เปิดศึก 5G เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐ รวมพลังชูธงคลื่น 2800MHz ฝั่งยุโรปค้านจีนไม่เอาด้วย

5g-network

ความพยายามผลักดันอุตสาหกรรมเครือข่ายโทรศัพท์/อินเตอร์เนตไร้สายให้ก้าวเข้าสู่ยุคของการติดต่อสื่อสารที่ 5 นั้นอาจจะมีเรื่องประเด็นให้ได้ลุ้นจับตามองกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเปิดเผยถึงความพยายามของ 3 ชาติยักษ์ใหญ่ที่มีบทบาทในอุตสาหกรรม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่ตกลงพร้อมใจกันในการผลักดันใช้งานคลื่นความถี่ 2800MHz เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ที่คาดหมายว่าจะเริ่มเปิดตัวให้บริการในเชิงพานิชย์ครั้งแรกได้ภายในช่วงปี 2020 ภายใต้โครงการ 28GHz Initiative

แต่แนวทางดังกล่าวนั้นอาจจะต้องพบแรงต้านจากชาติในฝั่งของทวีปยุโรป รวมไปถึงชาติในตะวันออกกลาง และยักษ์ใหญ่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไร้สายอย่าง จีนแผ่นดินใหญ่ ที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเอาคลื่น 2800MHz มาเป็นกุญแจหลักของการผลักดันโลกสู่เครือข่าย 5G เนื่องจากบางชาติในกลุ่มเหล่านี้ ยังมีการใช้งานช่องสัญญาณดังกล่าวสำหรับการติดต่อสื่อสารในระบบดาวเทียม

แต่อย่างไรก็ดีทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีกำหนดการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2018 ที่เมือง Pyeongchang และโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโตเกียวในปี 2020 ต่างเดินหน้าทดสอบระบบเครือข่าย 5G ต้นแบบด้วยการเลือกใช้คลื่นความถี่ 2800MHz ไปแล้ว รวมไปถึงบรรดาเครือข่ายชั้นนำในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Verizon หรือ AT&T ต่างก็เปิดโครงการนำร่องทดสอบในช่องสัญญาณนี้เช่นเดียวกัน

ที่มา:
etnews


from:http://www.macstroke.com/121803/311216-5g-frequency-contest-28ghz-pushes-for-5g-wireless

ปิดฉาก HBO บน TrueVisions

จากกรณีที่ TrueVisions และ HBO ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการเผยแพร่ช่องในเครือ HBO บนแพลตฟอร์มของ TrueVisions ทำให้ตอนนี้กล่อง TrueVisions ไม่สามารถรับชมช่องภาพยนตร์/ซีรีส์ในเครือ HBO ได้อย่างเป็นทางการแล้ว (ก่อนกำหนดเที่ยงคืนวันที่ 31 ธค 59 เสียอีก!) หลังจากช่องนี้อยู่กับ TrueVisions มายาวนานมากถึง 23 ปี

ทั้งนี้ HBO Asia ยังเปรยๆ มาอีกว่าจะยังคงเปิดให้รับชมได้ในประเทศไทย แต่จะผ่านช่องทางไหนนั้น ต้องติดตามชมกันต่อไปครับ

from:http://www.9tana.com/node/end-hbo-on-truevision/

เร่งผลิตเพิ่ม Tim Cook เผยหูฟังไร้สาย AirPods ประเดิมตลาดทำยอดขายได้ดีเยี่ยม

apple airpods

เมื่อถูกนักข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าในช่วงที่ผ่านมาของ Apple นั้นทาง Tim Cook เจ้าหน้าที่ประธานบริหารสูงสุดได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยมเยือนตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่าบริษัทมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในระหว่างที่ผู้คนหยุดยาวเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันในช่วงนี้ โดยเฉพาะการทำตลาดของหูฟังไร้สาย AirPods เองนั้นก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากบรรดารีวิวของลูกค้าผู้ใช้งานจริง แม้ว่าอาจจะประสบปัญหาวางจำหน่ายล่าช้าไปเกือบสองเดือนจากกำหนดการแรกเริ่มที่วางแผนเอาไว้

หูฟังไร้สาย AirPods นั้นอาจจะต้องเร่งกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในช่วงแรกนี้ โดยภายหลังจากเปิดตัววางจำหน่ายไปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ก็ทำให้สินค้าขาดตลาดไปชั่วคราว โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรีวิวที่ยอดเยี่ยมและการใช้งานที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงหรือเรียกใช้งาน Siri ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกส่วนตัว เพียงแค่สัมผัสเบาเคาะอย่างเป็นจังหวะเพื่อเรียกเปิดใช้งาน

ชิปเซ็ต Apple W1 นั้นเป็นหนึ่งในหัวใจหลักที่ทำงานหูฟังไร้สายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานหูฟังไร้สายมีอัตราการบริโภคพลังงานไม่มาก สำหรับการจัดการเชื่อมต่อและประมวลผลตัดลดเสียงรบกวนภายนอก การใช้งานเบื้องต้นทำได้ 5 ชั่วโมงต่อหนึ่งการชาร์จ และเคสแบตเตอรี่ยังช่วยให้เติมพลังงานทำให้หูฟังใช้งานได้อย่างน้อยราว 24 ชั่วโมง สำหรับใครที่สนใจนั้นอาจจะต้องอดใจรอประมาณ 6 สัปดาห์ สนนราคาค่าตัวนั้นอยู่ที่ 159 เหรียญสหรัฐ / 6900 บาทไทย

ที่มา:
phonearena

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ…


from:http://www.macstroke.com/121781/311216-tim-cook-on-airpods-holiday-sales-with-runaway-success

แผนการใหญ่ Foxconn ตั้งเป้าทดแทนแรงงานคน ด้วยหุ่นยนต์อัตโนมัติในสายการผลิต

foxconn factory robots

ส่งท้ายปี 2016 กันด้วยเรื่องราวความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมการผลิตในยุคต่อไป ซึ่งในเวลานี้ทาง Foxconn กำลังบุกเบิกเส้นทางใหม่อย่างแข็งขัน โดยบริษัทที่รับสัญญาจ้างผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้อิเลคทรอนิคชั้นนำจากไต้หวันนั้น มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างหุ่นยนต์ในสายการผลิตประกอบเครื่องฮาร์ดแวร์เหล่านี้ขึ้นมาแทนการใช้กำลังมนุษย์ และในเบื้องต้นมีแผนการดำเนินงานอยู่ด้วยกัน 3 ช่วงหลักๆ

อ้างอิงจากการเปิดเผยข้อมูลของ Dai Jai-peng ผู้จัดการทั่วไปคณะทำงานระบบอัตโนมัติ ระบุว่าการนำเอาหุ่นยนต์ Foxbots ที่บริษัทสามารถผลิตได้ปีละ 10,000 เครื่อง เข้ามาทดแทนการจ้างแรงงานคนนั้น เริ่มต้นที่เฟสแรกนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ทำงานประเภทที่ซ้ำไปซ้ำมาอย่างต่อเนื่อง งานที่แรงงานคนไม่อยากทำ หรือ งานที่อันตราย เฟสที่สองนั้นก็การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของหุ่นยนต์เหล่านั้น เพื่อจำนวนการใช้งานหุ่นยนต์ในสายการผลิตลง และเฟสสุดท้ายคือการใช้หุ่นยนต์ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ มีเจ้าหน้าที่ประจำแผนกกำกับดูแลเพียงส่วนหนึ่ง ตั้งแต่การผลิต ขนส่ง ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ

การติดตั้งในช่วงแรกอาจจะลงทุนแพงและยุ่งยาก เนื่องจากต้องมีการตั้งโปรแกรมให้หุ่นยนต์ทำงานในสายการผลิตตามต้องการ และต้องการตั้งค่าโปรแกรมใหม่เพื่อทำงานอีกอย่างแทนต่อไป นั่นยังเป็นสาเหตุที่แรงงานมนุษย์มีค่าจ้างถูกกว่าการใช้งานหุ่นยนต์อยู่ในเวลานี้ นอกจากนั้นแล้วด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น นครเฉิงตู นครเสิ่นเจิ้น และนครเจิ้งโจว ที่สนับสนุนเอกชนขยายกิจการเพื่อการจ้างแรงงานคนในท้องถิ่นนั้นก็ยังเป็นหนึ่งในเรื่องซับซ้อนที่เกิดขึ้น เฉพาะปีที่ผ่านมา Foxconn สามารถสร้างงานได้ 1.2 ล้านตำแหน่ง คิดเป็นแรงงานจีนประมาณหนึ่งล้านคน ทำให้การเปลี่ยนผ่านจากคนสู่หุ่นยนต์นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

เจาะลึกกันที่โรงงาน Foxconn ซึ่งตั้งอยู่ในนครเจิ้งโจวนั้น ว่ากันว่าเป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิตโทรศัพท์ iPhone ได้เฉลี่ยวันละ 500,000 เครื่อง จนถูกเรียกชื่อกันเล่นๆ ในท้องถิ่นว่าเป็นเมืองไอโฟน ก็เป็นโรงงานที่มีการนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอยู่ในเฟสที่สองเข้าไปแล้ว และคาดหมายว่าจะเป็นโรงงานแห่งแรกๆ ที่มีการนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานอย่างเต็มระบบในอนาคตต่อไป ซึ่งย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการว่าจ้างงานที่ลดลงจากระดับแสนหรืออาจจะล้านคน

ที่มา:
theverge


from:http://www.macstroke.com/121779/311216-foxconn-grand-plan-to-replace-most-of-workers-with-foxbots

สื่อญี่ปุ่นอ้างผู้ผลิตชิ้นส่วนเผย Apple ส่อลดกำลังการผลิต iPhone รับไตรมาสแรก

iphone 7 wet

มีรายงานเปิดเผยออกมาในช่วงส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่ขวบปีใหม่อ้างอิงจากแหล่งข่าวโดยการเปิดเผยของ Nikkei หนังสือพิมพ์ทางธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น ระบุถึงข้อมูลเกี่ยวกับกำลังการผลิตโทรศัพท์ iPhone 7 ที่ถูกคาดหมายจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนว่าทาง Apple อาจจะตัดสินใจลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนจำเป็นสำหรับการผลิตเครื่องโทรศัพท์เรือธงลดลงอย่างน้อยที่ระดับ 10 เปอร์เซ็นต์

สาเหตุที่อาจจะอยู่เบื้องหลังดังกล่าวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เนื่องจากผ่านพ้นปีปฏิทินเก่าอันเป็นเทศกาลหยุดยาวจับจ่ายซื้อหาของขวัญเพื่อการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีไปแล้วนั่นเอง อีกทั้งเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดซ้ำรอยเช่นเดียวกับตอนครั้งที่ทำตลาดในรุ่น iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ที่ต้องประสบกับช่วงของการประคองตัวผ่านช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา

ทำให้อาจจะต้องติดตามดูความคืบหน้าเพิ่มเติมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2017 ต่อไป อย่างไรก็ดีนั้นเองมีการคาดหมายว่าบรรดาบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นั้นอาจจะตั้งเป้าระยะยาวมองไปถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ประจำปี 2017 ที่จะเป็นฮาร์ดแวร์รุ่นฉลองครบรอบ 10 ปี กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว

ที่มา:
phonearena

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ…


from:http://www.macstroke.com/121783/311216-apple-reportedly-plan-to-cut-iphone-productions-17q1

คอหนังยิ้ม Apple เตรียมเปิดทดสอบเบต้า iOS 10.3 เพิ่มโหมดโรงภาพยนตร์

apple ios 10

เชื่อได้ว่าการซื้อตั๋วหนังเข้าไปรับชมในโรงภาพยนตร์ทุกวันนี้ ไม่มากก็น้อยสักครั้งหนึ่งที่อาจจะเจอการนำเอาสมาร์ทโฟนขึ้นมาเล่นในระหว่างดูหนังบนจอยักษ์ไปด้วย ซึ่งเป็นการเสียมารยาทอยู่ไม่น้อยเมื่อแสงหน้าจอที่สว่างขึ้นในโรงที่ปิดไฟมืดนั้นย่อมอาจจะสร้างอาการรบกวนสายตาผู้ชมท่านอื่นเอาได้ง่ายๆ แต่ดูเหมือนว่าในอนาคตอาจจะมีตัวช่วยที่ดีมากขึ้นผ่านการออกแบบประสบการณ์การใช้งานระบบปฏิบัติการซอฟท์แวร์จาก Apple

โดยอ้างอิงจากการเปิดเผยของ Sonny Dickinson หนึ่งในมือปล่อยข่าวลือภาพหลุดที่มีชื่อเสียง นั้นได้เปิดเผยระบุผ่านบัญชีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่าทาง Apple นั้นกำลังจะเปิดทดสอบซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการรุ่นเบต้า iOS 10.3 ภายในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคม 2017 ราววันที่ 10 ซึ่งในการอัพเดทใหม่ดังกล่าวนี้จะมีการเพิ่มเติมการใช้งานโหมดโรงภาพยนตร์เข้ามาเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Theatre Mode หรือโหมดโรงภาพยนตร์ดังกล่าวนี้ ได้ถูกอ้างอิงว่าจะเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานเครื่องที่ระบบเสียงการแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งหมดที่อาจจะดังขึ้นมารบกวนระหว่างการรับชมภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป้นสายเรียกเข้า ข้อความต่างๆ อีกทั้งจะปรับลดความสว่างหน้าจอลงอัตโนมัติ แต่ในการนำมาใช้งานเบื้องต้นนี้ทางผู้ใช้งานเครื่องอาจจะต้องเปิดใช้งานด้วยตัวเองไปก่อน แต่ในอนาคตอาจจะบังคับเปิดได้อัตโนมัติเมื่อตัวเครื่องสามารถอ้างอิงตำแหน่งผู้ใช้งานได้ผ่านระบบการระบุตำแหน่งบนแผนที่นำทาง

ที่มา:
phonearena

อ่านข่าวและบทความอื่นที่น่าสนใจต่อ…


from:http://www.macstroke.com/121787/311216-apple-ios-10-3-reportedly-to-add-theatre-mode

ใกล้ความจริง วีดีโอมุมสูงอัพเดทงานก่อสร้างสำนักงาน Apple Campus II

apple campus 2 dec2016

อัพเดทความเคลื่อนไหวสุดท้ายในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นความเคลื่อนไหวของงานก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่อย่าง Apple Campus II ที่ถูกบันทึกภาพด้วยกล้องวีดีโอมุมสูงผ่านการควบคุมหุ่นยนต์อากาศยานไร้คนขับ (Drone) ในบริเวณไซต์ก่อสร้างนั้นเอง ซึ่งเป็นภาพวีดีโออัพเดทล่าสุดเมื่อช่วงคริสมาสต์ที่่ผ่านมานี้เอง

จากวีดีโอเราก็จะเห็นได้ว่าตัวอาคารนั้นเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ มีการติดตั้งส่วนต่างๆ ไปตามกระบวนการไม่ว่าเป็นชิ้นงานกระจกขนาดใหญ่หรือชุดแผงโซลาร์เซลล์สำหรับเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีการคาดหมายว่าในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมนี้งานก่อสร้างโดยภาพรวมสำเร็จลุล่วงไปแล้วกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ และกำลังดำเนินการเร่งมือในส่วนของการตกแต่งตามจุดต่างๆ ภายในตัวอาคารกันบ้างแล้ว บริเวณโดยรอบมีการปรับปรุงพื้นที่อยู่ทั่วไปและเริ่มมีการนำเอาต้นไม้ในท้องถิ่นมาลงดินปลูกโดยรอบตามลำดับ

โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ภายใต้ชื่อเล่นว่า Spaceship นี้ได้ถูกประกาศออกสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการในช่วงขวบปี 2011 โดย Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผู้ล่วงลับ เนื้อที่ทั้งหมดของโครงการมีขนาด 2.8 ล้านตารางฟุต เมื่อสร้างสำเร็จแล้วจะสามารถรองรับพนักงานได้ 12,000 ชีวิต และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งการผลิตที่ปราศจากการก่อมลพิษต่อสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ

ที่มา:
apple insider


from:http://www.macstroke.com/121795/311216-apple-campus-2-construction-update

ขยายเวลาแพ็กเสริม True 4 Mbps สมัครได้ถึงสิ้นปี 60

Truemove H สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวแพ็กเกจเสริมเน็ตความเร็ว 4Mbps แบบไม่จำกัดปริมาณการใช้งานออกมาให้ลูกค้าได้สมัครใช้เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเป็นการทดลองตลาด ล่าสุดตอนนี้ ได้มีการขยายระยะเวลาจากเดิมที่จะสิ้นสุดการขายในวันที่ 5 มกราคม 2560 เพิ่มออกไปไกลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เลยครับ

รายละเอียดการขยายระยะเวลาสมัครโปร 4Mbps ของ Truemove H

  • แบบ 7 วัน 150 บาท : สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560
  • แบบ 30 วัน 450 บาท : สิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2560

ส่วนโปรเน็ตไม่จำกัดความเร็ว 1Mbps ยังคงกำหนดเวลาเดิมคือ 5 มกราคม 2560 ต้องติดตามข่าวครับว่าจะมีการขยายหรือไม่

from:http://www.9tana.com/node/true-4mbps-extend/

เปรียบเทียบสเปค Huawei Mate 9, Mate 9 Pro และ Mate 9 Porsche Design สามขุนพลกล้อง LEICA ใหม่ แล้วจะเลือกรุ่นไหนดี

สิ้นสุดการรอคอยกันแล้ว สำหรับการเปิดตัว Huawei Mate 9 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Huawei ที่หมายมั่นปั้นมือมาเจาะตลาดมือถือระดับไฮเอนด์ ซึ่งก็สร้างกระแสได้ดีทีเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้มีเรื่องที่น่าลำบากใจอยู่อย่าง แต่ไม่ใช่เรื่องของดีไซน์หรือคุณสมบัติตัวเครื่องนะ แต่กลับเป็นเรี่องที่ Huawei ได้นำ Huawei Mate 9 Pro และ Mate 9 Porsche Design เข้ามาจำหน่ายเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานในไทยด้วยนั้นเอง ซึ่งจุดนี้นี่แหละที่ทำให้คนกำลังสนใจเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องขึ้นมาทันที รวมถึงบางคนก็อาจยังไม่ทราบถึงความแตกต่างของทั้งสามรุ่นว่า เหมือนและต่างอย่างไรกันบ้าง และรุ่นไหนที่จะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ดังนั้นเพื่อให้หลายคนตัดสินใจง่ายขึ้นอีกนิด จึงขอพาทุกคนไปดูจุดแตกต่างของ Huawei Mate 9 ทั้งสามรุ่นกันเลย

เริ่มกันที่สเปกตัวเครื่อง Huawei Mate 9 ทั้งสามรุ่น

ในด้านของสเปกตัวเครื่องนั้น ทั้งสามรุ่นจากมีข้อแตกต่างกันอยู่ 4 จุดใหญ่ ดังนี้ครับ

  • หน้าจอแสดงผล : ในด้านของหน้าจอ Huawei Mate 9 จะเป็นรุ่นเดียว ที่มาพร้อมหน้าขนาดใหญ่ 5.9 นิ้ว ใช้พาแนล IPS และให้ความละเอียดมาที่ระดับ FullHD เท่านั้น ส่วนของ Mate 9 Pro และ Mate 9 Porsche Design จะมีหน้าจอขนาดที่เล็กกว่า โดยมาพร้อมหน้าจอโค้งขนาด 5.5 นิ้ว ใช้พาแนล AMOLED และให้ความละเอียดมาที่ QuadHD หรือ 2K 
  • RAM/ ROM : Huawei Mate 9 จะมาพร้อม RAM 4GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB ในขณะที่ Mate 9 Pro จะมาพร้อม RAM 6GB และ ROM 128GB ส่วนด้าน Mate 9 Porsche Design จะเป็นรุ่นที่ให้หน่วยความจำภายใน (ROM) มามากที่สุดคือ 256GB และมี RAM เท่าตัว Pro ที่ 6GB
  • การรองรับ MicroSD Card : ในบรรดาทั้งสามรุ่นจะมีเพียง Huawei Mate 9 เท่านั้น ที่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วย MicroSD Card ซึ่งรองรับได้สูงสุดที่ 256GB
  • การใช้งาน 2 ซิมการ์ด : ผลจากการรองรับ MicroSD Card ได้ของ Huawei Mate 9 เลยทำให้เป็นรุ่นเดียวที่รองรับการใช้งานซิมการ์ด 2 ซิม แบบ Hybrid ที่ต้องเลือกใช้งานระหว่างซิม 2 กับ MicroSD Card ในขณะที่อีกสองรุ่นทั้ง Mate 9 Pro และ Mate 9 Porsche Design จะรองรับการใช้งานซิมการ์ด 2 ซิม โดยไม่ต้องเลือกเปลี่ยนใช้ได้เลย

บทสรุปด้านสเปกตัวเครื่องของ Huawei Mate 9, Huawei Mate 9 Pro, Huawei Mate9 Porsche Design 

 

Huawei Mate 9

 

Huawei Mate 9 Pro

Porsche Design

Display

IPS 5.9” FullHD

AMOLED 5.5 QHD

AMOLED 5.5 QHD

CPU

Hisilicon Kirin 960 Octa-core 2.4GHz + i6 Co-Processor

Hisilicon Kirin 960 Octa-core 2.4GHz + i6 Co-Processor

Hisilicon Kirin 960 Octa-core 2.4GHz + i6 Co-Processor

GPU

Mali-G71 MP8

Mali-G71 MP8

Mali-G71 MP8

RAM

4GB

6GB

6GB

ROM

64GB

MicroSD Card 256GB

128GB (No Support MicroSD card)

256GB (No Support MicroSD card)

Camera

Dual cam Leica Gen 2

Rear (F2.2)

  • RGB 12 MP

  • Monochrome 20 MP

Front : 8 MP (AF, F1.9)

Dual cam Leica Gen 2

Rear (F2.2)

  • RGB 12 MP

  • Monochrome 20 MP

Front : 8 MP (AF, F1.9)

Dual cam Leica Gen 2

Rear (F2.2)

  • RGB 12 MP

  • Monochrome 20 MP

Front : 8 MP (AF, F1.9)

OS

Android OS 7.0 Nougat with EMUI 5.0

Android OS 7.0 Nougat with EMUI 5.0

Android OS 7.0 Nougat with EMUI 5.0

Dual SIM

Hybrid

Dual SIM

Dual SIM

FingerPrint

รองรับ

รองรับ

รองรับ

Battery

4000 mAh

4000 mAh

4000 mAh

Price

23,900 บาท

27,900 บาท

49,900 บาท

ด้านดีไซน์การออกแบบ

Huawei ได้ทำการออกแบบ Mate 9 ด้วยแนวทางการออกแบบ “Bold, Meticulous and Refine” ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่ยึดเอาเอกลักษณ์ของซีรีย์ Mate ที่มองปัปเรารู้ทันทีว่าคือ สมาร์ทโฟนซีรีย์ Mate มาผสมผสานเข้ากับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบต่างๆ จากธรรมชาติ โดยตัวเครื่องมีขนาดกกว้าง 78.9 มิลลิเมตร สูง 156.9 มิลลิเมตร หนา 7.9 มิลลิเมตร มีน้ำหนักตัวเครื่องรวม 190 กรัม

ในขณะที่ Mate 9 Pro จะมีดีไซน์การออกแบบที่แตกต่างจาก Mate 9 อย่างเห็นได้ชัด โดยด้านหน้าของตัวเครื่องจะใช้หน้าจอแสดงผลแบบโค้ง (หน่อยๆ) ขนาด 5.5 นิ้ว ทำให้ตัวกระจกหน้าจอจะดูโค้งลงไปที่ด้านข้างตัวเครื่องเล็กน้อย ในขณะที่ด้านล่างของหน้าจอ จะมีการเพิ่มปุ่มกดแบบสัมผัสที่ติดตั้งเทคโนโลยี Haptic Feedback มาไว้บริเวณด้านล่างหน้าจอ เพื่อใช้สำหรับสแกนลายนิ้วมือ ในขณะที่ Mate 9 จะไม่มี ซึ่งมีขนาดตัวเครื่องกว้าง 75 มิลลิเมตร สูง 152 มิลลิเมตร หนา 7.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักตัวเครื่องรวม 169 กรัม

ด้าน Huawei Mate 9 Porsche Design สมาร์ทโฟนสุดหรู ที่ทาง Huawei จับมือกับทีมออกแบบของแบรนด์หรู Porsche Design ในการนำเทคโนโลยีของ Huawei มาผสมผสานเข้ากับการออกแบบขั้นเทพของ Porsche Design ภายใต้แนวทางการออกแบบ “Two Trailblazing Band, One Revolutionary Design” ซึ่งตัวเครื่องจะมีความคล้ายกับ Mate 9 Pro เกือบทั้งหมด บริเวณด้านบนหน้าจอจะมีข้อความ “Porsche Design” ระบุไว้อย่างชัดเจน และด้านหลังตัวเครื่องบริเวณตรงกลางฝาหลังก็จะมีสัญลักษณ์โลโกของ Porsche Design โดยมีขนาดตัวเครื่องกว้าง 75 มิลลิเมตร สูง 152 มิลลิเมตร หนา 7.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักตัวเครื่องรวม 165 กรัม

จุดเด่นหลักเพิ่มเติมจาก Huawei P9/P9 Plus

เชื่อว่าน่าจะเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลายคนอย่างแน่นอนว่า Huawei Mate 9 ซีรีย์ มีข้อแตกต่างอะไรจาก Huawei P9/P9 Plus บ้าง แน่นอนว่าจุดแตกต่างใหญ่ๆ คือ เรื่องของดีไซน์และสเปกตัวเครื่อง ในขณะที่รายละเอียดเพิ่มเติมในจุดอื่นๆ มีดังนี้ครับ

  • กล้อง Dual cam LEICA Gen 2 : เป็นจุดแรก ที่ถูกเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเข้ามาจาก Huawei P9 และ P9 Plus โดยกล้องคู่บน Huawei Mate 9, Mate 9 Pro และ Porsche Design Huawei Mate 9 จะเป็นกล้องคู่ตัวเดียวกัน ที่เป็น Dual Cam LEICA Gen 2 ซึ่งมีการพัฒนาขั้นตอนของการโปรเซสภาพเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ รวมทั้งเพิ่มความละเอียดของกล้อง Monochrome มาเป็น 20 MP จากเดิม 12MP ทำให้ภาพที่ได้มีความคมและมีมิตมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านฟังก์ชั่นของตัวกล้อง รองรับการถ่ายภาพวีดีโอที่ระดับความละเอียด 4K, มีโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอมาให้ (ของเดิมปรับเอง), Hybrid Zoom และทาง Huawei ก็ได้ใส่ระบบ OIS เข้ามาให้ด้วย ในขณะที่ตัว Gen 1 จะไม่มีทั้งหมด

 

  • EMUI 5.0 + Machine Learning : สมาร์ทโฟนซีรีย์ Mate 9 ทั้งสามรุ่น จะมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS 7.0 Nougat ตั้งแต่แกะกล่อง ซึ่งตัว OS ก็จะมีการครอบทับด้วย EMUI เวอร์ชั่น 5.0 ที่ทาง Huawei พัฒนาขึ้นมาใหม่ ทั้งเรื่องดีไซน์ที่มีการปรับเปลี่ยนให้ดูสบายๆ และเรื่องของระบบการทำงานที่ครั้งนี้ ทาง Huawei เผยว่า ได้นำเทคโนโลยี Machine Learning เข้ามาผสานเข้ากับตัว OS ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน เพื่อเลือกการประมวลผลให้เหมาะสม ส่งผลให้เมื่อใช้งานไปนานๆ ตัวเครื่องจะไม่เกิดอาการช้า หรือหน่วง เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ ตอนนี้ยังไม่มีบน Huawei P9/P9 Plus 

  • Enhanced Power : เป็นระบบจัดการด้านพลังงานบนตัวเครื่องของ Huawei Mate 9 ทั้งสามรุ่น ที่ทาง Huawei ใส่เข้ามาเพื่อให้ช่วยควบคุมเรื่องของการชาร์จพลังงานเข้าแบตเตอรี่แบบรวดเร็วเป็นไปได้อย่างปลอดภัย โดยตัวระบบจะควบคุมการทำงานด้วยกันถึง 5 ชั้น ซึ่งจะดูแลเรื่องของการปล่อยประจุ, อุณหภูมิขณะชาร์จ ให้เหมาะสมตลอดการใช้งาน โดยทาง Huawei เคลมว่าระบบชาร์จเร็วตัวนี้ สามารถชาร์จแบตเพียง 20 นาที ก็สามารถสแตนบายการใช้งานได้ทั้งวัน

 

บทสรุป 

มาถึงตรงนี้เชื่อว่า หลายคนน่าจะมองจุดแตกต่างหลักๆ ของทั้งสามรุ่นได้แล้ว และน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วด้วยเช่นกัน แต่สำหรับใครที่ยังลังเลใจว่ารุ่นไหนดี แนะนำว่า ลองถามตัวเองดูก่อนครับว่ามีงบประมาณเท่าไร ไลฟ์สไตล์การใช้งานเป็นอย่างไร เพราะทั้ง 3 รุ่นนั้นจะแตกต่างกันในเรื่องของดีไซน์และสเปกตัวเครื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วหากไม่ได้ติดเรื่องของขนาดหน้าจอ และต้องการความแรงในระดับเต็มสตรีม Huawei Mate 9 ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมดแล้วครับ แต่ถ้าหากต้องการความสุดจริงๆ และมีงบไปเพิ่มอีกหน่อย Huawei Mate 9 Pro ก็รอทุกท่านอยู่ครับ! และหากใครอยากได้ความ Limited เป็นหนึ่งใน 800 คนแล้วล้าก็ Huawei Mate 9 Porsche Design คือคำตอบครับ

from:http://droidsans.com/compare-spec-huawei-mate-9-mate-9-pro-and-porsche-design

3 แนวทางกู้ชื่อเสียง เลี่ยงปัญหาดราม่าโซเชียล

slip-up-danger-careless-slippery

ในปี 2016 ที่กำลังจะจบลง อาจมองได้ว่าเป็นปีที่มี blogger – Celeb ดาราคนดังหลายคนต้องจบตัวตนบนโลก Social Media ลงอย่างคาดไม่ถึง เพียงเพราะพฤติกรรมที่มาจากความโกรธชั่ววูบ หรือบางคนก็อาจกระทำในสิ่งที่เรียกว่า “คิดสั้น” ด้วยวิธีตัดต่อ หลอกลวงเพื่อหวังยอด Like และอีกมากมายหลายพฤติกรรม ซึ่งหากมองว่าตัวตนเหล่านั้นเป็นแบรนด์แล้ว ก็คงต้องบอกว่าน่าเสียดาย เพราะกว่าจะปั้นจนมีฐานแฟนคลับบนโลก Social ได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อย่างไรก็ดี การจะหวังได้เห็นคนดังที่เจอดราม่าโซเชียลพยายามจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมานั้นยิ่งยากกว่า เพราะสิ่งที่เราได้เห็นกันจนชินตาก็คือ บรรดา blogger – celeb มักแสดงออกถึงความรั้นไม่ฟังใคร หรือหากหนักข้อมากๆ ก็อาจบล็อคคนที่เห็นต่างออกไปจากชุมชนของตัวเอง เหลือไว้แต่กลุ่มแฟนคลับที่ให้กำลังใจกันเท่านั้น

แต่สำหรับใครที่สนใจอยากหาวิธีแก้ไขจากการถูกโลกโซเชียลพาลงกระทะมาม่า ในวันส่งท้ายปีเก่าอย่าง 31 ธันวาคมนี้ เรามีแนวทางมาฝากไว้ให้ได้เตรียมตัวกัน เริ่มจาก

1. อย่าโต้ตอบโดยฉับพลัน

Blogger หลายคนตกม้าตายเพราะอารมณ์ขึ้นทันทีที่เห็นคนอื่นแสดงความคิดเห็นไม่เป็นไปตามที่ตนเองคิดไว้ ก็เลยตอบกลับอย่างเผ็ดร้อน ในกรณีนี้ ทางที่ดีอย่าเพิ่งตอบกลับโดยฉับพลัน แต่ให้ประชุมระดมความเห็นจากทีมงาน ขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ที่นับถือ ก่อนจะตอบอย่างมีสติ

2. อย่าปกปิดความผิดพลาด

ความผิดพลาดที่หนักข้อยิ่งกว่าก็คือการพยายามปกปิดความผิดพลาดที่ตนเองทำลงไป บางคนอาจลบโพสต์ แล้วทำประหนึ่งว่าตนเองไม่เคยทำอย่างที่เขากล่าวหากัน บางคนอาจบอกว่าถูกแฮคบัญชี และอีกมากมายหลายข้ออ้างให้ตนเองพ้นผิด สิ่งสำคัญก็คือ ยิ่งคุณปกปิดความผิดพลาดมากเท่าไร ชื่อเสียงของคุณเองก็ถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น

3. พยายามสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณขึ้นมาใหม่

มีหลายคนที่สามารถแก้ไขวิกฤตและสร้างโอกาสขึ้นมาได้ใหม่จากปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ที่สำคัญ คนเหล่านี้ไม่เคยปล่อยปัญหาทิ้งไว้โดยไม่ใส่ใจ เขาจะลงไปหาลูกค้า และดูว่าปัญหาคืออะไร จากนั้นจะพยายามแก้ไขให้ลูกค้ากลับมาพอใจอีกครั้งให้ได้

ปีหน้าฟ้าใหม่ ขอให้เป็นปีที่ไม่เจอดราม่าเยอะเท่าปีนี้ก็จะดีที่สุดค่ะ

ที่มา: Inc.com

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2016/12/how-to-bounce-back-from-a-social-media-disaster/