละเอียด 1080 x 2280 พิกเซล ขนาด 6.26 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19:9 จอแสดงผลรองที่อยู่ด้านหลัง มีความละเอียด 720 x 1520 พิกเซล ขนาด 5.1 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19:9 สามารถใช้งานได้เหมือนหน้าจอหลัก ช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ และสามารถใช้งานเป็นปุ่มควบคุมเกม ทำงานเสริมกับจอแสดงผลหลักได้อีกด้วย

Nubia X ทำงานบนพื้นฐาน Android 8.1 Oreo สวมทับด้วย nubia UI 6.0.2 ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 พร้อมจีพียู Adreno 630 ความจำ RAM 6GB หรือ 8GB จับคู่กับ ROM 64GB, 128GB, 256GB กล้องคู่ 16 + 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 + f/1.7 ระบบโฟกัส PDAF โหมดถ่ายวีดีโอ Slo-mo 240 เฟรมต่อวินาที ความจุแบตเตอรี่ 3800mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

Nubia X จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป โดยมีให้เลือก 3 เวอร์ชั่น

  • RAM 6GB กับ ROM 64GB ราคา 3,299 – 3,399 หยวน หรือราว 15,700 – 16,150 บาท
  • RAM 8GB กับ ROM 128GB ราคา 3,699 – 3,799 หยวน หรือราว 17,570 – 18,050 บาท
  • RAM 8GB กับ ROM 256GB ราคา 4,199 – 4,299 หยวน หรือราว 19,950 – 20,420 บาท

สำหรับราคาในแต่ละเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน 100 หยวน ขึ้นอยู่กับสีสันที่เลือก ซึ่ง Nubia X ผลิตออกมาทั้งหมด 4 สี

ที่มา – Nubia

from:http://www.flashfly.net/wp/233137

Google ออก reCAPTCHA เวอร์ชัน 3 เน้นให้ข้อมูลผู้ดูแลเว็บตัดสินใจว่าเมื่อไรควรเปิด CAPTCHA

Google เปิดตัว reCAPTCHA ระบบพิสูจน์ความเป็นมนุษย์เพื่อป้องกันบอทเวอร์ชัน 3 โดยเวอร์ชันนี้จะเน้นให้ข้อมูลการเข้าเว็บกับผู้ดูแลเว็บมากขึ้น รวมถึงให้ผู้ดูแลเว็บเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าเมื่อไรควรแสดง CAPTCHA เพื่อพิสูจน์ความเป็นมนุษย์

Google ระบุว่า ตั้งแต่ reCAPTCHA เวอร์ชัน 1 ผู้ใช้จะต้องอ่านข้อความบิด ๆ เบี้ยว ๆ และกรอกข้อความเหล่านั้นลงกล่องให้ถูกต้อง พอมาเวอร์ชัน 2 ก็เริ่มใช้สัญญาณอื่นเข้ามาร่วมพิจารณาการเป็นบอทหรือมนุษย์ด้วย จึงทำให้ผู้ใช้ครึ่งหนึ่งสามารถคลิกครั้งเดียวเพื่อข้าม reCAPTCHA ได้เลย และในเวอร์ชันที่ 3 นี้ Google จะเปลี่ยนใหม่โดยใช้คะแนนเพื่อระบุพฤติกรรมที่น่าสงสัย ทำให้ reCAPTCHA ไม่ต้องรบกวนผู้ใช้บ่อย ๆ อีกต่อไป

สำหรับ reCAPTCHA เวอร์ชันนี้ Google จะใช้คอนเซปต์ที่ชื่อว่า Action เป็นแท็กที่ใช้เพื่อเป็นตัวนำไปยังขั้นตอนถัดไป และใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงตามบริบทได้ด้วย โดย reCAPTCHA เวอร์ชันนี้ทำงานประสานกันข้ามหน้าเว็บได้ จึงทำให้การวิเคราะห์หลักษณะความเสี่ยงทำได้แม่นยำขึ้น แตกต่างจากสองเวอร์ชันก่อนหน้าที่ทำงานแยกกันแต่ละหน้าเว็บ และสรุปคะแนนออกมาให้เห็นสถานะของการกระทำ 10 อย่างที่มากที่สุดบนเว็บไซต์ เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลเว็บมองเห็นภาพง่ายขึ้นว่าหน้าไหนเป็นเป้าหมายของบอทและมีทราฟฟิกที่น่าสงสัยบนหน้าเว็บไหม

Google ระบุว่า คอนเซปต์ใหม่นี้แตกต่างกับ reCAPTCHA เวอร์ชันก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เพราะจากเดิม ระบบจะเป็นคนตัดสินว่าเมื่อไรจะแสดง CAPTCHA ให้ผู้ใช้พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ ในขณะที่เวอร์ชัน 3 จะให้ข้อมูลกับผู้ดูแลเว็บ พร้อมให้อำนาจตัดสินใจตั้ง threshold ได้ว่าเมื่อไรจึงควรพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ หรืออาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อตัดสินใจเปิดฟีเจอร์ยืนยันตัวตนเพิ่มเติม, รวมข้อมูลจาก reCAPTCHA เข้ากับข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้ดูแลเว็บเก็บเอง หรือจะนำไปใช้เทรน machine learning เพื่อต่อสู้กับการคุกคามเว็บไซต์ก็ได้

ตัว reCAPTCHA v3 นั้นไม่ได้รบกวนผู้ใช้ ซึ่งทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถวาง reCAPTCHA ไว้บนหน้าเว็บได้หลาย ๆ หน้าโดยไม่กระทบกับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้จริง ผู้ที่สนใจ reCAPTCHA v3 สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก Google Developers

ที่มา – Google Webmaster Central Blog

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106174

สำรวจ JD Central รุ่ง หรือ ร่วง หลังเปิดตัวมากว่า 3 เดือน

เป็นเว็บ e-Commerce น้องใหม่ที่ได้รับการจับตามองอยู่ไม่น้อยสำหรับ JD Central จากความร่วมมือระหว่างยักษ์ใหญ่จากจีน JD.com และธุรกิจค้าปลีกของไทย Central Group ที่จนถึงตอนนี้ ต้องบอกว่ายังอาจไม่มีอะไรหวือหวามาให้เห็นชัดเจนนัก

ในตลาดไทยปัจจุบัน ที่มี Lazada โดย Alibaba Group และ Shopee โดย SEA Group หรือ Garena เดิม เป็นผู้เล่นรายหลักที่แข่งขันกันอย่างหนักหน่วงในการให้บริการ e-Commerce ขณะที่ Central เอง พยายามจะเข้าตลาด e-Commerce มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ดูจะล้มเหลวและหาช่องทางที่ถูกต้องไม่เจอ

แล้ว JD Central จะเป็นอย่างไร

สำรวจความเป็นไป 3 เดือนของ JD Central

สำหรับ JD.com ในประเทศจีน เป็นเว็บ e-Commerce ที่เน้นขายสินค้าแบรนด์เป็นหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ถ้าอยากได้ของมียี่ห้อ มั่นใจได้ ต้องไปที่ JD.com เมื่อมาที่ประเทศไทย ทั้ง Lazada และ Shopee เตรียมรับมือไว้เรียบร้อย โดยการดึงหลายๆ แบรนด์เปิดเป็น Official Store ไว้แล้ว แล้ว JD Central จะทำอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

หลังจาก JD Central เปิดให้บริการมาประมาณ 3 เดือน ทาง iPrice แหล่งช้อปปิ้งเปรียบเทียบราคาออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หยิบยกเอา Map of eCommerce ที่ทำการอัพเดตข้อมูลสงครามอีคอมเมิร์ซในแต่ละไตรมาสมาศึกษาเปรียบเทียบ ทำให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ JD Central ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • การมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์โดยเฉลี่ยในไตรมาสที่ 3 กว่า 2,700,000 คน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเกือบ 34 เท่าตัว หรือกว่า 3200% นับจากการเปิดตัว (จาก 80,000 มาเป็น 2,700,000 คน) ดูเหมือนทาง JD Central จะทำการโปรโมทอย่างหนักตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงปัจุบัน โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงถึง 3,700,000 คน ถือเป็นจำนวนที่น่าลุ้นว่าในไตรมาสถัดไปจะเพิ่ม-ลด มากน้อยเพียงใด ซึ่งการเพิ่มจำนวนผู้เข้าสินค้าอย่างน่าตกใจนี้ทำให้ JD Central ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 6 จากเดิมอยู่อันดับที่ 37 ใน Map of eCommerce ของ iPrice

  • แอพฯ JD Central ขยับอันดับขึ้นมาถึง 2-3 ช่วงตัว จากช่วงเปิดตัวอยู่อันดับที่ 16 ของ AppStore และอันดับที่ 14 ของ PlayStore ในไตรมาส 3 ขยับมาอยู่อันดับที่ 7 ของ AppStore และอันดับที่ 4 ของ PlayStore จากการจัดอันดับร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของไทยที่เก็บข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 (Map of eCommerce)
  • จำนวนผู้ติดตามบนโซเชียลเริ่มขยับ ในไตรมาส 3 มีผู้ติตดามผ่าน LINE กว่า 3 ล้านคน พอคาดเดาได้ว่า JD Central จะใช้ช่องทาง LINE ในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย จึงเน้นเพิ่มยอดผู้ติดตาม ขณะที่ช่องทาง Instagram และ Facebook แม้จะยังไม่สูงมาก แต่เชื่อว่าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นตามมา

  • มีการรับพนักงานมากขึ้น อ้างอิงข้อมูลจาก Linkedin สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คทางด้านอาชีพการงานที่ใหญ่ที่สุด ซึ่ง JD Central ปัจจุบันมีจำนวนพนักงานที่ลงประวัติการทำงานในบริษัทจากเดิม 79 คน ในไตรมาส 2 ขยับขึ้นมาเป็น 107 คนในไตรมาส 3 และเชื่อว่ายังมีกลุ่มพนักงานที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีกไม่น้อย น่าจะมีพนักงานเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แน่นอน

สรุป

JD Central มาทีหลังสุด ใน 3 คู่แข่งหลักในไทย และอยู่ในช่วงสร้างฐานลูกค้า จึงไม่แปลกใจที่จะยังไม่เห็นยอดธุรกรรมการซื้อขาย หรืออาจจะมีเสียงบ่นเรื่องระบบ Fulfillment อยู่บ้าง แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าคิดจะแข่งขันในตลาดนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก iPrice

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-central-after-3-months-launch/

Summoner’s Greed เกมแนว TD สร้างป้อมป้องกันสมบัติ (เกมแนะนำโดย App Store)

Game Summoners Greed Cover

หากใครที่ชื่นชอบเกมแนว Idle TD เล่นง่าย สร้างป้อมด้วยตัวละครน่ารักมากมายแล้ว เกม Summoner’s Greed จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน เพราะนี่คือเกม TD แสนน่ารัก ที่ถูกแนะนำจาก App Store ถึง 47 ครั้ง

Summoner’s Greed: Idle RPG TD

เกมแนว Tower Defense (TD) สร้างป้อมสัตว์ประหลาดเพื่อป้องกันสมบัติ ที่คุณจะต้องกลายมาเป็นตัวร้ายอย่าง “ซัมมอนเนอร์” ผู้ทรงพลังที่แอบไปขโมยหีบสมบัติจากพระราชามา และแล้วพระราชาก็ได้ส่งทหารและฮีโร่ออกมาที่ระลอก (Wave) เพื่อมาเอาหีบสมบัติคืนให้จงได้ !! ถึงเวลาที่จะเตรียมการป้องกันของคุณให้พร้อมแล้ว

ดีกรีแอปแนะนำจาก App Store ถึง 47 ครั้ง

โดยเกม Summoner’s Greed จะให้คุณได้สร้างป้อมสัตว์ประหลาดน่ารักที่มีให้สะสมมากมาย แถมแต่ละตัวก็จะมีความสามารถและจุดเด่นเฉพาะของตัวเองอีกด้วย แต่ความสนุกมันไม่ได้มีแค่สร้างป้อมเพียงอย่างเดียว เพราะในเกมยังให้คุณสามารถใช้เวทมนตร์เพื่อโจมตี ป้องกัน หรือสนับสนุนสัตว์ประหลาดของคุณได้อีกด้วย

Game Summoners Greed Content1

Game Summoners Greed Content2

คุณสมบัติเกม Summoner’s Greed

  • ภาพเกมแนวการ์ตูนน่ารัก สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
  • สัตว์ประหลาดมากมาย ให้เรียกมาช่วยในการป้องกันสมบัติ
  • สัตว์ประหลาดแต่ละตัว มีพลังเฉพาะตัวและพลังเสริมที่แตกต่างกัน
  • อัปเกรดป้อมสัตว์ประหลาดของคุณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้
  • รวบรวมสัตว์ประหลาดหลายระดับ ได้แก่ ระดับทั่วไป ระดับหายาก ระดับชั้นเลิศ และระดับตำนาน
  • เอาชนะฮีโร่ที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละตัวจะมีทักษะเฉพาะตัว
  • วางป้อมของคุณอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด
  • มีเวทมนตร์ช่วยเหลือ เพื่อใช้ทำลาย ใช้ป้องกัน หรือใช้สนับสนุนสัตว์ประหลาดของคุณ
  • มีการจัดอันดับแข่งกับเพื่อนผ่าน Leaderboard (เชื่อมต่อกับ Facebook)
  • สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เล่นแบบออฟไลน์ได้
  • เกมเล่นฟรี แต่อาจมีไอเทมบางอย่างที่สามารถซื้อด้วยเงินจริงได้

ดาวน์โหลดเกม Summoner’s Greed

เนื้อที่เกม: 239.4 MB รองรับ iOS 8.0 ขึ้นไป (ใช้ได้กับ iPhone และ iPad)
ดาวน์โหลดเกมได้ฟรีที่: Summoner’s Greed: Idle RPG TD on App Store

Game Summoners Greed Footer

from:https://www.iphonemod.net/summoners-greed-idle-rpg-td.html

รวมราคา Apple Watch Series 4 ทุกรุ่น ทางการในประเทศไทยเริ่มต้น 14,400 บาท เริ่มขาย 2 พ.ย. 61

ราคามาแล้ว!! สำหรับใครที่กำลังรอเป็นเจ้าของ Apple Watch Series 4 ที่กำลังจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของเรา ในวันที่ 2 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ล่าสุดได้มีความเคลื่อนไหวออกมาให้ได้เห็นกันอีกครั้ง กับการเปิดเผยราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการจากทาง Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยราคาดังกล่าวเผยให้เห็นว่ามี Apple Watch Series 4 นั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 14,400 บาท สำหรับรุ่น GPS ส่วนสำหรับรุ่น GPS + CELLULAR จะเริ่มต้นที่ 17,900 บาท รวมถึงรุ่นหน้าปัดและสายนาฬิกา Nike ก็มีราคาเริ่มต้นทั้งสองรุ่นเช่นกัน

และในครั้งนี้ยังมีความพิเศษของการวางจำหน่าย Apple Watch รุ่น HERMES ครั้งแรกในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งราคาเริ่มต้นนั้นจะอยู่ที่ 44,900 บาท ไปจนถึง 54,900 บาท

ใครที่สนใจอยากจับจองเป็นเจ้าของรุ่นไหน เตรียมตัวกันไว้ให้ดี ในวันที่ 2 พ.ย.นี้จะเป็นวันแรกของการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะสามารถเป็นเจ้าของได้จากทางร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Apple รวมไปถึง Apple Online Store และโอเปอร์เรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายอีกด้วย

from:http://www.flashfly.net/wp/233112

KBank ให้ฝากเงินที่ Family Mart ผ่าน CenPay ได้แล้ว

ประเด็นเรื่องการตั้ง “ตัวแทนธนาคาร”​ หรือ Banking Agent มีการพูดถึงมาตลอดทั้งปีนี้ โดยจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีตัวแทนธนาคารทำหน้าที่หลายๆ อย่างเหมือนที่ธนาคารทำได้ โดยไม่ต้องไปที่สาขา

ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย แต่งตั้ง เซ็นเพย์ (CenPay) ในเครือเซ็นทรัลเป็นตัวแทนธนาคาร (Banking Agent) รับฝากเงิน 24 ชั่วโมง ผ่านบริการ “เคแบงก์ เซอร์วิส” (KBank Service) ที่เคาน์เตอร์เซ็นเพย์ ในร้านสะดวกซื้อ Family Mart

อมร สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า KBank เปิดให้บริการ“เคแบงก์ เซอร์วิส” เพื่อ เปิดช่องทางบริการรูปแบบใหม่ๆ ให้ลูกค้าของธนาคารแบบเข้าถึงตัวลูกค้า ผ่านพันธมิตรซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคาร หรือแบงกิ้ง เอเย่นต์แล้วนั้น พบว่าลูกค้าให้การตอบรับบริการดังกล่าวค่อนข้างดี เนื่องจากบริการดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และยังช่วยให้ลูกค้าที่ยังต้องการทำธุรกรรมเงินสด ซึ่งยังคงกระจายอยู่ทั่วประเทศสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

KBank Service ที่ Family Mart ในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการรับฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยในสาขาร้านแฟมิลี่มาร์ทที่มีความพร้อมจำนวน 5 แห่ง โดยรับฝากเงินสูงสุด 2,500 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ และจะขยายสาขาให้บริการเพิ่มเติมในอนาคต

ทั้งนี้ เซ็นทรัลได้เริ่มพัฒนาธุรกิจ Payment Service ภายใต้บริการ “เซ็นเพย์” (CenPay) ในช่วงปลายปี 2557 ซึ่งเป็นบริการรับชำระบิลต่างๆ และบริการเติมเงินกว่า 200 รายการ และรองรับบริการใหม่ๆ ในเครือเซ็นทรัล โดยในปีนี้ เซ็นเพย์จะเปิดบริการรับฝากเงินนำร่องที่แฟมิลี่มาร์ทก่อน และจะขยายไปทั่วประเทศทุกสาขา ทุกกลุ่มธุรกิจของเครือเซ็นทรัลในปีหน้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-family-mart-cenpay/