Olixar เปิดตัวเคสสำหรับ Samsung Galaxy Note 8 พร้อมรับออเดอร์แล้ว

Olixar-Samsung-Galaxy-Note-8-Case

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ Olixar เพิ่งจะเปิดพรีออเดอร์เคส iPhone 8 ผ่านร้านค้า MobileFun ล่าสุด Olixar ก็ได้เปิดตัวเคสสำหรับ Samsung Galaxy Note 8 ตามออกมาด้วย โดยที่สมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้ ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างทางการจาก Apple และ Samsung แต่ก็เป็นอันเข้าใจว่า เรือธงทั้ง 2 รุ่นนี้ จะเปิดตัวอย่างแน่นอนในอีก 2 – 3 เดือนข้างหน้า

ไม่เพียงแค่เปิดรับออเดอร์เท่านั้น Olixar ยังแสดงรูปภาพสินค้าให้ชมอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการเปิดเผยดีไซน์ของ Samsung Galaxy Note 8 ถึงแม้จะเผยให้เห็นเพียงบางส่วน แต่ก็เป็นจุดที่น่าสนใจ ช่วยให้เราพอจะมองออกว่าแผงด้านหน้ามีส่วนคล้าย Galaxy S8 กล้องดิจิตอลด้านหลังเป็นแบบเลนส์คู่ และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือวางอยู่ใกล้กัน

คาดว่า Samsung Galaxy Note 8 จะมากับจอแสดงผล 2K Super AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 18.5:9 ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 หรือ Exynos 8895 ความจำ RAM 6GB กล้องดิจิตอลเลนส์คู่ 12 ล้านพิกเซล ชดเชยภาพสั่นไหวด้วย Optical Image Stabilization ความจุแบตเตอรี่ 3,300mAh และสนับสนุน DeX อุปกรณ์เสริมสำหรับเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ Desktop

64309

64308

64307

64306

64294

64292

64290

64291

ที่มา – MobileFun

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=186838

Apple ปล่อย macOS High Sierra เวอร์ชั่น Public Beta ออกมาให้อัพเดทแล้ว

macOS-High-Sierra

เจ้าของ Mac ที่ไม่ได้เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการ macOS High Sierra มาใช้งานได้แล้ว แต่เป็นเวอร์ชั่น Public Beta ซึ่งยังไม่มีความเสถียร สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรม Beta จะสามารถอัพเดทซอฟต์แวร์ได้จากกลไกของ Mac App Store

ส่วนใครที่ต้องการลงทะเบียนเพื่อทดสอบซอฟต์แวร์เวอร์ชั่น Beta ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ beta.apple.com หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย จะมีสิทธิ์เข้าถึงระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นทดสอบของ iOS, macOS และ tvOS

ก่อนอัพเดทมาใช้ macOS High Sierra เวอร์ชั่น Beta ควรทำการสำรองข้อมูลให้เรียบร้อย และควรจำไว้ด้วยว่าเวอร์ชั่น Beta ยังไม่มีความเสถียร ผู้ใช้งานจะพบกับข้อผิดพลาดและปัญหามากมาย ถ้าเป็นไปได้ ควรทดลองใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องสำรอง

macOS High Sierra มาพร้อมฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น Apple File System (APFS) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย และความเสถียรของข้อมูลที่ดียิ่งขึ้น, มาตรฐาน HEVC (H.265) ยกระดับคุณภาพการสตรีมและเล่นไฟล์วิดีโอ 4K ให้เหนือชั้น และยังทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง, Metal 2 มาพร้อม API ที่ดียิ่งขึ้นและประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าเดิม และรองรับการสร้างคอนเทนต์ VR เป็นครั้งแรก (อ่านคุณสมบัติเพิ่มเติมได้ที่นี่)

ทั้งนี้ macOS High Sierra เวอร์ชั่นสมบูรณ์จะปล่อยออกมาให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้อัพเดทในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ (เดือนกันยายน – พฤศจิกายน)

ที่มา – MacRumors

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=186835

AMD และ NVIDIA เล็งออกกราฟิกการ์ดเอาใจนักขุด Bitcoin สำหรับทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

graphic-card-for-Bitcoin-miner

นักขุด Bitcoin เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของกราฟิกการ์ดที่ดี โดยใช้จีพียูที่มีกำลังการประมวลผลเหมาะสำหรับการปั่นเงินดิจิตอล ให้ได้ผลเร็วกว่าการใช้ซีพียูเพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังไม่เหมาะสำหรับการใช้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ AMD และ NVIDIA เตรียมออกกราฟิกการ์ดที่พัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์นักขุด Bitcoinโดยเฉพาะ

CNBC รายงานว่า AMD จะเปิดตัว Mining RX 470 ส่วน NVIDIA จะเปิดตัว Mining P106 ซึ่งทั้งคู่ถูกปรับแต่งให้เหมาะสำหรับขุด Bitcoin โดยเฉพาะ ใช้พัดลม 2 ตัว ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำงานได้อย่างราบรื่น ป้องกันฝุ่นเกาะ และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในรุ่น Mining P106 สามารถทำงานได้เร็วขึ้น 36% เมื่อเทียบกับกราฟิกการ์ดที่ไม่ได้รับการปรับแต่ง

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่า AMD และ NVIDIA จะวางจำหน่ายกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ในช่วงเวลาใด

ที่มา – CNBC

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=186831

[PR] ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และบริษัทในเครือ คอนสแตนท์เอ็นเนอร์จี ตกลงซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพฯ – 27 มิถุนายน 2560 : โรงงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค บางปู ลงนามซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว กับ Constant Energy โดยพลังงานจะส่งตรงจากโรงจ่ายกระแสไฟจากโซลารูฟท็อปของ คอนสแตนท์เอ็นเนอร์จี ตรงถึงพื้นที่ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค

“เรารู้สึกยินดี ที่ได้เข้าร่วมในข้อตกลงระยะยาวกับคอนสแตนท์เอ็นเนอร์จี พร้อมกับมุ่งหวังที่จะปรับปรุงการดำเนินงานของโรงงานเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนผ่านโครงการในลักษณะเดียวกันนี้” มร.มาร์ค เพลิทิเยร์ ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย และลาว กล่าว

มร.แฟรงค์ คอนสแตนท์ ประธาน คอนสแตนท์ เอ็นเนอร์จี เผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ประสบการณ์ที่ดีแก่เราเป็นเวลายาวนานเกือบ 10 ปี นอกจากนี้เรายังรู้สึกตื่นเต้นที่จะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย เนื่องจากประวัติที่ผ่านมาภาคพลังงานเอกชนนั้นให้ทั้งความเสรี และความยืดหยุ่นในการดำเนินการ โดยกิจกรรมโครงการซื้อขายไฟฟ้าในระดับองค์กรนั้นให้เครดิตสูง ให้ความมั่นคงแก่ผู้รับซื้อ และมีแนวโน้มที่บริษัทฯ จะเพิ่มกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้นในอนาคต ซึ่งนับเป็นการส่งมอบไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบที่คาดการณ์ได้และรองรับการแข่งขันได้”

“ด้านการสร้างโรงงานโซล่าเซลล์ เราได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยจะให้ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าในราวเกือบ 1 เมกกะวัตต์ ซึ่งจะใช้อินเวอร์เตอร์ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค และจะช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนทั้งในส่วนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมบางปูได้มากถึง 900 ตันต่อปี เรามุ่งหวังที่จะเริ่มส่งมอบพลังงานสะอาดไปยังโรงงานชไนเดอร์ อิเล็คทริค บางปูภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2560” มร.คอนสแตนท์กล่าวทิ้งท้าย

###

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน โดยมีรายได้ประจำปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นมูลค่า 25 พันล้านยูโร บริษัทฯ มีพนักงาน 144,000 คน ไว้คอยให้บริการลูกค้าในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการพลังงาน และกระบวนการทำงานได้อย่างปลอดภัย มีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ นับตั้งแต่สวิตช์ไฟที่เรียบง่ายที่สุด ไปจนถึงระบบการทำงานที่ซับซ้อน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังเป็นเจ้าของเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และการบริการ ที่ช่วยให้ลูกค้ายกระดับประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ และการดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อของเรา จะช่วยปรับโฉมอุตสาหกรรม เปลี่ยนเมือง และช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเรียกสิ่งนี้ว่า “Life is On” www.schneider-electric.co.th/th

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-and-contant-energy-agree-with-long-term-electric-supply-contract/

ไม่ใช่แค่แอนตี้ไวรัส Windows Defender เพิ่มฟีเจอร์อีกเพียบใน Fall Creators Update

ไมโครซอฟท์ประกาศฟีเจอร์ความปลอดภัยให้ Windows 10 Fall Creators Update อีกหลายอย่าง (นอกเหนือจาก Protected Folder ป้องกัน ransomware) โดยส่วนใหญ่เป็นการนำมาจาก Windows Defender Advanced Threat Protection (ATP)

Windows Defender ATP เป็นบริการความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ที่รันอยู่บนคลาวด์ (เป็นบริการแบบคิดเงินสำหรับลูกค้าองค์กร) ที่ประกอบด้วยบริการย่อยหลายตัว เดิมที Windows Defender ATP แยกจาก Windows 10 อย่างชัดเจน แต่ไมโครซอฟท์จะเริ่มผนวกมันเข้ามาใน Fall Creators Update

ฟีเจอร์ทั้งหมดจะมีคำว่า Windows Defender นำหน้าในฐานะแบรนด์ด้านความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ นั่นแปลว่า Windows Defender ไม่ได้หมายถึงแอนตี้ไวรัสเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว

Windows Defender Exploit Guard

เดิมทีไมโครซอฟท์มีเครื่องมือบรรเทาการโจมตีผ่านช่องโหว่ของ Windows ชื่อว่า Enhanced Mitigation Experience Toolkit (EMET) ที่ใช้กันมาหลายยุคสมัย

EMET กำลังจะถูกยกเลิกไป และมันจะกลายมาเป็นฟีเจอร์หนึ่งของ Windows 10 ในชื่อว่า Windows Defender Exploit Guard

หน้าที่ของมันจะช่วยให้ช่องโหว่ที่ยังไม่ถูกแพตช์ มีความยากในการโจมตีมากขึ้น และไมโครซอฟท์ยังนำข้อมูลจาก Microsoft Intelligent Security Graph (ISG) ช่วยให้ตัว Exploit Guard ป้องกันการบุกรุกผ่านช่องโหว่แบบ zero day ได้ดีขึ้นด้วย

Windows Defender Application Guard

ฟีเจอร์นี้เคยประกาศไว้แล้วเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน มันคือการนำแอพพลิเคชันไปรันอยู่ใน VM อีกชั้น เพื่อลดผลกระทบในกรณีแอพพลิเคชันถูกเจาะ ความเสียหายก็ไม่สามารถออกมาสู่นอก VM ได้

แอพพลิเคชันที่เริ่มใช้ฟีเจอร์นี้แล้วคือ Microsoft Edge ในฐานะเบราว์เซอร์ แอพพลิเคชันที่มีโอกาสเจอมัลแวร์ได้มากที่สุด

Windows Defender Device Guard

เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยสร้าง whitelist ของแอพพลิเคชันที่รู้ว่าปลอดภัย และกำหนดให้อุปกรณ์แต่ละชิ้นรันได้เฉพาะแอพพลิเคชันเหล่านี้เท่านั้น

ความสะดวกของฟีเจอร์นี้คือ ไมโครซอฟท์จะช่วยสร้าง whitelist ให้เราโดยอิงจากฐานข้อมูลของไมโครซอฟท์เอง ช่วยให้การจัดการรายชื่อแอพทำได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องมานั่งกำหนดเองเสมอ

Windows Defender Antivirus

แอนตี้ไวรัสที่เรารู้จักกันดี จะถูกอัพเกรดความสามารถโดยดึงข้อมูลจากคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ที่เรียนรู้มัลแวร์ด้วย machine learning ส่งผลให้การวิเคราะห์มัลแวร์แม่นยำกว่าเดิม

ที่มา – Windows Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/93622

[PR] Ansible : วิสัยทัศน์ของเร้ดแฮท เพื่อช่วยลูกค้าให้เป็นองค์กรแบบอัตโนมัติ

เร้ดแฮทนำระบบอัตโนมัติ Ansible ไปใช้ในโซลูชั่นสำหรับการบริหารจัดการของเร้ดแฮท
และเปิดเผยแผนงานที่จะนำ Ansible ไปใช้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของเร้ดแฮท

กรุงเทพฯ ประเทศไทย: 27 มิถุนายน 2560: Red Hat (NYSE: RHT) ผู้ให้บริการโซลูชั่นโอเพนซอร์สระดับแนวหน้าของโลก เผยวิสัยทัศน์ด้านองค์กรอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย Ansible ซึ่งเป็นระบบไอทีอัตโนมัติแบบโอเพนซอร์สที่เรียบง่าย ทรงพลัง ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่ม

Ansible เป็นเทคโนโลยีโอเพนซอร์สแบบอัตโนมัติที่จะมาพลิกโฉมการบริหารจัดการไอทีทุกระดับ ทำงานง่ายในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า การใช้งาน และการทำความเข้าใจกับระบบ  การที่มีผู้ร่วมให้ข้อมูลมากกว่า 2,400 ราย และ 30,000 รายที่จะเข้าร่วมโครงการ Ansible โอเพนซอร์ส รวมถึงผู้ใช้งานที่อยู่ในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก จะทำให้ Ansible เป็นเทคโนโลยีระบบโอเพนซอร์สแบบอัตโนมัติที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก เร้ดแฮทซื้อกิจการ Ansible เมื่อปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการใช้งานและการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นที่เป็นคลาวด์และแอปพลิเคชั่นที่ใช้อยู่ในองค์กร บนสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ให้กับผู้ใช้งาน ช่วยให้องค์กรต่างๆ เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นองค์กรอัตโนมัติได้ด้วย Ansible

 

การปฏิวัติสู่องค์กรอัตโนมัติ

ระบบอัตโนมัติกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมทุกส่วน และนำนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นมาให้องค์กรธุรกิจและผู้บริโภคได้สัมผัส เช่น ระบบนำทางในรถยนต์ ระบบเซ็นเซอร์เส้นทางเดินเรือและระบบควบคุมต่างๆ เพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่างครอบคลุม ระบบอัตโนมัติแบบองค์รวมของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยตัวเอง ผู้ค้าปลีกต่างๆ กำลังเปลี่ยนไปใช้ศูนย์กระจายสินค้าระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านซัพพลายเชนที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคซ์สำหรับผู้บริโภคกำลังก้าวไกลจากแค่อุปกรณ์ที่เป็นชิ้นๆ แค่เป็นอุปกรณ์ให้แสงสว่าง ระบบเตือนต่างๆ และเครื่องควบคุมอุณหภูมิ ไปเป็นโซลูชั่นอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานทุกอย่างภายในบ้าน

ในขณะเดียวกันทุกอุตสาหกรรมมีแรงกดดันมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการสร้างและให้บริการนวัตกรรมให้เร็วขึ้น สถาปัตยกรรมไอทีกำลังเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดมาใช้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ระบบเก่าที่จำเป็นได้ด้วย บ่อยครั้งที่ระบบเก่าเหล่านี้ทำให้เกิดความซับซ้อนและมีระบบที่แตกต่างกันมากมายซึ่งอาจกระจายอยู่ทั้งบนไพรเวทคลาวด์ พับลิคคลาวด์ และระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ทั่วไป ความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมมัลติ-คลาวด์ที่ทันสมัยอาจติดขัด และการบริหารสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมจะไม่สามารถทำได้หากไม่มีระบบอัตโนมัติ  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการใช้ระบบอัตโนมัติในองค์กรอยู่แล้ว แต่ต่างคนต่างใช้ไม่มีความต่อเนื่องกัน ใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันเพื่อจัดการโดเมนแต่ละตัว ใช้ระบบอัตโนมัติหนึ่งๆ ในวงจำกัด และด้วยวิธีการใช้งานของทีมหลายทีม สิ่งเหล่านี้จะจำกัดศักยภาพและประโยชน์ของระบบอัตโนมัติอย่างมาก

การ์ทเนอร์ให้ข้อคิดเกี่ยวกับข้อบังคับสำหรับองค์กรต่างๆ ในการใช้ระบบอัตโนมัติว่า “การบริหารการเติบโตและลดค่าใช้จ่ายในเวลาเดียวกันเป็นสิ่งจำเป็นของการทำธุรกิจแบบดิจิทัล แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีและการดำเนินงาน (I&O) ที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น อย่างไรก็ตามระบบอัตโนมัติช่วยให้เป็นจริงได้ ด้วยประโยชน์ต่างๆ ที่น่าสนใจของระบบอัตโนมัติ เช่น สามารถตรวจสอบได้มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น และการคาดการณ์ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ลดค่าใช้จ่าย ลดความไม่แน่นอนและความเสี่ยงลงได้ เมื่อมีประโยชน์มากมายเช่นนี้แล้วทำไมองค์กรต่างๆ ยังใช้ระบบอัตโนมัติไม่มากนัก ปัจจุบันระบบอัตโนมัติได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการที่ลดขั้นตอนและลดกระบวนการทำงานที่ต่างคนต่างลงมือทำโดยไม่สัมพันธ์กันได้โดยอัตโนมัติ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพของการให้บริการ อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิธีการนี้จะสร้างผลประโยชน์มากขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการกับงานที่มีสเกลใหญ่หรือลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมากมายนัก”(1)

วิสัยทัศน์ของเร้ดแฮทในการใช้ระบบอัตโนมัติได้ทั่วทั้งองค์กร

เร้ดแฮทเชื่อว่าระบบอัตโนมัติเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยและก้าวสู่ระบบดิจิทัล และการจะทำเช่นนั้นได้บนสภาพแวดล้อมที่ไม่หยุดนิ่ง จำเป็นต้องใช้โซลูชั่นในการบริหารจัดการแบบใหม่ที่มีความเร็วมากขึ้น สเกลได้ตามต้องการ และทำงานอย่างเสถียรได้ทั่วทั้งสภาพแวดล้อมไอทีขององค์กร องค์กรทั่วโลกต่างใช้ Ansible เป็นมาตรฐานการทำงานแบบอัตโนมัติเพิ่มมากขึ้น เร้ดแฮทนำเสนอเทคโนโลยีอัตโนมัติเชิงกลยุทธ์แก่องค์กรต่างๆ ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ Ansible ไปใช้กับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นอื่นๆ ของเร้ดแฮท เช่น Red Hat Enterprise Linux, Red Hat OpenStack Platform, Red Hat OpenShift, Red Hat Storage และระบบบริหารจัดการต่างๆ ของ Ansible

เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง เร้ดแฮทได้ประกาศนวัตกรรมในกลุ่มโซลูชั่นบริหารจัดการของเร้ดแฮท ด้วยการผนวกรวมระบบอัตโนมัติต่างๆ ไว้ใน Ansible ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ เปลี่ยนแปลงการทำงานด้านไอทีของตนด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติเพียงหนึ่งระบบกับทุกส่วนขององค์กร ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่ด้านไอทีไม่ต้องคอยแก้ปัญหาต่างๆ และหันไปใช้เวลาของตนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร

  • การผนวกรวม Ansible ไว้ใน Red Hat Insights โดยอัตโนมัติทำให้เกิดการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และแพลตฟอร์มการทำงานที่ชาญฉลาด ช่วยให้เร้ดแฮทสามารถสร้าง Ansible Playbooks ได้แบบไดนามิก เพื่อใช้แก้ปัญหาความเสี่ยงด้าน

   ความปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างอัตโนมัติ 

  • Red Hat CloudForms รุ่นล่าสุดใช้ระบบอัตโนมัติ Ansible ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติระบบแรกของวงการ เพื่อบริหารจัดการมัลติ-คลาวด์ รองรับ Ansible Playbooks เพื่อให้ใช้งานบริการด้านไอที

ระหว่างคลาวด์ต่างๆ ได้ง่าย ช่วยให้ผู้ใช้กำหนดนโยบายและกระบวนการทำงานได้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องเขียนโค้ดหรือสคริปต์ใดๆ

เร้ดแฮทวางแผนที่จะนำ Ansible ไปใช้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นอื่นๆ ของเร้ดแฮทอีกมาก เพื่อช่วยให้ไอทีขององค์กรเป็นระบบอัตโนมัติและใช้งานง่ายในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ นอกจากนี้จะมีการอบรม Red Hat Training for Ansible รวมถึง Red Hat Certificate of Expertise in Ansible Automation ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก และมีผู้สนใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นแล้ว ปัจจุบันมีผู้ได้รับ Red Hat Certified Professionals in Ansible Automaion ในกว่า 40 ประเทศ ทั้งนี้ Red Hat Consulting กำลังทำงานกับลูกค้าเพื่อช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในการนำระบบอัตโนมัติ Ansible เพื่อสร้างระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่รวมศูนย์ให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการทำธุรกิจ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและราบรื่นให้กับการทำงานร่วมกันระหว่างทีมพัฒนาและทีมผู้ดูแลระบบ (DevOps)

คำกล่าวสนับสนุน

โจ ฟิทส์เจอร์รัลด์ รองประธานฝ่ายบริหาร เร้ดแฮท

“จากตัวชี้วัดจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า Ansible ได้เปลี่ยนแปลงระบบอัตโนมัติขนานใหญ่ และมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นมาตราฐานระบบอัตโนมัติให้กับไอทีขององค์กรมากมายได้อย่างรวดเร็ว มีองค์กรหลายแห่งที่ใช้เทคโนโลยี Ansible เป็นมาตรฐานให้กับระบบอัตโนมัติของตน และเราเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มของการก้าวเดินที่สำคัญ การที่เร้ดแฮทนำ Ansible ไปใช้กับระบบบริหารจัดการต่างๆ ของเร้ดแฮท และมุ่งมั่นที่จะขยายการใช้งานกับกลุ่มผลิตภัณฑ์/โซลูชั่นอื่นๆ ของเรดแฮทมากขึ้น จะทำให้เราช่วยให้การเกิดองค์กรอัตโนมัติเป็นจริงได้แบบไม่มีใครเหมือน ผ่านความสามารถในการจัดการกับระบบต่างๆ ที่ใช้ข้ามโดเมนและมีความซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีเดียว”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

ติดต่อกับเร้ดแฮท

### 

เกี่ยวกับเร้ดแฮท อิงค์

เร้ดแฮทคือผู้ให้บริการซอฟต์แวร์โซลูชั่นโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ที่ใช้วิธีการขับเคลื่อนจากชุมชนนักพัฒนา เพื่อ

นำเสนอเทคโนโลยีคลาวด์ ลินุกซ์ มิดเดิลแวร์ สตอเรจ และเวอร์ชวลไลเซชั่นที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพสูง และให้บริการการสนับสนุน การฝึกอบรม และให้คำปรึกษาที่ได้รับการยอมรับ เร้ดแฮทเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ

ของเครือข่ายทั่วโลกให้กับผู้ประกอบการ พันธมิตร และชุมชนโอเพ่นซอร์ส เร้ดแฮทจึงสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการ และเป็นระบบเปิดใช้งานได้อย่างอิสระเพื่อสร้างการเติบโตและเป็นการเตรียมลูกค้า

ให้พร้อมตอบรับกับไอทีในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.redhat.com

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-implements-ansible-with-solution/

Microsoft เสริมฟีเจอร์ AI-based Next-generation Antivirus ลงบน Windows 10

Microsoft ประกาศ เตรียมเสริมฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยบน Windows Defender โดยใช้ AI และ Machine Learning เข้ามาช่วยใน Windows 10 Creators Update (หรือที่รู้จักในนาม RedStone 3) ที่กำลังจะเปิดให้อัปเดตในช่วงเดือนประมาณเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคมนี้

ก่อนหน้านี้ Microsoft ได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่า จะมีการเพิ่มฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น EMET หรือ Enhanced Mitigation Experience Toolkit บน Kernel เพื่อป้องกันภัยคุกคามระดับสูง เช่น การโจมตีแบบ Zero-day และการยกเลิกการใช้ SMBv1 ที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ เพื่อป้องกันภัยคุกคามอย่าง WannaCry Ransomware

ล่าสุด Microsoft ได้ออกโพสต์บน Blog ว่า ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ Artificilal Intelligence (AI) ลงไปในระบบปฏิบัติการ Windows 10 เพื่อสร้าง Next-generation Antivirus โดยเรียกชื่อว่า Windows Defender Advanced Threat Protection (ATP) สำหรับตรวจจับมัลแวร์ตั้งแต่ช่วงเริ่มพบสัญญาณผิดปกติ โดยอาศัยการวิเคราะห์พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ผ่าน Machine Learning ซึ่งสนับสนุนโดยบริการบนระบบ Cloud ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Azure, Endpoint และ Office

เมื่อ Anti-malware Cloud Service ของ Microsoft ตรวจพบไฟล์ที่ต้องสงสัยว่าเป็นมัลแวร์ ระบบจะทำการสร้าง Signature ขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติ และระบบ AI จะทำการมองหามัลแวร์ที่หน้าตาเหมือนหรือคล้ายคลึงกันบนคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ บนระบบเครือข่ายเพื่อจัดการกับมัลแวร์ดังกล่าว ซึ่งการนำ AI เข้ามาสนับสนุนแบบนี้ช่วยลดภาระการทำงานของผู้ใช้และผู้ดูแลระบบ รวมไปถึงการลงแพทช์อัปเดต Signature ใหม่ๆ อีกด้วย ที่สำคัญคือสามารถหยุดยั้งการโจมตีได้ล่วงหน้า การที่มัลแวร์จะสร้างความเสียหายให้ระบบคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ Microsoft ยังมีการแชร์ Threat Intelligence ผ่านทางการทำ Machine Learning บน PC มากกว่า 400 ล้านเครื่องทั่วโลกที่รัน Windows 10 เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ Windows ทุกคนจะได้รับการปกป้องที่ดีที่สุด และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น WannaCry หรือ Petya Ransomware ได้อย่างทันท่วงที

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/06/windows10-artificial-intelligence-antivirus.html

from:https://www.techtalkthai.com/ai-based-next-generation-antivirus-in-windows-10/

iDevices รวมราคาเคลมนอกประกันทุกรุ่น ถึงสิบล้อทับก็ยังเคลมได้ !!!

Ipad Pro 10 5 Prices List Cover

Apple ไม่มีนโยบายซ่อมนอกประกัน หรือแกะเครื่องลูกค้าซ่อมเอง แต่เน้นเปลี่ยนเครื่องใหม่เลย เพื่อลดปัญหาความไม่ชำนาญของช่าง และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า (ถึงแม้ว่าระยะหลังจะมีผ่อนปรนมาบ้าง) แต่นั่นคือฝันร้ายของคนที่เครื่องเสียนอกประกัน เพราะแทบจะเหมือนต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องใหม่เลยทีเดียว และในวันนี้เราได้รวบรวมราคามาให้ทุกรุ่น

19437772 146241432611960 3891116033811657434 N

iDevices รวมราคาเคลมนอกประกันทุกรุ่น

คุณ Suntiwong Pitukkosol ได้สำรวจราคาจาก iCare, Paradise Park เกี่ยวกับราคาซ่อมเครื่องนอกประกัน (ประกันหมด/เครื่องเสียหายนอกประกัน) อาทิเช่น อุบัติเหตุ, ภัยธรรมชาติ, ฯลฯ พบว่ามีราคาดังนี้

iPhone

  • iPhone 5 ราคา 10,500 บาท
  • iPhone 5S/5C ราคา 11,500 บาท
  • iPhone 6 ราคา 13,500 บาท
  • iPhone 6 Plus ราคา 14,000 บาท
  • iPhone 6s ราคา 13,500 บาท
  • iPhone 6s Plus ราคา 15,000 บาท
  • iPhone 7 ราคา 14,500 บาท
  • iPhone 7 Plus ราคา 15,500 บาท
  • เปลี่ยนหน้าจอ iPhone 5/5S/6/6s/7 ราคา 5,000 บาท
  • เปลี่ยนหน้าจอ iPhone 6 Plus/6s Plus/7 Plus ราคา 5,500 บาท
  • เปลี่ยนแบตเตอรี่ ราคา 3,800 บาท

iPad

  • iPad 2 ราคา 8,800 บาท
  • iPad 3 ราคา 11,000 บาท
  • iPad 4 ราคา 12,000 บาท
  • iPad 5 ราคา 11,500 บาท
  • iPad Air ราคา 12,600 บาท
  • iPad Air 2 ราคา 14,900 บาท
  • iPad mini Wi-Fi ราคา 8,000 บาท
  • iPad mini Wi-Fi + Cellular ราคา 8,800 บาท
  • iPad mini 2 ราคา 9,000 บาท
  • iPad mini 3 ราคา 12,400 บาท
  • iPad mini 4 ราคา 13,000 บาท
  • iPad Pro 9.7″ ราคา 17,000 บาท
  • iPad Pro 10.5″ ราคา 19,900 บาท
  • iPad Pro 12.9″ ราคา 27,000 บาท
  • iPad Pro 12.9″ (GEN 2) ราคา 27,000 บาท.

Apple Watch

  • Watch Gen 1 / Sport ราคา 9,900 บาท
  • Watch Gen 1 / Stanless Steel ราคา 14,700 บาท
  • Watch Gen 2 / Sport ราคา 10,500 บาท
  • Watch Gen 2 / Stanless Steel ราคา 12,000 บาท

iPod

  • iPod Touch Gen 6 ราคา 5,900 บาท
  • iPod Nano Gen 7 ราคา 3,900 บาท

เท่าที่ผมได้สอบถามมากับพนักงานเบื้องต้น การเคลมแบบนี้เหมาะสำหรับใครที่เกิดอุบัติเหตุ หรือหมดสิ้นไร้หนทางที่จะซ่อม (เช่น สิบล้อทับละเอียด) หากสามารถรวบรวมเศษซากมาได้ ก็สามารถเคลมเครื่อใหม่ได้

ราคาดังกล่าวเป็นราคาซ่อมนอกประกัน และอาจได้เปลี่ยนเครื่องใหม่หรือเวียนซ่อม

แต่หากเป็นแค่อาการเล็กน้อยอย่างเครื่องบุบ หน้าจอแตก หรือแบตเตอรี่เสื่อม หากไม่ซีเรียสเรื่องซ่อมศูนย์มากนัก ดูเหมือนการไปหาอะไหล่ข้างนอกแล้วซ่อมเอาดูจะคุ้มค่ามากกว่า เพราะราคานี้ก็เกือบซื้อเครื่องใหม่ได้เลย

ที่มา – Suntiwong Pitukkosol

from:https://www.iphonemod.net/idevices-prices-list.html

ย้ายระบบขึ้น Microsoft Azure ไม่ยากอย่างที่คิด! Microsoft จับมือ Startup ไทย เปลี่ยนโค้ดมาใช้งานบน Azure แทน

ทาง Microsoft ได้เชิญทีมงาน TechTalkThai ไปร่วมรับฟังกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการย้ายระบบ GTaxi ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Smart Taxi ที่ใช้งาน Internet of Things (IoT) สำหรับใช้ติดตามและสื่อสารกับรถ Taxi เพื่อให้บริการข้อมูลแก่ผู้ขับขี่ และแจ้งรับผู้โดยสารได้อย่างง่ายดาย ขึ้นไปใช้ Microsoft Azure อย่างเต็มตัว เพื่อให้เข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องทำสำหรับองค์กรที่ต้องการย้ายระบบขึ้นไปยัง Cloud และข้อดีของการย้ายระบบขึ้นไปยังบริการ Cloud อย่าง Microsoft Azure ที่จะช่วยเปิดโอกาสความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ จึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

รู้จักระบบ Intelligence Transportation System รากฐานของ GTaxi โดย Transcode บริษัท Startup ไทยกันก่อน

Transcode เป็นธุรกิจ Startup สัญชาติไทยซึ่งเป็นหนึ่งใน ISV Partner ของ Microsoft ที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาระบบ Intelligent Transportation Services (ITS) โดยเฉพาะ และสามารถนำเสนอทั้งระบบ ITS, Logistics และ IoT Gateway ที่ตอบโจทย์ด้านการนำไปติดตั้งใช้งานบนยานพาหนะได้หลากหลายรูปแบบ โดย GTaxi ซึ่งเป็นระบบรถแท็กซี่อัจฉริยะ (Smart Taxi) ที่มีการใช้งานจริงแล้วในประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในผลงานของทีม Transcode ด้วยเช่นกัน

ระบบ GTaxi จาก Transcode

 

โจทย์ IoT ต้องตีด้วย Cloud

เดิมที่นั้นระบบ Application ของ Transcode ยังไม่ได้อยู่บน Microsoft Azure และยังคงออกแบบด้วยการใช้ Application Server เชื่อมต่อกับระบบ Database ที่ทำการติดตั้งบนระบบปฏิบัติการต่างๆ เอง ทำให้พบกับปัญหาว่าหากในอนาคตระบบมีการเพิ่มขยายจำนวนผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ IoT ต่างๆ นั้น ก็อาจเกิดปัญหาคอขวดภายในระบบได้ อีกทั้งหากมีการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปในระบบ ก็อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมภายในระบบครั้งใหญ่ ซึ่งก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในอนาคตได้

แน่นอนว่าภายในระบบที่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความสามารถใหม่ๆ, การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ใหม่ๆ รวมถึงยังมีการเพิ่มขยายเพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าแต่ละราย และการเปิดรับลูกค้ารายใหม่ๆ นั้น เทคโนโลยี Cloud ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมที่สุด และ Microsoft เองที่ต้องการช่วยให้เหล่าธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมขยายฐานลูกค้าไปทั่วประเทศไทยและทั่วโลก ก็ได้จับมือกับ Transcode เพื่อทำการทดลองการย้ายโค้ดของระบบทั้งหมดขึ้นไปยัง Microsoft Azure นั่นเอง

แนวคิดระบบ Smart Taxi จาก Transcode

 

Transcode ทดลองย้ายโค้ดขึ้น Microsoft Azure ด้วยเป้าหมาย รองรับผู้ใช้งานให้ได้ 200,000 รายพร้อมกัน

ภายในการทดลองนี้ ทาง Microsoft และ Transcode ได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะเพิ่มขยายระบบ จากเดิมที่ใช้งานเพื่อรองรับผู้ใช้งานได้ 500 คนหรือรถ Taxi 500 คัน ให้สามารถตอบโจทย์การรองรับผู้ใช้งานได้พร้อมกันถึง 200,000 คน พร้อมทั้งเพิ่มขยายระบบได้อย่างง่ายดายในอนาคต ทำให้การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบแบบเดิมๆ นั้นไม่ตอบโจทย์สำหรับ Transcode อีกต่อไป และก็เป็นการบ้านของ Microsoft ที่จะต้องนำเครื่องมือต่างๆ บน Cloud มาใช้เพื่อให้ระบบของ Transcode เพิ่มขยายได้นั่นเอง

 

รองรับการเติบโตในอนาคตได้ ทั้งการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ, การเชื่อมต่อระบบอื่นๆ และการรองรับจำนวนอุปกรณ์ IoT และผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น

System Diagram ของระบบ Transcoder GTaxi ที่ทดลองย้ายขึ้นมาบน Microsoft Azure

 

การทดลองครั้งนี้เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมของระบบเดิมค่อนข้างมาก โดยในภาพรวมของการทำงานของทั้งระบบนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ภายในแต่ละ Workflow ย่อยของการประมวลผลข้อมูล ได้มีการเปลี่ยนองค์ประกอบของระบบย่อยภายในเพื่อให้ระบบทั้งหมดของ Transcode สามารถปรับแต่ง, แก้ไข และเพิ่มขยายได้อย่างง่ายดายกว่าก่อนเป็นอย่างมาก

ในส่วนของการรับข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT นั้น ทาง Microsoft ได้เลือกที่จะนำเสนอ Azure IoT Hub เพื่อรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ทั้งหมดผ่านทาง MQTT ทำให้แทบไม่ต้องแก้ไขโค้ดใดๆ เลย อีกทั้งยังรองรับอุปกรณ์ IoT จำนวนหลายแสนหรือหลายล้านชิ้นได้ และส่งต่อข้อมูลไปยังระบบอื่นๆ ภายใน Microsoft Azure ได้อย่างง่ายดาย

ข้อมูลจาก Azure IoT Hub นี้ จะถูกส่งต่อไปยัง Azure Stream Analytics ซึ่งเป็นระบบ Real-time Analytics ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT และฐานข้อมูลที่หลากหลายรูปแบบมาทำการวิเคราะห์ผลร่วมกัน สำหรับใช้ควบคุม Business Logic ของ IoT Application โดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผลมีความเร็วสูง และยืดหยุ่นจากการนำข้อมูลหลายแหล่งมาวิเคราะห์ร่วมกัน

ถัดจากนั้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Azure Stream Analytics ก็จะถูกส่งต่อไปยัง Azure Event Hubs บริการ Telemetry Ingestion Service ที่รองรับข้อมูล Event ได้นับล้านรายการต่อวินาที และมีการใช้งาน Advanced Messege Queuing Protocol (AMQP) ภายใน สำหรับจัดเก็บข้อมูล Event และส่งต่อไปยัง Web Application ที่พัฒนาด้วย Node.js ได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบไฟล์ข้อมูลที่เป็น JSON ซึ่งก็แทบไม่ต้องมีการแก้ไขโค้ดอีกเลยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี การที่ Azure Stream Analytics จะสามารถวิเคราะห์ Event รูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาจากการรับข้อมูลจาก Azure IoT Hub ได้นั้น ก็จำเป็นต้องมีการเทียบข้อมูลกับระบบ Data Dictionary ที่ถูกจัดเก็บอยู่เป็นไฟล์ภายใน Azure Blob Storage ที่รองรับกาารจัดเก็บไฟล์ได้หลัก Exabyte และข้อมูลที่เป็น NoSQL Key-value Store ภายใน Azure Table Storage ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลได้หลัก Petabyte และแก้ไข Schema ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ข้อมูลในส่วน Data Dictionary นี้สามารถเพิ่มขยายได้อย่างไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป

สำหรับที่มาของข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายในระบบ Storage ทั้ง 2 นี้ ก็เกิดจากการอ่านข้อมูลใหม่ๆ ที่ถูกบันทึกลงไปใน Azure SQL Database ระบบฐานข้อมูล SQL ความทนทานสูงที่สามารถเพิ่มขยายความจุและประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง ที่ถูกแปลงรูปแบบโดยอัตโนมัติด้วย Data Factory ที่เป็นระบบ Data Pipeline สำหรับการเตรียมข้อมูลให้กลายเป็นรูปแบบที่ต้องการนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย เพื่อนำมาใช้เป็น Data Dictionary นั่นเอง และในอนาคต Data Factory เองนี้ก็จะยังช่วยแปลงข้อมูลให้เป็นรูปแบบต่างๆ ที่ต้องการเพิ่มเติมได้อย่างยืดหยุ่นอีกด้วย

ในมุมของการทำ Report นั้น ข้อมูลจาก DocumentDB (ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Azure Cosmos DB แทนแล้ว) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแบบ Multi-model ที่รองรับการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบด้วย API ที่รองรับทั้ง SQL, JavaScript, Gremlin, MongoDB, Azure Table Storage และอื่นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูลและนำมาใช้งานนี้ จะถูกเชื่อมต่อไปยัง Data Factory เพื่อแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของ SQL และบันทึกลงไปยัง Azure SQL Database เพื่อให้ Microsoft Power BI Embedded ระบบ Business Intelligence สามารถนำข้อมูลนี้ไปสร้างเป็นรายงานแบบ Interactive บน Web Application ได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นภาพรวมของระบบใหม่ที่ Transcode ได้ทำการออกแบบและทดลองพัฒนาขึ้นมาใช้งานได้จนสำเร็จ จะเห็นได้ว่าหลักๆ คือการเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีแบบเดิมๆ กลายมาเป็นเทคโนโลยีแบบ Cloud-native ที่รองรับ Workload ปริมาณมหาศาลและเพิ่มขยายได้ง่าย รวมถึงมี API หลากหลายให้ใช้งานได้อย่างสะดวก ทำให้ไม่ต้องแก้ไขโค้ดเดิมมากนัก ไปจนถึงการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ของ Microsoft ที่จะช่วยให้การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละส่วนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ดูแลรักษาง่าย และไม่ต้องพึ่งพา System Engineer มากนัก

 

เปลี่ยนสถาปัตยกรรมให้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ไม่ต้องแก้ไขโค้ดมากนัก ทำให้การย้ายขึ้น Microsoft Azure กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด

ในระหว่างการทดลองนั้น ประเด็นหนึ่งที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ บน Microsoft Azure ก็คือการที่จะต้องเลือก Component ต่างๆ ที่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง Source Code ของระบบมากนัก เพื่อให้ทดสอบแนวคิดได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อให้เกิดบั๊กใหม่ๆ ในระบบน้อยที่สุด แต่โจทย์ข้อนี้ก็ถือว่าไม่ยากมากนักเพราะ Component ต่างๆ ของ Microsoft นั้นมีความ Compatible กับโครงการ Open Source Software หลากหลายโครงการ เช่น Microsoft Azure SQL Database เองก็ Compatible กับ SQL Database ทั่วไปอยู่แล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงโค้ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถใช้งานได้, DocumentDB เองก็ Compatible กับ MongoDB ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโค้ดใดๆ เลยในการ Query ข้อมูล, Microsoft IoT Hub เองก็รองรับ MQTT ได้อยู่แล้ว ทำให้การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

ในเบื้องต้นทางทีมงาน Transcode ก็ได้เข้าร่วมการทำ Hackathon เพื่อเปลี่ยนแปลงโค้ดครั้งนี้ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยทีมงานใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้นในการย้ายระบบหลักๆ ขึ้นมาอยู่บน Microsoft Azure ได้สำเร็จ และกลับไทยมาเพื่อพัฒนาต่อให้การทดลองย้ายระบบขึ้น Microsoft Azure นี้ครอบคลุมในแทบทุกความสามารถ ทั้งนี้การที่ทีมงาน Transcode สามารถใช้เวลาเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำโครงการจนสำเร็จได้นี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการที่มีทีมงาน Microsoft ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี Microsoft Azure เป็นอย่างดีมาช่วยเลือกเทคโนโลยีส่วนประกอบต่างๆ และทำการช่วยออกแบบให้ ทำให้ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันและตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

กรณีนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเพราะการใช้ Cloud ให้มีประสิทธิภาพนั้น การเลือกเทคโนโลยีย่อยในระบบ Cloud มาทดแทนเทคโนโลยีแบบเดิมๆ ก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของระบบ Cloud เลยก็ว่าได้ ดังนั้นก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการใช้เทคโนโลยี Cloud ว่าควรมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ตนเองจะเลือกใช้ให้ดีๆ ก่อนนั่นเองครับ

 

ค่าใช้จ่ายด้าน Infrastructure ไม่เปลี่ยนแปลงนัก แต่ได้ความทนทานที่สูงขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาน้อยลง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากผลลัพธ์ของการทดลองครั้งนี้ ก็คือเรื่องราวในแง่มุมของค่าใช้จ่าย ที่หลายๆ คนมักจะเข้าใจว่าหากย้ายมาใช้ Cloud แล้วค่าใช้จ่ายจะถูกลงเสมอ แต่ในโครงการนี้ทาง Microsoft และ Transcode ก็ได้เห็นผลลัพธ์ทางด้านค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจและน่าพึงพอใจไม่น้อย

ประเด็นแรกคือการที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนระบบ Infrastructure นั้นไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จากระบบเดิมที่มีการใช้งาน Server และติดตั้งระบบต่างๆ ลงไปเอง ซึ่งเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว เมื่อนำมาหารเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้วก็ถือว่าพอๆ กับการเช่าใช้บริการจาก Microsoft Azure แต่บน Microsoft Azure นี้มีการทำระบบ Redundant ให้มีความทนทานสูง และรับประกัน Service Level Agreement (SLA) แบบชัดเจน ทำให้ถึงแม้ค่าใช้จ่ายทางตรงจะใกล้เคียงกัน แต่การใช้บริการ Cloud ก็คุ้มค่ากว่าในแง่ของการดูแล

ประเด็นถัดมานั้นก็คือการที่ Application ถูกเปลี่ยนสถาปัตยกรรมไปใช้เครื่องมือใหม่ๆ ของ Microsoft มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Azure SQL Database, DocumentDB, IoT Hub, Event Hub, Data Factory, PowerBI ทำให้การปรับแต่ง, เพิ่มขยาย และรองรับความสามารถใหม่ๆ นั้นแทบจะไม่ต้องพึ่งพาอาศัยทักษะทางด้าน System Engineering เลย ทำให้การพัฒนาความสามารถใหม่ๆ นั้นคล่องตัวมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่งผลให้ Software Development Life Cycle ในแต่ละรอบสั้นลงเป็นอย่างมาก

เรียกได้ว่าในการทดลองครั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในเชิง CapEx นั้นไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการทะยอยจ่ายรายเดือน ในขณะที่ OpEx นั้นถือว่าลดลงอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

 

รองรับการต่อยอดในอนาคตได้ด้วยการเชื่อมต่อกับ Microsoft Office 365 และ Microsoft Dynamics 365

ถือเป็นอีกจุดแข็งของ Microsoft Azure เลยก็ว่าได้ที่สามารถทำการเชื่อมต่อกับบริการของ Microsoft Office 365 ในฐานะของ User Interface ที่คนทั่วโลกต่างก็คุ้นชินกันอยู่แล้ว และ Microsoft Dynamics 365 ระบบ ERP ที่รองรับองค์กรได้ทุกขนาด ทำให้บริการต่างๆ ที่อยู่บน Microsoft Azure สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Business Application ที่มีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคนทั่วโลกนี้ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจจริงได้ด้วยความเป็นไปได้ที่กว้างขวางกว่าใคร

 

โครงลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก ไปศึกษากันได้ฟรีๆ ทันทีใน GitHub

สำหรับเหล่านักพัฒนาที่สนใจเทคโนโลยีในฝั่งของ IoT เป็นพิเศษ ทาง Microsoft เองก็ได้จัดทำโครงการการทดลองลักษณะนี้ขึ้นทั่วโลก และเปิดเผยรายละเอียดของโครงการรวมถึง Source Code เอาไว้ที่ https://microsoft.github.io/techcasestudies/ ให้เราได้เข้าไปศึกษากันฟรีๆ ด้วยครับ

 

ติดต่อกับทีมงาน Microsoft ในประเทศไทย เพื่อเรียนรู้รายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันที

สำหรับองค์กรที่สนใจจะเริ่มต้นย้าย Application สำคัญของธุรกิจขึ้นไปยังบน Cloud ทางทีมงาน Microsoft พร้อมจะช่วยเหลือ, ให้คำปรึกษา, ช่วยทำการทดสอบ และร่วมออกแบบระบบเพื่อให้ Application ของคุณได้ใช้งานเครื่องมือต่างๆ บน Microsoft Azure ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทำให้ทีม Developer สามารถเริ่มต้นเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง โดยสามารถติดต่อและพูดคุยกับทีมงาน Microsoft ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/azurethailand/ ทันทีครับ

ทั้งนี้ทาง Microsoft ในประเทศไทยเองก็มีจัด Azure Developer Camp อัปเดตความรู้ให้กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์อยู่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญช่วยสนับสนุนการใช้งาน เปิดรับ ISV ที่ต้องการช่วยลูกค้าทำ Digital Transformation ได้ในไทย อีกทั้ง Microsoft เองก็ยังมีโครงการ Microsoft BizSpark ช่วยผลักดันธุรกิจ Startup ให้เติบโตได้ด้วยความช่วยเหลือและทรัพยากรต่างๆ จาก Microsoft ดังนั้นหากใครสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกับ Microsoft และเติบโตไปพร้อมๆ กัน ก็สามารถติดต่อทีมงาน Microsoft ไปได้เลยครับ

from:https://www.techtalkthai.com/how-transcode-gtaxi-could-test-application-migration-to-microsoft-azure/

มารู้จักเทคโนโลยี Dual Inverter สุดยอดนวัตกรรมของ LG ของปี 2017 เชื่อมต่อเครื่องไฟฟ้าในบ้านผ่าน Wi-Fi ด้วยสมาร์ทโฟน

lg-smart-ac-app_20150803110809

ประเทศไทยของเรานั้นเป็นเมืองร้อน ยิ่งช่วงปีหลังๆที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าอากาศค่อนข้างร้อนเป็นระยะเวลานานเกือบตลอดปีเลยก็ว่าได้ เลยทำให้คนไทยเราต้องเพิ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่จะมาช่วยคลายร้อนกันมากขึ้น นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศหรือแอร์นั่นเอง มีหลายคนที่ถามเข้ามาว่าแล้วถ้าอยากเลือกเครื่องปรับอากาศที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่น่าสนใจของปี 2017 แล้วจะเลือกแบบไหนนี้ วันนี้ทางทีมงาน @flashfly เลยขอมาแนะนำให้ได้รู้จักกับเครื่องปรับอากาศจาก LG ที่เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดังที่ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจนั้น ลองมาดูกันเลยดีกว่า

LG-air

จริงๆแล้วเครื่องปรับอากาศจาก LG มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและน่าสนใจมาใช้อยู่หลายแบบ แน่นอนว่าเครื่องปรับอากาศในปี 2017 ก็เช่นกัน กับการนำเสนอ LG Dual Inverter ซึ่งจะมาพร้อมเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ว่าแต่เจ้า LG Dual Inverter นี้มันคืออะไร แล้วดียังไง เราลองอธิบายถึงความน่าสนใจกันแบบเข้าใจง่ายๆกันดู

ACFeature_DualCool_1600px_6

ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า เครื่องปรับอากาศภายในบ้านของ LG ที่เป็นระบบอินเวอร์เตอร์นั้น จะมีการใช้ คอมเพรสเซอร์แบบ Dual Inverter และเจ้า Dual Inverter นี่แหล่ะที่จะมาช่วยทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศใช้งานได้ดีขึ้น เพราะจะสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 70% เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความเย็นมากกว่าเดิม 15% แถมยังเย็นเร็วขึ้นกว่าเดิมได้ถึง 40% กันเลยทีเดียว

lg-smart-ac-app_20150803110809

และในยุคแห่งสมาร์ทโฟนแบบนี้ LG ก็เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้เครื่องปรับอากาศด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะ ที่จะสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่านสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านแอพพลิเคชั่น SmartThinQ ที่จะสามารถควบคุมการใช้งานเครื่องปรับอากาศได้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดเครื่อง, ปรับอุณหภูมิ และยังมีโปรแกรม Smart Diagnosis ช่วยวิเคราะห์ปัญหาในการใช้งานเบื้องต้นอีกด้วย

LG-air-2

แถมปิดท้ายด้วยการเพิ่มขนาดแอร์ให้มีตัวเลือกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้จะมีแค่ขนาด 18,000 BTU ขึ้นไปเท่านั้น แต่ในปี 2017 นี้มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 9,000 BTU จนถึง 24,000 BTU กันเลยทีเดียว

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lg.com/th/inverter

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=186820